รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

สมเกียรติ ศรลัมพ์ หารือเรื่องการทำงานของรัฐสภา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันและใช้เหตุผลในการตัดสินใจ และเรียกร้องให้ประชาชนที่อยู่นอกรัฐสภากลับเข้ามาในสภาเพื่อสร้างความหวังให้กับประชาชน นอกจากนี้ยังหารือเกี่ยวกับความชอบธรรมของศาลโลกในการตัดสินเรื่องปราสาทพระวิหารในปี 2505 และการปฏิบัติตามคําพิพากษาของศาลโลก รวมถึงการรื้อฟื้นคดีและข้อสรุปเกี่ยวกับเขตแดนและบริเวณปราสาทพระวิหาร

นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะของสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมขอขอบคุณ รัฐบาลที่มีจิตใจที่กว้าง แล้วก็นําเรื่องนี้มาหารือกับสมาชิกรัฐสภา จะสังเกตได้ว่าเราฟังมา ตั้งแต่เช้าจนถึงปัจจุบันนี้ แนวความคิดของสมาชิกรัฐสภาแต่ละท่าน เสนอข้อคิดที่แสดงออกถึง เหตุและผลแล้วก็ข้อมูลมากมาย สิ่งเหล่านี้จะทําให้เป็นความหวังว่าการทํางานในรัฐสภานั้น ถ้าทําให้ดี ทําให้มีเหตุผล ทําให้ใช้สติ แล้วไม่โกธรกัน ไม่มีความรู้สึกที่จะรู้ไม่ดีต่อกันนั้น เราจะได้องค์ความรู้ ได้เป็นที่พึ่งของประชาชนมากมาย ผมเชื่อว่าประชาชนถ้าได้ฟัง การอภิปรายของสมาชิกรัฐสภานั้นจะรู้สึกว่าจะเป็นความหวัง เลยขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ที่อยู่นอกรัฐสภาที่กําลังต่อสู้นั้นกลับเข้ามาในสภา จะทําให้เรารู้สึกว่าสภาของเรานั้น เป็นที่หวังของประชาชน

เรื่องต่อไปที่ผมจะขออนุญาตที่จะกราบเรียนท่านนะครับว่า การที่ประชาชน นั้นได้แสดงออกนั้น ผมว่าเป็นเรื่องดีใจ แต่การที่ศาลได้วินิจฉัยและสั่งการมาตามที่ท่านทูต ได้ไปปฏิบัติหน้าที่ที่กรุงเฮกนั้น ในความรู้สึกของคนไทยนั้น รู้สึกว่ามีความสุขว่าการวินิจฉัย ของศาลนั้นวินิจฉัยเฉพาะขยายความในปี ๒๕๐๕ เท่านั้น ไม่ได้วินิจฉัยในสิ่งที่ ประเทศกัมพูชาได้นําเสนอในเรื่องใหม่ ๆ ขึ้นมา นี่คือความชอบธรรมที่เรารู้สึกเกิดขึ้น แต่ในรายละเอียดนั้นผมเชื่อว่ากระบวนการจัดการของรัฐบาลหรือของกลไกของรัฐนั้น มีมากมาย แต่อย่างไรก็ตามเท่าที่เราถกเถียงมาเป็นสิบชั่วโมงนั้น ทุกคนเป็นห่วงเป็นใยว่า อนาคตเราจะเดินไปอย่างไร แต่ละคนก็เอาเหตุเอาผลข้อกฎหมาย แผนที่ ผมอยากจะ ขออนุญาตที่จะนําเรียนในสิ่งที่ต่างจากคนอื่นสักนิดหนึ่งคือว่า การที่เราจะรู้ว่าอนาคต จะเดินไปทางไหนนั้นเราต้องดูอดีต ในอดีตที่ผ่านมานั้นบรรพบุรุษของเราได้ตัดสินปัญหานี้ อย่างไร กระบวนการอย่างไร ผมจะขออนุญาตที่จะเป็นประเด็นคําถาม แล้วก็อธิบายให้ฟังว่า ศาลโลกในปี ๒๕๐๕ นั้นได้ตัดสินเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารในวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๐๕ ได้วินิจฉัยว่าปราสาทพระวิหารเดิมนั้นให้อยู่ในอธิปไตยของประเทศกัมพูชา

ข้อ ๒ ให้ไทยถอนตัว กําลังทหาร ตํารวจ ซึ่งส่งเข้าไปประจําในปราสาท พระวิหารนั้น ออกจากดินแดนของกัมพูชา

ข้อ ๓ ไทยต้องคืนบรรดาวัตถุโบราณที่ไทยอาจโยกย้ายออกไปจากกัมพูชา ออกจากปราสาทพระวิหารนั้นมาสู่กัมพูชา

สิ่งเหล่านี้เราฟังดูแล้ว การตัดสินครั้งนั้นหนักหน่วงแล้วก็รุนแรงอย่างที่ เราเห็น เพราะว่าเป็นสิ่งใหม่ที่เราไม่รู้สึกว่าเราจะต้องเสียปราสาทพระวิหารไป แต่ดูว่า การตัดสินใจของรัฐบาลสมัยนั้นใช้อย่างไรบ้าง ประเทศไทยได้ปฏิบัติตามคําสั่งของศาลโลก อย่างไร เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๐๕ รัฐบาลไทยได้ออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยกับ คําพิพากษาของศาลโลก แต่ประเทศไทยในฐานะของประเทศสมาชิกสหประชาชาติ จะยินยอมปฏิบัติตามพันธกรณีต่าง ๆ ซึ่งเป็นผลจากคําพิพากษา แต่อย่างไรก็ตาม ในวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๐๕ พันเอก ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในขณะนั้นได้มีหนังสือแจ้งการปฏิบัติตามคําพิพากษาแก่ผู้รักษาการเลขาธิการสหประชาชาติ โดยระบุว่าไทยขอสงวนสิทธิที่ไทยจะได้มีหรืออาจจะมีในอนาคต ในการเรียกร้องเอาปราสาท พระวิหารกลับคืนมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ให้ไทยปฏิบัติ ตามคําพิพากษาของศาลโลก และกําหนดขอบเขตปราสาท คือ ทางทิศเหนือ ๒๐ เมตร จรดบันไดกย่ส ผมจะไม่ขอขยายความเรื่องนี้เพราะมันยาวเกินไป แต่อย่างไรก็ตามนั้น จะมีคําถามว่าการสงวนสิทธิของจดหมายของ พันเอก ถนัด คอมันตร์ นั้นว่าอย่างไรบ้าง และขณะนี้มีผลหรือไม่ ในวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๐๕ นั้น พันเอก ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีหนังสือถึงรักษาการเลขาธิการสหประชาชาติ ว่ารัฐบาลไทยได้ออกแถลงการณ์ เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๐๕ ไม่เห็นด้วยกับคําพิพากษา แต่ในฐานะของประเทศสมาชิกสหประชาชาติจะปฏิบัติตามพันธกรณีต่าง ๆ อันเป็นผล มาจากคําพิพากษา ตามข้อ ๙๔ ของกฎบัตรสหประชาชาติ โดยหนังสือดังกล่าวได้แจ้ง ด้วยว่าไทยจะขอสงวนสิทธิที่อาจมีในอนาคตที่จะเรียกเอาปราสาทพระวิหารคืนกลับมา โดยอาศัยกระบวนการทางกฎหมายที่มีอยู่ หรือจะเกิดในภายหลัง ในขณะที่กระบวนการ ทางกฎหมายอันมีอยู่ในปัจจุบันเป็นไปตามกฎบัตรสหประชาชาติ ธรรมนูญศาลโลก กล่าวคือ คําพิพากษาศาลโลกถือเป็นที่สุด และไม่สามารถอุทธรณ์ได้ ตามข้อ ๖๐ ของธรรมนูญ ศาลโลก แต่จะขอให้ศาลพิจารณาแก้ไขคําพิพากษา ตามข้อ ๖๑ ของธรรมนูญศาลโลกแล้ว คู่กรณีจะต้องเสนอหลักฐานใหม่ภายในระยะเวลา ๑๐ ปีหลังจากที่ศาลมีคําพิพากษา แต่ในระยะเวลาดังกล่าวนั้นเสร็จสิ้นไปเมื่อปี ๒๕๑๕ ประเทศไทยก็ยังไม่ได้เสนออะไรที่เป็น หลักฐานใหม่ เพราะฉะนั้นแล้วข้อท้วงติงของท่านสมาชิกที่ผ่านมานั้น หากมีเหตุมีผล และมีหลักฐานใหม่ก็สามารถที่จะดําเนินการได้ภายใน ๑๐ ปี เหมือนกับ พันเอก ถนัด คอมันตร์ ได้สงวนสิทธินี้ไว้ แต่อย่างไรก็ตามจะมีคําถามว่าประเทศไทยหรือกัมพูชานั้น อาจจะรื้อฟื้นคดีปราสาทพระวิหารได้หรือไม่ คําตอบคือไม่ได้ เพราะเลยกําหนดเวลา ๑๐ ปี ที่ยื่นให้ศาลโลกแล้ว การตัดสินของศาลโลกนั้นก็เสร็จสิ้นเงื่อนไขนั้นตั้งแต่ปี ๒๕๑๕ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ท่านทั้งหลายนี่ครับเวลาเราพูดกันที่ราชดําเนินหรือพูดอะไรต่าง ๆ ถ้าเราปลุกเร้าให้ประชาชน อย่างไรเราต้องเอาปราสาทพระวิหารคืนมา อะไรอย่างนี้นะครับ ถ้าเรามีเหตุมีผลเราจะเห็นว่าขั้นตอนต่าง ๆ ที่ได้อธิบายนั้นจะสามารถทําได้หรือไม่ได้อย่างไร ต้องให้ข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบ การปลุกความรู้สึกรักชาติออกมาโดยปราศจาก รากฐานของข้อข้อเท็จจริงนั้นจะทําให้เราประสบกับเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ซับซ้อนมากมาย ผมเลย ขอเรียนท่านว่าการรื้อฟื้นการตีความคําพิพากษานั้นต่างกันหรือเหมือนกันอย่างไร ไม่เหมือนกันการรื้อฟื้นคดีคือการขอให้ศาลโลกเปลี่ยนคําพิพากษา เช่น ขอให้ศาลโลกตัดสิน ว่าปราสาทพระวิหารกลับมาเป็นของไทย ซึ่งทําไม่ได้แล้ว เพราะเลยกําหนดเวลา ๑๐ ปี มาแล้ว แต่การขอตีความหรือขอให้ศาลพิพากษาว่าคําตัดสินเดิมหมายความว่าอย่างไร สามารถทําได้ เมื่อกระทําได้นั้นไม่มีกําหนดเวลานะครับ หลังจากการปฏิบัติตามคําตัดสินของศาลโลก ประเทศไทยได้ยึดแนวทางเส้นเขตแดนบริเวณปราสาทพระวิหารอย่างไร และกัมพูชา ยึดเขตแดนอย่างไร ไทยได้ยึดถือสันปันน้ําเป็นเส้นเขตแดนตามข้อบทของอนุสัญญาสยาม และฝรั่งเศสในปีคริสตศักราช ๑๙๐๔ ส่วนเส้นของเขตปราสาทตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๐๕ นั้น ไทยไม่ถือว่าเป็นเขตแดนแต่สําหรับกัมพูชายึดถือตาม เส้นแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ดังนั้น จึงยังไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับเขตแดนและบริเวณดังกล่าว เนื่องจากไทยและกัมพูชายังตกลงกันไม่ได้ ยังต้องเจรจากันในกรอบของคณะกรรมาธิการ เขตแดนร่วมกัมพูชา คือเจบีซีเพราะฉะนั้นแล้วสิ่งต่าง ๆที่เราเป็นห่วงกังวลกันนั้น ผมเชื่อว่า กระบวนการต่าง ๆ ทางข้อกฎหมายก็ตามหรือเจบีซีก็ตามหรือศาลเพิ่งได้ตัดสินเกี่ยวกับ เรื่องมาตรการ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ของแผนที่นั้นก็ระบุไว้ชัดแล้วว่าไม่ใช่ที่กัมพูชาจะสามารถ วินิจฉัยได้ฝ่ายเดียว ต้องให้ฝ่ายไทยร่วมวินิจฉัยด้วยทั้งหมด เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เอง ผมถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญมาก ส่วนรายละเอียดอื่นนั้นผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่า เป็นห่วงอะไรเท่าไรนัก ถ้าเราจะมามองดูว่ากระบวนการต่าง ๆ นั้นจะสามารถดําเนินการได้ ในอนาคตผมขออนุญาตนะครับท่านประธาน ที่จะสรุปว่าผมเชื่อว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันนี้ และชุดต่อ ๆ ไปเรามีบุคลากรที่มีความสามารถ เรามีความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลกัมพูชา เรามีมาตรการมีเครื่องมือและมีกฎหมายระหว่างประเทศนะครับ ที่เป็นเครื่องมือในการ จัดการเกี่ยวกับ เช่น คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา : เจบีซี และกฎหมาย ระหว่างประเทศ สิ่งเหล่านี้จะเป็นมาตรการจะเป็นเครื่องมือในการทํางานาของรัฐบาล ในอนาคต ผมเชื่อว่าถ้าเราดําเนินการให้ดีตามกรอบภารกิจหน้าที่ ความขัดแย้งก็จะ ลดน้อยลง เหตุและผลในการเจรจากันที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้น ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เราจะได้ แก้ไขปัญหาประเทศชาติได้เป็นอย่างดียิ่ง ขอให้ท่านสมาชิกทุกท่านครับ ความขัดแย้ง ในประเทศที่เกิดขึ้นเจ็บปวดกันทั่วโลกนั้นมีอย่างมากมาย แล้วมีหลายประเทศเขายังเข่นฆ่ากัน เป็นหมื่นเป็นแสนคน ความขัดแย้งนั้นถ้าเราใช้อารมณ์สิ่งนั้นก็จะเกิดปัญหา แต่ถ้าเราใช้เหตุ และผล ผมเชื่อว่าวุฒิภาวะความรู้ของประเทศเรานั้นสามารถจัดการเรื่องนี้ได้ ผมขอฝากให้ ท่านสมาชิกว่าฝากเอาความรู้ที่เราได้รับในการอภิปรายในวันนี้ ให้ประชาชนได้ทราบว่า เหตุเกิดอย่างไร แล้วเราจะหาสิ่งเหล่านี้อยู่ร่วมกันด้วยปกติสุขได้อย่างไร ขอบคุณครับ