รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

วีรชัย พลาศรัย หารือเรื่องการต่อสู้คดีตีความปราสาทพระวิหาร โดยรายงานสรุปสาระของคําพิพากษาของศาลโลก และเรียกร้องการสนับสนุนจากทุกฝ่าย วีรชัย พลาศรัย เสนอเหตุผลที่ศาลตีความว่าบริเวณใกล้เคียงของยอดเขาพระวิหาร คือบริเวณแคบและจํากัดอยู่เพียงยอดเขาพระวิหารเท่านั้น และศาลจึงชี้ขาดว่าไทยต้องถอนบุคลากรทั้งหมดออกจากดินแดนทั้งหมดของยอดเขาพระวิหาร วีรชัย พลาศรัย หารือเรื่องการถ่ายทอดเส้นบนแผนที่ลงบนพื้นที่จริง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการร่วมมือกันระหว่างไทยและกัมพูชาในการปกป้องปราสาทที่เป็นมรดกโลก

นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจํากรุงเฮก

ขอบพระคุณครับ กราบเรียนท่านประธานนะครับ กระผม นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก และเป็นตัวแทนของรัฐบาลไทยในการสู้คดีตีความปราสาทพระวิหาร ขออนุญาตเรียน รายงานสรุปสาระของคําพิพากษาวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ของศาลโลกในคดีนี้นะครับ จะรายงานเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรกจะสั้น ส่วน ๒ จะยาวหน่อยนะครับ

ส่วนแรกจะเป็นเรื่องข้อบทปฏิบัติการ คือส่วนของคําพิพากษาที่ผูกพันคู่กรณี มี ๒ ข้อครับ

ข้อ ๑ ศาลลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าศาลมีอํานาจตามข้อ ๖๐ ของธรรมนูญศาล เพื่อพิจารณาคําขอตีความคําพิพากษา ปี ค.ศ. ๑๙๖๒ ของประเทศ กัมพูชา และคําขอนี้รับฟังได้

ข้อที่ ๒ ชี้ขาดเป็นเอกฉันท์ โดยอาศัยการตีความคําพิพากษาเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ค.ศ. ๑๙๖๒ ว่าศาลในคําพิพากษาดังกล่าว ได้ตัดสินว่าประเทศกัมพูชา มีอธิปไตยเหนือดินแดนทั้งหมดของยอดเขาพระวิหาร ดังที่นิยามไว้ในวรรคเก้าสิบแปด ของคําพิพากษานี้ และโดยเหตุนี้ประเทศไทยมีพันธกรณีต้องถอนกําลังทหารหรือตํารวจ หรือผู้เฝ้ารักษา หรือผู้ดูแลของประเทศไทย ซึ่งส่งไปประจําอยู่ ณ ที่นั่น สําหรับคําว่า ยอด เขา ขอกราบเรียนว่าเป็นคําแปลชั่วคราวนะครับ มาจากภาษาอังกฤษว่าพรอมอนทอรี (Promontory) ภาษาฝรั่งเศสว่าเอปรง (éperon) การที่เราแปลชั่วคราวว่ายอดเขา เพราะขณะนี้ยังหาคําที่คิดว่าเหมาะสมที่สุดไม่ได้ ผู้เชี่ยวชาญบางท่านใช้คําว่า ชะง่อนผา ในชั้นนี้ทางคณะสู้คดีก็จะรับไปพิจารณา และในคําแปลสุดท้ายอาจจะใช้เป็น อย่างใดอย่างหนึ่ง วันนี้ต้องกราบขออภัย ขออนุญาตใช้คําว่า ยอดเขา ไปชั่วคราวก่อน นะครับ มีข้อสังเกตด้วยว่าในคําแถลงของผู้พิพากษาโอวาดะ (ญี่ปุ่น) เคนฮูน่า (โมร็อกโก) และกาจา (อินเดีย) นะครับ บอกว่า วรรคเก้าสิบแปด การที่กล่าวถึงวรรคเก้าสิบแปดไว้ตรงนี้ แปลว่า วรรคเก้าสิบแปดของคําพิพากษาเป็นส่วนหนึ่งของส่วนที่ตัดสิน ซึ่งผูกพันคู่กรณีด้วย นะครับ

ถัดไปกระผมจะรายงานในส่วนของคําพิพากษาที่เป็นเหตุผล ก็จะมีทั้งหมด ๘ ประเด็นนะครับ

ประเด็นที่ ๑ วันที่ข้อพิพาทปรากฏชัด ศาลเห็นว่าข้อพิพาท ปรากฏชัดในช่วงปี ๒๕๕๐-๒๕๕๑ อันนี้ก็เป็นการฟังการต่อสู้ของเรานะครับ

ประเด็นที่ ๒ อํานาจศาล ก็แบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ ประเด็นว่า มีข้อพิพาทระหว่างคู่กรณีหรือไม่ เกี่ยวกับความหมายแล้วก็ขอบเขตของคําพิพากษา ศาลเห็นว่ามีข้อพิพาท ในชั้นนี้ศาลชี้แจงด้วยว่าตัวบทภาษาฝรั่งเศสของข้อ ๖๐ ธรรมนูญ แปลคํา ใช้คํา ดีสพิวท์ (Dispute) ภาษาอังกฤษว่า กงเตสตรัท ฮิว (Contestation) ซึ่งทําให้คําว่า ข้อพิพาทหรือดีสพิวส์ในข้อ ๖๐ นี้มีความหมายกว้างกว่าคําเดียวกัน ในข้อ ๓๖ วรรคสองของศาลโลกที่ว่าด้วยอํานาจศาลในกรณีปกติ ดังนั้นจะต้องตีความกว้างกว่าคําว่า ดีสพิวท์ ในข้อ ๓๖ วรรคสองนะครับ ดังนั้นศาลก็ตัดสินว่าในกรณีนี้มีข้อพิพาทหรือดีสพิวท์ หรือกงเตสตรัท ฮิว ในภาษาฝรั่งเศส ระหว่างคู่กรณีนะครับ ว่าด้วยความหมายและขอบเขต ของคําพิพากษา ปี ๒๕๐๕ อันนี้ศาลก็ฟังฝ่ายกัมพูชานะครับ แต่เหตุผลที่ศาลใช้ไม่ใช่เหตุผล ของกัมพูชา เป็นเหตุผลของศาลเองครับ ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องอํานาจศาล ข้อพิพาทที่ว่านี้ อยู่ในประเด็นใดบ้าง ศาลเห็นว่ามีข้อพิพาทใน ๓ ประเด็น คือ ๑. ในคําพิพากษา ค.ศ. ๑๙๖๒ ศาลได้ตัดสินโดยมีผลผูกพันหรือไม่ ว่าเส้นบนแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เป็นเขตแดน ระหว่างคู่กรณีในบริเวณปราสาท ๒. ประเด็นความหมายและขอบเขตของข้อความว่า บริเวณใกล้เคียงบนดินแดนของกัมพูชา ๓. ประเด็นลักษณะของพันธกรณีของไทยที่จะต้อง ถอนกําลังตามวรรคสองของข้อบทปฏิบัติการของคําพิพากษา ปี ค.ศ. ๑๙๖๒ ๓ ประเด็น นะครับ

ประเด็นที่ ๓ ประเด็นที่ศาลวินิจฉัยก็คือว่า คําขอของกัมพูชารับฟังได้หรือไม่ ศาลเห็นว่าคําขอของกัมพูชารับฟังได้ เพราะคู่กรณีมีความเห็นต่างกันในเรื่องของความหมาย และขอบเขตของคําพิพากษา ปี ค.ศ. ๑๙๖๒ จึงมีความจําเป็นต้องตีความวรรคสองของ ข้อบทปฏิบัติการของคําพิพากษาดังกล่าว รวมทั้งผลทางกฎหมายของสิ่งที่ศาลกล่าวเกี่ยวกับ เส้นบนแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ นะครับ

ประเด็นที่ ๔ ในส่วนเหตุผล คือความสัมพันธ์ระหว่างคําพิพากษา ปี ค.ศ. ๑๙๖๒ ในส่วนที่เป็นเหตุผลกับในส่วนที่เป็นข้อบทปฏิบัติการนะครับ ศาลยืนยัน หลักการตามแนวคําพิพากษาของศาลที่มีอยู่ว่าจะตีความส่วนที่เป็นเหตุผลได้ ก็ต่อเมื่อส่วนนั้น แยกไม่ได้จากส่วนข้อบทปฏิบัติการ แต่ศาลมิได้ชี้ขาดในประเด็นนี้ เพียงแต่ระบุว่า ศาลจะพิจารณาส่วนที่เป็นเหตุผลของคําพิพากษา ปี ค.ศ. ๑๙๖๒ เท่าที่ให้ความกระจ่าง เกี่ยวกับการตีความที่ควรจะเป็นของส่วนข้อบทปฏิบัติการนะครับ

ประเด็นที่ ๕ วิธีการทั่วไปของการตีความ

๑. ในการตีความ ศาลจะต้องเคารพและอยู่ในขอบเขตของสิ่งที่ได้รับ การตัดสินในคําพิพากษาที่ตีความ ก็คือจะต้องเคารพสิ่งที่ได้รับการตัดสิน ขอบเขตของสิ่งที่ ได้รับการตัดสิน ในคําพิพากษา ปี ค.ศ. ๑๙๖๒ ซึ่งภาษากฎหมายเป็นภาษาลาตินว่า เรส จูดิคาตา (Res Judicata) ศาลจะต้องเคารพอันนั้นเวลาตีความนะครับ

๒. ศาลไม่จําเป็นต้องจํากัดตัวเองอยู่ในข้อต่อสู้ของคู่กรณี ศาลอาจจะหา เหตุผลมาแทนได้นะครับ

๓. คําให้การเป็นลายลักษณ์อักษรและด้วยวาจาของคู่กรณีในคดีเดิมจําต้อง มาพิจารณาในการตีความ เพราะทําให้เห็นว่าคู่กรณีได้เสนอพยานหลักฐานใดต่อศาล และได้ตั้งประเด็นใดต่อศาลอย่างไรนะครับ

๔. ในการตีความ ศาลมีดุลยพินิจจํากัดอยู่ภายใต้ขอบเขตของคําขอ ของคู่กรณีในคดีเดิมตามที่ศาลเข้าใจ คําขอของคู่กรณีในคดีเดิมตามที่ศาลในคดีเดิมเข้าใจ ซึ่งเป็นภาษากฎหมาย เป็นภาษาลาติน เพรทิตุม (Par'té-ùm) นะครับ และศาล ไม่อาจวินิจฉัยขอบเขตอันนี้ใหม่ได้นะครับ ศาลในวันนี้จะวินิจฉัยขอบเขตนี้ใหม่ไม่ได้ ทั้งนี้ ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากหลักกฎหมายว่าด้วย นอน อัลตรา พีทิตา (Non Ultra Petita) คือ ศาลไม่อาจจะให้เกินกว่าที่ผู้ร้องขอได้นะครับ

๕. คําสรุปย่อต้นคําพิพากษา หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า เฮดโน้ต(Headnote) หรือตรอมแมร์ (Sommaires) ซึ่งฉบับนี้ก็มีนะครับ ในหน้าแรก ๆ ท่านจะเห็น เป็นตัวเอียง เป็นคําสรุปย่อข้างหน้า ศาลบอกว่าไม่อาจนํามาร่วมในการพิจารณาตีความได้ นะครับ

๖. ข้อเท็จจริงที่เกิดหลังคําพิพากษาและพฤติกรรมของคู่กรณีหลังคําพิพากษา ปี ค.ศ. ๑๙๖๒ ไม่อาจนํามาพิจารณาในการตีความคําพิพากษาดังกล่าวนะครับ อันนี้เป็น ๖ ประเด็นถึงวิธีการทั่วไปของการตีความที่ศาลได้กําหนดนะครับ

ถัดไปประเด็นที่ ๖ เป็นประเด็นสําคัญที่สุด คือประเด็นที่ศาลตีความ

๑. ศาลตีความว่า คําพิพากษาปี ค.ศ. ๑๙๖๒ มีองค์ประกอบหลัก ๓ ประการ

- ศาลในปี ๒๕๐๕ มิได้ชี้ขาดเรื่องเขตแดน อันนี้ศาลรับฟังข้อต่อสู้ของเรา นะครับ

- แผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ มีบทบาทหลักในการให้เหตุผลของศาล อันนี้ศาลฟัง กัมพูชานะครับ อย่างไรก็ดีบทบาทหลักนั้นจํากัดเฉพาะในบริเวณพิพาทในคดีเดิมเท่านั้น อันนี้ก็น่าจะเป็นเพราะว่าศาลรับฟังข้อต่อสู้ของเราว่าคดีนี้ต้องจํากัดนะครับ

- อาณาบริเวณปราสาทหรือภาษาอังกฤษว่า รีเจิน ออฟ เดอะ เทมเพิล (Region of the temple) หรือภาษาฝรั่งเศส ราจิออน ดู ตอม (Region du tepms) มีพื้นที่จํากัดมาก และศาลในปี ๒๕๐๕ ได้วินิจฉัยชี้ขาดเรื่องแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เฉพาะ ในบริเวณพิพาทนะครับ ซึ่งใช้คําว่า ดิสพิวท์เท็ด แอเรีย (Disputed Area) หรือภาษา ฝรั่งเศสว่า โซน ลิทิเอ (Zone litige) ในคดีเดิม อันนี้เป็นประการสําคัญนะครับ ศาลได้ วินิจฉัยชี้ขาดว่าศาลในปี ๒๕๐๕ ได้วินิจฉัยชี้ขาดเรื่องแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เฉพาะใน บริเวณพิพาทเท่านั้น บริเวณพิพาทในคดีเดิมนะครับ แม้ว่าเส้นเขตแดนบนแผนที่ดังกล่าว จะยาวกว่า ๑๐๐ กิโลเมตร ก็ตาม

๒. ศาลในตีความในเรื่องความหมายของส่วนข้อบทปฏิบัติการของ คําพิพากษาปี ๒๕๐๕ นะครับ ศาลเริ่มต้นด้วยการบอกว่า ข้อบทปฏิบัติการทั้ง ๓ วรรค ในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ต้องพิจารณารวมกันทั้งหมด จากนั้นศาลก็ตีความวรรคหนึ่งว่า ความหมายของวรรคหนึ่งมีความชัดเจน เพราะชี้ขาดตามคําเรียกร้องหลักของกัมพูชา ในคดีเดิมว่า ปราสาทอยู่บนดินแดนภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา จากนั้นศาลได้ตีความ วรรคสอง บอกว่าวรรคสองนั้นระบุดินแดนกัมพูชาที่ไทยต้องถอนกําลังออก โดยอ้างอิงถึง บุคลากรของไทยที่ได้ส่งไปประจําอยู่ จึงต้องดูหลักฐานในคดีเดิมว่ากําลังของไทยตั้งอยู่ ที่ใด ซึ่งคําให้การของนายเฟดเดอริด แอกเคอร์มาน ได้ระบุชัดเจนถึงที่ตั้งของกองกําลัง ตํารวจตระเวนชายแดนไทย อันนี้เป็นคําให้การในคดีเดิมนะครับ ปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ด้วยเหตุนี้ ศาลในวันนี้จึงเห็นว่าอย่างน้อยบริเวณใกล้เคียงปราสาทจะต้องรวมที่ตั้งของตํารวจ ตระเวนชายแดนไทยตามคําให้การดังกล่าว ซึ่งที่ตั้งนั้นอยู่ทางทิศเหนือของเส้นมติ คณะรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๐๕ ของไทย ซึ่งมากําหนดในภายหลังคดี แต่อยู่ใต้เส้นเขตแดน บนแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ อันนี้เป็นคําให้การของฝ่ายไทยในสมัยนั้น ดังนั้นเส้นมติ คณะรัฐมนตรีดังกล่าวจึงไม่อาจจะเป็นขอบเขตของบริเวณใกล้เคียงปราสาทตามความหมาย ของวรรคสองได้ ที่กระผมว่าคําให้การของไทยนี้ไม่ได้ให้การเกี่ยวกับเส้นมติคณะรัฐมนตรี เพราะเส้นมติคณะรัฐมนตรีเกิดที่หลังคําพิพากษา เป็นคําให้การก่อนคําพิพากษาว่าที่ตั้ง ของตํารวจตระเวนชายแดนไทยนั้นที่มิสเตอร์เบดเดอร์ก แอกเดอร์มาน ไปพบนั้น อยู่เหนือ สันปันน้ําที่กัมพูชาอ้างในคดีเดิม ซึ่งเมื่อศาลมาดูแล้วก็พบว่าเท่ากับอยู่เหนือเส้นมติ คณะรัฐมนตรีซึ่งลากภายหลังนะครับ ด้วยหลักฐาน ๒ ชิ้นนี้ ศาลจึงตัดสินในวันนี้นะครับ ตัดสินตีความว่าเส้นมติคณะรัฐมนตรีไทยไม่อาจเป็นขอบเขตของบริเวณใกล้เคียงปราสาท ตามความหมายของวรรคสอง ในความหมายของศาลในปี ๒๕๐๕ ได้นะครับ

ศาลตีความด้วยว่าศาลในปี ๒๕๐๕ อธิบายพื้นที่รอบปราสาท โดยใช้ลักษณะ ทางภูมิศาสตร์ พื้นที่รอบปราสาทนี้ในคําตัดสินวันนี้เรียกว่าแอเรีย อะราวด์ เดอะ เทมเพิล (Area around the temple) หรือลา โซน ลิทิเอ โอซัม บอก ดู ตอม (La Zone litige Orsum bog du tom) ซึ่งเป็นคําที่ไม่มีที่มาเดิมนะครับ เป็นคําที่ศาลได้กําหนดขึ้นในวันนี้ นะครับ แต่สิ่งสําคัญคือ ศาลในวันนี้บอกว่า ศาลในปี ๒๕๐๕ ใช้ลักษณะทางภูมิศาสตร์ สัณฐานทางภูมิศาสตร์เป็นหลัก จากนั้นศาลในวันนี้ก็ตีความว่า พื้นที่พิพาทในคดีเดิมแคบ และจํากัดอย่างชัดเจน ด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ ด้วยสัณฐานทางภูมิศาสตร์ ในทาง ทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก และทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ทั้งหมดนี้ใช้สัณฐานทาง ภูมิศาสตร์ ส่วนทางเหนือนั้นจํากัดโดยขอบเขตของดินแดนกัมพูชาตามที่ศาลชี้ขาดในส่วน เหตุผลของคําพิพากษา ปี ๒๕๐๕ บริเวณใกล้เคียงปราสาท ศาลตีความว่า จํากัดอยู่เฉพาะ ยอดเขาพระวิหาร ตรงนี้คือ คําว่า พรอมอนทอรี หรือ เอปรง (A proximite) ขออนุญาตใช้ ยอดเขาชั่วคราวไปก่อนนะครับ ศาลตีความเช่นนี้ด้วยเหตุผลว่า ๑. พื้นที่บริเวณใกล้เคียง ปราสาทไม่รวมภูมะเขือ เพราะภูมะเขือกับยอดเขาพระวิหารเป็นพื้นที่ภูมิศาสตร์ที่แยกจากกัน ผู้ว่าราชการจังหวัดพระวิหารของกัมพูชา ในปี ๒๕๐๕ ในคดีเก่าก็ระบุว่าภูมะเขืออยู่คนละ จังหวัดกับยอดเขาพระวิหาร ทนายความของกัมพูชาท่านหนึ่งก็กล่าวว่า ภูมะเขือไม่ใช่บริเวณ สําคัญสําหรับการพิจารณาของศาล นอกจากนี้ไม่มีพยานหลักฐานใดในคดีเดิมที่ชี้ว่า มีกําลัง ทหารหรือตํารวจของไทยอยู่ที่ภูมะเขือในสมัยนั้น ดังนั้นศาลจึงสรุปว่าภูมะเขือไม่รวมอยู่ ในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงปราสาทในความหมายของคดีเดิมนะครับ

นอกจากนี้ศาลยังให้เหตุผลว่า เหตุที่เลือกพื้นที่ใกล้เคียงที่ตีความในวันนี้ เป็นอย่างนี้ เพราะว่าการตีความของกัมพูชาในปัจจุบันที่อ้างพื้นที่ที่อยู่ระหว่างเส้นแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ตามที่เขาถ่ายทอด กับสันปันน้ําตามที่ไทยเสนอในปัจจุบัน แต่ว่าศาลในคดีเดิม ระบุไว้ชัดว่าไม่สนใจที่จะรู้ว่าสันปันน้ําอยู่ที่ไหน ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่ศาลในคดีเดิมจะนึกถึง สันปันน้ํา เมื่อใช้คําว่าบริเวณใกล้เคียง ศาลในวันนี้จึงสรุปว่า ศาลในคดีเดิมเข้าใจคําว่า บริเวณใกล้เคียงบนดินแดนของกัมพูชาว่าจํากัดอยู่เพียงยอดเขาพระวิหาร และพื้นที่ดังกล่าว จะต้องเล็กและเห็นได้ชัด อันนี้ก็ถือว่าศาลฟังข้อต่อสู้ของเรา ศาลย้ําถึง ๓ แห่งเป็นอย่างน้อย ว่าจะต้องเล็ก แคบ และจํากัดบริเวณใกล้เคียง ศาลในปัจจุบันจึงชี้ขาดว่าไทยต้องถอนบุคลากร ทั้งหมดออกจากดินแดนทั้งหมดของยอดเขาพระวิหาร ดินแดนทั้งหมดของยอดเขาพระวิหาร ซึ่งอธิบายขอบเขตไว้ในวรรคเก้าสิบแปด แต่ศาลไม่ได้แนบแผนที่ประกอบจึงไม่มีเส้นให้เราเห็น

ศาลรับทราบข้อต่อสู้ของไทยว่าเป็นการยากที่จะถ่ายทอดเส้นบนแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ลงบนพื้นที่จริง แต่ประเด็นนี้ศาลในคดีเดิมไม่ได้พิจารณา จึงอยู่นอกอํานาจ ศาลในปัจจุบัน อย่างไรก็ดี คู่กรณีจะต้องปฏิบัติตามคําพิพากษาของศาลในปัจจุบันโดยสุจริต คําว่า สุจริต นี้มาจากกูด เฟธ (Good Faith) ในภาษาอังกฤษ บอนน์ ฟัว (Bonne Foi) ภาษาฝรั่งเศส ซึ่งมีความหมายเฉพาะในกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ได้ความหมายเหมือนคําว่า สุจริตทั่ว ๆ ไปในภาษาไทย และการถ่ายทอดเส้นบนแผนที่ ๑:๒๐๐,๐๐๐ ลงในพื้นที่จริงนี้ ไม่อาจดําเนินการฝ่ายเดียวได้ อันนี้คือการตีความวรรคสองเป็นประเด็นสําคัญที่สุด ศาลยังตีความอีกประเด็นหนึ่งครับ ประเด็นความเชื่อมโยงระหว่างวรรคสองกับส่วนที่เหลือ ของข้อบทปฏิบัติการ ศาลตีความว่า ดินแดนผืนเล็ก ๆ ที่เป็นบริเวณใกล้เคียงในวรรคสอง ของส่วนข้อบทปฏิบัติการ ปี ๒๕๐๕ มีขนาดเท่ากับอาณาบริเวณหรือ เทมเพิล แอเรีย (Temple Area) หรือโซน ดูตอม ในวรรคสาม และมีขนาดเท่ากับดินแดนหรือ เทริทอร์ (Territory) หรือเตริตัวร์ (Territoire) ในวรรคหนึ่งของข้อบทปฏิบัติการ ซึ่งทั้งหมดนี้มีขนาด เท่ากับยอดเขาพระวิหารที่ศาลได้อธิบายไว้ในวรรคเก้าสิบแปด ของคําพิพากษาฉบับปัจจุบัน

ประเด็นที่ ๗ ในส่วนเหตุผล เป็นประเด็นที่ศาลเห็นว่าไม่มีความจําเป็นต้อง วินิจฉัย มี ๒ ประเด็น ๑. ประเด็นว่าศาลในคดีเดิมได้กําหนดเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับ กัมพูชา โดยมีผลผูกพันหรือไม่ ๒. พันธกรณีการถอนกําลังของไทย เป็นพันธกรณีต่อเนื่อง ตามความหมายของคําขอของกัมพูชาหรือไม่ ๒ ประเด็นนี้ ศาลไม่เห็นว่ามีความจําเป็นต้อง วินิจฉัย

ประเด็นที่ ๘ ประเด็นที่ศาลระบุเพิ่มเติม ศาลระบุว่าไทยและกัมพูชา ต้องร่วมมือกัน และร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศเพื่อปกป้องปราสาทในฐานะที่เป็น มรดกโลก และจําเป็นต้องให้มีทางเข้าถึงปราสาทจากที่ราบในฝั่งกัมพูชา กราบขอบพระคุณครับ