รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

วีรวิท คงศักดิ์ หารือเรื่องการประสานงานระหว่างหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ และเสนอแนะให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกัมพูชาในเรื่องของปราสาทเขาพระวิหาร โดยแนะนำให้แต่งตั้งคณะทำงานที่มีคุณสมบัติในการเจรจา และให้การประชาสัมพันธ์ผลการเจรจาให้ประชาชนรับทราบ

พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ ภาควิชาชีพ

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขอขอบคุณท่านประธานแล้วก็ท่านนายกรัฐมนตรีที่ให้โอกาสในการที่จะเปิดอภิปราย ทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๙ เพื่อรับฟังความเห็นเกี่ยวกับเรื่องของคําพิพากษา ของศาลโลกนะครับ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณแล้วมีความดีใจจริง ๆ ที่มีการได้พูดจากัน อย่างเปิดเผยในวันนี้นะครับ แต่สิ่งที่ผมอยากจะเรียนในเบื้องต้นว่าผมผิดหวังในการที่ หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบในงานด้านความมั่นคงนั้นไม่ได้มารับฟังความคิดเห็นของเพื่อน สมาชิกรัฐสภาอย่างครบถ้วน งานด้านความมั่นคงนั้นถ้าพูดจริง ๆ แล้วจะประกอบด้วย ๓ กระทรวงหลัก ก็คือกระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงมหาดไทย ซึ่งผู้แทนทั้ง ๓ กระทรวงนั้น ผมต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ที่รัฐมนตรีมานั่งฟังตั้งแต่ต้นเหมือนกัน ผมก็พยายามฟังอยู่ตั้งแต่ ๑๐ ชั่วโมง ที่ผ่านมา เพราะว่าเรื่องของความมั่นคงนั้นเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องอยู่ในจิตใจแล้วก็ต้อง ทําความเข้าใจกันให้ดี นอกจาก ๓ กระทรวงหลักแล้ว ยังมีอีก ๓ กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องของปราสาทพระวิหารนั้น ก็คือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อีกกระทรวงหนึ่งก็คือกระทรวงที่รับผิดชอบกรมศิลปากร คือกระทรวงวัฒนธรรม ที่จะต้อง ดูแลตรงนี้ แล้วก็หน่วยงานต่าง ๆ อีกหลายหน่วยที่ทํางานในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ แล้วก็หน่วยงานต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ตรงนั้นทั้งหมด ที่ผมต้อง กราบเรียนอย่างนี้เพราะว่าสิ่งที่คณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาลได้ศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นตามเอกสารเล่มนี้ซึ่งผ่านวุฒิสภาไปแล้ว นะครับ ปัญหาในเรื่องของความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในส่วนราชการที่อยู่ในจังหวัด ศรีสะเกษและในพื้นที่บริเวณนี้ ที่เกี่ยวข้องกับการดําเนินงานที่อาจจะไม่ครบถ้วน ตามอํานาจหน้าที่ ผมอาจจะเรียนว่าท่านเป็นไปตามอํานาจหน้าที่ครับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกิดขึ้น ความเป็นมาของเรื่องนี้เริ่มมาตั้งแต่ ตอนสมัยปี ๒๕๓๕ ที่ประเทศไทยเปิดสนามรบเป็นสนามการค้า แล้วก็ดําเนินธุรกิจเพื่อจะเปิดแหล่งท่องเที่ยวตรงนี้ ส่วนราชการต่าง ๆ ได้ทําข้อตกลงกับทางกัมพูชาหลายข้อตกลงโดยที่ไม่ได้มีการประสาน และไม่ได้มีการบอกกันล่วงหน้า การที่ไม่ได้ประสานกันไม่ได้บอกนี้นะครับมันเป็นปัญหา ในการที่ทําให้กัมพูชานั้นมีข้อมูลในสิ่งที่อาจจะมีความแตกต่างกัน จะมีหลายกรณีที่เรายังหา คําอธิบายไม่ได้ในเรื่องของการรื้อรั้ว การที่สร้างร้านค้าบริเวณทางด้านทิศเหนือของปราสาท รวมทั้งเรื่องของการที่มีถนนขึ้นมา การที่มีถนนแล้วทําไมเราไม่ได้มีกระบวนการในการที่จะมี ด่านศุลกากรเพื่อแสดงเขตบริเวณของเราตามที่เราคิดไว้ อะไรต่าง ๆ พวกนี้เป็นสิ่งที่ ผมอยากจะเรียนว่ามันเกิดจากระบบการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทยที่เป็น ลักษณะต่างคนต่างมีอํานาจหน้าที่ตามกฎหมาย กรมก็เป็นนิติบุคคลที่รับผิดชอบ ตามกฎหมาย ก็มีสิทธิอํานาจหน้าที่ในการที่จะดําเนินการเจรจาหรือมีการพูดจากัน โดยไม่ได้มีกระบวนการในการที่จะให้กระทรวงการต่างประเทศในฐานะคนกลาง ได้รับทราบไว้ หรือส่วนราชการต่าง ๆ เพราะฉะนั้นการประสานงานของหน่วยต่าง ๆ นั้น เป็นปัญหาในการที่ทําให้เกิดสิ่งที่สะสมมาจนถึงปัจจุบันนะครับ สิ่งที่ผมอยากกราบเรียนก็คือว่า บางอย่างนั้นเราอาจจะมองดูว่าข้อมูลมันเป็นข้อมูลที่อาจจะเป็นความลับแล้วก็ไม่ได้บอกกัน เมื่อตอนปี ๒๕๕๐ ผมเป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด มีกรณีของปราสาทพระวิหาร ก็เรียก ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่มา เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นแผนที่ ๑ : ๕๐๐๐๐ ระวาง แอล ๗๐๑๘ ที่มี รอยหยักเว้าที่เราเห็น ๆ กัน ผมก็ถามเจ้าหน้าที่ว่าทําไมมีการหยักเว้าพื้นที่ตรงนั้น เขาก็บอกว่าเป็นมติ ครม. ปี ๒๕๐๕ ผมก็ถามว่ามติ ครม. นั้นเป็นเรื่องของอํานาจหน้าที่ เขตแดนหรือเปล่า เขาก็บอกว่าไม่มีใครเห็นตัวบันทึกการประชุม ครม. นั้น จนกระทั่ง ตอนหลังไปดูมาก็ทราบอย่างที่ท่านเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ เป็นเรื่องของ มีทางเลือกอยู่ ๒ ทางที่ออกมา แล้วทางเลือกตรงนี้ก็เป็นที่รั้ว เมื่อมีรั้ว เจ้าหน้าที่ก็ทําเป็น พื้นที่ที่ออกมาเป็น แอล ๗๐๑๘ ที่เราเห็นกัน ด้วยความเข้าใจที่อาจจะยังคลาดเคลื่อนกัน แล้วก็เหมือนกับว่าเรามอบพื้นที่ที่เป็นสามเหลี่ยมไปให้ แต่สิ่งที่ผมตกใจมากกว่านั้นก็คือ ในช่วงที่ใกล้ ๆ การตัดสินนั้น มีคนส่งแผนที่ ๑ : ๕๐๐๐๐ ระวาง แอล ๗๐๑๘ ซึ่งสํารวจ เมื่อปี ๒๕๐๕ แล้วก็พิมพ์เมื่อปี ๒๕๐๘ เป็นการจัดทําร่วมกันระหว่างสหรัฐอเมริกา กับกรมแผนที่ทหารไทย ผมเห็นแล้วตกใจครับ เพราะว่าจะคล้ายกับสิ่งที่เป็นคําพิพากษา มากที่สุด สิ่งที่ผมยกประเด็นตรงนี้เพื่อจะให้เห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นน่าจะเป็นเรื่อง ของการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ แล้วก็ไม่ได้มีการทําที่สื่อสารความเข้าใจที่ตรงกัน ก็เลยมีกระบวนการในการทําเอกสารที่มีข้อผิดพลาดหรือข้อตกลงที่คลาดเคลื่อน ไปจากข้อเท็จจริง จนเป็นสิ่งที่ทําให้กัมพูชาสามารถที่จะใช้เป็นข้อมูลในการเจรจาได้ นอกจากนั้นสิ่งที่ผมอยากกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลก็คือเรื่องของ ประเทศไทยเรามีจุดอ่อนครับ ท่านจะเห็นว่ากระบวนการในการที่ดําเนินการในเรื่องของ พื้นที่เขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา นั้น ส่วนใหญ่ทางกัมพูชาเขาจะเป็นคนชุดเดิม ทั้งข้าราชการการเมืองแล้วก็ข้าราชการประจํา แต่ในส่วนของเรานั้นด้วยระบบการบริหาร ของบ้านเราทําให้เรามีการเปลี่ยนคนเกือบตลอด เพราะฉะนั้นความต่อเนื่องของข้อมูลในการ ดําเนินการนั้นไม่ค่อยจะต่อเนื่องนัก หรือถ้าเราพูดกันตรง ๆ ก็คือเรารู้ไม่ลึก เพระฉะนั้น ในสิ่งที่ความคลาดเคลื่อนของข้อมูลในประเด็นแรกที่ผมกราบเรียนว่า อํานาจหน้าที่ในทาง นิติบุคคลนั้นอยู่ที่กรม หรือหน่วยงานเป็นเอกเทศ ข้อมูลก็ไม่ได้มาส่งมอบให้องค์กรกลางที่รับผิดชอบตรงนี้ ไม่ว่าจะเป็นเจบีซี ที่ทําในเรื่องของ เขตแดนก็ดีนะครับ หรือในส่วนของเจซี ที่เป็นกระทรวงการต่างประเทศดูแลอยู่ก็ตาม อันนี้ ผมอยากจะให้มีการศึกษาแล้วก็เป็นบทเรียนที่เราปลอดจากเราที่ดําเนินการในครั้งนี้ ที่เราเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา ในเรื่องของคําตัดสินของศาลนั้นถ้าผมมองในมุมมองของการ บริหารงานความมั่นคงของประเทศ ผมคิดว่าเราก็ต้องยอมรับนะครับ เพราะว่าประเทศไทย เราก็ยังอยู่ในโลกบาล คือโลกที่ปกครองโดยอํานาจของสนธิสัญญาและระบบโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหประชาชาติที่มีกระบวนการทํา แต่สิ่งที่ประเทศไทยคงจะต้องมา ดําเนินการทํา แล้วก็เป็นสิ่งที่ผมได้ยกเป็นประเด็นแรกที่พูดตรงนี่ ก็คือผมอยากจะให้ ทีมไทยแลนด์ที่กระทรวงการต่างประเทศอยากจะทํานั้นจะต้องมีคนที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วย กระทรวงการต่างประเทศผมไม่อยากจะให้กระทรวงการต่างประเทศทั้ง ๕ ท่านจะต้อง รับผิดชอบในเรื่องนี้ทั้งหมดเพราะว่าในบางครั้งอํานาจหน้าที่ แม้กระทั่งท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศท่านเป็นรองนายกรัฐมนตรีด้วย ด้วยระบบไทย ๆ นะครับ ท่านอาจจะไม่สามารถสั่งให้หน่วยงานต่าง ๆ ให้ข้อมูลหรือส่งเจ้าหน้าที่มาทํางานในเรื่อง สําคัญ ๆ อย่างนี้ได้ ปัญหาก็คือเหมือนกับว่ากระทรวงการต่างประเทศถูกโดดเดี่ยวเพื่อให้ทํา ตรงนี้ ถึงแม้ท่านจะเก่งหรือมีความรู้อย่างไรก็แล้วแต่ ผมคิดว่าข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน หรือข้อมูลที่คลาดเคลื่อนมันก็มีโอกาสที่จะทําให้การเจรจาหรือการดําเนินงานทางด้าน การเมืองระหว่างประเทศมีข้อผิดพลาด ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับ ผมได้ฟังเพื่อนสมาชิก หลายท่านพูดถึงว่า ทําไมเราไม่ให้พื้นที่เขาไปเลยแล้วก็อยู่กันด้วยความสันติ มันคงไม่ใช่หลัก ของความเป็นประเทศที่มีอธิปไตยและมีเอกราชอย่างพวกเรา กระบวนการในการบริหารงาน ความมั่นคงนั้นเราคงจะต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน และหลายท่านพูดว่าผมไม่อยากจะให้รบ ถ้าไม่รบนั้นผมว่าการจะรบไม่รบอยู่ที่ฝีมือของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ท่านจะสามารถเจรจาความเมืองที่มีข้อขัดแย้งต่าง ๆ นั้นให้ได้ประโยชน์สูงสุดโดยที่ไม่มีการรบ อันนี้คือหลักของการวางยุทธศาสตร์ของประเทศ ถ้าเราวางยุทธศาสตร์ในลักษณะที่อ่อน แล้วก็ยอมตามเขา ผลประโยชน์ของชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความมั่นคง มั่งคั่ง แล้วความ มีเกียรติศักดิ์ศรีในเวทีการเมืองโลกนั้นก็จะอ่อนด้อยไป แต่ถ้าเราทําแข็ง ทําเป็นคนที่ แข็งกระด้างต่อประเทศต่าง ๆ เขา โดยที่เรามีพลังอํานาจของชาติเราต่ํา เราไม่ใช่ประเทศ มหาอํานาจ เราไปทําอย่างนั้นมันก็จะมีปัญหาในเรื่องของการไม่ยอมรับของต่างประเทศ เช่นเดียวกับที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านบอกว่าเราไม่ต้องสนใจกับเรื่องของคําพิพากษาศาลโลก ได้ไหม ตราบใดที่เราเป็นสมาชิกสหประชาชาติแล้วก็ภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติในข้อ ๙๔ เราก็คงจะต้องทํา แต่การจะทําอย่างไร แค่ไหนนั้น ก็เป็นฝีมือของผู้ที่จะเป็นคณะเจรจา ต่อรอง เราอาจจะไม่ต้องให้พื้นที่เขาหรือตกลงไปที่พื้นที่สีชมพูที่เห็นเพื่อนสมาชิกได้ฉายไปก็ได้ เราอาจจะให้เป็นบางส่วนโดยที่ใช้หลักการ หลักวิชาการ ที่ถูกต้อง ใช้ระบบเส้นลายขอบขาว หรือใช้การเล็งสกัดจากจุดถึงจุดตามหลักของการทําแผนที่เพื่อจะกําหนดพื้นที่เข้ามา ผมอยากจะให้ท่านรัฐมนตรีกับท่านผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศดูที่แผนที่ ๑ : ๕๐,๐๐๐ ระวาง แอล ๗๐๑๘ นั้นที่ผมได้เรียนแล้ว จะมีลักษณะที่จะเล็งจะภูมะเขือตรงเข้าหาพื้นที่ ทางด้านเหนือของปราสาทพระวิหารเลย การทําแผนที่ของสหรัฐอเมริกาใน ๑ : ๕๐,๐๐๐ นั้น เขาจะต้องมีเพเฟอเรนซ์ (Reference) หรือมีวิธีการในการที่จะเล็งจากจุดถึงจุด เพื่อกําหนดเขตแดนนะครับ เพราะฉะนั้นอาจจะใช้เป็นแนวทางในการที่จะพิจารณา ประกอบกับคําพิพากษาแล้วก็มีการเจรจาต่อรองเพื่อให้เป็นไปตามนั้น เราคงจะต้องมองว่า เมื่อถึงจุดหนึ่งเราจําเป็นจะต้องเสียก็ต้องเสีย แต่เราต้องเสียน้อยที่สุดเท่าที่เราสามารถ ที่จะเจรจาต่อรองได้ แล้วไม่เกิดข้อขัดแย้งจนกระทั่งถึงการรบ เพราะฉะนั้นผมอยากฝาก ท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลด้วยว่ากระบวนการในการเจรจาต่อรองตรงนี้มีความละเอียดอ่อน และจะต้องมีการศึกษาข้อมูลมาก

ผมอยากจะเรียนเสนอผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาลว่าในเรื่องนี้ผมเคยได้ เสนอครั้งหนึ่งเมื่อ ๒ ปีที่แล้ว แล้วก็เมื่อครั้งที่แล้วที่มีการพูดจาในเรื่องของการเตรียมการ ปราสาทเขาพระวิหารผมก็ได้เรียนว่าควรจะมีคณะทํางานชุดพิเศษสักชุดหนึ่งซึ่งมี ความสามารถรู้ทุกเรื่องแล้วก็เชิญหน่วยงานเกี่ยวข้องกับพื้นที่ปราสาทพระวิหาร ทุกกรมทุกกระทรวง ทบวง กรม และแม้กระทั่งภาคเอกชนที่อยู่ในพื้นที่นั้นเข้ามาปิดห้อง คุยกันเลยว่าที่ผ่านมาในช่วง ๒๐ ปีนั้นได้ไปเจรจากับทางกัมพูชาอะไรบ้าง เราไม่ได้มองว่าจะมีความผิด อะไร แต่เราต้องการรู้ข้อเท็จจริงว่าประเทศไทยอาจจะเป็นสัญญาส่วนบุคคลหรือเป็นสัญญา ส่วนองค์กรต่อองค์กรที่มันอาจจะมีผลกระทบต่อกรณีของปราสาทเขาพระวิหารในทาง เป็นไปได้ อาจจะจริงหรือไม่จริงก็แล้ว แต่ผมมีข้อมูลที่ได้รับว่ามีหน่วยงานของรัฐเราได้มีการ รับเงินในเรื่องของการสร้างที่ขายของในบริเวณปราสาทพระวิหารทางด้านเหนือ แล้วก็ สิ่งตรงนี้ก็คงจะมีสัญญาและมีการทํา และการอพยพของคนเข้ามาและรวมทั้งเรื่องของการ สร้างวัดก็จะเป็นสิ่งที่เงื่อนไขเขามาทําได้ด้วยอะไร ข้อมูลเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นข้อมูลในเชิงลับ ซึ่งทางคณะทํางานที่จะเตรียมการในเรื่องนี้น่าจะมีการประมวลข้อมูลให้ครบถ้วนสมบูรณ์ แล้วหาทางออกที่ดีที่สุด ทางเลือกที่ดีที่สุดเพื่อให้เป็นหนึ่งเดียวในนามของประเทศไทย ผมคิดว่ากระบวนการตรงนี้รัฐบาลควรจะรีบดําเนินการ โดยที่อย่างน้อยที่สุดหน่วยงาน กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทั้ง ๓ กระทรวงควรจะเป็นแกนหลัก ใครจะเป็นหัวหน้า คณะทํางานในการดําเนินงานนั้นก็แล้วแต่รัฐบาลจะเลือก แต่ผมอยากจะวิงวอนให้รัฐบาลเลือกคนที่ดี ที่สุด คนที่สุจริตที่สุด ตามที่ท่านทูตวีรชัย ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านได้พูดถึงหลักเกณฑ์ในการ ที่ดําเนินการนั้นจะต้องเป็นไปในตามหลักสุจริตธรรม เพราะฉะนั้นคนของเราที่จะส่งเข้าไปนั้น จะต้องเป็นคนที่เก่งมีความแม่นมีความเป็นวิชาชีพและมีความซื่อสัตย์สุจริตในการที่จะ ดําเนินการตรงนี้ ผมเคยให้ข้อคิดไว้ว่าในส่วนที่ราชการที่ดีในการทํางานตรงนี้จะต้อง มีความซื่อตรงต่อหน้าที่ คือมีความซื่อสัตย์สุจริต มีความวิริยะอุตสาหะ และมีความมุ่งมั่น ทํางานให้สําเร็จ ทั้ง ๓ ข้อนั้นเป็นสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านได้พระราชทานไว้ในหลักราชการ เกณฑ์การคัดเลือกบุคคลที่ไปทํางานตรงนี้ต้องเป็น คนที่ซื่อสัตย์สุจริต ซื่อตรงต่อหน้าที่ และนอกจากนั้นจะต้องเป็นคนที่ซื่อตรงต่อบุคคลทั่วไป คือเป็นคนที่รักษาคํามั่นสัญญาวาจาสัตย์ แล้วก็เป็นคนที่คนทั่วไปนับหน้าถือตามีความเชื่อถือ ศรัทธา ไม่ใช่ว่าพูดจาไม่อยู่กับร่องกับรอย เพราะฉะนั้นคนลักษณะพวกนี้อย่าเอาเข้าไปเป็น ทีมงานในการเจรจาเพราะไม่อย่างนั้นต่างประเทศทุกประเทศเขาไม่คบด้วยหรอกครับ เพราะเขาไม่เชื่อ ถ้าคนไทยยังไม่เชื่อแล้วคนต่างประเทศจะเชื่อได้อย่างไร แล้วเขาก็ถือว่า ชื่อเสียงของประเทศของเราก็จะมีปัญหา ก็คงจะฝากเรียนว่าในการดําเนินงานนั้น ผมมีความเห็นว่าประเด็นที่จะต้องมีการวินิจฉัยในเรื่องนี้เป็นเรื่องของเขตแดนเป็นหลัก ถึงแม้ว่าผลการตัดสินของศาลโลกไม่ได้พูดถึงเรื่องของเขตแดน แต่ในประเด็นที่เราจะต้อง ยึดถือเป็นแนวทางในการเจรจาต่อรองนั้นจะต้องมีพื้นฐานของหลักของการแบ่งเขตแดน ตามกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้นการดําเนินการ ผมมีความเห็นว่าน่าจะ ดําเนินการผ่านเจบีซี เจบีซีก็จะเป็นกระบวนการที่จะมีผู้คนครบถ้วนแล้วก็เลือกบุคคลตามที่ ผมได้เรียนว่าขอเป็นมืออาชีพแล้วก็ซื่อสัตย์สุจริตมีความรักษาคํามั่นสัญญาวาจาสัตย์ เป็นข้าราชการที่ดี ตามหลักราชการที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ หรือที่ผมอยากจะเรียกว่าเป็น เบสท์ทีม ไทยแลนด์ (Best Team Thailand) ที่จะมาทํางานในเรื่องนี้ เพราะผมเชื่อว่าที่เรา ถกเถียงกันทั้งหมดหรือประชาชนทั้งประเทศนั้นมีข้อที่ขัดแย้งกันหรือมองเห็นไม่ตรงกัน เพราะว่าเรายังไม่เชื่อมั่นในทีมที่จะไปเจรจา เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อรัฐบาลสามารถจะกําหนดบุคคลแล้วก็คณะทํางานที่จะไปเจรจาแล้ว ประกาศให้ประชาชนรับทราบว่ากลุ่มนี้คือความหวังของประเทศไทยอย่างที่ทําแบบเมื่อ ครั้งที่แล้ว ในการพิจารณาที่ศาลโลก ผมคิดว่ากระบวนการตรงนี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ ท่านประธานครับ เดี๋ยวผมก็คงจะจบเพียงแค่นี้ แต่อยากจะขอฝากไว้ประเด็นสุดท้ายว่า เรื่องนี้เป็นความหวังของคนไทยทุกคนนะครับ แล้วก็ถ้าเราไม่สามารถจะบริหารจัดการได้ดี มันจะกลายเป็นข้อขัดแย้งของคนในชาติ ซึ่งคนที่รักชาติก็มี คนที่รักชาติอย่างรุนแรง และพร้อมที่จะดําเนินการต่าง ๆ ก็มี เพราะฉะนั้นความคิดรอบคอบต่าง ๆ และสิ่งสําคัญ ก็คือว่าสิ่งไหนที่สามารถประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบได้ ขอความกรุณาบอก ประชาชน แต่ถ้าสิ่งไหนที่เป็นความลับ ไม่สามารถบอกได้ ก็ยอมรับได้ แต่บอกว่าสิ่งนี้ ไม่สามารถบอกได้ ประชาชนอยากรับฟังครับ ก็ฝากความหวังไว้กับท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ ท่านรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ คงจะเป็นหัวหน้าทีมในการที่จะทําเบสท์ ทีม ไทยแลนด์ (Best Team Thailand) ตามที่ผมเสนอ ขอบคุณครับ