สุรศักดิ์ ศรีอรุณ หารือเรื่องการร่างกรอบเจรจาความตกลงด้านภาษีอากรระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพระบบภาษีและสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านภาษีระหว่างประเทศ และเสนอแนะแนวทางปฏิบัติในการรับมือกับกฎหมายหักภาษี ณ ที่จ่ายในต่างประเทศและกฎหมายแฟทกา เพื่อไม่ให้ผลกระทบต่อธุรกิจการลงทุนและการประกันชีวิตของไทย
กราบเรียนท่าน ประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ ร่างกรอบเจรจาความตกลงเพื่อความร่วมมือด้านภาษีอากร ระหว่างประเทศและการปฏิบัติตามฟอเรน แอคเคานท์ แท็กซ์ คอมไพลแอนซ์ แอคท์ หรือ ว่าแฟตก้านี้นะครับ ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา วัตถุประสงค์ก็เป็นไปตามที่ ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงนะครับ ว่าเพื่อเป็นการพัฒนาศักยภาพของระบบภาษี อันที่ ๒ ก็สร้าง เครือข่ายแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านภาษีระหว่างประเทศ ๒ วัตถุประสงค์นี้ก็ถูกใจผมครับ ท่านประธาน เพราะว่าศักยภาพในการเก็บระบบภาษีของประเทศไทย ท่านรัฐมนตรี ท่านคงทราบใช่ไหมครับ ว่าเราต่างกับอเมริกาเขาเกือบเท่าตัวนะครับ ของเราภาษีเงินได้ ที่เก็บได้ เราเก็บได้แค่เพียง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ของต่างประเทศเขาที่เจริญแล้ว เขา ๓๐ นะครับ คิดว่าท่านรัฐมนตรีก็คงจะสนใจที่จะทําตรงนี้ให้ดีขึ้นนะครับ เพราะว่า เมื่อได้แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการภาษีระหว่างประเทศ ผมมั่นใจว่ารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคลังก็คงจะไปหาทางพัฒนาวิธีที่จะเก็บภาษีให้ดีขึ้นนะครับ แต่เก็บไปได้แล้ว อย่าไปใช้จ่ายเละเทะเหมือนที่ผ่านมา ท่านประธานครับ ท่านอาจจะโดนม็อบ (Mob) ใหญ่กว่านี้นะครับ
ท่านประธานครับ อีกประการที่อยากจะชี้ชัดก็คือว่า ระบบประชาธิปไตย ซึ่งมีประโยชน์ต่อประชาชน อันนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดนะครับ ทางสภาคองเกรส (Congress) ของสหรัฐอเมริกาเขาออกกฎหมายแฟทกามานี้นะครับ มาทําให้นักธุรกิจใหญ่ ๆ ของเขา เสียประโยชน์นะครับ ถ้าเผื่อเรื่องนี้เกิดขึ้นในประเทศไทยผมไม่มั่นใจรัฐสภาไทยจะทํา อย่างนี้นะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ขออนุญาตท่านประธานเน้นย้ํานะครับ แล้วก็สื่อไปยัง รัฐมนตรีว่า ๑. ท่านต้องพยายามพัฒนาระบบประชาธิปไตยของไทยโดยใช้รัฐสภา ให้เป็นประโยชน์ ในการออกกฎหมายให้เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนโดยส่วนรวม ของประเทศ ไม่ใช่แก่ส่วนหนึ่งส่วนใดของคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ซึ่งสนับสนุนพรรคการเมือง ของท่านอยู่ ท่านประธานครับ ความจริงแฟทกาที่ออกมานี้นะครับเขาไม่ได้มุ่งประสงค์ จะมาทําอะไรกับประเทศไทยหรอกครับ แต่เขาต้องการที่จะกําจัดพวกบริษัทขนาดใหญ่ ของอเมริกาซึ่งไปลงทุนต่างประเทศ เมื่อไปลงทุนแล้วก็กํารงกําไรอะไรต่าง ๆ นี้ก็ไม่ส่ง เข้าประเทศ เพราะฉะนั้นตอนนี้เขามีปัญหามาก เนื่องจากเที่ยวไปวุ่นวายเรื่องอื่น ไปทํา สงครามอะไรต่าง ๆ พวกนี้นะครับ มันก็เป็นหนี้เป็นสินเยอะนะครับ เมื่อเป็นเช่นนี้ วัตถุประสงค์ใหญ่ก็คือเขาต้องการที่จะเก็บภาษีของนักธุรกิจ ของอเมริกา ซึ่งไปลงทุน ต่างประเทศและไม่ส่งกําไรเข้าประเทศ จัดการเรื่องนี้นะครับ แต่มันก็ส่งผลกระทบ ต่อประเทศไทย เราบ้างเหมือนกันนะครับ อย่างผมได้ประเมินแล้วนี่นะครับผลกระทบที่ส่ง ต่อประเทศไทยถ้าเผื่อเราให้ความเห็นชอบกรอบการเจรจาเพื่อความร่วมมือตรงนี้มีมากกว่า ผลเสียครับ ท่านประธานครับ เมื่อกี้ผมได้กล่าวไปแล้วว่าระบบการเก็บภาษีของอเมริกา เขามีประสิทธิภาพมากนะครับ ช่วงที่ผมอยู่ที่ต่างประเทศก็ได้ฟังจากเพื่อนในอเมริกาบ่น นะครับ เขาบอกว่าคนในอเมริกามีสิ่งที่เขาหลีกเลี่ยงไม่ได้ ๒ เรื่องนะครับ คือ ๑. เรื่องความตาย ๒. ก็เรื่องการเก็บภาษี ตรงกันข้ามกับของเราครับท่านประธาน ของเราถ้าเผื่อคนรวย มีอํานาจ มีโอกาส ก็หาทางที่จะไปจ้างผู้ที่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกรมสรรพากร หรืออะไรก็ได้มาเป็นที่ปรึกษาทางภาษี แล้วก็หาวิธีที่จะใช้ช่องว่างทางกฎหมายนี้เลี่ยงภาษี นะครับ ของสหรัฐอเมริกานั้นไม่ได้ทําเช่นนี้นะครับ เมื่อทางสหรัฐอเมริกาต้องการที่จะทําสิ่ง ให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนของเขาโดยส่วนใหญ่แล้ว มันก็เลยเป็นที่มาของร่างความตกลง ตรงนี้นะครับ แต่ถ้าเผื่อสมมุติว่าจะดูผลกระทบต่อประเทศไทยก็คงจะต้องมีบ้างนะครับ อย่างน้อยก็คือสถาบันการเงินที่ไม่เข้าร่วม จะต้องจ่ายภาษีเงินได้ประมาณร้อยละ ๓๐ ของ การทําธุรกรรม
อันที่ ๒ นักลงทุนไทยที่ลงทุนผ่านกองทุนต่าง ๆ พวกนี้นะครับ เช่น บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ที่มีการลงทุนในสหรัฐเมริกาไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม จะถูกสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ ๓๐ สถาบันการเงินของไทย อาจถูกปฏิเสธจากการทําธุรกรรม ที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า พีเอฟเอฟอาร์เอส (PFFRS) ในต่างประเทศนะครับ ถ้าสมมุติว่าสถาบันการเงินที่เป็นธรรมพีเอฟเอฟอาร์เอสนี้ ไม่ประสงค์ที่จะมีภาระในการนําส่งข้อมูลด้านการหักภาษี ณ ที่จ่าย รวมถึงปัญหาข้อยุ่งยาก ทางกฎหมายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ก็จะเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนนะครับ
ธุรกิจอีกอย่างหนึ่งที่จะกระทบก็คือธุรกิจด้านการประกันชีวิต ท่านประธาน ก็คงจะทราบใช่ไหมครับ ว่าบริษัทประกันชีวิตในสหรัฐอเมริกาก็มาหากินในประเทศ ร่ํารวย อยู่พอสมควร ตรงนี้ถูกกระทบไปนะครับ ก็ไม่กระทบพี่น้องประชาชนคนไทยโดยส่วนรวม ในมุมมองของผม ตรงกันข้ามมันอาจจะเป็นสิ่งดีเสียด้วยว่าต่อไปบริษัทประกันชีวิตไทย ก็อาจจะมีโอกาสที่จะสู้กับบริษัทซึ่งมีบริษัทแม่อยู่ในสหรัฐอเมริกานะครับ
อีกเรื่องหนึ่งนะครับ ผลกระทบก็คือเรื่องมูลค่าของเงินสด ซึ่งถ้าสมมุติว่า แบบประกันที่มีมูลค่าเงินสดสูง ๆ แบบสะสมทรัพย์ ซึ่งเป็นสินค้าที่บริษัทประกันชีวิตไทย นิยมขายมากที่สุดนี้นะครับ โดยแบบประกันที่เข้าข่ายต้องรายงานข้อมูลตามกฎหมายแฟทกา ตรงนี้นะครับ อันนี้จําเป็นที่จะต้องไม่มาเอาเปรียบคนอื่นเขาเหมือนที่เคยผ่านมาในอดีต ก่อนที่เราจะไปทําความตกลงตรงนี้นะครับ ลูกค้าเดิมหรือลูกค้าที่กรมธรรม์ก่อนวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๗ หากถือกรมธรรม์ที่มีมูลค่าเงินสดตั้งแต่ ๒๕,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ หรือว่า ๗.๕ ล้านบาทขึ้นไป ต้องรายงานต่อกรมสรรพากรสหรัฐอเมริกา ตรงนี้ ไม่กระทบต่อพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งหมดนะครับ จะมีอยู่บางกลุ่มนะครับ ผมคิดว่า รัฐมนตรีท่านก็ทราบดีว่ากลุ่มไหนที่อยู่ในประเทศเราขณะนี้ ข้อ ๓ ลูกค้าใหม่ที่จะเลิกถือ กรมธรรม์ตั้งแต่ วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๗ เป็นต้นไป หากกรมธรรม์มีมูลค่าเงินสดตั้งแต่ ๕๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ ๗.๕ ล้านบาท หรือประมาณ ๑.๕ ล้านบาทขึ้นไป นะครับ ต้องรายงานต่อกรรมสรรพากรสหรัฐอเมริกา แต่เดิมไม่ต้องนะครับ ตอนนี้ก็ต้องแล้ว ถ้าเผื่อเราเจรจา ไม่ต้องห่วงท่านรัฐมนตรีครับ ท่านทําไปเถอะครับ มันจะมีประโยชน์ต่อ ประเทศไทยนะครับ กฎหมายแฟทกานี้นะครับจะบังคับให้สถาบันการเงินต่างชาติต้องแจ้ง ข้อมูลให้ไออาร์เอส (IRS) ไออาร์เอสนี้คือหน่วยที่พวกเก็บภาษีของอเมริกานะครับ ให้ไออาร์เอสนี้ รับทราบเกี่ยวกับบัญชีลูกค้าสหรัฐอเมริกาซึ่งมีมูลค่าสูงกว่า ๕๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ ทําให้บริษัทประกันต้องแยกลูกค้ากลุ่มนี้ออกมาเพื่อรู้ว่ามีกี่รายที่จะต้องเข้าข่าย ทําให้ต้อง เพิ่มระบบการตรวจสอบลูกค้ามากขึ้น อันนี้ก็เช่นเดียวกันครับ เราไม่น่าจะเดือดร้อน
เรื่องต่อไปนะครับ เรื่องการที่จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ๓๐ เปอร์เซ็นต์ จากกรมสรรพากรสหรัฐอเมริกา หากบริษัทประกันชีวิตไม่รายงานหรือทําตามกฎหมายแฟทกา สําหรับเงินที่ต้องให้กับลูกค้าเพื่อนําส่งกรมสรรพากรสหรัฐอเมริกาก็เสี่ยงที่จะถูกลูกค้า ฟ้องร้องจากการรับเงินไม่เต็มตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ อาจกระทบในภายแรกช่วงแรก นิดหน่อยนะครับ เพราะแต่เดิมเราอาจจะเคยตัวไม่ต้องทําตรงนี้ แต่ผมมั่นใจว่าสิ่งที่ถูกต้อง ตามกฎหมายนั้นในระยาวจะให้คุณแก่บริษัทไทยซึ่งทํางานกับบริษัทต่างประเทศเขานะครับ เรื่องของการลงทุนของธุรกิจประกันชีวิตนะครับ ซึ่งปัจจุบันกฎหมายอนุญาตให้ไปลงทุน ซื้อพันธบัตรในต่างประเทศได้ บริษัทประกันชีวิตก็ต้องมาตรวจสอบว่าการลงทุนต่างประเทศ ของตัวเองเกี่ยวข้องกับคนในอเมริกันด้วยหรือไม่ หากเกี่ยวข้องก็จะเข้าข่ายด้วยกัน อันนี้ ก็เป็นปัญหาของเศรษฐีคนรวย ถ้าเผื่อรวยโดยซื่อตรงทําเหมือนบิล เกตส์ หรือสตีฟ จอบส์ ผมจะไม่เป็นห่วงเป็นใยเลยนะครับ แต่ท่านประธานครับ ประเทศไทยเรามันมีโจรเสื้อนอก เยอะนะครับ เข้าไปขโมยเงินในแบงก์โดยอาศัยปากกา เราจะกู้เงินอะไรต่าง ๆ นี่ก็ง่าย แต่ถ้าเผื่อ เป็นคนดี ๆ อยู่ทั่วไปลําบากนิดหนึ่ง ผมต้องบ่นเรื่องนี้บ่อยเพราะของเรามันเกิดความเหลื่อมล้ํา ทางสังคมแล้วก็ช่องว่างทางกฎหมายอันนี้คนจนเขาเสียเปรียบอยู่
อีกประการท่านประธานครับ บริษัทประกันชีวิตที่มีบริษัทแม่ในประเทศ อังกฤษหรือในประเทศที่ทําความตกลงกับสหรัฐอเมริกา เช่น บริษัทมหาชน จํากัด พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต ประเทศไทย อาจจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แฟทกาในทันที หรือไม่เป็นประเด็นที่ยังไม่ชัดเจน ผมคิดว่าต้องทําถ้าประเด็นนี้
ข้อสุดท้าย บริษัทกรมธรรม์แบบสะสมทรัพย์ ส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบ ของการประกันชีวิตประเภทสามัญ ซึ่งข้อมูลของสมาคมประกันชีวิตไทยพบว่าในช่วง เดือนมกราคมถึงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๕ ธุรกิจประกันชีวิตมีกรมธรรม์สูง สามัญมากถึง ๒.๖๙ ล้านกรมธรรม์ คิดเป็นสัดส่วนถึง ๕๘ เปอร์เซ็นต์ ของจํานวนกรมธรรม์ ซึ่งมีผล ใช้บังคับทั้งระบบ ทั้งหมดผลกระทบมันไม่ได้ตกแก่พี่น้องประชาชนโดยส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าผมเองให้ความสนับสนุนกรอบการเจรจาความตกลงฉบับนี้
โดยสรุปก็คิดว่ามันเป็นตัวอย่างที่ดี ๒ กฎหมายลักษณะนี้ ซึ่งสภาคองเกรส ของสหรัฐเขาออกมา ผมขอเน้นย้ําอีกครั้งหนึ่งว่าผมอยากให้รัฐสภาไทยออกกฎหมายที่ดี ๆ เช่นนี้ ไม่ใช่ไปทําให้กฎหมายที่ดี ๆ มันเละเทะ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ดี ๆ อยู่แล้ว สภาแห่งนี้ก็ใช้เสียงข้างมากในสภาทําความเสียหาย ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ