รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องกรณีปราสาทพระวิหาร โดยเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความชัดเจน โปร่งใส จริงใจ ในการดำเนินการแก้ไขปัญหา และเน้นย้ำถึงคําพิพากษาของศาลที่ตัดสินให้พื้นที่บางส่วนของกัมพูชาตกเป็นของไทย พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลตอบสนองต่อคําพิพากษาของศาลและเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกรัฐสภา วันนี้คณะรัฐมนตรีได้ตัดสินใจ ที่จะมารับฟังความคิดเห็นของสมาชิกรัฐสภาต่อกรณีคําพิพากษาของศาลอาญาระหว่าง ประเทศในกรณีของปราสาทพระวิหาร ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่งยวด และผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนในห้องประชุมแห่งนี้ ก็ตระหนักดีว่าเป็นประเด็นที่มีความสลับซับซ้อนและมีความละเอียดอ่อน ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนที่เป็นคนไทย มีความตั้งใจและมี เป้าหมายว่าเราจะต้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยและประชาชนคนไทย รักษา อธิปไตยของไทยควบคู่ไปกับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งในปัจจุบัน นั้นเราก็กําลังก้าวเข้าไปสู่การเป็นประชาคมเดียวกัน ดังนั้นการดําเนินการที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องนี้ผมจึงถือว่าเป็นเรื่องที่คนไทยทั้งประเทศต้องพยายามแสวงหาจุดร่วม เพื่อนําไปสู่ คําตอบในการแก้ไขปัญหาแล้วก็คลี่คลายปัญหาในที่สุด ผมจะขอใช้เวลาของสภาแห่งนี้ เพื่อนําเสนอมุมมองต่อเรื่องดังกล่าว ซึ่งก็คงจะต้องมีการพูดถึงที่มาที่ไปของปัญหา มีการพูด ถึงเนื้อหาสาระของคําพิพากษา แล้วก็ไปจนถึงการดําเนินการต่อไปของรัฐบาล ผมหวังว่า นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้ลงนามในหนังสือถึงท่านประธานจะได้รับฟัง จะได้แลกเปลี่ยนกับ พวกเราเท่าที่ท่านจะทําได้ และจะได้แสดงความชัดเจน โปร่งใส จริงใจ ในการดําเนินการ ต่อไป ท่านประธานครับ เรื่องที่เรากําลังพิจารณาอยู่นี้ความจริงก็ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ มีที่มายาวนานมาก การพิพากษาเมื่อวันที่ ๑๑ ที่ผ่านมาเป็นการตีความคําพิพากษา ซึ่งเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ถึงกว่า ๕๐ ปี ซึ่งเป็นข้อพิพาทที่พี่น้องประชาชนคนไทยจํานวนมาก แม้จะเกิดไม่ทัน แต่ก็รับรู้และมีความรู้สึกมาตลอดประหนึ่งเหมือนกับเป็นบาดแผลที่อยู่ใน จิตใจ แล้วก็ประสงค์ที่จะหาคําตอบในเรื่องนี้ท่ามกลางพัฒนาการในช่วง ๕๐ กว่าปีที่ผ่านมา ที่ค่อนข้างที่จะมีความสลับซับซ้อน กระผมต้องกราบเรียนก่อนว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่เราสามารถ ให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยในการร่วมกันแสวงหาคําตอบได้คือความจริงครับ ถ้าเรา ไม่เริ่มต้นจากความจริงเราจะหาคําตอบที่ถูกต้องไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะกราบเรียน ก็คือว่า ผมคิดว่ารัฐบาลยังไม่ได้ให้ความจริงกับพี่น้องประชาชนครบถ้วนเท่าที่ควร สิ่งที่ต้อง กราบเรียนก็คือว่า ที่ผ่านมาเมื่อมีการพูดถึงเรื่องนี้ก็มักจะมีการกล่าวอ้างในประเด็น ทางการเมืองบ้าง เป็นประเด็นทางประวัติศาสตร์บ้าง ซึ่งหลายครั้งหลายฝ่ายพูดไม่ตรงกัน แต่วันนี้เมื่อเราก้าวมาถึงจุดนี้และจําเป็นต้องแก้ไขปัญหาต่อไปผมคิดว่าเราต้องทําความจริง ให้ปรากฏให้ชัด

ประการแรกครับ คําพิพากษาเมื่อปี ๒๕๐๕ เราก็เคยมีการพยายาม ทําความเข้าใจกันมาโดยตลอดว่ามีการพิพาทกันในเรื่องของปราสาทพระวิหารว่าตกอยู่ ภายใต้อธิปไตย หรือตั้งอยู่บนดินแดนภายใต้อธิปไตยของใคร แล้วเราก็เข้าใจตรงกันครับ ว่าศาลได้ตัดสินเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๖๒ หรือ พ.ศ. ๒๕๐๕ ว่าเป็นของกัมพูชา แต่ประเด็นของ คําพิพากษามันเกินเลยไปกว่าประเด็นนั้น เพราะมันมีประเด็นที่ไปกล่าวถึงการถอนทหาร กําลังเจ้าหน้าที่ และประเด็นอื่น ๆ ซึ่งคณะรัฐมนตรีเมื่อปี ๒๕๐๕ ก็ได้ตัดสินใจในการกําหนด แนวปฏิบัติการขึ้นมา อย่างที่เราทราบกันดีใช้คําว่า ล้อมรั้วลวดหนามในบริเวณที่เกี่ยวข้อง จากนั้นมาความเห็นระหว่าง ๒ ประเทศก็แตกต่างกันมาโดยตลอด ประเทศไทยก็ถือว่า ยกเว้นเฉพาะกรณีคําพิพากษาที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ เราก็มองว่าเส้นเขตแดน คือสันปันน้ํา ทางกัมพูชาก็พยายามกล่าวอ้างถึงแผนที่ที่เราเรียกกันว่า แผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ความขัดแย้งอันนี้ดํารงมาตลอดครับ ปัญหาก็คือว่าท่ามกลางความขัดแย้ง ๕๐ กว่าปีนี่ ทําไม ในที่สุดมันเป็นข้อขัดแย้งที่ไม่สามารถหาคําตอบทางอื่นได้ แล้วก็ต้องไปชี้ขาดโดยการตีความ ผมคิดว่าวันนี้ในคําวินิจฉัย เมื่อวันที่ ๑๑ ที่ผ่านมานี้ มันก็มีการระบุชัดครับว่าข้อขัดแย้งมัน ดํารงมายาวนานจริง ๆ เพราะที่ผมต้องกราบเรียนตรงนี้ เพราะบางทีมีการกล่าวในทํานองว่า เรื่องนี้ทําไมมันถึงต้องไปที่ศาล ทําไมเราต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้ ผมว่ารัฐบาล จําเป็นต้องทําความเข้าใจ คดีนี้ไม่ใช่คดีใหม่ เพราะถ้าเป็นคดีใหม่ปัจจุบันเราก็ไม่ได้เป็นภาคี ไม่จําเป็นต้องไปยอมรับอํานาจศาลโลกอยู่แล้ว แต่บังเอิญกรณีนี้เป็นกรณีการตีความตาม คําพิพากษาเดิม ซึ่งถือเป็นคดีเดิมในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยยอมรับอํานาจ ศาล แต่ถามว่าเมื่อกัมพูชาเสนอตีความ ประเทศไทยจําเป็นต้องไปขึ้นศาลไหม ผมว่ารัฐบาล ก็จําเป็นต้องชี้แจงนะครับว่าตามข้อกําหนดหรือธรรมนูญของศาลก็บ่งชัดครับว่า ในกรณี ที่คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ไปขึ้นศาล พูดง่าย ๆ คือไม่ไปต่อสู้คดี ศาลนั้นสามารถที่จะตัดสิน ตามคําขอของฝ่ายที่ขอไปได้เลยนะครับ ภายใต้เงื่อนไขบางประการ ฉะนั้นนั่นคือเหตุผล นะครับว่าทําไมเราจึงต้องมีคณะทนายความ คณะทํางานที่ขึ้นไปต่อสู้ เพราะถ้าเราไม่ต่อสู้ ศาลก็อาจจะให้ตามคําขอของกัมพูชาได้ ซึ่งถามว่าความปรารถนาสูงสุดของกัมพูชาคืออะไร ความปรารถนาสูงสุดของกัมพูชาก็คือว่าต้องการให้ศาลประทับรับรองสถานะของแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เพื่อให้เป็นแนวทางในการกําหนดเส้นเขตแดนตลอดแนวบริเวณดังกล่าว นี่คือข้อเท็จจริงครับ ถามต่อไปว่าศาลรับเรื่องนี้ดูจากอะไร ศาลต้องดูว่ามีข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น จริงหรือไม่ ผมทราบดีว่าวันนี้เรายังไม่มีคําแปลที่เป็นทางการนะครับ แต่เพื่อบันทึกเอาไว้ ให้ถูกต้องก็คือว่า ศาลได้พิจารณาในประเด็นว่า ข้อขัดแย้งมันเกิดขึ้นเพราะอะไร มันมีจริง หรือไม่ ปรากฏอยู่ในย่อหน้า หรือท่านจะใช้คําว่าวรรค นี่นะครับ ตั้งแต่วรรคสามสิบเจ็ด เป็นต้นไป แล้วก็ได้ระบุครับว่า ที่ศาลรับว่ามีข้อขัดแย้งนี่มันมี ๓ เหตุการณ์ครับ

เหตุการณ์ที่ ๑ คือ ปี พ.ศ. ๒๕๐๕ คือหลังจากที่ศาลมีคําพิพากษา คณะรัฐมนตรีของไทยก็ได้ไปกําหนดแนวปฏิบัติการล้อมรั้วลวดหนาม ซึ่งผมต้องกราบเรียน ท่านประธานอย่างตรงไปตรงมาว่า ในความรับรู้ความเข้าใจของพวกเรา หรือคนไทยเกือบ ทั้งประเทศ เราก็บอกว่าในขณะนั้นเจ้าสีหนุเสด็จมาก็ได้เห็นว่ามีการล้อมรั้วลวดหนาม เราก็ เข้าใจว่าไม่ได้มีการทักท้วงครับ แต่ปรากฏตามคําพิพากษาว่ากัมพูชาได้เสนอหลักฐานว่า ไม่ยอมรับการล้อมรั้วลวดหนามในขณะนั้น ข้อความนี้ปรากฏอยู่ในวรรคสี่สิบสอง ในหน้า ๑๙ ของเอกสารครับ

เหตุการณ์ที่ ๒ ครับ เหตุการณ์ที่ ๒ ก็คือว่าเมื่อกัมพูชานําเอาเรื่องของ ปราสาทพระวิหารไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ที่ศาลอ้างถึงก็คือในปี ๒๕๕๐ มีการทํา แผนที่ไปครับว่าจะบริหารจัดการปราสาทพระวิหารในฐานะที่จะเป็นมรดกโลกอย่างไร ฝ่ายไทยในขณะนั้นเห็นว่าแผนที่ดังกล่าวกินพื้นที่เข้ามาในบริเวณซึ่งเราถือว่าเป็น ประเทศไทย นี่ครั้งที่ ๒ ครับ

ครั้งที่ ๓ ครับที่ศาลระบุคือระหว่างวันที่ ๑๘ ถึง ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ครับ ในสมัยรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร ปรากฏว่าในขณะนั้นรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี สมัครได้ส่งกําลังทหารขึ้นไป แล้วทางกัมพูชามีการประท้วงว่ากําลังทหารที่ขึ้นไปนั้นเข้าไป อยู่ในเขตแดนของเขา ขณะที่ฝ่ายไทยก็ได้ตอบโต้กลับไปว่าไม่ใช่ ผมต้องการให้บันทึกเอาไว้ นะครับว่านี่คือจุดที่ทําให้ศาลเห็นว่ามีข้อขัดแย้ง ปี ๒๕๐๕ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๕๑ แน่นอนครับ หลังจากนั้นต้นปี ๒๕๕๔ มีการปะทะกันจริงครับ แต่ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่กัมพูชา ได้ใช้กําลังแล้วประเทศไทยในขณะนั้นก็มีความจําเป็นในการที่จะตอบโต้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ธรรมดาเหตุการณ์ก็ผ่านไป แต่ประเด็นที่ผมคิดว่ารัฐบาลต้องทําความเข้าใจว่าที่มาของคดีนี้ มูลเหตุแห่งคดีนี้ การที่ศาลรับคดีนี้มันคือความขัดแย้งที่ปรากฏออกมาใน ๓ เหตุการณ์ ในรอบ ๕๐ ปี ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อศาลเห็นว่ามีข้อพิพาทก็ต้องมาจํากัดหรือมา นิยามให้ชัดว่าที่จะให้ตีความและที่บอกว่ามีข้อพิพาทปฏิบัติตามคําพิพากษาเดิมไม่ได้ คือเรื่องอะไรบ้าง ตรงนี้ท่านทูตวีรชัย ประทานโทษเอ่ยนาม ท่านได้ชี้แจงไปแล้วนะครับ ผมไม่กล่าวซ้ํา เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็ต้องมาดูว่าในที่สุดข้อต่อสู้ความปรารถนาและคําพิพากษานั้น เป็นอย่างไร กระผมคิดที่รัฐบาลชี้แจงหลายครั้งหลังจากคําพิพากษา แล้วที่ท่านทูตได้พูดย้ํา เมื่อสักครู่มันเป็นส่วนหนึ่งของคําพิพากษาในลักษณะที่เราบอกว่าน่าจะเป็นคุณกับเรา ความหมายคืออะไรครับ หมายความก็คือ ศาลยืนยันว่าคําพิพากษา ปี ๒๕๐๕ ผูกพันเฉพาะ พื้นที่ที่พิพาทเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการกําหนดเส้นเขตแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ไม่ใช่เป็นการ กําหนดเส้นเขตแดนตามแนวแผนที่จะทั้งระวางหรือว่าทั้งชุดหรืออะไรก็ตามและข้อผูกพัน ที่จะนําไปสู่การปฏิบัติก็คือกําจัดอยู่ในพื้นที่ที่เป็นข้อพิพาท ตรงนี้ครับที่นายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีหรือหลายท่านให้สัมภาษณ์ว่าเป็นคุณกับเรา ผมก็ยืนยันว่ามันก็ช่วยเราในการ ทํางานต่อไป ช่วยในแง่ที่ว่าต้องยอมรับครับว่ากัมพูชานั้นมักจะพูดจาในลักษณะที่บอกกับ เราว่า ถ้าเมื่อไรมีปัญหาจะไปให้ศาลตัดสินว่าแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ กําหนดเส้นเขตแดน แล้วก็พื้นที่ที่เราชอบ เรียกกันว่า ๔.๖ ตารางกิโลเมตร จะต้องตกเป็นของกัมพูชา เมื่อศาล ได้ยืนยันจากการตีความครั้งนี้ว่าอํานาจของศาลจะพิจารณาเฉพาะพื้นที่ที่เป็นพื้นที่พิพาท ซึ่งเล็ก หรือจะใช้ว่า เล็กหรือแคบกว่า ปัญหาตรงนี้ทั้งหมดหรือ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร นั่นก็หมายความว่ากัมพูชาไม่สามารถนําเรื่องนี้กลับขึ้นไปให้ศาลมาวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นได้อีก แต่เราจะแปลภาษาไทย อย่างไรก็ไม่สําคัญเท่ากับว่าศาลกําหนดขอบเขตให้ชัดด้วยครับท่าน ว่าพรอมอนทอรีคืออะไร เราจะไปคิดว่าพรอมอนทอรีต้องเป็นแหลมที่ยื่นออกไป จะต้องเป็น พื้นที่ที่อยู่สูงและมองลงไปและมีพื้นที่แผ่นดินข้างล่าง มันไม่ใช่ประเด็นแล้วละครับ เพราะพรอมอนทอรีตามคําพิพากษาของศาลคือพื้นที่ที่ศาลบรรยายไว้ในย่อหน้า หรือวรรคเก้าสิบแปดบรรยายไว้อย่างไรครับ ผมพยายามพูดให้ง่ายที่สุดให้เห็นภาพนะครับ ทางทิศตะวันออก ศาลก็บอกว่าความเป็นหน้าผาปรากฏชัดอยู่แล้ว แล้วก็พื้นที่ว่าตรงไหน ของกัมพูชา ของไทยก็ไม่ค่อยได้เป็นปัญหาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ต้อง นิยามอะไรกันขึ้นมาใหม่ แต่ทางทิศตะวันตกนี่สิครับท่าน จากเดิมเราตีเป็นเส้นตรงไว้ในเขต รั้วลวดหนามบริเวณปราสาทที่เราว่านี้ วันนี้ศาลบอกว่ากินพื้นที่ไปถึงเชิงเขาหรือตีนเขา ของภูมะเขือครับ เราอาจจะดีใจว่าศาลบอกว่าภูมะเขืออยู่นอกพื้นที่ตรงนี้นะครับ แต่พื้นที่ ตรงนี้ไม่ใช่น้อย และสภาพทางภูมิศาสตร์ที่มีที่ราบหรือหุบเขาระหว่างภูมะเขือ กับตีนเขาพระวิหาร ศาลระบุชัดว่าพรอมอนทอรีซึ่งตกเป็นของกัมพูชาให้กินไปจนถึงตีนเขา ภูมะเขือนะครับ ผมเองผมก็ข้องใจว่าทําไมไม่เป็นตีนเขาพระวิหาร ทําไมต้องให้ไปถึงตีน ภูมะเขือหรือเชิงเขาของภูมะเขือ แต่นี่คือข้อเท็จจริงที่ศาลวินิจฉัย ส่วนทางด้าน ทิศเหนือครับ ศาลบอกว่าให้ยึดเอาเส้นตามแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ แล้วก็ดูว่าเส้นนั้น ทางทิศตะวันออกไปตัดกับหน้าผาตรงไหน ทางทิศตะวันตกไปตัดกับพื้นที่เชิงเขาภูมะเขือ ตรงไหน ผมกราบเรียนท่านประธานว่าจะเรียกว่าเล็ก จะเรียกว่าแคบอย่างไรก็ตาม แต่เป็นพื้นที่ที่มีความหมาย สิ่งเดียวที่ทําให้เกิดความไม่แน่นอนว่ามันคือตรงไหนนี่ครับ คือการที่แผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ฝ่ายไทยได้ยกเป็นข้อต่อสู้ไว้ ซึ่งผมต้องขอขอบคุณว่า ไม่สามารถแปลงลงไปบนพื้นที่จริงได้ มีความกํากวม มีความไม่ชัดเจน ศาลจึงเขียน ในวรรคเก้าสิบเก้า ว่าเส้นนี้ ๒ ประเทศก็ต้องไปดําเนินการด้วยกันว่ามันอยู่ตรงไหน เฉพาะ ตรงนี้นะครับ เฉพาะทางทิศเหนือนะครับ แต่ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ศาลบอกจํากัด ความไว้หมดแล้วว่ามันกินพื้นที่เท่าไร ผมก็กราบเรียนว่าศาลก็เขียนชัดว่าทางเส้นที่เป็น ทิศเหนือแม้จะไม่ชัดเจนอย่างไรก็ตาม แต่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดกําหนดเองไม่ได้ แล้ว ๒ ฝ่ายต้องไป ตกลงกัน ภาษาอังกฤษใช้คําว่าอินกูดเฟธ (In Good Faith) คือด้วยความสุจริต เคารพต่อ เจตนารมณ์ของคําตัดสินของศาล

ส่วนประเด็นเรื่องมรดกโลกนั้นต่างหากนะครับ การบริหารจัดการเพื่อดูแล รักษาความเป็นมรดกโลกของปราสาทพระวิหาร ศาลก็บอกว่าทั้ง ๒ ประเทศต้องร่วมมือกัน แต่ท่านอย่าลืมว่าปัจจุบันมรดกโลก ปราสาทพระวิหารนั้นขึ้นทะเบียนในนามของกัมพูชา เพียงฝ่ายเดียว ผมกราบเรียนเรื่องนี้ด้วยความเจ็บปวด เพราะผมว่าเราหนีความจริงไม่ได้ รัฐบาลจึงมีหน้าที่ที่ต้องบอกกับประชาชนว่าหากรัฐบาลรับหรือปฏิบัติตามคําพิพากษาของศาล ผมไม่ทราบครับ เพราะว่าหลังจากที่มีคําตัดสินมาผมก็ยังดีใจว่าบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ นายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรี เท่าที่ผมทราบนะครับ ยังไม่ได้พูดชัดนักว่าตกลงรับหรือไม่รับ ปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติ สงวนท่าทีไว้ถูกต้องแล้วครับ สงวนท่าทีไว้ถูกต้องแล้วครับ แล้วก็ ผมก็ฟังจากท่านผู้บัญชาการทหารบก ฟังจากท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมด้วย ว่ายังไม่มีการถอนทหาร ซึ่งความจริงผมก็ไม่แน่ใจนะครับว่าในพื้นที่ ที่ว่านี้มีกําลังทหารเราอยู่หรือไม่ในปัจจุบัน เรื่องนี้ละเอียดอ่อนครับ แล้วก็ผมก็ปรารถนาที่จะเห็น นะครับ เราเห็นภาพเมื่อเช้าในหนังสือพิมพ์เราก็มีความรู้สึกอุ่นใจว่าทหารในพื้นที่ทั้ง ๒ ฝ่าย เขาก็จับมือยิ้มแย้มกันแล้วก็บอกว่าเขาจะอยู่ร่วมกันจนกว่ามันหาคําตอบได้ในระดับของ รัฐบาล เพียงแต่ว่าเมื่อสักครู่เมื่อช่วงบ่ายเท่านั้นที่มีการโพสต์ (Post) ข้อความขึ้นในเฟซบุ๊ก ของนายกรัฐมนตรีฮุนเซนที่บอกว่าบัดนี้ศาลตัดสินว่าบริเวณเขาพระวิหารทั้งหมดนี้เป็นของ กัมพูชาแล้ว ขอให้ไทยถอนทหารออก ตรงนี้คือสิ่งที่จะเริ่มเป็นประเด็นที่รัฐบาลก็ต้องเข้าไป แก้ไขจัดการว่าจะหาแนวทางในการดําเนินการต่อไปอย่างไร ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับ เพื่อให้เห็นเป็นตัวอย่างว่าความจริงในคดีนี้ในสมัยรัฐบาลที่แล้ว ตอนแรกกัมพูชาไปขอคําสั่ง ชั่วคราวจากศาลให้ประเทศไทยถอนทหารแต่เพียงฝ่ายเดียวทีมที่ไปต่อสู้ ผมก็ถือว่าประสบ ความสําเร็จนะครับ ว่าศาลไม่ให้ปฏิบัติ ไม่ได้ให้ปฏิบัติตามคําขอของกัมพูชา แต่กําหนดเขต กว้างใหญ่เลยครับ บอกให้ทั้ง ๒ ประเทศนี้ ถอนทหารออกไป ผมกราบเรียนท่านประธานว่า วันนั้นเป็นช่วงรอยต่อกําลังจะเลือกตั้งพอดี น่าจะหลังเลือกตั้งแล้วด้วยซ้ํานะครับ รัฐบาลใน ขณะนั้นก็ไม่พูดหรอกครับ รับหรือไม่รับ รัฐบาลในขณะนั้นบอกว่าการถอนทหารเป็นเรื่องที่ เรากับทางกัมพูชาควรจะต้องไปตกลงกันครับ แล้วก็ทําให้มีความยืดหยุ่นในการปฏิบัติแล้วก็ เป็นการยืนยันว่าเราจะไม่ผลีผลามไปบอกว่ารับตรงนั้น ทําตรงนี้ แล้วมีผลผูกพัน คําถาม คําถามเดียวที่ผมต้องถามท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี กับท่านรัฐมนตรีว่า บังเอิญก่อนหน้าคําตัดสินทั้ง ๒ ท่านไปให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่าจะรับคําพิพากษา วันนี้ท่านยัง ไม่ได้พูด ผมก็ไม่ทราบว่าจุดยืนท่านคืออะไร แต่ความจริงที่ท่านต้องบอกคนไทยก็คือถ้าท่าน พูดว่ารับนั่นหมายถึงพื้นที่ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่าพรอมอนทอรีภาษาไทยจะเรียกว่าอะไร ก็แล้วแต่ จาก ๐.๓ - ๒ ตารางกิโลเมตรคือความสูญเสียที่เกิดขึ้นทันที นี่คือข้อเท็จจริงที่ต้อง บอกกับประชาชนครับ ถามว่าถ้าเช่นนั้นแนวทางที่จะทํากันต่อไปจะเป็นอย่างไรผมก็ต้อง กราบเรียนท่านประธานว่า มีผู้ประท้วงครับ