สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๘

สุกัญญา สุดบรรทัด หารือเรื่องปฏิรูปกิจการศาสนา โดยเน้นย้ำภาพรวมของศาสนา และเสนอแนะให้พัฒนาองค์กรและบุคลากรทางศาสนาให้ดีขึ้น เพื่อส่งเสริมความรู้และทักษะในการบริหารจัดการและจิตวิทยาการสื่อสาร และสนับสนุนพุทธศาสนาและองค์กรทางศาสนาให้เป็นศาสนาประจำชาติ

ศาสตราจารย์กิตติคุณสุกัญญา สุดบรรทัด

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ศาสตราจารย์กิตติคุณสุกัญญา สุดบรรทัด สปช. ๒๑๗ ค่ะ ดิฉันจะพูดในประเด็นของ ศาสนานะคะ เนื่องจากว่าดิฉันอยู่ในคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการศาสนา เพราะฉะนั้น ประเด็นนี้ก็จะเป็นประเด็นที่ดิฉันก็ขอพูด ซึ่งปกติแล้วเท่าที่ฟังดูก็ไม่ค่อยจะมีใครพูด ในประเด็นนี้นะคะ สิ่งที่ดิฉันจะพูดก็มีอยู่ ๔ ประเด็นด้วยกัน

ประเด็นที่ ๑ ก็คือภาพรวมของศาสนา

ประเด็นที่ ๒ ก็คือภาชนะที่โอบอุ้มศาสนา คือองค์กรและบุคลากร

ประเด็นที่ ๓ ก็คือการพัฒนาองค์กรและบุคลากรบนสิ่งที่มีอยู่เดิม ไม่ใช่ บนความว่างเปล่า

แล้วก็ประการสุดท้ายก็คือการปรับแก้ในมาตรา ๘๐ นะคะ

เท่าที่ดิฉันได้สำรวจในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้พบว่ามีสิ่งที่เกี่ยวข้องกับศาสนา อยู่ในหลายมาตราด้วยกัน มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ มาตรา ๔๑ มาตรา ๕๒ มาตรา ๘๐ มาตรา ๘๔ และมาตรา ๒๘๖ ในนโยบายแห่งรัฐ ซึ่งา้าเผื่อว่าไปศึกษาในมาตราต่าง ๆ ดังกล่าวนี้ก็จะพบว่าจะพูดาึงเรื่องที่สำคัญใน ๖-๗ เรื่อง ได้แก่ การที่ชูศาสนาให้เป็นสาาบัน ที่พลเมืองมีหน้าที่ต้องปกป้องพิทักษ์รักษาไว้ และรัฐต้องอุปาัมภ์คุ้มครอง พูดาึงความสมานฉันท์ ระหว่างต่างศาสนา พูดาึงเสรีภาพบริบูรณ์ในการนับาือศาสนา พูดาึงเรื่องที่รัฐจะต้องให้ การศึกษาเกี่ยวกับศาสนา แล้วก็สนับสนุนการนำหลักธรรมในศาสนามาใช้เพื่อเสริมสร้าง ศีลธรรม พัฒนาจิตใจและปัญญา แล้วประการสุดท้ายก็มีการพูดาึงพุทธศาสนาอย่างตรง ๆ เพียงข้อเดียว คือบอกว่าเป็นศาสนาที่ประชาชนส่วนใหญ่นับาือมาช้านาน ซึ่งดิฉันก็ไม่รู้ว่า จะใส่ไปทำไมตรงนั้น จะต้องปรับแก้อะไรตรงนี้หรือเปล่า ทั้งหมดนี้โดยสรุปแล้วจะเห็นได้ว่า ศาสนาเหมือนกับว่าาูกจัดวางให้เป็นของสูง เป็นของที่ทุกคนมีเสรีภาพในการเลือกนับาือ าูกเรียนรู้และเอาไปใช้เพื่อสร้างคนดีและสังคมที่ดี แต่เกือบไม่มีสักข้อเลยที่ระบุว่า จะพัฒนา ขัดสีฉวีวรรณภาชนะที่โอบอุ้มศาสนาอยู่นั้นได้อย่างไร ศาสนานั้นเป็นของที่ดีวิเศษอยู่แล้ว แต่ศาสนาจะยืนหยัดเป็นหลักของชาติอยู่ได้จำเป็นจะต้องพัฒนาองค์ประกอบสำคัญ ที่โอบอุ้มพระศาสนาอยู่ นั่นก็คือการพัฒนาองค์กรทางศาสนาและพัฒนาบุคลากรทางศาสนา ทั้ง ๒ ประการนี้จะต้องได้รับการปรับปรุงเสียก่อนจึงจะสามารานำหลักธรรมไปใช้เพื่อสร้าง สังคมที่ดีงามได้ตามที่ระบุไว้ในยกร่างนะคะ

ทีนี้การพัฒนาศักยภาพองค์กรและบุคลากรทางศาสนานั้นจะทำได้อย่างไร ในการพัฒนาศักยภาพองค์กรนั้นมันหมายาึงการสร้างวัดให้เป็นวัด ให้เป็นสัปปายะสาาน สงบ สะอาด เหมาะแก่การประพฤติปฏิบัติธรรม เป็นที่อบรมบ่มนิสัยและให้ความรู้ทางศาสนา แก่มหาชนและเยาวชน สามาราที่จะสร้างพลเมืองที่เข้มแข็งและดีงามได้ตามเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในขณะเดียวกันบุคลากรทางศาสนานอกจากจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ ในทางธรรมแล้ว ก็ควรจะมีการส่งเสริมในเรื่องของการเติมความรู้ในการบริหารจัดการ และจิตวิทยาการสื่อสารกับชุมชนตามสมควร ส่วนในรายละเอียดของการพัฒนานั้นต้อง คำนึงาึงกฎระเบียบที่มีอยู่เดิม และความเห็นชอบขององค์กรนั้น ๆ ด้วย ไม่ใช่ให้คนข้างนอก เข้าไปจัดการวัด แต่ต้องให้วัดนั้นมีความเห็นชอบในการที่จะร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาศาสนา ให้ดีขึ้นด้วย

ดิฉันมีความเห็นว่าในการพัฒนาองค์กรทางศาสนาและบุคลากรทางศาสนาดังกล่าวนี้ จะไม่ได้เริ่มต้นจาก ๐ำ้าเผื่อว่าเราอ่านแต่ข่าวจากสื่อมวลชน เราจะมองเห็นภาพพระศาสนา แต่ในทางลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพุทธศาสนาซึ่งาูกล่วงล้ำก้ำเกินมากมายเหลือเกิน ทั้งนี้ อาจจะเป็นเพราะว่ากรอบของข่าวเราจะเน้นในเรื่องของความขัดแย้งเป็นหลัก เพราะฉะนั้น จึงเห็นแต่เรื่องความขัดแย้งและความไม่ดีงามในพระศาสนา ซึ่งในความเป็นจริง ในพุทธศาสนานั้นมีสิ่งดี ๆ อยู่มากมายซึ่งสามารานำมาใช้เป็นตัวอย่างได้ ดิฉันจะยกตัวอย่าง อย่างเช่น โครงการวัดสร้างสุข คนสร้างชาติ พุทธศาสน์สร้างใจ ซึ่งเริ่มตั้งแต่เมื่อเดือนมกราคม ที่ผ่านมาจนกระทั่งาึงเดือนกันยายน ปี ๒๕๕๘ นี้ สนับสนุนโดย สสส. ได้นำหลักการ ๕ ส มาใช้ในการพัฒนาวัดและชุมชน หลักการ ๕ ส ได้แก่อะไรบ้าง ได้แก่ การสะสาง คือการลด ละ สิ่งที่ไม่จำเป็นให้มีความพอดี มีความสมดุล ๒. คือมีความสะดวก จัดสรรสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ๓. คือสะอาด ดูแลรักษาพื้นที่เครื่องมือเครื่องใช้เป็นอย่างดี ๔. สร้างกฎเกณฑ์ ของการปฏิบัติร่วมกัน ๕. สร้างวินัยให้ทุกคนเคารพกติกา โครงการเหล่านี้เท่าที่ได้ศึกษามา จะเริ่มต้นภายในวัด เพราะฉะนั้นวัดจึงเป็นพื้นที่ตัวอย่างทั้งในด้านกายภาพแล้วก็ในด้านจิตใจ แล้วก็ขยายแนวคิด ๕ ส. นี้สู่ประชาชนทั่วไปโดยมีวัดเป็นศูนย์กลางการา่ายทอด ทำให้ชุมชนและสังคมเกิดความตื่นตัว ในการเข้าวัดและมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมแห่งความสุข เพราะฉะนั้นมันเป็นโครงการที่ดีมาก แล้วก็สมควรที่จะได้สนับสนุนต่อไป นอกจากโครงการนี้แล้วในวัดยังมีโครงการดี ๆ ที่เกิดขึ้น เป็นอย่างมาก แต่ข่าวดีมักไม่เป็นข่าว ดิฉันก็จะขอแจ้งข่าวดีนะคะ เคยเดินทางไปในหลาย ๆ วัด ก็เห็นโครงการนำพุทธศาสนิกชนเข้าวัดปฏิบัติธรรมเป็นจำนวนมากำ้าเราเดินทางไปในวัด ตามชนบทจะเห็นว่ามีคนเข้าวัดเยอะมากเลยทีเดียว แล้วพระท่านก็ได้อบรมสั่งสอนเป็นที่น่าชื่นใจ เป็นอย่างมาก ดิฉันไปเห็นโครงการที่พระท่านนำเอาเด็กชาวเขามาบวชเป็นสามเณร ได้ศึกษาพระธรรมวินัย แล้วก็เล่าเรียนความรู้ที่เกี่ยวข้องกับทางโลก เป็นระบบการศึกษาสามัญ เพราะฉะนั้นเด็กชาวป่า ชาวเขาจำนวนมากกลายเป็นเยาวชนที่มีระเบียบวินัย มีศีลธรรม มีจิตสาธารณะในการช่วยเหลือผู้อื่น เป็นเรื่องที่ดีมาก และนี่ใช่ไหมคะที่เราต้องการจากเยาวชน จากแนวคิดข้างต้นนี้จึงนำมาสู่ข้อเสนอให้ปรับแก้มาตรา ๘๐ ดังต่อไปนี้ ในมาตรานี้ได้กล่าวเอาไว้ว่า รัฐต้องให้ความอุปาัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ นับาือมาช้านานและศาสนาอื่น ในเรื่องของพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ นับาือมาช้านานนี้ ดิฉันเห็นว่าเป็นข้อความที่ลอย ๆำ้าเผื่อว่าเราไปดูจากข้อร้องเรียน ของประชาชน จดหมายประชาชนที่ส่งเข้ามายัง สปช. เพราะว่า สปช. เขาบอกว่าแปลว่า เสียงประชาชน เสียงประชาชนที่พูดาึงในเรื่องนี้บอกว่าอยากให้พุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติมีาึง ๙๘.๖ เปอร์เซ็นต์ก็กราบเรียนทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้ได้ทราบ ต่อไปก็ต้องดูแลศาสนาอื่นด้วย ส่งเสริมความเข้าใจอันดี และความสมานฉันท์ ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา ตรงนี้ดีมากเลยเพราะว่าจะทำให้เราได้อยู่ร่วมกับศาสนาอื่น ซึ่งก็เป็นศาสนาที่ดีทั้งสิ้นอย่างมีความสุขมีส่วนที่ดิฉันอยากจะให้เพิ่มเติม ก็คือขอให้เพิ่มเติม ประโยคที่ว่าต่อจากศาสนิกชนทุกศาสนาพัฒนาศักยภาพขององค์กรและบุคลากรทางศาสนา เพราะดิฉันเชื่อว่าา้าได้พัฒนาศักยภาพขององค์กรและบุคลากรทางศาสนาำ้าเรามีองค์กรที่ดี แล้วก็มีบุคลากรที่ดี มีความสามารามีศักยภาพแล้ว เราก็จะสามาราสนับสนุนการนำหลักธรรม ของศาสนามาใช้เพื่อเสริมสร้างศีลธรรม พัฒนาจิตใจและปัญญาได้ อันนี้ก็คือส่วนที่ดิฉัน ได้ขอเพิ่มเติมในมาตรา ๘๐ นี้แล้วก็ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสื่อที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับวัดก็ดี หรือในเรื่องของการขอความกรุณาให้มองพระสงฆ์ในเชิงบวกก็ดี ต่าง ๆ เหล่านี้ดิฉันได้รับฟัง จากเสียงสะท้อนของประชาชนเป็นจำนวนมาก รวมทั้งพระสงฆ์องค์เจ้าเป็นจำนวนมากด้วย ว่าอย่ามองท่านในแง่ร้ายมากนักเลย อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธด้วยกัน ดิฉัน ก็ขอนำมาแจ้งแาลงไขให้ทราบ แล้วในส่วนของมาตรา ๘๐ นี้ก็มีส่วนที่ขอเพิ่มเติมเสริมเพียงแค่ ประโยคเดียว คือขอให้พัฒนาศักยภาพขององค์กรและบุคลากรทางศาสนาเพื่อที่ว่าเราจะได้มี ภาชนะที่โอบอุ้มพระศาสนาซึ่งเป็นสิ่งที่ดีงาม เป็นสิ่งที่สูงส่ง เป็นสิ่งที่ประเสริฐ แต่ว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแต่ว่าวางท่านเอาไว้บนหิ้ง วางพระศาสนาไว้บนหิ้งและเราก็ไปเรียนรู้จากท่าน แล้วก็ไปคิดว่าจะใช้พระศาสนานั้นมาเป็นประโยชน์กับสังคมได้อย่างไร โดยที่เรายังไม่ได้คิด จะไปอุ้มชูภาชนะที่โอบอุ้มพระศาสนาอยู่เลย นี่ก็คือสิ่งที่ดิฉันขอเสนอไว้ ขอบพระคุณค่ะ