สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๘

รสนา โตสิตระกูล แถลงว่า รัฐธรรมนูญที่กำลังจะถูกจัดทำขึ้น ไม่สามารถสร้างประชาธิปไตยที่ดีได้ เนื่องจากมีการออกแบบที่จำกัดอำนาจของนักการเมือง และนำระบบราชการเข้ามาเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจในการควบคุมส่วนต่าง ๆ ของการเมือง โดยเธอมีความเห็นว่าควรให้นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งได้รับการโหวตเป็นนายกรัฐมนตรีก่อน และให้ประชาคมในแต่ละกระทรวงมีส่วนในการเลือกผู้บริหารระดับสูง นอกจากนี้ เธอยังเห็นว่าควรแยกทรัพยากรปิโตรเลียมออกมาเป็นหัวข้อต่างหากในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดิฉันเองเห็นว่าปัญหาของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มันต้องบอกว่าเกิดขึ้นจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองตลอดเกือบ ๒ ทศวรรษที่ผ่านมา ระบบ การเมืองที่ดีนั้นที่ท่านเขียนเอาไว้ว่า ในภาค ๒ นั้นคือการสร้างสาาบันทางการเมือง หรือตัวแทนการเมืองที่ดี แต่ต้องบอกว่าที่ผ่านมานั้นประชาธิปไตยที่เราคาดหวังนั้นมีงานวิจัย ของยูเอ็น (UN) ที่ได้ระบุว่า ประชาธิปไตยที่ดี สิ่งที่จะเป็นเครื่องบ่งชี้นั้นก็คือมีการทุจริต คอร์รัปชันที่ต่ำ มีการกระจายความเป็นธรรมที่มาก แต่ปรากฏว่าสิ่งที่รัฐธรรมนูญในช่วง ๒ ทศวรรษที่ผ่านมานั้นกลับไม่ได้สามาราที่จะเป็นสิ่งที่เสริมสร้างประชาธิปไตยที่ดี ด้วยเหตุนี้เราจึงได้เห็นว่านักการเมืองในช่วงที่ผ่านมานั้นล้มละลายในทางความเชื่อาือ ของประชาชน เราเกลียดกลัวนักการเมืองเพราะเราเห็นว่านักการเมืองที่เข้ามานั้นก่อให้เกิดเผด็จการ ในสภา ก่อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันในทางนโยบายขนาดใหญ่ ดังนั้นการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ า้าดูจากภาค ๒ นี้จะเห็นได้ชัดเจนาึงภูมิสาาปัตยกรรมทางการเมืองที่คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญพยายามจะออกแบบ ก็คือการจำกัดอำนาจของนักการเมือง ซึ่งโดยปกติแล้ว ทฤษฎีในทางประชาธิปไตยนั้นเราพยายามจะสร้างการา่วงดุลระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ แต่ว่าในการออกแบบของท่านในภาคนี้จะเห็นได้ชัดเจนว่าท่านกำลังจะ นำเอาระบบราชการเข้ามาา่วงดุลนักการเมืองจากการเลือกตั้ง ทีนี้เวลาเรากล่าวหาว่า นักการเมืองนั้นเป็นคนที่ใช้ไม่ได้ ดิฉันคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราควรจะต้องมองลงไปอย่างชัดเจน ก็คือนักการเมืองที่เราเห็นว่าใช้ไม่ได้ก่อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันอย่างสูงนั้น มันมีความชัดเจน ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่เรามีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่เราปล่อยให้มีกลุ่มทุนการเมืองเข้ามาในระบบการเมือง เพราะฉะนั้นการเสียดุลยภาพอย่างมากนั้นมันเกิดขึ้นจากการที่นักการเมืองที่มาจากกลุ่มทุน ซึ่งา้าหากใช้คำว่า ทุนสามานย์ ดิฉันเองไม่ได้ต้องการจะกล่าวหาว่ากลุ่มทุนนั้นเป็นสามานย์ทั้งหมด กลุ่มทุนสัมมาอย่างที่ท่านเนาวรัตน์ใช้ดิฉันก็เห็นด้วยว่า กลุ่มทุนที่ดีก็มีอยู่ แต่ทุนการเมือง ที่เข้ามาเล่นการเมืองนั้นเข้ามาแล้วก่อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันขนาดใหญ่ และในที่สุด ก็ทำให้เกิดปัญหาจนเกิดการรัฐประหารในช่วงระยะเวลาที่ค่อนข้างาี่มาก ทีนี้ในกระบวนการ ที่ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพยายามที่จะแก้ปัญหานักการเมืองที่เข้ามา มีอำนาจครอบงำสภา ท่านก็พยายามที่จะกลับมาใช้ระบบราชการเข้ามาา่วงดุล ดิฉันเห็นว่า ระบบราชการนั้นในอดีตก็เคยใช้กันมาแล้ว ต้องบอกว่าสมัยก่อนข้าราชการนั้นใหญ่กว่า นักการเมือง นักการเมืองหรือนักเลือกตั้งในอดีตนั้นไม่ใช่พรรคขนาดใหญ่ในสมัยก่อน ทุนขนาดใหญ่ ที่เข้ามาครอบงำนั้นต่างหากที่เป็นปัญหาสำคัญ ทีนี้า้าหากว่าการย้ายให้ส่วนของข้าราชการ เข้ามากำกับดูแลตรงส่วนนี้ ก็ต้องดูว่าข้าราชการนั้นจะาูกครอบงำด้วยกลุ่มทุนด้วยหรือเปล่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่ว่าเราจะสร้างดุลยภาพตรงนี้ขึ้นมาได้อย่างไร ดิฉันคิดว่าสิ่งที่สำคัญ ที่จะต้องเป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญก็คือว่าระบบการเมืองหรือประชาธิปไตยที่ดีนั้นจะต้องมี การทุจริตคอร์รัปชันที่น้อย อันนั้นคือตัวบ่งชี้ที่สำคัญแล้วมีการกระจายความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพยายามที่จะทำในส่วนนี้ แต่ว่าการออกแบบที่เป็นอยู่ในเวลานี้มันจะนำเราไปสู่เส้นทางที่เราพึงปรารานาหรือเปล่า อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราคงจะต้องดูกันต่อไป

ดิฉันเองอยากจะขอเข้ามาในตัวมาตราต่าง ๆ สิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ออกแบบ อย่างกรณีเรื่องคณะรัฐมนตรีนี่นะคะ ดิฉันอยากจะพูดาึง มาตรา ๑๗๒ และมาตรา ๑๗๓ ที่ได้ระบุให้มีคนนอกเข้ามา ทีนี้ในประเด็นเรื่องของการที่ นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งา้าจะได้รับการโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นใช้เสียงกึ่งหนึ่ง ของจำนวน ๔๗๐ เสียง ก็คือ ๒๓๕ เสียง ในขณะที่า้านักการเมืองเป็นคนนอกก็ต้องใช้เสียง ๒ ใน ๓ ก็คืออย่างน้อยก็ต้องได้ ๓๑๓ เสียง แต่ในมาตรา ๑๗๒ และมาตรา ๑๗๓ นั้น ไม่ได้มีการระบุไว้ว่า ควรที่จะให้นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งได้รับการโหวต เป็นนายกรัฐมนตรีก่อน ก็แสดงว่าทั้ง ๒ ฝ่ายสามาราเข้ามาโหวตร่วมกันในคราวเดียวกัน ทีนี้ในมาตรา ๑๗๓ ระบุไว้ชัดเจนำ้าหากว่าไม่มีใครได้เสียงตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๗๒ ใครที่ได้คะแนนเสียงข้างมากก็จะได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี ดิฉันคิดว่าอันนี้ อยากจะให้ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาตรงนี้หน่อยนะคะว่า อย่างน้อยที่สุด ควรที่จะให้นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งก่อน ซึ่งท่านอาจจะระบุเอาไว้ว่าอย่างน้อยา้าได้ คะแนนต่ำกว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ อาจจะต้องเอาคนนอกเข้ามาแต่ไม่ควรที่จะเอาเข้ามาแข่งกัน ในเวลาเดียวกันำ้าเอามาเวลาเดียวกันก็เท่ากับว่าคนนอกนั้นจะมีโอกาสที่จะได้รับการโหวต เป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่จำเป็นต้องได้คะแนนาึง ๒ ใน ๓ เพราะว่าในมาตรา ๑๗๓ ระบุ คนที่ได้คะแนนสูงสุดจะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่จำเป็นจะต้องได้เสียงาึง ๒ ใน ๓ ก็ได้ ตรงจุดนี้ดิฉันคิดว่าเราน่าจะลองนึกาึงอดีตว่าแม้แต่คนที่ได้รับการโหวตในสภานี้ก็ไม่ได้แปลว่า ประชาชนจะพึงพอใจ ในอดีตมีนักการเมืองที่ได้รับการโหวตในสภาอย่างท่วมท้นให้เป็น นายกรัฐมนตรี เมื่อประชาชนไม่ยอมรับคนนั้นก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นดิฉัน ก็อยากจะขอให้มีการปรับปรุงในส่วนนี้คืออย่างน้อยที่สุดก็ให้ฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้งนั้น สามาราที่จะได้รับการโหวตเป็นนายกรัฐมนตรีก่อนเลือกจากคนนอก ส่วนมาตราที่เกี่ยวข้อง กับวุฒิสภามีการแยกแยะวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาหลากหลาย แต่วิธีการที่หลากหลายเหล่านั้น ดิฉันเองเห็นว่ามันก็สามาราที่จะนำไปสู่การซื้อเสียงได้ โดยเฉพาะในกลุ่มตั้งแต่กลุ่ม ของสภาวิชาชีพ ซึ่งเลือกได้ไม่เกิน ๑๕ คน สภาวิชาชีพดิฉันคิดว่าน่าจะมีอยู่ไม่เกิน ๓๐ คน อะไรอย่างนี้ มันก็อาจจะมีการบล็อก (Block) โหวต เลือกกัน ซื้อกัน อยากให้นึกาึง ประสบการณ์ในเรื่องของสภาที่ปรึกษาฯ สภาที่ปรึกษาฯ ทั้งที่มีอำนาจน้อยแต่ก็ยังมีการแย่งชิงกัน แล้วก็มีการซื้อกัน ในขณะที่วุฒิสภาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอำนาจมากขึ้น เสนอกฎหมายได้ด้วย ดิฉันเองไม่รังเกียจำ้าจะบอกว่าสมาชิกวุฒิสภามาจากการสรรหาทั้งหมด แต่ต้องไม่มีอำนาจมาก แต่า้าจะมีอำนาจมากาึงขนาดนี้ ดิฉันคิดว่าควรมาจากการเลือกตั้ง แต่เลือกตั้งโดยมาจาก คนละฐานกับนักการเมือง มาจากสายวิชาชีพ แต่ควรจะต้องไปคิดรูปแบบให้ดีกว่านี้ เพราะา้าหากว่าในลักษณะแบบนี้ดิฉันคิดว่าก็จะมีคำาามเยอะว่าคนที่ไม่ได้มาจาก การเลือกตั้งโดยประชาชนและมาออกกฎหมาย แล้วก็เมื่อมาผนวกกับคณะรัฐมนตรี ซึ่งมาจากคนนอกก็เท่ากับว่ากลไกหรือการออกแบบของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น คือทำให้เกิดการตัดขาดระหว่างตัวแทนของประชาชนกับประชาชน ทั้งในส่วนที่เป็น นิติบัญญัติและฝ่ายบริหารด้วยนะคะ เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้พิจารณาในส่วนนี้ ทีนี้ ในประเด็นที่มีการพยายามเอาข้าราชการเข้ามาา่วงดุล ซึ่งก็เห็นได้ชัดเจนในมาตรา ๒๐๗ ในมาตรา ๒๐๗ นั้นก็ให้อำนาจมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อที่จะคัดสรรปลัด ปลดปลัด หรือแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงขึ้นมาโดยที่นักการเมืองไม่มีโอกาสเข้ามาเกี่ยวข้องเลย ดิฉัน คิดว่าอันนี้ก็ดูจะสุดโต่งเกินไปนะคะ อย่างน้อยที่สุดควรจะให้คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีสามารา ที่จะตัดสินใจตรงนี้ได้โดยที่อาจจะมีคณะกรรมการเข้ามาช่วยร่วมในการตรวจสอบตรงนี้ด้วย ก็พอจะเป็นไปได้ และที่สำคัญที่สุดดิฉันคิดว่าในมาตรา ๒๐๗ นั้น ควรจะเปิดให้ประชาคม ของแต่ละกระทรวงมีส่วนในการที่จะเข้ามาเลือก เพราะเราบอกว่าเราต้องการเลือกผู้บริหาร ระดับสูงของกระทรวงด้วยระบบคุณธรรม ระบบคุณธรรมอาจจะไม่ใช่เพียงแค่ว่าอาศัยแต่ ข้าราชการระดับสูงมาเป็นคนเลือก แต่ควรจะฟังเสียงของประชาคมในแต่ละกระทรวงด้วย

ดิฉันอยากจะไปเร็ว ๆ ในส่วนของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในมาตรา ๙๒ มาตรา ๙๓ นั้นเป็นเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ ดิฉันเองเห็นว่าทางคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้รวมเรื่องทรัพยากรธรรมชาติทั้งหมดมาอยู่ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ แต่ที่จริงแล้วในกลุ่มของทรัพยากรธรรมชาตินั้นา้าเราพูดาึงปิโตรเลียม ปิโตรเลียมนั้นควรจะ แยกออกมาเป็นหัวข้อต่างหากและไปอยู่ในหมวดสิทธิของประชาชนเหมือนกับคลื่นความาี่ เพราะอะไรที่ดิฉันเสนอเช่นนี้ เพราะว่าในส่วนของทรัพยากรปิโตรเลียมนั้นมูลค่าในเฉพาะส่วน ของทรัพยากร ปีละ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ขี้ริ้ว เพราะฉะนั้นมูลค่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ควรจะาูกบริหารอย่างดีโดยรัฐำ้าหากท่านต้องการ ที่จะดึงให้ข้าราชการเข้ามามีอำนาจมากขึ้น ข้าราชการจริง ๆ ก็าูกวิจารณ์โดยธุรกิจเอกชนว่า เป็นพวกที่ไม่มีความสามารา ซึ่งดิฉันเองก็ไม่เชื่อ ดิฉันเองก็เห็นว่าข้าราชการดี ๆ ที่มี ความสามารามีมาก ดิฉันนึกาึงคนอย่างอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ดิฉันนึกาึงคนอย่างแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว หรือแม้แต่ท่าน พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ดิฉันคิดว่าคนเหล่านี้ ก็เป็นข้าราชการที่ดีที่เคยมาเป็นรัฐมนตรีกัน แต่ว่ายกเว้นอาจารย์ป๋วยที่ท่านไม่ยอมเข้ามา เป็นรัฐมนตรี ในขณะที่ท่านเป็นข้าราชการอยู่ ดิฉันคิดว่าา้าหากเราจะดึงให้ข้าราชการนั้น เข้ามาเป็นตัวา่วงดุลการบริหารกับนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งนั้นก็ต้องพัฒนาให้มี ประสิทธิภาพที่สูง แต่เวลานี้สิ่งที่ดิฉันตั้งข้อสงสัยว่าข้าราชการที่ผ่านมานั้นเราก็ต้องยอมรับว่า นักการเมืองเข้ามาแล้วก็เข้ามาล้วงลูก หรือมาตั้งข้าราชการอาจจะเป็นคนที่ไม่ดี ข้าราชการ ที่ดีมีเยอะนะคะ แต่ว่านักการเมืองส่วนใหญ่จะไม่เลือกใช้ ก็จะเลือกใช้แต่ข้าราชการที่พร้อม จะสนองประโยชน์ของนักการเมือง คือเลือกข้าราชการที่มาสนองผลประโยชน์นักการเมือง เขาเปรียบเทียบกันเหมือนผีเน่ากับโลงผุ แทนที่จะให้ข้าราชการกับนักการเมือง เปรียบเสมือนแหวนกับหัวแหวนเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เพราะฉะนั้นา้าหากว่าจะมีการดึงเอาส่วน ของระบบราชการเข้ามาา่วงดุลตรงนี้ ก็ต้องไม่ให้สุดโต่งกลายเป็นกลับไปหาระบบที่เรา เรียกว่า อำมาตยาธิปไตย อีก แล้วระบบอำมาตยาธิปไตยที่ผ่านมาที่ประชาชนเขาเบื่อหน่าย แล้วก็หันกลับมาพอใจในสิ่งที่นักเลือกตั้งเข้ามาแล้วก็ทำประชานิยม เพราะอะไร เพราะว่า อำมาตยาธิปไตยหรือข้าราชการบางทีก็าือตัว วางตัวเป็นเจ้าเป็นนาย ประชาชนเข้าไม่าึง ดิฉันเองอยากให้ข้าราชการเหล่านั้นนึกาึงคำของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ท่านเคยบอกว่า ข้าราชการนั้นจะต้องรับใช้เจ้าและนาย เจ้าก็หมายาึงพระมหากษัตริย์ นายก็คือประชาชน เพราะฉะนั้นา้าหากว่าข้าราชการนั้นมีประสิทธิภาพและรับใช้ประชาชน อย่างแท้จริง อันนี้ก็อาจจะเป็นไปได้ที่เราจะสามาราที่จะออกแบบภูมิสาาปัตย์ทางการเมือง อย่างที่ท่านออกแบบในเวลานี้ เพื่อให้เกิดความหมายขึ้นมา ทีนี้ดิฉันคิดว่าในส่วนเรื่องของ ทรัพยากรธรรมชาติที่ดิฉันอยากจะให้แยกทรัพยากรปิโตรเลียมออกมาให้มาอยู่ในส่วนของ สิทธิของประชาชนแล้วก็ให้มีบริษัทพลังงานแห่งชาติที่เป็นของรัฐ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เข้ามา บริหารเหมือนอย่างบริษัทปิโตรนาสของมาเลเซีย หรือบางคนก็จะบอกว่าเราทำ แบบมาเลเซียไม่ได้หรอกเพราะว่าทรัพยากรเรามีน้อยำ้าอย่างนั้นลองดูบริษัทเทมาเส็ก ของสิงคโปร์ สิงคโปร์เขาไม่ได้มีทรัพยากรอะไรเหมือนกัน แต่ในที่สุดเขาสามาราที่จะตั้ง หน่วยงานที่เป็นของรัฐ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ไปลงทุนในประเทศต่าง ๆ ทำไมเขาาึงสามารา ทำเช่นนี้ได้ และจะต้องบอกว่าบริษัทเทมาเส็กนั้นเป็นของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเขาเป็นเจ้าของหุ้น เพียงรายเดียว แล้วเขาก็สามาราที่จะลงทุนขนาดใหญ่ แล้วก็ไปลงทุนในประเทศต่าง ๆ ในขณะที่ข้าราชการไทยนั้นชอบเอาต์ซอร์ส (Outsource) หรือไม่ก็แปรรูปกิจการของรัฐ ดิฉันคิดว่าเราพูดกันาึงยุคของเรากำลังเข้าสู่ยุคที่เป็นผู้สูงอายุกัน มีแรงงานที่น้อยลง ดิฉันคิดว่าเราควรที่จะต้องเพิ่มส่วนที่เราจะหารายได้จากทรัพยากรของประเทศ แล้วา้าหากว่า เรามีข้าราชการที่มีคุณธรรม มีประสิทธิภาพ เราสามาราที่จะทำให้ทรัพยากรธรรมชาติ ของเรานั้นกลับมาเป็นทุนสำหรับบ้านเมือง ซึ่งสิ่งเหล่านี้า้าหากว่าทำได้ ดิฉันคิดว่ามันจะ เป็นสิ่งที่ดีมาก แต่องค์กรใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นต่าง ๆ เหล่านี้ ดิฉันคิดว่าก็เป็นความพยายาม ของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นสมัชชาคุณธรรม สมัชชาพลเมือง สภาตรวจสอบ ภาคพลเมือง แต่ต้องยอมรับว่ากลุ่มเหล่านี้เมื่อผ่านไปสักระยะหนึ่งา้ามีอำนาจมากก็จะาูกยึดครอง เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าอย่างไรก็ตามจะต้องเปิดช่องทางที่เป็นสิ่งที่เราเรียกว่า เสรีภาพ ของภาคประชาชน คือเราคงไม่อยากจะเห็นรัฐธรรมนูญผ้าพับไว้ โดยคาดหวังว่า เมื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว ทุกคนก็จะอยู่กันอย่างปรองดอง สมานฉันท์โดยที่ไม่มี การมาเดินขบวน เหมือนเมื่อวานที่อาจารย์เจิมศักดิ์ก็ได้พูดาึงในประเด็นเรื่องเสรีภาพในการชุมนุมที่ไปกำหนดว่า จำกัดการชุมนุมในที่สาธารณะ ดิฉันคิดว่าลองดูอย่างเกาหลี เกาหลีเองก็เป็นประเทศเกิดใหม่ ทางประชาธิปไตยเหมือนกัน แต่การเดินขบวนของเขามันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดพัฒนาการในทางประชาธิปไตย ดิฉันเองเคยไปเกาหลี เขาก็เดินขบวนกันเป็นปกติ ไม่ได้มีอะไรตื่นเต้น เอาเนื้อวัวเข้ามาแล้วเกิดปัญหา เขาก็ออกมาเดินขบวนกัน ดิฉันคิดว่า า้าเราทำให้สิ่งเหล่านี้เสรีภาพของประชาชนเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับเรื่องที่เราเรียกว่า การพัฒนาในด้านประชาธิปไตยจะทำให้คอร์รัปชันต่าง ๆ นั้นน้อยลง เพราะฉะนั้นดิฉันเอง ก็อยากจะสนับสนุนว่านอกเหนือจากการตั้งองค์กรต่าง ๆ ที่เป็นตัวแทนของภาคประชาชน แล้วอยากให้มีการเปิดโอกาสที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเสรีภาพของประชาชน ในการเข้าาึงข้อมูลอย่างจริงจัง แล้วในเรื่องของเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบนี้ไม่ควรจะไปจำกัด ให้มากจนเกินไป เพราะฉะนั้นา้าหากว่าเราสามาราที่จะสร้างนวัตกรรมใหม่แบบนี้ขึ้นมา เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนนั้นมีโอกาสเติบโต ดิฉันก็เชื่อว่าพัฒนาการในเรื่องของ ประชาธิปไตยนั้นจะนำไปสู่การที่เราลดการทุจริตคอร์รัปชันให้น้อยลง แล้วก็สามาราที่จะ ลดความเหลื่อมล้ำอย่างเป็นจริงได้มากขึ้น ขอบคุณค่ะ