ศิริโชค โสภา หารือเรื่องปราสาทพระวิหารและเขตแดนไทยกับกัมพูชา เรียกร้องให้รัฐบาลตัดสินใจไม่สูญเสียดินแดนและดำเนินการแก้ไขปัญหาตามคําพิพากษาของศาลโลก โดยมีการแสดงคลิปภาพเพื่อสนับสนุนการอภิปราย
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม นายศิริโชค โสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมแม้ว่าจะไม่ใช่ คนไทย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากมีสัญชาติไทยแต่เชื้อชาติลาว แต่ผมก็เกิดในประเทศไทย แล้วก็มีความรักประเทศไทย แม้ว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นมานานตั้งแต่สมัยผมยังเด็ก ๆ แต่ก็เป็น ความรู้สึกฝังใจ แล้วก็ศึกษาประวัติศาสตร์ของปราสาทพระวิหารมาโดยตลอด แต่ที่กระผม แปลกใจในวันนี้คือผมเห็นเพื่อนสมาชิกที่เป็นสมาชิกรัฐสภา ซึ่งเป็นคนไทยแท้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์กลับสามารถยืนอย่างภาคภูมิใจด้วยจิตใจชื่นบาน ยอมรับว่าประเทศไทย จะสูญเสียดินแดนในวันนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ผมอภิปรายไม่ต้องการตําหนิใคร ไม่ต้องการโทษใคร เพราะเรื่องนี้มันเกิดขึ้นมานานตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ในทางกลับกันก็ต้อง ขอชื่นชมทนาย โดยเฉพาะทูตวีรชัยที่ได้ไปต่อสู้อย่างเต็มที่แล้ว เมื่อศาลโลกมีการพิพากษา ผมคิดว่าสิ่งที่ดีที่สุดในขณะนี้ก็คือต้องพูดความจริง บอกความจริงกับคนไทยว่าคําพิพากษา ของศาลโลกในวันนี้จะมีผลกระทบอะไรบ้าง เพื่อให้คนไทยได้ทําใจ เพื่อให้คนไทยได้มีส่วนร่วม ในการที่จะตัดสินใจที่จะเดินหน้าต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุที่ผมจะต้องย้ําว่า เราเสียดินแดน ถ้าท่านประธานจําได้ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ เราสูญเสียปราสาทพระวิหาร แม้ว่า เราจะสงวนสิทธิ แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่าเราได้สูญเสียปราสาทพระวิหารไป และ ครม. ก็มีมติในปี ๒๕๐๕ ให้พยายามเสียดินแดนให้น้อยที่สุด ซึ่งวันนั้นเราเสียดินแดนไปประมาณ ๐.๒๘ ตารางกิโลเมตร หรือเท่ากับประมาณ ๑๗๐ ไร่ แต่ในปี ๒๕๕๖ เรากําลังจะสูญเสียภู ของเขาพระวิหาร ถ้าเรายอมรับคําพิพากษาของศาลโลก เหตุผลที่ผมต้องย้ําเช่นนี้ครับ วันนี้ สมาชิกหลาย ๆ ท่านก็พยายามพูด พยายามอธิบาย แต่การอธิบายนั้นถ้ามันไม่มีภาพ ไม่มี แผนที่ก็ยากที่จะเข้าใจ เพราะเวลาพูดถึงภูมะเขือ คนก็ไม่รู้อยู่ตรงไหน เวลาพูดถึงหุบเขา ก็คิดไม่ออกมันอยู่ตรงไหน เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขออนุญาตท่านประธานได้ใช้เอกสารซึ่งเป็นภาพอยู่ประมาณ ๗ ภาพ ซึ่งก็ได้ ขออนุญาตผ่านคณะกรรมการ แล้วก็ได้รับอนุญาตแล้วครับ เพื่อให้พี่น้องประชาชน ที่กําลังติดตามรายการถ่ายทอดสดทางช่อง ๑๑ แล้วก็พี่น้องประชาชนทั่วไป รวมถึง เพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร แล้วเกี่ยวกับว่าวันนี้ เราจะต้องสูญเสียดินแดนเท่าไร ท่านประธานครับ กระผมได้ให้ผู้เชี่ยวชาญทางแผนที่ คํานวณพื้นที่ที่เราต้องสูญเสีย โดยใช้เวกเตอร์ โปรแกรม (Vector Program) ในการคํานวณ แม้ว่าจะไม่แม่นยํานะครับ แต่ก็เป็นพื้นฐานเบื้องต้นเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบว่า ถ้าหากเรารับคําพิพากษาของศาลโลก นี่คือสิ่งที่เราจะสูญเสีย แล้วก็เป็นภาระของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องตัดสินร่วมกับพี่น้องประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตฉายภาพ ภาพแรกครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
ภาพนี้ก็คือ ภาพที่เราเรียกว่าพิซ่า (Pisa) มันเป็นสามเหลี่ยมที่ท่านทูตวีรชัยพยายามใช้คําพูดว่า ชะง่อนผาหรือยอดของภูเขาพระวิหารนะครับ จะเห็นว่ามันเป็นภาพอันสวยงดงาม จะเห็นปราสาทพระวิหารตั้งเด่นชัดบนพื้นที่ บนภูเขาพระวิหาร ถามว่าปัญหามันคืออะไรครับ ดูภาพต่อมาครับ ปัญหาก็คือว่า คนไทยและคนกัมพูชา ผมไม่กล้าใช้คําว่า เขมร เพราะคราวที่แล้วตั้งกระทู้ถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านบอกว่าคน เขมรไม่ชอบให้เราเรียกว่าเขมรครับ ก็ต้องใช้ กัมพูชา ท่านประธานที่เคารพครับ จะเห็นได้ว่าทั้งประเทศไทยทั้งประเทศกัมพูชานี้ มีความเห็นในเรื่องเขตแดนไม่ตรงกัน เส้นสีแดงตามแนวสันปันน้ําครับ นั่นคือเขตแดนตามความคิดของคนไทยครับ ขณะที่เส้นสีน้ําเงินเป็นเส้นเขตแดนตามความคิดของคนกัมพูชา ท่านจะเห็นว่า มันมีความแตกต่างระหว่าง ๒ เส้นนี้ครับ คนไทยยึดเส้นสันปันน้ําครับ กัมพูชายึดแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ก็มีความแตกต่างกัน แต่เมื่อขึ้นศาลโลกในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ศาลโลกตัดสินว่า ปราสาทพระวิหารเป็นของประเทศกัมพูชาครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่คณะรัฐมนตรีได้ทํา มีอย่างนี้ครับ ท่านดูภาพต่อไป กระทรวงมหาดไทยได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้มีทางออก อยู่ ๒ ทาง คือ ๑. ขีดเส้นสีเหลืองซึ่งอาจจะดูยากนะครับ ขีดเส้นเหลืองตรงไปทางซ้ายมือ ของจอโทรทัศน์ที่พี่น้องประชาชนกําลังดูอยู่ ถ้าขีดอย่างนี้เราก็จะเสียพื้นที่ไปประมาณ ๐.๕ ตารางกิโลเมตร แต่คณะรัฐมนตรีในขณะนั้นไม่ยอมที่จะสูญเสียพื้นที่เกินกว่าที่จําเป็น ก็เลยขีดเส้นเป็นเส้นสีชมพูที่เป็นสามเหลี่ยมที่ท่านเห็นบนจอภาพนะครับ เส้นสีชมพูนี้ คณะรัฐมนตรีในขณะนั้นกั้นเป็นรั้วลวดหนาม เพื่อแสดงอาณาบริเวณว่าตรงนี้ละ ที่จะเป็นเขตปฏิบัติการให้ประเทศกัมพูชาเข้ามาดูแลปราสาทพระวิหาร ขณะเดียวกัน เราก็ยังไม่ยอมรับนะครับ แต่เราสงวนสิทธิ เราเคารพศาลโลกครับ ก็กั้นรั้วลวดหนาม เพราะฉะนั้นตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ จนถึงทุกวันนี้ครับ คนไทยทั้งประเทศเข้าใจครับว่า ผืนแผ่นดินไทยเป็นแบบภาพที่ ๓ ครับ ดูภาพต่อจากนี้ครับ นี่ครับจะเห็นว่าเส้นสีเหลือง เป็นเส้นเขตแดนที่เราลากรอบบริเวณปราสาทพระวิหาร ซึ่งตรงนั้นเป็นรั้วลวดหนามนะครับ แล้วก็เกาะไล่ตามสันปันน้ํา ในรอบแนวรั้วเราก็ยังสงวนสิทธินะครับ ผมย้ําเรื่องสงวนสิทธิ นะครับว่าเป็นเส้นปฏิบัติการไม่ใช่เส้นเขตแดน นี่ก็คือมติ ครม. ปี ๒๕๕๐ ซึ่งวันนั้นจะเห็นว่า ในสามเหลี่ยมตรงนี้ครับ จะมีพื้นที่ประมาณ ๑๕๐ ถึง ๑๗๐ ไร่ แล้วแต่ว่าเราจะวัดให้มัน แม่นยําขนาดไหน ตรงนี้ครับ เป็นสิ่งที่คนไทยทั้งประเทศในขณะนั้นยอมรับ เพราะ คณะรัฐมนตรีได้บอกกับพี่น้องประชาชนว่าเราสูญเสียปราสาทพระวิหาร และที่ดินตรงนี้ จะต้องกั้นเพื่อให้เป็นอาณาบริเวณ เพื่อที่จะถอนทหาร ถอนตํารวจที่อยู่บริเวณนั้นออกไป ท่านประธานที่เคารพครับ นั่นคือ ปี ๒๕๐๕ แต่ต่อมาหลังจากปี ๒๕๐๕ เป็นต้นมา ก็เกิดเหตุ พิพาทกันหลายหนครับ อย่างน้อยที่ผมจําได้ ๓ ครั้ง เพราะในคําพิพากษาของวันที่ ๑๑ ได้ระบุไว้ชัดเจน ครั้งที่ ๑ ครับ หลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้กั้นรั้ว ในปี ๒๕๐๕ กัมพูชาก็ได้มี การประท้วง ครั้งที่ ๒ สมัย พลเอก สุรยุทธ์ กัมพูชาได้พยายามขึ้นทะเบียนมรดกโลกให้กับ ปราสาทพระวิหาร ปรากฏว่าแผนที่ที่กัมพูชาส่งไปนั้นมันกินอาณาบริเวณเข้ามาใน ประเทศไทย พลเอก สุรยุทธ์ ก็เลยประท้วงครับ นั่นคือครั้งที่ ๒ และครั้งสุดท้ายครับ ที่บรรยายในคําพิพากษา ก็หลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์ได้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ คณะรัฐมนตรีของสมัคร สุนทรเวช ท่านสมัคร สุนทรเวช ก็ส่งทหารเข้าไปประจําอยู่บริเวณ ปราสาทพระวิหาร ๓ กรณีนี้ครับ ที่ศาลยกขึ้นมาแล้วบอกว่ามีข้อพิพาท ในเรื่องของ ความหมายว่าอาณาบริเวณนี้มันอยู่ตรงไหนครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมนี่เข้าใจดีและ ไม่โทษใครครับ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใครก็ตาม กัมพูชามีสิทธิ ตามมาตรา ๖๐ ของธรรมนูญ ของศาลโลกที่จะขอให้ศาลตีความคําพิพากษาว่ามันหมายถึงอะไร ครอบคลุมแค่ไหน มันเกิด ขึ้นกับรัฐบาลไหนก็ได้ครับ เพราะเป็นสิทธิอันชอบธรรมของกัมพูชา เพราะคดีนี้เป็นคดีเก่า ตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ ครับ เมื่อกัมพูชาเอาเรื่องนี้ขึ้นศาลโลกแล้ว ทนายของไทยก็สู้อย่างเต็มที่ครับ สู้ตามข้อเท็จจริงที่มันมีอยู่ เพราะศาลก็ระบุชัดครับว่า เอกสารหลักฐานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากปี ๒๕๐๕ นี้ศาลไม่สนใจครับ ศาลเอาเฉพาะเหตุการณ์เอกสารหลักฐานที่เกิดขึ้น ในช่วงจนถึงปี ๒๕๐๕ เท่านั้นเอง วันนี้ที่ผมกําลังจะมาพูดก็คือว่าหลังจากมีคําพิพากษา ศาลโลกแล้วเราจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรครับ ข้อเท็จจริงที่เราต้องยอมรับครับ มันคืออะไร ผมเข้าใจครับว่าท่านทูตวีรชัยนี้เป็นทูตครับ ท่านย่อมที่จะมีวาทะในการเจรจาการพูดให้สิ่งที่ มันหนักนี้เป็นเบา แต่วันนี้ผมก็ต้องขอร้องท่านทูตครับว่า วันนี้ท่านกําลังยืนพูดกับรัฐสภา ท่านต้องบอกความจริงให้หมดว่าคําพิพากษาศาลโลกนี้มันมีผลอย่างไรต่อประเทศไทย ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าผมนี่ไม่ได้หลับไม่ได้นอนครับ ๒ คืนที่ผ่านมา พยายาม ค้นหาข้อมูล พยายามค้นหาเอกสาร ขอร้องให้ผู้เชี่ยวชาญทางแผนที่ลองวาดเพื่อให้พี่น้อง ประชาชนและเพื่อนสมาชิกรัฐสภาของผมนี้ได้เข้าใจว่า ที่ศาลตัดสินนี้ว่าอาณาบริเวณของ ปราสาทพระวิหารมันอยู่ตรงไหน มันมีขอบเขตอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ อย่างที่ ผู้นําฝ่ายค้านได้พูดไปเมื่อตอนบ่ายครับ ว่าหัวใจสําคัญของคําพิพากษานี้ครับ อยู่ที่วรรคย่อพารากราฟที่ ๙๘ เพราะมันอธิบายว่า ขอบเขตของอาณาบริเวณมันคืออะไร อยู่ตรงไหน ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้กระทรวง การต่างประเทศได้เอาเอกสารการแปลอย่างไม่เป็นทางการของย่อหน้าที่ ๙๘ ซึ่งตีความ ไปถึงเรื่องชะง่อนผา ผมเห็นเอกสารนี้มา ๒-๓ วันแล้วครับ เป็นภาษาอังกฤษ ก็ได้พยายาม ที่จะวาดแผนที่ เผอิญมาเห็นของอาจารย์คนหนึ่ง ชื่อว่าอาจารย์อรรคพงศ์เขาก็ได้พยายาม วาดลงในภาพถ่ายดาวเทียม ซึ่งก็อาจมีบางส่วนที่มันอาจจะไม่ถูกต้อง ผมก็ให้นักวิชาการของ ผมแก้มานิดหนึ่ง ภาพที่จะปรากฏบนจอนี้ครับจะเป็นภาพที่วาดตามคําบรรยายของศาล ในย่อหน้าที่ ๙๘ ท่านประธานที่เคารพครับ จะเห็นว่าพื้นที่ที่สีแดง ๆ นี้เป็นพื้นที่ที่เรากําลัง จะสูญเสียไป ทางขวามือของจอภาพจะเป็นบริเวณที่เป็นหน้าผา ลงจากหน้าผานี้เป็นที่ราบ เป็นประเทศกัมพูชา มาทางทิศใต้ของปราสาทพระวิหารก็เป็นหน้าผา ลงไปเป็นพื้นที่ราบ ของประเทศกัมพูชา ทิศตะวันตกก็เป็นหน้าผา แต่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือตรงนี้เป็นจุด ที่สําคัญ เพราะว่าถ้าแปลเป็นภาษาไทยแล้ว ผมจะไม่อ่านเป็นภาษาอังกฤษนะครับ คือพูดชัดว่า ในทางทิศตะวันตกและทิศตะวันตกเฉียงเหนือแผ่นดินทิ้งตัวลงเป็นแนวลาดชันน้อยกว่าหน้าผา แต่มีสัณฐานเด่นชัดลงสู่หุบเขา ซึ่งแยกพระวิหารจากภูเขาใกล้เคียงคือพนมซับหรือภูมะเขือ อันเป็นหุบเขาซึ่งทิ้งตัวลงทางทิศใต้ไปสู่ที่ราบของประเทศกัมพูชา ดังนั้นศาลเห็นว่ายอดเขา พระวิหารสิ้นสุดที่เชิงเขาพนมซับ พูดภาษาหยาบ ๆ หน่อยก็คือตีนเขาพนมซับภูมะเขือ กล่าวคือ ที่ที่แผ่นดินเริ่มยกตัวขึ้นจากหุบเขานั้น ส่วนทิศเหนือขอบเขตของยอดเขาคือเส้น แผนที่ภาคผนวก ๑ จากจุดหนึ่งด้านตะวันออกเฉียงเหนือของปราสาท ซึ่งเส้นนั้นบรรจบกับ หน้าผาจนถึงจุดหนึ่งทางตะวันตกเฉียงเหนือซึ่งแผ่นดินเริ่มยกตัวขึ้นจากหุบเขาที่เชิงเขาพนม ซับกับภูมะเขือ ท่านประธานรัฐสภาครับ ท่านเห็นไหมครับ ไม่ว่าจะเป็นทิศตะวันตกเฉียง เหนือหรือทิศเหนือที่จดกับแผนที่ ๑: ๒๐๐,๐๐๐ เขาไปพูดถึงตีนภูเขาภูมะเขือนะครับ ถามว่าทําไมไม่เอาตีนเขาพระวิหารละครับ เพราะถ้าเอาตีนเขาพระวิหารจะมีปัญหา เรื่องถนนครับ ถ้าเอากึ่งกลางตรงหุบเขาก็มีปัญหาเรื่องถนนอีกเพราะมันได้ถนนแค่ซีกเดียว ก็เลยต้องไปตีนเขาของภูมะเขือซึ่งอยู่ทางซ้ายมือนั่นล่ะครับ เห็นภาพถ่ายทางอากาศ เขาอ่านยังไม่ชัดนะครับ ผมให้คนที่เชี่ยวชาญเรื่องแผนที่ เสียดายครับวันนี้ท่านไม่พากรม แผนที่ทหารมา ดูภาพนี้ครับ เป็นภาพแผนที่ต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ จะเห็นว่าภาพ นี้เป็นภาพที่แสดงให้เห็นการวาดแผนที่ลงบนสเกล (Scale) ของแผนที่ที่มีคอนทัวร์ (Contour) เราจะเห็นได้ชัดพอสมควรเลยที่ท่านบอกว่าเป็นพื้นที่เล็ก ๆ นี่มันไม่ใช่ครับ ถ้าเอาตามคําบรรยายของศาลนี่มันไม่ใช่ครับ เพราะพื้นที่มันไปถึงตีนเขาภูมะเขือ มันก็เลย ยาวนะครับ เป็นสีส้ม ๆ นี่ครับไปจรดตีนเขาภูมะเขือ ผมเข้าใจครับว่าเดี๋ยวท่านทูตวีรชัยก็คง จะบอกว่าเส้นแผนที่แอนเน็คซ์ วัน (Annex 1) มันโยกได้ ขึ้นลงได้ เพราะศาลระบุว่าไม่รู้ มันอยู่ตรงไหน แต่ท่านจะโยกอย่างไร จะโยกให้มันอยู่ตรงไหนนี่ครับเป็นปัญหา เพราะมันมีจุดที่มันล็อค (Lock) ตายไว้หลายจุด ท่านประธานรัฐสภาครับ จุดล็อคตายที่ ๑ มันจะต่ํากว่าปราสาทพระวิหารไม่ได้ครับ จุดล็อคตายที่ ๒ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือมันต้องไปจรดกับตีนภูเขาภูมะเขือครับ เพราะฉะนั้น ท่านจะโยกเส้นแผนที่แอนเนคซ์ วัน ที่เห็นนี้ไปมาอย่างไรเพื่อให้มันไม่เป็นไปตามที่ศาล บรรยายมันคงจะยากมากนะครับ เพื่อให้เห็นภาพให้มันชัดกว่านี้ครับ ผมก็จะเปรียบเทียบ ปี ๒๕๐๕ กับ ปี ๒๕๕๖ ให้ท่านประธานรัฐสภาได้เห็นเพื่อที่จะได้รู้ว่าปี ๒๕๐๕ กับ ปี ๒๕๕๖ มันต่างกันอย่างไร ท่านประธานดูตรงนี้ครับภาพต่อไป ท่านประธานครับ พี่น้องประชาชน ทางซ้ายมือ ปี ๒๕๐๕ ครับ จะเห็นว่าตอนนั้นเรากั้นรั้ว ที่เป็นเส้นสีแดง ๆ ทาสีแดง ๆ นี่ ตรงนั้นมีพื้นที่ที่เราคํานวณแล้วอยู่ประมาณ ๑๕๐ ไร่ ๑๗๐ ไร่ แต่ถ้าเรายึด ตามเส้นเขตแดนปัจจุบันที่เขมรบอกว่าใช่นี่ แล้วเราจะโยกอย่างไรค่อยว่ากัน แล้วเราดูตาม ย่อหน้าที่ ๙๘ นี้ครับ เขตเหล่านี้มันจะขึ้นไปจรดเส้นแผนที่ แอนเนคซ์ วัน นะครับ แผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ แล้วทางตะวันตกจะไปถึงตรงภูมะเขือตีนเขาภูมะเขือ คืออย่างไรมันก็ต้อง ลากมาถึงตีนเขาภูมะเขือ ท่านทูตจะมีวิธีเดียวก็คือทางเหนือครับ นั่นคือเส้นเขตแดนทาง เหนือนั่นแหละที่โยกได้ เพราะทางซ้าย ทางขวา ทางใต้ มันฟิกซ์ (Fix) หมดแล้ว ตามคําบรรยายของศาล เพราะฉะนั้นในความคิดเห็นของรัฐผมคิดว่าดีที่สุดผมคํานวณ นะครับ ถ้าเราเอาเฉพาะพื้นที่ที่อยู่บนภูนั้นซึ่งมันก็ยากครับ เพราะศาลบรรยายว่าพื้นที่นี้ มันต้องคลุมไปถึงตีนเขาของภูมะเขือ แต่ว่าถ้าเกิดจะคิดเข้าข้างตัวเองเต็มที่เลยครับท่าน ประธาน ก็ต้องบอกว่าเราต้องเสียดินแดนประมาณ ๐.๓ ตารางกิโลเมตร อันนี้คือคิดเข้าข้าง ตัวเองอย่างสุด ๆ แล้วนะครับ ๐.๓ ตารางกิโลเมตร ก็ประมาณ ๑๐๐ กว่าไร่เกือบ ๒๐๐ ไร่ แต่ถ้าคิดตามข้อเท็จจริงตามคําบรรยายของศาลนี่ครับ แผนที่นี้ผมไม่ได้ทําเองนะครับ เป็นของนักวิชาการที่เขาระดมกันเพื่อที่จะดูว่ามันเสียพื้นที่แค่ไหน ปรากฏว่าถ้าเอาเต็มที่ ตามเส้นสีแดงมัน ๒ ตารางกิโลเมตรครับ ๒ ตารางกิโลเมตรก็เท่ากับ ๑,๒๕๐ ไร่ครับ ๒ ตารางกิโลเมตรนี่เท่ากับเกือบครึ่งหนึ่งของ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรครับ นี่คือข้อเท็จจริงครับ ที่ผมคิดว่ารัฐบาลนี้ต้องบอกกับพี่น้องประชาชน ถ้าเรายอมที่จะเสียพื้นที่ไม่ว่าจะเป็น ๐.๓ ตารางกิโลเมตร ๑๐๐ กว่าไร่ หรือพื้นที่ ๑,๒๕๐ ไร่ ๒ ตารางกิโลเมตร ตามการคํานวณ ของเวคเตอร์ โปรแกรมก็ต้องบอกพี่น้องประชาชนครับขณะนี้สิ่งที่รัฐบาลกําลังพยายามบอก พี่น้องประชาชนก็คือว่าเดี๋ยวไปเจรจากันครับ แต่ปัญหาก็คือว่าศาลได้ตัดสินแล้วครับ ศาลได้กําหนดอาณาบริเวณไว้ค่อนข้างที่จะชัดเจน แต่จุดอ่อนตรงนี้มันมีอย่างที่ผมบอกก็คือ ในทิศเหนือ เพราะศาลบอกว่ามันไปชนกับเส้นของแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ซึ่งแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ นี้จะต้องมาคุยกันระหว่างไทยกับกัมพูชา ทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวงที่ผมพูดนี่ ก็เพื่อจะให้รัฐบาลพูดกับพี่น้องประชาชนตรงไปตรงมาว่าถ้าเรายอมรับคําพิพากษาของ ศาลโลกเราต้องเสียพื้นที่แน่นอน รัฐบาลพยายามสร้างกระแสบอกว่าก็ดีกว่าเสีย ๔.๖ ตารางกิโลเมตร อันนี้เสียนิดหน่อยไม่เป็นไรหรอก ผมถามท่านประธานครับ มีคนเขาเปรียบเทียบมาว่าเรานี่ถูกฟ้องว่าเป็นหนี้อยู่ ๑๐ บาทครับ เราบอก ๑๐ บาทนี้ของเรา เขาบอกนี้ ๑๐ บาทของเขา ศาลตัดสินว่า ๓ บาทเป็นของเขา ส่วนอีก ๗ บาทไม่ตัดสิน อย่างนี้เราชนะหรือครับ วันนี้ศาลตัดสินบอกว่าคุณต้องเสียพื้นที่มากกว่าที่ ครม. เคยกั้น เอาไว้ในปี ๒๕๐๕ ถามว่านี่คือชัยชนะของประเทศไทยหรือครับ บางท่านครับอาจจะบอกว่า ปี ๒๕๐๕ เราก็เสียไปแล้ว เพียงแต่เราไม่รู้ ผมไม่ทราบว่าใจท่านทําด้วยอะไรครับ ผมเป็นคนไทยคนหนึ่งครับที่ยอมรับการสูญเสียแผ่นดินไม่ได้ ผมยอมรับที่จะเห็นพวกท่าน ครับ ผมไม่เอ่ยชื่อครับ ยืนบนเวทีแล้วร้องเพลงสดุดีสมเด็จฮุนเซนไม่ได้ครับ วันนี้ผมเรียกร้อง ครับว่ารัฐบาลจะทําอะไรก็ทําครับ แต่รัฐบาลต้องโปร่งใส ต้องยอมบอกพี่น้องประชาชน ว่าเกิดอะไรขึ้นถ้าเรารับคําสั่ง คําตัดสินของศาลโลก ถ้าพี่น้องประชาชนคนไทยยอมรับได้ กับการสูญเสีย ๑๐๐ ไร่ ๒๐๐ ไร่ จนถึง ๑,๒๕๐ ไร่ ก็เป็นการตัดใจของพี่น้องประชาชน แต่กระผมเรียนท่านประธานรัฐสภาฝากไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีครับ ฝากไปถึง รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผมไม่สามารถที่จะรับคําสั่ง ของศาลในลักษณะที่เราต้องเสียดินแดนได้มากขณะนี้ครับ ขอบคุณครับ