วีรชัย พลาศรัย หารือเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอภิปราย และเรียกร้องให้ดำเนินการเจรจาโดยสุจริตเพื่อแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงการเจรจากับศาลระหว่างประเทศ และการเรียกร้องการความเข้าใจและสนับสนุนจากศาลในการต่อสู้เรื่องเขตแดนกัมพูชา
กราบเรียน ท่านประธานครับ มีประเด็น ๒-๓ ประเด็น ที่กระผมจะขออนุญาตกราบเรียนนะครับ สืบเนื่องจากคําถามที่มีในระหว่างการอภิปราย
คําถามแรกก็เกี่ยวกับคําว่า พรอมอนทอรี นะครับ เป็นประเด็นที่มีผู้สงสัยว่า เป็นคําใหม่หรือเปล่า ศาลในปีนี้คิดขึ้นมาใหม่เองหรือไม่นี้นะครับ จริง ๆ แล้วคําตอบก็คือว่า ไม่ใช่ ศาลเองก็ย้ําว่าไม่ได้คิดขึ้นเอง แต่ว่าเป็นการอ้างถึงคําพิพากษาเดิมนะครับ ซึ่งศาลท่าน เริ่มจากการบรรยายถึงสถานที่ตั้งของปราสาท แล้วก็เป็นพื้นที่ที่ในที่สุดศาลในวันนี้เห็นว่า เป็นที่พิพาทในคดีเดิมนี้นะครับ โดยอ้างไปถึงหน้า ๑๕ ของคําพิพากษาในคดีเก่า ซึ่งจากคําแปล ของสมัยก่อนของสํานักนายกรัฐมนตรีนะครับ หน้า ๑๕ ก็เริ่มบรรยายว่า ปราสาทพระวิหาร เป็นปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์ที่เก่าแก่แห่งหนึ่ง อันนี้เป็นคําแปลนะครับ ตั้งอยู่ ณ เขตแดน ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ถึงแม้ว่าบางส่วนจะสลักหักพังเหลือแต่ซาก พระวิหารนี้ก็ยังดึงดูดความสนใจในด้านศิลปะและโบราณวัตถุ และยังคงเป็นที่สําหรับใช้ ในการไปสักการะบูชาอีกด้วย ปราสาทแห่งนี้ตั้งอยู่บนอยู่ยอดเขาที่มีชื่อเดียวกันศาลท่าน ท่านจับตรงนี้ ยอดเขา ตรงนี้คณะสู้คดีเรามองว่า จริง ๆ แล้ว ศาลท่านรับฟังเราในแง่หนึ่ง ในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นระดับสําคัญ ประเด็นสําคัญ เพราะว่าถ้าเทียบกับพื้นที่ที่กัมพูชาต้องการ ในคดีนี้ ที่เราเรียกว่า ๔.๖ นี้มันจะหดลงมาทันทีนะครับแล้วท่านก็มุ่งไปที่หน้า ๑๕ ดังที่เราก็ ได้ขอต่อท่าน แต่จริง ๆ แล้ว เราบอกว่าหน้า ๑๕ นี้ท่านต้องอ่านวรรคที่ถัดไปด้วย ซึ่งบอกว่า จากคําบรรยายข้างต้นจะเห็นได้ชัดว่าเส้นเขตแดนซึ่งเลาะไปตามขอบหน้าผา เรียบร้อยแล่น ไปทางทิศใต้และทิศตะวันออกของบริเวณปราสาทจะมีผลให้พื้นที่บริเวณนี้อยู่ในเขตไทย ส่วนเส้นเขตแดนที่ลากไปทางทิศเหนือหรือทิศเหนือและทิศตะวันตกจะทําให้พื้นที่บริเวณนี้ ตกอยู่ในเขตประเทศกัมพูชา อันนี้คือการสู้รูปคดีที่เราดึง ๔.๖ ให้ลงมาแคบตรงนี้ แต่ศาลท่านไม่ตามมาถึงวรรคสองนะครับ ท่านหยุดอยู่แค่วรรคหนึ่งแล้วหยุดอยู่ที่ คําว่า พรอมอนทอรี ดังนั้นก็เรียกว่าศาลฟังเราในชั้นหนึ่ง เสร็จแล้วศาลก็พัฒนาการตีความ ของท่านไปถึงจุดที่ว่าท่านย้อนไปที่ว่าคําฟ้องประเทศกัมพูชานี้ฟ้องว่าให้เราถอนกําลังออก จากสิ่งปรักหังพังปราสาท ซึ่งท่านก็บอกว่าในที่สุดแล้วมันก็คือเทอริทอรี ในวรรคหนึ่ง ซึ่งหมายความว่าไม่ใช่เทอริทอรีทั้งประเทศกัมพูชา แต่เฉพาะตรงนั้นนะครับ แล้วก็บอกว่า จริง ๆ แล้วเท่ากับเทมเพิลแอเรียในวรรคสาม ก็แปลว่าพรอมอนทอรีเทมเพิลแอเรีย วิซินิตี ทุกอย่างเป็นคําเดียวกันหมด จะแคบและจํากัด คือเป็นการสําเร็จที่ดึงมันลงมานะครับ โดยศาลนี้เอากําลังของไทยเป็นหลักว่าตั้งอยู่ที่ไหนนะครับ ทีนี้ท่านก็มานิยามพรอมอนทอรีในวรรคที่ ๙๘ ดังที่เราทราบกัน เราจะเห็นท่านชี้ชัดว่า ๒ ด้าน หรือจะเรียกว่า ๓ ด้านก็ได้ข้างล่าง ทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศตะวันตก เฉียงเหนือนี้ท่านใช้ภูมิศาสตร์หมดเลย มีเพียงทางเหนือเท่านั้นที่ท่านกําหนดให้ใช้เส้นของ แอนเนกซ์ ๑ และท่านก็ไม่ได้บอกด้วยว่าเส้นนั้นเป็นเขตแดนหรือเปล่า ไม่ได้พูดว่าเป็น เส้นเขตแดนหรือไม่ ดังนั้นผมกับที่ปรึกษาก็มีความเห็นว่าสิ่งที่ได้รับการตัดสินในคําพิพากษา วันนี้ ฉบับใหม่นี้ เส้นที่กั้นทางเหนือของพื้นที่นี้ไม่ได้เป็นเขตแดน ในส่วนที่ตัดสินนะครับ แต่ว่าก็มีข้อสังเกตว่าท่านผู้พิพากษากิลแบร์ กิโยมซึ่งประเทศกัมพูชาเขาตั้งท่านบอกว่า เป็น อย่างไรก็ดีก็เป็นความเห็นหนึ่งเดียว ก็ไม่ถือว่าเป็นสิ่งที่ศาลตัดสินนะครับ เรามองว่า ๒ ประเด็นที่จะต้องมองตรงนี้ว่า ๑. วรรค ๙๘ แม้ว่าเราจะบรรยายไว้แต่ว่าเอาไปปฏิบัติไม่ได้ครับ เพราะว่าบอกว่าทางเหนือใช้เส้นที่เป็นเส้นแผ่นที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ดังนั้นก็ต้องไปใช้วรรค ๙๙ วรรค ๙๙ เรามองว่าเป็นประโยชน์แก่เราอย่างยิ่ง เป็นผลพวงจากการที่เราได้เสนอแผน ผลงานศึกษาทางด้านการแผ่นที่เพื่อชี้ให้ศาลเห็นว่าเส้นบนแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ถ่ายทอด ออกมาแล้วทําไม่ได้ นอกจากว่าจะเกิดเป็นเส้นตามอําเภอใจเปลี่ยนจุดนิดเดียว พื้นที่จะขยับ ไปเยอะมาก ไม่สามารถที่จะมีเส้นที่รีไลอะเบิล (Reliable) แล้วก็ยุติธรรมได้ เพราะฉะนั้น เราก็ได้เสนอต่อศาลว่าจริง ๆ แล้ววิธีที่จะถ่ายทอดเส้นนี้ให้ถูกต้องที่สุดต้องใช้เจตนารมณ์ ผู้ทําแผนที่ คือพันเอก แบร์นาร์ด และคณะ ซึ่งเจตนารมณ์นั้นคือการแสดงสันปันน้ํา เราก็คิดว่า วรรคที่ ๙๙ จะเป็นประโยชน์ในแง่ที่ว่าศาลท่านดูเหมือนจะรับฟัง ศาลโน้ต (Note) คือศาลรับทราบความยากในการถ่ายทอดเส้น ซึ่งอันนี้ก็เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยเกิดว่าศาล รับทราบ ซึ่งแปลว่าอะไร ก็แปลว่ามันต้องมีพื้นฐานอะไรบางอย่าง การศึกษาของเรานี้ที่ทําให้ เขาเห็นแล้ว แล้วเขาก็เลยบอกว่าการถ่ายทอดเส้นเขาทําไม่ได้ เพราะว่าศาลในคดีเดิมไม่ได้ ทํา ถ้าเขาทําเขาจะออกนอก แต่เขาขอให้เราไปทํา คู่กรณี โดยมี ๒ เงื่อนไขคือ ๑. จะต้อง สุจริต สุจริตนี่ตามความหมายกฎหมายระหว่างประเทศนะครับ ๒. ห้ามทําฝ่ายเดียว ซึ่งหมายความว่าต้องเจรจา และตราบใดที่การเจรจานั้นยังไม่สําเร็จเรายังรับไม่ได้หรือเขา ยังรับไม่ได้มันก็ต้องเจรจากันต่อไปนะครับ ผลอีกอันหนึ่งของวรรคที่ ๙๙ ที่กระผม มีความเห็นว่าเราน่าจะลองพิจารณากันดูและเป็นผลที่สําคัญมาก ๆ เลย ก็คือว่าการที่ ศาลบอกว่าถ่ายทอดฝ่ายเดียวไม่ได้ ก็แปลว่าเส้นแผ่นที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ใด ๆ ที่ได้มีการ ถ่ายทอดฝ่ายเดียวต้องตกไปทั้งหมด ในคดีปัจจุบันมีเพียงเส้นเดียวที่เป็นเส้นแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ที่ถ่ายทอด คือเส้นที่ประเทศกัมพูชาอ้างในคดีปัจจุบันที่เป็นเส้นที่ทําให้เกิด ๔.๖ ตารางกิโลเมตร อีกเส้นของเราเส้นมติคณะรัฐมนตรีไม่เกี่ยวอะไรกับแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เราไม่ได้ทําเส้นคณะรัฐมนตรีเพื่อถ่ายทอดเส้น ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เราทําเส้นมติ คณะรัฐมนตรีของเราเพราะเราเชื่อว่ามันตรงกับสันปันน้ําจริงที่ประเทศกัมพูชาต้องการในคดี เก่า นั่นคือสิ่งที่เขาเรียกร้องในขณะนั้นเราก็กั้นให้เขาให้ แต่ไม่เกี่ยวกับเส้น ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ผมคิดว่าประเด็นนี้สําคัญ เพราะว่าเส้นประเทศกัมพูชาเส้นนี้ที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร นี่ต้องตกไปเลย จะต้องไม่เหลือซากให้มากวนใจเราได้อีก และจะต้องชี้แจงอันนี้กับเขาว่า มันหมดไปแล้ว เพราะฉะนั้นในการถ่ายทอดเส้นบริเวณแคบ ๆ บริเวณนี้ประเทศกัมพูชา จะมาเริ่มต้นด้วยเส้นนี้ไม่ได้ อ่านวรรคที่ ๙๙ แล้วผมอ่านอย่างนั้น ที่ปรึกษาอ่านอย่างนั้น จะทําอย่างไรเป็นอีกปัญหาหนึ่งนะครับ
อีกประเด็นที่อยากจะชี้ก็คือว่าการที่ศาลมุ่งมาที่ภูมิศาสตร์ จริง ๆ แล้ว เรามองว่าเป็นประโยชน์กับประเทศไทย เพราะว่าเท่ากับลดบทบาทเส้นแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ แผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ จะเข้ามาได้จํากัดมากเพราะมันจะถูกภูมิศาสตร์บีบ เอาไว้จนเหลือให้แคบที่สุด เพราะฉะนั้นในการเจรจาก็สามารถที่จะพยายามดูว่าที่ศาล หมายความอย่างนี้อยู่ตรงไหน เส้นสัณฐานทางภูมิศาสตร์ที่จะมาใช้อยู่ตรงไหนบ้าง เส้น ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ จะเข้ามานี้จะจํากัดอยู่แค่นั้นเท่านั้น ทีนี้ประเด็นว่าจะถ่ายทอดอย่างไร จะเจรจาอย่างไรนี้นะครับ ก็คงจะหนีไม่พ้น ต้องใช้วิธีการกฎหมายระหว่างประเทศคือการเจรจาโดยสุจริต ซึ่งจะใช้ กลไกใด อะไร อันนี้ผมว่าเป็นอีกประเด็นหนึ่งก็แล้วแต่ความเหมาะสม แต่การเจรจา โดยสุจริตก็จะต้องเริ่มขึ้น แล้วตราบใดที่ยังทําไม่สําเร็จก็ยังคงบอกไม่ได้หรอกครับว่า เส้นจะหน้าตาเป็นอย่างไร และพื้นที่ใครจะเสียหรือไม่เสีย หรือจะได้เป็นอย่างไร เรายัง ไม่อาจที่จะด่วนสรุปได้ในชั้นนี้ สิ่งที่เราวางแผนกับคณะที่ปรึกษาก็คือ ๑. ต้องดูกันภายใน เราเองก่อน วางแผนให้ดีว่าเราจะเข้าพื้นที่อย่างไร เราจะเริ่มเข้าไปเจรจาอย่างไร แล้วจากนั้นกระบวนการเจรจาเริ่มแล้วมันก็จะต้องดําเนินไป ซึ่งจนกว่าจะถึงตรงนั้นคงจะไม่ สามารถจะสรุปได้ แล้วถ้าถามผมหรือที่ปรึกษาวันนี้ว่าเส้นจะหน้าตาเป็นอย่างไร พื้นที่จะออกมาเป็นอย่างไร เราก็ยังตอบไม่ได้จริง ๆ ครับ อาจจะต้องรอจนกระทั่งเรามีท่าทีแล้ว แล้วเราไปเริ่มเจรจาอาจจะสามารถพอที่จะมีสิ่งบ่งชี้ได้
ประเด็นถัดไปที่กระผมอยากจะเรียนก็คือว่าทําไมเส้นมติคณะรัฐมนตรี ของเราถึงตกไป ทําไมศาลถึงไม่รับ ผมขอเรียนเลยว่าไม่มีเหตุผลตรงไหนในนั้นเลยที่บอกว่า เส้นมติคณะรัฐมนตรีของเราพื้นฐานไม่ดี หรือไร้เหตุผล หรือเป็นเส้นตามอําเภอใจ แน่นอน ศาลชี้ว่าเป็นเส้นที่เราทําฝ่ายเดียว แต่ศาลไม่ได้บอกว่ามันไม่ดีตรงไหน เหตุผลที่ตกไปดังที่ กระผมเรียน เป็นเพราะเรื่องเดียวคือพยานหลักฐาน ๒ ชิ้น ซึ่งได้ไปถ่ายมาแล้ว ให้ท่านแล้ว ในพลีดิงส์คือเอกสารประมวลคดีเดิม คือคุณแนท คาร์มาล บอกว่ามีสถานีตํารวจ มีที่ตั้ง ตํารวจอยู่ แล้วทนายฝ่ายไทยก็บอกว่าที่ตั้งตํารวจนั้นอยู่เหนือสันปันน้ําที่ประเทศกัมพูชา ต้องการ ศาลก็สรุปได้ว่าที่ตั้งตํารวจนั้นอยู่เหนือเส้นมติคณะรัฐมนตรี ก็เลยตกไปด้วยประการ ฉะนี้ แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้บอกว่าเส้นนี้มีปัญหาอะไร ตรงไหน อย่างไรก็ดีการที่ศาลชี้ว่า เป็นเส้นที่เราทําฝ่ายเดียวก็เห็นได้ชัดว่าศาลก็มองว่าเส้นนี้มิได้มีการยอมรับ แม้เราจะได้ต่อสู้ว่า กัมพูชายอมรับแล้วแต่ศาลก็ไม่ฟังข้อต่อสู้ของเรา ประเด็นนี้ผมขอเรียนนะครับ แล้วก็ด้วย ความเคารพศาล แล้วเรียนทางวิชาการว่าจริง ๆ แล้วศาลน่าจะรับฟังเรา เพราะข้อต่อสู้หลัก ของเราที่ศาลนะครับ เราสู้ว่าประเทศกัมพูชาไม่เคยร้องเรียนว่าประเทศไทยมิได้ถอนออก จากวิซินิตี การร้องเรียนใด ๆ ของประเทศกัมพูชาไม่ว่าจะเป็นระดับทวิภาคี หรือที่ สหประชาชาติ หรือแม้แต่ที่คณะมนตรีความมั่นคงในปี ๒๕๐๙ ก็มิได้เป็นการขอบังคับคดี ตามข้อ ๙๔ แล้วก็มิได้ร้องเรียนว่าประเทศไทยมิได้ถอน แต่บางครั้งร้องเรียนว่าไทยจะไปเอา ปราสาทคืน หรือร้องเรียนว่ารั้วลวดหนามล้ํา แต่ก็มิได้ดําเนินการ ข้อต่อสู้ทั้งหมดนี้ศาลไม่ฟัง ซึ่งศาลก็สรุปว่าเป็นเส้นที่เราทําขึ้นฝ่ายเดียว เพราะฉะนั้นสถานะในสายตาของศาลก็ไม่มี และยิ่งไม่มีที่ตั้งตํารวจอยู่ในพื้นที่ที่เรากันให้เขาไปก็เลยตกไป แต่จริง ๆ แล้วเส้นมติ คณะรัฐมนตรีนี้ก็เป็นทางเลือก ๑ ใน ๒ เท่านั้นในสมัยโน้นนะครับ ก็อีกทางเลือกหนึ่ง ศาลก็ทราบแล้วก็เห็น ซึ่งเป็นเอกสารหนึ่งในคดี ในการเจรจาเราก็นํามาประกอบได้
ประเด็นถัดไปที่กระผมอยากจะเรียนก็คือว่าคดีนี้เราคงไม่อาจดูได้ด้วยตัวเลข พื้นที่หรืออะไร เพราะในที่สุดตอนนี้เราก็ยังไม่ทราบ แต่สิ่งที่เราน่าจะดูก็คือในทางการต่อสู้ ทางข้อต่อสู้ทางกฎหมาย ศาลได้ให้แก่เรามากหลายประการนะครับ ซึ่งส่งผลในระยะยาว ดีอย่างยิ่ง ประเด็นใหญ่ ๆ ๒ ประเด็นนะครับ ประเด็นแรกผมเรียนไปแล้วคือเส้น ๔.๖ ตารางกิโลเมตร เส้นที่ทําให้เกิด ๔.๖ ตารางกิโลเมตรต้องตกไป เพราะเส้นถ่ายทอดใด ๆ ที่ทําฝ่ายเดียวศาลไม่รับ ต้องตก ต้องทํา ๒ ฝ่ายเท่านั้น อันนี้สําคัญ อีกอันหนึ่งนะครับ ก็คือว่าจุดอ่อนที่มีท่านวุฒิสมาชิก ขอประทานโทษที่เอ่ยนามท่าน ท่านคํานูณบอกว่าจุดอ่อน ของเรามาโดยตลอด อันนี้เป็นความจริง จุดอ่อนบัดนี้เราเชื่อว่ามันตกไปแล้ว ประเทศกัมพูชา อาจจะไม่เห็นนะครับ แต่โดยผลคําพิพากษาชัดเจน อะไรที่ออกนอกพื้นที่นี้ประเทศกัมพูชา ไม่สามารถจะอ้างได้เลย อะไรที่ออกนอกพื้นที่นี้ประเทศกัมพูชาไม่สามารถจะอ้างได้เลยว่าแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เส้นเขตแดนบนนั้นผูกพันเราโดยผลของคําพิพากษาปี ๒๕๐๕ จะผูกพันหรือไม่อันนี้ต้องมา เจรจาจะด้วยเหตุผลอื่นก็แล้วไป แต่สิ่งที่เขาทํามาตลอด ๕๐ ปีที่บอกว่า ศาลตัดสินไปแล้ว เส้นนี้ผูกพันประเทศไทยทั่วไปหมด ไม่ละครับ นับจากนี้ไปจะจํากัดอยู่เฉพาะตรงนี้เท่านั้น และถูกจํากัดอยู่ด้วยขอบภูมิศาสตร์ ด้านทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก ของพรอมอนทอรี ตามที่จะได้เจรจากันต่อไป ออกไปจากนี้ไม่มีครับ และอันนี้แม้แต่ผู้พิพากษาสมทบที่ประเทศ กัมพูชาท่านตั้งเองก็ยืนยันเช่นนั้นอยู่ในวรรคที่ ๑๑ ของความเห็นของท่านผู้พิพากษาสมทบ ของคําแถลงนะครับ ผมคิดว่าแน่นอนมันมีข้อเสียนะครับ แต่ข้อดีมีมากมายหลายประการ นะครับ เรากําลังรวบรวมประเด็นต่าง ๆ ที่เป็นข้อดีเหล่านี้เพื่อเทียบกับข้อเสีย แต่ว่าในแง่ พื้นที่นี้เราเปรียบเทียบไม่ได้แน่นอน เพราะเราไม่ทราบว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไรนะครับ แล้วเรากําลังศึกษาว่าจะเข้าสู่การเจรจาอย่างไรให้ดีที่สุด ในชั้นนี้ผมขออนุญาตอธิบาย แค่นี้ก่อน ขอบคุณครับ