สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๘

ธรรมรักษ์ การพิศิษฎ์ หารือเรื่องการสร้างผู้นำทางการเมืองที่ดีและชุมชนที่เข้มแข็ง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพและทุนสังคมในการสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง พร้อมเสนอแนะการสร้างกฎหมายลูกที่กำหนดแนวทางและกระบวนการในการสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง

นายธรรมรักษ์ การพิศิษฎ์

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก ผม ธรรมรักษ์ การพิศิษฎ์ สปช. ๐๙๘ ก่อนที่ผมจะอภิปรายในภาค ๒ หมวดที่ว่าด้วย ผู้นำทางการเมืองที่ดีและระบบการเมืองที่ดี และหมวด ๒ แนวนโยบายขั้นพื้นฐานแห่งรัฐ ผมขอเกริ่นนำในภาพรวมอย่างสังเขปว่าผมมีความชื่นชมกับแนวคิดการสร้างพลเมือง ให้เป็นใหญ่ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นอันมาก ซึ่งหมายความว่าเป็นการมุ่ง ที่จะสร้างการพัฒนาคนไทยให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพอย่างเต็มศักยภาพของความ เป็นมนุษย์ เป็นคนที่รู้าึงสิทธิและหน้าที่ของตนเอง มิใช่เป็นแค่ลูกค้าหรือประชาชน ที่คอยรับของแจก รับการสงเคราะห์ภายใต้ระบบอุปาัมภ์ของผู้มีอำนาจที่บริหารประเทศ แต่ฝ่ายเดียว แต่เป็นพลเมืองที่มีจิตสำนึกว่าตนเป็นเจ้าของประเทศ มีส่วนร่วมรับผิดชอบ ในการกำหนดชะตาชีวิตของตนเองและอนาคตของชาติบ้านเมือง รวมทั้งการใช้สิทธิ และหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของชาติอย่างทัดเทียมและเสมอภาคกัน จึงจะสามาราเป็นใหญ่ คือเป็นพลเมืองที่พัฒนาตนเองให้มีคุณภาพ รู้จักหน้าที่และสิทธิของตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม สร้างระบอบประชาธิปไตยโดยประชาชน ของประชาชน เพื่อประชาชนที่สอดคล้องกับสภาพ ความเป็นจริงของสังคมไทยเราได้อย่างแท้จริง เป็นที่ยอมรับกันในทางวิชาการกันมานานแล้วว่า คนเราทุกคนนั้นล้วนแล้วแต่มีศักยภาพที่จะเรียนรู้ในการพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ เป็นคนที่รู้ดีรู้ชั่ว มีความคิดสร้างสรรค์มากมาย หากได้รับโอกาสกระตุ้นส่งเสริมให้นำสมอง ทั้ง ๒ ข้างออกมาใช้อย่างเต็มที่ ใช้อยู่ข้างเดียวก็คงจะเป็นพลเมืองที่ดีไม่ได้ ในระบบ การา่ายทอดความรู้จากบนลงล่างใช้อำนาจการควบคุม กำกับ สั่งสอน ท่องจำนั้น คนเราใช้ ศักยภาพเพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ คือใช้สมองเพียงข้างเดียว เราจึงมีพลเมืองที่ใช้สมองข้างเดียว ประชาชนที่ใช้สมองข้างเดียวก็ยังเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพไม่ได้และเป็นที่ยอมรับกันว่า การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลด้วยกันในแนวราบอย่างเป็นชุมชนเป็นวิธีการที่สามาราพัฒนาคน ให้เต็มศักยภาพได้ คือไม่ใช่เป็นการสั่งสอนในแนวตั้ง แต่า้าเรียนรู้กันในแนวราบ แลกเปลี่ยน กันเป็นชุมชนก็จะสามาราพัฒนาพลเมืองที่มีคุณภาพได้ แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้รับ การสนับสนุนส่งเสริมจากผู้นำที่มีอำนาจควบคุมสั่งการหรือการที่จะให้คนพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ เรียนรู้ด้วยกันได้ คงจะต้องอาศัยผู้นำการเปลี่ยนแปลง ผู้มีอำนาจที่ค่อนข้างจะเอ็นไลเทน (Enlighten) ก่อให้เกิดบรรยากาศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันจากประสบการณ์จริง เท่าที่ผมเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ความสำเร็จในการพัฒนาศักยภาพคนให้เต็มศักยภาพนั้น ต้องมาจากผู้นำการเปลี่ยนแปลงนะครับ คงเกิดขึ้นโดยการสั่งการไม่ได้ และเกิดขึ้นจากการสั่งสอน ไม่ได้ เพราะฉะนั้นการสร้างผู้นำการเมืองที่ดีทั้งในภาครัฐและภาคการเมืองจึงมีความสำคัญยิ่ง งานวิจัยทางวิชาการด้านการบริหารงานล้วนแล้วแต่ชี้ให้เห็นว่าองค์กรที่ประสบความสำเร็จ มักจะขึ้นอยู่กับการมีสภาวะผู้นำที่ดีในองค์กรแทบทั้งสิ้น ดังนั้นแม้ผมจะเห็นด้วยกับข้อความ ที่เขียนกำหนดเรื่องผู้นำการเมืองที่ดีไว้ในภาค ๒ หมวด ๑ ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ตั้งแต่มาตรา ๗๓ าึงมาตรา ๗๗ มีการกำหนดคุณสมบัติมาตรฐานทางจริยธรรมการควบคุมตรวจสอบผู้นำการเมืองไว้ อย่างมีสาระทางเทคนิควิชาการครบา้วนสมบูรณ์อยู่ในตัว แต่ผมยังมีความเห็นว่าการกำหนด แนวทางและมาตรการทางวิชาการด้านจริยธรรม คุณธรรมเน้นหนักไปในเชิงกำกับควบคุม แต่เพียงด้านเดียว อาจจะไม่เพียงพอที่จะก่อให้เกิดการสร้างผู้นำที่ดีที่ต้องการได้ อาจจำเป็น ที่จะต้องสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ให้เกิดผู้นำการเมือง ผู้นำทางภาครัฐที่เรียนรู้ จากการปฏิบัติจริงได้อย่างเต็มศักยภาพ ผมเชื่อว่าเขาเหล่านี้สามาราที่จะปรับเปลี่ยนเป็นผู้นำ ที่ดีได้ำ้าหากว่าได้รับการพัฒนาตนเองและเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ สามาราเปลี่ยนทั้งวิธีคิด วิธีปฏิบัติเป็นผู้นำการเมืองและภาครัฐที่ดีได้อย่างแท้จริง สามารามีบทบาทเป็นผู้นำ การเปลี่ยนแปลงให้เกิดการพัฒนาพลเมืองที่มีคุณภาพได้อีกด้วย จากเหตุผลที่ได้เรียนมานี้ ผมจึงเห็นควรเสนอให้พิจารณากำหนดา้อยคำเพิ่มเติมในมาตรานี้ ในส่วนนี้ในมาตราใด มาตราหนึ่งของหมวดนี้ให้มีการสนับสนุนส่งเสริมให้ผู้นำทางการเมืองและผู้นำในภาครัฐ มีโอกาสที่จะได้รับการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง จากประสบการณ์จริง สามาราที่จะพัฒนาตนเอง ได้อย่างเต็มศักยภาพของการเป็นผู้นำที่ดีได้ โดยให้สาาบันศึกษาอบรมนักบริหารของรัฐทุกแห่ง ปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา มีอยู่มากมายสาาบันการศึกษาของรัฐ ตั้งแต่ระดับ วปอ. นปส. อะไรต่ออะไรเยอะแยะ แม้กระทั่งสาาบันพระปกเกล้าเองก็ควรจะเป็นสาาบันที่อบรม จัดหลักสูตรนักบริหารของรัฐให้เน้นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันจากการปฏิบัติจริงให้มากขึ้น ลดการา่ายทอดสาระวิชาทางทฤษฎีให้น้อยลง มิฉะนั้นคุณธรรมก็กลายเป็นคุณนะทำ ผมไม่ทำนะครับ ก็เป็นการจำแค่นั้นเองนะครับ

นอกจากข้อคิดเห็นในหมวด ๑ นี้ ในภาค ๒ ในเวลาที่เหลือผมขอให้ความคิดเห็น เกี่ยวกับหมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในมาตรา ๘๓ ซึ่งกำหนดว่ำรัฐต้องส่งเสริม ความเข้มแข็งของชุมชนท้องาิ่น แล้วก็กำหนดไว้รวม ๕ ประการ โดยตั้งอยู่บนฐานของ การมีส่วนร่วมของประชาชน ผมเห็นด้วยทุกข้อความในมาตรานี้แต่ยังไม่จุใจอยากจะให้มี การออกกฎหมายลูกสร้างกระบวนการแนวทางการบริหารการมีส่วนร่วมให้สามาราแปลง ออกสู่ภาคปฏิบัติได้อย่างชัดเจน คงต้องอธิบายให้เข้าใจร่วมกันว่าชุมชนที่เข้มแข็งนั้นเข้มแข็ง อย่างไร เกิดขึ้นมาได้อย่างไร เราคงจะกำหนดเป็นรัฐธรรมนูญเขียนให้เกิดความเข้มแข็งไม่ได้ า้าหากว่าเราไม่สามาราระบุาึงกระบวนการสร้างความเข้มแข็งแล้วเราไม่รู้ว่าชุมชนที่เข้มแข็ง มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไรและเข้มแข็งอย่างไร ควรดำเนินการอย่างไร ชุมชนที่เข้มแข็งนั้นจะเกิดขึ้นได้ตามเจตนารมณ์ของมาตรานี้ ก็ต่อเมื่อชุมชนมีทุนทางสังคม ที่เราเรียกว่าโซเชียล แคปปิตอล (Social capital) สูงมาก จริง ๆ แล้วประเทศเรา สังคมเรา ขณะนี้า้าเรียกว่าเป็นชุมชนใหญ่ ทุนทางสังคมเราหมดแล้ว เราาึงต้องพูดาึงเรื่อง ความสมานฉันท์ เราาึงต้องพูดาึงความร่วมมือกันมากขึ้น เราาึงมีปัญหาวิกฤติทางการเมือง อะไรร้อยแปด เพราะเราขาดทุนทางสังคม ทุนทางสังคมนี้ต่างจากทุนเศรษฐกิจ ทุนเศรษฐกิจนั้น สำคัญในการสร้างชุมชนที่เข้มแข็งแน่ แต่เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ปัจจัยตัดสิน เพราะฉะนั้นการสร้างชุมชนที่เข้มแข็งที่สำคัญกว่าทุนเศรษฐกิจมากก็ทุนสังคม วัดไม่ได้ ไม่ใช่เป็นก้อนเหมือนทุนเศรษฐกิจ แต่มันเป็นคล้าย ๆ ว่าเป็นสิ่งที่มันเป็นรูปธรรม แต่ว่าสำคัญ ตีราคายาก จับต้องไม่ได้ แต่เป็นทุนที่เกิดจากการไว้วางใจกัน เชื่อมั่นศรัทธากัน ในสังคม เวลานี้ในสังคมเราแทบจะไม่มีใครศรัทธาใครกันแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็เป็นรัฐธรรมนูญที่ตรวจสอบกันอย่างมาก เป็นรัฐธรรมนูญที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพราะอะไร เพราะเราขาดความไว้วางใจกัน แล้วเราก็เสียเวลากับการตรวจสอบในขั้นตอน เป็นอันมาก เพราะฉะนั้นการสร้างความร่วมมือ เชื่อมั่น ศรัทธากัน เป็นสิ่งสำคัญในปัจจุบันนี้ สังคมไทยเรามีค่านิยม วัฒนธรรมองค์กรในสังคมเราค่อนข้างจะมีความเป็นปัจเจกชนสูง ทุนสังคมจึงต่ำ เรามักจะนิยมการวมศูนย์อำนาจ นิยมการแข่งขันกัน วัตาุนิยม วิเคราะห์กัน แบบสุดโต่ง วิเคราะห์กันมากกว่าสังเคราะห์ ตัดสินความาูกความผิดกันสุดโต่ง พึ่งพิงอุปาัมภ์ มากกว่าการพึ่งตนเอง พึ่งพิงอิงกัน เพราะฉะนั้นค่านิยมวัฒนธรรมของเราปัจจุบันจึงขัดขวาง การสร้างชุมชนที่เข้มแข็งเป็นอันมาก และขัดขวางการสร้างทุนสังคมที่จะนำไปสู่การสร้าง ชุมชนที่เข้มแข็งเป็นอันมาก จึงต้องอาศัยการส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน จากการปฏิบัติจริง ให้เป็นไปตามข้อกำหนดทั้ง ๕ ข้อในมาตรานี้ ผมจึงเห็นว่าจำเป็นจะต้องมี กฎหมายลูกกำหนดรูปแบบแนวทาง วิธีการ กระบวนการ สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง สร้างบุคลากรเพื่อเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการระดมความคิดกันอย่างสร้างสรรค์ ให้มี ขีดความสามาราสูงพอในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ กระบวนการเปลี่ยนแปลงให้เกิดทุน สังคมที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างชุมชนที่เข้มแข็งได้ ชุมชนเข้มแข็งคงเกิดขึ้นมาเอง หรือเขียน กำหนดให้เกิดขึ้นทันตาเห็นคงไม่มีทางทำได้ ต้องมีผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ชี้นำ การสร้าง ทุนสังคมจากกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันเพื่อสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง และประกอบด้วยพลเมือง ที่มีคุณภาพพอที่จะเป็นใหญ่ในประเทศได้ในที่สุดครับ ขอขอบพระคุณครับ