ชลน่าน ศรีแก้ว หารือเรื่องการตัดสินของศาลโลกในเรื่องเขตแดนไทย-กัมพูชา และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตามคำวินิจฉัยของศาลโลก เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและป้องกันความขัดแย้ง ชลน่าน ศรีแก้ว ยังแสดงความมั่นใจว่าการเจรจาสันติภาพจะนำไปสู่ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องกราบเรียนท่านประธาน ฝากขอบคุณไปยังรัฐบาลที่เห็นว่าคําพิพากษาหรือคําตัดสิน ของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลกเมื่อวันที่ ๑๑ เป็นปัญหาสําคัญในการ บริหารราชการแผ่นดิน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้มันเป็นข้อบ่งชี้ว่าเรื่องนี้มันเป็นปัญหา จริง ๆ สําหรับประเทศชาติบ้านเมืองเรา และสมควรอย่างยิ่งนะครับ ที่สมาชิกรัฐสภาของเรา จะได้ให้ความเห็น ให้ข้อเสนอ ให้ข้อแนะนํา ซึ่งก็หลากหลาย ผมนั่งฟังมาตั้งแต่เช้านะครับ จนถึงเวลานี้ผมเชื่อว่าสมาชิกรัฐสภาทุกท่านมีความปรารถนาดีต่อประเทศชาติบ้านเมือง แต่อาจจะมีมุมมองที่ผิดแผกแตกต่างกันไป บนข้อวิตก บนข้อกังวล บนความห่วงใย ข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่นําเสนอไป บางครั้งอาจจะเป็นประเด็นที่อาจจะมีความข้องเกี่ยว ไปยังคู่พันธกรณีหรือระหว่างประเทศ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในเวทีนี้ แต่ด้วย ความปรารถนาดีผมกราบเรียนท่านประธานว่ามันเป็นข้อเสนอแนะ หลายเรื่องอาจจะเป็น สิ่งที่เป็นการคาดการณ์ หลายเรื่องก็เป็นข้อเสนอที่ดี หลายเรื่องอาจจะเป็นข้อเสนอเพื่อให้ เกิดเป็นประเด็นขึ้นเพื่อจะได้นําไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการที่จะเจรจาหรือในการที่จะต่อสู้ ไม่ว่าจะกรณีใด ๆ ท่านประธานครับ เมื่อรัฐบาลอยากฟังความเห็น ผมเองต้องขออนุญาต ที่จะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะรัฐมนตรี บวกรัฐบาล ก็หมายถึงแขน ขา รัฐบาลด้วย ที่จะนํานโยบายไปสู่การปฏิบัติ หมายถึงฝ่ายราชการหรือหน่วยงานประจําที่จะต้อง ทําหน้าที่ ก่อนที่จะมีข้อเสนอแนะ ผมต้องกราบขอบพระคุณนะครับทีมงาน ในฐานะทีม ประเทศไทยที่ไปต่อสู้ที่ศาลโลก ท่านได้รับความไว้วางใจ ได้รับความยกย่องจากพี่น้อง ประชาชนชาวไทยอย่างล้นหลามนะครับ ผมจะไม่ขออนุญาตกล่าวชื่อท่านทั้งหมด นะครับ เป็นที่รู้กัน สิ่งที่เป็นข้อเสนอแนะอันแรกสุดนะครับ ท่านประธานครับ รัฐบาล หรือคณะรัฐมนตรีต้องรีบตีความ จะเป็นคณะทํางาน จะเป็นฝ่ายประจําหรืออะไรก็แล้ว คําวินิจฉัยของศาลโลกเพื่อที่จะบอกความจริงกับพี่น้องประชาชน สมาชิกทุกท่านพูดอย่างนี้ เหมือนกันครับ แต่มุมของผมก็คือว่าต้องบอกความจริงทุกอย่าง ทุกขั้นตอน เช่น ผมบอกว่า รัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีต้องกล้าบอกว่าสิ่งที่หลายท่านพูดมาว่าเราเสียดินแดนไปแล้ว ต้องบอกว่าขณะนี้ไม่ได้เสียดินแดน เหตุผลคืออะไรครับ ผมยกตัวอย่างเช่น คําวินิจฉัย ศาลโลกที่เป็นข้อเท็จจริง คือเป็นคําวินิจฉัยการตีความคําวินิจฉัยเดิมเมื่อปี ๒๕๐๕ ต้องย้ํา นะครับ ว่าเป็นการตีความคําวินิจฉัยเดิม ไม่ได้คําวินิจฉัยใหม่ เป็นการตีความ แปลความ ตามคําร้องขอของประเทศคู่กรณีกับเรา ว่าเขาอยากรู้ว่าพื้นที่เขตบริเวณรอบปราสาทจริง ๆ คืออะไร ต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่าเหตุที่ต้องตีความเพราะมันมีการพิพาทเกิดขึ้น หลายท่าน บอกไม่มีข้อพิพาท พื้นที่พิพาท ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ไม่ว่าจะเป็นเส้นเขตแดนแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เส้นเขตแดนตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี ๒๕๐๕ ที่เราไปขีดเขตเอาไว้ มีรั้วลวดหนามล้อมรอบ แล้วบอกว่าประเทศกัมพูชาใช้ตรงนี้ได้ แต่สงวนสิทธิที่จะขอคืน แต่ก็ไม่ได้ดําเนินการ สิ่งเหล่านี้เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องชี้แจง แล้วการสงวนสิทธิที่จะดําเนินการ ในการที่จะร้องขอก็ต้องชี้แจง ท่านประธานครับ ข้อเท็จจริงที่รัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรี ต้องบอกนะครับ ที่เป็นประโยชน์ยิ่ง วันนี้ที่ผมดีใจก็คือว่าเส้นพิพาทตามแผนที่ภาคผนวก ๑ หรือแอนเน็กซ์ ๑ ต้องขอใช้ภาษาอังกฤษครับ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เป็นการถูกยกเลิกด้วยคําวินิจฉัยหรือคําพิพากษาของศาลโลก ตามวรรค ๙๙ ชัดเจนครับ แน่นอน รวมถึงตามมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นเส้นเขตแดน ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อปี ๒๕๐๕ ด้วย เหตุผลก็ชัดเจนครับ เป็นเส้นที่กําหนดขึ้นเองโดยไม่มีคู่สัญญา กระทํา ฝ่ายเดียว ใช้มาประกอบในการที่จะเป็นข้อต่อรอง ข้อต่อสู้ หรือข้อเจรจาไม่ได้ ตรงนี้ถือเป็น ผลประโยชน์ยิ่งใหญ่นะครับ เรา ๒ ฝ่ายถือว่ามีพื้นที่พิพาท แต่เมื่อคําวินิจฉัยนี้ออกมานั้น เหมือนว่าการลบพื้นที่พิพาทออกไป แน่นอนครับ ข้อเท็จจริงในคําวินิจฉัยที่หลายท่านมีการ คาดการณ์ พูดกันหลายท่านครับว่าเราอาจจะสูญเสียไป ๐.๓ หรือ ๒ ตารางกิโลเมตร หรือมากน้อยกว่านั้นเป็นการคาดการณ์ ตรงนี้เองท่านต้องบอกให้ชัดเจน ที่ผมยืนยันว่า ยังไม่มีการสูญเสียเพราะอะไรครับ เพราะศาลโลกเองได้พูดอย่างชัดเจนว่าให้คู่กรณีไปเจรจา โดยสุจริต ขออภัยท่านประธานครับ ท่านทูตเน้นประโยคนี้มาก โดยสุจริต เพื่อให้ได้มา ซึ่งแนวเขตหรือการปักปันเขตแดน เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีการเจราจา ไม่มีการปักปันเขตแดนก็ยังไม่ มีการสูญเสียเกิดขึ้น อันนี้ยืนยันครับ เราพิพาทกันมา ๕๑ ปี จะเจรจากันไปอีก ๑๐๐ ปีก็ย่อมกระทําได้ ถ้าไม่เป็นที่พอใจของทั้ง ๒ ฝ่าย ก็เจรจากันไปคุยกันไป บางครั้งการเจรจากันไปคุยกันไปบน พื้นฐานที่เรายึดเรื่องสันติภาพ เรื่องความผาสุก เรื่องความสงบสุข ฝ่ายเจรจาก็เจรจาไป ฝ่าย ที่จะทําความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไปก็ทําไป ก็ไม่ต้องมารบราฆ่าฟันกัน หลายคนบอกว่าประเทศ ไม่จําเป็นต้องมีที่อยู่ที่อาณาเขต รัฐบาลต้องอย่างนี้ท่านประธานครับ
และที่สําคัญท่านประธานครับ สิ่งที่ต้องบอกกับพี่น้องประชาชนในเรื่องที่ ๒ ที่เป็นข้อเท็จจริง ต้องกล้าครับ บอกกับพี่น้องประชาชนคนไทย ลุกขึ้นมาบอกว่าไม่รับ ไม่ปฏิเสธคําวินิจฉัยของศาลโลก ไม่ไปกล่าวหาว่าถูกหรือผิด การไม่รับ ไม่ปฏิเสธ เสมือนอะไร ท่านประธานครับ เมื่อปี ๒๕๐๕ เราบอกว่ารัฐบาลไทย พี่น้องประชาชนคนไทย ไม่รับคําวินิจฉัยศาลโลก แต่มีคําว่า แต่ ครับ มันจะแตกต่างอะไรครับ แต่ต้องปฏิบัติตาม พันธกรณีกฎบัตรสหประชาชาติ ข้อที่ ๙๔ ก็เหมือนกับต้องดําเนินการ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องทํา ในขณะนี้ ที่กําลังจะแตกเป็นฝักเป็นฝ่ายครับ เราต้องร่วมใจกันลุกขึ้นมาบอกว่าไม่รับ ไม่ปฏิเสธ คือหันหน้าเข้าหากัน เพื่อจะมาหาแนวทางในการหาทางออกตามที่ศาลโลก เขาบอกว่าไปเจรจาให้ได้ประโยชน์สูงสุดของทั้ง ๒ ฝ่าย ตรงนี้น่าจะเป็นมิตรภาพ เป็นวิธีการ ที่ดีที่สุดครับท่านประธาน
ข้อที่ ๓ ครับ ผมเอาข้อเสนอแนะเลยท่านประธาน ผมไม่มีเวลามากนอกจากดึก ข้อที่ ๓ สิ่งที่จะเป็นกระบวนการต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเจบีซี เจซีอะไร ก็แล้วแต่ คณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชาหรือคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา ท่านประธานครับ สิ่งนี้เป็นกลไกที่มีอยู่แล้ว การสงวนท่าทีไม่รับ ไม่ปฏิเสธ มันก็จะเป็นช่วง จังหวะเวลาที่เหมาะสมในการที่จะเข้าไปดําเนินการ แต่แน่นอนครับ สิ่งที่จะดําเนินการตรงนี้ ข้อห่วงใยเพื่อนสมาชิกหลายท่านบอกว่าจะมาใช้มาตรา ๑๗๙ แล้วดูเสมือนว่ามาผ่านรัฐสภา ไม่ได้ ผมไม่เห็นด้วยครับ มันเป็นไปไม่ได้ครับ ที่มารับฟังความเห็นแล้วก็จะต้องไปทําอย่างนั้น หลายท่านบอกว่าท่าทีในการที่จะไปเจรจาต้องผ่านรัฐสภา แล้วพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ หลายท่านพูดชัดเจนว่ารัฐบาลชุดนี้หวังจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อจะไม่ต้อง ไปเจรจา โดยผ่านความเห็นของรัฐสภา ท่านประธานครับ ถ้าแปลความอย่างนั้นนี้ผมเชื่อว่าเป็นการตีความที่ผิดเจตนารมณ์ อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๑๙๐ ฉบับปัจจุบัน หรือมาตรา ๑๙๐ ที่แก้ไขใหม่ สิ่งที่จะต้องเป็น หนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ๔ ประเภทนี้นะครับ การที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย เปลี่ยนแปลงอาณาเขตนอกอาณาเขต หรือเขตที่เรามีอํานาจอธิปไตยอยู่ หรือตามกฎหมาย ระหว่างประเทศ ก็ต้องเป็นหนังสือสัญญาอย่างน้อย ๒ ประเภทละครับ ประเภทที่ ๓ จะต้อง ตรากฎหมายออกมารองรับ ประเภทที่ ๔ จะต้องไปทําเรื่องการค้าเสรี ๔ ประเภทนี้ต้องมาผ่านรัฐสภา ทั้งหมด หลายท่านบอกว่าก็คงไปตัดเอาเรื่องกรอบเจรจากับการรับฟังความเห็นออกไป จะมาผ่าน อย่างไร ท่านประธานครับ ประเด็นนี้เสียดายว่าในช่วงการอภิปรายเรื่องนี้ไม่ได้อภิปราย แสดงความเห็นกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นบอกว่า ใช้คําว่า โดยชัดแจ้ง เข้ามาเป็น เงื่อนไขว่าจะต้องไม่ผ่าน ถ้ากรณีที่มีการเปลี่ยนแปลง มีบทที่เปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือมีบทที่เปลี่ยนแปลงอาณาเขตนอกอาณาเขต โดยชัดแจ้ง เป็นการตีความว่าต้องมี อาณาเขตชัดแจ้งถึงจะเข้ามาสู่สภา ท่านประธานครับด้วยความเคารพ ผมเองแปลความ ไม่เหมือนอย่างนั้นครับ คําว่า ชัดแจ้ง ตัวนี้หมายถึงต้องเป็นหนังสือสัญญาอย่างชัดแจ้ง ไม่ได้หมายถึงมีอาณาเขตอย่างชัดแจ้ง ถ้ามีอาณาเขตชัดแจ้งแล้วไปเจรจาทําไมละครับ จะต้องไปทําหนังสือสัญญาทําไม ก็มันชัดแจ้งแล้ว แต่ความชัดแจ้งตัวนี้เขาบ่งถึงว่า ตัวหนังสือสัญญาต้องเป็นหนังสือสัญญา ไม่ใช่เอาอะไรก็ได้แล้วมาบอกว่าเป็นหนังสือสัญญา เพราะมีคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ หลายเรื่องที่เสมือนไม่เป็นหนังสือสัญญาเลย ก็วินิจฉัยว่า เป็นหนังสือสัญญา โดยอาศัยเหตุผลว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต นี่ยกตัวอย่าง นี่คือความไม่ชัดแจ้งของตัวที่จะเป็นหนังสือสัญญา ไม่ได้ว่าโดยชัดแจ้งของอาณาเขต ที่จะไปเจรจากัน ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นมันต้องเข้า สู่สภาแน่นอน แล้วผมเองเห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ ว่าไม่จําเป็นต้องเสนอกรอบเจรจาครับ ผมอยู่สภาแห่งนี้มาเวลามาตรา ๑๙๐ เข้า เอากรอบเจรจามา รัฐสภาไม่เคยที่จะไม่เห็นชอบ กรอบเจรจา เพราะมันเป็นแค่กรอบ มีวัตถุประสงค์ มีข้อ ๑ ๒ ๓ จะพูดเรื่องอะไรเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นกรอบเจรจาก็ไปเจรจา ไปเจรจาเสร็จแล้วเอาร่างเจรจาข้อตกลงนั่นมาให้เราดู อีกรอบหนึ่ง ๒ รอบครับ สิ่งที่เกิดขึ้นกว่าจะอนุมัติกรอบได้ ไม่สามารถไปเจรจาได้ ไม่ทันกําหนดการ ไปแล้วเอาร่างข้อตกลงมา เราท้วงติงว่าไม่ได้ คุณก็ต้องไปทําใหม่ ฉบับนี้ก็เลยบอกว่าคุณไปเจรจาเต็มที่เลยในขอบเขตอํานาจหน้าที่ที่เป็นไปตามกฎหมาย เป็นตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เมื่อได้ร่างข้อเจรจา ข้อตกลงเอามาให้สภา รัฐสภาพิจารณาว่า จะให้ความเห็นชอบหรือไม่ หลายคนบอกว่าเป็นตรายาง นี่คือเรื่องสําคัญของประเทศครับ โดยเฉพาะเรื่องของอํานาจอธิปไตยหรืออธิปไตยเหนือเขตแดน เป็นตรายางไม่ได้ครับ รัฐสภาแห่งนี้เป็นศูนย์รวมการใช้อํานาจของพี่น้องประชาชน ถ้าเป็นตรายางโดยไม่มีเหตุไม่มีผล พี่น้องประชาชนก็ลงโทษ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะเป็นกลไกผมมั่นใจว่า กว่าที่จะมีข้อตกลงนะครับ ผมเลยใช้คําว่า ๑๐๐ ปี กว่าจะมีข้อตกลงได้ในเรื่องการที่ จะปักปันเขตแดนตามคําวินิจฉัยของศาลโลก จะเป็นประโยชน์กับใครก็แล้วแต่นะครับ จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยหรือเป็นประโยชน์กับประเทศกัมพูชาก็แล้วแต่ มันต้องได้รับ ความเห็นชอบ โดยเฉพาะรัฐสภาแห่งนี้ก่อนถึงจะไปเจรจา แล้วตกลงกันได้ ชัดเจนครับ ท่านประธาน เรื่องการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน ถึงแม้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ที่แก้ไขจะไม่ได้เขียนว่าต้องไปรับฟังความคิดเห็น แต่เราบอกว่าต้องจัดให้พี่น้องประชาชน เข้าถึงรายละเอียด โดยตราเป็นพระราชบัญญัติ ช่วง ๑ ปีที่ไม่มีก็ใช้ระเบียบที่มีอยู่เดิม ดําเนินการ ถ้าไม่ดําเนินการรัฐสภาก็สามารถที่จะท้วงจะติง แล้วขอเหตุผล ขอผลของ การดําเนินการได้ เพราะฉะนั้นความมั่นใจในการที่จะเข้าไปเจรจาเพื่อผลประโยชน์ ของประเทศชาติก็จะเป็นการที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาในฐานะที่เป็นตัวแทน ของพี่น้องประชาชนโดยรวม ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะรัฐมนตรีและรัฐบาล สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านผู้ชี้แจงนะครับ ไม่ว่าจะ เป็นท่านรัฐมนตรีเอง ท่านทูตหรือท่านปลัดนะครับ พยายามระมัดระวังและใช้ถ้อยคําที่ให้ดู ที่จะเป็นประโยชน์มากที่สุด เพราะฉะนั้นบรรดาอะไรก็แล้วแต่ที่เกิดขึ้นในรัฐสภาแห่งนี้ ถ้ามีความจําเป็นต้องชี้แจง ต้องนําเอาสิ่งที่เกิดขึ้นในเวทีนี้ไปแถลง ไปแก้ไขก็ต้องดําเนินการ ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นข้อผูกพัน เป็นข้อต่อสู้ได้ ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ
สุดท้ายท่านประธานครับ ความจริงที่ต้องเน้นย้ํา ต้องบอกความจริงที่หลายคน สมาชิกหลายท่านในที่นี้บอกว่า ความจริงแล้วเราเสียดินแดนเกินกว่ามติคณะรัฐมนตรี เมื่อปี ๒๕๐๕ คือเส้นที่เราไปขีดให้เขา ที่ประเทศกัมพูชาเขาไม่เห็นด้วยแล้วเกิดข้อพิพาท เราเสียดินแดนมากกว่าเส้นที่เราขีดไว้เมื่อปี ๒๕๐๕ เขาบอกนี่คือความจริง ไม่ได้นะครับ ท่านประธานครับ ต้องตัดว่านี่คือข้อสันนิษฐานของสมาชิกท่านใดท่านหนึ่งเท่านั้นเอง แล้วผมได้นําเรียนท่านประธานไปแล้วว่าเราจะเสียเท่าไร เราจะได้เท่าไร หรือจะเป็นไป อย่างไรขึ้นกับการเจรจาของทั้ง ๒ ฝ่ายที่จะตั้งกรรมการขึ้นมา ถ้าเรายึดมั่นในสันติภาพ ความผาสุกของพี่น้องประชาชนทั้ง ๒ ฝ่าย ผมว่าเกิดประโยชน์ครับ จะไม่มีคําว่าเสียดินแดน ถ้าเราหันหน้าเข้าหากันประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในการใช้ปราสาทพระวิหารหรือพื้นที่โดยรอบ ให้เกิดประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่าย ก็จะเป็นประโยชน์กับทั้ง ๒ ฝ่าย ผมไม่ได้หมายความว่าต้องไป ยกแผ่นดิน ๑ ตารางนิ้วหรือ ๒ ตารางนิ้วให้เขา ไม่ใช่ครับ เมื่อเจรจาเป็นอย่างไร มีความ พึงพอใจทั้ง ๒ ฝ่าย นั่นคือข้อสรุป ถ้าไม่พึงพอใจ ๒๐๐ ปีก็ยังได้ครับ กราบขอบคุณ ท่านประธานครับ