เจริญศักดิ์ ศาลากิจ หารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ โดยเสนอแนวคิดที่ควรคำนึงถึงหลักทฤษฎีทางสังคมวิทยา และพระราชดำรัส โดยเฉพาะการส่งเสริมให้คนดีได้มีอำนาจและควบคุมคนไม่ดีเพื่อสร้างความเสียหายแก่บ้านเมือง นอกจากนี้ยังเสนอให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และยกเลิกระบบสังกัดพรรคการเมือง เพื่อส่งเสริมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ไม่ต้องพึ่งพาฐานเสียงของพรรคการเมือง และควบคุมการใช้เสียงข้างมากเพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ตลอดจนผู้ติดตามการอภิปราย เรื่องการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ กระผม รองศาสตราจารย์เจริญศักดิ์ ศาลากิจ สมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๔๗ กระผมเชื่อว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปตามความในมาตรา ๓๕ แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งตามมาตรา ๓๖ ผมก็ได้รับโอกาสจากสภาปฏิรูปแห่งชาติเพื่อจะให้คำแนะนำและให้ความเห็นท่านประธานครับ า้าเวลาการอภิปรายของผมเกิน ๑๐ นาที ก็จะขอให้ท่านหักเวลาไปในการอภิปรายครั้งหน้า ด้วยนะครับ
ท่านประธานครับ ผมก็ต้องขออนุญาตเอ่ยก่อนว่า อาชีพผมเป็นอาชีพสัตวแพทย์ ซึ่งมันเป็นอาชีพประหลาดนะครับ คือผมคุยกับคนไข้ คนไข้ไม่ตอบผม แต่ผมรักษาคนไข้ได้ เพราะฉะนั้นอาชีพแปลกประหลาดอย่างนี้ มันก็ต้องมีหลักวิชาการซ่อนเร้นอยู่ ซึ่งผมก็คง จะต้องาือหลักวิชาการเป็นหลักใหญ่ในการพิจารณาครั้งนี้นะครับ ท่านครับรัฐธรรมนูญ ที่เรากำลังจะสร้างกันอยู่ มันคือรัฐธรรมนูญแบบลายลักษณ์อักษร ก็าือกำเนิดฉบับแรก ในประเทศสหรัฐเอมริกาหลังจากการต่อสู้แยกเอกราชจากสหราชอาณาจักรและประเทศอังกฤษ ท่านอาจารย์ ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์บุญศรี ท่านได้กล่าวในบทนำทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยยกคำกล่าวของโปรเฟสเซอร์ (Professor) ไคเซอร์ นักกฎหมายมหาชนชาวเยอรมัน บอกว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับในโลกนี้ที่ประกาศใช้ภายหลังปี ค.ศ. ๑๗๘๙ หรือประมาณ พ.ศ. ๒๓๓๒ ล้วนเป็นผลิตผลจากการศึกษารัฐธรรมนูญเชิงเปรียบเทียบ ซึ่งการ ร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็จะเป็นการร่างเพื่อเปรียบหลักกฎหมายเปรียบเทียบ ก็คือเอาความดีงาม ของรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งในประเทศหนึ่งมาปรับใช้กับความดีงามให้มันเหมาะสมกับ อีกประเทศหนึ่งครับ แต่มันมีหลักสำคัญอยู่อย่างหนึ่งคือมูลเหตุนั้นจะต้องมีการยอมรับ แนวความคิดทางการเมืองมาเป็นแนวปฏิบัติครับ จึงจะต้องใช้หลักการเลียนแบบต่าง ๆ ในเชิงเปรียบเทียบที่ลึกซึ้ง รวมาึงจะต้องประยุกต์ให้เข้ากับลักษณะทางสังคมวิทยาของแต่ละประเทศ ท่านประธานครับ ความคิดที่เรียกว่านิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยานั้น มีนักนิติศาสตร์หลายท่าน ที่กล่าวาึงในเรื่องนี้ แต่ผมขออนุญาตยกคำกล่าวของนักกฎหมายผู้เป็นคณบดี ของคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โปรเฟสเซอร์ปาวด์ ซึ่งพูดาึงคำว่า โซเชียล เอ็นจิเนียริง (Social engineering) วิศวกรสังคม ท่านบอกว่าการปรุงแต่งสังคมมนุษย์ เกิดขึ้นได้ด้วยการใช้ความรู้ในด้านกฎหมายและด้านอื่น ๆ ก็เพื่อทำให้สังคมมีความน่าอยู่ อย่างมีความสุข ซึ่งหมายาึงว่าสังคมมีความกลมกลืนกัน มีฮาร์โมนี (Harmony) เกิดขึ้น แต่เพราะว่าความไม่กลมกลืนของสังคมครับ จึงนำมาสู่ความขัดแย้ง ซึ่งความขัดแย้งมันก็คือ เรื่องผลประโยชน์ครับ ผลประโยชน์กันเองครับ ระหว่างเอกชน หรือระหว่างเอกชนกับกลุ่มเอกชนด้วยกัน ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของนักนิติศาสตร์ที่จะต้องใช้หน้าที่ตามกฎหมายที่จะปรับผลประโยชน์ที่ขัดกัน ในสังคมนั้น ก่อให้เกิดการลงรอย ให้อยู่ร่วมกันได้ดี โดยไม่ให้แต่ละฝ่ายเสียเปรียบ เสียประโยชน์ของตนจนเกินควรหรือให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้รับประโยชน์เกินประมาณของตนเอง โดยการต่อสู้ต้องเกิดให้น้อยที่สุดครับ ซึ่งทฤษฎีผลประโยชน์นั้นในสังคมเขาแบ่งเป็น ๓ ระดับครับ ก็คือประโยชน์ของเอกชน อินดิวิดวล อินเทอเรสท์ (Individual interest) ซึ่งเป็น ข้อเรียกร้องโดยตรงต่อการมีชีวิตอยู่อย่างปกติของเอกชนแต่ละท่าน ประโยชน์สาธารณะ พับลิก อินเทอเรสท์ (Public interest) เป็นข้อเรียกร้องเกี่ยวกับชีวิตที่อยู่ในสังคม ตามอัตภาพความเป็นมนุษย์ครับ ประโยชน์ทางสังคม โซเชียล อินเทอเรสท์ (Social interest) ซึ่งเป็นความหมายรวมาึงกับความมั่นคงทั่วไปการป้องกันศีลธรรมของสังคม ตลอดจนการพิทักษ์รักษาทรัพยากรทางสังคม เพื่อประโยชน์ในความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรมของประเทศ ซึ่งคงจะต้องสอดคล้องกับคำกล่าว ซึ่งเมื่อวานนี้ ท่านอลงกรณ์ยกคำกล่าวของท่านประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ บอกว่า ทุกตัวอักษรของรัฐธรรมนูญ คืออนาคตของลูกหลานเรา ท่านครับ รัฐธรรมนูญของเราคงจะต้องยืนอยู่บนหลัก ของนักปรัชญา นิติปรัชญาสมัยใหม่ซึ่งเกิดขึ้นหลังวิชาสังคมศาสตร์เพื่อทำให้กฎหมายเป็น เครื่องมือของสังคมในการอยู่ร่วมและมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนร่วมกันทั้งสังคม เพื่อทำให้ การใช้กฎหมายอยู่บนพื้นฐานทางสังคมและเป็นจริง ท่านครับท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์อมร จันทรสมบูรณ์ ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับหลักปรัชญาเชิงสังคมศาสตร์ มีการพิมพ์แพร่หลาย โดยเฉพาะบทความในวันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๕๑ซึ่งอยู่ในเวิลด์วายเว็บ พับ-ลอว์ ดอทเน็ต (WWW.pub-law.net) ท่านประธานครับ ในการเตรียมตัวเพื่อจะให้ข้อมูลต่อ คณะกรรมาธิการครั้งนี้ กระผมก็ใช้ข้อความคิดและผลงานทางวิชาการของศาสตราจารย์ ดอกเตอร์อมร จันทรสมบูรณ์ เป็นหลัก ท่านอาจารย์ได้เคยวิเคราะห์ว่า ปัญหาของระบบ เผด็จการโดยพรรคการเมือง ซึ่งมันปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ตั้งแต่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ จนกระทั่งเป็นผลิตผลของรัฐธรรมนูญ ท่านบอกว่า มีปัญหา ๓ ประการ คือ
๑. การกำหนดให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมือง
๒. การแสดงมติของ ส.ส. ต้องอยู่ภายใต้มติของพรรคการเมือง
๓. นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส.
ท่านครับ ดังนั้นในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมก็จะเห็นความพยายามของ ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่พยายามจะแก้ไขปัญหาดังกล่าว ตามความ ในมาตรา ๑๑๒ ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมือง หรือมาตรา ๗๖ วรรคห้า การมีมติของพรรคการเมืองให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลงมติใดในสภาผู้แทนราษฎรจะกระทำได้ต่อเมื่อที่ประชุมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่สังกัดพรรคเท่านั้น ตลอดจนข้อความที่ปรากฏที่มาตรา ๑๑๖ มาตรา ๑๓๑ ผมคงต้อง ขอกราบเรียนเป็นข้อสังเกตว่ามาตรการเหล่านี้รัดกุม เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาระบบเผด็จการ ในพรรคการเมืองหรือไม่ เพื่อให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้โปรดกรุณาได้ทบทวนด้วยนะครับ
ท่านประธานครับ มีอีกประเด็นหนึ่งซึ่งผมค่อนข้างที่จะสนใจเป็นพิเศษก็คือ การออกแบบรัฐธรรมนูญ หมวด ๑ มาตรา ๗๓ ผู้นำทางการเมืองทั้งระดับชาติและระดับ ท้องาิ่นต้องเป็นพลเมืองดี คำว่า พลเมืองดี ประชาชน ราษฎร หรือปวงประชาชาวไทย มันมี ความหมายในตัวของมันเอง ซึ่งในหลักของปรัชญา โพสต์ โมเดิร์น (Post modern) ข้อความที่มันเป็นวาทกรรมที่สามาราที่จะไหลเลื่อนและตีความได้อย่างหลากหลาย เป็นอันตรายครับ โดยเฉพาะา้าท่านได้พิจารณาความเป็นพลเมืองดีจากหน้าที่ตามมาตรา ๒๗ ซึ่งท่านต้องพิจารณาาึงมาตรา ๒๗ (๒) ก็คือพลเมืองต้องมีหน้าที่รับราชการทหาร นั่นหมายาึงว่าพลเมืองเป็นเฉพาะผู้ชายหรือครับ นี่ก็คือเป็นประเด็นที่คงจะต้องกลับไป พิจารณาทบทวน หรือกรณีการพิจารณาพลเมืองดีตามมาตรา ๒๘ ตามหน้าที่พลเมืองว่า ต้องมีหน้าที่ในสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ สมัชชาพลเมือง องค์กรตรวจสอบภาคประชาชน องค์กรอื่น ๆ รวมทั้งการอ้างอิงลักษณะพลเมืองตามมาตรา ๒๖ (๒) พลเมืองต้องไม่กระทำการ ที่ทำให้เกิดความเกลียดชังระหว่างคนในชาติ หรือศาสนา หรือไม่ยั่วยุให้เกิดการเลือกปฏิบัติ การเป็นปฏิปักษ์ หรือการใช้ความรุนแรงระหว่างกัน ซึ่งา้าท่านกำหนดให้สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ เป็นผู้กำหนดตามความในมาตรา ๗๗ ผมก็คงต้องกราบเรียนาึงข้อห่วงกังวลของผมเป็นอย่างยิ่ง เพราะนั่นคือการทำให้เกิดองค์กรใหม่ ซึ่งทรงอำนาจอย่างยิ่งนะครับ แล้วท่านจะมีมาตรการอย่างไร ในการควบคุมกำกับการใช้อำนาจขององค์กรนี้ละครับ ซึ่งผมก็ได้เคยพิจารณาและเคย ได้อภิปรายในที่ประชุมแห่งนี้เกี่ยวกับเรื่องของสมัชชาคุณธรรมไปแล้วนะครับ ท่านประธานครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังได้ก่อให้เกิดหลักการใหม่หลักการหนึ่งก็คือหลักการจังหวัดหรือพื้นที่ จัดการตนเองตามความในมาตรา ๘๒ (๓) และา้าเชื่อมโยงมาตรา ๗ เพราะเมื่อเชื่อมโยงกับ หมวด ๗ เรื่องการกระจายอำนาจและการบริหารท้องาิ่น ในมาตรา ๒๑๑ มาตรา ๒๑๕ ท่านจะต้องระมัดระวังแล้วนะครับ เพราะคำว่า พลเมืองา้าเกิดความหมายเป็นบุคคล ผู้มีสัญชาติจากการเกิดในประเทศไทยมันย่อมเกิดเหตุการณ์ที่น่าเป็นห่วง เพราะเขาสามารา จะเปลี่ยนแปลงขอบเขตอำนาจต่าง ๆ มีหลายเรื่องที่ท่านพงศ์โพยม ซึ่งจะขออนุญาตกล่าวนาม ท่านได้กล่าวและตั้งข้อสังเกตที่น่าเป็นห่วงและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งนะครับ
สุดท้ายผมคงต้องขออนุญาต นำบทความทางวิชาการชิ้นหนึ่ง ซึ่งตีพิมพ์ในบทบัณฑิต เล่มที่ ๗๐ ตอนที่ ๔ เดือนธันวาคม ๒๕๕๗ เรื่องการวางโครงสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เนื้อความ โดยสรุปดังนี้นะครับ ท่านกล่าวว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อเป็นกติกาในการปฏิรูป โครงสร้างทางการเมือง เป็นส่วนหนึ่งของศาสตร์ทางสังคม จึงขอกล่าวหลักและทฤษฎี ทางสังคมวิทยาเพื่อใช้อธิบายสาานการณ์ความขัดแย้งของสังคมไทยสำคัญ ๒ ทฤษฎี และเพื่อ นำไปสู่การเสนอแนะเป็นแนวทางในการร่างรัฐธรรมนูญ
ท่านประธานครับ ทฤษฎีแรกคือทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่นิยม สทรัคเชอรอล แอนด์ ฟังก์ชันนอล (Structural and functional) อธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมโดยให้ ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างสาาบันต่าง ๆ ที่ก่อตัวรวมกันเป็นสังคม ทฤษฎีนี้ นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสเป็นผู้กล่าวาึง อธิบายความว่า สังคมประกอบด้วยโครงสร้างต่าง ๆ หลายส่วน เช่นเดียวกับร่างกายของมนุษย์ที่ประกอบด้วยอวัยวะต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่แตกต่างกัน แต่การประสานกันอย่างเป็นระบบจะก่อให้เกิดดุลยภาพำ้าส่วนใดส่วนหนึ่งทำหน้าที่ บกพร่อง ส่วนอื่น ๆ ย่อมได้รับผลกระทบไปด้วย ดังนั้นา้าหากสาาบันต่าง ๆ ของสังคม ขาดการทำงานที่จะสอดประสานความไม่ประสาน การทำหน้าที่ของสาาบันย่อมก่อให้เกิด ความเสียหายแก่สาาบันอื่น ๆ รวมทั้งสาาบันนั้นเอง รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายกติกาที่วาง โครงสร้างอำนาจขององค์กรสาาบันต่าง ๆ รัฐธรรมนูญก็ต้องวางกรอบและการจัดสรรอำนาจ หน้าที่ให้องค์กรหรือสาาบันต่าง ๆ ทำหน้าที่แตกต่างกันครับ โดยมีสมดุลการประสานงาน อย่างสอดคล้อง แต่เป็นอิสระในการตรวจสอบา่วงดุลเพื่อบรรลุาึงเป้าหมายและการเป็นรัฐที่มั่นคง ท่านประธานครับ ทฤษฎีนี้ได้าูกนำมาวิเคราะห์าึงบทเรียนการยึดอำนาจการปกครอง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๙ มีการจัดทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผมคงไม่ลงรายละเอียดที่ลึกซึ้งไป แต่พอ จะสรุปได้ว่ามีการวางโครงสร้างที่ผิดพลาด เปรียบเหมือนการจัดวางระบบอวัยวะของร่างกาย อย่างผิดหลักวิชาการย่อมนำไปสู่ความพิกลพิการของร่างกาย แน่นอนที่สุดครับ ปัญหา ความวุ่นวาย ไม่สุขสงบก็ก่อเกิดขึ้นให้เห็นเป็นประจักษ์แก่สังคมไทย เพราะโครงสร้าง ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีโครงสร้างหน้าที่ขององค์กรต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญมิได้เป็น ตามหลักทฤษฎีครับ
ทฤษฎีที่ ๒ ที่จะขออนุญาตกล่าวาึงก็คือทฤษฎีว่าด้วยความขัดแย้ง คอนฟลิกต์ เทียรี (Conflict Theory) ของราล์ฟ ดาห์เรนดอร์ฟ นักทฤษฎีชาวเยอรมัน ได้เสนอความคิดว่าสังคมมี ๒ ส่วนครับ คือส่วนที่มีความขัดแย้งและส่วนที่พยายามจะ สมานฉันท์ ทั้ง ๒ ส่วนมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ท่านประธานครับ ความขัดแย้ง ของสังคมไม่สามาราอธิบายด้วยทฤษฎีโครงสร้างอำนาจ แต่สามาราอธิบายด้วยทฤษฎี ความขัดแย้งในสังคม อธิบายว่าสังคมประกอบด้วยระบบส่วนย่อยหลายระบบ แต่ละระบบ มีบทบาทหน้าที่ของตนเองโดยขาดความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ส่วนที่เหนือกว่าก็จะพยายาม ประคอง ควบคุม ครอบงำและกดขี่เอาเปรียบระบบที่ด้อยกว่าทุกวิาีทาง ส่วนที่มีอำนาจน้อย จะพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจเสียใหม่เพื่อให้สาานภาพ ที่เหนือกว่า ก็ย่อมนำไปสู่การต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งในสังคม หากส่วนที่ด้อยพยายามขัดขืนไม่ยอมรับก็จะนำไปสู่การต่อสู้ระหว่างระบบย่อย แล้วเมื่อ ความขัดแย้งาึงจุดที่ไม่อาจจะประสานผลประโยชน์ได้ก็จะเกิดความเปลี่ยนแปลง ทางโครงสร้างของสังคมซึ่งเป็นสภาพที่น่าเป็นห่วงครับ ท่านประธานครับ นอกจาก ๒ ทฤษฎี ดังกล่าว มีทฤษฎีที่น่าสนใจอยู่อีกทฤษฎีหนึ่ง ก็คือทฤษฎีสุนัข ๒ ตัว ซึ่งใช้อธิบาย ปรากฏการณ์ของสังคมที่ไร้ระเบียบ ทฤษฎีนี้พัฒนามาจากความพยายามที่จะยุติ ความขัดแย้งของสุนัข ๒ ตัว กล่าวคือมีสุนัข ๒ ตัวอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน ตอนกลางวันสุนัข ทั้ง ๒ ตัวได้รับอนุญาตให้เข้าออกหลับนอนในบ้านได้ตามปกติ สุนัขทั้ง ๒ ตัว ก็จะเล่นกัน อย่างเป็นปกติ ไม่มีความขัดแย้ง แต่พอเวลากลางคืนสุนัขตัวหนึ่งได้รับอนุญาตให้นอนอยู่ในบ้าน ส่วนอีกตัวาูกไล่ให้ออกนอกประตูเพื่อไปนอนเฝ้านอกบ้าน ท่านประธานครับ ความขัดแย้ง ก็จะเกิดขึ้นทุกครั้งในขณะที่อีกตัวหนึ่งกำลังาูกให้ออกจากบ้าน จนสุนัขที่ได้รับอนุญาต ให้อยู่ในบ้านเกิดความเชื่อมั่นว่าตนเองมีอำนาจที่เหนือกว่าและได้ครอบครองพื้นที่บ้าน จึงแสดงบทบาทที่สำคัญคือบทบาทความเป็นเจ้าของพื้นที่ในบ้าน โดยจะขับไล่สุนัขอีกตัวหนึ่ง ให้ออกนอกบ้าน ซึ่งตัวที่าูกให้ออกนอกบ้านย่อมไม่พอใจ จึงเกิดการเห่าและทะเลาะกันอย่างรุนแรง เพื่อชิงความเป็นเจ้าของบ้าน เมื่อเจ้าของสุนัขตัดสินใจใช้อำนาจแห่งความเป็นเจ้านาย ที่มีอำนาจเหนือสุนัขทั้ง ๒ ตัว โดยการไม่อนุญาตให้สุนัขทั้ง ๒ ตัวอยู่ในบ้านอีกต่อไป เมื่อสุนัขาูกไล่ออกนอกบ้าน มันย่อมไม่มีการแบ่งเป็นฝ่ายในบ้าน หรือฝ่ายนอกบ้านอีกแล้ว ปรากฏว่าทุกครั้งที่ปิดประตูบ้านในเวลากลางคืนสุนัขทั้ง ๒ ตัว ก็จะเดินออกจากบ้าน ด้วยความสมานฉันท์และไม่มีการทะเลาะกันอีก ท่านประธานครับ ทฤษฎีนี้เป็นพฤติกรรมศาสตร์ที่เป็นจริงครับ ขอยืนยันในอาชีพสัตวแพทย์ ทฤษฏีสุนัข ๒ ตัวนี้ก็สามาราที่จะอธิบายปรากฏการณ์ในสังคมและสามาราใช้เป็นแบบ ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมได้ซึ่งจะเกิดประโยชน์อย่างยิ่งา้านำทฤษฎีนี้มาใช้เป็น แนวทางในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ด้วย ท่านประธานครับ การจัดทำรัฐธรรมนูญ โดยไม่สามารายุติปัญหาความขัดแย้งทางสังคมที่มีอยู่ได้ รวมทั้งหากการจัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็น เครื่องมือให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีอำนาจและใช้อำนาจเหนือกว่าอีกฝ่ายหนึ่งย่อมเป็นภาพอนาคต ที่ไม่น่าพึงปรารานานะครับ
ท่านประธานครับ กระผมก็คงจะมีข้อแนะนำดังต่อไปนี้เพื่อประกอบ การพิจารณาของท่านคณะกรรมาธิการนะครับ กระผมอยากให้การร่างรัฐธรรมนูญนี้จะต้อง คำนึงาึงหลักทฤษฎีทางวิชาสังคมวิทยาที่าูกต้อง โดยเฉพาะควรคำนึงาึงพระราชดำรัส ที่สำคัญนะครับ เรื่องบ้านเมืองไม่อาจทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ แต่การส่งเสริมให้คนดี ได้มีอำนาจและต้องทำให้คนไม่ดีได้ใช้อำนาจในการปกครองเพื่อสร้างความเสียหาย แก่บ้านเมือง นี่น่าจะเป็นหลักการสำคัญของการร่างรัฐธรรมนูญมากกว่าทฤษฎีอื่นนะครับ
๒. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะต้องให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ต้องขจัด ความเป็นฝักเป็นฝ่ายทางการเมือง โดยยกเลิกระบบสังกัดพรรคการเมืองครับ จะต้องส่งเสริม ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ละคนไม่ต้องพึ่งพาฐานเสียงของพรรคการเมืองใดเพื่อชนะ การเลือกตั้ง บัญญัติให้การเสนอผลประโยชน์ใด ๆ ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนใด เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนการลงมติในทิศทางใดเป็นความผิดตามกฎหมาย และมีโทษอาญา หรือต้องทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สามารายุติการที่จะทำให้การที่จะทำตามมติพรรค เพื่อประโยชน์ของพรรคอย่างไร้เหตุผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสามาราใช้วิจารณญาณ ของตนบนพื้นฐานเพื่อประโยชน์ของสังคมประเทศชาติอย่างแท้จริง
ประการสุดท้าย ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องควบคุมการใช้เสียงข้างมาก โดยการดำเนินการใด ๆ ให้าูกต้องตามความชอบธรรม และต้องดำเนินการเพื่อประโยชน์ ของประชาชนส่วนใหญ่ครับ และต้องเปิดให้ในกรณีที่การกระทำใดที่มีลักษณะการแสวงหา ผลประโยชน์ของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล แม้ได้รับการสนับสนุนจากเสียงส่วนใหญ่ ในสภาแล้ว ซึ่งเป็นการกระทำไม่ได้เป็นเพื่อประโยชน์ของประชาชนหรือขัดต่อความประสงค์ ที่แท้จริงของประชาชน รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องมีกลไกให้ประชาชนสามาราจะทบทวน และต้องได้รับการพิจารณาจากองค์กรยุติธรรมอย่างรวดเร็วครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ