อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องร่างกรอบการเจรจาความตกลงภาษีอากรระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา โดยมีข้อกังวลเกี่ยวกับความสมบูรณ์และความชัดเจนของกรอบการเจรจา รวมถึงผลกระทบจากความตกลงนี้ต่อกฎหมายการเงินและข้อมูลส่วนบุคคลของไทย และเรียกร้องท่าทีของรัฐบาลเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายที่จำเป็น
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ผมเข้าใจว่าเรายังไม่ได้ปิดอภิปราย ในเรื่องนี้นะครับ เพียงแต่รัฐมนตรีได้ตอบเป็นช่วง ๆ ผมมี ๔ ประเด็นนะครับที่จะตั้งข้อสังเกต แล้วก็ซักถามหลังจากที่ได้ฟังเพื่อนสมาชิก แล้วก็รัฐมนตรีได้ตอบไปในระดับหนึ่ง ร่างกรอบ การเจรจาความตกลงเพื่อความมือด้านภาษีอากรระหว่างประเทศ และการปฏิบัติตามแฟทกา ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ประเด็นที่ พวกเราสงสัยและต้องการคําตอบกันก็คือว่า แท้จริงแล้วแฟทกาก็คือกฎหมายภายในของ สหรัฐอเมริกา แต่เป็นกฎหมายภายในที่ออกมาก็เพื่อที่จะแก้ปัญหาสําหรับประเทศ สหรัฐอเมริกาเอง ในเรื่องของการบังคับให้คนของประเทศเขาเสียภาษีให้ครบถ้วน ตามที่กฎหมายของเขากําหนด แต่ประเด็นมันอยู่ที่ตรงนี้ครับ ประเด็นมันอยู่ที่ว่าเมื่อประเทศ สหรัฐอเมริกาออกกฎหมายมาแล้ว แทนที่กฎหมายฉบับนี้จะมีสภาพบังคับเฉพาะ ภายในประเทศสหรัฐอเมริกากลับมีสภาพบังคับทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อประเทศอื่นด้วย และวันนี้เรากําลังยอมที่จะให้กฎหมายฉบับนั้นมามีสภาพบังคับกับประเทศไทยด้วย ถามว่า มันมีความเหมาะสมหรือไม่ เพราะนอกจากจะมีเจตนารมณ์ที่จะให้เกิดสภาพบังคับกับ ประเทศที่ไม่ใช่ประเทศของตัวเองแล้ว ยังมีบทข่มขู่ในเรื่องของการลงโทษด้วย ท่านประธานก็เห็นนะครับ เขียนไว้ชัด ถ้าหากว่าสถาบันการเงินต่างประเทศที่ไม่เข้าร่วมกับ กฎหมายฉบับนี้ ก็คือไม่จัดส่งข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีบุคคลสัญชาติอเมริกันอย่างครบถ้วน และเป็นไปตามเงื่อนไขที่กําหนดไว้ สถาบันการเงินดังกล่าวจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย เป็นอัตราร้อยละ ๓๐ จากแหล่งเงินได้ที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา นี่เป็นพันธะที่ต้องเกิดขึ้นกับ สถาบันการเงิน ทั้งธนาคารพาณิชย์ ทั้งบริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทประกันภัย ซึ่งทําธุรกรรม ทําธุรกิจอยู่ในประเทศไทย คําถามก็คือว่านี่มันกฎหมายภายในของสหรัฐอเมริกา หรือว่า นี่คือความพยายามที่จะให้เกิดสิทธิสภาพนอกอาณาเขต เหมือนกับที่ครั้งหนึ่งในประเทศเรา สมัยรัชกาลที่ ๔ เคยเกิดสิทธิสภาพนอกอาณาเขต เมื่อเราต้องไปทํา สนธิสัญญาเบาว์ริง (Bowring) ครั้งนั้นอังกฤษต้องการเพียงแต่มาค้าขายฝิ่นอย่างเสรีในประเทศไทย ก็บีบให้ไทย ในสมัยรัชกาลที่ ๔ พ.ศ. ๒๓๙๘ ต้องทําสนธิสัญญาฉบับนี้ และผลกระทบก็คือว่า คนอังกฤษ ที่อยู่ในประเทศไทยก็ไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย อยู่ภายใต้การบังคับเรียกว่า กงสุล ของอังกฤษ และนั่นเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยต้องยอมในเรื่องของสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ให้กับคนต่างด้าว อังกฤษสามารถที่จะเข้ามาค้าขายได้อย่างเสรีแล้วก็เสียภาษีต่ําด้วย ก่อนหน้านั้นปีสองปีที่จะทําสนธิสัญญาเบาว์ริง อังกฤษก็ไปทําสัญญากับประเทศจีน ทํา สัญญากับประเทศญี่ปุ่นในลักษณะเดียวกัน แล้วก็มาบีบบังคับไทยให้ต้องทําตามสนธิสัญญา อย่างที่ว่านี้ ผลที่เกิดขึ้นก็คือว่า นอกจากเราจะเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตแล้ว ภาษีต่าง ๆ ที่ควรจะเกิดขึ้นได้กับราชอาณาจักรไทยในยุคนั้นก็กลับกลายเป็นต้องสูญเสียไป นี่เรากําลังจะเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตเช่นนั้นอีกหรือไม่
ประเด็นต่อมาเรื่องของกรอบการเจรจา ซึ่งแน่นอนครับ ทุกครั้งที่เรื่องที่ จะต้องไปทําความตกลงกับต่างประเทศตามมาตรา ๑๙๐ ที่จะต้องนําเข้าสู่การพิจารณา ของสภาผู้แทนราษฎร รัฐบาลซึ่งมีหน้าที่ในการไปเจรจานี่ก็จะเสนอกรอบ แต่กรอบเจรจา ความตกลงแฟทกานี่มีเนื้อหาสาระใน ๕ ประเด็น ใน ๕ ประเด็นนี้ต้องบอกกับท่านประธาน ว่ามันไม่ใช่เป็นกรอบเนื้อหาที่เราจะไปเจรจาตกลงเพื่อที่จะดูว่าเราจะได้ประโยชน์ เสียประโยชน์อะไร อย่างไร แต่เป็น ๕ ข้อที่เพียงแต่เป็นเรื่องของการอํานวยความสะดวก ให้กฎหมายภายในของสหรัฐอเมริกานี้สามารถมาบังคับใช้ในประเทศไทยได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ก็คือสะดวกตามใจสหรัฐอเมริกานั้นเอง ถามว่านี้คือข้อตกลงที่มี ความครบถ้วนสมบูรณ์แล้วหรือ ผมคิดว่านี่เป็นกรอบการเจรจาที่อย่าว่าแต่เอามา ขอความเห็นชอบจากรัฐสภาเลยครับ แค่เริ่มต้นคิดเพียงแค่การอํานวยความสะดวกนี้ หลักก็ไม่ใช่แล้ว มันต้องมีรายละเอียดที่มากกว่านี้ที่จะบอกว่าประเทศไทยเราจะได้ประโยชน์ หรือมีแนวที่จะก่อให้เกิดการเสียประโยชน์อย่างไร และกรอบการเจรจานั้นจะปิดข้ออ่อน ข้อด้อยเหล่านี้ได้อย่างไรนะครับ
ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะนําเรียนกับท่านประธานก็คือว่าผลจากความตกลง ที่เราจะไปทํากับสหรัฐอเมริกาในเรื่องของกฎหมายฉบับนี้ มันจะต้องไปเกี่ยวข้องกับ กฎหมายบางฉบับที่เราจะต้องไปปรับปรุงแก้ไข เช่น พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ รวมทั้ง การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วสภาผู้แทนราษฎรก็เพิ่งให้ความเห็นชอบ ในวาระที่หนึ่งในการรับหลักการร่างพระราชบัญญัติข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เราจะ มีกฎหมายฉบับนั้นเพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเป็นระบบไม่ให้ถูกล่วงละเมิดจาก ผู้ที่เก็บรวบรวมข้อมูล แต่จากกฎหมายภายในของสหรัฐอเมริกาที่จะบังคับใช้นี้ ข้อมูล ส่วนบุคคลจํานวนมากที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการค้าจะต้องถูกเปิดเผย และจะต้องถูกนําไปเป็น ส่วนหนึ่งที่จะปฏิบัติตามกฎหมายแฟทกานี้ ถามว่ารัฐบาลจะมีท่าทีกับเรื่องนี้อย่างไร เราจะต้องมีการแก้ไขกฎหมายอีกกี่ฉบับเพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงที่ท่านจะอํานวยความ สะดวกต่อสิทธิสภาพนอกอาณาเขตที่สหรัฐอเมริกาจะมีกับประเทศไทย กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ