รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๑๗ (สมัยสามัญทั่วไป)
วันพุธที่ ๑๓ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๖
ณ ตึกรัฐสภา
อนุญาตให้มีการหารือ ท่านละ ๒ นาที ถึงปัญหาความทุกข์ร้อนของประชาชนและปัญหาบ้านเมืองนะครับ ผมเริ่ม ไปที่ท่านสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล ก่อนครับ เชิญครับ
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เนื่องจากว่าผมได้รับการร้องเรียน จากพี่น้องเป็นจํานวนมากที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องที่ดินทํากินนะครับ เพราะว่าพี่น้องประชาชน ส่วนใหญ่ยังไม่มีที่เป็นของตัวเองที่เป็นเอกสารสิทธิอย่างถูกต้อง บางคนก็ไปอยู่ในที่ ป่าสงวนแห่งชาติ ที่ ส.ป.ก. หรือบางคนก็มีเพียงใบ ภบท. ๕ นะครับ หรือไปอยู่ในที่ราชพัสดุ หรือที่ของกรมธนารักษ์ อย่างนี้เป็นต้นนะครับ ฉะนั้นพี่น้องได้รับความเดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเวลาจะเข้าสู่โครงการรับจํานําข้าว เขาก็ไม่สามารถที่จะมีเอกสารสิทธิ ในการที่จะไปเข้าสู่โครงการได้ หรือแม้กระทั่งพี่น้องที่เขาอยู่มีใบจับจองมาก่อน แต่บางแห่ง กลับไปประกาศเป็นที่ราชพัสดุนะครับ ไปทับซ้อนกับพี่น้องที่มีที่อยู่แล้ว แต่เขามีใบจับจองไว้ ถูกต้อง ก็ฝากต่อท่านประธานว่า ก็อยากจะให้สภาแห่งนี้ได้รีบเร่งในการออกกฎหมาย พ.ร.บ. เกี่ยวกับเรื่องที่ดินให้กับพี่น้องเกษตรกรในการจัดสรรให้พี่น้องประชาชนที่ไม่มีที่ สามารถจัดสรรที่ให้เขาได้ โดยการที่สภานี้ออกเป็นพระราชบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องที่ดิน ซึ่งในชั้นกรรมาธิการวิสามัญที่สภาได้ยื่นญัตติแล้วตั้งกรรมาธิการวิสามัญไปศึกษาเรื่องนี้มา ตั้งแต่รัฐบาลก่อน ๆ แต่ทุกวันนี้เวลาเข้าสู่สภาก็มีปัญหา ไม่สามารถที่จะออกเป็น พระราชบัญญัติได้ ก็อยากฝากไปถึงต่อท่านประธานให้รีบเร่งในการที่บรรจุเกี่ยวกับเรื่องของ พ.ร.บ. ที่ดินในหลาย ๆ เรื่อง เพื่อให้ได้มีการประกาศใช้ให้กับพี่น้องประชาชน ขอบคุณครับ
ท่านเกียรติ์อุดมอยู่ไหมครับ
(นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ไม่อยู่ ในที่ประชุม)
ท่านประสงค์ นุรักษ์ อยู่ไหมครับ
(นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภาภาคอื่น ไม่อยู่ในที่ประชุม)
ผมรอนะครับ ท่านอาจารย์ รัชฎาภรณ์ครับ
(นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ไม่อยู่ ในที่ประชุม)
คุณสุนทรีอยู่ไหมครับ เชิญคุณสุนทรีครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ต้องกราบขอบพระคุณ ท่านประธานค่ะที่วันนี้ให้โอกาสในการหารือนะคะ เรื่องแรกที่อยากจะขอหารือ กับท่านประธานก็คือ ดิฉันเองได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องผู้ใช้เส้นทางสัญจรไปมาระหว่าง ทางสาย ชย. ๔๐๒๕ สายบ้านชีลองใต้ถึงบ้านหว้าเฒ่า ตําบลภูแลนคา อําเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ เขาร้องเรียนกับดิฉันมาว่าเส้นทางสายนี้ค่ะท่านประธาน เป็นเส้นทางที่ เชื่อมต่อระหว่างอําเภอเมืองและอําเภอบ้านเขว้าค่ะ โดยเฉพาะบริเวณสามแยก บ้านโนนเหลี่ยมถึงบ้านแก้งยาว ต้องเรียนว่าเส้นทางตรงนี้ยังไม่มีไฟฟ้าส่องสว่าง ในกลางค่ํา กลางคืนทําให้เกิดอุบัติเหตุและก็อันตรายจากการที่มองไม่เห็นทางค่อนข้างบ่อยครับ อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยดูแลในการจัดสรรงบประมาณ ในการติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างเพื่อให้พี่น้องสามารถใช้สัญจรไปมามีความปลอดภัย ในการเดินทางด้วยค่ะ
เรื่องที่ ๒ ที่อยากจะขอหารือกับท่านประธานนะคะ ดิฉันเองได้รับ การร้องเรียนจากท่านนายกองค์การบริหารส่วนตําบลภูแลนคาค่ะ ท่านร้องเรียนกับดิฉัน มาว่า ตอนนี้สะพานซึ่งเป็นการก่อสร้างโดยพี่น้องประชาชน ที่ตั้งอยู่ที่บ้านนาอินแต่ง หมู่ ๔ และบ้านซับปลากั้ง หมู่ ๕ ตําบลภูแลนคา เส้นทางตรงนี้เป็นสะพานไม้ที่ชาวบ้าน พี่น้องประชาชน แน่นอนค่ะว่าของตําบลห้วยต้อนและตําบลภูแลนคาใช้สัญจรไปมาแล้วก็ ใช้ขนส่งพืชผลทางการเกษตรค่ะ จริง ๆ ก็มีทางเชื่อมนะคะ แต่ว่าถ้าต้องไปใช้ทางหลวงนี้ ก็จะต้องใช้ระยะทางค่อนข้างไกล พี่น้องก็เลยมีการก่อสร้างสะพานแห่งนี้ขึ้นมา แต่ปัจจุบันค่ะ ท่านประธาน ผ่านการใช้งานมาค่อนข้างนาน สะพานไม้ก็มีความเสียหายเกิดขึ้น ไม่สามารถที่จะใช้สัญจรไปมาได้ และแน่นอนว่าตอนนี้การขนส่งก็ทําให้เป็นไปด้วยความ ยากลําบาก ก็อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยดูแลในการ จัดสรรงบประมาณในการก่อสร้างสะพาน แต่ถ้าหากจะให้ดีนะคะ จะเป็นถนนน้ําล้นผ่าน ก็จะเป็นการดีค่ะ เนื่องจากว่าเขาจะได้ใช้กักเก็บน้ําในหน้าแล้งได้ด้วย กราบขอบพระคุณค่ะ
ท่านประสงค์ นุรักษ์ แล้วต่อด้วยท่านอาจารย์รัชฎาภรณ์ครับ ท่านประสงค์ครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอกราบเรียนหารือท่านประธานดังต่อไปนี้ครับ
คือทุกท่านคงจะทราบนะครับ ท่านประธานคงจะทราบด้วยนะครับว่า เมื่อ ๓-๔ วันที่ผ่านมานี้ ได้มีพายุขนาดใหญ่ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนที่จะมีความรุนแรงถึงขนาดนี้ ได้ทําความเสียหายให้ประเทศเพื่อนบ้านของเรา คือประเทศฟิลิปปินส์อย่างมาก ความเสียหาย ที่มีอยู่ ที่ปรากฏในข่าวนั้น มีพี่น้องประชาชนได้ตายอาจจะเป็นจํานวนหมื่น ซึ่งตามข่าว ที่ปรากฏนะครับ และความเสียหายครั้งนี้สร้างปัญหาให้แก่ชาวฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านเรา อย่างมาก ผมใคร่จะขอกราบเรียนเสนอท่านประธานรัฐสภาครับว่า ในฐานะที่ประเทศไทย และประเทศฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ที่ดีงามกันตลอดมาและรัฐสภาไทย กับรัฐสภาฟิลิปปินส์ก็ได้มีการทํางานร่วมกันมาตลอด ผมหวังว่าถ้าหากว่าคณะประธาน รัฐสภาของเราคือท่านนะครับ ได้มีโอกาสดําริในการที่จะตั้งกองทุนเพื่อจะให้ความช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนชาวฟิลิปปินส์ซึ่งมีความเดือดร้อนอย่างมากและได้รับความช่วยเหลือจาก พี่น้องทั่วโลกในขณะนี้ รัฐสภาของเราซึ่งเป็นรัฐสภาที่มีความใกล้ชิดกับรัฐสภาฟิลิปปินส์มาเป็นเวลานานน่าจะมี โอกาสในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี แสดงให้เห็นถึงความเป็นมิตรที่แท้เมื่อมิตรมีความทุกข์ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนเสนอท่านประธาน ว่าถ้าเป็นไปได้อยากจะให้มีการจัดตั้งกองทุน ในนามของรัฐสภาไทยเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่พี่น้องชาวฟิลิปปินส์ผ่านทางรัฐสภาฟิลิปปินส์ ด้วยครับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถ้าหากว่านอกจากจะทําได้ผมว่าจะเป็นประโยชน์นอกเหนือจาก ด้านมนุษยธรรมแล้วยังจะเห็นถึงความสัมพันธ์และความผูกพันที่ดีระหว่างรัฐสภาซึ่งเป็น ตัวแทนของประชาชนชาวไทยนอกเหนือจากที่รัฐบาลได้ทําอยู่ในขณะนี้ ผมกราบเรียน ท่านประธานช่วยพิจารณาในข้อเสนอของกระผมในกรณีนี้ด้วยครับ ขอขอบพระคุณ เป็นอย่างสูงครับ
อาจารย์รัชฎาภรณ์ครับ
ท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดกาฬสินธุ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็จะขอหารือท่านประธานว่าดิฉันหารือมาเป็น ประจําบ่อย ๆ เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ดิฉันก็ได้หารือเรื่องนี้ในสภาผู้แทนราษฎร คือเรื่อง สวัสดิการของลูกจ้างประจําส่วนราชการ ที่ได้รับบําเหน็จรายเดือนไปแล้ว ทีนี้เมื่อเกษียณ อายุราชการเมื่อครบ ๖๐ ปี อายุงานต้องไม่ถึง ๒๕ ปี ดิฉันก็ได้ปรึกษาได้เสนอไป ที่จริงเสนอ ไปหลายทาง รวมทั้งถึงรัฐมนตรีด้วย ก็ขอให้อายุงานถ้าเกษียณแล้วอายุงานถ้าไม่ถึง ๒๕ ปี ก็ขอให้เขาได้รับบําเหน็จรายเดือนเหมือนข้าราชการที่เรียกว่า เกษียณเพราะเหตุสูงอายุ ข้าราชการอายุงาน ๑๐ ปีก็ได้แล้วถ้าเกษียณอายุ เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้ลูกจ้างประจํา ก็ได้เกษียณเพราะเหตุสูงอายุด้วย มันไม่ได้ทําให้ภาระของรัฐบาลเพิ่มขึ้นเลย เพียงแต่ว่า มันทําให้เขาได้มีโอกาสที่จะได้รับบําเหน็จรายเดือน รวมทั้งเขาเรียกร้องมากตอนนี้ก็คือว่า เมื่อเขาเกษียณไปแล้วขอให้เขาได้รับการรักษาพยาบาล ท่านประธานคะ ดิฉันได้หารือ เมื่อ ๑๘ กันยายน รัฐบาลตอบกลับมาว่าได้ส่งเรื่องให้กระทรวงการคลังแล้ว อยู่ระหว่าง การดําเนินการของกระทรวงการคลัง ดิฉันหารือเสร็จแล้วเมื่อวันพุธที่ ๙ ตุลาคม ตอบกลับมาอีกแล้วค่ะท่านประธาน ดิฉันไม่ได้ต้องการว่าตอนนี้เรื่องส่งไปที่ไหน มันต้องส่ง กระทรวงการคลังอยู่แล้ว แล้วสรุปผลเหมือนเดิม อยู่ในระหว่างการดําเนินการของ กระทรวงการคลัง ตอบอย่างนี้ตอบทําไมคะท่านประธาน กระทรวงการคลังมีความเห็น อย่างไร มันสะท้อนว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่รู้เรื่องเลย ไม่เป็นข้าราชการ ไม่เคยเป็นราชการ ไม่เคยรู้เรื่องและไม่เข้าใจเรื่องนี้ สภาเองก็ทําเรื่องนี้เป็นแค่รูปแบบ ส่งไป ก็ตอบกลับมาอย่างไรก็ทําตามนั้น เป็นแค่รูปแบบเฉย ๆ มันไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาในการหารือ ได้เลย ดิฉันฝากท่านประธานว่าทั้งรัฐบาลแล้วก็ทั้งสภานี้ต้องสนใจหน่อยที่จะแก้ปัญหา ให้ลูกจ้างประจําของราชการซึ่งมีอยู่กันประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คนนี้ค่ะ
ท่านลีลาวดีครับ ผมอนุญาต ให้ท่านฉายภาพต้นไม้ ๑๐ ภาพนะครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพนะคะ ดิฉัน นางสาวลีลาวดี วัชโรบล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๕ เขตดุสิต เขตราชเทวี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขอขอบคุณท่านประธานนะคะ ดิฉันขออนุญาตหารือถึงเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชนในเขตดุสิต
เรื่องแรกดิฉันได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องที่อยู่ในซอยกิ่งเพชร ขออนุญาต ให้นําเสนอภาพด้วยนะคะ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชั่น)
อันนี้ เป็นเขตราชเทวีนะคะ ต้นไม้มีขนาดใหญ่ขึ้นอยู่ที่กลางซอย อยู่หลังโรงเรียนกิ่งเพชร ผู้ที่อยู่ในซอยนี้ก็แจ้งผ่านมาบอกว่าเวลาฝนตกลมจะแรงมาก ๆ แล้วก็เกรงว่าต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่ อย่างนี้จะล้มลงมา แล้วก็ประชาชนที่อยู่ในบริเวณนั้นก็จะได้รับอันตราย เคยแจ้งผ่านทางเขต ไปหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้รับการดูแล จึงร้องผ่านดิฉันมาค่ะ
อีกหนึ่งเรื่องนะคะ ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องที่อยู่ในซอยสุจริต ๒ แล้วก็ซอยราชวิถี ๓๐ อันนี้เขตดุสิตนะคะ ร้องมาบอกว่าไม่มีไฟฟ้าแสงจันทร์ค่ะ แล้วก็ชํารุด หลายจุดทีเดียวนะคะ เวลากลางค่ํากลางคืนเดินผ่านก็บอกว่าอันตรายมาก ๆ คือบางที่ มีหลอดแต่แตกนะคะ บางอันก็ไม่มีหลอด แล้วก็มีความชํารุดทรุดโทรมมาก ก็อยากจะฝาก ท่านประธานให้ช่วยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงมาดูแลเรื่องความเดือดร้อนในเรื่องนี้ ด้วยนะคะ
อีกหนึ่งเรื่องนะคะ อันนี้ต้องขออนุญาตว่าเป็นปัญหาหนักอกหนักใจ ของพี่น้องในเขตกรุงเทพฯ มาก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชุมชนแออัดต่าง ๆ นั่นก็คือปัญหา ยาเสพติดคะ ดิฉันนั้นแจ้งผ่านทางรัฐสภานี้นะคะ แล้วก็แจ้งผ่านไปกับทางตํารวจในเขตพื้นที่ หลายครั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่ได้รับกลับมาก็คือปัญหาก็ยังคงเดิม ซึ่งพี่น้องประชาชนบางคน แจ้งมาบอกว่าได้กลิ่นกัญชาบ้าง ได้เห็นภาพการซื้อขายยาเสพติดเหมือนซื้อขายขนมให้กับ เด็ก ๆ ในชุมชนก็มีความกังวลร้องผ่านดิฉันมาบอกว่าการเอาจริงเอาจังในเรื่องของยาเสพติด ในชุมชนจะเป็นปัญหาสําคัญที่เด็ก เยาวชนในกรุงเทพมหานครนั้นกําลังประสบอยู่ อยากจะขอฝากให้ท่านประธานช่วยเร่งรัดหาแนวนโยบายในการปราบปรามยาเสพติด ในชุมชนให้เป็นระบบที่แก้ไขให้อย่างถูกต้องแล้วก็ทันท่วงทีด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณคะ
ครับ ท่านจุฤทธิ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องใคร่หารือ ท่านประธาน ๒ เรื่องครับ
เรื่องแรก ก็คือ การเข้าทําหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาในวันนี้ ถ้าเมื่อเช้า ท่านประธานได้เข้ามานี่ครับ ท่านประธานจะเห็นว่าต้องใช้เวลานานมากในการเข้ามา สู่สภา เพราะฉะนั้นเมื่อสมาชิกไม่สามารถเข้ามาทําหน้าที่ได้ เนื่องจากมีการปิดกั้นบริเวณ ทางเข้ารอบ ๆ รัฐสภานี่ครับ ท่านประธานจะเห็นตอนนี้ผู้มาเซ็นชื่อมีเท่าไรครับ ๒๔๑ ท่าน ยังไม่ครบองค์ประชุมครับ ปัญหาก็คือว่าเราจะครบองค์ประชุมตอนกี่โมงถึงจะเริ่มดําเนินการ ประชุมได้ ที่สําคัญวันนี้เรามีวาระพิเศษนะครับ วาระที่สําคัญก็คือ ต้องพูดถึงเรื่องความตกลง เพื่อความร่วมมือด้านภาษีอากรระหว่างประเทศ ระหว่างอเมริกากับไทย ซึ่งผมคิดว่า มีสมาชิกหลายท่านเตรียมตัวที่จะอภิปรายจํานวนมาก แล้วก็ทราบว่ารัฐบาลจะเลื่อน เรื่องที่ ๒๓ ขึ้นมาอีก คือเรื่องกรณีปราสาทเขาพระวิหาร ตามมาตรา ๑๗๙ ซึ่งก็ยังไม่ทราบ ท่านจะเลื่อนหรือเปล่านะครับ แต่ทั้งหลายทั้งปวงต้องใช้เวลาในการอภิปรายพอสมควร ที่สําคัญคือบ่ายโมงนี้เราต้องมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรอีก ทําให้กรอบเวลาในการ ทํางานของพวกเรานี่จะมีปัญหามาก สมาชิกไม่สามารถอภิปรายได้อย่างเต็มที่ แล้วเดี๋ยว อีกสักครู่ท่านประธานก็จะอ้างว่าขออีก ทําให้พวกผมไม่ได้อภิปรายอีก ผมเลยเรียนหารือ ท่านประธานไว้ก่อนว่าท่านจะมีวิธีการทํางานตรงนี้อย่างไรนะครับ หารือเรื่องที่ ๑
เรื่องที่ ๒ ที่จังหวัดพังงาครับ ผู้ประกอบการโรงแรมฝากผมมาว่าช่วยแจ้ง ทางรัฐบาลหน่อย ขณะนี้มีป้ายประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลจํานวนมากไปติดบริเวณเขาหลัก และทั่วทั้งจังหวัดพังงา นักท่องเที่ยวก็ถามว่ามันคือป้ายอะไรครับ ไม่ว่าจะเป็นป้ายสนับสนุน โครงการรัฐบาล ว่ารัฐบาลทํางบประมาณต่าง ๆ รูปท่านนายกรัฐมนตรี รูป ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ไปติดมั่วทั่วจังหวัดเลยครับ ตอนนี้เข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวครับ ผู้ประกอบการ โรงแรมลงทุนสร้างโรงแรมเป็นร้อยล้านพันล้าน แต่มีป้ายนี้ไปติดอันเดียวทัศนวิสัย แย่มากเลยครับตอนนี้ ขอให้ท่านประธานทําเรื่องไปถึงสํานักนายกรัฐมนตรีด้วยครับ ให้รีบลงไปดูเรื่องนี้ เพราะนักท่องเที่ยวร้องเรียนไปเป็นจํานวนมากครับ ขอบคุณครับ
ผมแจ้งท่านจุฤทธิ์ และท่านสมาชิกก่อนนะครับ วันนี้มีการประชุมแค่ ๒ เรื่อง ก็คือเรื่องกรอบเจรจา ซึ่งวันนั้น เราเลื่อนขึ้นมา เรื่องของการเจรจาภาษีระหว่างไทยกับอเมริกัน กับเรื่องที่รัฐบาลขอหารือ ตามมาตรา ๑๗๙ แค่นั้นนะครับ ผมไปต่อที่ท่านปารีณา มาหรือยังครับ เดี๋ยวผมเอาหารือ ไหมครับ เอาต่อครับ คุณจุฤทธิ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านบอกว่ามี ๒ เรื่อง ใช่ไหมครับ แล้วคราวนี้ตอนนี้มันจะ ๑๐ โมงแล้วครับท่านประธานครับ เรายังไม่ครบ องค์ประชุม ถ้าเราครบตอน ๑๑ โมง สมมุตินะครับ เราก็จะมีเวลาทํางานแค่ ๒ ชั่วโมง เองครับ ๒ เรื่องที่ท่านว่านี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญกับประเทศชาตินะครับ รัฐบาลกําลัง จะมาถามขอความเห็นจากสภา ผมเลยคิดว่าถ้าเรื่องดังกล่าว เรื่องเขาพระวิหารมีเวลา อภิปรายกันครึ่งชั่วโมงอย่างนี้ ผมคิดว่าไม่เหมาะครับ ไม่เหมาะด้วยประการทั้งปวงนะครับ ผมจึงเรียนถามท่านประธานครับว่าเราจะบรรจุระเบียบวาระอย่างไร เราจะอภิปรายกัน อย่างไร ขอบคุณครับ
ท่านปรีชาพลตอบหน่อยครับ วิปรัฐบาลครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อข้อหาของเพื่อนสมาชิกนะครับ ก็เข้าใจว่าเป็นความห่วงใยต่อการจัดระเบียบวาระ ซึ่งก็เป็นอย่างที่ท่านประธานได้กราบเรียนที่ประชุมเมื่อสักครู่ว่าหลังจากที่องค์ประชุมครบแล้ว ก็จะมีการประชุมในเรื่องของมาตรา ๑๙๐ นะครับ ในส่วนที่เกี่ยวกับร่างข้อตกลงเรื่องของ ภาษีอาการ หลังจากนั้นก็จะเป็นการพิจารณาตามที่ทาง ครม. ร้องขอมายังท่านประธาน รัฐสภา เรื่องขอความเห็นจากสมาชิกทั้ง ๒ สภา คือคือ ส.ว. และ ส.ส. ตามมาตรา ๑๗๙ มีการเปิดอภิปรายโดยไม่มีการลงมติ ซึ่งต้องกราบเรียนท่านประธานว่าเดิมทีเดียว ได้มีการออกระเบียบวาระในส่วนของท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรในการประชุมช่วงบ่ายโมง เป็นการประชุมตามปกติ แต่ผมคิดว่าเรื่องที่เรากําลังจะพิจารณาอยู่นี้เป็นเรื่องที่มี ความสําคัญ มีความจําเป็นอย่างยิ่ง ฉะนั้นสิ่งที่เพื่อนสมาชิกได้มีความห่วงใยนั้น ผมคิดว่า คงจะไม่มีปัญหาใด ๆ ท่านประธานครับ เรื่องของการประชุมนั้น ของสภาผู้แทนราษฎรนั้น ก็สามารถที่จะหารือท่านประธานในการที่จะยืดหยุ่นเวลาออกไป หรือถ้าหากว่ามีผู้สนใจ ในการอภิปรายทั้งสองฝ่าย ๒ สภา มีจํานวนมาก ก็อาจจะเป็นการงดการประชุมในส่วนของ ส.ส. ในช่วงบ่ายเพื่อเปิดโอกาสให้เพื่อนสมาชิกได้ใช้สิทธิ และรัฐบาลเองจะได้นําเอา ความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกไปประกอบการตัดสินใจ รวมทั้งการชี้แจงให้เกิดความกระจ่าง ครับท่านประธาน ฉะนั้นในเรื่องนี้ขอให้เพื่อนสมาชิกไม่ต้องกังวลครับ เพราะว่ามีการหารือ กันในที่ประชุมวิปว่าในช่วงบ่ายนั้นถ้ายังไม่เสร็จสิ้น เวลานั้นก็สามารถที่จะยืดหยุ่นออกไปได้ นะครับ ขอกราบเรียนท่านประธานไปถึงเพื่อนสมาชิกครับ
ท่านจุฤทธิ์ครับ
ขอบคุณท่านประธานนะครับ ผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ท่านประธานหรอกครับ ผมไม่มีปัญหานะครับเรื่องจะนําวาระใดเข้ามาสู่สภา นิดเดียวครับที่ผมเรียนท่านประธาน ตอนต้น ตอนนี้มันเลย ๙ โมงครึ่งมาพอสมควรแล้ว ท่านให้หารือก็ดีแล้วครับ แต่ที่ผมติดใจ คือถ้าท่านรัฐบาล ซีกรัฐบาลบอกเป็นเรื่องสําคัญ ทําไมท่านไม่เร่งมาให้ครบองค์ประชุม ตั้งแต่ ๙ โมงครึ่ง เราจะได้มีเวลาพิจารณากันตามสมควรนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งครับ เรื่องที่ท่านจะเลื่อนไป เรื่องเลื่อนการประชุมสภา ผู้แทนราษฎร ไม่ว่าท่านจะเลื่อนไปเริ่มกี่โมง ผมเกรงว่านี่จะเป็นอีกครั้งหนึ่งที่เราจะโดน ปิดปากกัน ผมขอเรียนท่านประธานว่ามีสมาชิกจํานวนมากที่ใคร่ต้องการอภิปรายทั้ง ๒ เรื่อง สําคัญที่สุดคือเรื่องที่ ๒ ตามมาตรา ๑๗๙ นี้ครับมันเป็นการอภิปรายแบบไม่ต้องลงมติ ที่สุดพอเราอภิปรายได้ ๒-๓ คน ท่านก็บอกอย่างนั้นปิดประชุม รับฟังเท่านี้พอที่สุดสภา ก็ไม่เกิดประโยชน์ครับ รัฐบาลก็ไม่ได้ประโยชน์จากการมารับฟังเสียงจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ผมจึงเรียนท่านประธานว่าจะเอาอย่างไร ท่านพูดให้ชัดเช้านี้เลยครับ เราจะไม่ไปแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นรายชั่วโมงไป ขอบพระคุณท่านประธานครับ
เดี๋ยวเอาอย่างนี้ก่อน ท่านปรีชาพล คือผมดูคิวเป็นประธานที่ประชุมของผมนะครับ วันนี้คิวผมดึกเลยนะครับ ท่านปรีชาพลจะตอบชี้แจงให้เพื่อนสมาชิกสบายใจอีกทีหนึ่งครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพนะครับ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เป็นไปตามที่ท่านเพื่อนสมาชิก ได้หารือนั่นละครับ ขณะนี้องค์ประชุมนั้น ๒๗๔ ท่านนะครับ ซึ่งกึ่งหนึ่งคือ ๓๒๕ ท่าน ในการที่จะเปิดประชุมได้ ซึ่งต้องกราบเรียนว่าไม่ใช่ว่ารัฐบาลไม่มีความจริงใจในการที่จะให้มี การพิจารณามาตรา ๑๙๐ และตามที่รัฐบาลร้องขอมาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๙ แต่องค์ประชุมนั้นประกอบไปด้วยสมาชิกทั้ง ๒ สภานะครับ ในฝ่ายของรัฐบาลเองก็เร่ง ในการติดตามนะครับ ตอนนี้ในส่วนรัฐบาลเองก็เหลือสมาชิกอีกจํานวนหนึ่ง ก็อยากจะฝาก เพื่อนสมาชิกละครับ ถ้ามีความห่วงใยจริง ๆ ก็ให้ชวนเพื่อนของตนเองเข้ามาร่วมเซ็นหนังสือ เซ็นชื่อเข้าประชุมด้วย แล้วก็จะได้ประสานทางวิปวุฒิสภาในการติดตามท่าน ส.ว. เข้ามาสู่ การประชุมด้วยเพื่อให้ครบองค์ประชุมและดําเนินการได้
ในส่วนที่ ๒ นั้น กราบเรียนท่านประธานไปแล้วเมื่อสักครู่นะครับ เมื่อเช้านี้ ก็มีการประชุมวิปกัน แล้วผมเองก็ได้เจอเพื่อนสมาชิกวิปฝ่ายค้าน วิปวุฒิสภา หลายท่านก็มี ความห่วงใยครับ ก็ไม่ได้กังวล ไม่ต้องไปกังวลแต่อย่างไร ก็ขอคํายืนยันครับว่าไม่มีการ ปิดปากแต่อย่างใด อย่าได้แปลเจตนาเป็นอย่างอื่น ถ้าหากว่ามีเพื่อนสมาชิกประสงค์ที่จะอภิปราย เราก็จะเปิดให้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ทั้งนั้นท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ออกระเบียบวาระ มาก่อนหน้านี้ ฉะนั้นจะเป็นการงดหรือไม่งดอย่างใดก็เป็นอํานาจของท่านประธานในการที่ งดนะครับ ในส่วนของเรื่องนี้ก็คงจะดูตามความเหมาะสม ซึ่งไม่มีการ ๒-๓ คนปิดอภิปราย หรอกครับ ท่านประธานครับ ก็ขออนุญาตเรียนท่านประธานไปถึงเพื่อนสมาชิกครับว่าวันนี้ เปิดโอกาสอย่างเต็มที่แน่นอนครับ ท่านประธานครับ
ท่านสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล แล้วคุณหมอเจตน์นะครับ
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมอยากให้ท่านประธานของ ผมเป็นคนที่มีศักดิ์ศรี และอยากให้สภาของเรามีศักดิ์ศรีครับ ท่านประธานลองคิดดูว่าวันนี้ รัฐบาลกําลังกําหนดให้ประธานของผมกําลังมากําหนดวาระการประชุมของรัฐสภา ท่านชี้แจงให้พวกผมทราบว่าวันนี้ประชุมรัฐสภามี ๒ เรื่อง
เรื่องแรกก็คือเรื่องของร่างกรอบการเจรจาความตกลงเพื่อความร่วมมือ ด้านภาษีอากรระหว่างประเทศและการปฏิบัติตาม ภาษาอังกฤษนะครับ ระหว่างรัฐบาล แห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา
ท่านประธานครับ แล้วเรื่องที่ ๒ ท่านก็บอกว่าขอเปิดอภิปรายทั่วไป ในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ตามมาตรา ๑๗๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ท่านบอกว่า๒ เรื่อง และโดยเฉพาะทั้ง ๒ เรื่องเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ โดยเฉพาะ มาตรา ๑๗๙ เป็นเรื่องที่ทางนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ทําหนังสือถึงท่านประธาน รัฐสภาเมื่อวันที่ ๑๑ นี้เอง แล้วก็บอกว่าด้วยคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นว่า คําพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีปราสาทพระวิหาร เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ เป็นเรื่องที่มีความสําคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน สมควร ที่จะได้มีการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ ท่านประธานครับ อย่างละเอียดรอบคอบ จึงได้มีมติให้มีการรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา โดยขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา โดยไม่มีการลงมติ ตามมาตรา ๑๗๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป ท่านครับ ท่านลองคิดดูครับ สมมุติว่าท่านประธานเปิดประชุมได้เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ตามที่ท่านนัดหมาย เรื่องที่ ๑ ไม่ว่าท่านจะใช้เวลาเท่าไรละครับ เรื่องที่ ๒ ท่านมีเวลาสักชั่วโมง หรือ ๒ ชั่วโมง ให้สําหรับ สมาชิกรัฐสภาพูดถึงคําพิพากษาของศาลโลก ท่านครับ วันนี้เราเชื่อว่าประเทศไทยน่าจะเสีย ดินแดน วันนี้ท่านใช้เวลาชั่วโมง ๒ ชั่วโมง ในการอภิปรายแสดงความคิดเห็น แล้วท่านก็ รับฟังว่า วันนี้วิปรัฐบาลบอกว่าถ้าเกิดหลายท่านต้องการที่จะอภิปราย เราอาจจะยืด เรื่องของสภาผู้แทนราษฎร ท่านเห็นไหมครับ วันนี้ท่านกําลังเป็นเครื่องมือ ท่านลองคิด ด้วยวิจารณญาณว่ามันจะมีเวลาอภิปรายกันอย่างไร เรื่องสําคัญอย่างนี้ แล้ววันนี้วันพุธ เป็นเรื่องของสภาผู้แทนราษฎรโดยส่วนใหญ่ แนวปฏิบัติ จะประชุมรัฐสภาก็ประชุมวันอังคาร หรือวันศุกร์ แต่วันนี้ท่านเปลี่ยนไปหมดครับ ท่านเป็นประธานของผม ท่านต้องมีศักดิ์ศรี ท่านก็แจ้งทางรัฐบาลเลยว่า ไม่ได้ วุฒิสภาของผมทํางานอย่างนี้ไม่ได้ ส.ส. ของผมทํางาน อย่างนี้ไม่ได้ ท่านต้องให้เวลาผม ท่านประธานครับ ผมขอเรียกร้องท่าน วันนี้ท่านต้องบอก กับทางรัฐบาลว่าผมเป็นลูกมือของท่านไม่ได้ ขอให้ท่านมีศักดิ์ศรีครับ ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ
ท่านสมบูรณ์ครับ กระผม ขอเรียนชี้แจงนะครับว่าผมไม่ได้เป็นเครื่องไม้เครื่องมือของใครนะครับ ประการแรกนะครับ
ประการที่ ๒ นั้น หลายครั้งที่ประชุมร่วมรัฐสภานั้นไปใช้วันอังคาร ซึ่งผมมีเรื่องที่ต้องประชุมในวันอังคารเยอะ ผมบอกว่าถ้าอย่างนั้นให้เปลี่ยนไปใช้วันพุธบ้าง ซึ่งก็มาใช้วันพุธ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วผมก็บอกว่ามาใช้วันพุธ แต่บังเอิญมันมีเรื่อง มาตรา ๑๗๙ เข้ามา ผมก็บรรจุในวาระวันนี้ ผมก็รับทราบนะครับว่าวันนี้จะมีการประชุม ๒ เรื่อง เพราะฉะนั้นเดี๋ยวถ้าครบองค์ประชุมปั๊บผมดําเนินการเลยนะครับ เกือบครบแล้วนะครับ เมื่อกี้บอกเชิญคุณหมอเจตน์ไว้ก่อนนะครับ เชิญคุณหมอเจตน์ครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้เพื่อน ส.ส. ได้บอกว่าขอให้ทางสมาชิกวุฒิสภาให้ความร่วมมือ ผมขอ ดีเฟนด์ (Defend) นะครับว่าวันนี้พวกเราให้ความร่วมมือ เราเต็มใจแล้วก็พร้อมที่จะเข้า ประชุม ไม่มีปัญหาแต่อย่างใดนะครับ แต่ว่าการนัดประชุมของทางประธานรัฐสภาเป็นไป แบบรีบเร่ง เป็นไปแบบฉุกละหุก แล้วก็ข้อสําคัญวันนี้รถติดมาก โดยเฉพาะทางแยก วัดเบญจมบพิตรที่จะเข้าทางลานพระบรมรูปทรงม้า เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อาจจะเป็นสาเหตุ ที่ทําให้สมาชิกรัฐสภาหลายท่านมีปัญหาในการเข้าประชุม ท่านประธานครับ การที่รัฐบาล ขอเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ตามมาตรา ๑๗๙ โดยไม่ลงมติ และเท่าที่ทราบก็คือเรื่องของการปรึกษาการบริหารราชการแผ่นดิน ในประเด็นคําพิพากษา ของศาลโลก ในเรื่องของข้อพิพาทในเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น ก็ยังเป็นที่ ถกเถียงกันอยู่ว่าสรุปแล้วเสียดินแดนมากน้อยแค่ไหน แต่ว่าเท่าที่รับฟัง เอาพื้นน้อยที่สุด จากทางรัฐบาลก็คือเสียแน่ แต่เสียน้อย แต่ว่าทางคณะกรรมาธิการต่างประเทศวุฒิสภา ก็บอกว่าเสียไม่น้อยนะครับ ในกรณีที่ชะง่อนผา อยู่ที่ว่าต้องตีความว่าพรอมอนทอรี (Promontory) มากน้อยแค่ไหน ประเด็นปัญหาที่ผมอยากจะหารือก็คือว่ารัฐบาลนี้จะเปิด มาตรา ๑๗๙ เพื่อพูดเรื่องนี้อย่างเดียวมันไม่ได้ มันต้องเปิดตามมาตรา ๑๙๐ ด้วย เพราะว่า มาตรา ๑๙๐ ในขณะนี้ยังมีผลบังคับใช้อยู่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับนี้ ในมาตรา ๑๙๐ ได้รับการแก้ไขผ่านวาระสามไปเรียบร้อยแล้ว แต่ยังค้างอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องไว้แล้ว เพราะฉะนั้นท่านต้องนําเรื่องนี้เข้ามาประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาอีกครั้งหนึ่งตามมาตรา ๑๙๐ นะครับ ฝากรัฐบาลผ่านทางท่านประธานไปด้วยว่า มาตรา ๑๗๙ อย่างเดียวมันไม่พอ มันต้องมาตรา ๑๙๐ ด้วย เพราะว่ามันมีปัญหาเรื่องว่า การเสียดินแดน แม้กระทั่งว่าแก้ไปแล้วก็ยังต้องเอาเข้าเลยนะครับ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่า เรื่องนี้ มาตรา ๑๗๙ อย่างเดียวไม่พอ ต้องมาตรา ๑๙๐ ด้วยครับ ขอบคุณครับ
เดี๋ยวท่านจุฤทธิ์เอาสั้น ๆ นะครับ เพราะว่าท่านอัญชลียกมือไว้นาน เดี๋ยวจะครบองค์ประชุมแล้วนะครับ ครบปั๊บผมเปิดเลย นะครับ เชิญครับ
เรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมขอเรียนท่านประธานอย่างนี้ ได้ไหมครับ เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องสําคัญ ผมจึงเรียนขอทําความตกลงกับ ท่านประธานแค่ ๓ เรื่องครับ และคิดว่าเป็นประโยชน์กับสภา เป็นประโยชน์กับประชาชน คนไทยทั้งประเทศที่กําลังติดตามอยู่ตอนนี้
เรื่องแรก คือท่านประธานช่วยแจ้งให้มีการถ่ายทอดสดด่วนได้ไหมครับ เพราะว่ากรณีปราสาทเขาพระวิหารนี้ประชาชนติดตามกันเป็นจํานวนมากนะครับ ขอให้ ท่านช่วยดําเนินการถ่ายทอดสดให้นะครับ
เรื่องที่ ๒ เนื่องจากท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ทําหนังสือถึงประธานรัฐสภา เพื่อให้มีการพิจารณาอย่างเร่งด่วน กรณีมาตรา ๑๗๙ ผมขอเรียกร้องท่านประธานอย่างนี้ครับ ท่านประธานช่วยแจ้งท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นผู้ทําหนังสือดังกล่าวถึงรัฐสภา ให้ท่านนายกรัฐมนตรีช่วยนั่งฟังการประชุม ฟังข้อคิดเห็นของสมาชิกรัฐสภาตลอดเวลา ที่มีการประชุมอยู่ นั่นคือเรื่องที่ ๒
เรื่องที่ ๓ ขอให้สมาชิกทุกท่านมีโอกาสอภิปรายอย่างเต็มที่ครับ เพราะผมคิดว่า จะมีความเห็นหลากหลายมากต่อกรณีดังกล่าว ในมาตรา ๑๗๙ ที่เราจะดําเนินการกันต่อไป เป็นเรื่องที่ ๒ อยากให้ทุกท่านได้อภิปรายกันอย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องที่ว่าท่านจะใช้อํานาจ ในการเลื่อนระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรอันนี้พวกผมก็ทําใจแล้วละครับ เพราะท่านก็เลื่อนตามใจมาหลายครั้งแล้วนะครับ ก็ถือว่าครั้งนี้เรื่องดังกล่าวมีผลได้ผลเสีย ประเทศไทยมากกว่า จึงอยากให้ท่านประธานดําเนินการทั้ง ๓ เรื่อง และให้ท่านรับปาก ในที่ประชุมตรงนี้ด้วยว่าท่านดําเนินการเรื่องใดได้บ้าง ขอบคุณครับ
ผมขอแจ้งเรื่องแรกนะครับ ได้ประสานกับช่อง ๑๑ เรียบร้อยนะครับ เดี๋ยวจะดูว่าคําตอบเขาจะมาตอนกี่โมงนะครับ
เรื่องที่ ๒ เดี๋ยวท่านนายกรัฐมนตรีมา ก็คิดว่าคงต้องมา เพราะเนื่องจากว่า ขอร้องให้มีการประชุมตามมาตรา ๑๗๙ นะครับ
เรื่องที่ ๓ วันนี้อภิปรายเต็มที่ครับ เพราะผมดูคิวผมแล้วผมดึกนะครับ เต็มที่ ตอนนี้ครบองค์ประชุมแล้วนะครับ ผมไม่อนุญาตแล้วครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลานะครับ
จํานวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๕๙๔ คน
ท่านสมาชิกได้มาลงชื่อ ประชุมวันนี้ไม่ใช่ ๓๒๕ ท่านนะครับ ท่านสมาชิกมาลงชื่อ ๓๒๓ ท่าน ครบองค์ประชุม นะครับ ผมขอเปิดการประชุมนะครับ
(นายนิยม วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ผมไม่อนุญาตหารือนะครับ คือเนื่องจากว่ามีรอคิวเยอะแยะเลยครับท่านนิยมครับ ท่านเอาหนังสือแจ้งมาเดี๋ยวจะรีบ ประสานให้นะครับ ท่านเอาหนังสือมาก็แล้วกัน ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวคนอื่นจะต้องขอยกมือขึ้น เยอะท่านนิยมด้วยความเคารพนะครับ ผมเปิดประชุมแล้วนะครับ เป็นการประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาครั้งที่ ๑๗ ท่านนิยมพอแล้วนะครับ เดี๋ยวเอาหนังสือให้ผม ท่านสมาชิกครับ ก่อนที่จะมีการประชุมพิจารณาเรื่องตามระเบียบวาระนะครับ ผมขอปรึกษาที่ประชุมนะครับ เพื่อขอนําเรื่องรับทราบ ซึ่งไม่ปรากฏในระเบียบวาระขึ้นมาแจ้งให้ที่ประชุมเพื่อทราบก่อน นะครับ คงไม่มีสมาชิกท่านใดขัดข้องนะครับ ผมแจ้งเรื่องสําคัญนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ปรากฏตาม ระเบียบวาระ คือ
รับทราบเรื่อง การลาออกจากตําแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์จํานวน ๙ ท่าน ได้มีหนังสือ แจ้งขอลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนับตั้งแต่วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ดังนี้นะครับ
๑. คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ ๒ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
๒. คุณถาวร เสนเนียม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ ๖ จังหวัดสงขลา
๓. คุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ ๒ จังหวัดตรัง
๔. คุณอิสสระ สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ลําดับที่ ๑๒
๕. คุณวิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ ๓ จังหวัดนครศรีธรรมราช
๖. คุณชุมพล จุลใส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ ๑ จังหวัดชุมพร
๗. คุณพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ ๗ กรุงเทพมหานคร
๘. คุณณัฏฐพล ทีปสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ ๒๖ กรุงเทพมหานคร และ
๙. คุณเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ ๒๙ กรุงเทพมหานคร
ดังนั้นสมาชิกภาพความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจึงสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๓) นะครับ จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ต่อไปก็จะเป็นการพิจารณา เรื่องที่ที่ประชุมเห็นชอบให้เลื่อนขึ้นมาพิจารณาก่อนนะครับ คือ
ร่างกรอบการเจรจาความตกลงเพื่อความร่วมมือด้านภาษีอากรระหว่าง ประเทศและการปฏิบัติตาม Foreign Account Tax Compliance Act ระหว่างรัฐบาล แห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)
ขอเชิญท่านรัฐมนตรีได้แถลง
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาและท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ ที่เคารพครับ ผม นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้นําเสนอร่างกรอบการเจรจาความตกลง เพื่อความร่วมมือด้านภาษีอากรระหว่างประเทศและการปฏิบัติตามฟอเรน แอคเคานท์ แท็ก คัมไพลอันซ์ แอคท์ ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งประเทศ สหรัฐอเมริกา หรือที่ได้เรียกขานว่า ความตกลงแฟทกา (FATCA) ต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ ความเห็นชอบ
สืบเนื่องจากประเทศสหรัฐอเมริกาได้ริเริ่มให้ประเทศต่าง ๆ ทําความตกลง เพื่อความร่วมมือด้านภาษีอากรระหว่างประเทศ และการปฏิบัติการฟอเรน แอคเคานท์ แท็ก คัมไพลอันซ์ แอคท์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศักยภาพของระบบภาษี เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยง ภาษี โดยการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางบัญชีและแหล่งรายได้ของคนชาติระหว่างประเทศ สหรัฐอเมริกาและประเทศคู่สัญญา ผ่านการรายงานของสถาบันการเงินของประเทศคู่สัญญา ทั้งนี้สถาบันการเงินในประเทศใดไม่ทําความตกลงแฟทกา จะถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ ๓๐ ของแหล่งเงินได้ที่อยู่ในระบบภาษีของประเทศสหรัฐอเมริกา หรือในประเทศที่เข้าทําความตกลงแฟทกากับประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว ซึ่งอาจก่อให้เกิด ผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสถาบันการเงินของไทย ทั้งนี้การทําความตก ลงแฟทกาไม่เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านภาษีกับเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างเครือข่ายการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านภาษีกับประเทศคู่สัญญาต่าง ๆ ที่ได้ ลงนามในความตกลงแฟทกากับประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว โดยปัจจุบันมีประเทศที่มีอยู่ ระหว่างการเจรจาความตกลงแฟทกากับประเทศสหรัฐอเมริกากว่า ๘๐ ประเทศทั่วโลก เพื่อเป็นการพัฒนาศักยภาพของระบบภาษี และเป็นการสร้างเครือข่ายการแลกเปลี่ยนข้อมูล ด้านภาษีระหว่างประเทศ การทําความตกลงแฟทกาในระดับรัฐบาล หรืออินเทอร์กัฟเวิร์นเมนทอล อะกรีเมนท์ ไอจีเอ (Intergovernmental Agreement : IGA) นี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ของภาครัฐในการตรวจสอบและการสร้างฐานข้อมูลทางภาษีอาการของแหล่งรายได้ของคน ชาติที่อยู่นอกประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐในการนําข้อมูลดังกล่าวไปศึกษา และพัฒนาการจัดเก็บภาษีเพื่อเพิ่มแหล่งรายได้ของรัฐ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริม ความสามารถในการแข่งขันของสถาบันการเงินของไทย อันจะเป็นการพัฒนาระบบการคลัง ที่ยั่งยืนในอนาคตต่อไป
จากเหตุผลข้างต้น รัฐบาลได้ตระหนักถึงความสําคัญของการทําความ ตกลงแฟทกา คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบกรอบการเจรจาร่างความตกลงแฟทกา เมื่อวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๖ และกระทรวงการคลังในฐานะหน่วยงานที่ได้รับมอบหมาย ให้ดําเนินการในเรื่องดังกล่าว ได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทั้งในรูปแบบ การรับฟังความคิดเห็นผ่านหน้าเว็บไซต์ (Website) ของกระทรวงการคลัง และการจัด สัมมนารับฟังความคิดเห็นหน้าสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา ท่านประธานรัฐสภาและท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ ที่เคารพครับ การทําร่างความตกลงเพื่อความร่วมมือด้านภาษีอากรระหว่างประเทศ และการปฏิบัติตามฟอเรน แอคเคานท์ แท็กซ์ คัมไพลอันซ์ แอคท์ ระหว่างรัฐบาล แห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา มีสาระสําคัญเกี่ยวกับรูปแบบ การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษี ตามที่สหรัฐอเมริกากําหนด ซึ่งประกอบไปด้วย ๕ ประเด็นหลัก ดังนี้ครับ
๑. หลักการทั่วไปเกี่ยวกับร่างความตกลงแฟทกา ตลอดจนขอบเขตของ ความร่วมมือในด้านภาษีระหว่างประเทศคู่สัญญา
๒. รูปแบบและประเภทของข้อมูลทางบัญชี ธุรกรรมทางการเงิน การลงทุน และการประกันภัย ที่ต้องมีการตรวจสอบและรายงานข้อมูล และที่ได้รับการยกเว้น ตามความหมายของความตกลงแฟทกา
๓. การกําหนดสถานบันการเงินและองค์กรที่มีหน้าที่ต้องตรวจสอบบัญชี และรายงานข้อมูล และที่อาจจะได้รับการยกเว้นหรือผ่อนผัน
๔. ขั้นตอนและวิธีการในการจัดส่งและขอรับข้อมูลทางบัญชีที่เกี่ยวกับ ธุรกรรมทางการเงิน การลงทุน และการประกันภัย
๕. ข้อกําหนดอื่นใดที่จําเป็นและเกี่ยวข้องกับการดําเนินการตามความตกลงแฟทกา เพื่อให้การปฏิบัติตามความตกลงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ท่านประธานรัฐสภาและท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติที่เคารพครับ กระผม เชื่อมั่นว่าการทําความตกลงแฟทกาจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาระบบภาษีของประเทศ เพิ่มศักยภาพในการจัดเก็บและขยายฐานข้อมูลด้านภาษี ตลอดจนเป็นการสร้างเครือข่าย ความร่วมมือทางด้านภาษีในระดับสากล ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐในการพัฒนาระบบ ภาษีของประเทศ อันเป็นการเพิ่มแหล่งรายได้ของรัฐและเป็นการพัฒนาระบบการคลัง ที่ยั่งยืนในอนาคตต่อไป อีกทั้งการทําความตกลงกับแฟทกานั้นจะยังเป็นการช่วยเพิ่ม ขีดความสามารถในการแข่งขันของสถาบันการเงินของประเทศอีกด้วย
ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาแล้ว รัฐบาลจึงขอให้รัฐสภาได้โปรดพิจารณา ให้ความเห็นชอบร่างกรอบการเจรจาความตกลงเพื่อความร่วมมือด้านภาษีอากรระหว่าง ประเทศและการปฏิบัติตามฟอเรน แอคเคานท์ แท็กซ์ คอมไพลอันซ์ แอคท์ ระหว่างรัฐบาล แห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งประเทศสหรัฐอเมริกานี้ เพื่อที่กระทรวงการคลังจะได้ นําไปใช้เป็นกรอบในการเจรจาร่วมกับประเทศสหรัฐอเมริกาในการจัดทําร่างความตกลง แฟทกาต่อไป กราบขอบพระคุณครับ
ผมจะให้สมาชิกอภิปราย นะครับ ท่านใดประสงค์อภิปราย เชิญท่านส่งรายชื่อมานะครับ ผมเอาที่จัดคิวก่อนนะครับ ท่านแรกไปที่ พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ ท่านที่ ๒ อาจารย์เกียรติ สิทธีอมร แล้วก็มาที่ ท่านนฤมล ศิริวัฒน์ แล้วก็ไปที่ท่านอลงกรณ์ ๔ ท่านนี้ก่อนนะครับ ผมเอาตามบัญชีรายชื่อ ที่ส่งมาก่อนนะครับ เพราะฉะนั้นพรคคไหนจะอภิปรายรีบส่งรายชื่อนะครับ เชิญท่าน พลเรือเอก สุรศักดิ์ ครับ
กราบเรียนท่าน ประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ ร่างกรอบเจรจาความตกลงเพื่อความร่วมมือด้านภาษีอากร ระหว่างประเทศและการปฏิบัติตามฟอเรน แอคเคานท์ แท็กซ์ คอมไพลแอนซ์ แอคท์ หรือ ว่าแฟตก้านี้นะครับ ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา วัตถุประสงค์ก็เป็นไปตามที่ ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงนะครับ ว่าเพื่อเป็นการพัฒนาศักยภาพของระบบภาษี อันที่ ๒ ก็สร้าง เครือข่ายแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านภาษีระหว่างประเทศ ๒ วัตถุประสงค์นี้ก็ถูกใจผมครับ ท่านประธาน เพราะว่าศักยภาพในการเก็บระบบภาษีของประเทศไทย ท่านรัฐมนตรี ท่านคงทราบใช่ไหมครับ ว่าเราต่างกับอเมริกาเขาเกือบเท่าตัวนะครับ ของเราภาษีเงินได้ ที่เก็บได้ เราเก็บได้แค่เพียง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ของต่างประเทศเขาที่เจริญแล้ว เขา ๓๐ นะครับ คิดว่าท่านรัฐมนตรีก็คงจะสนใจที่จะทําตรงนี้ให้ดีขึ้นนะครับ เพราะว่า เมื่อได้แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการภาษีระหว่างประเทศ ผมมั่นใจว่ารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคลังก็คงจะไปหาทางพัฒนาวิธีที่จะเก็บภาษีให้ดีขึ้นนะครับ แต่เก็บไปได้แล้ว อย่าไปใช้จ่ายเละเทะเหมือนที่ผ่านมา ท่านประธานครับ ท่านอาจจะโดนม็อบ (Mob) ใหญ่กว่านี้นะครับ
ท่านประธานครับ อีกประการที่อยากจะชี้ชัดก็คือว่า ระบบประชาธิปไตย ซึ่งมีประโยชน์ต่อประชาชน อันนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดนะครับ ทางสภาคองเกรส (Congress) ของสหรัฐอเมริกาเขาออกกฎหมายแฟทกามานี้นะครับ มาทําให้นักธุรกิจใหญ่ ๆ ของเขา เสียประโยชน์นะครับ ถ้าเผื่อเรื่องนี้เกิดขึ้นในประเทศไทยผมไม่มั่นใจรัฐสภาไทยจะทํา อย่างนี้นะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ขออนุญาตท่านประธานเน้นย้ํานะครับ แล้วก็สื่อไปยัง รัฐมนตรีว่า ๑. ท่านต้องพยายามพัฒนาระบบประชาธิปไตยของไทยโดยใช้รัฐสภา ให้เป็นประโยชน์ ในการออกกฎหมายให้เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนโดยส่วนรวม ของประเทศ ไม่ใช่แก่ส่วนหนึ่งส่วนใดของคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ซึ่งสนับสนุนพรรคการเมือง ของท่านอยู่ ท่านประธานครับ ความจริงแฟทกาที่ออกมานี้นะครับเขาไม่ได้มุ่งประสงค์ จะมาทําอะไรกับประเทศไทยหรอกครับ แต่เขาต้องการที่จะกําจัดพวกบริษัทขนาดใหญ่ ของอเมริกาซึ่งไปลงทุนต่างประเทศ เมื่อไปลงทุนแล้วก็กํารงกําไรอะไรต่าง ๆ นี้ก็ไม่ส่ง เข้าประเทศ เพราะฉะนั้นตอนนี้เขามีปัญหามาก เนื่องจากเที่ยวไปวุ่นวายเรื่องอื่น ไปทํา สงครามอะไรต่าง ๆ พวกนี้นะครับ มันก็เป็นหนี้เป็นสินเยอะนะครับ เมื่อเป็นเช่นนี้ วัตถุประสงค์ใหญ่ก็คือเขาต้องการที่จะเก็บภาษีของนักธุรกิจ ของอเมริกา ซึ่งไปลงทุน ต่างประเทศและไม่ส่งกําไรเข้าประเทศ จัดการเรื่องนี้นะครับ แต่มันก็ส่งผลกระทบ ต่อประเทศไทย เราบ้างเหมือนกันนะครับ อย่างผมได้ประเมินแล้วนี่นะครับผลกระทบที่ส่ง ต่อประเทศไทยถ้าเผื่อเราให้ความเห็นชอบกรอบการเจรจาเพื่อความร่วมมือตรงนี้มีมากกว่า ผลเสียครับ ท่านประธานครับ เมื่อกี้ผมได้กล่าวไปแล้วว่าระบบการเก็บภาษีของอเมริกา เขามีประสิทธิภาพมากนะครับ ช่วงที่ผมอยู่ที่ต่างประเทศก็ได้ฟังจากเพื่อนในอเมริกาบ่น นะครับ เขาบอกว่าคนในอเมริกามีสิ่งที่เขาหลีกเลี่ยงไม่ได้ ๒ เรื่องนะครับ คือ ๑. เรื่องความตาย ๒. ก็เรื่องการเก็บภาษี ตรงกันข้ามกับของเราครับท่านประธาน ของเราถ้าเผื่อคนรวย มีอํานาจ มีโอกาส ก็หาทางที่จะไปจ้างผู้ที่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกรมสรรพากร หรืออะไรก็ได้มาเป็นที่ปรึกษาทางภาษี แล้วก็หาวิธีที่จะใช้ช่องว่างทางกฎหมายนี้เลี่ยงภาษี นะครับ ของสหรัฐอเมริกานั้นไม่ได้ทําเช่นนี้นะครับ เมื่อทางสหรัฐอเมริกาต้องการที่จะทําสิ่ง ให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนของเขาโดยส่วนใหญ่แล้ว มันก็เลยเป็นที่มาของร่างความตกลง ตรงนี้นะครับ แต่ถ้าเผื่อสมมุติว่าจะดูผลกระทบต่อประเทศไทยก็คงจะต้องมีบ้างนะครับ อย่างน้อยก็คือสถาบันการเงินที่ไม่เข้าร่วม จะต้องจ่ายภาษีเงินได้ประมาณร้อยละ ๓๐ ของ การทําธุรกรรม
อันที่ ๒ นักลงทุนไทยที่ลงทุนผ่านกองทุนต่าง ๆ พวกนี้นะครับ เช่น บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ที่มีการลงทุนในสหรัฐเมริกาไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม จะถูกสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ ๓๐ สถาบันการเงินของไทย อาจถูกปฏิเสธจากการทําธุรกรรม ที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า พีเอฟเอฟอาร์เอส (PFFRS) ในต่างประเทศนะครับ ถ้าสมมุติว่าสถาบันการเงินที่เป็นธรรมพีเอฟเอฟอาร์เอสนี้ ไม่ประสงค์ที่จะมีภาระในการนําส่งข้อมูลด้านการหักภาษี ณ ที่จ่าย รวมถึงปัญหาข้อยุ่งยาก ทางกฎหมายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ก็จะเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนนะครับ
ธุรกิจอีกอย่างหนึ่งที่จะกระทบก็คือธุรกิจด้านการประกันชีวิต ท่านประธาน ก็คงจะทราบใช่ไหมครับ ว่าบริษัทประกันชีวิตในสหรัฐอเมริกาก็มาหากินในประเทศ ร่ํารวย อยู่พอสมควร ตรงนี้ถูกกระทบไปนะครับ ก็ไม่กระทบพี่น้องประชาชนคนไทยโดยส่วนรวม ในมุมมองของผม ตรงกันข้ามมันอาจจะเป็นสิ่งดีเสียด้วยว่าต่อไปบริษัทประกันชีวิตไทย ก็อาจจะมีโอกาสที่จะสู้กับบริษัทซึ่งมีบริษัทแม่อยู่ในสหรัฐอเมริกานะครับ
อีกเรื่องหนึ่งนะครับ ผลกระทบก็คือเรื่องมูลค่าของเงินสด ซึ่งถ้าสมมุติว่า แบบประกันที่มีมูลค่าเงินสดสูง ๆ แบบสะสมทรัพย์ ซึ่งเป็นสินค้าที่บริษัทประกันชีวิตไทย นิยมขายมากที่สุดนี้นะครับ โดยแบบประกันที่เข้าข่ายต้องรายงานข้อมูลตามกฎหมายแฟทกา ตรงนี้นะครับ อันนี้จําเป็นที่จะต้องไม่มาเอาเปรียบคนอื่นเขาเหมือนที่เคยผ่านมาในอดีต ก่อนที่เราจะไปทําความตกลงตรงนี้นะครับ ลูกค้าเดิมหรือลูกค้าที่กรมธรรม์ก่อนวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๗ หากถือกรมธรรม์ที่มีมูลค่าเงินสดตั้งแต่ ๒๕,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ หรือว่า ๗.๕ ล้านบาทขึ้นไป ต้องรายงานต่อกรมสรรพากรสหรัฐอเมริกา ตรงนี้ ไม่กระทบต่อพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งหมดนะครับ จะมีอยู่บางกลุ่มนะครับ ผมคิดว่า รัฐมนตรีท่านก็ทราบดีว่ากลุ่มไหนที่อยู่ในประเทศเราขณะนี้ ข้อ ๓ ลูกค้าใหม่ที่จะเลิกถือ กรมธรรม์ตั้งแต่ วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๗ เป็นต้นไป หากกรมธรรม์มีมูลค่าเงินสดตั้งแต่ ๕๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ ๗.๕ ล้านบาท หรือประมาณ ๑.๕ ล้านบาทขึ้นไป นะครับ ต้องรายงานต่อกรรมสรรพากรสหรัฐอเมริกา แต่เดิมไม่ต้องนะครับ ตอนนี้ก็ต้องแล้ว ถ้าเผื่อเราเจรจา ไม่ต้องห่วงท่านรัฐมนตรีครับ ท่านทําไปเถอะครับ มันจะมีประโยชน์ต่อ ประเทศไทยนะครับ กฎหมายแฟทกานี้นะครับจะบังคับให้สถาบันการเงินต่างชาติต้องแจ้ง ข้อมูลให้ไออาร์เอส (IRS) ไออาร์เอสนี้คือหน่วยที่พวกเก็บภาษีของอเมริกานะครับ ให้ไออาร์เอสนี้ รับทราบเกี่ยวกับบัญชีลูกค้าสหรัฐอเมริกาซึ่งมีมูลค่าสูงกว่า ๕๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ ทําให้บริษัทประกันต้องแยกลูกค้ากลุ่มนี้ออกมาเพื่อรู้ว่ามีกี่รายที่จะต้องเข้าข่าย ทําให้ต้อง เพิ่มระบบการตรวจสอบลูกค้ามากขึ้น อันนี้ก็เช่นเดียวกันครับ เราไม่น่าจะเดือดร้อน
เรื่องต่อไปนะครับ เรื่องการที่จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ๓๐ เปอร์เซ็นต์ จากกรมสรรพากรสหรัฐอเมริกา หากบริษัทประกันชีวิตไม่รายงานหรือทําตามกฎหมายแฟทกา สําหรับเงินที่ต้องให้กับลูกค้าเพื่อนําส่งกรมสรรพากรสหรัฐอเมริกาก็เสี่ยงที่จะถูกลูกค้า ฟ้องร้องจากการรับเงินไม่เต็มตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ อาจกระทบในภายแรกช่วงแรก นิดหน่อยนะครับ เพราะแต่เดิมเราอาจจะเคยตัวไม่ต้องทําตรงนี้ แต่ผมมั่นใจว่าสิ่งที่ถูกต้อง ตามกฎหมายนั้นในระยาวจะให้คุณแก่บริษัทไทยซึ่งทํางานกับบริษัทต่างประเทศเขานะครับ เรื่องของการลงทุนของธุรกิจประกันชีวิตนะครับ ซึ่งปัจจุบันกฎหมายอนุญาตให้ไปลงทุน ซื้อพันธบัตรในต่างประเทศได้ บริษัทประกันชีวิตก็ต้องมาตรวจสอบว่าการลงทุนต่างประเทศ ของตัวเองเกี่ยวข้องกับคนในอเมริกันด้วยหรือไม่ หากเกี่ยวข้องก็จะเข้าข่ายด้วยกัน อันนี้ ก็เป็นปัญหาของเศรษฐีคนรวย ถ้าเผื่อรวยโดยซื่อตรงทําเหมือนบิล เกตส์ หรือสตีฟ จอบส์ ผมจะไม่เป็นห่วงเป็นใยเลยนะครับ แต่ท่านประธานครับ ประเทศไทยเรามันมีโจรเสื้อนอก เยอะนะครับ เข้าไปขโมยเงินในแบงก์โดยอาศัยปากกา เราจะกู้เงินอะไรต่าง ๆ นี่ก็ง่าย แต่ถ้าเผื่อ เป็นคนดี ๆ อยู่ทั่วไปลําบากนิดหนึ่ง ผมต้องบ่นเรื่องนี้บ่อยเพราะของเรามันเกิดความเหลื่อมล้ํา ทางสังคมแล้วก็ช่องว่างทางกฎหมายอันนี้คนจนเขาเสียเปรียบอยู่
อีกประการท่านประธานครับ บริษัทประกันชีวิตที่มีบริษัทแม่ในประเทศ อังกฤษหรือในประเทศที่ทําความตกลงกับสหรัฐอเมริกา เช่น บริษัทมหาชน จํากัด พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต ประเทศไทย อาจจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แฟทกาในทันที หรือไม่เป็นประเด็นที่ยังไม่ชัดเจน ผมคิดว่าต้องทําถ้าประเด็นนี้
ข้อสุดท้าย บริษัทกรมธรรม์แบบสะสมทรัพย์ ส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบ ของการประกันชีวิตประเภทสามัญ ซึ่งข้อมูลของสมาคมประกันชีวิตไทยพบว่าในช่วง เดือนมกราคมถึงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๕ ธุรกิจประกันชีวิตมีกรมธรรม์สูง สามัญมากถึง ๒.๖๙ ล้านกรมธรรม์ คิดเป็นสัดส่วนถึง ๕๘ เปอร์เซ็นต์ ของจํานวนกรมธรรม์ ซึ่งมีผล ใช้บังคับทั้งระบบ ทั้งหมดผลกระทบมันไม่ได้ตกแก่พี่น้องประชาชนโดยส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าผมเองให้ความสนับสนุนกรอบการเจรจาความตกลงฉบับนี้
โดยสรุปก็คิดว่ามันเป็นตัวอย่างที่ดี ๒ กฎหมายลักษณะนี้ ซึ่งสภาคองเกรส ของสหรัฐเขาออกมา ผมขอเน้นย้ําอีกครั้งหนึ่งว่าผมอยากให้รัฐสภาไทยออกกฎหมายที่ดี ๆ เช่นนี้ ไม่ใช่ไปทําให้กฎหมายที่ดี ๆ มันเละเทะ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ดี ๆ อยู่แล้ว สภาแห่งนี้ก็ใช้เสียงข้างมากในสภาทําความเสียหาย ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
ท่านเกียรติครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม นาย เกียรติ สิทธีอมร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นนะครับ พอดีได้ฟังท่านรัฐมนตรีท่านรองนายกรัฐมนตรี ได้เล่าให้เราฟังเกี่ยวกับเนื้อหาของเรื่องนี้ ที่จริงแล้วเนื้อหาของเรื่องนี้มันเยอะมากเลยนะครับ แต่ที่เราได้รับก็ประมาณ ๒ หน้า แล้วเผอิญท่านไปอธิบายอีกว่ามันดีอย่างโน้นอย่างนี้ มันเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทานอ่านผิดเวอร์ชัน (Version) หรือเปล่า ผมไม่ทราบท่านอ่านผิดเวอร์ชันหรือเปล่าครับ มันดีกับสหรัฐอเมริกาครับ สหรัฐอเมริกา เขามาร้องขอเพราะเขาต้องการตรวจสอบคนที่เป็นสัญชาติ บุคคลที่เป็นยูเอส เพอร์เซิล (US Parcel) ที่มีบัญชีในประเทศต่าง ๆ ที่มีบัญชีในประเทศต่าง ๆ ทําไมเขาถึง ทําอย่างนั้น ก็เพราะว่าระบบภาษีของเขาเขาคิดแท็กซ์ (Tax) ทั่วโลก เวิลด์ไวด์ แท็กซ์ (Worldwide Tax) ของประเทศไทยไม่ได้คิด เวิลด์ไวด์ แท็กซ์ เราไม่ได้คิดแท็กทั่วโลก ถ้าเรามีรายได้ที่อยู่ประเทศอื่นก็จ่ายภาษีประเทศนั้น ไม่เกี่ยวกับภาษีในประเทศครับ แต่ของ สหรัฐอเมริกามีรายได้ที่อยู่นอกประเทศ ต้องเสียภาษีในประเทศ มันต่างกันตรงนี้ครับ มันไม่ได้เกี่ยวอะไรเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ก็คือพูดง่าย ๆ ถ้าเราไม่ให้สถาบัน การเงินของเรานี่ให้ข้อมูลเขา เขาก็ไม่ทํากับเราครับ ท่านไม่มีทางเลือก ท่านโดนบีบ เราโดนบีบให้ทํา ทีนี้เผอิญท่านไปบอกว่าภาพใหญ่มันสวยเหลือเกิน ก็มันไม่ใช่นะครับ สมาชิกรัฐสภาจะได้รู้ตรงกัน ไม่เกี่ยวเลยครับ อันนี้ก็อยากได้ความจริงที่สมาชิกจะได้รับให้ มันชัด ๆ ทีนี้ต้องถามท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธาน ภาพใหญ่ของท่านคืออะไร ภาพใหญ่ ของท่านยุทธศาสตร์ของประเทศไทย ณ วันนี้คืออะไรแน่ ยุทธศาสตร์ของประเทศไทย วันนี้ถามว่าเรามีปัญหาในเรื่องภาษีกับประเทศใดบ้างไหม มีไหมครับ เรามีคนไทย บริษัทไทย ไปเปิดบัญชีในเกาะที่ประเทศ เราเรียกว่า เกาะฟอกเงิน จริง ๆ ก็คือเป็นเกาะที่ไปเปิดบัญชี แล้วไม่เสียภาษี ยุทธศาสตร์ท่านคืออะไร สมมุติถ้าเราบอกว่าอเมริกาเขาทําแล้วนะ เขาอยากจะดูเหมือนกันนะคนไหนหลบภาษี เลี่ยงภาษี ของเขาหลบภาษี เลี่ยงภาษี แม้กระทั่งกรณีที่เขาไปทํางานในต่างประเทศ มีรายได้ในต่างประเทศ ก็ต้องเสีย แต่ของไทยไม่เหมือนกัน ของไทยมันมีการหลบเลี่ยงภาษีโดยการไปตั้งบริษัทที่บีวีไอ (BVI) บริติช เวอร์จิน ไอแลนด์ (British Virgin Island) ท่านรัฐมนตรีคงทราบดี ทีนี้ยุทธศาสตร์ ของเราคืออะไรแน่ วันนี้ท่านเอาเรื่องนี้เข้าสภา ถามว่าจําเป็นไหม ผมก็คิดว่าในที่สุดเราคง เลี่ยงไม่ได้ ผมก็สนับสนุนนะครับว่าท่านต้องไปเจรจากับเขา แต่ตั้งข้อสังเกตอย่างนี้ครับ ตั้งข้อสังเกตว่าในเงื่อนไขของแฟทกาเอง เขามีโมเดล (Model) หลายโมเดลครับ เขามีโมเดล หลายโมเดลมากที่เขาไปเจรจา ณ วันนี้เจรจาไป ที่พูดง่าย ๆ เห็นด้วยในหลักการนี้ ที่ผมเห็นอยู่ในมือ ณ วันที่ ๗ เดือนมิถุนายนปีนี้นะครับ มี ๑๑ ประเทศ ๑๒ ประเทศ แล้ว ส่วนใหญ่ก็จะเป็นประเทศใหญ่ ๆ ทั้งนั้น มีประเทศอังกฤษ มีประเทศเดนมาร์ก มีประเทศ แม็กซิโก มีประเทศไอร์แลนด์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศนอร์เวย์ ประเทศสเปน ประเทศเยอรมนี ประเทศฝรั่งเศส ประเทศอิตาลี ประเทศฮังการี ในเอเชียยังไม่มี ทีนี้ผมก็ทราบมาเหมือนกันครับว่ามันมีการประชุมระหว่างสถาบันการเงินของอาเซียน ที่บอกว่าเป็นนโยบายเลย ไปประชุมกันแล้วขอให้ทุกรัฐบาลในกลุ่มประเทศอาเซียนไปทํา ความตกลงกับสหรัฐอเมริกา มันดีอย่างไรครับ มันดีสําหรับสถาบันการเงิน เพราะถ้าสถาบัน การเงินนั้น ๆ ถ้าประเทศไทยไม่ไปทํากับประเทศสหรัฐอเมริกาโดยตรง สถาบันการเงินที่ ต้องการทําธุรกรรมกับสหรัฐอเมริกาต้องไปทําสัญญาเอง ไม่ใช่เขาไม่มีทางเลือก นะครับ เขามีทางเลือก เขาไปทําสัญญาเองได้ ท่านรัฐมนตรีก็ไม่ได้เล่าให้พวกเราฟังในเรื่องนี้ ในเอกสารก็ไม่ได้มีรายละเอียดในเรื่องนี้ จริง ๆ เขามีทางเลือก สถาบันการเงินมีทางเลือก ไปทําข้อตกลงเองก็ได้ ทําไมประเทศนี้รัฐบาลบอกว่าดีกว่าที่รัฐบาลเป็นคนไปทําเอง ท่านควร จะชี้แจง เราจะได้เข้าใจตรงกัน ทําไมดีที่รัฐบาลเป็นคนทํา แล้วพอรัฐบาลเป็นคนไปเจรจา แล้วมันผูกมัดประเทศไทย มีผลกระทบอย่างไรกับคนไทยหรือไม่ ทีนี้ผมไม่ทราบว่า ท่านทราบไหม ประเทศจีนเขาบอกเขาไม่ทํา ท่านทราบเหตุผลไหมครับว่าทําไมประเทศจีน เขาบอกเขาไม่ทํา นี่มาจากธนาคารแห่งประเทศจีนเลยนะครับ เขาบอกข้อตกลงอย่างนี้ เขาจะไม่ทํา ก็ต้องถามท่านรัฐมนตรีก่อนครับว่าท่านทราบหรือเปล่า เหตุผลที่เขาไม่ทํา เขาไม่เคยบอกเลยครับ มันดีอย่างไร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่พูดนะครับ เขาพูดอย่างเดียว ข้าพเจ้าจะไม่ทํา แล้วทําไมในอาเซียน เราเองก็มีกําลังต่อรองพอสมควร ทําไมเราเลือกที่จะทํา แล้วผู้ที่ได้ประโยชน์ไม่ใช่ประเทศไทยนะครับ สหรัฐอเมริกาล้วน ๆ เต็ม ๆ แล้วท่านประธานทราบไหมครับ เขาคาดว่าจะได้เงินจากเรื่องนี้เท่าไร
ท่านเกียรติครับ ผมขอ ขัดจังหวะท่านนิดเดียวนะครับ พอดีมีแขกสําคัญมาเยี่ยม ผมขอต้อนรับหน่อยนะครับ ออน บีแฮฟว์ ออฟ เดอะ ไทย พาร์ลิเมนท์ ไอ วูด ไลค์ ทู แอทเทนด์ ทู เวลคัม ออฟ ยัวร์ เอ็กเซลเลนซี แอนด์ ยัวร์ ดิเกรสชัน เอ็กเซลเลนซี กิโยม กิกบาฟอริ โซโร ฟอรม เดอะ โกตดิวัวร์ นาว วี แฮฟว์ จอยท์ มิทติ้ง ทูเดย์ เวลคัม ออน ยัวร์ ทู (On behave of the Thai Parliament. I would like to attend to welcome of your excellency and your digression excellency Guillaume Kigbafori Soro From the Côte d’ Ivoire. Now we have joint mitting today. Welcome on you too.) เชิญท่านเกียรติต่อครับ
จะให้ผม ตอบเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษดีครับท่านประธาน หรือภาษาฝรั่งเศส ขอบคุณครับ ท่านประธาน คําถามผมไปยังรัฐมนตรีก็คือว่าตอนนี้มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ตกลงที่จะไปทํา แล้วสถาบันการเงินก็มีทางเลือกที่จะไปทําของตัวเองเป็นแต่ละกรณีไป แล้วในขณะที่ ประเทศจีนบอกว่าข้าพเจ้าไม่ทํา แล้วทําไมประเทศไทยถึงทําครับ ท่านประธานทราบไหมครับว่า สรรพากรของสหรัฐอเมริกาคาดว่าจะได้ประโยชน์จากการลงนาม การไปไล่ล่าภาษี ในต่างประเทศเท่าไร ท่านประธานทราบไหมครับ ๘๐๐ ล้านเหรียญครับ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วเป็นประโยชน์ของเขาล้วน ๆ ก็ต้องถามท่านรัฐมนตรี ประเทศไทยได้อะไรครับ เขาประเมินครับ เป็นเงิน ๘๐๐ ล้านเหรียญ นั่นคือประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศไทย ได้อะไร อย่างผมย้ํานะครับ ผมเข้าใจว่าเราคงเลี่ยงไม่ได้ เพราะไม่อย่างนั้นเขาไม่ทําธุรกรรม กับเรา อันนี้ผมเห็นด้วยว่าต้องทํา แต่สิ่งที่เป็นเอกสารที่ท่านรัฐมนตรียื่นเข้ามาสภานี้มันเป็น คนละเวอร์ชันกับเรื่องจริงนะครับ เรื่องจริงก็คือเราโดนบีบ ไม่อย่างนั้นเขาไม่ทํากับเรา ก็แค่นั้นละครับ ทีนี้ต้องถามว่าดีอย่างไรกับเรา เราจะทํา ฉวยโอกาสตรงนี้ไปเจรจาให้มันดี กับประเทศไทยได้ไหม เช่น ท่านก็ทราบนะครับ ท่านก็ไม่ได้บอกเหมือนกันละว่าจริง ๆ แล้ว ข้อตกลงนี้ที่เขาไปเซ็นมามันมี ๒ แบบ มี ๒ โมเดล ท่านรัฐมนตรีทราบใช่ไหมครับ มันมี ๒ โมเดลครับ โมเดลหนึ่งก็คือว่าให้ฝ่ายเดียว ประเทศที่เป็นคู่สัญญาให้ข้อมูลฝ่ายเดียว อีกโมเดลหนึ่งให้แลกเปลี่ยนกันได้ เช่น ถ้าคนไทยถือสัญชาติไทย ภูมิลําเนาอยู่ประเทศไทย ดันไปมีบัญชีในประเทศสหรัฐอเมริกา ท่านขอแลกเปลี่ยนข้อมูลอันนี้ได้ ท่านรัฐมนตรีไม่ได้ บอกว่าเราจะไปเซ็นโมเดลไหนครับ เราจะไปเจรจาโมเดลไหนครับ โมเดลแบบแลกกัน หรือโมเดลแบบให้ฝ่ายเดียว ตรงนี้ยังไม่มีความชัดเจนนะครับ แต่ทั้งโลกรู้หมดละครับ เขามี ๒ โมเดล ตรงนี้ก็ขอความชัดเจนจากทางรัฐบาลด้วย เพราะว่าท่านเขียนในกรอบเจรจา กรอบเจรจาท่านก็กว้างมาก กว้างจริง ๆ ครับ คือพูดอย่างไรก็ไม่ผิด แล้วไปทําอย่างไร ก็ไม่ผิด เพราะมันกว้างมาก จนไม่รู้ละว่าความเฉพาะของเรื่องที่จะไปเจรจามันคืออะไร นะครับ
อีกประการหนึ่ง ที่มีการเจรจาไปแล้วกับหลายประเทศ ก็มีเงินขั้นต่ํา ที่จะต้องมีการรายงาน หลักการของประเทศไทยเอาอย่างไรครับ เขาอยากเห็น ๕๐,๐๐๐ เหรียญ บัญชีไหนที่มีมากกว่า ๕๐,๐๐๐ เหรียญ ต้องรายงาน เราจะเจอปัญหา แบบเดียวกันไหมครับกับในอดีต ถ้ามีกฎ ๕๐,๐๐๐ เหรียญ พวกเขาก็ฝาก ๔๕,๐๐๐ เหรียญ แล้วฝากหลาย ๆ บัญชี ท่านรัฐมนตรีจะไปทางไหน ตรงนี้ครับ ก็ต้องขอความชัดเจน แล้วถ้าเกิดไม่รายงาน จะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามีข้อตกลงระหว่างสถาบันการเงินกับประเทศ สหรัฐอเมริกาโดยตรงละครับ ถ้ามันเกิน ๕๐,๐๐๐ เหรียญไม่รายงาน เขามีสิทธิปรับได้ถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินนั้น ๆ นะครับ แต่ถ้ามีรัฐบาลไปเจรจา ทําอย่างไรมันถึงจะดีขึ้น ละครับ ทําอย่างไรสถาบันการเงินไม่ต้องแบกภาระตรงนี้ ผมก็ไม่ทราบว่าท่านรัฐมนตรีมีแผน อย่างไรในการไปเจรจา ก็อยากทราบเหมือนกันนะครับ แต่ในขณะเดียวกันประเทศไทย ท่านเคยมีการประเมินไหมครับ ทางกระทรวงการคลังมีการประเมินไหมครับว่าบุคคล ที่เป็นสัญชาติไทย มีภูมิลําเนาอยู่ประเทศไทย เสียภาษีในประเทศไทย ทํางานในประเทศไทย รายได้มีเฉพาะในประเทศไทย ไม่มีรายได้จากต่างประเทศ มีการโยกย้ายถ่ายเทเงิน ไปอยู่ประเทศไหนบ้าง แล้วในเชิงของการคลังเองท่านรัฐมนตรีมีแผนไหมครับ ที่จะไปลงนามความตกลงอย่างนี้ครับ กับประเทศบางประเทศที่จะทําให้เราสามารถเก็บภาษี ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย อันนี้ก็อยากทราบเหมือนกันนะครับ แต่ในขณะเดียวกันเราก็มีปัญหาว่า บริษัทที่ประกอบการในต่างประเทศทํากําไรเยอะแยะ เสียภาษีถูกต้อง มีข้อตกลง สนธิสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศ แต่เวลาเอาเงินกําไรนั้นเข้ามา กรมสรรพากรเราจะ คิดเงินเขาอีก คิดภาษีเขาอีก แล้วด้วยเหตุนี้เองครับ เงินที่มันเป็นกําไรที่อยู่นอกประเทศ ไปทํากําไรมาแล้วนะครับ มันก็อยู่นอกประเทศต่อไป มันไม่กลับมาลงทุนในประเทศไทย ท่านรัฐมนตรีจะคิดในภาพรวมเลยไหมครับว่ายุทธศาสตร์ภาษีของคนไทย หรือ ผู้ประกอบการไทยที่อยู่นอกประเทศ ต่อจากนี้ไปกระทรวงการคลังมีวิสัยทัศน์อย่างไร จะมีการดําเนินการอย่างไร จะมีการตรวจสอบอย่างไร ในขณะเดียวกันนะครับ เราก็มีกรณี ที่เกิดขึ้นในอดีตมาหลายคดีมากเลยครับที่มีการโยงใยไปถึงการเปิดบริษัทและบัญชี ในเกาะบริติช เวอร์จิน ไอส์แลนด์ พูดอย่างนี้คืออยากให้สมาชิกเข้าใจนะครับ เขาไม่ได้ เปิดบัญชีที่เกาะหรอกครับ เขาเปิดบัญชีสิงคโปร์ เขาเปิดบัญชีฮ่องกง แต่ภายใต้กฎหมายบริติช เวอร์จิน ไอส์แลนด์ คดีความในอดีตยังมีนะครับ เช่น กรณีการขายหุ้นชินคอร์ปยังมีอยู่นะครับ บริษัท แอมเพิล ริช อินเวสเมนท์ จํากัด จนถึงวันนี้กระทรวงการคลังตรวจสอบไปถึงไหนแล้วครับ เรามีสนธิสัญญากับเขาไหมครับ ที่จะไปขอข้อมูลมา คดีมันไปถึงชั้นศาลนะครับ ขอข้อมูลมาประกอบการพิจารณาได้ไหมครับ มียุทธศาสตร์ไหมครับ ตรงนี้ละครับผมคิดว่า มันมีประเด็นที่มีคําถามอยู่มากมาย ซึ่งเผอิญในตอนที่ท่านรัฐมนตรีได้มีโอกาสได้เล่าให้ สมาชิกรัฐสภาฟัง ก็ยังไม่ได้ลงในรายละเอียดนะครับ ก็อยากที่จะให้ท่านรัฐมนตรีให้คําตอบ กับพวกเราชัดเจน
อีกประการที่เป็นคําถามครับ อันนี้ถือได้ไหมครับว่าเป็นนโยบายของสถาบัน การเงินในอาเซียนหรือเป็นเฉพาะประเทศไทย อันนี้ในอาเซียนอย่างเดียวหรือเฉพาะประเทศไทย ขอความชัดเจนด้วยนะครับ เพราะถ้าเป็นอาเซียน ทําไมเราไม่ไปเจรจาโดยใช้อาเซียน มีน้ําหนักกว่าไหมในการเจรจา น่าจะได้ข้อตกลงเงื่อนไขที่ดีกว่าไหม
ประการสุดท้าย ท่านคงจะทราบดีในการที่เราให้สถาบันการเงินมีการให้ ข้อมูลส่วนบุคคลไปยังสถาบันการเงินหรือรัฐบาลของสหรัฐอเมริกานั้นมันเป็นการละเมิดสิทธิ ส่วนบุคคลอย่างหนึ่งนะครับ สิ่งที่ท่านยังไม่ได้บอกเลยครับ ต้องแก้กฎหมายฉบับไหนต่อไปครับ ท่านไปลงนามฉบับนี้ท่านต้องแก้กฎหมายครับ เพราะกฎหมายยังถือว่าข้อมูลทางการเงิน ยังเป็นสิทธิส่วนบุคคลนะครับ ท่านละเมิดไม่ได้ครับ ประมวลกฎหมายรัษฎากร ท่านจะแก้ไหมครับ ถ้าจะแก้ แก้เมื่อไร แก้อย่างไร แก้มาตราไหน เห็นไหมครับว่ามันมี คําถามอยู่เยอะครับ ท่านรัฐมนตรี ความจริงถ้าในช่วงที่ท่านอธิบายให้เราฟังนี้ ท่านลงใน รายละเอียดสักนิดหนึ่งคําถามก็คงจะน้อยลงไปเยอะครับ ในขั้นนี้ผมก็คิดว่าขอความชัดเจน นิดหนึ่งนะครับว่า กรอบใหญ่ของท่านเป็นอย่างไร คนไทยในสหรัฐอเมริกาท่านจะได้รับ ข้อมูลไหม ท่านจะไปโมดูล (Module) หรือโมเดลที่ ๒ ไหม แล้วก็ในกรณีที่เขาบอกว่าเขาจะ มีการปรับถ้าไม่รายงาน แล้วเก็บถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านรัฐมนตรีครับเขาใช้ อํานาจอะไรมาเก็บครับ ท่านจะให้เขาใช้อํานาจอะไรมาเก็บครับ กฎหมายในสหรัฐอเมริกา มันเอื้อมถึง รอล้วงกระเป๋าสถาบันการเงินในเมืองไทยได้หรือครับ ตรงนี้ท่านต้องแก้กฎหมาย หรือเปล่าครับ ท่านจะยอมเขาไหมครับ หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นเพียงการแลกเปลี่ยน ข้อมูลเพื่อการดําเนินการต่อ ๆ ไปของแต่ละฝ่าย แต่ที่เขาประกาศชัดเจนนะครับ เอกสารมีเยอะเลยครับ ไม่ต้องเข้าไปไกล กูเกิ้ล (Google) อย่างเดียวก็ถึงแล้วครับ เขาบอกเขาจะปรับนะครับ เขาใช้อํานาจอะไรปรับครับ ผมถามท่านรัฐมนตรีครับ ผมหวังว่า ท่านรัฐมนตรีจดไปนะครับ คําถามผมเยอะเหลือเกินครับ พอดีท่านไม่อธิบายชัดเท่าไรนะ ครับ ก็ช่วยชี้แจงแถลงไขหน่อย แล้วท่านประธานครับ ผมขออนุญาตว่าหลังจากที่รัฐมนตรี ตอบ ผมต้องการซักต่อนะครับ อย่าบอกว่ารัฐมนตรีตอบเพียงแค่นั้น แล้วเป็นสิทธิของเขาว่า จะตอบแค่นั้น ผมถาม ๑๐ ข้อ ผมอยากได้คําตอบ ๑๐ ข้อครับ เพราะไม่เช่นนั้นก็เท่ากับเป็น การปิดกั้นข้อมูลให้กับสมาชิก แล้วท่านประธานก็เห็นอยู่แล้วครับว่าการปิดกั้นข้อมูล การใช้ อํานาจเสียงข้างมากมันนําไปสู่อะไรครับ มันนําไปสู่การเมืองบนท้องถนน ผมก็ไม่อยากเห็น แต่ขอว่าอย่าทําอีกครับ เราเห็นพอแล้วครับ ขอคําตอบนะครับ ในเบื้องต้นผมมีคําถาม ๑๑ ข้อนะครับ ท่านรัฐมนตรีจดไว้หรือเปล่าครับ ๑๑ ข้อ ขอเพียงแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ
ขอสลับไปที่ท่าน ส.ว. ครับ ท่านนฤมล ศิริวัฒน์ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดอุตรดิตถ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้ติดตามกรอบการเจรจานี้มาพอสมควร และได้ศึกษามาเป็นระยะ ๆ จากการที่ได้ ศึกษานี้เราเห็นว่ากรอบการเจรจาความตกลงเพื่อความร่วมมือด้านภาษีอากรระหว่างประเทศนี้ นะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเอกสารที่ทางสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ส่ง ให้เราได้ศึกษาเพิ่มเติมเป็นพื้นฐานนี้มีการเขียนหัวจั่วเลยค่ะว่าวันนี้จะมีการพิจารณา สาระสําคัญคือร่างกรอบการเจรจาชื่อดังกล่าว และบรรทัดที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพคะ เพื่อนสมาชิกโปรดเปิดดูค่ะ เขียนว่า และการปฏิบัติตาม ฟอเรน แอคเคานท์ แท็กซ์ คัมไพลอันซ์ แอคท์ ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งประเทศ สหรัฐอเมริกา ชื่อจั่วก็รู้สึกแล้วค่ะว่าเราดูเหมือนจะไม่มีความเป็นอิสระเลยในการที่จะ ให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบในกรอบการเจรจานี้ ถ้าว่ากันจริง ๆ แล้วโดย รัฐธรรมนูญของเรามาตรา ๑๒๒ สมาชิกรัฐสภาจะต้องทําหน้าที่ของตัวเองด้วยความเป็น อิสระ ไม่ได้อยู่ในอาณัติ อยู่ในความครอบงําหรือว่าอะไรก็แล้วแต่ไม่ว่าจะเป็นภายในประเทศ หรือนอกประเทศ ยิ่งอ่านเข้าไปในเนื้อหาที่มีการตระเตรียมให้ในสภาแห่งนี้ นอกเหนือจาก ที่มีในข้อมูลส่วนรวมแล้ว ยิ่งเห็นชัดเจนเลยค่ะว่าเหมือนว่าเราไม่มีทางเลือก หลาย ๆ ย่อหน้า หลาย ๆ ท้ายย่อหน้าจะเขียนว่า ดังนั้นเราจึงมิอาจเลี่ยงได้ คําถามก็คือว่าร่างกรอบการเจรจานี้ มันได้ประโยชน์ให้กับใคร ต้องเรียนค่ะ พี่น้องประชาชน ท่านสมาชิกคะ ประโยชน์สูงสุด ก็คือได้แก่ประเทศสหรัฐอเมริกาในการที่จะหาทางที่จะเก็บภาษีออฟชอร์ แท็กซ์ (Offshore Tax) ก็คือเก็บภาษีของคนที่ไปลงทุนนอกประเทศของประชาชนชาวสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็รู้กัน อยู่โดยทั่วไปว่าระบบการเก็บภาษีหรือสรรพากรของสหรัฐอเมริกามีความน่ากลัวแทบ ๆ จะเท่ากับมัจจุราชทีเดียว สําหรับบางคนที่เคยดูหนัง เขาจะมีการเปรียบเทียบบางส่วนว่า พอ ๆ กับเป็นเดด เซอร์วิส (Dead Service) เลยนะคะสําหรับไออาร์เอสของประเทศ สหรัฐอเมริกา เราก็ฟังดูขํา ๆ แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่ค่ะ ในความเป็นจริงนั้นกรมสรรพากร ของสหรัฐอเมริกาหรือหน่วยจัดเก็บภาษีของสหรัฐอเมริกาที่เรารู้กันในคําย่อ ๆ ว่าไออาร์เอสนั้น มีบทบาท มีอํานาจมากเหลือเกิน เขาได้พบว่ามันมีประชาชนชาวอเมริกันส่วนใหญ่ ๆ ที่มีศักยภาพในการที่จะเสียภาษีมาก ๆ ได้เลี่ยงการจ่ายภาษีเข้าประเทศของเขาด้วยวิธีการ ลงทุนนอกประเทศ แล้วก็ไม่ต้องมีการรายงานในส่วนนั้นเข้าประเทศส่วนของรายได้ การหักภาษี การเก็บภาษีในประเทศของเขาก็น้อยลง ถามว่าเรื่องอย่างนี้เรามีความจําเป็นไหม ที่จะต้องไปให้การสนับสนุนอย่างเร่งรีบหรืออย่างไร ดิฉันคิดว่าถ้าพูดถึงในเรื่องของ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่จะต้องการทําให้เกิดความร่วมมือกันในทางที่ดีนี้ มันก็เป็น เรื่องที่ควรจะต้องทํานะคะ แต่รายละเอียดมันเยอะทีเดียวค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ เพื่อนสมาชิกก็ได้พูดกันไปถึงเรื่องของรูปแบบของการทําว่าเราจะเป็นการแลกเปลี่ยน ๒ ทาง หรือทางเดียว อันนั้นคือเรื่องที่สําคัญมากที่จะต้องเรียน แล้วก็ต้องถามว่ามันจะเป็นรูปแบบใด ถามว่าประเทศไทยนี่สถาบันการเงิน ธนาคาร แล้วก็องค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ การเงินทั้งหลาย ถ้าไม่ทําจะต้องมีบทลงโทษ เขาใช้ว่า บทลงโทษ ได้เลยนะคะ เราก็ต้องถามถึง ความเป็นอิสระอีกเหมือนกัน แม้ว่าในทางปฏิบัติเราจะรู้กันอยู่ดีว่าประเทศเรา เป็นประเทศเล็ก ๆ ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศใหญ่ และเราก็พึ่งพาอาศัยในการลงทุน ในการที่จะค้าขายกับเขาเยอะทีเดียว แต่ก็ยังคงต้องคํานึงถึงเรื่องของความเป็นอิสระของ สถาบันการเงินแล้วก็ประเทศของเรา ก็คือระหว่างรัฐบาล วันนี้ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับ สถาบันการเงิน ธนาคาร แล้วก็องค์กรต่าง ๆ จะมีมากเหลือเกินค่ะ เพราะถ้าศึกษาอ่านลงไป ในรายละเอียดจะเห็นว่าเขาจะให้กรมสรรพากรของเราเป็นศูนย์กลางที่จัดเก็บรวบรวมข้อมูล เหล่านี้ที่ว่ามีใครบ้างที่มาลงทุนแล้วมีรายได้แล้วจะต้องส่งกลับไปให้สหรัฐอเมริกา คําถามก็คือว่าวันนี้กรมสรรพากรของเรา ๑. มีศักยภาพเพียงพอหรือไม่ มีบุคลากรเพียงพอ หรือไม่ เพราะเท่าที่ได้ทราบนี่นะคะ บุคลากรที่จะทําหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีของเรา ภายในประเทศก็ยังมีไม่เพียงพอ เครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เขาขอรัฐบาลมาเพื่อที่จะให้ สามารถที่จะขยายฐานการเก็บภาษีภายในประเทศของเราก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี แล้ววันนี้ ถ้าเราไปคัมไพล์ (Compile) หรือไปให้ความร่วมมืออย่างรวดเร็วปัญหามันจะเกิดขึ้นกับ หน่วยงานของเราทีเดียว ถามว่านี่คือภาครัฐนะคะ แต่ถ้าเป็นภาคประชาชนละคะ เอกชนค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ ว่าถ้าเป็นภาคเอกชนสามารถที่จะไปผูกพันตัวเอง องค์กรของตัวเอง กับหน่วยงานของสหรัฐอเมริกาได้หรือไม่ ตามข้อมูลที่มีบอกว่าสามารถทําได้ เป็นอิสระ แต่ในประเทศของเราก็ต้องยอมรับกันว่าความพร้อมในเรื่องของบุคลากรที่จะมีความเข้าใจ ภาษาอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาที่เป็นกฎหมายทางด้านภาษีของสหรัฐอเมริกานั้น ดิฉันคิดว่าเป็นปัญหาที่หนักหน่วงทีเดียวสําหรับภาคเอกชน โดยเฉพาะมีบทบังคับลงโทษด้วย ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ที่ไปลงทุนที่นั่นที่ต่างประเทศ ที่สหรัฐอเมริกา จะถูกหักไว้ มันเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว คําถามก็คือถามว่ามันชอบแล้วหรือถ้าสหรัฐอเมริกาจะออกกฎหมาย เมื่อปี ๒๕๑๓ แล้วจะบังคับใช้ในปี ๒๕๑๖ ขณะนี้เลื่อนเป็นบางประเภทของธุรกรรม เป็นปี ๒๕๕๗ หรือปี ๒๕๖๐ แล้วก็ลงโทษสถาบันการเงินหรือนักลงทุนของเราที่ไปลงทุน ในประเทศสหรัฐอเมริกา ดิฉันคิดว่าเรื่องอย่างนี้ต้องใช้เวลาพอสมควรค่ะ แต่ที่ดีที่สุดก็คือ รัฐบาลไทยแสดงความชัดเจนไปว่ายินดีที่จะให้ความร่วมมือ แต่ในทางปฏิบัตินั้นประเทศไทย เป็นประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก แล้วยังมีบุคลากรจํานวนมาก ในประเทศไทย ประชาชนเยอะแยะที่ไม่เข้าใจภาษาอย่างลึกซึ้ง ต้องเรียนจริง ๆ ค่ะ ท่านเอง ก็ทราบนะคะว่ามันยังมีช่องว่างของความเข้าใจแล้วความสามารถในการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการอ่าน การเขียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษากฎหมายนะคะ ถามว่าระบบกฎหมาย ในบ้านของเราวันนี้ที่จะป้องกันในเรื่องของสิทธิบุคคลในการเผยแพร่ข้อมูล กฎหมาย มากทีเดียวที่เกี่ยวข้องอยู่ในขณะนี้ ถ้าเปิดไปอ่านกันก็คงใช้เวลาพอสมควร แต่ดิฉัน จะขออนุญาตพูดสั้น ๆ เลยค่ะว่ากฎหมายที่เราจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไข มันเป็นกฎหมาย ที่สําคัญอย่างยิ่งขัดกับหลักของกฎหมายแม่ของเรา ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๓๕ ในรัฐธรรมนูญ ของเรา ที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือว่า พ.ร.บ. ธุรกิจสถาบันการเงิน หรือว่า พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เราก็ต้องบอกว่า ถ้ามันขัดกับกฎหมายแม่ของเราแล้ว เราจะไปดําเนินการมันก็จะเกิดความวุ่นวาย ยุ่งเหยิง ไม่เป็นที่สิ้นสุด ซึ่งดิฉันคิดว่าวันนี้ความวุ่นวายและความพยายามที่จะพยายามให้เกิด ความวุ่นวายนั้นมีอยู่ในประเทศไทยอย่างชัดเจนและชัดแจ้งนะคะ ความสามารถในการที่จะ ออกกฎหมาย ที่จะอนุญาตให้เปิดเผยข้อมูลของเราขณะนี้มีมากน้อยเพียงใด ความพร้อม ได้ดําเนินการไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว ดิฉันก็คิดว่าเป็นเรื่องที่สภาของเราต้องรับรู้ ความเสี่ยงค่ะ ถ้าเกิดมีการออกกฎหมายรับรองความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินในการที่ไม่ได้ หักแท็กซ์ให้เขาจะมีอะไรบ้างนะคะ ต้องมีรายละเอียด แม้ว่าเข้าไปแล้วให้ความเห็นชอบแล้ว แต่ว่าในทางปฏิบัติยังปฏิบัติไม่ได้เต็ม ๆ ยังมีปัญหาอยู่นี่ เสี่ยงอีกไหมคะที่จะถูกหักเงิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ไว้ของรายได้ทั้งหมดนั้น มันต้องมีข้อมูลให้กับพวกเราด้วยค่ะ ถามว่าประเทศ ในอาเซียนของเรา ไม่ว่าจะเป็นประเทศชั้นนําในเรื่องของระบบการเงินอย่างสิงคโปร์ วันนี้เขาคัมไพล์ไปแล้วหรือยัง แล้วก็ถ้าไม่คัมไพล์ ไม่ให้ความร่วมมือหรือยังอยู่ใน กระบวนการให้ความร่วมมือเจรจาหรือพิจารณากันไป ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่ากฎหมาย ที่เราเรียกกันว่ากฎหมายที่จะป้องกันการเลี่ยงภาษีของคนอเมริกันในต่างประเทศเป็น กฎหมายที่ดี แต่ว่าวิธีการที่นําเสนอมานี่นะคะเป็นกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ออกมาเพื่อบังคับให้สถาบันการเงินนอกสหรัฐอเมริกาทุกแห่งทั่วโลกมีหน้าที่ต้องรายงาน ข้อมูลบัญชีและธุรกรรมทางการเงินของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลสัญชาติอเมริกัน ที่เป็นลูกค้าของสถาบันการเงินนั้น ๆ ไปยังกรมสรรพากรสหรัฐอเมริกา มันเป็นภาระค่ะ มันเป็นภาระที่มากสําหรับประเทศเรา แล้วดิฉันก็อยากจะให้ท่านได้ให้ ความชัดเจนค่ะ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อธุรกิจประกันภัย ที่มักจะมา ในรูปของประกันภัยกรมธรรม์แบบสะสมทรัพย์ จะมีผลกระทบมากน้อยเพียงใด แล้วจะ ได้รับการดูแลเกื้อกูลเยียวยาอย่างไร ก็คงจะเป็นเรื่องที่พวกเราห่วงใย ถามว่าดิฉันจะให้ ความเห็นชอบไหม ดิฉันคิดว่าเราควรจะให้ความเห็นชอบ แต่รายละเอียดเหล่านี้จะต้องมี ความชัดเจน จะเป็นการให้ข้อมูลของเราแลกเปลี่ยนกับข้อมูลของเขา ประโยชน์ที่ประเทศ ไทยจะได้บ้างจากการให้ความร่วมมือจะมีอะไร เราจะมีไหมคะว่าคนที่เอาเงินไปฝากไว้ ต่างประเทศ ไปทําธุรกิจต่างประเทศแล้วไม่ได้รายงานให้กับรัฐบาลไทยได้ทราบถึงรายได้ถึง ผลกําไรและไม่ได้เสียภาษีในประเทศไทยนั้น จะมีส่วนนั้นกลับมาประเทศไทยบ้างไหม ที่ดี ที่สุดมันควรเป็นสัญญาที่ได้ประโยชน์ร่วมกันด้วย หรือเป็นกรอบเจรจาที่ทําให้ไทยนั้นไม่ต้อง มาแต่รับภาระหรือมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม ปฏิบัติตามได้ แต่ต้องปฏิบัติตามอย่างมีเงื่อนไข ของความรู้สึกว่าเรามีไมตรี แต่เหมือนกับว่ากฎหมายที่คองเกรสสหรัฐอเมริกาออกมานั้นเป็น การบังคับเราเลยด้วยซ้ํา ซึ่งจริง ๆ ก็คือการบังคับนั่นละค่ะ ดิฉันก็คงจะอภิปรายไว้ตรงนี้ก่อน แล้วก็คงจะคอยฟังท่านประธานว่าประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้จากการที่เราจะให้ความ เห็นชอบกรอบการเจรจา พูดง่าย ๆ กฎหมายเลี่ยงภาษีคนอเมริกันในต่างแดนนี้เราจะได้ อะไรบ้าง ก็รอท่านรองนายกรัฐมนตรีที่จะให้ความชัดเจนกับพวกเรา ขอบพระคุณค่ะ
เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ แล้วจะตามด้วยท่านอลงกรณ์ พลบุตร แล้วก็ท่านพิษณุ หัตถสงเคราะห์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ที่เคารพครับ กระผมจะขออนุญาตได้กราบเรียนเพิ่มเติมในชั้นหนึ่งก่อนนะครับ จากประเด็น ที่ท่านสมาชิกรัฐสภาได้กรุณาหยิบยกอภิปรายด้วยความเป็นห่วงนะครับ
ประการแรก ก็ขออนุญาตได้กราบเรียนว่า ในชั้นนี้เป็นการกราบเรียน ขอนําเสนอกรอบการเจรจาเพื่อที่ทางรัฐบาล โดยกระทรวงการคลัง จะได้นําไปดําเนินการ ในขั้นตอนการเจรจาต่อไปนะครับ เพราะฉะนั้นกรอบก็อาจจะมีลักษณะกว้างสักนิดหนึ่ง มิได้ลงรายละเอียดว่าจะต้องออกในทางหนึ่งทางใด อย่างไรก็ตามผมขออนุญาตได้กราบเรียน ชี้แจงว่าได้โปรดอย่ารู้สึกเป็นในทิศทางที่ว่าสหรัฐอเมริกากําลังออกกฎหมายอันนี้นะครับ มาบังคับให้ประเทศไทยปฏิบัติ และถ้าหากว่าไม่ปฏิบัติเราจะถูกลงโทษ ความจริง เป็นกฎหมายที่สหรัฐอเมริกาออกขึ้นมานี้นะครับ เพื่อที่จะได้ปฏิบัติภารกิจด้านภาษี ของประเทศเขา แล้วก็ได้เชิญชวนประเทศที่ได้ทําธุรกรรมกับประเทศสหรัฐอเมริกาที่เห็น คุณค่าของการที่จะจัดเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพ ได้พิจารณาที่จะเข้าสู่กระบวนการเจรจา หารือกันว่าจะดําเนินการกันอย่างไรเพื่อที่จะทําให้การจัดเก็บภาษีของสหรัฐอเมริกาดีขึ้น แล้วก็รวมทั้งประเทศคู่เจรจาก็สามารถที่จะนําเอามาตรฐานนี้ไปพิจารณาว่าจะสามารถ จัดเก็บภาษีของประเทศตนได้ดีขึ้นอย่างไร ดังนั้นมิได้มีแนวทางที่มีลักษณะเป็นการบังคับ จนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้นะครับ เพราะว่าการที่ภาคธุรกิจจะมีธุรกรรมทางการเงินกับประเทศ สหรัฐอเมริกานั้นเป็นเรื่องของการที่จะใช้โอกาสทางธุรกิจ เขาก็ไม่ได้บังคับว่าเราจะต้อง มีธุรกรรมกับเขา แต่ถ้าหากว่ามีธุรกรรมกับเขา แล้วไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่เขาเห็นว่า สมควรนั้น ในส่วนที่เขาจะปฏิบัติต่อบุคคลหรือนิติบุคคล สัญชาติที่เป็นคู่เจรจาในแง่มุม ตามสิทธิที่เขาจะทําได้นะครับ ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะล่วงล้ําเข้ามาในอาณาจักรอะไรของเรา แล้วก็มาสั่งการอะไรในส่วนของเรา แต่ว่าถ้าธุรกรรมนั้นเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา แล้วก็เป็น ธุรกรรมที่มีเรื่องของรายได้นะครับ เขาก็จะขอดําเนินการจัดเก็บภาษี ณ ที่จ่ายตามที่เขา เห็นสมควรเท่านั้นเองนะครับ อย่างไรก็ตามในแง่มุมทางด้านภาษีของเราก็เป็นอย่างที่ ท่านสมาชิกรัฐสภาบางท่านได้กรุณาอภิปรายนะครับว่าเรามีกลไกในการที่ยังไม่ได้จะติดตาม ไปเก็บภาษีใครในขณะที่ก่อให้เกิดรายได้นอกราชอาณาจักรของเรานะครับ แล้วก็จะเก็บ ก็ต่อเมื่อท่านจะนําเอารายได้นั้นกลับเข้าประเทศ ดังนั้นในกระบวนการที่เราดําเนินการ ในลักษณะนี้มาในช่วงที่ผ่านมานั้นก็มีข้อดี ข้อเสียครับ คือธุรกรรมทางธุรกิจต่าง ๆ อาจจะเกิดขึ้นในต่างประเทศ บางประเทศก็มีอัตราภาษีที่สูงพอ ผ่านจนมีกําไรขึ้นมา พอจะกลับมาประเทศไทยก็อาจจะถูกภาษีอีกชั้นหนึ่ง ก็อาจจะทําให้ ธุรกิจเหล่านั้นมีความรู้สึกว่าไม่คุ้มค่า ไม่อยากจะไปดําเนินธุรกิจในประเทศเหล่านั้น หรือว่า ในอีกทางหนึ่งก็คือดําเนินธุรกิจไป แต่ไม่นําเงินส่งกลับประเทศเสียทีก็มีนะครับ หรือใน บางประเทศนั้นอัตราภาษีต่ํากว่าเรา จูงใจกว่าเรา เขาก็ทําธุรกิจการค้าที่นั่นได้ ในที่สุดจะ ตัดสินใจส่งเงินกลับมาหรือเปล่านั้นก็เป็นการตัดสินใจของภาคธุรกิจ ในขณะที่เราเองก็มี แนวทางในเรื่องภาษีต่าง ๆ ที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพนะครับ แต่ว่าถ้าหากประเทศไทยจะ ตั้งตนเป็นศูนย์กลางในการดําเนินการเรื่องนี้ในกรอบเดียวกับสหรัฐอเมริกาทําก็คงจะเป็น กรอบซึ่งทํางานยาก เพราะว่าความร่วมมือจากประเทศต่าง ๆ ก็อาจจะไม่มาก เพราะว่า เราก็ไม่ได้เป็นประเทศที่มีธุรกรรมทางเศรษฐกิจในปริมาณที่สูงกว่าประเทศต่าง ๆ มาก เหมือนที่สหรัฐเป็น อย่างไรก็ตามผมก็เรียนว่าการที่จะพิจารณาเข้าสู่การเจรจาครั้งนี้นะครับ ยังไม่ได้แปลว่าเราจะต้องเจรจาจนได้ข้อยุติประการหนึ่งประการใด ทั้ง ๆ ที่ผมเชื่อว่า ท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่านก็เห็นถึงประโยชน์แล้วก็อาจจะเรียกว่าเห็นถึงความจําเป็น แต่ว่า ความจําเป็นนั้นไม่ได้แปลว่าถูกใครบังคับนะครับ ความจําเป็นเพื่อให้เกิดประโยชน์ทาง เศรษฐกิจกับเราอย่างคุ้มค่าที่สุดนั้น อย่างไรก็ตามการในเจรจาก็เป็นการเจรจา เราก็ต้อง เลือกเจรจาที่จะเป็นแง่มุมที่เกิดประโยชน์กับประเทศเราอย่างดีที่สุด ยกตัวอย่างเช่น มีบาง ประเทศนะครับที่ยินดีจะเข้าสู่การเจรจากับสหรัฐอเมริกา โดยจะเป็นผู้ให้ข้อมูลฝ่ายเดียว แล้วก็ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินหรือธุรกรรมทางธุรกิจของชนชาติเขาที่เกิดขึ้นในสหรัฐนั้น เขาไม่ประสงค์ที่จะได้รับข้อมูลกลับมาก็มีเหมือนกันนะครับ เนื่องจากประเทศคู่สัญญานั้น มีธุรกรรมทางการเงินต่างประเทศไม่มากนักแล้วก็เห็นว่าไม่ค่อยคุ้มค่าในการดําเนินการ แต่ในส่วนของเรานี้เราคิดว่าเราประสงค์ที่จะได้รับข้อมูลกลับ แล้วก็คงจะไม่ใช่เป็นข้อมูล เฉพาะจากสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่คู่สัญญาของสหรัฐอเมริกาที่อยู่ในความตกลงแฟทกานั้น ก็พึงที่จะมีความร่วมมือในลักษณะของการเป็นพหุภาคีด้วย เพราะฉะนั้นข้อมูลเหล่านี้จะเป็น ประโยชน์อย่างยิ่งในการที่เราจะได้รับทราบถึงความก้าวหน้า ความสําเร็จทางธุรกิจของนิติ บุคคลหรือบุคคลสัญชาติไทยที่ไปดําเนินการกันอยู่ในต่างประเทศ แล้วถ้าหากว่ามีการศึกษา ให้ลึกลงไปว่าความสําเร็จนั้นเกิดขึ้นในประเทศที่มีโครงสร้างภาษีอย่างไร เราควร จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีของเราหรือไม่จากสิ่งที่เราปฏิบัติอยู่ ก็สามารถมีการพิจารณา ให้รอบคอบขึ้นในอนาคต ดังนั้นข้อมูลจะเป็นเรื่องสําคัญการดําเนินการในครั้งนี้นะครับ เป็นเรื่องของการที่จะได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล แล้วก็ข้อมูลเหล่านั้นเป็นข้อมูลซึ่งแต่ละ ประเทศก็มีหน้าที่จะไปดําเนินการตามที่แต่ละประเทศสามารถดําเนินการได้กับบุคคล หรือนิติบุคคลในสัญชาติต่าง ๆ ของเขา ซึ่งเราก็จะปฏิบัติในลักษณะเดียวกันนะครับ แล้วก็ แน่ใจว่าจะไม่มีกระบวนการมาล่วงล้ําอะไรให้เกิดการปฏิบัติในขอบเขต อาณาเขตของเรา นะครับ แล้วก็ในขณะเดียวกันผมเชื่อว่าสมาชิกรัฐสภาก็ทราบดีว่าเรามีกฎหมายหลายฉบับ นะครับที่เป็นกฎหมายที่มีประสิทธิภาพที่ดี มีเหตุผลที่ดี การที่เราจะรักษากฎหมายเหล่านั้น ไว้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ไปยินยอมเจรจาอะไรจนต้องนํามาแก้ไขกฎหมายเหล่านั้นก็เป็นหน้าที่ ของคณะเจรจาที่ต้องดําเนินการ แต่ในขณะเดียวกันผมก็เชื่อว่าท่านก็ทราบดีว่าเรามี กฎหมายหลายฉบับซึ่งอาจจะล้าสมัย แล้วเป็นกฎหมายซึ่งควรจะได้รับการปรับปรุง แง่มุม ของการปรับปรุงนั้นยังไม่เกิดเหตุผลชัดเจนว่าควรจะปรับปรุง แต่ถ้าหากว่ากระบวนการ เจรจาทําให้เราเห็นได้ว่ากฎหมายเหล่านั้นนะครับถ้าหากว่าจะถูกแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับ ผลของการเจรจา ในขณะเดียวกันเกิดประโยชน์โดยรวมกับประเทศด้วยก็จะต้องนําเข้าสู่ กระบวนการพิจารณาของรัฐสภาเพื่อแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ ดังนั้นผมจึงเชื่อว่าการดําเนินการ ต่าง ๆ ก็จะสามารถดําเนินการไปได้ด้วยความระมัดระวังในขณะที่ท่านสมาชิกอาจจะได้มี ความกังวลว่าประเทศไทยทําไมถึงจะเลือกที่จะใช้รูปแบบในการเจรจาที่เป็นแบบรัฐต่อรัฐ ก็ขออนุญาตได้กราบเรียนว่าเป็นความเห็นอันเป็นเอกฉันท์ในหมู่สถาบันการเงินภาคเอกชน ของเรานะครับว่าประสงค์ที่จะให้รัฐ โดยกระทรวงการคลังได้ทําหน้าที่เป็นผู้เจรจาหารือกับสหรัฐอเมริกา เพราะว่าเรามีสถาบัน การเงินจํานวนมากนะครับ แล้วก็เป็นไปอย่างที่ท่านสมาชิกรัฐสภาได้กรุณาอภิปรายว่า บางแห่งก็มีความพร้อม ซึ่งถ้าหากว่าจะให้เขาไปเจรจาเองเขาก็อาจจะพร้อมนะครับ แต่มีอีก หลายแห่งที่มีความไม่พร้อม และถ้าจะต้องไปเจรจาเองนั้นเขาก็รู้สึกว่าเขาคงจะไม่ได้สามารถ บรรลุถึงข้อยุติในการเจรจาได้ ฉะนั้นรัฐบาลเองก็ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะกระโดดเข้าไปทํา หน้าที่ในการเจรจา โดยที่ภาคเอกชนนั้นไม่เห็นประโยชน์หรือไม่เห็นความจําเป็น แต่ขณะนี้ ผมได้ขออนุญาตยืนยันว่าจากการรับฟังความคิดเห็นจากการประชุมหารือ เป็นข้อเรียกร้อง ของสถาบันการเงินของเราอันเป็นเอกฉันท์ ในขณะเดียวกันผมคิดว่าในส่วนที่เราจะได้เจรจา หารือกันไปนั้นเราก็ต้องติดตามดูด้วยนะครับว่าประเทศต่าง ๆ ที่กําลังเข้าสู่การเจรจา เป็นอย่างไร ในขณะนี้มีประเทศที่ได้ทําความตกลง ๒ ฝ่ายแล้วกับทางสหรัฐอเมริกา ๙ ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศในทวีปอื่นนะครับ แต่ว่าก็มีประเทศที่มีความสําคัญ ทางเศรษฐกิจในเอเชียคือญี่ปุ่น ที่เข้าสู่ความตกลง ๒ ฝ่ายไปแล้ว ส่วนประเทศที่กําลังอยู่ใน กระบวนการต่าง ๆ นั้นก็มีทั้งประเทศในซีกโลกตะวันตกแล้วก็ประเทศในแถบเอเชีย ในอาเซียนของเราก็มีสมาชิกอาเซียน ซึ่งมีขนาดระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่โตกว่าเรานะครับ แล้วก็มีความพร้อม ได้เข้าสู่การเจรจาในลักษณะของการเป็นรายประเทศ ผมได้เคยเรียน หารือท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในกลุ่มอาเซียนไปก่อนหน้านี้นะครับ แล้วก็ต้อง ขออนุญาตเรียนว่าไม่ได้รับความชัดเจนว่าอาเซียนนั้นมีความพร้อมที่จะเจรจากันในลักษณะ ที่เป็นกลุ่มอาเซียน ดังนั้นนั่นก็เป็นเหตุผลทางมาเลเซียหรือสิงคโปร์นั้นได้เดินเข้าสู่ กระบวนการเจรจาแล้ว แล้วก็ประเทศเราก็เป็นอีกประเทศหนึ่งนะครับที่มีธุรกรรม ทางการเงินระหว่างประเทศ หรือมีธุรกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในอัตราที่สูงกว่า อีกหลาย ๆ ประเทศสมาชิกอาเซียน เราก็มีความจําเป็นที่จะต้องเข้าสู่การเจรจาแบบเดี่ยว นะครับ ในการดําเนินการตรงนี้เราเห็นว่าประเทศที่เข้าสู่ข้อสรุปแล้ว ๙ ประเทศนั้น ก็มีรายละเอียดบางส่วนที่ไม่เหมือนกันบ้างนะครับ ในขณะเดียวกันประเทศที่เหลืออยู่อีก ประมาณ ๗๐ กว่าประเทศโดยประมาณนั้นก็ยังอยู่ในขั้นตอนของการเจรจา เราเองก็จําเป็น ที่จะต้องได้พิจารณาฟังหูไว้หูนะครับ แล้วก็ติดตามว่าการเจรจาต่าง ๆ ของประเทศอื่น ๆ นั้น จะมีความคืบหน้าประการใด ผมก็เชื่อว่าประเทศอื่นก็สนใจเหมือนกันนะครับว่าเราจะเจรจา กับสหรัฐอเมริกาในประการใด ดังนั้นก็ขออนุญาตได้กราบเรียนว่ากรอบเจรจานี้เป็นกรอบกว้าง ซึ่งคณะเจรจาก็จะดําเนินการให้ดีที่สุด อย่างไรก็ตามผลของการเจรจาหารือกันก็จะต้อง นํากลับเข้ามาสู่การพิจารณาของรัฐสภาก่อนที่จะทําให้ข้อตกลงนั้นมีผลต่อไป ความพร้อม ความไม่พร้อมต่าง ๆ ก็เป็นอย่างที่ท่านสมาชิกรัฐสภาเป็นห่วงนะครับ คือเราก็พร้อมเพียง บางส่วน แล้วก็ในขณะเดียวกันถ้าหากว่าเราจะเข้าสู่ข้อตกลงอันนี้แล้วจนมีผล อาจจะมีการ แก้ไขกฎหมาย ถ้าจะมีก็ต้องเป็นกฎหมายที่เรามั่นใจว่ารัฐสภาเห็นว่าเป็นกฎหมายที่ควรจะ ได้รับการปรับปรุง แล้วก็ในขณะเดียวกันการดําเนินการต่าง ๆ ถ้าจะมีผลได้ก็จะต้องเป็น เรื่องที่ต้องทําให้พร้อมจนได้นะครับ จึงขออนุญาตได้กราบเรียนในเบื้องต้นในชั้นนี้ก่อน นะครับ เพื่อที่จะได้รับฟังคําอภิปรายของท่านสมาชิกแล้วก็ได้กราบเรียนข้อมูลต่อไปครับ
อย่างนี้ เดี๋ยวผมจะให้สิทธิ ถามหลังจากผู้อภิปรายได้อภิปรายจบนะครับ เชิญท่านอลงกรณ์ พลบุตร ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมมีคําถามและข้อสังเกตหลายประการที่จะฝากท่านประธาน ผ่านไปถึงคณะรัฐมนตรี เพื่อที่จะตอบให้เกิดความชัดเจน โดยที่การนําเสนอร่างกรอบการเจรจา ความตกลงเพื่อความร่วมมือด้านภาษีอากรระหว่างประเทศและการปฏิบัติตามฟอเรน แอคเคานท์ แท็กซ์ คัมไพลอันซ์ แอคท์ หรือเรียกย่อ ๆ ว่าแฟทกา ระหว่างรัฐบาล แห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ถือว่าเป็นการนําเสนอเพื่อให้ สมาชิกรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๙๐ หรือไม่ กระผมเองยังไม่สามารถตัดสินใจ ได้จนกว่าจะได้รับการชี้แจงในประเด็นสําคัญโดยเฉพาะหลักการของการนําเสนอร่างกรอบ การเจรจาดังกล่าว โดยแท้ที่จริงกฎหมายดังกล่าวนั้นมีหลายคําถามครับ
๑. ก็คือเป็นเรื่องความร่วมมือหรือเป็นการบังคับซึ่งมันจะเกี่ยวโยงไปถึง อธิปไตยทางการเงินการคลังของประเทศ และรวมไปถึงสิทธิของพลเมืองไทยและนิติบุคคล ของไทย คําแรกนั้นเป็นคําถามต้องการคําตอบในเชิงนโยบายและหลักการ เพราะเร็ว ๆ นี้ รัฐบาลเองก็มีความตั้งใจที่จะนําเสนอร่างกรอบเจรจาในเรื่องของ ทีพีพี (TPP) ก็คือซูเปอร์ เอฟทีเอ (Super FTA) ที่สหรัฐเป็นผู้ผลักดันในกรอบของเขตการค้าเสรีเอเชียแปซิฟิก (Asia Pacific) ที่ระหว่างทีพีพี ซึ่งตรงนั้นจะเป็นแรงกดดันอย่างมากต่อประเทศไทย หรือก่อนหน้า นี้เราความตกลงในเรื่องของ ฟอเรน คอร์รัปชัน แพรทติคส์ แอคท์ (Foreign Corruption Practices Act) ซึ่งดังมากในสมัยที่มีการทุจริตโครงการสนามบินหนองงูเห่า หรือว่าสนามบินสุวรรณภูมิ ในปัจจุบัน กฎหมายป้องกันการทุจริตของสหรัฐอเมริกาซึ่งออกในสมัยประธานาธิบดีคาร์ เตอร์ เมื่อปี ๒๕๒๐ ถามบอกว่ามีผลอย่างไร ไทยได้ประโยชน์หรือไม่ คดีซีทีเอ็กซ์ (CTX) หลุดรอดกันหมด ทั้งที่บริษัทอเมริกันที่ให้สินบนไปยอมสารภาพในศาลอเมริกันว่ามีการจ่าย สินบนให้กับเจ้าหน้าที่รัฐไทย เรามีความตกลงหลายประการทั้งในอดีตปัจจุบันหรือว่าใน อนาคต แต่ถามบอกว่ารัฐบาลมีนโยบายและยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจและความร่วมมือระหว่าง ประเทศทั้งแบบทวิภาคีแล้วพหุภาคีโดยเฉพาะกับสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นมหาอํานาจชัดเจน หรือไม่ หรือว่าจะเป็นลูกไล่ลูกล่ออย่างที่กําลังกระทําอยู่ในทุกวันนี้ อย่าได้เอาประเทศหรือ คนไทยไปแลกกับผลประโยชน์ แต่ว่ารัฐบาลจะต้องจุดยืนและชี้แจงให้ชัดเจนต่อรัฐสภาแห่งนี้ว่า จุดยืนนั้นและนโยบายเรื่องนี้ที่มีต่อประเทศไทยและสหรัฐอเมริกานั้นเป็นอย่างไร แน่นอน ครับสหรัฐอเมริกาเป็นมหาอํานาจทางทหาร แล้วประกาศแล้วว่าจะกลับเข้ามามี แสนยานุภาพในเอเซียแปซิฟิกเมื่อมีการประชุมที่เรียกว่าแชงกรี ลา ไดอะล็อก (Shangri-La Dialog) ที่สิงคโปร์ แน่นอนสหรัฐประสบความเสียหายร้ายแรง เพราะภัยตัวเองที่สร้างขึ้น จากกรณีของปัญหาซับไพร์ม (Sub Prime) จนกระทั่งก่อให้เกิดแฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส (Hamburger Crisis) วิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ แล้วก็แทบจะล้มละลายไปไม่รอด กฎหมายนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของมาตรการหาเงินเข้าไปเยียวยาภาวะถังแตกของรัฐบาล อเมริกัน จากผลกระทบในเรื่องของแฮมเบอร์เกอร์ไครซิส เรื่องของซับไพร์ม เป็นเพียง ส่วนหนึ่งของกฎหมายที่เรียกว่าเอสไออาร์อี (SIRE) หรือฮาย (Hai) เป็นกฎหมายกระตุ้น การจ้างงาน กฎหมายสร้างแรงจูงใจกระตุ้นการจ้างงานเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมาย ฝ่ายนิติบัญญัติและรัฐบาลอเมริกันในการที่จะมาเยียวยาวิกฤติเศรษฐกิจของตัวเอง พยายามหาเงิน ทุกวิถีทาง แน่นอนข้อกล่าวอ้างอย่างหนึ่งซึ่งก็สมเหตุสมผลพอสมควร ก็คือการป้องกัน การหลีกเลี่ยงการเสียภาษีของคนอเมริกันหรือนิติบุคคลอเมริกันที่อยู่นอกสหรัฐ แล้วก็ สมาคมของสหรัฐเองนะครับ ที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของการป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีของ สหรัฐที่เรียกว่าสมาคมเอซีเอสซีเอส (ACFCS) นั้น เขาก็สรุปออกมาครับว่ารายได้ที่จะได้มา ประมาณ ๘๐๐ ล้านเหรียญเท่านั้นเอง ไม่พอกับค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บด้วยซ้ําไป ซึ่งประมาณการกันว่า ถ้าตามรายงานขององค์กร ที่อยู่ที่เจนิวา ที่ดูแลกิจกรรมธุรกรรมของคนอเมริกัน นิติบุคคลอเมริกัน ๖,๐๐๐,๐๐๐ ราย ที่อยู่นอกสหรัฐอเมริกานั้น เขาบอกว่ามันหลายเท่าตัวสําหรับค่าใช้จ่ายที่จะเป็นภาระต่อ สถาบันการเงิน ต่อคนอเมริกันนิติบุคคลอเมริกัน และแถมในวันนี้เรากําลังจะต้องเอาภาษีคน ไทยมาจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการต้องรายงานให้สหรัฐอเมริกา นั่นคือประเด็นที่สําคัญมากว่า โดยแท้ที่จริงต้องการที่จะป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีของคนอเมริกัน ที่เรียกว่า ออฟชอร์ อิเวชั่น การหลีกเลี่ยงภาษีนอกประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งบุคคลธรรมดาที่มีบัญชีธนาคารหรือว่ามี ธุรกรรมทางการเงินในรูปแบบต่าง ๆ และรวมถึงนิติบุคคล และมีสภาพบังคับการลงโทษ ที่ชัดเจน เพราะฉะนั้นประเด็นในเรื่องของการหารายได้มันใช่หรือไม่ หรือเป็นการขยาย อํานาจอิทธิพลที่มาล่วงล้ําต่ออธิปไตยทางการคลังการเงินของประเทศต่าง ๆ และกฎหมาย ลักษณะอย่างนี้ที่ผมยกตัวอย่าง อย่างกฎหมายเอฟซีพีเอ (FCPA) และคนไทยก็รู้จักดี ท่านรัฐมนตรีก็รู้จักดี สมัยที่ตรวจสอบการทุจริตโครงการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ อย่างเช่น ซีทีเอ็กซ์ เป็นข่าวไปทั่วโลก แล้วจัดการอะไรได้ มันก็เป็นเพียงกฎหมาย เพื่ออเมริกันโดยอเมริกันของอเมริกันเท่านั้นเอง ก็ต้องมาตระหนักว่าในฐานะที่มาเป็นรัฐ เอกราช มีอธิปไตย มีบูรนุภาพแห่งดินแดนของเราเอง เราจะตัดสินใจอย่างไร จะเจรจา ไม่เจรจา จะทําไม่ทํา จะทําอย่างไรใน ๒ รูปแบบ และทําอย่างไร หรือว่าจะทําตอนนี้หรือไม่ นี่คือ ๔ คําถามที่ผมเรียนว่า รัฐบาลจะต้องตอบ ได้อ่านรายงานที่ส่งเข้ามาเป็นเอกสาร ให้สภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภาได้พิจารณา แทบจะไม่มีข้อมูลอะไร แต่ว่าแนวการเขียน รายงานเหล่านี้เหมือนกับว่ายอมเขาไปแล้ว และให้ข้อเท็จจริงครึ่งเดียว ท่านให้ความจริง ด้านเดียวของเหรียญ เหมือนกรณีคําพิพากษาปราสาทพระวิหาร ประเทศต่าง ๆ สื่อมวลชน แม้แต่ประเทศกัมพูชาแถลงชัยชนะ เป็นชัยชนะของประเทศกัมพูชา ประเทศไทยพ่ายแพ้ แต่รัฐบาลแถลงแต่ในมุมดี จะดีไม่ดี เสียไม่เสีย ได้ไม่ได้ ต้องพูดความจริงครับ อย่ากลัว ความจริง และความจริงตรงนี้สําคัญต่อการตัดสินใจของสมาชิกรัฐสภา ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังเพิ่งออกไป ความจริงท่านควรจะต้องรับฟัง ถ้าท่านจะรู้ว่าเพื่อนของท่าน ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของประเทศแคนาดา ประเทศที่อยู่ติดชิดกับ สหรัฐอเมริกาเขาพูดอย่างไร เขาพูดถึงกฎหมายแฟทกาอย่างไรของอเมริกา เขาบอกว่ามัน เป็นการบั่นทอนทําลายสิทธิความลับส่วนบุคคล
๒. ก็คือว่ามันเป็นการทําให้ธนาคารสถาบันการเงิน ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร พาณิชย์ บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทประกันของประเทศแคนาดา กลายเป็นแขนขาส่วนหนึ่ง ของกรมสรรพากรประเทศสหรัฐอเมริกา นี่พูดอย่างภาษาสุภาพ ๆ ตีความตรงไปตรงมา ก็คือว่า ประเทศแคนาดาเป็นประเทศมีอธิปไตย ไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา นั่นคือ ประเทศซึ่งอยู่ในความตกลงนาฟต้า (NAFTA) ของสหรัฐอเมริกาและแม็กซิโก แต่เขาก็ยังมี ท่าทีชัดเจน ไม่เห็นจะต้องมาบอกว่าเราไม่มีทางเลือก เราไม่ใช่ประเทศจนตรอกนะครับ เราไม่ใช่ประเทศที่เป็นลูกไล่ อย่าเอาความคิดสมัยอาณานิคมมาใช้ เรามีอาเซียน (ASEAN) ที่เรายืนยันว่าอาเซียน เฟิร์สท (ASEAN First) อาเซียน ฮับ (ASEN Hub) อาเซียนคืออํานาจต่อรองของเราเคยใช้หรือยัง อย่าบอกว่าไปคุย ๆ กันแล้ว แล้วยังไม่ มีความชัดเจน ก็สร้างความชัดเจนสิ ในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีคลังของอาเซียน แต่นี่ไม่ทันไร ยอมเสียแล้ว ผมยังไม่ได้บอกนะครับว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่กําลังจะให้ข้อมูล เตือนสติรัฐบาล ซึ่งวันนี้ไม่รู้ว่ายังมีสติสตางค์อยู่หรือเปล่า สตางค์อาจจะมีแต่สตินี้ผมไม่แน่ใจ ผมเรียนท่านประธานว่าแม้แต่คองเกรสของสหรัฐอเมริกา แม้แต่วุฒิสภาสหรัฐอเมริกา แม้แต่ตัวกรมสรรพากรเองของสหรัฐอเมริกาที่เรียกว่าไออาร์เอส อินเทอนอล เรเวนูว เซอร์วิส (Internal Revenue Service) ของเขายังไม่ค่อยแน่ใจเลยครับ กฎหมายที่ ประธานาธิบดีบารัค โอบามา เซ็นหลังจากผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็วุฒิสภาของ สหรัฐอเมริกายังเลื่อนการบังคับใช้ และหน่วยปฏิบัติเองก็ขอเลื่อน และวันนี้ก็มีการแสดง ท่าทีอย่างชัดเจนของบรรดาสมาคมในภาคเอกชนของสหรัฐอเมริกาบอกว่า รายได้ทั้งหมด ประมาณเพียง ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งนิดมาก เล็กน้อยมาก ๘๐๐ ล้านเหรียญ ค่าใช้จ่ายสูง กว่านี้หลายเท่า แต่ทําไมเราต้องรีบร้อนละครับ ทําไมเราต้องรีบร้อน เร่งรัด รวบรัดอย่างนี้ ทําไมไม่ดูให้เกิดความชัดเจน ให้ฝุ่นที่มันตลบนี่มันสงบลงก่อน วันนี้ ๒๐๐ ประเทศมีเพียง ๙ ประเทศเท่านั้นเองที่เห็นในหลักการ ก็คือประเทศทางตะวันตก แต่ในแถบเอเชีย ในแถบ แอฟริกาในแถบตะวันออกกลาง ในแถบกลุ่มประเทศซีไอเอส (CIS) ที่แยกตัวออกมาจากโซเวียต สมัยก่อนนั้น หรือประเทศในเซาท์ แปซิฟิค (South Pacific) ยังไม่มีใครเขาจะออฟไซด์ (Offside) เดินไปข้างหน้าอย่างเราเลยครับ หรือล่าสุดข้อมูลที่ท่านรายงานว่าจีนเข้าร่วม เจรจาก็เป็นเท็จครับ จีนประกาศว่าเขาไม่ทําครับ เพราะมันเป็นการล่วงล้ําอธิปไตย แน่นอน ที่สุดครับว่า คําถามที่ว่าทําไมจะต้องรีบทําและจะทําหรือไม่ และทําอย่างไร ความจริง ในเรื่องกฎหมายของสหรัฐอเมริกาก็เป็นเรื่องของสหรัฐอเมริกา เป็นเรื่องที่สหรัฐอเมริกา ประสบปัญหาในการจัดเก็บภาษีของคนอเมริกันหรือนิติบุคคลสัญชาติอเมริกันอยู่ใน ต่างประเทศ ๖,๐๐๐,๐๐๐ กว่าราย แต่ผมจึงตั้งคําถามว่านี่คือการขอความร่วมมือหรือ การบังคับ รัฐมนตรีจะต้องชี้แจงให้ชัดเจน ไทยกับสหรัฐอเมริกามีความสัมพันธ์ ๑๐๐ กว่าปี แน่นอนที่สุดว่าความสัมพันธ์นี้มีผลโดยตรงต่อการพัฒนาประเทศไทยและมีผลโดยตรงต่อ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่หลายครั้งก็เป็นความสัมพันธ์ในเชิงการบังคับ ที่เหมือนกับประเทศไทยนั้นไม่ได้มีความเสมอภาคเท่าเทียมในฐานะที่เป็นประเทศเอกราช ในยุคสงครามเย็น แน่นอนเราปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าเราอยู่ในสภาพอย่างไร นั่นคือมิติ ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาในด้านความมั่นคงและการทหาร แต่วันนี้มันเป็นมิติทางด้าน เศรษฐกิจ การค้า ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในสาขาต่าง ๆ วันนี้มันศตวรรษที่ ๒๑ แล้วครับ ไม่ใช่ยุคอาณานิคมสมัยศตวรรษที่ ๑๙ หรือว่ายุคสงครามเย็นในศตวรรษที่ ๒๐ วันนี้ เราควรจะยืนขึ้นในฐานะที่เป็นประเทศที่มีเอกราชและอธิปไตย ความร่วมมือจับมือได้ แต่ก็ต้องมีขอบเขต ถ้ารัฐบาลประเทศหนึ่งประเทศใดออกกฎหมายภายในของตัว แล้วใช้ สภาพบังคับกับประเทศอื่นโดยตรงหรืออ้อม ท่านคิดว่านี่คือความยุติธรรมแล้วหรือ นี่คือ ความสัมพันธ์อย่างมิตรประเทศที่เสมอภาคและเหมาะสมแล้วหรือ ถ้าประเทศไทย ออกกฎหมายลักษณะเช่นนี้ แล้วก็บอก ลาว เมียนมาร์ กัมพูชา บอกว่าถ้าคุณไม่ปฏิบัติตาม เราจะจัดการ การลงทุนของคุณ ธุรกรรมทางการเงิน การลงทุน การค้า และอื่น ๆ ที่เป็น นิติบุคคลไทย หรือคนไทยที่อยู่ในประเทศของข้าพเจ้า หรือสถาบันการเงินที่อยู่ในประเทศ ของท่านจะต้องถูกลงโทษ อันนี้มันไม่ใช่กฎหมายภายในประเทศของสหรัฐนะครับ นี่มันเป็น กฎหมายที่ออกมาใช้อํานาจนอกอาณาเขต แล้วเราจะยอมให้มีการมาใช้อํานาจในอาณาเขต ของเราอย่างนั้นหรือผมต้องการคําตอบชัดเจนตรงนี้นะครับ บางครั้งการปกป้องอธิปไตย มันต้องสูญเสียบ้าง ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอาจจะเกิดขึ้น แต่เบื้องต้นรัฐบาลในฐานะตัวแทนของ ประเทศจะต้องมีจุดยืนที่จะไปเจรจาต่อรองหรือร่วมกับอาเซียน ๑๐ ประเทศในการเจรจา ต่อรอง หรือร่วมกับอาเซียนบวก ๓ และอาเซียนบวก ๖ ในการเจรจาต่อรอง ถ้าออกกฎหมายอย่างนี้ได้ต่อไปจะมีกฎหมายอย่างอื่นเราก็ต้องทําตามมันก็กลายเป็นสภาพ อาณานิคมยุคใหม่ทางเศรษฐกิจ รัฐบาลยังมีสติอยู่หรือเปล่าครับ ช่วยตอบด้วย ผมเรียน ท่านประธานว่ารัฐบาลตั้งต้นด้วยการนําเสนอว่ามันจะเป็นผลดีมีความร่วมมือ เราจะได้ การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันในเรื่องของรายงานทางภาษีและธุรกรรมทางการเงิน ฝันลม ๆ แล้ง ๆ หรือเปล่าครับ เอาแค่ว่าบัญชีนิติบุคคลหรือบัญชีเงินฝากในประเทศ หรือแม้แต่บริษัทนอมินี (Nominee) ต่างชาติที่มาจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยังตรวจสอบไม่ได้ ยังจัดการไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงภาษีที่มีผลต่อความตกลงดังกล่าวนี้ มันก็มี เพียงเหตุผลเดียวก็คือยอมเดินตามและยอมตาม แต่ก่อนที่จะยอมท่านสู้หรือยังครับ ผมไม่เคยปรากฏเห็นรายงานใด ๆ เลย นอกจากมีการศึกษาของ สศค. สํานักงานเศรษฐกิจ การคลัง กระทรวงการคลัง กรมที่เกี่ยวข้องโดยตรง กรมสรรพากร แล้วก็ฟังภาคเอกชน ในที่สุดก็นําเสนอมา รับฟังความคิดเห็นไปครั้งเดียว ครม. มีมติวันที่ ๓ กันยาย วันที่ ๒๔ กันยายน รับฟังความคิดเห็นซึ่งก็ไม่มีรายงานประกอบเลยว่าข้อสังเกต ข้อคิดเห็นนั้น เป็นเช่นไร รัฐบาลไม่เคยให้ข้อมูลที่สมบูรณ์ แถมให้ข้อมูลในลักษณะที่ไม่ครบ เพื่อการ พิจารณาของรัฐสภาของเรา
ผมใคร่ขอถามประเด็นถัดมานะครับ ว่าภายใต้กรอบการเจรจาดังกล่าวนี้ มีผลอย่างไรต่อความตกลงอะมิตี้ (Amity) ระหว่างไทย-สหรัฐ ความจริงสนธิสัญญา ดังกล่าวนั้นมันก็เป็นหนามยอกอกสําหรับคนไทยที่รักชาติจริง ๆ ครับ และกับประเทศ มิตรประเทศของเราส่วนใหญ่ทั่วโลก มันเหมือนสนธิสัญญาที่เราถูกบังคับในสมัยที่เรียกว่า กันโบท โพลีซี (Gunboat Policy) สมัยรัชกาลที่ ๔ รัชกาลที่ ๕ เป็นสิทธิเหนือชนชาติอื่น ของคนอเมริกัน นั่นเป็นสิ่งที่เป็นข้อผูกพันที่เรามีอยู่ขณะนี้กับสหรัฐอเมริกา เราจะทบทวน หรือไม่ หรือจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับแฟทกาอย่างไร ช่วยชี้แจงหน่อยครับ และสนธิสัญญา ดังกล่าวที่ว่านั้น ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศควรจะต้องเป็นผู้ตอบนะครับ มันครอบคลุมและมีสภาพบังคับต่อกรอบการเจรจาครั้งนี้หรือไม่อย่างไร ผมไม่ได้มีอคติใด ๆ กับสหรัฐอเมริกา ผมเป็นคนชอบกินแฮมเบอร์เกอร์ครับท่านประธาน แต่ไม่ชอบ แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิสและผมก็รักคนอเมริกัน พอ ๆ กับรักคนพม่า รักคนลาว รักคนจีน รักอย่างเสมอภาค แล้วก็อยากเห็นประเทศเหล่านั้นรักประเทศไทยอย่างเสมอภาค
คําถามถัดมาก็คือว่า ในกรอบการเจรจาครั้งนี้ท่านเสนอมา ๕ กรอบ แน่นอน รัฐมนตรีกระทรวงการคลังบอกว่ามันเป็นกรอบหลวม ๆ ไม่สามารถชี้ได้แต่ในรายงานที่ท่าน เสนอมาดูประหนึ่งว่ามันตัดสินใจแล้วในกรอบนี้ มันไม่ใช่กรอบหลักกว้าง ๆ ครับ ถ้าดูเผิน ๆ เหมือนกับว่ารัฐบาลเปิดกว้าง เสนอกรอบเข้ามา ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ซึ่งไม่ได้มีสารัตถะอะไร ไม่เหมือนกรอบเจรจาเอฟทีเอที่มีความชัดเจน ๑ ๒ ๓ แต่ว่าท่านกําลังนําเสนอ ออฟไซด์ไปหรือไม่ครับ ท่านเลือกที่จะทําความตกลงในแนวทางความตกลงที่เรียกว่า ไอจีเอ (IGA) ไปแล้ว คืออินเตอร์กัฟเวิร์นเมนทอล อะกรีเมนท์ ไอจีเอ ทําไมไม่ให้ทางเลือกอย่างอื่น ละครับ ทําไมท่านไม่เสนอรัฐสภาตามโอกาสที่เปิดกว้างให้เรามี ๒ ห้อง ห้องหนึ่งคือสถาบัน การเงิน ทําความตกลงโดยตรงกับกรมสรรพากรของสหรัฐอเมริกา ก็กฎหมายแฟทกาของ อเมริกาเขาก็เปิดช่องอย่างนี้อยู่แล้ว อีกทางหนึ่งก็คือให้ทําความตกลงระหว่างรัฐต่อรัฐ ก็คือ ไอจีเอ อินเตอร์กัฟเวิร์นเมนทอล อะกรีเมนท์ แต่นี่ท่านก็ปิดประตูตีแมว เสนอมาเลย ด้วยเหตุผลอะไรทราบไหมครับ จะมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในภาคเอกชน จะมีความยุ่งยาก ท่านไม่ถามคนเสียภาษีอย่างพวกผมหรือครับ ไม่ถามคนไทยทั้งประเทศหรือ มันยุติธรรมหรือ ครับที่เอาภาษีคนไทยทั้งประเทศไปจ่ายให้กับสถาบันการเงิน ซึ่งวันนี้ส่วนใหญ่ก็ต้องเรียนว่า ต่างชาติถือหุ้นเป็นส่วนใหญ่แล้ว ท่านไม่เคยถามรัฐสภาในฐานะตัวแทนปวงชนชาวไทย นี่ท่านมาตีกรอบเข้าห้องเดียวเลย บอกเอารัฐบาลทํา แต่ท่านลืมนึกไปหรือครับว่าค่าใช้จ่ายที่ เกิดขึ้นอย่างที่สมาคมเอซีเอฟซีเอสของสหรัฐอเมริกาเขาระบุออกมา มันมีค่าใช้จ่าย ทั้งส่วนภาคเอกชนกับค่าใช้จ่ายหน่วยงานของรัฐ การที่ท่านนําเสนอกรอบการเจรจา ที่เกินเลยไป แทนที่จะเสนอว่าแนวที่จะออกมาเป็น ๒ ช่อง นี่ท่านไปช่องนี้เลยครับ ฉะนั้นค่าใช้จ่ายก็มีทั้งภาคเอกชน คือสถาบันการเงิน และรัฐบาล คําถามอย่างที่ผมตั้ง อย่างไรครับว่ามันมีความเหมาะสมหรือที่คนอย่างผม คนอย่างคนไทยทั้งประเทศ พี่น้อง ชาวไร่ชาวนา เกษตรกรผู้ใช้แรงงานต้องเอาเงินไปจ่ายแทนสถาบันการเงิน และท่านประธาน ก็คงทราบนะครับ วันนี้สถาบันการเงิน ไม่ว่าจะรูปแบบของธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ หรือว่าบริษัทประกัน เกินร้อยละ ๕๐ เป็นของต่างชาติทั้งสิ้น ไม่หนักเกินไปหรือครับ ผมถึงกล่าวว่าท่านยังมีสติสตางค์อยู่หรือเปล่า หรือว่าไม่รู้ว่าจะบริหารประเทศนี้อย่างไร อย่างเหมาะสมได้อย่างไร เพราะฉะนั้นประเด็นต่าง ๆ ที่ผมได้ตั้งไว้ก็หวังอย่างยิ่งนะครับว่า คณะรัฐมนตรีโดยรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ช่วยกรุณาตอบ ตอบทุกประเด็นนะครับ และขอสิทธิ ท่านประธานที่จะขอซักถาม เพราะประเด็นเหล่านี้มีความสําคัญต่อรัฐสภา ต่อประเทศของ เรา ทั้งต่อกรอบการเจรจานี้ และอนาคตที่รัฐบาลกําลังจะเอาความตกลงที่เกี่ยวข้องระหว่าง รัฐไทยกับสหรัฐอเมริกานั้นเข้ามาอีก ดังนั้นก็จะต้องมีการสร้างความชัดเจนก่อนที่จะ ตัดสินใจว่าโดยสิทธิของกระผมนั้นจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบให้รัฐบาลไทยไปเจรจา ในความตกลงดังกล่าวนี้ ขอบคุณท่านประธาน
เชิญท่านพิษณุ หัตถสงเคราะห์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พิษณุ หัตถสงเคราะห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดหนองบัวลําภู ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้รัฐบาลได้เสนอร่างกรอบการเจรจาระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการทําตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ที่ไม่ว่าการทําสัญญาหรือข้อตกลงใด ๆ ก็ตามแต่ จะต้องให้สภา แห่งนี้ได้มีโอกาสรับรู้ รับทราบ และรับเห็น ร่างที่เรากําลังถกเถียงกันหรือว่าหาข้อยุติกันวันนี้ เป็นความตกลงเรื่องภาษีอากรระหว่างประเทศและการปฏิบัติตามฟอเรน แอ็คเคานท์ แท็กซ์ คัมไพลอันซ์ แอคท์ หรือถ้าเรียกสั้น ๆ ก็คือแฟทกา ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา ท่านประธานครับ ถ้าฟังดูเผิน ๆ ก็ดูน่ากลัวพอสมควร เพราะเปรียบเสมือนหนึ่งว่าประเทศไทย จะต้องส่งข้อมูลเหล่านั้นให้กับสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นข้อมูลทางด้านการค้า แต่ถ้าลงไปดู ในรายละเอียดให้ชัดเจนแล้ว เอาง่าย ๆ ว่าข้อตกลงนี้เป็นการทําระหว่าง ๒ ประเทศ คือประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกา ข้อตกลงนี้ถ้าทําแล้วมีผลกระทบกับใคร สําคัญ ที่สุดจะมีผลกระทบกับชาวสหรัฐอเมริกาที่มาลงทุนในประเทศไทย ถามว่าทําไมเราต้องทํา ข้อตกลงนี้ ทําแล้วได้อะไร และที่สําคัญคือไม่ทําแล้วได้อะไรหรือเปล่า หรือเสียอะไร หรือเปล่า จากข้อสังเกตแล้วก็ข้อมูลที่ได้รับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะครับ ขณะนี้ข้อตกลง แฟทกาของสหรัฐอเมริกา ซึ่งสหรัฐอเมริกาเองพยายามที่จะทําความตกลงนี้กับทุกประเทศ ที่ค้าขายกับสหรัฐอเมริกา ถามว่าทําเพื่ออะไร ทําเพื่อสหรัฐอเมริกาเองจะได้มีข้อมูลในการ จัดเก็บภาษีคนในสหรัฐอเมริกาที่ไปลงทุนต่างประเทศ เข้าใจให้ตรงกันนะครับ คนสหรัฐอเมริกาที่ไปลงทุนต่างประเทศ เขาไม่ได้จะมาเก็บภาษีคนไทยหรือใด ๆ ทั้งสิ้น เขาเพียงต้องการข้อมูล แลกเปลี่ยนข้อมูลว่าถ้าบริษัทเอ (A) ไปลงทุนในประเทศไทยแล้ว มีกําไรเท่าไร เสียภาษีเท่าไร นี่คือข้อตกลงที่จะนําไปสู่สิ่งที่จะเกิดขึ้น ๘๐ ประเทศขณะนี้ เท่าที่เช็ก (Check) ข้อมูลจากกระทรวงการคลังครับท่านประธาน มีทั้งหมด ๙ ประเทศ ที่ทําข้อตกลงแล้ว ผมอ่านให้ฟังเพื่อความสบายใจ ก็มีสหราชอาณาจักร ประเทศเดนมาร์ก ประเทศเม็กซิโก ประเทศเยอรมัน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศนอร์เวย์ ประเทศสเปน และประเทศไอร์แลนด์ ๙ ประเทศนี้ทําข้อตกลงกับอเมริกาไปเรียบร้อยแล้ว ยังเหลืออีกประมาณ ๖๐-๗๐ ประเทศ ซึ่งกําลังดําเนินการอยู่ และประเทศที่คาดว่าจะเจรจา แล้วเสร็จในปีนี้ คือปี ๒๕๕๖ คือปี ๒๐๑๓ คือฝรั่งเศส อิตาลี แคนาดา ฟินแลนด์ เกิร์นซีย์ เนเธอร์แลนด์ ไอส์ออฟแมน และยังมีเจรจาอยู่ กําลังทําการเจรจากันอยู่อีกเยอะครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นพี่น้องพี่น้องประชาชนที่ฟังวิทยุรัฐสภาอยู่ขณะนี้ หรือถ่ายทอดอยู่ก็อย่างเพิง ตกใจว่าเราจะไปเสียดินแดนหรือเสียงข้อตกลง หรือเสียเปรียบอะไรกับประเทศ สหรัฐอเมริกา ไม่มีครับท่านประธาน และที่สําคัญที่เรากําลังทํากันอยู่นี้เป็นข้อตกลงหรือเป็น กรอบเจรจาเบื้องต้นที่รัฐบาลต้องขออนุมัติจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ (๒) เท่านั้น ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะทําหรือไม่ทํานะครับ เพียงแต่ว่ารัฐบาลวันนี้มาขอกรอบในการ เจรจาเพื่อที่จะไปตกลงกัน กลับมาที่คําถามว่า ทําไมต้องทํา ผมเรียนท่านประธานว่าประเทศ สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดที่ใหญ่ ๑ ใน ๓ ที่เราส่งออกไป ทุก ๆ ปีเราส่งสินค้าไปประเทศ สหรัฐอเมริกาประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะเดียวกันเราก็นําเข้าจาก ประเทศสหรัฐอเมริกาประมาณ ๖,๐๐๐-๘,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ พูดง่าย ๆ เราเกินดุล กับประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านทุกปี เพราะฉะนั้นในกรณีที่มี การร้องขอจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเพื่อที่จะให้เราบริหารการค้ากันระหว่างประเทศทั้ง ๒ ฝั่ง ทั้งประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกา และโดยเฉพาะสิ่งที่เขาต้องการคือข้อมูลใน การลงทุนของพลเรือนสหรัฐอเมริกาที่มาลงทุนในประเทศไทยว่าทําอะไรบ้าง ทําแล้วมี กําไรไหม ทําแล้วได้ประโยชน์อะไรเสียภาษีตามรัฐบาลไทยเท่าไร เหลือเงินเท่าไร นี่คือสิ่งที่ เขาต้องการ เพราะสิ่งที่ประเทศสหรัฐอเมริกาทําขณะนี้ต้องการที่จะเปิดเผยเสรีโปร่งใสและ เป็นธรรมกับการค้าทั่วโลก ผมคิดว่าเป็นการรักษาตลาดการลงทุนของประเทศสหรัฐอเมริกา ในประเทศไทย ซึ่งโดยข้อเท็จจริงของกฎหมายแล้วทําไมประเทศไทยต้องทําชัดเจนนะครับ รักษาตลาดไว้ ทําแล้วได้อะไร หรือเสียอะไร ท่านประธานครับ สิ่งที่เขาต้องการคือข้อมูล ด้านภาษีที่แท้จริง คนประเทศสหรัฐอเมริกาที่มาลงทุนในประเทศไทย ลงทุนเท่าไร ค้าขายอะไร หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วมีกําไรเท่าไร นี่คือสิ่งที่เขาอยากจะรู้ แต่ทําแล้วได้อะไร ผมอยากฝากท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง วันนี้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังนั่งอยู่ นะครับ พี่ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย ก็คือว่าถ้าทําข้อตกลงนี้เมื่อเขารู้เรา เราก็ต้องรู้เขาด้วยนะครับ ในข้อตกลงที่จะทําเกิดขึ้นนี้ นอกจากว่าสถาบันการเงินไทยจะต้องส่งข้อมูลทางด้านการค้า การลงทุนของบริษัทข้ามชาติที่สัญชาติสหรัฐอเมริกา ให้ประเทศสหรัฐอเมริการู้แล้ว เขาก็จะต้องส่งข้อมูลเหล่านี้ สถาบันการเงินที่อยู่ประเทศสหรัฐอเมริกาก็ต้องส่งข้อมูล ของบริษัทไทยที่ไปลงทุนข้ามชาติในประเทศสหรัฐอเมริกาว่าคนไทยเหล่านั้นไปลงทุน ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้กําไรเท่าไร ขาดทุนเท่าไร เสียภาษีอะไรอย่างไร ต้องมีทั้ง ๒ ด้าน ไปและกลับ เพื่อที่จะไม่เป็นการเสียเปรียบระหว่างทั้ง ๒ ประเทศ ถามว่าถ้าเราไม่ทํา ข้อตกลงนี้ได้ไหม หรือเราจะเสียอะไร ท่านประธานครับ ขณะนี้ ๘๐ ประเทศกําลัง ดําเนินการพูดคุยกันเตรียมตัวทําข้อตกลงมี ๙ ประเทศที่ลงนามไปแล้ว ตามที่ผมนําเรียน ท่านประธานไปถามว่าถ้าเราไม่ทําจะเกิดอะไรขึ้น จริง ๆ รัฐบาลไทยไม่ทําก็ไม่ได้เสียหายอะไร เพราะว่าไม่มีข้อบังคับใด ๆ ทั้งสิ้น แต่สิ่งที่จะเสียที่เห็นชัดเจนก็คือสถาบันการเงินของไทย ซึ่งเป็นประเทศที่จะต้องทําสัญญาแฟทกากับเขา ถ้าหากว่ารัฐบาลนั้นไม่ทําหรือว่าสถาบัน การเงินนั้นไม่ไปลงทะเบียนกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกาก็จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ ๓๐ ของเงินที่อยู่ภายใต้ระบบภาษีของประเทศสหรัฐอเมริกา พูดง่าย ๆ ก็คือจะโดนหักที่ประเทศ สหรัฐอเมริกานะครับ ไม่ได้โดยหักที่ประเทศไทย เพราะฉะนั้นสถาบันการเงินทุกสถาบัน ของไทยถ้ายังต้องการที่จะติดต่อสัมพันธ์หรือค้าขายกับประเทศสหรัฐอเมริกา และไม่ต้องการที่จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายทันทีร้อยละ ๓๐ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกานี้ ผมมั่นใจว่า ไม่เกินวันที่ ๒๕ เมษายนนี้ ทุกคนคงจะต้องเข้าระบบกับการทําสัญญาดังกล่าว แม้ว่ารัฐบาล ไทยจะมีหรือไม่มีข้อตกลงแฟทกากับประเทศสหรัฐอเมริกา แต่เพื่อเป็นการรักษาประโยชน์ ของบริษัทเหล่านั้น บริษัทสถาบันการเงินของประเทศไทยคงต้องลงนามอยู่ดี เพราะฉะนั้น ถามว่าทําไมเราไม่ทําให้มันถูกต้อง ทําไมรัฐบาลไทยไม่มาเปิดเป็นหน้าเสื่อ เป็นเจ้าภาพ เพื่อที่จะไปตกลงให้มันชัดเจน ให้การค้าระหว่างประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างที่เขาต้องการก็คือ เปิดเผย เสรี โปร่งใส และเป็นธรรม ถ้าการค้า ค้าขายกับแบบตรงไปตรงมา ท่านประธานครับ ไม่ว่าจะไปทําธุรกิจที่ไหน มีกําไรเกิดขึ้น ก็ต้องไปสู่ระบบการเสียภาษี ซึ่งผมเองในฐานะสมาชิกรัฐสภาคิดว่าเรามีความจําเป็นอย่างยิ่งถ้าเราต้องการที่จะค้าขาย กับเขา ต้องการค้าขายกับประเทศสหรัฐอเมริกา รักษาตลาดส่งออก ซึ่งอยู่อันดับ ๓ ของประเทศไทยคิดว่าเรามีความจําเป็นอย่างยิ่งถ้าเราต้องการที่จะค้าขายกับเขา ต้องการจะ ค้าขายกับสหรัฐอเมริกา รักษาตลาดส่งออกซึ่งอยู่อันดับ ๓ ของประเทศไทยปีละ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เราคงจําเป็นที่จะต้องได้ดําเนินการทําข้อตกลงแฟทกาอันนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็ฝากทางรัฐบาลซึ่งจะไปเจรจาว่าต้องรู้เขา และรู้เรา เราถึงจะสามารถ ทําธุรกิจได้อย่างถูกต้องยุติธรรมทั้ง ๒ ฝ่าย ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ท่านรัชดา ธนาดิเรก แล้วตามด้วยท่านคุณหมอสุกิจนะครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน รัชดา ธนาดิเรก สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ตามที่รัฐบาล ได้เสนอร่างกรอบการเจรจาความตกลงเพื่อความร่วมมือด้านภาษีอากรระหว่างประเทศ และการปฏิบัติตามแฟทกา เพื่อประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกาจะได้ไปเจรจากันนั้น ดิฉันเห็นด้วยโดยหลักการ แต่ว่าแนวทางในการปฏิบัติจะเป็นไปอย่างไรก็คงต้องใช้เวลา ในการพิจารณาต่อไป ดิฉันมีข้อสังเกตบางประการที่อยากจะกราบเรียนท่านประธาน เพื่อผ่านไปยังทางรัฐบาลนะคะ การที่รัฐบาลมาขออนุมัติกรอบเจรจาในครั้งนี้ เพื่อที่จะให้ สถาบันการเงินไทยได้ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่าแฟทกาของสหรัฐอเมริกา เพื่อจะได้ไม่เกิดผลกระทบในทางลบในการดําเนินการธุรกิจ กฎหมายแฟทกาฉบับนี้ได้ผ่าน สภาคองเกรสมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ แต่รัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพิ่งจะเอาเรื่องนี้ เข้าคณะรัฐมนตรีในเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๕๖ ถามว่า ๓ ปี หลังจากที่สหรัฐอเมริกาได้ผ่าน กฎหมายฉบับนี้ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ทั่วโลกรับทราบกันดีว่ามันจะมีผลต่อการดําเนินงานของ สถาบันการเงินที่มีลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเป็นชาวสหรัฐอเมริกา เพราะกฎหมายฉบับนี้จะเป็นเงื่อนไขว่าหากสถาบันการเงินไม่ว่าจะเป็นบริษัทหลักทรัพย์ บริษัทจํากัด บริษัทกองทุน ธุรกิจประกันภัย หรือบริษัทธนาคารต่าง ๆ นั้น หากมีลูกค้า เป็นชาวสหรัฐอเมริกานั้นจะต้องส่งรายละเอียดบัญชีลูกค้าไปยังกรมสรรพากร ซึ่งถ้าไม่ ปฏิบัติตาม หากบริษัทเหล่านั้นมีสาขาอยู่ในสหรัฐอเมริกาก็จะต้องถูกหักภาษี ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ณ ที่จ่ายในสหรัฐอเมริกา หรืออาจจะปฏิเสธการทําธุรกรรมจากสถาบันการเงินอื่น ๆ ที่รับรองว่าจะปฏิบัติตามกฎของแฟทกา สิ่งเหล่านี้มันมีผลกระทบค่ะ มันเป็นเรื่องด่วน เป็นเรื่องที่รัฐบาลควรจะพิจารณาตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศ แต่ทําไมบริหารประเทศ ไปแล้ว ๒ ปีเต็ม ๆ ถึงเอาเรื่องนี้เข้าคณะรัฐมนตรี ถามว่าใช้เวลาไปทํา อะไรอยู่ เมื่อเอาเรื่อง เข้าคณะรัฐมนตรีแล้ว เอาเรื่องไปสื่อสารให้กับสถาบันการเงินรับทราบ ไปทําประชาพิจารณ์ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต (Internet) หรือในวิถีทางใดดิฉันไม่ทราบ แต่ดิฉันคิดว่ามันเป็นความ จําเป็นที่รัฐบาลจะต้องเอาผลการรับฟังข้อมูลข่าวสารจากสถาบันการเงินตรงนั้นมารายงาน ให้สมาชิกรัฐสภา วันนี้เราเห็นเพียงเอกสาร ๒-๓ แผ่น ที่พูดถึงความจําเป็นที่เราจะต้องไปทํา และกรอบการเจรจาเพียงแค่ ๔-๕ ข้อ ดังนั้นโดยหลักการดิฉันต้องขอกราบเรียน ท่านประธานว่าดิฉันเห็นถึงความจําเป็น แต่ในทางปฏิบัติข้อมูลเพียงให้มาแค่นี้ ดิฉันไม่แน่ใจ ว่าดําเนินการไปแล้วจะสามารถเดินหน้าต่อไปอย่างรอบคอบและเป็นประโยชน์ต่อประเทศ ต่อสถาบันการเงินได้จริงหรือเปล่า ดิฉันมีข้อคําถามนะคะ ในเมื่อรัฐบาลบอกว่า ๘๐ ประเทศ เขากําลังดําเนินการเจรจาในเรื่องนี้กับรัฐบาลสหรัฐอเมริกาอยู่ แล้วเขามีรูปแบบในการเจรจา อย่างไร ท่านหาข้อมูลเอามาให้พวกเราได้ไหมคะ ท่านบอกว่ามีหลายประเทศเขาได้ ดําเนินการทําข้อตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ท่านเอามาให้เราดูได้ไหมคะว่ารูปแบบในการ ทําข้อตกลงนั้นเขาเป็นอย่างไร ท่านขออนุมัติจากสภาไปทําการเจรจา คําว่า เจรจา แปลว่า ทั้ง ๒ ฝ่ายต่างได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ซึ่งกันและกัน วันนี้เราจะได้อะไรจากการเจรจาตรงนี้ เพราะดิฉันไม่อยากให้สุดท้ายแล้วเป็นการที่ประเทศไทยถูกบังคับให้สถาบันการเงินไทย ต้องทําตามกฎหมายสหรัฐอเมริกาแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยที่สถาบันการเงินไทยหรือประเทศไทย ไม่ได้ผลประโยชน์อันใดเลยจากการเจรจาในครั้งนี้ มากไปกว่านั้นนะคะ ณ ช่วงเวลาที่รัฐบาลไม่ได้มีการดําเนินการใด ๆ เลยที่เกี่ยวข้องกับ แฟทกาในเรื่องนี้ มันมีสถาบันการเงินบางแห่งเขาได้ปฏิเสธที่จะรับลูกค้าที่เป็นสัญชาติ สหรัฐอเมริกา เพราะเขาไม่แน่ใจว่าการเจรจาของรัฐบาลจะสําเร็จลุล่วงทันเดือนมกราคม ปี ๒๕๕๗ หรือเปล่า ท่านประธานคะ แฟทกาผ่านสภาตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ แล้วเขาจะกําหนด มาตรการลงโทษในเดือนมกราคมปีหน้านี้ ในเมื่อรัฐบาลไม่ได้มีการดําเนินการใด ๆ ในช่วง เวลาที่ผ่านมา สถาบันการเงินบางแห่งเขาได้ปฏิเสธลูกค้าสหรัฐอเมริกาไปแล้ว ท่านได้ไป สอบถามไหมคะว่ามันเกิดความเสียหายอย่างไร มันมีจํานวนลูกค้าคิดเป็นมูลค่าวงเงินเท่าไร ของบัญชีลูกค้าเหล่านั้นที่เขาเสียหาย และมันก็มีสถาบันการเงินบางแห่งที่เขาได้ลงทะเบียน ที่จะตกลงตามข้อตกลงตามกฎหมายของแฟทกาด้วยตัวของเขาเองแล้ว รัฐบาลได้ไปศึกษา ไหมคะว่าเขามีวิธีการที่จะรายงานบัญชีลูกค้าของเขาไปยังกรมสรรพากรสหรัฐอเมริกา อย่างไร มีค่าใช้จ่าย มีต้นทุนในการดําเนินงานอย่างไรบ้าง ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลที่สําคัญที่ จะประกอบการตัดสินใจของสมาชิกรัฐสภา และดิฉันก็คิดว่าในเมื่อตัวแทนของรัฐบาลจะไป เจรจากับสหรัฐอเมริกาท่านก็ต้องมีข้อมูลในเชิงปฏิบัติเช่นนี้ แล้วทําไมถึงไม่เอามาเสนอให้ สมาชิกรัฐสภาได้รับทราบ ได้เห็น ได้อภิปรายกันบ้างเลย ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่า ณ วันนี้เมื่อไม่มีเอกสารรายละเอียดจากรัฐบาลให้มีเพียงแค่กรอบ ๔-๕ ข้อ จะเป็นไปได้ไหมคะ ที่ทางรัฐบาลจะรวบรวมข้อมูล รวมถึงข้อมูลจากการรับฟังความคิดเห็นจากสถาบันการเงินต่าง ๆ แล้วนํากลับมาให้สมาชิกรัฐสภาพิจารณาอ่านอีกครั้งหนึ่งเพื่อเราจะได้สบายใจ และในโอกาสต่อไป เราจะได้มีการอภิปรายในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการดําเนินงานของรัฐบาลต่อไป ขอบคุณค่ะ
เชิญคุณหมอสุกิจครับ น่าจะเป็นท่านสุดท้ายกระมัง เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอแสดงความคิดเห็นและถามคําถามเกี่ยวกับร่างกรอบการเจรจา ความตกลงเพื่อความร่วมมือด้านภาษีอากรระหว่างประเทศและการปฏิบัติตามฟอเรน แอคเคานท์ แท็กซ์ คัมไพล์อันซ์ แอคท์ ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาล แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วก็วงเล็บว่าความตกลง (แฟทกา) ประเด็นแรกนะครับ ตั้งแต่ ชื่อของกรอบการเจรจาได้รับคําทักท้วงจากเพื่อนสมาชิก คุณอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ บอกว่า ทําไมท่านไม่ใช้ภาษาไทย เพราะว่าอีกไม่กี่วันท่านบอกในนี้ว่าท่านจะต้องไปถามความคิดเห็น ของพี่น้องประชาชน ท่านจะไปถามกลุ่มไหนละครับ ถ้าท่านถามประชาชนนี้โดยทั่วไป เขาไม่เข้าใจความหมายของคําว่า ฟอเรน แอคเคานท์ อะไรของท่านนี่ครับ เพราะฉะนั้น น่าจะมีคําแปลเป็นภาษาไทย ซึ่งปกติในทุกร่างทุกกรอบเราก็จะมีคําแปลอยู่แล้วนะครับ ท่านประธาน อันนี้เป็นประเด็นแรกที่เพื่อนสมาชิกได้ฝากทักท้วงมา ท่านประธานครับ อย่างไรประเทศสหรัฐอเมริกาก็ยังถือว่าเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของประเทศไทยเรา เพราะฉะนั้นการที่จะให้มีการจัดการเรื่องภาษีทุกอย่างให้มันรัดกุม ถูกต้อง เพื่อให้นักลงทุน ของเราที่ไปลงทุนในสหรัฐอเมริกาได้เกิดความมั่นใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือไม่ไปเสียเปรียบ ให้กับคนอื่น ๆ เขา และที่สําคัญก็คือไม่ไปทําในสิ่งที่เป็นการหลีกเลี่ยงภาษีโดยที่อาจจะ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ แล้วก็ทําผิดกฎหมายของเขาจนถูกดําเนินคดี เรื่องเหล่านี้น่าจะเป็นเรื่องที่ ถูกต้อง อันนี้ผมพูดในภาพรวมนะครับ ไม่ได้หมายถึงเฉพาะกรอบการเจรจาอันนี้อันเดียว เพราะว่าในสหรัฐอเมริกาเรื่องของภาษีถือเป็นเรื่องที่สําคัญมาก ท่านเบนจามิน แฟรงคลิน ได้เคยกล่าวไว้ว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ยกเว้นความตายและภาษี นะครับ โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง ขณะนี้ในยุคของประธานาธิบดี บารัค โอบามา กําลังประสบกับการขาดทุน ขาดดุล งบประมาณสะสมจํานวนมหาศาลทีเดียว จึงมีความเอาจริงเอาจังกับการจัดเก็บภาษีมากถึง ขนาดประกาศที่จะรีดภาษีคนรวยนะครับ ผมย้ําว่ารีดภาษีคนรวย ตามข้อเสนอของ นายวอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่เขาเรียกกันว่า บัฟเฟตต์ รูม นะครับ และตอนนี้วลีที่เสียดแทงใจคนอเมริกันมาก ที่สุดขณะนี้ก็คือเขาบอกว่า มาเก็บภาษีฉันเถอะ ซึ่งอันนี้ตรงกันข้ามกับประเทศที่อวดร่ําอวด รวยอย่างเรานะครับ ตอนนี้เศรษฐกิจทําท่าที่จะย่อยยับลงไปทุกวัน ๆ ก็ยังไม่มีสํานึก กําลัง จะไปก่อหนี้อย่างมหาศาลอีก ซึ่งจะต้องจ่ายกันตั้งแต่ชาตินี้ยันชาติหน้านะครับ แต่ก็ยังตั้ง หน้าตั้งตาที่จะลดภาษีให้กับคนรวยอย่างเดียว ในขณะที่ของเขานี่เขาพยายามที่จะไปเก็บ ภาษีจากคนรวย แล้วก็ในขณะเดียวกัน ของเราก็ตั้งหน้าตั้งตาที่จะรีดภาษีจากคนที่พออยู่ พอกินไปวัน ๆ แล้วก็คนยากคนจนด้วยครับ ท่านประธานครับ ร่างกรอบเจรจาอันนี้ดีขึ้น ๆ ผมหมายถึง การทํางานของสภาเรานะครับในแง่ของการบริหารเวลา เพราะว่าที่ผมได้ตั้ง ประเด็นไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่ามักจะมาเสนอกันแบบกะทันหัน มาบอกกันล่วงหน้า ช่วงวันสองวัน หรือว่าเป็นชั่วโมงนะครับ แล้วก็ได้เสนอกับทางวิปรัฐบาลไปว่าให้ปรับปรุง ก็ดีครับ ก็ได้มีการปรับปรุง อย่างน้อยก็เลื่อนก่อนล่วงหน้า ๑ สัปดาห์นะครับ ก็ถือว่าดีขึ้น แล้วก็การเจรจาความตกลงก็มีกรอบไปจนถึงวันที่ ๒๕ เมษายน ปีหน้านะครับ ปี ๒๕๕๗ ก็ถือว่ายังมีเวลาให้หายใจหายคอนะครับ ไม่ใช่เหมือนฉบับก่อน ๆ บางฉบับไฟรนก้น จะลง นามกันวันนี้ วันพรุ่งนี้ หรืออีก ๒-๓ ชั่วโมงข้างหน้าถึงจะเอามาให้รัฐสภาพิจารณา ซึ่งหลาย คนก็ไม่มีข้อมูล ไม่ได้ค้นคว้าอะไรมาก่อนนะครับ ที่สําคัญก็คือท่านยังมีเวลาที่จะไปทําอะไร ให้เต็มที่ตามกรอบของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ก็คือท่านสามารถที่จะไปฟังความคิดเห็น ของพี่น้องประชาชนว่าเขาเห็นเป็นอย่างไร โดยเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง เห็นไหมครับ ถ้าคิดจะทําอะไรให้มันเข้าท่าท่านก็ทําได้ แต่ว่าส่วนใหญ่ท่านไม่ทํา ชอบทําอะไรที่มันไม่ค่อย จะเข้าท่า เรื่องของกรอบนี้นะครับบอกว่ามีวัตถุประสงค์ ก็คือเพื่อพัฒนาศักยภาพของระบบภาษี เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา ก็ขอให้มันเป็นจริง อย่างที่พูดเถอะครับ ก็คือแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน อย่าให้เหมือนกับที่ท่านสมาชิกหลายท่าน ได้อภิปรายไปแล้วว่าในท้ายสุดแล้วเขารู้แต่ข้อมูลของเรานะครับ อันนี้ถ้าเป็นการแลกเปลี่ยน ก็หมายความว่าเราก็ต้องมีโอกาสได้รับรู้ข้อมูลของคนของเขาเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเขารู้ข้อมูล ของเราฝ่ายเดียว ถ้าอย่างนี้ก็พอจะพูดกันได้ครับ และก็จะพ่วงการแลกเปลี่ยนข้อมูล ด้านภาษีกับอีก ๘๐ ประเทศ ที่กําลังอยู่ระหว่างเจรจาความตกลงแฟทกา อันนี้ท่านบอกว่า ๘๐ ประเทศนี้อยู่ระหว่างการเจรจาความตกลง อย่างนี้ก็แปลว่ายังไม่มีประเทศไหน ไปเจรจาตกลงเลยสิครับ แล้วเราจะรีบไปทําไม เราจะไม่รอปรึกษาเพื่อน ๆ ของเรา โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียนหรือ ที่เราจะรวมเศรษฐกิจกับเขาเป็นหนึ่งเดียวในวันข้างหน้า เราไม่รอที่จะคุยปรึกษาอะไรกับเขาหน่อยหรือครับ
ข้อความต่อไปครับ ท่านอ้างเหตุผลของการทําความตกลงอันนี้ว่า ถ้าไม่ไปทําความตกลง สถาบันการเงินจะถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ ๓๐ นี้ ผมก็ต้องขอย้อนรอยถามว่าแล้วในปัจจุบันของเราละครับ เราหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายของเขา ในอัตราเท่าไร ผมถามนะครับท่านรัฐมนตรีครับ ทุกวันนี้ที่เขาหักเราร้อยละ ๓๐ ของเขา เราหักเขาไหม แล้วเราหักเท่าไรครับ คือที่ถามอย่างนี้เพราะผมอยากให้เรามีศักดิ์มีศรี มีศักดิ์ศรีบ้างนะครับ ไม่ใช่ว่าเราต้องไปอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของคนอื่นเขาอยู่ร่ําไป เขาจะบีบ อย่างไรเราก็ต้องไปเล่นตามเกมของเขา เจ้าหน้าที่ที่มาชี้แจงในที่ประชุมวิปบอกว่า เมื่อไปทํา ความตกลงฉบับนี้แล้วภาษีเงินได้ที่บอกเมื่อสักครู่ว่าทางสถาบันการเงินของเราต้องโดนหัก ภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ ๓๐ จะเหลือร้อยละ ๐-๑๕ ขอคํายืนยันกับท่านรัฐมนตรีครับ ว่าที่เขา ชี้แจงมาจริงหรือเปล่า ถูกต้องหรือเปล่าครับ และผมสงสัยจริง ๆ ครับว่าภาษีเงินได้ร้อยละ ๐ ในโลกนี้มีด้วยหรือครับ ก็ต้องถามครับเห็นจะมีแต่รถยนต์ตกรุ่นเท่านั้นละครับที่ดอกเบี้ย ๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านสับสนหรือไม่ครับ ท่านประธานครับ หลังจากที่ได้ฟังคําอภิปราย จากเพื่อนสมาชิกหลายท่านแล้ว ผมก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มีความสําคัญมากเดิมฟังเมื่อวานในที่ ประชุมวิปก็รู้สึกกังวลนิดหน่อยเท่านั้น แต่เมื่อฟังหลาย ๆ คําถามจากท่านเกียรติก็ดี จากท่านอลงกรณ์ก็ดี จากดอกเตอร์รัชดาก็ดีนะครับ รู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของศักดิ์ศรีของ ประเทศ เป็นเรื่องของอํานาจอธิปไตยของประเทศด้วย เพราะฉะนั้นท่านจะให้พวกเราผ่าน ร่างนี้ไป ท่านต้องตอบให้ชัดเจนในทุกคําถาม รวมทั้งคําถามของผมด้วยนะครับ ไม่อย่างนั้น แล้วพวกผมก็ไม่รู้ว่าจะผ่านกรอบข้อตกลงซึ่งมีความสําคัญต่อประเทศชาติต่อระบบเศรษฐกิจ ต่อการลงทุนของประเทศอย่างมากมายมหาศาลอย่างนี้ครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ก่อนอื่นต้องขอกราบขออภัยที่ท่านรัฐมนตรีว่าการ ท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ ณ ระนอง ติดรัฐพิธีเลยจะมาช้าไปนะครับ แต่ในระหว่างนี้ในส่วนไหนที่ผมพอตอบได้ ผมก็ขออนุญาตตอบไปก่อนนะครับ จากการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกทั้งฝ่ายค้านและ ฝ่ายรัฐบาลได้มีความเห็นตรงกันครับว่า สิ่งที่ทํานั้นมีประโยชน์ แต่การที่จะทําให้มีประโยชน์ แล้วก็ดํารงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของประเทศนั้นก็เป็นเรื่องสําคัญนะครับ กระผมขอกราบเรียนว่า เรื่องนี้รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ แล้วก็มีความตระหนักในเรื่องนี้เป็นอย่างดี ต้องขอกราบเรียนว่า มูลเหตุสําคัญที่ทําให้ต้องมีการพูดคุยในกฎหมายฉบับนี้ และดูเหมือนว่าจําเป็นจะต้องทําตามนี้ คําตอบง่าย ๆ ก็คือว่าเราเป็นคนที่ค้าขายได้เปรียบเขาอยู่เยอะ ทุกวันนี้อย่างที่ท่าน ส.ส. พิษณุ หัตถสงเคราะห์ ได้เรียนแจ้งต่อที่ประชุมไปว่าเรานําเข้าสินค้าจากสหรัฐอเมริกา ประมาณ ๘,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีนะครับ แต่เราส่งออกเข้าประเทศเขาประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มว่า เราได้มีการลงทุนในหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา โดยคนไทยนี่นะครับ ข้อมูลเมื่อปี ๒๕๕๕ ประมาณเกือบ ๔,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณแสนกว่าล้านบาท เพราะฉะนั้นคู่ค้าที่สําคัญตรงนี้จึงเป็นสิ่งที่เราต้องรักษาไว้ ขณะเดียวกันการรักษาไว้นั้นเราก็จําเป็นอย่างยิ่งครับว่าจะต้องรักษาเกียรติยศ แล้วก็สิทธิ ประโยชน์ของประเทศเราด้วย ท่าน ส.ส. รัชดา ได้บอกว่ากรณีข้อมูลต่าง ๆ ที่ประเทศ เหล่านั้นได้มีการไปตกลงแล้วทําไมจึงไม่มีมาให้กับสมาชิกบ้าง ก็ต้องขอกราบเรียนครับว่า มันมีข้อมูลอยู่หลายระดับพอสมควรครับ คือประเทศที่ทําการตกลงแฟทกานี้กับสหรัฐแล้ว มีอยู่ ๙ ประเทศครับ ซึ่งเป็นประเทศค่อนข้างที่จะเป็นประเทศใหญ่ เป็นประเทศฝรั่งนะครับ มีประเทศอังกฤษ เดนมาร์ก เม็กซิโก เยอรมัน ญี่ปุ่น สวิสเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ สเปน และไอร์แลนด์ ส่วนประเทศที่คาดว่าจะเจรจาทําความตกลง ๒ ฝ่ายให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ ก็คาดว่าจะมีฝรั่งเศส อิตาลี แคนาดา ฟินแลนด์ เกิร์นซีย์ เจอร์ซีย์ เนเธอร์แลนด์แล้วก็หมู่ เกาะไอส์ ออฟ แมน ประเทศที่อยู่ระหว่างการหารือก่อนเข้าทําความตกลง ๒ ฝ่าย ก็มี อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย เบลเยียม หมู่เกาะเคย์แมน ไซปรัส เอสโตเนีย ฮังการี อิสราเอล เกาหลีใต้ ลิกเตนสไตน์ มาเลเซีย มอลตา นิวซีแลนด์ สาธารณรัฐสโลวัก สิงคโปร์ สวีเดน และประเทศที่อยู่ในระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการทําความตกลงของทั้ง ๒ ฝ่าย ตัวอย่างเช่น เบอร์มิวดา บราซิล หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน ชิลี สาธารณรัฐเช็ก ยิบรอลตาร์ อินเดีย เลบานอน ลักเซมเบิร์ก โรมาเนีย เซเชลส์ เกาะเซนต์มาร์ติน สโลวาเนีย แอฟริกาใต้ ผมคิดว่าประเทศไทยก็อยู่ในกลุ่มท้าย ๆ กลุ่มที่ ๓ กลุ่มที่ ๔ นี่ละครับ คืออยู่ในระหว่างของ การที่จะทําการหารือกับสมาชิกของเราในประเทศแล้วก็เพื่อนประเทศในอาเซียนด้วยนะครับ สาเหตุที่เราช้าที่ว่ามีการประกาศใช้ตั้งแต่ปีก่อนแล้ว ขอโทษนะครับผมขอหาเอกสารสักครู่หนึ่ง ถามว่าทําไมถึงเพิ่งทํานะครับ ก็ขออนุญาตตอบว่ากฎหมายนี้ได้มีการออกมาเมื่อปี ๒๕๕๓ จริงครับ แต่ออกมาปลายปี แล้วเป็นหลักการของกฎหมายโดยทั่ว ๆ ไปตัวรายละเอียดของ กฎหมายเพิ่งจะออกมาจริง ๆ ในปี ๒๕๕๖ นี้ครับ เมื่อต้นปี การเตรียมการของภาครัฐ โดยกระทรวงการคลังก็ได้เริ่มเตรียมการศึกษามาตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ และปี ๒๕๕๕ แล้ว และเมื่อกฎหมายฉบับนี้สมบูรณ์ออกมาแล้ว เมื่อต้นปี ๒๕๕๖ ทางกระทรวงการคลัง จึงได้มีแนวนโยบายที่จะทําความตกลงกับสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเล็งเห็นผลกระทบที่ชัดเจน ที่จะเกิดต่อสถาบันการเงินของประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพ จากการทําความตกลง แฟทกานั้น มีประโยชน์หรือไม่ อย่างไร หรือเป็นเพียงการบีบบังคับของสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ก็ขออนุญาตตอบว่ารัฐบาลจะเลือกทําความตกลงในรูปแบบที่จะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน นะครับ เพื่อที่ประเทศไทยจะได้รับข้อมูลรายได้ของคนไทยและนิติบุคคลไทยที่เกิดขึ้น ในสหรัฐอเมริกา เพื่อพัฒนาระบบการจัดเก็บภาษีของไทยนะครับ รัฐบาลได้ศึกษาแล้ว และเห็นว่ามีความจําเป็นที่จะต้องทําความตกลงเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสถาบัน การเงินของไทยซึ่งมีหลากหลายรูปแบบด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงิน หรือเรื่อง เกี่ยวกับหลักทรัพย์ต่าง ๆ ซึ่งจะรับผลกระทบมากจากการที่ได้กราบเรียนท่านที่เคารพ ไปนะครับ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ นั้นเราโอนถ่ายจากสถาบันการเงินมายังรัฐ เนื่องจากภาครัฐ เป็นตัวกลางในการทําความตกลงกับสหรัฐอเมริกาและส่งข้อมูล การจัดเตรียมข้อมูลก็เป็น หน้าที่ของสถาบันการเงินอยู่ ก็ขออนุญาตในระหว่างที่เพื่อนสมาชิกต้องการที่จะรับทราบ รายละเอียดเพิ่มเติมไปกว่านั้น ในตัวของท่านรัฐมนตรีที่รับผิดชอบโดยตรงก็คือ รัฐมนตรีว่าการนะครับ ท่านยังติดภารกิจอยู่ ตัวกระผมเองก็ขออนุญาตตอบในประเด็น เท่าที่มีคําถามแล้วก็ได้รับคําชี้แจงมา ถ้าหากว่ามีอะไรที่ตกไปก็ถามซ้ําครับ แล้วผมก็จะได้ หาคําตอบมาเพิ่มครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านเกียรติครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน เกียรติ สิทธีอมร สมาชิกรัฐสภา พอดีท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการเข้ามาหลังจาก รัฐมนตรีว่าการ ท่านอาจจะตกคําถามของผมหลายคําถามทีเดียว ผมขอความชัดเจนนะครับ
ประการแรก ต้องแก้กฎหมายฉบับใดครับ ผมเข้าใจว่าท่านอาจจะต้อง ประมวลรัษฎากรนะครับ มาตรา ๑๐ อันนี้จะต้องแก้ใช่ไหมครับ ยืนยันนะครับ แล้วจะแก้ จะแก้แบบไหนครับ
ประการที่ ๒ ที่ถามไปแล้วท่านก็ยังไม่ได้ตอบก็คือว่า ระบบโครงสร้างภาษี ของสหรัฐอเมริกาเขาเรียก เวิลด์ไวด์ แท็กซ์ (Worldwide Tax) ไม่ว่าจะมีเงินได้ที่ไหน เป็นบุคคลที่เป็นสหรัฐอเมริกา เขาใช้คําว่า ยูเอส เพอเซิน (US Person) ทั้งนิติบุคคล และบุคคลนะครับ แล้วรวมไปถึงคนที่มีกรีนการ์ด (Green Card) ด้วยนะครับ ไม่ใช่เป็น คนสัญชาติอเมริกันอย่างเดียว ไม่ว่ามีเงินได้ที่ไหนเขาคิดภาษีหมดครับทั้งโลก ของเราเป็นอีก ระบบหนึ่ง การที่เราไปแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเขาทั้ง ๆ ที่รายได้ของบุคคลไทย นิติบุคคลไทย ที่อาจจะมีในสหรัฐอเมริกามีการเสียภาษีที่สหรัฐอเมริกาแล้ว เราเอามามันจะมีประโยชน์ อย่างไรครับ ท่านบอกเราได้ประโยชน์ ได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง ขอความชัดเจนครับ ระบบภาษี โครงสร้างภาษี ไม่เหมือนกันเลย ท่านกิตติรัตน์พูดเมื่อสักครู่บอกว่าพวกเรา เห็นประโยชน์แล้ว ผมยังไม่เห็นครับ ผมเห็นประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาครับ แต่ผมยังไม่เห็น ประโยชน์ของประเทศไทยครับ โครงสร้างไม่เหมือนกันนะครับ แต่จะมีประโยชน์ ถ้าเป้าหมายของทางกระทรวง คือการที่ได้ข้อมูลมาแล้วมีการตรวจสอบเพิ่มเติมว่า บุคคล หรือนิติบุคคลเหล่านั้นมีการตั้งบัญชีในสหรัฐอเมริกา เพื่อเป็นการบริหารภาษีที่จะต้องจ่าย ในประเทศไทย หรือพูดง่าย ๆ อาจจะมีการหลีกเลี่ยงภาษีที่เกิดขึ้นจากรายได้ในประเทศไทย แต่โยกย้ายไปอยู่สหรัฐอเมริกา ท่านก็ต้องมีความชัดเจนนะครับว่าท่านจะไปไกลแค่ไหน ตรงนี้ท่านรัฐมนตรีเมื่อสักครู่ยังไม่ได้ตอบนะครับ ในแง่ของประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกามี ข้อตกลงสนธิสัญญาภาษีซ้อนอยู่แล้ว และที่ผ่านมาก็มีปัญหาในเรื่องการเปิดเผยข้อมูล ตรงนี้จะมีการปรับปรุงสนธิสัญญาภาษีซ้อนหรือเปล่าในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพราะในช่วงผ่านมา ถึงมีสนธิสัญญาภาษีซ้อน แต่การดําเนินการมันมีปัญหา เพราะไม่สามารถที่จะมีการเปิดเผย ข้อมูลได้ตามประมวลรัษฎากร และท่านก็ยังไม่ได้มีการปรับปรุงแก้ไขอะไร มันก็เลยทําให้ สนธิสัญญาภาษีซ้อนเป็นหมันโดยปริยาย ไม่ได้มีการใช้มากมายเท่าไร ตรงนี้ทางกระทรวง จะว่าอย่างไร
อีกประการหนึ่งที่ผมถามไปก็คือว่า มันไม่ใช่เฉพาะข้อมูลทางบัญชีเท่านั้นนะครับ ถ้าท่านไปดูในหลักการของแฟทกาของสหรัฐอเมริกามันรวมไปถึงทรัพย์สินอื่น ๆ ที่มี การถือแทน หรือถือให้ในบัญชีที่เขาเรียกว่า คัสโทเดียน แอคเคานท์ (Custodian Account) บัญชีถือแทน ตรงนี้ท่านก็ไม่ตอบ ก็ยังไม่มีความชัดเจน แล้วท่านจะให้พวกเราให้ความเห็น ทั้ง ๆ ที่ภาพที่ท่านฉายให้เรามันยังมีความกํากวมอย่างมากนะครับ เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรี ก่อนที่ท่านจะออกไปแล้วผมพยายามถาม แล้วท่านประธานให้ผมถามตอนนี้นะครับ แต่รัฐมนตรีไม่อยู่แล้ว ท่านพูดว่าไทยก็อยากได้ข้อมูล เพราะฉะนั้นท่านยืนยันนะครับ ท่านจะไปในโมเดล (Model) ที่เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล ไม่ใช่เป็นการให้ฝ่ายเดียว อันนี้ขอความชัดเจน ยืนยันนะครับ จะได้บันทึกไว้ในสภา แต่เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรี พูดไปไกลกว่านั้นอีกครับ ท่านบอกว่าอาจจะไปขอข้อมูลในลักษณะจากประเทศอื่น ๆ ด้วย ลักษณะพหุภาคี ผมว่าท่านสับสนหรือเปล่าครับ ข้อตกลงที่ท่านขอพวกเราคือทวิภาคีครับ แล้วจะเอาทวิภาคีไปขอข้อมูลพหุภาคีทําได้หรือครับ ท่านรัฐมนตรีช่วยตอบด้วยนะครับ เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีว่าการและรองนายกรัฐมนตรี ท่านกิตติรัตน์เป็นคนพูดอย่างนั้นเอง ผมบันทึกไว้ เราจะทําได้อย่างไรครับ สิ่งที่ท่านขอพวกเรานี้ไม่ใช่พหุภาคีนะครับ แล้วเป็น การทํากับสหรัฐอเมริกาฝ่ายเดียว แล้วอยู่ดี ๆ ท่านบอกว่าท่านจะไปเจรจาให้สหรัฐอเมริกา ถ้ามีสัญญากับประเทศอื่น ๆ ด้วย ให้ประเทศเหล่านั้นให้ข้อมูลเราด้วย มีหรือครับ เป็นไปได้ หรือครับ มันเป็นไปไม่ได้ครับท่านประธาน ตรงนี้ก็ขอความชัดเจน
อีกส่วนหนึ่งในคําถามของผมอีกหลายคําถามไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ ท่านจะว่าอย่างไร เกาะฟอกเงินจะเป็นอย่างไร ที่เดลาแวร์ (Delaware) ก็มีนะครับ เดลาแวร์ในสหรัฐก็มีจะทําอย่างไร ท่านรัฐมนตรีตอบว่ายังไม่รู้ว่าจะจบอย่างไร ถ้าท่านตอบ อย่างนี้จะให้พวกเราอนุมัติให้ท่านอย่างไรครับ ปกติกรอบการเจรจามันต้องมีเป้าหมาย ที่ชัดเจนกว่านี้ครับ ไม่ใช่ตอบอย่างนี้ครับ ขอความชัดเจนด้วยครับ แค่ขอว่าตอบให้ตรงครับ ไม่จําเป็นต้องประดิดประดอยถ้อยคําครับ ขอความตรงไปตรงมา และเมื่อสักครู่ที่ท่าน ตอบท่านรัชฏาภรณ์ถามว่า ทําไมพึ่งทํา แล้วท่านตอบว่า มันยังไม่ช้า เพราะปี ๒๕๕๓ ทําไม ท่านไม่ตอบความจริงครับว่าตอนแรกท่านกิตติรัตน์ไม่เห็นด้วย นี่คือความจริงครับ แล้วก็ ดีเลย์ (Delay) มาเรื่อยทําให้ช้ามาเรื่อย ช่วงแรกท่านกิติรัตน์ไปพูดกับสมาคมธนาคารไทยเอง บอกว่าไม่เห็นด้วย แล้วไปบอกว่าพวกคุณไปทํากันเอง มันถึงช้าอย่างไรครับ บอกความจริง เถอะครับ พวกเรารับได้ความจริง แต่ไม่ต้องบอกว่าท่านทําเร็วแล้ว ไม่ใช่ครับ มันช้ามา เพราะตอนแรกท่านกิตติรัตน์ไม่ยอมทํา แล้วผลักภาระให้เป็นเรื่องของสถาบันการเงินให้ไป ทํากันเอง ขอความจริงนะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
เชิญท่านอลงกรณ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมได้ตั้งประเด็นคําถามหลายคําถามนะครับ บางประเด็น ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจง บางประเด็นยังไม่ได้ชี้แจง สําหรับประเด็นที่ใคร่ขอคําชี้แจง จากท่านรัฐมนตรีรวมไปถึงท่านรัฐมนตรีต่างประเทศที่รับฟังอยู่ขณะนี้ ก็คือ ความร่วมมือ ในลักษณะกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีต่อกฎหมายแฟทกาของสหรัฐอเมริกา ผมได้ยกตัวอย่าง ว่ามีกฎหมายของสหรัฐบางฉบับที่ออกมาในลักษณะที่เป็นกฎหมายของสหรัฐอเมริกา แต่จะมีผลมาถึงประเทศต่าง ๆ อย่างเช่น กฎหมายต่อต้านคอร์รัปชันในต่างประเทศหรือว่าฟ อริน คอร์รัปชัน แพททริค แอคท์ (Foreign Corruption Patrick Act) ในปี ๒๕๒๐ แล้วก็เป็นกรณีที่คนไทยรู้จักกฎหมายนี้มากในกรณีของการทุจริตคอร์รัปชัน โครงการ สนามบินสุวรรณภูมิ กรณีของซีทีเอ็กซ์ (CTX) แต่ผลพวงดังกล่าวนั้นแทบจะไม่ได้เกิดผลใด ๆ กับประเทศไทย เมื่อการพิจารณาคดีถึงที่สุด กฎหมายอย่างนี้ก็เช่นกันครับ และรวมไปถึง ความตกลงในระดับพหุภาคีที่สหรัฐอเมริกาเป็นผู้ผลักดันคือทีพีพี (TPP) ประเด็นก็อยู่ที่ว่า เราไม่สามารถที่จะไปหยุดยั้งยุทธศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาในการรุกคืบหรือสร้างแสนยานุภาพ ทางทหารก็ดี หรือว่าด้านเศรษฐกิจก็ดี แต่มันเป็นสิทธิของประเทศไทยที่จะกําหนดจุดยืน ในการที่จะต้องต่อรองเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ และเมื่อมันคาบเกี่ยว ต่ออธิปไตยด้านการคลังการเงินของประเทศ จึงเป็นเรื่องที่เราในฐานะประเทศเล็กซึ่งปฏิเสธ ไม่ได้หรอกครับ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการค้า นําเข้าส่งออก การลงทุน ธุรกรรมต่าง ๆ หรือว่าในส่วนของแม้แต่ด้านการท่องเที่ยว แต่ท้ายที่สุดแล้วมันอยู่ที่ความ ชาญฉลาดหรือไม่ของรัฐบาลในการตั้งหลักที่จะเจรจาต่อรอง และการเจรจาต่อรองนั้น ผมได้ตั้งคําถามว่า ในส่วนที่เรายึดเป็นยุทธศาสตร์ชาติมาโดยตลอดนั้นก็คือ การที่ใช้พลังต่อรองในฐานะความเป็นอาเซียน ๑๐ ประเทศ ที่เรียกว่ายุทธศาสตร์อาเซียนฮับ (ASEAN Hub) อาเซียน เซ็นทรัลลิตี้ (ASEAN Centrality) แต่ก่อนที่ออกจากห้องประชุม ท่านรัฐมนตรีกระทรวงการคลังเพียงแต่บอกว่าก็ได้มีการหารือ แต่ไม่มีความชัดเจน เพราะฉะนั้นแต่ละประเทศก็เลยเจรจาบ้างไม่เจรจาบ้าง ก็มีเพียงสมาชิกอาเซียนส่วนน้อย รวมทั้งไทย ที่ดูประหนึ่งว่ากุลีกุจอที่จะไปเจรจา ยังมีประเทศส่วนใหญ่ที่ขณะนี้ก็ยังรอดู ความชัดเจนและฟังเสียงของประชาชนว่าจะเข้าเจรจาหรือไม่ ได้แตกต่างไปจากกรณีของทีพีพี หรือในกรณีที่เป็นทวิภาคี ภายใต้กฎหมายแฟทกาอย่างนี้ เพราะรัฐบาลจะต้องตอบ เสียดาย ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้มานะครับ เพราะคําถามเชิงยุทธศาสตร์จุดยืนประเทศนั้น ผู้นํารัฐบาลจะต้องมาตอบด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพียงรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่มาเกี่ยวข้องโดยตรงกับ กฎหมายดังกล่าว หรืออย่างน้อยที่สุดรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศก็ต้องมีท่าทีที่ชัดเจน เพราะให้รัฐสภาได้เกิดความมั่นใจว่า รัฐบาลยืนอยู่กับประชาชน ยืนอยู่กับประเทศ และผลประโยชน์ส่วนใหญ่ และจะใช้ความพยายามในการที่จะปกป้องดูแลอธิปไตยการเงิน การคลังของประเทศ ผมได้ยกตัวอย่าง เผอิญท่านรัฐมนตรีกระทรวงการคลังไม่ได้อยู่ตอนที่ ผมได้อภิปราย ผมยกตัวอย่างว่า ถ้าประเทศไทยออกกฎหมายในลักษณะเช่นนี้ แล้วถามบอก ว่าประเทศเมียนม่าร์ ประเทศลาว ประเทศกัมพูชา ซึ่งอยู่ใกล้เรานี้ เขาจะยอมเราไหมครับ เขาจะไม่รีบร้อนละครับ อย่างน้อยเขาต้องต่อรองเจรจาในกลุ่มอาเซียนก่อนว่าจะยอมปฏิบัติ หรือไม่ หรืออย่างน้อยยกให้มันเป็นกฎหมายพหุภาคีในระดับภูมิภาค แต่นี่มันศตวรรษที่ ๒๑ แล้วครับ รูปแบบอาณานิคมใหม่ ๆ ด้านเศรษฐกิจท่านต้องรู้เท่าทัน แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะไปทําร้ายโอกาสของเราในเรื่องความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ทุกอย่างเป็นเรื่อง ผลประโยชน์แห่งชาติทั้งสิ้น ถือว่าใครจะรู้เท่าทัน ใครจะมีความเข้มแข็งในการต่อรอง เพราะฉะนั้นประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ต้องการคําถามเป็นข้อที่ ๑
ท่านครับ ขอกระชับหน่อยครับ เพราะเพียงถามเท่านั้นเอง ทวงคําถามที่ไม่ได้ตอบ
ข้อที่ ๒ ก็คือว่าประเทศไทยเรายึดหลักกฎหมายในเรื่องความลับทางการค้า ความลับของลูกค้า ในเรื่องสถาบันการเงินเรามีกฎหมายห้ามเปิดเผยความลับของลูกค้า แต่กฎหมาย ที่สหรัฐอเมริกาออกมา และรัฐบาลเสนอร่างกรอบเจรจาเพื่อไปเจรจา และเหมือนกับว่า ในหลักการยอมแล้ว มันเป็นการยอมเพื่อที่จะแก้หลักการของประเทศ เพราะฉะนั้น ประเด็นนี้ซึ่งแน่นอนที่สุดภายใต้กระบวนการมาตรา ๑๙๐ เสนอร่างกรอบเจรจามา ไปเจรจาเสร็จแล้วก็ต้องกลับเข้ามาขอความเห็นชอบ จากนั้นตามรายงานที่ทางคณะรัฐมนตรี ได้เสนอมา คือก็จะต้องมีการแก้ไขกฎหมาย แต่หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง ก็คือหลักในเรื่องของการไม่เปิดเผยความลับของลูกค้า ของสถาบันทางการเงิน เรายอมที่จะ ขายหลักการของเราให้กับหลักการของต่างชาติอย่างนั้นหรือ จะถูก จะผิด จะเหมาะสม หรือไม่ ท่านรัฐมนตรีต้องตอบให้ชัดเจน เพราะว่าท้ายที่สุดก็ต้องไปแก้กฎหมาย และการไป แก้กฎหมายตรงนี้มันก็จะตอบโจทย์ที่ผมตั้งไว้ใช่หรือไม่
ข้อที่ ๓ ก็คือว่าบริษัทสัญชาติอเมริกันหรือนิติบุคคลอเมริกันที่จดทะเบียน ในประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลอเมริกันต้องการที่จะได้ข้อมูลทางบัญชี รวมทั้งธุรกรรมทางการเงิน และอาจจะรวมไปถึงทรัพย์สิน ทั้งถาวรและหมุนเวียนที่ปรากฏทางบัญชีของบรรดา นิติบุคคลเหล่านั้น และรวมถึงบุคคลธรรมดาสัญชาติอเมริกันในประเทศไทย มันมีอีกมุมหนึ่ง ที่เขาพูดกันนะครับ โดยเฉพาะที่ประชุมเจนีวาของสมาคมที่ผมได้เรียนก่อนหน้านี้ที่เขาดูแล การเคลื่อนไหวของการทําธุรกรรมทางเศรษฐกิจของคนอเมริกันกว่า ๖๐๐ ราย ทั้งบุคคล ธรรมดาและนิติบุคคลนั้น เขาบอกว่าประเด็นหนึ่งที่คนไม่คิดและประเทศอื่นก็ต้องคิด เหมือนกันว่าประเทศใดที่ดําเนินการลักษณะตามภายใต้ความตกลงแฟทกาดังกล่าวนั้นจะทํา ให้คนอเมริกันหรือนิติบุคคลอเมริกันถอนบัญชีหรือปิดบัญชี ก็หมายความว่าเราไล่การลงทุน ไล่ธุรกรรมทางการเงินออกจากประเทศของเรา นี่เป็นอีกมุมหนึ่งที่รัฐบาลไม่เคยชี้แจง หรือแสดงเหตุผลนะครับ แต่ผมให้ประเด็นนี้เพื่อให้ท่านตอบว่ามันจะมีผลกระทบ ในประเด็นนี้อย่างไรหรือไม่ ดังนั้นก็เลยขอเรียนถามใน ๓ ข้อนะครับ
ท่านประธานครับ มีข้อสุดท้ายครับ ผมลืมไปนิดหนึ่งก็คือประเด็นค่าใช้จ่าย ประเด็นนี้สําคัญมาก เพราะผมได้แยกแยะให้เห็นว่า ถ้าเลือกในการทําไอจีเอ (IGA) คืออินเตอร์กัฟเวิร์นเมนทอล อะกรีเมนท์ (Intergovernmental Agreement) กับเลือกที่จะ ให้สถาบันทางการเงินไปดําเนินการนี้มันมีช่องอยู่ ๒ ช่องที่กฎหมายแฟทกาของ สหรัฐอเมริกา แล้วก็เป็นเจตนารมณ์ตามกฎหมายที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ได้เซ็น เมื่อปี ๒๕๕๓ แต่รัฐบาลเลือกที่จะบอกแต่เพียงว่าน่าจะไปทางไอจีเอ คือทําความตกลง ระหว่างรัฐกับรัฐ ผมก็ตั้งคําถามตอนที่ผมอภิปรายและท่านรัฐมนตรีก็ยังไม่ได้ตอบก็คือว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นก็หมายความว่า ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น แน่นอน มันไม่ใช่แค่ค่าใช้จ่ายที่สถาบัน การเงินที่จะต้องเกิดขึ้นในการทํารายงานและกระบวนการเอกสารทั้งหมด แต่รวมไปถึง หน่วยงานของรัฐไทยคือกรมสรรพากร กระทรวงการคลังที่จะมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ถามบอกว่า ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ของรัฐที่เกิดขึ้นเท่ากับว่าเราเอาเงินภาษีของคนไทยทั้งประเทศ ทั้งชาวนา เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน ข้าราชการ คนที่เสียภาษีนั้นเอาไปจ่ายแทนสถาบันการเงิน และวันนี้ สถาบันการเงินถ้าตามข้อเท็จจริงเกินครึ่งหนึ่งที่เป็นของต่างชาติ ทําไมรัฐบาลตัดสินใจที่จะ กระโดดเข้าสู่ประตูนี้ ทําไมไม่เปิดกว้าง และผมไม่ได้คิดว่าเป็นความล่าช้าเลย ไม่จําเป็นต้อง กระโดดเร็วหรอกครับ เหมือนทีพีพี ไม่จําเป็นว่าต้องกระโดดเร็ว รู้จักมีชั้นมีเชิง มีกลยุทธ์ เวลาเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการเจรจาระหว่างประเทศ เราสามารถที่จะโยน ที่จะดึง เหมือนอย่างมาตรา ๑๙๐ ที่ท่านแก้ แทนที่จะใช้สภาเป็นหลังพิงเชือกเวลาที่เจรจาแล้ว เห็นว่าเราถูกกดดันมาก เราถูกดันเข้าซอย ฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลเขาก็จะโยนมาว่าตอนนี้ อยู่ในกระบวนการของรัฐสภา เตะลูกออกมา พักเวลาเสียก่อน แต่นี่รีบร้อน รวบรัดมากไป ทําไมหรือ ผมคิดว่ามันยังไม่มีความจําเป็นถึงขนาดนั้นในเรื่องของเวลา แล้วก็ในเรื่องของ ค่าใช้จ่าย ซึ่งต้องชี้แจงนะครับ เพราะว่ารัฐสภาเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย ค่าใช้จ่ายภาครัฐ ที่เกิดขึ้นท่านต้องประมาณการได้แล้ว และอย่างที่เรียนเบื้องต้นว่าแม้แต่ในสหรัฐอเมริกา ที่เขาเลื่อนนั้นเพราะว่าค่าใช้จ่าย รายได้ที่จะเกิดขึ้นจากการจัดเก็บภาษีออฟชอว์ อินเวชั่น (Offshore Invasion) ของสหรัฐอเมริกานั้นประมาณการว่าอยู่ที่ ๘๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ เท่านั้นเอง ค่าใช้จ่ายของอเมริกันเองในส่วนที่จะต้องบริหารการจัดเก็บและระบบรายงาน ทั้งหลายนั้นมันเกินกว่าหลายเท่าตัวครับ รัฐบาลเราได้ตรวจสอบตรงนี้หรือไม่เพื่อเป็นส่วน หนึ่งในข้อมูลว่าทําไมการบังคับใช้กฎหมายก็ดี หรือหน่วยปฏิบัติคือไออาร์เอส (IRS) ของสหรัฐอเมริกาเองยังต้องเลื่อนการบังคับนี้ออกมาเรื่อย ๆ เพราะเขาก็ต้องประเมิน เหมือนกันว่าเขาจะตอบคนอเมริกันที่เสียภาษีจ่ายเป็นเงินเดือนของหน่วยงานอย่างไออาร์เอส หรือกรมสรรพากรของสหรัฐอเมริกาหรือรัฐบาลอเมริกันคุ้มหรือไม่ ถ้ารายได้เข้ามาน้อยกว่า การจัดเก็บก็ต้องบริหารการหลีกเลี่ยงภาษีด้วยวิธีอื่น แต่ของเรากลับรีบร้อน ผมพูดเสมอ นะครับว่า บางครั้งดูเหมือนรัฐบาลไม่ได้เข้าใจความเหมาะสมของช่วงเวลาที่จะใช้ให้เป็น ประโยชน์ต่อการเจรจาต่อรองหรือการที่เราจะเข้าไปผูกพันพันธกรณี ไม่ต้องไปกระโดดตาม ประเทศที่เขาเจริญแล้ว เขาพัฒนาแล้ว เขามีระบบทางด้านของการคลังอะไรต่าง ๆ ที่มั่นคง เข้มแข็งกว่าเรา หรือเพราะว่ามีผลประโยชน์ผูกพันกันเหมือนพี่เหมือนน้อง เหมือนอิน-จัน แฝดระหว่างยุโรปกับสหรัฐอเมริกา เพราะสหรัฐอเมริกาเกิดจากอิมมิเกรชัน (Immigration) เกิดจากอิมมิเกรนท์ (Immigrant) เกิดจากผู้อพยพจากยุโรปแล้วก็ไปตั้งรกรากสร้างประเทศ ใหม่ขึ้นมา แต่เราไม่ใช่นะครับ คนแอฟริกา คนเอเชียต่าง ๆ นี้ ผมก็เลยถามถึงสติสตังรัฐบาล นะครับ ด้วยเหตุด้วยผลว่าข้อวินัยเหล่านี้มันเป็นเรื่องซึ่งบางครั้งเราก็ยังไม่ต้องรีบร้อน หรอกครับ บางครั้งก็ไม่เรื่องที่เป็นลําดับเร่งด่วนก็ตั้งประเด็นเหล่านี้ไว้ แต่ว่าท่านรัฐมนตรี ก็ยังไม่ได้ตอบนะครับ ก็เลยขออนุญาตท่านประธานถามย้ํา แล้วก็อธิบายเพิ่มเติม บางประเด็น เพราะว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตอนที่ผมได้ตั้งประเด็นนั้น ท่านไม่อยู่ในที่ประชุมครับ ขอบคุณครับ
-๓๗/๑
เดี๋ยวก่อนรัฐมนตรีตอบ เอาคําถามที่ตอบไปแล้ว แต่ยังไม่หายสงสัยนะครับ คุณหมอสุกิจ เชิญครับ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเองก็ได้ตั้งคําถามไว้หลายคําถามนะครับ ท่านรัฐมนตรีก็ตอบ ไม่หมด แต่ก็จะไม่ทวงถามทั้งหมดหรอกครับ เพราะดูแล้วว่าท่านรัฐมนตรีท่านก็ไม่ได้สนใจ ที่จะฟังคําถามสักเท่าไร ท่านไม่จดไม่อะไรเลยนะครับ คงจะมีสมองดีเลิศ
ผมขอถามประเด็นสําคัญของกรอบอันนี้นะครับ ที่ท่านเขียนเอาไว้ว่า สถาบันการเงินในประเทศใดไม่ทําความตกลงแฟทกาจะถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา ร้อยละ ๓๐ คือผมตั้งประเด็นคําถามไว้ว่า ปัจจุบันนี้หมายถึงว่า เราโดนหักอยู่ในอัตรา ร้อยละ ๓๐ ใช่ไหม หรือว่าอันนี้เป็นคําขู่เป็นคําขู่ที่บอกว่า ถ้าเราไม่ไปเซ็นสัญญาแล้ว เราจะโดนร้อยละ ๓๐ แล้วผมก็ถามย้อนไปว่าในขณะเดียวกันประเทศไทยของเราปฏิบัติ แบบเดียวกับเขาไหมในกรณีของสถาบันการเงินของเขาอันนั้นคือ ข้อที่ ๑
ข้อที่ ๒ ก็คือ ที่ผมบอกให้ท่านยืนยันว่า ถ้าไปเซ็นสัญญาแล้วเขาจะลดภาษี เงินได้ ณ ที่จ่ายให้เหลือ ๐-๑๕ เปอร์เซ็นต์ มันจริงไหม ให้ท่านยืนยัน แล้วผมก็ถามว่า มันมีด้วยหรือที่ภาษีเงินได้ ๐ เปอร์เซ็นต์นี้ มันเป็นความจริงหรือ แค่นี้นะครับ ๒ คําถาม ที่ผมจะอยากจะให้ท่านได้ตอบ เพราะอันนี้ถือว่าเป็นจุดสําคัญของกรอบความตกลงก็ว่าได้
เดี๋ยวท่านอภิชาต ของท่านเป็นคําถามนะครับ เชิญท่านอภิชาตครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ผมเข้าใจว่าเรายังไม่ได้ปิดอภิปราย ในเรื่องนี้นะครับ เพียงแต่รัฐมนตรีได้ตอบเป็นช่วง ๆ ผมมี ๔ ประเด็นนะครับที่จะตั้งข้อสังเกต แล้วก็ซักถามหลังจากที่ได้ฟังเพื่อนสมาชิก แล้วก็รัฐมนตรีได้ตอบไปในระดับหนึ่ง ร่างกรอบ การเจรจาความตกลงเพื่อความมือด้านภาษีอากรระหว่างประเทศ และการปฏิบัติตามแฟทกา ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ประเด็นที่ พวกเราสงสัยและต้องการคําตอบกันก็คือว่า แท้จริงแล้วแฟทกาก็คือกฎหมายภายในของ สหรัฐอเมริกา แต่เป็นกฎหมายภายในที่ออกมาก็เพื่อที่จะแก้ปัญหาสําหรับประเทศ สหรัฐอเมริกาเอง ในเรื่องของการบังคับให้คนของประเทศเขาเสียภาษีให้ครบถ้วน ตามที่กฎหมายของเขากําหนด แต่ประเด็นมันอยู่ที่ตรงนี้ครับ ประเด็นมันอยู่ที่ว่าเมื่อประเทศ สหรัฐอเมริกาออกกฎหมายมาแล้ว แทนที่กฎหมายฉบับนี้จะมีสภาพบังคับเฉพาะ ภายในประเทศสหรัฐอเมริกากลับมีสภาพบังคับทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อประเทศอื่นด้วย และวันนี้เรากําลังยอมที่จะให้กฎหมายฉบับนั้นมามีสภาพบังคับกับประเทศไทยด้วย ถามว่า มันมีความเหมาะสมหรือไม่ เพราะนอกจากจะมีเจตนารมณ์ที่จะให้เกิดสภาพบังคับกับ ประเทศที่ไม่ใช่ประเทศของตัวเองแล้ว ยังมีบทข่มขู่ในเรื่องของการลงโทษด้วย ท่านประธานก็เห็นนะครับ เขียนไว้ชัด ถ้าหากว่าสถาบันการเงินต่างประเทศที่ไม่เข้าร่วมกับ กฎหมายฉบับนี้ ก็คือไม่จัดส่งข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีบุคคลสัญชาติอเมริกันอย่างครบถ้วน และเป็นไปตามเงื่อนไขที่กําหนดไว้ สถาบันการเงินดังกล่าวจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย เป็นอัตราร้อยละ ๓๐ จากแหล่งเงินได้ที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา นี่เป็นพันธะที่ต้องเกิดขึ้นกับ สถาบันการเงิน ทั้งธนาคารพาณิชย์ ทั้งบริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทประกันภัย ซึ่งทําธุรกรรม ทําธุรกิจอยู่ในประเทศไทย คําถามก็คือว่านี่มันกฎหมายภายในของสหรัฐอเมริกา หรือว่า นี่คือความพยายามที่จะให้เกิดสิทธิสภาพนอกอาณาเขต เหมือนกับที่ครั้งหนึ่งในประเทศเรา สมัยรัชกาลที่ ๔ เคยเกิดสิทธิสภาพนอกอาณาเขต เมื่อเราต้องไปทํา สนธิสัญญาเบาว์ริง (Bowring) ครั้งนั้นอังกฤษต้องการเพียงแต่มาค้าขายฝิ่นอย่างเสรีในประเทศไทย ก็บีบให้ไทย ในสมัยรัชกาลที่ ๔ พ.ศ. ๒๓๙๘ ต้องทําสนธิสัญญาฉบับนี้ และผลกระทบก็คือว่า คนอังกฤษ ที่อยู่ในประเทศไทยก็ไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย อยู่ภายใต้การบังคับเรียกว่า กงสุล ของอังกฤษ และนั่นเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยต้องยอมในเรื่องของสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ให้กับคนต่างด้าว อังกฤษสามารถที่จะเข้ามาค้าขายได้อย่างเสรีแล้วก็เสียภาษีต่ําด้วย ก่อนหน้านั้นปีสองปีที่จะทําสนธิสัญญาเบาว์ริง อังกฤษก็ไปทําสัญญากับประเทศจีน ทํา สัญญากับประเทศญี่ปุ่นในลักษณะเดียวกัน แล้วก็มาบีบบังคับไทยให้ต้องทําตามสนธิสัญญา อย่างที่ว่านี้ ผลที่เกิดขึ้นก็คือว่า นอกจากเราจะเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตแล้ว ภาษีต่าง ๆ ที่ควรจะเกิดขึ้นได้กับราชอาณาจักรไทยในยุคนั้นก็กลับกลายเป็นต้องสูญเสียไป นี่เรากําลังจะเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตเช่นนั้นอีกหรือไม่
ประเด็นต่อมาเรื่องของกรอบการเจรจา ซึ่งแน่นอนครับ ทุกครั้งที่เรื่องที่ จะต้องไปทําความตกลงกับต่างประเทศตามมาตรา ๑๙๐ ที่จะต้องนําเข้าสู่การพิจารณา ของสภาผู้แทนราษฎร รัฐบาลซึ่งมีหน้าที่ในการไปเจรจานี่ก็จะเสนอกรอบ แต่กรอบเจรจา ความตกลงแฟทกานี่มีเนื้อหาสาระใน ๕ ประเด็น ใน ๕ ประเด็นนี้ต้องบอกกับท่านประธาน ว่ามันไม่ใช่เป็นกรอบเนื้อหาที่เราจะไปเจรจาตกลงเพื่อที่จะดูว่าเราจะได้ประโยชน์ เสียประโยชน์อะไร อย่างไร แต่เป็น ๕ ข้อที่เพียงแต่เป็นเรื่องของการอํานวยความสะดวก ให้กฎหมายภายในของสหรัฐอเมริกานี้สามารถมาบังคับใช้ในประเทศไทยได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ก็คือสะดวกตามใจสหรัฐอเมริกานั้นเอง ถามว่านี้คือข้อตกลงที่มี ความครบถ้วนสมบูรณ์แล้วหรือ ผมคิดว่านี่เป็นกรอบการเจรจาที่อย่าว่าแต่เอามา ขอความเห็นชอบจากรัฐสภาเลยครับ แค่เริ่มต้นคิดเพียงแค่การอํานวยความสะดวกนี้ หลักก็ไม่ใช่แล้ว มันต้องมีรายละเอียดที่มากกว่านี้ที่จะบอกว่าประเทศไทยเราจะได้ประโยชน์ หรือมีแนวที่จะก่อให้เกิดการเสียประโยชน์อย่างไร และกรอบการเจรจานั้นจะปิดข้ออ่อน ข้อด้อยเหล่านี้ได้อย่างไรนะครับ
ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะนําเรียนกับท่านประธานก็คือว่าผลจากความตกลง ที่เราจะไปทํากับสหรัฐอเมริกาในเรื่องของกฎหมายฉบับนี้ มันจะต้องไปเกี่ยวข้องกับ กฎหมายบางฉบับที่เราจะต้องไปปรับปรุงแก้ไข เช่น พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ รวมทั้ง การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วสภาผู้แทนราษฎรก็เพิ่งให้ความเห็นชอบ ในวาระที่หนึ่งในการรับหลักการร่างพระราชบัญญัติข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เราจะ มีกฎหมายฉบับนั้นเพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเป็นระบบไม่ให้ถูกล่วงละเมิดจาก ผู้ที่เก็บรวบรวมข้อมูล แต่จากกฎหมายภายในของสหรัฐอเมริกาที่จะบังคับใช้นี้ ข้อมูล ส่วนบุคคลจํานวนมากที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการค้าจะต้องถูกเปิดเผย และจะต้องถูกนําไปเป็น ส่วนหนึ่งที่จะปฏิบัติตามกฎหมายแฟทกานี้ ถามว่ารัฐบาลจะมีท่าทีกับเรื่องนี้อย่างไร เราจะต้องมีการแก้ไขกฎหมายอีกกี่ฉบับเพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงที่ท่านจะอํานวยความ สะดวกต่อสิทธิสภาพนอกอาณาเขตที่สหรัฐอเมริกาจะมีกับประเทศไทย กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ
ไม่มีผู้อภิปรายนะครับ ผมขอปิดการอภิปรายแล้วเชิญท่านรัฐมนตรีได้ตอบ ตอบทั้งคําถามที่ถามและที่ยังมีข้อสงสัย อยู่นะครับ แล้วคําถามใหม่ที่ท่านอภิชาตได้ถามนะครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผมขอตอบคําถามเท่าที่ผมได้บันทึกไว้ดังนี้
เรื่องแรก ที่เพื่อนสมาชิกกังวลว่าการที่เราไปเลือกแนวทางที่ทําให้ทางรัฐบาล จะต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงนี้ ก็ขอกราบเรียนว่า ค่าใช้จ่ายไม่ได้ถ่ายโอนจากสถาบันการเงินมายัง รัฐมากนัก เนื่องจากภาครัฐเป็นเพียงตัวกลางในการทําความตกลงกับสหรัฐอเมริกาแล้วก็ส่ง ข้อมูลเท่านั้น การจัดเตรียมข้อมูลยังเป็นหน้าที่ของสถาบันการเงินนั้น ๆ อยู่ เพราะฉะนั้น ก็ไม่ต้องเสียสตางค์อะไรมากมาย
ต่อคําถามที่ว่ากรณีข้อสงสัยเรื่องภาษีว่าเราเก็บเขาอย่างไร เขาเก็บเรา อย่างไร ณ ปัจจุบันนี้ถ้าฝรั่งหรือสหรัฐอเมริกามาลงทุนในประเทศไทย กรณีปกติเราก็ เก็บปันผลเขา ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เก็บภาษีเงินได้ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเกิดว่าเป็น หน่วยงานสหรัฐอเมริกาเขาหักประเทศไทย ปัจจุบันนี้เขาเก็บอยู่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เนื่องจากว่ามีอนุสัญญาภาษีซ้อนทําให้การเอาภาษีมาหักกันได้อาจจะไม่มีการเสียเลย หรือเสียมากที่สุดก็แค่ประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเกิดว่าเราไม่เอากับเขาในเรื่องแฟทกา เขาก็ยกเลิกอนุสัญญาภาษีซ้อน แล้วก็เป็น ๓๐ เปอร์เซ็นต์เต็มไปเลย อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ กราบเรียนให้ที่ประชุมที่เคารพนะครับ
ส่วนข้อคําถามของท่านสมาชิกเกี่ยวกับเรื่องการแก้กฎหมายว่ากระทบ กฎหมายหลายฉบับมีอะไรบ้าง ก็อาจจะมี พ.ร.บ. สถาบันการเงิน พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร ของราชการ พ.ร.บ. ธุรกิจตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น ซึ่งวิธีการดําเนินการนั้นก็คงจะต้องมี การออกกฎหมายเพื่อขออนุวัติการณ์เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถเปิดเผยข้อมูลได้ แล้วก็สรรพากรไทยกับสหรัฐอเมริกาก็จะมีการตกลงในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน
ขอกราบเรียนว่าข้อมูลที่จะเปิดเผยนี้เป็นเฉพาะข้อมูลของลูกค้าสหรัฐอเมริกา เท่านั้น นอกจากนี้กฎหมายกํากับดูแลการประกอบธุรกิจต่าง ๆ ก็มีการกําหนดข้อยกเว้น ในการเปิดเผยข้อมูลเพื่อประโยชน์ของภาครัฐไว้ ซึ่งการเปิดเผยข้อมูลทางแฟทกานั้น ก็เป็นการเปิดเผยเพื่อประโยชน์ของภาครัฐเท่านั้นเช่นกัน ก็ขออนุญาตตอบตามนี้ครับ
ท่านรองนายกรัฐมนตรี เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพ ผมจะ ขออนุญาตได้เรียนเพิ่มเติมจากประเด็นที่ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้กราบเรียนแล้วนะครับ
ประการแรก ต้องกราบขออภัยที่ไม่ได้อยู่ในห้องประชุม แต่ว่าติดตาม การประชุมตลอดนะครับ แล้วก็ช่วงที่อยู่นอกห้องประชุมก็ทําภารกิจที่มีความสําคัญ อย่างไรก็ตาม ขออนุญาตได้กราบเรียนว่า ท่านสมาชิกบางท่านอาจจะกังวลว่ามีการดําเนินการในเรื่องนี้ ล่าช้าเนื่องจากตัวกระผมเองได้เคยแสดงความคิดเห็นในทํานองไม่เห็นด้วยกับการดําเนินการ เรื่องนี้ต่อสมาคมธนาคาร ก็ขออนุญาตได้กราบเรียนยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ไม่เคยได้ให้ ข้อมูลหรือความคิดเห็นในลักษณะที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางในการดําเนินการ ดังนั้นผมคิดว่า ไม่ได้มีการดําเนินการที่ล่าช้าจากเหตุผลที่ท่านได้กล่าวนะครับ ในขณะเดียวกันก็เข้าใจว่าท่านสมาชิกบางท่านก็รู้สึกว่าดูเหมือนเราจะเร่งดําเนินการไป หรือเปล่านะครับ ท่านเห็นว่าเรารีบไปหรือเปล่าเมื่อเทียบกับประเทศสมาชิกอาเซียนบาง ประเทศ ก็ขออนุญาตเรียนว่าไม่น่าจะช้าไป แล้วก็ไม่น่าจะเร็วไป แล้วก็ประเทศในอาเซียน ที่เข้าสู่กระบวนการเจรจาหารือก่อนหน้าเราก็มีนะครับ แล้วก็เป็นประเทศที่มีระดับของ ธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศ แล้วก็กับประเทศสหรัฐอเมริกาในสัดส่วนที่สูง เราเองก็เข้าสู่กระบวนการโดยไม่ได้เป็นประเทศแรก ๆ แล้วก็ไม่ได้เป็นประเทศหลัง ๆ แต่อย่างใด ดังนั้นผมก็อยากจะเรียนท่านว่ามีความพอดีในเรื่องเงื่อนเวลานะครับ
ส่วนประเด็นเรื่องของการให้ข้อมูลที่ทางประเทศสหรัฐอเมริกา มีความประสงค์จะได้รับ เป็นข้อมูลของผู้ที่มีธุรกรรมที่เป็นสัญชาติอเมริกัน ไม่ว่าจะเป็น บุคคลหรือนิติบุคคลเท่านั้นที่เขาประสงค์จะต้องการนะครับ แล้วก็กระบวนการนั้น ยังไม่ได้มีการหารือจนสุดท้ายว่ากระบวนการที่จะได้รับข้อมูลเหล่านั้น แล้วนําไปส่งต่อ ส่งมอบให้กับทางประเทศสหรัฐอเมริกานั้น จะมีกระบวนการในการต้องการความยินยอม จากผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างไร แล้วก็ในแง่ของการที่ข้อมูลเหล่านั้นเป็นเรื่องที่ประเทศ สหรัฐอเมริกาจะใช้เพื่อการดําเนินภารกิจกับบุคคลสัญชาติอเมริกันของเขานั้น ก็จะเป็นเรื่อง ที่เราให้ความสําคัญ ไม่ได้มีเจตนาที่จะบอกว่าพอเป็นข้อมูลของคนสัญชาติอเมริกัน ที่อยู่ในประเทศไทยเราก็จะไม่ให้ความสําคัญอะไร เราก็ยังให้ความสําคัญอยู่ดีนะครับ แต่ว่ากระบวนการในการเจรจานั้นยังมิได้เริ่มขึ้น เรามาขอต่อรัฐสภาเพื่อขอกรอบ แล้วก็ไปเจรจาหารือกัน ในขณะเดียวกันก็ขออนุญาตเรียนเสริมประเด็นของท่านรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงการคลังสักนิดหนึ่งนะครับว่า การที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาดําเนินการ เจรจาแทนสถาบันการเงิน ผมได้กราบเรียนไปแล้วเมื่อเช้ารอบหนึ่งนะครับว่า มีคําขอ อันเป็นเอกฉันท์จากสถาบันการเงินต่าง ๆ ที่อยู่ในประเทศไทยทั้งหมดว่าขอให้รัฐบาล ได้ช่วยเป็นตัวกลาง ถ้าหากว่าปล่อยให้แต่ละคนไปเจรจากันเองก็คงจะมีค่าใช้จ่าย ในขั้นการเจรจาอย่างมากมาย แล้วก็รวมทั้งในเรื่องของกระบวนการที่จะดําเนินการ ให้กับผู้ที่อยู่ในประเทศเรานะครับ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงินที่มีผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่เป็นบุคคล นิติบุคคลสัญชาติไทย หรือว่าเป็นผู้ถือหุ้นที่เป็นสัญชาติต่างประเทศก็ตาม เขาก็ดําเนินธุรกิจ ในประเทศเราให้บริการผู้เกี่ยวข้องกับคนที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจเรา ชําระภาษีให้กับเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือภาษีอื่นใดที่เกี่ยวข้อง กับธุรกรรมต่าง ๆ ดังนั้นเราเองเป็นผู้ที่ได้รับภาษีจากองค์กรเหล่านั้นนะครับ ก็มีหน้าที่ พอสมควรที่จะต้องให้บริการกับเขา แต่ว่าความคุ้มค่าในเรื่องนี้จะมาก น้อย แค่ไหน อย่างไร ก็จะอยู่ที่ผลลัพธ์ของการเจรจาว่ารัฐมีหน้าที่อะไร ซึ่งในขณะนี้เราได้ติดตาม แล้วก็เชื่ออย่างที่ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังได้กราบเรียนนะครับ เราจะเป็นผู้ที่ทําหน้าที่รวบรวม แล้วก็ส่งผ่านข้อมูล ซึ่งจะเป็นการยินยอมหรือการปฏิบัติต่าง ๆ ที่ถูกต้องตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องแน่นอนนะครับ ดังนั้นก็ขออนุญาตได้กราบเรียน ให้ท่านสมาชิกได้เกิดความสบายใจว่ากรอบการเจรจาครั้งนี้จะนําไปดําเนินการ ด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างดี กราบขอบพระคุณครับ
เป็นอันจบแล้วครับ ผมจะขอมติที่ประชุมนะครับ เพื่อจะให้ความเห็นชอบร่างกรอบเจรจาความตกลง เพื่อร่วมมือด้านภาษีอากรระหว่างประเทศ และการปฏิบัติตามฟอเรน แอคเคานท์ แท็กซ์ คัมไพลอันซ์ แอคท์ ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งประเทศ สหรัฐอเมริกาหรือไม่ครับ เพราะฉะนั้นก่อนที่จะขอมติผมจะขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนครับ
(นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
เชิญท่านสมาชิกแสดงตน ก่อนที่จะขอมตินะครับ ทุกท่านแสดงตนนะครับ วันนี้องค์ประชุม ๓๒๐ ท่านเป็นอย่างน้อย นะครับ ขอเชิญทุกท่านแสดงตนก่อนจะขอมตินะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ทุกท่านแสดงตนเรียบร้อย หรือยังครับ เมื่อทุกท่านแสดงตนเรียบร้อยแล้วนะครับ ส่งผลการแสดงตนครับ ท่านสมาชิก แสดงตน ๓๖๘ ท่านนะครับ ครบองค์ประชุมนะครับ
ผมจะขอมติจากท่านสมาชิกครับว่า ท่านจะเห็นด้วยกับร่างกรอบการเจรจา ความตกลงเพื่อความร่วมมือด้านภาษีอากรระหว่างประเทศและการปฏิบัติตาม ฟอเรน แอคเคานท์ แท็กซ์ คัมไพลอันซ์ แอคท์ ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาล แห่งประเทศสหรัฐอเมริกาหรือไม่นะครับ ถ้าท่านผู้ใดเห็นชอบนะครับ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าผู้ใดจะงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียงนะครับ เชิญลงมติครับ ท่านใดยังไม่ลงมติและประสงค์จะลงมติครับ เชิญลงมติครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ทุกท่านลงมติเรียบร้อย นะครับ ผมปิดการลงมติ ส่งผลครับ เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นชอบกับร่างกรอบการเจรจา ๔๒๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒๐ ท่าน งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๔ ท่านนะครับ จบเรื่อง กรอบการเจรจานี้นะครับ
ขอบคุณท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ ขอบคุณครับ เชิญดอกเตอร์ธีรรัตน์ หรือว่าท่านปรีชาพลครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิก รัฐสภา กระผมขอเสนอญัตติเปลี่ยนระเบียบวาระการประชุมร่วมกันรัฐสภา โดยอาศัย ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๓๑ (๒) ประกอบกับข้อ ๑๕ โดยขอเลื่อนเรื่องด่วนที่ ๒๓ ว่าด้วยการขอเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาตามมาตรา ๑๗๙ ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่ง (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) ซึ่งกระผมมีเหตุผลที่จะ นําเรียนท่านประธานไปถึงเพื่อนสมาชิกดังนี้ครับ
สืบเนื่องจากที่ทางคณะรัฐมนตรีนั้นได้มีหนังสือนําเรียนท่านประธานรัฐสภา เพื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไป โดยอาศัยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๙ เพื่อที่จะฟังความคิดเห็นของ เพื่อนสมาชิกในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิก วุฒิสภาต่อกรณีคําพิพากษาของศาลโลกในคดีปราสาทพระวิหาร ซึ่งมีการตัดสินไปเมื่อ วันที่ ๑๑ พฤศจิกายนที่ผ่านมานะครับ และทางคณะรัฐมนตรีนั้นเห็นว่าเพื่อให้การรับฟัง ความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกทั้ง ๒ สภานั้นจะเป็นประโยชน์ แล้วเพื่อให้การสื่อสารนั้น เป็นไปด้วยความตรงไปตรงมา ซึ่งวันนี้ผมเองก็เชื่อว่าทางผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตลอดจนรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องและหน่วยงานที่รับทราบ แล้วก็ดําเนินการเรื่องนี้เป็นอย่างดีพร้อมที่จะมาให้ ข้อมูลต่อสมาชิกรัฐสภา เพื่อให้การสื่อสารทั้ง ๒ ฝ่ายนั้นเป็นไปด้วยความเรียบร้อยราบรื่น และสื่อสารออกไปสู่สาธารณชนอย่างตรงไปตรงมา จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ กระผมจึง ขอเสนอเพื่อเลื่อนเรื่องด่วนที่ ๒๓ นี้ขึ้นมาก่อนเรื่องที่ที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม นั่นก็คือ พิจารณาในขณะนี้เลยครับท่านประธาน ขอผู้รับรองด้วยครับ
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ มีท่านจะเสนอเป็นอย่างอื่นไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าไม่มีนะครับ ที่ประชุม เห็นชอบให้เลื่อนเอาเรื่องด่วนที่ ๒๓ ขึ้นมาพิจารณาก่อน คือ
เรื่อง ขอเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ตามมาตรา ๑๗๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลขอความเห็นจากรัฐสภาตามมาตรา ๑๗๙ มาตรานี้ จะไม่มีการลงมตินะครับ ผมจะเปิดโอกาสให้ท่านรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจง แล้วก็พวกเราอภิปราย แต่ก่อนอื่นเนื่องจากว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีหนังสือขออนุญาตให้บุคคลต่อไปนี้เข้ามาชี้แจงที่ประชุมก็คือ ท่านสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ท่านวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจํากรุงเฮก ตัวแทนประเทศไทยในการสู้คดีความคําพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร ท่านเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารสนเทศ ท่านธนา เวสโกสิทธิ์ อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ผมเห็นว่า เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา จึงอนุญาตนะครับ เชิญผู้ที่ได้รับอนุญาต และในขณะเดียวกัน ท่านรัฐมนตรีได้ขออนุญาตแจกเอกสารครับ เป็นเอกสารที่ รีเควสท์ ฟอร์ อินเตอร์พรีเตชัน ออฟ เดอะ จัดจ์เมนท์ ออฟ ฟิฟทีน จูน ไนน์ทีน ฟิฟที ทู อิน เดอะ เคส คอนเซิร์นนิง เดอะ เท็มเพิล ออฟ พระวิหาร (Request for interpretation of the judgment of 15 June 1952 in the case concerning the Temple of Phra Viharn) เป็นเอกสารที่จะแจกให้ ท่านสมาชิก ขอเชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงนะครับ เดี๋ยวท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ ท่านจุฤทธิ์ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เมื่อเช้านี้ ท่านประธานรับปากผมอยู่ ๓ เรื่อง
เรื่องแรก ก็คือท่านจะประสานให้มีการถ่ายทอดสดเรื่องนี้ ท่านบอกว่า ประสานช่อง ๑๑ แล้ว ผมขอเรียนถามท่านประธานว่า ตอนนี้เรื่องดังกล่าวไปถึงไหน แล้วครับ จะมีการถ่ายทอดสดเลยหรือเปล่า
เรื่องที่ ๒ ก็คือว่าเรื่องดังกล่าวนี้ท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ทําหนังสือมาถึงสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่ นร ๐๕๐๓/๓๐๗๘๐ ประเด็นก็คือ ท่านนายกรัฐมนตรีขอให้สภาพิจารณาเรื่องนี้ เรื่องคดีปราสาทพระวิหาร ผมจึง เรียนถามท่านประธานว่า ท่านประธานได้แจ้งท่านนายกรัฐมนตรีให้มารับฟังการประชุม รัฐสภาวันนี้หรือไม่ เพราะจะเป็นประโยชน์กับการบริหารราชการแผ่นดิน และที่สําคัญ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ลงนามเองในการขอเปิดอภิปรายครั้งนี้ นั่นคือเรื่องที่ ๒
เรื่องที่ ๓ ขอคํารับรองจากท่านประธานครับ ที่ท่านบอกว่าจะให้อภิปราย อย่างเต็มที่ ไม่มีการกําหนดกรอบเวลา ซึ่งท่านประธานได้รับปากแล้วทั้ง ๓ เรื่อง ผมเลย เรียนขอคํายืนยันจากท่านอีกครั้งหนึ่งนะครับ เพื่อเราจะได้ดําเนินการประชุมไปอย่าง เรียบร้อย ขอบพระคุณครับ
ผมตอบทั้ง ๓ เรื่องนะครับ เรื่องแรก เรื่องของการถ่ายทอดทางเอ็นบีที (NBT) ช่อง ๑๑ นะครับ ผมได้รับการประสาน จากทางวิปของรัฐบาลว่าในที่ประชุมวิปนั้นบอกว่าไม่มีการถ่ายทอด เรื่องที่ ๑
เรื่องที่ ๒ ท่านนายกรัฐมนตรีนั้น เดี๋ยวท่านรองนายกรัฐมนตรีคงได้ตอบท่าน ได้นะครับ เพราะว่าได้ประสานแล้ว
เรื่องที่ ๓ วันนี้การอภิปรายนั้นอภิปรายเต็มที่นะครับ ผมบอกแล้วว่าวันนี้ ผมคิวดึกนะครับ อภิปรายได้เต็มที่
(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืน และยกมือขึ้น)
เชิญคุณหมอสุกิจครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วง ท่านประธานฟังอยู่นะครับ
ฟังอยู่ครับ
ผมประท้วง ท่านประธานตามข้อ ๙ อํานาจในการให้ถ่ายทอดการประชุมเป็นของประธานนะครับ ไม่ใช่ ของวิปรัฐบาล ท่านประธานรับคําสั่งจากวิปรัฐบาลหรือครับ ท่านประธานต้องตัดสินใจเองว่า เรื่องนี้มันเป็นเรื่องสําคัญที่คนทั้งประเทศเขาตั้งใจฟัง เขาอยากรู้ความเป็นจริง เพราะเขาฟัง คําพิพากษาแล้วหลายคนก็ไม่รู้เรื่อง ผมเองก็ยังไม่ชัดเจนเลยครับ อยากฟัง พี่น้องประชาชน ที่อยู่ทางจังหวัดตรังทางบ้านเขาก็อยากฟัง ท่านประธานทําไมท่านไม่ใช้อํานาจของตัวเองบ้าง ท่านต้องถามวิปทุกครั้งหรือครับท่านต้องให้วิปมาคุมท่านหรือครับ อันนี้ประเด็นที่ ๑ นะครับ
ประเด็นที่ ๒ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๙ ที่ท่านอ้างวันนี้เขาบอกว่า นายกรัฐมนตรีจะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอให้เปิดอภิปรายทั่วไป นายกรัฐมนตรีแจ้ง มาแล้วนายกรัฐมนตรีไปไหนละครับ ว่าท่านนายกรัฐมนตรีอยากรับฟังความคิดเห็น แล้วทําไมไม่มาเข้าที่ประชุมมาฟังความคิดเห็นของสมาชิกละครับ อย่างนี้ขอไปทําไมครับ
มีผู้ประท้วงท่านครับ ท่านจิรายุ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกรัฐสภา ประท้วงท่านผู้อภิปราย ที่ไปกล่าวพาดพิงท่านตามข้อบังคับ ข้อ ๕ นะครับ แล้วผมในฐานะวิปรัฐบาลแล้วก็เป็น คณะกรรมการสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา เรียนย้ําหลายครั้ง ท่านประธานครับ ท่านประธานคงจะไปสั่งช่อง ๑๑ ไม่ได้แน่นอน เพราะเป็นส่วนของ ฝ่ายบริหาร อันนี้ทําความเข้าใจก่อน แต่ท่านประธานได้สั่งการไปแล้วให้มีการถ่ายทอดสด ทางทีวีและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภาทั่วโลก ซึ่งย้ําหลายครั้งครับว่า วันนี้สถานีโทรทัศน์แต่ละช่อง สามารถเกี่ยวสัญญาณได้ จึงเรียนท่านประธานในฐานะวิปครับ
เดี๋ยว ๆ ครับ
ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านตามข้อบังคับ ข้อ ๙ ครับ
เดี๋ยว ๆ ผมวินิจฉัยนะครับ คือวันนี้นอกจากถ่ายทอดปกติแล้วถ่ายทอดทีวีของเอ็นบีที (NBT) นั้น ซึ่งท่านประธาน รัฐสภานั้นได้ติดต่อขณะนี้ก็คือยังไม่ได้รับคําตอบจากช่อง ๑๑ นะครับ เดี๋ยวเอาเรื่องที่ ๒ ก่อนนะครับ พอดีนายกรัฐมนตรีติดภารกิจรับเสด็จอยู่นะครับ เชิญคุณหมอสุกิจครับ
สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ที่ผมประท้วงนี้ผมคิดว่าผมประท้วง ถูกต้องนะครับ เพราะว่าข้อ ๙ ที่ผมประท้วงท่านนี้เขาบอกว่า ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มี การถ่ายทอดการประชุมทางวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์และล่ามภาษามือ ในกรณีถ่ายทอดการประชุมทางวิทยุโทรทัศน์หากมีเหตุขัดข้องให้แจ้งให้ที่ประชุมทราบ ถ้าท่านบอกว่าท่านทําหนังสือไปแล้วทางโน้นแจ้งมาอย่างไร ท่านก็ต้องมาแจ้งให้ ที่ประชุมทราบว่าผลเป็นอย่างไร แล้วท่านได้ทําหนังสือไปจริงหรือเปล่าครับ ท่านได้ติดต่อไปจริงหรือเปล่าครับ หรือว่าท่านมัวแต่รอฟังวิปอยู่อย่างเดียว ในเมื่อ มันเป็นอํานาจของท่านครับ
ผมทราบแล้ว นะครับ
แล้วท่านได้ติดต่อไป หรือยังครับ
นั่งก่อนเดี๋ยวจะตอบนะครับ
ท่านจุฤทธิ์ได้หารือ ท่านตั้งแต่เช้าแล้วนะครับเรื่องนี้ แสดงว่าคําหารือของสมาชิกไม่ได้มีความหมายอะไรเลย ใช่ไหมครับ ท่านไม่ได้ปฏิบัติตามเลย ท่านชี้แจงครับ
เดี๋ยวเอาอย่างนี้คุณหมอ เดี๋ยวผมให้ทางประชาสัมพันธ์ทางนี้ประสานไปอีกทีหนึ่งนะครับ เดี๋ยวเอาทางนี้บ้างครับ เดี๋ยวจะว่าผม ท่านนฤมลครับ
ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดอุตรดิตถ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ เรื่องที่ได้มีการเสนอให้มีการหารือโดยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๙ นี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญมาก และมีความละเอียดอ่อนในการที่คณะผู้แทนของประเทศไทยจะไปทําการเจรจา ดิฉันเห็นว่า การที่เราจะพูดคุยหารือกันในรัฐสภาแห่งนี้น่าจะเป็นประโยชน์ของประเทศไทย แล้วก็ควรที่จะหารือเป็นการลับมากกว่าการที่จะต้องไปเปิดไต๋ให้กับประชาคมทั้งโลก เขาได้รู้ในตอนนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เราจะคุยกันมันควรจะให้สะเด็ดน้ําในบ้านเรา เสียก่อน ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันคิดว่าเรื่องของการถ่ายทอดนั้นในวันนี้ ในเวลานี้ อาจจะมีความจําเป็นน้อยกว่าในวาระอื่น ๆ มากมายนัก ก็อยากจะหารือท่านประธานว่า ถ้าจะเป็นการลับจะดีกว่าหรือไม่ เพื่อประโยชน์ในการที่จะไปเจรจากันต่าง ๆ กับประเทศ เพื่อนบ้านของเรา ถ้าไม่มีการที่จะหวังผลให้มันเป็นการอภิปรายแล้วก็ให้มันเผยแพร่ออกไป แล้วในทางที่จะเป็นเรื่องของความวุ่นวายของบ้านเมือง ดิฉันก็ขออนุญาตเรียนหารือ ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกอื่น ๆ ด้วยค่ะ
ครับท่านนฤมล ขอบคุณ ผมวินิจฉัยนะครับ วันนี้ไม่ประชุมลับนะครับ เป็นการประชุมเปิดเผยนะครับ เดี๋ยวผมเอา ท่านอภิสิทธิ์ก่อนครับ ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้ทนราษฎรครับ เดี๋ยวท่านทีละคนครับ
มีสมาชิก ประท้วงครับท่าน
อย่างนั้นเอาท่านก่อนเลยครับ เชิญท่านอภิสิทธิ์ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียน ๓ ประเด็นนะครับ
ประเด็นแรกเมื่อสักครู่ที่ท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่งได้กรุณาลุกขึ้นมา อภิปรายว่าการที่จะมีการอภิปรายกันต่อไปนี้จะเป็นลักษณะของเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน ในการกําหนดท่าทีต่าง ๆ จึงสมควรที่จะประชุมเป็นการลับ ผมอยากทําความเข้าใจกับ ท่านประธานนะครับว่าแท้ที่จริงแล้ว ถ้าจะมีการกําหนดท่าทีที่จะนําไปสู่การเจรจา และนําไปสู่ข้อตกลงใด ๆ ก็ตาม ในขณะนี้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งยังไม่ได้มีการแก้ไข ยังมีผลบังคับใช้อยู่ รัฐบาลก็มีหน้าที่ในการเสนอกรอบเจรจาเข้ามาตามมาตรา ๑๙๐ ดังนั้นการพิจารณาในวันนี้จึงไม่ใช่เป็นเรื่องของการที่จะมากําหนดท่าทีหรือกรอบเจรจา เป็นคนละเรื่องกันครับ เป็นเรื่องที่รัฐบาลประสงค์ที่จะมารับฟังความคิดเห็นตัวแทน ของประชาชนหลังจากที่ศาลมีคําพิพากษาในกรณีการตีความคําวินิจฉัยหรือคําพิพากษา เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๕ ดังนั้นอยากจะกราบเรียนท่านประธานเพื่อทําความเข้าใจตรงนี้ นะครับ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาอีกท่านหนึ่งในช่วงที่มีการปรึกษาหารือ แสดงความกังวลว่ารัฐบาลจะใช้กระบวนการในวันนี้ คือมาตรา ๑๗๙ แล้วอ้างว่าเป็นการ ปฏิบัติตามมาตรา ๑๙๐
ประเด็นที่ ๒ เมื่อเป็นความประสงค์ของรัฐบาลที่จะเปิดรับฟังความคิดเห็น เช่นนี้ ข้อบังคับนั้นความจริงท่านประธานก็ต้องปฏิบัติตามนะครับ แล้วผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานครับว่า ทุกครั้งที่มีการทวงในเรื่องของการถ่ายทอดสดทางสถานี วิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง๑๑ จะมีเพื่อนสมาชิกที่ลุกขึ้นมาโต้แย้งว่ามีการถ่ายทอด สถานีโทรทัศน์ที่เป็นโทรทัศน์ของสภา ผ่านดาวเทียม กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ที่จริงก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อและข้อเท็จจริงนะครับว่า โทรทัศน์ช่องไหนประชาชนจะดูได้ มากกว่ากัน แต่หลักสําคัญของโทรทัศน์ที่มีการพูดในขณะนี้ต้องเป็นกรณีที่โทรทัศน์ที่ปกติ แล้วพี่น้องประชาชนสามารถรับได้ที่ภาษาอังกฤษใช้คําว่าฟรี ทีวี (Free TV) ไม่ใช่การเป็น สถานีโทรทัศน์ที่จะต้องรับผ่านดาวเทียมหรือเป็นสมาชิกครับครับ อันนี้อยากจะกราบเรียน ท่านประธานเพื่อความเข้าใจที่ตรงกันต่อไปในอนาคตนะครับ แต่ประเด็นก็คือว่ารัฐบาลเอง ก็เห็นว่าเรื่องนี้สําคัญ รัฐบาลเองก็เห็นว่าเรื่องนี้เร่งด่วน คําถามก็คือว่าทําไมรัฐบาล ไม่สามารถที่จะให้กรมประชาสัมพันธ์ดําเนินการถ่ายทอดได้ ท่านประธานครับ ขนาดการประชุมที่ไม่ครบองค์ประชุมของวุฒิสภานี้ยังถ่ายทอดมาแล้วเลยครับ ประชาชน ก็แปลกใจมากนะครับ พิจารณากฎหมายฉบับหนึ่งไม่ให้ถ่ายทอด แต่ประชุมซึ่งไม่ครบ องค์ประชุมพูดถึงกฎหมายฉบับเดียวกันถ่ายทอดได้ ผมคิดว่าวันนี้ท่านประธานต้องสอบถาม ทางรัฐบาลนะครับว่าเหตุผลกลใด ทราบอยู่แล้วว่าเป็นผู้ขอมาเองแล้วก็มาขอให้เราเลื่อน วาระขึ้นมา แต่ไม่พร้อมที่จะให้ประชาชนรับชมทางสถานีโทรทัศน์
ประเด็นที่ ๓ ผู้ที่เสนอเรื่องนี้เข้ามาคือท่านนายกรัฐมนตรีครับ แล้วก็ผมคิดว่า ข้อเสนอหรือข้อคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกจํานวนมากน่าจะมีไปถึงนายกรัฐมนตรีโดยตรง กระผมคนหนึ่งละจําเป็นที่จะต้องพูดถึงบทบาทของท่านนายกรัฐมนตรีต่อไปหลังจาก คําพิพากษา ซึ่งท่านรองนายกรัฐมนตรี หรือท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะปฏิบัติได้ ดังนั้นผมก็กราบเรียนท่านประธานครับว่า อยากจะสอบถามว่า ท่านนายกรัฐมนตรีจะเสร็จสิ้นภารกิจและมารับฟังความคิดเห็นตามที่มาขอความคิดเห็น จากพวกเรานี้ เวลาเท่าไรครับ เราจะได้พิจารณาอย่างเหมาะสมว่าสมควรที่จะดําเนินการ อย่างไรต่อไป
เดี๋ยวอย่างนี้ครับ ผมแจ้ง เอาเรื่องที่ ๒ ก่อนนะครับ เรื่องของนายกรัฐมนตรี เดี๋ยวท่านนายกรัฐมนตรีเสร็จ ภารกิจรับเสด็จพระวรชายาแล้วจะมานะครับ ผมแจ้งอย่างนี้ก่อนครับ สําหรับเรื่อง ที่ท่านนฤมลที่บอกว่าจะประชุมเปิดเผยนั้น ถ้าท่านจะเสนอต้องไปเสนอมีผู้รับรอง ๑ ใน ๔ นะครับ ก็คือ ๑๖๐ เสียง ยังไม่มีนะครับ ท่านปรีชาพลก่อนครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านกล่าวพาดพิงถึงท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งหากไม่พูดอภิปราย ในที่แห่งนี้จะเกิดความเสียหาย ซึ่งท่านประธานครับ สมาชิกอันทรงเกียรติแห่งนี้ ถือรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันครับ ปี ๒๕๕๐ ในมาตรา ๑๗๙ นั้น ระบุไว้ชัดเจนครับว่า ในกรณีที่มีปัญหาสําคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควรจะฟัง ความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีจะแจ้งมายัง ประธานรัฐสภาขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็ได้ ซึ่งรัฐสภา จะลงมติในปัญหาที่อภิปรายไม่ได้ ฉะนั้นท่านประธานครับ ในเรื่องนี้ท่านนายกรัฐมนตรี ลงนามในหนังสือถึงประธานรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ และวันนี้รัฐมนตรีและหน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นท่านรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ ท่านดอกเตอร์สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ก็ดี ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ท่านรัฐมนตรีพีรพันธุ์ พาลุสุข ตลอดจนท่านปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ท่านทูต พร้อมทั้งท่านอธิบดี ท่านรองอธิบดี ก็อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้พร้อมที่จะให้ข้อมูล ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญครับ ฉะนั้นท่านประธานครับ กรณีแรกขออนุญาต ครับ อย่าได้ตีกินแล้วก็มาพูดในลักษณะเช่นนี้เลย เพราะว่าวันนี้เป็นการเปิด เพื่อความสร้างสรรค์ครับ นั่นคือกรณีที่ ๑ ในเรื่องต่อไปครับต่อกรณีที่เพื่อนสมาชิกได้หารือ ในเรื่องของการถ่ายทอด ท่านสมาชิกรัฐสภา
เดี๋ยวครับ ท่านปรีชาพล มีการประท้วงครับ ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมประท้วงนะครับ
ประการแรก ขอให้ท่านสมาชิกถอนคําว่า ตีกิน กระผมมีความปรารถนาที่จะสื่อสาร ถึงท่านนายกรัฐมนตรีจริง ๆ ท่านก็ยังไม่ทราบว่าผมจะเสนออะไร ท่านมีสิทธิอะไรมากล่าวหา
ประการที่ ๒ ท่านอ่านรัฐธรรมนูญท่านก็น่าจะเข้าใจนะครับ เรื่องสําคัญ ที่คณะรัฐมนตรีลงมติแล้วให้นายกรัฐมนตรีลงนามมาถึงสภาผู้แทนราษฎร นายกรัฐมนตรี ก็สมควรจะมารับฟังครับ ผมไม่ได้ว่าอะไรเลย หรือท่านยืนยันว่าเรื่องนี้ท่านนายกรัฐมนตรี ไม่สมควรรับฟัง
ประการที่ ๓ ครับ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมไม่อยู่ครับ
ท่านประธานครับ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกรัฐสภา ประการที่ ๑ เข้าใจผิด เข้าใจใหม่เสียนะครับ ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ผมไม่ได้บอกท่าน ตีกินครับ แต่ท่านดูสมาชิกหรือเปล่า นําเรียนท่านประธานนะครับว่าตั้งแต่เริ่มของการหารือ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์
ท่านปรีชาพลครับ สมมุติ ถ้าท่านพูดคํานี้ว่า ตีกิน ท่านถอนคําพูด ถ้าท่านพูด ท่านถอนไปเสียนะครับ
ผมขออนุญาตถอนครับท่านประธาน เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธาน เมื่อสักครู่นี้ เพื่อนสมาชิก วุฒิสภาได้เสนอเรื่องของการประชุมลับ ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายท่านก็มีความห่วงใยครับ ที่ประชุมวิปเองก็มีการพูดถึงเรื่องนี้ มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยแล้วก็ผู้ที่ไม่เห็นด้วย ฉะนั้นท่านประธาน ผมเองก็จะขออนุญาตท่านประธานถามไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรีว่าท่านมีความเห็นเรื่องนี้ เป็นอย่างไร เพราะว่าในเรื่องนี้ท่านประธานเองก็จะต้องร้องขอไปทางรัฐบาลในเรื่องของ การที่จะถ่ายทอดหรือไม่ อย่างไร แต่ถึงแม้ว่าจะไม่ถ่ายทอด ก็ยังมีในเรื่องของการถ่ายทอด ทางทีวีรัฐสภาและวิทยุรัฐสภา ก็ขออนุญาตท่านประธานนําเรียนถามท่านรองนายกรัฐมนตรี ครับ
เดี๋ยวก่อนที่ รองนายกรัฐมนตรีจะตอบนะครับ พอดีมีผู้ที่ยืนประท้วงอยู่นะครับ ไม่ว่าจะเป็นท่านจุติ ท่านรัชฎาภรณ์นะครับ เชิญท่านจุติก่อนนะครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ จังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมมีเรื่องกราบเรียนท่านประธาน ๓ ประเด็นครับ ผมอยากให้ท่านประธานนั้น ได้เข้าใจ
๑. เรื่องเขาพระวิหารเป็นเรื่องของคนไทยทั้งประเทศครับท่านประธาน ไม่ใช่เฉพาะรัฐสภาหรือวิปรัฐบาล
ประการที่ ๒ ทุกคนมีหุ้นเท่ากันครับ คนละ ๑ วิญญาณครับท่านประธาน ไม่ มีใครมากกว่าใครเลย ฉะนั้นผมคิดว่าประชาชนคนไทยมีสิทธิรับรู้
ประการต่อมา ผมเชื่อว่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงการต่างประเทศนั้น มีวุฒิภาวะพอ ว่าถ้าเรื่องใดจะเป็นอันตรายหรือจะกระทบต่อการเจรจาเขาอาจจะลุกขึ้นมา ขอให้ประชุมลับเอง ให้เป็นดุลยพินิจของผู้ที่จะไปทํางานครับ ประการต่อมาให้ท่านประธาน ได้ทราบนะครับว่าคนจนในประเทศไทยนั้นมีมากนะครับ มากกว่าคนที่มีสตางค์ ไม่สามารถดู เคเบิ้ลทีวีได้หมดหรอกครับ ฉะนั้นท่านประธานให้โอกาสคนเขาได้หายอึดอัดครับ ได้รับรู้ รับทราบความเป็นไปของบ้านเมืองครับ ผมคิดว่าถ้าเผื่อยิ่งปิดบังเท่าไร ยิ่งกดดันประชาชน ให้อึดอัดมากเท่านั้น ประการต่อมาครับท่านประธาน ผมคิดว่าสิ่งที่สําคัญที่อยากจะให้แก้ไข คือพวกผมไม่ได้เรียกร้องไปมากกว่าปกติเลยนะครับว่า ท่านนายกรัฐมนตรีท่านเป็นคนเซ็น จดหมายถึงสภาเอง ผมคิดว่าท่านก็น่าจะมีความปรารถนาที่อยากจะมาฟังพวกกระผมว่า มีความคิดเห็นแนะนําอย่างไร เพราะท่านเรียกร้องพวกผมเสมอว่าให้มาพูดในสภา พอพวกผมมาพูดในสภาท่านก็ไม่อยู่ที่จะฟัง
ประการต่อมาครับท่านประธาน สิ่งที่โทรทัศน์จะถ่ายทอดหรือไม่ถ่ายทอดนี้ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าท่านประธานมีอํานาจสูงสุดอยู่แล้ว ท่านประธานกรุณา ใช้มันเถอะครับ แล้วก็สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง๑๑ นั้นเป็นของประชาชน ทั้งประเทศนะครับ ไม่ใช่ของใครครับ มาจากภาษีประชาชนครับ ฉะนั้นวันนี้ประชาชนมีสิทธิ รับรู้รับทราบ และมีสิทธิใช้ทรัพย์สินเขาในการให้ความรู้ ขอท่านประธานได้โปรดนะครับว่า ถ้ามันจะไปแล้วมันจะมีผลกระทบกระทั่งมาก คอยจนท่านนายกรัฐมนตรีมาผมคิดว่าจะดีกว่า
ประการสุดท้ายครับ ผมไม่มีโอกาสได้กราบขอบคุณท่านทูตวีรชัยต่อหน้า นะครับ ผมเชื่อว่าท่านเกิดมาเป็นคนไทย ผมคิดว่าสมบูรณ์แล้วครับ แล้วอยากจะให้คนไทย ได้เห็นว่าท่านหน้าตารูปร่างหล่อกว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศผมเยอะแยะ เลยครับ เทียบกันไม่ได้เลย ขอบพระคุณครับ
ท่านประสิทธิ์นั่งลงครับ เมื่อสักครู่มีผู้ประท้วงผมนะครับ ท่านอาจารย์รัชฎาภรณ์ครับ เดี๋ยว ๆ ท่านประสิทธิ์ เดี๋ยวครับ
ท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดกาฬสินธุ์ ในฐานะของสมาชิกรัฐสภา อยากจะประท้วงท่านประธานนะคะ ก็คงเหมือนกับที่หลายคน แต่ดิฉันก็จะมีประเด็นว่าการถ่ายทอดนี้ ที่จริงท่านประธานอาจจะ ต้องเตือนวิปรัฐบาลหน่อยนะคะ อย่าแสดงอะไรออกมาแทนคนอื่นมากมาย เพราะที่จริง วิปรัฐบาลก็คือผู้ประสานงาน แล้วก็จะต้องแจ้งให้กับผู้อื่น ๆ แต่ไม่ใช่ออกมาเถียงแทน เสียทุกเรื่องแบบนี้ เพราะฉะนั้นการถ่ายทอดโทรทัศน์นี้นะคะ ท่านบอกว่า ในข้อบังคับบอกว่า ให้ทั่วถึง ถ้าทั่วถึงวิทยุโทรทัศน์รัฐสภาไม่มีทางทั่วถึงอยู่แล้ว แล้วสัญญาณก็ไม่ดี ท่านไม่ต้อง ไปดูที่อื่นหรอกค่ะ ท่านเปิดเลยไอแพด (i-Pad) ของท่านในห้องประชุมนี้รับได้บ้างไม่ได้บ้าง แล้วนับประสาอะไรกับประชาชน แล้ววันนี้เรื่องของพระวิหาร เรื่องของศาลโลก เป็นเรื่องที่ ดิฉันคิดว่ารัฐบาลต้องการจะชี้แจงกับสภา แล้วก็ควรจะชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบ มันจะ ได้เป็นเอกภาพเดียวกัน ถ้าไม่อย่างนั้นรัฐบาลก็อาจจะไปแถลงอย่างหนึ่ง แล้วก็คณะท่านทูต ทั้งหลายก็จะแถลงไปอีกอย่างหนึ่ง ให้รู้พร้อมกันไปเลย เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องเอกภาพ แต่ถ้าความลับกรอบเจรจาทั้งหลายที่ท่านจะไปมันต้องไปเข้ามาตรา ๑๙๐ อีกต่างหาก ไม่ใช่มาตรา ๑๗๙ ตรงนี้ เพราะฉะนั้นดิฉันก็กราบเรียนท่านค่ะว่าถ้ายังไม่พร้อม ไม่ว่าจะเป็น เรื่องสถานีโทรทัศน์หรือเรื่องนายกรัฐมนตรี เรื่องใหญ่อย่างนี้ไม่ใช่ให้รัฐมนตรี ๒-๓ ท่าน มานั่งอยู่ มันต้องมาทั้งคณะเสียด้วยซ้ําไป เพราะนี่เป็นเรื่องบ้านเรื่องเมือง เรื่องของอธิปไตย เรื่องของเขตแดน เรื่องของทุกอย่าง ต้องมารวมกันที่นี่ ถ้ายังไม่พร้อมทั้งเรื่องฝ่ายบริหาร แล้วก็เรื่องของโทรทัศน์นี้นะคะ เลื่อนไปพรุ่งนี้ก็ได้ พรุ่งนี้เราก็มีประชุมสภา เพราะฉะนั้น ถ้าจะทําอย่างนี้ทุลักทุเลลุกลี้ลุกลนแล้วก็ทะเลาะกันอย่างนี้นะคะ ดิฉันเห็นว่าเลื่อนไปเถอะ
ผมว่าคนที่ตอบได้ดีที่สุด คือท่านรองนายกรัฐมนตรีกระมังครับ แต่ก่อนท่านตอบให้ท่านชวลิตครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐสภาของเรานี่เป็นที่ประชุมอันทรงเกียรติ เราคงจะพิจารณากันอย่างเป็นเหตุเป็นผล เพื่อรับฟังข้อมูลจากของทั้งรัฐบาลและตัวแทนของกระทรวงการต่างประเทศที่ไปทําหน้าที่ แทนเรา การพิจารณาในวันนี้ผมอยากจะให้ท่านประธานได้รักษาบรรยากาศในฐานะที่ท่าน เป็นประธานที่ประชุม อยากจะให้ท่านประธานได้ขอร้องเพื่อนสมาชิก อย่าได้เป่านกหวีด ในสภานี้ เพราะอะไร เพราะมันจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับการประชุม ที่ทั้งประเทศหรือทั่วโลก เขามองเราอยู่ เอาละ ผมคิดว่าการทําหน้าที่ตรงนั้นของท่าน ท่านมีสัญลักษณ์อย่างไร ของท่านผมคิดว่าสังคมเขารับรู้แล้วละ แต่ในสภาของเราขณะนี้เป็นศูนย์กลางของประเทศ ผมอยากจะให้รักษาบรรยากาศตรงนี้ไว้ ก็ฝากท่านประธานได้ดูแลตรงนี้หน่อยครับ ก็ขอขอบคุณครับท่านประธาน
ขอความร่วมมือนะครับ เสียงอะไรที่ผิดแปลกไปจากไมโครโฟน (Microphone) ท่านก็กรุณานะครับ ผมอยากจะให้ ท่านรองนายกรัฐมนตรีตอบชี้แจงซึ่งน่าจะตอบชี้แจงได้ดีกว่าผม เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ
(นายชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านชํานิประท้วงอะไร เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ แบบบัญชีรายชื่อ ผมลุกขึ้นมากราบเรียนกับท่านประธานจะใช้เรียกว่าเป็นการปรึกษาหารือก็ได้ เพราะวาระที่เรากําลังดําเนินการอยู่นี้เป็นวาระที่มีความหมายทางประวัติของประเทศไทยด้วย ไม่ใช่เพียงแต่การนําเสนอเพื่อสู่การพิจารณาการบอกเล่าหรือการรับฟังความเห็นโดยทั่วไป ปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ปัญหาที่คนไทยทั้งประเทศมีความเข้าใจไม่เหมือนกัน และผมยังแน่ใจว่าคณะที่ไปร่วมรวมทั้งคนที่ออกมาอธิบายแล้วในบางเรื่องบางครั้งบางเวลา ก็ยังไม่ตรงกัน ซึ่งผมคิดว่าการที่เพื่อนสมาชิกได้กรุณาปรึกษาเรื่องการถ่ายทอดผมคิดว่าเป็นเหตุผลซึ่ง จบไปแล้ว แต่เรื่องใหญ่กว่านั้นสําหรับผม ผมคิดว่านี่เป็นวาระที่ท่านนายกรัฐมนตรีเสนอ เพื่อที่จะขอความเห็นของสมาชิกในรัฐสภาเพื่อที่จะเปิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๙ การอยู่หรือไม่อยู่ของนายกรัฐมนตรีมีความหมายที่สําคัญยิ่ง นายกรัฐมนตรีต้องแสดง ความรับผิดชอบอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีคนนี้เขาปฏิเสธที่จะ มาร่วมงานกับรัฐสภาเสมอ แต่โอกาสที่จะนําเสนอในเรื่องนี้ท่านประธานครับเราจะพิจารณา โดยไม่มีนายกรัฐมนตรีไม่ได้ ท่านนายกรัฐมนตรีต้องแสดงความรับผิดชอบมากกว่านี้ และท่านประธานจะดําเนินการอย่างไรก็ได้ให้ท่านนายกรัฐมนตรีต้องมาครับ นี่คือ ความรับผิดชอบต่อรัฐสภา นี่คือรับผิดชอบต่อการแสดงความคิดเห็นและผมก็จะเป็น ส่วนหนึ่งของการลุกขึ้นให้ความเห็นต่อกรณีเช่นนี้ด้วย ผมต้องขอโทษ ผมไม่ได้ขัดขวางว่า คนอย่างรองนายกรัฐมนตรีชี้แจงไม่ได้ ความรับผิดชอบในทางการเมือง ความรับผิดชอบ ต่อรัฐสภาเป็นความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรีครับท่านประธาน ท่านประธานต้องจัดการ ในเรื่องนี้ให้เกิดก่อนที่เราจะต้องพิจารณากันครับ
เดี๋ยวครับ ท่านประสิทธิ์ ประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมยกมือประท้วง ตั้งแต่แรก ผมตั้งใจประท้วงท่านประธานตาม ข้อ ๕ และผมต้องการประท้วงสมาชิกตามข้อ ๔๓ ประเด็นของท่านประธานท่านต้องควบคุมการประชุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เนื่องจาก มีสมาชิกฝ่ายค้านบางท่านเอานกหวีดมาเป่าในสภา ประกอบกับท่านประธานบอกว่าภารกิจ
ผมวินิจฉัยไปแล้วครับ ผมขอร้องไปแล้วนะครับ
โอเค.ครับ ต่อไปประกอบภารกิจของนายกรัฐมนตรีท่านประธานได้นําเรียนให้ที่ประชุมทราบ แล้วว่าท่านติดภารกิจรับเสด็จ ดังนั้นภารกิจรับเสด็จซึ่งเป็นภารกิจที่สําคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใดครับ เสร็จภารกิจท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็คงจะมาที่นี่ ท่านประธานก็ได้แจ้งให้ทราบแล้วทําไม สมาชิกต้องมาพูดลักษณะนี้ครับ
ทราบแล้วครับ ท่านประสิทธิ์ครับ ขอบคุณครับ ท่านเจือเมื่อสักครู่ยกมือ ท่านเจือแล้ว เดี๋ยวให้รองนายกรัฐมนตรีชี้แจงหน่อยครับ
ผมขอฟัง ท่านรองนายกรัฐมนตรีหน่อยครับ ฟังท่านรองนายกรัฐมนตรีก่อน เดี๋ยวค่อยว่ากันนะครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก่อนอื่นผมขอ กราบเรียนอย่างนี้ว่า ผมและคณะได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีให้มาทําหน้าที่ เสนอและชี้แจงต่อกรณีศาลโลกต่อรัฐสภาในฐานะตัวแทนของคณะรัฐมนตรี และท่าน นายกรัฐมนตรีได้มาแต่เช้าแล้วครับ มาที่สภา และตอนนี้ท่านได้ออกไปทําภารกิจคือเข้าเฝ้า พระองค์เจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรราชาฯ แล้วเดี๋ยวท่านนายกรัฐมนตรี จะกลับมา
ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกว่า สําหรับ การถ่ายทอดนั้นผมไม่ติดขัดนะครับ ถ้าจะมีการถ่ายทอดเรื่องนี้ เพราะว่าเรื่องคําตัดสินของ กรณีปราสาทพระวิหารนี้ คนไทยต้องรับรู้พร้อม ๆ กัน ซึ่งในวันนั้นการถ่ายทอดการตัดสิน ของศาลก็ได้นําเสนอไปสู่สังคมไทยไปแล้ว แต่ก็ไม่เป็นที่เสียหายเลยถ้าเราจะถ่ายทอดการ อภิปรายในวันนี้ แต่ผมอยากจะกราบขอร้องเพื่อนสมาชิกว่า ถ้าประเด็นใดที่เป็นคําชี้แนะ ของท่าน และเป็นการอ่อนไหวที่จะกระทบกับทางประเทศกัมพูชา ผมอาจจะขอเป็นกรณี พิเศษที่จะประชุมลับเป็นช่วง ๆ ครับ ถ้าเกิดการอภิปรายสร้างสรรค์นั้นผมไม่ติดขัดเลยครับ วันนี้รัฐบาลตั้งใจที่จะมาฟังคําชี้แนะ ข้อเสนอแนะด้วยเหตุด้วยผลนะครับ และผมจะได้รับ เรื่องเหล่านี้ไป วันนี้เป็นมาตรา ๑๗๙ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าผมจะไปหารือกรอบการเจรจา ผมต้องมาเข้ามาตรา ๑๙๐ มาขอความเห็นชอบจากรัฐสภา นอกจากนั้นต้องฟังเสียง ประชาชนด้วย ตามมาตรา ๑๙๐ ไม่ว่าจะเป็นแก้ไขใหม่หรือของเดิม เพราะฉะนั้นสบายใจได้ ผมทุกอย่าง วันนี้เราทําอย่างเปิดเผยครับท่านประธาน ผมจะได้ต่อเลยไหมครับ
อย่างนี้ครับ คือท่านสมาชิก ครับ พอได้ฟังอย่างนี้แล้วผมก็สบายใจนะครับ คือเมื่อท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านบอกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน อ่อนไหว ให้ถ่ายทอด ไม่ขัดข้องนะครับ ท่านสมาชิกบอกว่า ตรงใดที่พูดไปแล้วจะกระทบกระเทือน ท่านของดเว้นหรือว่าขอให้เป็นประชุมลับ อย่างนี้ เดี๋ยวผมจะสั่งการไปขอให้สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง ๑๑ ถ่ายทอดนะครับ เพราะฉะนั้นผมให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้แถลงเหตุผลได้ไหมครับ จะได้เข้าสู่เลยนะครับ ท่านจุฤทธิ์ครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ต่อข้อเสนอของท่านรอง นายกรัฐมนตรีผมไม่มีปัญหานะครับ ประเด็นที่ผมได้เสนอขอท่านประธานไป ๓ เรื่องนี้ ความจริงไม่ใช่เรื่องที่จะซับซ้อนยุ่งยากครับ เพราะว่าตามมาตรา ๑๗๙ รัฐสภาแห่งนี้ไม่ได้ ดําเนินการตามมาตรา ๑๗๙ ทุกวันนะครับ ตั้งแต่มีสภามาครั้งนี้ผมคิดว่านี่เป็นครั้งแรกครับ ที่เราจะได้มีการพิจารณาตามมาตรา ๑๗๙ ดังนั้นทั้ง ๓ ข้อเสนอของผม
เรื่องที่ ๑ การถ่ายทอดสดที่รัฐมนตรีตอบมา ผมเห็นชอบครับเรื่องนี้
เรื่องที่ ๒ เรื่องให้ท่านนายกรัฐมนตรีมารับฟังการประชุมสภา ผมเรียนอย่างนี้ครับ ผมไม่ได้เรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีมาเป็นผู้เสนอเรื่องนี้เองครับ ในสภา ท่านรองนายกรัฐมนตรี จะเป็นคนเสนอก็ได้ครับ ไม่มีปัญหา เพียงแต่ให้ท่านนายกรัฐมนตรีมานั่งรับฟังด้วย และจดบันทึก ไปด้วยครับ ให้ท่านจดบันทึกด้วยต่อข้อเสนอของสภาว่ามีต่อเรื่องนี้อย่างไร สําคัญต่อไป
เรื่องที่ ๓ ครับ ท่านประธานยังไม่มีคําตอบให้ผมครับว่าวันนี้จะให้เวลาในการ พิจารณาอย่างเต็มที่หรือเปล่า หรือเพิ่งอภิปรายไปสักครู่หนึ่งอ้างว่าเรื่องนี้ไม่ต้องลงมติ ถ้าอย่างนั้นปิดประชุมแค่นี้ พอ หรืออยู่ดี ๆ ถ้ามีสมาชิกท่านใดลุกขึ้นบอกขอปิดอภิปราย ท่านประธานก็เห็นด้วยให้ปิดอภิปรายอีก เหมือนการทํากับกฎหมายหลายฉบับที่ผ่านมา อันนี้คือข้อเป็นห่วงของกระผมนะครับ ผมจึงเรียนท่านว่า คําว่า ให้เวลาอภิปรายอย่างเต็มที่ จะมีประโยชน์ต่อประเทศชาติมากนะครับ ส่วนเรื่องใดที่อ่อนไหวนี้พวกผมไม่มีปัญหาหรอก ครับในการที่จะให้ประชุมลับเป็นช่วง ๆ ไปนะครับ
เรื่องสุดท้ายครับ อันนี้เป็นข้อเสนอใหม่นะครับ แล้วก็อยากให้ท่านประธาน ทําตามข้อบังคับครับ อันนี้ผมขอเรียนอย่างตรงไปตรงมา อยากให้ท่านทําตามข้อบังคับ ไม่ใช่ทําตามวิป ไม่ว่าจะเป็นวิปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ตาม เพราะเมื่อสักครู่อาการของท่านนี้ หลายครั้งท่านทําตามวิปครับ ท่านไม่ได้ยึดข้อบังคับ ผมจึงเรียนว่าวันนี้ถึงเวลาแล้วครับ ถ้าท่านประธานอยากจะดึงภาพลักษณ์ที่ดีของท่านกลับมาท่านต้องอารยะขัดขืนกับ วิปรัฐบาลแล้วครับ ขอบคุณครับ
ผมอย่างนี้ครับ ผมยืนยัน กับท่าน นี่เป็นครั้งที่ ๓ นะครับว่าวันนี้เอาข้อ ๓ ก่อนว่าจะให้อภิปรายเต็มที่ ผมบอกผมนี่ คิวผมถึง ๓ ทุ่มครึ่ง ท่านสมศักดิ์จนถึงสองยามนะครับ ผมเรียนท่านตั้งแต่แรกแล้วนะครับ
เรื่องที่ ๑ ผมขอเรียนว่าอย่างนี้ครับ คือท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่า เสร็จภารกิจแล้วจะมา รวมทั้งท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมซึ่งตอนนี้ไปต้อนรับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของประเทศสิงคโปร์อยู่ เดี๋ยวจะมานะครับ
เรื่องที่ ๒ ก็คือถ่ายทอด เมื่อกี้ได้สั่งไปแล้วนะครับว่าให้ทางสถานีวิทยุ โทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง ๑๑ ถ่ายทอดนะครับ แต่ว่ามีข้อแม้ว่าเรื่องใดที่ละเอียดอ่อน ที่จะกระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ หรือต่อภาพลักษณ์ ท่านกรุณานะครับ เราอาจจะ ขอให้ประชุมลับ เชิญท่านนฤมลครับ
ขอบพระคุณค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉัน นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดอุตรดิตถ์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันเป็นสมาชิกรัฐสภาผู้เดียวที่ยืนขึ้นอภิปรายให้มี การพิจารณาประชุมมาตรา ๑๗๙ เป็นการลับนี่นะคะ ดิฉันก็ใช้สิทธิตามข้อบังคับ ข้อ ๙ ได้เหมือนกัน แต่ยังไม่ถึงขนาดเต็มที่ เพียงหารือ แต่สิ่งที่เพื่อนสมาชิกได้กรุณาอภิปรายขึ้นมา ว่าอาจจะเป็นการปิดกั้น ดิฉันเองต้องทําความชัดเจนให้เกิดขึ้นว่าความห่วงใยในเรื่องของ เรื่องที่เป็นเรื่องที่อ่อนไหวและอาจจะมีผลกระทบต่อการเจรจาในอนาคตของประเทศไทย ต่อประเทศกัมพูชาเป็นเรื่องที่สําคัญ เป็นประเด็นที่ดิฉันห่วงใยโดยแท้จริง แล้วในส่วนที่ การที่จะให้ประชาชนคนไทย ๑ คน ๑ เสียง ได้มีส่วนร่วมในการที่จะได้รับรู้และเห็นนี่นะคะ ดิฉันก็คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ทําได้ แต่ถ้าท่านรองนายกรัฐมนตรีได้มีความชัดเจนแล้วว่า ในกรณีที่มันจะมีเรื่องที่จะกระทบกระเทือนอ่อนไหวต่อการเจรจาในอนาคต ท่านจะเสนอ ให้มีการประชุมลับ ดิฉันไม่มีอะไรขัดข้องนะคะ ต้องเรียนค่ะดิฉันเห็นว่าประชาชนมีส่วนร่วม นั้นเป็นเรื่องที่ดี ในกรรมาธิการของวุฒิสภา ดิฉันอยู่ในส่วนของกรรมาธิการพัฒนาการเมือง และการมีส่วนร่วมของประชาชนนะคะ ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการเมืองตั้งแต่ระดับต้น ๆ จนถึงสุดนั้นถือเป็นยอดเป็นเยี่ยมนะคะ แต่สิ่งที่สําคัญก็คือว่าผลกระทบและการอภิปราย ของเรานี้นะคะ โดยเฉพาะวิธีการอภิปรายของสมาชิกในสภาในระยะหลังนี้ต้องเรียนนะคะว่า มันเลยเถิด แล้วมันเลยจนกระทั่งควบคุมไม่ได้ นี่ยกตัวอย่างง่าย ๆ นี้ค่ะ เห็นเลยค่ะว่า เอาเข้ามาเป่าทําไมคะนกหวีดในรัฐสภาของเรานี้ค่ะ
เอาละครับ
ดิฉันก็คิดว่า ท่านต้องทําให้มันเป็นเรื่องที่มันมีคุณค่าจริง ๆ นะคะ หารือคณะรัฐมนตรีมาหารือมาฟัง แล้วก็ สมาชิกรัฐสภาทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และฝ่ายวุฒิสภาได้แสดงความคิดความเห็น ที่เป็นคุณต่อประเทศโดยแท้ ไม่ใช่เพื่อเป็นคุณกับกลุ่มการเมืองหรือพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่งที่จะนําไปขยายผลค่ะ ท่านประธาน ดิฉันขออนุญาตเห็นกับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีนะคะ ขอบพระคุณค่ะ
ผมก็จะปฏิบัติตามข้อบังคับ โดยเคร่งครัดนะครับ เพราะฉะนั้นท่านสมาชิกขอปฏิบัติตามข้อบังคับหน่อยนะครับ อะไรที่ในข้อบังคับไม่มี ท่านก็ไม่ต้องหรอกครับ เอาละกระมังครับ เดี๋ยวมี ๓ ท่านนะครับ เอาท่านชํานิ ท่านประสงค์ ท่านขจิตรนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมไม่มีความจําเป็นต้องลุกขึ้นมาอีกเลยถ้าหากว่ามันไม่มีข้อความใด ที่มันผิดต่อแบบแผนในควรที่จะเป็น
ประการแรก ท่านประธานครับ การเสนอให้มีการประชุมลับ ไม่ใช่หน้าที่ อะไรของสมาชิกเลย มันเป็นภารกิจของคนเสนอ เป็นภารกิจของรัฐบาล ถ้ารัฐบาลเขาเห็นว่า ข้อความที่จะอภิปรายต่อไปนี้มันอาจจะกระทบกระเทือนกับการต่างประเทศ กระทบกับ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จะขอให้มีการประชุมลับก็ได้ เขาเป็นเจ้าของปัญหา เขาเสนอได้ ไม่ใช่เรื่องของคนรับงาน ต้องเข้าใจกันอย่างนี้นะครับ รัฐสภานี้จะว่าอยู่กัน มานานก็อยู่มานาน แต่มันไม่ได้เคยมีลักษณะของคนรับงานมาทําในแบบนี้อยู่ตลอด
ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ การเสนอญัตติวันนี้เป็นญัตติของนายกรัฐมนตรี ของคณะรัฐมนตรี
ท่านชํานิครับ ท่านฤมล ประท้วงครับ เดี๋ยวให้เขาพูดจบก่อนครับ
นี่คือ ความรับผิดชอบในทางการเมืองของนายกรัฐมนตรี ผมกําลังท้วงติงท่านประธานก็คือว่า นายกรัฐมนตรีของระบบรัฐสภาต้องมีความรับผิดชอบต่อรัฐสภาอย่างยิ่งยวด ข้อเสนอนี้ ผมไม่ได้หมายความว่า คนอย่างท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะชี้แจงไม่ได้ จะร่วมไม่ได้ แต่ผมกําลังบอกท่านประธานว่าท่านนายกรัฐมนตรีกําลัง ขอความเห็นจากพวกผมตามรัฐธรรมนูญ พวกผมก็มาร่วมประชุมเพื่อที่จะให้ความเห็น ตัวท่านนายกรัฐมนตรีต้องอยู่กับที่ประชุม ท่านนายกรัฐมนตรีต้องมีความรับผิดชอบ ในทางการเมืองมากกว่าที่เป็นอยู่ นี่คือท่าทีของผมที่จะต้องกราบเรียนกับท่านประธานครับ
ท่านนฤมลประท้วง เชิญ เดี๋ยวท่านนฤมลก่อนครับ
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดอุตรดิตถ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องเรียน ท่านประธานว่าสมาชิกซึ่งเป็นสมาชิกที่ถือว่าเก่าแก่จากสภาผู้แทนราษฎร คือท่านชํานิ ศักดิเศรษฐ์ นี้นะคะ ขออนุญาตเอ่ยนาม กรุณาไปเปิดข้อบังคับการประชุมรัฐสภาดูค่ะ ว่าในข้อ ๙ เขาบอกว่าใครมีสิทธิบ้าง อย่าพูดกันเลยค่ะเรื่องของการมารับงานไม่รับงานค่ะ ใครมารับงานหรือไม่รับงานรู้อยู่แก่ใจค่ะ ดิฉันเองนะคะ ถ้าตรวจกันดูก็จะรู้ค่ะว่ามีความ เป็นอิสระยิ่ง
เอาละครับ ข้อ ๙ ทําได้ อยู่แล้วครับ เชิญ
ท่านคะ ไม่ค่ะ ดิฉันจะอ่าน ให้ท่านฟังค่ะ ประชาชนจะได้ได้ยินด้วยว่าการประชุมของเรามันต้องเคารพกฎกติกา ข้อบังคับ ถ้าไม่อย่างนั้นก็จะยืนขึ้นมาพูด ท่านประธานคะ วิธีการประชุมนะคะ ในส่วนที่ ๑ ของหมวด ๒ ของการประชุมรัฐสภา ข้อ ๙ ค่ะ ขออนุญาตท่านนะคะ การประชุมรัฐสภา ให้เป็นการเปิดเผย แต่ถ้าคณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกรัฐสภาไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๔ ของจํานวน สมาชิกรัฐสภาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ร้องขอให้ประชุมลับ ก็ให้ประชุมาลับ ดิฉันว่ามันยังไม่ได้เลย เถิดไปถึงขนาดไปเอา ๑ ใน ๔ มายืนยันด้วยซ้ําไป เพียงแต่หารือด้วยใจว่ามันเป็นสิทธิ ของเราที่จะหารือได้ เพราะห่วงใยบ้านเมืองของเราเท่านั้นเองค่ะ เพราะฉะนั้น ให้ความเป็นธรรมกันด้วย เรื่องรับจ๊อบ (Job) หรือไม่รับจ๊อบนี้นะคะ ใครเป็นอย่างไรรู้กัน อยู่ดีนะคะ คนไทยวันนี้นะคะ ฉลาด เรียนค่ะ
เอาละ ท่านนฤมลครับ ผมว่าอย่างนี้ไหมครับ ผมว่าเลิกนะครับ ผมว่าให้รองนายกรัฐมนตรีชี้แจงดูก่อนนะครับ เดี๋ยวถ้าอย่างนี้ปั๊บ ผมมีคนที่ยืนมีอีกตั้งหลายคน ท่านประสงค์ เชิญท่านประสงค์ครับ
กระผม นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอกราบเรียนและขอแสดงความเห็น ในกรณีซึ่งกําลังอภิปรายกันอยู่ในขณะนี้ ในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาครับ ท่านประธานครับ ผมเองผมได้ฟังข้อเสนอแนะที่น่าสนใจมาก ๆ ครับ จากท่านสมาชิกที่อยู่ฝ่ายทางด้านขวามือ ของผม คือการที่จะเลื่อนการประชุมในวันนี้ที่เกี่ยวกับมาตรา ๑๗๙ เหตุผล ผมมีอยู่ ๒ ประเด็นครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมได้รับการเรียกมาประชุมในวันนี้โดยประธาน รัฐสภา เพื่อที่จะมาอภิปราย มาพูดแสดงความเห็นในประเด็นที่ท่านต้องการให้กับ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ทราบ แต่ท่านไม่อยู่ในขณะนี้ ถ้าหากว่าผมอภิปรายไปท่านก็จะได้ รับคําบอกเล่าจากคนที่มาฟังวันนี้ไปบอกท่านว่าผมพูดว่าอย่างไร นั่นประเด็นหนึ่งนะครับ
อีกประเด็นหนึ่งที่จะมีความสําคัญมากครับท่านประธาน เอกสารที่จะใช้ ในการอ้างอิงในการประชุมในวันนี้ท่านประธานครับ เป็นเอกสารที่ผมได้รับแจกเมื่อสักครู่นี้ เป็นเอกสารคําพิพากษาของศาลเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งผมเองกับท่านสนธยานี่นั่งทะเลาะ กันอยู่ว่าผมอ่านแล้ว ท่านสนธยาอ่านแล้ว ความเข้าใจจะตรงกันหรือไม่ในความหมายต่าง ๆ ซึ่งจะต้องใช้ในการพิพากษา ในการพิจารณากันในวันนี้ ในการอภิปรายในวันนี้ ผมเห็นว่า ทางรัฐบาลน่าจะมีความพร้อม ทางสภาน่าจะมีความพร้อมในการให้เอกสารที่ใช้ประกอบ ในการพิจารณาซึ่งเป็นภาษาของเราเอง คือภาษาไทยครับ ผมว่าถ้ารัฐบาลไม่พร้อมแล้ววันนี้ ไม่มีประโยชน์ครับท่านประธานที่จะมาใช้เอกสารภารกิจอันนี้มาใช้เป็นหลักฐานในการ อภิปรายกันครับ ผมขอให้ท่านประธานได้กรุณาพิจารณาด้วยครับ เลื่อนการประชุม เถอะครับ เป็นวันอื่น ในวันที่มีเอกสารที่เป็นภาษาไทยให้สมาชิกรัฐสภาได้มีความเข้าใจ ตรงกัน และพูดในสิ่งอันเดียวกันครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ขอบคุณมากครับ
เดี๋ยวท่านไชยวัฒน์ครับ ท่านขจิตรก่อนครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ประการแรก ต่อเรื่องที่กําลังพิจารณาอยู่ ผมขอแสดงความเห็นว่า ผมเห็นด้วยกับการใช้ข้อบังคับในการประชุมโดยเคร่งครัด แต่ท่านประธานครับ ข้อบังคับต้อง ใช้ทุกข้อนะครับ
ประการที่ ๒ ประเด็นเรื่องข้อเสนอการอภิปรายไม่มีจํากัด ในเวลาที่มีจํากัด ท่านประธานคิดว่าท่านประธานจะทําได้อย่างไร สมาชิก ๖๔๐ ท่าน ท่านไม่สามารถ ทําได้หรอกครับ ถ้าไม่จํากัดวิปเวลาอภิปราย ผมชอบวิธีการอภิปรายของวุฒิสภา ถ้าแบ่งกัน ๗ นาที ก็ ๗ นาที ๑๕ นาที ก็ ๑๕ นาที ถ้าแบบว่าเต็มที่ไม่มีที่จํากัด ท่านจะใช้ กี่วันครับ ถ้าใช้เวลาพอสมควรก็ต้องปิด เดี๋ยวเวลาเสนอปิดก็จะมากล่าวหาอีก ท่านไม่ สามารถทําได้หรอกครับว่าพูดได้เต็มที่โดยไม่จํากัดเวลา สมาชิกของท่านวันนี้ ๖๔๐ ท่าน นะครับ แล้วมาลงชื่อ ๕๕๒ ท่าน เพราะฉะนั้นต้องยืนอยู่บนความเป็นจริงด้วย เวลาที่จะใช้ อะไร ผมเห็นด้วยกับการใช้ข้อบังคับ แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเป่านกหวีดใน ห้องประชุมนี้ ท่านประธานลองหาว่าใครเป่าครับ เป็นเด็กที่อื่นหรือสมาชิกอันทรงเกียรติ นี้ครับ ที่เป่า ๒ ครั้ง ต้องปรากฏ ต้องยืนขึ้นมา แล้วก็อย่าทําอีก ถ้าปิดโดยวิธีการเป่านกหวีด ต้องออกจากสภานี้ ตัวอย่างสมาชิกอยากเป่าก็ลาออกไป ไปเป่าข้างนอก ขอบคุณครับ
ท่านไชยวัฒน์ เชิญครับ เดี๋ยวท่านครูมานิตย์อีก
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดเพชรบูรณ์ ผมเห็นแล้วว่าการประชุมคงไปโดยไม่ราบรื่น มีหลายท่านรวมทั้งท่านวุฒิสมาชิกได้เสนอให้มีการพิจารณาถึงเลื่อนการประชุมครับ ผมขอเสนอญัตติขอให้เลื่อนการประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๔๗ เนื่องจากการพิจารณาวันนี้ มีเหตุผล ๒ ประการที่ควรจะเลื่อนครับ เพราะ ๑. นายกรัฐมนตรีไม่พร้อมที่จะมารับฟัง ๒. การถ่ายทอดก็ยังไม่เรียบร้อย เพื่อประโยชน์ควรจะเลื่อนการพิจารณาครับ ขอที่ประชุม รับรองครับ
ยกมือครับ ยกมือหน่อย ขอเสียง
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
มีผู้เสนอขอให้เลื่อน การประชุม เชิญท่านปรีชาพลครับ
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกรัฐสภา กระผมไม่เห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกที่เสนอให้มีการเลื่อนครับ ผมขอให้ประชุมต่อ ขอผู้รับรองด้วยครับ
มีผู้เสนอให้ประชุมต่อ นะครับ มีท่านผู้ใดเสนอเป็นอย่างอื่นไหมครับ ท่านสมบูรณ์เสนอเป็นอย่างอื่นไหมครับ อย่าเพิ่งนะครับ เป็นญัตติก่อนนะครับ
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ เมื่อช่วงเช้าท่านประธานก็คงจําได้
เดี๋ยวนะครับ ผมขอเอาญัตติ ๒ เรื่องนี้ก่อนนะครับ ผมขอญัตติก่อน ถ้าประชุมต่อผมก็จะให้ท่านอภิปรายต่อนะครับ
ท่านประธานครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอสนับสนุนญัตติครับ
โอเคครับ ท่านสมาชิกครับ ขอเชิญเข้าห้องประชุม ผมจะขอมติที่ประชุมครับ
(นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
เดี๋ยวครับ ถ้าเกิดที่ประชุม บอกประชุมต่อผมก็จะให้ท่านคํานูณ ท่านครูมานิตย์ แล้วก็ท่าน
ท่านประธานครับ ผมขอสนับสนุนญัตติหน่อยได้ไหมครับ
ครับ ท่านนั่งลงได้ครับ
ผมสนับสนุน ญัตติครับ
ก็จะเป็นญัตติแล้วนะครับ เดี๋ยวขอมติ
ก่อนจะลงมติ ผมจะได้โน้มน้าวว่าทาง ส.ส. ทางท่าน ส.ว. จะได้เห็นตรงกันครับ
ผมขอมติก่อนนะครับ อย่าเพิ่งเลยครับ
ท่านประธาน คือผมจะแสดงความคิดเห็นว่าควรจะเลื่อนเพราะอะไร ถ้าเกิดท่านให้ลงมติก่อน แล้วผมจะนําเสนอได้อย่างไรครับ
ก็มีผู้ที่เสนอมาแล้ว ท่านไชยวัฒน์เสนอมาแล้ว มีคนรับรองถูกต้อง ถูกไหมครับ
ก็กําลัง จะเสนอครับ เสนอสนับสนุนว่าควรจะเลื่อนเหตุผลเพราะว่าการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๙ รัฐบาลกําลังจะแสดงปาหี่ครับ ผมกําลังจะแสดงให้ดู
เดี๋ยวครับท่านสมบูรณ์ครับ ความจริงการเสนอญัตติครบถ้วนถูกต้องแล้วนะครับ ถ้าท่านยังมาอภิปรายสนับสนุน ไม่ละครับ ผมจะขอมติแล้วครับ
ท่านรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงคมนาคมก็ไม่มา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมก็ไม่มา รัฐมนตรีช่วยว่าการ ก็ไม่มา
ผมขอมติก่อนครับ
ท่านครับ นายกรัฐมนตรีก็ไม่มา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมก็ไม่มา ท่านรัฐมนตรีช่วยก็ไม่มา ก็เลื่อนไปสิครับ
ผมเรียนท่านแล้วนะครับ ผมแจ้งท่านทราบแล้วว่าเดี๋ยวนายกรัฐมนตรีจะมา ติดภารกิจ เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ จะมานะครับ ผมขอมติก่อนนะครับ ผมลงมติอย่างเดียวละครับ อย่างอื่นไม่ได้แล้วครับ ผมขอลงมติอย่างเดียว ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมครับ เชิญท่านแสดงตนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
เมื่อแสดงตนเรียบร้อยแล้ว ส่งผลการแสดงตนครับ มีผู้แสดงตน ๓๓๒ ท่านนะครับ ครบองค์ประชุมนะครับ
ท่านสมาชิกครับ ท่านไชยวัฒน์เสนอขอให้เลื่อนประชุมนะครับ มีผู้รับรอง ถูกต้อง ท่านปรีชาพลเสนอขอให้ประชุมต่อ มีผู้รับรองถูกต้อง เพราะฉะนั้นผมปฏิบัติตาม ข้อบังคับโดยเคร่งครัดนะครับ ผมจะเอาญัตติหลังขึ้นมาถามก่อน ถ้าท่านเห็นด้วยกับ การเสนอให้ประชุมต่อของท่านปรีชาพล ท่านกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านผู้ใดเห็นด้วยกับ ท่านไชยวัฒน์ที่ให้เลื่อนการประชุมออกไป ท่านกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย เชิญลงมติครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ทุกท่านลงมติเรียบร้อย นะครับ มีใครที่ยังไม่ลงมติครับ ถ้าลงมติเรียบร้อยแล้ว ปิดการลงมติ ส่งผลครับ ที่ประชุม มีมติ ๓๐๔ เสียงให้ประชุมต่อนะครับ ให้เลื่อนไป ๙๐ เสียง เพราะฉะนั้นผมขอประชุมต่อ นะครับ
เมื่อสักครู่ท่านคํานูณ แล้วท่านครูมานิตย์นะครับ เชิญครับ ผมจะให้พูด ๒ ท่าน แล้วผมจะไปให้ท่านรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ ท่านคํานูณ ท่านอย่าใช้ เวลาเยอะนะครับ
ไม่เยอะครับ ท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานครับ คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมดูจากเอกสารประกอบที่เป็นคําพิพากษาของศาล ฉบับวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ที่เป็นฉบับภาษาอังกฤษครับ
ท่านคํานูณครับ ท่านอยู่ ในคิวที่จะพูดในคิวแรก ๆ อยู่แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นผมขอให้ท่านรองนายกรัฐมนตรี เพื่อไม่ให้เสียเวลานะครับ
ประธานครับ สั้น ๆ เท่านั้นครับ
สั้น ๆ นะครับ
ประเด็นคือ ในคําพิพากษานี้ท่านประธานครับ วรรคที่ ๘๖ วรรคที่ ๘๗ วรรคที่ ๘๘ วรรคที่ ๘๙ มันมี การกล่าวถึงเหตุผลที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศมีความเห็นที่จะให้อาณาบริเวณของพระ วิหารเป็นทั้งหมดของชะง่อนผา แต่ว่าได้อ้างอิงถึงเอกสารกระบวนการดําเนินการพิจารณาคดี ในคดีเก่าที่เป็นสิ่งที่เรียกว่า พลีดดิ้ง วอลลูม ๒ (Pleading Volume 2) แตกต่างหลายหน้า ซึ่งก็คือเป็นรายงานการเดินสํารวจของท่านเฟรเดอริค เอคเคอมัน เมื่อปี ๒๕๐๔ ที่ทางศาล ก็บอกว่าสถานีตํารวจอยู่ตรงไหน กาดอยู่ทางทิศไหน เพราะฉะนั้นศาลก็เลยนํามาเป็นเหตุ ที่จะให้ประเทศไทยถอนกําลังออกจากจุดที่เคยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยอยู่ ทีนี้ผมเอง เท่าที่ผมเคยอ่านคําพิพากษาปี ๒๕๐๕ มันก็เป็นแต่เฉพาะตัวคําพิพากษา และผมเชื่อว่า สมาชิกเกือบร้อยละร้อยได้อ่านแต่คําพิพากษาทั้งหมดนะครับ แต่ที่นี้ประเด็นก็คือ ถ้าจะให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล แล้วก็ต่อศาลยุติธรรม ระหว่างประเทศเองจะเป็นไปได้ไหมครับที่ท่านจะกรุณาแจกเอกสารที่เรียกว่าพลีดดิ้ง ซึ่งเผอิญผมอาจจะเคยเห็นอยู่บ้าง แต่ไม่สามารถอ้างอิงได้ เอกสารพลีดดิ้งคือเป็นรายงาน กระบวนการพิจารณาคดีหรือเหตุการณ์ทีเกิดขึ้นในคดีทั้งหมดแต่มีเล่มโต ๆ อยู่ ๒ เล่ม และในนี้กล่าวถึงวอลลูม ๒ คือเล่ม ๒ คือรายงานของนายเอคเคอมันนี่นะครับ ผมว่าถ้าเผื่อว่า เราไม่สามารถจะมีเอกสารพลีดดิ้งนี่นะครับ การพิจารณาทั้งสิ้นทั้งปวงอาจจะไม่สมบูรณ์ ก็ขอความกรุณาทางฝ่ายรัฐบาลหรือทางฝ่ายกระทรวงการต่างประเทศว่าจะดําเนินการ อย่างไรช่วยเหลือในกรณีนี้ได้ครับ
ขอบคุณครับ รับไปด้วย นะครับ คือท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านได้แถลงเหตุและผลแล้วครับ ผมจะได้ให้ ท่านสมาชิกอภิปรายนะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภา และรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับว่าผมและคณะได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรี ให้มานําเสนอผลการตัดสินของศาลโลก ในคดีปราสาทพระวิหารเมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ เป็นเรื่องที่มีความสําคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน จึงเห็นสมควรที่จะได้มี การพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ จึงได้มีมติให้มีการรับฟังความคิดเห็นของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา โดยขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา ๑๗๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งวันนี้กระผมก็ได้นําทีมงานที่เป็นส่วนหนึ่งของ คณะกรรมการเพื่อวิเคราะห์คําพิพากษาและแนวทางการดําเนินการมาร่วมชี้แจงคําตัดสิน หรือการตีความคําพิพากษาของศาลโลกในครั้งนี้ ท่านประธานครับ เอกสารที่ผมได้แจก ออกไปนั้นเป็นเอกสารที่แจกในวันพิจารณาของศาลโลก ที่กรุงเฮก ผมได้ให้เจ้าหน้าที่ได้ถ่าย เอกสารฉบับนี้ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษ
โดยสรุปประเด็นเบื้องต้น อยากจะชี้แจงให้ที่ประชุมได้รับทราบครับว่า ศาลเองได้ลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า ขออนุญาตอ่านนะครับ ศาลมีอํานาจ ตามข้อ ๖๐ ของธรรมนูญศาล เพื่อพิจารณาคําขอตีความคําพิพากษา ปีคริสต์ศักราช ๑๙๖๒ โดยกัมพูชา และคําขอนี้
ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ คือความจริงให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีแถลงจบไปก่อนแล้วค่อยว่ากันนะครับ ท่านบุญยอด ท่านประท้วงเรื่องอะไรครับ
เรียนท่านผู้ทําหน้าที่ประธานรัฐสภา ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา คือว่า เรามีข้อตกลงชัดเจนนะครับว่า การประชุมในวันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ ทุกประโยคที่พูดในวันนี้ คนไทยทุกคนมีสิทธิจะได้รับรู้รับทราบ ท่านผู้ที่กําลังอภิปรายอยู่ในขณะนี้ อธิบายอยู่ ในขณะนี้ทําหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ขณะนี้ช่อง ๑๑ ก็ยังไม่ถ่ายทอดสด ผมคิดว่าเราต้องให้เกียรติกับประชาชนทุกคนนะครับ เมื่อเช้าผมอยู่กรรมาธิการกิจการ ชายแดนไทย พี่น้องที่อยู่ตามชายแดน นําเสนอข้อมูลโดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดบุรีรัมย์ เขาก็มีความกังวลกับเรื่องนี้ บางคนมานอนอยู่ที่ศาลา ว่าการอําเภอ โรงเรียนหลายโรงเรียนหยุดเรียน บางคนซื้ออาหารตุนไว้แล้ว เขาต้องได้รับรู้ เมื่อสักครู่ก็มีพระอาจารย์ท่านหนึ่งจากสุรินทร์ก็ยังโทรหาผมว่าต้องถ่ายทอดสด นี่คือ ข้อเท็จจริงครับ ท่านประธานครับ ถ้าท่านจะกล่าวอะไรต่อสมาชิกรัฐสภาก็ตาม ผมคิดว่า ไม่พอเพียงครับ รอจนช่อง ๑๑ ได้ถ่ายทอดสดแล้ว เราดําเนินการกันต่อก็จะเป็นการ ให้เกียรติต่อประชาชนที่เขาเสียภาษีให้กับท่าน เป็นอํานาจของประธานรัฐสภานะครับที่ท่าน ทําหน้าที่อยู่ในขณะนี้
เอาละครับ ฟังเข้าใจแล้วครับ
ท่านมีอํานาจในการสั่งการ ขอให้พักการประชุมสักครู่ จนช่อง ๑๑ ถ่ายทอดไม่ได้เชียวหรือ ผมเรียกร้องแทนพี่น้องประชาชนครับว่าเขามีสิทธิจะรับรู้ครับ
ท่านบุญยอด มีผู้ประท้วง ดอกเตอร์ธีรรัตน์ครับ เดี๋ยวจะได้วินิจฉัยพร้อม ๆ กันเลย ดอกเตอร์ธีรรัตน์ว่ามาครับ
ขอบพระคุณค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉัน ธีรรัตน์ สําเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่า เหตุผลที่ทางเพื่อนฝ่ายค้านนั้นได้เสนอมา มันขัดกับข้อบังคับที่เราได้ตกลงกันไว้นะคะ ท่านประธาน ในมาตรา ๑๗๙ ที่เรานํามาเสนอต่อที่ประชุมในวันนี้ ก็คือการพิจารณาเรื่อง ปราสาทพระวิหาร ซึ่งในมาตรา ๑๗๙ ก็ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า หากคณะรัฐมนตรีเห็นสมควร ที่จะฟังความคิดเห็นของสมาชิกรัฐสภา นั่นก็คือทั้ง ๒ สภา ก็คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็วุฒิสภา นายกรัฐมนตรีจะแจ้งไปยังประธานรัฐสภา ขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไป ในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็ได้ รัฐธรรมนูญกําหนดไว้ชัดเจนว่าเป็นความต้องการ ของคณะรัฐมนตรี แต่รัฐธรรมนูญกําหนดไว้ว่าให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ยื่นต่อรัฐสภา ซึ่ง ณ เวลานี้ทางคณะรัฐมนตรีก็อยู่บนบัลลังก์แล้วแล้วทางท่านผู้ชี้แจงไม่ว่าจะเป็นจากกระทรวง การต่างประเทศ หรือกระทรวงมหาดไทยที่อยู่ด้านหลัง ดิฉันก็ทราบว่าพร้อมกันอยู่ที่สภา แห่งนี้ ทางเพื่อนสมาชิกที่เห็นถึงประโยชน์ของการประชุมในวันนี้ก็พร้อมที่จะอภิปรายแล้ว ฉะนั้นท่านประธานคะ ได้โปรดดําเนินงานต่อ แล้วดิฉันก็มีความเชื่อในศักยภาพของ สื่อมวลชนที่อยู่ในบริเวณสภานี้จะสามารถแถลงความคิดข้อเสนอแนะของสมาชิกไปสู่พี่น้อง ประชาชนได้อย่างชัดเจนแล้วก็สมบูรณ์แบบทุกอย่าง ดิฉันขอให้สภาของเราดําเนินงานต่อ เรียนท่านประธานค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ผมวินิจฉัยทั้ง ๒ รายนะครับ ความจริงท่านรองนายกรัฐมนตรีกําลังเล่าถึงเรื่องของการต่อสู้เรื่องของคดีเรื่องนี้ ซึ่งวันนั้นทีวี ทุกช่องก็ถ่ายทอดอยู่แล้วนะครับ วันนี้ท่านก็มาซ้ําของเก่า เพราะฉะนั้นผมวินิจฉัยว่า ท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านได้กรุณาแถลงต่อเลยครับ
(นายเชน เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านเชนมีอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม เชน เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ผมคิดว่าเพื่อให้การทําหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิก วุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภาสามารถที่จะทํางาน รวมทั้งได้เข้าใจในคําตัดสินได้อย่าง ละเอียดรอบคอบ เมื่อสักครู่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้บอกว่าได้ส่งคําพิพากษาสําเนาที่แจกมา แต่ว่าท่านไม่ได้ทําการบ้านให้พวกเราต่อ ไม่อย่างนั้นท่านประธานกรุณาสั่งให้เจ้าหน้าที่ฝ่าย ของรัฐสภาได้แปลเอกสารทั้งหมดให้กับเพื่อนสมาชิกได้ไหมครับ ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องสําคัญ เป็นประโยชน์ในการพิจารณาแล้วก็แสดงความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิก ผมคิดว่า ท่านประธานมีความจําเป็นอย่างยิ่งนะครับ เพราะว่าเฉพาะเอกสารที่แจกในศาลที่กรุงเฮกนี้ สมาชิกพวกเรามีความรู้ความสามารถไม่เท่ากันนะครับ มีความจําเป็นอย่างยิ่งที่ต้องการ ได้เข้าใจโดยถ่องแท้ ท่านประธานครับ ถ้ารัฐบาลไม่ส่งให้นี่ท่านประธานน่าจะให้ทางฝ่าย รัฐสภาได้กรุณาแปลเรื่องนี้ให้กับพวกเราเพื่อความเข้าใจโดยถ่องแท้ครับท่านประธาน
เป็นเรื่องที่อ่อนไหวมาก ในการแปลภาษากฎหมายนี่ เอาอย่างนี้ช่อง ๑๑ กําลังจะตัดเข้าสู่รายการนะครับ เพราะฉะนั้นท่านบุญยอดนั่งลงได้ครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อไปเลยครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ต่อกรณีที่ทางฝ่าย กัมพูชาได้ยื่นเรื่องให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
ท่านเชนครับ อย่างนี้ครับ เอกสารนั้นผมไม่ทราบ แม้แต่กระทรวงการต่างประเทศซึ่งขณะนี้ผมเข้าใจว่าเรื่องของ การแปลนี่ เอาอย่างไรดีท่าน เดี๋ยวผมให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีชี้แจงก่อนดีกว่านะครับ ท่านเชนอีกทีครับ ท่านบุญยอดท่านประท้วงเรื่องทีวี บอกทีวีกําลังจะตัดเข้าอยู่ส่วนรายการ แล้วครับ เชิญท่านนั่งลงนะครับ ท่านเชนครับ ท่านประท้วงคาอยู่เมื่อสักครู่ ผมก็ชี้แจง ท่านไปแล้ว เอาท่านเชนก่อนครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าเมื่อสักครู่ที่ผมได้หารือท่านประธานนี่นะครับ ผมประท้วงไปก็โดยเหตุผลว่าเพื่อที่จะให้ผมได้มีความรู้ความเข้าใจได้ถ่องแท้ในคําพิพากษา แล้วเป็นหน้าที่ของรัฐสภานะครับ โดยปกติแล้วจะมีการเตรียมการมากกว่านี้ แต่ว่าผม ไม่ทราบอย่างไรถึงมาเป็นอย่างนี้ ถ้าผมให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศช่วยแปล ทีละหน้าให้ผมนี้ ผมก็ว่าท่านไม่ได้เก่งกว่าผมหรอกครับ โดยข้อเท็จจริงนะครับ ท่านอาจจะ มีลูกมือที่เป็นเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ แต่ว่าวันนี้เราพิจารณาในรัฐสภาไทย นะครับ ผมต้องการที่จะให้พวกเราทุกคนมีความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงจะได้มีสิทธิ ที่จะได้วิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องเหล่านี้ได้ ท่านประธานเป็นหน้าที่ของท่านต้องทํานะครับ ผมขอหารือท่านประธานว่าท่านสั่งเจ้าหน้าที่ทําก่อนแล้วก็เราค่อยมาประชุมกันทีหลังนะ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ท่านบุญยอดจะได้นั่งครับ ผมเกรงว่าจะยืนนานครับ เชิญท่านประท้วงต่อครับ
ท่านประธานครับ ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา
เรื่องแรกนะครับ จนขณะนี้ช่อง ๑๑ ยังถ่ายทอดข่าวต้นชั่วโมงอยู่ ยังไม่ได้ถ่ายทอดสดจากรัฐสภา
เรื่องที่ ๒ ถ้าท่านรัฐมนตรีท่านนี้จะมาแปลภาษาอังกฤษ ผมไม่เชื่อครับ เพราะท่านเคยบอกว่าแม่ท่านไม่ได้มีผัวฝรั่งครับ แล้วท่านไม่มีความรู้ดีขนาดว่าเป็นคนที่ ไปเรียนเมืองนอก ผมยังจําคําพูดของท่านได้ ผมจะเชื่อท่านได้อย่างไรครับ ผมเป็นตัวแทน ของประชาชนนะครับ แล้วท่านกําลังจะต้องพูดกับประชาชน คนอย่างนี้เชื่อไม่ได้ครับ ต้องจัดการเรื่องเอกสารให้เรียบร้อยก่อนครับ ขอบพระคุณครับ
เมื่อสักครู่ถามเดี๋ยวให้ท่าน รองนายกรัฐมนตรีตอบดูก่อนนะครับ เชิญครับ
ผมขออนุญาตต่อนะครับท่านประธาน กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศและรองนายกรัฐมนตรี อยากจะขอให้เพื่อนสมาชิกกรุณาฟังด้วยความอดทน สักเล็กน้อยนะครับ วันนี้ผมเอาทีมคณะทํางานโดยเฉพาะหัวหน้าทนายความของผมที่ไปสู้คดี มาตลอดระยะเวลา ๔ ปีนี้ ก็พร้อมที่จะมาชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมจากที่ผมได้กล่าว อดทนฟังสักนิดหนึ่งนะครับ ที่ส่งเป็นภาษาอังกฤษให้ท่านไว้ก่อนนะครับ การแปล อย่างเป็นทางการนั้นใช้เวลา เพราะว่าเราจะไม่ให้เกิดความผิดพลาดใด ๆ ผมเชื่อว่าท่านผู้นํา ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรคงจะเข้าใจนะครับ วันนี้เดี๋ยวท่านทูตวีรชัยก็จะมาชี้แจง รายละเอียดในประเด็นต่าง ๆ เพื่อที่จะขอคําชี้แนะจากท่านก่อนเป็นการเบื้องต้น แล้วผมถึงจะได้ไปหารือกับทางกัมพูชาเป็นการเบื้องต้น จากนั้นพอไปเอาคําแนะนําของท่าน ไปพูดคุยกับทางกัมพูชาแล้ว ก็จะกลับมาขอกรอบการเจรจาจากท่านอีกครั้งหนึ่งตาม มาตรา ๑๙๐ ขอให้ใจเย็น ๆ ครับ วันนี้ไปสู้คดีมาด้วยความเหน็ดเหนื่อย สิ่งที่เห็นคือ ประชาชนตามแนวชายแดนไม่ว่าประเทศไทย ประเทศกัมพูชา มีความสุข มีใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ผมถือว่าเป็นชัยชนะของคนไทยครับ ขอให้ใจเย็น ๆ ฟังผมชี้แจงสักเล็กน้อย ผมจะใช้เวลา ไม่มาก เดี๋ยวที่เหลือผมจะให้ทีมงานของผมชี้แจงในรายละเอียดทั้งหมดครับ ขอร้องนะครับ อดทนหน่อยครับ
เดี๋ยวฟังก่อนนะครับ เชิญท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พอดีท่านรัฐมนตรีท่านถามว่าผมเข้าใจไหม ผมเข้าใจท่านครับว่าการแปลที่เป็นทางการต้องมีความรัดกุมอย่างยิ่ง แต่ประเด็นที่ เพื่อนสมาชิกเขาร้องขอก็คือว่ามีสมาชิกจํานวนไม่น้อยประสงค์จะแสดงความคิดเห็น ต่อเรื่องนี้ และมีความจําเป็นที่จะต้องทําความเข้าใจอย่างน้อยก็เบื้องต้นกับคําพิพากษา ซึ่งไม่ได้มีน้อย ๆ นะครับ ท่านประธานครับ ๑๐๘ ย่อหน้า การแปลนี่สามารถจะแปลแล้วก็ ประทับตราได้เลยครับว่าเป็นคําแปลที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งจะไม่ผูกมัดไม่มีปัญหาอะไร ปัญหามันมีอยู่เพียงว่าท่านประธานกับรัฐบาลจะกรุณาเพื่อนสมาชิกที่เขาร้องขอได้หรือไม่ ว่าขอให้เขาได้มีโอกาสอ่านเอกสารที่เป็นภาษาไทยก่อนที่จะมาฟังความคิดเห็นจากเขาครับ ไม่อย่างนั้นก็เป็นการตัดสิทธิหลายท่านที่มีปัญหาว่าเขาไม่สามารถที่จะทําความเข้าใจกับ เอกสารภาษาอังกฤษจํานวนมากขนาดนี้ แล้วก็เพิ่งแจกด้วยนะครับ ก็อยู่ที่ทางรัฐบาล กับท่านประธานเห็นว่าอยากจะฟังความคิดเห็นให้กว้างขวางอย่างแท้จริงหรือไม่ครับ
ครับ เอาอย่างนี้ครับ เนื่องจากว่าเอกสารนั้นมีจํานวนเยอะนะครับ การแปลถ้าเกิดถึงแม้แปลไม่เป็นทางการ แต่ว่ามันล่อแหลม เพราะว่าเดี๋ยวฟังเสร็จแล้วก็ค่อยเอาเอกสารมาก็ค่อยดูนะครับ อยากจะฟังความเหมือนกันนะครับว่าสู้คดีว่าอย่างไรครับ ผมว่าเราฟังเขาก่อนนะครับ เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ
ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานที่เคารพ ที่จริงแล้ว กรณีที่ฝ่ายกัมพูชาได้ยื่นขอให้ศาลโลกตีความคําพิพากษาเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๐๕ คือคดีเดิมนั้นนี่นะครับ ผมอยากจะกราบเรียนเลยครับเบื้องต้นตอนที่ศาลได้วินิจฉัยนะครับ ความเห็นของศาลเป็นเอกฉันท์ว่าศาลมีอํานาจตามข้อ ๖๐ ของธรรมนูญศาลเพื่อพิจารณา คําขอตีความคําพิพากษา ปีคริสต์ศักราช ๑๙๖๒ โดยประเทศกัมพูชา และคําขอนี้รับฟังได้ ทีนี้ธรรมนูญ ข้อ ๖๐ นั้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนในสิ่งที่ผมได้อ่านคําวินิจฉัยข้อแรกของศาล ข้อ ๖๐ ของธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ระบุว่าคําตัดสินของศาลโลกถือเป็นที่สุด และไม่มีการอุทธรณ์ในกรณีที่มีข้อพิพาทในความหมายหรือขอบเขตของคําตัดสิน ศาลโลก จะต้องตีความคําตัดสินดังกล่าว หากมีภาคีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอนะครับ อันนี้ก็เป็นที่มาว่า ตามข้อ ๖๐ ของธรรมนูญศาล ศาลจึงมีอํานาจที่จะตีความคําพิพากษาในอดีตให้ชัดเจน ขึ้นมาได้นะครับ ส่วนรายละเอียดในการพิจารณาของศาลโลกด้านเทคนิคต่าง ๆ ผมจะขอ อนุญาตให้ท่านทูตวีรชัยและคณะที่มาร่วมกับผมนั้นได้ชี้แจงข้อมูลต่าง ๆ สําหรับในวันนี้ครับ รัฐบาลใคร่ขอรับฟังการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกทั้ง ส.ส. และ ส.ว. เพื่อนําเอาข้อชี้แนะ ข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็นต่าง ๆ เพื่อไปใช้เป็นแนวทางในการนําไปปฏิบัติในการหารือเบื้องต้น กับทางประเทศกัมพูชาในกรอบของเจซี (JC) หรือคณะกรรมาธิการร่วมทวิภาคีไทย-กัมพูชา ซึ่งผมเป็นหัวหน้าคณะ ผมขอยืนยันว่าก่อนที่จะดําเนินการใด ๆ ทุกครั้ง ก็จะนําเรื่องนี้ เข้าหารือกับรัฐสภา และจะฟังเสียงของประชาชนตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยที่มีอยู่แล้วขณะนี้หรือที่กําลังแก้ไข แต่ยังไม่ได้ประกาศใช้อย่าง เป็นทางการ และผมหวังเป็นอย่างยิ่งครับว่าการอภิปรายในวันนี้ของเพื่อนสมาชิกทุกท่าน จะเป็นไปในทางที่สร้างสรรค์และเป็นเหตุเป็นผลและเป็นประโยชน์ต่อพี่น้อง และประเทศไทย ขอบพระคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านเอกอัครราชทูต วีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตประจํา ณ กรุงเฮก ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมทางกฎหมาย เชิญท่าน ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมครับ
ขอบพระคุณครับ กราบเรียนท่านประธานนะครับ กระผม นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก และเป็นตัวแทนของรัฐบาลไทยในการสู้คดีตีความปราสาทพระวิหาร ขออนุญาตเรียน รายงานสรุปสาระของคําพิพากษาวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ของศาลโลกในคดีนี้นะครับ จะรายงานเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรกจะสั้น ส่วน ๒ จะยาวหน่อยนะครับ
ส่วนแรกจะเป็นเรื่องข้อบทปฏิบัติการ คือส่วนของคําพิพากษาที่ผูกพันคู่กรณี มี ๒ ข้อครับ
ข้อ ๑ ศาลลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าศาลมีอํานาจตามข้อ ๖๐ ของธรรมนูญศาล เพื่อพิจารณาคําขอตีความคําพิพากษา ปี ค.ศ. ๑๙๖๒ ของประเทศ กัมพูชา และคําขอนี้รับฟังได้
ข้อที่ ๒ ชี้ขาดเป็นเอกฉันท์ โดยอาศัยการตีความคําพิพากษาเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ค.ศ. ๑๙๖๒ ว่าศาลในคําพิพากษาดังกล่าว ได้ตัดสินว่าประเทศกัมพูชา มีอธิปไตยเหนือดินแดนทั้งหมดของยอดเขาพระวิหาร ดังที่นิยามไว้ในวรรคเก้าสิบแปด ของคําพิพากษานี้ และโดยเหตุนี้ประเทศไทยมีพันธกรณีต้องถอนกําลังทหารหรือตํารวจ หรือผู้เฝ้ารักษา หรือผู้ดูแลของประเทศไทย ซึ่งส่งไปประจําอยู่ ณ ที่นั่น สําหรับคําว่า ยอด เขา ขอกราบเรียนว่าเป็นคําแปลชั่วคราวนะครับ มาจากภาษาอังกฤษว่าพรอมอนทอรี (Promontory) ภาษาฝรั่งเศสว่าเอปรง (éperon) การที่เราแปลชั่วคราวว่ายอดเขา เพราะขณะนี้ยังหาคําที่คิดว่าเหมาะสมที่สุดไม่ได้ ผู้เชี่ยวชาญบางท่านใช้คําว่า ชะง่อนผา ในชั้นนี้ทางคณะสู้คดีก็จะรับไปพิจารณา และในคําแปลสุดท้ายอาจจะใช้เป็น อย่างใดอย่างหนึ่ง วันนี้ต้องกราบขออภัย ขออนุญาตใช้คําว่า ยอดเขา ไปชั่วคราวก่อน นะครับ มีข้อสังเกตด้วยว่าในคําแถลงของผู้พิพากษาโอวาดะ (ญี่ปุ่น) เคนฮูน่า (โมร็อกโก) และกาจา (อินเดีย) นะครับ บอกว่า วรรคเก้าสิบแปด การที่กล่าวถึงวรรคเก้าสิบแปดไว้ตรงนี้ แปลว่า วรรคเก้าสิบแปดของคําพิพากษาเป็นส่วนหนึ่งของส่วนที่ตัดสิน ซึ่งผูกพันคู่กรณีด้วย นะครับ
ถัดไปกระผมจะรายงานในส่วนของคําพิพากษาที่เป็นเหตุผล ก็จะมีทั้งหมด ๘ ประเด็นนะครับ
ประเด็นที่ ๑ วันที่ข้อพิพาทปรากฏชัด ศาลเห็นว่าข้อพิพาท ปรากฏชัดในช่วงปี ๒๕๕๐-๒๕๕๑ อันนี้ก็เป็นการฟังการต่อสู้ของเรานะครับ
ประเด็นที่ ๒ อํานาจศาล ก็แบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ ประเด็นว่า มีข้อพิพาทระหว่างคู่กรณีหรือไม่ เกี่ยวกับความหมายแล้วก็ขอบเขตของคําพิพากษา ศาลเห็นว่ามีข้อพิพาท ในชั้นนี้ศาลชี้แจงด้วยว่าตัวบทภาษาฝรั่งเศสของข้อ ๖๐ ธรรมนูญ แปลคํา ใช้คํา ดีสพิวท์ (Dispute) ภาษาอังกฤษว่า กงเตสตรัท ฮิว (Contestation) ซึ่งทําให้คําว่า ข้อพิพาทหรือดีสพิวส์ในข้อ ๖๐ นี้มีความหมายกว้างกว่าคําเดียวกัน ในข้อ ๓๖ วรรคสองของศาลโลกที่ว่าด้วยอํานาจศาลในกรณีปกติ ดังนั้นจะต้องตีความกว้างกว่าคําว่า ดีสพิวท์ ในข้อ ๓๖ วรรคสองนะครับ ดังนั้นศาลก็ตัดสินว่าในกรณีนี้มีข้อพิพาทหรือดีสพิวท์ หรือกงเตสตรัท ฮิว ในภาษาฝรั่งเศส ระหว่างคู่กรณีนะครับ ว่าด้วยความหมายและขอบเขต ของคําพิพากษา ปี ๒๕๐๕ อันนี้ศาลก็ฟังฝ่ายกัมพูชานะครับ แต่เหตุผลที่ศาลใช้ไม่ใช่เหตุผล ของกัมพูชา เป็นเหตุผลของศาลเองครับ ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องอํานาจศาล ข้อพิพาทที่ว่านี้ อยู่ในประเด็นใดบ้าง ศาลเห็นว่ามีข้อพิพาทใน ๓ ประเด็น คือ ๑. ในคําพิพากษา ค.ศ. ๑๙๖๒ ศาลได้ตัดสินโดยมีผลผูกพันหรือไม่ ว่าเส้นบนแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เป็นเขตแดน ระหว่างคู่กรณีในบริเวณปราสาท ๒. ประเด็นความหมายและขอบเขตของข้อความว่า บริเวณใกล้เคียงบนดินแดนของกัมพูชา ๓. ประเด็นลักษณะของพันธกรณีของไทยที่จะต้อง ถอนกําลังตามวรรคสองของข้อบทปฏิบัติการของคําพิพากษา ปี ค.ศ. ๑๙๖๒ ๓ ประเด็น นะครับ
ประเด็นที่ ๓ ประเด็นที่ศาลวินิจฉัยก็คือว่า คําขอของกัมพูชารับฟังได้หรือไม่ ศาลเห็นว่าคําขอของกัมพูชารับฟังได้ เพราะคู่กรณีมีความเห็นต่างกันในเรื่องของความหมาย และขอบเขตของคําพิพากษา ปี ค.ศ. ๑๙๖๒ จึงมีความจําเป็นต้องตีความวรรคสองของ ข้อบทปฏิบัติการของคําพิพากษาดังกล่าว รวมทั้งผลทางกฎหมายของสิ่งที่ศาลกล่าวเกี่ยวกับ เส้นบนแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ นะครับ
ประเด็นที่ ๔ ในส่วนเหตุผล คือความสัมพันธ์ระหว่างคําพิพากษา ปี ค.ศ. ๑๙๖๒ ในส่วนที่เป็นเหตุผลกับในส่วนที่เป็นข้อบทปฏิบัติการนะครับ ศาลยืนยัน หลักการตามแนวคําพิพากษาของศาลที่มีอยู่ว่าจะตีความส่วนที่เป็นเหตุผลได้ ก็ต่อเมื่อส่วนนั้น แยกไม่ได้จากส่วนข้อบทปฏิบัติการ แต่ศาลมิได้ชี้ขาดในประเด็นนี้ เพียงแต่ระบุว่า ศาลจะพิจารณาส่วนที่เป็นเหตุผลของคําพิพากษา ปี ค.ศ. ๑๙๖๒ เท่าที่ให้ความกระจ่าง เกี่ยวกับการตีความที่ควรจะเป็นของส่วนข้อบทปฏิบัติการนะครับ
ประเด็นที่ ๕ วิธีการทั่วไปของการตีความ
๑. ในการตีความ ศาลจะต้องเคารพและอยู่ในขอบเขตของสิ่งที่ได้รับ การตัดสินในคําพิพากษาที่ตีความ ก็คือจะต้องเคารพสิ่งที่ได้รับการตัดสิน ขอบเขตของสิ่งที่ ได้รับการตัดสิน ในคําพิพากษา ปี ค.ศ. ๑๙๖๒ ซึ่งภาษากฎหมายเป็นภาษาลาตินว่า เรส จูดิคาตา (Res Judicata) ศาลจะต้องเคารพอันนั้นเวลาตีความนะครับ
๒. ศาลไม่จําเป็นต้องจํากัดตัวเองอยู่ในข้อต่อสู้ของคู่กรณี ศาลอาจจะหา เหตุผลมาแทนได้นะครับ
๓. คําให้การเป็นลายลักษณ์อักษรและด้วยวาจาของคู่กรณีในคดีเดิมจําต้อง มาพิจารณาในการตีความ เพราะทําให้เห็นว่าคู่กรณีได้เสนอพยานหลักฐานใดต่อศาล และได้ตั้งประเด็นใดต่อศาลอย่างไรนะครับ
๔. ในการตีความ ศาลมีดุลยพินิจจํากัดอยู่ภายใต้ขอบเขตของคําขอ ของคู่กรณีในคดีเดิมตามที่ศาลเข้าใจ คําขอของคู่กรณีในคดีเดิมตามที่ศาลในคดีเดิมเข้าใจ ซึ่งเป็นภาษากฎหมาย เป็นภาษาลาติน เพรทิตุม (Par'té-ùm) นะครับ และศาล ไม่อาจวินิจฉัยขอบเขตอันนี้ใหม่ได้นะครับ ศาลในวันนี้จะวินิจฉัยขอบเขตนี้ใหม่ไม่ได้ ทั้งนี้ ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากหลักกฎหมายว่าด้วย นอน อัลตรา พีทิตา (Non Ultra Petita) คือ ศาลไม่อาจจะให้เกินกว่าที่ผู้ร้องขอได้นะครับ
๕. คําสรุปย่อต้นคําพิพากษา หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า เฮดโน้ต(Headnote) หรือตรอมแมร์ (Sommaires) ซึ่งฉบับนี้ก็มีนะครับ ในหน้าแรก ๆ ท่านจะเห็น เป็นตัวเอียง เป็นคําสรุปย่อข้างหน้า ศาลบอกว่าไม่อาจนํามาร่วมในการพิจารณาตีความได้ นะครับ
๖. ข้อเท็จจริงที่เกิดหลังคําพิพากษาและพฤติกรรมของคู่กรณีหลังคําพิพากษา ปี ค.ศ. ๑๙๖๒ ไม่อาจนํามาพิจารณาในการตีความคําพิพากษาดังกล่าวนะครับ อันนี้เป็น ๖ ประเด็นถึงวิธีการทั่วไปของการตีความที่ศาลได้กําหนดนะครับ
ถัดไปประเด็นที่ ๖ เป็นประเด็นสําคัญที่สุด คือประเด็นที่ศาลตีความ
๑. ศาลตีความว่า คําพิพากษาปี ค.ศ. ๑๙๖๒ มีองค์ประกอบหลัก ๓ ประการ
- ศาลในปี ๒๕๐๕ มิได้ชี้ขาดเรื่องเขตแดน อันนี้ศาลรับฟังข้อต่อสู้ของเรา นะครับ
- แผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ มีบทบาทหลักในการให้เหตุผลของศาล อันนี้ศาลฟัง กัมพูชานะครับ อย่างไรก็ดีบทบาทหลักนั้นจํากัดเฉพาะในบริเวณพิพาทในคดีเดิมเท่านั้น อันนี้ก็น่าจะเป็นเพราะว่าศาลรับฟังข้อต่อสู้ของเราว่าคดีนี้ต้องจํากัดนะครับ
- อาณาบริเวณปราสาทหรือภาษาอังกฤษว่า รีเจิน ออฟ เดอะ เทมเพิล (Region of the temple) หรือภาษาฝรั่งเศส ราจิออน ดู ตอม (Region du tepms) มีพื้นที่จํากัดมาก และศาลในปี ๒๕๐๕ ได้วินิจฉัยชี้ขาดเรื่องแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เฉพาะ ในบริเวณพิพาทนะครับ ซึ่งใช้คําว่า ดิสพิวท์เท็ด แอเรีย (Disputed Area) หรือภาษา ฝรั่งเศสว่า โซน ลิทิเอ (Zone litige) ในคดีเดิม อันนี้เป็นประการสําคัญนะครับ ศาลได้ วินิจฉัยชี้ขาดว่าศาลในปี ๒๕๐๕ ได้วินิจฉัยชี้ขาดเรื่องแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เฉพาะใน บริเวณพิพาทเท่านั้น บริเวณพิพาทในคดีเดิมนะครับ แม้ว่าเส้นเขตแดนบนแผนที่ดังกล่าว จะยาวกว่า ๑๐๐ กิโลเมตร ก็ตาม
๒. ศาลในตีความในเรื่องความหมายของส่วนข้อบทปฏิบัติการของ คําพิพากษาปี ๒๕๐๕ นะครับ ศาลเริ่มต้นด้วยการบอกว่า ข้อบทปฏิบัติการทั้ง ๓ วรรค ในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ต้องพิจารณารวมกันทั้งหมด จากนั้นศาลก็ตีความวรรคหนึ่งว่า ความหมายของวรรคหนึ่งมีความชัดเจน เพราะชี้ขาดตามคําเรียกร้องหลักของกัมพูชา ในคดีเดิมว่า ปราสาทอยู่บนดินแดนภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา จากนั้นศาลได้ตีความ วรรคสอง บอกว่าวรรคสองนั้นระบุดินแดนกัมพูชาที่ไทยต้องถอนกําลังออก โดยอ้างอิงถึง บุคลากรของไทยที่ได้ส่งไปประจําอยู่ จึงต้องดูหลักฐานในคดีเดิมว่ากําลังของไทยตั้งอยู่ ที่ใด ซึ่งคําให้การของนายเฟดเดอริด แอกเคอร์มาน ได้ระบุชัดเจนถึงที่ตั้งของกองกําลัง ตํารวจตระเวนชายแดนไทย อันนี้เป็นคําให้การในคดีเดิมนะครับ ปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ด้วยเหตุนี้ ศาลในวันนี้จึงเห็นว่าอย่างน้อยบริเวณใกล้เคียงปราสาทจะต้องรวมที่ตั้งของตํารวจ ตระเวนชายแดนไทยตามคําให้การดังกล่าว ซึ่งที่ตั้งนั้นอยู่ทางทิศเหนือของเส้นมติ คณะรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๐๕ ของไทย ซึ่งมากําหนดในภายหลังคดี แต่อยู่ใต้เส้นเขตแดน บนแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ อันนี้เป็นคําให้การของฝ่ายไทยในสมัยนั้น ดังนั้นเส้นมติ คณะรัฐมนตรีดังกล่าวจึงไม่อาจจะเป็นขอบเขตของบริเวณใกล้เคียงปราสาทตามความหมาย ของวรรคสองได้ ที่กระผมว่าคําให้การของไทยนี้ไม่ได้ให้การเกี่ยวกับเส้นมติคณะรัฐมนตรี เพราะเส้นมติคณะรัฐมนตรีเกิดที่หลังคําพิพากษา เป็นคําให้การก่อนคําพิพากษาว่าที่ตั้ง ของตํารวจตระเวนชายแดนไทยนั้นที่มิสเตอร์เบดเดอร์ก แอกเดอร์มาน ไปพบนั้น อยู่เหนือ สันปันน้ําที่กัมพูชาอ้างในคดีเดิม ซึ่งเมื่อศาลมาดูแล้วก็พบว่าเท่ากับอยู่เหนือเส้นมติ คณะรัฐมนตรีซึ่งลากภายหลังนะครับ ด้วยหลักฐาน ๒ ชิ้นนี้ ศาลจึงตัดสินในวันนี้นะครับ ตัดสินตีความว่าเส้นมติคณะรัฐมนตรีไทยไม่อาจเป็นขอบเขตของบริเวณใกล้เคียงปราสาท ตามความหมายของวรรคสอง ในความหมายของศาลในปี ๒๕๐๕ ได้นะครับ
ศาลตีความด้วยว่าศาลในปี ๒๕๐๕ อธิบายพื้นที่รอบปราสาท โดยใช้ลักษณะ ทางภูมิศาสตร์ พื้นที่รอบปราสาทนี้ในคําตัดสินวันนี้เรียกว่าแอเรีย อะราวด์ เดอะ เทมเพิล (Area around the temple) หรือลา โซน ลิทิเอ โอซัม บอก ดู ตอม (La Zone litige Orsum bog du tom) ซึ่งเป็นคําที่ไม่มีที่มาเดิมนะครับ เป็นคําที่ศาลได้กําหนดขึ้นในวันนี้ นะครับ แต่สิ่งสําคัญคือ ศาลในวันนี้บอกว่า ศาลในปี ๒๕๐๕ ใช้ลักษณะทางภูมิศาสตร์ สัณฐานทางภูมิศาสตร์เป็นหลัก จากนั้นศาลในวันนี้ก็ตีความว่า พื้นที่พิพาทในคดีเดิมแคบ และจํากัดอย่างชัดเจน ด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ ด้วยสัณฐานทางภูมิศาสตร์ ในทาง ทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก และทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ทั้งหมดนี้ใช้สัณฐานทาง ภูมิศาสตร์ ส่วนทางเหนือนั้นจํากัดโดยขอบเขตของดินแดนกัมพูชาตามที่ศาลชี้ขาดในส่วน เหตุผลของคําพิพากษา ปี ๒๕๐๕ บริเวณใกล้เคียงปราสาท ศาลตีความว่า จํากัดอยู่เฉพาะ ยอดเขาพระวิหาร ตรงนี้คือ คําว่า พรอมอนทอรี หรือ เอปรง (A proximite) ขออนุญาตใช้ ยอดเขาชั่วคราวไปก่อนนะครับ ศาลตีความเช่นนี้ด้วยเหตุผลว่า ๑. พื้นที่บริเวณใกล้เคียง ปราสาทไม่รวมภูมะเขือ เพราะภูมะเขือกับยอดเขาพระวิหารเป็นพื้นที่ภูมิศาสตร์ที่แยกจากกัน ผู้ว่าราชการจังหวัดพระวิหารของกัมพูชา ในปี ๒๕๐๕ ในคดีเก่าก็ระบุว่าภูมะเขืออยู่คนละ จังหวัดกับยอดเขาพระวิหาร ทนายความของกัมพูชาท่านหนึ่งก็กล่าวว่า ภูมะเขือไม่ใช่บริเวณ สําคัญสําหรับการพิจารณาของศาล นอกจากนี้ไม่มีพยานหลักฐานใดในคดีเดิมที่ชี้ว่า มีกําลัง ทหารหรือตํารวจของไทยอยู่ที่ภูมะเขือในสมัยนั้น ดังนั้นศาลจึงสรุปว่าภูมะเขือไม่รวมอยู่ ในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงปราสาทในความหมายของคดีเดิมนะครับ
นอกจากนี้ศาลยังให้เหตุผลว่า เหตุที่เลือกพื้นที่ใกล้เคียงที่ตีความในวันนี้ เป็นอย่างนี้ เพราะว่าการตีความของกัมพูชาในปัจจุบันที่อ้างพื้นที่ที่อยู่ระหว่างเส้นแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ตามที่เขาถ่ายทอด กับสันปันน้ําตามที่ไทยเสนอในปัจจุบัน แต่ว่าศาลในคดีเดิม ระบุไว้ชัดว่าไม่สนใจที่จะรู้ว่าสันปันน้ําอยู่ที่ไหน ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่ศาลในคดีเดิมจะนึกถึง สันปันน้ํา เมื่อใช้คําว่าบริเวณใกล้เคียง ศาลในวันนี้จึงสรุปว่า ศาลในคดีเดิมเข้าใจคําว่า บริเวณใกล้เคียงบนดินแดนของกัมพูชาว่าจํากัดอยู่เพียงยอดเขาพระวิหาร และพื้นที่ดังกล่าว จะต้องเล็กและเห็นได้ชัด อันนี้ก็ถือว่าศาลฟังข้อต่อสู้ของเรา ศาลย้ําถึง ๓ แห่งเป็นอย่างน้อย ว่าจะต้องเล็ก แคบ และจํากัดบริเวณใกล้เคียง ศาลในปัจจุบันจึงชี้ขาดว่าไทยต้องถอนบุคลากร ทั้งหมดออกจากดินแดนทั้งหมดของยอดเขาพระวิหาร ดินแดนทั้งหมดของยอดเขาพระวิหาร ซึ่งอธิบายขอบเขตไว้ในวรรคเก้าสิบแปด แต่ศาลไม่ได้แนบแผนที่ประกอบจึงไม่มีเส้นให้เราเห็น
ศาลรับทราบข้อต่อสู้ของไทยว่าเป็นการยากที่จะถ่ายทอดเส้นบนแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ลงบนพื้นที่จริง แต่ประเด็นนี้ศาลในคดีเดิมไม่ได้พิจารณา จึงอยู่นอกอํานาจ ศาลในปัจจุบัน อย่างไรก็ดี คู่กรณีจะต้องปฏิบัติตามคําพิพากษาของศาลในปัจจุบันโดยสุจริต คําว่า สุจริต นี้มาจากกูด เฟธ (Good Faith) ในภาษาอังกฤษ บอนน์ ฟัว (Bonne Foi) ภาษาฝรั่งเศส ซึ่งมีความหมายเฉพาะในกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ได้ความหมายเหมือนคําว่า สุจริตทั่ว ๆ ไปในภาษาไทย และการถ่ายทอดเส้นบนแผนที่ ๑:๒๐๐,๐๐๐ ลงในพื้นที่จริงนี้ ไม่อาจดําเนินการฝ่ายเดียวได้ อันนี้คือการตีความวรรคสองเป็นประเด็นสําคัญที่สุด ศาลยังตีความอีกประเด็นหนึ่งครับ ประเด็นความเชื่อมโยงระหว่างวรรคสองกับส่วนที่เหลือ ของข้อบทปฏิบัติการ ศาลตีความว่า ดินแดนผืนเล็ก ๆ ที่เป็นบริเวณใกล้เคียงในวรรคสอง ของส่วนข้อบทปฏิบัติการ ปี ๒๕๐๕ มีขนาดเท่ากับอาณาบริเวณหรือ เทมเพิล แอเรีย (Temple Area) หรือโซน ดูตอม ในวรรคสาม และมีขนาดเท่ากับดินแดนหรือ เทริทอร์ (Territory) หรือเตริตัวร์ (Territoire) ในวรรคหนึ่งของข้อบทปฏิบัติการ ซึ่งทั้งหมดนี้มีขนาด เท่ากับยอดเขาพระวิหารที่ศาลได้อธิบายไว้ในวรรคเก้าสิบแปด ของคําพิพากษาฉบับปัจจุบัน
ประเด็นที่ ๗ ในส่วนเหตุผล เป็นประเด็นที่ศาลเห็นว่าไม่มีความจําเป็นต้อง วินิจฉัย มี ๒ ประเด็น ๑. ประเด็นว่าศาลในคดีเดิมได้กําหนดเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับ กัมพูชา โดยมีผลผูกพันหรือไม่ ๒. พันธกรณีการถอนกําลังของไทย เป็นพันธกรณีต่อเนื่อง ตามความหมายของคําขอของกัมพูชาหรือไม่ ๒ ประเด็นนี้ ศาลไม่เห็นว่ามีความจําเป็นต้อง วินิจฉัย
ประเด็นที่ ๘ ประเด็นที่ศาลระบุเพิ่มเติม ศาลระบุว่าไทยและกัมพูชา ต้องร่วมมือกัน และร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศเพื่อปกป้องปราสาทในฐานะที่เป็น มรดกโลก และจําเป็นต้องให้มีทางเข้าถึงปราสาทจากที่ราบในฝั่งกัมพูชา กราบขอบพระคุณครับ
เชิญผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรครับ
ประธาน ที่เคารพครับ กระผมยังไม่ขอใช้สิทธิอภิปรายนะครับ ประการแรกก็ยังไม่แน่ใจว่ามีการ ถ่ายทอดหรือยังนะครับ หลังจากที่ท่านประธานสั่งการไป แต่ประเด็นที่สําคัญกว่าก็คือว่า ปัญหาที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานกรณีที่เพื่อนสมาชิกทักท้วงเรื่องเอกสารอยู่ตรงนี้ครับ ก่อนอื่นก็ยังไม่ได้มีโอกาสขอบคุณท่านทูตนะครับ ที่ไปทําหน้าที่ แต่ผมคิดว่าสําคัญครับ ท่านประธานครับ ที่ท่านทูตกรุณาอ่านทั้งหมดนี้เห็นได้ชัดว่าย่อหน้าที่เป็นหัวใจของการ ตัดสินในเรื่องนี้คือย่อหน้าที่ ๙๘ หรือท่านเรียกวรรคเก้าสิบแปด ท่านจะกรุณาแปลให้พวก เราทราบได้ไหมครับ เพราะนั่นคือหัวใจนะครับ เราจะได้เข้าใจตรงกันครับ
มีส่วนที่แปลไว้ไหมครับ ในวรรคเก้าสิบแปด เชิญท่านปลัดได้ชี้แจง เดี๋ยวครับท่านคํานูณ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ในส่วนของย่อหน้าที่ ๙๘ ทางกระทรวงการต่างประเทศมีคําแปลแล้ว นะครับ ดังนั้นจะขออนุญาตแจกในที่ประชุมได้ไหมครับ
ได้ครับ อนุญาตนะครับ คําแปลที่ถูกต้อง รับรองเรียบร้อยนะครับ อนุญาตแจกในที่ประชุมนะครับ เอาอย่างนี้นะครับ เดี๋ยวผมจะให้ท่านสมาชิก ท่านคํานูณมีอะไรครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ คํานูณ สิทธิสมาน ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ นอกจากวรรคเก้าสิบแปด ที่จะแจกในที่ประชุมแล้วนะครับ ผมว่าในชั้นต้นเพื่อประโยชน์ต่อการพิจารณานะครับ สิ่งที่ท่านทูตวีรชัย พลาศรัย แถลงนะครับ ผมเข้าใจว่าท่านบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าตรงนั้นสามารถจะแจกในที่ประชุมด้วยนะครับ ก็น่าจะเป็นประโยชน์ในระดับหนึ่ง เพราะว่าผมเชื่อว่าหลายท่านก็ฟังตามท่านไม่ทันครับ มันมีทั้งคําภาษาฝรั่งเศส ภาษาอังกฤษ นะครับ ถ้าตรงนั้นเป็นเอกสารอยู่แล้ว ถ้าจะแจกด้วยก็น่าจะเป็นประโยชน์ พร้อมกับ วรรคเก้าสิบแปดที่เป็นภาษาไทยนะครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านศิริโชคครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม ศิริโชค โสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญจริง ๆ นะครับ แล้วก็เป็นเรื่องที่คนไทยทั้งประเทศกําลังจับตา แต่ปรากฏว่าขณะนี้แม้ว่าเราจะย้ําไป ๓-๔ ครั้งแล้ว ช่อง ๑๑ ก็ยังไม่ได้ถ่ายทอด กําลังถ่ายทอดเวทีประชาคมอยู่ และผมคิดว่าเป็น เรื่องที่น่าเสียดายและน่าเสียใจที่พี่น้องประชาชนทั้งประเทศมิได้มีโอกาสได้ฟังท่านทูตวีรชัย ได้อธิบายถึงคําพิพากษา และถ้าเรายังปล่อยให้ช่อง ๑๑ ไม่ถ่ายทอด ผมคิดว่ามันจะไม่เป็น ประโยชน์ต่อประเทศเลยครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้ท่านประธานได้กรุณาประสานงาน ไปทางวิปรัฐบาล ประสานงานไปทางฝ่ายรัฐบาลให้ช่อง ๑๑ ได้มาถ่ายทอดการอภิปรายที่มี ความสําคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยครับ
ประชาสัมพันธ์เร่งรัดไปอีกที นะครับ ระหว่างนี้ผมคิดว่าจะมีการชี้แจง เดี๋ยวคงจะได้มีการซ้ํากับคําที่ท่านทูตวีระชัยจะต้อง ชี้แจงนะครับ เพราะฉะนั้นในเบื้องต้นก็คือเอาคําแถลงของท่านวีรชัยแจกต่อที่ประชุม เอาย่อหน้าที่ ๙๘ ที่แปลเป็นภาษาไทยแล้วแจกที่ประชุม ท่านสมาชิกครับ อย่างนี้ครับ ผมจะขอเวลาอภิปราย เนื่องจากว่าเรื่องนี้ที่ผมเชื่อว่าเป็นประเด็นที่มีความสําคัญ ละเอียดอ่อนนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะอภิปรายและถ้ารู้ว่าจะกระทบกระเทือนต่อ ความรู้สึกของทั้ง ๒ ประเทศ และประชาชน ท่านได้กรุณางดนะครับ แล้วก็อภิปรายเพื่อเป็น ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการที่จะใช้ในการเป็นกรอบเจรจา ท่านคํานูณครับผมจะได้ อ่านรายชื่อผู้ที่จองคิวไว้เยอะนะครับ เชิญคํานูณครับ
กราบเรียน ท่านประธานครับ คํานูณ สิทธิสมาน ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ที่ผมขอความกรุณาขอไป ในชั้นต้นนี้ครับ โดยเฉพาะถ้าท่านจะแจกเฉพาะวอลลูม ๒ ในส่วนที่เป็นคําให้การ หรือว่า ในกระบวนการพิจารณาคดีของท่านเฟดเดอริก แอกเคอร์มาน นี้นะครับ ที่มันจะบ่งบอกว่า สถานที่ จุดที่ตํารวจของไทยอยู่จุดใดอะไรนี่นะครับ คือเวลาเราอ่านคําพิพากษาตัวนี้แล้ว นะครับเราไม่สามารถจะทราบได้ครับ เพราะว่าไม่ได้อยู่ในคําพิพากษาปี ๒๕๐๕ แต่ว่า เป็นส่วนของพลิดดิง (Pleading) กระบวนการพิจารณาครับ คือผมอยากว่าถ้าเป็นไปได้ อยากจะให้แจกด้วยครับ ขอบพระคุณครับ หรือถ้าเป็นไปได้เฉพาะส่วนตัวผมนะครับ ผมขอทั้งวอลลูม ๑ วอลลูม ๒ เลยครับ ขอบคุณครับ
เดี๋ยวท่านปลัดท่าน จะดําเนินการให้นะครับ เพราะฉะนั้นผมว่าอย่างนี้ครับถ้าตรงไหนที่ท่านบอกว่าต้อง ประชุมลับ ท่านก็ช่วยบอกนะครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ ท่านศิริโชคก่อนนะครับ
ท่านประธานครับ ผม ศิริโชค โสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่ผมถามเป็นครั้งที่ ๔ แล้วนะครับ เรื่องการถ่ายทอดสด เราจะพัก การประชุมและรอจนกระทั่งช่อง ๑๑ ถ่ายทอดสดได้ไหมครับ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ จริง ๆ นะครับ โดยปกติแล้วผมก็ไม่อยากจะขอให้ถ่ายทอดสดหรอกครับ แต่เมื่อรัฐสภา อนุญาตให้ถ่ายทอดสดแล้ว แต่ช่อง ๑๑ ก็ยังไม่ได้ถ่ายทอดสด อยากให้ท่านประธานรัฐสภา ประสานไปทางวิปรัฐบาล ประสานไปยังรัฐบาลว่าให้ช่วยถ่ายทอดสด ถ้ายังไม่ถ่ายทอดสด เราก็พักก่อนนะครับ จนกระทั่งมีการถ่ายทอดสดได้ไหมครับ เพื่อพี่น้องประชาชนจะได้ฟัง ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะยังมีความสับสนอย่างมากครับ ก็เลยขออนุญาต ให้ท่านประธานโปรดวินิจฉัยครับ
ผมก็วินิจฉัยหลายรอบแล้ว บอกให้เขาถ่ายทอด จนบัดนี้นะครับ ผมนึกว่าถ่ายทอดไปแล้วนะครับ ทางประชาสัมพันธ์ ช่วยประสานอีกสักครั้งนะครับ ช่วยประสานอีกสักครั้งหนึ่ง ไม่มีปัญหาครับ เพราะฉะนั้น เดี๋ยวเอกสารแจกให้นะครับ และผมประสาน แต่ระหว่างนี้คือผมขอทําความเข้าใจและขอให้ ผู้อภิปราย ซึ่งอยู่ในมือผมนี้นะครับ ท่านอรรถวิชช์ครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากว่าเป็นการหารือนะครับ ตามมาตรา ๑๗๙ กระผมฟังท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้มีการพูด ชี้แจง แต่ผมไม่สบายใจนักครับ คือเนื่องจากว่า มาตรา ๑๙๐ ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการรอ การแก้ไขและให้มีผลนะครับ ทีนี้ประเด็นคือว่ามาตรา ๑๙๐ ฉบับใหม่ท่านไม่ต้องเสนอกรอบ ต่อสภานี้ แต่ปัจจุบันเรายังคงอยู่ในมาตรา ๑๙๐ เก่า ซึ่งจะต้องมีการเสนอกรอบ การเจรจาก่อน ประเด็นคือว่าการปรึกษาหารือในวันนี้ ภายใต้มาตรา ๑๗๙ ไม่ได้เป็นการ เสนอกรอบ ตามมาตรา ๑๙๐ ประเด็นคือท่านรองนายกรัฐมนตรีต้องการปรึกษาหารือ เมื่อสักครู่ฟังแล้วประหนึ่งว่าจะนําไปเจรจาในเบื้องต้น ทีนี้ประเด็นคือว่าท่านเจรจา ในเบื้องต้นได้อย่างไรครับ ท่านก็ต้องขอกรอบให้ถูกต้อง ตามมาตรา ๑๙๐ ก่อน ทีนี้ท่านต้อง พูดให้ชัดว่าหลังจากที่ได้มีการฟังการอภิปรายในสภาแห่งนี้แล้ว จะนําคําอภิปรายนี้ไปเป็น จุดยืนรัฐบาล ถ้าแบบนั้นมันต้องขอกรอบ เพราะเรายังอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พูดให้ชัดนะครับ เพราะเนื่องจากว่าปัจจุบันท่านจะดําเนินการต่อไปหรือไม่อย่างไร ถ้าจะเสนอแบบนั้นท่านต้องเสนอกรอบตามมาตรา ๑๙๐
เชิญครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีชี้แจงครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อนสมาชิกอาจจะไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมกราบเรียน คือวันนี้คณะรัฐมนตรีให้ผมมาถามสภา มาฟังความคิดเห็น มาฟังข้อเสนอแนะจากสภา ตามมาตรา ๑๗๙ นะครับ ผมจะรับฟัง ทั้งหมดเพื่อจะหาแนวทางที่จะไปปฏิบัตินะครับ และก่อนที่ผมจะไปเจรจากับกัมพูชา หรืออะไรนี่นะครับ ผมจะต้องเอากรอบเจรจามาขอสภาก่อนครับ แล้วก็ถึงจะไปดําเนินการ ตามมาตรา ๑๙๐ นะครับ แล้วก็ฟังเสียงประชาชน เพราะว่าในมาตรา ๑๙๐ ที่แก้ไข ฉบับใหม่นี้นะครับ มาตราที่เราผ่านไปก็เขียนชัดเจนครับว่า หนังสือสัญญาใดที่มี บทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดแจ้ง หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีบทให้เปิดเสรี ด้านการค้า หรือการลงทุนต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา อันนี้เราทําแน่นอนครับ
แล้วก็อีกพารากราฟ (Paragraph) หนึ่งสั้น ๆ เลยครับว่า ให้มีกฎหมาย ว่าด้วยการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญา อันนี้เราก็ต้องทําครับ เพื่อที่จะไปทําอะไรหลังจากที่ขอสภาเรียบร้อยแล้วครับ ไม่ต้องห่วงครับ ผมทําทุกอย่าง เปิดเผยครับ ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศร่วมกันสิ่งใดที่รัฐบาลนี้ทําก็ทําเพื่อประโยชน์ของ ประเทศชาติและประชาชนครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านอรรถวิชช์อีกทีครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ที่ผมจะต้องพูดเพราะเนื่องจากว่ายืนยันอีกครั้งนะครับ ผมก็ได้ยินท่านแล้วได้ฟังท่านอย่างดี แล้วก็ได้จด คือถ้าท่านจะเอานําไปเจรจาในเบื้องต้น ไม่ได้ ท่านทําได้อย่างเดียวในวันนี้คือการรับฟัง เพราะฉะนั้นท่าทีของท่านที่จะออกไปจากนี้ เป็นต้นยังไม่มีท่าทีใดถูกต้องใช่ไหมครับ ถ้าฟังจากคําชี้แจง ครั้งที่ ๒ ของท่านรอง นายกรัฐมนตรีแล้ว ก็แปลว่ายังไม่มีท่าทีใด ๆ ทั้งสิ้น จนกว่าจะมีการเสนอกรอบภายใต้ มาตรา ๑๙๐ ต้องเรียนย้ําว่าเรื่องนี้เป็นภาพให้ชัดเจนอีกครั้ง ท่านประธานขออนุญาตนะครับ คือต้องเข้าใจว่ารัฐธรรมนูญกําลังแก้ไข และถ้ามาตรา ๑๙๐ ผ่าน ท่านไม่ต้องมาเสนอกรอบ ผม รวมไปถึงการรับฟังความเห็นของประชาชนก็ไม่ต้อง เพราะกฎหมายลูกมันยังไม่ออก อันนี้คุยกันแบบตรงไปตรงมานะครับ แล้วผมเชื่อว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีต้องปกป้อง ประโยชน์ประเทศไทยอยู่แล้วครับ แล้วผมก็รู้จักท่านอยู่แล้วด้วยครับ แต่คราวนี้เราต้องมี ความชัดเจนกันในขั้นตอนการฝ่ายนิติบัญญัติเท่านั้นว่าท่านต้องยืนรับปากอย่างแข็งขันว่า จะต้องยังไม่มีท่าทีใดออกจากประเทศไทยจนกว่าจะมีการเสนอกรอบภายใต้มาตรา ๑๙๐ เพราะเรายังคงใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอยู่ เท่านี้ละครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ แล้ว ผมคิดว่าเราสามารถจะเดินต่อได้และรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน แต่ท่านต้องยืนหยัดว่า จะไม่มีการมีท่าทีใดจากวันนี้เป็นต้นไป เพราะท่านยังไม่ได้ดําเนินการตามมาตรา ๑๙๐ ผม ขอความชัดเจนจากท่านรองนายกรัฐมนตรีอีกครั้งนะครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ วันนี้ผม ขอยืนยันว่ารัฐบาลมาฟังความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกทั้ง ส.ส. และ ส.ว. และก่อนที่จะไป ดําเนินการอะไรในการที่จะเจรจากับทางกัมพูชา จะต้องเอากรอบการเจรจานี้มาขอความ เห็นชอบจากรัฐสภาครับ ไม่ต้องห่วงครับ เราพร้อมที่จะเปิดเผยรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์เราอยากฟังครับ แล้วก็อยากให้การอภิปรายวันนี้เป็นไปอย่าง สร้างสรรค์นะครับ พี่น้องประชาชนเขาเบื่อหน่ายการที่เราอภิปรายที่ไม่ก่อให้เกิดให้เกิด ความสร้างสรรค์กับประเทศมาพอสมควรแล้วนะครับ ขอบคุณครับ
เอาอย่างนี้นะครับ คือท่านรองนายกรัฐมนตรีก็ยืนยันนะครับ เอกสารผมก็จะแจกตามที่ท่านคํานูณขอ ตามที่ ท่านสมาชิกขอ ที่อยู่ในมือผมนี้ ผมก็จะอนุญาตแจกเอกสารนะครับ ทีวีก็แจ้งมาแล้วบอกว่า ตอนนี้ ช่อง ๑๑ กําลังเตรียมถ่ายทอดสดแล้วนะครับ ผมก็ยืนยันทุกอย่างหมดแล้ว ผมขอดําเนินการได้ไหมครับ เพราะว่าท่านอยู่ในคิวหมด ท่านปวีณไม่ต้องท่านอยู่ในคิวที่ จะต้องพูดคนแรก ๆ อยู่แล้วอย่างนี้ครับ ผมขอจัดลําดับเพราะว่าจัดลําดับการอภิปราย นะครับ ผมเริ่มจากท่านอุดมลักษณ์ เพ็งนรพัฒน์ ท่านประสงค์ นุรักษ์ ท่านปวีณ แซ่จึง แล้ว พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ได้แจ้งรายชื่อมาเลยครับเอาอย่างนี้ก่อน ๓ ท่านก่อนนะครับ เชิญท่านอุดมลักษณ์ก่อนนะครับ ท่านกษิตมีอะไรครับ เดี๋ยวเชิญท่านกษิตครับ
นิดเดียวครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ ผม กษิต ภิรมย์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา คือท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ทางรัฐบาลโดยทูตวีรชัยได้กรุณาสรุป ผลการพิจารณา แล้วก็ตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศคือศาลโลก แต่ว่าคงจะไม่เป็น การเพียงพอนะครับ ผมคิดว่าทางรัฐสภาน่าจะได้รับฟังข้อคิดเห็นเบื้องต้นของฝ่ายรัฐบาล จะโดยท่านทูตวีรชัยก็ได้ ว่าท่านเห็นผลการตัดสินของศาลโลกอย่างไร ตีความว่าอย่างไร พอใจหรือไม่ อย่างไร เพราะเมื่อวานนี้ แล้วก็ในเช้านี้ก็มีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ว่ามีสมาชิก วุฒิสภาบางท่านบอกว่าประเทศไทยได้สูญเสียดินแดนไปแล้วต่าง ๆ เหล่านี้มันอยู่ ในความข้องใจนะครับ แล้วก็คําว่ายอดเขา เนินเขา หรือว่าชะง่อนผา คําว่า พรอมอนทอรี มันค่อนข้างจะสร้างความสับสน ถ้าเผื่อได้ความกระจ่างสักนิดหนึ่งว่ามันอะไรกันอย่างไร อีกทั้งเขมรเขาก็อยากจะได้ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ตามในแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ในลักษณะนี้ มันก็ถูกตัดไปเสียเยอะ มันก็เหมือนกับว่าได้บ้าง เสียบ้าง ทางฝ่ายรัฐบาลคิดอย่างไร เพื่อให้ ความมั่นใจกับเรา เมื่อได้รับฟังผลการพิจารณาของศาลโลก ได้รับฟังข้อคิดเห็นเบื้องต้น ปฏิกิริยาของฝ่ายไทยของรัฐบาลเองต่อผล เราก็สามารถที่จะให้ข้อคิดเห็นที่จะเป็นไป ในทํานองสร้างสรรค์แล้วก็ร่วมกันทํางานได้ครับ ขอขอบพระคุณครับท่านประธาน
ท่านสมาชิกเอาอย่างนี้ ได้ไหมครับ เพราะว่าผู้ที่ให้ข่าวหรือผู้ที่มีความคิดเห็นก็คือท่านสมาชิกวุฒิสภาอยู่ในบัญชี รายชื่อผมซึ่งจะถึงอยู่แล้ว เดี๋ยวให้ท่านได้อภิปรายในนี้ และผมเชื่อว่าท่านทูตวีรชัยก็จะตอบ แต่ให้ตอบตอนนี้อยู่ เดี๋ยวท่านอภิปราย ผมอยากให้ท่านอภิปรายก่อนนะครับ จะได้มีการตอบ เพราะฉะนั้นผมขอจัดลําดับ ๓ ท่านแรกก่อนนะครับ ทางพรรคประชาธิปัตย์ช่วยกรุณาส่งชื่อ ให้ผมด้วยนะครับ ท่านแรกท่านอุดมลักษณ์ ท่านที่ ๒ คือท่านประสงค์ นุรักษ์ และท่านที่ ๓ ท่านปวีณ เดี๋ยวเชิญท่านอุดมลักษณ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอุดมลักษณ์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ดิฉันต้องขอขอบคุณทางท่านประธาน ที่ได้นําวาระที่จะต้องอภิปรายในเรื่องของการตัดสินของศาลโลกในเรื่องของปราสาท เขาพระวิหารมาอภิปรายกันในสภาในวันนี้ โดยที่ไม่ได้ขอมติ ดิฉันเองในฐานะที่เป็น ส.ส. ในพื้นที่อําเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยที่ว่าดิฉันเองก็เกิดในอําเภอกันทรลักษ์ แล้วก็ ได้เห็นพัฒนาการ วิวัฒนาการต่าง ๆ ของทั้ง ๒ ประเทศในการที่เกี่ยวกับเขตแดน เกี่ยวกับ ปราสาทเขาพระวิหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องทั้ง ๒ ประเทศ ที่ดิฉันอยู่ในพื้นที่มีความคิด ว่าพื้นที่ทั้ง ๒ ประเทศของเราไม่สามารถที่จะยกแผ่นดินต่อเนื่องที่ติดกันไปอยู่ที่อื่นได้ เราทั้ง ๒ ประเทศมีความประสงค์ที่จะอยู่อย่างสงบสุข โดยเฉพาะพี่น้องในเขตพื้นที่ อําเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษมีพื้นที่ที่ติดชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งหมด ๑๗๒ กิโลเมตร มีอําเภอกันทรลักษ์ มีอําเภอขุนหาญ มีอําเภอภูสิงห์ แล้วก็มีช่องที่ จะผ่านกันไปมาทั้ง ๒ ประเทศนี่มีอยู่ ๑๖ ช่องทาง แต่ว่ามีจุดผ่อนปรนอยู่ที่เขาพระวิหาร แห่งหนึ่ง แล้วก็มีจุดผ่านพรมแดนที่เป็นจุดผ่านถาวรก็คือตรงช่องสะงํา อันนี้ดิฉันก็อยากจะ ฝากว่าพี่น้องทั้ง ๒ ประเทศนี้ก็คือพี่น้องที่เป็นญาติพี่น้องกัน บางส่วนก็ได้ไปมาหาสู่กันเป็น ญาติพี่น้องกันนะคะ ข้ามไปแต่งงานหรือว่ามาเป็นเครือญาติกัน ตั้งแต่สมัยก่อนที่ยังไม่ได้ ขีดพรมแดนประเทศ ดิฉันเชื่อว่าทั้ง ๒ ฝั่งก็คือญาติพี่น้องกัน ส่วนกรณีที่มีข้อพิพาท เป็นระยะ ๆ แล้วก็มีการปิดพรมแดนในช่วงที่ผ่านมา ทําให้ทั้ง ๒ ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฝั่งไทย แล้วก็ฝั่งกัมพูชาในเขตบริเวณเขาพระวิหารก็ทําให้พี่น้องไม่สามารถที่จะติดต่อไปมา หาสู่กันได้ ทําให้เกิดความไม่สงบ มีการกระทบกระทั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปี ๒๕๕๔ ต้นปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมาก็เกิดการกระทบกระทั่งกันอย่างรุนแรง แล้วก็มีการปะทะกันในเขตนั้น พี่น้องชาวอําเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษหลาย ๆ ตําบล หลาย ๆ หมู่บ้านต้องอพยพ แล้วก็มีความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สิน ดิฉันเองกับพี่น้องในพื้นที่ไม่อยากจะให้เกิด เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นอีก เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายนที่ผ่านมา เป็นวันที่พวกเราตั้งตารอคอยว่า การตัดสินของศาลโลกจะออกมาเป็นเช่นไร แล้วเราจะมีการยอมรับกันได้แค่ไหน ไม่ว่า จะเป็นทางฝ่ายกัมพูชาเองหรือทางฝ่ายไทย มีความหวาดกลัว มีความหวาดระแวงว่าจะเกิด เหตุการณ์เช่นเดิมอีกหรือเปล่า พี่น้องบางส่วนที่อยู่ในพื้นที่บางส่วนก็มีการอพยพเพื่อที่จะ ทําให้เกิดความสบายใจเกิดขึ้น เพราะกลัวว่าจะมีเหตุการณ์ที่ร้ายแรงเกิดขึ้น ดิฉันเอง อยากจะพูดให้ทางรัฐบาลแล้วก็พี่น้องประชาชนได้ฟังถึงความรู้สึกของพี่น้องประชาชน ในเขตพื้นที่ เขาบอกว่าการที่เรามีพรมแดนอยู่ติดกันที่ไม่อยากจะเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ ไม่อยากให้เกิดขึ้นเช่นนั้น อยากจะให้เกิดความสงบสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อศาลโลก ตัดสินแล้วไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นก็เป็นที่พอใจในระดับหนึ่งของพี่น้องที่อยู่ตาม แนวชายแดน ดิฉันมองว่าการที่เรามีพรมแดนติดกัน และเมื่อศาลโลกได้ตัดสินให้เราทั้ง ๒ ประเทศมาเจรจาในระดับหนึ่งที่จะสามารถตกลงกันได้ ดิฉันเชื่อว่าในจุดนี้เราควรที่จะเอาความสําคัญในจุดนี้มาเจรจาเพื่อที่จะให้เกิดประโยชน์ ทั้ง ๒ ประเทศให้เกิดขึ้นให้จงได้ ดิฉันเชื่อว่ารัฐบาลแล้วก็คณะทํางานที่ทํางานอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะให้เกิดความสงบสุขกลับคืนสู่ประเทศไทยแล้วก็ได้เกิดประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่าย ดิฉัน เชื่อว่าการที่ทางศาลโลกได้ตัดสินเพื่อที่จะให้เราได้มาเจรจากันเพื่อให้เกิดประโยชน์ ทั้ง ๒ ฝ่ายนี้เกิดขึ้น เราเองทางอําเภอกันทรลักษ์ที่มีส่วนติดชายแดนบริเวณเขาพระวิหาร เราก็มีองค์ประกอบของมรดกโลกเช่นกัน ซึ่งมีองค์ประกอบที่ทําให้ปราสาทเขาพระวิหารนี้ ครบสมบูรณ์ นั่นก็คือ ๔ องค์ประกอบใหญ่ ๆ ก็คือมีสระตราว สถูปคู่ มีแหล่งหินตัด แล้วก็ มีภาพแกะสลักนูนต่ําที่แกะสลักมาเป็นเวลานับพันปีแล้ว ดิฉันเชื่อว่าจุดนี้จะเป็นจุดที่ ทางรัฐบาลจะได้เห็นความสําคัญแล้วก็ดึงจุดนี้มาเป็นจุดที่เราจะไปเจรจา เพื่อที่จะได้ ให้องค์ประกอบต่าง ๆ ของปราสาทเขาพระวิหารนั้นได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันทั้ง ๒ ประเทศ แล้วก็ให้เกิดประโยชน์สูงสุดให้ทั้ง ๒ ประเทศนี้ได้ร่วมกันเจรจา อันนี้ดิฉันก็ยังอยากจะฝาก ทางรัฐบาลนะคะ แล้วก็มีอีกอย่างที่ทางพื้นที่เขาได้ฝากมา ก็คือสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จะทําให้เกิด ประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่าย และสิ่งที่สําคัญก็คืออยากให้เกิดความสงบสุข ให้ทั้ง ๒ ประเทศอยู่กัน อย่างสงบสุข ดิฉันต้องขอขอบคุณทางรัฐบาล ทางคณะทํางานที่ได้ไปดําเนินการเจรจาให้กับ ประเทศไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้ง ๒ ประเทศ แล้วก็ให้ความสงบกลับมายังประเทศไทย ก็ขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสดิฉันซึ่งเป็น ส.ส. ในพื้นที่อําเภอกันทรลักษ์ จังหวัด ศรีสะเกษ ได้อภิปรายแล้วก็แสดงความคิดเห็นให้กับทางรัฐบาลเพื่อที่จะได้นําสิ่งต่าง ๆ นี้ ไปเจรจาในการต่อไป ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณมากครับ ท่านประสงค์ นุรักษ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่น ผมต้องขอกราบเรียนท่านประธานว่าข้อมูลต่าง ๆ ที่ผมนําอภิปรายเพื่อจะเป็นการให้ข้อมูล และความรู้สึกของพี่น้องประชาชนผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีในวันนี้ เป็นข้อมูลจํานวนหนึ่งที่ส่วนมากผมได้มาจากพี่น้องประชาชน ซึ่งได้โทรศัพท์เข้ามาแสดง ความคิดเห็นผ่านทางกระผม เพื่อให้กระผมได้มีโอกาสถ่ายทอดไปทางรัฐบาลต่อไปว่าพี่น้อง เหล่านั้นเขามีความเห็นในกรณีเกี่ยวกับที่ศาลได้มีการพิจารณาตัดสินกรณีที่ไทยและประเทศ กัมพูชาได้มีการพิพาทเรื่องพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหารเมื่อวันที่ ๑๑ ที่ผ่านมานี้ครับประธาน เพื่อความชัดเจนยิ่งขึ้น ผมเองไม่ได้เป็นสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้ง แต่ผมเอง ได้มีการผูกพันกับประชาชนตลอดมาด้วยการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในทุกกรณี ในทุกประเด็นที่ผมได้ประกาศตัวเองอย่างชัดเจนว่าผมคือผู้แทนปวงชนชาวไทย ตามรัฐธรรมนูญของราชอาณาจักรไทย ฉบับปี ๒๕๕๐ ท่านประธานครับ ผมเองไม่ใช่ว่า สนับสนุนให้มีการถ่ายทอดในครั้งนี้ ไม่ใช่ว่าเพื่อผมจะได้คะแนนนิยมจากประชาชน เพราะผมไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ผมอยากให้ประชาชนได้มีโอกาสรับรู้ในฐานะประชาชน คือเจ้าของประเทศที่แท้จริง ถ้าเขามีโอกาสได้รับรู้ในประเด็นต่าง ๆ ในปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับ การบริหารราชการแผ่นดิน เกี่ยวกับปัญหาทุกเรื่องแล้ว เขาจะได้มีการแสดงออกชัดเจน ในความเป็นเจ้าของประเทศร่วมกับพวกเรา ซึ่งเป็นตัวแทนของเขาทั้งหลายด้วย ท่านประธานครับ กระผมเองเคยตั้งกระทู้ถามประเด็นนี้ เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมานี้ท่านรัฐมนตรี ได้เลื่อนการตอบกระทู้ของกระผม ที่ผมถามว่ารัฐบาลได้มีการเตรียมการอย่างไรบ้างก่อนที่ ศาลจะมีการพิพากษาเรื่องนี้ ให้ประชาชนได้มีการเตรียมตัวรับรู้และเตรียมพร้อมว่าถ้าศาล พิพากษามาลักษณะหนึ่งลักษณะใดแล้ว ประชาชนควรจะวางตัวอย่างไร ทําตัวอย่างไร แต่ท่านรัฐมนตรีก็ได้เลื่อนการตอบของผมไปแล้ว ซึ่งเดี๋ยวนี้คําถามนั้นก็ผ่านไปแล้ว ท่านประธานครับ การอภิปรายของผมในวันนี้ ที่ผมจะอภิปรายเกี่ยวกับเอกสารต่าง ๆ ที่ให้มา ผมได้อ่านเอกสารที่แจกวันนี้นะครับว่า ยังไม่ได้มีการตรวจสอบความถูกต้อง อย่างเป็นทางการ นี่ผมมืดหมดเลยครับ ผมกําลังจะมาอภิปรายอย่างเป็นทางการในสภาแห่งนี้ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มีโอกาสรับรู้ ได้รู้ได้เห็นความเป็นจริงว่าอะไรเกิดขึ้นในสภา ความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างไร ความคิดเห็นของทางฝั่งรัฐบาลเป็นอย่างไร ความคิดเห็นของสมาชิกซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนเป็นอย่างไร แต่เอกสารที่ใช้อ้างอิง ในการอภิปรายในวันนี้เป็นเอกสารซึ่งไม่เป็นทางการ ถ้าต่อไปมีข้อถกเถียงขึ้นมาแล้ว การอ้างอิงเอกสารชิ้นนี้ใช้ไม่ได้ครับ เพราะไม่เป็นทางการในวันนี้ แต่ในเมื่อเสียงข้างมาก ของสภาแห่งนี้ยินดีที่จะเอาพื้นฐานของความไม่เป็นทางการมาอภิปรายกัน ผมก็จะถือโอกาส ร่วมอภิปรายด้วย ทั้ง ๆ ที่ผมไม่มีความเต็มใจเลย แล้วผมคิดว่าผมไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ อย่างเต็มที่ โดยยึดมั่นเอกสารที่ไม่เป็นทางการมาเป็นพื้นฐานในการอภิปราย ท่านประธาน ที่เคารพ เมื่อวันที่ ๑๑ เวลา ๑๙.๒๐ นาฬิกา ท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ท่านได้ออกแถลงการณ์ข้อหนึ่ง ส่วนหนึ่งมีความว่า คําพิพากษาของศาลนั้น มีหลายส่วน ที่เป็นคุณกับประเทศไทย ข้อ ๑ ศาลรับฟังข้อต่อสู้ของประเทศไทย และได้ตัดสินยืนยันที่จะ ตัดสินภายในขอบเขตของคําพิพากษาเดิม เมื่อปี ๒๕๐๕ ท่านประธานที่เคารพครับ ขอบเขต ของคําพิพากษาเดิมส่วนหนึ่งเกี่ยวกับขอบเขตพื้นที่ในบริเวณปราสาทพระวิหารนั้น คือคําว่า วิซินนิที (Vicinity) ซึ่งคําว่า วิซินนิที นี้ ผมก็ไม่ทราบว่าแปลความหมายว่าอย่างไรนะครับ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีขณะนั้นได้สั่งให้มีการล้อมรั้วกั้นเขตของปราสาท พระวิหารไว้ว่า นี่ละคือของเขมร ซึ่งศาลได้สั่งว่าเป็นของเขมร อยู่ในอํานาจอธิปไตยของเขมร ส่วนที่เหลือนอกจากนั้นเป็นของประเทศไทย ท่านประธานครับ มาวันนี้ เมื่อวันที่ ๑๑ ศาลได้มีคําพิพากษาเช่นเดียวกัน แต่ใช้คําพูดอีกคําหนึ่งครับ และเป็นพูดซึ่งเป็นคําพูดใหม่ คือคําที่ท่านรัฐมนตรีและท่านวีรชัย พลาศรัย ท่านได้ใช้คําพูดว่า ขอใช้คําพูดนี้ไปก่อน คือคําพูดที่เป็นภาษาอังกฤษว่า พรอมอนทอรี นะครับ คือคําพูดนี้เป็นคําพูดที่มีปัญหามาก ว่าคําพูดนี้คืออะไร ผมได้ไปค้นดิกชันนารี (Dictionary) ของวิกิพีเดีย ไม่ทราบว่าจะใช้ได้ หรือไม่นะครับ ผมขออ่านเป็นภาษาอังกฤษนะครับ เพราะว่าเป็นเรื่องที่ไม่สามารถ จะใช้เป็นราชการได้นะครับ คําว่า พรอมอนทอรี อิส อิท พรอมิแนนท์ แมส ออฟ แลนด์ แดท โอเวอร์ลุค ไลวิงแลนด์ (Promontory is it mass promenade of land that over look leveling England) ผมคิดว่าสิ่งนี้ไม่น่าจะหมายความถึงยอดภูเขา แต่ไม่เป็นอะไรครับ ขณะนี้ใช้ไปก่อน ส่วนต่อไปจะทําอย่างไรผมก็คงจะต้องขึ้นอยู่กับท่านวีรชัยที่จะให้ คณะแปลคํานี้เป็นภาษาไทย ที่จะเป็นมาตราในการใช้อ้างอิงต่อคําพิพากษานี้อย่างไรบ้าง ผมอยากจะให้ท่านได้อธิบายในวันนี้ด้วยครับว่า คําว่า วิซินนิที ในคําพิพากษาครั้งก่อน กับว่า พรอมอนทอรี ในคําพิพากษาครั้งนี้ มีความหมายแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งหมายถึงดินแดนที่เขมร ที่ประเทศกัมพูชาจะต้องได้รับประโยชน์จากคําพิพากษาฉบับนี้ เป็นเสียงเดียว คําเดียวที่ผมต้องการที่จะได้รับคําอธิบายที่ชัดเจน ในเมื่อท่านบอกว่ายังไม่ สามารถที่จะใช้คําพูดที่เป็นทางการได้ขณะนี้ ผมคิดว่าคงจะเสียเวลาครับ การอภิปรายของ กระผมหรือของเราทั้งหมดในวันนี้ ในเมื่อถือมาตรฐานจากสิ่งที่ไม่เป็นทางการแล้ว ผมคิดว่า น่าเป็นห่วงครับว่าต่อไปอะไรจะเกิดขึ้นกับการดําเนินการต่อไป คําปรึกษาหารือต่าง ๆ ถ้ายึดถือจากมาตรฐานที่ไม่เป็นทางการแล้ว ผลของมันจะเป็นอย่างไรครับ ผมต้องขอกราบ สวัสดีท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ผมเพิ่งเหลือบไปเห็นท่านนะครับ ที่วันนี้ท่านได้มารับฟัง ความเห็นของเราด้วยตัวเอง ซึ่งพวกเราเรียกร้องให้ท่านมาในวันนี้ ท่านก็ได้มาแล้ว ผมขอถือ โอกาสนี้ต้อนรับท่านเลยนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งเดียวที่ผมต้องการจากคณะ ผู้มาชี้แจงในวันนี้ครับหรือผมจะได้เอาไปใช้ประโยชน์ต่อไป ผมได้ลงไปในพื้นที่ที่อําเภอ กันทรลักษ์เมื่อวันเสาร์ วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ใช้เวลา ๒ วันอยู่ที่นั่น เพื่อไปพบปะกับพี่น้องประชาชน พร้อมไปฟังความเห็นของประชาชนว่าเขามีความรู้สึกอย่างไรต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ฟังปัญหา ของพี่น้องประชาชน ผมได้เจอมา เขามีความห่วงกังวลมาก ๆ แต่นั่นละครับเป็นห่วงกังวล ซึ่งเขาไม่มีอํานาจที่จะทําอย่างหนึ่งอย่างใดได้ ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้บริหารประเทศ เป็นผู้ที่สามารถ จะให้เขาเหล่านั้นได้มีความคลายกังวลในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งเขามีอยู่ และคําพิพากษา ข้อ ๒ ซึ่งเกี่ยวโยงถึง ข้อ ๙๘ ในคําพิพากษานั้น เป็นสิ่งที่ชาวบ้านไม่รู้เรื่องครับ ผมและคณะสมาชิกที่มา ในวันนี้ได้มีความประสงค์ต้องการจะได้ข้อมูลที่เป็นความจริงที่เป็นข้อยุติในคําแปลของศาล ซึ่งทางฝ่ายรัฐบาลหรือทางฝ่ายประธานรัฐสภาก็ไม่สามารถจะจัดหามาให้พวกเราได้ แต่เรา ก็จะต้องถือโอกาสในนี้ใช้ความคิดเห็นจากข้อมูลที่ไม่เป็นทางการอย่างที่ผมกล่าวมาแล้ว ท่านประธานครับ ส่วนตัวผมนะครับ ผมขออย่างเดียว ผมขอให้ท่านได้อธิบายในขณะนี้ ที่ชัดเจนได้ไหมครับว่า ความหมายของท่านที่จะใช้ต่อไปในการเจรจานั้นครับว่าวิซินนิที กับคําว่าพรอมอนทอรีนั้นคืออะไรกันแน่นะครับ แล้วในขณะเดียวกันเมื่อวันเดียวกันวันที่ ๑๑ เดือนพฤศจิกายน เมื่อเวลา ๑๙.๑๖ นาฬิกา ท่านฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชา ได้ออกข้อมูล ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวของท่าน ๔ นาที ก่อนท่านนายกรัฐมนตรีของเรา ได้ออกแถลงการณ์ ข้อมูล ข้อความในเฟซบุคของท่านมีดังนี้ครับ ผมขออ่านนะครับ ซึ่งผม แปลมาจากภาษาอังกฤษ ท่านออกมาเป็นภาษาอังกฤษ แต่ผมเชื่อมั่นว่าภาษาที่ผมแปลเป็นไทย ที่ผมจะอ่านนี้ใกล้เคียงมาก ๆ ครับ ข้อความดังกล่าวได้เขียนอย่างนี้นะครับ กัมพูชามีอํานาจ อธิปไตยเหนือพื้นที่ซึ่งมีความขัดแย้งรอบปราสาทพระวิหารซึ่งติดกับเขตชายแดนไทย ศาลสูงสุดแห่งสหประชาชาติได้ตัดสินแล้ว ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศที่กรุงเฮก ให้ประเทศไทยถอนทหารทั้งหมดออกจากพื้นที่ การอ่านคําพิพากษาโดย นายปีเตอร์ ทอมกา ประธานศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ตัดสินให้กัมพูชามีอํานาจอธิปไตยเหนือพื้นที่ทั้งหมด ของพรอมอนทอรีของพระวิหาร ซึ่งประเทศไทยอยู่ภายใต้เงื่อนไขต้องถอนออกจากดินแดน คือทหาร ตํารวจ หรือหน่วยคุ้มครองหรือรักษาพื้นที่นั้นออกให้หมดครับ นี่ละครับเป็นข้อความ ซึ่งท่านฮุนเซนได้ออกในเฟซบุคของท่าน ซึ่งข้อความอันนี้ถ้าแปลแล้วทําให้พี่น้องประชาชน ทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เขตนั้นมีความห่วงกังวลครับว่า ที่เคยพูดไว้ว่า ประเทศไทยจะไม่ยอมเสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียวนั้น มันจะมีความหมายตรงกับคําพูดของคํา ว่าพรอมอนทอรี อันนี้ซึ่งเป็นคําพิพากษาใหม่ของศาลเมื่อวันที่ ๑๘ เดือนพฤศจิกายนนี้ หรือไม่ครับ ท่านประธานครับ ผมมีความกังวล เลยขอกราบเรียนถามคําอธิบายขณะนี้ เท่านั้นก่อนครับ ขอขอบพระคุณมากครับ
เชิญท่านปวีณ แซ่จึง ครับ
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม ปวีณ แซ่จึง จังหวัดศรีสะเกษ เขต ๘ ในนามสมาชิกรัฐสภาและเพื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งพวกเราทุกคนนั้นมาจากสมาชิก สภาจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งมีคุณวิวัฒน์ชัย คุณธเนศ เครือรัตน์ คุณมานพ จรัสดํารงนิตย์ คุณธีระ ไตรสรณกุล คุณสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ เดิมนั้นเราเป็นคณะสมาชิกสภาจังหวัดศรีสะเกษ โดยมีผมเป็นประธานสภา เราได้ร่วมไม้ร่วมมือกันกับจังหวัดศรีสะเกษ ได้บูรณะและได้สร้าง ตรงบริเวณผามออีแดงด้วยเงินจํานวนมหาศาล เราสร้างจุดเหล่านั้นเพื่อที่จะเป็นจุดที่พัก เป็นจุดที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยว ด้วยความคาดหวังว่าสักวันหนึ่งประเทศกัมพูชาคงจะยินยอม ให้เราได้ใช้ทางขึ้นที่บริเวณในเขตของเขาพระวิหารหรือพระวิหารนั่นเอง เราทุ่มเททุกอย่าง ในขณะเดียวกันทางประเทศกัมพูชาก็ได้ให้โอกาสเราบ้างในบางขณะ บางขณะก็ยินยอมเปิด ให้ใช้ทางขึ้นที่จังหวัดศรีสะเกษของเราที่ตําบลเสาธงชัยบริเวณที่จะขึ้นตรงบันไดจนจุดเริ่มต้น ของพระวิหาร แต่บางครั้งก็ไม่ยินยอม ทําให้เราได้รับความไม่สะดวก เนื่องจากปัญหาทาง การเมืองตลอดระยะเวลาตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๐๕ เป็นต้นมา จนถึงทุกวันนี้ ๕๑ ปี ๕ เดือน ในขณะนั้นปีพุทธศักราช ๒๕๐๕ ผมอายุ ๑๓ ปี เรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ ๑ เราได้ช่วยกันเรี่ยไร เงินคนละ ๑ บาท ซึ่งเป็นเงินอาหารกลางวันไปสู้คดี สิ่งเหล่านี้ที่บอกที่เรียนพวกเราทุกคน ก็คืออยากจะให้ทราบว่าเบื้องหลังในความคาดหวังของคนจังหวัดศรีสะเกษ คนจังหวัดสุรินทร์ และขณะเดียวกันก็คือคนทั้งประเทศไทย เราต้องการอะไรกันแน่ในสิ่งเหล่านี้ เราคงไม่พูดถึง สิ่งที่ผ่านมาว่ามีอะไรเกิดขึ้นในปีพุทธศักราช ๒๕๐๕ ทําไมคดีต้องตัดสินออกมาอย่างนี้ เราไม่สามารถที่จะกลับไปแก้ไขสิ่งเหล่านี้ได้ เพราะฉะนั้นการที่ประเทศกัมพูชาได้เสนอที่จะ ให้มีการตีความในเรื่องคําพิพากษาในปีพุทธศักราช ๒๕๐๕ ผมต้องขอบคุณคณะรัฐบาลไทย คณะผู้ที่เข้าไปแก้ต่างคดีในศาลโลก ท่านสามารถที่จะแก้ต่างให้พวกเราได้ในประเด็นที่ท่าน ได้ชี้แจงตลอดเวลา ซึ่งพวกผมเองก็รับฟังตลอดเวลา ท่านเชื่อมั่นว่าศาลโลกจะต้อง ไม่พิจารณาในประเด็นอื่น ยกเว้นในประเด็นเดิมเท่านั้น จะไม่ชี้ขาดเรื่องเส้นแดน จะไม่ชี้ขาด เรื่องอื่น ซึ่งก็เป็นไปตามความคาดหมาย ศาลโลกรับเรื่องนี้ไว้พิจารณาแล้วก็ชี้เฉพาะประเด็น ที่เกี่ยวข้องกับที่ศาลโลกในขณะปีพุทธศักราช ๒๕๐๕ ได้เริ่มตัดสิน ซึ่งหลังจากผลนี้ออกมา วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พวกเราทุกคนหลังจากปฏิบัติภารกิจผมรีบกลับมาบ้าน ผมก็คาดว่า พวกเราทุกคนที่เป็นประชาชนคนไทยรอฟังคําพิพากษา การอ่านคําพิพากษา ซึ่งก็ทําให้ พวกเราได้ถือว่าเราได้รับสิ่งที่เราพึงพอใจ ความพึงพอใจนั้นมีใครบ้างที่จะได้ในสิ่งเหล่านี้ ประชาชนตามตะเข็บชายแดน ๗๐๐-๘๐๐ กิโลเมตร ในบริเวณชายแดนของไทย-กัมพูชา จะต้องได้รับอานิสงส์จากการตัดสินในครั้งนี้ ซึ่งเป็นข้อกังขาและยืดเยื้อมาตลอด เราไม่สามารถที่จะชี้ชัดลงว่าเขตแดนเราอยู่ตรงไหน ในขณะที่ผมเป็นนายก อบจ. จังหวัด ศรีสะเกษ ก็ได้มอบอาคารทั้งหมดที่ผามออีแดงที่เราก่อสร้างในฐานะของพี่น้องชาวจังหวัด ศรีสะเกษรวมทั้งเงินเรี่ยไรด้วย เป็นเงินเกือบ ๗๐ ล้านบาท มอบให้กับอุทยานแห่งชาติ เขาพระวิหารเพื่อที่จะนําไปบริหารจัดการ วันนี้ถามว่าเรามีอะไรที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยคนที่จังหวัดศรีสะเกษดีใจที่สุด คนที่จังหวัด สุรินทร์ก็ต้องดีใจ แต่คนที่ดีใจที่สุดก็คือญาติพี่น้องของเราที่อยู่บริเวณตะเข็บชายแดนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นบริเวณตําบลเสาธงชัยเริ่มตั้งแต่จังหวัดอุบลราชธานีมาถึงจังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดบุรีรัมย์ ที่อยู่ในแนวตะเข็บนั้น ถ้าหากจุดบริเวณนี้เป็นจุดที่สามารถ ที่จะได้รับความสงบสุข เราสามารถที่จะได้รับการตัดสินชี้ขาดในประเด็นที่เราคาใจมาตลอด ถึงแม้ว่าจะไม่ครบทุกประเด็น อันนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ศาลโลกได้ตัดสินได้ชี้ขาดมาแล้วว่า ๒ ประเทศนี้จะต้องให้ความร่วมมือกัน ในการที่จะบูรณาการ ในการที่จะบริหารจัดการในสิ่ง ที่เราขัดแย้ง เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าเบ็ดเสร็จไหมคําพิพากษานี้ ผมเองก็ยังไม่เชื่อว่าเบ็ดเสร็จ เพราะเราจะต้องตั้งคณะกรรมการร่วมไปร่วมกันพิจารณาในเรื่องของเขตแดน ผมเคยพา คณะสมาชิกสภาจังหวัดเดินไปดูเขตแดนในบริเวณเหล่านั้น ถามว่าใครรู้ไหมอยู่ที่ไหน ไม่มี ใครตอบได้หรอกครับ มีแต่คนนั้นก็บอกตรงนี้ คนนี้บอกตรงนั้น ๔.๖ ตารางกิโลเมตร พวก เราก็เดินแต่ไม่ได้เข้าไปเดินอ้อม ๆ เพราะกลัว เพราะบริเวณนั้นเป็นบริเวณที่ต่อสู้ในระหว่าง กัมพูชาที่เขาเกิดปัญหาจะมีลูกระเบิดฝังไว้อยู่ เพราะฉะนั้นในขณะที่พวกผมไปตรวจเยี่ยม ก็จะมีทหารเรากับกัมพูชาตั้งจุดอยู่ห่างกันแค่ ๑๐ เมตรแค่นั้นละครับที่เป็นหลุมเพาะ เวลาพวกเราไปก็จะมีของไปเยี่ยมเขา เขาจะออกมาทั้ง ๒ คณะ มาคุยกัน มากินข้าวด้วยกัน แต่ก็ยังมีความหวาดระแวงต่อกันซึ่งกันและกันตลอดเวลา ๕๐ กว่าปีที่มีปัญหาอย่างนี้เกิดขึ้น ถ้าเราสามารถที่จะร่วมกันแก้ปัญหาด้วยความพร้อมเพรียง ไม่ว่าท่านจะเป็นฝ่ายค้าน ท่านจะ เป็นสมาชิกรัฐสภา เรามาร่วมกันเสนอแนะในวันนี้ มาตรา ๑๗๙ วันนี้รัฐบาลเสนอปัญหานี้ มาเพื่อที่จะรับฟังพวกเราทุกคน ท่านมีความเห็นอย่างไร ไม่มีการลงมติ เพราะฉะนั้นก็อย่าได้ กังวลว่าจะมาหารือแล้วก็จะรีบสรุป แล้วจะไปตกลงตามมาตรา ๑๙๐ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ การตกลงนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่สุดผมไม่กล้าพูดนะครับ ซึ่งผมเองก็เรียนว่า ส.จ. ผมทุกคนที่อยู่ที่นั่นผมเป็นประธานสภาจังหวัดอยู่ ๒๒ ปี ส.จ. ในเขตกันทรลักษ์ทั้งหมด ทุกคน เราเป็นกลุ่มเดียวกันอยู่แล้ว แล้วก็พี่ชายของท่านอุดมลักษณ์ก็เป็นนายก อบจ. ก็เคยเป็น ส.จ. ในทีมมาก่อน เพราะฉะนั้นวันนี้บอกว่าคนจังหวัดศรีสะเกษดีใจที่สุด นับตั้งแต่ วันที่ ๑๑ เป็นต้นไปที่ฝึกให้นักเรียนวิ่งในหลุมหลบภัย คนเฒ่าคนแก่ก็ต้องเตรียมอพยพ ครั้งก่อนที่เกิดปัญหาก็มีปัญหาเพราะเขากลัว แต่ตอนนี้ปัญหาเหล่านั้นก็คงจะหมดไป ความสุขจะเกิดขึ้น ทุกคนไม่ยอมทิ้งถิ่นฐาน เราแทบจะแยกไม่ได้เลยเดี๋ยวนี้ว่าใครเป็นคน กัมพูชา ใครเป็นคนไทยในบริเวณชายแดน เวลาออกไปทํานา ออกไปประกอบอาชีพปลูกพืชก็ดี ตะเข็บนี่มันแยกไม่ได้ชัดเจนเลยครับว่าอยู่ตรงไหน บางครั้งเขาก็มาทํานาในที่ที่เราคิดว่า น่าจะเป็นของเรา แต่เขาก็มองว่าเขาทํามานานแล้ว เกิดมีการแต่งงาน ผู้ชายเราแต่งกับเขา ผู้ชายเขาแต่งกับเรา ก็เลยเกิดเป็นคนที่บอกว่ามันมีสัมพันธ์กันโดยสังคมอยู่แล้ว วันนี้เขาเกิด ความสุขครับ ท่าน ส.ส. ทุกคนบอกให้ผมพูดว่าเขาเกิดความสุขในบริเวณนั้น เพราะฉะนั้น ถามว่าเป็นอย่างไร ถ้าถามพวกผม พวกผมดีใจที่สุด ขอบคุณรัฐบาล แล้วขอบคุณคณะ ท่านทนายที่ไปต่อสู้เรื่องนี้มา พวกเรานอนไม่หลับไม่คาดคิดว่าศาลจะตัดสินอย่างนี้ พวกผม ยังเป็นห่วง เพราะฉะนั้นผลออกมาพวกผมพอใจและพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง สิ่งเหล่านี้จะ นําไปสู่สันติสุขในบริเวณชายแดน ๕๐ กว่าปีที่เขาต้องเตรียมตัวตลอดเวลา หวาดระแวงตลอดเวลาในเรื่องการที่จะประกอบ อาชีพอยู่ ณ ที่ตรงนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ในเรื่องนี้มีอยู่ข้อหนึ่งที่ศาลได้บอกว่า ผมจะเอาเฉพาะข้อ ๔ ที่เป็นเอกสาร ศาลโลกแนะนําให้ไทยและกัมพูชาร่วมกันพัฒนา ปราสาทพระวิหารในฐานะมรดกโลก คําว่า ร่วมกันพัฒนา ก็แสดงว่าเราในฐานะเป็นประเทศ ที่อยู่ชายแดน เป็นประเทศที่เป็นคู่พิพาท ก็จะมีส่วนร่วมในการดูแลและพัฒนามรดกโลกแห่งนี้ คณะกรรมการที่ไปเจรจาในขั้นตอนต่อไป ถึงจะออกมาอย่างไรก็ตาม ก็ขอกราบเรียนฝากว่า ทางขึ้นพระวิหารนั้นขอให้ได้ขึ้นในทางเดิมให้จังหวัดศรีสะเกษได้รับอานิสงส์ในเรื่องนี้ เสร็จแล้วความเชื่อมโยงในการท่องเที่ยวก็ดีจะเริ่มมาจากจังหวัดนครราชสีมามาถึง จังหวัดบุรีรัมย์ เขาพนมรุ้ง เสร็จแล้วก็จะมาที่พระวิหารหรือเขาพระวิหาร อานิสงส์จะเกิดขึ้น ก็คือจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวอยู่แล้ว ก็จะเป็นเส้นทางที่จะส่งเสริม การท่องเที่ยว จังหวัดศรีสะเกษเองก็จะได้เป็นเมืองที่เป็นจุดท่องเที่ยวที่สามารถรับ นักท่องเที่ยวที่จะไปดูมรดกโลกได้ เราก็จะได้รับอานิสงส์ในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เพราะฉะนั้นถามว่ายินดีไหม ท่านประธานที่เคารพ ยินดีเป็น อย่างยิ่ง ความสงบสุขจะกลับมาอีกครั้งหนึ่ง จังหวัดศรีสะเกษพวกผมก็จะได้มีนักท่องเที่ยว ที่ไม่ใช่ผ่านจังหวัดศรีสะเกษไปพักที่จังหวัดอุบลราชธานี เราจะได้มีคนไปพักที่จังหวัด ศรีสะเกษบ้าง อันนี้ก็คือความคาดหวัง
ส่วนในเรื่องของการเมืองนั้น ผมคิดว่าอย่างนี้ ถ้าหากจะดูตามคําพิพากษา ของศาล ผมถามว่าเราเสียอะไรไหม เรายังคาดไม่ได้เลยว่าคําพิพากษาที่บอกว่าที่แคบ ๆ นี่ มันแค่ไหน ถ้าให้พวกผมไปเดินดูด้วย พวกผมเคยขึ้นไปบ่อย ๆ เขาพระวิหาร ตัวพระวิหารนี่ จะรู้เลยว่าคําว่า แคบ ๆ นั้นแค่ไหน เรายังเพียงแต่คาดคะเน แต่มีบางท่านบอกว่า เสียดินแดนแล้ว การสร้างสัมพันธภาพที่ดีก่อนการเจรจา การสร้างบรรยากาศที่ดีก่อนที่จะ ทําข้อตกลง เป็นสิ่งที่จําเป็นนะครับ เพราะฉะนั้นจึงขอกราบเรียนทางท่านสมาชิกรัฐสภา ทุกท่าน ณ ที่ตรงนี้ ก็ขอให้ได้พิจารณาภาพกว้าง ๆ ไปก่อน ส่วนที่บอกว่าจะเสียอะไรนั้น ไว้ให้เขาแปลให้เสร็จ แล้วก็ให้ตั้งคณะกรรมการเจซีขึ้นมาก่อนในการที่จะดูแลในข้อตกลง ในเรื่องนี้ ซึ่งผมคิดว่าอย่างน้อยที่สุดก็เป็นแนวทางที่ดี อย่างน้อยที่สุดก็เป็นความหวัง ของประเทศไทยเรา เป็นความหวังของพี่น้องเราทุกคน ไม่ใช่เฉพาะจังหวัดศรีสะเกษ แนวตะเข็บชายแดนนั้น หลักหมุดมีทั้งหมด ตั้งแต่จังหวัดอุบลราชธานีจนถึงแนวตระเวน เหล่านี้มีอยู่ ๘๐ กว่าหลัก ตอนนี้ฝังได้ไม่กี่หลัก เหลืออยู่ ๖๐ กว่าหลัก ฝังมาแล้ว ๓๐ ปี ต่อไปอาจจะมีความก้าวหน้าที่จะฝังได้ เมื่อฝังหลักเขตเหล่านี้ได้ก็จะมีเขตแนวในการที่จะ ชี้เขตแต่ละประเทศได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ก็ต้องฝากทางท่านรัฐบาลด้วย และคณะดําเนินการ ขอให้ท่านได้โปรดไปในทิศทางที่จะให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน กับประเทศกัมพูชา และในฐานะของประชาชน ในนามของประชาชนในจังหวัด ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ ขอให้ท่านได้โปรดได้ดูแลในเรื่องนี้ แล้วก็ขอกราบเรียน ท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่านด้วยครับว่าได้โปรดกรุณา ขอให้ได้ใช้การอภิปรายในวันนี้ ซึ่งไม่อยากให้ลงลึกในสิ่งที่เรายังศึกษาไม่ถ่องแท้ ขอให้เป็นทิศทางเดียวกัน เพื่อผลประโยชน์ ของพวกเราทุกคนครับ ขอบคุณมากครับ
ท่านสมาชิกครับ เพื่อเปิด โอกาสให้สมาชิกได้อภิปรายกันอย่างเต็มที่นะครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมของดการประชุม สภาผู้แทนราษฎร เฉพาะวันนี้เท่านั้นที่งดครับ เชิญท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกรัฐสภา วันนี้คณะรัฐมนตรีได้ตัดสินใจ ที่จะมารับฟังความคิดเห็นของสมาชิกรัฐสภาต่อกรณีคําพิพากษาของศาลอาญาระหว่าง ประเทศในกรณีของปราสาทพระวิหาร ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่งยวด และผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนในห้องประชุมแห่งนี้ ก็ตระหนักดีว่าเป็นประเด็นที่มีความสลับซับซ้อนและมีความละเอียดอ่อน ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนที่เป็นคนไทย มีความตั้งใจและมี เป้าหมายว่าเราจะต้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยและประชาชนคนไทย รักษา อธิปไตยของไทยควบคู่ไปกับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งในปัจจุบัน นั้นเราก็กําลังก้าวเข้าไปสู่การเป็นประชาคมเดียวกัน ดังนั้นการดําเนินการที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องนี้ผมจึงถือว่าเป็นเรื่องที่คนไทยทั้งประเทศต้องพยายามแสวงหาจุดร่วม เพื่อนําไปสู่ คําตอบในการแก้ไขปัญหาแล้วก็คลี่คลายปัญหาในที่สุด ผมจะขอใช้เวลาของสภาแห่งนี้ เพื่อนําเสนอมุมมองต่อเรื่องดังกล่าว ซึ่งก็คงจะต้องมีการพูดถึงที่มาที่ไปของปัญหา มีการพูด ถึงเนื้อหาสาระของคําพิพากษา แล้วก็ไปจนถึงการดําเนินการต่อไปของรัฐบาล ผมหวังว่า นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้ลงนามในหนังสือถึงท่านประธานจะได้รับฟัง จะได้แลกเปลี่ยนกับ พวกเราเท่าที่ท่านจะทําได้ และจะได้แสดงความชัดเจน โปร่งใส จริงใจ ในการดําเนินการ ต่อไป ท่านประธานครับ เรื่องที่เรากําลังพิจารณาอยู่นี้ความจริงก็ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ มีที่มายาวนานมาก การพิพากษาเมื่อวันที่ ๑๑ ที่ผ่านมาเป็นการตีความคําพิพากษา ซึ่งเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ถึงกว่า ๕๐ ปี ซึ่งเป็นข้อพิพาทที่พี่น้องประชาชนคนไทยจํานวนมาก แม้จะเกิดไม่ทัน แต่ก็รับรู้และมีความรู้สึกมาตลอดประหนึ่งเหมือนกับเป็นบาดแผลที่อยู่ใน จิตใจ แล้วก็ประสงค์ที่จะหาคําตอบในเรื่องนี้ท่ามกลางพัฒนาการในช่วง ๕๐ กว่าปีที่ผ่านมา ที่ค่อนข้างที่จะมีความสลับซับซ้อน กระผมต้องกราบเรียนก่อนว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่เราสามารถ ให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยในการร่วมกันแสวงหาคําตอบได้คือความจริงครับ ถ้าเรา ไม่เริ่มต้นจากความจริงเราจะหาคําตอบที่ถูกต้องไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะกราบเรียน ก็คือว่า ผมคิดว่ารัฐบาลยังไม่ได้ให้ความจริงกับพี่น้องประชาชนครบถ้วนเท่าที่ควร สิ่งที่ต้อง กราบเรียนก็คือว่า ที่ผ่านมาเมื่อมีการพูดถึงเรื่องนี้ก็มักจะมีการกล่าวอ้างในประเด็น ทางการเมืองบ้าง เป็นประเด็นทางประวัติศาสตร์บ้าง ซึ่งหลายครั้งหลายฝ่ายพูดไม่ตรงกัน แต่วันนี้เมื่อเราก้าวมาถึงจุดนี้และจําเป็นต้องแก้ไขปัญหาต่อไปผมคิดว่าเราต้องทําความจริง ให้ปรากฏให้ชัด
ประการแรกครับ คําพิพากษาเมื่อปี ๒๕๐๕ เราก็เคยมีการพยายาม ทําความเข้าใจกันมาโดยตลอดว่ามีการพิพาทกันในเรื่องของปราสาทพระวิหารว่าตกอยู่ ภายใต้อธิปไตย หรือตั้งอยู่บนดินแดนภายใต้อธิปไตยของใคร แล้วเราก็เข้าใจตรงกันครับ ว่าศาลได้ตัดสินเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๖๒ หรือ พ.ศ. ๒๕๐๕ ว่าเป็นของกัมพูชา แต่ประเด็นของ คําพิพากษามันเกินเลยไปกว่าประเด็นนั้น เพราะมันมีประเด็นที่ไปกล่าวถึงการถอนทหาร กําลังเจ้าหน้าที่ และประเด็นอื่น ๆ ซึ่งคณะรัฐมนตรีเมื่อปี ๒๕๐๕ ก็ได้ตัดสินใจในการกําหนด แนวปฏิบัติการขึ้นมา อย่างที่เราทราบกันดีใช้คําว่า ล้อมรั้วลวดหนามในบริเวณที่เกี่ยวข้อง จากนั้นมาความเห็นระหว่าง ๒ ประเทศก็แตกต่างกันมาโดยตลอด ประเทศไทยก็ถือว่า ยกเว้นเฉพาะกรณีคําพิพากษาที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ เราก็มองว่าเส้นเขตแดน คือสันปันน้ํา ทางกัมพูชาก็พยายามกล่าวอ้างถึงแผนที่ที่เราเรียกกันว่า แผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ความขัดแย้งอันนี้ดํารงมาตลอดครับ ปัญหาก็คือว่าท่ามกลางความขัดแย้ง ๕๐ กว่าปีนี่ ทําไม ในที่สุดมันเป็นข้อขัดแย้งที่ไม่สามารถหาคําตอบทางอื่นได้ แล้วก็ต้องไปชี้ขาดโดยการตีความ ผมคิดว่าวันนี้ในคําวินิจฉัย เมื่อวันที่ ๑๑ ที่ผ่านมานี้ มันก็มีการระบุชัดครับว่าข้อขัดแย้งมัน ดํารงมายาวนานจริง ๆ เพราะที่ผมต้องกราบเรียนตรงนี้ เพราะบางทีมีการกล่าวในทํานองว่า เรื่องนี้ทําไมมันถึงต้องไปที่ศาล ทําไมเราต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้ ผมว่ารัฐบาล จําเป็นต้องทําความเข้าใจ คดีนี้ไม่ใช่คดีใหม่ เพราะถ้าเป็นคดีใหม่ปัจจุบันเราก็ไม่ได้เป็นภาคี ไม่จําเป็นต้องไปยอมรับอํานาจศาลโลกอยู่แล้ว แต่บังเอิญกรณีนี้เป็นกรณีการตีความตาม คําพิพากษาเดิม ซึ่งถือเป็นคดีเดิมในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยยอมรับอํานาจ ศาล แต่ถามว่าเมื่อกัมพูชาเสนอตีความ ประเทศไทยจําเป็นต้องไปขึ้นศาลไหม ผมว่ารัฐบาล ก็จําเป็นต้องชี้แจงนะครับว่าตามข้อกําหนดหรือธรรมนูญของศาลก็บ่งชัดครับว่า ในกรณี ที่คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ไปขึ้นศาล พูดง่าย ๆ คือไม่ไปต่อสู้คดี ศาลนั้นสามารถที่จะตัดสิน ตามคําขอของฝ่ายที่ขอไปได้เลยนะครับ ภายใต้เงื่อนไขบางประการ ฉะนั้นนั่นคือเหตุผล นะครับว่าทําไมเราจึงต้องมีคณะทนายความ คณะทํางานที่ขึ้นไปต่อสู้ เพราะถ้าเราไม่ต่อสู้ ศาลก็อาจจะให้ตามคําขอของกัมพูชาได้ ซึ่งถามว่าความปรารถนาสูงสุดของกัมพูชาคืออะไร ความปรารถนาสูงสุดของกัมพูชาก็คือว่าต้องการให้ศาลประทับรับรองสถานะของแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เพื่อให้เป็นแนวทางในการกําหนดเส้นเขตแดนตลอดแนวบริเวณดังกล่าว นี่คือข้อเท็จจริงครับ ถามต่อไปว่าศาลรับเรื่องนี้ดูจากอะไร ศาลต้องดูว่ามีข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น จริงหรือไม่ ผมทราบดีว่าวันนี้เรายังไม่มีคําแปลที่เป็นทางการนะครับ แต่เพื่อบันทึกเอาไว้ ให้ถูกต้องก็คือว่า ศาลได้พิจารณาในประเด็นว่า ข้อขัดแย้งมันเกิดขึ้นเพราะอะไร มันมีจริง หรือไม่ ปรากฏอยู่ในย่อหน้า หรือท่านจะใช้คําว่าวรรค นี่นะครับ ตั้งแต่วรรคสามสิบเจ็ด เป็นต้นไป แล้วก็ได้ระบุครับว่า ที่ศาลรับว่ามีข้อขัดแย้งนี่มันมี ๓ เหตุการณ์ครับ
เหตุการณ์ที่ ๑ คือ ปี พ.ศ. ๒๕๐๕ คือหลังจากที่ศาลมีคําพิพากษา คณะรัฐมนตรีของไทยก็ได้ไปกําหนดแนวปฏิบัติการล้อมรั้วลวดหนาม ซึ่งผมต้องกราบเรียน ท่านประธานอย่างตรงไปตรงมาว่า ในความรับรู้ความเข้าใจของพวกเรา หรือคนไทยเกือบ ทั้งประเทศ เราก็บอกว่าในขณะนั้นเจ้าสีหนุเสด็จมาก็ได้เห็นว่ามีการล้อมรั้วลวดหนาม เราก็ เข้าใจว่าไม่ได้มีการทักท้วงครับ แต่ปรากฏตามคําพิพากษาว่ากัมพูชาได้เสนอหลักฐานว่า ไม่ยอมรับการล้อมรั้วลวดหนามในขณะนั้น ข้อความนี้ปรากฏอยู่ในวรรคสี่สิบสอง ในหน้า ๑๙ ของเอกสารครับ
เหตุการณ์ที่ ๒ ครับ เหตุการณ์ที่ ๒ ก็คือว่าเมื่อกัมพูชานําเอาเรื่องของ ปราสาทพระวิหารไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ที่ศาลอ้างถึงก็คือในปี ๒๕๕๐ มีการทํา แผนที่ไปครับว่าจะบริหารจัดการปราสาทพระวิหารในฐานะที่จะเป็นมรดกโลกอย่างไร ฝ่ายไทยในขณะนั้นเห็นว่าแผนที่ดังกล่าวกินพื้นที่เข้ามาในบริเวณซึ่งเราถือว่าเป็น ประเทศไทย นี่ครั้งที่ ๒ ครับ
ครั้งที่ ๓ ครับที่ศาลระบุคือระหว่างวันที่ ๑๘ ถึง ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ครับ ในสมัยรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร ปรากฏว่าในขณะนั้นรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี สมัครได้ส่งกําลังทหารขึ้นไป แล้วทางกัมพูชามีการประท้วงว่ากําลังทหารที่ขึ้นไปนั้นเข้าไป อยู่ในเขตแดนของเขา ขณะที่ฝ่ายไทยก็ได้ตอบโต้กลับไปว่าไม่ใช่ ผมต้องการให้บันทึกเอาไว้ นะครับว่านี่คือจุดที่ทําให้ศาลเห็นว่ามีข้อขัดแย้ง ปี ๒๕๐๕ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๕๑ แน่นอนครับ หลังจากนั้นต้นปี ๒๕๕๔ มีการปะทะกันจริงครับ แต่ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่กัมพูชา ได้ใช้กําลังแล้วประเทศไทยในขณะนั้นก็มีความจําเป็นในการที่จะตอบโต้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ธรรมดาเหตุการณ์ก็ผ่านไป แต่ประเด็นที่ผมคิดว่ารัฐบาลต้องทําความเข้าใจว่าที่มาของคดีนี้ มูลเหตุแห่งคดีนี้ การที่ศาลรับคดีนี้มันคือความขัดแย้งที่ปรากฏออกมาใน ๓ เหตุการณ์ ในรอบ ๕๐ ปี ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อศาลเห็นว่ามีข้อพิพาทก็ต้องมาจํากัดหรือมา นิยามให้ชัดว่าที่จะให้ตีความและที่บอกว่ามีข้อพิพาทปฏิบัติตามคําพิพากษาเดิมไม่ได้ คือเรื่องอะไรบ้าง ตรงนี้ท่านทูตวีรชัย ประทานโทษเอ่ยนาม ท่านได้ชี้แจงไปแล้วนะครับ ผมไม่กล่าวซ้ํา เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็ต้องมาดูว่าในที่สุดข้อต่อสู้ความปรารถนาและคําพิพากษานั้น เป็นอย่างไร กระผมคิดที่รัฐบาลชี้แจงหลายครั้งหลังจากคําพิพากษา แล้วที่ท่านทูตได้พูดย้ํา เมื่อสักครู่มันเป็นส่วนหนึ่งของคําพิพากษาในลักษณะที่เราบอกว่าน่าจะเป็นคุณกับเรา ความหมายคืออะไรครับ หมายความก็คือ ศาลยืนยันว่าคําพิพากษา ปี ๒๕๐๕ ผูกพันเฉพาะ พื้นที่ที่พิพาทเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการกําหนดเส้นเขตแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ไม่ใช่เป็นการ กําหนดเส้นเขตแดนตามแนวแผนที่จะทั้งระวางหรือว่าทั้งชุดหรืออะไรก็ตามและข้อผูกพัน ที่จะนําไปสู่การปฏิบัติก็คือกําจัดอยู่ในพื้นที่ที่เป็นข้อพิพาท ตรงนี้ครับที่นายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีหรือหลายท่านให้สัมภาษณ์ว่าเป็นคุณกับเรา ผมก็ยืนยันว่ามันก็ช่วยเราในการ ทํางานต่อไป ช่วยในแง่ที่ว่าต้องยอมรับครับว่ากัมพูชานั้นมักจะพูดจาในลักษณะที่บอกกับ เราว่า ถ้าเมื่อไรมีปัญหาจะไปให้ศาลตัดสินว่าแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ กําหนดเส้นเขตแดน แล้วก็พื้นที่ที่เราชอบ เรียกกันว่า ๔.๖ ตารางกิโลเมตร จะต้องตกเป็นของกัมพูชา เมื่อศาล ได้ยืนยันจากการตีความครั้งนี้ว่าอํานาจของศาลจะพิจารณาเฉพาะพื้นที่ที่เป็นพื้นที่พิพาท ซึ่งเล็ก หรือจะใช้ว่า เล็กหรือแคบกว่า ปัญหาตรงนี้ทั้งหมดหรือ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร นั่นก็หมายความว่ากัมพูชาไม่สามารถนําเรื่องนี้กลับขึ้นไปให้ศาลมาวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นได้อีก แต่เราจะแปลภาษาไทย อย่างไรก็ไม่สําคัญเท่ากับว่าศาลกําหนดขอบเขตให้ชัดด้วยครับท่าน ว่าพรอมอนทอรีคืออะไร เราจะไปคิดว่าพรอมอนทอรีต้องเป็นแหลมที่ยื่นออกไป จะต้องเป็น พื้นที่ที่อยู่สูงและมองลงไปและมีพื้นที่แผ่นดินข้างล่าง มันไม่ใช่ประเด็นแล้วละครับ เพราะพรอมอนทอรีตามคําพิพากษาของศาลคือพื้นที่ที่ศาลบรรยายไว้ในย่อหน้า หรือวรรคเก้าสิบแปดบรรยายไว้อย่างไรครับ ผมพยายามพูดให้ง่ายที่สุดให้เห็นภาพนะครับ ทางทิศตะวันออก ศาลก็บอกว่าความเป็นหน้าผาปรากฏชัดอยู่แล้ว แล้วก็พื้นที่ว่าตรงไหน ของกัมพูชา ของไทยก็ไม่ค่อยได้เป็นปัญหาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ต้อง นิยามอะไรกันขึ้นมาใหม่ แต่ทางทิศตะวันตกนี่สิครับท่าน จากเดิมเราตีเป็นเส้นตรงไว้ในเขต รั้วลวดหนามบริเวณปราสาทที่เราว่านี้ วันนี้ศาลบอกว่ากินพื้นที่ไปถึงเชิงเขาหรือตีนเขา ของภูมะเขือครับ เราอาจจะดีใจว่าศาลบอกว่าภูมะเขืออยู่นอกพื้นที่ตรงนี้นะครับ แต่พื้นที่ ตรงนี้ไม่ใช่น้อย และสภาพทางภูมิศาสตร์ที่มีที่ราบหรือหุบเขาระหว่างภูมะเขือ กับตีนเขาพระวิหาร ศาลระบุชัดว่าพรอมอนทอรีซึ่งตกเป็นของกัมพูชาให้กินไปจนถึงตีนเขา ภูมะเขือนะครับ ผมเองผมก็ข้องใจว่าทําไมไม่เป็นตีนเขาพระวิหาร ทําไมต้องให้ไปถึงตีน ภูมะเขือหรือเชิงเขาของภูมะเขือ แต่นี่คือข้อเท็จจริงที่ศาลวินิจฉัย ส่วนทางด้าน ทิศเหนือครับ ศาลบอกว่าให้ยึดเอาเส้นตามแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ แล้วก็ดูว่าเส้นนั้น ทางทิศตะวันออกไปตัดกับหน้าผาตรงไหน ทางทิศตะวันตกไปตัดกับพื้นที่เชิงเขาภูมะเขือ ตรงไหน ผมกราบเรียนท่านประธานว่าจะเรียกว่าเล็ก จะเรียกว่าแคบอย่างไรก็ตาม แต่เป็นพื้นที่ที่มีความหมาย สิ่งเดียวที่ทําให้เกิดความไม่แน่นอนว่ามันคือตรงไหนนี่ครับ คือการที่แผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ฝ่ายไทยได้ยกเป็นข้อต่อสู้ไว้ ซึ่งผมต้องขอขอบคุณว่า ไม่สามารถแปลงลงไปบนพื้นที่จริงได้ มีความกํากวม มีความไม่ชัดเจน ศาลจึงเขียน ในวรรคเก้าสิบเก้า ว่าเส้นนี้ ๒ ประเทศก็ต้องไปดําเนินการด้วยกันว่ามันอยู่ตรงไหน เฉพาะ ตรงนี้นะครับ เฉพาะทางทิศเหนือนะครับ แต่ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ศาลบอกจํากัด ความไว้หมดแล้วว่ามันกินพื้นที่เท่าไร ผมก็กราบเรียนว่าศาลก็เขียนชัดว่าทางเส้นที่เป็น ทิศเหนือแม้จะไม่ชัดเจนอย่างไรก็ตาม แต่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดกําหนดเองไม่ได้ แล้ว ๒ ฝ่ายต้องไป ตกลงกัน ภาษาอังกฤษใช้คําว่าอินกูดเฟธ (In Good Faith) คือด้วยความสุจริต เคารพต่อ เจตนารมณ์ของคําตัดสินของศาล
ส่วนประเด็นเรื่องมรดกโลกนั้นต่างหากนะครับ การบริหารจัดการเพื่อดูแล รักษาความเป็นมรดกโลกของปราสาทพระวิหาร ศาลก็บอกว่าทั้ง ๒ ประเทศต้องร่วมมือกัน แต่ท่านอย่าลืมว่าปัจจุบันมรดกโลก ปราสาทพระวิหารนั้นขึ้นทะเบียนในนามของกัมพูชา เพียงฝ่ายเดียว ผมกราบเรียนเรื่องนี้ด้วยความเจ็บปวด เพราะผมว่าเราหนีความจริงไม่ได้ รัฐบาลจึงมีหน้าที่ที่ต้องบอกกับประชาชนว่าหากรัฐบาลรับหรือปฏิบัติตามคําพิพากษาของศาล ผมไม่ทราบครับ เพราะว่าหลังจากที่มีคําตัดสินมาผมก็ยังดีใจว่าบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ นายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรี เท่าที่ผมทราบนะครับ ยังไม่ได้พูดชัดนักว่าตกลงรับหรือไม่รับ ปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติ สงวนท่าทีไว้ถูกต้องแล้วครับ สงวนท่าทีไว้ถูกต้องแล้วครับ แล้วก็ ผมก็ฟังจากท่านผู้บัญชาการทหารบก ฟังจากท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมด้วย ว่ายังไม่มีการถอนทหาร ซึ่งความจริงผมก็ไม่แน่ใจนะครับว่าในพื้นที่ ที่ว่านี้มีกําลังทหารเราอยู่หรือไม่ในปัจจุบัน เรื่องนี้ละเอียดอ่อนครับ แล้วก็ผมก็ปรารถนาที่จะเห็น นะครับ เราเห็นภาพเมื่อเช้าในหนังสือพิมพ์เราก็มีความรู้สึกอุ่นใจว่าทหารในพื้นที่ทั้ง ๒ ฝ่าย เขาก็จับมือยิ้มแย้มกันแล้วก็บอกว่าเขาจะอยู่ร่วมกันจนกว่ามันหาคําตอบได้ในระดับของ รัฐบาล เพียงแต่ว่าเมื่อสักครู่เมื่อช่วงบ่ายเท่านั้นที่มีการโพสต์ (Post) ข้อความขึ้นในเฟซบุ๊ก ของนายกรัฐมนตรีฮุนเซนที่บอกว่าบัดนี้ศาลตัดสินว่าบริเวณเขาพระวิหารทั้งหมดนี้เป็นของ กัมพูชาแล้ว ขอให้ไทยถอนทหารออก ตรงนี้คือสิ่งที่จะเริ่มเป็นประเด็นที่รัฐบาลก็ต้องเข้าไป แก้ไขจัดการว่าจะหาแนวทางในการดําเนินการต่อไปอย่างไร ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับ เพื่อให้เห็นเป็นตัวอย่างว่าความจริงในคดีนี้ในสมัยรัฐบาลที่แล้ว ตอนแรกกัมพูชาไปขอคําสั่ง ชั่วคราวจากศาลให้ประเทศไทยถอนทหารแต่เพียงฝ่ายเดียวทีมที่ไปต่อสู้ ผมก็ถือว่าประสบ ความสําเร็จนะครับ ว่าศาลไม่ให้ปฏิบัติ ไม่ได้ให้ปฏิบัติตามคําขอของกัมพูชา แต่กําหนดเขต กว้างใหญ่เลยครับ บอกให้ทั้ง ๒ ประเทศนี้ ถอนทหารออกไป ผมกราบเรียนท่านประธานว่า วันนั้นเป็นช่วงรอยต่อกําลังจะเลือกตั้งพอดี น่าจะหลังเลือกตั้งแล้วด้วยซ้ํานะครับ รัฐบาลใน ขณะนั้นก็ไม่พูดหรอกครับ รับหรือไม่รับ รัฐบาลในขณะนั้นบอกว่าการถอนทหารเป็นเรื่องที่ เรากับทางกัมพูชาควรจะต้องไปตกลงกันครับ แล้วก็ทําให้มีความยืดหยุ่นในการปฏิบัติแล้วก็ เป็นการยืนยันว่าเราจะไม่ผลีผลามไปบอกว่ารับตรงนั้น ทําตรงนี้ แล้วมีผลผูกพัน คําถาม คําถามเดียวที่ผมต้องถามท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี กับท่านรัฐมนตรีว่า บังเอิญก่อนหน้าคําตัดสินทั้ง ๒ ท่านไปให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่าจะรับคําพิพากษา วันนี้ท่านยัง ไม่ได้พูด ผมก็ไม่ทราบว่าจุดยืนท่านคืออะไร แต่ความจริงที่ท่านต้องบอกคนไทยก็คือถ้าท่าน พูดว่ารับนั่นหมายถึงพื้นที่ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่าพรอมอนทอรีภาษาไทยจะเรียกว่าอะไร ก็แล้วแต่ จาก ๐.๓ - ๒ ตารางกิโลเมตรคือความสูญเสียที่เกิดขึ้นทันที นี่คือข้อเท็จจริงที่ต้อง บอกกับประชาชนครับ ถามว่าถ้าเช่นนั้นแนวทางที่จะทํากันต่อไปจะเป็นอย่างไรผมก็ต้อง กราบเรียนท่านประธานว่า มีผู้ประท้วงครับ
อย่าประท้วงเลยครับ อย่าประท้วงเลย ท่านนั่งเถอะ เชิญท่านต่อเถอะครับ
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ที่จะดําเนินการต่อไปนี้ครับ ผมมีข้อสงสัยและข้อแนะนํา ผมเห็นว่าเรื่องนี้ เรื่องใหญ่ รัฐบาลจะดําเนินการถ้าจะมุ่งไปสู่คําตอบว่ารับหรือไม่รับ ท่านก็ต้องชี้แจง ให้ประชาชนทราบชัดเจนว่ารับ ผลคืออะไร ไม่รับ ผลคืออะไร แต่ท่านจะรับหรือไม่รับ ผมรู้ว่าอย่างไรก็ต้องมีการไปดําเนินการพูดคุยเจรจากับกัมพูชา ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับ จะเป็นเหตุบังเอิญหรือจะเป็นความจงใจไม่ทราบ มีการผลักดัน การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ จนผ่านสภาไปแล้ว ก่อนท่านนายกรัฐมนตรีเข้ามา ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้บอกกับสภาแห่งนี้ ว่าวันนี้มาฟังความคิดเห็นตามมาตรา ๑๗๙ แต่จะไปเจรจาต้องดําเนินการตามมาตรา ๑๙๐ ปัจจุบัน ซึ่งยังมีผลใช้บังคับอยู่ นั่นคือการเสนอกรอบการเจรจาต่อสภาผู้แทนราษฎร กรอบการเจรจาแปลว่าอะไรครับ แปลว่าเป็นกรอบแนวคิดจุดยืนซึ่งอาจจะกําหนดให้ยืดหยุ่น ได้นะครับ มาขอสภาแล้วไปเจรจา เมื่อเจรจาแล้วได้ข้อตกลง ข้อตกลงนั้นก็กลับมาขอความ เห็นชอบจากรัฐสภา ระหว่างที่มีการนําเสนอกรอบการเจรจาจนถึงการให้ความเห็นชอบของ รัฐสภานี่ รัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ชัดเจนว่าประชาชนต้องเข้าถึงข้อมูล ประชาชนต้องมีส่วนร่วม แต่ท่านประธานครับ มาตรา ๑๙๐ ที่ฝ่ายรัฐบาลได้ยกมือแก้ไขเพิ่มเติมผ่านไป เปลี่ยนแปลง กระบวนการนี้โดยสิ้นเชิง กล่าวคือข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับเขตแดนอธิปไตยมาขอความเห็นชอบ เมื่อได้ไปทําความตกลงแล้วครับ ไม่ต้องมีการเสนอกรอบการเจรจา ไม่ต้องมีการเปิดโอกาส ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมใด ๆ ทั้งสิ้นในช่วงที่มีการเจรจา ผมจึงจําเป็นต้อง ถามท่านนายกรัฐมนตรีครับ ว่าถ้ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ที่แก้ไขเพิ่มเติมมีผลบังคับใช้ ท่านจะทําอย่างไรครับ ให้คนไทยทุกคนได้มีส่วนร่วมในเรื่องนี้ ให้รัฐบาลฝ่ายบริหารซึ่งควร จะได้รับการตรวจสอบจากประชาชนและผู้แทนปวงชนชาวไทยยังคงมีช่องทาง ตามรัฐธรรมนูญที่จะปฏิบัติได้ ให้ประชาชนมั่นใจว่าไม่มีการเอาผลประโยชน์เรื่องอื่นเข้ามา เกี่ยวข้อง จะเป็นเรื่องพลังงาน จะเป็นเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล จะเป็นเรื่องมรดกโลกที่ไป ตกลงแลกเปลี่ยนกันเองระหว่าง ๒ รัฐบาล แล้วคนไทยและตัวแทนของพี่น้องประชาชนคน ไทย ไม่มีสิทธิ ไม่มีโอกาสได้มีส่วนร่วม ถ้ารัฐธรรมนูญบังคับใช้ ท่านจะมาเสนอกรอบเจรจา ผมก็ไม่แน่ใจว่าท่านจะเสนอได้นะครับ เพราะท่านจะอ้างบทบัญญัติมาตราใดครับที่จะให้ รัฐสภามีอํานาจในการประชุมและพิจารณา แล้วท่านอย่ามาบอกว่าใช้มาตรา ๑๗๙ เหมือน วันนี้ก็ได้นะครับ มันไม่เหมือนกันครับ เพราะมาตรา ๑๗๙ ท่านก็สามารถลุกขึ้นยืนเหมือน ท่านรัฐมนตรีพูดเมื่อสักครู่ก็ได้ว่ามีปัญหานี้ขอฟัง ไม่ต้องมีกรอบ แล้วก็ไม่ต้องลงมติ แต่มาตรา ๑๙๐ ปัจจุบันท่านต้องนําเสนอกรอบการเจรจาเข้ามา คําถามและความเห็นครับ ท่านนายกรัฐมนตรีทูลเกล้าฯ ไปหรือยังครับ ร่างแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ ท่านมีเวลา ๒๐ วันตามรัฐธรรมนูญ สภาแห่งนี้ลงมติเมื่อวันที่ ๔ ก็ด้วยความเร่งรัด รวบรัดหลายอย่างครับ พวกกระผมพยายามทักท้วงอย่างไรครับ เราถึงพยายามมาขอว่านายกรัฐมนตรีมาฟังพวกเราบ้าง เวลาเราพิจารณาเรื่องอย่างนี้ ท่านจะได้ทราบว่ามันจะมีปัญหาอะไรตามมา ผมไม่ทราบว่า ท่านทูลเกล้าฯ หรือยัง แต่ช้าสุดคือท่านต้องทูลเกล้าฯ ภายในวันที่ ๒๔ หรือประมาณนั้นละครับ เดือนพฤศจิกายนหลังจากที่ท่านได้รับเรื่องนี้จากสภาผู้แทนราษฎร คําแนะนําครับ ถ้าท่าน นายกรัฐมนตรีมีความจริงใจในการที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการที่จะให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล ในการที่รัฐบาลจะต้องมีความโปร่งใสในการเจรจา และมีกรอบการเจรจากลับมาที่สภาแห่งนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีต้องไปคิดครับว่าจะมีวิธีใด หยุดยั้งไม่ให้มาตรา ๑๙๐ ที่แก้ไขเพิ่มเติมมีผลบังคับใช้ ผมเห็นสิ่งหนึ่งที่ท่านทําได้ คือท่าน กราบบังคมทูลฯ ถวายคําแนะนําตามประเด็นนี้ครับ แล้วถ้ากฎหมายมิได้ทรงพระราชทานคืนมา ท่านนายกรัฐมนตรีก็ยืนยันสิครับว่าจะดูแล ช่วยกันครับพวกเราสภาแห่งนี้ก็ไม่ยืนยันกลับไปครับ รัฐธรรมนูญจะได้ตก มาตรา ๑๙๐ เดิมที่จะมาขอกรอบการเจรจาจะได้ปฏิบัติได้ครับ นี่คือประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนเสนอนะครับ เพราะผมเห็นว่าถ้าไม่สามารถหยุดยั้ง การบังคับใช้รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ได้ ประชาชนคนไทยเสียสิทธิจริง ๆ ครับ แล้วก็จะเป็นปัญหาต่อไปในการดําเนินการของรัฐบาล เพราะประชาชนมีหลายเหตุผล มีหลายคนที่จะมีความหวาดระแวงในเรื่องความโปร่งใสในการเจรจาต่อไป
สุดท้ายครับ ประเด็นที่อยากจะฝากท่านประธานไว้ เรื่องเขตแดนนี้ เรามีบันทึกความเข้าใจ เรามีกลไกตามบันทึกนั้นอยู่แล้ว แน่นอนเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องมากําหนด เส้นเขตแดน แต่มีผลกระทบเกี่ยวพันกันครับ ผมเพียงแต่สังเกตว่าท่านนายกรัฐมนตรี และท่านรองนายกรัฐมนตรีพยายามเน้นย้ําว่ากลไกที่จะมาทํางานเรื่องนี้จะเป็นกลไกที่ท่าน เรียกว่าเจซีไม่ใช่กลไกเดิมนะครับที่มีอยู่ที่ทํางานในเรื่องของเขตแดน แล้วก็เจซี ของท่าน ผมอ่านจากข่าวนี่ ท่านบอกว่าหมายรวมทั้งถึงเรื่องการพัฒนาด้วย ทั้งเรื่องปัญหา ชายแดนทั้งหลายด้วย ผู้ที่เป็นหัวหน้าคณะ เมื่อสักครู่ท่านรองนายกรัฐมนตรีพูดเสมือนว่า ท่านเป็นเองนะครับ ตรงนี้ครับ ให้ความมั่นใจกับพวกเราได้ไหมครับ ว่าถ้าจะไปทําเรื่องนี้ ไม่มีเรื่องอื่น เรื่องผลประโยชน์ เรื่องอะไรเข้าไปเกี่ยวข้อง แล้วอย่าไปทําอะไรแล้วไปกระทบ งานของกลไกที่มันมีอยู่ตามบันทึกความเข้าใจนะครับ เกี่ยวกับเรื่องเขตแดน ผมก็กราบเรียน ท่านประธานว่าวันนี้ท่านให้พวกกระผมแสดงความคิดเห็น ผมแสดงด้วยความสุจริตใจว่า ปัญหาเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ คําพิพากษาส่งผลกระทบชัดเจน ที่เราก็ควรจะบอกกับ พี่น้องประชาชน การตัดสินใจ ทางเลือกของรัฐบาลต่อไปก็ต้องมีเหตุมีผลที่อธิบาย ให้พี่น้องประชาชนมีความมั่นใจว่าท่านได้รักษาผลประโยชน์และอธิปไตยของประเทศไทย อย่างสุดความสามารถ มันพันไปถึงมาตรา ๑๙๐ มันพันไปถึงเรื่องอื่น ๆ ตรงนี้จะพิสูจน์ ความจริงใจของนายกรัฐมนตรีกับรัฐบาล พี่น้องจํานวนมากเป็นห่วงครับ เป็นห่วงว่าถ้าพลาด ความสูญเสียเกิดขึ้นได้รับการประทับรับรอง และอาจจะขยายผลต่อไปถึงเรื่องอื่น ๆ ต่อไป ในข้างหน้า เราคงไม่ปรารถนาที่จะเห็นอย่างนั้น ๕๐ กว่าปีที่ผ่านมาหลายคนทุ่มเท จริง ๆ ครับ ในการที่จะต่อสู้รักษาอธิปไตย รักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย มิได้หมายความว่าไม่ประสงค์จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเรารู้ เหมือนกับที่ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดศรีษะเกษทุกคนยืนยันว่าเรายกแผ่นดินตรงนี้ไปไหน ก็ไม่ได้ แล้วคน ๒ ฝั่งก็ต้องอยู่ร่วมกัน แต่เราต้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศ คณะทนาย คณะที่ไปทํางานก็เหน็ดเหนื่อย ช่วงของการต่อสู้ก็ได้รับคําชื่นชมจากพี่น้องประชาชนทั้งประเทศครับ แต่วันนี้เวทีนั้นจบลงแล้ว ประเทศไทยจะได้ จะเสียอะไรจากนี้ไป อยู่ที่รัฐบาลเป็นหลัก และรัฐบาลจะทําโดยจะปรึกษา หรือไม่ปรึกษาประชาชนก็จะขึ้นอยู่กับท่าที่ของรัฐบาลที่มีต่อมาตรา ๑๙๐ ด้วย ผมก็อยากจะทราบว่าท่านนายกรัฐมนตรีคิดอย่างไร แต่ผมก็ไม่คาดหวังว่าท่านจะต้องตอบ ผมในวันนี้นะครับ เพราะผมเชื่อว่าท่านคงไม่ตอบ คําตอบที่ชัดเจนนัก แต่ข้อเสนอของผม เป็นข้อเสนอที่เป็นจริง ปฏิบัติได้และจะพิสูจน์ความจริงใจของท่านครับ กราบขอบพระคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ ท่านนายกรัฐมนตรีสักครู่ครับ ผมขออนุญาตให้เจ้าหน้าที่แจกเอกสารประเด็นที่ท่านทูตวีรชัย ได้ชี้แจงต่อรัฐสภานะครับ และเอกสารอีกฉบับนะครับ เอกสารประกอบการพิจารณา เบื้องต้นของรัฐสภาเป็นภาษาอังกฤษนะครับ แล้วก็เอกสารประกอบการพิจารณาเบื้องต้น ของที่ประชุมรัฐสภาฉบับแก้ไข ก็ให้เจ้าหน้าที่ช่วยแจกด้วยนะครับ เชิญท่านนายกรัฐมนตรี เชิญครับ
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก่อนอื่น ดิฉันในนามของรัฐบาลต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกที่ได้อนุญาตให้รัฐบาลนั้นเปิดการอภิปราย ทั่วไป เนื่องจากว่าปัญหาในเรื่องของคดีปราสาทพระวิหารนั้นเป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วก็เป็น เรื่องที่มีความสําคัญสําหรับประเทศ ซึ่งเจตนารมณ์ของการเปิดอภิปราย วันนี้ก็อยากที่จะรับ ฟังข้อแนะนําจากท่านสมาชิก วันนี้ดิฉันก็ดีใจค่ะที่ได้มีโอกาสได้รับฟังจากท่านสมาชิกผ่านไป ยังท่านประธานว่าทางท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้กรุณาได้มาให้ข้อคิดเห็น ต่าง ๆ ดิฉันเองก็เรียนยืนยันว่าเราเองก็ขออนุญาตว่า เราเองก็ยินดีที่จะรับฟัง แล้วก็ยินดีที่จะ ชี้แจงในประเด็นต่าง ๆ ที่เป็นข้อสงสัย ซึ่งเราถือว่าเป็นโอกาสอันดีที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรนั้น รวมถึงท่านสมาชิกวุฒิสภาก็จะได้มีโอกาสได้ซักถามกัน แล้วก็ได้ให้ข้อแนะนํา นะคะ
ก่อนอื่นก็ขออนุญาตเรียนในแง่ข้อสงสัยของท่านสมาชิกที่ว่าดิฉันเองไปกล่าว ในเรื่องของการรับคําพิพากษานะครับ เมื่อผลการพิพากษาศาลโลกออกมาอย่างไร ก็กราบเรียนยืนยัน ณ ที่นี้เลยค่ะว่า ดิฉันไม่เคยที่จะรับคําพิพากษา ไม่เคยพูดคํานี้ สิ่งที่ดิฉัน พูดอยู่เสมอก็คือว่า ไม่ว่าผลจากการตัดสินออกมาอย่างไร ในส่วนของการดูแลความสงบ เรียบร้อยบรรยากาศของความสัมพันธ์นั้น ต้องคงอยู่ค่ะ ถ้าท่านจําได้ก่อนวันที่ศาลโลกจะมีร การตัดสินนั้น ดิฉันได้มีการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กเช่นกันค่ะ ที่มีการยืนยันตรงนี้เช่นกันว่า เราจะรักษาความสัมพันธ์ แต่ไม่เคยพูดคําว่า เราจะรับคําพิพากษา ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้นั้น ก็เป็นเนื้อหาที่ต้องกราบเรียนว่าการพูดทุกคําก็เป็นความละเอียดอ่อนที่เราต้องรักษา ความสัมพันธ์ แต่ขณะเดียวกันหน้าที่ของเราก็ต้องรักษาอธิปไตยของประเทศ และหน้าที่ของ เราก็ต้องคํานึงถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก แล้วก็รวมถึงผลประโยชน์ของประชาชน ก็กราบเรียนยืนยันว่าหลังจากที่เราได้รับฟังคําพิพากษานั้น สิ่งที่ต้องเร่งทําก็คือการศึกษา คําพิพากษา ซึ่งในส่วนของคําศึกษานั้นก็ยังคงยืนยันในเรื่องของการรักษาอธิปไตยเช่นเดิมค่ะ แล้วก็กราบเรียนท่านสมาชิกที่เคารพว่า ไม่ว่ารัฐบาลจะไปดําเนินการอย่างไรนั้น เราจะเข้ามา ในการรับฟังความคิดเห็นของสภา แล้วก็รวมถึงการที่จะขอรับฟังข้อมติของสภาภายใต้กรอบ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ซึ่งวันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราก็เชื่อว่าไม่ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรนั้น เราก็อยากที่จะรับฟัง เพราะฉะนั้นเรียนยืนยันว่ารัฐบาลนี้จะไม่ทําการใด ๆ จนกว่าจะได้รับ การเห็นชอบจากสภาค่ะ แล้วก็รัฐบาลนี้ก็เรียนยืนยัน หลายท่านอาจจะมีข้อสงสัย ก็เรียนยืนยันว่าการดําเนินการใด ๆ นั้นจะทําโดยคณะกรรมการ และการดําเนินการใด ๆ นั้น ไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวหรือผลประโยชน์ทับซ้อนทั้งสิ้น และจะคํานึงถึงผลประโยชน์ของ ประเทศชาติและประชาชน รวมถึงการรักษาอธิปไตยเป็นหลักค่ะ ขอบคุณค่ะ
ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก่อนอื่นก็ต้องขอบคุณท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ที่ได้นําเสนอข้อมูลต่าง ๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผมมองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องมา โดยตลอดนะครับ แล้วทุกรัฐบาลก็มีความรับผิดชอบร่วมกันที่จะต้องหาทางแก้ไขปัญหา ที่เกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตามครับที่ท่านได้พูดว่าผมเองได้ไปให้สัมภาษณ์ว่าจะรับคําตัดสินนั้น ไม่มีคําพูดนี้จากปากผมเด็ดขาด แม้กระทั่งวันที่ผมไปกล่าวถ้อยแถลงร่วมกับทางท่าน ฮอนัมฮงที่ปอยเปต มี ๔ ข้อด้วยกันที่ผมได้แถลง ผมจะอ่านแค่ข้อ ๑ กับข้อ ๓ ให้ฟังอีกครั้ง หนึ่งนะครับว่า
ข้อ ๑ ทั้ง ๒ ฝ่ายเห็นพ้องว่าไม่ว่าผลการตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่าง ประเทศจะออกมาเช่นไร เราจะไม่ให้กระทบความสัมพันธ์ระหว่างกัน เพราะเราเป็นประเทศ เพื่อนบ้านที่จะต้องอยู่ด้วยกันตลอดไป การดําเนินการใด ๆ จะต้องมีการพูดคุยเจรจาหารือ กัน และยึดมั่นในเจตนารมณ์ที่จะรักษาความสงบตามแนวชายแดนและภายในของประเทศ ทั้งสอง และจะไม่ให้มีสิ่งใดมากระทบความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน
สําหรับข้อ ๓ อันนี้สําคัญนะครับ ทั้ง ๒ ฝ่ายตระหนักถึงความจําเป็นที่จะต้อง มีการดําเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ และกระบวนการทางกฎหมายภายในของแต่ละประเทศ และสนับสนุนให้มีการพบปะหารือเกี่ยวกับสาระสําคัญของคําตัดสินและการดําเนินการที่ เกี่ยวข้องต่อไปตามลําดับ
ซึ่งในชั้นนี้ทั้ง ๒ ฝ่ายเห็นพ้องที่จะให้ใช้กลไกที่มีอยู่แล้ว เช่นการประชุม คณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีเจซีไทย-กัมพูชา หรือกลไกอื่น ๆ คําชี้แนะ ของท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรที่ได้พูดว่าใช้เจซีอาจจะไม่เหมาะสม ผมได้โน้ต (Note) บันทึกไว้แล้วนะครับ เดี๋ยวผมก็จะฟังข้อเสนอแนะ อาจจะขอปรึกษากับท่าน ว่าถ้าเห็นว่าเจซีไม่เหมาะสม จะให้ใช้คณะใดผมก็จะขออนุญาตเรียนปรึกษากับท่านผู้นําฝ่าย ค้านในสภาผู้แทนราษฎรนะครับ แล้วสําหรับมาตรา ๑๙๐ ที่ได้แก้ไขใหม่นี้ ท่านไม่ต้องห่วง กังวลเรื่องกรอบการเจรจา เพราะผมอ่านกฎหมายฉบับนี้มันค่อนข้างที่จะชัดเจนว่าหนังสือ สัญญาใดที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่รอบอาณาเขต ก็ต้องได้รับ ความเห็นชอบของรัฐสภา หมายความว่าก็ต้องนําเสนอเพื่อขอความเห็นชอบของรัฐสภา และในขณะเดียวกันผมก็ยืนยันสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กราบเรียนต่อที่ประชุม ผมจะเอา กรอบการเจรจามาหารือ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องอ่อนไหว เป็นเรื่องผลประโยชน์ของ ประเทศชาติและประชาชน ท่านไม่ต้องห่วง ผมจะทําทุกอย่างด้วยความเปิดเผย แล้วก็ไม่มี ผลประโยชน์ใด ๆ แอบแฝงโดยเด็ดขาดครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
เชิญท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ขอขอบคุณที่ทั้ง ๒ ท่านได้ให้คําตอบในบางเรื่องนะครับ กราบเรียนว่าทําความ เข้าใจให้ตรงกันนิดหนึ่งนะครับ ที่ท่านอ่าน มาตรา ๑๙๐ ตามที่แก้ไขเพิ่มเติมมันไม่เหมือนกันนะครับ วรรคที่ท่านอ่านนี้หมายความว่าท่านไปเจรจาเสร็จแล้ว ได้ข้อตกลงมานี้ มาขอความเห็นชอบ จากสภา แต่ที่บังคับใช้อยู่ ฉบับที่เราใช้อยู่ปัจจุบันนี้ ก่อนแก้ไขนี้ ก่อนท่านไปเจรจานี้ ท่านต้องมาขอความเห็นชอบเรื่องกรอบการเจรจา แล้วยังมีบทกํากับว่าด้วยการให้ประชาชน มีส่วนร่วม อ้ายตรงนี้พอแก้ไขเสร็จมันไม่มีครับ มันไม่มีจริง ๆ ท่านจะใช้คําว่ามาหารือ หรือท่านนายกรัฐมนตรีมาใช้คําว่า รับฟัง มันก็เหมือนวันนี้คือ มาตรา ๑๗๙ มันไม่ต้อง มีกรอบ แล้วก็ไม่สามารถมาขอมติได้ แล้วก็ไม่อยู่ภายใต้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญว่า ประชาชนต้องสามารถเข้าถึง แล้วก็สามารถมีส่วนร่วมได้ นี่คือข้อเท็จจริงที่อยากจะ กราบเรียนเพื่อให้เข้าใจตรงกัน ที่ท่านนายกรัฐมนตรีบอกไม่ทําอะไรก่อนเห็นชอบ ถ้าตาม รัฐธรรมนูญที่ท่านแก้ไขนะครับ หมายความว่าตอนจะไปลงนามเท่านั้นละครับ ต้องมาให้ เห็นชอบก่อน ก่อนที่จะผูกพัน แต่ระหว่างทางไม่มีตรงไหนเลยครับที่ต้องมาที่นี่ ผมจึงกราบเรียนยืนยันครับ ผมว่าวันนี้สิ่งที่ ผมอยากเห็นที่สุดคือท่านนายกรัฐมนตรีไปหาทางดําเนินการ อย่าให้มาตรา ๑๙๐ ที่แก้ไข เพิ่มเติมมีผลบังคับใช้และเป็นอุปสรรคต่อเรื่องนี้ที่จะให้ประชาชนได้มีสิทธิเลยครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรี เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี ท่านประธานที่เคารพครับ ในประเด็นที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเป็นห่วงว่ากระบวนการในการที่ให้ ประชาชนเข้าถึงข้อมูลแล้วก็มีส่วนร่วมนั้น ถ้ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ถูกแก้ไขไปแล้ว ประเด็นตรงนี้จะหายไป กระผมคิดว่าในส่วนของการให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลแล้วมีส่วนร่วม นี่รัฐบาลพร้อมครับที่จะดําเนินการได้ ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ จะถูกแก้ไขไปก็ตาม
ประการที่ ๒ ในส่วนที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเป็นห่วง เรื่องของกรอบการเจรจาตามรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้มีการใช้บังคับ ก็เป็นอย่างที่ท่านพูด ถูกครับว่าไม่มีกระบวนการในการที่จะนําให้รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบ กรอบการเจรจาก่อน ไม่มีครับ แต่มีกระบวนการที่เมื่อเจรจาเสร็จแล้วต้องให้รัฐสภา ให้ความเห็นชอบถึงจะมีผลใช้บังคับ ตรงนี้ท่านนายกรัฐมนตรีได้บอกแล้วครับว่ากระบวนการ ในการมารับฟังความคิดเห็นจากรัฐสภามีอยู่ ก็อย่างเช่นที่เราทําอยู่ในวันนี้ ก็คือมาตาม มาตรา ๑๗๙ แล้วก็รับฟังความคิดเห็นจากท่านสมาชิกรัฐสภาได้ และสุดท้ายท่านประธานครับ สมาชิกรัฐสภาท่านเหล่านี้ละครับจะเป็นผู้ให้ความเห็นชอบอยู่ดี ถ้าท่านไม่ให้ความเห็นชอบ ที่ไปเจรจามาทั้งหมดก็ไม่มีผลใช้บังคับท่านประธานครับ
ขอสลับไปที่ท่านวุฒิสมาชิก นะครับ ส.ว. สุมล เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัด เพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอร่วมอภิปรายต่อคําพิพากษาของศาลยุติธรรม ระหว่างประเทศหรือที่ชาวบ้านเรียกว่าศาลโลก ในคดีปราสาทพระวิหาร เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ดิฉันคงใช้เวลาไม่มากนัก เพราะเรื่องนี้ได้มีการพูดกันอย่างมากมายแล้ว ดิฉันรับไม่ได้กับคําพิพากษาของศาลโลกในครั้งนี้ และยิ่งเจ็บช้ําน้ําใจเมื่อรัฐบาลโดยเฉพาะ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ได้บอกให้คนไทยยอมรับคํา ตัดสินของศาลโลก และยิ่งกว่านั้นยังพูดว่าคําตัดสินครั้งนี้ประเทศไทยไม่เสียพื้นที่ทับซ้อน ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ทั้ง ๆ ที่พื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรนั้นเป็นของประเทศไทยอยู่แล้ว แต่เรากลับไปเรียกว่าพื้นที่ทับซ้อน ท่านประธานที่เคารพ กรณีพิพาทเรื่องนี้ประเทศไทยเป็น ฝ่ายตั้งรับมาตลอด ดิฉันไม่เข้าใจ ทําไมรัฐบาลจึงไม่สามารถใช้วิธีทางการทูตในการที่จะเป็น ฝ่ายรุกเสียบ้าง เพราะตลอดเวลาของการที่รอคอยคําพิพากษาของศาลโลกนั้น คนไทย ก็ได้แต่ลุ้นว่าประเทศไทยนั้นมี ๒ ประเด็น คือเสมอตัวกับแพ้ ไม่มีคําว่าชนะเลย มาวันนี้ก็ มาถึงแล้วว่าเราต้องเสียดินแดนจํานวนซึ่งยังไม่รู้ว่าจะมากน้อยเท่าไร แต่ก็เรียกได้ว่า เสียดินแดนเสียแล้ว ซึ่งรัฐบาลอาจคิดว่าดินแดนที่เสียไม่มาก ดังภาษานักเลงที่เรียกว่า ขอกัน กินมากกว่านี้ แต่ท่านประธานที่เคารพ แม้นพื้นที่จะบอกว่าไม่มาก แต่ความสําคัญอยู่ที่ อธิปไตยของการที่อยู่เหนือดินแดนนั้นต่างหากที่มันเรียกว่า คนไทยรับไม่ได้ ประเทศไทยต้อง เสียดินแดนให้กับต่างชาติอีกครั้งหนึ่ง ปี ๒๕๐๕ เราเจ็บช้ําน้ําใจมาครั้งหนึ่งแล้ว แล้วก็เป็น คดีเดิมซึ่งไม่น่าเชื่อที่เรากลับต้องมาเสียพื้นที่เพิ่มขึ้น รัฐบาลนี้ให้ความมั่นใจกับคนไทยทั้งประเทศไม่ได้ ว่าต่อไปพื้นที่ตรงนี้จะทําให้เราเสียดินแดน ให้กับกัมพูชาอีกหรือไม่ จะมีครั้ง ๓ ครั้ง ๔ ครั้ง ๕ อีกหรือไม่ เพราะฉะนั้นดิฉันขอเสนอ รัฐบาล ซึ่งเสียดายที่ท่านนายกรัฐมนตรีกลับไปเสียแล้ว ต้องใช้วิกฤติวันนี้ให้เป็นโอกาส นั่นก็คือรัฐบาลต้องรีบดําเนินการเคลียร์พื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ให้เห็นว่าเป็นดินแดน ที่ศาลโลกได้บอกว่าที่จริงมันเป็นของเรา แต่เราบอกว่าศาลโลกพิพากษาให้เป็นพื้นที่ ที่มาพิจารณาร่วมกัน โอเค เมื่อให้เป็นพื้นที่ที่ต้องมาพิจารณาร่วมกัน ดิฉันจึงคิดว่า รัฐบาลนี้ต้องไปเคลียร์พื้นที่บริเวณตรงนั้นให้มันปลอดจากการที่มีชุมชนชาวกัมพูชา ที่เข้าไปรุกล้ําอยู่ในพื้นที่นั้น แล้วมันจึงจะมาตกลงร่วมกันได้ ไม่ใช่เข้ามารุกล้ําแล้ว แล้วให้เรา ต้องไปตกลง ดิฉันว่าคนไทยคงรับไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ดิฉันจึงฝากกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาที่เกิดความขัดแย้งของ ๒ ประเทศ แล้วก็มีการต้องไปฟ้องร้องต่อศาลโลกอีกครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะฉะนั้นดิฉันอยากจะให้ รัฐบาลนี้ใช้ความกล้าหาญในการที่จะเคลียร์พื้นที่ ที่เรียกว่า ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ให้เป็น พื้นที่ที่ปลอดจริง ๆ แล้วเราจึงจะมาตกลงกันว่า ๒ ประเทศนี้ที่จะอยู่ในพื้นที่นี้อยู่ด้วยกัน ร่วมกันได้อย่างไร เพื่อความสงบสุขของ ๒ ประเทศต่อไป ขอบพระคุณค่ะ
เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ เชิญครับ
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผมไม่อยากใช้เวลาสภามากนะครับ เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวว่าผมนี่ไปพูดว่า ยอมรับในคําตัดสิน ผมกราบเรียนต่อที่ประชุมเลยครับว่าไม่เคยพูดคํานี้จากปากผมเลย นะครับ ผมฉลาดพอที่จะพูดอะไรบ้าง ในตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สิ่งที่พูดนั้นระมัดระวังที่สุดครับ ขอบคุณครับ
มาที่ท่านสรวงศ์ เทียนทอง นะครับ แล้วตามด้วยท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค แล้วก็ท่านคํานูณ สิทธิสมาน ครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสรวงศ์ เทียนทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสระแก้ว พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณรัฐบาล นะครับ ที่ได้เปิดโอกาสให้พวกเราสมาชิกรัฐสภา ในการที่จะอภิปราย ตามมาตรา ๑๗๙ ที่จะฟังความเห็นของที่ประชุม ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีผลในการที่จะไปเจรจาอะไรต่าง ๆ ก็แล้วแต่ แต่ก็เป็นสิ่งที่ดีที่รัฐบาลได้เปิดฟังความคิดเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งครับ ท่านประธาน กระผมเองเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนชายแดนครับ จังหวัดสระแก้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ที่กระผมรับผิดชอบ อําเภออรัญประเทศ อําเภอโคกสูง อําเภอตา พระยา ๑๖๕ กิโลเมตรติดกับประเทศกัมพูชาครับ พี่น้องประชาชนใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุข ใช้ชีวิตกันอย่างบ้านพี่เมืองน้องมาโดยตลอด ผมเองได้เคยอภิปรายในเรื่องนี้เมื่อสมัยที่แล้ว ว่าปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้นึกถึงพวกผมบ้าง พวกผมที่นี้ หมายถึง พี่น้องประชาชนที่ใช้ชีวิต อยู่ชายแดนครับ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมไม่ใช่นักกฎหมายครับ แล้วก็เช่นเดียวกับ พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ ไม่ใช่นักกฎหมายครับ ภาษากฎหมายเป็นภาษา ที่พวกท่านซึ่งเป็นนักกฎหมายรู้กันเอง ตีความกันเองอยู่แล้ว คราวนี้เจอศาลโลกซึ่งเป็นนักกฎหมายภาษากฎหมาย แล้วเป็นภาษาต่างประเทศอีก ก็เลย เป็นที่มาของวันนี้แล้วก็วันต่อ ๆ ไปที่ทีมงานของกระทรวงการต่างประเทศจะแปลออกมา อย่างที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้พูดว่าจะต้องใช้เวลา แล้วจะไม่ให้ ผิดพลาด เพราะมันเป็นความละเอียดอ่อนครับ พวกผมใช้ชีวิตกันอยู่ในชายแดน ทุกครั้งที่มี การพูดถึงกรณีปราสาทพระวิหารก็ดี หรือว่ากรณีการแบ่งเขตแดนก็ดี พวกเราทุกคนได้รับ ผลกระทบหมด ต้องเข้าใจว่าเมื่อครั้งที่ประเทศเขมร หรือว่าประเทศกัมพูชาแตกก็ได้ มีการอพยพของพี่น้องชาวกัมพูชาเข้ามาในเขตพื้นที่ประเทศไทยไม่ใช่เฉพาะจังหวัดสระแก้ว จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดบุรีรัมย์ เราก็ต้องยอมรับว่าการอพยพมาของพี่น้อง ประชาชนเพื่อนบ้านเรามาอยู่ก็ไม่ใช่เวลาน้อย ๆ นะครับ ก็ได้มีครอบครัวกันนะครับ คนเขมรก็มีภรรยา มีสามีเป็นคนไทย คนไทยก็มีสามีหรือภรรยาเป็นคนกัมพูชา คราวนี้พอถึง เวลาผลักดันออก ไม่มีทางหรอกครับที่จะผลักดันออกไปหมด ผมถึงเรียนให้ท่านทราบว่า ไม่ว่าพวกท่านจะทําอะไร จะพูดอะไร จะรณรงค์ จะรักชาติอย่างไรก็แล้วแต่ ไปรักกับพวกผม ในเขตชายแดนบ้าง นึกถึงการใช้ชีวิตของพวกผมในฐานะที่เป็นพี่น้องประชาชนในชายแดนบ้าง ผมเคยเรียนกับท่านแล้วว่าพื้นที่ของประเทศไทยเวลาเขายิงมาอย่างไรก็โดนหลังคาบ้านไทยครับ เพราะว่าบ้านเรือนเรามันติดชายแดนหมด แต่ของเขากว่าจะไปเจอบ้านมันไกล สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ครับท่านประธาน ผมกราบเรียนกับท่านประธานโดยตรงเลยว่าผมเองเกิดมาก็ไม่ทัน หรอกครับ ปี ๒๕๐๕ แต่รับทราบอย่างเดียวว่าตั้งแต่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนมา แล้วก็ ตั้งแต่จําความได้ตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ จนถึงปี๒๕๕๓ พี่น้องประชาชนแนวชายแดนอยู่ด้วยกัน อย่างมีความสุขครับ ท่านประธานที่เคารพครับ มีการฝากในเรื่องของเขตแดนในเรื่องของ สภาพแวดล้อมจากท่าน ส.ส. ธเนศ เครือรัตน์ ซึ่งเป็น ส.ส. จังหวัดศรีสะเกษ ท่านให้แนวคิด ท่านอยากให้รัฐบาลได้ทบทวนนิดหนึ่งว่าการที่เข้าไปสํารวจการที่หน่วยงานต่าง ๆ แม้กระทั่ง พี่น้องประชาชนที่จะเข้าไปในเขตพื้นที่รอบ ๆพระวิหารเป็นสิ่งที่ค่อนข้างยากลําบาก เพราะว่าเราได้ประกาศพื้นที่รอบ ๆ เขาปราสาทพระวิหารเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ เขาพระวิหาร แต่ในขณะเดียวกัน พอเลยเขาพระวิหารไปลงไปตามแนวตะเข็บชายแดนของ พี่น้องประชาชนชาวกัมพูชามีทั้งหมู่บ้าน มีทั้งวัด มีทั้งโรงเรียน ผมถึงบอกว่าการที่รักป่า เข้าใจครับ รักผืนป่าเข้าใจแล้วเห็นด้วย แต่อย่าละเลย รักป่าเสียจนลืมรักษาดินแดนของเรา ก็ฝากรัฐบาลคํานึงถึงเรื่องนี้ด้วยนะครับ เพราะว่าการเข้าถึงพื้นที่รอบ ๆ บริเวณแม้กระทั่ง เจ้าหน้าที่ของรัฐเองยังเข้าลําบาก ฝากท่านประธานตรงนี้ด้วย แล้วก็ขออนุญาตใช้เวลา อีกนิดเดียวครับ ในฐานะที่เป็นหนึ่งในกรรมาธิการที่เข้าไปยกร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ต้องทําความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนตรงนี้ครับว่าสิ่งที่พวกท่านอาจจะได้ยิน จากไหนมา ผมไม่ขอเอ่ย แต่ทําความเข้าใจกับทุกท่านอย่างนี้นะครับว่าอะไรก็แล้วแต่ที่มีผลกระทบกับเขตแดน กับอธิปไตยของปวงชนชาวไทยต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาไม่ว่าจะเป็นฉบับเก่า หรือฉบับใหม่ต้องผ่าน เมื่อเราให้อํานาจกับทางรัฐบาลไปเจรจา เมื่อเจรจาแล้วกลับมาถึงสภา ถ้ามีอะไรที่ติดขัด ติดข้องหมองใจ ไม่เห็นชอบ ให้รัฐบาลกลับไปพิจารณาแล้วก็ไปเจรจา ตกลงใหม่ แล้วก็กลับมาสภาครับ ต้องกราบเรียนกับท่านประธานผ่านไปถึงพี่น้องประชาชน ตรงนี้ว่าทําความเข้าใจเถอะครับว่ามาตรา ๑๙๐ ไม่ได้ลิดรอน ไม่ได้ตัดสิทธิอะไรท่านเลยจาก ฉบับเก่า แต่เป็นเพียงการที่จะทําให้การทํางานของหน่วยงานของรัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระทรวงการต่างประเทศที่ผมเคยอภิปรายในเรื่องมาตรา ๑๙๐ ก่อนที่จะมีการตั้ง กรรมาธิการว่าหลาย ๆ ครั้งที่ไปเจรจาก็ตีรถเปล่ากลับบ้าน ก็ไม่อยากจะแตะตรงนั้นมาก นะครับก็อยากจะกราบเรียนฝากท่านประธานไปถึงพี่น้องประชาชนตรงนี้ แล้วก็ขอยืนยัน แล้วก็ขอให้ทุกท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องประชาชนได้เห็นใจพวกกระผมซึ่งใช้ชีวิตอยู่ แนวชายแดนด้วยนะครับ กราบขอบพระคุณครับ
เชิญท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตใช้เวลาของ รัฐสภาในช่วงนี้เพื่อแสดงความคิดเห็นตามที่ทางท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้ยื่น เรื่องถึงท่านประธานรัฐสภาเพื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา ๑๗๙ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ผมขออนุญาตกราบเรียนเป็นเบื้องต้นเพราะว่าตอนที่เริ่มต้นการ ประชุมนั้น ผมไม่อยากจะให้เสียเวลาในการแสดงความคิดเห็น แต่ว่าหลายเรื่องที่เพื่อน สมาชิกได้แสดงความคิดเห็นไปนั้นเป็นเรื่องสําคัญ ซึ่งผมขออนุญาตว่ามันจะเกี่ยวข้องกับการ ที่ผมจะแสดงความเห็นของผมในวันนี้ขณะนี้ด้วยครับ ประการที่ ๑ ก็คือว่าวันนี้ทาง คณะรัฐมนตรีต้องการความเห็นหรือต้องการรับฟังความเห็นจากสมาชิกรัฐสภา แต่ว่า พวกกระผมจะให้ความเห็นได้ชัดเจนได้อย่างไรในเมื่อเราไม่มีคําพิพากษาของศาลโลกที่เป็น คําแปลฉบับภาษาไทยที่ได้รับการรับรองถูกต้องไม่ว่าจากกระทรวงการต่างประเทศหรือจาก คณะรัฐมนตรี ซึ่งก็สุดแล้วแต่ว่าจะทําจากที่ไหน แต่ก็ต้องถือว่าให้เป็นฉบับที่รับรอง และรัฐบาลยอมรับว่าแปลความหมายได้อย่างถูกต้อง ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าแม้วันนี้เราจะมี ภาษาอังกฤษ แต่เมื่ออ่านภาษาอังกฤษแม้แต่คนที่อ่านเข้าใจเขาอาจจะเข้าใจความหมายไป คนละแบบคนละด้านก็เป็นไปได้ หลายอย่างหลายเรื่องที่ท่านเอกอัครราชทูตวีรชัย ขออภัยเอ่ยนาม ได้กรุณาแปลให้พวกเราฟังนั้นบางท่านอ่านก็อาจจะบอกว่าแปลไม่ตรง หรือไม่เหมือนกับเขาก็ได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นปัญหา แต่ผมก็จะขออนุญาตในเมื่อที่ประชุม ก็เดินตามนี้ไปแล้วก็ขออนุญาตว่าความคิดเห็นของผมก็จะอยู่บนพื้นฐานจากข้อมูลที่ได้รับ จากสื่อมวลชนบ้าง จากท่านทูตเมื่อสักครู่นี้บ้าง แล้วก็จากที่อ่านจากในคําพิพากษาฉบับ ภาษาอังกฤษนี้บ้าง ซึ่งจะถูกจะผิด จะจริงจะเท็จแค่ไหนก็อยู่บนพื้นฐาน เนื่องจากว่าวันนี้ ต้องยอมรับว่าคนไทยทั้งชาติยังไม่มีเอกสารอะไรที่ยึดถือว่าเป็นเอกสารและความหมายกลาง ที่ทุกคนต้องถือและยอมรับว่าคําพิพากษานี้อ่านว่าอย่างนี้ แปลว่าอย่างนี้อย่างถูกต้อง ดังจะเห็นอย่างเมื่อเช้าครับผมเห็นในสื่อมวลชนแต่ละฉบับพาดหัวข่าว ตีความคนละทิศ คนละทางไปหมด บางฉบับบอกว่าเราไม่เสียดินแดน บางฉบับบอกว่าเสียภูมะเขือไปแล้ว อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นวันนี้อย่าว่าแต่พวกเราซึ่งเป็นสมาชิกรัฐสภาหรือว่าผู้ที่ทําหน้าที่ ขอใช้คํากลาง ๆ ว่า ศาลโลก หรือที่ทําหน้าที่ในภาครัฐที่ผ่านมา ซึ่งผมได้รู้จักบางท่านก็ไม่สามารถอธิบายหรือชี้ ได้ชัดเจนว่าที่ถูกต้องมันคืออะไร เพราะฉะนั้นในเมื่อรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีต้องการความ คิดเห็นจากพวกกระผมในวันนี้ก็ขออนุญาตเรียนว่าเป็นการให้ความคิดเห็นบนพื้นฐาน ที่ยังไม่มีความชัดเจนในหลายเรื่อง
ประการที่ ๑ เลยผมขออนุญาตท่านประธานครับว่าในฐานะส่วนตัว ที่เป็นคนไทย ผมต้องขอขอบคุณท่านทูตวีรชัยและคณะจากใจจริง ๆ ของความที่เป็นคนไทย ที่ท่านได้ทําหน้าที่อย่างดีที่สุดในศาลโลก ซึ่งผมเชื่อใจและมั่นใจว่าถ้าหากว่ากระทรวง การต่างประเทศตั้งแต่อดีต พ.ศ. ๒๕๐๕ มาจนปัจจุบันเป็นอย่างท่านทูตวีรชัยวันนี้คงจะ ไม่มีปัญหาอย่างนี้ ผมเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ เพราะว่าตั้งแต่ในชั้น การพิจารณาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๕ ก็ดี หลังจากนั้นก็ดี เอกสารสําคัญหลายฉบับของไทย หายได้อย่างไรครับ ที่อยู่ในความครอบครองดูแลของกระทรวงการต่างประเทศ มันหายได้อย่างไร แล้วก็เป็นส่วนหนึ่งซึ่งทําให้เราเสียเปรียบในการพิจารณาคดีด้วย หรือแม้แต่ตอนหลังนี้ก็เช่นกัน บางฉบับก็อ้างว่าเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงสถานที่ของ กระทรวงการต่างประเทศอาจจะสูญหายในระหว่างการขนย้าย อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งลักษณะ การเก็บเอกสารราชการซึ่งสําคัญต่อชาติต่อแผ่นดินเช่นนี้ผมคิดว่าต้องมีการปรับปรุงต่อไป ในอนาคต แต่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าในการที่เราจะพูดหรือแสดงความเห็น ในวันนี้ อันดับที่ ๑ มันไม่ใช่เพียงแค่คําพิพากษาหรือคําวินิจฉัยของศาลโลกที่เพิ่งมีผ่านไป เมื่อวันที่ ๑๑ แต่ว่ามันจะต้องเกี่ยวข้องและโยงกลับไปถึงคําพิพากษาของศาลโลกตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๕ หรือ ค.ศ. ๑๙๖๒ เพราะเราต้องถือว่าคําพิพากษาครั้งนี้ ปัจจุบันนี้ที่เพิ่งผ่านมา มันไม่ใช่คําพิพากษาฉบับที่ ๒ แต่มันเป็นการตีความของคําพิพากษาฉบับเดิม เพราะฉะนั้น เราต้องยอมรับและเราต้องยืนยันว่าคําพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มีเพียงฉบับเดียว คือฉบับ พ.ศ. ๒๕๐๕ ส่วนคําพิพากษาที่เรากําลังมาพูดกันหรือต้องการความคิดเห็น แสดงความคิดเห็นตามที่คณะรัฐมนตรีทราบวันนี้เป็นเพียงแค่การตีความของคําพิพากษา ฉบับที่แล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้ไม่ใช่คําพิพากษา แต่เป็นการขยายความหรือตีความของ ศาลโลกในคําพิพากษาซึ่งมีเพียงฉบับเดียว ซึ่งตรงนี้ต้องขออนุญาตเรียนตรงกับท่านผู้นํา ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรที่กล่าวไปเมื่อสักครู่ ว่าถ้าหากเราพิจารณาหรือคํานึงตรงนี้ เราจะเห็นว่าในคําพิพากษาที่มีเพียงฉบับเดียวเกี่ยวกับเรื่องนี้ในครั้งที่แล้วเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๕ หรือ ค.ศ. ๑๙๖๒ นั้น เน้นคําว่า วิซินนิที ไม่ได้เน้นหรือพูดถึงคําว่า พรอมอนทอรีมากเหมือน ปัจจุบัน และจากคําแรก วิซินนิที ที่ทําให้เป็นปัญหาว่าขอบเขตของมันอยู่ตรงไหน ตรงนี้ ต่างหากครับที่ผมคิดว่าประเด็นปัญหาของปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากคําพิพากษาในคดีนี้ ซึ่งสําหรับผม ผมถือว่ามีเพียงฉบับเดียวที่เป็นคําพิพากษาในคดีนี้ เพราะฉะนั้นในประเด็นที่เกิด ข้อโต้แย้งกันขึ้นมาในคําพิพากษาครั้งที่แล้วที่จะเป็นปัญหาวันนี้ก็คือความหมายของคํานี้ และถ้าหากว่าเราจะพิจารณาบนพื้นฐานของความเป็นจริงที่ถูกต้องมันไม่เคยมีข้อโต้แย้งด้วยครับ เพราะอะไรครับ ไม่ว่าศาลโลกจะคิดอะไรหรือเขียนว่าอย่างไร รัฐบาลไทยในสมัย พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งมี จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ได้กําหนดแนวปฏิบัติการ แล้วก็มีป้ายปักไว้ แล้วก็มีการยอมรับโดยปริยายจากผู้นําประเทศ ของเขมรในขณะนั้น ไม่เคยมีข้อโต้แย้งกับคําว่า อาณาเขตรอบปราสาทพระวิหาร หรือคําว่า วิซินนิที นี้มาก่อนเลยตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๕ เพราะฉะนั้นในความเป็นจริงก็ต้องถือว่ายอมรับ อันนี้เป็นความเห็นผมครับ เพราะว่าคณะรัฐมนตรีต้องการทราบความเห็นผมไม่ใช่หรือครับ ฉันใดฉันนั้นครับ เขาเคยบอกว่าเขาเอาธงมาปักก็ถือว่าเป็นการรับโดยปริยาย แล้วทําไมเรา เอารั้วลวดหนามซึ่งมีความเข้มแข็งมากกว่าธง เราเอาป้ายไปปัก มีทั้งภาษาอังกฤษและภาษา ฝรั่งเศส อ่านเข้าใจกันทั้ง ๒ ฝ่าย แล้วมันไม่น่าเชื่อถือไปกว่าธงหรือมันน้อยกว่าธงตรงไหน เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นความคิดเห็นของผมว่าในความเป็นจริงแล้ว ข้อโต้แย้งที่ต้องนํามาสู่การ ตีความตามความหมายของศาลโลกนั้นวันนี้ก็ไม่มี เพียงแต่มันเกิดข้อพิพาทกันขึ้นจากผู้ที่ เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่บริเวณดังกล่าว จนนํามาสู่การที่ต้องเกิดการปะทะใช้กําลังกัน เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง แล้วถ้าหากว่าท่านประธานหรือคณะรัฐมนตรีไปสืบสาวราวเรื่อง ย้อนหลังขึ้นไป ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๕ ที่เราได้เอารั้วลวดหนามมาขึงตามแนวของมติ คณะรัฐมนตรีเมื่อปี ๒๕๐๕ เป็นต้นมานั้นเราไม่เคยมีปัญหาข้อโต้แย้งหรือขัดแย้งอะไรกับ ประเทศกัมพูชาหรือเขมรทั้งสิ้น จนกระทั่งเกิดสงครามขึ้นมาในประเทศของเขา เขาแบ่งฝัก แบ่งฝ่ายเป็นเขมรแดง เขมรอะไรต่าง ๆ ของเขา แล้วก็เกิดการหลบหนีขึ้นมาอยู่บนนี้ เกิด การรบพุ่งกันบนพื้นที่ของเขาพระวิหารตรงนี้ กองทัพของประเทศไทยในขณะนั้นก็บอกว่า เราอย่าไปอยู่ตรงนั้น แล้วเกิดข้อโต้แย้งพิพาท เกิดต้องไปรบพุ่งไปยิงกับเขามันจะกลายเป็น ข้อพิพาทระหว่างไทยกับเขมรในขณะนั้นขึ้นมาอีก ก็จึงมีการสั่งให้ถอนกําลังทหารลงมาจากเขา ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นกําลังทหารไทยอยู่บนพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรรอบปราสาทพระวิหาร โดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้นจากทางประเทศกัมพูชาหรือเขมรมาก่อนเลย เพียงแต่เรา ไม่ต้องการเข้าไปอยู่ในวงของการต่อสู้รบพุ่งกันระหว่างเขมร ๓ ฝ่ายตรงนั้น นี่คือจุดเริ่มต้น และหลังจากที่เราถอนทหารหรือถอยทหารลงมาแล้วก็เลยกลายเป็นว่าบนนั้นมีแต่ทหารของ ประเทศกัมพูชาหรือเขมรที่รบกันไปรบกันมา แล้วไม่ทราบใครเป็นมือดีไปเลื่อนหรือขยับรั้ว ลวดหนามที่วางไว้ตั้งแต่สมัยท่านจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ออกไป แล้วหลังจากนั้นเป็นต้นมาเราก็ไม่ต้องการที่จะเกิดข้อพิพาทในทางการเมืองหรือ ทางการทหารกับเขมรหรือกัมพูชา เลยปล่อยให้สถานการณ์เป็นอย่างนั้นต่อเนื่องมาตลอด เมื่อเป็นเช่นนี้ที่ผ่านมาก็เลยเกิดการทึกทักขึ้นมาถึงพื้นที่ข้อพิพาท มีการไปตั้งหมู่บ้าน สร้างวัด ซึ่งเราก็ต้องประท้วงมาเป็นระยะ ๆ แต่เราก็ไม่เคยใช้กําลังทางการทหารหรือ การดําเนินการที่เรียกว่าใช้อาวุธทางความรุนแรงเข้าไปดําเนินการกับพลเรือนหรือว่า กําลังทหารของเขมรหรือประเทศกัมพูชาก่อนที่จะมีการกระทําของเรา เราเพียงแต่ป้องกัน และตอบโต้พื้นที่ อันนี้คือข้อเท็จจริงครับ เพราะฉะนั้นผมถึงเรียนว่าจากคําพิพากษาของศาล โลกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ นั้น ประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาหรือเขมรนั้นไม่เคยมีข้อโต้แย้ง เกี่ยวกับคําพิพากษาฉบับนี้เลย ถ้าหากว่านับจากวันนั้นมาจนถึงวันที่เริ่มเกิดปัญหา ระหองระแหงขึ้นมาประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๐ พ.ศ. ๒๕๕๑ ก็เกือบจะ ๕๐ ปีนะครับ เกือบจะครึ่งศตวรรษที่ไม่เคยมีข้อโต้แย้งหรือเคยมีปัญหาเกี่ยวกับปัญหาเรื่องแนวปฏิบัติการ ที่รัฐบาลสมัยท่าน จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้วางไว้เป็นแนวปฏิบัติการ นี่คือข้อเท็จจริง และข้อเท็จจริงบนพื้นฐานของคําพิพากษา ผมถึงกราบเรียนประเด็นที่ ๒ ว่าเมื่อวันนี้ศาลโลกบอกว่าเขามีอํานาจที่จะตีความหรือขยาย ความหมายของคําพิพากษาที่ได้ตัดสินไปแล้วเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ ประเด็นมันจะอยู่ที่ว่าอะไร คือสิ่งที่เขาต้องตีความ ถ้าหากว่าเป็นปัญหาอย่างนี้เราจะเห็นว่าศัพท์ภาษาอังกฤษ ผมไม่ได้ ถนัดภาษาฝรั่งเศสนะครับ ที่ใช้คําว่า วิซินนิที หรือบางคนก็ใช้บอกว่าเป็นพื้นที่รอบอาณา บริเวณของปราสาทพระวิหารนั้นคืออยู่ตรงไหนบ้าง เพราะอะไรครับ เพราะคําพิพากษา ศาลโลกในคดีนี้ ซึ่งผมเรียนว่าผมถือว่ามีเพียงฉบับเดียวนั้นพูดประเด็นสําคัญไว้
ประการที่ ๑ บอกว่าศาลโลกไม่มีอํานาจชี้เรื่องของเส้นเขตแดน อันนี้เป็น บรรทัดฐานครับ แล้วก็ในคําพิพากษาฉบับปัจจุบันนี้ก็ได้ยืนยันหลักตรงนี้ว่าศาลโลกไม่มี อํานาจในการชี้เส้นเขตแดน ในคําพิพากษาศาลโลกครั้งที่แล้วพูดไว้แต่เพียงว่า ประเด็นที่ พิพาทและนําไปสู่การตัดสินเป็นคําพิพากษาของเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ นั้นเป็นการพิพาทเกี่ยวกับ ตัวปราสาทพระวิหารครับ ไม่ใช่พิพาทเกี่ยวกับเขาพระวิหารครับ เป็นประเด็นข้อพิพาท เกี่ยวกับตัวปราสาทพระวิหาร ซึ่งสุดท้ายทางประเทศกัมพูชาหรือเขมรพยายามจะเพิ่มเติม คําร้องภายหลังจากที่ยื่นฟ้องเราไปแล้ว ขอให้ศาลโลกชี้เรื่องของเส้นเขตแดนด้วย โดยพยายามเอาแผนที่ ๑ : ๒๐๐๐๐๐ เข้าไป ซึ่งท่านทูตวีรชัยทราบประเด็นนี้ดีอยู่แล้ว ผมไม่ต้องขยายความ ประเด็นนี้ศาลโลกไม่รับวินิจฉัย และย้ําว่าศาลโลกไม่มีอํานาจชี้เรื่อง เส้นเขตแดน และในคําพิพากษามีหลายครั้งหลายจุดที่ย้ําว่าเป็นกรณีพิพาทเรื่องของปราสาท พระวิหาร ไม่ใช่เรื่องของแผ่นดิน สุดท้ายศาลโลกจะด้วยเหตุผลอะไรก็สุดแล้วแต่ ซึ่งในฐานะเป็นนักกฎหมายมันตลกครับสําหรับผม เดี๋ยวผมจะเรียนให้ท่านประธานฟัง แต่ว่า ศาลโลกบอกว่าปราสาทพระวิหารเป็นของประเทศกัมพูชาหรือเขมร ศาลโลกไม่ได้บอกว่าเขา พระวิหารเป็นของประเทศกัมพูชาหรือของเขมร แล้วศาลโลกก็บอกต่อไปว่าเมื่อตัดสินให้ตัว ปราสาทพระวิหารเป็นของเขมรหรือกัมพูชาแล้ว เพราะฉะนั้นซึ่ง ณ วันนั้นมีทหารไทยอยู่ เต็มไปหมด ให้เอาออกไปเสียจากบริเวณรอบ ๆ ปราสาทพระวิหารหรือวิซินนิทีที่ว่านี้ ประเด็นคือวิซินนิทีหรืออาณาบริเวณรอบปราสาทพระวิหารที่ว่าให้ถอยออกไปนั้นคือ ตรงไหน เพราะศาลโลกไม่ได้มาพูดเรื่องแผ่นดินหรือพรมแดน บอกแต่เพียงว่าตัวปราสาท เป็นของเขมรหรือประเทศกัมพูชา ตรงนั้นคือจุดเริ่มต้นของคณะรัฐมนตรีเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ ให้เอาทหารออกมาสักจุดใดจุดหนึ่ง จึงมากําหนดเส้นจากหน้าบันไดหน้า บันไดข้าง กี่เมตร ๆ แล้วก็เอารั้วลวดหนามมาวางเป็นแนว นั่นคือจุดกําหนดที่เรากําหนดไว้ นั่นคือความหมาย ของคําว่า อาณาบริเวณรอบปราสาทพระวิหารหรือวิซินนิทีซึ่งเราเข้าใจ ณ วันนั้น แต่ประเทศกัมพูชาไม่ได้โต้แย้ง เพราะฉะนั้นถ้าวันนี้จะต้องเป็นประเด็นปัญหา ปัญหามันอยู่ คําว่า วิซินนิที มันอยู่ที่ไหน อาณาบริเวณรอบปราสาทพระวิหารที่ศาลโลกได้ตัดสินว่าในคํา พิพากษาซึ่งมีฉบับเดียวนั้นคืออะไรอยู่ที่ไหน แต่ว่าในคําพิพากษาศาลโลกฉบับสุดท้ายที่ไป ขยายความอ้างว่าเป็นการตีความ กลับไปขยายคําว่า พรอมอนทอรี ซึ่งอย่างที่ท่าน ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรบอกไปครับ บางคนก็บอกว่าหมายถึงชะง่อนผา บางคน ก็บอกว่ายอดเขา ซึ่งถ้าหากว่าผมดูในความหมายที่ท่านทูตวีรชัยแปลมาให้บอกว่าเป็นยอดเขา แต่ว่าคําว่า ยอดเขา มันคืออะไรครับ เวลาที่เราพูดภาษาไทย คําว่า ยอด ยอดมันแปลว่า จุดบนสุด ครับ ยอดเขาก็แปลว่าจุดสูงสุดของเขา เขา ๑ ลูก ประกอบไปด้วยตีนเขา ตัวเขา และยอดเขา เมื่อมันเป็นเขามันไม่มีตั้งเป็นตรงหรอกครับมันก็มีส่วนเฉียงบ้าง แม้แต่ทางด้านที่เป็นหน้าผาชันของเขาพระวิหารก็ยังเฉียงนิด ๆ เพราะฉะนั้นยอดสูงสุดก็คือ ยอดเขา แต่ว่าศาลโลกเหมือนที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรบอกไปครับ ในข้อ ๙๘ ที่ท่านวีรชัยได้กรุณาแปลมาให้ ศาลโลกไปชี้ว่าจุดเริ่มต้นของยอดเขาอยู่ที่ ขออภัยใช้คําว่า ตีนเขา ก็แล้วกันครับ เริ่มต้นจากภูมะเขือ ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่ศาลโลกกําลังทําผิดครั้งที่ ๒ ที่ผมเรียนว่าทําผิดครั้งที่ ๒ เพราะว่าในครั้งที่ ๑ ศาลโลกไม่เคารพสนธิสัญญาระหว่าง ประเทศว่าด้วยพรมแดนหรือเส้นเขตแดน ที่ผมเรียนท่านประธานว่าเดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง มันเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศใช้กันทั่วโลก ที่ไหนเป็นที่สูงใช้สันปันน้ํา ที่ไหนเป็นที่ราบ ต้องเจรจาตกลงแล้วก็ปักปันเส้นเขตแดน ในพื้นที่ปราสาทพระวิหารตรงนั้นหรือรอบ ๆ ปราสาทพระวิหารซึ่งตั้งอยู่บนเขาพระวิหารมันมีสันปันน้ําอยู่ มีปราสาทพระวิหารอยู่ปลายสุด ที่เรียกว่ายอดเขา ตรงชะง่อนผา ในสนธิสัญญาที่เราได้ทําเอาไว้ในอดีตก็ให้ถือสันปันน้ํา ในการพิจารณาพิพากษาในครั้งนั้นมีการส่งผู้ชํานาญการทางด้านธรณีวิทยาของประเทศ สหรัฐอเมริกามาตรวจสอบพื้นที่บริเวณตรงนี้ ผู้ชํานาญการตรงนั้นบอกว่าเมื่อมาพบแล้ว ปรากฏว่ารอบปราสาทพระวิหารมีสันปันน้ําอยู่โดยรอบ แต่ศาลโลกบอกว่าถึงวันนี้อยู่ตรงนั้น ที่เมื่อสักครู่ท่านทูตบอกว่าเขาไม่ได้มาดูในคําแปลคําพิพากษา แต่เขาไม่ดูเพราะอะไรครับ เขาไม่สนใจได้อย่างไรครับ ในเมื่อมันเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศและเป็นสนธิสัญญา ที่ลงนามกันระหว่างประเทศ และเหตุผลที่อยู่ในคําพิพากษานี่มันแปลกไหมครับ บอกว่า แม้วันนี้สันปันน้ําจะอยู่โดยรอบ แต่ใครจะทราบว่าในอดีตกี่สิบปี กี่ร้อยปีที่ผ่านมามันไม่ได้อยู่ ตรงนี้ นี่คือเหตุผลที่ศาลโลกบอกไม่เอามาใช้ และถ้าหากว่ามันเป็นอย่างที่ศาลโลกในคดีนั้น พูดจริง ท่านประธานครับ ถ้าหากว่าครั้งหนึ่งในอดีตสันปันน้ํามันอยู่อีกด้านหนึ่ง ไม่ได้อยู่ ตรงนี้ ปราสาททําด้วยอิฐ มันทําด้วยปูน มันอยู่ตรงปลายชะง่อนผา ถ้าธรณีมันเปลี่ยนด้าน กลับสูงเป็นต่ํา ต่ําเป็นสูง ปราสาทไม่พังหมดหรือครับ นั่นคือครั้งที่ ๑ ซึ่งผมคิดว่าศาลโลก ทําไม่ถูกต้อง พอมาครั้งนี้แทนที่จะวินิจฉัยประเด็นพิพาทว่าอาณาบริเวณรอบปราสาท พระวิหารที่ถูกต้องอยู่ตรงไหน กลับมาตีความคําว่า พรอมอนทอรี ซึ่งท่านบอกว่าชะง่อนผาบ้าง ยอดเขาบ้าง แล้วไปตีความว่ายอดเขาหรือชะง่อนผาที่ว่านี้เริ่มตั้งแต่จุดเริ่มต้นของ ภูมะเขือ ตรงนี้แปลว่าศาลโลกกําลังตีความภูมิศาสตร์นะครับ ศาลโลกไม่ได้ตีความ ความหมายของคําว่า พรอมอนทอรี แต่ศาลโลกกําลังตีความหลักภูมิศาสตร์ว่าพรอมอนทอรี เขาควรจะเริ่มต้นตรงไหน ศาลโลกมีอํานาจตีความหลักภูมิศาสตร์หรือครับ ยอดเขาก็คือ ยอดเขา แต่คุณมีสิทธิมาบอกว่ายอดเขาเริ่มจากตีนเขา มันมีที่ไหนละครับ ตรงที่ผมเรียน ตรงนี้เมื่อสักครู่ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรชี้ให้เห็นไปแล้วนะครับว่าครั้งที่แล้ว ไม่ได้มีประเด็นเรื่องชะง่อนผาหรือยอดเขาที่เรียกว่าพรอมอนทอรี ไม่ใช่ แต่หนักเข้าไปก็คือว่า ศาลโลกปัจจุบันหลังสุดไปตีความบททางภูมิศาสตร์ว่าชะง่อนผาหรือยอดเขาหมายความเริ่ม ตั้งแต่ตีนเขา อันนี้ไม่ใช่ตีความคําพิพากษาแล้วนะครับ ผมในส่วนที่ผมก็เป็นนักกฎหมาย อันนี้ตีความเกินคําร้องครับ เพราะว่าเขาไม่ได้ตีความในเรื่องของความหมายที่พิพาทกัน แต่ขยายความอํานาจตีความไปถึงตีความหลักทางภูมิศาสตร์ ซึ่งผมคิดว่าไม่อยู่ในอํานาจ ศาลโลกที่คุณจะเที่ยวไปตีความว่าหลักทางภูมิศาสตร์ยอดเขาแปลว่าอะไร เพราะฉะนั้น ตรงนี้ละครับที่ผมคิดว่าเป็นประเด็นปัญหาที่ ๑ ซึ่งในความเห็นของผม กระทรวง การต่างประเทศหรือรัฐบาลจะต้องทําความชัดเจนให้ได้
ประการที่ ๒ ผมอยากขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าสิ่งที่เราต้อง ทําความชัดเจนในกรณีเรื่องนี้ นอกเหนือจากประเด็นเรื่องนี้เป็นสิ่งที่คนไทยทั้งชาติต้องการ คําตอบที่ชัดเจน จากคําพิพากษานี้เราเสียพื้นที่ที่เราเชื่อมาตลอดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๕ ว่าเป็นดินแดนของไทยหรือไม่ ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานนะครับว่าเราต้องแบ่งแยก ๒ เรื่องนะครับ เรื่องของความรักความสงบ อันนั้นเป็นหัวใจของคนไทยทั้งชาติ เรื่องของ การรักเพื่อนบ้านก็เป็นหัวใจของคนไทยทั้งชาติ เรื่องของญาติพี่น้อง การไปมาหาสู่ การทํามาค้าขายก็เป็นเรื่องของพวกเราทุกคน คนไทยทั้งชาติไม่อยากให้มีปัญหา แต่ว่าเรื่องของ แผ่นดินเรื่องของชาติมันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง กว่าจะมีแผ่นดินที่เป็นขวานทองวันนี้ กี่ปี กี่ชาติ กี่พัน กี่ร้อยปีที่บรรพบุรุษไม่ว่าจะเป็นพระมหากษัตริย์ เป็นนักรบ หรือเป็นชาวบ้านที่ต้อง เสียเลือดเสียเนื้อปกป้องแผ่นดินมาตลอด แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ครับ เหล่าทหารหาญ ทั้งทหารธรรมดาและนายทหารที่อยู่บนบริเวณแถวนั้นกว่าจะมาถึงวันนี้เขาเสียเลือดเสียเนื้อ เสียชีวิตเพื่อปกป้องแผ่นดินตรงนั้นมา เขาเหล่านั้นคือผู้ปกป้องชาติให้เรา รัฐบาลจะทําอะไร ท่านต้องคํานึงถึงจิตวิญญาณหรือความเสียหาย ความเสียสละของบรรพบุรุษและของวีรบุรุษ ปัจจุบันของเราด้วย ที่ผมเรียนตรงนี้เหมือนกับท่านสมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ได้กล่าวไว้เมื่อสักครู่ ท่าทีของท่านรองนายกรัฐมนตรีหรือท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ ต่างประเทศ ผมไม่ได้ดําหนิท่านนะครับ แต่สะท้อนให้ท่านฟังจากที่ท่านอาจจะไม่ทันได้คิด ทุกครั้งที่ท่านพูดถึงประเทศเพื่อนบ้านเรา ท่านจะพูดเสมอว่าไม่อยากให้เขาคิดอย่างนั้น คิดอย่างนี้กับเราชาวบ้านเขาฟังท่านเขาบอกว่าทําไมท่านไม่พูดบ้างว่า แล้วเขาคิดกับเรา แบบที่ท่านคิดให้เขาไหม มันต้องคิด ๒ ฝ่ายเหมือนกัน เพราะฉะนั้นถ้าถามผม ผมอยากให้ ท่านปรับเปลี่ยนท่าทีในเรื่องนี้เพื่อจะเป็นประโยชน์กับตัวท่านเอง ที่ผมเรียนนี้ผมไม่มาตําหนิ ท่านนะครับ แต่ผมเรียนได้ว่าเสียงสะท้อนมันเป็นอย่างนั้น ถ้าหากว่าท่านปรับเปลี่ยนวิธีพูด หรือว่าวิธีใช้ถ้อยคําตรงนี้ได้ก็จะเป็นประโยชน์กับท่านและรัฐบาล
ประการต่อไปครับ พื้นที่ที่เป็นปัญหาตรงนี้ที่เรายึดถือเหมือนที่ท่านผู้นํา ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรบอกไปว่าในแผนที่ไม่ว่าจะเป็นแผนที่ของทางการทหารนะครับ หรือว่าแผนที่ที่อยู่ในข้อมูลระหว่างประเทศ เช่น ในกูเกิล (Google) หรืออะไรก็แล้วแต่ได้ไป ตีเส้นแบบนั้นไว้แล้ว ทีนี้เมื่อศาลโลกปัจจุบันตีความ ขยายความความหมายของ คําพิพากษาเดิมประเด็นคือว่าปลายแหลมข้างล่างมันจะสั้นขึ้นไปข้างบนหรือมันจะยืดยาว มาข้างล่างที่ว่าสถานีหรือจุดตรวจของตํารวจไทยมันอยู่ตรงไหนแน่ ถ้าหากว่ามันต่ําลงมา จากเส้นหรือจุดเดิมที่ได้กําหนดไว้ มันไม่ได้มาจากจุดเอาปากกาจิ้มนะครับ มันต้องลากเส้น ต่อเชื่อมกัน แปลว่าอาณาบริเวณที่เป็นรั้วลวดหนามเดิมที่เคยทําแนวไว้มันถูกขยายไปรวมอยู่ ในพื้นที่ในคําขยายความอันนี้ของศาลโลกใช่หรือไม่ ถ้าใช่ แปลว่าเราจะไม่มีสิทธิเข้าไปอ้างว่า ตรงนั้นเป็นแผ่นดินไทยเหมือนในอดีตอีกใช่หรือไม่ ถ้าใช่ แปลว่าเราสูญเสียแผ่นดินครับ ถ้าไม่ใช่ก็ต้องทําความชัดเจนให้เกิดขึ้นทันทีว่าไม่ใช่ และถ้าหากว่าในคําพิพากษาศาลโลก ที่บอกมา ในคําพิพากษาศาลโลกไม่ได้ไปพูดถึงพื้นที่ส่วนใหญ่ แล้วผมเรียนแล้วครับว่า ศาลโลกบอกว่าเขาไม่มีสิทธิชี้เรื่องเส้นเขตแดน เมื่อเขาไม่ได้ไปพูดถึงพื้นที่ส่วนใหญ่ แต่พูดถึง พื้นที่ซึ่งท่านพูดใช้ คําว่า เล็กและแคบ มันคือตรงไหน และถ้ามันเป็นอย่างที่ท่านทูตพูด ซึ่งผมเชื่อท่านนะครับ แต่ว่าในเมื่อวันนี้มันมีหลักฐาน ข้อมูลว่าผู้นําของประเทศเพื่อนบ้านไปแสดงความเห็นใน เฟซบุ๊ก ของเขาซึ่งเผยแพร่ไปทั่วโลก เขากําลังชิงการนําครับ แปลว่าเขากําลังนําให้คนอื่น ๆ ทั้งโลกเข้าใจผิดอีกหรือไม่ ถ้าหากเป็นเช่นนั้นผมคิดว่าทางรัฐบาลจะต้องกําชับ ไม่ว่าจะโดยรัฐบาลเองหรือว่า โดยทางกระทรวงการต่างประเทศ ท่านจะต้องประท้วงครับ ถ้าหากว่าท่านยืนยันว่าศาลโลก ไม่ได้วินิจฉัยไปถึง ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ส่วนอื่นท่านปล่อยให้เขาทําแบบนั้นมันจะกลายเป็น การนิ่งถือเป็นการยอมรับ เหมือนที่เขาเคยเอามาใช้กับเราในคําพิพากษาศาลโลก เหมือนครั้งที่แล้ว ฉะนั้นประเด็นนี้แสดงความเห็นของผมก็คือว่าท่านนิ่งเฉยต่อไปไม่ได้ ถ้ายังมีความรักชาติ รักแผ่นดิน เหมือนบรรพบุรุษ เหมือนคนที่เขาเสียเลือดเสียเนื้อให้เราอยู่ ตรงนั้น ท่านนิ่งเฉยไม่ได้ ผมเรียนท่านประธานนะครับว่าผมเคยอภิปรายไม่ไว้วางใจในเรื่องนี้ แล้วตั้งแต่วันนั้น วันนี้ผมไปเยี่ยมที่เขาพระวิหารนี้ตลอดเวลา แล้วก็ต้องขอบคุณ ขออภัยเอ่ยนาม ไม่ได้เสียหาย ท่าน ส.ส. อุดมลักษณ์ เพ็งนรพัฒน์ ท่านเป็นผู้หญิงครับ แต่ท่านไปร่วมกับผมอยู่เรื่อย กับคุณหมอจาตุรงค์ ผมไปเยี่ยมทหารที่อยู่บนนั้นเลย แล้วก็ เหมือนที่ว่าครับ เขานั่งกันอยู่ครับ บางครั้งที่ยิงกันก็นั่งกินข้าวกันอยู่ละครับ พอเสียงปืนดัง ก็หยิบปืนยิงกันตรงนั้นเลย ตรงนี้เป็นปัญหา เราจะมานั่งคิดกับแค่ตรงนี้ไม่ได้ เราจะต้อง คิดถึงคนเหล่านั้นด้วย เขาจะต้องมีความชัดเจนด้วยเหมือนกัน ถ้าคนเหล่านั้นซึ่งหน้าที่ ของเขาก็คือหน้าที่ปกป้องแผ่นดิน เขาไม่มีความชัดเจนจากหน่วยงานรัฐบาล เขาจะทํางาน อย่างไร แล้วเขาจะทําหน้าที่ต่อไปอย่างไร เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นประเด็นสําคัญ อีกประการหนึ่งซึ่งผมคิดว่าผมขอแสดงความเห็นไปถึงรัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดว่า ท่านปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ได้ ต้องเร่งทําให้เกิดความชัดเจนให้ปรากฏ อะไรที่ท่านคิดว่าถูกผิด คําพิพากษาศาลโลกใช้ได้ตรงไหน ไม่ได้ตรงไหน ท่านต้องชี้ให้ชัดเจน
แล้วสุดท้ายที่ผมอยากจะแสดงความคิดเห็นในช่วงนี้ก็คือว่าสุดท้าย ต้องมีการไปเจรจา วันนี้ทางรัฐบาลไม่ได้มาขอกรอบในการไปเจรจา แต่ถ้าหากวันที่ไปเจรจา มันมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ จริง มันก็จะไม่เป็นอย่างที่ ท่านรัฐมนตรีได้บอกไปเมื่อสักครู่ มันอาจจะเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข ซึ่งผมคิดว่าผมเชื่อ ผมยังมี ความเชื่อนะครับ ไม่ว่าเราจะเป็นนักการเมืองจากพรรคไหน หรือไม่ได้เป็นนักการเมือง จากพรรคไหน เป็นกลางอย่างวุฒิสภาที่ไม่ได้สังกัดพรรค ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ เป็นพลเรือน เราเป็นคนไทยครับ การที่ท่านจะไปเจรจาในเรื่องนี้ ขอให้เอาหัวใจคนไทยไปครับ เอาความรู้สึกของคนไทย และไม่ใช่ความรู้สึกและหัวใจของคนไทยปัจจุบันเท่านั้น ท่านต้อง เอาหัวใจและความรู้สึกของคนไทยทั้งในอดีตและปัจจุบันที่ปกป้องแผ่นดินนี้มาทั้งหมด ไปเจรจาบนพื้นฐานของประโยชน์ของคนไทย ชาติไทย และผมอยากจะเรียนครับว่า ไม่ว่า เราจะเป็นสมาชิกจากพรรคไหน หน้าที่ของพวกเราทุกคนคือปกป้องแผ่นดิน ซึ่งมันเป็น คนละเรื่องกับเรื่องของการค้า เป็นคนละเรื่องของการว่าเราเป็นคนรักสงบ เราไม่อยากรบ กับใครหรอกครับ แต่เราก็คงไม่อยากให้ใครมาเอาเปรียบเรา ไม่ว่าจะทางการเมือง หรือการค้า ฉันใดก็ฉันนั้น เพราะฉะนั้นจิตวิญญาณของท่านไม่ว่าจะเป็นใครก็แล้วแต่ จะเป็นฝ่ายประจําหรือเป็นฝ่ายการเมืองในรัฐบาลที่จะไปดําเนินการเจรจาตรงนี้ ท่านต้องเอา จิตใจของคนไทย ผลประโยชน์ของชาติไทย ของคนไทยทั้งชาติเป็นที่ตั้ง กรอบของการเจรจา ต่อไปในอนาคต ทางรัฐสภาจะให้กรอบท่านแบบไหนก็สุดแล้วแต่ แต่ถ้าท่านไม่มีใจของความเป็นคนไทย ไม่มีจิตใจนึกถึงผลประโยชน์คนไทยเป็นที่ตั้ง ต่อให้มีกรอบร้อยกรอบ พันกรอบก็ไม่เป็น ประโยชน์สําหรับคนไทยและชาติไทยครับ แต่ถ้าท่านมีใจเป็นคนไทย มีใจรักชาติไทย นึกถึงบุญคุณของบรรพบุรุษของไทย ไม่มีกรอบท่านก็ทําสําเร็จในเรื่องของผลประโยชน์ของ ชาติไทย เพราะฉะนั้นบนพื้นฐานของสิ่งที่ผมเรียนท่านประธานว่าคําพิพากษายังไม่มี ความชัดเจนในภาษาไทยว่าคําพิพากษานั้นเราจะตีความมันว่าอย่างไร
เรื่องที่ ๒ บนพื้นฐานของความไม่ชัดเจนว่าจริง ๆ แล้วคําพิพากษาศาลโลก ครั้งนี้ซึ่งไม่ใช่คําพิพากษาครั้งที่ ๒ นะครับ เป็นเพียงแค่การขยายความหรือตีความ คําพิพากษาครั้งที่แล้วทําถูกหรือเปล่า เขามีอํานาจตีความ แต่เขามีอํานาจขยายคําพิพากษา หรือไม่ และเขามีอํานาจไปขยายหรือตีความหลักทางภูมิศาสตร์ในเรื่องของภาษาไทย คําว่า ยอดเขา หรือ ชะง่อนเขา ให้หมายความไปกว้างใหญ่ไพศาลรวมไปถึงตรงนั้นตรงนี้ได้หรือไม่ และถ้าไม่ได้เราควรจะต้องตีความต่อไปเหมือนเขาไหม อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องทําให้เกิด ความชัดเจนเป็นเรื่องที่ ๒
ส่วนเรื่องที่ ๓ สิ่งที่คนไทยทั้งชาติรอคอยผมขอสรุปอีกครั้ง จะถูกจะผิด ตามการตีความครั้งนี้ของศาลโลก เราเสียแผ่นดินไทยหรือไม่ พื้นที่ที่เคยตีกรอบไว้ตาม มติคณะรัฐมนตรีเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ ยังอยู่หรือไม่ เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ต้องมีความชัดเจน เพราะมันไม่ใช่แค่คนไทยธรรมดานะครับ เพราะนั่นคือแนวปฏิบัติการของทหารครับ แล้วทหารที่ว่านี้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็คือทหารบกกับทหารอากาศที่เขาถือแนวนี้เป็นแนว ปฏิบัติการมาตลอด ถ้ายังไม่มีความชัดเจนตรงนี้ ยังไม่ได้ไปแก้แผนที่ทหารให้ถูกต้อง ยังยึดถือตรงนั้นที่เราคิดว่ามันจะเกิดความสงบเกิดขึ้นมันสงบไม่ได้ เพราะผมเชื่อครับว่าหัวใจ ของความเป็นทหารที่ปกป้องชาติแผ่นดินมาทุกยุคทุกสมัยเมื่อยังไม่มีความชัดเจน เขาก็ต้องยึดแนวที่เขาปฏิบัติการอยู่ครับ แล้วผมก็เชื่อว่าไม่มีผู้บังคับบัญชาคนไหนกล้าไปสั่งว่า ให้เปลี่ยนแนวเอง เพราะฉะนั้นที่เราคิดว่ามันจะก่อให้เกิดความสงบ ถ้าตรงนี้ไม่มี ความชัดเจน ผมเรียนท่านประธานว่าจะไม่สงบ เพราะผู้ที่เขาต้องปฏิบัติการปกป้องแผ่นดิน ทั้งฝ่ายเราและฝ่ายเขายึดถือคนละแนวเหมือนเดิม นี่คือความเห็นที่ผมอยากกราบเรียน ท่านประธานว่าในส่วนที่เกี่ยวกับคําพิพากษาจะส่งผลอย่างไรถ้าไม่มีความชัดเจน แต่ในส่วน ของการทํางานโดยสรุปครับ ถ้าหากว่ามาตรา ๑๙๐ มันจะก่อให้เกิดปัญหา ขออภัย ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเป็นคนเริ่มพูดไว้เหมือนที่ท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรพูด รัฐบาลถ้าเอาไปดูให้ชัดเจน ผมเรียนนะครับว่าต้องเอาหัวใจคนไทย ชาติไทย ประโยชน์ของคนไทย วิเคราะห์ครับว่ามาตรา ๑๙๐ ที่กําลังจะเป็นปัญหานั้นจะเป็นไหม ถ้าไม่เป็นท่านต้องประกาศไปเลยว่าไม่เป็น และถ้าเป็นท่านต้องรับผิดชอบ แต่ถ้าท่าน คิดว่ามันจะเป็น ผมคิดว่าเป็นภาระของท่านนายกรัฐมนตรี เป็นภาระของรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมและรัฐมนตรีช่วยว่าการที่นั่งอยู่ ที่ท่านจะต้องแก้ไขปัญหาตรงนี้ มิฉะนั้น จะทําให้เกิดประเด็นปัญหาต่อไป และในซีกรัฐบาลครับ ซึ่งวันนี้ผมไม่เห็นมานะครับ คือกระทรวงคมนาคม มันจะต้องเกี่ยวข้องไหมครับที่จะต้องมีทางขึ้นจากทางด้านที่เป็น แนวราบ ที่ผมต้องเรียนถามตรงนี้เพื่อแสดงความเห็นคืออะไรครับ เพราะบางคนก็บอกว่า เราอาจจะต้องยอมให้มีทางผ่านเพื่อทางขึ้นเขาไปที่ปราสาทพระวิหาร บางคนบอกว่าไม่เกี่ยว ไม่ใช่ แต่ถ้าหากว่ามันมีประเด็นว่าจากผลของคําพิพากษาจะต้องยอมไปถึงตรงนี้มันจะต้อง เกี่ยวข้องกับการทําถนนหนทางไหม มันเกี่ยวข้องกับกระทรวงอะไรอีกไหม เราจะยอมได้ แค่ไหน คําพิพากษาที่ตีความอันนี้ใช้ได้ไหมไปถึงลักษณะเช่นนี้ ในเมื่อไม่ได้มีประเด็นพิพาท จากครั้งที่แล้ว แล้วสุดท้ายผมเรียนว่ากรอบที่สําคัญที่สุดไม่ว่าจะเป็นฝ่ายประจํา หรือฝ่ายการเมืองที่รับผิดชอบเรื่องนี้ ไม่ว่าจะมีมาตรา ๑๙๐ แบบไหน กรอบคือกรอบ ในหัวใจของท่าน กรอบหัวใจที่มีความเป็นไทย เป็นคนไทย อยู่ในประเทศไทย และต้องรักษา แผ่นดินนี้ไว้ให้คนไทยของเราต่อไปในอนาคต นั่นคือกรอบที่สําคัญที่สุดที่ท่านต้องจําไว้เสมอ ขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่าน ส.ว. คํานูณ สิทธิสมาน แล้วตามด้วยท่านสมบัติ ศรีสุรินทร์ แล้วก็ท่านรุ่งโรจน์ ทองศรี เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ขออนุญาตนําคําของเพื่อนคนหนึ่งมากล่าวเป็นเบื้องต้นนะครับ เขาไลน์ (Line) มาถึงผมเมื่อเช้า เขาก็บอกว่ามันเป็นเรื่องตลกร้ายนะครับว่า เมื่อ ๕๑ ปีที่แล้ว เดือนมิถุนายน ๒๕๐๕ ประเทศไทยเสียปราสาทพระวิหาร วันที่ ๑๕ มิถุนายน เมื่อมติ คณะรัฐมนตรีวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๐๕ ล้อมรั้วถอนกําลังออกมาแล้วก็กินพื้นที่ ประมาณ ๑ ใน ๔ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ๑๕๓ ไร่ คนไทยโกรธแค้น เสียอกเสียใจ ร้องห่มร้องไห้ เดินขบวนกันทั่วกรุงเทพมหานคร เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาผู้อาวุโสของผมท่านหนึ่ง วันนี้ท่านไม่มา ท่านดิเรก ถึงฝั่ง ผมขออนุญาตเอ่ยนามท่าน และขออนุญาตท่านแล้วนะครับ ท่านก็บอกว่าวันนั้นท่านเป็นนักเรียนช่างกล ท่านเดินขบวนกับเขาด้วย แล้วท่านเป็นคนแบก ศาลพระภูมิเดิน แล้วก็ชี้บอกว่าศาลพระภูมิดีกว่าศาลโลก ศาลพระภูมิยุติธรรม กว่าศาลโลก ท่านประธานครับ นั่นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ ๕๑ ปีที่แล้ว ผู้นํารัฐบาล ในขณะนั้นประกาศขึงขังออกทางวิทยุ โทรทัศน์ด้วยหรือเปล่าผมจําไม่ได้ บอกออกมาพบ กับพี่น้องด้วยน้ําตาแห่งความเจ็บปวดที่จะเจ็บปวดทั้งชาตินี้และชาติหน้า และมีหนังสือ ในนามของรัฐบาลไทยตั้งข้อสงวนที่จะไม่ปฏิบัติตาม ที่จะไม่เห็นด้วยกับคําพิพากษา ไปยังสหประชาชาติ และไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก นั่นคือเหตุการณ์เมื่อ ๕๑ ปีที่แล้ว เราเสียปราสาทพระวิหารล้อม รั้วแล้วพื้นที่ ๑๕๓ ไร่ หรือ ๑๕๐ ไร่โดยประมาณ แต่ที่มันตลกร้ายสําหรับเพื่อนของผมคนนี้ที่เขาไลน์เข้ามาบอกก็คือว่า วันนี้โดยเฉพาะ บรรยากาศ ๒ วันที่ผ่านมาประเทศไทยเสียยอดเขาพระวิหารพรอมอนทอรีตามคําแปล ของกระทรวงการต่างประเทศในวันนี้ ซึ่งก็ตรงกับคําแปลเมื่อ ๕๑ ปีที่แล้ว ประเทศไทย เสียยอดเขาพระวิหารพรอมอนทอรีของพระวิหารให้ไปอยู่ภายใต้อธิปไตยของประเทศ กัมพูชา เนื้อที่เพิ่มอีกเท่าไรยังไม่ทราบ มีการประมาณการกันว่า ตั้งแต่ ๐.๕ ตารางกิโลเมตร ไปจนถึง ๑ ตารางกิโลเมตร ๑ ตารางกิโลเมตรเท่ากับ ๖๒๕ ไร่ครับ ถ้า ๑.๕ ตารางกิโลเมตร ก็ ๙๓๗ ไร่ ถ้า ๑ ตารางกิโลเมตรก็เท่ากับ ๑๒ เท่าครึ่งของพื้นที่ท้องสนามหลวง สิ่งที่เป็นความรับรู้หรือความรู้สึกร่วมของคนไทยที่ฟังคําแถลงจากรัฐบาลโดยรวมนะครับ ผ่านทางฟรีทีวีแล้วก็สื่อโดยทั่วไปที่ไม่ใช่โทรทัศน์ดาวเทียมเฉพาะกิจของกลุ่มความคิด ทางการเมืองต่าง ๆนี่นะครับ คําแถลงนั้นกลับบอกว่ามันเป็นผลดีต่อประเทศไทย แล้วก็ เราเสียพื้นที่เพียงเล็กน้อย เล็ก ๆ แคบ ๆ ตามคําของศาล ทั้ง ๆ ที่ไม่ว่าจะเล็ก ไม่ว่าจะแคบ อย่างไรก็ตามแต่ แต่มากกว่าเดิมเป็นเท่าครับ ของเดิม ๑ ใน ๔ ตารางกิโลเมตร ของใหม่ ที่ต้องเสียเพิ่มผมไม่ทราบเท่าไรไม่อยากจะพูดให้เกิดความแตกตื่น ก็คงประมาณ ๑ ตารางกิโลเมตร บวกลบ ครับ ๖๐๐ กว่าไร่ จากคําพิพากษาไม่ได้แปลว่าเรายอม แต่ว่า สิ่งที่เป็นท่าทีของรัฐที่ก่อให้เกิดความรับรู้ร่วม หรือเพื่อนผมเขาใช้คําว่าเพอร์เซพชัน (Perception) ต่อสังคมไทยก็คือว่ามันเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่เราไม่แพ้มากไปกว่านี้ แล้วถ้าเรา จะต้องเสีย เราจะต้องเสียเล็กน้อย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเห็นด้วยกับเขา แล้วก็ ขออนุญาตที่จะนํามาเกริ่นนําในการอภิปรายครั้งนี้ ผมไม่ทราบว่าคนเมื่อ ๕๑ ปีก่อน ฉลาดกว่าคนยุคปัจจุบัน หรือคนยุคปัจจุบันฉลาดกว่าคนเมื่อ ๕๑ ปีก่อน ผมไม่ทราบ แต่สิ่งที่ ปรากฏนั้นความรับรู้ที่ท่านต้องการส่งผ่านไปยังสังคมไทยเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ครับ ผมจะ ไม่จับคําพูดออกมาเป็นคํา ๆ หรอกท่านกล่าวว่าจะปฏิบัติตามคําพิพากษาของศาลโลก หรือไม่ เอาเป็นว่าท่านไม่ได้พูดว่าจะปฏิบัติตามก็แล้วกัน แต่การที่เราบอกว่าคําพิพากษานั้น มันมีผลดีต่อประเทศไทย ซึ่งผมยอมรับในส่วนที่เป็นผลดีนะครับ แต่ท่านไม่ได้พูดถึงผลเสีย หรือท่านพูดออกมาก็คือท่านพยายามจํากัดผลของผลเสียนั้นให้อยู่ในกรอบของคําว่านิดเดียว เล็ก ๆ มันก่อให้เกิดการส่งผ่านความรับรู้ไปยังสังคมไทยว่า ถ้าอย่างนั้นเราควรปฏิบัติตาม คําพิพากษาของศาลดีกว่า ท่านประธานครับ ผมว่าเรื่องนี้อันตรายนะครับ เพราะว่าตราบใด ที่เรายังไม่ได้อ่านคําพิพากษาโดยละเอียด ตราบใดที่เรายังไม่ได้นํามาใคร่ครวญคํานวณถึง ผลดี ผลเสีย อย่างรอบด้านแล้ว แล้วเราส่งสัญญาณในเชิงผ่านไปยังสังคมในทํานองว่าไม่มี ปัญหาอะไรมากนัก อันนี้อันตรายครับ อันตรายตรงไหนครับ มันอาจจะเป็นพื้นที่แคบ เป็นพื้นที่เล็ก แต่พื้นที่นี้คือยอดเขาพระวิหารทั้งยอดตามคําตัดสินของศาล และศาลกําหนด จุด มาร์ก (Mark) จุดมาชัดเจนนะครับ ทั้งทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ทิศเหนือ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เพียงแต่ว่าศาลไม่ได้มีแผนที่แนบ แต่คนที่เขาติดตาม ศึกษาเรื่องนี้ดีพอสมควร รวมทั้งผมคนหนึ่ง แต่ผมเป็นคนที่ไม่เอาถ่านในเรื่องแผนที่นะครับ เขาก็ลองพอร์ต (Plot) จุดในแผนที่ขึ้นมา อันตรายครับ เราอาจจะบอกว่ามันเป็นพื้นที่เล็ก เป็นพื้นที่แคบ แล้วเราส่งผ่านความรู้สึกของรัฐไปสู่สังคมว่าเป็นผลดีต่อประเทศไทย แต่ถ้าวันหนึ่งข้างหน้าเกิดเจ้าพื้นที่เล็ก พื้นที่แคบทางทิศเหนือและทิศตะวันออกเฉียงเหนือนี้ กินมาถึงผามออีแดง ท่านคิดว่าคนไทยจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องเล็กไหมครับ แล้วความรู้สึก ปฏิกิริยาที่จะสะท้อนกลับมายังรัฐบาลจะเป็นอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อยากจะบอกว่ารัฐบาลเมื่อ ๕๑ ปีที่แล้วท่านเป็นรัฐบาลเผด็จการ ใช่ครับ และคํากล่าวของ ท่านผู้นําในขณะนั้นที่ถูกนํามาโคลส (Close) แล้วนําเสียงบันทึกของท่านมาพูดตลอดเวลา ด้วยความขึงขังบนเวทีต่าง ๆ นั้น ที่ว่าเจ็บปวด ที่จะต้องเอาคืนทั้งชาตินี้และชาติหน้า เป็นน้ําตาของลูกผู้ชายนั้นนะครับ อันที่จริงเป็นเพียง ๑ ใน ๑๐ ของคําแถลงของ ท่านผู้นําในขณะนั้น ถ้าท่านไปอ่านดูโดยละเอียดจะเห็นกุศโลบายของผู้นําในขณะนั้นว่า ๙ ใน ๑๐ ส่วนที่เหลือนะครับเป็นการบอกเล่ากับสังคมไทยว่า ไม่ว่าจะเจ็บปวดอย่างไร ไม่ว่าเราจะต้องเอาคืนอย่างไร ไม่ว่าเราจะไม่เห็นด้วยอย่างไร แต่ถ้าเราจะต้องอยู่ใน ประชาคมโลกต่อไปเราจําเป็นจะต้องกลืนเลือด ท่านไม่ได้ใช้คําอย่างนี้นะครับ ผมใช้คําของ ผมเอง เราจําเป็นจะต้องปฏิบัติตาม อันนี้ครับผมเห็นว่ามันเป็นกุศโลบายที่รัฐในขณะนั้น ไม่ได้ส่งผ่านความรู้สึกที่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย เป็นเรื่องที่มีข้อดีมากกว่าข้อเสียไปยัง สังคม แต่ส่งผ่านความรู้สึกที่แรงว่ารับไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีกุศโลบายที่จะกล่าวกับ สังคมว่าเราปฏิบัติตาม ผลออกมาคืออะไรครับ ผลออกมาคือปฏิบัติตามครับ แต่กุศโลบาย ในการสร้างความรู้สึกร่วมกับสังคมที่ไม่เห็นด้วยกับการเสียอธิปไตยของชาติไป ในขณะนั้น ๑๕๐ ไร่นะครับที่ทํารั้วล้อมเอาไว้ มันทําให้สังคมมีความเป็นน้ําหนึ่งใจเดียวกันได้ในระดับหนึ่ง ผมคาดเอานะครับ เกิดทันแต่ตอนนั้นยังเด็ก แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบันและกระผม ก็ไม่อยากจะนํามาว่ากล่าว แต่ว่าก็ต้องถือว่าเป็นบทเรียนสําคัญของรัฐบาลนะครับว่าการ ส่งผ่านความรู้สึกใด ๆ ออกไป ผมเข้าใจว่าท่านไม่ต้องการให้สถานการณ์มันบานปลายไป เพราะสถานการณ์ในขณะนี้มันก็มีเรื่องอื่นรุมเร้าอยู่มากพอสมควรแล้ว ถ้าทําให้เรื่องนี้ ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกขึ้นมาอีกว่าเป็นสัญญาณว่าเราแพ้หรืออะไรอย่างนี้ขึ้นมาอีก มันจะทําให้เรื่องราวยากต่อการคาดหมาย แต่อย่างไรก็ตามครับ กระผมเห็นว่าสังคมไทย ในวันนี้น่าจะเป็นผู้ใหญ่เพียงพอที่รัฐบาลควรจะสามารถพูดความจริงกับประชาชนได้ ควรจะต้องจับเข่าพูดคุยกับประชาชนได้ว่ามันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ไม่ใช่มีแต่ข้อดีอย่างเดียว แต่เราจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป ก็ถึงเวลาที่เราจะต้องชั่งน้ําหนักระหว่างข้อดีของคําพิพากษา กับข้อเสียของคําพิพากษา ว่าเราจะทําอย่างไรต่อไป ซึ่งไม่จําเป็นต้องเร่งรัด และการ ชั่งน้ําหนักนั้นสมควรที่จะต้องให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสิน ซึ่งเดี๋ยวกระผม จะเสนอในขั้นตอนสุดท้ายของการอภิปรายแสดงความคิดเห็นนะครับ แต่ในชั้นนี้อยากจะ กราบเรียนว่าคําพิพากษาครั้งนี้พูดได้ทั้งนั้นนะครับว่าดีหรือเสียกับเรา มันขึ้นอยู่กับว่า เราตั้งฐานไว้ตรงไหน ถ้าเราตั้งฐานความคิดหรือเอาสิ่งที่ประเทศกัมพูชาเรียกร้องต้องการให้ ศาลพิพากษาให้แผนที่ภาคผนวก ๑ อัตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เป็นเส้นเขตแดน ซึ่งจะทําให้ เขาได้อธิปไตยไปเฉพาะในส่วนนี้ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ถ้าเราเอาอันนั้นเป็นตัวตั้ง คําพิพากษาที่ออกมาก็อาจบอกได้ว่าเราไม่เสียหายมากนัก หรืออาจจะพูดได้ว่าเป็นผลดี กับเรา หรือในมุมมองของคณะทนายความที่นําโดยท่านทูตวีรชัย พลาศรัย ที่เหน็ดเหนื่อยมา ตลอดระยะเวลา ๔-๕ ปีที่ต่อสู้ในประเด็นแผนที่ภาคผนวก ๑ มาอย่างหนักหนาสาหัส ท่านอาจจะมองได้ว่าถึงกลับอาจจะเป็นชัยชนะได้ในการต่อสู้คดี ใช่ครับ ในทางกฎหมาย ถ้าคู่ความฝ่ายหนึ่งร้องขอมาเท่าไรแล้วไม่ได้ไปก็อาจจะพูดได้ว่าเขาแพ้ แต่อันนี้มันไม่ใช่ ในทางกฎหมายครับ มันเป็นไปในทางอธิปไตยของชาติ ท่านประธานครับ สิ่งหนึ่งก็คือว่าเฉพาะในประเด็นนี้ถ้าเราจะพูดว่าแล้วเรามาดีใจว่า เราได้มากกว่าเสียหรือเป็นชัยชนะของเรานี่ กระผมนึกถึงคําเปรียบเปรยประการหนึ่งว่า สมมุติท่านประธานไปชอปปิ้ง (Shopping) ที่ต่างประเทศใกล้ ๆ ที่มีการต่อรองราคากัน ประเทศเพื่อนบ้านก็ได้ ผมก็เคยครับ ของนี่วางขายอยู่ประกาศราคาบอกว่าถูก ๆ ร้อยบาท เราไม่อยากจะซื้อหรอก ๔๐ บาทได้ไหม ต่อเกินกว่าครึ่งคิดว่าเขาไม่ให้ เอาไปเลย ก็ต้องแบกมา ๔๐ บาท แล้วเราก็มาดีใจบอกว่าชนะแล้ว เรากําไรว่ะ ถอนคําว่า ว่ะ ครับ เรากําไร เราได้มา ในราคา ๔๐ บาท ของ ๑๐๐ บาท แต่จริง ๆ เราไม่รู้หรอกว่าต้นทุนของของนั้นควรจะขาย ในราคา ๒๐ บาท ท่านประธานครับเราคิดอยู่เสมอว่าสิ่งที่ประเทศกัมพูชาต้องการก็คือ บริเวณนี้ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร แล้วก็โดยภาพรวมของชายแดนก็คือต้องการให้แผนที่ ภาคผนวก ๑ เป็นเขตแดนทั้งหมด อาจจะใช่ครับ เป็นความต้องการสูงสุดและอาจจะเป็น ความต้องการตั้งแต่เมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว หรือย้อนลงมาเรื่อยจนมาถึง ๓๐ ปี ๒๐ ปี ๑๐ ปี แต่กระผมขออนุญาตคิดอีกมุมหนึ่งนะครับว่าประเทศกัมพูชาเองเขาก็เรียนกฎหมายระหว่าง ประเทศมาไม่ด้อยไปกว่าพวกเราหรอก เขาก็มีความเฉลียวฉลาดตามสมควร ผมเชื่อว่าจริง ๆ แล้ว ณ นาทีนี้ หรือตั้งแต่ ๔-๕ ปีมานี้เขาอาจจะไม่ได้ต้องการถึงขนาดนั้นหรอก สิ่งที่ เขาต้องการคืออะไรครับ สิ่งที่เขาต้องการก็คือทําให้ความเป็นมรดกโลกของปราสาท พระวิหารที่ยูเนสโก (UNESCO) ขึ้นทะเบียนหรือเขาขอขึ้นทะเบียนต่อยูเนสโกไปฝ่ายเดียว นั้นมันสําเร็จบริบูรณ์ ที่ทุกวันนี้มันยังคาราคาซังอยู่ก็เพราะว่าอาณาบริเวณรอบพื้นที่ ประกอบมันติดขัดอยู่ ท่านประธานครับ มันเป็นความบังเอิญอย่างร้ายกาจครับท่านประธาน คําพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ นี้ครับ มันทํา ให้แผนบริหารจัดการมรดกโลกปราสาทพระวิหารที่ประเทศกัมพูชาถืออยู่ฝ่ายเดียวสําเร็จ บริบูรณ์เลยครับ ถ้าประเทศไทยปฏิบัติตามคําพิพากษานี้ทั้งหมด ท่านประธานครับ ปราสาทพระวิหารนั้นเป็นเทวสถานฮินดู โดยคติความเชื่อจะตั้งอยู่บนยอดเขาสูงสุดยอดเขา ตรงนี้ก็คือยอดเขาพระวิหาร ลงมาทางทิศใต้ลงไปในแผ่นดินประเทศกัมพูชา จุดสูงสุด ที่ยอดนั้น ๖๒๔ เมตร เหนือระดับน้ําทะเล ถ้าดูโดยแผนที่มันก็เป็นรูปสามเหลี่ยม เป็นรูปจะงอยปากนก ปากเหยี่ยว หรือว่าเหมือนรูปรวงผึ้ง หลังคําพิพากษา พ.ศ. ๒๕๐๕ และหลังการปฏิบัติตามคําพิพากษาของฝ่ายไทยที่เราล้อมรั้วตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๐๕ กันพื้นที่ออกไป ๑ ใน ๔ ตารางกิโลเมตร แล้วเราถอนกําลังของเรา ออกมานี่ มันก็ง่าย ๆ ครับก็คือเหมือนผ่ารวงผึ้งนี้เป็นสองทางส่วนซีกตะวันออกก็อยู่ภายใต้ อธิปไตยของประเทศกัมพูชาคือตัวปราสาทพระวิหารแล้วก็พื้นที่อีกเล็กน้อยที่อยู่ภายใต้รั้ว แต่ส่วนทางซ้ายมือคือทางทิศตะวันตก ทิศใต้ แล้วก็ทิศเหนือขึ้นไปนี้นะครับ ประเทศไทย ยึดถือว่าเป็นอธิปไตยของประเทศไทยอย่างชัดเจนมาโดยตลอด ผลของคําพิพากษาครั้งนี้ ก็คือประเทศกัมพูชาได้ไปทั้งรวงผึ้งครับ ได้ไปทั้งจะงอยปากนก ก็คือได้ไปทั้งพรอมอนทอรี ตามคําพิพากษาทั้งหมดของพรอมอนทอรี ถ้าคําแปลภาษาไทยก็คือได้ยอดเขาพระวิหารไป อันนี้ชัดเจนครับ ถ้าใครไปดูในแผนที่แผนบริหารจัดการมรดกโลกพระวิหารของประเทศกัมพูชาก็จะพบแผนที่ คล้าย ๆ กันนี่ละครับ และถ้าเราดูมันก็เป็นตลกร้ายนะครับท่านประธาน ๔-๕ ปีมานี้เรา ถกเถียงกันอยู่แต่พื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรตรงนี้ แต่จริง ๆ เราไม่ได้ถกเถียงใน ๔.๖ ตาราง กิโลเมตรเท่าไรหรอก ที่เราถกเถียงกันมากก็คือพื้นที่บริเวณที่ตั้งของวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ เราถกเถียงกันถึงถนนที่ประเทศกัมพูชาเขาตัดจากบ้านโกมุยขึ้นมาผ่านวัดแก้วสิกขาคีรีสวา ระมาถึงตัวปราสาทพระวิหาร เราถกเถียงกันถึงพื้นที่เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๑ พลโท กนก เนตระคเวสนะ ยศในขณะนั้น พลตรี ผบ. กองกําลังสุรนารีในขณะนั้นนํากําลัง ทหารไทยไม่มากครับ ประมาณ ๑๐ คนขึ้นไปช่วยเหลือชาวไทยที่ถูกทหารประเทศกัมพูชากัก ตัวไว้ แล้วก็ค้างกันอยู่คืนหนึ่งบริเวณวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ แล้ววันนั้น ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ประเทศกัมพูชาเขาถือเป็นวันสําคัญ เขาทําเป็นศิลาจารึกไว้เลยว่า ณ ที่นี้ทหารไทยรุกราน แผ่นดินประเทศกัมพูชา ฝ่ายประเทศไทยเราโดยแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศ ผมเข้าใจว่าช่วงปี ๒๕๕๔ ก็ชัดเจนว่าเป็นแผ่นดินภายใต้อธิปไตยของประเทศไทยนะครับ ผมค่อนข้างมั่นใจนะครับว่าไม่ว่าการเสียยอดเขาพระวิหารในครั้งนี้ พรอมอนทอรีทั้งหมด ในครั้งนี้จะ ๑ ตารางกิโลเมตรหรือไม่ถึงหรือกว่าอะไรก็แล้วแต่นี่ครับ คงจะกินพื้นที่ วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระและถนนที่ตัดจากบ้านโกมุยขึ้นมายังปราสาทพระวิหาร แปลว่าอะไรครับ ก็แปลว่าถ้าเราตกลงปฏิบัติตามคําพิพากษาอันนี้ แผนบริหารจัดการมรดกโลกของประเทศ กัมพูชาก็จะสมบูรณ์แบบจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยหรือจะไม่เป็นประโยชน์แก่ประเทศไทย กระผมไม่ขออนุญาตอภิปราย และในประเด็นนี้เดี๋ยวอีกสักครู่หนึ่งท่าน ส.ว. รสนา โตสิตระกูล จะได้มาพูดว่าบางทีมันอาจจะไม่ใช่ความบังเอิญอย่างร้ายกาจก็ได้นะ แต่มันอาจจะเป็น ความตั้งใจอย่างหฤโหดของการล่าอาณานิคมยุคใหม่ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งหนึ่ง ที่ผมอยากจะเรียนก็คือว่าดีแล้วละครับที่ทั้งท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก่อนหน้านี้ท่านจะพูดอย่างไรผมไม่ติดใจ แต่ท่าน บอกว่าท่านยังไม่ได้พูดว่าจะต้องปฏิบัติตามคําพิพากษาก็กรุณาอย่างเพิ่งพูดต่อไปครับ ท่านประธานครับ อันนี้ก็คือประเด็นที่กระผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าคําพิพากษา ครั้งนี้ไม่ได้มีแต่ ข้อดีอย่างเดียว มีข้อเสียด้วย และมีข้อที่ประเทศไทยจะต้องยอมรับครับว่าเราสูญเสีย มากกว่าเดิม เราอาจจะพูดได้ครับว่าเรายังไม่ได้สูญเสียดินแดน พูดอย่างนั้นก็พูดได้ครับ ผมก็เคยพูดมา เพราะว่าคําพิพากษาองค์นี้หรือคําพิพากษาเมื่อปี ๒๕๐๕ นักกฎหมาย ทั้งหมดก็อ่านตรงกันครับว่าบทปฏิบัติการของคําพิพากษาไม่ได้พูดเรื่องเขตแดน อันนี้ชัดเจน นะครับ แต่ว่าในข้อ ๑ ของบทปฏิบัติการตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ เขาก็พูดชัดเจนเช่นกันว่าปราสาท พระวิหารตั้งอยู่ภายใต้อธิปไตยของประเทศกัมพูชา เอาคําชัด ๆ ก็แล้วกันนะครับ ปราสาท พระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของประเทศกัมพูชา ส่วนข้อ ๒ ประเทศไทย มีพันธะที่จะต้องถอนกําลังทหารหรือตํารวจ ผู้เฝ้ารักษาหรือผู้ดูแลซึ่งประเทศไทยส่งไป ประจําอยู่ที่ปราสาทพระวิหารหรือในบริเวณใกล้เคียงบนอาณาเขตของประเทศกัมพูชา ทั้ง ๒ คํานี้มันก็คงมาจากคําภาษาอังกฤษว่า เทอริทอรี่ (Territory) จะมีเทอริทอรี่เหนือพื้นที่ใด จะมีอธิปไตยเหนือพื้นที่ใดก็ต้องแปลว่าเป็นอาณาเขตของเขานะครับ เพียงแต่ว่าในคดีนี้ เมื่อปี ๒๕๐๕ ประเทศกัมพูชาขอไป ๕ ศาลให้มา ๓ จะด้วยเหตุผลอะไร ผมเข้าใจว่า มีเหตุผลอยู่ จะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ว่า ๒. ที่ขอไปเรื่องความถูกต้องของแผนที่กับให้เส้นในแผนที่เป็นเส้น เขตแดนนั้นมันเป็นการขอไปทีหลังศาลก็เลยไม่พิพากษาหรือเปล่าไม่แน่ใจ อาจจะเป็น ประเด็นอื่นผสมไปด้วยก็ตาม แต่ว่าอันนี้ครับผมเข้าใจที่ผมทํางานเรื่องนี้มาโดยตลอด แล้วก็ ทั้งรักทั้งชังกับกระทรวงการต่างประเทศมาโดยตลอด เถียงกันก็หลายครั้ง รับฟังคําชี้แจงกัน ก็หลายครั้งนะครับ ผมเชื่อว่ากระทรวงการต่างประเทศมีความรู้สึกเจ็บปวดในคําพิพากษา ปี ๒๕๐๕ และมีความรู้สึกว่าศาลให้ความสําคัญกับแผนที่ภาคผนวก ๑ มาก เพียงแต่ ในชั้นสุดท้ายไม่ได้พิพากษาในเรื่องแผนที่ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็เป็นไพ่ของกัมพูชามาโดยตลอด เวลาเจรจาอะไรกับประเทศไม่ได้ดั่งใจก็ขู่ว่า เดี๋ยวไปศาลโลกขอตีความคําพิพากษา กระทรวงการต่างประเทศในการชี้แจงกับผมก่อนหน้านี้ ขออนุญาตไม่เล่ามากก็แล้วกันครับ เพราะว่าเดี๋ยวจะเป็นการไม่บังควรนะครับ ก็ได้ชี้จุดให้เห็นว่ามันมีอันตรายอย่างไร แต่สิ่งหนึ่ง ที่กระผมก็ต้องขออนุญาต ขอโดยสารขบวนแห่ชื่นชมคณะทํางานของกระทรวง การต่างประเทศชุดนี้ โดยท่านทูตวีรชัย พลาศรัย นะครับ ที่เผอิญผมได้มีโอกาสไปร่วมรับฟัง ในการแถลงด้วยวาจาเมื่อเดือนเมษายนด้วยนะครับ ท่านได้ทํางานหนักอย่างยิ่งครับ แล้วได้ พยายามที่จะแก้ไขข้อที่เป็นจุดอ่อนสําคัญที่สุดของคําพิพากษา ปี ๒๕๐๕ คือการที่ศาล ไปยอมรับแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ท่านไปแสวงหาเอาแผนที่ในอดีต ท่านใช้เวลา ผมเชื่อว่า ประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของเนื้อหาในตอนท้ายที่จะพิสูจน์ให้ศาลเห็นโดยการทําลาย ความน่าเชื่อถือของแผนที่ภาคผนวก ๑ ท่านทูตวีรชัย พลาศรัย เองในคําแถลงปิดคดีนะครับ ผมฟังแล้วขนลุก คือหลังจากฟังคําแปลแล้วนะครับ คือไม่สามารถจะขนลุกได้ทันที ท่านใช้ คําว่า กัมพูชาปลอมแผนที่ เพราะเจ้าแผนที่ภาคผนวก ๑ แต่เดิมมันก็มีอยู่ถึง ๖ ระวาง เข้าใจว่าอย่างนั้นนะครับ แล้วก็ไม่รู้ว่าประเทศกัมพูชาใช้ระวางไหน แล้วในคดีเดิม เมื่อปี ๒๕๐๕ นั้น ไม่มีเรื่อง ๔.๖ ตารางกิโลเมตรเลย มันเพิ่งมาปรากฏภายหลัง ๔-๕ ปีนี้เอง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทางกัมพูชาไม่รู้เอาแผนที่ฉบับไหนมาซ้อนกับฉบับไหน แล้วใช้ฉบับไหน ท่านทูตใช้คําแรงมากนะครับว่า กัมพูชาปลอมแผนที่ ปลอมแผนที่หลอกศาล และในข้อเขียน ถ้าใครมีโอกาสได้อ่านนะครับ ของกระทรวงการต่างประเทศเองนะครับ เบื้องลึกเบื้องหลัง การสู้คดีตีความปราสาทพระวิหารก็ได้ทําลายความน่าเชื่อถือของแผนที่ภาคผนวก ๑ หรือแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ นี้นะครับ ผมขออนุญาตอ่านบางตอน ท่านประธานอนุญาตนะครับ ในระดับวิชาการแผนที่เราชี้ว่าแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ที่กัมพูชาเสนอต่อศาลในคดีปัจจุบัน เป็นคนละเวอร์ชัน (Version) กับฉบับที่เสนอในคดีเดิม นอกจากนี้แผนที่นี้ยังมีอยู่อีกถึง ๖ เวอร์ชั่นเป็นอย่างน้อย ซึ่งแต่ละเวอร์ชันแสดงเส้นเขตแดนแตกต่างกัน หากใช้ตาม วัตถุประสงค์ของคดีเดิมคือเพื่อเป็นหลักฐานว่าปราสาทเป็นของใครก็ไม่เป็นปัญหา แต่หาก จะใช้ในคดีปัจจุบันอย่างที่กัมพูชาต้องการก็เป็นปัญหาแน่นอน เพราะกัมพูชาต้องการให้ศาล ในวันนี้ชี้ขาดว่าเส้นเขตแดนต้องเป็นไปตามแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ปัญหาก็คือจะใช้เส้นไหน เวอร์ชันไหนซึ่งกัมพูชาไม่เคยตอบได้ ประการที่ ๒ เราชี้ว่ากัมพูชาไม่เคยตอบได้เลยว่า จะถ่ายทอดเส้นลงภูมิประเทศจริงอย่างไร ท่านทูตวีรชัย พลาศรัย ได้สรุปในคําแถลงด้วย วาจาของท่านในตอนสุดท้ายนะครับที่ทําให้ผมขนลุกหลังจากได้ฟังคําแปลแล้ว ท่านบอกว่า กัมพูชาในขณะนี้กําลังอ้างสิทธิเส้นบนแผนที่ภาคผนวก ๑ ในลักษณะที่ตนไม่ได้อ้างสิทธิไว้ ในคดีเดิม และเป็นที่แน่นอนว่าไม่ได้รับการรับรองโดยศาลในปี ค.ศ. ๑๙๖๒ ดังที่ประเทศกัมพูชา พยายามจะให้ศาลในวันนี้เชื่อ ซึ่งตามที่รายงานของผู้เชี่ยวชาญของประเทศไทย และคุณมิรองเมื่อวันพุธและวันนี้ได้พิสูจน์แล้วอย่างน่าเชื่อถือ การถ่ายทอดเส้นบนแผนที่ ภาคผนวก ๑ ลงในโลกแห่งความเป็นจริงมีความเป็นไปได้ต่าง ๆ มากมายไม่สิ้นสุด อย่างไรก็ดี ความเป็นไปได้เหล่านั้นทั้งหมดล้วนต้องอาศัยการเลือกจุดอ้างอิงต่าง ๆ ในลักษณะ ตามอําเภอใจ ซึ่งสิ่งนี้จะหลีกเลี่ยงได้ก็ต่อเมื่อถ่ายทอดเส้นตามเจตนารมณ์ของผู้จัดทําแผนที่ เท่านั้น ก็โดยสรุปอีกตอนหนึ่งก็คือท่านบอกว่ากัมพูชาปลอมแผนที่นะครับ
๒๐๐,๐๐๐ ให้เป็นเส้นเขตแดน ทําให้ศาลไม่ไปไกลถึงขนาดว่าจะพิพากษาให้เส้นเขตแดน ไปตามนี้ ซึ่งก็มีปัจจัยอื่นอีกนะครับว่าศาลอาจจะพิพากษาเกินกรอบของการตีความ แต่ผมเชื่อว่า ด้วยการพิสูจน์อันหนักแน่นของคณะผู้แทนไทยทําให้ศาลไปตรงนั้นไม่ได้ แต่ถึงแม้ว่า ศาลจะไปตรงนั้นไม่ได้นะครับ เจ้าแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ก็ยังตามมาหลอกหลอนคนไทย อยู่ในเส้นอาณาบริเวณพระวิหารทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันออกเฉียงเหนืออีกครับ ก็คือในข้อ ๙๘ ผมใช้ฉบับแปลของกระทรวงการต่างประเทศอย่างไม่เป็นทางการก็แล้วกันนะครับ ย่อหน้าที่ ๒ ของวรรคเก้าสิบแปด ทางด้านทิศเหนือ ขอบเขตของยอดเขาคือเส้นแผนที่ ภาคผนวก ๑ จากจุดหนึ่งด้านตะวันออกเฉียงเหนือของปราสาท ซึ่งเส้นนั้นบรรจบกับหน้าผา จนถึงจุดหนึ่งทางตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งแผ่นดินเริ่มยกตัวขึ้นจากหุบเขาที่เชิงเขาพนมตรับ หรือภูมะเขือ ท่านประธานครับ พิสูจน์เกือบตาย เส้นตามแอนเน็กซ์วันยังตามมาอีก ที่จะเป็นเส้นจุดตัดจุดปาดของรวงผึ้งทางด้านเหนือและด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ท่านประธานครับ ถ้าไม่พิสูจน์ถึงขนาดนี้ ถ้าไม่ต่อสู้ถึงขนาดที่คณะทนายความไทยทํามา ผมเกรงว่าเราจะมีข่าวร้ายมากกว่านี้ แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงเท่านี้ครับท่านประธาน มันก็ทําให้คิดครับว่าความบังเอิญอย่างร้ายกาจมันอาจจะไม่ใช่ความบังเอิญอย่างร้ายกาจ เท่านั้น เข้าใจตรงกันนะครับ ถือว่าทุกท่านมีแผนที่อยู่ในสมอง แผนที่อยู่ในหัวใจ ผมไม่กล้า เอามาแสดง ด้านทิศเหนือกับทิศตะวันออกเฉียงเหนือถือตามเส้นแผนที่แอนเน็กซ์วัน ภาคผนวก ๑ นะครับ ทางด้านตะวันตกก็ชัดเจนนะครับมันเป็น ๒ ภู หรือเขา ๒ ลูก ที่ประชิดกัน ก็คือเขาพระวิหารกับภูมะเขือที่คนไทยเรียก หรือพนมตรับที่ประเทศกัมพูชา เรียก ระหว่าง ๒ ภูที่มันประชิดกันนี่มันก็ต้องมี ขอประทานโทษ ตีนภูใช่ไหมครับ และระหว่างตีนภูมันก็ต้องมีที่ราบตรงตีนภูใช่ไหมครับ ที่จริงมันก็เหมือนกับร่องน้ํา กลางแม่น้ําโขงนั่นละ ว่าเวลาจะแบ่งเขตแดนควรจะแบ่งตรงกลางร่องน้ําหรือว่าร่องน้ํา ไปอยู่ในอาณาเขตของฝ่ายใดของหนึ่ง ครั้งนี้ก็เช่นกันครับ ก็แทนที่จะตัดรวงผึ้ง หรือตัดยอดเขาพระวิหารให้อยู่ภายใต้อธิปไตยของประเทศกัมพูชาไป โดยนับจากตีนเขา พระวิหาร ตีนพรอมอนทอรีพระวิหารขึ้นมานี่นะครับ ท่านกรุณาไปนับจากตีนของพนมตรับ หรือตีนของภูมะเขือครับ ก็แปลว่าถ้าบริเวณระหว่าง ๒ ภูชนกันมันมีพื้นที่ว่างอยู่ ก็คือศาล ก็เอาไปจนสุดเลยตีนของเขาพระวิหารไปจดตีนภูมะเขือ ตีนพนมตรับครับ ขอประทานโทษ ที่เน้นคํานี้นะครับ แต่เป็นคําสุภาพ ดังประโยคในข้อ ๙๘ ตามคําแปลของกระทรวงการต่างประเทศนี่นะครับว่า ศาลเห็นว่า ยอดเขาพระวิหารสิ้นสุดที่เชิงเขาพนมตรับ ท่านประธานครับ อันนี้ละครับมันทําให้ อดคิดไม่ได้ว่าศาลท่านคิดอะไรอยู่ แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ท่ามกลางการทํางานหนักของเรา อย่างน้อยเราก็ตัดประเด็นที่ว่าเส้นเขตแดนจะเป็นไปตามแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ แต่ก็ยัง ตัดไม่หมดนะครับท่านประธาน แม้กระทั่งเราจะออกมาส่งสัญญาณในเชิงบวกกับ พี่น้องประชาชน บอกว่าเราไม่เสีย ๔.๖ ตารางกิโลเมตร เราไม่เสียภูมะเขือ แต่จริง ๆ อ่านใน คําพิพากษานะครับ ศาลก็อุตส่าห์ อุตส่าห์นะครับ ศาลท่านอุตส่าห์บอกว่าแต่ภูมะเขือก็ไม่ใช่ ของไทยนะ ก็คือว่าปัญหาเขตแดนอันอื่นที่มันยังมีปัญหาอยู่ก็ไปเจรจากันต่อไปตาม กระบวนการที่ ๒ ประเทศมีอยู่ เพราะคดีนี้ไม่ว่าปี ๒๕๐๕ หรือปี ๒๕๕๖ เขาจะพิจารณา เฉพาะแต่พื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหารเท่านั้น ที่มีปัญหาก็มีปัญหาต่อไป ก็เจรจากันต่อไป แต่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลด้วยว่า เฉพาะการที่ศาลหยิบเอาเส้น ตามภาคผนวก ๑ เข้ามานี้แม้เพียงเพื่อบอกประมาณความเป็นพื้นที่ของยอดเขาพระวิหาร หรือพรอมอนทอรีของพระวิหารทางด้านเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือนี้กําลังจะเป็นปัญหา ต่อไปในอนาคตในการเจรจาเส้นเขตแดนต่อไป ปัญหาที่เคยมีอยู่ก็จะไม่จบครับท่านประธาน เพราะอะไรครับ ทางกัมพูชาก็ฟังจากข่าวที่ถ่ายทอดมานะครับ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาผม ไม่อ้างอิงก็แล้วกัน เขาก็พูดชัดเจนเลยว่าเขาก็พูดความจริงเช่นเดียวเหมือนกัน บอกกับ ประชาชนเขาว่า ศาลบอกว่าเส้นเป็นไปแผนที่ภาคผนวก ๑ เขาก็พูดความจริงครับ ก็คือ ศาลก็บอกว่าทางด้านทิศเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของยอดเขาพระวิหารให้เป็นไปตาม เส้นแผนที่ แต่เขาบอกไม่ได้ว่าส่วนอื่นศาลไม่ได้บอก อันนี้ละครับมันก็จะทําให้ปัญหาที่ยังคง มีอยู่ก็จะมีอยู่ต่อไป เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือว่า อันที่จริงผมอยากฟัง นะครับ อยากฟังจากรัฐบาล อยากฟังจากกระทรวงการต่างประเทศ ท่านบอกกับพวกผม รัฐสภาแห่งนี้ ในฐานะที่เป็นผู้แทนประชาชนด้วยว่าท่านมีมุมมองอย่างไร ปัญหานี้ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมมานั่งฟังอยู่ด้วย ยอดเยี่ยมมากเลยครับ เพราะอะไรครับ มันจะมีปัญหาในการจัดวางกําลังในพื้นที่และการถอนกําลังในพื้นที่มาก ทีเดียวครับ ท่านรู้ดีกว่าผมครับว่าภูมะเขือคืออะไร เขาพระวิหาร ยอดเขาพระวิหารคืออะไร ในอดีตเป็นที่ตั้งของอะไร ณ นาทีนี้ศาลบอกว่า หรือเราบอกว่าภูมะเขือไม่ได้เป็นของประเทศ กัมพูชา แต่ศาลก็บอกว่าภูมะเขือก็ไม่ได้เป็นของประเทศไทย แล้วยังมีกําลังของใครตั้งอยู่บน ภูมะเขือหรือไม่ ผมจะไม่พูดมากไปกว่านี้ แต่ถ้าเผื่อว่ายอดเขาพระวิหารทั้งหมด เราต้องถอนกําลังออกมานี่นะครับ เราจะลงมาอยู่บนที่ราบ ความได้เปรียบเสียเปรียบ เราต้องรักกันนี้นะครับ แต่ว่าการรักกันมันก็จําเป็นจะต้องมีอะไรบางอย่างที่ทัดเทียมกัน ประเด็นนี้ผมขออนุญาตไม่พูด แต่ว่าถ้าท่านจะพูดและท่านจะขอเป็นการประชุมลับ กระผม ก็ยินดีในโอกาสในค่ําคืนนี้ ท่านประธานครับ จวนจบแล้วครับ จริง ๆ แล้วผมไม่ใช่ นักกฎหมายอาชีพนะครับ แต่ว่าได้คุยกับท่านทูตมาพอสมควร คือศาลท่านก็อุตส่าห์ไปหยิบ เอาเรื่องที่ ประเทศกัมพูชาก็คาดไม่ถึงนะครับ ผมเองก็คาดไม่ถึงที่จะไปบอกเอาเหตุผลว่า ทําไมอาณาบริเวณของเขาพระวิหารจะต้องรวมถึงยอดปราสาทพระวิหารทั้งหมดนี่นะครับ ท่านก็อุตส่าห์ไปเอารายงานของคุณปู่เฟรดเดอริก แอกเคอร์มาน ที่เดินสํารวจเมื่อปี ๒๕๐๔ แล้วก็เขียนไว้ในรายงานที่ไม่ได้อยู่ในเนื้อหาของคําพิพากษาหลักเมื่อปี ๒๕๐๕ แต่ไปอยู่ใน สิ่งที่เรียกว่า พรีดิงส์ ออรัล อะกรีเมนท์ ดอกคิวเมน (Pledings Oral Agreement Document) ซึ่งมีอยู่ ๒ เล่มโต ๆ นะครับ เพื่อไปบอกว่าตรงไหนที่มีจุดของตํารวจไทยอยู่ ทหารไทยอยู่ ยามไทยอยู่ มันก็คืออยู่ในความหมายของการว่าจะต้องถอนออกมาทั้งหมดตามข้อปฏิบัติการ ข้อ ๒ ของคําพิพากษา ปี ๒๕๐๕ ผมถึงได้ขอเอกสารมาเพื่อศึกษาเป็นความรู้นะครับ ก็แสดงว่าศาลท่านมีความพยายามสูงมากในการที่จะทําให้ยอดเขาพระวิหารนั้นอยู่ภายใต้ อธิปไตยของประเทศกัมพูชา แต่อย่างไรก็ตาม การที่มีข้อ ๙๙ ที่บอกว่าการแปลความเส้น ของแผนที่ที่จะต้องทาบลงไปบนพื้นที่จริง ซึ่งก็มาจากสิ่งที่คณะทนายความฝ่ายไทยทําลาย ความน่าเชื่อถือของแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ไว้อย่างหนักหนาสาหัส โดยคุณอารีน่า มิยอง จําได้ไหมครับ เป็นขวัญใจของคนไทยทั้งประเทศ มันก็ทําให้ศาลไปลําบาก ศาลก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้นแม้ว่ามันจะถ่ายทอดลงในพื้นที่จริงยาก ๒ ประเทศก็ต้องไปคุยกันและต้อง ตกลงร่วมกัน ถ้าจะว่ามันเป็นข้อดีก็เป็นข้อดีครับ เพราะว่าที่ผ่านมาเจ้า ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ประเทศกัมพูชาท่านกรุณายกเมฆนั่งเทียนกําหนดเองฝ่ายเดียว แล้วใช้แผนที่ปลอมด้วย อันนี้มันก็เป็นข้อดี เพราะฉะนั้นถ้าเราสื่อสารกับประชาชนถึงข้อดีข้อเสียนะครับ หรือก่อนอื่นท่านสื่อสารกับพวกเราก่อนครับ จะประชุมลับผมก็ไม่ว่า แต่อยากรู้ว่าจะเอา อย่างไร เพราะว่าอันที่จริงคําพิพากษาที่ไม่มีแผนที่แนบจะบอกให้เราเสียอะไร เท่าไรนี้ ไม่มี ความหมายหรอก ท่านศาสตราจารย์สมปอง สุจริตกุล ก็กรุณาฝากมาให้ช่วยบอกว่า ศาลจะ บอกให้เราเสียเท่าไรไม่สําคัญเท่ากับว่าเราจะยอมเสียมันหรือไม่ ท่านประธานครับ เพราะว่า คําพิพากษาก็ต้องกําหนดให้ ๒ ประเทศไปเจรจากัน และการเจรจาที่ศาลท่านกรุณาเอาแผน ที่ที่มันลําบากยากเข็ญในการที่จะถ่ายทอดลงบนพื้นที่จริง แล้วก็ไม่รู้ว่าอันไหนปลอม อันไหนจริง จะใช้เวอร์ชัน ไหนทาบกับอันไหนนี้นะครับ ผมว่าเราก็เจรจาไปอีกสัก ๑๐๐ ปี ก็พอได้ครับ แต่ว่าปัญหาที่มันเกิดขึ้นในขณะนี้ผมขออนุญาตจับเข่าพูดคุยผ่านท่านประธาน ไปยังรัฐบาลนะครับ ว่าอย่ามองว่าผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับรัฐบาลนะครับ แต่ความเป็นจริง ที่ต้องยอมรับกันก็คือว่าขณะนี้มันเกิดวิกฤติของความไม่ไว้วางใจรัฐบาล คําพิพากษาอันนี้ ในส่วนข้อเสียก็มีมากทีเดียว แต่กว่าข้อเสียมันจะบรรลุผล ข้อดีของมันก็คือมันต้องไปเจรจากัน ถ้าได้รัฐบาลที่ประชาชนไว้วางใจกันทุกกลุ่ม ไม่ใช่รัฐบาลที่ประชาชนครึ่งหนึ่งไว้วางใจ ประชาชนอีกครึ่งหนึ่งไม่ไว้วางใจ ผมวัดคร่าว ๆ อย่างนั้นนะครับ วิกฤติที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ก็คือความไม่ไว้วางใจรัฐบาล และสิ่งที่เป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทําให้เกิดความไม่ไว้วางใจก็คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ผมขออนุญาตเท้าความประเด็นนี้สักเล็กน้อยครับ ท่านประธาน เพราะว่าถ้ารัฐบาลจะกรุณาตอบให้มีความชัดเจนเราจะได้จบประเด็นนี้ไป ท่านประธานครับ กระแสในโลกโซเชียล มีเดีย (Social Media) ข้างนอกในปัจจุบันนี้ผมไม่รู้ เกิดอะไรขึ้น หลังจากเขาผ่านเรื่องพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทําความผิด เนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. .... ไปแล้ว เขาก็เกิดฮือกันขึ้นมาเรื่องมาตรา ๑๙๐ อีก ทั้ง ๆ ที่พวกกระผมก็ค้านกันมา ๔ เดือนแล้ว อภิปรายกันทั้งเขียนอะไรก็ยังไม่เกิดกระแส แต่พอมันมีคดีปราสาทพระวิหารขึ้นมา กระแส เรื่องคัดค้านมาตรา ๑๙๐ การแก้ไขมันสูงขึ้นมาทันที ซึ่งก็ชอบด้วยเหตุผลอยู่ครับ เพราะว่า ถ้าเป็นมาตรา ๑๙๐ เดิมที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขนี้นะครับ ท่านจะไปเจรจากับประเทศกัมพูชา อย่างไร ๑. จะต้องเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่ออนุมัติก่อน ๒. จะต้องมีการรับฟัง การแสดงความคิดเห็นของประชาชนก่อน แต่เมื่อมีการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ โดยเฉพาะที่มี การหักดิบ หักเหลี่ยมกันในชั้นกรรมาธิการแล้วนะครับ ตอนดึกพอสมควรเหมือนกัน แต่ไม่ถึงตีสี่ก็ยังดีนะครับ มันมีผลทําให้หนังสือสัญญาประเภทที่ มีบทเปลี่ยนอาณาเขตกับเปลี่ยนอธิปไตยนอกอาณาเขต ท่านเติมคําว่า โดยชัดแจ้ง เข้าไป มันก็อาจเป็นไปได้ครับว่าในกรณีนี้ท่านไปเจรจากับประเทศกัมพูชานี่มันไม่มีบทเปลี่ยนอาณา เขตนะ ไม่มีบทเปลี่ยนอธิปไตยนอกอาณาเข เพราะไม่ได้เจรจาเรื่องอาณาเขต สอดรับกับการ ใช้เจซี (JC) แทนเจบีซี (JBC) ด้วยกระมัง เพราะไปเจรจาเรื่องอาณาบริเวณประสาทพระ วิหาร ไม่ใช่เจรจาเรื่องเขตแดน ก็ไม่ต้องเอาเข้าสภาก็ได้ ไม่ต้องเอาเข้าเลย นะครับ หรืออีกประเด็นหนึ่งที่ต้องทําความเข้าใจให้เป็นที่กระจ่างก็คือว่าการแก้ไข มาตรา ๑๙๐ ในครั้งนี้ท่านตัดการเสนอกรอบออกไปหมดเลยนะครับ ไม่มีการเสนอกรอบ และท่านตัดการรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนออกไปทั้งหมดเลยนะครับ ไม่มี ผมถึง ได้บอกว่าท่านอํามหิตมาก เอาละครับ ผ่านแล้วผ่านไป ที่รัฐบาลลุกขึ้นมาตอบว่าก็จะเสนอ กรอบต่อสภา ก็จะรับฟังความคิดเห็น มันยังกํากวมครับ ท่านรับปากอย่างนี้ได้ไหมครับว่า ในกรณีการไปเจรจากับประเทศกัมพูชา ไม่ว่าทางบก ไม่ว่าทางทะเล ท่านจะต้องปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เดิมที่ยังไม่ได้แก้ไข ไม่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ จะสําเร็จหรือไม่สําเร็จ ศาลรัฐธรรมนูญท่านจะว่าอย่างไร หรือท่านจะทําวิธีการใดก็ได้ ที่จะทําให้การเจรจาระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาไม่ว่าทางบกหรือทางทะเลนั้น จะต้องยืนทุกขั้นตอนตามมาตรา ๑๙๐ เดิม ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้กรุณา เสนอทางออกไปทางหนึ่ง ผมไม่จําเป็นต้องพูดซ้ํา นี่เป็นหนึ่งในข้อเสนอที่กระผมจะเสนอ
สุดท้ายนี้ก็ขอเสนอข้อเสนอรวมทั้งสิ้น ๔ ประการนะครับ ความจริงเสนอ ผ่านสื่อมาหลายวันแล้ว แต่วันนี้ก็ขออย่างเป็นทางการนะครับ ไม่ยากครับ ง่าย
ประการที่ ๑ รัฐบาลอย่าได้พูดว่าจะต้องปฏิบัติตามคําพิพากษาของ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในครั้งนี้ แล้วก็ไม่ต้องพูดว่าจะไม่ปฏิบัติตาม ไม่ต้องพูดใด ๆ ทั้งสิ้นว่าจะปฏิบัติตามหรือไม่ปฏิบัติตาม
ประการที่ ๒ ท่านต้องศึกษาคําพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีนี้ อย่างละเอียด ทั้งในแง่มาตรฐานของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเมื่อเปรียบเทียบกับคดีอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีตีความ ๔ คดี และข้อดี ข้อเสียของการปฏิบัติตามคําพิพากษา ข้อดี ข้อเสียของการไม่ปฏิบัติตามคําพิพากษา และอย่ากรุณาศึกษาฝ่ายเดียว หรือกระทรวง การต่างประเทศฝ่ายเดียว กรุณาให้มีตัวแทนจากภาควิชาการและหรือภาคประชาชนเข้าไป มีส่วนร่วมด้วยตามสมควร นี่คือประการที่ ๒
ประการที่ ๓ ก็คืออย่างที่ผมเสนอไว้เมื่อสักครู่ก็คือท่านจะทําอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ท่านจะต้องปฏิบัติเสมือนหนึ่งว่ามาตรา ๑๙๐ เดิมของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ ยังคงอยู่ ไม่ว่าในทางปฏิบัติจะแก้ไขแล้วหรือไม่ แก้ไขสําเร็จหรือไม่ แต่ท่านจะต้องปฏิบัติตาม มาตรา ๑๙๐ เดิม ก็คือเสนอกรอบการเจรจาให้สภาอนุมัติก่อน รับฟังความคิดเห็นของ ประชาชนนะครับ
และสุดท้ายถ้ากรณีมันยังคงมีปัญหาว่าจะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตาม คําพิพากษา ท่านจัดให้มีการประชามติเลยครับตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ (๑) ทั้งนี้ทั้งสิ้น ทั้งปวงนี้ที่กระผมเสนอมาไม่ได้เป็นผลดีต่อกระผมเลย ไม่ได้เป็นผลดีต่อคนกลุ่มใด คนหนึ่งที่เขาไม่ชอบรัฐบาลเลย แต่เป็นผลดีต่อรัฐบาลเองครับ อย่างที่กระผมบอกครับว่า ในสถานการณ์ที่มันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย หากรัฐบาลมีรัฐสภาเป็นตัวช่วย มีการแสดงความคิดเห็นของประชาชนเป็นตัวช่วย และหรือมีการลงประชามติของประชาชนเป็นตัวช่วย รัฐบาลก็เหมือนมีเกราะคุ้มกัน ๒ ชั้น หรือ ๓ ชั้น อันนี้ก็เป็นทั้งหมดที่กระผมใคร่ขอเสนอในการประชุมเปิดเผย แต่จริง ๆ กระผมอยากมีข้อซักถามผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม แต่กระผมขออนุญาตไม่ถามในที่เปิดเผยก็แล้วกัน ผมทราบดีว่าท่านคงคาดเดาได้ว่าผมจะถามว่าอย่างไร ประเด็นภูมะเขือ ประเด็นเขาพระวิหาร ก็มีพี่น้องประชาชนที่เขาส่งภาพเข้ามา แล้วเขาต้องการให้ถามให้ชัดเจน แต่กระผมก็มีความ เป็นผู้ใหญ่พอที่จะไม่หยิบยกประเด็นเหล่านั้นมาพูดในที่เปิดเผย ถ้าท่านกรุณาจะชี้แจงให้เกิด ความมั่นใจแก่ผู้แทนปวงชนชาวไทย ทั้ง ส.ส. ทั้ง ส.ว. ทั้ง ส.ว. เลือกตั้ง ทั้ง ส.ว. สรรหา ได้ประการใด แต่ท่านเห็นว่ามันจะเป็นปัญหาหากเปิดเผยนี่ ท่านก็ให้คณะรัฐมนตรีขอใช้สิทธิ ในการประชุมลับเพื่อตอบปัญหาบางประการ ซึ่งอาจจะรวมถึงปัญหาบางประการที่รัฐบาล หรือกระทรวงการต่างประเทศอาจจะไม่สบายที่จะตอบโดยเปิดเผย กระผมกราบขอบพระคุณ ท่านประธานแต่เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านผู้เข้าชี้แจง ท่านทูตวีรชัย เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานครับ มีประเด็น ๒-๓ ประเด็น ที่กระผมจะขออนุญาตกราบเรียนนะครับ สืบเนื่องจากคําถามที่มีในระหว่างการอภิปราย
คําถามแรกก็เกี่ยวกับคําว่า พรอมอนทอรี นะครับ เป็นประเด็นที่มีผู้สงสัยว่า เป็นคําใหม่หรือเปล่า ศาลในปีนี้คิดขึ้นมาใหม่เองหรือไม่นี้นะครับ จริง ๆ แล้วคําตอบก็คือว่า ไม่ใช่ ศาลเองก็ย้ําว่าไม่ได้คิดขึ้นเอง แต่ว่าเป็นการอ้างถึงคําพิพากษาเดิมนะครับ ซึ่งศาลท่าน เริ่มจากการบรรยายถึงสถานที่ตั้งของปราสาท แล้วก็เป็นพื้นที่ที่ในที่สุดศาลในวันนี้เห็นว่า เป็นที่พิพาทในคดีเดิมนี้นะครับ โดยอ้างไปถึงหน้า ๑๕ ของคําพิพากษาในคดีเก่า ซึ่งจากคําแปล ของสมัยก่อนของสํานักนายกรัฐมนตรีนะครับ หน้า ๑๕ ก็เริ่มบรรยายว่า ปราสาทพระวิหาร เป็นปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์ที่เก่าแก่แห่งหนึ่ง อันนี้เป็นคําแปลนะครับ ตั้งอยู่ ณ เขตแดน ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ถึงแม้ว่าบางส่วนจะสลักหักพังเหลือแต่ซาก พระวิหารนี้ก็ยังดึงดูดความสนใจในด้านศิลปะและโบราณวัตถุ และยังคงเป็นที่สําหรับใช้ ในการไปสักการะบูชาอีกด้วย ปราสาทแห่งนี้ตั้งอยู่บนอยู่ยอดเขาที่มีชื่อเดียวกันศาลท่าน ท่านจับตรงนี้ ยอดเขา ตรงนี้คณะสู้คดีเรามองว่า จริง ๆ แล้ว ศาลท่านรับฟังเราในแง่หนึ่ง ในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นระดับสําคัญ ประเด็นสําคัญ เพราะว่าถ้าเทียบกับพื้นที่ที่กัมพูชาต้องการ ในคดีนี้ ที่เราเรียกว่า ๔.๖ นี้มันจะหดลงมาทันทีนะครับแล้วท่านก็มุ่งไปที่หน้า ๑๕ ดังที่เราก็ ได้ขอต่อท่าน แต่จริง ๆ แล้ว เราบอกว่าหน้า ๑๕ นี้ท่านต้องอ่านวรรคที่ถัดไปด้วย ซึ่งบอกว่า จากคําบรรยายข้างต้นจะเห็นได้ชัดว่าเส้นเขตแดนซึ่งเลาะไปตามขอบหน้าผา เรียบร้อยแล่น ไปทางทิศใต้และทิศตะวันออกของบริเวณปราสาทจะมีผลให้พื้นที่บริเวณนี้อยู่ในเขตไทย ส่วนเส้นเขตแดนที่ลากไปทางทิศเหนือหรือทิศเหนือและทิศตะวันตกจะทําให้พื้นที่บริเวณนี้ ตกอยู่ในเขตประเทศกัมพูชา อันนี้คือการสู้รูปคดีที่เราดึง ๔.๖ ให้ลงมาแคบตรงนี้ แต่ศาลท่านไม่ตามมาถึงวรรคสองนะครับ ท่านหยุดอยู่แค่วรรคหนึ่งแล้วหยุดอยู่ที่ คําว่า พรอมอนทอรี ดังนั้นก็เรียกว่าศาลฟังเราในชั้นหนึ่ง เสร็จแล้วศาลก็พัฒนาการตีความ ของท่านไปถึงจุดที่ว่าท่านย้อนไปที่ว่าคําฟ้องประเทศกัมพูชานี้ฟ้องว่าให้เราถอนกําลังออก จากสิ่งปรักหังพังปราสาท ซึ่งท่านก็บอกว่าในที่สุดแล้วมันก็คือเทอริทอรี ในวรรคหนึ่ง ซึ่งหมายความว่าไม่ใช่เทอริทอรีทั้งประเทศกัมพูชา แต่เฉพาะตรงนั้นนะครับ แล้วก็บอกว่า จริง ๆ แล้วเท่ากับเทมเพิลแอเรียในวรรคสาม ก็แปลว่าพรอมอนทอรีเทมเพิลแอเรีย วิซินิตี ทุกอย่างเป็นคําเดียวกันหมด จะแคบและจํากัด คือเป็นการสําเร็จที่ดึงมันลงมานะครับ โดยศาลนี้เอากําลังของไทยเป็นหลักว่าตั้งอยู่ที่ไหนนะครับ ทีนี้ท่านก็มานิยามพรอมอนทอรีในวรรคที่ ๙๘ ดังที่เราทราบกัน เราจะเห็นท่านชี้ชัดว่า ๒ ด้าน หรือจะเรียกว่า ๓ ด้านก็ได้ข้างล่าง ทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศตะวันตก เฉียงเหนือนี้ท่านใช้ภูมิศาสตร์หมดเลย มีเพียงทางเหนือเท่านั้นที่ท่านกําหนดให้ใช้เส้นของ แอนเนกซ์ ๑ และท่านก็ไม่ได้บอกด้วยว่าเส้นนั้นเป็นเขตแดนหรือเปล่า ไม่ได้พูดว่าเป็น เส้นเขตแดนหรือไม่ ดังนั้นผมกับที่ปรึกษาก็มีความเห็นว่าสิ่งที่ได้รับการตัดสินในคําพิพากษา วันนี้ ฉบับใหม่นี้ เส้นที่กั้นทางเหนือของพื้นที่นี้ไม่ได้เป็นเขตแดน ในส่วนที่ตัดสินนะครับ แต่ว่าก็มีข้อสังเกตว่าท่านผู้พิพากษากิลแบร์ กิโยมซึ่งประเทศกัมพูชาเขาตั้งท่านบอกว่า เป็น อย่างไรก็ดีก็เป็นความเห็นหนึ่งเดียว ก็ไม่ถือว่าเป็นสิ่งที่ศาลตัดสินนะครับ เรามองว่า ๒ ประเด็นที่จะต้องมองตรงนี้ว่า ๑. วรรค ๙๘ แม้ว่าเราจะบรรยายไว้แต่ว่าเอาไปปฏิบัติไม่ได้ครับ เพราะว่าบอกว่าทางเหนือใช้เส้นที่เป็นเส้นแผ่นที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ดังนั้นก็ต้องไปใช้วรรค ๙๙ วรรค ๙๙ เรามองว่าเป็นประโยชน์แก่เราอย่างยิ่ง เป็นผลพวงจากการที่เราได้เสนอแผน ผลงานศึกษาทางด้านการแผ่นที่เพื่อชี้ให้ศาลเห็นว่าเส้นบนแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ถ่ายทอด ออกมาแล้วทําไม่ได้ นอกจากว่าจะเกิดเป็นเส้นตามอําเภอใจเปลี่ยนจุดนิดเดียว พื้นที่จะขยับ ไปเยอะมาก ไม่สามารถที่จะมีเส้นที่รีไลอะเบิล (Reliable) แล้วก็ยุติธรรมได้ เพราะฉะนั้น เราก็ได้เสนอต่อศาลว่าจริง ๆ แล้ววิธีที่จะถ่ายทอดเส้นนี้ให้ถูกต้องที่สุดต้องใช้เจตนารมณ์ ผู้ทําแผนที่ คือพันเอก แบร์นาร์ด และคณะ ซึ่งเจตนารมณ์นั้นคือการแสดงสันปันน้ํา เราก็คิดว่า วรรคที่ ๙๙ จะเป็นประโยชน์ในแง่ที่ว่าศาลท่านดูเหมือนจะรับฟัง ศาลโน้ต (Note) คือศาลรับทราบความยากในการถ่ายทอดเส้น ซึ่งอันนี้ก็เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยเกิดว่าศาล รับทราบ ซึ่งแปลว่าอะไร ก็แปลว่ามันต้องมีพื้นฐานอะไรบางอย่าง การศึกษาของเรานี้ที่ทําให้ เขาเห็นแล้ว แล้วเขาก็เลยบอกว่าการถ่ายทอดเส้นเขาทําไม่ได้ เพราะว่าศาลในคดีเดิมไม่ได้ ทํา ถ้าเขาทําเขาจะออกนอก แต่เขาขอให้เราไปทํา คู่กรณี โดยมี ๒ เงื่อนไขคือ ๑. จะต้อง สุจริต สุจริตนี่ตามความหมายกฎหมายระหว่างประเทศนะครับ ๒. ห้ามทําฝ่ายเดียว ซึ่งหมายความว่าต้องเจรจา และตราบใดที่การเจรจานั้นยังไม่สําเร็จเรายังรับไม่ได้หรือเขา ยังรับไม่ได้มันก็ต้องเจรจากันต่อไปนะครับ ผลอีกอันหนึ่งของวรรคที่ ๙๙ ที่กระผม มีความเห็นว่าเราน่าจะลองพิจารณากันดูและเป็นผลที่สําคัญมาก ๆ เลย ก็คือว่าการที่ ศาลบอกว่าถ่ายทอดฝ่ายเดียวไม่ได้ ก็แปลว่าเส้นแผ่นที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ใด ๆ ที่ได้มีการ ถ่ายทอดฝ่ายเดียวต้องตกไปทั้งหมด ในคดีปัจจุบันมีเพียงเส้นเดียวที่เป็นเส้นแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ที่ถ่ายทอด คือเส้นที่ประเทศกัมพูชาอ้างในคดีปัจจุบันที่เป็นเส้นที่ทําให้เกิด ๔.๖ ตารางกิโลเมตร อีกเส้นของเราเส้นมติคณะรัฐมนตรีไม่เกี่ยวอะไรกับแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เราไม่ได้ทําเส้นคณะรัฐมนตรีเพื่อถ่ายทอดเส้น ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เราทําเส้นมติ คณะรัฐมนตรีของเราเพราะเราเชื่อว่ามันตรงกับสันปันน้ําจริงที่ประเทศกัมพูชาต้องการในคดี เก่า นั่นคือสิ่งที่เขาเรียกร้องในขณะนั้นเราก็กั้นให้เขาให้ แต่ไม่เกี่ยวกับเส้น ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ผมคิดว่าประเด็นนี้สําคัญ เพราะว่าเส้นประเทศกัมพูชาเส้นนี้ที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร นี่ต้องตกไปเลย จะต้องไม่เหลือซากให้มากวนใจเราได้อีก และจะต้องชี้แจงอันนี้กับเขาว่า มันหมดไปแล้ว เพราะฉะนั้นในการถ่ายทอดเส้นบริเวณแคบ ๆ บริเวณนี้ประเทศกัมพูชา จะมาเริ่มต้นด้วยเส้นนี้ไม่ได้ อ่านวรรคที่ ๙๙ แล้วผมอ่านอย่างนั้น ที่ปรึกษาอ่านอย่างนั้น จะทําอย่างไรเป็นอีกปัญหาหนึ่งนะครับ
อีกประเด็นที่อยากจะชี้ก็คือว่าการที่ศาลมุ่งมาที่ภูมิศาสตร์ จริง ๆ แล้ว เรามองว่าเป็นประโยชน์กับประเทศไทย เพราะว่าเท่ากับลดบทบาทเส้นแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ แผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ จะเข้ามาได้จํากัดมากเพราะมันจะถูกภูมิศาสตร์บีบ เอาไว้จนเหลือให้แคบที่สุด เพราะฉะนั้นในการเจรจาก็สามารถที่จะพยายามดูว่าที่ศาล หมายความอย่างนี้อยู่ตรงไหน เส้นสัณฐานทางภูมิศาสตร์ที่จะมาใช้อยู่ตรงไหนบ้าง เส้น ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ จะเข้ามานี้จะจํากัดอยู่แค่นั้นเท่านั้น ทีนี้ประเด็นว่าจะถ่ายทอดอย่างไร จะเจรจาอย่างไรนี้นะครับ ก็คงจะหนีไม่พ้น ต้องใช้วิธีการกฎหมายระหว่างประเทศคือการเจรจาโดยสุจริต ซึ่งจะใช้ กลไกใด อะไร อันนี้ผมว่าเป็นอีกประเด็นหนึ่งก็แล้วแต่ความเหมาะสม แต่การเจรจา โดยสุจริตก็จะต้องเริ่มขึ้น แล้วตราบใดที่ยังทําไม่สําเร็จก็ยังคงบอกไม่ได้หรอกครับว่า เส้นจะหน้าตาเป็นอย่างไร และพื้นที่ใครจะเสียหรือไม่เสีย หรือจะได้เป็นอย่างไร เรายัง ไม่อาจที่จะด่วนสรุปได้ในชั้นนี้ สิ่งที่เราวางแผนกับคณะที่ปรึกษาก็คือ ๑. ต้องดูกันภายใน เราเองก่อน วางแผนให้ดีว่าเราจะเข้าพื้นที่อย่างไร เราจะเริ่มเข้าไปเจรจาอย่างไร แล้วจากนั้นกระบวนการเจรจาเริ่มแล้วมันก็จะต้องดําเนินไป ซึ่งจนกว่าจะถึงตรงนั้นคงจะไม่ สามารถจะสรุปได้ แล้วถ้าถามผมหรือที่ปรึกษาวันนี้ว่าเส้นจะหน้าตาเป็นอย่างไร พื้นที่จะออกมาเป็นอย่างไร เราก็ยังตอบไม่ได้จริง ๆ ครับ อาจจะต้องรอจนกระทั่งเรามีท่าทีแล้ว แล้วเราไปเริ่มเจรจาอาจจะสามารถพอที่จะมีสิ่งบ่งชี้ได้
ประเด็นถัดไปที่กระผมอยากจะเรียนก็คือว่าทําไมเส้นมติคณะรัฐมนตรี ของเราถึงตกไป ทําไมศาลถึงไม่รับ ผมขอเรียนเลยว่าไม่มีเหตุผลตรงไหนในนั้นเลยที่บอกว่า เส้นมติคณะรัฐมนตรีของเราพื้นฐานไม่ดี หรือไร้เหตุผล หรือเป็นเส้นตามอําเภอใจ แน่นอน ศาลชี้ว่าเป็นเส้นที่เราทําฝ่ายเดียว แต่ศาลไม่ได้บอกว่ามันไม่ดีตรงไหน เหตุผลที่ตกไปดังที่ กระผมเรียน เป็นเพราะเรื่องเดียวคือพยานหลักฐาน ๒ ชิ้น ซึ่งได้ไปถ่ายมาแล้ว ให้ท่านแล้ว ในพลีดิงส์คือเอกสารประมวลคดีเดิม คือคุณแนท คาร์มาล บอกว่ามีสถานีตํารวจ มีที่ตั้ง ตํารวจอยู่ แล้วทนายฝ่ายไทยก็บอกว่าที่ตั้งตํารวจนั้นอยู่เหนือสันปันน้ําที่ประเทศกัมพูชา ต้องการ ศาลก็สรุปได้ว่าที่ตั้งตํารวจนั้นอยู่เหนือเส้นมติคณะรัฐมนตรี ก็เลยตกไปด้วยประการ ฉะนี้ แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้บอกว่าเส้นนี้มีปัญหาอะไร ตรงไหน อย่างไรก็ดีการที่ศาลชี้ว่า เป็นเส้นที่เราทําฝ่ายเดียวก็เห็นได้ชัดว่าศาลก็มองว่าเส้นนี้มิได้มีการยอมรับ แม้เราจะได้ต่อสู้ว่า กัมพูชายอมรับแล้วแต่ศาลก็ไม่ฟังข้อต่อสู้ของเรา ประเด็นนี้ผมขอเรียนนะครับ แล้วก็ด้วย ความเคารพศาล แล้วเรียนทางวิชาการว่าจริง ๆ แล้วศาลน่าจะรับฟังเรา เพราะข้อต่อสู้หลัก ของเราที่ศาลนะครับ เราสู้ว่าประเทศกัมพูชาไม่เคยร้องเรียนว่าประเทศไทยมิได้ถอนออก จากวิซินิตี การร้องเรียนใด ๆ ของประเทศกัมพูชาไม่ว่าจะเป็นระดับทวิภาคี หรือที่ สหประชาชาติ หรือแม้แต่ที่คณะมนตรีความมั่นคงในปี ๒๕๐๙ ก็มิได้เป็นการขอบังคับคดี ตามข้อ ๙๔ แล้วก็มิได้ร้องเรียนว่าประเทศไทยมิได้ถอน แต่บางครั้งร้องเรียนว่าไทยจะไปเอา ปราสาทคืน หรือร้องเรียนว่ารั้วลวดหนามล้ํา แต่ก็มิได้ดําเนินการ ข้อต่อสู้ทั้งหมดนี้ศาลไม่ฟัง ซึ่งศาลก็สรุปว่าเป็นเส้นที่เราทําขึ้นฝ่ายเดียว เพราะฉะนั้นสถานะในสายตาของศาลก็ไม่มี และยิ่งไม่มีที่ตั้งตํารวจอยู่ในพื้นที่ที่เรากันให้เขาไปก็เลยตกไป แต่จริง ๆ แล้วเส้นมติ คณะรัฐมนตรีนี้ก็เป็นทางเลือก ๑ ใน ๒ เท่านั้นในสมัยโน้นนะครับ ก็อีกทางเลือกหนึ่ง ศาลก็ทราบแล้วก็เห็น ซึ่งเป็นเอกสารหนึ่งในคดี ในการเจรจาเราก็นํามาประกอบได้
ประเด็นถัดไปที่กระผมอยากจะเรียนก็คือว่าคดีนี้เราคงไม่อาจดูได้ด้วยตัวเลข พื้นที่หรืออะไร เพราะในที่สุดตอนนี้เราก็ยังไม่ทราบ แต่สิ่งที่เราน่าจะดูก็คือในทางการต่อสู้ ทางข้อต่อสู้ทางกฎหมาย ศาลได้ให้แก่เรามากหลายประการนะครับ ซึ่งส่งผลในระยะยาว ดีอย่างยิ่ง ประเด็นใหญ่ ๆ ๒ ประเด็นนะครับ ประเด็นแรกผมเรียนไปแล้วคือเส้น ๔.๖ ตารางกิโลเมตร เส้นที่ทําให้เกิด ๔.๖ ตารางกิโลเมตรต้องตกไป เพราะเส้นถ่ายทอดใด ๆ ที่ทําฝ่ายเดียวศาลไม่รับ ต้องตก ต้องทํา ๒ ฝ่ายเท่านั้น อันนี้สําคัญ อีกอันหนึ่งนะครับ ก็คือว่าจุดอ่อนที่มีท่านวุฒิสมาชิก ขอประทานโทษที่เอ่ยนามท่าน ท่านคํานูณบอกว่าจุดอ่อน ของเรามาโดยตลอด อันนี้เป็นความจริง จุดอ่อนบัดนี้เราเชื่อว่ามันตกไปแล้ว ประเทศกัมพูชา อาจจะไม่เห็นนะครับ แต่โดยผลคําพิพากษาชัดเจน อะไรที่ออกนอกพื้นที่นี้ประเทศกัมพูชา ไม่สามารถจะอ้างได้เลย อะไรที่ออกนอกพื้นที่นี้ประเทศกัมพูชาไม่สามารถจะอ้างได้เลยว่าแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เส้นเขตแดนบนนั้นผูกพันเราโดยผลของคําพิพากษาปี ๒๕๐๕ จะผูกพันหรือไม่อันนี้ต้องมา เจรจาจะด้วยเหตุผลอื่นก็แล้วไป แต่สิ่งที่เขาทํามาตลอด ๕๐ ปีที่บอกว่า ศาลตัดสินไปแล้ว เส้นนี้ผูกพันประเทศไทยทั่วไปหมด ไม่ละครับ นับจากนี้ไปจะจํากัดอยู่เฉพาะตรงนี้เท่านั้น และถูกจํากัดอยู่ด้วยขอบภูมิศาสตร์ ด้านทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก ของพรอมอนทอรี ตามที่จะได้เจรจากันต่อไป ออกไปจากนี้ไม่มีครับ และอันนี้แม้แต่ผู้พิพากษาสมทบที่ประเทศ กัมพูชาท่านตั้งเองก็ยืนยันเช่นนั้นอยู่ในวรรคที่ ๑๑ ของความเห็นของท่านผู้พิพากษาสมทบ ของคําแถลงนะครับ ผมคิดว่าแน่นอนมันมีข้อเสียนะครับ แต่ข้อดีมีมากมายหลายประการ นะครับ เรากําลังรวบรวมประเด็นต่าง ๆ ที่เป็นข้อดีเหล่านี้เพื่อเทียบกับข้อเสีย แต่ว่าในแง่ พื้นที่นี้เราเปรียบเทียบไม่ได้แน่นอน เพราะเราไม่ทราบว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไรนะครับ แล้วเรากําลังศึกษาว่าจะเข้าสู่การเจรจาอย่างไรให้ดีที่สุด ในชั้นนี้ผมขออนุญาตอธิบาย แค่นี้ก่อน ขอบคุณครับ
เชิญท่านพิเชษฐ์ครับ เชิญครับ ผมมีคนรอคิวอีก ๓๐ คน ครับ ท่านพิเชษฐ์เสนอเลยครับ ยังไม่ถึงคิวท่านนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมอยากจะหารือท่านประธานสักนิดหนึ่งว่า ท่านผู้อภิปรายเมื่อสักครู่ที่ผ่านไปใช้เวลาอยู่ ๕๓ นาที ท่านประธานครับ ยังเหลือ พรรคประชาธิปัตย์อีก ๑๒ ท่าน รัฐบาล ๕ ท่าน ส.ว. ๑๓ ท่าน รวมเป็น ๓๐ ท่าน ถ้าขืนใช้ เวลาที่ไม่มีข้อจํากัดนี้จะทําให้ไม่สามารถจบสิ้นได้ อยากจะปรึกษาท่านประธานว่าจะให้ ทุกคนได้พูดนี้ ผมคิดว่าน่าจะมีการจํากัดเวลาให้ได้เนื้อหาพอสมควร เพราะว่าถ้าเวลามาก ก็พูดซ้ํามาซ้ําไป อยากจะให้ผู้อภิปรายได้พูดเนื้อหากระชับชัด ๆ นะครับ ผมคิดว่า ๑๐ นาที ก็น่าจะพอสมควรละครับท่านประธาน ผมว่าท่านประธานช่วยวินิจฉัยด้วยครับ
ท่านจุฤทธิ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ เมื่อเช้าที่ผมขอท่านประธานไป ๓ ข้อ หนึ่งในนั้นข้อที่ ๓ เรื่องการให้เวลาในการอภิปรายอย่างเต็มที่ และผมคิดว่า ท่านประธานก็ใช้ดุลยพินิจของท่านประธานควบคุมการประชุมได้นะครับ เพราะสมาชิก หลาย ๆ ท่านได้เตรียมเรื่องนี้มาหลายวัน ที่สําคัญที่สุดครับ รัฐบาลบอกเองว่าต้องการรับฟัง ความเห็นที่หลากหลายของสมาชิก เพราะฉะนั้นผมคิดว่าสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ที่สุด ต่อรัฐบาลและประเทศไทยเอง การให้เวลาสมาชิกในการอภิปรายผมคิดว่าจะดีที่สุดครับ และรัฐบาลจะได้รับฟังความเห็นที่หลากหลาย สําคัญที่สุดของพรรคประชาธิปัตย์นี้ครับ ผมคิดว่าไม่ได้มีแค่ ๑๒ ท่านนั้น เพราะยังมีอีกหลายท่าน แต่ว่าก็ยังไม่ได้มีการส่งรายชื่อไป เมื่อสักครู่ได้คุยกันก็ยังมีอีกหลายท่านที่ประสงค์จะอภิปราย แล้วก็ตอนนี้คือฟังเพื่อนสมาชิกก่อน อย่างน้อย ๆ จะได้ไม่ต้องซ้ําประเด็นกัน ผมก็อยากให้ท่านประธานทําตามข้อตกลง ที่ท่านได้รับปากผมไว้ ได้รับปากกับสภานี้ไว้ว่าทั้ง ๓ ข้อ๑. ถ่ายทอดสด ๒. นายกรัฐมนตรี นั่งฟังการประชุมตลอด ซึ่งตอนนี้ก็ไม่ได้นั่งแล้วนะครับ แล้วข้อที่ ๓ ให้เวลาอภิปรายเต็มที่ ที่สุดเราก็จะโดนตัดไปทีละข้อ ๆ ที่สุดสภานี้ก็ตามมาตรา ๑๗๙ ก็ไม่มีความหมายอะไร ที่สุดรัฐบาลก็ไม่ได้มารับฟังความเห็นของสมาชิกอย่างตรงไปตรงมานะครับ ขอบพระคุณครับ
เดี๋ยวฟังทางท่านปรีชาพลครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา
ประการแรก เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวอ้างถึงข้อเรียกร้องที่ได้หารือ ท่านประธานเมื่อช่วงเช้า ผมต้องกราบเรียนท่านประธานครับ ขณะนี้ท่านนายกรัฐมนตรี อยู่ในสภากําลังฟังการประชุมนะครับ เนื่องจากท่านมีภารกิจหลายอย่าง ท่านไม่ได้ไปไหน เพราะฉะนั้นเพื่อความเข้าใจที่ตรงกันท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ไปไหนนะครับ อยู่ในสภา ร่วมเป็นองค์ประชุมกับพวกเรา
ประการที่ ๒ เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิก ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่าน ส.ส. พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ด้วยความหวังดีได้หารือด้วยความละมุนละม่อมเพื่อที่จะหาทาง วิธีการที่จะเปิดโอกาสให้เพื่อนสมาชิกทั้งสมาชิกสภาผู้ราษฎรและ ส.ว. ได้ใช้สิทธิอย่างเต็มที่ ในการอภิปราย แต่การอภิปรายเมื่อช่วงเช้าจนถึงปัจจุบันนี้มีเพื่อนสมาชิกอภิปรายไปได้ ไม่กี่ท่าน แล้วแต่ละท่านนั้นก็ใช้เวลามากพอสมควร พวกกระผมเองก็พยายามจะบอกนะครับ เพื่อนสมาชิกหลายท่านก็จะประท้วง ผมก็บอกว่าให้ท่านได้อภิปรายเถอะ ถึงแม้ว่าจะมี การพูดซึ่งอาจจะมีการทําผิดข้อบังคับ แต่ก็ปล่อยไปนะครับ ฉะนั้นท่านประธานครับ ก็เป็น ข้อหารือที่น่าสนใจครับท่านประธาน ก็อยากให้ท่านประธานได้พิจารณาครับว่าเนื่องจาก มีผู้ประสงค์จะอภิปรายหลายท่าน ถ้าเป็นการกําหนดเวลา อย่างน้อยก็มีขอบเขตในการ อภิปรายนะครับ แล้วก็กระชับเพื่อให้วันนี้ท่านผู้มาชี้แจงทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการ ประจํานั้นก็มาฟังเป็นเวลาพอสมควรนะครับ แล้วก็คิดว่าพวกท่านจะอยู่กับพวกเราต่อไป ขออนุญาตหารือท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณครับ
เดี๋ยวผมจะปรึกษาที่ประชุม คุณหมอสุกิจครับ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ท่านประธานครับ มีหนังสือของท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ไม่ทราบฝ่ายโน้นได้อ่านหรือเปล่า ด้วยคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นว่าคําพิพากษา ของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีปราสาทพระวิหาร เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ เป็นเรื่องที่มีความสําคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน แล้วต่อจากนี้นะครับ ท่านประธานฟังให้ดีครับ สมควรที่จะได้มีการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ จึงมีมติ ให้มีการรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา เห็นไหมครับ ว่าเขียนมาว่าอย่างไร ให้มีการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ แล้วจะมากําหนดเวลา ได้อย่างไรครับ พูดเรื่องนี้มันไม่ใช่พูดง่ายนะครับ แต่ละคนที่ขึ้นมาพูดนี้ต้องเท้าความไป ต้องอธิบายรายละเอียด ไม่อย่างนั้นแล้วคําอภิปรายมันจะไม่สมบูรณ์นะครับ แล้วมันจะ บันทึกไว้ในสภาด้วย เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าไม่ควรกําหนดเวลาครับ การกําหนดเวลานี้ ผมบอกจริง ๆ นะครับ มันทําลายสมาธิมากเลยครับ ทําให้สิ่งที่เราจะพูดออกไปบางที มันเขวหมดเลยครับเมื่อเห็นนาฬิกามันเดินถอยหลัง
ท่านประธานครับ อีกประเด็นหนึ่งก็คือถ้ามีผู้อภิปรายค้างอยู่เยอะ ขนาดนี้นะครับ เราจะรีบไปทําไมครับ เราก็เลื่อนไปพิจารณาวันข้างหน้าก็ได้ แล้วเราก็มีการ ตกลงกันแล้วว่าวันนี้จะอภิปรายกันแค่ ๑๘.๐๐ นาฬิกา หกโมงเย็น ตอนนี้หกโมงกว่า แล้วครับ ฉะนั้นผมว่าถ้าจะให้การอภิปรายได้มีความละเอียดรอบคอบอย่างที่ ท่านนายกรัฐมนตรีต้องการ ท่านประธานท่านเลื่อนไปก่อนไหมครับ วันไหนก็ได้ พวกผม พร้อมครับ
เชิญคุณหมอเชิดชัยครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ต่อข้อหารือของท่านพิเชษฐ์นะครับ ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เท่าที่ผมนั่งฟังอยู่ มีท่านสมาชิกคนล่าสุดที่เป็น ส.ว. พูดไปเกือบชั่วโมงหนึ่งนะครับ แล้วก็ฟังคนอื่น ๆ สรุปได้ ความอย่างนี้นะครับ อันที่ ๑ พูดนอกเรื่อง ก็คือไปพูด มาตรา ๑๙๐ ซึ่งมันผ่านไปแล้ว อันที่ ๒ พูดวกวน ซ้ําซาก สาเหตุเพราะอะไรครับ เป็นเพราะว่าไม่ได้มีความเข้าใจ ไม่ทําการบ้านมาก่อน มันมีนิดเดียวท่านประธานครับ ก็คือบริเวณพื้นที่ที่เป็นปัญหานี่ละครับว่าตกลงจะเสียเท่าไร แล้วผมลองไปอ่าน ข้อ ๗๘ แม้กระทั่งเขมรเองบอกว่าเป็นพื้นที่เวรี่ สมอล อินดีด (Very small indeed) ด้วยนะครับ ซึ่งอาจจะน้อยกว่าครึ่งไมล์หรือน้อยกว่านั้น แล้วก็มีแนว ธรรมชาติที่กําหนดขอบเขตไว้อยู่แล้ว ซึ่งก็ตรงกับรั้วที่เคยทํานั่นละครับ ผมเปิดดูแผนที่ นะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการกําหนดเวลานี่เหมาะสมแล้ว ผมอยากทราบว่าจริง ๆ โดยเฉพาะทางกระทรวงการต่างประเทศที่มีข้อมูลครบและรู้เรื่องจริงนี้นะครับ จะได้มาให้คํา ชี้แจงต่อสมาชิกว่ามันเป็นอย่างไร ที่ท่านเข้าใจผิดมานี่เพราะอะไร คือมันมากหมอ มากความครับ เอาสั้น ๆ แล้วให้เขาชี้แจงดีกว่าครับ ขอบคุณครับท่านประธาน เห็นด้วยนะครับ กําหนดเวลาครับ
เดี๋ยวครับ ฟังเสียงท่านสุรศักดิ์ หน่อยครับ
(พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภาภาควิชาชีพ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ฟังเสียงท่านสุรศักดิ์หน่อยครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตประท้วงท่านประธานในข้อบังคับ ข้อ ๕ (๓) การควบคุม การประชุม ผู้ที่มาประท้วงสมาชิกวุฒิสภาเมื่อสักครู่นี้ให้ข้อมูลพาดพิงท่าน ส.ว. คํานูณ ท่านได้อภิปราย ๑ ชั่วโมงมีประโยชน์ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นขอให้ท่านประธานได้ กรุณาวินิจฉัยด้วย
เอาอย่างนี้ได้ไหมครับ ท่านคํานูณพาดพิง เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงนะครับ ท่านจะวิจารณ์ผมว่าใช้เวลามากหรือไม่มีข้อมูลอะไร อย่างไรก็อยู่ที่ปัญญาของท่านนะครับ ผมไม่วิจารณ์ตอบโต้ด้วย แต่ผมขอกราบเรียนว่า ผมอภิปรายด้วยเจตนาบริสุทธิ์ต่อรัฐบาล แม้ว่าผมจะไม่ชอบรัฐบาล ถ้าผมไม่อภิปราย ปล่อยให้รัฐบาลทําไปทุกอย่าง อยากทําอะไรก็ทําไปก็ไม่จําเป็นต้องพูดหรอกครับ แต่ที่สําคัญ ครับท่านประธาน ท่านประธานรัฐสภาเป็นผู้ควบคุมการประชุมเอง ถ้าท่านเห็นว่า ผมนอกเรื่อง ผมวกวน ท่านก็ชอบที่จะใช้อํานาจของท่านเองนะครับ กราบขอบพระคุณครับ
เอาอย่างนี้ได้ไหม เพราะผมเชื่อว่าถึงผมกําหนดเวลาไปก็มีหลายท่านที่อภิปรายเกินเวลา ถูกไหมครับ เพราะฉะนั้นถ้าผมกําหนดเวลาท่านไหนที่ไม่ได้พูดเยอะ พูดในเวลาก็ให้พูดตามเวลา ผมเชื่อว่าถ้าใช้เวลาคนละ ๑๒ นาที ขณะนี้เหลือ ๓๐ คน จะเลิกประมาณเที่ยงคืนครึ่ง ถ้าคนละ ๑๒ นาทีได้ไหม ถ้าเกิดผมกําหนดเวลาไปก่อน แล้วก็ท่านไหนจะใช้เวลาเกิน ผมจะพิจารณา ผมก็อยากจะฟัง เพราะว่าอย่างท่านอลงกรณ์ผมรู้อยู่แล้วว่าท่านก็มีความรู้ ที่เยอะนะครับ แต่บางท่านนั้นอาจจะพูดได้ไม่เยอะ ผมขออย่างนี้ได้ไหมครับ พบกันครึ่งทาง เพื่อจะได้รู้เป้าหมายว่าสุดท้ายแล้วเราจะเลิกสักกี่โมง ผมอาจจะเลิกตีสอง ตีสาม ผมขอไปอย่างนี้ก่อนนะครับ เดี๋ยวผมขอแจ้งให้ทราบด้วย เนื่องจากว่าในคืนนี้เดี๋ยวพอถึง ๒ ทุ่มถึง ๒ ทุ่มครึ่ง สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง ๑๑ จะถ่ายทอดข่าวพระราชสํานัก แล้วจาก ๒ ทุ่มครึ่งถึง ๔ ทุ่มครึ่งจะถ่ายทอดสดรายการพิเศษคนไทยส่งกําลังใจช่วยเหลือ ประเทศฟิลิปปินส์นะครับ ก็จะมี ๒ รายการ แล้วจะกลับมาถ่ายทอดอีกคือ ๔ ทุ่มครึ่งไปแล้ว นี่เพิ่งจะ ๖ โมงจะไปเลื่อนได้อย่างไรครับ ผมขอตั้งเวลาไปก่อนนะครับ แล้วคนไหนจะเกิน ผมไม่ว่าอะไร เพราะฉะนั้นผมขออ่านคิวนะครับ ต่อไปท่านสมบัติ ศรีสุรินทร์ ท่านรุ่งโรจน์ ทองศรี แล้วก็อาจารย์เจริญ ภักดีวานิช ท่านตั้งเวลาให้ผมหน่อยนะครับ เชิญทางวิปครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นริศ ขํานุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทางรัฐบาลขอเข้ามาเพื่อที่จะรับฟัง เพื่อนสมาชิกแล้วก็มากําหนดเวลานี่มันไม่เป็นเหตุเป็นผลเลยนะครับ ผมคิดว่าให้เขา ได้อภิปรายให้หมดถ้อยกระบวนความ ให้รัฐบาลได้รับฟัง นี่เป็นเรื่องที่ ๑ เรื่องที่ ๒ เมื่อสักครู่ พวกผมได้ตกลงกับทางวิปรัฐบาลว่าอย่างไรก็ไม่จบในคืนนี้ครับ ถ้าอภิปรายให้สัก ๔ ทุ่ม ในมาตรฐานการอภิปรายที่พอมีประสิทธิภาพก็ตกลงกันว่าสัก ๖ โมงนะครับ แล้วก็พอมาถึง ๖ โมงขณะนี้ก็จะขยายเวลาออกไป ในขณะที่ไม่จบนี่คิดว่าวันหน้าก็ไปกําหนดวันได้ว่าจะเอา กลับเข้ามาในวันไหนเพื่อที่จะรัฐบาลได้รับฟังได้ครบถ้วนกระบวนความ ให้ได้ครบเนื้อหา ครอบคลุมทุกเรื่อง ทุกด้าน ผมฟังก็เป็นประโยชน์มากนะครับ ทั้งท่าน ส.ว. อภิปราย ทั้งทุกฝ่ายอภิปรายวันนี้เป็นประโยชน์ และผมคิดว่ารัฐบาลขอเข้ามา ถ้ารัฐบาลไม่คิดจะ สร้างภาพว่ารัฐบาลเป็นคนรับฟังความเห็นจากเพื่อนสมาชิก แต่ถ้าสมมุติว่าเปิดขึ้นมา แล้วก็ปิดพวกเราขนาดนี้ผมคิดว่ารัฐบาลเปิดขึ้นมาเพื่อสร้างภาพเท่านั้นเอง ผมอยากให้เลื่อน การพิจารณาไปในอาทิตย์ถัดไปครับ ท่านประธานครับ
ฟังท่านสิงห์ชัยหน่อยครับ ฝั่ง ส.ว. ท่านจ่าประสิทธิ์เดี๋ยวครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ส.ว. จากจังหวัดอุทัยธานี สิงห์ชัย ทุ่งทอง ท่านประธานครับ จริง ๆ เราเสียเวลา อย่างนี้ครับ ผมว่าท่านปล่อยให้อภิปรายไปเถอะครับ ท่านวินิจฉัยได้ เพราะถ้าเกิดใครพูดซ้ํา หรือว่าประเด็นอะไรท่านก็วินิจฉัยท่านต้องกล้า ๆ หน่อย ผมว่าวันนี้เราให้เลยไปเลยครับ เที่ยงคืน หรือตีสองก็ได้ ผมว่าเรื่องแบบนี้มันต้องปะติดปะต่อ และขณะนี้มันก็มีความสับสน ของพี่น้องประชาชนด้วย ผมยังคิดว่าท่านปล่อยให้อภิปรายไปเถอะครับ เมื่อสักครู่ ผมพูดเองว่าวันนี้ท่านปล่อยให้ฟรีไปเลยนะครับ เพราะมันจะต่อเนื่อง แล้วผมก็เห็นใจ ท่านที่มาจากกระทรวงต่างประเทศ โดยเฉพาะท่านทูตลงเครื่องเมื่อเช้าก็มาถึงนี่ ผมว่า บางจังหวะท่านก็ยังไม่จําเป็นต้องตอบก็ได้ ท่านรวบทีเดียวแล้วตอบ แต่วันนี้ผมอยากให้ ต่อเนื่อง เอาเลยครับ จริง ๆ ไม่มีปัญหาครับ ผมว่าไม่เป็นไร เราทําหน้าที่อธิบายความ ให้ประชาชน ใครพูดถูกต้องท่านก็เข้าใจ ถ้าไม่ถูกต้องประชาชนเข้าใจเลยครับ แต่อย่าไป เรื่อยขณะนี้มันมีความขัดแย้งมากมาย แล้วผมสนใจ ผมนั่งตลอดเลยนะครับวันนี้ เป็นครั้งแรก นะครับผมสนใจมากแล้วนั่งฟังตลอด มีประโยชน์มากครับ ขอให้ท่านประธานวินิจฉัยเองว่า ใครพูดดูแล้วมันวนไปวนมาท่านก็กล้า ๆ หน่อยเท่านั้นเอง ขอบพระคุณครับ
หารือมานี่ถ้าพูดก็จบไป คนหนึ่งแล้วครับ ท่านกษิตครับ เอาท่านกษิตคนสุดท้ายแล้วผมจะดําเนินการต่อแล้วครับ
ได้ครับ ท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ บัญชีรายชื่อในฐานะสมาชิกรัฐภา คือผมคิดว่าการมาปรากฏตัว ของรัฐบาลพร้อมด้วยข้าราชการจากกระทรวงการต่างประเทศนี่ท่านมาไม่ครบ ไม่พร้อม นะครับ เพราะว่าตัวคําตัดสินคําพิพากษาของศาลโลกเป็นภาษาอังกฤษยังไม่ได้แปลเป็น ภาษาไทย แล้วก็อีกประเด็นที่สําคัญคือผมไม่เห็นผู้แทนจากกระทรวงกลาโหม โดยเฉพาะ กรมแผนที่ กองบัญชาการทหารสูงสุดนะท่านครับ เพราะว่าโดยเฉพาะตัวปลัดกระทรวง คนปัจจุบันก็เป็นเจ้ากรมแผนที่ แล้วที่เราพูดกันเกี่ยวกับคําว่าพรอมอนทอรีทิศเหนือ ทิศตะวันออกอะไร ทําไมไม่มีแผนที่ครับ มันจะต้องมีพร้อมด้วยแผนที่พวกเราจะได้มี ความเข้าใจว่าอย่างน้อยจะได้มีความรู้สึกว่ามันมากน้อยแค่ไหน ถึงแม้ว่าทางฝ่ายเขมร ไม่สามารถจะมาฮุบ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรได้ แล้วในขณะเดียวกันจะมาบอกว่าศาล ให้คําพิพากษาอย่างไรที่ท่านทูตวีรชัยได้กรุณาอธิบาย แต่อยากจะรู้ความรู้สึกเบื้องต้น ของรัฐบาลครับว่าเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย อะไรเป็นอย่างไร เราก็จะได้มีปฏิกิริยาได้ แล้วถ้าเผื่อ มันจะเป็นจุดบอด จุดอ่อนของรัฐบาล ก็รักชาติกันทั้งนั้นก็จะได้มาไปช่วยกันคิดช่วยกันทํา ว่าจะรับมติของศาลโลกไหม หรือจะไม่รับด้วยเหตุผลอันใด ถ้าเผื่อมีความจริงใจในการที่จะ ร่วมมือกันทําอย่ารีบร้อนครับท่านประธาน ความรีบร้อนตัดบทแล้วก็ทําท่ารําคาญบอกฟัง ไม่รู้เรื่อง วกวนอะไรพวกนี้หาเรื่องชวนทะเลาะครับ เราทะเลาะกันมามากแล้ว อย่าเอาเรื่อง ปราสาทพระวิหารมาฆ่าฟันกันอีกในประเทศไทยแล้วก็ในสภานี้ ขอบคุณครับ
เอาอย่างนี้เดี๋ยวเจ้าหน้าที่ ตั้งเวลาเดินหน้าไปเรื่อยผมจะให้อภิปรายนะครับ เอาผมจัดลําดับนะครับ ท่านสมบัติ ศรีสุรินทร์ ท่านรุ่งโรจน์ ทองศรี อาจารย์เจริญ ภักดีวานิช เวลาตั้งไว้นะครับ บางทีท่านดูว่า เวลามันเยอะแล้วท่านก็จะได้เผื่อคนอื่นบ้างนะครับ มีอะไรอีกครับ ท่านปรีชาพลครับ เสียเวลาไปครึ่งชั่วโมงแล้วครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกรัฐสภา หากไม่ชี้แจงเดี๋ยวจะเกิด ความเสียหายและเกิดความเข้าใจผิดสําหรับพี่น้องประชาชนที่ฟังการถ่ายทอดสดอยู่เมื่อ สักครู่นี้มีเพื่อนสมาชิกจากอีกฝั่งหนึ่งบอกว่ามีข้อตกลงว่าวิปรัฐบาลบอกเลิก ๖ โมงเย็น ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่ประการใด นั่นคือประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ ก็คือเมื่อสักครู่ ท่าน ส.ว. สิงห์ชัย ทุ่งทอง ก็ได้นําเรียนท่านประธานไปแล้วนะครับ ขอให้ท่านได้ใช้ข้อบังคับ อย่างเคร่งครัดเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาของสภาแห่งนี้ครับ กราบขอบพระคุณครับ
อย่างนี้ครับ ผมจัดคิวมา จนถึงเที่ยงคืนนะครับ เพราะฉะนั้นท่านอภิปรายเลยครับ ท่านไม่ต้องหรอกครับ ท่านต่อไป ท่านสมบัตินะครับ ท่านมันเสียเวลามากเลยนะครับ เอาเชิญท่านนริศครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม นริศ ขํานุรักษ์ ส.ส. พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่นี้ เพื่อนสมาชิกได้พาดพิงว่าผมพูดไม่จริงเรื่องข้อตกลง เมื่อสักครู่ผมได้ตกลงกับประธานวิปครับ คนที่ขึ้นมาพาดพิงนี่เป็นเลขานุการวิป แล้วก็ทางฝั่งผมก็มีทั้งประธานวิปฝ่ายค้าน มีทั้ง คุณหมอสุกิจ มีทั้งหลายท่านได้ตกลงกันว่า ๖ โมงจะเลิกนะครับ แล้วท่านก็รับปากนะครับ ส่วนจะเป็นอย่างไรผมยืนยันครับว่ามีการตกลงไว้เช่นนี้จริงครับ
ท่านประธานวิป เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอํานวย คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กราบเรียนว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อช่วงก่อน ๖ โมง นะครับ ผมก็ได้คุยกับท่านนริศจริง มีการหารือว่าจะขอจบแค่ ๖ โมง ดังนั้นผมก็ประสานดูว่า รายชื่อยังมีผู้อภิปรายอีก ๓๐ ท่าน ผมก็ไปบอกทางซีกฝ่ายค้านว่ายังมีผู้อภิปรายอีก ๓๐ ท่าน รัฐบาล ๕ ท่าน ส.ว. ๑๓ ท่าน แล้วก็ช่วงปลายพรรคประชาธิปัตย์ ๑๒ ท่าน รวมเป็น ๓๐ ท่าน ผมอยากจะขอให้อภิปรายในคืนนี้นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าน ส.ว. ก็ยังมีอีกหลายท่านที่อภิปรายนะครับ ซึ่งผมได้ประสานงานอยู่ ดังนั้นผมก็อยากให้ ท่านประธานได้ดําเนินการต่อไปเลยครับ
เอาท่านถนอมอีกคนครับ ผมเห็นยกมือนานแล้วครับ
ท่านประธานที่เคารพ ถนอม ส่งเสริม สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดอุบลราชธานี ผมอยากจะถามท่านประธานว่าตกลง ท่านจะเอาอย่างไรกันแน่ จะทั้งคืนหรือจะถึงตีสี่ หรือจะ ๖ โมง มันยังไม่มีคําตอบเลยครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่ยื่นอภิปรายไว้ในลําดับที่ ๑๐ ของ ส.ว. นี่เพิ่งได้แค่ ๔ คน แล้วจะเอากันอย่างไร ถ้าหากว่าแต่ละท่าน ๆ ก็พูด ผมก็เข้าใจละครับท่านก็พูดไปตามที่ท่านได้เตรียมมา แต่บางทีก็ อยากจะกราบเรียนว่าก็ช่วยแบ่งเวลาให้คนอื่นตามความเหมาะสมด้วย มันก็เหนื่อยด้วยกัน ทุกคนละครับ ไม่ได้แตกต่างกันเท่าไร ผมอยากให้ท่านตัดสินจะเอาอย่างไรก็เอาครับ
ผมตัดสินไปแล้วนะครับว่า วันนี้ผมจัดคิว ผมบอกแต่เช้าแล้วว่าผมคิวดึก เมื่อวานถึงนอนมา ๑๐ ชั่วโมง เพราะฉะนั้น เอาอย่างนี้เดี๋ยวผมจะให้ท่านอภิปรายไปเรื่อย โดยที่จะให้เวลาเดินไปด้วย เชิญท่านสมบัติครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม สมบัติ ศรีสุรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิก รัฐสภานะครับ ผมก็จะพยายามใช้เวลาให้กระชับ ไม่วกวนนะครับ เพราะเมื่อวันก่อนฟังคํา พิพากษาของศาลตั้งแต่ ๔ โมงถึง ๕ โมงก็วกวนไปมากว่าจะสรุปความได้ กว่าจะโล่งใจ ก็เป็นเวลา ๑ ชั่วโมงเศษ ๆ วันนี้พวกเราก็คงจะใช้เวลากันพอสมควร ซึ่งผมเข้าใจว่าที่รัฐบาล ได้เรียกประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกรัฐสภาตามมาตรา ๑๗๙ ก็เพราะว่า อยากจะฟังความเห็นของพวกเราซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็วุฒิสมาชิก ต่อความรู้สึกของพี่น้องประชาชนอันเนื่องมาจากการพิพากษาของศาลเมื่อวันที่ ๑๑ ซึ่งก็ต้อง เรียนตรง ๆ ครับว่าพวกเราไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือแม้กระทั่งประชาชนทั่วไป หลายวันมานี้พวกเรานอนไม่ค่อยจะหลับ เรากังวลกันมาก แล้วเรากังวลกันมาหลายปีแล้วเรื่องเกี่ยวกับการต่อสู้คดีในเรื่องศาลโลกเกี่ยวกับคดี เขาพระวิหารนี่นะครับ จนกระทั่งประมาณวันที่ ๘ วันที่ ๙ อย่างผมมาจากจังหวัดสุรินทร์ ในบริเวณจังหวัดสุรินทร์นั้นได้มีการเตรียมพร้อมที่จะอพยพผู้คนไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัย ส่วนทางประเทศกัมพูชานั้นก็มีการเตรียมพร้อมเหมือนกัน ส่วนทางฝ่ายทหารของเรา ก็เตรียมพร้อม ทางฝ่ายทหารของเขาก็เตรียมพร้อม ฉะนั้นก็อยู่ในความระทึกใจพอสมควร จนกระทั่งศาลได้อ่านคําพิพากษา เมื่อเวลา ๐๔.๐๐ นาฬิกาของเมื่อวันที่ ๑๑ ครับ อย่างผมเองก็นั่งฟังคําพิพากษาร่วมกับพี่น้องประชาชน การพิพากษาของศาลท่านก็อ้างอิง ในเรื่องต่าง ๆ วกไปวนมาพวกเราบางทีก็ดีใจ บางทีก็ตกใจ เพราะว่าอิงบางทีท่านก็อ้างเรื่อง นั้นก็เป็นประโยชน์กับเรา บางทีท่านอ้างเรื่องนี้ เราก็กลัวว่าเราจะเสียผลประโยชน์ แต่ในที่สุดครับเมื่อศาลอ่านคําพิพากษานั้น ผมก็ต้องเรียนต่อทางท่านประธานตรง ๆ ว่า เมื่อท่านอ่านคําพิพากษาเสร็จผมโล่งใจ แล้วคนไทยทั้งประเทศก็โล่งใจ โดยเฉพาะ พี่น้องประชาชนที่อยู่ตามชายแดนนั้นดีใจครับ ไม่ใช่โล่งใจอย่างเดียว ดีใจแล้วก็รู้สึกเสมือนกับว่าความสงบสุขก็จะกลับมาถึงแล้ว เพราะศาลได้ตัดสินชี้ขาด ยืนยันว่า เขาพระวิหารก็เป็นของประเทศกัมพูชา แต่ศาลได้ตัดสินให้ชัดเจนยิ่งขึ้นไปว่าพื้นที่เขา พระวิหารนั้นเป็นไปตามวิซินนิที ตามพรอมอนทอรี แล้วก็อธิบายอยู่ในวรรค ๙๘ ซึ่งถ้าพวก เราอ่านตามวรรค ๙๘ ชัดเจนแล้วเราก็รู้ว่ามันก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปตกลงทําความเข้าใจกัน ระหว่างทั้ง ๒ ประเทศอย่างมีความจริงใจต่อกัน ไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่ มันจะต้องเป็นประโยชน์ระยะยาวต่อทั้ง ๒ ประเทศแน่นอนที่สุดครับ อันนี้ทําให้ พี่น้องประชาชนทั้ง ๒ ประเทศ ๒ ฝั่งชายแดนก็เกิดความโล่งใจครับว่ารัฐบาลไทยกับรัฐบาล กัมพูชา เราสามารถพูดคุยกันได้อย่างเต็มที่ด้วยความเป็นมิตรที่ดีต่อกัน แล้วก็วิซินนิที และ พรอมอนทอรีที่พวกเราพูดถึงกันมันก็เป็นพื้นที่ที่สามารถพิจารณาได้โดยหลักภูมิศาสตร์ โดยการตั้งคณะกรรมการเจซีหรือคณะผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูพื้นที่ตรงนั้นให้ชัดเจน แต่การจะดูหรือจะพูดอะไรกันต่อไปอย่างไรนั้นผมก็เชื่อว่าต่อแต่นี้ไปก็เป็นการพูดจากัน ฉันมิตร ฉันประเทศเพื่อนบ้านที่จะต้องอยู่คู่กันตลอดไปครับ ฉะนั้นวันนี้สิ่งที่พวกเราต้อง ยืนยันกันก่อนก็คือว่าความหนักใจที่พวกเรามีมาตั้งแต่ต้นเราไม่ได้หนักใจเรื่องว่าเราจะต้อง เสียเขาพระวิหาร เพราะเขาพระวิหารนั้นก็ไม่ใช่ของประเทศไทยมาตั้งแต่นานแล้ว เราไม่ได้ สร้างเขาพระวิหารครับ ถึงแม้ว่าเราจะครอบครองดินแดนนั้นมาเป็นเวลานานก็ตาม แต่ในที่สุดเมื่อประเทศกัมพูชาได้ฟ้องต่อศาลโลกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๕ นั้น แล้วศาลโลก พิพากษาว่าปราสาทพระวิหารซึ่งอยู่บนเขานั้นเป็นพื้นที่ของประเทศกัมพูชา พวกเราเสียใจ ครับ ทุกคนเสียใจหมด เพราะเราคิดว่าดินแดนที่เราครอบครองอยู่นั้นก็ต้องเป็นดินแดนของ ประเทศไทย แต่เมื่อเราแพ้คดีต่อศาลโลกเราก็ต้องเคารพ วันนั้นเราก็ได้ทําตามในสิ่งที่ เราคิดว่าดีที่สุดก็คือได้ล้อมรั้วเอาไว้แล้วก็บอกว่า พื้นที่ที่เป็นพื้นที่ของเขาพระวิหารนั้นก็อยู่ ตามเส้นแบ่งดินแดนตามมติ ครม. ที่ได้ล้อมรั้วเอาไว้ เหตุการณ์ก็อยู่กันมาเช่นนั้น อาจจะเป็น เพราะว่าประเทศกัมพูชายังตั้งหลักไม่ได้ ยังมีการต่อสู้แย่งชิงอํานาจ ยังมีความไม่สงบเกิดขึ้นอยู่ หลาย ๆ อย่างในประเทศเขาครับ แต่ว่าคําพิพากษาของศาลโลกนั้นก็เป็นที่ยุติตั้งแต่ต้นแล้วว่า ปราสาทพระวิหารนั้นอยู่ในเขตของประเทศกัมพูชา วันนี้ศาลได้พิพากษาอีกครั้งหนึ่ง เป็นการตีความอีกครั้งหนึ่งตามคําขอร้องของประเทศกัมพูชาเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๕๔ เพื่อจะตีความให้ครอบคลุมไปถึงพื้นที่อันเนื่องมาจากพื้นที่ที่อยู่ในแผนที่ตามมาตรา ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ อยู่ในแอนเน็กซ์ที่ ๑ นะครับ ความวิตกกังวลของคนไทยทุกคนนะครับ มันไม่ได้อยู่ในความที่ว่าเราจะเอาเขาพระวิหารคืนกลับมาได้หรือไม่ แต่ความวิตกที่แท้จริง ของพวกเราก็คือว่าเขาจะผนวก ศาลจะยึดเอาว่าปราสาทพระวิหารนั้นอยู่ในเขตประเทศ กัมพูชา โดยยึดถือเอาแผนที่ตามมาตรา ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เพราะว่าถ้าทําเช่นนั้นจริง ๆ แล้ว มันก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงพื้นที่อาณาเขตบริเวณชายแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศ กัมพูชาเป็นบริเวณกว้าง ไม่ใช่เฉพาะเจาะจงแต่ตรงบริเวณพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรเท่านั้น มันจึงจะถึงบริเวณอื่น ๆ ไปอีกเป็นจํานวนมากนะครับ แล้วมันก็จะมีข้อพิพาทระหว่าง ประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาอีกต่อไปไม่รู้จักจบครับ วันนี้ผมก็ต้องเรียนว่าเมื่อฟัง คําพิพากษาแล้วพวกเราโล่งใจ เพราะเรามั่นใจว่าเรากับคนกัมพูชานั้นสามารถพูดคุยกันได้ อย่างสันติวิธีโดยตลอดครับ ท่านครับ ข้อที่สําคัญก็คือว่าศาลได้บอกว่าขอให้ประเทศไทย ถอนทหารออกไปจากบริเวณวิซินนิที หรือตรงที่เราเรียกว่าชะง่อนผานั้น ซึ่งเราก็แน่ใจครับ ว่าการถอนทหารออกไปนั้นมันก็จะต้องถอนออกไปตอนที่พวกเราพร้อม ก็คือฝ่ายกองกําลัง ของไทยและกองกําลังกัมพูชาก็จะต้องเจรจาร่วมกัน แล้วก็รอฟังเสียงจากรัฐบาลว่าจะเจรจา กันเมื่อไร อย่างไร แล้วเราคงจะถอนทหารออกไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งก็ไม่มีปัญหาครับ เพราะว่า โดยข้อเท็จจริงนั้นทหารไทยกับทหารกัมพูชานั้นมีความใกล้ชิดสนิทสนมกันดี กลางคืนบางที ก็นอนอยู่ด้วยกันก็มีนะครับ นอนข้ามเต็นท์ไปข้ามเต็นท์มา แล้วก็มีการพบปะสังสรรค์กัน บ่อย ๆ ก่อนจะถึงวันที่ ๑๑ เพื่อความมั่นใจกองทัพภาค ๒ ไทยกับกองทัพภาค ๔ ของกัมพูชาก็ยังมาจับมือกันบอกว่า ถึงแม้ว่าศาลโลกจะว่าอย่างไร แต่ทหารเราเป็นพี่น้องกัน เราก็จะไม่รบกัน ฉะนั้นถึงแม้ว่า ศาลจะบอกว่าให้เราถอนทหารออก แต่ว่าเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องกันได้ว่าทหารไทย และทหารกัมพูชาคงจะถอนออกจากพื้นที่ที่เป็นบริเวณวิซินนิทีของปราสาทพระวิหาร ก็ต่อเมื่อรัฐบาลทั้ง ๒ ฝ่ายได้เริ่มพูดคุยกันแล้ว ได้เริ่มตกลงกันแล้ว ที่จะดําเนินการในสิ่งที่ เป็นประโยชน์ต่อทั้ง ๒ ประเทศต่อไปครับ ท่านประธานครับ ที่ผมพูดวันนี้ผมอยากจะได้ แสดงความรู้สึกอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนจังหวัดสุรินทร์และคนในประเทศไทยหลาย คนฝากผมมาครับ ขออนุญาตขอบพระคุณท่านหัวหน้าคณะต่อสู้คดี ท่านทูตวีรชัย พลาศรัย ตัวผมเองนั้นผมได้พบท่านเมื่อประมาณ ๒ ปีเศษ ๆ เมื่อตอนที่คณะกรรมาธิการ การต่างประเทศได้ไปเยี่ยมที่ทําเนียบของท่าน และท่านก็ได้กรุณาเลี้ยงอาหารกลางวัน พร้อมทั้งอธิบายสรุปว่าแนวทางการดําเนินงานที่ท่านได้เตรียมเอาไว้นั้นเป็นอย่างไร วันนั้นที่คณะกรรมาธิการการต่างประเทศไปพวกเราก็มีความรู้สึกและเราก็กระซิบกระซาบ กันอยู่พอสมควร บอกว่าท่านทูตท่านนี้มีความตั้งใจและเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าจะสามารถ ทําตัวให้เป็นประโยชน์กับประเทศได้ วันนั้นท่านกลัวอย่างเดียว กลัวว่าการเมืองระหว่าง ทั้ง ๒ พรรคที่เป็นพรรคฝ่ายรัฐบาลและเป็นพรรคฝ่ายค้านจะไม่ให้โอกาสท่านทํางาน ท่านกลัวว่าการต่อสู้ทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์แล้วก็พรรคเพื่อไทยอาจจะทําให้ การต่อสู้ในเวทีโลกในเรื่องบริเวณพื้นที่เขาพระวิหารที่กําลังต่อสู้กันอยู่นั้นอาจจะสะดุด และอาจจะเสียประโยชน์ของประเทศชาติได้ สิ่งที่เกิดขึ้นมาก็คือว่ารัฐบาลนี้ โดยท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านสุรพงษ์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน เพราะว่าไม่ได้เสียหาย ท่านก็ไม่ได้ก้าวก่าย ท่านก็ปล่อยให้คณะทํางานของกระทรวง การต่างประเทศ รวมทั้งท่านทูต รวมทั้งคณะที่ปรึกษา ทนายความต่าง ๆ ได้ทํางาน อย่างเต็มที่ แล้วก็ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ จนผลที่ปรากฏขึ้นนี้ถือว่าเป็นชัยชนะ ของภูมิภาคนี้ เพราะนับตั้งแต่มีการพิพากษาเกิดขึ้นทางฝ่ายไทยก็โล่งใจ ดีใจ ทางฝ่ายประเทศกัมพูชา ผมก็ไม่ได้ยินเสียงข้างเขาบ่นอะไร เพราะต่างคนก็ต่างรู้ว่าตัวเองได้สมใจ กัมพูชาได้ ปราสาทพระวิหาร พร้อมทั้งพื้นที่บริเวณที่ตั้งเขาพระวิหารเป็นของเขาแน่ ๆ ส่วนของ ข้างไทยเราก็ดีใจว่าบริเวณพื้นที่ที่เขากําหนดนั้นไม่ได้ถูกจํากัดโดยคําพิพากษาของศาลว่า จะต้องยึดเอาพื้นที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เป็นพื้นที่บริเวณชายแดนต่อไป นับแต่ต่อนี้ไปก็เป็นการ ที่จะต้องเจรจากันฉันมิตรของ ๒ ประเทศต่อไป ชาวสุจังหวัดรินทร์และคนในประเทศไทย ขอชื่นชมต่อความทุ่มเทของคณะทํางานของกระทรวงการต่างประเทศ โดยหัวหน้าทีม ท่านเอกอัครราชทูต ท่านวีรชัย พลาศรัย พวกเราชาวสุรินทร์ขอขอบคุณท่านมาถึงตรงนี้ด้วย นะครับ แต่ที่สําคัญยิ่งกว่านั้นอีกนะครับ ผมก็ได้ชมการถ่ายทอดโทรทัศน์ หลังจากที่ได้มี การตัดสินกันไปแล้วก็มีการถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาต่างประเทศบ้าง และแปล เป็นภาษาไทยบ้าง มีการพูดคุยกันในหมู่คณะทนายของไทย แล้วที่ผมปลื้มใจอยู่พอสมควร ก็รู้สึกว่าคณะทนายที่เป็นชาวต่างชาตินั้นเขาชื่นชมในรัฐบาลไทยว่ารัฐบาลไทย ให้ความร่วมมือช่วยเขาอย่างดีจนกระทั่งทีมนี้ประสบความสําเร็จ วันนั้นก็เหมือนกับทีมกีฬา ทีมหนึ่งซึ่งชื่นชมอยู่ในชัยชนะระหว่างหลังจากที่การแข่งขันเสร็จเรียบร้อย หัวหน้าทีม ก็ขอบคุณลูกน้อง ลูกน้องก็ขอบคุณหัวหน้า ถ้าคุณไม่ได้ยิงประตูนี้พวกเราก็คงไม่ได้ชนะ หัวหน้าก็บอกว่าถ้าคุณไม่ได้ส่งลูกให้ผม ผมก็ไม่ได้ยิงประตู มันเป็นความรู้สึกที่ดีครับ แล้ววันนี้จริง ๆ แล้วความรู้สึกที่ดีนี้มันจะว่าเชียร์ก็ได้นะครับ แต่ว่ามันเกิดขึ้นไม่ได้หรอก ถ้ารัฐบาลนี้
ท่านสมบัติครับ เอาเข้าประเด็นเนื้อ ๆ นะครับ
อีกนิดเดียวครับ คือความชื่นชมอันนี้มันคงเกิดขึ้นไม่ได้ถ้ารัฐบาลนี้ไม่ได้เปิดโอกาสให้กระทรวง การต่างประเทศทํางานอย่างเต็มที่ ฉะนั้นเรื่องที่จําเป็นต่อไปข้างหน้ามันเป็นเรื่องของการที่ ต้องเจรจา จะต้องพูดคุยกัน แล้วก็ต้องพูดคุยกันอย่างเต็มที่ ผมก็หวังว่าการที่จะพูดคุยกัน อย่างเต็มที่นั้นรัฐบาลก็คงจะต้องให้ความสําคัญไม่ยิ่งหย่อน ไม่น้อยไปกว่าการที่จะต้องการ ตั้งคณะทํางานขึ้นมาทํางานต่อสู้คดี รัฐบาลคงจะต้องตั้งคณะทํางานที่มีความฉลาดเฉลียว เข้มแข็ง มีความตั้งใจสูง แล้วก็ไป ดําเนินการเจรจาเพื่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทย ผมฟังมาตั้งแต่ต้นเหมือนมี คนคาดคั้นเอาว่า รัฐบาลโดยท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือ ท่านนายกรัฐมนตรีจะรับคําพิพากษาของศาลครั้งนี้ได้หรือไม่ ผมก็เชื่อว่าในฐานะที่เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือนายกรัฐมนตรี ผมเชื่อว่ามันก็คงจะเร็วเกินไป กว่าที่รัฐบาลไทยจะตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ในฐานะที่ผมเป็นประชาชนคนไทย แล้วในฐานะที่ผมเป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์อยู่ติดชายแดน ผมเชื่อว่าคนไทยรับได้กับ คําพิพากษาของศาลโลกครั้งนี้ และผมเชื่อว่าการตัดสินครั้งนี้คนไทยได้ประโยชน์ คนกัมพูชา ก็ได้ประโยชน์ ถ้าพูดถึงทั้ง ๒ ข้างก็ต้องถือว่าเสมอกัน แต่ผลประโยชน์ทั้งหมดมันเป็นวินวิน (Win Win) มันเป็นผลประโยชน์ที่ดีที่วิเศษสําหรับภูมิภาคนี้ ฉะนั้นก็เรียนนะครับความรู้สึก ที่ทางรัฐบาลอยากจะรับฟังความเห็นจากพวกเราก็คือว่าเราขอชื่นชมและเราคิดว่าสิ่งที่ได้ทํานั้น เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและก็ขอให้ทําในสิ่งที่ดีอย่างนี้ตลอดไป ขอขอบคุณครับ
ท่านรุ่งโรจน์ ทองศรี ครับ ท่านสมาชิกใดผมขานชื่อแล้วไม่อยู่ผมถือว่าสละสิทธิ์นะครับ เชิญท่านรุ่งโรจน์ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม รุ่งโรจน์ ทองศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดบุรีรัมย์ อําเภอ บ้านกรวด อําเภอละหานทราย อําเภอโนนดินแดง ซึ่งเป็นอําเภอที่ติดชายแดนทั้งหมด ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ พี่น้องที่อยู่ตรงชายแดนของเรากับประเทศกัมพูชา เรามีขนบธรรมเนียม เรามีประเพณี วัฒนธรรมที่คล้ายกัน และที่สําคัญครับ สายเครือญาติ ก็ถือว่าเหมือนกันด้วย มีภาษาท้องถิ่นเซาะกราวที่เหมือนกันฟังเข้าใจกัน หรือแม้แต่ โบราณสถานนะครับไม่ว่าจะเป็นปราสาทหินเขาพนมรุ้ง ปราสาทพิมาย เขาพระวิหาร นครวัด นครธม ก็เหมือนกัน จริง ๆ แล้วท่านประธานครับ ประเทศไทยเรากับกัมพูชาเราอยู่ ร่วมกันโดยปกติสุขมาโดยตลอด จนถึงปี ๒๕๐๕ ที่เรามีปัญหานะครับที่ศาลโลกตัดสิน ในเรื่องของเขาพระวิหาร แต่หลังจากปี ๒๕๐๕ มาเราก็อยู่ด้วยกันได้ด้วยดี จนมามีเหตุการณ์ อีกครั้งหนึ่งประมาณปี ๒๕๕๑ ที่เกิดการกระทบกระทั่งกันแล้วก็เหตุการณ์ก็บานปลาย เกิดความรุนแรง ใช้ในเรื่อง ของกําลังทหาร ใช้ในเรื่องของอาวุธในปี ๒๕๕๔ ประมาณต้นปี ซึ่งตอนนั้นผมเรียนกับประธานว่าพี่น้องที่อยู่ตามแนวชายแดนทั้งหมดตั้งแต่จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดบุรีรัมย์ เราเดือดร้อนมาก พี่น้องต้องอพยพจากแนวตะเข็บชายแดน ตอนนั้นหลายหมื่นคน แล้วก็มีพี่น้องที่โดนลูกหลง ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน หรือแม้แต่สวนยางต่าง ๆ เหมือนที่จังหวัดบุรีรัมย์ ตอนนั้นก็ที่ตําบลสายตะกูเดือดร้อนมาก ๆ แต่หลังจากนั้นเราก็มีการเจรจา เกิดสันติ แล้วก็มามีเรื่องอีกครั้งหนึ่งก็ปีนี้ครับปี ๒๕๕๖ ซึ่งศาลโลกจะตัดสินอีกครั้งหนึ่ง ผมเรียนกับประธานว่าในปีนี้นะครับ พี่น้องตามแนวชายแดน พี่น้องเขามีความหวาดกลัว เขากลัวว่าเหตุการณ์จะกลับมามีการสู้รบกันใหม่เหมือนปี ๒๕๕๔ พี่น้องหลายคนก็อพยพออก มีการเตรียมตัว แต่ว่าพี่น้องส่วนใหญ่ไม่อยากให้เรามีปัญหากัน ใน ๒ ประเทศ เพราะว่าจริง ๆ แล้วโดยสายสัมพันธ์ ๒ ประเทศตรงนี้เป็นญาติกันก็เยอะ ข้ามไปมาหาสู่กันตลอด จนกระทั่งศาลตัดสินเมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งผมถือว่าคําตัดสินของศาลนั้นได้ประโยชน์ทั้งคู่ ทั้งของเราด้วยและของประเทศกัมพูชา เราไม่ต้องต่อสู้กัน เราไม่ต้องรบกัน ไม่อยากให้มองครับว่าใครแพ้ใครชนะ เพราะจริง ๆ แล้ว เราเป็นประเทศเพื่อนบ้าน เราย้ายออกจากกันไม่ได้ ยิ่งในฐานะที่เป็นคนชายแดนคนพื้นที่ เราอยากอยู่แบบสงบสุข แล้วก็ ๒ ประเทศนี้ผมกราบเรียนครับว่าในเรื่องของเศรษฐกิจ ชายแดนก็โตวันโตคืน ปีหนึ่งเป็น ๑๐๐๐๐ ล้านบาท และที่สําคัญในอีก ๒ ปี ก็คือปี ๒๕๕๘ เราจะเป็นประเทศประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี ทําไมเราไม่ทําให้อาเซียนของเรา เหมือนประชาคมยุโรปหรืออียู (EU) ท่านประธานท่านอาจจะเคยไปยุโรป เราจะเห็นว่าที่โน่น ประเทศยุโรปเหมือนเป็นประเทศเดียว บางทีเราข้ามแต่ละประเทศนั้นเราไม่เชื่อด้วยซ้ําไปว่า เราข้ามแต่ละประเทศไป อีก ๒ ปี ปี ๒๕๕๘ ประชาคมอาเซียนก็เหมือนกัน ผมอยากให้เรา นึกถึงในฐานะที่เราเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่เราไม่สามารถแยกออกจากกันได้ และเราจะเป็น ประชาคมอาเซียนด้วย อยากเห็นความถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีเศรษฐกิจร่วมกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับทั้ง ๒ ประเทศ แล้วก็อาเซียน และที่สําคัญ พี่น้องชายแดนจะได้มีความสุข ซึ่งจะเป็นผลดีกับภาพรวมของประเทศทั้งหมด ขอกราบขอบพระคุณมากครับ
ท่านเจริญ ภักดีวานิช ครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม เจริญ ภักดีวานิช สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพัทลุง ท่านประธานครับ กระผมจะกราบเรียนท่านประธานผ่านท่านรองนายกรัฐมนตรี กระผมจะมีปัญหา จากการตัดสินที่คิดว่าประชาชนถ้าได้คําตอบจากท่านรองนายกรัฐมนตรี ๔ ข้อ ประการที่ ๓ ผมมีข้อเสนอทางรัฐบาล บางเรื่องรัฐบาลยังไม่ทํา ยังทําได้ไม่มาก ๔ เรื่อง ท่านประธานครับ กระผมคิดว่าโดยเจตนารมณ์ของศาลโลกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งขององค์การสหประชาชาติต้องการ ให้เกิดสงบสุข ต้องการความเป็นธรรม ต้องการให้พี่น้องตรงนี้ทั้งประเทศไทยและประเทศ กัมพูชาอยู่กันอย่างร่มเย็น หลังจากที่ศาลโลกตัดสิน ผมก็มีข่าว ท่านประธานครับ พี่น้องชาวศรีสะเกษที่ภูมิซรอลดีใจ ไม่ต้องไปอยู่ในเมืองศรีสะเกษ ไม่ต้องไปอยู่ต่างจังหวัด ไม่ต้องอยู่อําเภออื่น ได้กลับมาอยู่บ้าน ได้ทํามาหากิน หรือพี่น้องที่อยู่ที่จังหวัดสุรินทร์ ท่านประธานครับ ได้กลับมาอยู่บ้าน เขาบอกสัมภาษณ์สื่อไปว่าเขาดีใจได้กลับมาทํามาหากิน ได้ ทุกคนหวงแหนบ้าน รักบ้านของตัวเอง การที่เขาต้องหลบซ่อนอยู่ในที่หลบภัย การที่ต้อง ปิดโรงเรียน ลูกเขาไม่ได้เรียน เป็นความทุกข์ของแผ่นดิน ท่านประธานครับ กระผมมี ข้อสังเกตอยู่ ๓-๔ เรื่อง เผื่อสื่อสารไปทางท่านรองนายกรัฐมนตรี ใน ๓-๔ เรื่องนี้ กระผมคิด ว่ารัฐบาลถ้าได้เน้นย้ําให้พี่น้องประชาชนจะเกิดประโยชน์ยิ่ง
ประเด็นแรกก่อนท่านประธานครับ การตัดสินครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเขตแดน ศาลไม่มีอํานาจในการปักเขตแดน ผมคิดว่ารัฐบาลต้องขยายความให้พี่น้องประชาชน เพราะว่ามีคนบางคนไปขยายความไกลกว่าเรื่องที่ศาลตัดสิน การสื่อสารของรัฐบาล ในประเด็นนี้ผมคิดว่ายังมีไม่มาก มีพี่น้องประชาชนที่อยู่ไกล ๆ การสื่อสารบ่อย ๆ ลักษณะนี้ จะเห็นว่าการตัดสินครั้งนี้ตัดสินเฉพาะตัวปราสาท
ประการที่ ๒ เป็นการตัดสินไม่มีอะไรใหม่นะครับ โดยเอาการตัดสิน ปี ๒๕๐๕ มาเป็นหลักในการตัดสิน ทีนี้รัฐบาลเองก็จะต้องขยายความว่า ตอนตัดสิน ปี ๒๕๐๕ มีอะไรบ้าง เข้าใจว่าขณะนี้คือคนบ้าน ๆ หรือประชาชนที่ไกลยังไม่ทราบ เพราะฉะนั้นการชี้แจงลักษณะนี้ให้ประชาชนทราบจะเกิดประโยชน์ยิ่ง
ประเด็นที่ ๓ ก็คือที่กระผมกราบเรียน ขณะนี้ทั่วโลกต้องการเห็นคุณค่า ของการเจรจา ท่ามกลางความขัดแย้งไม่มีประเทศไหนในโลกนี้ท่านประธานครับ ถ้าไม่มีการเจรจา เพราะฉะนั้นทั่วโลก เพราะข่าวตอนตัดสินนั้นทั่วโลกติดตามดู จะเห็นว่า การเจรจาถ้าสําเร็จสงบสุขเกิดขึ้นทั้ง ๒ ประเทศ ก็นําไปสู่อะไรครับ ความน่าเชื่อถือ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพราะอีก ๒ ปีเราก็ไปมาหาสู่กันได้สบายแล้ว เพราะฉะนั้น ในสิ่งเหล่านี้ความท้าทายของประเทศไทย ความท้าทายของรัฐบาลนี้ ก็คือการแสดงให้โลก เห็นคุณค่าของการเจรจา ทีนี้การเจรจานั้น สมาชิกรัฐสภาก็ตั้งข้อสังเกตกับท่านประธาน ผ่านทางท่านรองนายกรัฐมนตรี ความระมัดระวัง ขั้นตอนต่าง ๆ ที่จะต้องขออนุมัติต่อสภา กรอบการเจรจาก็ดี จะต้องอะไร จะต้องเป็นเรื่องที่ทุกคนยอมรับได้ และที่สําคัญก็คือ เป็นสิ่งที่รัฐสภาได้สามารถชี้แนะรัฐบาลได้อย่างสมบูรณ์
ประเด็นต่อไป ที่กระผมกราบเรียนท่านประธานครับ ศาลให้คําแนะนําว่า ให้ไทยและกัมพูชาร่วมกันพัฒนาปราสาทเขาพระวิหารในฐานะมรดกโลกร่วมกัน ศาลโลก บอกว่าเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก เป็นแหล่งวัฒนธรรมอย่างยิ่งใหญ่ ที่นี่เป็นแหล่งบูชา ของคนเมื่อ ๑๐๐ กว่าปีนะครับ คนขึ้นไปเขาพระวิหารก็คือไปด้วยความศรัทธา เพื่ออะไรครับ สิ่งที่เขาศรัทธานั้นนําไปสู่ความสุข ความร่มเย็นและความเชื่อ เพราะฉะนั้นคุณค่าเหล่านี้ผม คิดว่ารัฐบาลทั้งไทยและกัมพูชาจะต้องสร้างคุณค่าให้คนทั้ง ๒ ประเทศเกิดความภาคภูมิใจว่า เขาพระวิหารนี้เป็นสมบัติของมนุษยชาติ เป็นสมบัติของคนทั้งโลก และประเทศไทย กับประเทศกัมพูชาจําเป็นจะต้องช่วยกันพัฒนาและหวงแหน
ประเด็นต่อไปที่กระผมกราบเรียนก็คือ ท่านประธานครับ รัฐบาลยังชี้แจง ประชาชนไม่มากนักถึงความสําคัญของการค้านะครับ ปีกลายนี้เราส่งสินค้าไปขายที่ประเทศ กัมพูชามูลค่าการค้า ๘๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท เฉพาะครึ่งปีนี้ท่านประธานครับ มูลค่าที่เรา ส่งไปขายเพิ่มขึ้น ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ผมเข้าใจว่าถ้าตลอดปีคงจะเป็น ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ถ้าเรามีปัญหาชายแดน การส่งสินค้าไม่ได้ ปัญหาจะเกิดขึ้น อะไรท่านประธานครับ เกิดอีก ๒ เรื่อง สินค้าของเราที่ส่งไปประเทศกัมพูชานั้นเราได้เปรียบการค้าปีละประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นเฉพาะปีกลาย ๘๒,๐๐๐ ล้านบาทครับท่านประธานที่เรามี การค้าขายซึ่งกันและกัน สิ่งที่สําคัญถ้าท่านประธานจําได้เมื่อ ๓ ปีที่ผ่านมานี้ครับ นักธุรกิจไทย ได้ไปลงทุนในประเทศกัมพูชาค่อนข้างมาก ค่อนข้างมากท่านประธานครับ ตอนที่เราเกิด ปัญหาขึ้นมานั้นโรงแรมของคนไทยถูกเผา เพราะสิ่งเหล่านี้กรอบการเจรจาหรือการเจรจา ซึ่งศาลโลกให้ทั้ง ๒ ประเทศเจรจาเป็นสิ่งที่คุณค่าและทั่วโลกกําลังเฝ้ามองอยู่ กระผมมี ข้อกฎหมายที่กระผมเข้าใจว่าถ้าเผื่อท่านประธาน โดยเฉพาะท่านรองนายกรัฐมนตรี ได้ขยายความให้พี่น้องประชาชนผ่านทางสื่อมวลชนก็จะเกิดประโยชน์ยิ่ง
ประการที่ ๑ ท่านประธานครับ จากคําพิพากษา เรื่องของขอบเขตหรือเส้น สังเขปของพระวิหารมีบริเวณแค่ไหนกันแน่ ความชัดเจนตัวนี้ผมคิดว่าถ้าเผื่อรัฐบาลทําให้ ชัดเจนก็จะเกิดประโยชน์ยิ่งนะครับ
ประการที่ ๒ ขอบเขตที่ว่านี้มันใกล้เคียงกับที่อเมริกาเขาเคยสํารวจไว้ แอล ๗๐๘ (L708) หรือที่กองทัพสหรัฐอเมริกาเขาสํารวจไว้ แล้วก็แผนที่ทหารไทยได้เคย สํารวจไว้ ท่านประธานครับ แผนที่ที่เขาไปใช้ตัดสินมันใกล้เคียงกันไหม ผลจากการตัดสิน มันใกล้เคียงกันไหม ถ้าใกล้เคียง รัฐบาลก็พยายามบอกใกล้เคียง ไม่เสียอะไรเลย ความชัดเจนตัวนี้ผมคิดว่าประชาชนอยากได้
ประการที่ ๓ พื้นที่ที่ศาลตัดสินครั้งนี้เกินกว่ามติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี ๒๕๐๕ หรือเปล่า ถ้าไม่เกินเราก็บอกไม่เกินครับ ความชัดเจนตัวนี้ก็จะเกิดขึ้น
กระผมมีข้อสังเกตอีกอันที่ ๒ ก็คือในเรื่องของข้อกฎหมายที่ศาล ได้ตัดสินครับ รัฐบาลต้องชี้แจงให้ประชาชนทราบว่าเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น มีปัญหาอยู่ประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตรครับ มีปัญหาปราสาทตาเมือน จังหวัดสุรินทร์ ก็ยังมีปัญหาอยู่ ไม่ใช่เฉพาะเขาพระวิหาร เพราะฉะนั้นผลสําเร็จของการเจรจาครั้งนี้หรือการวางให้ทั้ง ๒ ประเทศเกิดการยอมรับ ประชาชนทั้ง ๒ ประเทศ ก็นําไปสู่การเจรจาเขตแดนที่มีปัญหาจุดอื่น ๆ จุดเหล่านี้เป็น การเชื่อมโยงกันมีตรงไหนบ้างที่เป็นปัญหาระหว่างชายแดนไทยกับประเทศกัมพูชา ถ้าเผื่อ รัฐบาลเองได้ประกาศผลประโยชน์จากการที่ศาลตัดสินครั้งนี้ให้ไทยและกัมพูชามาเจรจา จะเกิดผลกับจุดอื่นที่มีปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชา
ประการต่อไปที่กระผมคิดว่านอกจากการจัดการเรื่องเขตดินแดนแล้ว สิ่งที่รัฐบาลนี้หลังจากศาลตัดสินยังทําได้ไม่มากก็คือเรื่องของการชี้แจงจากผู้ใหญ่ไปพบ ประชาชน ความหวาดกลัว เพราะว่าขณะนี้ในพื้นที่กรุงเทพฯ ก็มีบางกลุ่มก็ยังพูดถึงปัญหาที่ ศาลตัดสินไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ตามแนวชายแดนที่เกิดปัญหาระหว่าง ๒ ประเทศนี้ก็ยังหวาดกลัวอยู่ ความมั่นใจในความปลอดภัย สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่ารัฐบาล ต้องเชิงรุกส่งคนไปชี้แจง ท่านปล่อยให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านนายอําเภอทํา แต่ถ้าผู้ใหญ่ไปผมเข้าใจว่า โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีถ้ามีเวลาไปสักแห่ง ๒ แห่ง ก็นําไปสู่พี่ น้องประชาชนเกิดความมั่นใจ แล้วก็เอาผลการตัดสินที่ง่าย ใช้คําง่าย ๆ เรื่องง่าย ๆ ให้พี่น้อง ประชาชนทราบ พร้อมกันนั้นสร้างจิตวิญญาณที่จะอยู่ร่วมกัน โดยที่เราไม่ต้องเสียอะไร สิ่งเหล่านี้ให้ทุกคนทั้งไทยและกัมพูชาเกิดความรักเขาพระวิหารเป็นสมบัติของโลก ประเทศกัมพูชาเองท่านรัฐมนตรีไปเจอท่านรัฐมนตรีก็พยายามสร้างความรู้สึกประชาชนของ ประเทศกัมพูชาเพื่อต้องการให้ทุกคนมีความภาคภูมิใจในมรดกโลกอันนี้ กระผมมีข้อเสนอ ท่านรองนายกรัฐมนตรีอยู่ ๔ ข้อ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณ รัฐบาลน่าจะเอาเป็นตัวอย่าง เวลาเกิดปัญหาความขัดแย้งในประเทศไทย ๓-๕ ปีนี้ อาจารย์มหาวิทยาลัยค่อนข้าง จะมีความเห็นต่างกัน ไม่ว่าแก้รัฐธรรมนูญอะไรก็ตาม แต่ครั้งนี้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยท่านอธิการบดี คณบดีคณะนิติศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างประเทศของ คณะนิติศาสตร์ได้สร้างประวัติศาสตร์ให้กับประเทศนี้ ขออนุญาตท่านประธานครับ ท่านให้สัมภาษณ์อย่างนี้นะครับ คําตัดสินของศาลโลกได้สร้างความสับสนพอสมควร ในการตีความ ทําให้คนเกิดข้อสงสัยว่าไทยเสียดินแดนหรือไม่ ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้ตั้งคณะทํางานขึ้นมาคณะหนึ่ง ท่านประธานครับ นี่คือความสวยงานของนักวิชาการ ซึ่งเราเห็นได้ ๕ ปีนี้เห็นได้ยากมากครับ การที่ท่านลุกขึ้นมาเพื่อต้องการหาความจริงให้กับ พี่น้องประชาชนเป็นทางออกหนึ่งของสังคมไทย อันนี้ผมคิดว่าเป็นตัวอย่าง กระผมมีข้อเสนอ กับท่านประธานผ่านไปทางท่านรองนายกรัฐมนตรี ๔ ข้อ
ประการแรก กระผมคิดว่าการสรุปของกระทรวงการต่างประเทศต้องรีบทํา ขณะเดียวกันกระทรวงการต่างประเทศเพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ ความเห็นของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะอาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านต้องทดสอบกัน เพื่อให้เห็นพ้องตรงกัน ถ้าเผื่อว่าทางรัฐบาลแถลงไปแบบหนึ่ง ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แถลงไปแบบหนึ่ง ความสับสนของประชาชนจะเกิดขึ้น ถ้าเป็นไปได้รัฐบาลอาจจะตั้ง คณะทํางานเชิญอาจารย์เหล่านี้มาร่วม เพื่อให้อะไรครับ ผลการตัดสินที่ทางอธิการบดีของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยบอกว่าคนยังสับสน ซึ่งเป็นเรื่องจริงนะครับ ขนาดสภาแห่งนี้ เราก็ยังสับสนในบางส่วน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่จําเป็นถ้าเผื่อว่าทางกระทรวง การต่างประเทศขอความร่วมมือทางท่านอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาช่วย อย่างน้อยผมดูรายชื่อของอาจารย์คณะนิติศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายต่างประเทศของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยค่อนข้างจะมีความรู้มาก เพราะฉะนั้นผมคิดว่าอันนี้รัฐบาลน่าจะทํา
ประการที่ ๒ ที่ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรี เรื่องประเด็นการถอนทหารออกจากพื้นที่ตามคําสั่งศาลเป็นเรื่องละเอียดอ่อนต้องรอบคอบ เพราะฉะนั้นอย่างไรก็ตามผมคิดว่าในกรอบการเจรจาหรือการพบกับผู้นําของกัมพูชา การถอนทหารนี้อย่าเพิ่งไปถอน เจรจากรอบอะไรไปเสร็จ เพราะถ้าท่านถอนมาเมื่อไร สังคมไทยก็จะไม่วางใจ เราจะสูญเสียดินแดนอีก เพราะฉะนั้นความรอบคอบตัวนี้ผมคิดว่า รัฐบาลต้องใช้ประกอบในการดําเนินการครับ
ประการที่ ๓ กระผมขอเสนอก็คือการชี้แจงประชาชนในพื้นที่ชายแดน เพื่อจะขจัดความกลัว เมื่อกี้กระผมก็ได้กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรองนายกรัฐมนตรีแล้ว ขอให้ท่านทําเชิงรุก ท่านส่งผู้ใหญ่ไปนะครับ ผู้ใหญ่จากกระทรวง ใดก็ตามที่ทําให้ประชาชนเกิดความอบอุ่นใจ เมื่อท่านส่งไปแล้วการชี้แจงของท่านชี้แจง เพราะว่าเรื่องมันยากให้เขาเข้าใจง่าย แล้วนํามาสื่อสารให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศรู้ว่า ที่จังหวัดศรีสะเกษท่านไปพูดอย่างไร ที่จังหวัดสุรินทร์ท่านไปพูดอย่างไร ที่จังหวัดบุรีรัมย์ อย่างไร การสื่อสารกับประชาชนผ่านสื่อมวลชนผมคิดว่าจะเป็นส่วนหนึ่งทําให้ประชาชน สังคมไทยมั่นใจขึ้น
ประเด็นสุดท้ายที่กระผมจะเสนอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรองนายกรัฐมนตรี มาตรการและแผนคุ้มครองนักลงทุนที่เขาไปลงทุนทางประเทศ กัมพูชา เพราะว่าระหว่างเจรจานี่เกิดใครให้ข้อมูลหรือใครไปปลุกระดมให้ประชาชนสับสน ก็จะเกิดมีปัญหาเกิดทางประเทศกัมพูชาคลั่งชาติขึ้นมา นักลงทุนเราประมาทไม่ได้ ท่านบอก ขณะนี้มันน่าจะเจรจาได้ เราเคยมีบทเรียนเมื่อ ๓ ปี นักลงทุนของเราที่อยู่ที่นั้นถูกเผาบ้าง เสียหายไปเยอะ เราไปลงทุนตรงนั้น มูลค่ามหาศาล เพราะฉะนั้นรัฐบาลอย่าประมาทนะครับ การสร้างความมั่นใจตรงนั้นเป็นการปกป้องคนของเราที่ไปลงทุน อันนี้เป็นกรณีตัวอย่าง ก็ขออนุญาตท่านประธาน ผมขออนุญาตกราบเรียนผ่านไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรีและได้ นําข้อสังเกตของกระผมบางข้อไปประกอบการดําเนินการ กราบขอบพระคุณมาก ท่านประธานครับ
กราบขอบคุณอาจารย์เจริญ ครับ ผมขอจัดคิวลําดับต่อไปท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ และท่านอลงกรณ์ พลบุตร แล้วไปที่ ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ ครั้งละ ๓ นะครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบ บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมทีมทนายของไทย ภายใต้การนําของท่านทูตวีรชัยและคณะที่ทําหน้าที่อย่างมีเกียรติสมศักดิ์ศรี และเป็นตัวแทน ของคนไทยทั้งชาติ ผมยังจําวันที่ท่านไปทําหน้าที่แทนคนไทย ซึ่งคนไทยทั้งประเทศชื่นชม ท่านและคณะ ขณะนั้นถ้าผมจําไม่ผิดทั้งประเทศชื่นชมท่านเยี่ยงวีรบุรุษเลยทีเดียว ท่านประธานที่เคารพครับ ในโลกของความเป็นจริงเราคงต้องยอมรับความจริงร่วมกันว่า ประเทศไทยและประเทศกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกัน ไม่อาจแยกพื้นที่ ให้ห่างจากกันได้ นอกจากนั้นประชาชนทั้ง ๒ ประเทศ ส่วนหนึ่งยังเป็นญาติไปมา หาสู่กัน ค้าขายกัน มีวัฒนธรรมประเพณีที่คล้ายคลึงกัน และในโลกของความเป็นจริง อีกประการหนึ่งก็คือ ศาลโลกได้เคยตัดสินเมื่อปี ๒๕๐๕ ว่าปราสาทพระวิหารเป็นอธิปไตย ของประเทศกัมพูชาไปแล้ว เป็นเวลากว่า ๕๐ ปี ไม่ใช่ตัวปราสาทลอย ๆ อยู่บนอากาศ แต่มีส่วนควบคือที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของตัวปราสาท ก่อนมีคําพิพากษาในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ผมได้ดูข่าวทีวีเห็นพี่น้องภูมิซรอลอกสั่นขวัญแขวน หน้าตาไม่สบายเลย บอกข้าวก็สุกแล้ว แต่ไม่กล้าไปเกี่ยวข้าว เขามีความทุกข์ร้อนมาก แต่พอคําพิพากษาออกมาเห็นข่าวชัดเจน พี่น้องประชาชนยิ้มแย้มแจ่มใส ผมเสพสื่อครับท่านประธาน ฟังทุกฝ่ายทั้งซ้าย ทั้งขวา ซึ่งซ้าย ขวานั้นสุดโต่งแต่ละข้าง แล้วก็ฟังเสียงกลาง ๆ ด้วย แต่เมื่อสํารวจเสียงกลาง ๆ ส่วนใหญ่ เห็นว่าคําพิพากษาของศาลโลกเป็นคุณต่อประเทศไทย เป็นประโยชน์ต่อทั้ง ๒ ประเทศ วินวิน ด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย เป็นคุณอย่างไรครับท่านประธาน
ประการแรกศาลให้ทั้ง ๒ ประเทศเจรจาพูดคุยกันในประเด็นที่พิพาท ไม่ได้ ตัดสินตามคําขอที่สําคัญของกัมพูชา ซึ่งถ้าตัดสินไปทางใดทางหนึ่งอาจเกิดเป็นประเด็น พิพาทกันขึ้นได้อีก
ประการต่อมาครับท่านประธาน ประเทศกัมพูชาขออะไร ประเทศกัมพูชา ประเทศกัมพูชาขออธิปไตยเหนือพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ทับซ้อน แต่ศาล ไม่รับพิจารณา ศาลไม่ได้ตัดสินว่าแผนที่มาตรา ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ผูกพันไทยภายใต้คดีเดิม ในฐานะเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา ศาลไม่รับพิจารณาประเด็นเส้นเขตแดน หากแต่พิจารณา เฉพาะประเด็นอธิปไตยเหนือตัวปราสาทและขอบเขตบริเวณใกล้เคียงปราสาท ท่านประธาน ที่เคารพครับ จากการอ่านข้อมูลของสื่อมวลชนมาก ๆ ผมประทับใจข้อเขียนใต้ฝุ่น คอลัมนิสต์ (Columnist) ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ซึ่งอัญเชิญพระราชดํารัสของในหลวง ของเราที่เตือนสติคนไทยกรณีที่ประเทศไทยเคยมีปัญหากับประเทศพม่าเรื่องพรมแดน บนเนิน ๔๙๑ ในหลวงของเราทรงแนะนําให้แก้ปัญหาด้วยการนําพื้นที่พิพาทมาทําประโยชน์ ร่วมกัน เปลี่ยนความขัดแย้งเป็นความร่วมมือ เพราะเขตแดนที่มีปัญหากันทั่วโลกที่ทํากัน อย่างมีวัฒนธรรม ผมย้ํานะครับ ทรงใช้คําว่า ที่ทํากันอย่างมีวัฒนธรรม ก็นําพื้นที่ที่พิพาท มาทําประโยชน์ร่วมกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ๕๐ กว่าปีมานี้โลกเปลี่ยนไปมากแล้ว เมื่อไทยอยู่ในสังคมโลกก็ต้องยอมรับกติกาของสังคมโลก ปรัชญาของคําพิพากษาของ ศาลโลกครั้งนี้ที่ผมคิดว่ามีคุณค่าอย่างมากแล้วก็จะเป็นบทเรียนของศาลทุกศาล ไม่ว่าจะทั้ง โลกหรือในประเทศไทยก็คือเมื่อมีข้อพิพาท หนทางที่ดีที่สุดก็คือการเจรจากัน พูดคุยกัน ซึ่งถือว่าเป็นทางบวกของทั้ง ๒ ประเทศ ให้มีการพัฒนามรดกของโลกร่วมกัน เราคงจะหา เงินเข้าประเทศได้มากมายมหาศาลจากการท่องเที่ยว ดีกว่าหาเงินมาซื้ออาวุธเพื่อ ประหัตประหารกัน ซึ่งเราจะตีค่าชีวิตของทหารเป็นตัวเงินไม่ได้ ไม่นับความเดือดร้อนของ ประชาชนตามแนวชายแดนซึ่งจะมีมากมายมหาศาล พื้นที่ตรงไหนที่จะเป็นประเด็นพิพาท เราก็คงจะต้องหาทางเจรจาเพื่อให้ทําประโยชน์ร่วมกัน หาเงินเข้าประเทศ ๒ ประเทศ ร่วมกันให้มาก ผมฟังคําอธิบายของท่านทูตวีรชัยพูดถึงประโยชน์ของคําว่า เจรจา ถ้าฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งยังไม่เห็นพ้องก็เจรจาไปจนกว่าจะเห็นพ้อง นอกจากนั้นประโยชน์ของคําพิพากษา ครั้งนี้อีกประการหนึ่งก็คือให้ความสําคัญกับสภาพภูมิศาสตร์มากกว่าการใช้แผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ซึ่งทางฝ่ายกัมพูชายกขึ้น แล้วก็ควรจะรีบเจรจาในยุคที่เราพอจะพูดจากับ เขาได้โดยยึดประโยชน์ร่วมกันของ ๒ ประเทศ เพราะถ้ามีอคติระหว่างกันผมก็มองไม่เห็นว่า เราจะเจรจากันได้ นี่คือสิ่งที่ผมขอแสดงความเห็นไว้สั้น ๆ
สุดท้ายก็อยากจะถามความเห็นของฝ่ายประจําคือฝ่ายทางกระทรวงการ ต่างประเทศ ขอถามท่านทูตวีรชัยว่าในฐานะที่ท่านเป็นทนายครั้งนี้ท่านพอใจกับคําพิพากษา หรือไม่ และโดยส่วนตัวในฝ่ายประจําท่านเห็นว่าเป็นบวกกับเราหรือไม่ ในประการที่ ๒ ในฐานะฝ่ายประจําท่านจะมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในเรื่องของการเจรจาประเด็นการเจรจา ต่อไปอย่างไร ในส่วนของรัฐบาลฝากข้อเสนอไปยังท่านนายกรัฐมนตรีและท่านรอง นายกรัฐมนตรีก็คือขอให้ความสําคัญกับคณะเจรจา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ทางฝ่ายค้าน ให้ความสําคัญกับกรอบของการเจรจา การทําความเข้าใจหรือรับฟังความคิดเห็นของ ประชาชน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ท่านประธานคงจะสังเกตเห็นในวันศุกร์ ประเด็นนี้มันอาจจะเกี่ยวเนื่องมาถึงวันพิพากษาคือวันที่ ๑๑ ในทางการเมือง เพราะโอกาส ที่จะหยิบยกเป็นเรื่องการเมืองในเรื่องนี้มันสูงมาก แต่ถ้าประเด็นของคําพิพากษาที่ออกมานี้ เป็นประโยชน์ ทําให้กระแสต่าง ๆ นั้นลดลงอย่างมาก และม็อบ (Mob) ที่จะนําไป ดําเนินการในเรื่องที่จะสร้างความกดดันกับทุกฝ่ายนั้นก็เบาลง นี่คือสิ่งที่ผมเห็นว่าเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามก็ยังเป็นประเด็นที่อาจจะนําไปสู่ความขัดแย้งทั้งภายในและระหว่างประเทศได้ จึงฝากรัฐบาลที่จะให้ความสําคัญกับเรื่องนี้ในการตั้งคณะเจรจาที่เหมาะสม ดูกรอบ การเจรจา ฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนเป็นสิ่งสําคัญ ขอขอบคุณครับท่านประธาน
ท่านอลงกรณ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมใคร่ขอถือโอกาสนี้ ในการแสดงความคิดเห็นตามที่คณะรัฐมนตรีต้องการรับฟังความเห็น ข้อสังเกต รวมไปถึงคําถาม อันเป็นข้อสงสัยที่ต้องการคําตอบ รวมไปถึงการสะท้อนความรู้สึกนึกคิด ของประชาชนคนไทยที่มีต่อการพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ โดยแท้ที่จริงแล้ว ก็ต้องถือว่าเป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่จะต้องมาชี้แจงในวาระแรกต่อรัฐสภา หลังจากมีคําพิพากษาของศาลโลก เพราะว่าคดีปราสาทพระวิหารนั้นเป็นคดีที่เหมือน หนามยอกอกของคน ๒ ประเทศ เป็นเวลา ๕๑ ปี เรามีหน้าที่ในการสะสางปัญหาของ ประวัติศาสตร์ ซึ่งยืดยาวมาตั้งแต่ยุคอาณานิคม ตั้งแต่ครั้งเกิดสงครามสยาม-ฝรั่งเศส ก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในปี ๒๔๘๓-๒๔๘๔ เหตุการณ์ครั้งนั้นนํามาสู่การที่เราได้มีการ ประกาศว่าเราได้ดินแดนคืนมาแล้ว ก็คือ ๓ จังหวัด รวมทั้งปราสาทพระวิหารจากประเทศกัมพูชา แต่หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เราก็ต้องคืนกลับไป แต่นั่นคือสิ่งที่เป็นผลพวงความขัดแย้ง ทั้งในเรื่องของการครอบครองดินแดนในภูมิภาคนี้ที่เป็นผลมาจากมหาอํานาจในอดีต แล้วเราก็มีปัญหาในรัฐใหม่ในยุคปัจจุบัน ในปี ๒๕๐๕ เมื่อเราต้องสู้คดีในศาลยุติธรรม ระหว่างประเทศหรือศาลโลกในขณะนั้น คําพิพากษาดังกล่าวนั้นนํามาซึ่งความขัดแย้ง ยาวนานเป็นเวลา ๕๑ ปี จนถึงคําพิพากษาของศาลโลก เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายนที่ผ่านมา ภายใต้คําพิพากษาดังกล่าวนั้น ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าจะยุติความขัดแย้ง ฝ่ายหนึ่งก็มองว่า เป็นการเริ่มต้นความขัดแย้งอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่ผมจะได้เสนอข้อคิดเห็นเพื่อเป็นแนวทาง ที่ทางคณะรัฐมนตรีมีความประสงค์ต้องการที่จะได้เป็นแนวทางของกรอบการเจรจา เพื่อให้คณะทํางานที่เกี่ยวข้องได้ไปพิจารณาดําเนินการต่อไปนั้น กระผมใคร่ขอถือโอกาสนี้ สะท้อนคําถามที่ผ่านมายังพี่น้องประชาชนที่เข้ามาสู่สมาชิกรัฐสภาในขณะนี้ ทั้งพี่น้องประชาชนที่อยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วทั้งประเทศ และพี่น้องประชาชนที่อยู่ ในจังหวัดชายแดน ท่าน ส.ส. ธีระ สลักเพชร จากจังหวัดตราดก็ดี ท่าน ส.ส. ยุคล ท่าน ส.ส. ธวัชชัย ส.ส. พงศ์เวช จังหวัดจันทบุรี ซึ่งมีพรมแดนติดกับประเทศกัมพูชานั้น ได้รับและบันทึกถึงคําถามที่ฝากมาจากราษฎรที่อยู่ชายแดน และตั้งคําถามซึ่งหวังว่าท่านรัฐมนตรี คณะทํางานจะได้บันทึก คําถามดังกล่าวนั้น สั้น ๆ ครับแต่ละข้อ ๑. ก็คือว่าภายใต้คําพิพากษาตีความของศาลโลกนั้น ข้อ ๑ ประเทศไทย ได้เสียอธิปไตยหรือไม่ ข้อ ๒ ดินแดนของไทยจะสูญเสียให้กับประเทศกัมพูชาเป็นจํานวน เท่าไร กี่ไร่ กี่ตารางกิโลเมตร ข้อ ๓ การเสียพื้นที่ดินแดนของประเทศไทยนั้นอยู่ในบริเวณ ไหน ข้อ ๔ ก็คือว่ารัฐบาลไทยจะรับเขตอํานาจศาลโลกหรือไม่ถ้าหากว่าเราสูญเสียดินแดน และอธิปไตยเพิ่มเติม ข้อ ๕ ก็คือว่าท่าทีของรัฐบาลไม่สร้างความไว้วางใจ รัฐบาล มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ จะเชื่อใจ วางใจได้หรือไม่ในการที่จะดําเนินการในเรื่องนี้ต่อไป ข้อ ๖ ก็คือว่าในกรณีของการขึ้นทะเบียนมรดกโลกฝ่ายเดียวของปราสาทพระวิหาร โดยประเทศกัมพูชานั้น ซึ่งรัฐบาลในอดีตโดยเฉพาะที่มีรัฐมนตรีต่างประเทศชื่อนพดล ปัทมะ ได้ไปแถลงการณ์ร่วม ขัดต่อมาตรา ๑๙๐ ขณะนั้นจนต้องลาออกและถูกดําเนินคดี ไปยินยอมให้ ประเทศกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว การดําเนินการ ดังกล่าวจะต้องมีการดําเนินการอย่างต่อเนื่องภายใต้กรอบของยูเนสโก (UNESCO) คณะกรรมการที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นใหม่นั้นจะดําเนินการต่อในรูปแบบใด นั่นคือสิ่งที่เป็นคําถาม ที่มาจากประชาชน และสุดท้ายก็คือว่าคุณวีระ สมความคิด ยังติดคุกประเทศกัมพูชาอยู่ รัฐบาลได้ช่วยเหลืออย่างไรหรือไม่ เมื่อไรจะได้กลับแผ่นดินไทย ผมสะท้อนประเด็นดังกล่าวนี้ เพราะว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ประชาชนติดตามคอยเฝ้าดูว่าเมื่อไรคําพิพากษาจะออกมาอย่างไร แล้วก็ยังไม่มีความชัดเจนนอกจากการพูดถ้อยทีถ้อยอาศัย ซึ่งแน่นอนที่สุดเป็นประเด็นที่ผม จะได้กล่าวต่อไป และคําถามที่สําคัญมากที่ฝากกันเข้ามาก็คือว่า ถ้าเราได้ยินยอมเสียดินแดน จากคําพิพากษาของศาลโลกในครั้งนี้ รัฐบาลไทยจะยื่นประท้วงหรือจะดําเนินการคัดค้าน อย่างหนึ่งอย่างใดหรือไม่ ผมหมดคําถามแล้วครับสําหรับประเด็นที่ราษฎรในพื้นที่ชายแดน และประชาชนที่อยู่ในจังหวัดต่าง ๆ นั้นเขาฝากคําถามมา
สําหรับผมนั้นเชื่อเหลือเกินว่าเรามีหน้าที่ต้องสะสางปัญหาในอดีตครับ เราต้องมองไปข้างหน้ามองถึงอนาคต เพราะฉะนั้นหลักการสําคัญที่รัฐบาลควรจะตั้งหลัก และนํามาสู่การยกเป็นร่างกรอบการเจรจาเพื่อมาขอความเห็นชอบตามมาตรา ๑๙๐ ต่อรัฐสภานี้อีกครั้งหนึ่งก่อนจะไปดําเนินการใด ๆ ๑. ก็คือต้องยึดหลักสันติวิธีและสันติภาพ กว่าครึ่งศตวรรษที่เราอยู่ในภาวะที่เรียกว่าไม่มีสงคราม ไม่มีสันติภาพ ทั้งที่เราไม่สามารถ ที่จะย้ายเสาเรือนหนีไปไหนได้ระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชา มีหนทางเดียว เท่านั้นที่จะต้องสร้างสันติภาพและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี แน่นอนที่สุดว่า บางครั้งประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่มีพรมแดนติดกัน ไมว่าในยุโรป ในลาตินอเมริกา ในแอฟริกา ในเอเชียและแปซิฟิกล้วนแล้วแต่เคยกระทบกระทั่งเหมือนลิ้นกับฟัน บางครั้งก็มีการสู้รบ ปะทะกัน ทั้งสงครามจํากัดเขตหรือว่าเป็นสงครามระหว่างประเทศ เพราะปัญหาเรื่องอธิปไตย ปัญหาเรื่องเขตแดน เรื่องของพรมแดน ดังนั้นในกรณีนี้เราได้ผ่าน เหตุการณ์ดังกล่าวมาแล้ว เรามีหน้าที่ที่จะต้องเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ผมจําได้ว่า ปี ๒๕๕๔ เมื่อครั้งที่เรามีการปะทะกัน สู้รบกัน จากปัญหาในเรื่องของพรมแดนและคดี ปราสาทพระวิหาร ระหว่างที่มีการสู้รบกัน ท่านรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจขณะนั้นคือ ดอกเตอร์ไตรรงค์ สุวรรณคีรี และผม และคณะเจ้าหน้าที่ของประเทศไทยได้เดินทางเข้าไปที่ กรุงพนมเปญ แล้วก็ไปจัดงานในการส่งเสริมการค้าระหว่าง ๒ ประเทศที่เรียกว่า บิวซิเนส ซัมมิท (Business summit) ระหว่างประเทศไทย-ประเทศกัมพูชา ทั้งภาครัฐและเอกชน เหตุการณ์ดังกล่าวนั้นได้ยืนยันว่ารัฐบาลในอดีตนั้นได้ดําเนินนโยบายในการที่จะเปลี่ยน สนามรบเป็นสนามการค้า แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องปกป้องอธิปไตย ปกป้องบูรณภาพ แห่งดินแดนของเราและไม่ยอมให้ใครมารุกราน ถึงคราวต้องรบก็ต้องรบ บางครั้งสันติภาพ จะเกิดขึ้นก็เกิดขึ้นด้วยการสงคราม แม้ว่าเราจะรู้ดีว่าการทําสงครามนั้นจะนํามาซึ่งความ สูญเสียทั้งเจ้าหน้าที่และพลเรือน แต่มันไม่มีข้อยกเว้นในโลกนี้สําหรับการขจัดความขัดแย้ง ด้วยวิธีการที่ใช้ความรุนแรง การหลีกเลี่ยงสงครามและการปะทะกัน รวมทั้งการเผชิญหน้า การสร้างความตึงเครียดใด ๆ ไม่เป็นผลดีต่อประเทศไทยและประเทศกัมพูชา ทั้งในฐานะที่ เป็นเพื่อนบ้านติดกันและในฐานะที่เป็นสมาชิกอาเซียนที่กําลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนที่สําคัญของ การเกิดประชาคมอาเซียนในปี ๒๕๕๘ เราได้เห็นตัวอย่างความบาดหมางจากสงครามโลก ครั้งที่ ๒ ระหว่างประเทศจีนกับประเทศญี่ปุ่น ในข้อเรียกร้องการครอบครองเกาะเล็ก ๆ แต่ก็ทําให้ประชาชนกว่า ๑,๕๐๐ ล้านคนของ ๒ ชาตินี้มีความบาดหมางเป็นปฏิปักษ์และ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ความร่วมมือระหว่าง ๒ ประเทศ เราเป็นประเทศอาเซียนที่เป็น จุดของการเกิดข้อพิพาทและปัญหา แต่ก็ไม่ใช่มีเฉพาะประเทศไทยและประเทศกัมพูชา ประเทศมาเลเซียกับประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซียกับประเทศสิงคโปร์ ประเทศ ฟิลิปปินส์เพื่อนบ้านของเราที่กําลังประสบภัยพิบัติขณะนี้กําลังต้องการความช่วยเหลือจาก ประเทศไทยและทั่วโลกกับประเทศอย่างจีน เป็นต้น ผมทําความเข้าใจตรงนี้เป็นเบื้องต้น เพื่อให้เห็นว่าปัญหาความขัดแย้งข้อพิพาทย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ แต่วิถีทางที่จะไปสู่การแก้ไข เป็นเจตนารมณ์ที่ดีของประชาชน รัฐบาลที่จะเข้าแก้ไขในฐานะตัวแทนของประเทศก็ต้องยึด หลักสันติวิธีและสันติภาพ หลักข้อที่ ๒ ที่สําคัญก็คือการยึดหลักอธิปไตย แน่นอนที่สุดหลัง คําพิพากษาครั้งนี้ ซึ่งทุกคนให้ความสนใจรวมทั้งตัวกระผมนั้นก็พยายามเปิดเว็บไซต์ (Website) ดูถึงความเห็นของนานาประเทศที่ผ่านออกมาจากสื่อมวลชนหรือรัฐบาลของ ประเทศนั้น ๆ ปรากฏว่าสื่อมวลชนในยุโรปล้วนแล้วแต่พาดหัวว่าประเทศกัมพูชาชนะ ประเทศไทยแพ้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงออกมาสรุปได้ความว่า คําพิพากษาดังกล่าว เป็นคุณกับประเทศไทย มีแนวโน้มชัดเจนว่าเป็นแนวโน้มของการยอมรับคําพิพากษา แต่ขณะนี้เท่าที่สดับตรับฟังสมาชิกรัฐสภาที่แสดงความเห็นไปท่านประธานก็คงเห็นว่ารัฐบาล ยังไม่ควรสรุป ควรที่จะต้องพิจารณาอย่างถ่องแท้ เพราะสิ่งที่มันปรากฏชัดก็คือว่าในคําพิพากษาของศาล โลกเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ปี ๒๕๐๕ นั้น ได้ส่งผลต่อมาที่ทําให้เกิดมติคณะรัฐมนตรี ในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกันโดยรัฐบาล จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขณะนั้น ในการที่จะกําหนด บริเวณที่เรียกว่าวิซินิที หรือเขตรอบปราสาทพระวิหารที่ศาลโลกในปีนั้นได้ตัดสินว่า อยู่ในอธิปไตยของประเทศกัมพูชา แล้วเราก็ต่อสู้เชื่อกันมาตลอด ๕๑ ปี กระผมไม่คิดว่า รัฐบาลหรือคณะผู้เจรจายังเชื่อแบบที่คนไทยส่วนใหญ่เชื่อหรือไม่ว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา เราเชื่อตลอดเวลาว่าหลักสันปันน้ําคือหลักที่ประเทศไทยยึดถือตลอด ประเทศกัมพูชาจะไป ยึดถือแผนที่ ๑ : ๒๐๐๐๐๐ ซึ่งก็ไม่ใช่อยู่ในคําวินิจฉัยของศาลโลกตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ แม้แต่วันนี้ปี ๒๕๕๖ ศาลโลกก็ไม่ได้พิพากษาในเรื่องนี้ซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่เห็นการเปลี่ยนแปลงก็คือท่าทีผ่อนปรนถอยของรัฐบาลชุดนี้ ท่านกําลังทําให้คนไทย ทั้งประเทศถอยจากหลักการเดิมและความเชื่อเดิม ผมจําได้ว่าตอนที่มีการเสนอขึ้นปราสาท พระวิหารเป็นมรดกโลกต่อยูเนสโกของประเทศกัมพูชาและมีประเด็นที่รัฐบาลไทยตอนนั้น ก็คือรัฐบาลสมัครได้ยินยอมถึงกับแถลงการณ์ร่วมที่จะให้ประเทศกัมพูชาขึ้นปราสาท พระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว ทั้งที่เรายืนยันมาตลอดว่าเราต้องขึ้นร่วมกันปัญหา จะไม่เกิดขึ้น แต่ผลของเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นมันก็โยงมาถึงวันนี้ครับ แม้แต่การคัดค้านต่อ ยูเนสโกต่อประเด็นปราสาทพระวิหารก็ย่อมเข้าใจดีว่าวันนั้นเราต่อสู้เพื่อไม่ให้มีการใช้คําใด ๆ แม้แต่คําว่า แผนที่ แต่วันนี้ท่าทีของรัฐบาลรวมทั้งคําแถลงของท่านนายกรัฐมนตรีประหนึ่งว่า เราได้ยอมรับเสียแล้วแล้วมีการพูดถึงขอบเขต และแน่นอนที่สุดปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่า ที่เราเชื่อว่าหลักเรื่องสันปันน้ําและดินแดน ๔.๖ ตารางกิโลเมตรนั้นเราเชื่อว่าเป็นของเรา วันนี้มันไม่ใช่อยู่ในความคิดและจุดยืนของรัฐบาลชุดนี้ครับ
๒. ก็คือว่าการล้อมรั้วรอบปราสาทพระวิหารซึ่งนั่นคือสิ่งที่เป็นมติ คณะรัฐมนตรีในปี ๒๕๐๕ ของรัฐบาลไทยขณะนั้น แล้วเราก็ยืนยันยืนหยัดจุดนั้นมาโดยตลอด แม้แต่เจ้านโรดม สีหนุ ได้เสด็จขึ้นไปเยือน ก็มียอมรับเพียงทักท้วงด้วยบอกว่าอาจจะขาดไป ๒-๓ เมตร ท่านต่อสู้อย่างไรครับ ผมรู้ว่าเหนื่อยและเป็นเรื่องยากชนะหรือแพ้ ได้หรือเสีย ไม่สําคัญเท่ากับว่าจะยอมรับผลของการตัดสินนี้หรือไม่ อย่างไร ถ้าท่านยอมถอนหลักการ ที่เราเชื่อมาตลอดเรื่องสันปันน้ําหรือการที่เราเชื่อตามมติคณะรัฐมนตรีปี ๒๕๐๕ มาตลอดว่า ขอบเขตรั้วนั้นคือขอบเขตตามคําพิพากษาของศาลเมื่อปี ๒๕๐๕ แต่วันนี้ท่านกลับ ไม่พูดอย่างนั้นแล้วครับ ท่านกลับพูดว่าประหนึ่งว่ายอมรับโดยปริยายว่ามันจะต้องมากกว่านี้ และมากกว่าเท่าไร มันจึงมีคําถามของคนไทยครับที่เขายอมไม่ได้สะท้อนออกมาว่ารัฐบาล จะประท้วง จะคัดค้าน จะยอมรับเขตอํานาจศาลหรือไม่ หลักอธิปไตยนั้นจะผ่อนปรนไม่ได้ โดยเด็ดขาด เพราะถ้าท่านผ่อนปรน ท่านจะถูกตราหน้าว่าท่านทรยศต่อชาติ ท่านขายชาติ โทษคือประหารชีวิต นั่นคือสิ่งที่ ส.ว. กลุ่มหนึ่งได้ออกมาแถลงเตือนเมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมพูดถึงหลักของสันติภาพ สันติวิธี และผมพูดถึงหลักของอธิปไตย หลักต่อไปก็คือหลักของ ผลประโยชน์แห่งชาติและผลประโยชน์ร่วม แน่นอนที่สุดครับ ในการเมืองระหว่างประเทศ หลักหัวใจสําคัญของทุกรัฐบาล หรือแม้แต่รัฐสภาไทย ก็คือหลักผลประโยชน์แห่งชาติ ไม่มีชาติไหนหรอกครับที่ดําเนินกุศโลบายระหว่างประเทศหรือกรณีมีข้อพิพาทใด ๆ แล้วจะ บอกว่าทําเพื่อประเทศอื่น ต้องต่อสู้และยึดผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก แต่ขณะเดียวกันคน ไทยก็เป็นคนที่รักความยุติธรรมและรักประเทศเพื่อนบ้าน เราก็รักกับประชาชนคนกัมพูชา ถึงแม้จะมีปัญหาอยู่บ้างเราก็เชื่อว่าคลี่คลายได้ แต่ต้องอยู่บนหลักการที่สําคัญอีกประการ ก็คือผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะได้เสมอไป นั่นคือการเจรจาต่อรอง แต่การ เจรจาต่อรอง ถ้าเป็นเรื่องของเอฟทีเอ (FTA) ในเรื่องการเปิดเสรีการค้ากี่รายการ หรือจะ เป็นเรื่องการเจรจาในเรื่องการขนสินค้าข้ามแดน เป็นเรื่องที่เจรจาต่อรองผ่อนหนักผ่อนเบา ไม่มีใครได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่การยึดหลักผลประโยชน์ร่วมก็ไม่เหนือกว่าหลักอธิปไตย ของชาติ ผมเรียนท่านประธานผ่านไปถึงคณะรัฐมนตรีให้ตระหนักสิ่งนี้ สุดท้ายก็คือ หลักความโปร่งใส เปิดเผย และธรรมาภิบาล รัฐบาลต้องยอมรับนะครับว่าท่านเกิด วิกฤติศรัทธา อย่างที่ท่าน ส.ว. ท่านหนึ่งได้พูดถึงประเด็นนี้ ผมจะไม่พูดซ้ํา แต่พฤติกรรม ในเรื่องของกรณีปราสาทพระวิหารมันไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น มันเกิดมาในช่วง ๑๐ ปีหลังมานี้ ที่มันมีเรื่องของปัญหาความแคลงใจในผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งรัฐบาลคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ข้อแคลงใจนี้นํามาสู่การเกิดกลุ่มพลังประชาชนในการที่จะคัดค้านรัฐบาลและไม่ไว้ใจรัฐบาล และล่าสุดคือการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ถ้าท่านประธานจําได้ เพราะท่านเป็นประธาน ในที่ประชุมด้วย มีการพูดถึงประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนทางทะเล เรื่องแหล่งแก๊ส ทรัพยากรธรรมชาติ ตรงนั้นเราโทษไม่ได้เพราะว่าถ้าไม่มีฟืนไม่มีไฟมันก็ไม่มีควันนะครับ แต่ข้อกังขาของสาธารณชนต่อประเด็นดังกล่าวมันก็มาสอดคล้องต่อพฤติกรรมของรัฐบาล ในเรื่องการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ และประเด็นนั้นก็เป็นเรื่องที่พูดจากันมากในรัฐสภาแห่งนี้ จากนี้ไปท่านมีโอกาสที่จะพิสูจน์ตัวเองครับ พิสูจน์ตัวเองในระหว่างที่มาตรา ๑๙๐ เดิม ยังมีผลใช้บังคับ หรือถ้าตามข้อแนะนําของท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านอดีต นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มีต่อหน้าท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร แม้ว่า ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ลุกขึ้นรับปาก ก็คือในเรื่องของการชะลอร่างแก้ไขมาตรา ๑๙๐ นั่นคือการพิสูจน์ความจริงใจประการแรก เพราะถ้ายังใช้ตามมาตรา ๑๙๐ เดิมนั้น มันจะเกิด ความโปร่งใส เปิดเผย การมีส่วนร่วมของทั้งรัฐสภาและประชาชน ทั้งในเรื่องของการ ต้องนําเสนอกรอบการเจรจา เรื่องการเปิดรับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะ หลังจากนั้น ก็ไปดําเนินการภายใต้กรอบ ก่อนเข้ามาขอความเห็นชอบจากรัฐสภาอีกครั้งหนึ่ง นั่นคือกระบวนการที่จะสอดรับต่อหลักการในเรื่องของความโปร่งใส เรื่องของความเปิดเผย เรื่องของการมีส่วนร่วมและธรรมาภิบาลซึ่งจําเป็นมาก เพราะสมาชิกรัฐสภาในซีกของรัฐบาล เองก็ยอมรับว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นที่อ่อนไหว เป็นประเด็นที่อ่อนไหวต่อการดําเนินการ ยิ่งอ่อนไหวเท่าไรก็ยิ่งต้องการความซื่อสัตย์ เปิดเผย โปร่งใส รอบคอบ รัดกุมมากยิ่งขึ้น เท่านั้น ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปถึงคณะรัฐมนตรีว่าข้อแนะนําจากนี้ไปจะสําคัญ มาก นอกจากการยึดหลักในการที่จะดําเนินการเจรจาในทุกระดับดังที่กระผมได้กราบเรียน ข้อแนะนําก็คือว่ารัฐบาลจะต้องพูดความจริงกับประชาชน จะพูดครึ่งเดียวไม่ได้ครับ แผ่นดิน ทุกตารางนิ้วไม่ใช่ของรัฐบาล มันเป็นของคนไทยทั้งประเทศ ถ้าเราต้องสูญเสียเพิ่ม ก็ต้องตอบว่าสูญเสียเท่าไร แค่ไหน อย่างไร บริเวณใด จะมาตีสําบัดสํานวนไม่ได้ ผมเชื่อว่า คนไทยทุกคนหรือคนกัมพูชาทุกคนต้องการสันติภาพ ต้องการมิตรภาพระหว่าง ๒ ประเทศ ไม่ต้องการเห็นการสู้รบ แต่ถ้าเราไม่บ่งหนามไม่มีวันที่จะแก้ปัญหานี้ได้ ทางเดียวที่จะบ่งได้ ก็คือความจริงเท่านั้น แล้วไม่ต้องกลัวหรอกครับผมไม่คิดว่านี่จะเป็นประเด็นการเมือง เมื่อเป็นปัญหาที่สําคัญต่ออธิปไตยของประเทศชาติต้องไม่มีเรื่องของฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ไม่มีประเด็นการเมือง และเป็นประเด็นของความรักชาติและต้องไม่ให้เกิดการคลั่งชาติจึงจะ สร้างบรรยากาศของการทํางานร่วมกัน เพราะฉะนั้นความจริงที่จะต้องแถลงออกมาอย่าง ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม บอกความจริงทั้งหมด เขาพูดกันว่าคดีนี้หลังคําพิพากษา ประเทศ กัมพูชาไม่ได้ทั้งหมด ประเทศไทยไม่เสียทั้งหมด พูดง่าย ๆ สรุปภาษาตลาดคือเรามีแต่เจ๊ากับเจ๊ง ก็ต้องบอกคนไทยต่อหน้าสมาชิกรัฐสภาซึ่งเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยอย่างตรงไปตรงมาครับ ถ้ายอมสูญเสียหลักการและยอมสูญเสียดินแดนอธิปไตย คนไทยยอมได้หรือไม่ มีหลายคน เสนอว่าให้ทําประชามติ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องบอกคนไทยว่าจะต้องไม่มีการสู้รบ และ ตัดสินใจร่วมกัน จะประท้วงอย่างไร จะยอมรับเขตอํานาจศาลหรือไม่ แต่อย่าเอาขยะใส่ใต้ พรมหรือเอาความจริงใส่ใต้พรม ถ้าอย่างนั้นประชาชนส่วนหนึ่งถ้าเขาไม่ยอมรับเขาก็จะลุก ขึ้นขับไล่รัฐบาล ท่านต้องการอย่างนั้นหรือครับ ผมทราบดีว่าคณะข้าราชการหรือว่ารัฐมนตรี ที่ไปปฏิบัติหน้าที่ไม่มีใครมาแถลงหรอกครับว่าประสบความล้มเหลวและเราเสีย เราแพ้ เข้าใจดี แต่นี่มันไม่ใช่เรื่องการแพ้ชนะ ไม่ใช่เรื่องรัฐบาลจะมาเสียหน้า แต่เป็นเรื่องที่ต้องพูด ความจริง ไม่อย่างนั้นเราจะเกิดฉันทามติของคนไทยร่วมกันได้อย่างไรครับ แทนที่จะแก้ไข ปัญหา มันเป็นการเอาปัญหาซุกเอาไว้ เพราะฉะนั้นท่าทีและจุดยืนสําคัญมากครับ แต่สิ่งนี้ ที่ยืนยันท่านประธานได้เลยว่าผมนั้นได้พยายามทุกวิถีทางครับ ในยามที่เป็น ส.ส. หรือรัฐมนตรี พยายามส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย-ประเทศกัมพูชา ทุกวิถีทางครับ แม้แต่ในยามที่มีการปะทะกัน เสียงปืนดังอยู่ชายแดนผมก็เดินทาง เข้ากรุงพนมเปญ ไปพบท่านนายกรัฐมนตรีฮุนเซน ไปพบรัฐมนตรีอีกหลายคนร่วมกับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีเพราะท่านนายกรัฐมนตรีมอบหมาย หน้าที่ของเราคือยุติปัญหา ประวัติศาสตร์ในอดีต และทําให้เห็นว่าเรามีความยุติธรรม และประเทศกัมพูชาก็ต้องยอมรับ ต่อสิทธิและอธิปไตยของเรา นั่นคือท่าทีที่ผมอยากจะเรียนยืนยันและต้องการคําตอบ อย่างชัดเจนนะครับ คําตอบอย่างชัดเจนว่าในประเด็นคําถาม ๗-๘ ข้อดังกล่าว รัฐบาล จะชี้แจงให้เกิดความเข้าใจร่วมกันตามข้อเท็จจริงอย่างไร ขอบคุณท่านประธาน
เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรี ชี้แจง เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นะครับ ได้นั่งฟังเพื่อนสมาชิก ทั้งท่าน ส.ส. และ ส.ว. ให้ข้อเสนอแนะ ให้ข้อชี้แนะ หลาย ๆ เรื่องเป็นประโยชน์อย่างยิ่งนะครับ และเราทางรัฐบาลเองก็จะชี้แจงในประเด็น เหล่านี้เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับพี่น้องประชาชนอย่างตรงไปตรงมา แล้วก็ประเด็น มาตรา ๑๙๐ ที่เป็นห่วงนั้นนะครับ ไม่ต้องห่วงครับ เราจะนํามาขอกรอบการเจรจา เราจะ มาปรึกษาหารือในรัฐสภาแห่งนี้นะครับ แล้วก็จะฟังเสียงประชาชนด้วยครับ
ทีนี้มีประเด็นเดียวครับที่ท่านอลงกรณ์ได้พูด ๒ ครั้งด้วยกันนะครับ เกี่ยวกับ กรณีที่สมัยท่านสมัครไปยอมให้ทางกัมพูชาไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกฝ่ายเดียว ที่จริงแล้วสมัย รัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นะครับ ตั้งแต่วันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๐ ที่ประชุม คณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ ๓๑ ที่เมืองไครสต์เชิร์ช มีฉันทามติเห็นด้วยในหลักการ ว่าปราสาทพระวิหารสมควรได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยขอให้กัมพูชาเสนอ รายงานความคืบหน้าเพื่อให้ปราสาทพระวิหารได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการ ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งต่อไปนะครับ แล้วในวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๐ กระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้นก็ออกข่าวสารนิเทศแสดงความยินดีต่อคณะกรรมการ มรดกโลกและต่อประเทศและประชาชนกัมพูชาสําหรับคําตัดสินของคณะกรรมการ มรดกโลก ครั้งที่ ๓๑ ซึ่งประเทศไทยเห็นพ้องและพึงพอใจต่อข้อมติดังกล่าว โดยประเทศไทย และประเทศกัมพูชาตกลงที่จะร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งในการจัดทําแผนอนุรักษ์และบริหาร จัดการบริเวณปราสาทพระวิหารนะครับ ซึ่งปรากฏว่าพอรัฐบาลท่านสมัครท่านเข้ามา ประเทศไทยเองพยายามรักษาสิทธิทางเขตแดน จึงได้ประท้วงและคัดค้านคําขอขึ้นทะเบียน ของประเทศกัมพูชากระทั่งประเทศกัมพูชาปรับคําขอขึ้นทะเบียนเป็นเฉพาะตัวปราสาท พระวิหารเป็นมรดกโลกนะครับจากนั้นมาท่านรัฐมนตรีนภดลก็ไปทําแถลงการณ์ร่วมกับ ไทย-กัมพูชา-ยูเนสโก เกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนปราสาทนะครับ จนกระทั่งที่ประชุม คณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ ๓๒ตามที่ได้ตกลงไว้เมื่อครั้งที่ ๓๑ ที่เมืองควิเบก ก็มีมติ ให้เฉพาะตัวปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก อันนี้ก็อยากจะชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดนะครับ และเอกสารของผมซึ่งผมได้รับมาก็เป็นเอกสารลับมากของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งหายไปเป็นเวลานาน ผมเพิ่งมาเจอเมื่อ ๒ อาทิตย์ที่ผ่านมานี้เองนะครับ ก็อยากจะ กราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกตลอดจนพี่น้องประชนได้เข้าใจตรงกันครับ อันนี้คือข้อเท็จจริงครับ
แล้วก็ผมอยากจะให้สภาแห่งนี้อภิปรายกันด้วยข้อเท็จจริง วันนี้ผมรับฟัง มีประโยชน์มากครับ เพื่อน ส.ว. เสนอแนะ ท่านอลงกรณ์เสนอแนะประเด็นต่าง ๆ ท่านผู้นํา ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนสมาชิกนะครับ ก็ยินดีรับฟัง แล้วก็จะพยายามจะ นําเสนอข้อมูลต่าง ๆ เพิ่มเติมในอนาคต เพราะกระทรวงการต่างประเทศ ข้าราชการประจํา ก็มีหน้าที่ที่จะต้องทําความเข้าใจเพื่อให้เกิดความถูกต้อง ให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจ ในประเด็นต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องครับ ขอบคุณครับ
ท่านอลงกรณ์นิดหนึ่งครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขอบคุณท่านรองนายกรัฐมนตรีนะครับที่ชี้แจงประเด็น ในข้อเท็จจริง แต่นี่คือปัญหาครับ เป็นปัญหาที่ข้อเท็จจริงบางประการไม่ได้ปรากฏ เพิ่งโผล่ขึ้นมา และบางครั้งผมทราบว่ามีบางกรณีที่แม้แต่รัฐบาลชุดที่ผ่านมาก็ไม่ทราบ เพราะข้อเท็จจริงเหล่านั้นกระทรวงการต่างประเทศเองก็ไม่ได้แจ้ง แต่ว่าประเด็นที่กระผม พูดถึงสั้น ๆ ก็คือว่า การออกแถลงการณ์ร่วมของรัฐบาลในปี ๒๕๕๑ นั้นมันได้ขัดต่อ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ และ ๒. ก็คือมันได้มีการคัดค้านในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ประชาชนก็คัดค้านกันว่าไม่ถูกต้องในกรณีที่ยอมให้ประเทศกัมพูชาไปขึ้นทะเบียนปราสาท พระวิหารเป็นมรดกโลกแต่ฝ่ายเดียว ท่านคงจําได้นะครับ ทั้งในสภาผู้แทนราษฎร ทั้งที่อยู่ นอกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่การอ้างว่ารัฐบาลหนึ่งทําแล้วจะเป็นที่ยอมรับตลอดไป ดังนั้น ผมก็เพียงแต่เรียนในข้อเท็จจริงเท่านั้นว่าในกรณีนี้มันเป็นปมปัญหาทั้งในกรณีของเรื่อง ปราสาทพระวิหารแล้วก็โยงใยมาสู่ในเรื่องของคําพิพากษาในวันนี้ด้วย เพราะมีการอ้างอิงถึง และนอกเหนือจากเรื่องพรมแดน ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดระหว่าง ๒ ประเทศนี้ก็คือ เรื่องของคดี ปราสาทพระวิหาร ก็หวังว่าข้อเสนอแนะใน ๕ หลักการสําคัญท่านจะได้ยึดหลัก ส่วนคําตอบ ซึ่งผมรอฟังนะครับที่พยายามประมวลความเห็น คําถามจากประชาชนหรือสื่อมวลชน ใน ๖-๗ ข้อดังกล่าว ก็รอฟังเพื่อที่จะได้นํามาพินิจพิจารณาต่อไปเมื่อยามที่ท่านนําร่าง กรอบเจรจากลับมาสู่รัฐสภาอีกครั้งหนึ่งครับ
ท่านรองนายกรัฐมนตรี เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต่อข้อชี้แจงของเพื่อนสมาชิกเมื่อกี้นะครับผมเห็นด้วยครับว่าบางประเด็นข้อมูลที่แท้จริง จําเป็นต้องนําเสนอให้สังคมได้รับรู้นะครับ กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยคําแถลงการณ์ ร่วมเป็นหนังสือสัญญาที่อาจจะมีบทเปลี่ยนแปลงสมัยนั้นแล้วก็มีการชุมชนประท้วงกัน ผม คิดว่าข้อเท็จจริงได้ขาดหายไปในสมัยที่ไปขึ้นทะเบียนมรดกโลก เป็นที่รับรู้กันสมัยท่าน พลเอก สุรยุทธ์ พอดีข้อมูลถ้าขาดหายไปการชุมชนต่าง ๆ การเรียกร้องต่าง ๆ ก็ทําให้ประชาชน หลงประเด็นและเข้าใจผิดได้ สิ่งเหล่านี้เป็นอุทาหรณ์ครับ สอนให้ว่าในอนาคตเราต้องอยู่กับ ความจริง อยู่กับข้อเท็จจริงทั้งหมด สังคมจะได้ไม่บิดเบือนและเรามาช่วยกันแก้ไขปัญหา ในสิ่งที่เกิดขึ้น ผมคิดว่าวันนี้พี่น้องประชาชนอยากจะเห็นสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นในทิศทางที่ดี แล้วก็ข้อเสนอของท่าน ท่านไม่ต้องห่วง คําชี้แนะของท่านคืออย่าให้รับคําตัดสินในขณะนี้ ยินดีรับฟังครับ ผมจะใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้อง ประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก เพราะฉะนั้นอยากให้คนไทยอยู่กับความจริง อยู่กับข้อเท็จจริงทั้งหมด ขอบคุณครับ
ต่อไปอาจารย์ตรึงใจ แล้วก็ ต่อด้วยครูมานิตย์ แล้วก็ต่อไปที่ดอกเตอร์นาที แล้วกลับมาที่พลเรือเอก สุรศักดิ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิก วุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันมีเวลาที่จะพูดให้ทางบ้านคือพี่น้องประชาชนได้ฟังอยู่ ๕ นาที เพราะว่าเมื่อกี้ใช้เวลานานมาก ดิฉันจะขอพูดในเรื่องของหัวใจของการ ขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารที่เป็นต้นตอให้เราอาจจะต้องเสียดินแดนไปตามคําตัดสิน ของศาลโลก แล้วก็ถ้าเราไม่ระมัดระวังให้ดีเราอาจจะต้องเสียเพิ่มนะคะ รายละเอียดขอพูด ทีหลัง แต่ตอนนี้ดิฉันจะขอพูดในแง่ของกฎเกณฑ์การขึ้นทะเบียนมรดกโลกซึ่งอยู่ใน หมวดที่ ๓ มาตรา ๑๑ ข้อ ๓ ที่กล่าวว่า การพิจารณาบรรจุทรัพย์สมบัติหรือทรัพย์สินที่เป็น มรดกทางวัฒนธรรมและมรดกทางธรรมชาติให้อยู่ในบัญชีรายชื่อมรดกโลก จะต้องได้รับ ความยินยอมจากรัฐภาคีที่เกี่ยวข้อง ในกรณีที่ทรัพย์สมบัติหรือทรัพย์สินที่จะพิจารณาบรรจุไว้ในบัญชีรายชื่อมรดกโลก มีที่ตั้งอยู่ ในอาณาเขตหรืออํานาจอธิปไตย หรือเขตอํานาจศาลมากกว่า ๑ รัฐ จะต้องไม่เป็นเหตุให้เกิด การโต้แย้งจากรัฐภาคีที่เกี่ยวข้อง ข้อนี้เป็นข้อที่สําคัญมาก เพราะว่าถ้าเราโต้แย้งเสียตั้งแต่ ตอนที่ประเทศกัมพูชาขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก ประเทศกัมพูชาก็ไม่สามารถขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกได้ แล้วการที่เขาเบี่ยงเบนขอขึ้นเฉพาะตัวปราสาทก็เป็นกลยุทธ์ของเขาที่ฉลาดกว่า เรา ดิฉันอยากจะกล่าวว่าประเทศกัมพูชาฉลาดกว่าคนไทยนะคะใน ๒-๓ ปีนี้ เพราะเขาได้ ขอขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท ซึ่งดิฉันรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่การขึ้นทะเบียน มรดกโลกจะขึ้นเฉพาะตัวปราสาท มันจะต้องมีอาณาบริเวณกันชนอยู่ด้วย แล้วเราก็จะเสีย อาณาบริเวณนั้นไป อันนี้ดิฉันได้พูดไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ตอนที่ท่านรัฐมนตรีนพดล ปัทมะ ไปเซ็นลงนามในจอยท์ คอมมูนิเก (Joint Communique) ว่ามันจะต้องเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ แล้วเหตุการณ์เช่นนี้ก็เกิดขึ้นจริง ๆ เมื่อวันที่ ๑๑ ที่ผ่านมา อันนี้เป็นหัวใจของเรื่องนี้นะคะ
ตอนนี้ดิฉันจะพูดในเรื่องที่ดิฉันได้เตรียมมา แล้วก็อยากจะได้แสดงความ คิดเห็นให้กับท่านรัฐมนตรีหรือรัฐบาลได้ทราบนะคะ แต่อย่างไรก็ดีก่อนอื่นดิฉันก็ขอขอบคุณ ท่านทูตวีรชัย พลาศรัย ที่ท่านได้ทําหน้าที่อย่างดียิ่ง ตอนนี้ท่านไม่ได้อยู่ในห้อง หวังว่าท่าน คงได้ยินนะคะ ท่านคงยังอยู่ในสภาแห่งนี้ รวมทั้งคณะด้วยนะคะ เมื่อปีเศษ ๆ แล้วดิฉันก็มี โอกาสได้ไปที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่กรุงเฮก ท่านทูตก็ได้ต้อนรับอย่างดี เราก็ได้คุยกันถึง เรื่องนี้บ้าง แล้วท่านก็ได้รับปากว่าท่านจะทําหน้าที่ให้ดีที่สุด ดิฉันขอขอบคุณท่านอีกครั้งหนึ่ง ถ้าไม่ใช่ท่านทูตวีรชัยเป็นหัวหน้าคณะทนายฝ่ายไทย ดิฉันเกรงว่าเราอาจจะไม่ได้เสียดินแดน เพียงเท่านี้นะคะ ดิฉันขอให้ท่านทําหน้าที่ที่ดีต่อไป และมีโอกาสที่จะได้ทําหน้าที่นี้ต่อไปค่ะ คําตัดสินของศาลโลกก็อย่างที่เราได้ทราบกันนะคะ แต่เราก็ยังไม่ทราบว่าประเด็นพื้นที่ เล็ก ๆ ที่ศาลโลกกล่าวนี้จะกินพื้นที่ไปสักแค่ไหน ดิฉันเองอยากจะให้ทางรัฐบาล ซึ่งจะเป็น กรมแผนที่ทหาร หรือผู้ที่มีหน้าที่ออกสํารวจอย่างรวดเร็ว แล้วก็ขีดเส้นให้แน่ชัดว่าที่ศาล ตัดสินมันอยู่ในบริเวณแค่ไหน มันกินพื้นที่อาณาบริเวณของรอบปราสาท เช่น สถูปคู่ สระตราว แหล่งตัดหิน สลักหินไปด้วยหรือไม่ แล้วก็พื้นที่อื่น ๆ ที่เราจะต้องเจรจากันอีก เราจะต้องเจรจากันอย่างไรที่เราจะไม่ต้องเสียดินแดนไปอีก อย่าลืมว่าปราสาทพระวิหาร ค้นพบโดยคนไทย เมื่อก่อนเป็นป่า พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงสรรพกิจ ชื่อยาว ๆ นี้ท่านเป็น ผู้ที่ไปค้นพบ แล้วเราก็ยังไม่มีเงินที่จะมาอนุรักษ์หรือทําอะไร ดิฉันคิดว่าถ้าอย่างนี้ไม่ค้นพบ เสียเลยอาจจะดีกว่า เราก็ไม่ต้องเสียดินแดน คือเราค้นพบแล้วเราไม่ได้รักษาเอาไว้นะคะ
อีกเรื่องหนึ่งที่ดิฉันสงสัยก็คือท่าทีของรัฐบาล คือท่าทีของรัฐบาลก่อนการ ตัดสินของศาลโลก ถ้าดิฉันจําไม่ผิดก็เป็นคําพูดของท่านนายกรัฐมนตรีเอง หรือท่านรัฐมนตรี เอง ซึ่งท่านอยู่ในที่นี้นะคะ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านบอกว่าให้คน ไทยอยู่นิ่ง ๆ รอรับคําตัดสินของศาลโลก คือเพื่อสัมพันธภาพที่ดีของระหว่าง ๒ ประเทศ ดิฉันก็ได้แต่งงว่าเราจะอยู่นิ่ง ๆ กันได้หรือ ทําไมเราไม่แสดงท่าทีว่าเราไม่ยอมเสียดินแดน เราไม่ยอมรับคําตัดสินของศาลโลก ถ้าตัดสิน ออกมาแล้วให้เราต้องเสียดินแดน ทําไมเราถึงต้องเอาใจประเทศกัมพูชากันมากมายขนาดนั้น โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีเอง ขออภัยนะคะที่จะต้องขอเรียนถามให้หายคลางแคลงใจ ก็คือ ทําไมท่านต้องเดินทางไปที่ประเทศกัมพูชาไปคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศกัมพูชา หรือฮอ นําฮง ทําไมเราต้องไปก่อน มันเป็นการเอาใจเขาหรือเปล่า หรือท่านอาจจะมีอะไร คุยนอกเหนือจากที่ท่านได้ชี้แจงมาเมื่อเช้านี้ ดิฉันก็อยากฟังท่านอีก ขอให้ท่านได้บอกมาด้วย ความจริงใจ
คําตัดสินของศาลโลก ในข้อ ๑๐๖ โดยอ้างกฎบัตรของสหประชาชาติและ มาตรา ๖ ของอนุสัญญามรดกโลก คือประเทศทั้ง ๒ ประเทศกัมพูชากับประเทศไทยและ ประชาคมระหว่างประเทศต้องร่วมกันปกป้องบริเวณปราสาทแล้วก็พื้นที่อันเป็นมรดกโลกนี้ คําถามของดิฉันก็คือถ้าปราสาทและดินแดนโดยรอบเป็นของประเทศกัมพูชาแล้ว ประเทศ ไทยยังจะต้องไปเสียเวลาปกป้องดูแลอีกหรือ เสมือนหนึ่งว่าเขามาแย่งบ้านเราไปแล้วยังจะ มาขอยืมมือคนอื่นให้มาบอกว่าเราจะต้องเสียค่าบํารุงรักษาดูแลบ้านหลังนั้นอีก ข้อนี้ดิฉันจะ ไม่ถาม เพราะว่าจริง ๆ แล้วเขาอาศัยเกณฑ์ของการขึ้นทะเบียนมรดกโลก แต่นั่น มันหมายถึงว่าประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาจะต้องขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมกัน ไม่ใช่กัมพูชาขึ้นแต่ฝ่ายเดียว ถ้าเรามีโอกาสขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น เฉพาะตัวปราสาทหรืออาณาบริเวณตัวปราสาท เราก็สามารถที่จะไปบริหารจัดการร่วมกัน ได้ ไม่ใช่ไปเสียเวลาบริหารจัดการหรือไปปฏิสังขรณ์ ไปดูแลบํารุงรักษาร่วมกันนะคะ ซึ่งจริง ๆ แล้วมันก็น่าเสียดายถ้ามรดกโลกจะต้องสลายผุพังไป แต่ว่าเราเองก็อยากจะมี ส่วนที่เป็นเจ้าของด้วย เมื่อเขามาแย่งเราไปเราไม่มีโอกาสเป็นเจ้าของ ดิฉันคิดว่าเราจะใจดี มาก ๆ ที่จะไปดูแลบํารุงรักษาให้เขาอีกหรือนะคะ เราพลาดมาตั้งแต่เรื่องสัมพันธไมตรี เรื่องการไปลงนามในจอยท์ คอมมูนิเก แล้ว ดิฉันก็อยากจะให้เราได้มีบทบาทหรือท่าทีใหม่ ที่ทําให้กัมพูชาเกิดความเกรงใจที่จะไม่เอาแต่ฝ่ายเดียว เพื่อที่ว่าเราจะได้มีโอกาสที่จะได้พื้นที่ อาณาบริเวณคืนมา หรือถ้าเสียก็เสียเพียงเล็ก ๆ พื้นที่เล็ก ๆ ตามที่ผู้พิพากษาศาลโลกได้อ่าน คําพิพากษาไว้นะคะ
ดิฉันก็คงจะพูดในประเด็นที่สําคัญเพียงเท่านี้ แล้วก็ขอกราบเรียนว่าขอฝาก ท่านประธานไปที่รัฐบาลว่าสิ่งที่ประชาชนเป็นห่วงมากก็คือเรื่องพื้นที่ของประเทศไทยซึ่งเรา ไม่ควรที่จะให้สูญเสียไป ก็อยากจะขอให้รัฐบาลทํางานหนัก แล้วก็ใส่ใจในเรื่องนี้มาก เป็นพิเศษ จะต้องทําเรื่องนี้ติดต่อกันโดยที่ไม่ละทิ้ง ท่านจะมอบหมายกี่คณะทํางาน ก็มอบหมาย และท่านเองก็จะต้องดูแลด้วยความเอาใจใส่ติดตามเพื่อผลประโยชน์ของ ประเทศชาติเป็นสําคัญ ขอบคุณค่ะ
ครูมานิตย์ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ผมก็นั่งฟังเหมือนที่ท่านประธานนั่งฟัง กันอยู่ในเรื่องเขาพระวิหาร ซึ่งจริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องมหากาพย์ ผมอยู่จังหวัดสุรินทร์ครับ ท่านประธานครับ แต่คนแรกที่ผมสงสารก็คือผมสงสารนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เป็น นายกรัฐมนตรี ทั้ง ๆ ที่ว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเธอก็ยังเป็นวุ้นอยู่เลย ยังไม่ได้เกิด ขนาดผมเอง ผมเกิดปี พ.ศ. ๒๕๐๔ เขาตัดสินเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๕ แล้วก่อนหน้านั้นก็มีปัญหากันมา อยู่เรื่อย นี่เป็นประเด็นหนึ่ง
ประเด็นที่ ๒ เธอยังไม่ได้มาเล่นการเมืองเลย ก็มีเรื่องฟ้องร้องกัน แต่วันนี้ เธอก็รับเต็ม ๆ ผมก็เลยคิดในทางบุญเพราะผมเป็นเด็กวัดเก่าครับ ผมก็เลยบอกว่ามันเป็น เรื่องของพรหมลิขิต เพราะว่าเขามีแรงดลบันดาลให้เธอมาเป็นนายกรัฐมนตรีมาแก้ปัญหา ปัญหานั้นมีไว้เพื่อแก้ ทั้ง ๆ ที่ปัญหาบางปัญหานั้นเราไม่น่าจะต้องมาแก้กันแล้ว ต้องยอมรับ ข้อเท็จจริงกัน เหมือนกับวันนี้ ผมคนอื่นไม่ทราบอันนี้ความรู้สึกของผมนะท่านประธาน ผม ไม่ใช่นักกฎหมายครับ ชื่อผมว่าครูมานิตย์อยู่แล้ว ผมเกิดมาพอผมเริ่มจําความได้ ย่าผมครับ ผมเกิดที่จังหวัดพัทลุงครับท่านประธาน ผมอยู่ไกลจากเขาพระวิหารมาก ผมไม่รู้เรื่องเขาพระวิหารเลย จังหวัดพัทลุงอยู่ทางใต้นะท่านประธาน ย่าผมเล่าให้ฟัง เรื่องเขาพระวิหาร ผมก็นอนกับย่าก็ย่าเล่านิทานให้ฟังหลาย ๆ เรื่อง เรื่องพระเจ้าสิบทิศบ้าง เรื่องอะไรก็ว่ามา ก็มีเรื่องปราสาทพระวิหาร ผมก็จํามา แต่ว่าด้วยความบังเอิญผมก็โคจรมา อยู่จังหวัดสุรินทร์ แล้วก็เป็นถิ่นชายแดน แล้วผมมีความสัมผัสกับชายแดนแถวระหว่างไทย กับเขมรมากนะครับ ตั้งแต่จังหวัดสุรินทร์ ตั้งแต่ช่องจอมไปนะครับ อําเภอพนมดงรัก อําเภอ กาบเชิง อําเภอบัวเชด แล้วก็ไปอําเภอภูสิงห์ โน่นเลยครับไปหลายที่ แล้วก็เมียผม เป็นคนไทยแต่พูดเขมรครับ ภรรยาพูดเขมร พ่อตา แม่ยายเป็นเขมรหมด แล้วก็มีครั้งหนึ่งผม ก็ไปเกิดไปชอบสาวเขมรตอนนั้นเป็นครูอยู่ก็เลยได้รู้วัฒนธรรมได้รู้อะไรหลาย ๆ เรื่อง ค่อนข้างจะรู้จริงเหมือนกันกับเรื่องเขมรที่ลุกขึ้นมาคุย วันนี้ถ้าไม่ได้คุยเรื่องเขาพระวิหารนี้ ผมนอนไม่หลับครับ หลายคนขอบพระคุณท่านทูตวีรชัย ผมก็ขอบพระคุณเหมือนกันแต่ผม เสียดายอยู่อย่างเดียวเองว่าท่านทูตวีรชัยน่าจะเกิดก่อนปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ที่ไปเป็นทนายอยู่ วันนี้ปัญหานี้อาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้ เพราะหลายคนชมว่าเก่ง ผมก็ว่าเก่ง แต่วันนี้มันเป็นเรื่อง ของความเก่าที่เราเอามาคุยกัน มันแพ้ไปแล้ว เพราะเรื่องจากการล่าอาณานิคมหรืออะไรก็ดี ก็แล้วแต่ หรือจะเป็นเพราะปัญหาอะไรไม่ทราบ บังเอิญประเทศไทยเราโชคดีเพราะล้นเกล้าฯ ร. ๕ ท่านใช้วิชาการทูตเราก็ไม่ได้เป็นเมืองของใคร แต่เราต้องไปมีปัญหากับเรื่องหลายเรื่อง และมีประโยชน์กับเรื่องหลายเรื่อง เขาพระวิหารนี้ก็เป็นปัจจัยหนึ่งครับ แล้วได้นํากระแสกัน มาทั้ง ๆ ที่บ้านผมอยู่ดีกินดีมีสุขกัน ผมเดินทางไปเขมร ท่านประธานขอภัย ประทานโทษครับ บางครั้งนี้ก็ไปมาหาสู่กัน แล้ววันนี้จากจังหวัดสุรินทร์ไปนครวัด นครธม จังหวัดเสียมเรียบ กําลังจะมีรถทัวร์ท่านประธานครับ ใครอยากไปเที่ยวไม่มีรถไปไปลงที่จังหวัดสุรินทร์เอา กระเป๋าเสื้อผ้าไปไว้บ้านผม แล้วก็มาขึ้นรถไปจังหวัดเสียมเรียบไปกลับได้ครับ ชั่วโมงกว่า เพราะความผูกพันวันนี้คนเขมรมาซื้อของในจังหวัดสุรินทร์ คนจังหวัดสุรินทร์ไปซื้อของ ในเขมร ก็เวียนกันอย่างนี้ละกับจังหวัดศรีสะเกษเหมือนกันที่ท่านปวีณได้พูดตอนเช้า นั่นคือความผูกพันฉันพี่น้อง แล้วปัญหาส่วนใหญ่มันก็เป็นอย่างนี้ละครับ มันไปจาก แดนไกลทําให้คนในพื้นที่มีปัญหา ผมขอบคุณท่านทูตวีรชัย แล้วผมก็ขอบคุณศาล ผมเชื่อแน่ว่าศาลเขาอยู่ที่กรุงเฮก เขาตัดสินกันอยู่ที่เนเธอร์แลนด์ เขาไม่อยากให้คนบ้าน ติดกันมันมีปัญหา เพราะเขารู้ว่ากําลังจะทําให้มันมีปัญหาเขาก็เลยออกมาดังที่เราอยาก ให้มันออกสําหรับคนที่ไม่อยากให้มีปัญหา แต่คนอยากให้มีปัญหาก็อยากให้ออกอีกแบบหนึ่ง อ่านกันออกบอกกันได้ครับเรื่องพวกนี้เห็นกันอยู่ ผลการตัดสินวันนี้จริง ๆ แล้วไม่ได้มีเรื่องอะไรใหม่กับการตัดสินเลยเท่าที่ผมนั่งฟังและที่ย่า ผมสอน ย่าผมบอกเลยว่าใครไปเป็นทนาย ผมไม่อยากรื้อฟื้นเดี๋ยวมีปัญหาขึ้นมาอีก ไปสูญเสียกับจอมพล สฤษดิ์ เรี่ยไรคนละบาทอะไรก็ว่ากันไป ก็พอจําความได้ เพราะผมเกิด ปี พ.ศ. ๒๕๐๔ เหตุการณ์เกิด พ.ศ. ๒๕๐๕ ศาลเขาไม่อยากให้มีปัญหาครับ แล้วก็เอาเรื่อง เดิมมาตัดสินทั้งหมด แต่เพียงย้ําให้คนที่แกล้งลืมหรือคนที่แกล้งไม่รู้นี่ได้รู้ ได้ชัด ได้เห็นเสีย เช่นยกตัวอย่างในสมัยนั้นผมก็นั่งฟังในการอภิปราย บางคนบางกลุ่มวันที่ ท่านนภดลเป็นรัฐมนตรีก็มาด่ากันในเวทีตรงนี้ละครับ ว่าปราสาทเป็นของเขมร แต่ดิน ใต้ปราสาทเป็นของไทย มันมีบ่ครับอ้ายประสาทลอยฟ้า มันมีแต่ในหนังครับท่านประธาน ดินมันก็ต้องเป็นของเขมร เราต้องยอมรับในการตัดสินการวินิจฉัยในวันนั้น แล้วเราก็ยอมรับ กันมาตลอด แล้ววันนี้เราจะบอกว่าเราไม่ยอมรับ มันไม่ได้ครับ นี่ศาลโลกด้วยนะครับ นี่ดีนะ ศาลโลกเขารู้ เขาก็เลยไม่ฟันธง ท่านประธานเห็นไหม เขาอยากให้มาคุยกันแบบฉันท์มิตร ฉันท์พี่น้องเพราะว่าไทยกับเขมรนี่อย่างไรมันหนีกันไม่พ้น ผมกับเมียยังหนีกันได้ เมียตาย ก่อน ผมยังอยู่ แต่แผ่นดินไทยกับเขมรนี่มันหนีกันไม่ได้ครับ ใครจะตาย ใครจะไป ใครจะมา แต่รู้ว่าเขตแนวมันยังอยู่ ปราสาทมันยังอยู่ ท่านประธาน ฉะนั้นผมไม่อยากให้เรื่องนี้ เป็นกระแสทางการเมือง แล้วส่งสัญญาณทะเลาะเบาะแว้งกันไป นี่บางคนก็ไปติดคุกอยู่ อย่างคุณวีระกับผมก็ถูกกัน แกจะรู้จักผมหรือไม่ไม่รู้ แต่ผมเจอแกหลายครั้งผมก็ยกมือไหว้ นี่เขาเดินเข้าไปในเขมร ไปกันหลายคน หลุดกันมาบ้าง ติดกันมาบ้าง เห็นไหมครับ ถามว่า เขมรเขาอยากจับไหม ก็ไม่อยากจับ เหมือนกับวันนั้น นี่ปัญหาอันนี้เขาไปขอจดทะเบียนเขา พระวิหารละครับ เกิดการยิงกัน พวกผมก็ไป ไปแจกของ เพราะอพยพกันมาหมด ผมก็ไป ช่วยเขตท่านสมบัติ ศรีสุรินทร์ เขตท่านชูศักดิ์ แอกทอง ไปกับท่านตี๋ใหญ่ ก็ไปดูแลกัน และมีการฆ่ากันตายในยุคท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นี่ผมไม่ได้ว่าท่านอภิสิทธิ์ นะครับ ท่านอภิสิทธิ์ยังไปเยี่ยมเขาเลย ไปที่โรงพยาบาลสุรินทร์ แต่พวกผมไปเยี่ยมที่ ชายแดน เพราะว่าท่านก็มีภารกิจ ผมก็เห็น นี่ล้วนแล้วสิ่งเหล่านี้ท่านประธานครับ นี่เป็นแค่ บางตอนบางส่วน แต่ผมอยากเห็นความสงบ ความร่มเย็น ไม่อยากเอามาปั่นเอามาสร้าง เป็นกระแส ผมรู้ครับ ทุกคนรักบ้าน ทุกคนรักชาติ ทุกคนรักแผ่นดิน กฎหมายรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่มาตรา ๑ ก็เขียนไว้ชัดเจนว่าเราจะสูญเสียแผ่นดินจะแบ่งแยกไม่ได้ ถามเถอะใครขึ้นมา เป็นนายกรัฐมนตรีอยากเสียไหม แล้วเรื่องนี้ทําไมมันดังในช่วงนี้ นี่ ๕๑ ปีแล้วนะครับที่ศาล ตัดสินเสร็จ นี่มาคุยกันวันนี้และจะคุยกันรุนแรงเมื่อวันที่ ๑๑ ด้วย โน่นศาลตัดสิน ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ผมก็ว่าเขาพระวิหารนี่มันไม่จบสักทีหนึ่ง แต่โชคดีไม่เหมือนปัญหาทาง ใต้ ถ้าทางใต้นี่ไม่แน่ ผมจึงอยากเห็นวันนี้ท่านประธานเห็นไหมครับ ไทยกับลาวเป็นพี่น้องกัน ไทยกับเขรมวันนี้สัญชาติไทย เชื้อชาติเขมร เชื้อชาติเขมรกับไทยมันปนเปกันหมดแล้วครับ ผมไม่อยากให้ไปสร้างกันที่ชายแดน มันมีปัญหา พี่น้องเขาก็เดือดร้อน เหมือนท่านอาจารย์ สมบัติ ศรีสุรินทร์ บอกว่าเราเตรียมตัว ผมนี่เพื่อนฝูงแถวนั้นที่ไปตัดยางพารา ปลูกยางพารา กรีดยางพารา มานอนบ้านผมหมด เพราะกลัว ผมบอกไม่ต้องกลัว ผมพอคุยกันได้กับเขมร แต่ไม่ใช่กับผู้นํานะครับ กับแถวนั้น ปัญหามันไม่เกิดหรอกครับท่านประธานครับ ถ้าเรา ยอมรับว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องจริงว่าเขาตัดสินมาแล้ว ๕๑ ปี ปราสาทตรงนั้นเป็นของเขมร ที่ดินใต้ประสาทเป็นของเขมร แล้ววันนี้ให้มาเจรจาความกันแบบวินวินนะครับ อย่าไป โยนผิดกันไป โยนผิดกันมา ท่านพดล ปัทมะ เป็นรัฐมนตรีหนุ่มรูปหล่อ อายุน้อย ผมไม่เชื่อ หรอกครับที่จะไปขายชาติ ขายแผ่นดิน ขายบ้าน บ้านท่านอยู่โคราช ท่านเกิดในไทย ท่านไม่ได้เกิดในเขมร ทุกคนละครับ ท่านรัฐมนตรีสุรพงษ์เหมือนกัน มีความปรารถนาดี ต่อบ้านต่อเมือง ผมคิดอย่างนั้นนะครับ และผมดูพฤติกรรมว่าท่านไปขายชาติ ขายบ้าน ขายเมือง ใครจะยอมท่านครับ ทุกรัฐบาลครับ ก่อนหน้านั้นไม่รู้อีกกี่สิบรัฐบาล ผมไม่อยาก ไปพูดถึง เพราะถ้าเอ่ยแล้ว ๓ ชั่วโมงไม่หมดครับ เพราะมันมีมาหลายสมัยแล้ว แต่สามัญ สํานึกของผมนี่ผมเชื่อได้ว่าคนที่ขึ้นมาเป็นรัฐบาล คนที่มาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่มาเป็น รัฐมนตรี ไม่อยากให้เหตุการณ์อย่างนี้มันเกิดหรอกครับ แต่ว่ามันเกิดมาตั้งแต่พวกเรายัง ไม่เกิด จะทําอย่างไร เราก็มาเถียงกันอยู่ ต่างคนต่างก็คิดว่าตัวเองแน่ มันไม่แน่หรอกครับ ถ้าแน่เราไปว่าความชนะตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๕ วันนี้มันแพ้แล้วจะให้ทําอย่างไร ก็ต้องยอมรับ ความจริง แต่มาเจรจาความกันใหม่ เขาก็เลยให้ยกเลิกเท่านี้อย่างไร เขาพูดย้ํามาชัดเจนเท่าที่ผมพอรู้ เพราะผมไม่ค่อยคล่องแคล่วภาษาอังกฤษกับภาษาไทยเท่าไร แต่ก็พอไปได้เหมือนกัน บางโอกาสนะครับ เขาก็บอกว่าให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ดินใต้ปราสาทเป็นของประเทศกัมพูชา แน่นอนที่สุดปราสาทต้องมีที่ตั้งก็คือดิน ไม่ใช่ปราสาทลอยฟ้า ๒. บริเวณที่เขมรเขาบอกว่า เป็นของเขา ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ศาลบอกว่าโน (No) แล้วของไทยเหมือนกันที่ไปขีดกรอบ ให้เขา ประมาณไม่มากครับ ตามรัศมี ศาลก็บอกว่าโน เขาก็เลยใช้ภาษาอังกฤษขึ้นมาคําหนึ่ง ท่านประธานครับ ภาษาอังกฤษที่เขียนว่าอะไรครับท่านประธาน เห็นเขาคุยกันหลายคํา ผมก็ไปเปิดดิกชันนารี (Dictionary) เมื่อกี้เอง ที่ว่าโพรมอนโทรีอะไรท่านประธาน ที่แปลว่า ชะง่อนผา เพื่อให้มาคุยกันใหม่ เจรจากันใหม่ให้มันเกิดวินวินทั้งคู่ แค่นี้มันก็จบ พวกผม ก็จะได้อยู่กันร่มเย็น ปัญหาก็ไม่มี อย่าไประแวงเลยครับ พื้นที่ไมล์ทะเลจะไปเอาน้ํามัน ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน ทุกคนมีตา เห็น ผมเชื่อแน่ว่าวันนี้ไปไกลถึงคนชื่อ ทักษิณ ชินวัตร นี่ก็เกิดมามีกรรม อะไรก็ทักษิณหมด กินไม่ได้ ขี้ไม่ออกก็ต้องทักษิณ ไมล์ทะเล ขอประทานโทษครับ ถ้าพูดไม่เพราะ ท่านประธาน ถอนคําพูด บังเอิญผมกลอนพาไป คนเป็นครูก็อย่างนี้ละท่านประธาน ฉะนั้นท่านประธานครับ ผมก็เลยบอกว่าวันนี้ ผมอยากเห็นความวินวินเกิดขึ้น ทุกยุคทุกสมัย ผมไม่โทษหรอกครับ ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ ท่านนายกรัฐมนตรีชวน ท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร ทุกนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี สมชายมีความเจตนาดีทั้งหมด ท่านนพดลก็โดนฟ้องอยู่วันนี้ ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เรื่องอะไร อัยการ ก็สั่งไม่ฟ้อง ตั้งกรรมการร่วมขึ้นมาระหว่างอัยการกับ ป.ป.ช. ก็เห็นว่าไม่ได้มีเจตนา ไม่มีเป้าหมาย ก็ไม่ฟ้อง ท้ายที่สุด ป.ป.ช. ฟ้องเสียเอง เรื่องก็อยู่ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ทางการเมือง ผมก็เชื่อแน่ว่าสวรรค์มีตาฟ้าเป็นใจ คนบริสุทธิ์ผมเชื่อว่าได้รับความเมตตาครับ ท่านประธาน
ผมก็เลยอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานว่าผมอยากถามไปยังท่านวีรชัย ในฐานะที่ท่านเป็นทูตที่มีความเก่งกาจสามารถ เที่ยวนี้ท่านเป็นวีรบุรุษ อย่างน้อย ๆ เป็นวีรบุรุษในดวงใจผมคนหนึ่ง แต่ผมเสียดายอย่างเดียวว่าท่านโตช้า ท่านน่าจะโตตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ครับ ผมอยากถามท่านว่า ปี พ.ศ. ๒๕๔๙ กัมพูชาขึ้นทะเบียนมรดกโลก และครอบคลุมพื้นที่ทับซ้อนนี่จริงหรือไม่ที่เป็นข่าวจนกระทั่งไม่สบายใจตอนนี้ ผมอยากให้ ท่านตอบเพราะท่านใกล้ชิดตรงนี้ นี่ประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ผมก็อยากทราบว่าคณะทนายต่อสู้คดีต้องการใช้คําแถลงการณ์ ร่วมสมัยรัฐบาลท่านสมัครเพื่อต่อสู้คดี จริงหรือไม่ที่ไปต่อสู้มาเมื่อกี้ อย่างน้อย ๆ ก็ทําให้ คนที่ได้อสัญกรรมไปแล้ว ถ้าวิญญาณมีจริงก็จะได้รู้ เพราะเรื่องในสมัยท่านสมัครก็พูดกันแรง เรื่องนี้ แล้วก็สมัยท่านนายกรัฐมนตรีสมัครได้เจรจาให้ประเทศกัมพูชาขึ้นทะเบียนได้ เฉพาะตัวปราสาท โดยไม่รวมพื้นที่ทับซ้อน ๔.๖ ตารางกิโลเมตรจริงหรือไม่ หรือขอให้ ขึ้นทะเบียนร่วมกัน เพราะมันจะได้กระจาย มันจะได้เกิดความสว่างในฐานะท่านเป็นคนกลาง เพราะถ้าให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุรพงษ์พูดก็ไม่มีใครเชื่อ ๒-๓ ประเด็นนี้ที่ผมอยากถาม
ท่านประธานครับ แล้วท้ายที่สุดนี้ผมก็อยากฝากไปยังรัฐบาลว่าเรื่องนี้ เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วส่วนที่จะเอากรอบมาเจรจา หรือจะเอาตัวร่างทั้งหมดมาเจรจาในวันข้างหน้า ที่เราไปเจรจาความกัน ไปหาความวินวินให้พี่น้องชายแดนอยู่กันอย่างมีความสุข แล้วก็พี่น้อง นานาอารยะทั่วโลกเขามาเที่ยวเพื่อให้เกิดความสุขกับประวัติศาสตร์เรื่องนี้ที่จะไปมาหาสู่ กันได้ ก็อยากให้รัฐบาลทําความเข้าใจ อย่างน้อย ๆ ให้เด็กรุ่นหลังได้รู้ว่าปราสาทนี้เกิดมา เมื่อไร และมันมีปัญหาอย่างไร เอากระจ่างชัดเถอะครับ ฝากท่านรองนายกรัฐมนตรีสุรพงษ์หน่อยนะครับ ทําเป็นรูปเล่มแจกไปตามโรงเรียนหน่อย นะครับ ไหน ๆ ก็มันไหน ๆ แล้ว เด็กก็จะได้เรียนจะได้ศึกษากันมาใหม่เพื่อจะเป็นประโยชน์ ทางการศึกษาด้วย เพราะว่าผมบอกท่านแล้วเราจะตายไปอีกกี่คนอีกกี่รุ่น แต่ไทยกับเขมรยัง เป็นชายแดนที่อยู่ติดกัน ปราสาทพระวิหารก็ยังอยู่อําเภอกันทรลักษ์คงจะไม่เปลี่ยนชื่อ ภูมิซรอลคงยังไม่เปลี่ยนชื่อ คงยังอยู่ ประวัติศาสตร์พวกนี้มันจะต้องได้สืบต่อไป ผมอยากให้ มันชัดเจนในปีนี้เลยครับ ไม่ต้องรออีกปีสองปี พอมีอะไรก็ทางการเมืองเอากันอีกแล้ว พอมีอะไรก็ทางการเมืองเอากันอีกแล้ว มันก็จะไม่มีที่สิ้นสุดครับ มันเหนื่อยกันทุกฝ่ายกับ เรื่องนี้ แล้วก็หลักการเจรจาที่จะไปเจรจากันใหม่นี้ ที่ตามคําแนะนําของศาลโลก ท่านต้อง เอาผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก เอาความเป็นอธิปไตยเป็นหลักครับ ถ้าอันไหน ที่ไม่เป็นอธิปไตยท่านอย่าด่วนตัดสินนะครับ เอาเข้ามาในสภานี้เลยครับ เขาจะได้พิสูจน์ของ มาตรา ๑๙๐ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ขอแก้ไปด้วยว่ารัฐบาลมีความจริงใจขนาดไหน เพราะวันนี้มาตรา ๑๙๐ ก็รออยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญอีกแล้วนะครับ ไปแล้ว ฉะนั้นท่านต้องเอา กลับมา แล้วการเจรจาต้องเป็นไปด้วยแบบฉันท์มิตรนะครับ แบบฉันท์มิตร แบบการ ปรองดอง เพราะท่านอย่าลืมว่าท่านเจรจากลับมาแล้วถ้าไม่เป็นฉันท์มิตรทั้ง ๒ ฝ่าย คนที่เดือดร้อน ก็คือเพื่อนพ้องน้องพี่ผมบองปะโอน บองปะโอนนี้ภาษาเขมรเขาแปลว่าพี่น้องนะครับ เที่ยวที่แล้วก็ตายไป ๒๒ ศพ ตรงนี้ก็ว่ากันไป แต่ว่าตรงโน้นเปรี้ยงปร้างไปเปรี้ยงปร้างมา ๒๒ ศพครับ บังเอิญเจรจากันเสร็จเสียก่อนก็ได้อยู่รอดปลอดภัยกันมา ต้องเป็นลักษณะ อย่างนี้นะครับ แล้วก็เรื่องพื้นที่มันเป็นความละเอียดอ่อนจริง ๆ เพราะเขมรเขาก็บอกว่า เขากินมาถึงรังผึ้ง ๔.๖ ตารางกิโลเมตร พวกเราก็บอกว่าตามมติ ครม. ปี พ.ศ. ๒๕๐๕ มันคุยกันคนละที นี่ละครับที่ศาลเขาให้ความเป็นธรรม เขาบอกว่ายู (You) ไปคุยกันใหม่เสีย ถ้าผมแปลได้อย่างนั้นนะครับ ผมก็ภาษาอังกฤษตก ๆ ขาด ๆ ต้น ๆ อยู่ เพราะฉะนั้นการคุย เที่ยวนี้ผมเชื่อแน่ว่าน่าจะจบ แล้วก็น่าจะวินวินทั้งคู่ ผมให้กําลังใจครับ เพราะว่าถ้าไม่วินวิน คนกรุงเทพฯ อาจจะพูดได้ อาจจะทําอะไรได้ แต่ท่านไม่เกิดปัญหาหรอกครับ แต่เพื่อนพ้อง น้องพี่ผมที่อยู่จังหวัดสุรินทร์กรีดยางพาราไม่ได้ครับ ไปหาเห็ดไม่ได้ครับ เข้าไปหาหน่อไม้ ไม่ได้ครับ เดือดร้อนกันไปหมด เพราะพวกเราอยู่ที่นั่น พวกเราหวังว่าวันนี้ นี่ผมพูด ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พูดในฐานะสมาชิกรัฐสภา แล้วก็พูดในฐานะคน จังหวัดสุรินทร์ครับ คนจังหวัดศรีสะเกษ คนจังหวัดบุรีรัมย์ เลยไปถึงคนจังหวัดเลย เขตของ คุณวันชัย บุษบา ก็เป็นห่วง อยากเห็นการอยู่ร่วมกันอย่างฉันท์พี่น้อง มีความปรองดอง มีความรักใคร่ให้เหมือนกับที่เพลงสมัยก่อนเขาบอกไทยกับลาวเป็นพี่น้องกัน วันนี้ก็อยากเห็น ไทยกับเขมรเป็นพี่น้องบองปะโอนกันครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ
ท่าน พลเรือเอก สุรศักดิ์ นะครับ ผมขอจัดคิวใหม่นะครับ พอท่าน พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ เสร็จแล้ว ท่านสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ แล้วท่านอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี นะครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ก่อนที่กระผมจะให้ความเห็นนะครับ ผมขออนุญาตชี้แจงกับท่านประธานว่าสมาชิกสภาคองเกรส (Congress) ของประเทศ สหรัฐอเมริกานี้นะครับ ถ้าเผื่อท่านประธานไปเปิดวิกิพีเดียนะครับ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีชีวิตอยู่ หรือว่าเสียชีวิตไปแล้วนะครับ จะเห็นว่าประวัติของเขาส่วนมากจะเป็นผู้ที่คัดค้าน ทักท้วง รัฐบาลครับ ผมทํางานมานี้ ๕ ปีแล้วนะครับก็ยังไม่มีโอกาสที่จะทําได้เหมือนกับสมาชิก สภาคองเกรสที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเขาใช้เป็นมาตรฐานนะครับ อันนี้ก็รวมถึงเรื่องการเป่า นกหวีดด้วย คือตั้งแต่ปี ๑๗๘๘ มันมีนายทหารเรือ ๒ คนไปแจ้งเบาะแสโดยการเป่านกหวีด ว่ามีการทุจริตในกองทัพนะครับ ผู้บัญชาการทหารเรือสมัยโน้นก็ไปทําโทษครับ ประเทศอเมริกาจึงออกกฎหมายคุ้มครองผู้ที่ เป่านกหวีด คือกฎหมายนั้นมีชื่อว่า วิสเซอร์โบลเออร์ แอค ๑๗๗๘ (Whistleblower Act 1778) ของเขานั้นเขาคุ้มครองผู้ที่จะแจ้งเตือนรัฐบาล ว่าหน่วยงานของรัฐบาลมีการกระทําที่ไม่ถูก กฎหมายหรือทุจริต อันนี้สําคัญครับ ท่านประธานครับ ผมต้องขอให้ทางรัฐบาลมอง อดทนต่อคําวิพากษ์วิจารณ์ของกลุ่ม ๔๐ ส.ว. รวมทั้ง ส.ส. ฝ่ายค้านด้วย ทั้งหมดนี้คําที่เรา ทักท้วงเราติติง ถ้าสมมุติว่าย้อนเวลาได้ ผมขอถามรัฐบาลว่าถ้าเผื่อท่านทําตามที่กลุ่ม ๔๐ ส.ว. หรือ ส.ส. ฝ่ายค้าน รวมทั้ง ส.ส. บางท่านที่คัดค้าน ทักท้วงท่าน ให้ท่านไม่ทําอย่างนี้ เลือกกับที่มันเป็นอยู่อย่างนี้ ท่านเอาอย่างไหนครับ ผมมั่นใจว่าท่านน่าจะทําตามแบบที่ ถูกคัดค้าน คําชมไม่ได้ทําให้เราเจริญขึ้น ท่านประธานครับ คําชมเชยไม่ได้ทําให้เจริญขึ้น คําทักท้วงติติงจะมีโอกาสครับท่านประธาน ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ เดิม มันมีประโยชน์มหาศาลนะครับ อย่างน้อยรัฐบาลจะมีอํานาจในการต่อรองเวลาท่านจะไปเจรจา เรื่องนี้ยังไม่จบถูกไหมครับ ท่านจะต้องไปเจรจานะครับ เพราะฉะนั้นมันยังไม่สายเกินไปที่ท่านจะทํา ตามที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านได้กรุณาแนะนําไว้ครับ ท่านประธานครับ โดยสรุปหลังจากที่ทางศาลยุติธรรม ระหว่างประเทศหรือผมขอเรียกสั้น ๆ ว่าศาลโลก ได้พิพากษาเสร็จ ใจความสําคัญสรุปก็คือว่า ประเทศไทยจะต้องเสียดินแดนบริเวณชะง่อนผาโพรมอนทอรี่อะไรที่ว่านี้นะครับ หรือพื้นที่ก็ แล้วแต่ อาจจะประมาณ ๐.๗ หรือ ๑ ตารางกิโลเมตรอะไรก็ว่าไป สําคัญที่สุดก็คือต้องถอน ตํารวจและทหารออกไป เราก็มีปัญหา รัฐบาลก็มีปัญหานะครับ ว่าเมื่อศาลพิพากษามาแล้ว เราจะทําอย่างไร หนทางมันมีอยู่ ๒ อันครับ คือ ข้อ ๑ ทําตามคําพิพากษาของศาล หรือว่า ๒. ไม่ทําตามคําพิพากษาของศาล หลัก ๆ ผมจับประเด็นได้แค่นี้นะครับ เพื่อให้ง่ายนะครับ ผมก็จะเสนอท่านประธานเกี่ยวกับข้อดีและข้อเสียนะครับ ถ้าสมมุติว่าเราทําตามคําพิพากษา ของศาลนะครับ ข้อดีประการแรกท่านประธานครับ ก็แสดงถึงเกียรติภูมิของชาติไทยว่า ยิ่งใหญ่ มีอํานาจ มีศักดิ์ศรีในสังคมโลก เปรียบเทียบได้กับกรณีที่ประเทศอังกฤษส่งกําลัง กองทหารเรือ ทหารอากาศ และทหารบก ไปป้องกันเกาะฟอล์กแลนด์จากการถูกยึดครอง ของประเทศอาเจนติน่า เกาะเล็กนิดเดียวมีคนอยู่ไม่เท่าไรนะครับ แล้วก็แทบไม่ได้ประโยชน์ เลย ทําสงครามเสร็จชนะครับ หนี้เพียบนะครับ แต่ก็ไม่มีใครที่จะกล้าหยามอังกฤษได้ จนบัดนี้ครับ ตรงนี้ผมถือว่าเป็นเกียรติภูมิของชาติ ชาติไทยเราเป็นชาติที่ไม่เคยเป็นเมืองขึ้น ของใครนะครับ เราภูมิใจตลอด เราพูดตลอดนะครับ ข้อ ๒ เป็นการป้องปรามครับ ท่านประธานครับ มิให้ประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาแย่งดินแดนของเราอีก เราเสียมามากพอแล้ว ข้อ ๓ กองทัพ มีโอกาสที่จะหาประสบการณ์จากการทําสงคราม ผมไม่ใช่พวกบ้าสงครามครับ ท่านประธานครับ แต่ประเทศมหาอํานาจโดยอเมริกาไม่เกิน ๒๐ ปีก็ต้องรบครับ เขารบเพื่อทําให้ดอลลาร์ สามารถใช้ได้ เขาผนวกบูรณาการกําลังอํานาจของชาติของเขาทุกด้านเข้าด้วยกัน ประเทศไทย เรารบครั้งสุดท้ายสมัยสงครามเวียดนาม มันก็เกือบ ๔๐ ปีมาแล้วครับ เพราะฉะนั้น เมื่อทหารไม่ได้รบมันก็อ่อนแออย่างที่เห็น ข้อ ๔ ข้อดี ท่านประธานใจเย็น ๆ ฟังนะครับ ถ้าชนะสงคราม ตามปกติผู้ที่ชนะก็สามารถจะไปยึดประเทศผู้แพ้ ไปเอาทรัพยากรธรรมชาติ มาพัฒนาเศรษฐกิจ ปลดแอกประชาชนซึ่งถูกรัฐบาลครองอํานาจมานานกดขี่ข่มเหง ขณะนี้ มันมีแววนะครับ ฝ่ายค้านก็ออกมาต่อต้านแล้ว ก็ว่าไปนะครับ ข้อเสีย ท่านประธานครับ ข้อเสียของการที่ไม่ทําตามคําพิพากษาของศาลโลก ข้อเสียประการแรกครับ เราต้องถูก วิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่เป็นประเทศอารยะ ไปขึ้นศาลพอศาลตัดสินไม่ถูกใจก็มาด่าศาล เราถูก วิพากษ์วิจารณ์แน่ ข้อ ๒ เสียชีวิตทั้งทหารและประชาชน ข้อ ๓ เสียงบประมาณครับ การทํา สงครามนี่เสียงบประมาณนะครับ เศรษฐกิจเสียหาย ฟื้นยาก ข้อ ๔ ท่านประธาน ตัวนี้ เป็นสิ่งที่ผมจะสรุปนะครับว่าควรจะทําตามหรือไม่ทําตาม ข้อ ๔ ถ้ารบแล้วไม่ชนะ กระผม ห่วงข้อนี้ครับ เพราะขณะนี้ก็ชัดเจนว่ารัฐบาลไม่อยากจะรบ กองทัพ ขออนุญาตพูดตรง ๆ เลยนะครับ ผมว่าความพร้อมรบยังไม่ถึงเกณฑ์ของผมนะครับ
ประการสุดท้าย ความแตกแยกร้าวฉานของคนในชาตินะครับ รบเมื่อไรแพ้ เมื่อนั้น ทีนี้ไปดูถ้าสมมุติเราทําตามคําสั่งของศาลโลก ข้อดี ทําตามนี่นะครับ แสดงออกต่อ สังคมโลกว่าประเทศไทยเราเป็นประเทศอารยะ เคารพศาลโลก ฟังกติกา ฟังกรรมการ ตรงนี้ มันเป็นมาตรฐานซึ่งนอกจากกรณีพระวิหารแล้วมันต้องใช้กรณีที่เกิดขึ้นในประเทศไทยด้วย อย่าไปกดดันศาล อย่าไปด่าศาลเวลาตัดสินความไม่ถูกใจนะครับ ข้อ ๒ ข้อดีนะครับ ไม่ต้อง ทําสงคราม ทหาร ประชาชนไม่เสียเลือดเนื้อ ไม่เสียชีวิต ข้อ ๓ ข้อดีนะครับ ไม่ต้องเสีย งบประมาณในการทําสงคราม เศรษฐกิจก็ไม่เสียหาย เราก็คงจะแสวงหาประโยชน์ทางด้าน เศรษฐกิจได้ต่อไป ข้อ ๔ สอดคล้องกับการที่จะเป็นประชาคมเศรษฐกิจของอาเซียน ข้อ ๕ ถ้าเผื่อเจรจากันได้ดี ๆ ก็อาจจะขยายผลประเด็นมรดกโลกให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ คือนอกจากปราสาทพระวิหารแล้วท่านประธานไปดูในประเทศไทยมันจะมีพวกวัตถุโบราณ ซึ่งเป็นเส้นทางของอารยะต่าง ๆ พวกนี้นะครับ เราผนวกเอาพวกนี้ตั้งแต่จังหวัดลพบุรีไปเลย ไปอยู่ในกลุ่มของมรดกโลกได้ถ้าเผื่อขยันทํานะครับ ข้อเสียครับ ข้อเสียในกรณีที่ทําตามคํา พิพากษาของศาลโลกครับ ก็จะเป็นตัวอย่างให้ประเทศเพื่อนบ้านรู้ว่าเราไม่มีน้ํายานะครับ เพราะฉะนั้นก็จะใช้วิธีนี้รุกดินแดนของประเทศไทยทั้งทางบก ทางน้ําต่อไป มันไม่จบแค่นี้ นะครับ ปัญหาทางด้านประเทศพม่าก็ยังมีอยู่ เกาะหลาม เกาะคัน เกาะขี้นก อะไรต่าง ๆ ก็ยังมีอยู่ ทางประเทศลาวก็ยังมีอยู่ เนื่องจากสิ่งที่ประเทศล่าอาณานิคมเขาสร้างไว้ ก็ต้อง ระวังข้อนี้นะครับ ข้อเสียประการที่ ๒ อันนี้มันแสดงให้ประเทศซึ่งอยู่รอบ ๆ บ้านเรา ซึ่งเขาก็เรียนมามากเท่า ๆ กับเรา เขารู้วิธีทั้งหมดว่ากําลังอํานาจของชาติไทยขณะนี้ ทางด้านทหารนั้นอ่อนแอ ผมขออนุญาตเรียนท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นะครับ ขอให้ท่านพิจารณาตัวท่านเอง ท่านเปรียบเทียบตัวท่านกับมาร์กาเรต แทตเชอร์ (Margaret Thatcher) ซึ่งเป็นผู้นําสตรีด้วยกัน ท่านอ่านประวัติของมาร์กาเรต แทตเชอร์ แล้วท่านเทียบ บรรทัดต่อบรรทัดว่าความแตกต่างตรงนี้ท่านจะพิจารณาตัวเองว่าอย่างไร กําลังอํานาจของ ชาตินอกจากทางทหาร ทางด้านสังคมที่ผมว่าไปแล้ว ทางด้านสังคมจิตวิทยาตัวนี้เป็น อันตรายที่สุด ขณะนี้เราก็เกิดความแตกแยกความสามัคคี กําลังอํานาจทางด้านการเมือง ท่านประธานครับ เราล้มเหลวนะครับ เรามีผู้ที่หากินกับคําว่า ประชาธิปไตย ปากรัก ประชาชนมากจนเกินเลย เพราะฉะนั้นโดยสรุปท่านประธานครับ ผมคิดว่าเราคงไม่มี ทางเลือกนะครับ ก็คงจะต้องน่าจะทําตามคําพิพากษาของศาลโลก แต่ยังไม่ต้องรีบจนเสีย อาการ ยังมีเวลาครับ ผมขอเสนอว่าให้ใช้ความยืดหยุ่นของกาลเวลาให้เป็นประโยชน์ อย่าเหยียบย่ําหัวใจคนไทยโดยการยกดินแดนชะง่อนผาใกล้ปราสาทพระวิหารให้ประเทศ กัมพูชาในวันพรุ่งนี้หรือเร็ว ๆ นี้ ให้คณะรัฐมนตรีแล้วก็หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษา คําพิพากษาของศาลโลกให้ชัดเจน ให้เข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษหรือเป็นอะไรก็แล้วแต่ ให้เข้าใจนะครับ แล้วใช้เวลาอธิบายให้พี่น้องประชาชนเข้าใจ ท่านไม่ต้องรีบร้อนลุกลี้ลุกลน อะไรไป รัฐบาลนี้ทําอะไรมาด้วยความรีบร้อนแล้วมันก็เกิดปัญหาอย่างที่เห็น ผมก็เสียดายที่ มันเกิดเรื่องนี้ขึ้น ศึกษาให้เข้าใจนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมการ ไม่ว่าจะเป็นเจบีซี หรือเจซีอะไรต่าง ๆ ก็ดี เข้าใจทุกประเด็นแล้ว ในการเจรจาเราอาจจะช่วยผ่อนหนักให้เป็น เบาได้ในปัญหาเรื่องนี้นะครับ ข้อเสนอแนะประการที่ ๓ ขณะนี้รัฐบาลเราก็มีโซเชียล มีเดีย อยู่มากกว่าประเทศกัมพูชา คงจะต้องหาวิธีที่จะส่งข่าวไปให้ศาลโลกตอบคําถามเสียหน่อยว่า เที่ยวที่แล้วตัดสินเราแพ้เพราะเรื่องกฎหมายปิดปาก กรณีซึ่งมีธงชาติชัก มีเจ้าหน้าที่ ชั้นผู้ใหญ่ของเราขึ้นไปแล้วก็ถ่ายรูปไว้ เที่ยวนี้ทําไมศาลโลกถึงไม่เอาหลักกฎหมายปิดปาก มาใช้กรณีที่กษัตริย์สีหนุขึ้นบันไดหักแล้วก็เดินยิ้ม นี่ใช้โซเชียล มีเดีย คือขณะนี้มันพ้นเวลาที่จะอุทธรณ์เราอุทธรณ์อะไรไม่ได้แล้วใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นผมว่าโซเชียล มีเดีย ซึ่งรัฐบาลมีอยู่มากมาย ส่งเสียงเปล่งเสียงเข้าไปเถอะครับ ประชากรก็มากกว่า ถามศาลโลกสิว่าทําไมกฎหมายปิดปากไม่ถูกนํามาใช้ แล้วถามศาลโลกสิว่า ได้เขียนคําพิพากษามา มันยุ่งอะไรกับเรื่องมรดกโลก ในการพิพากษาเมื่อปี ๑๙๖๒ ไม่มีเรื่อง มรดกโลก เที่ยวนี้ทําไมมันเกิดอะไรขึ้น ศาลโลกมันเกี่ยวอะไรกับมรดกโลกไม่เข้าใจ พยายาม ทําบ่อย ๆ โซเชียล มีเดียที่มีอยู่ซึ่งไปทําอะไรที่ไม่ค่อยเป็นประโยชน์เท่าไรในหลายเรื่อง มาทําในสิ่งที่เป็นประโยชน์นี้ครับ
ต่อไปนะครับ อีกการณ์หนึ่งก็คือผมอยากจะให้ยับยั้งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข มาตรา ๑๙๐ ขอให้มองในเรื่องผลดี ซึ่งมันเป็นหลังให้ท่านพิงในการไปเจรจานะครับ
ประการสุดท้ายท่านประธานครับ ง่ายที่สุดนี้นะครับ ให้ไปทําประชามติ ทําไมครับ เพราะผมห่วงอย่างนี้ครับ ไปดูประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๙ ผู้ใด กระทําการใด ๆ เพื่อให้ราชอาณาจักรหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของราชอาณาจักรตกไปอยู่ ในอํานาจอธิปไตยของรัฐต่างประเทศ หรือเพื่อให้เอกราชของรัฐเสื่อมเสียไป ต้องระวางโทษ ประหารชีวิตหรือจําคุกตลอดชีวิต
มาตรา ๑๒๒ ผู้ใดกระทําการใด ๆ เพื่ออุปการะแก่การดําเนินการการรบ หรือการตระเตรียมการรบของข้าศึก ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ ๕ ปี ถึง ๑๐ ปี ถ้าการ อุปการะนั้นเป็นการยุยงทหารให้ละเลยไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ ก่อการกําเริบ หนีราชการหรือ ละเมิดวินัย กระทําการจารกรรม แนะ หรือนําทางให้ข้าศึก หรือกระทําการโดยประการอื่น ใดให้ข้าศึกได้เปรียบในการรบ ผู้กระทําต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือจําคุกตลอดชีวิต อย่าไปประมาทว่าท่านแก้ตัวได้ว่าไม่เข้าข่ายนี้ครับ ผมขอจบแค่นี้ครับ แล้วก็ขอทวนไปว่า คําท้วงติงของพวกผมและ ส.ส. ฝ่ายค้าน ถ้าเผื่อรัฐบาลทําตาม มันอาจจะเป็นประโยชน์ มากกว่าเป็นโทษ ขอบคุณครับ
ครับ ท่านสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ ครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขอขอบพระคุณท่านประธาน ที่ให้โอกาสผมได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาข้อพิพาทระหว่างประเทศไทย กับประเทศกัมพูชา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองนั้นเพิ่งจะเกิดครับเมื่อปี ๒๕๐๕ แต่พอได้เรียนรู้ในหนังสือก็พอจะมีบทสรุปจากครูบาอาจารย์ว่าเขาพระวิหารที่จังหวัด ศรีสะเกษนั้นถูกศาลโลกพิพากษาว่าเป็นของประเทศกัมพูชา คนที่จังหวัดนครราชสีมาหรือ โคราชบ้านผมเขาเรียกว่าประเทศเขมร ปราสาทพระวิหารนั้นตกเป็นของเขมรเนื่องจากการ พิพากษาของศาลโลก จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ จะไปโทษทีมทนายไม่เก่งหรือค่าใช้จ่าย เราไม่พอเพียงอะไรก็แล้วแต่ แต่นั่นเราต้องยอมรับว่าเป็นคําพิพากษาของศาลโลก และก็เป็น เวลา ๕๐ กว่าปีที่ผ่านไปแล้ว ก็เป็นที่ต้องยอมรับครับยอมรับในคําพิพากษาของศาลโลก ประเทศไทยเราครับ มีเพื่อนบ้านอยู่ล้อมรอบ ทางใต้ติดมาเลเซีย ทางตะวันตก พม่า ทางเหนือ ลาว ตะวันออกทั้งลาว ทั้งเขมร ถามว่าตามบริเวณชายแดนมีการกระทบกระทั่ง กันหรือไม่ ทุกด้านครับในอดีต ที่มาเลเซีย ปาดังเบซาร์ก็มีเขตโนแมนแลนด์ (No Man Land) ก็เพิ่งจะแก้ปัญหาเจรจากันแล้วก็ยุติปัญหากันไปได้ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทางด้านชายแดน พม่าวันดีคืนดีก็มีกระทบกระทั่งกัน ลาวละครับ ร่มเกล้าก็ยังคาราคาซังอยู่ ก็ไม่ได้จบ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นสงบด้วยการเจรจา เฉกเช่นเดียวกันครับ วันนี้ที่มันมีปัญหาชายแดน เขมรและชายแดนไทย ต้องบอกว่าปราสาทพระวิหารมันมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เป็นโบราณสถาน แล้วถึงขนาดจดทะเบียนเป็นมรดกโลกได้ ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกได้ นั่นหมายความว่าโบราณสถานแห่งนี้จะสามารถเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของชาวโลก และชาวโลกก็จะมาท่องเที่ยว ด้วยผลประโยชน์ตรงนี้ละครับถึงเกิดข้อพิพาทกันขึ้นมา ถามว่าพิพาทกันขึ้นมาแล้วใครเดือดร้อน ผมเองไม่อยากจะเห็นภาพครับ คนภาคอื่นจังหวัดอื่น โดยเฉพาะคนในกรุงเทพมหานครที่มีความรู้สึกคลั่งชาติ เอาไปเป็นประเด็นทางการเมือง แล้วผลกระทบกระทั่งตรงนั้นใครเดือดร้อนครับ พี่น้องภูมิซรอล พอเป็นข่าว กินไม่ได้นอนไม่หลับ ลูกเล็กเด็กแดงต้องอพยพไปอยู่ในหลุมหลบภัย เมื่อวันที่ ๑๑ ที่ผ่านมาครับ เห็นรอยยิ้มของ พี่น้อง ผู้นําท้องถิ่น ผู้ใหญ่บ้าน กํานัน ให้สัมภาษณ์ด้วยรอยยิ้ม เป็นรอยยิ้มแห่งความสุข ตรงนี้ละครับเราจะยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก เราจะใช้วิธีการเจรจา โดยเฉพาะภาพความสวยงามของเขมร ของทหารกัมพูชาและทหารไทย หลังจากรู้ผล คําพิพากษาของศาลโลกแล้ว เดินข้ามเขตแดนมาจับมือกันด้วยรอยยิ้มและภาพแห่งความสุข วันนี้สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้เรานําเรื่องนี้มาวิพากษ์วิจารณ์ มาแสดงความคิดเห็น ไม่ว่าจะเป็น ทั้งในอดีตและในอนาคตครับ ผมเองไม่อยากจะไปโทษและไปปรักปรําว่าใครมีเจตนาจะทํา ให้เราสูญเสียดินแดน คนไทยครับ ไม่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนไหน ที่มีหน้าที่ ไม่มีฝ่ายทหารที่เป็นผู้รับผิดชอบ ไม่มีนายกรัฐมนตรี ไม่มีรัฐบาลไหน ๆ ครับ ที่อยากจะเสียดินแดนให้กับต่างชาติ ฉะนั้นแล้วการกล่าวหาว่าใครไปทําอะไร อย่างไร ทําให้เสียโอกาส ทําให้เรามีหลักฐานอ่อนในการที่จะไปเจรจาต่อรองผมเชื่อว่าทุกคนมีเจตนาดี อย่าไปปรักปรํากันเลยครับ วันนี้ผมเองติดตาม นั่งฟังดูการอ่านคําพิพากษาเมื่อเย็นวันที่ ๑๑ ที่ผ่านมา ลุ้นระทึกครับ คนไทยทั้งประเทศลุ้นระทึกกลัวว่าผลการพิพากษานั้นจะออกมา ในด้านที่ไม่เป็นคุณกับประเทศไทย แต่วันนี้คนไทยทุกคนมีความสุขครับ ความสุขที่ศาลโลก นั้นอ่านคําพิพากษา ไม่มีใครได้ ไม่มีใครเสีย กลับไปสู่สถานภาพเมื่อปี ๒๕๐๕ แล้วก็ให้ โอกาสความเป็นพี่เป็นน้อง ความที่เรามีชายแดนประเทศเพื่อนบ้านติดกัน ไปพูดไปคุยกันว่า เราจะจัดสรรปันประโยชน์จากมรดกโลกตรงนี้อย่างไร เพราะประเทศกัมพูชาไปขึ้นทะเบียน เป็นมรดกโลกแล้ว นั่นหมายความว่าปราสาทพระวิหารนั้นเป็นของชาวโลก เราในฐานะเป็น เพื่อนบ้านก็เสมือนหนึ่งที่จะต้องเป็นเจ้าภาพ พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวตรงนี้ละครับให้เป็นที่ ยอมรับของชาวโลก ถ้าเรายังมัวแต่ห้ําหั่น โดยเฉพาะใครบอกว่าถ้ารบกับประเทศกัมพูชา รบกับเขมรเมื่อไร ไม่มีทางที่เขมรจะสู้เราได้เพราะความพร้อมในเรื่องยุทโธปกรณ์ ในเรื่อง ยุทธภัณฑ์ ศักยภาพในการรบ เครื่องบินรบ เขมรไม่มีทางมาสู้รบ ไม่มีทางมาต่อกรกับทหารไทยได้ ถามว่ารบกันแล้วใครชนะ ความสูญเสียชีวิตของพี่น้องประชาชน ไม่มีใครชนะ เขมรตายหนึ่งคน เขมรตายร้อยคนมีค่าเท่ากันครับ ไม่มีว่าจะเป็นคนไทยตายหนึ่งคน เขมรตายร้อยคน มีค่าเท่ากัน นั่นคือความสูญเสียเท่ากันครับ ไม่มีใครมายกย่องชมเชยว่าพี่น้อง ๒ คนนี้อยู่ บ้านใกล้เรือนเคียงกันทะเลาะกันแล้วไม่มีใครมายกย่องว่าใครชนะ มีแต่เขาจะดูถูกเหยียด หยามครับ ชาวโลกนี้เขาดูถูกครับ ประเทศไทยด้อยพัฒนา ประเทศกัมพูชาด้อยพัฒนา เรื่องแค่นี้ควรจะเจรจา ควรจะพูดคุยกัน แต่ทําไมไม่คุยกัน รบราฆ่าฟันกันทําไม วันนี้ต้องบอกว่าเป็นโอกาสดีแล้วครับ โดยเฉพาะในเรื่องสัมพันธไมตรี ระหว่างประเทศ รัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา โดยเฉพาะ ฯพณฯ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นงานวัฒนธรรม ประเพณี ความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้นํารัฐบาล กัมพูชาก็เป็นไปด้วยดี โอกาสอย่างนี้ละครับ ในเมื่อปัญหาข้อพิพาทคลี่คลายไป ผมเชื่อว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะทําให้การเจรจาใช้พื้นที่ที่ศาลโลกบอกว่าน้อยนิด พื้นที่ เพียงเล็กน้อย ตรงนี้ละครับไปพูดไปคุยกัน ไปพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ชาวโลกมาครับ ผมเองเคยไปเห็นนครวัด นครธม คนไปเยี่ยมไปชมครับ ไปเห็นใครเขาก็ทึ่ง วันนี้ ถ้าคนอยากจะมาเที่ยวเขาพระวิหารครับผมเชื่อว่าถ้าเป็นชาวต่างชาติไม่มีใครไปนอนพักที่ ประเทศกัมพูชาแล้วมาเที่ยวเขาพระวิหารครับ เขาพักเมืองไทยครับแล้วเขาก็จะไปเยี่ยมชม เขาพระวิหาร เรามีแต่ได้ประโยชน์ แต่วิธีการทางการทูต วิธีการที่เราจะไปเจรจาเราจะเจรจา อย่างไรครับ ไม่มีอะไรครับในการเจรจาที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้อย่างเดียวครับ ต้องมีการ แลกเปลี่ยนครับ ให้วินวินทั้งคู่คือทั้งคู่ได้ครับ ถ้าเราจะเอาแต่ได้เราจะไม่มีโอกาสได้ แต่ถ้าเรา มีการรู้จักแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันผมเชื่อว่าเราสองพี่น้องบ้านใกล้เรือนเคียงกันนี้จะได้ทั้งคู่ ดังนั้นแล้วผมเองในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่งแล้วก็ติดตามประวัติศาสตร์เรื่องนี้มายาวนาน ๕๐ กว่าปี ผมเองต้องขอแสดงความชื่นชมกับทีมงานที่เป็นตัวแทนของรัฐบาลไทย ผู้นําส่วน ราชการที่ท่านได้ค้นคว้านําพยานหลักฐาน โดยเฉพาะท่านทูตวีรชัยที่ท่านเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง ที่คนทั้งประเทศนั้นกล่าวคําชื่นชมท่าน ท่านสามารถทําหน้าที่ของท่านได้อย่างสมบูรณ์และ วันนี้ท่านก็ทําให้คนไทยทุกคนนั้นมีความสุข ผมเองในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่งและมีโอกาส ได้มาเป็นสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ขอแสดงความชื่นชมและขอให้ท่านทําหน้าที่โดยการเจรจาแล้ว ก็พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวตรงนี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นมรดกที่อยู่ในเขตแดนของประเทศกัมพูชา แต่ถ้าท่านใช้ความสามารถในทางการทูตที่ท่านมีอยู่ ผมเชื่อว่าพี่น้อง ๒ ประเทศนี้จะอยู่ ด้วยกันอย่างมีความสุข โดยเฉพาะคนไทยชายแดนกัมพูชาและไทย ขอบคุณท่านครับ
ท่านสมาชิกครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ขออนุญาต ให้ท่านณัฏฐวุฒิ โพธิสาโร รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ทางด้าน เทคนิค เชี่ยวชาญทางด้านคดีนะครับได้เข้าร่วมประชุมชี้แจงด้วย ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์ นะครับก็เลยอนุญาต ท่านอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี นะครับ แล้วผมขอจัดคิวต่อด้วยนายแพทย์ เจตน์ ศิรธรานนท์ แล้วกลับมาที่ท่านนิยม เวชกามา นะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมยังไม่อยากที่จะให้เราตัดสินใจไปว่าดินแดนที่กําลัง พูดถึงนั้นเป็นดินแดนในเขตพื้นที่ของประเทศกัมพูชา ผมยังไม่อยากให้เราตัดสินใจ ที่จะยอมรับตามคําวินิจฉัยของศาลโลกหรือไม่ ผมอยากให้รัฐบาลฟังให้ครบถ้วนกระบวน ความแล้วก็นําเรื่องเข้ามาปรึกษาให้เป็นเรื่องเป็นราวตามกรอบมาตรา ๑๙๐ แล้วเรามา ตัดสินใจร่วมกันอีกครั้งว่าเราจะรับฟังคําวินิจฉัยและยอมรับคําวินิจฉัยของศาลโลกหรือไม่ นั่นเป็นประเด็น ผมได้ยินสมาชิกหลายท่านก็พยายามให้ความเห็นในลักษณะว่าพื้นที่ดังกล่าว เป็นของประเทศกัมพูชาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งผมก็เรียนท่านประธานอีกครั้งครับว่า จะต้องดําเนินด้วยความรอบคอบว่าจะยอมรับคําวินิจฉัยของศาลโลกหรือไม่ในขณะนี้ ถ้าปูพื้นสักนิดหนึ่งครับ ก็ขออนุญาต การขึ้นคดีสู่ศาลโลกนั้นก็เป็นไปได้ ๓ ทาง ไม่ว่าจะเป็นการขอตีความในลักษณะที่เป็นอยู่ หรือว่าเป็นที่คู่กรณีประสงค์จะไปขึ้นศาลโลก หรือว่าสมาชิกของศาลโลกนั้นมีข้อพิพาทกัน ก็เอาไปขึ้น ส่วนของเรานั้นอยู่ในกรอบของที่ว่าเราต้องมีการตีความ เนื่องจากว่าเรานั้น ก็ไม่ได้เป็นสมาชิกศาลโลกแล้ว แล้วก็ออกตั้งแต่มีการแพ้คดีกันตั้งแต่ในปี ๒๕๐๕ เพราะฉะนั้นกรอบการวินิจฉัยของศาลโลกก็จะอยู่ในรูปแบบของการตีความคําวินิจฉัยเดิม แล้วถ้าพูดกันอย่างเป็นธรรมและเป็นกลางต้องบอกว่า ข้อเท็จจริงที่หลังจากปี ๒๕๐๕ ลงมานี้นะครับ มันไม่ได้ถูกนําไปคํานวณเลย ที่ว่าใครจะไปแสดงบทบาทอย่างไรหลังจาก ปี ๒๕๐๕ นี่นะครับ ไม่ได้ถูกนําไปคํานวณเลยคราวนี้ คือศาลเขาดูข้อเท็จจริงก่อนปี ๒๕๐๕ ทั้งหมด เพราะฉะนั้นพูดด้วยความเป็นธรรม ทุกฝ่ายในทางการเมืองก็ต้องยอมรับในจุดนี้ แต่อย่างไรก็ดีครับ พอมาดูตรงนั้นมันมีจุดที่ต้องก้าวต่ออยู่เหมือนกันที่ต้องตัดสินใจกัน ในวันนี้ ของเดิมบรรพบุรุษของเรา ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีและก็รวมไปถึงทนายความ ในอดีตนั้นท่านก็วางสูตรไว้ดีเหมือนกันว่าพอถึงเวลาที่เราแพ้คดีปั๊บเราก็ไม่ยอมรับคําวินิจฉัย พอถึงเวลาในขณะนั้นเราก็ไปล้อมรั้วลวดหนามรอบบริเวณพื้นที่พระวิหาร แล้วก็ให้เป็นแนว ปฏิบัติการตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก็จะกล่าวพาดพิงนิดเดียวเท่านั้นละว่าในเวลาต่อมาก็มีบาง รัฐบาลที่มีการไปเลื่อน ไปขยับอะไรบ้างในบริเวณนั้นนะครับ แต่ก็จะไม่พูดพาดพิง แต่เอาเป็นว่าเขาพิจารณาในเหตุการณ์ที่เกิดก่อนปี ๒๕๐๕ ประเด็นมันมีอยู่ว่าคณะทํางาน ในชุดในอดีต สมัยจอมพล สฤษดิ์ ท่านก็ทําไว้ดีครับ เพราะว่าพอเราไม่ไปร่วมสังฆกรรมแล้ว ไปล้อมรั้วลวดหนามเสร็จเรียบร้อยแล้วก็บอกว่านี่คือแนวปฏิบัติการนะ ประเทศกัมพูชาอยู่ ข้างใน ฉันอยู่ข้างนอก ประเทศไทย แต่พอมาถึงวันนี้การตีความครั้งนี้ ผมพูดตรง ๆ ครับ เราแพ้ครับ มันอยู่ที่ว่าเราจะยอมรับหรือไม่ในวันนี้ แต่เราแพ้ครับ ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า เรากําลังสูญเสียพื้นที่มากกว่าแนวล้อมรั้วลวดหนามในปี ๒๕๐๕ เสียมากกว่าแนวที่ จอมพล สฤษดิ์ทําเอาไว้ในอดีต ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติการ แล้วเสียคราวนี้มันเสียแบบชัดเจน เพราะของเดิมเขาพูดถึงตัวปราสาทพระวิหาร และวิซินนิทีก็คือตัวส่วนประกอบของมัน แล้วเขาก็ขีดว่าตัวปราสาทอยู่ตรงนี้ มีสถูปเล็กสถูปน้อยอยู่ตรงนี้ แล้วก็ถึงลากแนวปฏิบัติ การล้อมรั้วลวดหนาม ก็เป็นหนึ่งในเชิงการปฏิบัติการในแนวประท้วงของประเทศไทยว่า เราวางกรอบไว้แค่นี้ แล้ว ๕๐ กว่าปีที่ผ่านมามันก็แค่นี้ แต่คราวนี้เป็นความปราชัยชัดเจน เพราะเสียพื้นที่เพิ่มมากขึ้นกว่าแนวลวดหนาม โดยศาลโลกได้ระบุชัดว่าทิศเหนือจดทางไหน ทิศใต้จดทางไหนแบบชัดเจน และตะวันตกจดทางไหน ตะวันออกจดทางไหนแบบชัดเจน เพียงแต่ว่ายังไม่ได้มีการขีดเส้นแบบเป็นทางการเท่านั้นละว่ามันอยู่ในบริเวณใด อันนี้ละครับ ถึงมาเป็นโจทย์ที่ท่านรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีต้องนํามาปรึกษาสภาแห่งนี้ แล้วคิด ตกผลึกร่วมกันในห้อง แต่ต้องยอมรับความจริงว่าคําวินิจฉัยของศาลโลกในประเด็น ที่เกี่ยวข้องกับตัวปราสาทพระวิหารในเนินดังกล่าวนี่เราเสียเปรียบ แต่ก็ต้องยอมรับว่า คณะทีมทํางานทีมไทยแลนด์ (Thailand) เราก็ทําประสบความสําเร็จในกรณีพื้นที่แผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ซึ่งเป็นแผนที่หยาบ ๆ นี่ละนะครับ ว่าจะไม่ถูกนํามาปรับใช้กับบริเวณอื่น ที่ไม่ใช่ประเด็นพิพาทในปี ๒๕๐๕นั่นก็แปลว่าเราจะไม่สูญเสียดินแดนเพิ่มเติม และนี่คือสิ่งที่ ผมชื่นชมทีมไทยแลนด์ที่ทําในคดีศาลโลกคราวนี้ แต่สิ่งที่ต้องพุ่งต่อไปข้างหน้า ก็คือ จะยอมรับคําวินิจฉัยของศาลโลกหรือไม่ เพราะวันนี้มันเสียเปรียบมากกว่าเดิมในแนว ที่ท่าน จอมพล สฤษดิ์ เคยวางไว้ผมขออนุญาตเรียกตัวผมเองเป็นความเห็นแบบอนุรักษ์นิยมครับ ผมไม่สามารถยืนบอกเหมือนท่าน ส.ส. บางท่านที่ไม่อยากจะให้เกิดสงคราม อยากจะให้ ประชาชนอยู่ดีกินดีผมไม่สามารถยืนได้อยู่แบบนั้นครับ ต้องขอประทานอภัยด้วย เพราะผม ถือว่าดินแดนนี้เป็นดินแดนของบรรพบุรุษ ยังมีหน้าที่ต้องปกป้อง และผมเชื่อว่าทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ โดยเฉพาะทีมไทยแลนด์ในส่วนของราชการก็คิดแบบนั้น ท่านประธานครับ มันมากน้อยแค่ไหน จริง ๆ แล้วถ้าประชุมลับได้นี่จะเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง ที่จะบอกว่าความสูญเสียแบบมากที่สุดมันแค่ไหนครับ เช่น ถ้าฝั่งตะวันตกมันไปอยู่ตรงตีน เขาภูมะเขือตรงไหนคือตีนเขาภูมะเขือ อันนี้สิครับต้องพูดให้ชัด พอไปดูตอนบนครับ ทางทิศเหนือที่จะไปแตะกับแนวเขตแดนพื้นที่ที่เรียกว่า เป็นแนวแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ซึ่งแน่นอนแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ มันเป็นแผนที่หยาบ ๆ ซึ่งจะให้ละเอียดมันควรจะอยู่ ประมาณ ๑ : ๕๐,๐๐๐ เพราะฉะนั้น๑ : ๒๐๐,๐๐๐ มันหยาบแนวบนนี่ ภาคทางเหนือก็ไม่มี ความชัดเจน ประเด็นคือว่าท่านต้องบอกผมครับว่าท่านจะไปเจรจาในแนวทิศเหนือที่เป็น แนวเส้นอัตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ นี่อยู่ตรงไหน หมุดปักทิศตะวันตกตีนเขาภูมะเขือ หรือที่ท่านแปลมาใช้คําว่า ที่ท่านใช้คําว่า เชิงเขา ใช่ไหมครับ มันอยู่ตรงไหนละครับ คือต้องระบุชัดเจน เพราะผมกําลังจะบอกว่ามันเป็นสาระสําคัญว่าจะเสียพื้นที่มาก หรือเสียพื้นที่น้อย อันนี้ต่างหากที่อยากจะฟังกับรัฐบาลมากกว่า อยากจะฟังจากทางกองทัพ ประกอบด้วย จริง ๆ แล้วนอกจากทีมไทยแลนด์ที่นั่งอยู่บนนี้ยังอยากเห็นทางกองทัพได้ ออกมาบอกด้วยว่า เห็นอย่างไรและแค่ไหนครับ นี่ต่างหากสิ่งที่เรากําลังจะพุ่งต่อไปข้างหน้า รับไหม คําวินิจฉัยศาลโลก และที่เรียกว่าเสียแบบสุดโต่งเลยนี่มันแค่ไหน แล้วเสียแบบน้อย ที่สุดมันแค่ไหน มันก็ควรจะต้องมีการพูดคุยกันในสภาแห่งนี้ แต่ผมก็แปลกใจครับว่าทําไม ท่านนายกรัฐมนตรีถึงใช้เอามาตรา ๑๗๙ ซึ่งความจริงแล้วอยากจะให้ใช้ในมาตรา ๑๙๐ ในการขอเสนอกรอบเจรจาที่นี่มากกว่า เพราะมันจะส่งผลถึงความชัดเจนในการดําเนินงาน ของประเทศไทยต่อไปในอนาคต บางเรื่องไม่จบก็ดีครับ บางเรื่องทิ้งมันไว้อย่างนั้นก็ดีครับ แต่จากนี้เป็นต้นไปท่านรองนายกรัฐมนตรีปึ้งจะต้องทําหน้าที่หนักครับในการเจรจา ในรูปแบบของทวิภาคี คือรูปแบบของ ๒ ประเทศ แต่ท่านต้องมาขอกรอบมาตรา ๑๙๐ ก่อน และผมกําลังจะนําเรียนท่านประธานให้คนอื่นได้ยินว่ามาตรา ๑๙๐ ที่พรรคเพื่อน ๆ รัฐบาล ไปแก้ไขกันในขณะนี้ และยังไม่ได้มีผลสําเร็จบรรลุ เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญอยู่ในระหว่าง การตีความและรับไปแล้วที่จะตีความ ๖ ต่อ ๓ นี่คือความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการ ดําเนินการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ที่สภาแห่งนี้ได้ดําเนินไป เราอยู่ใน ส.ส. เสียงข้างน้อย พยายามคัดค้าน เราเริ่มเห็นผลแล้วใช่ไหมครับว่าการเจรจา ถ้ามาตรา ๑๙๐ มีผลใช้บังคับ จริงมันไม่ต้องมาเสนอกรอบที่สภาแห่งนี้อีกเลย เราเห็นผลแล้วใช่ไหมครับ เราแก้ไขกฎหมาย เรื่องการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนให้เป็นไปตามกฎหมายลูก แล้วเป็นอย่างไรครับ เราออกกฎหมายลูกได้ทันกับเรื่องที่มีปัญหาในกรณีพระวิหารไหมครับ เห็นไหมครับ ว่าสุดท้ายแล้วเราตัดสิทธิประชาชนในการรับฟังความคิดเห็น เห็นไหมครับ สุดท้าย เราตัดสิทธิตัวพวกเราเองในฐานะสมาชิกนิติบัญญัติในการที่จะมีอํานาจในการอนุมัติกรอบ ให้ท่านนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไปเจรจา เห็นความเสียหายของมือที่ยกและประเทศเสียหายไหมครับ ท่านประธานที่เคารพครับ อันนี้ชัดเจนครับ ผมถึงบอกว่าการที่มาขอในมาตรา ๑๗๙ ให้ ส.ส. ส.ว. พูดกันไปนี่ มันมีผลอะไรละครับ ไม่มีผลอะไรเลย ถ้าท่านมีความจริงใจ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องเสนอขอกรอบ ภายใต้มาตรา ๑๙๐ ในขณะที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ โดยเฉพาะในมาตรา ๑๙๐ ยังมีผลใช้ บังคับอยู่ เพราะถ้าเลยไปกว่านี้สักเดือน ๒ เดือน ท่านอาจจะไม่ต้องขอกรอบมาตรา ๑๙๐ แล้วก็ได้ เพราะกฎหมายฉบับใหม่ท่านไม่ต้องขอกรอบสภาแห่งนี้ ไม่ต้องถามประชาชน ถ้า จริงใจ อยากเห็นเราแก้ปัญหาด้วยกัน ท่านอย่าเอาเรื่องนี้ไปลับไว้คนเดียวเลยครับ มันใหญ่ กว่าตําแหน่งนายกรัฐมนตรีจะรับเรื่องนี้ มาคุยกันขอกรอบสภาไป แล้วเอาอํานาจไปตามนั้น แต่อย่ามาลักไก่เสนอมาตรา ๑๗๙ แล้วพูดอย่างเดียว ไม่ได้มีผลอะไรเลย ณ ที่นี่ เพราะพอถึง เวลาแก้กฎหมายเสร็จท่านไม่เสนอมาตรา ๑๙๐ มา เรียบร้อยครับ มันจะกลายเป็นอํานาจ ของฝ่ายบริหารที่สามารถจะไปตกลงในเรื่องเขตแดนได้ แต่นักกฎหมายของคณะรัฐมนตรี ท่านก็บอกว่าไม่ใช่ สุดท้ายแล้วก็ต้องเอาหนังสือสัญญากลับเข้ามาพิจารณาในสภาแห่งนี้อยู่ดี แต่ผมก็บอกท่านว่า ยอมรับสักทีเถอะครับ มันกลายเป็นเพียงแค่ตราประทับ มันไม่ได้มี ส่วนร่วมในการกําหนดทิศทางในการเสนอกรอบการเจรจาอีกต่อไป เห็นไหมครับ นี่คือที่พูด ประจําว่าเสียงข้างมากดําเนินการแล้วลักหลับประเทศไทย ผมขอโยงการเมืองแค่นี้ แล้วไม่พูดพาดพิงไปมากกว่านี้ครับ แต่จะบอกถึงความเสียหายของมือที่ยกของเสียงข้างมาก จะบอกถึงความเสียหายในวันนั้นที่โหวตมาตรา ๑๙๐ แล้วมีเรื่องพิสดารที่สุดของประธาน สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ก็คือโหวตเห็นด้วยรายวรรคครับ อย่างนี้ครับ ผมก็พาดพิงท่านแบบนี้ละ ทีนี้ประเด็นถามว่าจุดยืนที่จะนําเสนอครับ ถามรัฐบาลคิดให้ดี ในส่วนตัวผม ผมไม่เห็นด้วย กับการรับคําพิพากษาของศาลโลก เพราะอย่างไรเสียประเทศกัมพูชาก็ปิดช่องตายไปแล้วใน กรณีพื้นที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เรื่องของแผนที่ ที่จะมาตีความให้เกิดพื้นที่เพิ่มเติมที่ประเทศ กัมพูชาจะได้ มันปิดประตูตายไปแล้ว แต่ผมจะไม่ยอมเสียดินแดนไปมากกว่าแนวปฏิบัติการ ปี ๒๕๐๕ ในสมัยจอมพล สฤษดิ์ ผมไม่รับคําวินิจฉัยศาลโลก แต่มีเงื่อนไขครับ การไม่รับคําวินิจฉัยศาลโลก แน่นอนก็จะส่งผล ถ้าคณะมนตรีความมั่นคงอาจจะถือว่า ประเทศไทยนั้นไม่ดําเนินการ และสามารถส่งกองกําลังสหประชาชาติเข้ามาในบริเวณพื้นที่ ดังกล่าวได้เช่นเดียวกัน มันก็ต้องถามท่านรัฐมนตรีและท่านนายกรัฐมนตรีว่า ความสามารถ ในการพูดคุยกับกลุ่มสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ๕ ประเทศ ประเทศจีน ประเทศอังกฤษ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศฝรั่งเศส อย่างนี้นะครับ ๕ ประเทศ ท่านมีความสามารถในการเจรจากับเขาแค่ไหน ในกรณีที่จะต้องใช้สิทธิวีโต้ (Veto) ในการที่จะใช้สิทธิยับยั้งของมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ในกรณีที่ถ้าต้องมีกองกําลังเข้ามาในบริเวณนั้นเพื่อรักษาสันติภาพ อันนี้ผมต้องถามว่า ความสามารถรัฐบาลนี้มีแค่ไหน แต่ถ้าเกิดรัฐบาลนี้มีความสามารถดีที่จะคุยกับคณะมนตรี ความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้ว่า เราไม่ได้รับความเป็นธรรมตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ ตั้งแต่ การตัดสินใจไม่ใช้เรื่องสันปันน้ํา ถ้าท่านเจรจาได้ว่าเราไม่ได้รับความเป็นธรรมมาตั้งแต่ต้น เรื่องกฎหมายปิดปาก ถ้าท่านสามารถทําให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ คณะถาวร ๕ ประเทศ ประเทศใดประเทศหนึ่งใช้สิทธิวีโต้ได้ น่าคิดครับ ที่จะไม่รับคําวินิจฉัย ของศาลโลกในคราวนี้ และนี่เป็นข้อเสนอของกระผมในประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ถ้าท่านมีความจําเป็นสุดท้ายแล้วตัดสินใจว่าไม่สามารถ ดําเนินการได้แบบนั้น จําเป็นต้องรับคําวินิจฉัยศาลโลก ก็อยากจะถามว่ารูปแบบในการ เจรจาของทวิภาคีเริ่มแบบไหน ภายใต้กรอบใด อยู่ภายใต้กรอบเอ็มโอยู (MOU) ปี ๒๕๔๓ หรือไม่ คณะกรรมการที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีพูดถึงเจซีอยู่ภายใต้กรอบไหนในการเจรจา และแน่นอนถ้าก้าวข้ามไปถึงตรงนั้นกรุณาบอกหน่อยว่าแนวที่ท่านอ่านคําวินิจฉัยของ ศาลโลกแล้วเข้าใจมันคือแนวใดครับ เส้นบนอยู่แค่ไหน ทางทิศเหนือครับ รวมไปถึงทางทิศตะวันตกด้วยมันไปสบตรงไหน ถ้าในเบื้องต้นตอบผมได้ก็อยากให้ตอบในประเด็นหลังนี้ครับ ส่วนเรื่องความสามารถว่า จะได้สิทธิวีโต้มาสักประเทศไหม ถ้าตอบได้ก็ช่วยบอกด้วย ในกรณีของแนวพื้นที่ครับ ผมไม่แน่ใจครับว่าทางกระทรวงการต่างประเทศ ทางทีมไทยแลนด์ได้มีการขีดเส้น แล้วหรือไม่อย่างไร ถ้ามีการขีดเส้นแล้วกรุณาบอกด้วยว่าแนวตะวันตก ตะวันออก เหนือ ใต้ ไปอยู่ตรงไหน และถ้าจะลงลึกถึงตรงนั้น ท่านประธานจะตัดไปเป็นการประชุมลับ บางส่วนบ้างก็ได้ เพื่อจะได้ปรึกษาหารือร่วมกัน ผมคิดว่าแบบนี้มันคุยกันแบบเปิดอก และไม่ ต้องโทษกันในทางการเมืองนัก พูดกันตรง ๆ แบบนี้ เราแก้ไขปัญหาประเทศได้ แต่สิ่งที่ผม ยืนยันและผมโทษกับท่านแน่ ๆ นะครับ คือมาตรา ๑๙๐ วันนี้เป็นอย่างไรละครับ ก็เห็นแล้ว นะครับว่ามาตรา ๑๙๐ ที่ยกมือกันไปเสียงข้างมากนี่มันส่งผลเป็นการตัดสิทธิของสมาชิก รัฐสภาในการตรวจสอบและเสียงของพี่น้องประชาชนในการรับรู้ เอาละครับ ก็ขออนุญาต ให้ตอบของกระผมในข้อซักถามว่าพื้นที่มันไปจบแค่ไหน อย่างไร ไม่ใช่คําวินิจฉัยของศาล แต่เป็นแนวปฏิบัติการที่ทีมไทยแลนด์นําโดยท่านสุรพงษ์วันนี้จะประกาศต่อไปมีแค่ไหนครับ ถ้าต้องลับก็ขอความกรุณาครับ ขอบพระคุณครับ
คุณหมอเจตน์ครับ หมอเจตน์เสร็จแล้วท่านนิยมนะครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ตั้งแต่ ๙ โมงครึ่งจนถึงเวลานี้ก็เกือบ ๑๒ ชั่วโมง ผมก็นั่งฟัง รับฟัง เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายในเรื่องการพิจารณาข้อเสนอจากรัฐบาลในการพิจารณา มาตรา ๑๗๙ ในเรื่องของคําพิพากษาของศาลโลกมาตลอด ประเด็นปัญหาก็อยู่ที่คํา ๆ เดียว ว่าพรอมอนทอรีนะครับ ซึ่งคํา ๆ นี้เป็นคําที่อ้างถึงในคําพิพากษาของศาลโลกเพียง ๓ ครั้ง ในปี ๒๕๐๕ แต่ว่าได้ยินท่านทูตวีรชัยใช้คําว่ายอดเขา บางแห่งก็ใช้คําว่าชะง่อนผา โดยเฉพาะในเอกสารที่แจกมา คําว่า ชะง่อนผา กับ ยอดเขา ถ้าเราดูคําเฉพาะคําไทยแล้ว มันต่างกันเยอะเลยนะครับ ชะง่อนผากับยอดเขา มันคนละเรื่องเลยนะครับ ซึ่งคํา พรอมอนทอรีนี้นะครับก็อยู่ในย่อหน้าที่ ๙๘ ผมใช้คําว่าย่อหน้า ไม่ได้ใช้คําว่า วรรคเหมือนกับ ท่านทูตนะครับ จาก ๑๐๘ ย่อหน้า ก็ตีความหมายของคําว่าพรอมอนทอรีว่าทิศเหนือ ไปถึงไหน ทิศใต้ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตกไปถึงไหน ทิศที่เป็นปัญหาก็คือทิศเหนือที่ใช้ เส้นแผนที่ภาคผนวก ๑ จากตะวันออกเฉียงเหนือของปราสาทซึ่งบรรจบกับหน้าผาจนถึง เชิงเขาภูมะเขือทางตะวันตกเฉียงเหนือ ภูมะเขือนี้เขาใช้คําว่า ฟู้ดส์ ออฟ ฮิลล์ (Food of Hill) ก็คือเชิงเขาภูมะเขือ แทนที่จะเป็นเชิงเขาพระวิหารนะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อเชิงเขา ภูมะเขือชนกับเชิงเขาพระวิหาร มันก็คือจะเป็นร่องและจากนั้นก็จะลาดขึ้น ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้ มันไม่น้อยนะครับ เพียงแต่ว่าไม่มีรูป ไม่มีไดอะแกรม (Diagram) มาให้ดู เราก็เลยไม่ทราบว่า มันมากน้อยขนาดไหนนะครับ
ทางทิศใต้ไม่มีปัญหา เพราะว่าใช้เส้นแผนที่ผนวก ๑ แล้วก็ใช้สัณฐานของ ธรรมชาติต่าง ๆ เช่นเดียวกับทิศตะวันออก ทิศใต้ และตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นหน้าผาชัน ไปสู่ที่ราบของกัมพูชา ทั้งหมดเหล่านี้ผมมีความเชื่อว่ามันสามารถที่จะสเก็ตช์ (Sketch) ขึ้นมาได้ อาจจะเป็นเบื้องต้น แต่ว่าในรายละเอียดอาจจะต้องไปพูดคุยในเจซีนะครับ ในระหว่าง ๒ ประเทศ แต่ว่าในเบื้องต้นเราน่าจะมีข้อมูลจากทางกระทรวงการต่างประเทศ ว่าจริง ๆ แล้วมันเป็นพื้นที่ที่เท่าไร มันเป็นพื้นที่เท่าใด เพราะว่าท่านอย่าลืมนะครับ หลังจากมีคําพิพากษาในวันที่ ๑๑ มีการตอบรับของสื่อ มากมายทั่วโลกไม่ใช่เฉพาะในเมืองไทย สื่อเมืองไทยนี้แสดงความยินดี เหมือนกับเราชนะ แต่สื่อกัมพูชา สื่อทั่วโลกเขาบอกว่าเราแพ้ กัมพูชาชนะ เราเสียดินแดน ซึ่งผมก็ผมก็บอกว่า อย่างนี้มันฟังแต่สื่ออย่างเดียวคงไม่ถูก มันก็ต้องมีข้อมูล เพราะความจริงคือความจริง ท่านประธานครับอันนั้นก็คือย่อหน้า ๙๘ ผมมีอีกเพียงย่อหน้าเดียวที่จะอ้างถึงก็คือย่อหน้าที่๑๐๖ เขาอ้างถึงกฎบัตรสหประชาชาติเพื่อผูกพันให้ไทยและกัมพูชาให้ความสําคัญกับการเข้าถึง ปราสาทพระวิหารจากด้านกัมพูชา ท่านประธานครับ อันนี้มันไปเกี่ยวพันกับมรดกโลก คือเหมือนกับว่าทางผู้พิพากษาของศาลโลกให้ความสําคัญกับการเข้าถึงปราสาทพระวิหาร ซึ่งจดทะเบียนฝ่ายเดียวโดยกัมพูชาให้เป็นมรดกโลก เมื่อเขาให้ความสําคัญตรงนี้ ไม่ว่าถนน ที่ตัดผ่านจากทางด้านของโกมุย บ้านโกมุยผ่านวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระจนถึงปราสาท ก็จะต้องเป็นพื้นที่ที่เป็นของกัมพูชาซึ่งตรงนี้มันเป็นเรื่องที่เราก็คิดว่าอันนี้คือดินแดนที่เราจะ เสียไปหรือเปล่านะครับ เพราะว่าทางคณะกรรมการมรดกโลกจดทะเบียนไปแล้วก็ให้ข้อแม้ ว่าจะให้ไทยกับกัมพูชานี้ช่วยกันพัฒนาและเป็นประโยชน์ เพราะว่าแล้วถ้าหากว่าเกิด อุปสรรคต่อการขึ้นปราสาททางด้านกัมพูชาแล้ว ๒ ประเทศ ต้องช่วยกันแก้ไข ศาลโลกเขา ย้ําต่อว่าภายใต้ข้อ ๖ ของ เวิร์ล เฮอริเทจ คอนเวนชัน (World heritage convention) ทั้ง ๒ ประเทศ ร่วมกับประเทศอื่น ๆ จะต้องปกป้องมรดกโลกแห่งนี้ แล้วไทยกับกัมพูชา จะต้องหารือกันในรายละเอียดของขอบเขตบริเวณใกล้เคียงปราสาทต่อไป ท่านประธานครับ ตรงนี้คําว่า มันไปเกี่ยวพันกับมรดกโลก มันก็เลยทําให้นึกว่าในปี ๒๕๐๕ เราเสียปราสาท พระวิหาร เพราะว่ามหาอํานาจโลกเข้ามาแทรกแซงผ่านผู้พิพากษา แต่ว่าในปี ๒๕๕๖ นี้ มันเป็นไปได้ไหมที่มันมีการแทรกแซงเรื่องของมรดกโลก เรื่องของมาหาอํานาจ ผ่านผู้พิพากษาเช่นเดียวกัน แต่ว่าเป็นคนละกรณี ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าคิด เพราะว่าอยู่ดี ๆ ก็เอาเรื่องมรดกเข้ามาเป็นประเด็นที่สําคัญในการตีความพิพากษาเมื่อปี ๒๕๐๕ เพราะฉะนั้นคําถามก็คือว่าจาก คําว่า พรอมอนทอรี ซึ่งในคําพิพากษาก็บอกว่าในข้อ ๒ นะครับ ข้อแรกบอกว่าศาลมีอํานาจในการพิจารณา ข้อ ๒ ว่า กัมพูชามีอํานาจอธิปไตยเหนือพื้นที่ พรอมอนทอรีของปราสาทพระวิหารทั้งหมด เพราะฉะนั้นคําว่าพรอมอนทอรีมันถึงสําคัญ มากอย่างไรนะครับ แล้วก็มีคําถามต่อว่าแล้วเสร็จแล้วไทยเสียพื้นที่มากขึ้นหรือไม่อันนี้ก็พูด กันมาทั้งวันเลยนะครับ ก็คืออยู่ในประเด็นนี้เท่านั้นเอง ว่าตกลงไทยเสียพื้นที่มากขึ้น หรือไม่ผมบอกไม่ได้หรอกครับ เพราะว่าในคณะกรรมการมี ๒ ชุดนะครับ ในชุดแรกก็เป็น คณะกรรมการของวิชาการของทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ ทางกฎหมายที่ศึกษาเรื่องนี้มานาน บอกว่าไทยนี้เสียดินแดนมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ แล้ว สรุปว่า ครั้งนี้ศาลไม่ได้รับฟังทั้งกัมพูชาและไทย ถ้าถือว่าไทยไม่เสียพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ก็ถือว่าไทยไม่แพ้ แต่ถ้าถือว่าเสียพื้นที่ตามมติ ครม. สมัย พลเอก สฤษดิ์ ก็ที่ว่าล้อมรั้วไว้ ที่ปราสาทพระวิหารนี้ ก็เสียพื้นที่มากกว่านั้น มากกว่านั้นแน่ ๆ ก็คือว่าแพ้ แต่ว่าจาก การศึกษาของสมาชิกวุฒิสภาพวกเรานี้ จากคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบการทุจริตและ เสริมสร้างธรรมาภิบาลชุดหนึ่ง กับคณะกรรมาธิการต่างประเทศของวุฒิสภาชุดหนึ่ง แถลงว่าไทยเสียดินแดนมากขึ้น อันนี้ก็ข้อมูลคือเขาไม่ได้แถลงแบบส่งเดช คือฟังแล้ว ก็มาตีความกันเอาเอง เขาก็มีผู้เชี่ยวชาญ มีที่ปรึกษา มีผู้ทรงคุณวุฒิ มีนักกฎหมาย โดยเฉพาะบางท่านก็เป็นอดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายของกระทรวง การต่างประเทศด้วยซ้ํา ข้อมูลที่เขาศึกษาตีความจากคําพิพากษาของศาลมันผ่านการพิจารณากลั่นกรองแล้ว เขาก็เลยคิดว่ามันเสียพื้นที่มากขึ้นอย่างไร เพราะฉะนั้นผมก็เลยคิดว่าเรื่องอย่างนี้ ทางรัฐบาลต้องทําเรื่องนี้ให้เป็นที่ประจักษ์ ความจริงคือความจริง ซึ่งผมก็เชื่อนะครับ จากการทํางานหนักของท่านทูตวีรชัย ซึ่งผมคิดว่ารัฐบาลนี้ฉลาด ทางท่านรองนายกรัฐมนรี กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านดอกเตอร์สุรพงษ์ ท่านฉลาดที่จะใช้งาน ทีมนี้ ตอนแรกผมหวั่นใจนะครับ ผมหวั่นใจว่าท่านจะเปลี่ยนทีม เปลี่ยนหัวหน้าทีมในการ สู้คดี เพราะว่าตอนนั้นก็มีข่าวกันเยอะแยะว่ามันมีผลประโยชน์แอบแฝง แต่ว่าท่านฉลาด ที่ท่านไม่เปลี่ยนตัว เพราะว่าถ้าเปลี่ยนตัวนี่มันจะมีผลมากเลย ถ้าหากว่าท่านชนะก็เสมอตัว ถ้าหากว่าท่านแพ้ท่านโดนแน่ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมก็ถือว่าทางประชาชนเขาอาจจะไม่มั่นใจ ในตัวนายกรัฐมนตรี และเขาก็อาจจะไม่มั่นใจท่านรองนายกรัฐมนตรี แต่เขามั่นใจ ทางดอกเตอร์วีรชัย และทีมงาน เพราะฉะนั้นการต่อสู้มาจนถึงวันนี้แล้วก็ถือว่ามันเป็นสิ่งที่ ได้ประโยชน์นะครับ แล้วก็ข้อดีของคําพิพากษาที่เราได้มาก็คือว่าเราไม่เสียพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร จากที่ผมฟังท่านทูตวีรชัยก็คือว่าเส้นที่ประเทศกัมพูชาเขียนก็จะต้องลบ ลบออกไป ก็จะไม่เกิดกรณี ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ผมก็จะตามดูว่าทางผมเชื่อท่าน แต่ประเทศกัมพูชาเขาจะเชื่อท่านหรือเปล่า ก็ไม่แน่ แล้วก็ความสงบในจังหวัดชายแดน แถวประเทศกัมพูชา ผมคิดในแถวปราสาทพระวิหาร ผมคิดว่าตรงนี้คือเป้าหมายหลัก อันหนึ่ง ฟังจากเพื่อนสมาชิกที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ เขาบอกว่าประชาชนมีความสุข ผมเชื่อครับ เป้าหมายหลัก ก็คือว่าทําให้ประชาชนของทั้ง ๒ ประเทศที่อยู่พรมแดนใกล้กันนี่มีความสุข นั่นคือสิ่งที่ เป็นเป้าหมาย แต่ว่าก็ต้องไม่ลืมข้อหนึ่ง เรื่องของการเสียดินแดน การเสียดินแดนนี่มันก็ต้อง เป็นเหตุผล ก็ต้องฟังมาว่าดินแดนที่เสียมันเป็นดินแดนที่เสียมาเก่าแล้วหรือเปล่า เสียดินแดน มาตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ ตามข้อมูลจากการศึกษาของนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือเปล่า หรือมันเป็นดินแดนที่เสียขึ้นมาใหม่ ถ้านี่เป็นดินแดนที่เสียขึ้นใหม่ท่านต้องตอบ นะครับ มันเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย เพราะว่าอย่าลืมว่าเสียดินแดนแม้แต่ ๑ ตารางนิ้ว มันก็มีปัญหา แล้วครับท่าน เพราะฉะนั้นผมเห็นว่ารัฐบาลนี้ต้องทําความชัดเจน ต้องตั้งคณะกรรมการ ศึกษาผลการตีความคําพิพากษาของศาลโลก โดยมีตัวแทนที่เป็นนักวิชาการ แล้วก็กระทรวง ที่เกี่ยวข้อง ทั้งไม่ว่าจะเป็นกระทรวงยุติธรรม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม กระทรวงกลาโหม แล้วก็อย่าลืมภาคประชาชนนะครับ เพราะว่าในความสับสนของประชาชน ถ้าหากว่าขาดตัวแทนของประชาชนแล้ว ท่านไปตั้งเจ้าหน้าที่ที่เป็นข้าราชการ หน่วยงาน ของรัฐอย่างเดียว ผมก็เกรงว่าประชาชนเขาจะไม่เชื่อมั่นนะครับ ในย่อหน้าที่ ๗๘ ระบุว่า ศาลโลกตีความข้อพิพาทว่าจํากัดเฉพาะในอํานาจอธิปไตย ในบริเวณของปราสาทพระวิหาร เท่านั้น ซึ่งเป็นพื้นที่เล็ก ๆ หรือ เวรี่ สมอลล์ อิน ดีส ระหว่างครึ่งไมล์หรือน้อยกว่าทางด้าน วัดกับอีกด่านหนึ่งของพรมแดน กับอีกบรรทัดหนึ่งที่ใช้คําว่า สมอล แอเรีย (Small Area) ซึ่งอาจน้อยกว่า ๒-๓ ตารางกิโลเมตร ตรงนี้ก็เป็นข้อมูลที่ทําให้ผมเองเชื่อว่าขณะนี้มันน่าจะ น้อย แต่ว่าถ้าไม่มีเอกสารหลักฐาน มีการยืนยันจากกระทรวงการต่างประเทศที่ชัดเจน ผมก็ ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่าตรงนี้ทางรัฐบาลก็จะต้องทําความจริงให้ปรากฏ นะครับ เพราะว่าการถอดคําพิพากษาซึ่งไม่ตรงกันนี่ ในเอกสารก็บอกเป็นพื้นที่เล็ก ๆ อีกฝ่ายก็บอกเป็นพื้นที่ไม่น้อย ความจริงก็คือเท่าไร ท่านประธานครับ มีสมาชิกสภา หลายท่านนี่อภิปรายโยงถึงมาตรา ๑๙๐ เขามีความเชื่อและมีการพูดกันว่าการแก้ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นี้ แก้เพื่อรองรับการเจรจาระหว่างไทยกับกัมพูชา ท่านประธานครับ ตรงนี้ผมก็คิดว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิด แต่มันเกิดขึ้นมาแล้ว ผมก็ยอมรับ แต่ผมก็ดูจากแถลงการณ์ของหลายหน่วยงาน และมีแถลงการณ์ฉบับหนึ่งของทาง สภาทนายความ ผมจะขออนุญาตท่านประธานอ่านในวรรคสุดท้ายนะครับ อีกประการหนึ่ง กรณีนี้เป็นตัวอย่าง ก็หมายถึงเรื่องนี้นะครับ แสดงให้เห็นชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งมีมาตรา ๑๙๐ ห้ามไม่ให้หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ ตัวแทนของรัฐลงนามในเอ็มโอยูใด ๆ ก่อนที่จะมีผลผูกพันกับประเทศนั้น มีประโยชน์ที่จะคุ้มครองสิทธิและอาณาเขตของประเทศ ได้อย่างแท้จริง เพราะการห้ามนี้ไม่ได้ขัดข้องที่จะลงนามในเอ็มโอยูไว้เป็นเบื้องต้นก่อน แต่ให้มาขออนุมัติจากวุฒิสภาเช่นเดียวกับที่ถือปฏิบัติกันในประเทศที่พัฒนาแล้วทั่วโลก อย่างเช่นประเทศสหรัฐอเมริกา อันนี้เป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่ว่ารัฐธรรมนูญที่แก้ไขแล้ว ที่รอโปรดเกล้าฯ เพียงแต่ว่าการเซ็นสัญญาที่จะมีปัญหาในอาณาเขตหรือนอกอาณาเขต ก็ตามต้องมีความชัดเจน ชัดแจ้ง แล้วก็ชัดแจ้งนี้ถ้าหากว่ารัฐบาลไม่ส่งเข้าแล้วก็บอกว่า มันไม่ชัดแจ้ง เราก็ไม่รู้ว่าจะไปโวยวายเอากับใคร ตรงนี้ละคือปัญหา เพราะฉะนั้นในกรณีนี้ ผมก็ไม่แน่ใจว่าถ้ารัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข มาตรา ๑๙๐ มีผลบังคับใช้แล้ว กรณีนี้จะชัดแจ้ง หรือไม่ผมไม่แน่ใจนะครับ ก็เพียงแต่อยากจะฝากท่านไว้นิดเดียว แล้วก็ผมขอเวลาท่าน ๑ นาที เพียงแต่ว่าเมื่อพูดถึงเอ็มโอยูในที่นี้แล้ว ตามที่อ่านมาแล้ว ผมขอพูดนิดเดียว นาทีเดียวว่าถึงเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๔ ระหว่างรัฐบาลกับกัมพูชาที่ลงนามเมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ปี ๒๕๔๔ หลังจากจัดตั้งรัฐบาลเพียง ๔ เดือน อันนี้แสดงถึงการเอาเปรียบของประเทศ กัมพูชาอย่างชัดเจน ร่วมกับการเห็นแก่ประโยชน์ของรัฐบาลในยุคนั้น เพราะว่ากัมพูชา ลากเส้นแบบไหล่ทวีปผ่านเกาะกูดเพื่อเอาเปรียบในการเจรจาจัดตั้งเจดีเอ (JDA) หาประโยชน์จากน้ํามันและแก๊สในไหล่ทวีปในอ่าวไทย การแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ถ้ามีผลบังคับ ใช้กลัวว่าจะมีการทําความตกลงโดยรัฐสภาไม่รับทราบ ถ้าเกิดขึ้นเราจะเสียประโยชน์ในพื้นที่ ถึง ๒๖,๐๐๐ ตารางกิโลเมตรจากการศึกษาของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ อันนี้ฝากให้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรองนายกรัฐมนตรีช่วยยืนยันนิดหนึ่งว่า ถ้าจะทําความตกลงเรื่องนี้ขอให้นําเข้าเห็นชอบในรัฐสภา เพราะเรื่องนี้มันใหญ่กว่า เรื่องปราสาทพระวิหารมากมายนะครับ
ผมขอมาถึงเรื่องสุดท้ายนะครับ ผลของการตีความเป็นสิ่งที่ดีที่รัฐบาลไม่ควร จะผลีผลามตามที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุรพงษ์ได้พูดในสภาแห่งนี้ แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าถ้าเรา จะไม่ยอมรับคําตัดสินของศาลโลกจะได้หรือเปล่าตามที่เพื่อนสมาชิก ส.ส. อรรถวิชช์ได้พูดไป ผมกลัวว่ามันจะขัดต่อมติ ข้อ ๙๔ ของกฎบัตรสหประชาชาติ อันนี้ท่านคงจะต้องชั่งน้ําหนัก ในส่วนได้ส่วนเสีย แล้วก็คิดว่าสิ่งใดที่เป็นประโยชน์ คือยึดประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นหลัก แล้วท่านทําไปเถอะครับ ผมคิดว่าประชาชนเขาก็จะเห็นด้วย สนับสนุนถ้ามันเป็น ประโยชน์ของประเทศชาติที่แท้จริง ผมเพียงแต่อยากจะฝากถามท่านรัฐมนตรีว่า ถ้าไม่ยอมรับอํานาจศาลโลกแล้วจะเป็นอย่างไร แล้วทําได้หรือไม่ตามที่เพื่อนสมาชิก ได้อภิปราย
ฝากข้อสุดท้ายอีกข้อเดียวครับท่านประธาน คุณวีระ สมความคิด ท่านประธานครับ เขาติดคุกกัมพูชามานานแล้ว ผมไปเยี่ยมถึงเรือนจํา แล้วก็ข้อมูลที่ผม ได้จากคุณวีระก็คือว่าถ้าหากว่าเขาต้องโทษ ๑ ใน ๓ ไปแล้ว รัฐบาลสามารถทําเรื่องขอโอน ตัวคุณวีระมารับโทษในเรือนจําของเมืองไทยได้ ตอนนี้มันเกินเวลา ๑ ใน ๓ ไปแล้วครับ เพราะฉะนั้นในโอกาสที่เราเหมือนกับว่าเรื่องของปัญหา เรื่องของข้อพิพาทในปราสาท พระวิหารมีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว มีคําพิพากษาจากศาลโลกไปแล้ว ผมคิดว่าน่าจะ เป็นโอกาสที่ดี ฝากท่านประธานผ่านถึงท่านรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ต่างประเทศ ท่านกรุณาช่วยทําเรื่องขอโอนตัว คุณวีระ สมความคิด มารับโทษในเรือนจํา ในประเทศไทยด้วยครับ ขอบคุณครับ
เดี๋ยวเชิญท่านรอง นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กรณีที่เมื่อกี้เพื่อนสมาชิกได้พูดถึงเอ็มโอยูปี ๒๕๔๔ เกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลนะครับ อยากจะกราบเรียนเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน สมัยท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐบาล ท่านอภิสิทธิ์ได้มีการยกเลิกเอ็มโอยูฉบับนี้ไปเรียบร้อยแล้วนะครับ แต่ยังไม่ได้แจ้ง ไปให้ทางประเทศกัมพูชาทราบอย่างเป็นทางการครับ ขอบคุณครับ
ท่านนิยม เวชกามา เดี๋ยวผมขอจัดคิว เดี๋ยวท่านจะได้อยู่นะครับ ต่อจากท่านนิยมก็ ท่านกษิต ภิรมย์ แล้วก็มาที่ ท่านรสนา โตสิตระกูล นะครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเป็นคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนไทย ซึ่งเป็นผู้ที่มีเลือดรักชาติ คิดว่าไม่แพ้ใคร เมื่อวันที่ ๑๑ ผมตั้งใจนั่งฟัง การอ่านคําพิพากษาของศาลโลกตั้งแต่บ่ายสามโมงท่านประธาน นั่งฟังเฝ้าหน้าจอทีวีเลย ผมจึงเห็นว่าท่านผู้นําฝ่ายค้านต้องพูดถึงนิดเดียว ไม่ได้เกี่ยวหรอกครับ ที่ท่านบอกว่า รัฐบาลต้องบอกความจริงต่อประชาชน อย่าซ่อนเร้นหมกเม็ดอะไรนี่ ไม่มีหรอกครับ ในความคิดผม เป็นการเปิดให้ดูจะ ๆ เลยอ่านคําพิพากษาผ่านจากกรุงเฮก ทําไมผม ให้ความสนใจขนาดนั้นท่านประธาน ไม่ใช่เพราะเป็น ส.ส. นะครับ ผมเป็นคนหนึ่ง ตั้งแต่อายุ ๑๑ ปี เรียนอยู่ ป. ๔ เป็นคนที่บริจาคเงินให้รัฐบาลเอาไปจ้างทนายความ คนละ ๑ บาทในสมัยนั้นครับ เป็นเด็ก ๆ ๑ บาทเป็นแบงก์นะครับ บริจาค เพราะรัฐบาลยุคนั้น ท่านจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ บอกว่าประชาชนต้องช่วยกันบริจาคเงินเพื่อจ้างทนายความ ไปสู้ในศาลโลก ผมเป็นเด็กจําความได้ โดยมีหัวหน้าทีมทนายความ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ผมจําได้เป็นเด็ก ๆ เพราะฉะนั้นจึงให้ความสนใจมาแต่เริ่มแรกแล้วครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ ก็บริจาค ๑ บาท เพื่อให้ทนายความไปว่าความในศาลโลก โดยคิดว่า เพื่อเอาเขาพระวิหารกลับคืนมาในยุคนั้น ท่านจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นหัวหน้ารัฐบาลไทย ท่านพระเจ้าสีหนุเป็นนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ท่องจําได้ในยุคนั้น เพราะฉะนั้นพอวันที่ ๑๑ บ่ายสี่โมงผู้พิพากษาขึ้นมาอ่านคําพิพากษาเป็นภาษาฝรั่งเศส ผมไม่รู้หรอกครับ แต่แปลภาษาไทยอยู่ ภาษาอังกฤษสลับกันนี้เข้าใจ ผมจึงว่าวันนี้รัฐบาลเปิดชัดเจน ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ผมจึงบอกว่าไม่ต้องคิดหรอกว่าหมกเม็ดหรืออะไรก็แล้วแต่ ในฐานะที่เป็นคนบ้านนอก ให้ความสนใจ เปิดไม่เหมือนยุคนั้น ได้ยินแต่ข่าว เพราะฉะนั้น ในศาลโลกสมัยนั้นก็เอามาเปิดเผยเหมือนกัน ยุคก่อนไม่มีสถานีโทรทัศน์ แต่ผมนี่ คนบ้านนอกฟังข่าวตอน ๒ ทุ่ม ท่านจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เอามาแถลงออกทางสถานีวิทยุ แห่งประเทศไทย วิทยุกรุนดิกสมัยนั้น เครื่องบักใหญ่เลยครับ บอกว่าศาลโลกตัดสินแล้วให้แพ้ แต่ไม่เป็นไรพี่น้อง แถลงโดยน้ําตา ร้องไห้เสียงออกทางวิทยุละครับ บอกว่าจะพยายามเอา กลับมาภายใน ๑๐ ปี นี่เรื่องจริงที่ฟังในวันนั้นครับ ด้วยความสนใจจริง ๆ แต่สุดท้ายต้องเอา ธงชาติลงจากเขาพระวิหาร คนไทยร้องไห้ทั้งประเทศ ผมจําได้ ผมเป็นเด็ก เพราะฉะนั้น จึงกราบเรียนว่าคําพิพากษาซึ่งอ่านเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๐๕ ก็มีประเด็นเพียง ๒-๓ ประเด็นเท่านั้นเอง ซึ่งสรุปได้ความว่าปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในดินแดนใต้อธิปไตย กัมพูชา นี่คําพิพากษาข้อที่ ๑ นะ
ข้อ ๒ ไทยต้องถอนกําลังทหารหรือตํารวจ ซึ่งไทยส่งไปประจําที่ปราสาท พระวิหาร หรือบริเวณใกล้เคียงปราสาทพระวิหารดินแดนกัมพูชา
ข้อ ๓ ไทยต้องคืนบรรดาโบราณวัตถุที่ไทยอาจโยกย้ายจากปราสาท พระวิหารหรือบริเวณปราสาทพระวิหาร อันนี้คือคําตัดสินซึ่งสรุปคร่าว ๆ ทั้งนี้ศาลโลก ไม่ได้ตัดสินเรื่องเส้นเขตแดนระหว่างประเทศทั้งสอง และไม่ได้ตัดสินว่าเขตแดนจะต้อง เป็นไปตามแผนที่ตามมาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ตามที่กัมพูชากล่าวอ้าง
อันนี้ศาลโลกอ่านเมื่อปี ๒๕๐๕ เพราะฉะนั้นพอมาถึงยุคเปิดโลกตัดสิน ที่กรุงเฮก แต่มาอ่านที่ประเทศไทย รู้ทั้งประเทศ ทุกคนในกรุงเทพฯ นี้นะผมให้คนไปดูว่า หยุดครับ แท็กซี่อะไรหยุดเลย หลายคนต้องมารอฟังศาลอ่านคําพิพากษา ซึ่งใจจดใจจ่อ เหมือนกับผมละครับ นี่คือความเป็นคนไทย ไม่เกินกันหรอกครับความเป็นคนไทยรักชาตินี่ ไม่มีใครรักเกินกันหรอกครับบอกจริง ๆ แต่ว่าการกล่าวหาอะไรก็ดีมันเป็นแนวคิดของใคร ของมัน อย่าไปคิดว่าพวกผมไม่รักชาตินะครับ ผมบอกไม่เกินกัน เพราะฉะนั้นนี่คือเป็น ประเด็นว่าการทําหนังสือต่อมามันมีเหตุ ผมจึงบอกว่ายุคผมนี่ ไปกรุงเฮกเมื่อปีที่แล้ว ในชีวิต ขอถ่ายรูปหน้าศาลโลกหน่อย ไปยืนถ่ายประตูครับ ไม่ได้เข้าไปข้างใน เขาไม่ให้เข้า ไปจอดรถ แล้วยืนถ่ายรูป รูปผมยังอยู่ เพราะจดจํามาตั้งแต่ยุค ๑๑ ปี ปี ๒๕๐๕ แล้วครับ ถึงกราบเรียนว่ามันเป็นเรื่องซึ่งพอนํามาฟ้อง กัมพูชามาฟ้องในวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๔ ยุคท่านอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ผมยังคิดว่าปราสาทพระวิหารนี้กลับมาสู่ศาลโลกอีกรอบ แล้วนะ ผมจะได้เห็นไหมคําสั่งศาลตัดสินออกมาไหม ผมนึกว่าชีวิตผมอีกหลายปี สุดท้ายมา ๒ ครั้งในชีวิตก็เห็นแล้วว่าศาลโลกตัดสินเป็นอย่างไร เพราะวันนี้ผมอ่านดู ฟังคําพิพากษานั่ง ดูตลอด จะเป็นภาษาฝรั่งเศสหรืออังกฤษก็ดี ก็มีคนแปลเป็นไทยอยู่ ก็คล้าย ๆ กันไม่ได้ เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ซึ่งยุคนั้นไม่ได้ตัดสินเลย ก็ยังอยู่ เป็นเหมือนเดิมอยู่ ศาลไม่ได้พูดถึง ส่วนที่มีปัญหาถกเถียงกันอยู่ ชะง่อนผาบ้าง บ้านผมเรียก ชะโงกผา ผมขึ้นไปดูแล้วมันเป็นก้อนหินขนาดใหญ่มันก็ต้องเป็นของเขาละครับ ไม่มีหรอก ปราสาทเป็นของกัมพูชาแต่ก้อนหินเป็นของไทย อยู่ด้วยกันมันเป็นไปไม่ได้ อย่าไปคิดซีเรียส (Serious) มัน ผมอยากเห็นแต่ไทยกัมพูชาเป็นพี่น้องกันทั้งนั้นครับ วันนี้ต้องกราบเรียนว่า คนไทยทุกคนไม่มีใครอยากจะรบกันหรอก ยุคก่อนก็เกือบรบกันรอบหนึ่งแล้วยุคปี ๒๕๐๕ ฮึ่ม ฮึ่ม ใส่กันคนตายหลายคนอยู่ ยุคนั้นก็เผื่อจะเอาธงชาติลงมาจากยอดเขา มันเป็นน้ําตา คนไทยนะ ผมบอกยุคนั้น วันนี้ไม่อยากเห็น วันนี้ผมเป็น ส.ส. ไม่คิดว่าจะได้ไปกรุงเฮก ได้ไป ถ่ายรูปมาแล้ว ผมถึงบอกว่าชีวิตความรักชาติไม่เกินกัน ผมจะบอกเพียงแต่ว่าจุดใด เท่านั้นเอง เราทําสัญญาตลอดมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ก็ทําหนังสือสมัยท่านพลเอก สุรยุทธ์ ก็ไปทําสัญญา ผมติดตามข่าวอยู่ เงื่อนไขทุกอย่างไม่ต้องไปว่าเขาหรอกครับ ปัญหา มันเกิดขึ้นมานี้ถือว่าคนไทย ประเทศไทยเราสุดยอดแล้ว ศาลโลกตัดสิน ผมว่าเป็นกลางที่สุด อย่าไปคิดว่าเสียไปนิดหน่อย ในยุคนั้นผมเป็นเด็กแต่จําได้ ท่านจอมพล สฤษดิ์ นักเลงโต นะครับ ทําไมถึงว่าอย่างนั้น ยกปราสาทให้เขาแล้วตามคําพิพากษาของศาลโลกไม่ให้ทางขึ้น ผมยังงงอยู่ สมัยเด็กผมขึ้นไปต้องผ่านคนไทยแล้วไปเข้าในเขตเขมร ผมบอกแบบนี้มีด้วยหรือ นี่เด็ก ๆ นะ คิดดสมัยนั้นให้ขึ้นปราสาทพระวิหารแต่ไม่ให้ทางขึ้น บอกถ้าจะขึ้นให้ไปปีนขึ้น หน้าผา ผมไปยืนดูแล้วใครขึ้นหน้าผาได้ก็สุดยอดมนุษย์แล้วครับ ไม่ใช่คนธรรมดาแล้ว ผมขึ้น ๓-๔ ครั้งครับ พี่น้องผู้แทนราษฎรหรือใครก็ตามในสภานี้ ที่พูดกันนี่ไม่รู้ว่าใครไปหรือ ยัง ผม ๓-๔ ครั้งแล้วไปดูปราสาทพระวิหาร ด้วยความที่จิตสํานึกที่มีตั้งแต่เด็กแล้ว ผมจึง กราบเรียนว่าวันนี้อย่าไปโทษกัน ศาลโลกตัดสินมาอย่างนี้สุดยอดแล้ว พี่น้องอยู่ทางบ้านครับ เพราะฉะนั้นชะโงกผาก็ดี ชะง่อนผาที่ว่านี่ก็ก้อนหินที่อยู่ในหน้าผานะ ไม่มีหรอกครับจะ ตัดสินให้คนไทยเอาชะโงกผา ส่วนเขมรเอาใต้ดิน ไม่มีหรอก คิดแบบง่าย ๆ ครับ ไม่ต้องคิด แบบคณิตศาสตร์ ผมถึงกราบเรียนว่าวันนี้เราคิดอะไรกัน บ้านเมืองต้องไปได้ ไม่ต้องคิดอะไร มากครับ ยุคนั้นทนายเสนีย์ ปราโมช สุดยอดในความรู้สึกผม เป็นทนายที่เก่งที่สุด แต่เรา ก็แพ้เขา แพ้โดยเงื่อนไขหลาย ๆ เรื่องละ ผมอยู่ตอนจอมพล สฤษดิ์ มาแถลงข่าวตอน ๒ ทุ่ม ร้องไห้ครับ ประกาศชัดเจน ผมยังจําได้ว่าอีก ๑๐ ปีต้องเอาคืน ถ้าเป็นแบบนี้ เป็นไปไม่ได้ แล้วอย่าไปคิดว่าไม่รับรองศาลโลก จอมพล สฤษดิ์แถลงเรื่องรับรองศาลโลกสมัยนั้น คนไทย ก็อึ้งไปหมดแล้วครับ มันเป็นไปไม่ได้ ตราบใดยังเป็นมนุษย์อยู่ในโลกนี้ นอกจากไปอยู่ใต้ดิน อยู่คนเดียว ขุดรูอยู่เหมือนกับปู ไม่ต้องถือใครก็ได้ ขอบคุณมาก นี่ผมแสดงความคิดเห็น ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง วันนี้อย่าไปคิดอะไรมากครับ วันนี้ ขอบพระคุณมากครับ
ท่านกษิต ภิรมย์ ครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้เรามาพบปะกันภายใต้มาตรา ๑๗๙ รัฐบาลอยากจะฟัง ข้อคิดเห็นของพวกกระผม แต่ทีมของท่านมากันไม่ครบ ดังที่ผมได้กล่าวไว้ ขาดผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านแผนที่จากกระทรวงกลาโหม เอกสารก็ยังแปลเป็นภาษาไทยไม่ครบ ในขณะเดียวกัน ทางรัฐบาลก็ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับคําสั่งของศาลหรือว่ามติของศาล คําพิพากษา แล้วผมก็คิดว่าจะมาคุยกันรอบเดียว ภายใต้มาตรา ๑๗๙ คงจะไม่เป็นการเพียงพอ ในเรื่องนี้ มันแสนจะสําคัญยิ่ง แล้วก็อยู่ในหัวใจของประชาชนชาวไทย ดังนั้นก็อยากจะให้ท่าน ได้ตระหนักประเด็นนี้ด้วย ปรึกษาหารือกันไป แล้วก็ด้วยสปิริต (Spirit) ของการที่จะทํางาน ร่วมกันนะครับ ถ้าเผื่อท่านยังมีเหลืออยู่มันก็จะเป็นสิ่งที่ดีของสังคมไทย คราวนี้เมื่อจะรับฟัง กันแล้ว
ประเด็นแรกเลยก็อยากจะขอเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลว่าอย่าเพิ่ง รีบร้อนไปพบกับฝ่ายเขมร ในกรอบเจซี ซึ่งผมก็ไม่เห็นด้วย มันควรจะเป็นกรอบของเจบีซี เพราะถ้าเผื่อไปพบก็เท่ากับว่าเราได้รับคําสั่งของศาลแล้ว ไม่ควรจะพบ ควรจะปรึกษาหารือ กับรัฐสภา ฟังประชาชนให้มากยิ่งขึ้น แล้วก็จะรับหรือไม่รับนี่ผมก็อยากจะฝากข้อคิด แล้วก็ข้อสังเกตไว้ด้วยนะครับ ผมไม่ค่อยจะสบายใจกับเหตุและผลของศาลโลก แล้วก็วิธีการคิด วิธีการตัดสินใจด้วยเหตุผลหลายประการนะครับ
ประเด็นแรกเลยผมคิดว่าเขาไม่ค่อยจะสม่ําเสมอ เมื่อสักครู่มีเพื่อนที่อยู่ ทางฟากข้างล่างนี้ได้พูดไว้บ้างแล้ว คือว่าด้วยหลักหรือว่ากฎหมายปิดปาก เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ เราถูกปิดปากไปด้วยกรณีของสมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพ เสด็จเยือน แล้วก็ในครั้งนี้ เราก็ได้ชี้แจงต่อศาลโลก การเสด็จเยือนของเจ้านโรดม สีหนุ ขึ้นมาทางบันไดหัก รั้วของท่าน นายกรัฐมนตรีจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ป้ายที่ได้บอกว่าด้านไหนเป็นของไทย ด้านไหนเป็น ของฝ่ายกัมพูชา รั้วที่อยู่ใกล้ ๆ กับตัวปราสาทพระวิหาร แต่ว่าในการพิจารณาช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา เราก็ได้ตัดสินใจเรื่องปิดปากที่ศาลโลกเคยใช้ก็อันตรธานหายไปโดยสิ้นเชิงนะครับ
ส่วนประเด็นที่ ๒ ผมคิดว่าศาลทํางานเกินกว่าอํานาจหน้าที่ คําถามที่ ฝ่ายเขมรถามก็คือว่าอาณาบริเวณรอบ ๆ ปราสาทพระวิหารวิซินิตี้ มันคืออะไร เขมรก็ ใจจะขาด อยากจะได้ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรตามแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ พื้นที่ใหญ่โตมาก ตีความคําว่าวิซินิตี้เป็นกิโล ๆ หลายพันไร่ทีเดียวนะครับ แต่ศาลก็ได้ตัดสินมาว่า อาณาบริเวณวิซินิตี้ของปราสาทพระวิหารนั้นเขาใช้คําว่า พรอมอนทอรี มันทั้งภูเขาเลย นะครับ คําว่า พรอมอนทอรี มันก็เป็นแหลมเล็ก ๆ ที่มันยื่นเข้าไปในทะเลหรือมันโผล่ออกมาล้ํา ออกมาเป็นชะง่อนอะไรพวกนี้ แต่ไม่ใช่ทั้งภูเขานะครับ คือตีความคําว่าพรอมอนทอรี เป็นทั้งภูเขานี่มันเกินความนึกคิดและสติปัญญาว่าสามารถจะคิดอย่างนั้นได้อย่างไร ถ้าเผื่อพรอมอนทอรีในส่วนที่เกี่ยวกับที่ตั้งของปราสาท เมื่อ ๕๐ ปีที่แล้วก็พอจะเข้าใจได้ว่า มันก็บริเวณใกล้ ๆ เนินเขาที่มันโผล่ขึ้นมาบนเนินของปราสาทพระวิหารอีกที ก็ยังพอที่จะ เข้าใจได้ แต่พอบอกว่าทั้งเขาเลย แล้วแถมยังทําเกินหน้าที่บอกอีกว่าพรอมอนทอรีด้านเหนือ ด้านใต้ ตะวันออก ตะวันตก มันอยู่ที่ไหน เท่ากับว่าศาลโลกมาปักปันเขตแดนให้กับ ไทย - เขมรเลย ทําตัวเป็นผู้ตัดสินเสียเอง แต่ว่าทั้งไทยและเขมรไม่ได้ไปถามว่าท่านมีหน้าที่ มาบอกทิศทางเสมือนกับขีดเส้นเขตแดน มันไม่ได้ถามอย่างนั้นเลย แล้วที่มันสําคัญมันจะมา ทับซ้อนกับสนธิสัญญาไทย - ฝรั่งเศส ปี ค.ศ.๑๙๐๔ แล้วก็บรรดาเอกสารแผนที่บันทึก การประชุมต่าง ๆ อีกมากมายนะครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องมหัศจรรย์เป็นอย่างยิ่งว่า มันจะเป็นไปได้อย่างไร
แล้วส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือเสมือนว่าศาลโลกทําตัวเป็นทนายหน้าต่าง ให้กับยูเนสโก (UNESCO) แล้วก็คณะกรรมการมรดกโลก กลัวว่าเขมรจะไม่มีถนนขึ้นมา โดยที่ไม่ต้องข้ามเข้าไปในเขตแดนไทย ก็พยายามจะลากเส้นให้พรอมอนทอรีลงไปที่ตีนเขา ปราสาทพระวิหารให้มันไปประชิดกับตีนเขาของภูมะเขือหรือว่าพนมซับ นี่เป็นความตั้งใจ โดยที่ไม่ค่อยจะบริสุทธิ์นะครับ ผมก็ไม่ทราบว่าทางรัฐบาลและเพื่อนข้าราชการคิดเหมือนผม หรือเปล่าว่ามันเป็นไปได้อย่างไรว่าศาลโลกทําตัวเป็นสมุนรับใช้ให้แก่ยูเนสโกแล้วก็ โดยปริยายให้กับฝ่ายกัมพูชาแล้วก็ประเทศอื่น ๆ ที่อาจจะมีผลประโยชน์ในเรื่องของการ บูรณปฏิสังขรณ์ปราสาทพระวิหารแล้วก็การพัฒนาพื้นที่อาณาบริเวณต่าง ๆ เหล่านั้น ผมคิดว่าศาลโลกทําเกินหน้าที่โดยใช่เหตุนะครับ
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าใช้หลักภูมิศาสตร์ มันเป็นไปได้อย่างไรครับ เราพูดกันในเรื่องของประเด็นกฎหมายระหว่างประเทศคําตัดสินของศาลยุติธรรมของโลก ในอดีตมาประกอบการพิจารณาประเด็นปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชา หรือหลักทางด้าน ทฤษฎีว่าด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะหลักสันปันน้ําที่ระบุกันอยู่ในทุกสนธิสัญญา ของประเทศที่มีข้อพิพาทว่าด้วยเขตแดนระหว่างกัน หรือจะเป็นร่องน้ํา หรือจะเป็นแม่น้ํา หรือจะเป็นลําธารอะไรที่มันเป็นธรรมชาติ แต่บอกว่ายกภูเขาทั้งหมด ใช้คําว่า พรอมอนทอรี ตามหลักภูมิศาสตร์ให้กับเขมรไปทั้งหมดเลย หักออกมาจาก ๔.๖ ตารางกิโลเมตร เราทั้งชาติ ๖๕ ล้านคนจะยอมรับหลักภูมิศาสตร์ แล้วผมก็อยากจะฟังจากรัฐบาล จากเพื่อนข้าราชการว่าหลักภูมิศาสตร์นี่มันเป็นส่วนไหนของกฎหมายระหว่างประเทศ ในการที่จะให้มีการแบ่งแยกปักปันเขตแดนระหว่างประเทศ มันทฤษฎีอะไรครับ ผมเองก็โตมาในกระทรวงการต่างประเทศ เคยเรียนกฎหมายระหว่างประเทศบ้างนิดหน่อย แต่ก็ไม่เคยได้พบเห็นว่าใช้หลักประวัติศาสตร์ในการที่จะมาแบ่ง ทั้ง ๆ ที่มันมีสนธิสัญญา มีเอกสารระหว่างไทยกับสยามมากมาย แล้วมันก็มีแบบอย่างของข้อพิพาทระหว่างประเทศ ทั่วโลก มีข้อตัดสินของศาลโลก แต่ผมไม่เคยได้ยินได้ฟังเรื่องใช้หลักภูมิศาสตร์ ผมคิดว่า ศาลโลกมั่วหรือเปล่านะครับ ลืมเรื่องกฎหมายปิดปาก ลืมเรื่องหลักกฎหมายอื่น ๆ แล้วก็ ยกภูเขาทั้งภูเขาให้กับกัมพูชาเพื่อจะได้ทําเรื่องของการขึ้นเป็นมรดกโลกได้ น่ากลัวครับ เพราะฉะนั้นประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ที่ผมได้กล่าวมาไว้นี่อยากจะให้ทางท่านรัฐบาลแล้วก็ ผู้เชี่ยวชาญของรัฐบาลทั้งหลายคิดให้ดีนะครับว่าจะรับคําตัดสินของศาลโลกหรือไม่ มันดูไม่สมเหตุสมผลเท่าที่ควร เว้นทางรัฐบาลแล้วก็โดยเฉพาะท่านทูตวีรชัย สามารถจะชี้แจงประเด็นข้อสงสัยทางด้านกฎหมายแล้วก็แบบอย่างในอดีตที่ใช้หลัก ภูมิศาสตร์ แล้วก็พฤติกรรมของศาลโลกก็ทําตัวเป็นผู้ปักปันเขตแดนอีกทีหนึ่ง ต่อไปนี้ ไทยกับกัมพูชาจะพบปะกันก็จ้างศาลโลกให้มาเป็นนักพลอท (Plot) แผนที่จะได้หรือไม่ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่มันคาใจนะครับ เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้วนะครับก็อยากจะให้ทางรัฐบาลคิด ให้ดี สมมุติว่าไม่รับและอธิบายให้กับประชาชนได้ถึงความเฉเกของศาลโลก ประชาชน ก็คงจะตอบสนอง แล้วมันก็คงไม่ใช่เป็นเรื่องป้อมปราการสุดท้ายของศาลโลกใช่ไหมครับ เพราะมันยังไปที่คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติได้ แต่ถ้าเผื่อรัฐ ผมก็อยากจะ ขอเตือนสติทุก ๆ คนที่นั่งอยู่ในห้องนี้ แล้วก็พี่น้องชาวไทยทุกคนด้วยว่าเมื่อเรารัก ที่จะแก้ปัญหาโดยสันติวิธี โดยตัวกลางของศาลโลก ผลจะออกมาเป็นที่พอใจหรือไม่ก็ตาม การไปศาลชนิดนี้ ซึ่งเป็นศาลรัฐศาสตร์แล้วก็ศาลนิติศาสตร์ผสมผสานกัน มันมีได้บ้าง เสียบ้าง มองจากมุมมองของประเทศกัมพูชา เขาอยากจะได้ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร อย่างเก่งก็เอาทั้งพรอมอนทอรีทั้งภูเขาปราสาทพระวิหารไปก็ได้สักหนึ่ง มันก็ยังเหลืออีก ๓.๖ หรือไม่ นะครับ ถ้าเผื่อท่านทูตวีรชัยเข้มนิดหนึ่ง ทําพรอมอนทอรีให้มันเล็กลง ให้มากที่สุด เขาก็อาจจะได้ถึง ๐.๖ เราก็ยังได้อีก ๔ เราก็ไม่ต้องไปฟังศาลโลกหรือใครทั้งสิ้น เราอยากจะมุ่งหน้า เพราะว่าเรามีประวัติศาสตร์ ประเพณีวัฒนธรรมร่วมกันทั้งประเทศไทย ทั้งประเทศกัมพูชา เราก็มาร่วมกันบริหารจัดการปราสาทพระวิหารโดยไม่ต้องไปยุ่งกับ ยูเนสโก (UNESSCO) หรือไปทะเลาะกันในเรื่องของคณะกรรมการมรดกโลก ถ้าเผื่ออยากจะ มีความสัมพันธ์ที่ดีและมีมิตรจิตมิตรใจที่ดีมีความจริงใจต่อกัน ผมคิดว่าประชาชนทั้งสอง ประเทศ โดยเฉพาะพี่น้องของเราที่จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดอุบลราชธานี หรือจะลงมาถึงจังหวัดสระแก้ว ก็คงจะยินดีว่าเรื่องเขตแดน ก็ลืม ๆ กันไปเสียแล้วก็มาร่วมกันพัฒนาเพื่อมรดกโลกอันนี้เป็นจิตใจทางประเพณีวัฒนธรรม ความเชื่อถือ แล้วก็กิจการท่องเที่ยว แล้วก็ความสงบสุข ก็ได้บ้าง เสียบ้าง แต่ถ้าไปบอกว่า เราเสียฝ่ายเดียว แล้วก็ไม่ได้บอกว่าเขมรเขาก็เสียด้วยหรือว่าเขาก็ได้ด้วยเราก็ได้ด้วย มันก็เป็นสปิริตอีกอันหนึ่งที่เรา ทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้านทุกคนต้องมาร่วมกันในการที่จะร่วมกัน ชี้แจงต่อประชาชนชาวไทยเพื่อให้สันติภาพมันสามารถที่จะกลับมาได้ที่ประเทศทั้ง ๒ อย่าง จริงจัง แล้วเราก็ต้องเอาผลประโยชน์ของชาติเป็นตัวตั้ง คํานึงถึงผลประโยชน์ของประเทศ เขมรด้วย แต่ไม่ใช่จะพูดเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวของผู้บริหารทั้งสองประเทศหรือจะอ้าง ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา โดยไม่ได้คํานึงถึงผลประโยชน์อันแท้จริงของคนไทยแล้วก็ คนกัมพูชาทั้ง ๒ ประเทศ ผมก็อยากจะฝากข้อคิดเห็นต่าง ๆ เหล่านี้ไว้ แล้วก็เลิกเล่น การเมืองแบบประเพณีปฏิบัติที่พอตื่นขึ้นมาตอนเช้าก็คิดว่าจะหาแพะ หาคนที่จะได้โทษ โดยไม่คิดที่จะรับผิดชอบ แล้วก็ทํางานในฐานะผู้แทนของประชาชน แล้วก็ยึดมั่นใน หลักประชาธิปไตยและจริยธรรม ผมเบื่อครับ หาเรื่องในการที่จะโกหกพกลม แล้วก็หาคนที่ จะรับผิดอยู่เรื่อย ๆ เลิกประเพณีนี้ครับ ประท้วงกันอยู่ข้างนอกเมื่อไร เราจะไม่เป็นบ่อเหตุ แห่งการประท้วง แล้วก็การเมืองบนท้องถนน แล้วก็อย่าให้การเมืองอันนี้ไปล้ําที่เขตแดน ไทย-กัมพูชาอีกครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ท่านรสนา
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา คือดิฉันคงจะไม่อารัมปาฐกถามากนะคะ ก็อยากจะเข้าสู่ประเด็นเลย เพราะเนื่องจากว่าดึกแล้ว ดิฉันเองอยากจะบอกความรู้สึกว่าการตีความของศาลโลกในครั้งนี้ ดิฉันรับไม่ได้ รับไม่ได้จริง ๆ ดิฉันคิดว่าในปี ๒๕๐๕ นั้นประเทศไทยเราเสียปราสาท พระวิหารด้วยกฎหมายปิดปาก เอาละ ในเมื่อเราต้องอยู่ในประชาคมโลก เราก็ยอมรับ ที่จะปฏิบัติตาม แต่มาถึงปีนี้ดิฉันคิดว่าการตีความของศาลโลกในครั้งนี้ มันไม่ใช่การตีความนะคะ มันเป็นการขยายความ เราสูญเสียปราสาทพระวิหารในปี ๒๕๐๕ แต่มาปีนี้ ศาลโลกตีความให้เราเสียทั้งภูเขาเลย ซึ่งดิฉันคิดว่า เอาละวันนี้ต้องบอกตามตรง นะคะว่าออกจะรู้สึกไม่ค่อยสบายใจแล้วก็มีความรู้สึกกังวลใจนะคะ ที่กังวลใจเพราะมี ความรู้สึกว่าคนไทยเราก็เป็นคนที่ในด้านหนึ่งอาจจะรู้สึกว่าเป็นม้าอารีนะคะ ใจอารี แต่ในด้านหนึ่งดิฉันคิดว่าคนไทยก็ไม่ใช่คนชาตินิยมเท่าไร แล้วก็นิสัยก็เป็นแบบพวกไฟไหม้ฟาง คือ ๕๑ ปีที่ผ่านมานี้นะคะ เราบอกว่าตอนที่เราเสียปราสาทพระวิหาร ในปี ๒๕๐๕ เราบอก ว่าเราจะต่อสู้ทุกวิถีทางในการที่จะเอาคืน แต่ตลอด ๕๑ ปีที่ผ่านมา เราไม่เคยทําอะไรเลย เราไม่เคยทําอะไรเลย ในขณะที่เวลานี้คนไทย รวมถึงหลาย ๆ คน สมาชิกในสภาด้วยนะคะ เราก็มีความรู้สึกว่า เอาละ เราควรจะรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน ในบางส่วน นักวิชาการข้างนอกที่พูดกันว่า เราก็เสียมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ตอนนี้เราก็ไม่ได้เสียอะไร ซึ่ง ดิฉันมีความรู้สึกว่าในด้านหนึ่งนะคะ ความสัมพันธ์ที่ดีก็เป็นสิ่งที่ดี เราก็ไม่ต้องการมีปัญหา กับเพื่อนบ้าน แต่คนไทยก็ไม่ควรจะทําตัวเป็นม้าอารี จนในที่สุดก็ถูกเขายันออกมาจากคอก ของตัวเอง ดิฉันเองบอกตามตรงนะคะว่าในส่วนของชาวกัมพูชานั้นเราก็เห็นว่าเป็นเพื่อน บ้านอยากจะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่ดิฉันเองในด้านหนึ่งก็รู้สึกว่าคนกัมพูชาไม่ได้เห็น บุญคุณคนไทย ในยามที่เขาเกิดศึกสงคราม คนไทยให้ความช่วยเหลือทุกอย่าง เปิดโอกาสให้ เข้ามา ในขณะที่การเข้ามาของเขานั้นก็วางแผนการณ์ คือในด้านหนึ่งดิฉันคิดว่าระหว่างคน กัมพูชา ถึงแม้ดิฉันจะไม่พอใจเขาในการที่เขาไม่รู้จักบุญคุณของคนไทย เขาเข้ามาอาศัย ร่มบรมโพธิสมภารแต่ไม่ควรทําตัวเหมือนกับว่าคนไทยเป็นม้าอารี เข้ามาแล้วมายึดคอกเลย แต่ในด้านหนึ่งถ้าเปรียบเทียบระหว่างนักการเมืองของเขากับนักการเมืองไทย ดิฉันก็คิดว่า นักการเมืองของเขาเห็นแก่ประโยชน์บ้านเมืองมากกว่านักการเมืองของเรา และการเมือง ของกัมพูชานั้นแม้ว่าเขาจะเกิดศึกสงครามแต่นักการเมืองของเขาที่จับเรื่องนี้เขาเกาะติดมา ตลอด ๕๐ ปีที่ผ่านมา ในขณะที่คนไทยไม่ได้มีการเกาะติด เราไฟไหม้ฟาง มีอารมณ์แล้วก็ จากนั้นก็ไม่ได้ทําอะไร ดิฉันคิดว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ต้องบอกว่าเรากันพื้นที่ตามที่ ครม. เมื่อปี ๒๕๐๕ กําหนดไว้ แต่การกําหนดพื้นที่เหล่านั้น การกันเขตเหล่านั้นมันหายไปไหน เพราะอะไร อย่ามาอ้างเลยว่าเพื่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ ไปถึงที่สุดแล้ว ผลประโยชน์แถวชายแดนนั้นมันก็เป็นผลประโยชน์ของนักการเมืองท้องถิ่น ข้าราชการ และอาจจะรวมไปถึงนักการเมืองระดับชาติก็ได้ กรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาลนะคะ เราได้ทําเอกสารเกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้นมา เป็นเรื่องที่มี คนร้องเรียนข้าราชการที่ทุจริตประพฤติมิชอบ ซึ่งไม่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่รอบปราสาท พระวิหารจนทําให้เราต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ดิฉันคิดว่าถ้าหากว่านักการเมืองหรือ ข้าราชการไม่รับเงินใต้โต๊ะ ไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวแล้วก็ทําอะไรไปโดยไม่คิดภาพรวม วันนี้ เราอาจจะไม่ต้องมาสุ่มเสี่ยงกับในเรื่องการเสียดินแดน เสียอธิปไตยนะคะ เพราะอะไรคะ ถ้าหากข้าราชการทําหน้าที่อย่างเต็มที่ มีหรือที่ชาวเขมร ชาวกัมพูชาจะมาสร้างวัด จะสามารถทําถนนจากบ้านโกมุยขึ้นมาถึง ปราสาทพระวิหาร สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไรคะ เอาละดิฉันเองคิดว่าเราต้องยอมรับนะคะ ว่าไปถึงที่สุดแล้วเราเองนี่เราสู้เขาไม่ได้ในแง่นี้ แล้วก็อีกประการหนึ่งดิฉันคิดว่าในเรื่องของ ดินแดน ไม่มีประเทศไหนยอม แต่ประเทศไทยเราหลายส่วนยอมนะคะ ความเป็น อันหนึ่งอันเดียวกันของคนไทยนี่น้อยกว่าคนกัมพูชามาก เพราะว่าปราสาทพระวิหารนั้น มันเป็นการเมืองสําคัญของคนกัมพูชา เพราะฉะนั้นการร่วมมือร่วมใจของเขามันเป็น อันหนึ่งอันเดียวมากกว่าเรา แต่เรานี้อาจจะอ้างเอาเรื่องผลประโยชน์ เอาเรื่อง ความสงบสุขของชาวบ้านเป็นเครื่องบังหน้าหรือเปล่า ดิฉันสงสัยในเรื่องนี้นะคะ
แล้วอีกประการหนึ่งเมื่อสักครู่นี้ นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ ขออนุญาต เอ่ยนามท่านนะคะ ท่านพูดถึงคุณวีระ ทางญาติเขาเพิ่งโทรศัพท์มานะคะว่า ทางกัมพูชานี้ มีจดหมายไปถึงญาติเลยว่าไม่อนุญาตที่จะปล่อยตัว ดิฉันเองคิดว่าเราเคยมีความสัมพันธ์ที่ดี กับคนกัมพูชา ให้ความช่วยเหลือในระหว่างที่เขาเดือดร้อน แต่กับกรณีของคนไทยนี่ ดิฉันไม่เข้าใจนะคะว่าทําไมกัมพูชาถึงได้ใจไม้ไส้ระกําขนาดนั้น อันนี้ก็เอาไว้แค่นี้
แต่ในกรณีเรื่องที่ ดิฉันขอกลับมาที่ประเด็นของศาลโลกในการตีความ ดิฉัน เห็นว่านี่ไม่ใช่คําพิพากษาในการที่เราจะยอมรับนะคะ ดิฉันเห็นว่ามันเป็นการตีความพื้นที่ อาณาเขตรอบ ๆ ปราสาท อันที่จริงแล้วดิฉันหวังว่าศาลจะไม่รับติดสินในเรื่องนี้ รับตีความ ในเรื่องนี้ แต่การตีความในเรื่องนี้นี่นะคะ และขยายความไปจนจากการที่เราเสียปราสาท ตัวปราสาทพระวิหารกลายเป็นเสียทั้งภูเขา แล้วการเสียทั้งภูเขานั้นความหมายคือศาลโลก กําลังพยายามที่จะทําให้การขึ้นทะเบียนมรดกโลกของกัมพูชานั้นได้ผลสมบูรณ์นะคะ ดิฉันเองเห็นว่าในกรณีนี้ ต้องตั้งคําถามนะคะว่าคําตัดสินของศาลโลกนั้นที่อ้างถึง การขึ้นทะเบียนมรดกโลก แล้วบอกว่าคนไทยจะต้องร่วมมือกับกับกัมพูชาในการที่จะ ปกป้องมรดกโลก ทั้งที่การขึ้นทะเบียนมรดกโลกนั้นเป็นเรื่องของกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียว ดิฉันเองนี้นะคะ อยู่ในสภานี้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ตั้งแต่ตอนที่เรามีปัญหาเรื่อง จอยท์คอมมูนิเก แล้วก็ปล่อยให้กัมพูชาไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกแต่เพียงลําพังเราเคยไปถามทางยูเนสโกนะคะ แล้วจากการติดตามเรื่องต่าง ๆ ในช่วงนั้น ข้อมูลที่ดิฉันจําได้ เผอิญท่านนัดประชุมกะทันหัน ดิฉันไม่มีโอกาสค้นข้อมูล สิ่งที่ยังจําติดอยู่ในสมองของดิฉันก็คือว่า การขึ้นทะเบียนปราสาท พระวิหารของยูเนสโกนั้นเป็นการขึ้นทะเบียนอย่างมีเงื่อนไข เพราะการขึ้นเพียงตัวปราสาท โดด ๆ นั้นเป็นไปไม่ได้ จะต้องมีพื้นที่โดยรอบ แล้วก็การที่พื้นที่โดยรอบนั้นอยู่ในประเทศไทย เขาก็ไม่สามารถที่จะทําให้เรายอมที่จะให้มีการจัดการพื้นที่ตรงนั้นเพื่อการขึ้นทะเบียน ของกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียว ยูเนสโกมีมติว่าการขึ้นทะเบียนอย่างมีเงื่อนไขนั้นจะให้เวลา กัมพูชา ๒ ปีนะคะ คือภายในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ จะต้องจัดการเจรจากับไทย ให้เรียบร้อยในเรื่องพื้นที่โดยรอบ ถ้าหากว่าไม่สามารถจัดการเรื่องพื้นที่โดยรอบได้ก็ให้ถือว่า การขึ้นทะเบียนนั้นเป็นโมฆะ จากปี ๒๕๕๓ จนถึงปี ๒๕๕๖ เหตุใดยูเนสโกจึงไม่เพิกถอน การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร แล้วกลายเป็นว่าศาลโลกมาตัดสินเพื่อที่จะให้มีพื้นที่ จัดการโดยรอบของตัวปราสาทเพื่อให้กัมพูชานั้นได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกอย่างสมบูรณ์ ดิฉันคิดว่าอันนั้นมันเป็นเรื่องผิดปกติมากนะคะ เป็นเรื่องที่ผิดปกติมาก ดิฉันเองอยากจะ ฟันธงนะคะ จริง ๆ อยากจะบอกว่าอดไม่ได้ที่จะคิด แต่จริง ๆ นั้นอยากจะพูดตรงไปตรงมามากกว่า ว่าเราผ่านยุคการล่าอาณานิคมด้วยการใช้ปืนไฟต่าง ๆ เข้ามา ในยุคสมัยรัชกาลที่ ๕ เราก็ต้องเจอกับกองทัพของมหาอํานาจเข้ามายึดครอง เข้ามาข่มขู่เมืองไทย เราต้องยอมแลก ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ําโขงกับจังหวัดตราด จังหวัดจันทบุรี เรายอมเสียดินแดนหลายส่วน เพื่อที่จะรักษาส่วนของประเทศเท่าที่มีอยู่ในขณะนี้ ดิฉันคิดว่าจากการที่เจ้าอาณานิคม ทั้งหลายรุกรานด้วยกําลังอาวุธ เมื่อเรามาอีกยุคหนึ่งเราก็เริ่มคิดว่าอาณานิคมเปลี่ยนยุคใหม่ มาเป็นการรุกรานทางเศรษฐกิจ แต่ก็โดยแบบศิวิไลซ์ (Civilize) หน่อย คือการทําให้มันมี เรื่องของกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่มาถึงวันนี้ดิฉันคิดว่าอาณานิคมยังไม่หมดนะคะ การล่า อาณานิคมมาในรูปแบบใหม่ คือใช้เรื่องวัฒนธรรมมาเป็นตัวนําหน้า ดิฉันคิดว่ากัมพูชานั้น ยังเป็นพื้นที่ยังเป็นตลาดสําคัญสําหรับมหาอํานาจที่จะเข้ามาแสวงหาประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการลงทุนในเรื่องการก่อสร้าง รวมไปถึงทรัพยากรต่าง ๆ รวมไปถึงทรัพยากรในเรื่องของ ปิโตรเลียม ทั้งในทะเล ทั้งในพื้นที่ต่าง ๆ เหล่านี้ ดิฉันคิดว่าการที่ศาลโลกนั้นตัดสินในกรณีนี้ เพื่อให้กัมพูชาสามารถขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารนั้น มันเป็นการรวมหัวกัน สมคบคิดกัน ดิฉันขอฟันธงอย่างนั้นเลยว่าเป็นเรื่องของการสมคบคิดกันระหว่างมหาอํานาจที่จะ ยึดครองพื้นที่แถบนี้ แล้วก็ประจวบกับนิสัยคนไทยอย่างไรคะ ที่เราก็ไม่ได้เป็นคนชาตินิยม อะไร เท่าไร เราอย่างไรก็ได้ เราก็อาจจะอ้างว่าเพื่อความสัมพันธ์อันดี ความสงบ แต่ความสงบนั้น มันจริงหรือเปล่า หรือว่าเพื่อแสวงหาประโยชน์ของกลุ่มการเมือง และสิ่งที่น่าสนใจ ที่ดิฉันรู้สึกว่ามีเงื่อนงํา เพราะว่าก่อนหน้านี้ศาลโลกบอกว่ามีภารกิจมาก ไม่สามารถ ตัดสินคดีในปีนี้ ขอเลื่อนไปเป็นเดือนกุมภาพันธ์ ปีหน้า ถ้าจําไม่ผิดนะคะ แต่แล้วอยู่ ๆ ก็เอา ละ จะอ่านคําตัดสินแล้ว วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน อันนี้มาสอดคล้องกับการที่เรามีการผ่าน การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ในสภาแห่งนี้หรือไม่ ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นี้ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่ประหลาดนะคะ สมาชิกรัฐสภาซึ่งเป็นผู้แทนปวงชน ชาวไทย ได้รับอํานาจตามรัฐธรรมนูญให้สามารถตรวจสอบแทนประชาชนในการกําหนด กรอบต่าง ๆ ที่ประเทศชาตินี้จะต้องไปเจรจากับคนอื่นเขา ปรากฏสมาชิกรัฐสภาทั้งหลาย พร้อมใจกันสละสิทธิอันนั้นให้กับฝ่ายบริหาร เป็นเรื่องที่ประหลาดมาก สละสิทธิแล้ว ยังไปตัดสิทธิชาวบ้านเขาด้วย โดยเฉพาะอย่างกรณีนี้ดิฉันคิดว่ามันมีความชัดเจน ที่ระบุไว้ว่าถ้าเป็นกรณีเรื่องดินแดน ถ้าอะไรที่มันไม่แจ้งชัดไม่ต้องเอามาเข้าสภา แล้วก็ไม่มี ตัดระบบในเรื่องการที่ประชาชนจะมีโอกาสเข้าถึงข้อมูล มีโอกาสที่จะแสดงความคิดเห็น มีโอกาสที่จะได้รับฟังตามระบบการทําประชาพิจารณ์ ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้ดูแล้วมันทําให้ อดสงสัยไม่ได้นะคะ แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งดิฉันอยากจะขอพูดตรงไปตรงมาว่าประชาชน ในเวลานี้ไม่ไว้วางใจรัฐบาล เพราะว่าพี่ชายของท่านก็ไปเป็นที่ปรึกษาของสมเด็จฮุนเซน แล้วก็มีธุรกิจเกี่ยวเนื่องกัน มีญาติพี่น้องที่ไปเกี่ยวดองกัน ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้ทําให้สังคมไทย เกิดความสงสัยนะคะ แล้วข่าวเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ว่านายพลท่านหนึ่งของกัมพูชาออกมาบอกว่า พี่ชายของท่านนายกรัฐมนตรีนี้ก็จะมาลงทุนขุดเจาะน้ํามันพร้อมกับบริษัท เพิร์ล ออย (ประเทศไทย) จํากัด ซึ่งอันนี้ยังเป็นเรื่องที่พูดได้อีกมากนะคะ แต่ว่าดิฉันเองไม่มีเวลาที่จะมาพูดในส่วนนี้ในวันนี้ ด้วยเหตุนี้ดิฉันคิดว่าในกรณีนี้จากสิ่งที่เรา เคยบอกว่ามันเป็นพื้นที่ของเรา และเราก็ถูกกฎหมายปิดปาก จนในที่สุดเราต้องเสียตัว ปราสาทพระวิหารไป เราต่อสู้กันในกรณีว่าประเทศกัมพูชามาต่อสู้เพื่อจะครอบครองพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร เราก็มัวแต่ไปสนใจตรงประเด็นนั้น ดิฉันคิดว่านักการเมืองของประเทศ กัมพูชาเขาฉลาดกว่าเรานะคะ แล้วก็ศาลโลกที่บอกว่าการตีความนั้น ตีความในพื้นที่เล็ก ๆ อันนี้ก็เป็นการลวง เล็ก ๆ นะคะ โพรมอนทอรี่ ยอดเขาตรงนั้น พื้นที่เล็ก ๆ แต่มันเป็น ไพร์ม แอเรีย มันเหมือนเพชรเม็ดงามที่เป็นหัวแหวนที่สําคัญที่สุดมันเล็กมาก แต่มันสําคัญ ที่สุด คนไทยจะถูกหลอกอย่างนั้นหรือคะ ให้เขาบอกว่าเล็ก ๆ เท่านั้นเอง อย่าไปสนใจมาก เลยคุณจะเสียนิดเดียว แล้วเวลานี้คนไทยจํานวนหนึ่งก็รู้สึกคล้อยตามนะคะ จะไปอะไรกัน นักหนาเสียนิด ๆ หน่อย ๆ จะเป็นอะไรกัน ดิฉันคิดว่าถ้าเรายอมในวันนี้ เราก็ต้องยอม ไปเรื่อย ๆ เพราะว่าเวลาที่ประเทศกัมพูชาเขาเรียกร้อง ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ดิฉันนึกถึงเวลา คุณตัดหวาย คุณต้องตัดเผื่อไว้ เพราะว่าเมื่อคุณตัดแล้วมันจะหดสั้นลง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขา ต้องการที่สุดคือพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารนั่นละ เพื่อเขาจะสามารถขึ้นทะเบียนมรดกโลก ได้อย่างสมบูรณ์ หลังจากเมื่อสมบูรณ์แล้วเขาก็จะได้รับเงินช่วยเหลือจากนานาชาติ มันเป็น ผลประโยชน์ต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน บรรดามหาอํานาจทั้งหลายที่ต้องการเข้ามาลงทุน ในประเทศกัมพูชา ซึ่งยังเป็นดินแดนที่ยังน่าจะบริสุทธิ์อยู่ใช่ไหมคะ ยังมีอะไรให้ชาติ มหาอํานาจมากอบโกยได้อีกเยอะ แต่การกอบโกยของเขามันมาล่วงล้ําอธิปไตยของเรา และเราก็บอกไม่เป็นไรนิดหน่อย ดิฉันเองไม่ได้ต้องการให้เมืองไทยต้องไปรบกับใครนะคะ แต่ถ้าเราบอกว่าเพื่อความสมัครสามัคคียอมเขาเถอะ ท่านก็ระวังท่านจะเป็นม้าอารี ถูกถีบออกไปจากคอกของตัวเองในที่สุด เพราะว่าประเทศกัมพูชาไม่ได้ต้องการเพียงแค่นี้ เมื่อสักปี ๒ ปีก่อนก็ประกาศตาเมือนธม ตาเมือนโต๊ดก็ของเขา หรือต่อไปเขาอาจจะมาถึง จังหวัดลพบุรีเลยด้วยหรือเปล่าคะ คือถ้าเรายอม ยอมไปแล้วเมื่อปี ๒๕๐๕ ยอมอีก ท่านก็ ต้องยอมไปเรื่อย ๆ และดิฉันขอบอกไว้นะคะว่า รัฐบาลยังไม่ควรจะทําอะไรทั้งสิ้นในเวลานี้ การที่จะให้ทหารถอนออกมา หรือจะทําอะไรในการที่จะแสดงการยอมรับ ดิฉันคิดว่า เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบอกว่าท่านไม่เคยพูดว่า จะยอมรับ แต่ที่จําได้ดิฉันคิดว่าดิฉันเคยพูดนะคะ พร้อมน้อมรับคําตัดสินของศาล เดี๋ยวดิฉันไปหาคําพูดมา ถ้าท่านยืนยันว่าท่านไม่เคยพูดนะคะ ถ้าดิฉันหาได้ท่านจะยอมสละ ตําแหน่งไหม และดิฉันคิดว่าในเมื่อท่านนายกรัฐมนตรีและครอบครัวของท่านถูกสงสัย ในเรื่องการไปมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องตรงจุดนี้ เป็นเรื่องที่ดิฉันคิดว่าทําให้ประชาชน เขาไม่ไว้วางใจ คือเราจะเสียอะไรหรืออย่างไร แต่เราถ้าคิดว่าเรามีรัฐบาลที่ไม่มีผลประโยชน์ ทับซ้อนนะคะ อันนั้นประชาชนยังพอยอมรับได้ แต่เวลานี้มันไม่น่าไว้วางใจค่ะ ดิฉันเอง ยังคิดว่าที่จริงแล้วในสถานการณ์บ้านเมืองที่เกิดเหตุขนาดนี้ ตั้งแต่เรื่อง พ.ร.บ. นิรโทษสุดซอย มาแล้ว สังคมไทยถูกลักหลับไปแล้ว เวลานี้เรากําลังจะถูกลักไก่เพิ่มอีกอันหนึ่งหรือเปล่า ที่จริงถ้าเป็นต่างประเทศดิฉันคิดว่านายกรัฐมนตรีในต่างประเทศเขาลาออกนะคะ ไม่ได้ให้ ยุบสภา ลาออกแล้วก็หาคนในพรรคของท่านขึ้นมาเป็น อาจจะสามารถลดความรู้สึกระแวง แคลงใจไม่ไว้วางใจได้ ดิฉันเองก็ขอพูดด้วยความรู้สึกอันนี้ว่า ดิฉันไม่เห็นด้วย และดิฉันคิดว่า คนไทยก็ไม่เห็นด้วยในเรื่องนี้ ถึงแม้ว่าการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ นั้น ยังอยู่ ในกระบวนการที่ยังไม่ได้สําเร็จในการที่จะแก้ได้ เพราะฉะนั้นอย่างไรก็ตามการพิจารณาเรื่องนี้จะต้องไม่ใช่พิจารณาเพียงแค่มาตรา ๑๗๙ เพียงมาประกอบพิธีกรรมในสภา มารับฟัง และมีใครฟังบ้างคะ ไม่มีใครฟัง จัดพิธีกรรม เพียงเพื่อรู้ว่าให้สมาชิกรัฐสภามาพูดแล้ว แล้วก็จบ แล้วก็ไปตกลงกัน อย่างนั้นหรือ ดิฉันคิดว่าท่านจะต้องนําเรื่องนี้เข้ามาใหม่ เสนอกรอบเจรจา จุดยืนของคนไทยว่าจะทําอะไร กับกรณีนี้ แล้วเข้ามาพิจารณาตามมาตรา ๑๙๐ ต้องเปิดให้ประชาชนได้มีโอกาสรับทราบใน เรื่องนี้อย่างจริงจัง ดิฉันก็ยังจะหวังนะคะว่าคนไทยจะไม่ทําตัวเป็นม้าอารีให้เขาเบียดเข้ามา เรื่อย เบียดเข้ามาเรื่อย ๆ จนในที่สุดเราต้องยกคอกทั้งคอกให้เขาไป ก็ขอฝากเอาไว้นะคะว่า หวังว่าวันนี้เป็นการรับฟัง ถึงแม้ท่านจะฟังหรือไม่ฟังก็ตาม ถึงแม้จะประกอบพิธีกรรม ใช่หรือไม่ก็ตาม แต่ถึงอย่างไรท่านต้องนําเข้ามาใหม่ตามมาตรา ๑๙๐ และคณะกรรมการที่ จะพิจารณาต้องเป็นเจบีซี เพราะเป็นเรื่องเขตแดน ไม่ใช่เจซี ไม่ใช่ไปเอาพ่อค้า อะไรต่อมิอะไรไปเที่ยวเจรจากัน อันนี้เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง ดิฉันก็ขอฝากไว้เพียงเท่านี้ค่ะว่า การรับฟังในวันนี้ไม่ถือว่าเป็นการรับฟังแล้วสภายอมรับแล้วก็แล้วกันไป แต่จะต้อง เอากลับเข้ามาใหม่ตามมาตรา ๑๙๐ ขอบคุณค่ะ
เชิญท่านทูตวีรชัย เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอเรียนชี้แจงหลาย ๆ ประเด็นในช่วงหลังนะครับที่มีคําถามนะครับ คําถามที่ถามกระผมว่าจะเสนอแนะอะไรต่อ รัฐบาล อันดับแรกผมจะเสนอแนะว่าเราต้องศึกษาให้ละเอียดนะครับ จนถึงบัดนี้ยังเป็น การศึกษาเบื้องต้นเท่านั้น แล้วก็โดยเฉพาะในประเด็นวรรคเก้าสิบแปดว่าจะทําอะไรกับ คําบรรยายนั้นได้บ้างนะครับในการที่จะเอามาลองพลิกดูว่าเส้นจะออกมาหน้าตาอย่างไร เพื่อเตรียมข้อเสนอแนะสําหรับท่าทีของไทยนะครับ จากนั้นก็คงจะเสนอแนะรัฐบาลให้เจรจา กับกัมพูชานะครับ เพราะว่าข้อ ๙๙ ก็ชัดอยู่แล้วว่าให้ไปเจรจานะครับ
คําถามเกี่ยวกับว่าเส้นจะเป็นอย่างไร จะเสียอะไรเท่าไรหรือไม่ ขณะนี้คงยัง เร็วเกินกว่าที่ผมจะให้ความเห็นได้นะครับ คงต้องประชุมกับที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญแผนที่ ในรายละเอียดจริง ๆ ครับอันนี้ เพราะว่าคําบรรยายของศาลอ่านแล้วก็ยังคิดว่าออกได้ หลายทางนะครับ
ในเงื่อนคําถามที่ว่าได้มีการอ้างถึงแถลงการณ์ร่วมปี ๒๕๕๑ ที่จัดทํา สมัยรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีสมัครใช่หรือไม่นะครับ คําตอบคือใช่ครับ ฝ่ายกัมพูชานํามา อ้างบอกว่าแถลงการณ์ร่วม ปี ๒๕๕๑ นี้ แปลว่าเรายอมรับสิทธิของเขา ฝ่ายไทยถึงแม้ว่า เราไม่ได้อ้าง แต่เราก็โต้ตอบไปนะครับว่าจริง ๆ แล้วการขึ้นทะเบียนตัวปราสาท เป็นมรดกโลกภายหลังจากแถลงการณ์ร่วมอันนั้นมิได้มีส่วนใดของทรัพย์สินที่ขึ้นทะเบียน ล้ําเส้นมติคณะรัฐมนตรีเข้ามานะครับ ไม่ได้เป็นการที่ไทยไปยอมรับสิทธิอะไรของเขานะครับ
คําถามที่ว่าหลักภูมิศาสตร์เป็นกฎหมายระหว่างประเทศได้หรือไม่ ในบางกรณีก็มีครับ การที่ใช้หลักภูมิศาสตร์ แต่ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้นะครับ เช่น เรื่องเขต ทางทะเล กฎหมายระหว่างประเทศจะอยู่บนพื้นฐานทางภูมิศาสตร์โดยแท้จริงนะครับ ไม่รวมถึงเรื่องอื่น ๆ เช่น เศรษฐกิจ หรือการพิจารณาว่าประเทศนั้นมีสถานะอย่างไร ทางด้านการเงินหรืออะไรเป็นต้นนะครับ แต่ว่าในเรื่องเขตแดนทางบกก็มีอยู่บ้างนะครับ ทีนี้ ประเด็นของคดีนี้จริง ๆ แล้วไม่ใช่เรื่องเขตแดน เป็นเรื่องของอธิปไตยเหนือปราสาทนะครับ ซึ่งการที่ศาลนําหลักภูมิศาสตร์เข้ามาจริง ๆ แล้วไม่ใช่ศาลวันนี้หรอกครับ เป็นศาลตั้งแต่ ปี ๒๕๐๕ นั่นละครับที่นําเข้ามา เพราะว่าได้นิยามพื้นที่พิพาทไว้ในลักษณะที่เป็น ตัวพรอมอนทอรี ซึ่งเราก็พยายามต่อสู้ในคดีนี้โดยดึงท่านไปที่วรรคสอง ในหน้า ๑๕ ของคําพิพากษาเก่า แต่ท่านศาลปัจจุบันก็ยังตีความโดยใช้การบรรยายดั้งเดิมของศาล ในปี ๒๕๐๕ นะครับ คือโพรมอนโทรีเองนะครับ แล้วก็คําถามว่าศาลโลกเป็นผู้มาปักปันเขตแดนด้วยหรือ คือถ้าเผื่อเป็นคดีเขตแดนก็เคยมี เคยทําท่านก็ทํามาแล้ว แต่กระผมก็ย้ําว่าคดีนี้ไม่ใช่คดีเขตแดนเป็นคดีอธิปไตยเหนือปราสาท ซึ่งท่านไม่ควรกระทํา แล้วก็จริง ๆ แล้ว ถ้าหากไปอ่านให้ดีนะครับ วรรคเก้าสิบแปดก็ไม่ได้ มีตรงไหนบอกว่าท่านมากําหนดเขตแดนนะครับแม้ว่าในความเห็น ในคําแถลงของ ผู้พิพากษากิโยมจะว่าอย่างนั้น แต่ผมได้เรียนแล้วว่าท่านเป็นความเห็นท่านเดียวไม่ใช่ ความเห็นของศาล เพราะฉะนั้นก็ต้องถือตามนั้น ถ้าว่ากันตามศัพท์กฎหมายก็คือสิ่งที่กําหนด โดยให้เป็น เรส จูดิคาตา (Res Judicata) และสิ่งที่ตัดสินโดยศาลนี้ ในวรรคเก้าสิบแปดนั้น ไม่ใช่เขตแดนนะครับ เป็นขอบเขตของบริเวณใกล้เคียงปราสาทนะครับ
ส่วนประเด็นว่าศาลโลกเคยบอกว่าจะตัดสินปีหน้า แล้วก็มาเลื่อนเร็วขึ้น อันนี้จริง ๆ แล้วต้องชี้แจงเป็นข้อเท็จจริงครับว่าศาลไม่เคยแจ้งเราเลย แจ้งเราทีเดียว ก็วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ตามที่เราได้ประเมินมาตลอดนะครับว่าประมาณครึ่งแรกของเดือน พฤศจิกายน ที่ก่อนหน้านั้นมีข่าวนี้เป็นเรื่องของการคาดคะเนนะครับ การคาดคะเนอันเกิด จากว่าจู่ ๆ ก็มีการขอมาตรการชั่วคราวาของคอสตาริกา ในคดีกับนิกคารากัวร์แทรกเข้ามา ในตอนต้นเดือนตุลาคม ผู้เชี่ยวชาญ ผู้สันทัดกรณีก็เลยบอกว่าศาลต้องทิ้งงานทุกอย่างมาทํา มาตรการชั่วคราวในของคอสตาริก้า ก็เลยประเมินกันว่าแบบนี้ศาลจะต้องเลื่อนไป แต่ปรากฏว่าท่านก็ไม่ได้เลื่อนนะครับ แล้วก็ท่านก็แจ้งเราครั้งเดียวทีเดียวเลยว่า วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ขอบคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ มีผู้ยื่น ความจํานงที่จะอภิปรายเหลืออยู่ทั้งหมด ๙ ท่านนะครับ เห็นท่านชาดายกมือด้วย ก็น่าจะเป็นท่านที่ ๑๐ นะครับ ฉะนั้นขอท่านต่อไปครับ ท่านคุณหมอเชิดชัย แล้วก็ตามด้วย ท่านศิริโชค โสภา นะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมก็ไม่พูด อ้อมค้อมนะครับ ปี ๒๕๐๕ ผมก็ได้จ่าย ๑ บาท เหมือนกันนะครับ แล้วก็บอกว่าไทย ไม่มีสตางค์ ต้องช่วยกันเสียสละเพื่อไปต่อสู้เอาเขาพระวิหารเป็นของไทย เสร็จแล้วก็ จอมพล สฤษดิ์ ก็มาร้องไห้บอกว่าต้องยอมรับแม้ไม่ยินยอม เพราะว่าเราต้องอยู่ร่วมกับ ประเทศอื่นในโลกนี้นะครับ ท่านประธานครับ มันอะไรก็เกิดได้ทั้งนั้นนะครับ แต่เท่าที่ผมทราบ ก็คือปราสาทเขาพระวิหารนี้ตั้งอยู่ในอธิปไตยของกัมพูชา แม้กระทั่งรัฐบาล จอมพล สฤษดิ์ ก็ยอมรับ ก็เลยเอารั้วไปกั้นไว้นะครับ แสดงว่ายอมรับการมีอยู่ การตั้งอยู่บนแผ่นดิน ถึงแม้ จะมีคนพยายามไปพูดจาบอกว่าได้เฉพาะตัวปราสาทข้างล่างไม่ใช่ ซึ่งอันนี้มันผมไม่เชื่อว่า ทําไมมันเกิดขึ้นในประเทศไทยนะครับ ท่านประธานครับ ในการพิจารณาของศาลโลกคราวนี้ มันออกสื่อทั่วโลก ได้ยินด้วยหู ได้เห็นด้วยตา แต่กระนั้นกระไรนะครับ ก็ยังพยายาม มีการตีความต่าง ๆ เมื่อสักครู่ผมอ่านคร่าว ๆ นะครับ ทั้งหมดนี้นะครับ ศาลโลกนี้เขียนดี นะครับ มีพูดถึงประวัติศาสตร์ที่มา ข้อต่อสู้ของเขมร ข้อต่อสู้ของไทย แล้วก็สรุปออกมาให้ เห็นครับ แล้วก็พูดซ้ําแล้วซ้ําอีกว่า จะยึดเอาคําพิพากษาของศาลโลก ปี ๒๕๐๕ เป็นหลัก ไม่มีการเกินนะครับ ขณะเดียวกันทางการเมืองภายในประเทศ ผมก็ไม่ทราบว่าเป็นอะไรครับ ก็พยายามไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจนะครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ อีกไม่กี่ปีเราก็จะเป็นเออีซี กันแล้ว ปัญหาชายแดนพวกนี้มันจะเบาบางลงอย่างแน่นอนเพราะว่าเหมือนกรณีที่อียู ที่มีกรณีพิพาทดินแดนระหว่างฝรั่งเศสกับเยอรมันบ้างอะไรบ้างนี้นะครับ เขาก็ไม่เห็นมีอะไรครับ ตอนนี้ก็อยู่ร่วมกัน เขาไม่มีสนามรบนะครับ เขามีแต่ทําการค้า ประชาชนที่อยู่ชายแดน หรือแม้กระทั่งประชาชนที่อยู่นอกชายแดนก็จะได้มีความสุขนะครับ รบกันไม่มีประโยชน์ หรอกครับ ไทยรบกับลาวที่ร่มเกล้า สุดท้ายก็ต้องเลิกครับ เพราะไม่มีสตางค์ไปซื้อกระสุนปืนครับ เราไม่ได้ผลิตเองนี่ครับ แล้วทุกอย่างก็เป็นภาษีอากรของราษฎรทั้งสิ้นครับ รักชาติแต่ประเทศ มันฉิบหายนะครับ เป็นอย่างนั้นนะครับ เราต้องเจรจาเอาประโยชน์ร่วมกัน แต่แน่นอนครับ เราต้องพยายามรักษาดินแดนของเรา ให้ถึงที่สุดครับ ท่านประธานครับ ผลของการตัดสินของศาลโลกเท่าที่ผมสํารวจดูนะครับ เขาพอใจนะครับประชาชน จริงอยู่อาจจะมีการพยามปล่อยข่าวว่าเขาไม่พอใจนั่นไม่พอใจนี่ ไม่พอใจรัฐบาล ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลท่านยิ่งลักษณ์นี้ไม่ได้เกี่ยวเลยครับ เป็นพวงมา แล้วเป็นที่ น่ายินดีนะครับ รัฐบาลของท่านยิ่งลักษณ์นี่ก็ใจกว้างนะครับ ไม่ใช่เหตุการณ์บังคับ ก็คือ ยังยอมรับคณะกรรมการที่ไปต่อสู้คดีนี้ ซึ่งนําโดยท่านทูตวีรชัย ผมก็เพิ่งเห็นท่านตัวจริงวันนี้ ละครับ ผมก็ชื่นชมนะครับ เพราะฉะนั้นก็พอสรุปว่าเขาพอใจ เพราะว่าเป็นวิน วิน ก็คือ กลับไปสู่สภาพเดิม ก็มีปัญหาการเจรจานิดหนึ่งแค่นั้นเองครับ ก็คือที่ดินแคบ ๆ ที่ว่ามันคือ อะไร แล้วอันที่ ๒ ก็คือเขาฝากดูแลมรดกโลกอันนี้นะครับ และก็ให้เจรจาต่อไป ส่วนที่ดิน ภูมะเขือที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร เขาก็ไม่ได้พูดถึงนะครับ เพราะอยู่เหนือคําพิพากษาเดิม เพราะฉะนั้นวันนี้รัฐบาลนําเรื่องนี้เข้ามารัฐสภาตามมาตรา ๑๗๙ เป็นสิ่งที่ดีนะครับ แต่แน่นอนครับ มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การยุติปัญหาต่าง ๆ หรือจะทุเลาปัญหา หรือให้ปัญหามันเบาบางลงต้องระมัดระวังนะครับ ผมขอเสนอแนะรัฐบาลนิดหนึ่งนะครับ ให้มันกระชับเวลา คือ
อันที่ ๑ รัฐบาลต้องรอให้กระทรวงการต่างประเทศไปศึกษาคําพิพากษา ของศาลโลกก่อนที่จะมีความเห็นใด ๆ ออกมานะครับ
อันที่ ๒ ผมอยากให้ทางสถานทูต กระทรวงการต่างประเทศไม่ต้อง ท่านรัฐมนตรีนะครับ ขอให้ท่านทูตวีรชัยนี่ละครับทําการประชาสัมพันธ์เบื้องต้น โดยเฉพาะ ให้ใช้คําง่าย ๆ หรือมีแผนที่เล็ก ๆ ประกอบให้ท่านใช้ เขาใช้ว่าพารากราฟ (Paragraph) นะครับ ไม่รู้จะเรียกอะไรครับ ข้อ ๗๘ ข้อ ๙๘ และข้อ ๑๐๓ และข้อ ๙๙ ซึ่งเป็นข้อที่ดี นะครับ เพราะศาลย้ําแล้วย้ําอีกในเรื่องนี้นะครับ มาอธิบายง่าย ๆ
อันที่ ๓ หากจะเป็นไปได้ เนื่องจากนักวิชาการนี่เยอะเหลือเกิน ต่อความเห็น ทั้งที่น่าเชื่อบ้าง ไม่น่าเชื่อบ้าง และหลายสถาบัน ท่านก็ควรจะไปคุยกับเขาก็ดีนะครับ แต่เนื้อหาต่าง ๆ ที่ออกมานี้ต้องยืนอยู่บนพื้นฐานที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่าง ๒ ประเทศ ไม่ให้เสียหาย
อันที่ ๔ ผมเห็นด้วยกับทางรัฐบาลที่มีการพยายามจะตั้งคณะกรรมการ ที่เจรจากับกัมพูชา แต่ให้อยู่บนเงื่อนไขต่อไปนี้นะครับ อันที่ ๑ ยังไม่ถอนทหารในบริเวณ ที่ยังมีทหารอยู่นะครับ ยังยืนยันว่าที่ยังเป็นของไทยครับ อันที่ ๒ การปรึกษาหารือต้องเป็น แบบอินฟอร์มอล (Informal) ก็คือนอกรอบ เพราะว่าเดี๋ยวท่านเจอข้อหาตามมาตรา ๑๙๐ อีก ทั้งนี้ก็ยืนอยู่บนเรื่องสันติภาพระหว่างของ ๒ ประเทศ อันที่ ๓ เมื่อได้แนวทางแล้วให้นํา กรอบเจรจานํามาที่สภาอีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่จําเป็นต้องรีบก็ได้นะครับ อันที่ ๔ ต้องรักษา ผลประโยชน์ของประเทศอย่างจริงจังนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากเสนอครับสําหรับพื้นที่รอบปราสาทตามข้อ ๗๘ ที่ว่า จะให้ใครไปคุย ต้องยืนอยู่บนพื้นที่ที่เป็นภูมิศาสตร์จริง ๆ ตามที่ศาลโลก แล้วโดยอ้างอิงคํา นั้นว่ามันเป็นแอเรีย (Area) ประมาณเท่าไรนะครับที่บอกว่าน้อยมาก ๆ ที่แคบ ๆ นี่ละครับ แม้กระทั่งในข้ออะไรผมจําไม่ได้นี้ครับ ศาลเขายังไม่ได้เชื่อคําของเขมรเลยว่าที่พื้นที่ประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตรมันกว้าง ศาลเขายังไม่รับฟังเลยใช่ไหมครับ อย่างนี้เป็นต้น
ข้อเสนอถัดไปผมอยากจะให้ใช้วิกฤติเป็นโอกาสดูแลมรดกโลกจริง ๆ ไม่ใช่ เขาวางแผนอะไรหรอก เดี๋ยวนี้เขาต้องการการค้าทั้งนั้นละครับ แล้วมรดกโลกนี้เท่าที่ ความคิดเห็นของผมนะครับ เพราะว่ามีภาพถ่ายที่ว่ามีกระสุนปืนยิงเข้าไปที่ปราสาทแล้วเกิด ความเสียหายเป็นสาเหตุที่ทําให้ศาลโลกเขาต้องนําข้อตกลงของยูเอ็น (UN) เกี่ยวกับเรื่อง เวิล์ด เฮอร์ลิเทจ (World Herlitage) มาใช้
ท่านประธานครับ ประเทศสิงคโปร์ไม่มีอะไรเลยนะครับ ไปโฆษณาว่า พักผ่อนที่สิงคโปร์ มาเที่ยวภูเก็ต เกาะสมุย หรือแม้กระทั่งข้ามไปดูนครวัดที่เขมรด้วย เขายัง ทําได้เลยนะครับ เขาไม่เห็นจําเป็นต้องมีอะไรเลย เพียงแต่ว่าเขาใช้กลยุทธ์ในการที่จะ หารายได้เข้าประเทศ มีแต่ประเทศไทยนี่ละครับทะเลาะกันไม่เลิก ปากก็ว่าอย่าง ใจก็ทําอย่างนะครับ
สุดท้ายนะครับ ผมอยากให้รัฐบาลอดทน อธิบายบ่อย ๆ พูดซ้ํา ๆ ในเรื่อง ความเป็นจริง และถ้าเป็นไปได้อยากจะให้ชําระประวัติศาสตร์ระหว่างเขมรกับไทยเสียทีครับ เราจะได้เป็นพี่น้องกันจริง ๆ อะไรที่ถูกที่ผิดมันก็จะได้หายไปในรุ่นลูกและหลานของพวกเรา นะครับ ดีกว่าจะปล่อยให้เป็นมรดกบาปที่ไม่รู้ว่าอะไรจริงหรืออะไรไม่จริง แต่ก่อนผมก็ เคียดแค้นเขมรนะครับ แต่พอโตขึ้น ๆ ดูไปดูมาก็ต้องฟังเขาเหมือนกันนะครับ ทุกประเทศ เขาก็มีความรักชาติเช่นเดียวกัน เราก็รักชาติ ในเมื่อความรักชาติมันต่างกัน มันก็ต้องหาจุดร่วม ก็คือการเจรจากันครับ สุดท้ายก็ขอขอบคุณท่านวีรชัยอีกครั้งนะครับ และทีมคณะ ขอให้ ท่านอดทนแล้วก็พูดความจริงแค่นั้นเองครับ ปัญหาทุกอย่างก็จะผ่านไปได้ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านศิริโชค โสภา ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม นายศิริโชค โสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมแม้ว่าจะไม่ใช่ คนไทย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากมีสัญชาติไทยแต่เชื้อชาติลาว แต่ผมก็เกิดในประเทศไทย แล้วก็มีความรักประเทศไทย แม้ว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นมานานตั้งแต่สมัยผมยังเด็ก ๆ แต่ก็เป็น ความรู้สึกฝังใจ แล้วก็ศึกษาประวัติศาสตร์ของปราสาทพระวิหารมาโดยตลอด แต่ที่กระผม แปลกใจในวันนี้คือผมเห็นเพื่อนสมาชิกที่เป็นสมาชิกรัฐสภา ซึ่งเป็นคนไทยแท้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์กลับสามารถยืนอย่างภาคภูมิใจด้วยจิตใจชื่นบาน ยอมรับว่าประเทศไทย จะสูญเสียดินแดนในวันนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ผมอภิปรายไม่ต้องการตําหนิใคร ไม่ต้องการโทษใคร เพราะเรื่องนี้มันเกิดขึ้นมานานตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ในทางกลับกันก็ต้อง ขอชื่นชมทนาย โดยเฉพาะทูตวีรชัยที่ได้ไปต่อสู้อย่างเต็มที่แล้ว เมื่อศาลโลกมีการพิพากษา ผมคิดว่าสิ่งที่ดีที่สุดในขณะนี้ก็คือต้องพูดความจริง บอกความจริงกับคนไทยว่าคําพิพากษา ของศาลโลกในวันนี้จะมีผลกระทบอะไรบ้าง เพื่อให้คนไทยได้ทําใจ เพื่อให้คนไทยได้มีส่วนร่วม ในการที่จะตัดสินใจที่จะเดินหน้าต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุที่ผมจะต้องย้ําว่า เราเสียดินแดน ถ้าท่านประธานจําได้ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ เราสูญเสียปราสาทพระวิหาร แม้ว่า เราจะสงวนสิทธิ แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่าเราได้สูญเสียปราสาทพระวิหารไป และ ครม. ก็มีมติในปี ๒๕๐๕ ให้พยายามเสียดินแดนให้น้อยที่สุด ซึ่งวันนั้นเราเสียดินแดนไปประมาณ ๐.๒๘ ตารางกิโลเมตร หรือเท่ากับประมาณ ๑๗๐ ไร่ แต่ในปี ๒๕๕๖ เรากําลังจะสูญเสียภู ของเขาพระวิหาร ถ้าเรายอมรับคําพิพากษาของศาลโลก เหตุผลที่ผมต้องย้ําเช่นนี้ครับ วันนี้ สมาชิกหลาย ๆ ท่านก็พยายามพูด พยายามอธิบาย แต่การอธิบายนั้นถ้ามันไม่มีภาพ ไม่มี แผนที่ก็ยากที่จะเข้าใจ เพราะเวลาพูดถึงภูมะเขือ คนก็ไม่รู้อยู่ตรงไหน เวลาพูดถึงหุบเขา ก็คิดไม่ออกมันอยู่ตรงไหน เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขออนุญาตท่านประธานได้ใช้เอกสารซึ่งเป็นภาพอยู่ประมาณ ๗ ภาพ ซึ่งก็ได้ ขออนุญาตผ่านคณะกรรมการ แล้วก็ได้รับอนุญาตแล้วครับ เพื่อให้พี่น้องประชาชน ที่กําลังติดตามรายการถ่ายทอดสดทางช่อง ๑๑ แล้วก็พี่น้องประชาชนทั่วไป รวมถึง เพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร แล้วเกี่ยวกับว่าวันนี้ เราจะต้องสูญเสียดินแดนเท่าไร ท่านประธานครับ กระผมได้ให้ผู้เชี่ยวชาญทางแผนที่ คํานวณพื้นที่ที่เราต้องสูญเสีย โดยใช้เวกเตอร์ โปรแกรม (Vector Program) ในการคํานวณ แม้ว่าจะไม่แม่นยํานะครับ แต่ก็เป็นพื้นฐานเบื้องต้นเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบว่า ถ้าหากเรารับคําพิพากษาของศาลโลก นี่คือสิ่งที่เราจะสูญเสีย แล้วก็เป็นภาระของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องตัดสินร่วมกับพี่น้องประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตฉายภาพ ภาพแรกครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
ภาพนี้ก็คือ ภาพที่เราเรียกว่าพิซ่า (Pisa) มันเป็นสามเหลี่ยมที่ท่านทูตวีรชัยพยายามใช้คําพูดว่า ชะง่อนผาหรือยอดของภูเขาพระวิหารนะครับ จะเห็นว่ามันเป็นภาพอันสวยงดงาม จะเห็นปราสาทพระวิหารตั้งเด่นชัดบนพื้นที่ บนภูเขาพระวิหาร ถามว่าปัญหามันคืออะไรครับ ดูภาพต่อมาครับ ปัญหาก็คือว่า คนไทยและคนกัมพูชา ผมไม่กล้าใช้คําว่า เขมร เพราะคราวที่แล้วตั้งกระทู้ถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านบอกว่าคน เขมรไม่ชอบให้เราเรียกว่าเขมรครับ ก็ต้องใช้ กัมพูชา ท่านประธานที่เคารพครับ จะเห็นได้ว่าทั้งประเทศไทยทั้งประเทศกัมพูชานี้ มีความเห็นในเรื่องเขตแดนไม่ตรงกัน เส้นสีแดงตามแนวสันปันน้ําครับ นั่นคือเขตแดนตามความคิดของคนไทยครับ ขณะที่เส้นสีน้ําเงินเป็นเส้นเขตแดนตามความคิดของคนกัมพูชา ท่านจะเห็นว่า มันมีความแตกต่างระหว่าง ๒ เส้นนี้ครับ คนไทยยึดเส้นสันปันน้ําครับ กัมพูชายึดแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ก็มีความแตกต่างกัน แต่เมื่อขึ้นศาลโลกในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ศาลโลกตัดสินว่า ปราสาทพระวิหารเป็นของประเทศกัมพูชาครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่คณะรัฐมนตรีได้ทํา มีอย่างนี้ครับ ท่านดูภาพต่อไป กระทรวงมหาดไทยได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้มีทางออก อยู่ ๒ ทาง คือ ๑. ขีดเส้นสีเหลืองซึ่งอาจจะดูยากนะครับ ขีดเส้นเหลืองตรงไปทางซ้ายมือ ของจอโทรทัศน์ที่พี่น้องประชาชนกําลังดูอยู่ ถ้าขีดอย่างนี้เราก็จะเสียพื้นที่ไปประมาณ ๐.๕ ตารางกิโลเมตร แต่คณะรัฐมนตรีในขณะนั้นไม่ยอมที่จะสูญเสียพื้นที่เกินกว่าที่จําเป็น ก็เลยขีดเส้นเป็นเส้นสีชมพูที่เป็นสามเหลี่ยมที่ท่านเห็นบนจอภาพนะครับ เส้นสีชมพูนี้ คณะรัฐมนตรีในขณะนั้นกั้นเป็นรั้วลวดหนาม เพื่อแสดงอาณาบริเวณว่าตรงนี้ละ ที่จะเป็นเขตปฏิบัติการให้ประเทศกัมพูชาเข้ามาดูแลปราสาทพระวิหาร ขณะเดียวกัน เราก็ยังไม่ยอมรับนะครับ แต่เราสงวนสิทธิ เราเคารพศาลโลกครับ ก็กั้นรั้วลวดหนาม เพราะฉะนั้นตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ จนถึงทุกวันนี้ครับ คนไทยทั้งประเทศเข้าใจครับว่า ผืนแผ่นดินไทยเป็นแบบภาพที่ ๓ ครับ ดูภาพต่อจากนี้ครับ นี่ครับจะเห็นว่าเส้นสีเหลือง เป็นเส้นเขตแดนที่เราลากรอบบริเวณปราสาทพระวิหาร ซึ่งตรงนั้นเป็นรั้วลวดหนามนะครับ แล้วก็เกาะไล่ตามสันปันน้ํา ในรอบแนวรั้วเราก็ยังสงวนสิทธินะครับ ผมย้ําเรื่องสงวนสิทธิ นะครับว่าเป็นเส้นปฏิบัติการไม่ใช่เส้นเขตแดน นี่ก็คือมติ ครม. ปี ๒๕๕๐ ซึ่งวันนั้นจะเห็นว่า ในสามเหลี่ยมตรงนี้ครับ จะมีพื้นที่ประมาณ ๑๕๐ ถึง ๑๗๐ ไร่ แล้วแต่ว่าเราจะวัดให้มัน แม่นยําขนาดไหน ตรงนี้ครับ เป็นสิ่งที่คนไทยทั้งประเทศในขณะนั้นยอมรับ เพราะ คณะรัฐมนตรีได้บอกกับพี่น้องประชาชนว่าเราสูญเสียปราสาทพระวิหาร และที่ดินตรงนี้ จะต้องกั้นเพื่อให้เป็นอาณาบริเวณ เพื่อที่จะถอนทหาร ถอนตํารวจที่อยู่บริเวณนั้นออกไป ท่านประธานที่เคารพครับ นั่นคือ ปี ๒๕๐๕ แต่ต่อมาหลังจากปี ๒๕๐๕ เป็นต้นมา ก็เกิดเหตุ พิพาทกันหลายหนครับ อย่างน้อยที่ผมจําได้ ๓ ครั้ง เพราะในคําพิพากษาของวันที่ ๑๑ ได้ระบุไว้ชัดเจน ครั้งที่ ๑ ครับ หลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้กั้นรั้ว ในปี ๒๕๐๕ กัมพูชาก็ได้มี การประท้วง ครั้งที่ ๒ สมัย พลเอก สุรยุทธ์ กัมพูชาได้พยายามขึ้นทะเบียนมรดกโลกให้กับ ปราสาทพระวิหาร ปรากฏว่าแผนที่ที่กัมพูชาส่งไปนั้นมันกินอาณาบริเวณเข้ามาใน ประเทศไทย พลเอก สุรยุทธ์ ก็เลยประท้วงครับ นั่นคือครั้งที่ ๒ และครั้งสุดท้ายครับ ที่บรรยายในคําพิพากษา ก็หลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์ได้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ คณะรัฐมนตรีของสมัคร สุนทรเวช ท่านสมัคร สุนทรเวช ก็ส่งทหารเข้าไปประจําอยู่บริเวณ ปราสาทพระวิหาร ๓ กรณีนี้ครับ ที่ศาลยกขึ้นมาแล้วบอกว่ามีข้อพิพาท ในเรื่องของ ความหมายว่าอาณาบริเวณนี้มันอยู่ตรงไหนครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมนี่เข้าใจดีและ ไม่โทษใครครับ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใครก็ตาม กัมพูชามีสิทธิ ตามมาตรา ๖๐ ของธรรมนูญ ของศาลโลกที่จะขอให้ศาลตีความคําพิพากษาว่ามันหมายถึงอะไร ครอบคลุมแค่ไหน มันเกิด ขึ้นกับรัฐบาลไหนก็ได้ครับ เพราะเป็นสิทธิอันชอบธรรมของกัมพูชา เพราะคดีนี้เป็นคดีเก่า ตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ ครับ เมื่อกัมพูชาเอาเรื่องนี้ขึ้นศาลโลกแล้ว ทนายของไทยก็สู้อย่างเต็มที่ครับ สู้ตามข้อเท็จจริงที่มันมีอยู่ เพราะศาลก็ระบุชัดครับว่า เอกสารหลักฐานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากปี ๒๕๐๕ นี้ศาลไม่สนใจครับ ศาลเอาเฉพาะเหตุการณ์เอกสารหลักฐานที่เกิดขึ้น ในช่วงจนถึงปี ๒๕๐๕ เท่านั้นเอง วันนี้ที่ผมกําลังจะมาพูดก็คือว่าหลังจากมีคําพิพากษา ศาลโลกแล้วเราจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรครับ ข้อเท็จจริงที่เราต้องยอมรับครับ มันคืออะไร ผมเข้าใจครับว่าท่านทูตวีรชัยนี้เป็นทูตครับ ท่านย่อมที่จะมีวาทะในการเจรจาการพูดให้สิ่งที่ มันหนักนี้เป็นเบา แต่วันนี้ผมก็ต้องขอร้องท่านทูตครับว่า วันนี้ท่านกําลังยืนพูดกับรัฐสภา ท่านต้องบอกความจริงให้หมดว่าคําพิพากษาศาลโลกนี้มันมีผลอย่างไรต่อประเทศไทย ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าผมนี่ไม่ได้หลับไม่ได้นอนครับ ๒ คืนที่ผ่านมา พยายาม ค้นหาข้อมูล พยายามค้นหาเอกสาร ขอร้องให้ผู้เชี่ยวชาญทางแผนที่ลองวาดเพื่อให้พี่น้อง ประชาชนและเพื่อนสมาชิกรัฐสภาของผมนี้ได้เข้าใจว่า ที่ศาลตัดสินนี้ว่าอาณาบริเวณของ ปราสาทพระวิหารมันอยู่ตรงไหน มันมีขอบเขตอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ อย่างที่ ผู้นําฝ่ายค้านได้พูดไปเมื่อตอนบ่ายครับ ว่าหัวใจสําคัญของคําพิพากษานี้ครับ อยู่ที่วรรคย่อพารากราฟที่ ๙๘ เพราะมันอธิบายว่า ขอบเขตของอาณาบริเวณมันคืออะไร อยู่ตรงไหน ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้กระทรวง การต่างประเทศได้เอาเอกสารการแปลอย่างไม่เป็นทางการของย่อหน้าที่ ๙๘ ซึ่งตีความ ไปถึงเรื่องชะง่อนผา ผมเห็นเอกสารนี้มา ๒-๓ วันแล้วครับ เป็นภาษาอังกฤษ ก็ได้พยายาม ที่จะวาดแผนที่ เผอิญมาเห็นของอาจารย์คนหนึ่ง ชื่อว่าอาจารย์อรรคพงศ์เขาก็ได้พยายาม วาดลงในภาพถ่ายดาวเทียม ซึ่งก็อาจมีบางส่วนที่มันอาจจะไม่ถูกต้อง ผมก็ให้นักวิชาการของ ผมแก้มานิดหนึ่ง ภาพที่จะปรากฏบนจอนี้ครับจะเป็นภาพที่วาดตามคําบรรยายของศาล ในย่อหน้าที่ ๙๘ ท่านประธานที่เคารพครับ จะเห็นว่าพื้นที่ที่สีแดง ๆ นี้เป็นพื้นที่ที่เรากําลัง จะสูญเสียไป ทางขวามือของจอภาพจะเป็นบริเวณที่เป็นหน้าผา ลงจากหน้าผานี้เป็นที่ราบ เป็นประเทศกัมพูชา มาทางทิศใต้ของปราสาทพระวิหารก็เป็นหน้าผา ลงไปเป็นพื้นที่ราบ ของประเทศกัมพูชา ทิศตะวันตกก็เป็นหน้าผา แต่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือตรงนี้เป็นจุด ที่สําคัญ เพราะว่าถ้าแปลเป็นภาษาไทยแล้ว ผมจะไม่อ่านเป็นภาษาอังกฤษนะครับ คือพูดชัดว่า ในทางทิศตะวันตกและทิศตะวันตกเฉียงเหนือแผ่นดินทิ้งตัวลงเป็นแนวลาดชันน้อยกว่าหน้าผา แต่มีสัณฐานเด่นชัดลงสู่หุบเขา ซึ่งแยกพระวิหารจากภูเขาใกล้เคียงคือพนมซับหรือภูมะเขือ อันเป็นหุบเขาซึ่งทิ้งตัวลงทางทิศใต้ไปสู่ที่ราบของประเทศกัมพูชา ดังนั้นศาลเห็นว่ายอดเขา พระวิหารสิ้นสุดที่เชิงเขาพนมซับ พูดภาษาหยาบ ๆ หน่อยก็คือตีนเขาพนมซับภูมะเขือ กล่าวคือ ที่ที่แผ่นดินเริ่มยกตัวขึ้นจากหุบเขานั้น ส่วนทิศเหนือขอบเขตของยอดเขาคือเส้น แผนที่ภาคผนวก ๑ จากจุดหนึ่งด้านตะวันออกเฉียงเหนือของปราสาท ซึ่งเส้นนั้นบรรจบกับ หน้าผาจนถึงจุดหนึ่งทางตะวันตกเฉียงเหนือซึ่งแผ่นดินเริ่มยกตัวขึ้นจากหุบเขาที่เชิงเขาพนม ซับกับภูมะเขือ ท่านประธานรัฐสภาครับ ท่านเห็นไหมครับ ไม่ว่าจะเป็นทิศตะวันตกเฉียง เหนือหรือทิศเหนือที่จดกับแผนที่ ๑: ๒๐๐,๐๐๐ เขาไปพูดถึงตีนภูเขาภูมะเขือนะครับ ถามว่าทําไมไม่เอาตีนเขาพระวิหารละครับ เพราะถ้าเอาตีนเขาพระวิหารจะมีปัญหา เรื่องถนนครับ ถ้าเอากึ่งกลางตรงหุบเขาก็มีปัญหาเรื่องถนนอีกเพราะมันได้ถนนแค่ซีกเดียว ก็เลยต้องไปตีนเขาของภูมะเขือซึ่งอยู่ทางซ้ายมือนั่นล่ะครับ เห็นภาพถ่ายทางอากาศ เขาอ่านยังไม่ชัดนะครับ ผมให้คนที่เชี่ยวชาญเรื่องแผนที่ เสียดายครับวันนี้ท่านไม่พากรม แผนที่ทหารมา ดูภาพนี้ครับ เป็นภาพแผนที่ต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ จะเห็นว่าภาพ นี้เป็นภาพที่แสดงให้เห็นการวาดแผนที่ลงบนสเกล (Scale) ของแผนที่ที่มีคอนทัวร์ (Contour) เราจะเห็นได้ชัดพอสมควรเลยที่ท่านบอกว่าเป็นพื้นที่เล็ก ๆ นี่มันไม่ใช่ครับ ถ้าเอาตามคําบรรยายของศาลนี่มันไม่ใช่ครับ เพราะพื้นที่มันไปถึงตีนเขาภูมะเขือ มันก็เลย ยาวนะครับ เป็นสีส้ม ๆ นี่ครับไปจรดตีนเขาภูมะเขือ ผมเข้าใจครับว่าเดี๋ยวท่านทูตวีรชัยก็คง จะบอกว่าเส้นแผนที่แอนเน็คซ์ วัน (Annex 1) มันโยกได้ ขึ้นลงได้ เพราะศาลระบุว่าไม่รู้ มันอยู่ตรงไหน แต่ท่านจะโยกอย่างไร จะโยกให้มันอยู่ตรงไหนนี่ครับเป็นปัญหา เพราะมันมีจุดที่มันล็อค (Lock) ตายไว้หลายจุด ท่านประธานรัฐสภาครับ จุดล็อคตายที่ ๑ มันจะต่ํากว่าปราสาทพระวิหารไม่ได้ครับ จุดล็อคตายที่ ๒ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือมันต้องไปจรดกับตีนภูเขาภูมะเขือครับ เพราะฉะนั้น ท่านจะโยกเส้นแผนที่แอนเนคซ์ วัน ที่เห็นนี้ไปมาอย่างไรเพื่อให้มันไม่เป็นไปตามที่ศาล บรรยายมันคงจะยากมากนะครับ เพื่อให้เห็นภาพให้มันชัดกว่านี้ครับ ผมก็จะเปรียบเทียบ ปี ๒๕๐๕ กับ ปี ๒๕๕๖ ให้ท่านประธานรัฐสภาได้เห็นเพื่อที่จะได้รู้ว่าปี ๒๕๐๕ กับ ปี ๒๕๕๖ มันต่างกันอย่างไร ท่านประธานดูตรงนี้ครับภาพต่อไป ท่านประธานครับ พี่น้องประชาชน ทางซ้ายมือ ปี ๒๕๐๕ ครับ จะเห็นว่าตอนนั้นเรากั้นรั้ว ที่เป็นเส้นสีแดง ๆ ทาสีแดง ๆ นี่ ตรงนั้นมีพื้นที่ที่เราคํานวณแล้วอยู่ประมาณ ๑๕๐ ไร่ ๑๗๐ ไร่ แต่ถ้าเรายึด ตามเส้นเขตแดนปัจจุบันที่เขมรบอกว่าใช่นี่ แล้วเราจะโยกอย่างไรค่อยว่ากัน แล้วเราดูตาม ย่อหน้าที่ ๙๘ นี้ครับ เขตเหล่านี้มันจะขึ้นไปจรดเส้นแผนที่ แอนเนคซ์ วัน นะครับ แผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ แล้วทางตะวันตกจะไปถึงตรงภูมะเขือตีนเขาภูมะเขือ คืออย่างไรมันก็ต้อง ลากมาถึงตีนเขาภูมะเขือ ท่านทูตจะมีวิธีเดียวก็คือทางเหนือครับ นั่นคือเส้นเขตแดนทาง เหนือนั่นแหละที่โยกได้ เพราะทางซ้าย ทางขวา ทางใต้ มันฟิกซ์ (Fix) หมดแล้ว ตามคําบรรยายของศาล เพราะฉะนั้นในความคิดเห็นของรัฐผมคิดว่าดีที่สุดผมคํานวณ นะครับ ถ้าเราเอาเฉพาะพื้นที่ที่อยู่บนภูนั้นซึ่งมันก็ยากครับ เพราะศาลบรรยายว่าพื้นที่นี้ มันต้องคลุมไปถึงตีนเขาของภูมะเขือ แต่ว่าถ้าเกิดจะคิดเข้าข้างตัวเองเต็มที่เลยครับท่าน ประธาน ก็ต้องบอกว่าเราต้องเสียดินแดนประมาณ ๐.๓ ตารางกิโลเมตร อันนี้คือคิดเข้าข้าง ตัวเองอย่างสุด ๆ แล้วนะครับ ๐.๓ ตารางกิโลเมตร ก็ประมาณ ๑๐๐ กว่าไร่เกือบ ๒๐๐ ไร่ แต่ถ้าคิดตามข้อเท็จจริงตามคําบรรยายของศาลนี่ครับ แผนที่นี้ผมไม่ได้ทําเองนะครับ เป็นของนักวิชาการที่เขาระดมกันเพื่อที่จะดูว่ามันเสียพื้นที่แค่ไหน ปรากฏว่าถ้าเอาเต็มที่ ตามเส้นสีแดงมัน ๒ ตารางกิโลเมตรครับ ๒ ตารางกิโลเมตรก็เท่ากับ ๑,๒๕๐ ไร่ครับ ๒ ตารางกิโลเมตรนี่เท่ากับเกือบครึ่งหนึ่งของ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรครับ นี่คือข้อเท็จจริงครับ ที่ผมคิดว่ารัฐบาลนี้ต้องบอกกับพี่น้องประชาชน ถ้าเรายอมที่จะเสียพื้นที่ไม่ว่าจะเป็น ๐.๓ ตารางกิโลเมตร ๑๐๐ กว่าไร่ หรือพื้นที่ ๑,๒๕๐ ไร่ ๒ ตารางกิโลเมตร ตามการคํานวณ ของเวคเตอร์ โปรแกรมก็ต้องบอกพี่น้องประชาชนครับขณะนี้สิ่งที่รัฐบาลกําลังพยายามบอก พี่น้องประชาชนก็คือว่าเดี๋ยวไปเจรจากันครับ แต่ปัญหาก็คือว่าศาลได้ตัดสินแล้วครับ ศาลได้กําหนดอาณาบริเวณไว้ค่อนข้างที่จะชัดเจน แต่จุดอ่อนตรงนี้มันมีอย่างที่ผมบอกก็คือ ในทิศเหนือ เพราะศาลบอกว่ามันไปชนกับเส้นของแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ซึ่งแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ นี้จะต้องมาคุยกันระหว่างไทยกับกัมพูชา ทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวงที่ผมพูดนี่ ก็เพื่อจะให้รัฐบาลพูดกับพี่น้องประชาชนตรงไปตรงมาว่าถ้าเรายอมรับคําพิพากษาของ ศาลโลกเราต้องเสียพื้นที่แน่นอน รัฐบาลพยายามสร้างกระแสบอกว่าก็ดีกว่าเสีย ๔.๖ ตารางกิโลเมตร อันนี้เสียนิดหน่อยไม่เป็นไรหรอก ผมถามท่านประธานครับ มีคนเขาเปรียบเทียบมาว่าเรานี่ถูกฟ้องว่าเป็นหนี้อยู่ ๑๐ บาทครับ เราบอก ๑๐ บาทนี้ของเรา เขาบอกนี้ ๑๐ บาทของเขา ศาลตัดสินว่า ๓ บาทเป็นของเขา ส่วนอีก ๗ บาทไม่ตัดสิน อย่างนี้เราชนะหรือครับ วันนี้ศาลตัดสินบอกว่าคุณต้องเสียพื้นที่มากกว่าที่ ครม. เคยกั้น เอาไว้ในปี ๒๕๐๕ ถามว่านี่คือชัยชนะของประเทศไทยหรือครับ บางท่านครับอาจจะบอกว่า ปี ๒๕๐๕ เราก็เสียไปแล้ว เพียงแต่เราไม่รู้ ผมไม่ทราบว่าใจท่านทําด้วยอะไรครับ ผมเป็นคนไทยคนหนึ่งครับที่ยอมรับการสูญเสียแผ่นดินไม่ได้ ผมยอมรับที่จะเห็นพวกท่าน ครับ ผมไม่เอ่ยชื่อครับ ยืนบนเวทีแล้วร้องเพลงสดุดีสมเด็จฮุนเซนไม่ได้ครับ วันนี้ผมเรียกร้อง ครับว่ารัฐบาลจะทําอะไรก็ทําครับ แต่รัฐบาลต้องโปร่งใส ต้องยอมบอกพี่น้องประชาชน ว่าเกิดอะไรขึ้นถ้าเรารับคําสั่ง คําตัดสินของศาลโลก ถ้าพี่น้องประชาชนคนไทยยอมรับได้ กับการสูญเสีย ๑๐๐ ไร่ ๒๐๐ ไร่ จนถึง ๑,๒๕๐ ไร่ ก็เป็นการตัดใจของพี่น้องประชาชน แต่กระผมเรียนท่านประธานรัฐสภาฝากไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีครับ ฝากไปถึง รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผมไม่สามารถที่จะรับคําสั่ง ของศาลในลักษณะที่เราต้องเสียดินแดนได้มากขณะนี้ครับ ขอบคุณครับ
เชิญทางท่าน ส.ว. ครับ ท่าน พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขอขอบคุณท่านประธานแล้วก็ท่านนายกรัฐมนตรีที่ให้โอกาสในการที่จะเปิดอภิปราย ทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๙ เพื่อรับฟังความเห็นเกี่ยวกับเรื่องของคําพิพากษา ของศาลโลกนะครับ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณแล้วมีความดีใจจริง ๆ ที่มีการได้พูดจากัน อย่างเปิดเผยในวันนี้นะครับ แต่สิ่งที่ผมอยากจะเรียนในเบื้องต้นว่าผมผิดหวังในการที่ หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบในงานด้านความมั่นคงนั้นไม่ได้มารับฟังความคิดเห็นของเพื่อน สมาชิกรัฐสภาอย่างครบถ้วน งานด้านความมั่นคงนั้นถ้าพูดจริง ๆ แล้วจะประกอบด้วย ๓ กระทรวงหลัก ก็คือกระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงมหาดไทย ซึ่งผู้แทนทั้ง ๓ กระทรวงนั้น ผมต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ที่รัฐมนตรีมานั่งฟังตั้งแต่ต้นเหมือนกัน ผมก็พยายามฟังอยู่ตั้งแต่ ๑๐ ชั่วโมง ที่ผ่านมา เพราะว่าเรื่องของความมั่นคงนั้นเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องอยู่ในจิตใจแล้วก็ต้อง ทําความเข้าใจกันให้ดี นอกจาก ๓ กระทรวงหลักแล้ว ยังมีอีก ๓ กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องของปราสาทพระวิหารนั้น ก็คือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อีกกระทรวงหนึ่งก็คือกระทรวงที่รับผิดชอบกรมศิลปากร คือกระทรวงวัฒนธรรม ที่จะต้อง ดูแลตรงนี้ แล้วก็หน่วยงานต่าง ๆ อีกหลายหน่วยที่ทํางานในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ แล้วก็หน่วยงานต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ตรงนั้นทั้งหมด ที่ผมต้อง กราบเรียนอย่างนี้เพราะว่าสิ่งที่คณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาลได้ศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นตามเอกสารเล่มนี้ซึ่งผ่านวุฒิสภาไปแล้ว นะครับ ปัญหาในเรื่องของความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในส่วนราชการที่อยู่ในจังหวัด ศรีสะเกษและในพื้นที่บริเวณนี้ ที่เกี่ยวข้องกับการดําเนินงานที่อาจจะไม่ครบถ้วน ตามอํานาจหน้าที่ ผมอาจจะเรียนว่าท่านเป็นไปตามอํานาจหน้าที่ครับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกิดขึ้น ความเป็นมาของเรื่องนี้เริ่มมาตั้งแต่ ตอนสมัยปี ๒๕๓๕ ที่ประเทศไทยเปิดสนามรบเป็นสนามการค้า แล้วก็ดําเนินธุรกิจเพื่อจะเปิดแหล่งท่องเที่ยวตรงนี้ ส่วนราชการต่าง ๆ ได้ทําข้อตกลงกับทางกัมพูชาหลายข้อตกลงโดยที่ไม่ได้มีการประสาน และไม่ได้มีการบอกกันล่วงหน้า การที่ไม่ได้ประสานกันไม่ได้บอกนี้นะครับมันเป็นปัญหา ในการที่ทําให้กัมพูชานั้นมีข้อมูลในสิ่งที่อาจจะมีความแตกต่างกัน จะมีหลายกรณีที่เรายังหา คําอธิบายไม่ได้ในเรื่องของการรื้อรั้ว การที่สร้างร้านค้าบริเวณทางด้านทิศเหนือของปราสาท รวมทั้งเรื่องของการที่มีถนนขึ้นมา การที่มีถนนแล้วทําไมเราไม่ได้มีกระบวนการในการที่จะมี ด่านศุลกากรเพื่อแสดงเขตบริเวณของเราตามที่เราคิดไว้ อะไรต่าง ๆ พวกนี้เป็นสิ่งที่ ผมอยากจะเรียนว่ามันเกิดจากระบบการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทยที่เป็น ลักษณะต่างคนต่างมีอํานาจหน้าที่ตามกฎหมาย กรมก็เป็นนิติบุคคลที่รับผิดชอบ ตามกฎหมาย ก็มีสิทธิอํานาจหน้าที่ในการที่จะดําเนินการเจรจาหรือมีการพูดจากัน โดยไม่ได้มีกระบวนการในการที่จะให้กระทรวงการต่างประเทศในฐานะคนกลาง ได้รับทราบไว้ หรือส่วนราชการต่าง ๆ เพราะฉะนั้นการประสานงานของหน่วยต่าง ๆ นั้น เป็นปัญหาในการที่ทําให้เกิดสิ่งที่สะสมมาจนถึงปัจจุบันนะครับ สิ่งที่ผมอยากกราบเรียนก็คือว่า บางอย่างนั้นเราอาจจะมองดูว่าข้อมูลมันเป็นข้อมูลที่อาจจะเป็นความลับแล้วก็ไม่ได้บอกกัน เมื่อตอนปี ๒๕๕๐ ผมเป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด มีกรณีของปราสาทพระวิหาร ก็เรียก ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่มา เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นแผนที่ ๑ : ๕๐๐๐๐ ระวาง แอล ๗๐๑๘ ที่มี รอยหยักเว้าที่เราเห็น ๆ กัน ผมก็ถามเจ้าหน้าที่ว่าทําไมมีการหยักเว้าพื้นที่ตรงนั้น เขาก็บอกว่าเป็นมติ ครม. ปี ๒๕๐๕ ผมก็ถามว่ามติ ครม. นั้นเป็นเรื่องของอํานาจหน้าที่ เขตแดนหรือเปล่า เขาก็บอกว่าไม่มีใครเห็นตัวบันทึกการประชุม ครม. นั้น จนกระทั่ง ตอนหลังไปดูมาก็ทราบอย่างที่ท่านเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ เป็นเรื่องของ มีทางเลือกอยู่ ๒ ทางที่ออกมา แล้วทางเลือกตรงนี้ก็เป็นที่รั้ว เมื่อมีรั้ว เจ้าหน้าที่ก็ทําเป็น พื้นที่ที่ออกมาเป็น แอล ๗๐๑๘ ที่เราเห็นกัน ด้วยความเข้าใจที่อาจจะยังคลาดเคลื่อนกัน แล้วก็เหมือนกับว่าเรามอบพื้นที่ที่เป็นสามเหลี่ยมไปให้ แต่สิ่งที่ผมตกใจมากกว่านั้นก็คือ ในช่วงที่ใกล้ ๆ การตัดสินนั้น มีคนส่งแผนที่ ๑ : ๕๐๐๐๐ ระวาง แอล ๗๐๑๘ ซึ่งสํารวจ เมื่อปี ๒๕๐๕ แล้วก็พิมพ์เมื่อปี ๒๕๐๘ เป็นการจัดทําร่วมกันระหว่างสหรัฐอเมริกา กับกรมแผนที่ทหารไทย ผมเห็นแล้วตกใจครับ เพราะว่าจะคล้ายกับสิ่งที่เป็นคําพิพากษา มากที่สุด สิ่งที่ผมยกประเด็นตรงนี้เพื่อจะให้เห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นน่าจะเป็นเรื่อง ของการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ แล้วก็ไม่ได้มีการทําที่สื่อสารความเข้าใจที่ตรงกัน ก็เลยมีกระบวนการในการทําเอกสารที่มีข้อผิดพลาดหรือข้อตกลงที่คลาดเคลื่อน ไปจากข้อเท็จจริง จนเป็นสิ่งที่ทําให้กัมพูชาสามารถที่จะใช้เป็นข้อมูลในการเจรจาได้ นอกจากนั้นสิ่งที่ผมอยากกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลก็คือเรื่องของ ประเทศไทยเรามีจุดอ่อนครับ ท่านจะเห็นว่ากระบวนการในการที่ดําเนินการในเรื่องของ พื้นที่เขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา นั้น ส่วนใหญ่ทางกัมพูชาเขาจะเป็นคนชุดเดิม ทั้งข้าราชการการเมืองแล้วก็ข้าราชการประจํา แต่ในส่วนของเรานั้นด้วยระบบการบริหาร ของบ้านเราทําให้เรามีการเปลี่ยนคนเกือบตลอด เพราะฉะนั้นความต่อเนื่องของข้อมูลในการ ดําเนินการนั้นไม่ค่อยจะต่อเนื่องนัก หรือถ้าเราพูดกันตรง ๆ ก็คือเรารู้ไม่ลึก เพระฉะนั้น ในสิ่งที่ความคลาดเคลื่อนของข้อมูลในประเด็นแรกที่ผมกราบเรียนว่า อํานาจหน้าที่ในทาง นิติบุคคลนั้นอยู่ที่กรม หรือหน่วยงานเป็นเอกเทศ ข้อมูลก็ไม่ได้มาส่งมอบให้องค์กรกลางที่รับผิดชอบตรงนี้ ไม่ว่าจะเป็นเจบีซี ที่ทําในเรื่องของ เขตแดนก็ดีนะครับ หรือในส่วนของเจซี ที่เป็นกระทรวงการต่างประเทศดูแลอยู่ก็ตาม อันนี้ ผมอยากจะให้มีการศึกษาแล้วก็เป็นบทเรียนที่เราปลอดจากเราที่ดําเนินการในครั้งนี้ ที่เราเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา ในเรื่องของคําตัดสินของศาลนั้นถ้าผมมองในมุมมองของการ บริหารงานความมั่นคงของประเทศ ผมคิดว่าเราก็ต้องยอมรับนะครับ เพราะว่าประเทศไทย เราก็ยังอยู่ในโลกบาล คือโลกที่ปกครองโดยอํานาจของสนธิสัญญาและระบบโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหประชาชาติที่มีกระบวนการทํา แต่สิ่งที่ประเทศไทยคงจะต้องมา ดําเนินการทํา แล้วก็เป็นสิ่งที่ผมได้ยกเป็นประเด็นแรกที่พูดตรงนี่ ก็คือผมอยากจะให้ ทีมไทยแลนด์ที่กระทรวงการต่างประเทศอยากจะทํานั้นจะต้องมีคนที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วย กระทรวงการต่างประเทศผมไม่อยากจะให้กระทรวงการต่างประเทศทั้ง ๕ ท่านจะต้อง รับผิดชอบในเรื่องนี้ทั้งหมดเพราะว่าในบางครั้งอํานาจหน้าที่ แม้กระทั่งท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศท่านเป็นรองนายกรัฐมนตรีด้วย ด้วยระบบไทย ๆ นะครับ ท่านอาจจะไม่สามารถสั่งให้หน่วยงานต่าง ๆ ให้ข้อมูลหรือส่งเจ้าหน้าที่มาทํางานในเรื่อง สําคัญ ๆ อย่างนี้ได้ ปัญหาก็คือเหมือนกับว่ากระทรวงการต่างประเทศถูกโดดเดี่ยวเพื่อให้ทํา ตรงนี้ ถึงแม้ท่านจะเก่งหรือมีความรู้อย่างไรก็แล้วแต่ ผมคิดว่าข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน หรือข้อมูลที่คลาดเคลื่อนมันก็มีโอกาสที่จะทําให้การเจรจาหรือการดําเนินงานทางด้าน การเมืองระหว่างประเทศมีข้อผิดพลาด ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับ ผมได้ฟังเพื่อนสมาชิก หลายท่านพูดถึงว่า ทําไมเราไม่ให้พื้นที่เขาไปเลยแล้วก็อยู่กันด้วยความสันติ มันคงไม่ใช่หลัก ของความเป็นประเทศที่มีอธิปไตยและมีเอกราชอย่างพวกเรา กระบวนการในการบริหารงาน ความมั่นคงนั้นเราคงจะต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน และหลายท่านพูดว่าผมไม่อยากจะให้รบ ถ้าไม่รบนั้นผมว่าการจะรบไม่รบอยู่ที่ฝีมือของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ท่านจะสามารถเจรจาความเมืองที่มีข้อขัดแย้งต่าง ๆ นั้นให้ได้ประโยชน์สูงสุดโดยที่ไม่มีการรบ อันนี้คือหลักของการวางยุทธศาสตร์ของประเทศ ถ้าเราวางยุทธศาสตร์ในลักษณะที่อ่อน แล้วก็ยอมตามเขา ผลประโยชน์ของชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความมั่นคง มั่งคั่ง แล้วความ มีเกียรติศักดิ์ศรีในเวทีการเมืองโลกนั้นก็จะอ่อนด้อยไป แต่ถ้าเราทําแข็ง ทําเป็นคนที่ แข็งกระด้างต่อประเทศต่าง ๆ เขา โดยที่เรามีพลังอํานาจของชาติเราต่ํา เราไม่ใช่ประเทศ มหาอํานาจ เราไปทําอย่างนั้นมันก็จะมีปัญหาในเรื่องของการไม่ยอมรับของต่างประเทศ เช่นเดียวกับที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านบอกว่าเราไม่ต้องสนใจกับเรื่องของคําพิพากษาศาลโลก ได้ไหม ตราบใดที่เราเป็นสมาชิกสหประชาชาติแล้วก็ภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติในข้อ ๙๔ เราก็คงจะต้องทํา แต่การจะทําอย่างไร แค่ไหนนั้น ก็เป็นฝีมือของผู้ที่จะเป็นคณะเจรจา ต่อรอง เราอาจจะไม่ต้องให้พื้นที่เขาหรือตกลงไปที่พื้นที่สีชมพูที่เห็นเพื่อนสมาชิกได้ฉายไปก็ได้ เราอาจจะให้เป็นบางส่วนโดยที่ใช้หลักการ หลักวิชาการ ที่ถูกต้อง ใช้ระบบเส้นลายขอบขาว หรือใช้การเล็งสกัดจากจุดถึงจุดตามหลักของการทําแผนที่เพื่อจะกําหนดพื้นที่เข้ามา ผมอยากจะให้ท่านรัฐมนตรีกับท่านผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศดูที่แผนที่ ๑ : ๕๐,๐๐๐ ระวาง แอล ๗๐๑๘ นั้นที่ผมได้เรียนแล้ว จะมีลักษณะที่จะเล็งจะภูมะเขือตรงเข้าหาพื้นที่ ทางด้านเหนือของปราสาทพระวิหารเลย การทําแผนที่ของสหรัฐอเมริกาใน ๑ : ๕๐,๐๐๐ นั้น เขาจะต้องมีเพเฟอเรนซ์ (Reference) หรือมีวิธีการในการที่จะเล็งจากจุดถึงจุด เพื่อกําหนดเขตแดนนะครับ เพราะฉะนั้นอาจจะใช้เป็นแนวทางในการที่จะพิจารณา ประกอบกับคําพิพากษาแล้วก็มีการเจรจาต่อรองเพื่อให้เป็นไปตามนั้น เราคงจะต้องมองว่า เมื่อถึงจุดหนึ่งเราจําเป็นจะต้องเสียก็ต้องเสีย แต่เราต้องเสียน้อยที่สุดเท่าที่เราสามารถ ที่จะเจรจาต่อรองได้ แล้วไม่เกิดข้อขัดแย้งจนกระทั่งถึงการรบ เพราะฉะนั้นผมอยากฝาก ท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลด้วยว่ากระบวนการในการเจรจาต่อรองตรงนี้มีความละเอียดอ่อน และจะต้องมีการศึกษาข้อมูลมาก
ผมอยากจะเรียนเสนอผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาลว่าในเรื่องนี้ผมเคยได้ เสนอครั้งหนึ่งเมื่อ ๒ ปีที่แล้ว แล้วก็เมื่อครั้งที่แล้วที่มีการพูดจาในเรื่องของการเตรียมการ ปราสาทเขาพระวิหารผมก็ได้เรียนว่าควรจะมีคณะทํางานชุดพิเศษสักชุดหนึ่งซึ่งมี ความสามารถรู้ทุกเรื่องแล้วก็เชิญหน่วยงานเกี่ยวข้องกับพื้นที่ปราสาทพระวิหาร ทุกกรมทุกกระทรวง ทบวง กรม และแม้กระทั่งภาคเอกชนที่อยู่ในพื้นที่นั้นเข้ามาปิดห้อง คุยกันเลยว่าที่ผ่านมาในช่วง ๒๐ ปีนั้นได้ไปเจรจากับทางกัมพูชาอะไรบ้าง เราไม่ได้มองว่าจะมีความผิด อะไร แต่เราต้องการรู้ข้อเท็จจริงว่าประเทศไทยอาจจะเป็นสัญญาส่วนบุคคลหรือเป็นสัญญา ส่วนองค์กรต่อองค์กรที่มันอาจจะมีผลกระทบต่อกรณีของปราสาทเขาพระวิหารในทาง เป็นไปได้ อาจจะจริงหรือไม่จริงก็แล้ว แต่ผมมีข้อมูลที่ได้รับว่ามีหน่วยงานของรัฐเราได้มีการ รับเงินในเรื่องของการสร้างที่ขายของในบริเวณปราสาทพระวิหารทางด้านเหนือ แล้วก็ สิ่งตรงนี้ก็คงจะมีสัญญาและมีการทํา และการอพยพของคนเข้ามาและรวมทั้งเรื่องของการ สร้างวัดก็จะเป็นสิ่งที่เงื่อนไขเขามาทําได้ด้วยอะไร ข้อมูลเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นข้อมูลในเชิงลับ ซึ่งทางคณะทํางานที่จะเตรียมการในเรื่องนี้น่าจะมีการประมวลข้อมูลให้ครบถ้วนสมบูรณ์ แล้วหาทางออกที่ดีที่สุด ทางเลือกที่ดีที่สุดเพื่อให้เป็นหนึ่งเดียวในนามของประเทศไทย ผมคิดว่ากระบวนการตรงนี้รัฐบาลควรจะรีบดําเนินการ โดยที่อย่างน้อยที่สุดหน่วยงาน กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทั้ง ๓ กระทรวงควรจะเป็นแกนหลัก ใครจะเป็นหัวหน้า คณะทํางานในการดําเนินงานนั้นก็แล้วแต่รัฐบาลจะเลือก แต่ผมอยากจะวิงวอนให้รัฐบาลเลือกคนที่ดี ที่สุด คนที่สุจริตที่สุด ตามที่ท่านทูตวีรชัย ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านได้พูดถึงหลักเกณฑ์ในการ ที่ดําเนินการนั้นจะต้องเป็นไปในตามหลักสุจริตธรรม เพราะฉะนั้นคนของเราที่จะส่งเข้าไปนั้น จะต้องเป็นคนที่เก่งมีความแม่นมีความเป็นวิชาชีพและมีความซื่อสัตย์สุจริตในการที่จะ ดําเนินการตรงนี้ ผมเคยให้ข้อคิดไว้ว่าในส่วนที่ราชการที่ดีในการทํางานตรงนี้จะต้อง มีความซื่อตรงต่อหน้าที่ คือมีความซื่อสัตย์สุจริต มีความวิริยะอุตสาหะ และมีความมุ่งมั่น ทํางานให้สําเร็จ ทั้ง ๓ ข้อนั้นเป็นสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านได้พระราชทานไว้ในหลักราชการ เกณฑ์การคัดเลือกบุคคลที่ไปทํางานตรงนี้ต้องเป็น คนที่ซื่อสัตย์สุจริต ซื่อตรงต่อหน้าที่ และนอกจากนั้นจะต้องเป็นคนที่ซื่อตรงต่อบุคคลทั่วไป คือเป็นคนที่รักษาคํามั่นสัญญาวาจาสัตย์ แล้วก็เป็นคนที่คนทั่วไปนับหน้าถือตามีความเชื่อถือ ศรัทธา ไม่ใช่ว่าพูดจาไม่อยู่กับร่องกับรอย เพราะฉะนั้นคนลักษณะพวกนี้อย่าเอาเข้าไปเป็น ทีมงานในการเจรจาเพราะไม่อย่างนั้นต่างประเทศทุกประเทศเขาไม่คบด้วยหรอกครับ เพราะเขาไม่เชื่อ ถ้าคนไทยยังไม่เชื่อแล้วคนต่างประเทศจะเชื่อได้อย่างไร แล้วเขาก็ถือว่า ชื่อเสียงของประเทศของเราก็จะมีปัญหา ก็คงจะฝากเรียนว่าในการดําเนินงานนั้น ผมมีความเห็นว่าประเด็นที่จะต้องมีการวินิจฉัยในเรื่องนี้เป็นเรื่องของเขตแดนเป็นหลัก ถึงแม้ว่าผลการตัดสินของศาลโลกไม่ได้พูดถึงเรื่องของเขตแดน แต่ในประเด็นที่เราจะต้อง ยึดถือเป็นแนวทางในการเจรจาต่อรองนั้นจะต้องมีพื้นฐานของหลักของการแบ่งเขตแดน ตามกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้นการดําเนินการ ผมมีความเห็นว่าน่าจะ ดําเนินการผ่านเจบีซี เจบีซีก็จะเป็นกระบวนการที่จะมีผู้คนครบถ้วนแล้วก็เลือกบุคคลตามที่ ผมได้เรียนว่าขอเป็นมืออาชีพแล้วก็ซื่อสัตย์สุจริตมีความรักษาคํามั่นสัญญาวาจาสัตย์ เป็นข้าราชการที่ดี ตามหลักราชการที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ หรือที่ผมอยากจะเรียกว่าเป็น เบสท์ทีม ไทยแลนด์ (Best Team Thailand) ที่จะมาทํางานในเรื่องนี้ เพราะผมเชื่อว่าที่เรา ถกเถียงกันทั้งหมดหรือประชาชนทั้งประเทศนั้นมีข้อที่ขัดแย้งกันหรือมองเห็นไม่ตรงกัน เพราะว่าเรายังไม่เชื่อมั่นในทีมที่จะไปเจรจา เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อรัฐบาลสามารถจะกําหนดบุคคลแล้วก็คณะทํางานที่จะไปเจรจาแล้ว ประกาศให้ประชาชนรับทราบว่ากลุ่มนี้คือความหวังของประเทศไทยอย่างที่ทําแบบเมื่อ ครั้งที่แล้ว ในการพิจารณาที่ศาลโลก ผมคิดว่ากระบวนการตรงนี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ ท่านประธานครับ เดี๋ยวผมก็คงจะจบเพียงแค่นี้ แต่อยากจะขอฝากไว้ประเด็นสุดท้ายว่า เรื่องนี้เป็นความหวังของคนไทยทุกคนนะครับ แล้วก็ถ้าเราไม่สามารถจะบริหารจัดการได้ดี มันจะกลายเป็นข้อขัดแย้งของคนในชาติ ซึ่งคนที่รักชาติก็มี คนที่รักชาติอย่างรุนแรง และพร้อมที่จะดําเนินการต่าง ๆ ก็มี เพราะฉะนั้นความคิดรอบคอบต่าง ๆ และสิ่งสําคัญ ก็คือว่าสิ่งไหนที่สามารถประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบได้ ขอความกรุณาบอก ประชาชน แต่ถ้าสิ่งไหนที่เป็นความลับ ไม่สามารถบอกได้ ก็ยอมรับได้ แต่บอกว่าสิ่งนี้ ไม่สามารถบอกได้ ประชาชนอยากรับฟังครับ ก็ฝากความหวังไว้กับท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ ท่านรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ คงจะเป็นหัวหน้าทีมในการที่จะทําเบสท์ ทีม ไทยแลนด์ (Best Team Thailand) ตามที่ผมเสนอ ขอบคุณครับ
๓ ท่านต่อไปนะครับ จากที่ เสนอชื่อทั้งหมดเหลืออยู่ ๙ ท่าน ท่านสมเกียรติ ศรลัมพ์ ท่านชวน หลีกภัย แล้วก็ตามด้วย ท่านสิงห์ชัย ทุ่งทอง ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะของสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมขอขอบคุณ รัฐบาลที่มีจิตใจที่กว้าง แล้วก็นําเรื่องนี้มาหารือกับสมาชิกรัฐสภา จะสังเกตได้ว่าเราฟังมา ตั้งแต่เช้าจนถึงปัจจุบันนี้ แนวความคิดของสมาชิกรัฐสภาแต่ละท่าน เสนอข้อคิดที่แสดงออกถึง เหตุและผลแล้วก็ข้อมูลมากมาย สิ่งเหล่านี้จะทําให้เป็นความหวังว่าการทํางานในรัฐสภานั้น ถ้าทําให้ดี ทําให้มีเหตุผล ทําให้ใช้สติ แล้วไม่โกธรกัน ไม่มีความรู้สึกที่จะรู้ไม่ดีต่อกันนั้น เราจะได้องค์ความรู้ ได้เป็นที่พึ่งของประชาชนมากมาย ผมเชื่อว่าประชาชนถ้าได้ฟัง การอภิปรายของสมาชิกรัฐสภานั้นจะรู้สึกว่าจะเป็นความหวัง เลยขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ที่อยู่นอกรัฐสภาที่กําลังต่อสู้นั้นกลับเข้ามาในสภา จะทําให้เรารู้สึกว่าสภาของเรานั้น เป็นที่หวังของประชาชน
เรื่องต่อไปที่ผมจะขออนุญาตที่จะกราบเรียนท่านนะครับว่า การที่ประชาชน นั้นได้แสดงออกนั้น ผมว่าเป็นเรื่องดีใจ แต่การที่ศาลได้วินิจฉัยและสั่งการมาตามที่ท่านทูต ได้ไปปฏิบัติหน้าที่ที่กรุงเฮกนั้น ในความรู้สึกของคนไทยนั้น รู้สึกว่ามีความสุขว่าการวินิจฉัย ของศาลนั้นวินิจฉัยเฉพาะขยายความในปี ๒๕๐๕ เท่านั้น ไม่ได้วินิจฉัยในสิ่งที่ ประเทศกัมพูชาได้นําเสนอในเรื่องใหม่ ๆ ขึ้นมา นี่คือความชอบธรรมที่เรารู้สึกเกิดขึ้น แต่ในรายละเอียดนั้นผมเชื่อว่ากระบวนการจัดการของรัฐบาลหรือของกลไกของรัฐนั้น มีมากมาย แต่อย่างไรก็ตามเท่าที่เราถกเถียงมาเป็นสิบชั่วโมงนั้น ทุกคนเป็นห่วงเป็นใยว่า อนาคตเราจะเดินไปอย่างไร แต่ละคนก็เอาเหตุเอาผลข้อกฎหมาย แผนที่ ผมอยากจะ ขออนุญาตที่จะนําเรียนในสิ่งที่ต่างจากคนอื่นสักนิดหนึ่งคือว่า การที่เราจะรู้ว่าอนาคต จะเดินไปทางไหนนั้นเราต้องดูอดีต ในอดีตที่ผ่านมานั้นบรรพบุรุษของเราได้ตัดสินปัญหานี้ อย่างไร กระบวนการอย่างไร ผมจะขออนุญาตที่จะเป็นประเด็นคําถาม แล้วก็อธิบายให้ฟังว่า ศาลโลกในปี ๒๕๐๕ นั้นได้ตัดสินเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารในวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๐๕ ได้วินิจฉัยว่าปราสาทพระวิหารเดิมนั้นให้อยู่ในอธิปไตยของประเทศกัมพูชา
ข้อ ๒ ให้ไทยถอนตัว กําลังทหาร ตํารวจ ซึ่งส่งเข้าไปประจําในปราสาท พระวิหารนั้น ออกจากดินแดนของกัมพูชา
ข้อ ๓ ไทยต้องคืนบรรดาวัตถุโบราณที่ไทยอาจโยกย้ายออกไปจากกัมพูชา ออกจากปราสาทพระวิหารนั้นมาสู่กัมพูชา
สิ่งเหล่านี้เราฟังดูแล้ว การตัดสินครั้งนั้นหนักหน่วงแล้วก็รุนแรงอย่างที่ เราเห็น เพราะว่าเป็นสิ่งใหม่ที่เราไม่รู้สึกว่าเราจะต้องเสียปราสาทพระวิหารไป แต่ดูว่า การตัดสินใจของรัฐบาลสมัยนั้นใช้อย่างไรบ้าง ประเทศไทยได้ปฏิบัติตามคําสั่งของศาลโลก อย่างไร เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๐๕ รัฐบาลไทยได้ออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยกับ คําพิพากษาของศาลโลก แต่ประเทศไทยในฐานะของประเทศสมาชิกสหประชาชาติ จะยินยอมปฏิบัติตามพันธกรณีต่าง ๆ ซึ่งเป็นผลจากคําพิพากษา แต่อย่างไรก็ตาม ในวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๐๕ พันเอก ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในขณะนั้นได้มีหนังสือแจ้งการปฏิบัติตามคําพิพากษาแก่ผู้รักษาการเลขาธิการสหประชาชาติ โดยระบุว่าไทยขอสงวนสิทธิที่ไทยจะได้มีหรืออาจจะมีในอนาคต ในการเรียกร้องเอาปราสาท พระวิหารกลับคืนมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ให้ไทยปฏิบัติ ตามคําพิพากษาของศาลโลก และกําหนดขอบเขตปราสาท คือ ทางทิศเหนือ ๒๐ เมตร จรดบันไดกย่ส ผมจะไม่ขอขยายความเรื่องนี้เพราะมันยาวเกินไป แต่อย่างไรก็ตามนั้น จะมีคําถามว่าการสงวนสิทธิของจดหมายของ พันเอก ถนัด คอมันตร์ นั้นว่าอย่างไรบ้าง และขณะนี้มีผลหรือไม่ ในวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๐๕ นั้น พันเอก ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีหนังสือถึงรักษาการเลขาธิการสหประชาชาติ ว่ารัฐบาลไทยได้ออกแถลงการณ์ เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๐๕ ไม่เห็นด้วยกับคําพิพากษา แต่ในฐานะของประเทศสมาชิกสหประชาชาติจะปฏิบัติตามพันธกรณีต่าง ๆ อันเป็นผล มาจากคําพิพากษา ตามข้อ ๙๔ ของกฎบัตรสหประชาชาติ โดยหนังสือดังกล่าวได้แจ้ง ด้วยว่าไทยจะขอสงวนสิทธิที่อาจมีในอนาคตที่จะเรียกเอาปราสาทพระวิหารคืนกลับมา โดยอาศัยกระบวนการทางกฎหมายที่มีอยู่ หรือจะเกิดในภายหลัง ในขณะที่กระบวนการ ทางกฎหมายอันมีอยู่ในปัจจุบันเป็นไปตามกฎบัตรสหประชาชาติ ธรรมนูญศาลโลก กล่าวคือ คําพิพากษาศาลโลกถือเป็นที่สุด และไม่สามารถอุทธรณ์ได้ ตามข้อ ๖๐ ของธรรมนูญ ศาลโลก แต่จะขอให้ศาลพิจารณาแก้ไขคําพิพากษา ตามข้อ ๖๑ ของธรรมนูญศาลโลกแล้ว คู่กรณีจะต้องเสนอหลักฐานใหม่ภายในระยะเวลา ๑๐ ปีหลังจากที่ศาลมีคําพิพากษา แต่ในระยะเวลาดังกล่าวนั้นเสร็จสิ้นไปเมื่อปี ๒๕๑๕ ประเทศไทยก็ยังไม่ได้เสนออะไรที่เป็น หลักฐานใหม่ เพราะฉะนั้นแล้วข้อท้วงติงของท่านสมาชิกที่ผ่านมานั้น หากมีเหตุมีผล และมีหลักฐานใหม่ก็สามารถที่จะดําเนินการได้ภายใน ๑๐ ปี เหมือนกับ พันเอก ถนัด คอมันตร์ ได้สงวนสิทธินี้ไว้ แต่อย่างไรก็ตามจะมีคําถามว่าประเทศไทยหรือกัมพูชานั้น อาจจะรื้อฟื้นคดีปราสาทพระวิหารได้หรือไม่ คําตอบคือไม่ได้ เพราะเลยกําหนดเวลา ๑๐ ปี ที่ยื่นให้ศาลโลกแล้ว การตัดสินของศาลโลกนั้นก็เสร็จสิ้นเงื่อนไขนั้นตั้งแต่ปี ๒๕๑๕ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ท่านทั้งหลายนี่ครับเวลาเราพูดกันที่ราชดําเนินหรือพูดอะไรต่าง ๆ ถ้าเราปลุกเร้าให้ประชาชน อย่างไรเราต้องเอาปราสาทพระวิหารคืนมา อะไรอย่างนี้นะครับ ถ้าเรามีเหตุมีผลเราจะเห็นว่าขั้นตอนต่าง ๆ ที่ได้อธิบายนั้นจะสามารถทําได้หรือไม่ได้อย่างไร ต้องให้ข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบ การปลุกความรู้สึกรักชาติออกมาโดยปราศจาก รากฐานของข้อข้อเท็จจริงนั้นจะทําให้เราประสบกับเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ซับซ้อนมากมาย ผมเลย ขอเรียนท่านว่าการรื้อฟื้นการตีความคําพิพากษานั้นต่างกันหรือเหมือนกันอย่างไร ไม่เหมือนกันการรื้อฟื้นคดีคือการขอให้ศาลโลกเปลี่ยนคําพิพากษา เช่น ขอให้ศาลโลกตัดสิน ว่าปราสาทพระวิหารกลับมาเป็นของไทย ซึ่งทําไม่ได้แล้ว เพราะเลยกําหนดเวลา ๑๐ ปี มาแล้ว แต่การขอตีความหรือขอให้ศาลพิพากษาว่าคําตัดสินเดิมหมายความว่าอย่างไร สามารถทําได้ เมื่อกระทําได้นั้นไม่มีกําหนดเวลานะครับ หลังจากการปฏิบัติตามคําตัดสินของศาลโลก ประเทศไทยได้ยึดแนวทางเส้นเขตแดนบริเวณปราสาทพระวิหารอย่างไร และกัมพูชา ยึดเขตแดนอย่างไร ไทยได้ยึดถือสันปันน้ําเป็นเส้นเขตแดนตามข้อบทของอนุสัญญาสยาม และฝรั่งเศสในปีคริสตศักราช ๑๙๐๔ ส่วนเส้นของเขตปราสาทตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๐๕ นั้น ไทยไม่ถือว่าเป็นเขตแดนแต่สําหรับกัมพูชายึดถือตาม เส้นแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ดังนั้น จึงยังไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับเขตแดนและบริเวณดังกล่าว เนื่องจากไทยและกัมพูชายังตกลงกันไม่ได้ ยังต้องเจรจากันในกรอบของคณะกรรมาธิการ เขตแดนร่วมกัมพูชา คือเจบีซีเพราะฉะนั้นแล้วสิ่งต่าง ๆที่เราเป็นห่วงกังวลกันนั้น ผมเชื่อว่า กระบวนการต่าง ๆ ทางข้อกฎหมายก็ตามหรือเจบีซีก็ตามหรือศาลเพิ่งได้ตัดสินเกี่ยวกับ เรื่องมาตรการ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ของแผนที่นั้นก็ระบุไว้ชัดแล้วว่าไม่ใช่ที่กัมพูชาจะสามารถ วินิจฉัยได้ฝ่ายเดียว ต้องให้ฝ่ายไทยร่วมวินิจฉัยด้วยทั้งหมด เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เอง ผมถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญมาก ส่วนรายละเอียดอื่นนั้นผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่า เป็นห่วงอะไรเท่าไรนัก ถ้าเราจะมามองดูว่ากระบวนการต่าง ๆ นั้นจะสามารถดําเนินการได้ ในอนาคตผมขออนุญาตนะครับท่านประธาน ที่จะสรุปว่าผมเชื่อว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันนี้ และชุดต่อ ๆ ไปเรามีบุคลากรที่มีความสามารถ เรามีความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลกัมพูชา เรามีมาตรการมีเครื่องมือและมีกฎหมายระหว่างประเทศนะครับ ที่เป็นเครื่องมือในการ จัดการเกี่ยวกับ เช่น คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา : เจบีซี และกฎหมาย ระหว่างประเทศ สิ่งเหล่านี้จะเป็นมาตรการจะเป็นเครื่องมือในการทํางานาของรัฐบาล ในอนาคต ผมเชื่อว่าถ้าเราดําเนินการให้ดีตามกรอบภารกิจหน้าที่ ความขัดแย้งก็จะ ลดน้อยลง เหตุและผลในการเจรจากันที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้น ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เราจะได้ แก้ไขปัญหาประเทศชาติได้เป็นอย่างดียิ่ง ขอให้ท่านสมาชิกทุกท่านครับ ความขัดแย้ง ในประเทศที่เกิดขึ้นเจ็บปวดกันทั่วโลกนั้นมีอย่างมากมาย แล้วมีหลายประเทศเขายังเข่นฆ่ากัน เป็นหมื่นเป็นแสนคน ความขัดแย้งนั้นถ้าเราใช้อารมณ์สิ่งนั้นก็จะเกิดปัญหา แต่ถ้าเราใช้เหตุ และผล ผมเชื่อว่าวุฒิภาวะความรู้ของประเทศเรานั้นสามารถจัดการเรื่องนี้ได้ ผมขอฝากให้ ท่านสมาชิกว่าฝากเอาความรู้ที่เราได้รับในการอภิปรายในวันนี้ ให้ประชาชนได้ทราบว่า เหตุเกิดอย่างไร แล้วเราจะหาสิ่งเหล่านี้อยู่ร่วมกันด้วยปกติสุขได้อย่างไร ขอบคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ พรุ่งนี้งาน ของสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายกนะครับ ๒ รอบ รอบเช้าเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา รอบเย็นเวลา ๑๙.๐๐ นาฬิกา ขอเชิญท่านสมาชิกเข้าร่วมด้วยนะครับ เชิญท่านชวนครับ ท่านจะต่อจากท่านชวนหรือท่านจะขอก่อนไหมครับ ท่านชวนเชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องเรียนท่านประธานว่าวันนี้ที่จริงแล้ว ตั้งใจมาฟังคณะทํางานอธิบายเหตุการณ์ และข้อความในคําวินิจฉัยของศาล แล้วก็ขณะเดียวกันตั้งใจว่าจะให้กําลังใจกับท่านอธิบดี และคณะทํางาน รู้ว่าท่านทํางานหนัก ความจริงเป็นห่วงท่านตั้งแต่ท่านถูกย้ายด้วยเหตุผลว่า ผลงานไม่เป็นที่พอใจ แต่ว่าพวกเราก็ดีใจหลังจากที่ในที่สุดท่านได้กลับมาทําหน้าที่ดูแล ประโยชน์ของชาติในเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง ผมคิดว่าเพียงวัตถุประสงค์เท่านั้นเอง เพราะว่าได้ฟัง ท่านอธิบายชี้แจงก็ได้ประโยชน์ ได้ฟังเพื่อนสมาชิกทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิก วุฒิสภาให้ความเห็น ก็ได้ทรรศนะในแต่ละมุม ซึ่งก็เป็นประโยชน์เช่นเดียวกัน แต่ว่า วัตถุประสงค์ในการนําญัตตินี้เข้ามาเพื่อฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา น่าจะเป็นประโยชน์ถ้าเจตนาและทําตามที่พูด แต่ฟังในช่วงหลัง ๆ นี่ อย่างน้อย ๓-๔ ท่าน น่าจะเจตนาอื่นประสงค์อยู่ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมตัดสินใจ ขออนุญาตท่านประธานอภิปราย เพราะว่าผมรู้สึกว่าบางท่านเจตนาจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช คนแรกไม่เอ่ยชื่อท่าน ครูมานิตย์ ไม่เอ่ยชื่อท่านหม่อมราชวงศ์ เสนีย์ ปราโมช แต่บอกว่าทนายความชื่ออะไรจําไม่ได้ เอ่ย ๒ ครั้งแล้วก็บอกว่าชื่นชม ท่านวีรชัย เสียดายว่าท่านเกิดช้าไป ถ้าท่านเกิดทันในปี ๒๕๐๕ คดีนั้นอาจจะไม่แพ้ แล้วก็ พูดถึงการเรี่ยไรเงินคนละบาทเพื่อไปจ้างทนายความ ซึ่งคนที่ ๒ คือท่านนิยม ขอย้ําเรื่องนี้ทั้ง ๒ ท่าน ผมก็มองเพื่อนสมาชิกในทางที่ดีว่าท่านอาจจะไม่รู้ข้อเท็จจริง ก็หวังว่ากระทรวง การต่างประเทศจะช่วยชี้แจงเหตุการณ์ตอนนั้น แต่ว่าก็ไม่แน่ใจว่าท่านเหล่านี้ซึ่งอาวุโส อาจจะไม่ถึงในขณะนั้นก็อาจจะรู้ข้อเท็จจริงจากตัวอักษร แต่ไม่รู้ข้อเท็จจริงจริง ๆ ว่าทําไม หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ต้องไปว่าความในคดีนั้น ก็เลยถือโอกาสนี้กราบเรียน ท่านประธานว่าอยากจะขอชี้แจง และผมเชื่อว่าสมาชิกที่เป็นคนดีก็จะไม่ให้ร้ายคนที่ล่วงลับ ไปแล้วในทางที่ไม่จริง แต่ถ้าหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เป็นพวกโกงบ้านกินเมือง ตายไปแล้ว ก็ควรประณาม แต่ตรงกันข้ามท่านทําประโยชน์ให้กับบ้านเมือง ผมขออนุญาตท่านประธาน ที่จะชี้แจงเรื่องนี้ในฐานะที่ได้ยินได้ฟังมาด้วยตัวเองส่วนหนึ่ง แต่ว่าก่อนที่จะพูดถึงเรื่องนั้น อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าจริง ๆ แล้วผมสนับสนุนให้เรานําคําแปลของคําพิพากษา ของศาลเป็นภาษาไทย ความจริงเมื่อเช้าสมาชิกเสนอมีเหตุผลมาก คือต้องยอมรับว่าไม่ใช่ คนที่รู้อย่างท่านทูตวีรชัยทุกคน ไม่ได้เก่งภาษาชนิดอ่านแล้วลึกซึ่งเข้าใจหมดทุกคน พวกเรา เป็นพวกประเภททําในประเทศครับ รู้บ้างก็ไม่อาจจะเทียบพวกท่านได้เลย เพราะฉะนั้นจะมี วิพากษ์วิจารณ์ให้ความเห็นในคําวินิจฉัยของศาลผมว่าไม่ง่ายหรอก ยกเว้นคนอย่าง ท่านอธิบดี ท่านทูต ท่านปลัด หรือท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรซึ่งก็เติบโตแล้วก็ เรียนมา แต่ระดับพวกผมนี่คือผู้ที่ผลิตในประเทศนี่ครับ รู้ภาษาไทย ดีครับ แต่ภาษาอื่นนั้น อาจจะยากที่จะเข้าใจลึกซึ้ง ฉะนั้นอยากจะเรียนท่านประธานว่าเป็นหน้าที่ของท่านประธาน อันนี้ไม่ใช่เรื่องที่เราไปเรียกร้องรัฐบาล แต่เป็นหน้าที่ ท่านประธานจะต้องเรียกร้องจากรัฐบาลว่ากรณีเช่นนี้จะต้องแปลเอกสารเพื่อให้เราได้รู้ว่า คําวินิจฉัยเมื่อเราแปลเป็นภาษาไทยแล้วคืออะไร ผมเข้าใจว่าไม่ใช่ทําได้ในชั่วโมง ๒ ชั่วโมง แต่ว่าศักยภาพในกระทรวงการต่างประเทศมีพอที่จะทํา ทําได้ อันนี้ก็ฝากท่านประธานไว้ว่า วันข้างหน้าเผื่อมีเรื่องทํานองนี้ คือบางเรื่องมันเป็นเล่มก็ยากหน่อย แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของ คําวินิจฉัยของศาลซึ่งเราจะอ้างอิงอยู่ตลอดไป ประชาชนคนไทยสักกี่คนครับที่จะรู้ว่า ภาษาอังกฤษเขาเขียนว่าอย่างนี้หมายความว่าอย่างไร เพราะฉะนั้นเรียนฝากท่านประธานไว้ อีกครั้งหนึ่งว่าในโอกาสต่อไปถ้าเรื่องประเภทนี้เข้ามา กรุณาเรียกร้องจากรัฐบาลให้รัฐบาล นําคําแปลที่ถูกต้องมาให้สมาชิกได้รับทราบ ผมฟังเพื่อนสมาชิกอภิปรายกันมาตั้งแต่ตอนต้น ก็คิดว่าที่ชัดก็คือว่าความเห็นนั้นก็แตกต่างกันอยู่ไม่น้อยเลยครับ แต่อย่างน้อย ตัวนายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รองนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธ ไม่เคยพูดคําว่า ยอมรับคําพิพากษา ดังนั้นถ้าคําพิพากษามันเป็นประโยชน์ทั้งหมด เราได้ ทั้งหมด การไม่ยอมรับเป็นเรื่องแปลก อันนี้ก็ตอบชัดเจนว่าคําพิพากษาของศาลนั้น ในบางประเด็นมีผลกระทบต่อเราจริง ๆ เพราะฉะนั้นผมสนับสนุนผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรและพวกเราทุกคน รวมทั้งเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาและผู้แทนของรัฐบาล คือเราต้องให้ความจริง เพราะเราจะหลีกเลี่ยงไม่พูดหรือเราจะทําด้วยวิธีใดก็ตามเพื่อให้เกิด ความสบายใจในวันนี้ให้เป็นที่พอใจของสมาชิก และเราไม่พูดความจริงทั้งหมด อย่างไร ๆ วันหน้ามันก็ต้องออกมาอยู่ดี เพราะฉะนั้นผมคิดว่าดีที่สุดครับ จะพอใจ ไม่พอใจก็ตาม มันเกิดขึ้นแล้ว และเราต้องบอกความจริงทั้งหมด ผมฟังเพื่อนสมาชิกหลายคนเขามองเห็น ภาพที่บวกระหว่างความอยากให้เป็นกับสิ่งที่เป็นจริง บางกรณีมันไม่ได้ไปด้วยกันทั้งหมด ใครครับไม่อยากเห็นบ้านเมืองสงบเรียบร้อย เราก็อยากเห็นชายแดนที่ติดกับเพื่อนบ้าน ทุกประเทศ ค้าขาย ทํามาหากิน พี่น้องของเราทั้ง ๒ ประเทศมีรายได้ ใครไม่อยากให้เป็น อย่างนั้น แต่เราจะมองตัวนั้นโดยไม่คํานึงถึงศักดิ์ศรีประเทศ ไม่คํานึงถึงอธิปไตยของประเทศ หรือ เพราะฉะนั้นผมเข้าใจ เข้าใจฝ่ายทหาร เข้าใจฝ่ายความมั่นคง เมื่อยามที่ถูกล่วงล้ํา ละเมิด จะบอกว่าอย่าไปตอบโต้เลยนะ เพื่อเห็นแก่รายได้การค้า เอาอย่างนั้นหรือครับ ศักดิ์ศรีประเทศอยู่ที่ไหน อันนี้ต้องแยกให้ออกระหว่างประโยชน์ส่วนตัวกับศักดิ์ศรีประโยชน์ ของชาติ ผมเชื่อรัฐบาลก็รู้สิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราอยากให้เป็นกับสิ่งที่เป็นจริงบางครั้ง ก็ไปด้วยกันไม่ได้ อันนี้ก็เป็นข้อเท็จจริงที่เราต้องเข้าใจ ผมเข้าใจฝ่ายทหารที่บางครั้ง เขาต้องทําอะไรเพราะหน้าที่เขา ถ้าเขาละเลยนั่นก็คือการให้คนอื่นมาหยาม มาเหยียดหยาม มาล่วงล้ํา และไม่รักศักดิ์ศรีของประเทศ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ก็ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงในแต่ละครั้ง แต่ละกรณี ผมก็คิดว่าเพื่อนสมาชิกของเราหลายคนอยากเห็นบ้านเมืองของเราราบรื่น อยากเห็นเรามาทําอะไรกันในนี้ ไม่อยากให้ทําข้างนอก อย่าไปจํากัดเลยครับ ให้เราทุกคน เคารพกฎหมายบ้านเมือง ตราบใดที่เขาทําโดยไม่ผิดกฎหมายให้เขาทําเถอะครับ ถ้าเขาจะ ชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ เราก็จะทํา แต่ถ้าเขาชุมนุมเพื่อเผาบ้านเผาเมือง ยอมไม่ได้ บ้านเมืองต้องรักษาหลักอันนี้เอาไว้ เพราะความพอใจของคนเรานั้นอาจจะต่างกัน อันนี้ ก็ต้องยอมรับความเป็นจริงว่ามันถึงต้องมีที่ระบายให้เขาได้มีโอกาสแสดง แต่เมื่อไรเขาละเมิด กฎหมายบ้านเมือง เป็นหน้าที่ของรัฐบาลต้องจัดการ เพียงแต่อย่าไปหลายมาตรฐาน คนกลุ่มนี้ชุมนุม ผิด อีกคนชุมนุมแบบเดียวกัน ไม่ผิด อย่างนี้มัน ๒ มาตรฐาน บ้านเมืองที่มันเกิดความขัดแย้ง เพราะเราไม่ปฏิบัติด้วยมาตรฐานเดียวกัน เราเรียกร้องการปรองดอง แต่เราไม่เคารพกฎเกณฑ์กติกาของบ้านเมือง อันนี้คือจุดสําคัญ ที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานไว้ในที่นี้ครับ ผมก็อยากถือโอกาสนี้ให้กําลังใจ กับคณะทํางาน ความจริงพวกเราก็ให้กําลังใจกันมามากแล้ว แต่ว่าอยากจะเรียนท่านว่า ภาระข้างหน้าที่ท่านต้องทํานั้นอีกยาวไกลครับ ในสถานการณ์ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง ที่แตกต่างกันไปนั้น ท่านต้องเป็นหลักนะครับ เมื่อไรการเมืองไม่มีหลัก ราชการประจํา ต้องเป็นหลัก กระทรวงการต่างประเทศได้ชื่อว่าเป็นกระทรวงที่มีข้าราชการที่เป็นทรัพยากร ที่มีค่ากระทรวงหนึ่ง ทุกคนยอมรับมาตลอด ถึงแม้ช่วงหลังจะมีอะไรที่เบี่ยงเบนไปบ้างก็ตาม แต่ความเชื่อมั่นต่อกันในกระทรวงการต่างประเทศยังมีอยู่ เพราะฉะนั้นท่านต้องเป็นหลักครับ ท่านมีหน้าที่ทําตามนโยบายรัฐบาล แต่สิ่งใดที่มันไม่ถูกต้อง มันเป็นเรื่องประโยชน์ ของนักการเมือง ท่านต้องกล้าทักท้วง เพราะช่วงหลังต้องยอมรับว่าผลประโยชน์นักการเมือง เข้ามาเกี่ยวข้องกับนโยบายต่างประเทศมากขึ้น ฉะนั้นพวกเราต้องเป็นหลักให้กับ ฝ่ายการเมือง เป็นหน้าที่ท่านต้องทํางานตามนโยบายรัฐบาล แล้วนโยบายรัฐบาล ไม่มีข้อไหนเขียนไว้ผิดกฎหมายแน่ครับ แต่เมื่อไรแนวปฏิบัติให้เราทําสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ท่านต้องเป็นหลัก ไม่ทําในสิ่งนั้น มิฉะนั้นทั้งฝ่ายการเมืองและข้าราชการไม่เป็นหลักเลย บ้านเมืองเราเสียหายและแก้ไขยากครับในวันข้างหน้า ก็อยากจะขอกราบเรียนท่านประธาน ว่าขอให้กําลังใจ และขอให้ท่านได้ยึดหลักอันนี้ครับท่านประธาน ให้มันรู้ไปว่าเราไม่ทําสิ่งที่ ไม่ถูกต้องแล้วเราถูกย้ายให้มันรู้ไป เพราะถึงอย่างไรไม่มีใครอยู่ตลอด การเมืองไป แล้วมาครับ มาแล้วไป ไม่ได้อยู่ตลอด ในชีวิตหนึ่งของพวกเราในฐานะข้าราชการประจํา ผมคิดว่าไม่มีอะไรที่ท่านจะภูมิใจเท่ากับท่านได้รับใช้บ้านเมืองด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ด้วยความซื่อตรง รักษาประโยชน์ของประเทศชาติ ท่านจะเกษียณอายุราชการด้วยความ ภาคภูมิใจ ผมเรียนท่าน ผมเห็นข้าราชการบางคนระดับปลัดกระทรวง ไม่ยึดหลัก หวั่นไหว ตามนักการเมือง เกษียณไปแล้ว เชื่อไหมครับกลับบ้านเกิด ประชาชนไม่รับ กินกาแฟ กับชาวบ้าน ชาวบ้านลุกออกทีละคน เป็นปลัดกระทรวงมาแล้ว แทนที่จะภูมิใจว่าคนบ้านเรา ได้เป็นปลัดกระทรวง เขาไม่รับ เขานึกถึงพฤติกรรมตอนที่ทํางาน ตอนมีอํานาจ ได้ตําแหน่ง มาโดยวิธีที่ตามใจนักการเมืองโดยไม่ชอบ ผมก็เรียนท่านปลัดกระทรวง ท่านรองปลัด ท่านอธิบดี ท่านทูต ด้วยความรักเป็นส่วนตัว และด้วยเห็นว่าท่านทําประโยชน์ให้กับชาติบ้านเมือง เพราะฉะนั้นวันข้างหน้าที่ท่านจะต้องไปทํานั้น ผมรู้ครับ บางท่านอาจจะทํากว่าจะเสร็จก็ เกษียณอายุ แต่ว่าทําสิ่งที่ถูกต้องเถอะครับท่าน เพื่อรักษาประโยชน์ของบ้านเมือง เราก็ต้องอยู่ร่วมกันกับเพื่อนบ้าน ไม่มีทางหลีกเลี่ยงเลยครับ เราจะอยู่อย่างนี้ตลอดกาล ไม่มีวันที่ ประเทศไทยจะย้ายไปที่อื่น ไม่มีวันที่เพื่อนบ้านเราจะย้ายไปที่อื่น เพราะฉะนั้นเราก็ต้องสร้าง ความสัมพันธ์ที่ดีแน่นอนด้วยศักดิ์ศรี เราไม่ไปดูถูกเขา ไม่ไปมองเขาต่ําต้อย แต่ขณะเดียวกัน เราไม่ย่อหย่อนศักดิ์ศรี เราต้องคบเขาอย่างเท่าเทียม คือไม่ทําตัวเหนือเขา และขณะเดียวกัน เราไม่ทําตัวต่ําต้อยกว่าเขา อันนี้คือสิ่งสําคัญมากที่คนไทยจับตามองด้วยความห่วงใย แต่ผม เรียนว่าผมฟังท่านชี้แจงที่ศาล ท่านอธิบาย ท่านทูตก็อธิบายอย่างดี และดูตลอด ทักทายกับ คู่กรณีด้วยเกียรติด้วยศักดิ์ศรี ไม่มาก ไม่น้อย อันนี้คือสิ่งสําคัญมากครับ
ทีนี้ประเด็นที่ผมเรียนท่านประธานเอาไว้ว่าขออนุญาตที่จะชี้แจงเรื่องของ การเป็นทนายความของหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช คือถ้าเราไม่รู้ เราก็จะหลงผิดไปว่า หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เอาเงินเรี่ยไรคนละบาทเป็นค่าทนายให้ท่านก็เรียนว่าเนื่องจาก ในช่วงที่มีคดีดังกล่าวนี้เป็นช่วงที่ผมโตแล้วครับ ผมไม่เหมือนเพื่อนหลายคนที่อาจจะ เด็กเล็กอยู่ แต่ผมเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว แล้วก็เป็นความจริงพวกเรา รณรงค์กัน เรี่ยไรเงินกัน ต่อสู้กัน ปัญหาเขมรกับไทยในขณะนั้นก็กลายเป็นละคร เป็นโขนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เลียนแบบคดีเอาไปใช้ในเรื่องรามเกียรติ์ แบ่งนางสีดา ระหว่างทศกัณฑ์กับพระราม แบ่งกันตรงสันปันน้ํา อันนี้กลายเป็นเรื่องละครไปเลยนะครับ เป็นเรื่องที่พวกผมโตทันและเห็นเหตุการณ์ และความจริงสิ่งที่คนไม่ค่อยรู้ก็คือว่ามีนักศึกษา บางคนไปเรียกดุษฎีบัณฑิตคืนจากสีหนุ ท่านได้ดุษฎีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วผมเข้าใจว่าท่านก็ส่งคืนมา ความจริงแล้วต้องเรียนพวกเราทั้งหลายว่าไม่มีใครสบายใจ ต่อคําวินิจฉัยของศาลในขณะนั้นหรอกครับ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ผมเชื่อว่าชาว กระทรวงการต่างประเทศรู้จักท่านดี ท่านไม่รับคดีนี้ครับ จอมพล สฤษดิ์ ต้องให้ พระยาอรรถการีย์นิพนธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้นมาขอร้อง หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช บอกว่าศาลโลกเป็นศาลการเมือง เข้าไปทําหน้าที่เสี่ยง เสียชื่อเสียงท่านไม่เอา คดีการเมืองพวกเราเข้าใจนะครับว่าหมายถึงอะไร เช่นวิ่งเต้นกัน หรืออะไรก็แล้วแต่ท่านก็ไม่รับ พระยาอรรถการีย์นิพนธ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ต้องเกลี้ยกล่อมว่าท่านเคยทํางานให้กับชาติบ้านเมืองเสี่ยงชีวิตมาแล้วกับการเป็นเสรีไทย วันนี้ท่านจะเสี่ยงเสียชื่อเสียงมันไม่มากไปกว่าเสี่ยงชีวิตในครั้งนั้น ขอให้เห็นแก่ชาติ นี่คือที่มา ในที่สุด หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ต้องยอมรับว่าความคดีนี้ ทําไมต้องไปคัด หม่อมราชวงศ์ เสนีย์ ปราโมช เพราะในขณะนั้นรัฐบาลเห็นว่านักกฎหมายที่เก่งที่สุดในประเทศไทย คือ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมชเนติบัณฑิตเกียรตินิยมสูงสุดซึ่งไม่มีใครเคยทําได้ นั่นคือ สมัยเรียนเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี เป็นนักกฎหมาย เป็นทนายความ ตอนนั้นท่านไม่ได้เป็น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์หรอกครับ เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สอนที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สอนเนติบัณฑิต และขอเรียนให้พวกเราที่อภิปรายกระแนะ กระแหนเยาะเย้ยท่าน ได้ทราบว่าค่าใช้จ่ายในการทํางานคดีนี้ท่านไม่เบิกเงินหลวงเลย แม้แต่บาทเดียวครับ ท่านมีสิทธิที่จะเบิกแต่ท่านไม่เบิก และเงินที่เรี่ยไรนั้นไม่ใช่เงินค่าทนาย ที่จ่ายให้กับท่าน คณะทํางานในขณะนั้นเจ้ากรมแผนที่ทหารคือ พลโท บุศรินทร์ ภักดีกุล พลโท สุข เปรุนาวิน ก็เป็นอาจารย์สอนกฎหมายระหว่างประเทศในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมก็เป็นลูกศิษย์ท่าน แต่ความจริงตอนเป็นคดีนั้นผมยังเรียนไม่ถึงท่านอาจารย์เสนีย์ เรารู้ แต่เพียงว่าท่านสอนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่านไม่ได้เกี่ยวกับการเมืองหรอกครับ ในขณะนั้น และการที่ท่านไปว่าความคดีนั้นเราก็ต้องเข้าใจว่าประเทศคู่กรณีขณะนั้น เขาเรียกเขมรนะครับ ส่วนใหญ่ก็ใช้คํานี้ ขณะนี้ก็ถือว่าให้เกียรติเขา เขาต้องการเรียกกัมพูชา ก็กัมพูชา เราต้องเข้าใจว่าประเทศเหล่านี้เขาอยู่ในสภาพที่ถูกมหาอํานาจล่าอาณานิคม อินโดจีนตกเป็นเมืองขึ้นของเขาหมดครับ น่าเห็นใจพี่น้องของเราในกลุ่มอินโดจีนเหล่านี้มาก เราเป็นประเทศเดียวที่อยู่รอด แต่แน่นอนกลุ่มประเทศที่เขาอยู่ในอาณานิคมนั้น เขาก็มีลูกพี่หรือผู้ที่ยึดอํานาจเขา เขาก็ ปกป้องกัน เขาก็ดูแลกันมาตลอด อันนี้คือความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในขณะนั้น เราไม่ได้ไป ตําหนิอะไรเขาหรอกครับ ว่าเขาอยู่ในฐานะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราก็อย่าไปน้อยใจ ว่าเราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร ควรจะภูมิใจตลอดทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต แต่แน่นอนคํา ตัดสินของศาลที่ออกมา ๙ : ๓ ไม่ใช่เอกฉันท์อย่างครั้งนี้ด้วยครับ ครั้งนั้น ๙ : ๓ ที่เราแพ้คดี ผมเชื่อว่าพวกเราทั้งหลายที่ศึกษาเรื่องนี้ติดตาม มีความเป็นธรรม ก็จะรู้ว่าเหตุผลมันคืออะไร คนไทยเสียใจทั้งประเทศครับ แต่รัฐบาลขณะนั้นให้ยอมรับคําพิพากษาของศาล แล้วรัฐบาล ขณะนั้นก็ตัดสินใจแบ่งพื้นที่กันลวดหนามอย่างที่เราได้เห็นกัน ต่อมาภายหลังหม่อมราชวงศ์ เสนีย์ ปราโมช ได้รับเกียรติจากจอมพล สฤษดิ์ มาพบด้วยตัวเอง มาขอบคุณด้วยตัวเองที่ ทํางานให้กับชาติบ้านเมืองแล้ว และเสนอให้เดินทางไปต่างประเทศเพื่อพักผ่อนกับคณะ ทั้งหมด ในสมัยนั้นเงินทองหายาก เขาไม่ได้ให้อะไรกันง่าย ๆ เรี่ยไรคนละบาท เราก็นึกออก นะครับว่าเศรษฐกิจมันเป็นอย่างไร อันนี้คือที่มาครับ ฉะนั้นพวกเราที่พูดจาอะไรก็ตาม ในลักษณะไม่ให้เกียรติ ผมไม่ตําหนิอะไรท่านนะครับ มองในแง่ดีว่าท่านไม่รู้ข้อเท็จจริง ถ้าท่านรู้แล้วท่านจะพูดอย่างไรนั่นก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ว่าอยากให้รับรู้ว่าคนที่ทํางาน เพื่อบ้านเมืองนั้นผลจะเป็นอย่างไรก็ตาม ถ้าเราไปวัดว่าเมื่อไปทําแล้วไม่ประสบความสําเร็จ ดังที่เราปรารถนา แล้วเราประณาม ใครอยากทําเพื่อบ้านเมืองครับ ผมคิดว่าคนไทยโดยรวมนั้น เป็นคนดี พฤติกรรรมที่เนรคุณมีไม่มากหรอกครับ มีเพียงบางกลุ่มและคนเหล่านั้นก็ไม่ใช่เป็น ลักษณะยีน (Gene) คนไทย ไม่ใช่ลักษณะคุณสมบัติคนไทย แต่ด้วยอะไรก็ตามเราก็ให้อภัย ว่าเขาไม่รู้ข้อเท็จจริง ถ้าเขารู้ข้อเท็จจริงแล้วยังทําอย่างนั้นก็ถือว่าเป็นสันดานคนเหล่านั้น ซึ่งเราไม่อาจที่จะไปแก้ไขอะไรได้ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าไม่ใช่ เพราะท่านเคยเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ของผมเท่านั้น ไม่ใช่เพราะเคยเป็นครูบาอาจารย์ เท่านั้น แต่คนไทยคนไหนก็ตามที่ทํางานให้กับชาติบ้านเมืองด้วยความเสียสละ ด้วยความ ซื่อสัตย์สุจริต ถึงเขาไม่รู้จักกับเรา เราก็ต้องยกย่องให้เกียรติเขา ก็ขออนุญาตท่านประธาน กราบเรียนด้วยความเคารพครับ
เชิญท่านทูต เชิญครับ
กราบเรียนท่าน ประธานที่เคารพ ผมขออนุญาตชี้แจงบางประเด็นในช่วงหลังนี้ที่มีขึ้นมา ประเด็นการสงวน สิทธิของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านถนัด คอมันตร์ ในปี ๒๕๐๕ ยังมีผลหรือเปล่า เท่าที่กระผมพิจารณาดูตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ก็ไม่ได้มีอะไร เปลี่ยนแปลงครับ สิ่งที่ท่านสงวนไว้ก็ยังอยู่ แต่ว่าการสงวนนั้นจะมีผลหรือไม่ อย่างไร อันนั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่งซึ่งเราก็จะต้องมาดูกันในรายละเอียดซึ่งอาจจะไม่ใช่วัตถุประสงค์ ของคืนวันนี้นะครับ
ประเด็นถัดไป ผมจะขออนุญาตเรียนชี้แจง ต้องขออนุญาตเอ่ยนาม คุณศิริโชค สมาชิกรัฐสภานะครับ ก่อนที่จะเรียนอะไร ผมขอประทานโทษท่านประธาน และประชาชนด้วยว่าผมอาจจะมีปฏิกิริยาช้า พูดช้าหรืออะไร เพราะผมไม่ได้นอน มาหลายคืนนะครับ แล้วก็เมื่อเช้านี้ลงจากเครื่องบินเวลา ๐๖.๒๐ นาฬิกา ผมก็ไปอาบน้ํา ไปพบท่านนายกรัฐมนตรีแล้วก็มาที่นี่แล้วอยู่ที่นี่มาจนถึงวันนี้ใกล้จะเที่ยงคืนก็อาจจะไม่ครบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ตามที่เคยเป็น ต้องขออภัยไว้ด้วย แต่จะพยายามอย่างดีที่สุดครับ เพราะเป็นประเด็นที่สําคัญมากนะครับ ผมขอขอบคุณคุณศิริโชคที่ชื่นชมว่าผมเป็นนักการทูต ที่ดี ผมภูมิใจมากครับ เพราะว่าผมเป็นลูกนักการทูตแล้วก็เป็นอาชีพที่ผมภูมิใจนะครับ แต่ว่า วันนี้ที่สภานี้ผมไม่ใช่นักการทูตหรอกครับท่านประธาน ผมเป็นข้าราชการที่มาให้ข้อมูล และข้อเท็จจริงแก่ท่าน ผมจะไม่มีวันที่ให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ หรือไม่ครบหรือปิดบังนะครับ ผมชื่นชมคุณศิริโชค และผู้เชี่ยวชาญของท่านมากที่ใช้เวลาเพียง ๔๘ ชั่วโมงกว่า ๆ สามารถสรุปได้ว่าวรรค ๙๘ หน้าตาเป็นอย่างไร พื้นที่จะเป็นอย่างไรนะครับ ผมชื่นชมท่านด้วยความสัตย์จริงทั้งตัวท่าน และผู้เชี่ยวชาญของท่าน ผู้เชี่ยวชาญของเราซึ่งถือว่าเก่งที่สุดในโลก อิบรู (IBRU) อินเตอร์ เนชันแนล เบาดะรีส์ รีเซิร์ช ยูนิต(International Boundaries Research Unit) ที่เมือง เดอรัม ยูนิเวอร์ซิตี้ (Durham University) ประเทศอังกฤษ ขอโทษนะครับ เกาศีรษะ อยู่เลยครับ ณ วินาทีนี้นะครับ อีเมล (e-mail) มากับผม ยังเกาศีรษะอยู่ แต่ของคุณศิริโชค และผู้เชี่ยวชาญได้สรุปเรียบร้อยไปแล้วนะครับ ผมต้องขออนุญาตเรียนว่าผมและทนาย และที่ปรึกษาทั้งหมดทํางานช้าครับ เพราะเราต้องทํางานละเอียด ถ้าเป็นฟุตบอลเราเป็น ผู้รักษาประตู เราหลุดไม่ได้เราเป็นด่านสุดท้าย เราด่วนสรุปไม่ได้ ฉะนั้นเป็นความสัตย์จริง ที่ผมจะขอเรียนท่านประธานว่า ณ วินาทีนี้กระผมและที่ปรึกษาทั้งหมดไม่ทราบว่าเส้นที่ บรรยายไว้ในวรรค ๙๘ หน้าตาเป็นอย่างไร ไม่ทราบว่าพื้นที่จะเป็นอย่างไร และผมไม่กล้า ที่จะให้ข้อมูลนี้เพราะผมไม่แน่ใจ อะไรที่ผมไม่แน่ใจ ผมจะไม่มีวันให้แก่ประชาชนหรือรัฐสภา แห่งนี้ เพราะว่าผมถือว่านั่นผิดจรรยาบรรณของอาชีพข้าราชการ นักการทูต นักกฎหมาย ผมทําไม่ได้ครับ ผมขอเวลาท่านนะครับ
ทีนี้ก็มาเรื่องสําคัญ คุณศิริโชคบอกว่านําข้อเท็จจริงมาให้รัฐสภาแห่งนี้ และมาให้ประชาชน ผมขออนุญาตเห็นแย้งครับ คุณศิริโชคนําความเห็นของคุณศิริโชค และผู้เชี่ยวชาญของเขามาให้สภาแห่งนี้และประชาชนในคืนนี้ คุณศิริโชคจะต้องรับผิดชอบ นะครับ ความเห็นนี้ด่วนสรุปในเวลา ๔๘ ชั่วโมงกว่า ๆ ด้วย ผมเรียนท่านและผู้เชี่ยวชาญ ระดับโพรเฟสเซอร์ (Professor) อลัง เปลเล่ต์ เจมส์ ครอว์ฟอร์ด ซึ่งคาดว่าจะได้เป็น ผู้พิพากษาศาลโลก อินเตอร์เนชันแนล เบาดะรีส์ รีเซิร์ช ยูนิต ก็ยังทําไม่ได้นะครับ เป็นความเห็น ไม่ใช่ข้อเท็จจริง อันนี้สําคัญที่สุดนะครับ และเป็นความเห็นของคุณศิริโชค และผู้เชี่ยวชาญของคุณศิริโชค ซึ่งไม่เอ่ยนาม และผมอยากรู้จักนะครับ เพราะความเห็นนี้ มีปัญหาอย่างยิ่งเพราะอยู่บนสมมุติฐานของข้อเท็จจริงที่ผิด เป็นข้อเท็จจริงที่ผิด ย่อมให้ ความเห็นที่ไม่น่าจะถูกนะครับ ผิดอย่างไร สมมุติฐานเบื้องต้นผิดตั้งแต่ต้นแล้วครับ ตั้งแต่ ก้าวเท้าออกจากบ้าน คุณศิริโชคและผู้เชี่ยวชาญของท่าน บอกว่าเส้นที่ศาลบรรยายในวรรค ๙๘ ต้องหน้าตาเป็นอย่างที่ท่านโชว์ (Show) อยู่ในทีวี ท่านทราบไหมครับนั่นคือเส้นอะไร นั่นคือเส้นแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ที่ประเทศกัมพูชาถ่ายทอดเอาตามอําเภอใจ ที่ผมและ คณะที่ปรึกษาใช้เวลาหลายปีต่อสู้เลือดตาแทบกระเด็น เพื่อปลดมันลงไปเพื่อเอามันออกไป ถ้าใช้คําพูดของผมคือเพื่อทําลายเส้นนี้และเราทําสําเร็จแล้วครับ วรรค ๙๙ ประโยคสุดท้าย อ่านอย่างไรก็แปลว่าอย่างนี้ว่าเส้นนี้ตกไปแล้ว เพราะศาลบอกว่าการถ่ายทอดเส้น ทําฝ่ายเดียวทําไม่ได้ ไม่ได้ครับ และในคดีนี้ทั้งหมดมีเส้นไหนครับที่เป็นเส้นที่ถ่ายทอด ฝ่ายเดียว มีอยู่เส้นเดียวก็คือเส้นนี้ของประเทศกัมพูชาที่คุณศิริโชคเอามาแสดงคืนนี้ละครับ เส้นมติคณะรัฐมนตรีเราก็ไม่ใช่ เป็นเส้นที่เรามีพื้นฐานอย่างอื่นมาเราอธิบายต่อศาล มีเพียง เส้นเดียวในคดีที่เป็นการถ่ายทอดเส้นฝ่ายเดียว และศาลได้ระบุไว้ในประโยคสุดท้ายของ วรรค ๙๙ ว่าใช้ไม่ได้ ไม่ใช่เส้นตามวรรค ๙๘ นะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณศิริโชคทําคืออะไร คือการให้สถานะแก่เส้นที่ประเทศกัมพูชาถ่ายทอดเอาตามอําเภอใจ ทําร้ายผลประโยชน์ ของประเทศที่พวกผมทุ่มเทเวลาตั้งหลายปีทําลายมันลงไป จนทําลายสําเร็จ บัดนี้สมาชิก รัฐสภาผู้ทรงเกียรติของเรา ๑ ท่านนํากลับเข้ามา ถ้าหากประเทศกัมพูชาดูแล้วผมเชื่อว่า เขาดูทีวีคืนนี้ เขาจะนั่งยิ้ม และงานเจรจาของเราในอนาคตจะยากขึ้นอีก เพราะเขาบอกว่า เส้นนี้หรือทําไมจะใช้ไม่ได้ สมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติของไทย ๑ ท่าน เอามารับรอง เอามา ฉายถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ งานจะยากขึ้นครับ ผมบอกได้เลยนะครับจากการกระทําของ คุณศิริโชคนะครับ และในฐานะที่ผมเป็นข้าราชการไทย เป็นนักการทูตไทย เป็นหัวหน้าสู้คดี ผมขอสงวนสิทธิ์ไว้ตรงนี้นะครับว่าการกระทําของคุณศิริโชคเป็นของสมาชิกรัฐสภา ๑ ท่าน ไม่อาจผูกพันประเทศไทยได้ตามกฎหมายระหว่างประเทศ ผู้ที่จะผูกพันไทยได้ตามกฎหมาย ระหว่างประเทศ ก็มีหัวหน้ารัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศครับ คุณศิริโชค ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นขอสงวนสิทธิ์ไว้ตรงนี้แทนประชาชนไทยและประเทศไทย ว่าการที่ คุณศิริโชคไปรับการถ่ายทอดเส้นของประเทศกัมพูชานั้น ไม่ใช่การยอมรับของประเทศไทย อันนี้สําคัญมากนะครับ ขอให้บันทึกเอาไว้ แล้วผมก็อยากจะขอเรียนคุณศิริโชคด้วยว่า ผ่านท่านประธานนะครับ ว่ากรุณา หาผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศก่อนที่จะให้ความเห็นในเรื่องพวกนี้ เพราะมันละเอียดอ่อน และถึงแม้ว่าท่านจะไม่สามารถผูกพันประเทศไทยได้ด้วยตัวท่าน แต่ท่านก็ได้ทําให้การเจรจาในอนาคตยากขึ้นแน่นอนแล้วครับ แล้วก็ขอแนะนําให้ไปอ่าน แอนเน็กซ์ หมายเลข ๙๖ ในลิทเทิล ออฟ โซลูชัน (Little of Solution) ของไทยนะครับ แนะนําผ่านท่านประธาน ในนั้นจะมีรีพอร์ต (Report) เรื่องอิบรู อินเตอร์เนชันแนล บันดารีส์ รีเซิร์ช ยูนิต ที่เขาอธิบายไว้ว่าเส้นบนแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ นั้น ถ่ายทอดออกมา ได้เป็นล้าน ๆ คอมบิเนชัน (Combination) ที่คุณศิริโชคมาโชว์เป็นเพียง ๑ ใน ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านคอมบิเนชันนะครับ แล้วก็ทําตามอําเภอใจ แล้วที่สําคัญเป็นสิ่งที่ประเทศ กัมพูชาถ่ายทอดและทําร้ายประเทศไทยอย่างใหญ่หลวง ๔.๖ ตารางกิโลเมตรที่ผมบอกท่าน ในวันแรก ว่าไปแล้วมันอาจจะกลับมาได้อีกก็เพราะเส้นนี้ ผมไม่คิดว่าคุณศิริโชคจะตระหนัก ในสิ่งนี้แล้วถ้าท่านไม่เชื่อผม ก็ไม่เป็นไรหรอกครับ ก็บันทึกเอาไว้ว่าผมคิดเช่นนี้ละครับ
อีกเรื่องหนึ่งนะครับ คุณศิริโชคอภิปรายพูดว่า คล้าย ๆ คําว่าท่านบอกว่า เป็นพื้นที่เล็ก ๆ ซึ่งฟังแล้วไม่ทราบว่าท่านนี้หมายถึงใคร ถ้าคําว่า ท่าน นี่หมายถึงศาลก็แล้วไป แต่ถ้าคําว่า ท่าน นี่หมายถึงผม ไม่ใช่ครับ ผมไม่เคยพูดว่าพื้นที่นี้เล็กนะครับท่านประธาน ผมไม่เคยพูดว่าพื้นที่นี้เล็ก คนที่พูดว่าพื้นที่นี้เล็ก แคบและจํากัด คือศาล ผมนี่นํามาสรุป ให้ท่านเมื่อตอนบ่าย ต้นบ่ายวันนี้นะครับ
ถัดไปครับ ผู้เชี่ยวชาญอิบรูของเราถึงแม้ว่าขณะนี้เกาศีรษะอยู่ว่าเส้นตาม วรรค ๙๘ จะเป็นอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่เขาบอกได้แน่ ๆ นะครับ ช่างเทคนิค ก็คือว่า ตีนภูมะเขือกับตีนเขาพระวิหาร สิ่งเดียวกันครับ คือร่องระหว่างเขาทั้งสอง จะบรรยาย ทางไหนก็เหมือนกันครับ เหมือนกับน้ําเต็มครึ่งแก้ว น้ําว่างครึ่งแก้วนะครับ ในทางเทคนิค ผู้ที่ถือกันว่าเก่งที่สุดในโลกในวิชาแผนที่เขากล่าวอย่างนี้ ผมไม่ได้เก่งในเรื่องแผนที่ แต่ผม เชื่อเขามากกว่าเชื่อคุณศิริโชคครับ ผมคิดว่าผมคงจะหมดประเด็นแล้ว ผมขอโทษที่ใช้เวลา เยอะนะครับ แต่ผมคิดว่าเป็นประเด็นสําคัญมาก ๆ นะครับ แล้วเราปล่อยผ่านไม่ได้นะครับ คิดว่าหมดแล้วครับ ต้องขอประทานโทษที่รีแอคชั่น (Reaction) ช้า ต้องใช้เวลามาก ไปหน่อย เพราะว่าไม่ได้นอนมาหลายคืนเลยครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านศิริโชค ใช้สิทธิ พาดพิงนะครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายศิริโชค โสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมรู้สึกแปลกใจนะครับที่ท่านทูตวีรชัย ต้องขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ที่มีปฏิกิริยาค่อนข้างที่จะรุนแรงนะครับ กระผมกราบเรียน ท่านประธานนะครับว่าพวกผมตระหนักดีว่าผมกําลังทําอะไรอยู่ครับ และผมเรียนยืนยันว่า ไม่ทราบว่าท่านได้ฟังผมดีหรือเปล่านะครับ เส้นที่โชว์อยู่บนแผนที่นี้ ผมพูดครับว่ามันโยกไป โยกมาได้ แล้วก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายไทยกับกัมพูชาจะต้องไปเจรจาเพื่อที่จะดูว่าเส้นนี้ อยู่ตรงไหน กระผมพูดชัดเจนครับ แล้วผมยังจะพูดต่อไปด้วยว่า แต่ปัญหาของเส้นนี้ คือมันถูกล็อก (Lock) ด้วยคําบรรยายของศาล แล้วมันจะต้องอยู่เหนือของปราสาทเขาพระ วิหาร แล้วศาลก็ใช้คําว่าอาณาบริเวณจะต้องไปจรดเส้นของแผนที่แอนเน็กซ์ ๑ หรือแผนที่ ๑ : ๒๐๐๐๐๐ เพราะฉะนั้นจะไปดูว่าเส้นนี้อยู่ตรงไหนก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายไทย กับฝ่ายกัมพูชา ซึ่งก็เป็นไปตามคําพิพากษา เพราะฉะนั้นผมไม่เคยบอกว่าสิ่งที่กัมพูชา หรือสิ่งที่อยู่บนแผนที่ที่ผมโชว์นี้ มันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าท่านประธาน ได้กรุณาย้อนกลับไปในสิ่งที่ผมอภิปราย ผมพูดด้วยซ้ําว่าพื้นที่ที่ผมพูดถึงนี้อาจจะเป็น ๐.๓ ตารางกิโลเมตร หรืออาจจะเป็น ๒ ตารางกิโลเมตร แล้วแต่ว่าเราจะเอาเส้นนั้น ไว้ตรงไหน เพราะฉะนั้นที่ท่านทูตได้กล่าวไปนี้ก็เป็นการกล่าวซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริง แต่ผมก็ ไม่โทษท่านครับ เพราะเห็นใจที่ท่านทํางานมาหนัก แต่โปรดเข้าใจว่าพวกผมก็รักชาติ เหมือนกัน พวกผมก็มีหน้าที่ที่จะต้องพยายามบอกกับรัฐบาลว่า อย่างไรก็ตามมันเป็นพื้นที่ที่มัน เกินกว่ารั้วกั้นของมติ ครม. พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งก็หมายความว่าเราต้องสูญเสียพื้นที่ตรงนี้ไป แล้วผมก็ย้ําครับว่าเราจะสูญเสียแค่ไหนอยู่ที่ ๐.๓ ตารางกิโลเมตร จนถึง ๒ ตารางกิโลเมตร ขึ้นอยู่กับว่าเส้นตรงนั้นจะอยู่ตรงไหนครับ เพราะฉะนั้นการที่ท่านบอกว่าผมนี่บอกว่า เป็นเส้นเดียวก็ไม่จริงครับ เพราะผมให้เรนจ์ (Range) ไปแล้วครับ ตั้งแต่ ๐.๓ ตารางกิโลเมตร ก็คือ ๑๐๐ กว่าไร่ ไปจนถึง ๑,๒๕๐ ไร่ เพราะฉะนั้นการที่บอกว่าผมได้มาทําร้ายประเทศจากการที่ผมได้ลุกขึ้นมาพยายามที่จะ ปกป้องประเทศ พยายามที่จะชี้ให้เห็นว่ามันมีข้อเท็จจริงตรงไหนนะครับ แน่นอนครับ การที่ ท่านเป็นข้าราชการ การที่ท่านต้องใช้หน่วยงานต่าง ๆ มันต้องใช้เวลา แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้น ในวันนี้ที่ผมพยายามพูดก็คือว่านี่คือสิ่งที่รัฐบาลต้องบอกความจริงว่าขณะนี้พื้นที่ที่ต้องเสียให้ ประเทศกัมพูชามันเกินกว่ารั้วกั้นลวดหนามแล้ว จะเกินเท่าไร ศาลเขาบรรยายไว้ในย่อหน้าที่ ๙๘ เพียงแต่ว่าเรามีข้อดีนะครับที่ผมพูดอยู่ก็คือว่า เส้นทางทิศเหนือมันโยกได้ เพราะมันไม่รู้ว่า อยู่ตรงไหนแน่นอนนะครับ มันจึงทําให้เป็นจาก ๐.๓ ตารางกิโลเมตรไปจนถึง ๒ ตาราง กิโลเมตรได้ ผมก็เลยกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาไปถึงท่านคณะทํางานท่านทูตวีรชัยว่า คนอย่างผมคิดดีครับ แล้วก็พยายามทํางานเพื่อชาติ ไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรส่วนตัว ไม่ได้ โกรธแค้นกับทูตวีรชัย ในทางกลับกันผมก็ยังชื่นชมในการทํางานของท่านที่พยายามต่อสู้ ให้กับประเทศไทยอย่างเต็มที่ แต่เนื่องจากหลักฐานต่าง ๆ นานามันเกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ แล้วครับ แล้วภาพแผนที่ที่ผมเอามาก็เป็นภาพแผนที่ที่มันปรากฏอยู่โดยทั่วไป ไม่ได้เป็นสิ่งที่ ผมจะเอามาผูกพัน แต่ผมเพียงแค่ยกตัวอย่างให้เห็นว่าเส้นตรงนี้มันโยกได้ครับ แล้วก็ไม่ได้ เกี่ยวกับเรื่องว่าจะต้องเป็นเส้นที่ทําลายชาติเลย ไม่ใช่นะครับ เรามาอยู่ในสภาเรามาให้ ความเห็นกับรัฐบาล ให้ความเห็นกับข้าราชการว่าเราเป็นกังวลว่าคําพิพากษานี้จะทําให้มี การเสียพื้นที่ ซึ่งผมย้ํานะครับ ถ้าผมเห็นตามประเทศกัมพูชาผมต้องสามารถสรุปพื้นที่ต้อง เสียได้ทันที แต่นี่ผมสรุปแบบคร่าว ๆ มากครับ ตั้งแต่ ๐.๓ ตารางกิโลเมตร จนถึง ๒ ตารางกิโลเมตร ไม่ต้องใช้อิบรู หรอกครับ ถ้าสรุปในเรนจ์กว้างแบบนี้ใคร ๆ ก็สรุปได้ครับ ถ้าอ่านคําพิพากษา แต่ถ้าจะให้แบบอิบลู นะครับให้แบบรอบคอบ ให้มันเป๊ะ ๆ มันต้องมี ตัวเลขตัวเลขเดียวครับ อย่างนั้นละครับ ๔๘ ชั่วโมงไม่มีทางทําได้ แต่ใน ๔๘ ชั่วโมง ผู้เชี่ยวชาญของผมนะครับ ไม่ขอเอ่ยชื่อ เขาสละเวลา ไม่ใช่เรื่องของเขาด้วยซ้ํา เขาไม่ได้รับ เงินเดือน แต่เขาเป็นห่วง เขาก็แสดงให้เห็นว่ามันมีเรนจ์ครับ จาก ๐.๓ ตารางกิโลเมตร ไปจนถึง ๒ ตารางกิโลเมตร ผมถามว่าตัวเลขที่เป็นเรนจ์ขนาดนี้ทําไมจะสรุปใน ๔๘ ชั่วโมง ไม่ได้ ผมยอมรับครับว่าถ้าผมจะสรุปมาตัวเลขเดียว บอกว่าประเทศไทยต้องเสียพื้นที่ ๑.๒๕ ตารางกิโลเมตร อย่างนี้โม้แล้วครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพ ผมกราบเรียน ว่าผมจบวิทยาศาสตร์ครับ ผมเข้าใจดีตัวเลขต่าง ๆ รู้จักวิธีการคํานวณ รู้จักว่าเออเรอร์ (Error) มันมีเท่าไร ถึงให้เรนจ์ที่กว้างมาก ๐.๓ ตารางกิโลเมตร จนถึง ๒ ตารางกิโลเมตรครับ เกินเป็นร้อย ๆ เปอร์เซ็นต์ครับ เพราะฉะนั้นการที่ผมบอกว่าผมเจาะจงทําให้ประเทศกัมพูชา ได้เปรียบ ไม่จริงหรอกครับ เพราะตัวเลข ๐.๓ ตารางกิโลเมตร แปลว่าเส้นนั้นต้องกลับไปสู่ ในประเทศไทยเยอะมากครับ ฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานว่าเรามาในรัฐสภา เรามาคุย กัน เรามาให้ข้อเท็จจริง ให้ความเห็น ผมถามว่าวันนี้มีคนให้ความเห็น ให้ข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงมันจะเกิดขึ้นได้อย่างไรมันก็ต้องเกิดขึ้นจากความเห็นก่อนละครับ ความเห็นของ ผมอาจจะไม่เหมือนท่าน ข้อเท็จจริงของผมอาจจะไม่เหมือนของท่าน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า พวกผมไม่ได้รักชาติครับ ไม่ได้หมายความว่าพวกผมไปหยิบเอกสารของประเทศกัมพูชา มาแล้วมาบอกว่านี่ใช่ ไม่ใช่ครับ เรากําลังเตือนรัฐบาลครับว่าดีแล้วครับที่ไปต่อสู้ ไปทํางาน ทุ่มเทให้กับประเทศชาติ แต่พอคําพิพากษาออกมาอย่างนี้แล้วมันมีจุดที่เราต้องระวัง เพราะอย่างไรเราก็ต้องเสีย แต่เสียเท่าไรมันต้องคํานวณกัน แล้วผมยืนยันเป็นครั้งสุดท้าย ครับว่าผมให้เรนจ์ที่กว้างจริง ๆ ตั้งแต่ ๐.๓ ตารางกิโลเมตร จนถึง ๒ ตารางกิโลเมตรครับ แล้วผมเชื่อว่าไม่ต้องใช้ อิบรูหรอกครับ ใคร ๆ ก็ทําได้ ขอบคุณครับ
เชิญท่าน ส.ว. สิงห์ชัยครับ ยังเหลือผู้ที่ยื่นจํานงไว้อีก ๖-๗ ท่านครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ส.ว. จากจังหวัดอุทัยธานี สิงห์ชัย ทุ่งทอง ท่านประธานครับ วันนี้เป็นวันแรก ที่ผมอยู่ดึกที่สุด เรื่องนี้บอกตามตรงในฐานะก็เป็นสถาปนิกนะครับ มันเป็นเรื่องเทคนิค โดยแท้ และที่ผมกังวลที่สุด ทําไมรอถึงเที่ยงคืน รอที่จะอภิปราย เพราะผมโยงเรื่องนี้ มันมี ปัญหากับประเทศชาติทางด้านการเมืองนะครับ ผมไม่ได้บอกว่าปัญหานี้ปัญหาอะไร แต่ว่า วันนี้ผมกังวล ผมก็ได้ทําหน้าที่ในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่พยายามสร้างความเข้าใจ ผมย้ํา นะครับว่าวันนี้ผมพูดนี่ผมพูดต่อท่านประธาน ฝากไปถึงคนไทยทุกคนที่อยู่ในประเทศนี้ ผมจะบอกพี่น้องประชาชนโดยผ่านท่านประธานว่า ที่ผมรอวันนี้จนถึงเที่ยงคืนนี่นะครับ ผมจะไม่อธิบายว่าเส้นไหน เขาตรงไหน ไม่ครับ แต่ผมกําลังจะบอกพี่น้องประชาชนคนไทย ว่าวันนี้เราขัดแย้งกันมากมายเหลือเกิน แล้วเรื่องนี้ผมตามมาตลอด ผมได้มีโอกาสได้พบทั้ง ๔-๕ ท่านที่นั่งอยู่บนนี้ ด้วยความอยากรู้ แล้วก็ต้องขอขอบคุณ ผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นรัฐบาล ชุดใด การดําเนินซักค้านคดีนี้ได้มีการถ่ายทอดให้ประชาชนได้เห็นทั่วประเทศ สิ่งนี้เป็นที่ น่ายินดีอย่างยิ่ง และน่าจะเป็นกรณีศึกษาสําหรับประเทศนี้ ถ้าหากว่าเราทําสิ่งใดนั้น เพื่อสาธารณะ เพื่อประชาชน เผยแพร่ครับ ประชาชนเท่านั้นที่จะเป็นผู้ตัดสิน ผมเชื่อว่า บางครั้งในรายละเอียดของเทคนิคนั้นมันเป็นเรื่องยากที่ใครจะเข้าใจได้ แต่สิ่งที่ทีมงาน หรือบุคลากรนําเสนอต่อสาธารณชนนั้น นั่นถือว่าเป็นเรื่องสําคัญ ผมจึงอยากจะบอก พี่น้องประชาชนว่าวันนี้สําหรับกรณีปราสาทพระวิหาร ผมเชื่อมั่นว่าทีมงานข้าราชการ ของแผ่นดิน ข้าราชการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นั้น อยู่และรู้เรื่องเหล่านี้มาตลอด นักการเมืองมาเต็มที่ ๒ ปี ๓ ปี ๔ ปี ให้เต็มที่ ๔ ปี ปีครึ่ง เปลี่ยนรัฐมนตรี เปลี่ยน นายกรัฐมนตรี ผมถามว่าท่านเหล่านี้จะรู้ลึก รู้ละเอียดไหม ไม่ใช่ นอกเสียจากว่าพอเข้ามา รับทําหน้าที่ก็ต้องเรียกท่านราชการเหล่านี้มารายงานว่าเป็นอะไร ผมเรียนกับท่านว่าเมื่อมี การขัดแย้งโต้เถียงกันในสังคม ผมเป็นคนหนึ่งที่ตําหนิว่ากระทรวงการต่างประเทศ ไปไหน ฝ่ายความมั่นคงไปไหน ท่านทําไมไม่ออกมาชี้แจง ทําไมให้การเมือง นักการเมือง มาต่อสู้ช่วงชิง เอาประชาชนเป็นพวกสนับสนุน แต่วันนี้ที่ผมทนถึงเที่ยงคืนนี้นะครับ ผมเห็นว่าประชาชนคนไทยวันนี้หรือการเมืองวันนี้อาจจะเกินเลยไปแล้ว ด้วยสถานการณ์ หลายอย่างผมก็เลยนั่งรอถึงเที่ยงคืน อยากจะเรียนว่าสําหรับตัวกระผมนั้นผมเชื่อมั่น ในกระทรวงการต่างประเทศและฝ่ายความมั่นคง ทําไมผมเชื่อมั่น เพราะผมไม่ใช่เพิ่งมาฟัง ตอนนี้ อ่านทั้งหนังสือ ฟังทั้งพฤติกรรม ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างในฝ่ายเทคนิค และล่าสุด ผมก็พยายามดูฝ่ายความมั่นคงว่าจะพูดอะไร ผมบอกเลยว่าท่านผู้นํากองทัพ มีผู้สื่อข่าว ถามว่าท่านได้ถอนทหารหรือยัง ท่านก็ตอบว่ายัง แล้วท่านพูดขึ้นมาคําหนึ่งว่าขออย่าถามผม มากกว่านี้เลย บางเรื่องผมไม่สามารถจะพูดตรงนี้ได้ สิ่งนี้เป็นเรื่องสําคัญมาก เพราะฉะนั้น ผมจะบอกพี่น้องประชาชนว่าท่านต้องเชื่อบุคคลหรือกลุ่มคนที่ทําหน้าที่ นักการเมืองท่านฟัง ได้ครับแต่สิ่งสําคัญที่สุด ข้าราชการในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นั้น ผมเชื่อว่าอธิบดี ปลัดมาแล้วก็ไปครับ แต่องค์กร ข้อมูลต้องบันทึกไว้ตลอด ท่านต้องเชื่อตรงนั้น และผมก็เชื่อว่า สิ่งที่เป็นสิ่งสําคัญ สิ่งที่เกี่ยวกับชาติบ้านเมือง ผมไม่เชื่อว่าข้าราชการจะยอมขายชาติ แต่อาจจะเป็นไปได้ วิธีการตัดสินใจ วิธีการที่จะนําเสนอ วิธีการที่จะตัดสินอาจจะมีผิด มีพลาด แต่ทุกคนที่ผมเชื่อว่ามีความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง ผมย้ํากับพี่น้องประชาชนอีกครั้งว่า วันนี้พอดีมันดึกท่านจะฟังหรือไม่ฟังก็แล้วแต่ แต่ถ้าหาก ท่านฟัง ท่านบอกต่อ วันนี้บ้านเมืองเราขัดแย้งมากเหลือเกินโดยเฉพาะกรณีปราสาทพระ วิหาร ผมถามว่าวันนี้เราแยกดินแดนกันได้ไหม แล้วเมื่อ ๑,๐๐๐ ปี เมื่อก่อนนี้มันก็คือ ประเทศเดียวกันแต่วันนี้มันมีพวกตาน้ําข้าวมายึดเมืองประเทศเรา เราแบ่งกัน นี่เขมร นี่ลาว ขอให้คิดอย่างนี้ครับ แล้วท่านจะไม่โกรธใคร แล้วร่วมกันคิด ขอใช้เวลาที่ไม่มาก ผมได้แต่ง บทกลอนบทนี้ไว้นานแต่ผมคิดว่าการสรุปความคิดเห็น ถ้าเข้าใจง่ายแล้วให้คนอยากฟังแล้ว นําไปคิด งานนี้จะยิงหรือไม่ยิงอยู่ที่แนวคิดของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ผมบอกเลยว่า ต่อสู้ทุกครั้งใครตายครับ ลูกชาวบ้านทั้งนั้น คนอยู่ชายแดนเต็มไปหมด เดี๋ยวนี้ไม่ได้อยู่กัน กระหย่อม ๆ เมื่อไรครับ ตึกแถวเป็นเพียบบ้านเมืองเราไม่ได้คิดว่าจะมีสงครามแล้ว แล้วถาม ว่าใครจะมาเที่ยวอินโดจีนนี่นะครับเขามาที่ไหน เขาก็ต้องลงมาที่นี่ ใครจะบอกว่าผมนึก ประโยชน์ส่วนตัว แต่ผมเชื่อว่าความรุนแรง ความสูญเสีย ไม่เป็นสิ่งที่จะแก้ไขปัญหาได้ ผมขอฝากบทกลอนบทนี้ไว้กับพี่น้องประชาชนทุกคนนะครับ ลองคิด นอนคิดให้ดีครับ ไทย เขมร อดีตกาลนานมาแล้ว ไม่มีแนวเขตไหนใครประเทศ อ้ายหน้าขาวตาน้ําข้าวเข้าชี้เขต แบ่งประเทศชี้เขตมีเจตนา มาวันนี้เราก็มาท้าแบ่งเขต แบ่งประเทศนั่นมึงนี่กูผู้เสียหาย โง่เหลือหลายทั้งคู่สู้จนตาย ยังไม่สายหากคิดรวมร่วมทํากิน ขอบคุณครับ
มีชื่อเหลืออยู่ ๖ ท่าน แต่บางท่านก็ไม่อยู่ เพราะฉะนั้นท่านที่ประสงค์ยังอยากจะอภิปรายขอยกมือด้วยนะครับ แล้วผมจะเรียกตามลําดับครับ ท่านชาดามีอะไรครับ
พอดีผมก็รอ ตั้งแต่เช้าแล้ว พอดีเห็น ส.ว. จังหวัดอุทัยธานีพูด ผมก็คิดว่าน่าจะขออนุญาต ส.ส. จังหวัด อุทัยธานีพูดต่อเลย คนเมืองพระชนกเหมือนกันนะครับท่านประธาน ผมไม่สบายด้วยครับ ท่านประธานครับ เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชาดา ไชยเศรษฐ์ ในฐานะของสมาชิก รัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดอุทัยธานี เมืองพระชนกจักรี ก่อนอื่นผมต้องขอ คารวะต่อดวงวิญาณของบรรพบุรุษที่ได้ปกปักรักษาแผ่นดินนี้มาให้พวกเรานะครับ แล้วก็ ต้องสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ ที่ทําให้ ผมและคนไทยมีประเทศที่เรียกว่าคนไทย แล้วก็ต้องขอแสดงความนับถือคณะของกระทรวง การต่างประเทศที่มีทีมทํางานโดยท่านทูต นายวีรชัย พลาศรัย นะครับ และทีมงานของท่าน อยากจะบอกกับโดยเฉพาะท่านทูตวีรชัย อยากจะพูดกับท่านว่า สมแล้วที่เขาเรียกชื่อเล่น ท่านว่า แสบ ขอคารวะด้วยหัวใจจริง ๆ และขอชื่นชมต่อการทํางาน ชื่อนี้จะประทับใจผม ไปอีกนาน ลูกผู้ชายคนหนึ่งจะเคารพแล้วก็ยอมรับ และสิ่งที่สําคัญก็คือว่า วันนี้เหตุการณ์ ที่เกิดเมื่อปี ๒๕๐๕ ผมเพิ่งอายุ ๑ ขวบ ผมเกิด พ.ศ. ๒๕๐๔ ผมเรียนด้วยความเคารพว่า ผมไม่ได้รู้สึกอะไรกับเหตุการณ์ปราสาทพระวิหารเพราะว่าผมไม่ได้รับรู้อะไรตอนนั้น ผมโตมาผมรู้แต่ว่าชัยวรมันคือของเขมร แต่วันนี้ที่ผมอยากจะบอกกับท่านประธาน แล้วก็คนไทยว่าวันนี้คําว่าชาติมันไม่ใช่เขตแดน คําว่าประเทศไทยมันไม่ใช่เรื่องเขตแดนแล้ว วันนี้ชาติไทยอยู่ตรงไหนครับ ถ้าความสุขของสาธารณะ อะไรที่เป็นสาธารณะนั่นคือชาติไทย ถนน ศาลา ไฟฟ้าตามถนน นั่นคือชาติไทยครับ นั่นคือประเทศไทยครับ อะไรที่เป็นความสุขส่วนรวมนั่นคือประเทศไทย วันนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว เราถูกจักรวรรดินิยม วางไว้ในเอเชีย แทบทุกประเทศมีคู่กัดกันหมด เป็นกลไกของจักรวรรดินิยม พวกล่าเมืองขึ้น ที่ไม่อยากให้เอเชียมีอะไรครับ มีความสงบสุข วางไว้ ท่านลองหลับตานึกครับ ไทย กับเขมร ประเทศไทยกับประเทศลาว ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศจีน ประเทศเวียดนาม ประเทศญี่ปุ่น ทุกคู่ครับ ในเอเชียท่านลองนับได้เลยครับ ทุกประเทศ มีคู่ชกหมด เช่นเดียวกันครับ ในยุโรป วันนี้เขารวมเป็นแผ่นดินเดียวกันแล้ว วันนี้เขาใช้เงิน เดียวกันแล้ว วันนี้กําแพงเบอร์ลินออกไปแล้ว วันนี้เราต้องอยู่กับความเป็นจริง อย่าไปสร้าง ความเป็นชาตินิยม แต่เราต้องนิยมในชาติเราครับ เราต้องนิยมในชาติเรา เราต้องเรียนรู้ ที่จะอยู่กับสังคมโลก ผมบอกว่าวันนี้การรักชาติไม่ใช่ถือดาบไปรบกับพม่าในอดีต ไม่ใช่แล้วครับ การไม่ให้ยาบ้าสักเม็ดหนึ่งเข้าผืนแผ่นดินนี้ นั่นคือการรักชาติ มีค่าเท่ากับปกป้องชาติ เหมือนกับไปยืนต่อสู้กับศัตรูของชาติด้วยอาวุธเลย วันนี้เราอย่ารักชาติกันจนน้ําลายไหล เราอย่ารักชาติกันแต่ปาก แต่การกระทําไม่ได้รักชาติ วันนี้ในเรื่องของการต่อสู้ เหมือนกับ ผมโตมาผมก็เรียนมาว่าอะไรที่เป็นของเขมร ก็คือชัยวรมัน เช่นเดียวกันครับ วันนี้คนไทย ต้องคิดเหมือนกับตอนเรียนหนังสือ เขาบอกว่าคนพัฒนามาจากลิง ผมก็เชื่อไปครึ่งชีวิตครับ แต่มาคิดกลับอีกทีหนึ่ง ถ้าคนพัฒนามาจากลิง มันต้องมีลิงกําลังเป็นคนสิตอนนี้ แต่ทําไม มันไม่มีลิงกําลังเป็นคน ก็ไม่รู้ว่าใครโกหกใครนะครับ ผมถึงบอกว่าวันนี้คนไทยต้องใช้ ทุกอย่างด้วยสติ อย่าเอาสิ่งที่มันเป็นเรื่องไร้สาระ ผมเรียนด้วยความเคารพว่า วันนี้ ใครก็ตามที่สร้างปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน ผมว่าเขาไม่ได้รักชาติครับ แต่เขากําลังจะชัก ศึกเข้าบ้าน ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศที่นั่งอยู่ข้างบนนี้รู้และเข้าใจ แล้วก็ต่อสู้ ในฐานะที่รักประเทศไทยเหมือนกับ แต่ในความเป็นจริงท่านก็รู้ว่าโลกกําลังจะเดินไปอย่างไร ผมเชื่อว่าในหัวใจท่านก็รู้ และผมก็เชื่อว่าคนไทยทุกคนก็รักประเทศไทย แต่วันนี้เขตแดนมัน ไม่ใช่เรื่องของประเทศแล้ว คนที่อยู่ชายแดนเขาข้ามไปข้ามมาเขาไม่เคยรู้สึกว่าเขาข้าม ตรงไหนเป็นรั้วประเทศไทย ตรงไหนเป็นรั้วเขมร มีแต่ตรงด่านเท่านั้นที่สร้างความแตกแยก แล้วก็สร้างความรู้สึกแบ่งเป็นประเทศ เราต้องอยู่ในสังคมโลกครับ วันนี้เราจะเป็นเออีซี (AEC) ถามว่าคนไทยรู้ไหมว่าฉันรักเธอภาษาเขมรว่าอะไร ภาษาลาวว่าอย่างไร ภาษาพม่าว่า อย่างไร อันนี้เป็นเรื่องน่าคิด แต่คนที่เขาอยู่ไกล ๆ เขารู้หมด ผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่า ความเป็นชาตินั้นสําคัญมากที่สุด แต่เราต้องยืนอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง และโลกที่ เรากําลังจะเดินต่อไปข้างหน้า เช่นเดียวกันครับ ผมอยากเห็นสังคมไทยเข้าสู่สังคมกระแส รับสิ่งใดมาแล้วไม่คิด เหมือนกันครับ วันนี้เรามีผู้คนออกมาต่อต้าน ถึงกับสภานี้ก็ต้องให้ ปฏิญาณว่าจะไม่ยุ่งเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรม ผมว่าถูกครับที่เขามาต่อต้าน เป็นเรื่องถูกแล้วครับ แต่วันนี้คนไทยบอกว่าไม่เอานิรโทษกรรม ไม่ได้ครับ ต้องบอกว่าไม่เอานิรโทษกรรม แล้วเอา อะไร ผมอยากฝากท่านประธานไปสู่สังคมของไทยเรา ให้คนไทยเราใช้สติและใช้วิธีคิดนิด หนึ่งนะครับ เหมือนกับคําที่ผมบอกว่าวันนี้ชาติไม่ใช่เขตแดนแล้ว เช่นเดียวกัน ถ้าเราไม่เอา นิรโทษกรรมเราจะเอาอะไร อันนี้ที่คนไทยต้องตอบ เรียนด้วยความเคารพ แล้วก็อย่าเลย ครับ อย่าไปเข้าทางจักรวรรดินิยม อย่าไปทําให้ประเทศนี้ต้องทะเลาะกับคนข้างบ้าน ใครก็ ตามที่ทําให้ทหารชายแดนของประเทศเลือดตกยางออก ผมถือว่าผู้นั้นเป็นผู้ชักศึกเข้าบ้าน ไม่ใช่ผู้ที่รักชาติครับ ด้วยความเคารพครับท่านประธาน
ขอมือนิดหนึ่งครับ เชิญท่านสามารถนะครับ แล้วก็ตามด้วยคุณหมอชลน่าน เชิญครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม พันตํารวจเอก สามารถ ม่วงศิริ ผมถือว่าเป็นคนไทย คนหนึ่ง จึงขอโอกาสอภิปรายในปัญหาของการตัดสินเมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายนนี้ ผมสงสัย จริง ๆ ครับ มีหลายท่านพูดแล้วก็ข่าวออกมาบอกว่าประเทศไทยเราและประเทศกัมพูชา ได้ประโยชน์ทั้งคู่ ไม่มีใครเสีย ผมเลยสงสัยว่ามันจริงหรือ เป็นตามคําพูดจริงหรือเปล่าที่ได้ ประโยชน์ทั้งคู่ แล้วก็ไม่มีใครเสีย ในส่วนตัวของผมผมคิดว่าประเทศไทยอาจจะเสีย เพราะว่า อย่างที่หลาย ๆ ท่านกล่าว เพราะว่าผมฟังตั้งแต่เช้าเหมือนกัน ผมก็พยายามประมวลข้อมูล ที่ได้รับข้อมูลที่มาตั้งแต่เช้า แล้วก็อย่างที่มีข่าวที่ออกมา พื้นที่ที่เราพิจารณานี่มันเล็กจริง ๆ ผมก็อยากจะรู้ว่าเล็กแค่ไหน จริง ๆ ผมก็ตั้งใจฟังท่านทูตนะครับ ผมก็ให้กําลังใจครับ ผมก็ฟัง ท่านทูตกล่าวเหมือนกัน ผมก็ยังอยากจะรู้ว่าที่เราพยายามมันเล็กแค่ไหนจริง ๆ คือประเด็น ต่าง ๆ ที่ผมสนใจตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ ทุกท่านคงรู้แล้วว่ามันเป็นการตัดสินตัวปราสาท มันเขียน เลยว่าเทมเพิล (Temple) แล้วก็วิซินนิที (Vicinity) คือพื้นที่รอบ ๆ ผมก็แปลนะครับวิซินนิที มันน่าจะเป็นเรเดียนซ์ (Radiance) ออกไป เพราะฉะนั้นที่จอมพลสฤษดิ์เขียนไว้มันน่าจะ ถูกนะครับ เพราะมันเป็นเรเดียนซ์ แต่คําตัดสินมาเพิ่มคําพูดใหม่ พรอมอนทอรี ซึ่งสมัยก่อน ถ้าผมจําได้ พรอมอนทอรี ผมก็เพิ่งได้ยินเมื่อวันที่ ๑๑ เอง มาสนใจคํานี้ ตอนตัดสินผมไม่ได้ ยินคํานี้เลยนะครับ และพูดถึงภูมะเขือนี่มันจะเป็นเรเดียนซ์ออกจากตัวปราสาทได้อย่างไร มันเหมือนกับเมืองบริวารแล้ว มันอยู่ไกลทางขวา ถ้าดูจากแผนที่ของคุณศิริโชคที่แสดง นะครับ ผมมาสนใจที่ศาลโลกบอกว่าไม่ได้ทําหน้าที่ตัดสินหรือปักปันเขตแดน ในความเห็น ส่วนตัวของผมผมเห็นว่าศาลโลกโกหก ความเห็นส่วนตัวนะครับ ผมต้องพูดอย่างนี้ แล้วก็ หลอกลวงชาวโลกและหลอกลวงชาวไทย บอกได้อย่างไรว่าไม่ตัดสินเขตแดน ก็มันพูดอยู่ ตอนแรกบอกว่ากฎหมายปิดปาก พอตอนนี้บอกว่าใช้กายภาพ แล้วก็บรรยายเสร็จ คือผมก็ อยากให้ท่านทูตช่วยอธิบาย ผมได้รับแผ่นกระดาษ แต่ดีนะครับที่ท่านเขียนว่าแปลอย่าง ไม่เป็นทางการ ทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ยอดเขาทิ้งตัวเป็นหน้าผาชัน กําหนดหมดเลยว่าทิศตะวันออกอย่างนี้ ทิศใต้อย่างนี้ ทิศตะวันออกเฉียงใต้เป็นอย่างนี้ และดันกําหนดอีกว่าทิศตะวันตกเฉียงเหนือเป็นหุบเขาซึ่งแยกพระวิหารจากภูเขาใกล้เคียง คือภูมะเขือ กําหนดเสร็จทุกทิศทุกทาง เหลือทางด้านเหนือ อันนี้ไม่ได้กําหนดเขตแดน ได้อย่างไรครับ มันเหมือนกับกําหนดกลาย ๆ และบอกไม่ตัดสิน ผมก็เลยมีความสนใจ แต่ผม ก็ดีใจที่ท่านทูตบอกว่าแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ นั้นมันจบไปแล้ว เส้นทางเหนือมันจบไปแล้ว เพราะฉะนั้นมันขึ้นอยู่กับว่าเราจะไปปักปันอย่างไร แต่ว่าเขากําหนดกลาย ๆ ให้เราอยู่เกือบ ทุกทิศทุกทาง ยกเว้นทางเหนืออยู่ที่เดียว ผมก็เลยอยากจะให้ท่านทูตวีรชัยตอบเหมือนกัน ครับว่านี่มันแปลว่าอะไรผมยังสงสัยอยู่เหมือนกันครับ บอกว่าไม่ปักปันเขตแดน มันจริง หรือเปล่าที่เขาพูด ในส่วนตัวผมว่าเขาโกหกเรา เขาโกหกชาวโลกอยู่ตอนนี้นะครับ แล้วก็ ที่ผมเป็นห่วงคือมันเหมือนกับเมื่อตอนปี ๒๕๐๕ เราเสียไปแล้ว ที่สักครู่หลายท่านกล่าว อาจจะประมาณ ๑๕๐ ไร่ถึง ๑๗๐ ไร่ แล้วก็ดูเหมือนอาจจะเสียพื้นที่เพิ่ม ซึ่งบอกว่าปริมาณ เล็กน้อย ผมยังไม่ทราบเลยว่าเท่าไรนะครับ แล้วก็สิ่งที่ผมเป็นห่วงตอนนี้ก็คือ ๔.๖ ตาราง กิโลเมตร คือเท่าที่ผมอ่าน ผมก็อ่านอยู่นะครับ บอกว่าไม่เอามาพิจารณา แต่ยังไม่ได้บอก นะครับว่าเป็นของใครตรงนี้ ต้องไปทะเลาะกันอีกหรือเปล่าผมก็ยังไม่ทราบ คือวันนี้ มันเหมือนกับการรุกกินคืบที่ดินของประเทศไทย กินทีละนิด กินทีละนิด กินทีละนิด ที่ผมเป็นห่วงนะครับ ผมออกความเห็นในฐานะส่วนตัว มันเหมือนกับการรุกกินคืบประเทศเราอยู่หรือเปล่า เพราะฉะนั้นต้องอาศัยทั้งรัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศซึ่งเป็นกําลังหลักของเรา ว่าจะเป็นอย่างที่ผมพูดหรือเปล่า เป็นความเข้าใจของผมหรือไม่นะครับ แล้วก็อย่างที่ ผมเป็นห่วง ผมก็ดีใจที่ท่านไม่พูดถึงแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เพราะมันจบไปแล้ว เพราะว่ามี หลายคนที่กล่าวสัมพันธ์กับพรรคของผมเหมือนกัน แต่ว่าดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องแล้วที่ท่าน ยืนยันว่ามาชี้จุด ๒๐๐,๐๐๐ นั้นลงบนพื้นที่บนดินนี้ มาชี้มั่วไปหมดเลยไม่รู้จุดตรงไหน แต่ว่าที่ ผมเป็นห่วงมันเหมือนกับ แล้วตรงนี้ใช้ตรงบล็อก (Block) กลางใช้ แล้วบล็อกข้าง ๆ นี้ มันใช้อะไร มันจะใช้สันปันน้ําใช่หรือไม่นะครับ แล้วก็ประเด็นที่ผมบอกว่าศาลโลก มันหลอกลวง คือผมเข้าใจนะครับ ท่านสู้เต็มที่ผมไม่บอกว่าท่านหลอกลวงท่านต้องเข้าใจ นะครับ ผมว่าศาลโลกมันหลอกลวงผมอยู่ ศาลบอกว่าคําตัดสินนี้ยึด บอกว่ายึดคําตัดสินในปี ๒๕๐๕ ปี ๒๕๐๕ มันมีมรดกโลกหรือครับ มาพูดเกี่ยวกับมรดกโลกอย่างเดียวเลยผมก็เลย สงสัย แล้วพอพูดเสร็จหาพื้นที่ให้เสร็จสรรพเลย หาพื้นที่ข้าง ๆ ให้แล้วก็บอกว่าต้องมีทางขึ้น อีก ผมยังเสียใจอยู่ เมื่อสักครู่มันมีท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านหนึ่งบอกว่าตัดสินให้ พื้นที่ตัวปราสาทอย่างไรให้ทางขึ้น ก็ผมไม่เห็นด้วยตั้งแต่ตอนปี ๒๕๐๕ แล้ว ตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ ผมว่ารัฐบาลท่าน จอมพล สฤษดิ์ก็ไม่เห็นด้วยว่าการตัดสินมันถูก ก็คือคุณก็เอาปราสาท ไปพร้อมวิซินนิทีพื้นที่รอบ แล้วเขาจะให้ทางขึ้นได้อย่างไร ก็ทางขึ้นมันเป็นของประเทศไทย อยู่ เขายังสงสัยว่าตัดสินนั่นมันถูกหรือเปล่าเขาถึงสงวนไว้ แล้วเราจะให้ทางขึ้นได้อย่างไร ผมก็เลยสงสัยผมว่าหลอกลวงชาวโลกอยู่หรือเปล่า หลอกลวงชาวไทยว่าต้องมีทาง ต้องเอา ทางต้องอะไรด้วย มันเหมือนกับศาลโลกจะหาทางขึ้นมรดกโลกให้กับประเทศกัมพูชา มันเหมือนนะครับ มันเหมือนกับศาลโลกหลอกลวงเราอยู่ เพราะฉะนั้นผมขอแสดงความเห็น ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ผมไม่ยอมรับการตัดสินของศาลโลกครั้งนี้ ผมไม่ยอมรับการตัดสิน ของศาลโลกครั้งนี้ สิ่งที่ผมอยากให้รัฐบาลไทยคือรัฐบาลไทย ท่านต้องพูดความจริงว่า
ประการที่ ๑ คําตัดสินของศาลโลกมันสูญเสีย มันดูพื้นที่เล็กน้อยและสูญเสีย แผ่นดินของประเทศไทยจริงหรือไม่ และจํานวนเท่าไร ผมไม่อยากให้ประชาชนชาวไทย มารู้เรื่อย ๆ รู้ทีหลัง ผมไม่อยากให้ประชาชนชาวไทยมารู้ทีหลัง มันอาจจะเกิดจลาจล กลางเมือง ผมก็อยากให้ประเทศไทยของผมนี้สงบนะครับ แต่ผมก็ไม่ใช่บอกว่าให้ก่อสงคราม กับประเทศเพื่อนบ้าน เราก็อยากอยู่อย่างประเทศที่เป็นมิตรมีการค้าขาย แต่เราจะ ทําอย่างไรที่ประชาชนชาวไทยควรจะรู้ข้อมูลที่ควรจะเป็น อยากให้รัฐบาลพูดความจริงครับ
ประการที่ ๒ ผมอยากเห็นทั้งรัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศทํางาน เชิงรุกครับ เพราะหลายปีที่ผ่านมาสิ่งที่นี้ ผมเป็นแพทย์ครับ ผมได้ยินพยาบาลกับผู้ช่วย พยาบาลมาหาผมเรื่องวัดอย่างนี้ เรื่องวัดอะไรที่ตรงพื้นที่พิพาท ตอนแรกผมฟังผมคิดว่าเป็นวัด แล้วก็มีคนมาอยู่ประชาชนที่อยู่อําเภอกันทรลักษ์เขามาบอกผม บอกว่าวัดนี้มันเหมือนศาล พระภูมิเลย แต่พูดเป็นวัด ประชาชนชาวบ้านของเรายังนึกว่าเป็นวัดเลย แต่มันทําเหมือน ศาลพระภูมิ ประชาชนที่ไปอยู่ก็เป็นแต่ทหาร อย่างนี้ทําไมเราจะทําให้ข่าวสารออกไปทั่วโลก หรือออกไปให้ประชาชนไทยรู้ มันไม่ใช่ ผมอยากให้รัฐบาล ไม่ว่ากระทรวงการต่างประเทศ ทํางานเชิงรุก แล้วก็การเจรจาผมเข้าใจว่าใช้เวลา แต่เราจะทําอย่างไรไม่ปล่อยปละละเลย อย่างหลายปี เราก็กลัวเหมือนกันว่าการเจรจาที่เนิ่นนาน ถ้าเราปล่อยปละละเลยให้เขามา บุกรุกเรา มันเหมือนกับที่หลายท่านกล่าวเขามาบุกรุกแล้วก็ค่อยยึดพื้นที่เราผมก็เสียดาย เหมือนกันครับ เพราะฉะนั้นสุดท้ายนี้ผมในฐานะประชาชนชาวไทย ผมขอแสดงความเห็นว่า ผมไม่เห็นด้วยกับคําตัดสินของศาลโลกครับ ขอบคุณครับ
น่าจะ ๓ ท่านสุดท้ายนะครับ เชิญคุณหมอชลน่านครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องกราบเรียนท่านประธาน ฝากขอบคุณไปยังรัฐบาลที่เห็นว่าคําพิพากษาหรือคําตัดสิน ของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลกเมื่อวันที่ ๑๑ เป็นปัญหาสําคัญในการ บริหารราชการแผ่นดิน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้มันเป็นข้อบ่งชี้ว่าเรื่องนี้มันเป็นปัญหา จริง ๆ สําหรับประเทศชาติบ้านเมืองเรา และสมควรอย่างยิ่งนะครับ ที่สมาชิกรัฐสภาของเรา จะได้ให้ความเห็น ให้ข้อเสนอ ให้ข้อแนะนํา ซึ่งก็หลากหลาย ผมนั่งฟังมาตั้งแต่เช้านะครับ จนถึงเวลานี้ผมเชื่อว่าสมาชิกรัฐสภาทุกท่านมีความปรารถนาดีต่อประเทศชาติบ้านเมือง แต่อาจจะมีมุมมองที่ผิดแผกแตกต่างกันไป บนข้อวิตก บนข้อกังวล บนความห่วงใย ข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่นําเสนอไป บางครั้งอาจจะเป็นประเด็นที่อาจจะมีความข้องเกี่ยว ไปยังคู่พันธกรณีหรือระหว่างประเทศ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในเวทีนี้ แต่ด้วย ความปรารถนาดีผมกราบเรียนท่านประธานว่ามันเป็นข้อเสนอแนะ หลายเรื่องอาจจะเป็น สิ่งที่เป็นการคาดการณ์ หลายเรื่องก็เป็นข้อเสนอที่ดี หลายเรื่องอาจจะเป็นข้อเสนอเพื่อให้ เกิดเป็นประเด็นขึ้นเพื่อจะได้นําไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการที่จะเจรจาหรือในการที่จะต่อสู้ ไม่ว่าจะกรณีใด ๆ ท่านประธานครับ เมื่อรัฐบาลอยากฟังความเห็น ผมเองต้องขออนุญาต ที่จะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะรัฐมนตรี บวกรัฐบาล ก็หมายถึงแขน ขา รัฐบาลด้วย ที่จะนํานโยบายไปสู่การปฏิบัติ หมายถึงฝ่ายราชการหรือหน่วยงานประจําที่จะต้อง ทําหน้าที่ ก่อนที่จะมีข้อเสนอแนะ ผมต้องกราบขอบพระคุณนะครับทีมงาน ในฐานะทีม ประเทศไทยที่ไปต่อสู้ที่ศาลโลก ท่านได้รับความไว้วางใจ ได้รับความยกย่องจากพี่น้อง ประชาชนชาวไทยอย่างล้นหลามนะครับ ผมจะไม่ขออนุญาตกล่าวชื่อท่านทั้งหมด นะครับ เป็นที่รู้กัน สิ่งที่เป็นข้อเสนอแนะอันแรกสุดนะครับ ท่านประธานครับ รัฐบาล หรือคณะรัฐมนตรีต้องรีบตีความ จะเป็นคณะทํางาน จะเป็นฝ่ายประจําหรืออะไรก็แล้ว คําวินิจฉัยของศาลโลกเพื่อที่จะบอกความจริงกับพี่น้องประชาชน สมาชิกทุกท่านพูดอย่างนี้ เหมือนกันครับ แต่มุมของผมก็คือว่าต้องบอกความจริงทุกอย่าง ทุกขั้นตอน เช่น ผมบอกว่า รัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีต้องกล้าบอกว่าสิ่งที่หลายท่านพูดมาว่าเราเสียดินแดนไปแล้ว ต้องบอกว่าขณะนี้ไม่ได้เสียดินแดน เหตุผลคืออะไรครับ ผมยกตัวอย่างเช่น คําวินิจฉัย ศาลโลกที่เป็นข้อเท็จจริง คือเป็นคําวินิจฉัยการตีความคําวินิจฉัยเดิมเมื่อปี ๒๕๐๕ ต้องย้ํา นะครับ ว่าเป็นการตีความคําวินิจฉัยเดิม ไม่ได้คําวินิจฉัยใหม่ เป็นการตีความ แปลความ ตามคําร้องขอของประเทศคู่กรณีกับเรา ว่าเขาอยากรู้ว่าพื้นที่เขตบริเวณรอบปราสาทจริง ๆ คืออะไร ต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่าเหตุที่ต้องตีความเพราะมันมีการพิพาทเกิดขึ้น หลายท่าน บอกไม่มีข้อพิพาท พื้นที่พิพาท ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ไม่ว่าจะเป็นเส้นเขตแดนแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เส้นเขตแดนตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี ๒๕๐๕ ที่เราไปขีดเขตเอาไว้ มีรั้วลวดหนามล้อมรอบ แล้วบอกว่าประเทศกัมพูชาใช้ตรงนี้ได้ แต่สงวนสิทธิที่จะขอคืน แต่ก็ไม่ได้ดําเนินการ สิ่งเหล่านี้เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องชี้แจง แล้วการสงวนสิทธิที่จะดําเนินการ ในการที่จะร้องขอก็ต้องชี้แจง ท่านประธานครับ ข้อเท็จจริงที่รัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรี ต้องบอกนะครับ ที่เป็นประโยชน์ยิ่ง วันนี้ที่ผมดีใจก็คือว่าเส้นพิพาทตามแผนที่ภาคผนวก ๑ หรือแอนเน็กซ์ ๑ ต้องขอใช้ภาษาอังกฤษครับ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เป็นการถูกยกเลิกด้วยคําวินิจฉัยหรือคําพิพากษาของศาลโลก ตามวรรค ๙๙ ชัดเจนครับ แน่นอน รวมถึงตามมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นเส้นเขตแดน ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อปี ๒๕๐๕ ด้วย เหตุผลก็ชัดเจนครับ เป็นเส้นที่กําหนดขึ้นเองโดยไม่มีคู่สัญญา กระทํา ฝ่ายเดียว ใช้มาประกอบในการที่จะเป็นข้อต่อรอง ข้อต่อสู้ หรือข้อเจรจาไม่ได้ ตรงนี้ถือเป็น ผลประโยชน์ยิ่งใหญ่นะครับ เรา ๒ ฝ่ายถือว่ามีพื้นที่พิพาท แต่เมื่อคําวินิจฉัยนี้ออกมานั้น เหมือนว่าการลบพื้นที่พิพาทออกไป แน่นอนครับ ข้อเท็จจริงในคําวินิจฉัยที่หลายท่านมีการ คาดการณ์ พูดกันหลายท่านครับว่าเราอาจจะสูญเสียไป ๐.๓ หรือ ๒ ตารางกิโลเมตร หรือมากน้อยกว่านั้นเป็นการคาดการณ์ ตรงนี้เองท่านต้องบอกให้ชัดเจน ที่ผมยืนยันว่า ยังไม่มีการสูญเสียเพราะอะไรครับ เพราะศาลโลกเองได้พูดอย่างชัดเจนว่าให้คู่กรณีไปเจรจา โดยสุจริต ขออภัยท่านประธานครับ ท่านทูตเน้นประโยคนี้มาก โดยสุจริต เพื่อให้ได้มา ซึ่งแนวเขตหรือการปักปันเขตแดน เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีการเจราจา ไม่มีการปักปันเขตแดนก็ยังไม่ มีการสูญเสียเกิดขึ้น อันนี้ยืนยันครับ เราพิพาทกันมา ๕๑ ปี จะเจรจากันไปอีก ๑๐๐ ปีก็ย่อมกระทําได้ ถ้าไม่เป็นที่พอใจของทั้ง ๒ ฝ่าย ก็เจรจากันไปคุยกันไป บางครั้งการเจรจากันไปคุยกันไปบน พื้นฐานที่เรายึดเรื่องสันติภาพ เรื่องความผาสุก เรื่องความสงบสุข ฝ่ายเจรจาก็เจรจาไป ฝ่าย ที่จะทําความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไปก็ทําไป ก็ไม่ต้องมารบราฆ่าฟันกัน หลายคนบอกว่าประเทศ ไม่จําเป็นต้องมีที่อยู่ที่อาณาเขต รัฐบาลต้องอย่างนี้ท่านประธานครับ
และที่สําคัญท่านประธานครับ สิ่งที่ต้องบอกกับพี่น้องประชาชนในเรื่องที่ ๒ ที่เป็นข้อเท็จจริง ต้องกล้าครับ บอกกับพี่น้องประชาชนคนไทย ลุกขึ้นมาบอกว่าไม่รับ ไม่ปฏิเสธคําวินิจฉัยของศาลโลก ไม่ไปกล่าวหาว่าถูกหรือผิด การไม่รับ ไม่ปฏิเสธ เสมือนอะไร ท่านประธานครับ เมื่อปี ๒๕๐๕ เราบอกว่ารัฐบาลไทย พี่น้องประชาชนคนไทย ไม่รับคําวินิจฉัยศาลโลก แต่มีคําว่า แต่ ครับ มันจะแตกต่างอะไรครับ แต่ต้องปฏิบัติตาม พันธกรณีกฎบัตรสหประชาชาติ ข้อที่ ๙๔ ก็เหมือนกับต้องดําเนินการ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องทํา ในขณะนี้ ที่กําลังจะแตกเป็นฝักเป็นฝ่ายครับ เราต้องร่วมใจกันลุกขึ้นมาบอกว่าไม่รับ ไม่ปฏิเสธ คือหันหน้าเข้าหากัน เพื่อจะมาหาแนวทางในการหาทางออกตามที่ศาลโลก เขาบอกว่าไปเจรจาให้ได้ประโยชน์สูงสุดของทั้ง ๒ ฝ่าย ตรงนี้น่าจะเป็นมิตรภาพ เป็นวิธีการ ที่ดีที่สุดครับท่านประธาน
ข้อที่ ๓ ครับ ผมเอาข้อเสนอแนะเลยท่านประธาน ผมไม่มีเวลามากนอกจากดึก ข้อที่ ๓ สิ่งที่จะเป็นกระบวนการต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเจบีซี เจซีอะไร ก็แล้วแต่ คณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชาหรือคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา ท่านประธานครับ สิ่งนี้เป็นกลไกที่มีอยู่แล้ว การสงวนท่าทีไม่รับ ไม่ปฏิเสธ มันก็จะเป็นช่วง จังหวะเวลาที่เหมาะสมในการที่จะเข้าไปดําเนินการ แต่แน่นอนครับ สิ่งที่จะดําเนินการตรงนี้ ข้อห่วงใยเพื่อนสมาชิกหลายท่านบอกว่าจะมาใช้มาตรา ๑๗๙ แล้วดูเสมือนว่ามาผ่านรัฐสภา ไม่ได้ ผมไม่เห็นด้วยครับ มันเป็นไปไม่ได้ครับ ที่มารับฟังความเห็นแล้วก็จะต้องไปทําอย่างนั้น หลายท่านบอกว่าท่าทีในการที่จะไปเจรจาต้องผ่านรัฐสภา แล้วพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ หลายท่านพูดชัดเจนว่ารัฐบาลชุดนี้หวังจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อจะไม่ต้อง ไปเจรจา โดยผ่านความเห็นของรัฐสภา ท่านประธานครับ ถ้าแปลความอย่างนั้นนี้ผมเชื่อว่าเป็นการตีความที่ผิดเจตนารมณ์ อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๑๙๐ ฉบับปัจจุบัน หรือมาตรา ๑๙๐ ที่แก้ไขใหม่ สิ่งที่จะต้องเป็น หนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ๔ ประเภทนี้นะครับ การที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย เปลี่ยนแปลงอาณาเขตนอกอาณาเขต หรือเขตที่เรามีอํานาจอธิปไตยอยู่ หรือตามกฎหมาย ระหว่างประเทศ ก็ต้องเป็นหนังสือสัญญาอย่างน้อย ๒ ประเภทละครับ ประเภทที่ ๓ จะต้อง ตรากฎหมายออกมารองรับ ประเภทที่ ๔ จะต้องไปทําเรื่องการค้าเสรี ๔ ประเภทนี้ต้องมาผ่านรัฐสภา ทั้งหมด หลายท่านบอกว่าก็คงไปตัดเอาเรื่องกรอบเจรจากับการรับฟังความเห็นออกไป จะมาผ่าน อย่างไร ท่านประธานครับ ประเด็นนี้เสียดายว่าในช่วงการอภิปรายเรื่องนี้ไม่ได้อภิปราย แสดงความเห็นกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นบอกว่า ใช้คําว่า โดยชัดแจ้ง เข้ามาเป็น เงื่อนไขว่าจะต้องไม่ผ่าน ถ้ากรณีที่มีการเปลี่ยนแปลง มีบทที่เปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือมีบทที่เปลี่ยนแปลงอาณาเขตนอกอาณาเขต โดยชัดแจ้ง เป็นการตีความว่าต้องมี อาณาเขตชัดแจ้งถึงจะเข้ามาสู่สภา ท่านประธานครับด้วยความเคารพ ผมเองแปลความ ไม่เหมือนอย่างนั้นครับ คําว่า ชัดแจ้ง ตัวนี้หมายถึงต้องเป็นหนังสือสัญญาอย่างชัดแจ้ง ไม่ได้หมายถึงมีอาณาเขตอย่างชัดแจ้ง ถ้ามีอาณาเขตชัดแจ้งแล้วไปเจรจาทําไมละครับ จะต้องไปทําหนังสือสัญญาทําไม ก็มันชัดแจ้งแล้ว แต่ความชัดแจ้งตัวนี้เขาบ่งถึงว่า ตัวหนังสือสัญญาต้องเป็นหนังสือสัญญา ไม่ใช่เอาอะไรก็ได้แล้วมาบอกว่าเป็นหนังสือสัญญา เพราะมีคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ หลายเรื่องที่เสมือนไม่เป็นหนังสือสัญญาเลย ก็วินิจฉัยว่า เป็นหนังสือสัญญา โดยอาศัยเหตุผลว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต นี่ยกตัวอย่าง นี่คือความไม่ชัดแจ้งของตัวที่จะเป็นหนังสือสัญญา ไม่ได้ว่าโดยชัดแจ้งของอาณาเขต ที่จะไปเจรจากัน ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นมันต้องเข้า สู่สภาแน่นอน แล้วผมเองเห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ ว่าไม่จําเป็นต้องเสนอกรอบเจรจาครับ ผมอยู่สภาแห่งนี้มาเวลามาตรา ๑๙๐ เข้า เอากรอบเจรจามา รัฐสภาไม่เคยที่จะไม่เห็นชอบ กรอบเจรจา เพราะมันเป็นแค่กรอบ มีวัตถุประสงค์ มีข้อ ๑ ๒ ๓ จะพูดเรื่องอะไรเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นกรอบเจรจาก็ไปเจรจา ไปเจรจาเสร็จแล้วเอาร่างเจรจาข้อตกลงนั่นมาให้เราดู อีกรอบหนึ่ง ๒ รอบครับ สิ่งที่เกิดขึ้นกว่าจะอนุมัติกรอบได้ ไม่สามารถไปเจรจาได้ ไม่ทันกําหนดการ ไปแล้วเอาร่างข้อตกลงมา เราท้วงติงว่าไม่ได้ คุณก็ต้องไปทําใหม่ ฉบับนี้ก็เลยบอกว่าคุณไปเจรจาเต็มที่เลยในขอบเขตอํานาจหน้าที่ที่เป็นไปตามกฎหมาย เป็นตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เมื่อได้ร่างข้อเจรจา ข้อตกลงเอามาให้สภา รัฐสภาพิจารณาว่า จะให้ความเห็นชอบหรือไม่ หลายคนบอกว่าเป็นตรายาง นี่คือเรื่องสําคัญของประเทศครับ โดยเฉพาะเรื่องของอํานาจอธิปไตยหรืออธิปไตยเหนือเขตแดน เป็นตรายางไม่ได้ครับ รัฐสภาแห่งนี้เป็นศูนย์รวมการใช้อํานาจของพี่น้องประชาชน ถ้าเป็นตรายางโดยไม่มีเหตุไม่มีผล พี่น้องประชาชนก็ลงโทษ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะเป็นกลไกผมมั่นใจว่า กว่าที่จะมีข้อตกลงนะครับ ผมเลยใช้คําว่า ๑๐๐ ปี กว่าจะมีข้อตกลงได้ในเรื่องการที่ จะปักปันเขตแดนตามคําวินิจฉัยของศาลโลก จะเป็นประโยชน์กับใครก็แล้วแต่นะครับ จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยหรือเป็นประโยชน์กับประเทศกัมพูชาก็แล้วแต่ มันต้องได้รับ ความเห็นชอบ โดยเฉพาะรัฐสภาแห่งนี้ก่อนถึงจะไปเจรจา แล้วตกลงกันได้ ชัดเจนครับ ท่านประธาน เรื่องการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน ถึงแม้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ที่แก้ไขจะไม่ได้เขียนว่าต้องไปรับฟังความคิดเห็น แต่เราบอกว่าต้องจัดให้พี่น้องประชาชน เข้าถึงรายละเอียด โดยตราเป็นพระราชบัญญัติ ช่วง ๑ ปีที่ไม่มีก็ใช้ระเบียบที่มีอยู่เดิม ดําเนินการ ถ้าไม่ดําเนินการรัฐสภาก็สามารถที่จะท้วงจะติง แล้วขอเหตุผล ขอผลของ การดําเนินการได้ เพราะฉะนั้นความมั่นใจในการที่จะเข้าไปเจรจาเพื่อผลประโยชน์ ของประเทศชาติก็จะเป็นการที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาในฐานะที่เป็นตัวแทน ของพี่น้องประชาชนโดยรวม ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะรัฐมนตรีและรัฐบาล สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านผู้ชี้แจงนะครับ ไม่ว่าจะ เป็นท่านรัฐมนตรีเอง ท่านทูตหรือท่านปลัดนะครับ พยายามระมัดระวังและใช้ถ้อยคําที่ให้ดู ที่จะเป็นประโยชน์มากที่สุด เพราะฉะนั้นบรรดาอะไรก็แล้วแต่ที่เกิดขึ้นในรัฐสภาแห่งนี้ ถ้ามีความจําเป็นต้องชี้แจง ต้องนําเอาสิ่งที่เกิดขึ้นในเวทีนี้ไปแถลง ไปแก้ไขก็ต้องดําเนินการ ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นข้อผูกพัน เป็นข้อต่อสู้ได้ ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ
สุดท้ายท่านประธานครับ ความจริงที่ต้องเน้นย้ํา ต้องบอกความจริงที่หลายคน สมาชิกหลายท่านในที่นี้บอกว่า ความจริงแล้วเราเสียดินแดนเกินกว่ามติคณะรัฐมนตรี เมื่อปี ๒๕๐๕ คือเส้นที่เราไปขีดให้เขา ที่ประเทศกัมพูชาเขาไม่เห็นด้วยแล้วเกิดข้อพิพาท เราเสียดินแดนมากกว่าเส้นที่เราขีดไว้เมื่อปี ๒๕๐๕ เขาบอกนี่คือความจริง ไม่ได้นะครับ ท่านประธานครับ ต้องตัดว่านี่คือข้อสันนิษฐานของสมาชิกท่านใดท่านหนึ่งเท่านั้นเอง แล้วผมได้นําเรียนท่านประธานไปแล้วว่าเราจะเสียเท่าไร เราจะได้เท่าไร หรือจะเป็นไป อย่างไรขึ้นกับการเจรจาของทั้ง ๒ ฝ่ายที่จะตั้งกรรมการขึ้นมา ถ้าเรายึดมั่นในสันติภาพ ความผาสุกของพี่น้องประชาชนทั้ง ๒ ฝ่าย ผมว่าเกิดประโยชน์ครับ จะไม่มีคําว่าเสียดินแดน ถ้าเราหันหน้าเข้าหากันประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในการใช้ปราสาทพระวิหารหรือพื้นที่โดยรอบ ให้เกิดประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่าย ก็จะเป็นประโยชน์กับทั้ง ๒ ฝ่าย ผมไม่ได้หมายความว่าต้องไป ยกแผ่นดิน ๑ ตารางนิ้วหรือ ๒ ตารางนิ้วให้เขา ไม่ใช่ครับ เมื่อเจรจาเป็นอย่างไร มีความ พึงพอใจทั้ง ๒ ฝ่าย นั่นคือข้อสรุป ถ้าไม่พึงพอใจ ๒๐๐ ปีก็ยังได้ครับ กราบขอบคุณ ท่านประธานครับ
เชิญท่านรัชดาครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน รัชดา ธนาดิเรก สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ตามที่รัฐบาลได้ขอรับฟังความคิดเห็นของ สมาชิกรัฐสภานั้น ดิฉันก็มีข้อสังเกตบางประการที่อยากจะกราบเรียนท่านประธาน เพื่อผ่านไปยังรัฐบาลนะคะ ซึ่งข้อคิดเห็นของดิฉันนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของความปรารถนาดีต่อการ ดําเนินงานของรัฐบาลชุดนี้ แล้วก็ตั้งอยู่บนความชื่นชมต่อการทํางานของทีมไทยแลนด์ที่ไป ต่อสู้คดีปราสาทพระวิหารค่ะ นับตั้งแต่วันที่ศาลโลกได้อ่านคําพิพากษา แม้ว่าจะได้มีการ ถ่ายทอดสดไปยังพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ จนมาถึงวินาทีนี้ที่สมาชิกรัฐสภาได้อภิปรายกัน มากว่า ๑๒ ชั่วโมง ดิฉันก็ยังเห็นว่าเรายังมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันอยู่ บ้างก็บอกว่า คําพิพากษาของศาลโลกนั้นเป็นคุณต่อประเทศ บ้างก็บอกว่าคําพิพากษาของศาลโลกนั้น เป็นลบต่อประเทศ บ้างก็ให้ข้อเสนอว่าเราควรที่จะยอมรับคําพิพากษาของศาลโลก บางท่าน ก็บอกว่าคําพิพากษาของศาลโลกนี้เรายอมรับไม่ได้ แต่ดิฉันคิดว่าหัวใจสําคัญของการ ตัดสินใจของพี่น้องประชาชนชาวไทยนั้นมันอยู่ที่ว่า คําพิพากษาของศาลโลกนี้มันจะทําให้ ประเทศไทยเสียดินแดนหรือเปล่า เรายังไม่ต้องพูดถึงในทางปฏิบัติที่กําลังจะเกิดขึ้น ในอนาคต เพราะวันนี้รัฐบาลยังไม่ได้ตัดสินใจ แต่ถ้าเราถามว่าจากคําพิพากษาของศาลโลก ที่วันนี้กระทรวงการต่างประเทศได้แปลมา แม้ว่ายังไม่ได้เป็นอย่างทางการ แต่เราก็ประจักษ์ กันดีอยู่แล้วว่ามันหมายถึงอะไร แต่พี่น้องประชาชนที่อยู่นอกสภาแห่งนี้เขาไม่ได้รับทราบ มันมีคําถามว่าสุดท้ายจากคําพิพากษาตามข้อ ๙๘ นี้ ประเทศไทยจะสูญเสียดินแดน หรือเปล่า หรืออีกนัยหนึ่งก็คือประเทศกัมพูชาได้พื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหารเพิ่มขึ้น หรือไม่ คําตอบตรงนี้จึงเป็นหัวใจที่จะนําไปสู่การตัดสินใจของพี่น้องประชาชนว่า เขาอยากให้รัฐบาลรับคําตัดสินของศาลหรืออยากจะให้รัฐบาลปฏิเสธคําตัดสินของศาล สิ่งที่ ดิฉันอยากจะเสนอต่อรัฐบาลนะคะว่าวันนี้รัฐบาลต้องเอาความจริงทั้งหมดมาบอกกับ พี่น้องประชาชน ทุกคนรักชาติและปรารถนาดีต่อประเทศไทย ดิฉันไม่คิดว่าจะมีใคร ในแผ่นดินนี้รักชาติน้อยไปกว่าใคร แต่เมื่อคนในสังคมได้รับทราบข้อมูลที่มันไม่เท่ากัน บ้างก็ได้เห็นแต่ด้านที่ดี บ้างก็มองเห็นทั้งด้านดีและด้านลบ จึงนํามาสู่ความคิดเห็นที่แตกต่างกัน และความคิดเห็นที่แตกต่างกันนี้มันมาจากข้อมูลที่มันได้ไม่เท่ากันมันเลยนําไปสู่ ความขัดแย้งและอาจจะมีความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นถ้าหากคนในสังคมยังไม่รับทราบ ความจริงว่าคําพิพากษาของศาลโลกนั้นมันมีนัยครอบคลุมเพียงใดบ้าง การที่พวกเราสมาชิก รัฐสภาไม่ว่าจะเป็น ส.ส. หรือ ส.ว. ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลทําความจริงให้กระจ่าง ไม่ได้หมายความว่าเมื่อความจริงกระจ่างแล้ว เราจะต้องไปสู้รบกับประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ได้หมายความว่าเอาความจริงประจักษ์แล้วเราจะต้องตัดความสัมพันธ์กับเขา มันคนละ เรื่องกันค่ะ ดิฉันเชื่อว่าทุกคนตระหนักดีถึงความสําคัญของการสร้างมิตรไมตรีกับประเทศ เพื่อนบ้าน เพราะเรามีอนาคตที่สดใสรอเราอยู่ แต่ในเรื่องของศักดิ์ศรีผืนแผ่นดินอธิปไตย มันก็เป็นเรื่องที่เราต้องร่วมกันปกป้อง วันนี้อยากจะย้ําต่อรัฐบาลว่าเอาความจริงมาพูด ทั้งหมด แต่ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องไปเป็นศัตรูกับเขา ถ้าทุกคนรับทราบความจริงชุดเดียวกัน ดิฉันเชื่อว่าเราทุกคนทั้งสังคมจะได้ร่วมกันหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย อย่างสูงสุดบนพื้นฐานของการปกป้องเกียรติยศ ศักดิ์ศรีของประเทศ รัฐบาลอย่ากลัวเลยคะว่า ถ้าท่านบอกข้อมูลทั้งหมดแล้ว เอาสาระในข้อ ๙๘ มาอ่าน อธิบายให้ประชาชนฟังแล้ว คนไทยจะเกลียดรัฐบาลชุดนี้ ไม่ใช่ค่ะ ดิฉันเชื่อว่าจากการทํางานของทีมไทยแลนด์ ที่พิสูจน์ ให้เห็นถึงเจตนารมณ์และความสามารถและความตั้งใจที่จะปกป้องผลประโยชน์ของ ประเทศชาตินั้นมันเป็นที่ประจักษ์ รัฐบาลอย่ากลัวค่ะ แต่ถ้ายังพูดไม่หมดแบบนี้ดิฉันคิดว่า ในระยะยาวเมื่อความจริงมันจะทยอยมาบวกกับว่าสื่อต่างประเทศ ข้อมูลจากผู้นํา ต่างประเทศเขาพูดเอาปาว ๆ ว่าอธิปไตยเหนือแหลมพระวิหารหรือตัวยอดพระวิหารนั้นเป็น ของประเทศเขา สักวันหนึ่งคนไทยก็จะต้องรับรู้อยู่ดีว่าความจริงคืออะไร เรามารับทราบ ข้อมูลที่แท้จริงจากรัฐบาลแล้วร่วมกันคิดร่วมกันหาทางออกน่าจะดีที่สุด เมื่อช่วงบ่าย ท่านนายกรัฐมนตรีแล้วก็ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ ต่างประเทศ ได้ออกมาย้ําว่าทั้ง ๒ ท่านนั้นไม่เคยพูดว่าจะรับคําพิพากษาของศาลโลก นั่นมันก็มีนัยของมันอยู่ในตัว หากคําพิพากษาของศาลโลกมันเป็นคุณมันเป็นประโยชน์ต่อ ประเทศไทยในทุก ๆ ด้าน แล้วทําไมท่านถึงจะไม่ยอมรับคําพิพากษาของศาลโลกล่ะคะ แต่ในเมื่อผู้นําประเทศทั้ง ๒ คนออกมาพูดอย่างชัดเจนในรัฐสภาแห่งนี้ว่าไม่เคยยอมรับ คําพิพากษาของศาลโลกมันก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าในคําพิพากษาของศาลโลกนั้นมันมี ด้านลบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย ท่านประธานคะ จริง ๆ แล้วทุกคนก็ได้อ่านแล้วก็อ่าน ภาษาไทยออกเหมือนกัน ทําไมเราไม่พูดกันให้เข้าใจว่าในคําพิพากษาศาลโลกนั้นเขาได้ขยาย พื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหาร โดยในทางทิศตะวันตกนั้นให้ยาวไปติดกับตีนภูมะเขือ ส่วนทิศเหนือให้ยึดเส้นตามแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน เพราะแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ที่ประเทศกัมพูชาเขาบอกว่ามันถูกต้องมันดี จริง ๆ แล้วเขาโกหก มันมีทั้งหลายเวอร์ชัน ท่านทูตวีรชัยเองก็ได้แถลงต่อศาลไปแล้ว ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่เรารับรู้ ด้วยว่าศาลเขาตัดสินพิพากษาขยายพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร นั่นก็หมายความว่าถ้าเรา ยอมรับคําพิพากษาของศาลโลก เราจะต้องเสียส่วนหนึ่งไป ประเทศกัมพูชาจะได้พื้นที่รอบ ปราสาทพระวิหารเพิ่มขึ้น แต่มันจะเป็นเท่าไรมันยังไม่รู้ เราจะเสียจริงหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่คําพิพากษาเขาพูดแบบนี้ ถ้าเราเดินหน้าต่อ จะยอมรับ เราก็คือเสีย จะเสียเท่าไรมันอยู่ที่กระบวนการการเจรจา ดิฉัน แค่อยากให้รัฐบาลออกมาอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ แล้วเมื่อประชาชนเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า คําพิพากษาของศาลเขาพูดไว้อย่างไร ให้ประชาชนตัดสินใจค่ะ ถ้าพี่น้องประชาชนยอมรับ กับคําพิพากษาในลักษณะนี้ได้ ว่าให้พื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหารด้านทิศตะวันตก ขยายมาถึงตีนภูมะเขือ ซึ่งก็ต้องไปสํารวจกันอีกที ในทิศเหนือให้ยึดตามหลักเส้นในแผนที่ ๑ : ๒๐๐๐๐๐ ซึ่งต้องไปสํารวจกันอีกที แต่นี่คือสิ่งที่ศาลพูด ออกมาอธิบาย ถ้าประชาชน ยอมรับให้ประชาชนร่วมตัดสินใจ แต่วันนี้ดิฉันเชื่อว่าประชาชนอีกจํานวนมากยังไม่เข้าใจ ในส่วนตรงนี้นะคะ ทีนี้มาถึงว่าถ้าทุกคนยอมรับแล้วคิดบอกว่าไม่เป็นไรหรอก เราเป็น ประเทศเพื่อนบ้าน มันมีอะไรที่มากกว่าแค่เรื่องเขตแดนตรงนี้ อยากจะให้รัฐบาล ชุดนี้เดินหน้าต่อ ไปเจรจา คําถามก็คือรัฐบาลจะให้ใครเป็นตัวแทนเจรจาคะ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านพูดผ่านสื่อ มาหลายครั้งทีเดียวนะคะว่าจะใช้คณะกรรมาธิการร่วมหรือว่าเจซี ทําไมต้องเป็นเจซีคะ จริง ๆ แล้วเจซีนี่เป็นคณะกรรมาธิการที่ทํามันทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชายแดน เรื่องนี้มันเป็น เรื่องของเทคนิคนะคะ ให้คนที่เก่งมันทุกเรื่องแต่ว่าไม่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ เขตแดน การสํารวจเขตแดน การทําแผนที่ แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรคะว่าเจซีที่ท่าน หมายถึงนี้จะสามารถทํางานได้ดีแล้วก็ถูกต้องตามหลักของความเป็นจริง ถ้าถามว่าในใจดิฉัน ดิฉันอยากจะเสนอคณะทํางานชุดไหน ดิฉันก็คิดว่าคณะทํางานชุดเจบีซี ซึ่งเป็น คณะกรรมาธิการที่ทําเรื่องเขตแดนจะประกอบด้วยกรมสนธิสัญญาและกฎหมายกรมแผนที่ ทหาร แล้วก็หน่วยงานอื่น ๆ ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการสํารวจพื้นที่ วันนี้อย่าลืมนะคะ โจทย์สําคัญของการกําหนดพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารมันอยู่ที่ว่า เส้นตามแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ที่มันขยับได้ เพราะเราไม่รู้ว่าความเป็นจริงในแผนที่ กับพอเวลามันถอดบนพื้นดินจริง ๆ แล้วมันอยู่ตรงไหน มันต้องใช้คนที่มีความรู้ทางเทคนิค เราก็คงต้องใช้หลักสันปันน้ําอยู่ดีละค่ะ ในเมื่อแผนที่มันเขียนออกมาบนความไม่ถูกต้อง บนความจินตนาการของประเทศเพื่อนบ้านทางเทคนิคเท่านั้นที่จะมาตอบ ดิฉันก็คิดว่า ถ้าเราใช้ทางเทคนิคมันก็อาจจะต้องมีการสํารวจจัดทําแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศหรืออย่างไร แต่ที่สําคัญ หัวใจสําคัญก็คือต้องใช้คนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญและเราก็มีคณะทํางานชุดนี้ อยู่แล้ว ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานไปยังรัฐบาลนะคะว่าดิฉันก็อยากจะเสนอให้เป็น ชุดของเจบีซี
อีกประเด็นหนึ่ง ก็คือว่าเราจะเสียพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารให้กับประเทศ กัมพูชามากหรือน้อยไปกว่าเดิมมันก็ขึ้นอยู่กับผลของการเจรจาของ ๒ ประเทศ แน่นอนค่ะ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ บอกว่า ก่อนลงนามในหนังสือสัญญา ต้องนํามาให้รัฐสภา พิจารณา แต่ถ้าบนพื้นฐานของรัฐธรรมนูญที่เพิ่งแก้ไขเสร็จแล้ว รัฐสภาแห่งนี้ไม่ได้มีโอกาส ที่จะรับทราบกรอบการเจรจา เพราะเราได้ตัดคําว่า การเสนอกรอบเจรจาให้รัฐสภาพิจารณา ดิฉันคิดว่ากรอบการเจรจาเป็นประเด็นที่สําคัญนะคะที่รัฐสภาแห่งนี้ต้องรับทราบ เพราะหัวใจของปัญหาอธิปไตยมันอยู่ที่ว่าคุณจะไปคุยเรื่องอะไร จะใช้แผนที่ เราจะยอมเขา ได้มากน้อยแค่ไหน จะใช้เทคนิคอะไร คณะทํางานประกอบด้วยใครบ้าง ทําไมละคะ เรื่องแค่นี้ขอให้ผู้แทนปวงชนชาวไทยได้รับทราบแล้วกลับไปตอบพี่น้องประชาชน ท่านรัฐบาลให้ไม่ได้หรือคะ แต่ก็น่าเสียดายนะคะว่ารัฐสภาก็ได้ลงมติให้ตัดคําว่า กรอบการเจรจาออกจากมาตรา ๑๙๐ และในครั้งนี้ท่านรัฐมนตรี ท่านรองท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้บอกไปแล้วว่าจะเอากรอบการ เจรจามาเสนอให้รัฐสภาพิจารณาเพื่อความสบายใจ คําถามก็คือแล้วรัฐสภาจะมั่นใจได้ อย่างไรว่าท่านจะเอากรอบการเจรจามาให้เราพิจารณาจริง หากว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ที่แก้ไขไปแล้วประกาศใช้ ก็ในเมื่อในหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมาเสียงข้างมากก็ไม่ได้รักษาสัญญา ดิฉันขออนุญาตพูดถึงร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมนะคะ ก่อนที่จะมีการพิจารณาก็บอกว่าจะไม่ มีนิรโทษกรรมคดีคอร์รัปชัน (Corruption) จะไม่นิรโทษกรรมฆาตกรที่ฆ่าพี่น้องประชาชน ๙๑ ศพ แต่เสียงข้างมากสุดท้ายก็ลงมติให้ผ่าน แต่กับเรื่องที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาพูดลอย ๆ ในรัฐสภาแห่งนี้ อะไรที่จะทําให้ พวกเรามั่นใจ อะไรที่จะเป็นเครื่องยืนยันให้พี่น้องประชาชนมั่นใจได้ว่าก่อนที่ตัวแทนของ รัฐบาลจะไปเจรจาในเรื่องพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหาร ผู้แทนของปวงชนชาวไทยจะ ได้รับทราบและได้มีโอกาสแสดงข้อคิดเห็นจากความห่วงใยด้วยความปรารถนาดี ทั้งหลายทั้ง ปวงที่ดิฉันได้กล่าวไปนี้ก็เป็นความปรารถนาดีค่ะ ไม่ได้คิดที่จะมาตําหนิหรือวิพากษ์วิจารณ์ เพราะดิฉันตระหนักดีถึงความตั้งใจของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง แล้วก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐบาลจะรับฟังความเห็นของเสียงข้างน้อย ขอบคุณค่ะ
ไม่มีท่านใดอภิปรายแล้วนะครับ ก็น่าจะเป็นท่านสุดท้าย คุณหมอเธียรชัย เชิญครับ
เรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ก่อนที่จะเริ่ม ลงเรื่องนี้นะครับผมต้องมีความคิดเห็นกับท่านประธานหน่อยว่าท่านให้ความเมตตากับ ท่านหัวหน้าทีมของกระทรวงการต่างประเทศ และโดยเฉพาะท่านทูตวีรชัย เหตุที่ผม พูดเช่นนี้เพราะอะไรครับ เพราะว่าการพิจารณาในวันนี้นี่นะครับ หนังสือออกโดย ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ วันที่ ๑๑ และวันนี้วันที่ ๑๓ นะครับ รายละเอียดเรายังไม่ค่อย รู้เลยครับ แสดงว่าหนังสือที่ออกออกหลังจากที่ได้มีคําพิพากษาแล้วไม่กี่ชั่วโมง ยิ่งแสดง ให้เห็นถึงว่าการพิจารณาของรัฐสภาในครั้งนี้เป็นไปด้วยความรีบร้อนเช่นเคยครับ ถ้าไม่ รีบร้อนก็แสดงความว่ามีความกลัวอะไรอยู่ซ่อนท้าย ทําให้สภาวะของท่านทูตที่เป็นผู้มี ความรู้ความสามารถหรือมีประสบการณ์ ไม่สามารถใช้ศักยภาพของท่านที่มีอยู่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ได้ให้ต่อรัฐสภาแห่งนี้ ซึ่งผมถือว่าเป็นสิ่งที่เราเสียโอกาสที่จะได้รับทราบ ของคุณค่าต่าง ๆ เราประชุมกันนะครับ ได้มีเพื่อนสมาชิกคิดว่าน่าจะจบกันตอน ๖ โมงเย็น และไปต่อได้ในวันรุ่งขึ้น เพื่ออะไรครับ เพื่อสุขภาพของเพื่อนสมาชิกรัฐสภาซึ่งมีหลายวัย และขณะเดียวกันท่านทูต สภาวะ ผมดูหน้าท่านยังอยู่ในสภาพที่ว่าทํางานไม่ได้ ท่านซีดขาว นะครับ ถ้าเกิดโชคร้ายเป็นอะไรไปเราจะเสียทรัพยากรบุคคลที่สําคัญและทรงคุณค่าของ ประเทศอย่างน่าเสียดายครับ ท่านประธานครับ ผมได้มีโอกาสพูดครั้งสุดท้ายทั้ง ๆ ที่ผม ไม่นึกว่าจะต้องมาจบถึงตีหนึ่งครึ่งนะครับ ไม่เป็นไรครับ เราต้องการแสดงความคิดเห็นตามที่ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ออกหนังสือเพื่อมาให้สมาชิกรัฐสภาได้แสดงความคิดเห็นกันในวันนี้ ผมต้องเรียนท่านประธานว่าผมเป็นคนที่เกิดอยู่ในช่วง ๒ เหตุการณ์ครับ ผมรับรู้ได้ถึง เหตุการณ์ปี ๒๕๐๕ ว่าในบรรยากาศที่มีการปกครองที่เราเรียกว่าปกครองโดยคณะปฏิวัติ ซึ่งมีจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี บรรยากาศในขณะนั้นครับ ปี ๒๕๐๕ มันเป็นความทุกข์ของแผ่นดินจริง ๆ ครับ ทุกตารางนิ้ว ทุกตารางเมตรพูดกันถึงเรื่อง ความทุกข์ที่เราจะต้องสูญเสียเขาพระวิหารของเรา ซึ่งเราได้ยึดครองมาตั้งแต่สมัยสมเด็จ พระนเรศวรมหาราช สมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตลอดเรื่อยมาจนกระทั่งถึง รัชกาลที่ ๕ แล้วก็จนกระทั่งถึงปัจจุบันคือรัชกาลที่ ๙ เรารักษาไว้ได้ตลอดครับ บรรยากาศ ของปี ๒๕๐๕ ซึ่งผมก็ยังไม่ถึงกับบรรลุนิติภาวะนะครับ แต่รับทราบได้ว่าเป็นทุกข์ของ แผ่นดินจริง ๆ ครับ และแผ่นดินแห่งนี้เป็นแผ่นดินที่ศักดิ์สิทธิ์ครับ เพราะฉะนั้นจึงมีการได้เห็นน้ําตาของจอมพล ที่ได้แสดงออกด้วยความจริงใจในเรื่องของการรักชาติ ณ ปี ๒๕๕๖ เมื่อวันที่ ๑๑ หลังจาก ที่มีการคําอ่านคําพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศแล้วนะครับ บรรยากาศของคนไทย ในยุค ปี ๒๕๕๖ กับ ปี ๒๕๐๕ มันต่างกันครับ โชคร้ายครับ วันที่ประกาศวันที่ ๑๑ นั้น มันมี เหตุการณ์ชุมนุมกันหลายแห่ง ด้วยความบกพร่องของรัฐบาล ด้วยความไม่พอใจในหลายเรื่อง สะสมกันมา บรรยากาศที่รับทราบของวันที่ ๑๑ ในเรื่องของคดีที่สําคัญที่สุดของชีวิต คนไทยในเรื่องของการที่ว่ากังวลว่าจะเสียดินแดนหรือไม่ก็ได้ปรากฏออกมาในท่ามกลาง ของความที่เรียกว่าต่างกับปี ๒๕๐๕ ที่ผมได้มีโอกาสสัมผัสมา หลายคนแสดงความทุกข์กังวลมาก แล้วก็ไปร่วมเวทีที่หลายท่านได้จัดไว้ แต่ขณะเดียวกันก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งครับที่รู้สึกพอใจ ไม่ได้แสดงปฏิกิริยาอะไรอย่างที่ผมได้พบเห็นปี ๒๕๐๕ ทําให้ผมต้องเอาเหตุการณ์ ๒ เหตุการณ์มาเปรียบเทียบกันว่าระหว่างยุคที่เรียกว่าเผด็จการทหาร กับยุคที่เราเรียกกันว่า ทุนนิยมหรือบางคนต่อท้ายว่าสามานย์นะครับ มันมีภาพออกมาแตกต่างกันอย่างไม่น่าเชื่อ ในเรื่องเดียวกันครับ ก็อยากจะเรียนให้ท่านประธานได้ทราบว่าผมเห็นมาแล้วทําให้ผมมั่นใจ ว่าในความไม่ดีทั้ง ๒ อย่างที่เราเรียกว่าเผด็จการทหารก็ดี หรือทุนนิยมสามานย์ก็ดี ในส่วนตัวของผมผมยังรู้สึกว่าเผด็จการทหารน่าจะอันตรายน้อยกว่า การก้าวเข้าสู่อํานาจ บริหารของประเทศขณะนี้ถ้าเราพูดไปแล้วก็จะมาจาก ๓ ส่วนใหญ่ ๆ ก็คืออํานาจนั้นได้มา โดยเผด็จการทหารหรือโดยการใช้กําลัง อันที่ ๒ อํานาจนั้นขึ้นมาได้โดยทุนนิยม อันที่ ๓ คือ อุดมคติซึ่งขณะนี้อํานาจนั้นกําลังลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศครับ เรากําลังพยายามไขว่คว้า หามาเพื่อเอามาทําเป็นระบบบริหารประเทศไทยให้เกิดขึ้น ผมเรียนว่าในประวัติศาสตร์ นะครับเราทราบดีว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราช หรือเขมร ฐานะจริง ๆ ก็คือประเทศราช ของคนไทยนะครับ แต่ ณ วันนี้ ณ วันที่หลังจากที่สถานทูตไทยประเทศเขมร ประจําอยู่เขมร ได้ถูกเผา นับตั้งแต่วันนั้นมาครับเหตุการณ์ต่าง ๆ ก็พัฒนาไป มีการต่อรอง มีการทําอะไร หลายเรื่อง ทําให้ผมมีความรู้สึกว่าศักดิ์ศรีของประเทศไทยในฐานะที่เคยเป็นเจ้าอาณาเขต แห่งนั้นมันหายไปครับ ศักดิ์ศรีหายไปครับ จะทําอะไรทีหนึ่งเราจะพูดถึงว่านี่เป็นเรื่องของ การค้าดีกว่า เราเอาเรื่องเศรษฐกิจนําหน้าดีกว่า เพราะฉะนั้นเราจะชูแต่เรื่องเงิน ทอง ผลประโยชน์ ศักดิ์ศรีของชาติที่พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ได้สร้างไว้ ทําไว้ หายไปหมดครับ เครื่องบินเขมรบินล้ําอาณาเขตไทย ฝ่ายไทยไม่ได้ประท้วงครับ ผมทราบดีครับว่าแม้เรา จะเป็นเพื่อนบ้านกัน จะรักใคร่สนิทสนมกันก็ดีแต่มันไม่ควรจะปล่อยไปครับมันเป็นเรื่องของ ระหว่างประเทศครับ เตือนได้ครับ แสดงปฏิกิริยาผ่านทางสถานทูตได้ เรียกทูตมาพบ ยื่นหนังสือ มีหลายรูปหลายแบบ เราไม่ทําครับ ตลอดระยะเวลาก่อนที่เขมรหรือหลังจากที่ ประเทศกัมพูชานะครับ ขออภัย ได้นําเรื่องเข้าสู่ฟ้องศาลโลกนะครับ บรรยากาศของ ประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาเหมือนกับไม่ใช่เป็นคู่กรณีกัน ผมตั้งขอสังเกตนะครับ ต้องเรียนว่าทางกัมพูชาได้นําเรื่องนี้ฟ้องต่อศาลโลกก่อนที่รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ จะยุบสภาเพียงแค่ ๑๒ วันเท่านั้นครับ ทําให้ผมอดคิดไม่ได้ว่าเรื่องปราสาทเขาพระวิหารที่เราจด ที่ทางประเทศกัมพูชานําไปขึ้นสู่ มรดกโลกนี่ครับ เมื่อผิดหวังจากรัฐบาลสมัยท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร ในที่สุดทางเรามี ภูมิคุ้มกันครับ คือมาตรา ๑๙๐ ในขณะนั้นยังไม่มีการแก้ไข ทําให้ผลของการที่ประเทศ กัมพูชาจะนําปราสาทพระวิหารไปจดทะเบียนไม่สามารถทําได้ฝ่ายเดียว นี่คือสิ่งที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ซึ่งมีคุณค่ายิ่งอันหนึ่งสามารถพลิกสถานการณ์ได้ แต่จะด้วยเหตุใดก็ตาม ผมไม่มั่นใจครับว่ามันเกิดอะไรขึ้น ในสมัยกรุงศรีอยุธยาก็เคยมีนะครับคนไทยขายชาติ เปิดประตูเมือง เราสูญเสียไปแล้วนะครับ ไม่ว่าจะสงครามครั้งที่ ๑ เสียกรุงครั้งที่ ๑ เสียกรุง ครั้งที่ ๒ มันเกิดเหตุการณ์ขึ้นที่ว่าเมื่อไม่สามารถจะจดได้ คนไทยหรือเปล่าหรือใครก็ตาม นะครับ จะชี้ช่องเปิดประตูให้ประเทศกัมพูชานําเรื่องนี้เข้าสู่คดีศาลยุติธรรม แล้วก็สามารถ ยื่นเรื่องได้ทันก่อนที่จะมีการยุบสภาเกิดขึ้น เพียงแค่ ๑๒ วันเท่านั้นครับ และผลจากวันนั้น ก็จะมีการนัดกันต่อสู้คดีชี้แจงกันประมาณเดือนเมษายนนะครับ และหลังจากเดือนเมษายน ปี ๒๕๕๖ นี้ครับก็คือวันที่เราจะต้องจดจําอีกครั้งหนึ่งครับว่าคําตัดสินของศาล อ่านกี่รอบ ก็คือเราสูญเสียดินแดนมากกว่าที่จอมพล สฤษดิ์ ได้ล้อมรั้วลวดหนามไว้อย่างแน่นอนครับ นี่ละครับคือความทุกข์ของคนไทยและความกังวลของคนไทยที่ไม่สามารถจะมีอะไรมารองรับ เขาได้ ไม่มีเลยครับมาตรการต่าง ๆ ไม่มีความมั่นใจเกิดขึ้น ประกอบกับรัฐบาลชุดนี้ได้มีการ ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ อีก ซึ่งเป็นอาวุธสําคัญที่เราเคยใช้ได้ผลมาแล้ว ปี ๒๕๕๑ แต่วันนี้ได้แก้ไขผิดรูปแบบไป เรียกว่าไม่สามารถเป็นภูมิคุ้มกันให้กับสังคมไทย ได้อีกต่อไป ท่านประธานครับ นี่คือสิ่งที่เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เหลืออยู่ทางเดียวครับที่จะช่วย ทําให้สถานการณ์สู้ดีได้ ก็คืออํานาจอยู่ที่นายกรัฐมนตรีขณะนี้ คําถามที่ผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรถามวันนี้กับท่านนายกรัฐมนตรี ไม่ได้รับคําตอบครับว่าท่านยื่นไปแล้ว หรือยัง กราบบังคมทูลไปแล้วหรือยัง ไม่ได้รับทราบครับว่าเมื่อไร เพราะฉะนั้นมันจะเป็น ปัญหายากถ้ารัฐธรรมนูญที่แก้ไขแล้วได้ถูกบังคับใช้ครับ ผมในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภา และรัฐบาลนี้ต้องการทราบความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิก ผมกราบเรียนว่าผมขอร้อง ท่านนายกรัฐมนตรีท่านต้องทําทุกวิถีทางที่ไม่สามารถทําให้รัฐธรรมนูญที่มีการแก้ไข มาตรา ๑๙๐ ส่งผ่านกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้นะครับ เพื่อล้มกฎหมาย นี้ครับ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศ อํานาจอยู่ที่ท่านแห่งเดียวครับท่านนายกรัฐมนตรี ท่านไม่ต้องกลัวครับ คนเราเขาบอกว่าเราอย่าไปโลภในทรัพย์สิน ถ้าท่านไม่กล้าทําเพราะ กลัวจะเสียชื่อเสียง ท่านผิดแล้วครับ เพราะความโลภของการที่ว่ากลัวจะเสียชื่อเสียงบางครั้ง ทําร้ายประเทศชาติจนสิ้นสุดประเทศชาติก็มีมามากมาย เพราะความกลัวครับ กลัวจะเสีย ชื่อเสียง ผู้นํากลัวจะเสียชื่อเสียงจึงไม่กล้าตัดสินใจใด ๆ ที่จะรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของ ประเทศชาติ ท่านประธาน ผมเรียนผ่านท่านประธานไปยังนายกรัฐมนตรีครับ ท่านต้องกล้า ตัดสินใจครับ เป็นวิกฤติครั้งสุดท้ายที่ท่านจะมีโอกาสแสดงในฐานะผู้นําสตรีคนแรกของ ประเทศไทย ท่านนายกรัฐมนตรีของเรา เป็นที่ทราบกันดีว่าท่านไม่ได้ค่อยเข้าสภามากเหมือน ท่านนายกรัฐมนตรีท่านอื่น ๆ ในอดีตที่ผ่านมาทุกคนนะครับ
คุณหมอครับมีผู้ประท้วง ที่จริงมันก็ดึกแล้วนะครับ แล้วคุณหมอก็เป็นผู้อภิปรายท่านสุดท้าย ขออนุญาตครับ คุณหมออย่าไปแขวะเลยครับ บรรยากาศมาดีโดยตลอด อยากให้มันจบด้วยบรรยากาศ อย่างนี้ครับ ถ้าไม่จําเป็น ก็คุณหมอเหมือนกันครับ ก็ไม่อยากให้ประท้วงนะครับ ถ้าจะกรุณา นะครับ ผมก็ได้เตือนไปแล้ว ก็คิดว่าจะจบนะครับ ให้จบด้วยดีดีกว่า เชิญครับ คุณหมอ ต่อเลยครับ
ท่านประธานครับ ผมมักจะสอนน้อง ๆ หรือเพื่อนคนที่จะพูดกันได้ว่าผมได้อ่านคําสอนของท่านอาจารย์ หลวงพ่อชาครับ ท่านบอกว่า เธอจงระวังความคิดของเธอ เธอจงระวังความเคยชินของเธอให้ดี เพราะความคิดของเธอจะกลายเป็นพฤติกรรมของเธอ ทุกคนครับมีพฤติกรรม เธอจงระวัง พฤติกรรมของเธอให้ดี เพราะพฤติกรรมของเธอจะกลายเป็นความเคยชินของเธอให้ดี เพราะ ความเคยชินของเธอจะกลายอุปนิสัยของเธอ และอุปนิสัยของเธอจะเป็นเครื่องชี้ชะตาหรือ กําหนดชะตาชีวิตของเธอตลอดชั่วชีวิต ที่ผมต้องพูดอย่างนี้นะครับก็เพื่อให้นายกรัฐมนตรี ท่านต้องปรับความคิดของท่านใหม่ ปรับพฤติกรรมของท่านใหม่ ความเคยชินของท่านใหม่
ท่านครับ ผมว่า อย่าไปนั่นเลยครับ คงสรุปจบได้แล้วกระมังครับ คุณหมอครับ ด้วยความเคารพครับ เคารพ ท่านจริง ๆ ครับ ผมว่าจบด้วยบรรยากาศที่ดีดีกว่า ขอความกรุณาเถอะครับ อย่าไปนั่นเลย
ขอบคุณครับ ผมเชื่อว่าการจบบรรยากาศที่ดีแต่ถ้าไม่เกิดประโยชน์อะไรผมไม่พูดดีกว่า เพราะฉะนั้น บรรยากาศจะเสียไปบ้าง แต่เราต้องการแสดงความจริงใจว่าขณะนี้ปัญหาทุกอย่างอยู่ในมือ นายกรัฐมนตรีครับ ท่านกล้าแสดงออกมาเลยและท่านจะสามารถกู้ชะตาชีวิตของตัวท่านเอง และกู้ชะตากรรมของบ้านเมืองให้ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน ผมมีเรื่องหลายเรื่องที่เป็นประเด็น ในเรื่องของคําตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เมื่อได้ฟังท่านทูตแล้ว ผมก็ทราบว่า ผมพูดไปก็อาจจะไม่เกิดประโยชน์อะไรมากเท่าที่ควรในเวลาที่ล่วงเลยไปมากแล้ว ท่านก็ ไม่สามารถที่จะพูดชี้แจงอะไรได้ดีอีกแล้ว ต้องยอมรับว่าผมชื่นชมท่านทูต แต่ว่าสภาวะ ร่างกายของท่าน ท่านไม่พร้อมครับ เช่นกันครับ ท่านศิริโชค โสภา ท่านก็ทําหน้าที่ของท่าน ได้ดี แต่ว่าในลักษณะบรรยากาศเวลาที่ไม่พร้อม ทําให้เราพิจารณาเรื่องที่สําคัญที่สุดของ ประเทศชาติได้ด้วยความจํากัดมากมายนะครับ ผมก็ไม่แน่ใจว่าในวันที่เราพิจารณาหลังจาก ที่ศาลเสร็จสิ้นเพียง ๒ วันแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีถ้าจะทําให้ดีขึ้นหรือท่านประธานนี่นะครับ เพราะนายกรัฐมนตรีทําหนังสือมาถึงท่านแล้ว ถ้าท่านจะพิจารณาอีกสักอาทิตย์หรือ ๒ อาทิตย์ข้อมูลจะดีกว่านี้อีกเยอะครับ และจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมหาศาลครับ ผมขออนุญาตใช้เวลาเพียงแค่นี้ครับ แล้วผมขอให้พวกเราทุกคนร่วมใจกันครับ ศักดิ์ศรีของ ประเทศชาติสําคัญแน่นอนครับ สําคัญมากกว่าเงินมากกว่าทอง และสิ่งที่สําคัญก็คือความ กล้าหาญของเราครับ บรรพบุรุษของเรามอบให้เราแล้วครับ ประเทศเหล่านั้นไม่กล้าหือ หรอกครับในสมัยอดีตแต่ ณ ปัจจุบันนี้มันเกิดอะไรขึ้นก็ยังเป็นสิ่งที่ผมสงสัยอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นผมจึงมั่นใจว่าในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงนะครับ การพูดกับการกระทํา ถ้าสอดคล้องกันเมื่อไร ผลประโยชน์ของประเทศชาติมามหาศาล น่าเสียดายที่มาตรา ๑๙๐ ฉบับแก้ไข ที่กําลังรอนําสู่ทูลเกล้าฯ หรือทูลเกล้าฯ แล้วผมก็ไม่ทราบครับ เพราะนายกรัฐมนตรี ไม่ตอบ ก็ทําให้เราสูญเสียโอกาสที่ยิ่งใหญ่ ภาคประชาชนไม่สามารถจะมาเป็นภูมิคุ้มกัน ให้กับรัฐบาลหรือฝาพิงหลังให้กับรัฐบาล เพราะฉะนั้นผมจึงมีข้อแนะนําทางรัฐบาลว่าเราอย่า รีบร้อนครับ ที่จะต้องทําอะไรกับประเทศกัมพูชาในเรื่องดินแดนนะครับ ให้ใช้เวลาให้รอบคอบ มากที่สุดครับ อะไรที่เราไม่รู้ เป็นอวิชชาของสังคม เราต้องบอกให้สังคมรู้ครับ อย่าปิดบัง ความจริง และเมื่อนั้นสังคมเราก็จะเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ผมขอใช้เวลาแค่นี้ ขอบคุณครับ
เชิญท่านทูตวีรชัยครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ขอบพระคุณครับ ผมกราบขอบพระคุณท่านผู้อภิปรายท่านสุดท้าย ที่กรุณาเป็นห่วง ผมก็ซาบซึ้งใจครับ แต่ผมพร้อมนะครับ จะชี้แจงต่ออยู่กับท่านถึงเช้าก็ได้ แล้วแต่ท่านประธานจะกรุณา ดูว่าหน้าซีดแต่ยังสู้ครับ ผมเจอมาเยอะกว่านี้ นี่เรื่องเล็กมาก ประเด็นที่อภิปรายมานะครับ
ประเด็นแรก พรอมอนทอรีเป็นของใหม่หรือเปล่า อันนี้ไม่ใหม่นะครับ ในคําพิพากษาเดิมมีอยู่ในหน้า ๑๕ และมีอีก ๒ แห่ง แต่ศาลในวันนี้เอาตรงหน้า ๑๕ นี้มา และเอามานิยามพื้นที่พิพาทนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ภูมะเขือไม่รวมในบริเวณใกล้เคียงจริงไหม จริงครับ นี่เป็นสิ่งที่ เป็นความสําเร็จของเรา เพราะว่าบัดนี้แน่ชัดแล้วว่าประเทศกัมพูชาไม่อาจจะอ้างได้ว่า ภูมะเขือรวมอยู่ในบริเวณใกล้เคียงปราสาท ตามคําพิพากษา ๒๕๐๕
ประเด็นที่ ๓ ศาลในวันนี้ไม่กําหนดเขตแดนจริงหรือเปล่า ต้องแยกเป็น ๒ ทาง ทางที่ ๑ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ จริงครับ ข้อ ๙๘ ไม่ได้กําหนดเขตแดน แต่ว่า ถ้าเมื่อพูดในทางปฏิบัติ อะไรก็ตามที่กําหนดตามข้อ ๙๘ ในระยะยาวอาจจะมีผลกระทบ ในทางอื่น ๆ เช่น ทางจิตวิทยาหรือทางรัฐศาสตร์นะครับ
ประเด็นที่ ๔ เส้น ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ จบไปแล้วจริงหรือไม่ ขอเรียนอย่างนี้ครับ นอกเหนือจากพื้นที่บริเวณใกล้เคียงปราสาท ซึ่งศาลบอกว่าแคบและเล็กนิดเดียวนะครับ ศาลบอก ไม่ใช่ผมนะครับ นอกจากพื้นที่นั้นแล้ว ๑๐๐ กว่ากิโลเมตร บนแผนที่ระวางดงรัก และที่เหลืออีกทั้งหมด หลายร้อยกิโลเมตรนะครับ ประเทศกัมพูชาไม่อาจจะเอามาอ้างได้ว่า ผูกพันประเทศไทย โดยผลของคําพิพากษา ถ้าเขาจะอ้างก็ต้องอ้างเป็นอย่างอื่น ไม่อาจจะใช้ คําพิพากษานี้มาเป็นเครื่องมือที่จะขู่เข็ญเราเหมือนกับเขาทํามา ๕๐ กว่าปีนะครับ
ประเด็นที่ ๕ บล็อกข้าง ๆ ภูมะเขือจะใช้อะไร คําตอบก็คือใช้กฎหมาย ระหว่างประเทศทั่วไปในกรณีนี้ก็คืออนุสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔ แล้วก็เอกสารที่เกี่ยวข้องกับ การตีความ ดังนั้นเป็นไปได้ที่สันปันน้ําจะกลับเข้ามา เพราะโปรเฟสเซอร์ เจมส์ ครอว์ฟอร์ด เขาบอกแล้วในรายการออกทีวีสดวันนั้นว่าสันปันน้ําสามารถกลับมาได้
ประการสุดท้าย ทําไมเส้นมติคณะรัฐมนตรีถึงตกไป ตกไปไม่ใช่เพราะพื้นฐาน ไม่ดีหรืออะไรครับ ตกไปเพราะว่าศาลพบหลักฐาน ๒ ประการ อันนี้ที่ ๑ จากมิสเตอร์ แอกเคอร์มาน ( Mr. Ackermann) บอกว่าทางเหนือของเส้นมติคณะรัฐมนตรีนั้นมีที่ตั้งของ ตํารวจไทย แล้วก็คําให้การของทนายไทยคนหนึ่ง ซึ่งยืนยันว่าที่ตั้งนี้อยู่เหนือเส้นมติ คณะรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นเส้นมติคณะรัฐมนตรีซึ่งจะต้องรวมที่ตั้งตํารวจนี้ ไม่รวม เพราะฉะนั้นจึงได้ตกไป ขอบพระคุณครับ แล้วก็ผมกราบขอบพระคุณสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน นะครับ ที่ให้ความเห็นเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แล้วก็ดังที่เคยทํามา ผมจะนําไปประกอบการ ทํางานขั้นต่อไป ซึ่งคือการศึกษาในรายละเอียด มีข้อสรุปเสนอแนะต่อรัฐบาลนะครับ ขอบพระคุณครับ
เป็นอันว่าการอภิปราย ทั่วไปตามมาตรา ๑๗๙ ของรัฐธรรมนูญได้เสร็จสิ้นลงแล้วนะครับ เชิญท่านรอง นายกรัฐมนตรีอภิปรายสรุปครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ
ท่านมีอะไรครับ
ถามท่านรัฐมนตรี สักนิดหนึ่งครับเป็นคําถามสุดท้าย ท่านประธานครับ ผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์
จริง ๆ จบไปแล้วนะครับ
ผมก็ไม่นึกว่า ท่านจะตอบนะครับ ก็เลยคิดว่าจะไม่ถาม แต่เมื่อท่านจะตอบ ผมอยากจะถามสักคําถามหนึ่ง ได้ไหมครับ
เอาอย่างนี้คุณหมอ ถ้าไม่มีใครประท้วง ผมก็คิดว่าไม่มีใครประท้วง ให้เกียรติท่าน ถามเฉย ๆ นะครับ ใช้เวลาสัก นาทีหนึ่งครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผมขอบคุณท่านประธานครับ คือวันนี้เป็นการรับฟังความคิดเห็นของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา คือผมก็ไม่นึกมาก่อนละครับว่าทางรัฐบาลจะให้ เกียรติกับสภาถึงขนาดนี้ เพราะในอดีตท่านก็ไม่เคยให้เกียรติพวกเรา แต่ทีนี้มันเป็นอย่างนี้ ครับท่านประธาน ท่านฟังนิดหนึ่ง ท่านบอกว่าคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นว่าคําพิพากษา ของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีปราสาทพระวิหารเมื่อวันที่ ๑๑ เป็นเรื่องที่มี ความสําคัญ ท่านบอกว่าได้พิจารณาเห็นว่า เหมือนกับว่าท่านเห็นคําพิพากษาแล้ว ซึ่งอันนี้ เป็นเรื่องโกหกครับ เพราะว่าผมทราบว่าท่านได้ยื่นเรื่องนี้เข้ามาตั้งแต่ตอนประมาณเที่ยง ๆ ของวันที่ ๑๑ ซึ่งในขณะที่คําพิพากษามันออกมาตอนเย็น ๆ หัวค่ํานะครับ ผมก็เลยสงสัยว่า อันนี้มันเป็นวิธีปฏิบัติโดยทั่วไปหรือเปล่าครับ ท่านรู้ได้อย่างไรว่าคําพิพากษาออกมาแล้ว มันออกมาอย่างไร มีความน่าสงสัยอย่างไรถึงมาขอความเห็นล่วงหน้าอย่างนี้ ผมก็สงสัย เพราะปกติแล้วมันไม่น่าจะเป็นวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง เลยอยากเรียนถามท่านรองนายกรัฐมนตรี เป็นคําถามสุดท้ายว่าทําไมท่านทําแบบนี้ ท่านมีจุดประสงค์อะไรแอบแฝงอยู่หรือเปล่าครับ และเป็นวิธีปฏิบัติโดยทั่วไปหรือเปล่าครับท่านประธานครับที่เขามายื่นกันก่อนก่อนที่เรื่องที่ คําตัดสินของศาลยังไม่ออกเลยนะครับ แต่ท่านมายื่นเรื่องนี้แล้ว ท่านมีความสงสัยแล้ว อยากจะให้สภามาแสดงความคิดเห็นแล้ว ผมแปลกใจครับ แล้วอยู่ ๆ ก็มาให้เกียรติสภา อย่างนี้ พวกผมรับเกียรติอันยิ่งใหญ่ ทนไม่ค่อยไหวจริง ๆ ครับ
ขอบคุณครับ ก่อนอภิปราย สรุปครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีช่วยตอบตรงนี้นิดหนึ่งก่อนครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตามที่คณะรัฐมนตรี ได้มีมติขอเปิดอภิปรายเพื่อฟังความคิดเห็นจากรัฐสภากรณีคําพิพากษาของศาลโลกในคดี ปราสาทพระวิหารตามมาตรา ๑๗๙ นั้น ท่านประธานครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่านที่ได้เสียสละเวลามาให้คําชี้แนะที่เป็นประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งในวันนี้ผมและทีมงานของกระทรวงการต่างประเทศได้รับฟังข้อเสนอแนะ แล้วก็จะนําเอา ข้อคิดเห็นเหล่านี้ทั้งหมดเพื่อไปเตรียมให้รัฐบาลได้ใช้เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน เพื่อชี้แจง ประเด็นต่าง ๆ ให้ประชาชนคนไทยได้มีความเข้าใจถึงคําพิพากษาได้ดีขึ้น แล้วก็ขอ ขอขอบคุณข้อเสนอแนะที่ให้เราไปรับฟังข้อคิดเห็นจากนักวิชาการ อาจารย์และผู้ทรงคุณวุฒิ จากสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เพื่อเป็นแนวทางในการดําเนินงานของรัฐบาล และเมื่อรัฐบาลได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่าเราจะดําเนินการไปในแนวไหน อย่างไร รัฐบาล ก็จะนําเข้ามาขอความเห็นชอบจากรัฐสภาตามมาตรา ๑๙๐ แล้วก็จะรับฟังความเห็นของ ประชาชนก่อนที่จะดําเนินการใด ๆ ต่อไป
ท่านรองนายกรัฐมนตรี อภิปรายสรุปแล้วใช่ไหมครับ
ครับ
อภิปรายสรุปใช่ไหมครับ
ครับ
เชิญครับ
แต่เป็นที่น่าเสียใจครับที่มีเพื่อนสมาชิกบางท่านยังมี ความพยายามที่จะเอาการต่างประเทศมาเล่นเป็นประเด็นการเมือง และเพราะ ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ สิ่งที่เพื่อนสมาชิกนําเสนอภาพแผนที่ผ่านจอทีวีและมีการถ่ายทอด ไปทั่วประเทศก็จะส่งกระทบต่อการดําเนินงานหรือการเจรจาระหว่างประเทศไทยกับ ประเทศกัมพูชาที่จะมีขึ้นในโอกาสต่อไป ทําให้การทํางานเป็นไปได้ยากขึ้น ก็ดังที่ท่านทูตวีรชัย ได้พูดไว้เมื่อในการอภิปรายที่ผ่านมา และประเทศกัมพูชาก็จะหยิบยกเอาประเด็นที่ท่านนั้น เสนอด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของท่านมาใช้เป็นประโยชน์ได้ ท่านประธานครับ ผมก็อยากจะถามจริง ๆ ว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์เช่นนี้ ถามจริง ๆ ว่าใครจะ เป็นผู้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์เช่นนี้ ผมอยากจะเรียนให้เพื่อนสมาชิก ส.ส. และ ส.ว. และพี่น้องประชาชนได้รับ
ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญคุณหมอครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วงท่านรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี ข้อ ๔๓ ท่านใส่ร้ายสมาชิก ซึ่งตอนนี้ เขาก็ไม่อยู่ในห้องประชุมแล้วนะครับ ท่านมาฟังความคิดเห็นของเขา ของสภา แล้วสภาให้ ความคิดเห็นท่านไปจะผิดจะถูกอย่างไรท่านก็อย่ามาว่าเขาอย่างนี้สิ ท่านมีมารยาทหน่อย สิครับ
เอาละเข้าใจครับ พอแล้วนะครับ ท่านปรีชาพลพอนะครับ พอแล้ว ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ ขอบรรยากาศ กําลังดีครับ เอาสรุปให้มันจบด้วยบรรยากาศที่ดีครับ
ท่านประธาน ผมไม่ได้เอ่ยชื่อเลยนะครับ ก็ไม่น่าที่จะกินปูน ร้อนท้อง
ก็อย่าอย่างนั้นเลยนะครับ ท่านครับ ขอจบด้วยบรรยากาศที่ดีเถอะครับ
ท่านประธาน ผมอยากจะเรียนให้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน และพี่น้องประชาชนได้รับทราบด้วยว่าทีมทนายทุกท่านทํางานหนักกันมากตลอด ๓ ปี ที่ผ่านมา และข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศทุกท่านทุ่มเทให้กับเรื่องนี้อย่างไม่รู้จัก ความเหน็ดเหนื่อย และผมขอกราบเรียนเลยครับว่า ผมไม่เคยก้าวก่ายหรือใช้ตําแหน่ง รัฐมนตรี หรือใช้การเมืองมายุ่งเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการประจําของกระทรวง การต่างประเทศ เพราะผมให้ความเคารพในความคิดและให้เกียรติข้าราชการกระทรวง การต่างประเทศทุกท่าน ผมจึงหวังเป็นอย่างยิ่งครับท่านประธาน ที่อยากจะเห็นคนไทย ทั้งชาติมาช่วยกัน มาร่วมกันนําพาประเทศไทยให้อยู่กับประเทศเพื่อนบ้านของเรา ได้อย่างสันติและมีความสุข ขอบคุณครับท่านประธาน
ปิดประชุมครับ
เลิกประชุมเวลา ๐๑.๓๕ นาฬิกา
ของวันพฤหัสบดีที่ ๑๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๖