กษิต ภิรมย์ หารือเรื่องการพบปะกับฝ่ายเขมรในกรอบเจซี และเรียกร้องการปรึกษาหารือกับรัฐสภา และฟังประชาชนมากยิ่งขึ้น โดยวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินของศาลโลกในเรื่องเขตแดนปราสาทพระวิหาร และแสดงความกังวลเกี่ยวกับการดำเนินการของศาลโลก นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการยื่นฟ้องศาลโลกเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา และเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงหลักการทางกฎหมายที่ใช้ในการแก้ไขปัญหา
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้เรามาพบปะกันภายใต้มาตรา ๑๗๙ รัฐบาลอยากจะฟัง ข้อคิดเห็นของพวกกระผม แต่ทีมของท่านมากันไม่ครบ ดังที่ผมได้กล่าวไว้ ขาดผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านแผนที่จากกระทรวงกลาโหม เอกสารก็ยังแปลเป็นภาษาไทยไม่ครบ ในขณะเดียวกัน ทางรัฐบาลก็ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับคําสั่งของศาลหรือว่ามติของศาล คําพิพากษา แล้วผมก็คิดว่าจะมาคุยกันรอบเดียว ภายใต้มาตรา ๑๗๙ คงจะไม่เป็นการเพียงพอ ในเรื่องนี้ มันแสนจะสําคัญยิ่ง แล้วก็อยู่ในหัวใจของประชาชนชาวไทย ดังนั้นก็อยากจะให้ท่าน ได้ตระหนักประเด็นนี้ด้วย ปรึกษาหารือกันไป แล้วก็ด้วยสปิริต (Spirit) ของการที่จะทํางาน ร่วมกันนะครับ ถ้าเผื่อท่านยังมีเหลืออยู่มันก็จะเป็นสิ่งที่ดีของสังคมไทย คราวนี้เมื่อจะรับฟัง กันแล้ว
ประเด็นแรกเลยก็อยากจะขอเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลว่าอย่าเพิ่ง รีบร้อนไปพบกับฝ่ายเขมร ในกรอบเจซี ซึ่งผมก็ไม่เห็นด้วย มันควรจะเป็นกรอบของเจบีซี เพราะถ้าเผื่อไปพบก็เท่ากับว่าเราได้รับคําสั่งของศาลแล้ว ไม่ควรจะพบ ควรจะปรึกษาหารือ กับรัฐสภา ฟังประชาชนให้มากยิ่งขึ้น แล้วก็จะรับหรือไม่รับนี่ผมก็อยากจะฝากข้อคิด แล้วก็ข้อสังเกตไว้ด้วยนะครับ ผมไม่ค่อยจะสบายใจกับเหตุและผลของศาลโลก แล้วก็วิธีการคิด วิธีการตัดสินใจด้วยเหตุผลหลายประการนะครับ
ประเด็นแรกเลยผมคิดว่าเขาไม่ค่อยจะสม่ําเสมอ เมื่อสักครู่มีเพื่อนที่อยู่ ทางฟากข้างล่างนี้ได้พูดไว้บ้างแล้ว คือว่าด้วยหลักหรือว่ากฎหมายปิดปาก เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ เราถูกปิดปากไปด้วยกรณีของสมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพ เสด็จเยือน แล้วก็ในครั้งนี้ เราก็ได้ชี้แจงต่อศาลโลก การเสด็จเยือนของเจ้านโรดม สีหนุ ขึ้นมาทางบันไดหัก รั้วของท่าน นายกรัฐมนตรีจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ป้ายที่ได้บอกว่าด้านไหนเป็นของไทย ด้านไหนเป็น ของฝ่ายกัมพูชา รั้วที่อยู่ใกล้ ๆ กับตัวปราสาทพระวิหาร แต่ว่าในการพิจารณาช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา เราก็ได้ตัดสินใจเรื่องปิดปากที่ศาลโลกเคยใช้ก็อันตรธานหายไปโดยสิ้นเชิงนะครับ
ส่วนประเด็นที่ ๒ ผมคิดว่าศาลทํางานเกินกว่าอํานาจหน้าที่ คําถามที่ ฝ่ายเขมรถามก็คือว่าอาณาบริเวณรอบ ๆ ปราสาทพระวิหารวิซินิตี้ มันคืออะไร เขมรก็ ใจจะขาด อยากจะได้ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรตามแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ พื้นที่ใหญ่โตมาก ตีความคําว่าวิซินิตี้เป็นกิโล ๆ หลายพันไร่ทีเดียวนะครับ แต่ศาลก็ได้ตัดสินมาว่า อาณาบริเวณวิซินิตี้ของปราสาทพระวิหารนั้นเขาใช้คําว่า พรอมอนทอรี มันทั้งภูเขาเลย นะครับ คําว่า พรอมอนทอรี มันก็เป็นแหลมเล็ก ๆ ที่มันยื่นเข้าไปในทะเลหรือมันโผล่ออกมาล้ํา ออกมาเป็นชะง่อนอะไรพวกนี้ แต่ไม่ใช่ทั้งภูเขานะครับ คือตีความคําว่าพรอมอนทอรี เป็นทั้งภูเขานี่มันเกินความนึกคิดและสติปัญญาว่าสามารถจะคิดอย่างนั้นได้อย่างไร ถ้าเผื่อพรอมอนทอรีในส่วนที่เกี่ยวกับที่ตั้งของปราสาท เมื่อ ๕๐ ปีที่แล้วก็พอจะเข้าใจได้ว่า มันก็บริเวณใกล้ ๆ เนินเขาที่มันโผล่ขึ้นมาบนเนินของปราสาทพระวิหารอีกที ก็ยังพอที่จะ เข้าใจได้ แต่พอบอกว่าทั้งเขาเลย แล้วแถมยังทําเกินหน้าที่บอกอีกว่าพรอมอนทอรีด้านเหนือ ด้านใต้ ตะวันออก ตะวันตก มันอยู่ที่ไหน เท่ากับว่าศาลโลกมาปักปันเขตแดนให้กับ ไทย - เขมรเลย ทําตัวเป็นผู้ตัดสินเสียเอง แต่ว่าทั้งไทยและเขมรไม่ได้ไปถามว่าท่านมีหน้าที่ มาบอกทิศทางเสมือนกับขีดเส้นเขตแดน มันไม่ได้ถามอย่างนั้นเลย แล้วที่มันสําคัญมันจะมา ทับซ้อนกับสนธิสัญญาไทย - ฝรั่งเศส ปี ค.ศ.๑๙๐๔ แล้วก็บรรดาเอกสารแผนที่บันทึก การประชุมต่าง ๆ อีกมากมายนะครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องมหัศจรรย์เป็นอย่างยิ่งว่า มันจะเป็นไปได้อย่างไร
แล้วส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือเสมือนว่าศาลโลกทําตัวเป็นทนายหน้าต่าง ให้กับยูเนสโก (UNESCO) แล้วก็คณะกรรมการมรดกโลก กลัวว่าเขมรจะไม่มีถนนขึ้นมา โดยที่ไม่ต้องข้ามเข้าไปในเขตแดนไทย ก็พยายามจะลากเส้นให้พรอมอนทอรีลงไปที่ตีนเขา ปราสาทพระวิหารให้มันไปประชิดกับตีนเขาของภูมะเขือหรือว่าพนมซับ นี่เป็นความตั้งใจ โดยที่ไม่ค่อยจะบริสุทธิ์นะครับ ผมก็ไม่ทราบว่าทางรัฐบาลและเพื่อนข้าราชการคิดเหมือนผม หรือเปล่าว่ามันเป็นไปได้อย่างไรว่าศาลโลกทําตัวเป็นสมุนรับใช้ให้แก่ยูเนสโกแล้วก็ โดยปริยายให้กับฝ่ายกัมพูชาแล้วก็ประเทศอื่น ๆ ที่อาจจะมีผลประโยชน์ในเรื่องของการ บูรณปฏิสังขรณ์ปราสาทพระวิหารแล้วก็การพัฒนาพื้นที่อาณาบริเวณต่าง ๆ เหล่านั้น ผมคิดว่าศาลโลกทําเกินหน้าที่โดยใช่เหตุนะครับ
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าใช้หลักภูมิศาสตร์ มันเป็นไปได้อย่างไรครับ เราพูดกันในเรื่องของประเด็นกฎหมายระหว่างประเทศคําตัดสินของศาลยุติธรรมของโลก ในอดีตมาประกอบการพิจารณาประเด็นปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชา หรือหลักทางด้าน ทฤษฎีว่าด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะหลักสันปันน้ําที่ระบุกันอยู่ในทุกสนธิสัญญา ของประเทศที่มีข้อพิพาทว่าด้วยเขตแดนระหว่างกัน หรือจะเป็นร่องน้ํา หรือจะเป็นแม่น้ํา หรือจะเป็นลําธารอะไรที่มันเป็นธรรมชาติ แต่บอกว่ายกภูเขาทั้งหมด ใช้คําว่า พรอมอนทอรี ตามหลักภูมิศาสตร์ให้กับเขมรไปทั้งหมดเลย หักออกมาจาก ๔.๖ ตารางกิโลเมตร เราทั้งชาติ ๖๕ ล้านคนจะยอมรับหลักภูมิศาสตร์ แล้วผมก็อยากจะฟังจากรัฐบาล จากเพื่อนข้าราชการว่าหลักภูมิศาสตร์นี่มันเป็นส่วนไหนของกฎหมายระหว่างประเทศ ในการที่จะให้มีการแบ่งแยกปักปันเขตแดนระหว่างประเทศ มันทฤษฎีอะไรครับ ผมเองก็โตมาในกระทรวงการต่างประเทศ เคยเรียนกฎหมายระหว่างประเทศบ้างนิดหน่อย แต่ก็ไม่เคยได้พบเห็นว่าใช้หลักประวัติศาสตร์ในการที่จะมาแบ่ง ทั้ง ๆ ที่มันมีสนธิสัญญา มีเอกสารระหว่างไทยกับสยามมากมาย แล้วมันก็มีแบบอย่างของข้อพิพาทระหว่างประเทศ ทั่วโลก มีข้อตัดสินของศาลโลก แต่ผมไม่เคยได้ยินได้ฟังเรื่องใช้หลักภูมิศาสตร์ ผมคิดว่า ศาลโลกมั่วหรือเปล่านะครับ ลืมเรื่องกฎหมายปิดปาก ลืมเรื่องหลักกฎหมายอื่น ๆ แล้วก็ ยกภูเขาทั้งภูเขาให้กับกัมพูชาเพื่อจะได้ทําเรื่องของการขึ้นเป็นมรดกโลกได้ น่ากลัวครับ เพราะฉะนั้นประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ที่ผมได้กล่าวมาไว้นี่อยากจะให้ทางท่านรัฐบาลแล้วก็ ผู้เชี่ยวชาญของรัฐบาลทั้งหลายคิดให้ดีนะครับว่าจะรับคําตัดสินของศาลโลกหรือไม่ มันดูไม่สมเหตุสมผลเท่าที่ควร เว้นทางรัฐบาลแล้วก็โดยเฉพาะท่านทูตวีรชัย สามารถจะชี้แจงประเด็นข้อสงสัยทางด้านกฎหมายแล้วก็แบบอย่างในอดีตที่ใช้หลัก ภูมิศาสตร์ แล้วก็พฤติกรรมของศาลโลกก็ทําตัวเป็นผู้ปักปันเขตแดนอีกทีหนึ่ง ต่อไปนี้ ไทยกับกัมพูชาจะพบปะกันก็จ้างศาลโลกให้มาเป็นนักพลอท (Plot) แผนที่จะได้หรือไม่ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่มันคาใจนะครับ เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้วนะครับก็อยากจะให้ทางรัฐบาลคิด ให้ดี สมมุติว่าไม่รับและอธิบายให้กับประชาชนได้ถึงความเฉเกของศาลโลก ประชาชน ก็คงจะตอบสนอง แล้วมันก็คงไม่ใช่เป็นเรื่องป้อมปราการสุดท้ายของศาลโลกใช่ไหมครับ เพราะมันยังไปที่คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติได้ แต่ถ้าเผื่อรัฐ ผมก็อยากจะ ขอเตือนสติทุก ๆ คนที่นั่งอยู่ในห้องนี้ แล้วก็พี่น้องชาวไทยทุกคนด้วยว่าเมื่อเรารัก ที่จะแก้ปัญหาโดยสันติวิธี โดยตัวกลางของศาลโลก ผลจะออกมาเป็นที่พอใจหรือไม่ก็ตาม การไปศาลชนิดนี้ ซึ่งเป็นศาลรัฐศาสตร์แล้วก็ศาลนิติศาสตร์ผสมผสานกัน มันมีได้บ้าง เสียบ้าง มองจากมุมมองของประเทศกัมพูชา เขาอยากจะได้ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร อย่างเก่งก็เอาทั้งพรอมอนทอรีทั้งภูเขาปราสาทพระวิหารไปก็ได้สักหนึ่ง มันก็ยังเหลืออีก ๓.๖ หรือไม่ นะครับ ถ้าเผื่อท่านทูตวีรชัยเข้มนิดหนึ่ง ทําพรอมอนทอรีให้มันเล็กลง ให้มากที่สุด เขาก็อาจจะได้ถึง ๐.๖ เราก็ยังได้อีก ๔ เราก็ไม่ต้องไปฟังศาลโลกหรือใครทั้งสิ้น เราอยากจะมุ่งหน้า เพราะว่าเรามีประวัติศาสตร์ ประเพณีวัฒนธรรมร่วมกันทั้งประเทศไทย ทั้งประเทศกัมพูชา เราก็มาร่วมกันบริหารจัดการปราสาทพระวิหารโดยไม่ต้องไปยุ่งกับ ยูเนสโก (UNESSCO) หรือไปทะเลาะกันในเรื่องของคณะกรรมการมรดกโลก ถ้าเผื่ออยากจะ มีความสัมพันธ์ที่ดีและมีมิตรจิตมิตรใจที่ดีมีความจริงใจต่อกัน ผมคิดว่าประชาชนทั้งสอง ประเทศ โดยเฉพาะพี่น้องของเราที่จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดอุบลราชธานี หรือจะลงมาถึงจังหวัดสระแก้ว ก็คงจะยินดีว่าเรื่องเขตแดน ก็ลืม ๆ กันไปเสียแล้วก็มาร่วมกันพัฒนาเพื่อมรดกโลกอันนี้เป็นจิตใจทางประเพณีวัฒนธรรม ความเชื่อถือ แล้วก็กิจการท่องเที่ยว แล้วก็ความสงบสุข ก็ได้บ้าง เสียบ้าง แต่ถ้าไปบอกว่า เราเสียฝ่ายเดียว แล้วก็ไม่ได้บอกว่าเขมรเขาก็เสียด้วยหรือว่าเขาก็ได้ด้วยเราก็ได้ด้วย มันก็เป็นสปิริตอีกอันหนึ่งที่เรา ทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้านทุกคนต้องมาร่วมกันในการที่จะร่วมกัน ชี้แจงต่อประชาชนชาวไทยเพื่อให้สันติภาพมันสามารถที่จะกลับมาได้ที่ประเทศทั้ง ๒ อย่าง จริงจัง แล้วเราก็ต้องเอาผลประโยชน์ของชาติเป็นตัวตั้ง คํานึงถึงผลประโยชน์ของประเทศ เขมรด้วย แต่ไม่ใช่จะพูดเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวของผู้บริหารทั้งสองประเทศหรือจะอ้าง ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา โดยไม่ได้คํานึงถึงผลประโยชน์อันแท้จริงของคนไทยแล้วก็ คนกัมพูชาทั้ง ๒ ประเทศ ผมก็อยากจะฝากข้อคิดเห็นต่าง ๆ เหล่านี้ไว้ แล้วก็เลิกเล่น การเมืองแบบประเพณีปฏิบัติที่พอตื่นขึ้นมาตอนเช้าก็คิดว่าจะหาแพะ หาคนที่จะได้โทษ โดยไม่คิดที่จะรับผิดชอบ แล้วก็ทํางานในฐานะผู้แทนของประชาชน แล้วก็ยึดมั่นใน หลักประชาธิปไตยและจริยธรรม ผมเบื่อครับ หาเรื่องในการที่จะโกหกพกลม แล้วก็หาคนที่ จะรับผิดอยู่เรื่อย ๆ เลิกประเพณีนี้ครับ ประท้วงกันอยู่ข้างนอกเมื่อไร เราจะไม่เป็นบ่อเหตุ แห่งการประท้วง แล้วก็การเมืองบนท้องถนน แล้วก็อย่าให้การเมืองอันนี้ไปล้ําที่เขตแดน ไทย-กัมพูชาอีกครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ