อลงกรณ์ จี้รัฐบาล ชี้แจงค่าใช้จ่าย IGA FATCA ก่อนผูกพัน

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

อลงกรณ์ พลบุตร หารือประเด็นความลับทางการค้าและสถาบันการเงินภายใต้กรอบเจรจา FTA พร้อมสอบถามรัฐบาลถึงผลกระทบจากการเปิดเผยข้อมูลบัญชี อลงกรณ์ พลบุตร หารือประเด็นค่าใช้จ่ายในการทําความตกลงระหว่างรัฐกับรัฐ (IGA) ภายใต้กฎหมาย FATCA โดยตั้งข้อสังเกตว่าควรพิจารณาความคุ้มค่าของค่าใช้จ่ายที่ประชาชนต้องแบกรับก่อนเร่งรีบผูกพันพันธกรณี และหารือเรื่องวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ ๓๗/๑

นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ข้อที่ ๒ ก็คือว่าประเทศไทยเรายึดหลักกฎหมายในเรื่องความลับทางการค้า ความลับของลูกค้า ในเรื่องสถาบันการเงินเรามีกฎหมายห้ามเปิดเผยความลับของลูกค้า แต่กฎหมาย ที่สหรัฐอเมริกาออกมา และรัฐบาลเสนอร่างกรอบเจรจาเพื่อไปเจรจา และเหมือนกับว่า ในหลักการยอมแล้ว มันเป็นการยอมเพื่อที่จะแก้หลักการของประเทศ เพราะฉะนั้น ประเด็นนี้ซึ่งแน่นอนที่สุดภายใต้กระบวนการมาตรา ๑๙๐ เสนอร่างกรอบเจรจามา ไปเจรจาเสร็จแล้วก็ต้องกลับเข้ามาขอความเห็นชอบ จากนั้นตามรายงานที่ทางคณะรัฐมนตรี ได้เสนอมา คือก็จะต้องมีการแก้ไขกฎหมาย แต่หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง ก็คือหลักในเรื่องของการไม่เปิดเผยความลับของลูกค้า ของสถาบันทางการเงิน เรายอมที่จะ ขายหลักการของเราให้กับหลักการของต่างชาติอย่างนั้นหรือ จะถูก จะผิด จะเหมาะสม หรือไม่ ท่านรัฐมนตรีต้องตอบให้ชัดเจน เพราะว่าท้ายที่สุดก็ต้องไปแก้กฎหมาย และการไป แก้กฎหมายตรงนี้มันก็จะตอบโจทย์ที่ผมตั้งไว้ใช่หรือไม่

ข้อที่ ๓ ก็คือว่าบริษัทสัญชาติอเมริกันหรือนิติบุคคลอเมริกันที่จดทะเบียน ในประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลอเมริกันต้องการที่จะได้ข้อมูลทางบัญชี รวมทั้งธุรกรรมทางการเงิน และอาจจะรวมไปถึงทรัพย์สิน ทั้งถาวรและหมุนเวียนที่ปรากฏทางบัญชีของบรรดา นิติบุคคลเหล่านั้น และรวมถึงบุคคลธรรมดาสัญชาติอเมริกันในประเทศไทย มันมีอีกมุมหนึ่ง ที่เขาพูดกันนะครับ โดยเฉพาะที่ประชุมเจนีวาของสมาคมที่ผมได้เรียนก่อนหน้านี้ที่เขาดูแล การเคลื่อนไหวของการทําธุรกรรมทางเศรษฐกิจของคนอเมริกันกว่า ๖๐๐ ราย ทั้งบุคคล ธรรมดาและนิติบุคคลนั้น เขาบอกว่าประเด็นหนึ่งที่คนไม่คิดและประเทศอื่นก็ต้องคิด เหมือนกันว่าประเทศใดที่ดําเนินการลักษณะตามภายใต้ความตกลงแฟทกาดังกล่าวนั้นจะทํา ให้คนอเมริกันหรือนิติบุคคลอเมริกันถอนบัญชีหรือปิดบัญชี ก็หมายความว่าเราไล่การลงทุน ไล่ธุรกรรมทางการเงินออกจากประเทศของเรา นี่เป็นอีกมุมหนึ่งที่รัฐบาลไม่เคยชี้แจง หรือแสดงเหตุผลนะครับ แต่ผมให้ประเด็นนี้เพื่อให้ท่านตอบว่ามันจะมีผลกระทบ ในประเด็นนี้อย่างไรหรือไม่ ดังนั้นก็เลยขอเรียนถามใน ๓ ข้อนะครับ

ท่านประธานครับ มีข้อสุดท้ายครับ ผมลืมไปนิดหนึ่งก็คือประเด็นค่าใช้จ่าย ประเด็นนี้สําคัญมาก เพราะผมได้แยกแยะให้เห็นว่า ถ้าเลือกในการทําไอจีเอ (IGA) คืออินเตอร์กัฟเวิร์นเมนทอล อะกรีเมนท์ (Intergovernmental Agreement) กับเลือกที่จะ ให้สถาบันทางการเงินไปดําเนินการนี้มันมีช่องอยู่ ๒ ช่องที่กฎหมายแฟทกาของ สหรัฐอเมริกา แล้วก็เป็นเจตนารมณ์ตามกฎหมายที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ได้เซ็น เมื่อปี ๒๕๕๓ แต่รัฐบาลเลือกที่จะบอกแต่เพียงว่าน่าจะไปทางไอจีเอ คือทําความตกลง ระหว่างรัฐกับรัฐ ผมก็ตั้งคําถามตอนที่ผมอภิปรายและท่านรัฐมนตรีก็ยังไม่ได้ตอบก็คือว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นก็หมายความว่า ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น แน่นอน มันไม่ใช่แค่ค่าใช้จ่ายที่สถาบัน การเงินที่จะต้องเกิดขึ้นในการทํารายงานและกระบวนการเอกสารทั้งหมด แต่รวมไปถึง หน่วยงานของรัฐไทยคือกรมสรรพากร กระทรวงการคลังที่จะมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ถามบอกว่า ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ของรัฐที่เกิดขึ้นเท่ากับว่าเราเอาเงินภาษีของคนไทยทั้งประเทศ ทั้งชาวนา เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน ข้าราชการ คนที่เสียภาษีนั้นเอาไปจ่ายแทนสถาบันการเงิน และวันนี้ สถาบันการเงินถ้าตามข้อเท็จจริงเกินครึ่งหนึ่งที่เป็นของต่างชาติ ทําไมรัฐบาลตัดสินใจที่จะ กระโดดเข้าสู่ประตูนี้ ทําไมไม่เปิดกว้าง และผมไม่ได้คิดว่าเป็นความล่าช้าเลย ไม่จําเป็นต้อง กระโดดเร็วหรอกครับ เหมือนทีพีพี ไม่จําเป็นว่าต้องกระโดดเร็ว รู้จักมีชั้นมีเชิง มีกลยุทธ์ เวลาเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการเจรจาระหว่างประเทศ เราสามารถที่จะโยน ที่จะดึง เหมือนอย่างมาตรา ๑๙๐ ที่ท่านแก้ แทนที่จะใช้สภาเป็นหลังพิงเชือกเวลาที่เจรจาแล้ว เห็นว่าเราถูกกดดันมาก เราถูกดันเข้าซอย ฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลเขาก็จะโยนมาว่าตอนนี้ อยู่ในกระบวนการของรัฐสภา เตะลูกออกมา พักเวลาเสียก่อน แต่นี่รีบร้อน รวบรัดมากไป ทําไมหรือ ผมคิดว่ามันยังไม่มีความจําเป็นถึงขนาดนั้นในเรื่องของเวลา แล้วก็ในเรื่องของ ค่าใช้จ่าย ซึ่งต้องชี้แจงนะครับ เพราะว่ารัฐสภาเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย ค่าใช้จ่ายภาครัฐ ที่เกิดขึ้นท่านต้องประมาณการได้แล้ว และอย่างที่เรียนเบื้องต้นว่าแม้แต่ในสหรัฐอเมริกา ที่เขาเลื่อนนั้นเพราะว่าค่าใช้จ่าย รายได้ที่จะเกิดขึ้นจากการจัดเก็บภาษีออฟชอว์ อินเวชั่น (Offshore Invasion) ของสหรัฐอเมริกานั้นประมาณการว่าอยู่ที่ ๘๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ เท่านั้นเอง ค่าใช้จ่ายของอเมริกันเองในส่วนที่จะต้องบริหารการจัดเก็บและระบบรายงาน ทั้งหลายนั้นมันเกินกว่าหลายเท่าตัวครับ รัฐบาลเราได้ตรวจสอบตรงนี้หรือไม่เพื่อเป็นส่วน หนึ่งในข้อมูลว่าทําไมการบังคับใช้กฎหมายก็ดี หรือหน่วยปฏิบัติคือไออาร์เอส (IRS) ของสหรัฐอเมริกาเองยังต้องเลื่อนการบังคับนี้ออกมาเรื่อย ๆ เพราะเขาก็ต้องประเมิน เหมือนกันว่าเขาจะตอบคนอเมริกันที่เสียภาษีจ่ายเป็นเงินเดือนของหน่วยงานอย่างไออาร์เอส หรือกรมสรรพากรของสหรัฐอเมริกาหรือรัฐบาลอเมริกันคุ้มหรือไม่ ถ้ารายได้เข้ามาน้อยกว่า การจัดเก็บก็ต้องบริหารการหลีกเลี่ยงภาษีด้วยวิธีอื่น แต่ของเรากลับรีบร้อน ผมพูดเสมอ นะครับว่า บางครั้งดูเหมือนรัฐบาลไม่ได้เข้าใจความเหมาะสมของช่วงเวลาที่จะใช้ให้เป็น ประโยชน์ต่อการเจรจาต่อรองหรือการที่เราจะเข้าไปผูกพันพันธกรณี ไม่ต้องไปกระโดดตาม ประเทศที่เขาเจริญแล้ว เขาพัฒนาแล้ว เขามีระบบทางด้านของการคลังอะไรต่าง ๆ ที่มั่นคง เข้มแข็งกว่าเรา หรือเพราะว่ามีผลประโยชน์ผูกพันกันเหมือนพี่เหมือนน้อง เหมือนอิน-จัน แฝดระหว่างยุโรปกับสหรัฐอเมริกา เพราะสหรัฐอเมริกาเกิดจากอิมมิเกรชัน (Immigration) เกิดจากอิมมิเกรนท์ (Immigrant) เกิดจากผู้อพยพจากยุโรปแล้วก็ไปตั้งรกรากสร้างประเทศ ใหม่ขึ้นมา แต่เราไม่ใช่นะครับ คนแอฟริกา คนเอเชียต่าง ๆ นี้ ผมก็เลยถามถึงสติสตังรัฐบาล นะครับ ด้วยเหตุด้วยผลว่าข้อวินัยเหล่านี้มันเป็นเรื่องซึ่งบางครั้งเราก็ยังไม่ต้องรีบร้อน หรอกครับ บางครั้งก็ไม่เรื่องที่เป็นลําดับเร่งด่วนก็ตั้งประเด็นเหล่านี้ไว้ แต่ว่าท่านรัฐมนตรี ก็ยังไม่ได้ตอบนะครับ ก็เลยขออนุญาตท่านประธานถามย้ํา แล้วก็อธิบายเพิ่มเติม บางประเด็น เพราะว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตอนที่ผมได้ตั้งประเด็นนั้น ท่านไม่อยู่ในที่ประชุมครับ ขอบคุณครับ

-๓๗/๑