เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ กล่าวถึงกรณีการพิจารณาคดีที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ปี 2505 และปี 2556 และอธิบายว่าเขาเห็นว่าเผด็จการทหารน่าจะอันตรายน้อยกว่าการทุนนิยม
เรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ก่อนที่จะเริ่ม ลงเรื่องนี้นะครับผมต้องมีความคิดเห็นกับท่านประธานหน่อยว่าท่านให้ความเมตตากับ ท่านหัวหน้าทีมของกระทรวงการต่างประเทศ และโดยเฉพาะท่านทูตวีรชัย เหตุที่ผม พูดเช่นนี้เพราะอะไรครับ เพราะว่าการพิจารณาในวันนี้นี่นะครับ หนังสือออกโดย ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ วันที่ ๑๑ และวันนี้วันที่ ๑๓ นะครับ รายละเอียดเรายังไม่ค่อย รู้เลยครับ แสดงว่าหนังสือที่ออกออกหลังจากที่ได้มีคําพิพากษาแล้วไม่กี่ชั่วโมง ยิ่งแสดง ให้เห็นถึงว่าการพิจารณาของรัฐสภาในครั้งนี้เป็นไปด้วยความรีบร้อนเช่นเคยครับ ถ้าไม่ รีบร้อนก็แสดงความว่ามีความกลัวอะไรอยู่ซ่อนท้าย ทําให้สภาวะของท่านทูตที่เป็นผู้มี ความรู้ความสามารถหรือมีประสบการณ์ ไม่สามารถใช้ศักยภาพของท่านที่มีอยู่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ได้ให้ต่อรัฐสภาแห่งนี้ ซึ่งผมถือว่าเป็นสิ่งที่เราเสียโอกาสที่จะได้รับทราบ ของคุณค่าต่าง ๆ เราประชุมกันนะครับ ได้มีเพื่อนสมาชิกคิดว่าน่าจะจบกันตอน ๖ โมงเย็น และไปต่อได้ในวันรุ่งขึ้น เพื่ออะไรครับ เพื่อสุขภาพของเพื่อนสมาชิกรัฐสภาซึ่งมีหลายวัย และขณะเดียวกันท่านทูต สภาวะ ผมดูหน้าท่านยังอยู่ในสภาพที่ว่าทํางานไม่ได้ ท่านซีดขาว นะครับ ถ้าเกิดโชคร้ายเป็นอะไรไปเราจะเสียทรัพยากรบุคคลที่สําคัญและทรงคุณค่าของ ประเทศอย่างน่าเสียดายครับ ท่านประธานครับ ผมได้มีโอกาสพูดครั้งสุดท้ายทั้ง ๆ ที่ผม ไม่นึกว่าจะต้องมาจบถึงตีหนึ่งครึ่งนะครับ ไม่เป็นไรครับ เราต้องการแสดงความคิดเห็นตามที่ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ออกหนังสือเพื่อมาให้สมาชิกรัฐสภาได้แสดงความคิดเห็นกันในวันนี้ ผมต้องเรียนท่านประธานว่าผมเป็นคนที่เกิดอยู่ในช่วง ๒ เหตุการณ์ครับ ผมรับรู้ได้ถึง เหตุการณ์ปี ๒๕๐๕ ว่าในบรรยากาศที่มีการปกครองที่เราเรียกว่าปกครองโดยคณะปฏิวัติ ซึ่งมีจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี บรรยากาศในขณะนั้นครับ ปี ๒๕๐๕ มันเป็นความทุกข์ของแผ่นดินจริง ๆ ครับ ทุกตารางนิ้ว ทุกตารางเมตรพูดกันถึงเรื่อง ความทุกข์ที่เราจะต้องสูญเสียเขาพระวิหารของเรา ซึ่งเราได้ยึดครองมาตั้งแต่สมัยสมเด็จ พระนเรศวรมหาราช สมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตลอดเรื่อยมาจนกระทั่งถึง รัชกาลที่ ๕ แล้วก็จนกระทั่งถึงปัจจุบันคือรัชกาลที่ ๙ เรารักษาไว้ได้ตลอดครับ บรรยากาศ ของปี ๒๕๐๕ ซึ่งผมก็ยังไม่ถึงกับบรรลุนิติภาวะนะครับ แต่รับทราบได้ว่าเป็นทุกข์ของ แผ่นดินจริง ๆ ครับ และแผ่นดินแห่งนี้เป็นแผ่นดินที่ศักดิ์สิทธิ์ครับ เพราะฉะนั้นจึงมีการได้เห็นน้ําตาของจอมพล ที่ได้แสดงออกด้วยความจริงใจในเรื่องของการรักชาติ ณ ปี ๒๕๕๖ เมื่อวันที่ ๑๑ หลังจาก ที่มีการคําอ่านคําพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศแล้วนะครับ บรรยากาศของคนไทย ในยุค ปี ๒๕๕๖ กับ ปี ๒๕๐๕ มันต่างกันครับ โชคร้ายครับ วันที่ประกาศวันที่ ๑๑ นั้น มันมี เหตุการณ์ชุมนุมกันหลายแห่ง ด้วยความบกพร่องของรัฐบาล ด้วยความไม่พอใจในหลายเรื่อง สะสมกันมา บรรยากาศที่รับทราบของวันที่ ๑๑ ในเรื่องของคดีที่สําคัญที่สุดของชีวิต คนไทยในเรื่องของการที่ว่ากังวลว่าจะเสียดินแดนหรือไม่ก็ได้ปรากฏออกมาในท่ามกลาง ของความที่เรียกว่าต่างกับปี ๒๕๐๕ ที่ผมได้มีโอกาสสัมผัสมา หลายคนแสดงความทุกข์กังวลมาก แล้วก็ไปร่วมเวทีที่หลายท่านได้จัดไว้ แต่ขณะเดียวกันก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งครับที่รู้สึกพอใจ ไม่ได้แสดงปฏิกิริยาอะไรอย่างที่ผมได้พบเห็นปี ๒๕๐๕ ทําให้ผมต้องเอาเหตุการณ์ ๒ เหตุการณ์มาเปรียบเทียบกันว่าระหว่างยุคที่เรียกว่าเผด็จการทหาร กับยุคที่เราเรียกกันว่า ทุนนิยมหรือบางคนต่อท้ายว่าสามานย์นะครับ มันมีภาพออกมาแตกต่างกันอย่างไม่น่าเชื่อ ในเรื่องเดียวกันครับ ก็อยากจะเรียนให้ท่านประธานได้ทราบว่าผมเห็นมาแล้วทําให้ผมมั่นใจ ว่าในความไม่ดีทั้ง ๒ อย่างที่เราเรียกว่าเผด็จการทหารก็ดี หรือทุนนิยมสามานย์ก็ดี ในส่วนตัวของผมผมยังรู้สึกว่าเผด็จการทหารน่าจะอันตรายน้อยกว่า การก้าวเข้าสู่อํานาจ บริหารของประเทศขณะนี้ถ้าเราพูดไปแล้วก็จะมาจาก ๓ ส่วนใหญ่ ๆ ก็คืออํานาจนั้นได้มา โดยเผด็จการทหารหรือโดยการใช้กําลัง อันที่ ๒ อํานาจนั้นขึ้นมาได้โดยทุนนิยม อันที่ ๓ คือ อุดมคติซึ่งขณะนี้อํานาจนั้นกําลังลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศครับ เรากําลังพยายามไขว่คว้า หามาเพื่อเอามาทําเป็นระบบบริหารประเทศไทยให้เกิดขึ้น ผมเรียนว่าในประวัติศาสตร์ นะครับเราทราบดีว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราช หรือเขมร ฐานะจริง ๆ ก็คือประเทศราช ของคนไทยนะครับ แต่ ณ วันนี้ ณ วันที่หลังจากที่สถานทูตไทยประเทศเขมร ประจําอยู่เขมร ได้ถูกเผา นับตั้งแต่วันนั้นมาครับเหตุการณ์ต่าง ๆ ก็พัฒนาไป มีการต่อรอง มีการทําอะไร หลายเรื่อง ทําให้ผมมีความรู้สึกว่าศักดิ์ศรีของประเทศไทยในฐานะที่เคยเป็นเจ้าอาณาเขต แห่งนั้นมันหายไปครับ ศักดิ์ศรีหายไปครับ จะทําอะไรทีหนึ่งเราจะพูดถึงว่านี่เป็นเรื่องของ การค้าดีกว่า เราเอาเรื่องเศรษฐกิจนําหน้าดีกว่า เพราะฉะนั้นเราจะชูแต่เรื่องเงิน ทอง ผลประโยชน์ ศักดิ์ศรีของชาติที่พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ได้สร้างไว้ ทําไว้ หายไปหมดครับ เครื่องบินเขมรบินล้ําอาณาเขตไทย ฝ่ายไทยไม่ได้ประท้วงครับ ผมทราบดีครับว่าแม้เรา จะเป็นเพื่อนบ้านกัน จะรักใคร่สนิทสนมกันก็ดีแต่มันไม่ควรจะปล่อยไปครับมันเป็นเรื่องของ ระหว่างประเทศครับ เตือนได้ครับ แสดงปฏิกิริยาผ่านทางสถานทูตได้ เรียกทูตมาพบ ยื่นหนังสือ มีหลายรูปหลายแบบ เราไม่ทําครับ ตลอดระยะเวลาก่อนที่เขมรหรือหลังจากที่ ประเทศกัมพูชานะครับ ขออภัย ได้นําเรื่องเข้าสู่ฟ้องศาลโลกนะครับ บรรยากาศของ ประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาเหมือนกับไม่ใช่เป็นคู่กรณีกัน ผมตั้งขอสังเกตนะครับ ต้องเรียนว่าทางกัมพูชาได้นําเรื่องนี้ฟ้องต่อศาลโลกก่อนที่รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ จะยุบสภาเพียงแค่ ๑๒ วันเท่านั้นครับ ทําให้ผมอดคิดไม่ได้ว่าเรื่องปราสาทเขาพระวิหารที่เราจด ที่ทางประเทศกัมพูชานําไปขึ้นสู่ มรดกโลกนี่ครับ เมื่อผิดหวังจากรัฐบาลสมัยท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร ในที่สุดทางเรามี ภูมิคุ้มกันครับ คือมาตรา ๑๙๐ ในขณะนั้นยังไม่มีการแก้ไข ทําให้ผลของการที่ประเทศ กัมพูชาจะนําปราสาทพระวิหารไปจดทะเบียนไม่สามารถทําได้ฝ่ายเดียว นี่คือสิ่งที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ซึ่งมีคุณค่ายิ่งอันหนึ่งสามารถพลิกสถานการณ์ได้ แต่จะด้วยเหตุใดก็ตาม ผมไม่มั่นใจครับว่ามันเกิดอะไรขึ้น ในสมัยกรุงศรีอยุธยาก็เคยมีนะครับคนไทยขายชาติ เปิดประตูเมือง เราสูญเสียไปแล้วนะครับ ไม่ว่าจะสงครามครั้งที่ ๑ เสียกรุงครั้งที่ ๑ เสียกรุง ครั้งที่ ๒ มันเกิดเหตุการณ์ขึ้นที่ว่าเมื่อไม่สามารถจะจดได้ คนไทยหรือเปล่าหรือใครก็ตาม นะครับ จะชี้ช่องเปิดประตูให้ประเทศกัมพูชานําเรื่องนี้เข้าสู่คดีศาลยุติธรรม แล้วก็สามารถ ยื่นเรื่องได้ทันก่อนที่จะมีการยุบสภาเกิดขึ้น เพียงแค่ ๑๒ วันเท่านั้นครับ และผลจากวันนั้น ก็จะมีการนัดกันต่อสู้คดีชี้แจงกันประมาณเดือนเมษายนนะครับ และหลังจากเดือนเมษายน ปี ๒๕๕๖ นี้ครับก็คือวันที่เราจะต้องจดจําอีกครั้งหนึ่งครับว่าคําตัดสินของศาล อ่านกี่รอบ ก็คือเราสูญเสียดินแดนมากกว่าที่จอมพล สฤษดิ์ ได้ล้อมรั้วลวดหนามไว้อย่างแน่นอนครับ นี่ละครับคือความทุกข์ของคนไทยและความกังวลของคนไทยที่ไม่สามารถจะมีอะไรมารองรับ เขาได้ ไม่มีเลยครับมาตรการต่าง ๆ ไม่มีความมั่นใจเกิดขึ้น ประกอบกับรัฐบาลชุดนี้ได้มีการ ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ อีก ซึ่งเป็นอาวุธสําคัญที่เราเคยใช้ได้ผลมาแล้ว ปี ๒๕๕๑ แต่วันนี้ได้แก้ไขผิดรูปแบบไป เรียกว่าไม่สามารถเป็นภูมิคุ้มกันให้กับสังคมไทย ได้อีกต่อไป ท่านประธานครับ นี่คือสิ่งที่เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เหลืออยู่ทางเดียวครับที่จะช่วย ทําให้สถานการณ์สู้ดีได้ ก็คืออํานาจอยู่ที่นายกรัฐมนตรีขณะนี้ คําถามที่ผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรถามวันนี้กับท่านนายกรัฐมนตรี ไม่ได้รับคําตอบครับว่าท่านยื่นไปแล้ว หรือยัง กราบบังคมทูลไปแล้วหรือยัง ไม่ได้รับทราบครับว่าเมื่อไร เพราะฉะนั้นมันจะเป็น ปัญหายากถ้ารัฐธรรมนูญที่แก้ไขแล้วได้ถูกบังคับใช้ครับ ผมในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภา และรัฐบาลนี้ต้องการทราบความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิก ผมกราบเรียนว่าผมขอร้อง ท่านนายกรัฐมนตรีท่านต้องทําทุกวิถีทางที่ไม่สามารถทําให้รัฐธรรมนูญที่มีการแก้ไข มาตรา ๑๙๐ ส่งผ่านกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้นะครับ เพื่อล้มกฎหมาย นี้ครับ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศ อํานาจอยู่ที่ท่านแห่งเดียวครับท่านนายกรัฐมนตรี ท่านไม่ต้องกลัวครับ คนเราเขาบอกว่าเราอย่าไปโลภในทรัพย์สิน ถ้าท่านไม่กล้าทําเพราะ กลัวจะเสียชื่อเสียง ท่านผิดแล้วครับ เพราะความโลภของการที่ว่ากลัวจะเสียชื่อเสียงบางครั้ง ทําร้ายประเทศชาติจนสิ้นสุดประเทศชาติก็มีมามากมาย เพราะความกลัวครับ กลัวจะเสีย ชื่อเสียง ผู้นํากลัวจะเสียชื่อเสียงจึงไม่กล้าตัดสินใจใด ๆ ที่จะรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของ ประเทศชาติ ท่านประธาน ผมเรียนผ่านท่านประธานไปยังนายกรัฐมนตรีครับ ท่านต้องกล้า ตัดสินใจครับ เป็นวิกฤติครั้งสุดท้ายที่ท่านจะมีโอกาสแสดงในฐานะผู้นําสตรีคนแรกของ ประเทศไทย ท่านนายกรัฐมนตรีของเรา เป็นที่ทราบกันดีว่าท่านไม่ได้ค่อยเข้าสภามากเหมือน ท่านนายกรัฐมนตรีท่านอื่น ๆ ในอดีตที่ผ่านมาทุกคนนะครับ