รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

รสนา โตสิตระกูล หารือเรื่องการตีความของศาลโลกเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการที่ศาลโลกตัดสินให้กัมพูชาสามารถขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารโดยไม่จำเป็นต้องมีการจัดการพื้นที่โดยรอบในประเทศไทย และแสดงความกังวลเกี่ยวกับการที่มหาอำนาจเข้ามาแสวงหาประโยชน์ในพื้นที่กัมพูชา และแสดงความไม่พอใจและกังวลใจว่าคนไทยเสียอธิปไตยและดินแดน และไม่เห็นแก่ประโยชน์ของชาติ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา คือดิฉันคงจะไม่อารัมปาฐกถามากนะคะ ก็อยากจะเข้าสู่ประเด็นเลย เพราะเนื่องจากว่าดึกแล้ว ดิฉันเองอยากจะบอกความรู้สึกว่าการตีความของศาลโลกในครั้งนี้ ดิฉันรับไม่ได้ รับไม่ได้จริง ๆ ดิฉันคิดว่าในปี ๒๕๐๕ นั้นประเทศไทยเราเสียปราสาท พระวิหารด้วยกฎหมายปิดปาก เอาละ ในเมื่อเราต้องอยู่ในประชาคมโลก เราก็ยอมรับ ที่จะปฏิบัติตาม แต่มาถึงปีนี้ดิฉันคิดว่าการตีความของศาลโลกในครั้งนี้ มันไม่ใช่การตีความนะคะ มันเป็นการขยายความ เราสูญเสียปราสาทพระวิหารในปี ๒๕๐๕ แต่มาปีนี้ ศาลโลกตีความให้เราเสียทั้งภูเขาเลย ซึ่งดิฉันคิดว่า เอาละวันนี้ต้องบอกตามตรง นะคะว่าออกจะรู้สึกไม่ค่อยสบายใจแล้วก็มีความรู้สึกกังวลใจนะคะ ที่กังวลใจเพราะมี ความรู้สึกว่าคนไทยเราก็เป็นคนที่ในด้านหนึ่งอาจจะรู้สึกว่าเป็นม้าอารีนะคะ ใจอารี แต่ในด้านหนึ่งดิฉันคิดว่าคนไทยก็ไม่ใช่คนชาตินิยมเท่าไร แล้วก็นิสัยก็เป็นแบบพวกไฟไหม้ฟาง คือ ๕๑ ปีที่ผ่านมานี้นะคะ เราบอกว่าตอนที่เราเสียปราสาทพระวิหาร ในปี ๒๕๐๕ เราบอก ว่าเราจะต่อสู้ทุกวิถีทางในการที่จะเอาคืน แต่ตลอด ๕๑ ปีที่ผ่านมา เราไม่เคยทําอะไรเลย เราไม่เคยทําอะไรเลย ในขณะที่เวลานี้คนไทย รวมถึงหลาย ๆ คน สมาชิกในสภาด้วยนะคะ เราก็มีความรู้สึกว่า เอาละ เราควรจะรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน ในบางส่วน นักวิชาการข้างนอกที่พูดกันว่า เราก็เสียมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ตอนนี้เราก็ไม่ได้เสียอะไร ซึ่ง ดิฉันมีความรู้สึกว่าในด้านหนึ่งนะคะ ความสัมพันธ์ที่ดีก็เป็นสิ่งที่ดี เราก็ไม่ต้องการมีปัญหา กับเพื่อนบ้าน แต่คนไทยก็ไม่ควรจะทําตัวเป็นม้าอารี จนในที่สุดก็ถูกเขายันออกมาจากคอก ของตัวเอง ดิฉันเองบอกตามตรงนะคะว่าในส่วนของชาวกัมพูชานั้นเราก็เห็นว่าเป็นเพื่อน บ้านอยากจะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่ดิฉันเองในด้านหนึ่งก็รู้สึกว่าคนกัมพูชาไม่ได้เห็น บุญคุณคนไทย ในยามที่เขาเกิดศึกสงคราม คนไทยให้ความช่วยเหลือทุกอย่าง เปิดโอกาสให้ เข้ามา ในขณะที่การเข้ามาของเขานั้นก็วางแผนการณ์ คือในด้านหนึ่งดิฉันคิดว่าระหว่างคน กัมพูชา ถึงแม้ดิฉันจะไม่พอใจเขาในการที่เขาไม่รู้จักบุญคุณของคนไทย เขาเข้ามาอาศัย ร่มบรมโพธิสมภารแต่ไม่ควรทําตัวเหมือนกับว่าคนไทยเป็นม้าอารี เข้ามาแล้วมายึดคอกเลย แต่ในด้านหนึ่งถ้าเปรียบเทียบระหว่างนักการเมืองของเขากับนักการเมืองไทย ดิฉันก็คิดว่า นักการเมืองของเขาเห็นแก่ประโยชน์บ้านเมืองมากกว่านักการเมืองของเรา และการเมือง ของกัมพูชานั้นแม้ว่าเขาจะเกิดศึกสงครามแต่นักการเมืองของเขาที่จับเรื่องนี้เขาเกาะติดมา ตลอด ๕๐ ปีที่ผ่านมา ในขณะที่คนไทยไม่ได้มีการเกาะติด เราไฟไหม้ฟาง มีอารมณ์แล้วก็ จากนั้นก็ไม่ได้ทําอะไร ดิฉันคิดว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ต้องบอกว่าเรากันพื้นที่ตามที่ ครม. เมื่อปี ๒๕๐๕ กําหนดไว้ แต่การกําหนดพื้นที่เหล่านั้น การกันเขตเหล่านั้นมันหายไปไหน เพราะอะไร อย่ามาอ้างเลยว่าเพื่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ ไปถึงที่สุดแล้ว ผลประโยชน์แถวชายแดนนั้นมันก็เป็นผลประโยชน์ของนักการเมืองท้องถิ่น ข้าราชการ และอาจจะรวมไปถึงนักการเมืองระดับชาติก็ได้ กรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาลนะคะ เราได้ทําเอกสารเกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้นมา เป็นเรื่องที่มี คนร้องเรียนข้าราชการที่ทุจริตประพฤติมิชอบ ซึ่งไม่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่รอบปราสาท พระวิหารจนทําให้เราต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ดิฉันคิดว่าถ้าหากว่านักการเมืองหรือ ข้าราชการไม่รับเงินใต้โต๊ะ ไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวแล้วก็ทําอะไรไปโดยไม่คิดภาพรวม วันนี้ เราอาจจะไม่ต้องมาสุ่มเสี่ยงกับในเรื่องการเสียดินแดน เสียอธิปไตยนะคะ เพราะอะไรคะ ถ้าหากข้าราชการทําหน้าที่อย่างเต็มที่ มีหรือที่ชาวเขมร ชาวกัมพูชาจะมาสร้างวัด จะสามารถทําถนนจากบ้านโกมุยขึ้นมาถึง ปราสาทพระวิหาร สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไรคะ เอาละดิฉันเองคิดว่าเราต้องยอมรับนะคะ ว่าไปถึงที่สุดแล้วเราเองนี่เราสู้เขาไม่ได้ในแง่นี้ แล้วก็อีกประการหนึ่งดิฉันคิดว่าในเรื่องของ ดินแดน ไม่มีประเทศไหนยอม แต่ประเทศไทยเราหลายส่วนยอมนะคะ ความเป็น อันหนึ่งอันเดียวกันของคนไทยนี่น้อยกว่าคนกัมพูชามาก เพราะว่าปราสาทพระวิหารนั้น มันเป็นการเมืองสําคัญของคนกัมพูชา เพราะฉะนั้นการร่วมมือร่วมใจของเขามันเป็น อันหนึ่งอันเดียวมากกว่าเรา แต่เรานี้อาจจะอ้างเอาเรื่องผลประโยชน์ เอาเรื่อง ความสงบสุขของชาวบ้านเป็นเครื่องบังหน้าหรือเปล่า ดิฉันสงสัยในเรื่องนี้นะคะ

แล้วอีกประการหนึ่งเมื่อสักครู่นี้ นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ ขออนุญาต เอ่ยนามท่านนะคะ ท่านพูดถึงคุณวีระ ทางญาติเขาเพิ่งโทรศัพท์มานะคะว่า ทางกัมพูชานี้ มีจดหมายไปถึงญาติเลยว่าไม่อนุญาตที่จะปล่อยตัว ดิฉันเองคิดว่าเราเคยมีความสัมพันธ์ที่ดี กับคนกัมพูชา ให้ความช่วยเหลือในระหว่างที่เขาเดือดร้อน แต่กับกรณีของคนไทยนี่ ดิฉันไม่เข้าใจนะคะว่าทําไมกัมพูชาถึงได้ใจไม้ไส้ระกําขนาดนั้น อันนี้ก็เอาไว้แค่นี้

แต่ในกรณีเรื่องที่ ดิฉันขอกลับมาที่ประเด็นของศาลโลกในการตีความ ดิฉัน เห็นว่านี่ไม่ใช่คําพิพากษาในการที่เราจะยอมรับนะคะ ดิฉันเห็นว่ามันเป็นการตีความพื้นที่ อาณาเขตรอบ ๆ ปราสาท อันที่จริงแล้วดิฉันหวังว่าศาลจะไม่รับติดสินในเรื่องนี้ รับตีความ ในเรื่องนี้ แต่การตีความในเรื่องนี้นี่นะคะ และขยายความไปจนจากการที่เราเสียปราสาท ตัวปราสาทพระวิหารกลายเป็นเสียทั้งภูเขา แล้วการเสียทั้งภูเขานั้นความหมายคือศาลโลก กําลังพยายามที่จะทําให้การขึ้นทะเบียนมรดกโลกของกัมพูชานั้นได้ผลสมบูรณ์นะคะ ดิฉันเองเห็นว่าในกรณีนี้ ต้องตั้งคําถามนะคะว่าคําตัดสินของศาลโลกนั้นที่อ้างถึง การขึ้นทะเบียนมรดกโลก แล้วบอกว่าคนไทยจะต้องร่วมมือกับกับกัมพูชาในการที่จะ ปกป้องมรดกโลก ทั้งที่การขึ้นทะเบียนมรดกโลกนั้นเป็นเรื่องของกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียว ดิฉันเองนี้นะคะ อยู่ในสภานี้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ตั้งแต่ตอนที่เรามีปัญหาเรื่อง จอยท์คอมมูนิเก แล้วก็ปล่อยให้กัมพูชาไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกแต่เพียงลําพังเราเคยไปถามทางยูเนสโกนะคะ แล้วจากการติดตามเรื่องต่าง ๆ ในช่วงนั้น ข้อมูลที่ดิฉันจําได้ เผอิญท่านนัดประชุมกะทันหัน ดิฉันไม่มีโอกาสค้นข้อมูล สิ่งที่ยังจําติดอยู่ในสมองของดิฉันก็คือว่า การขึ้นทะเบียนปราสาท พระวิหารของยูเนสโกนั้นเป็นการขึ้นทะเบียนอย่างมีเงื่อนไข เพราะการขึ้นเพียงตัวปราสาท โดด ๆ นั้นเป็นไปไม่ได้ จะต้องมีพื้นที่โดยรอบ แล้วก็การที่พื้นที่โดยรอบนั้นอยู่ในประเทศไทย เขาก็ไม่สามารถที่จะทําให้เรายอมที่จะให้มีการจัดการพื้นที่ตรงนั้นเพื่อการขึ้นทะเบียน ของกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียว ยูเนสโกมีมติว่าการขึ้นทะเบียนอย่างมีเงื่อนไขนั้นจะให้เวลา กัมพูชา ๒ ปีนะคะ คือภายในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ จะต้องจัดการเจรจากับไทย ให้เรียบร้อยในเรื่องพื้นที่โดยรอบ ถ้าหากว่าไม่สามารถจัดการเรื่องพื้นที่โดยรอบได้ก็ให้ถือว่า การขึ้นทะเบียนนั้นเป็นโมฆะ จากปี ๒๕๕๓ จนถึงปี ๒๕๕๖ เหตุใดยูเนสโกจึงไม่เพิกถอน การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร แล้วกลายเป็นว่าศาลโลกมาตัดสินเพื่อที่จะให้มีพื้นที่ จัดการโดยรอบของตัวปราสาทเพื่อให้กัมพูชานั้นได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกอย่างสมบูรณ์ ดิฉันคิดว่าอันนั้นมันเป็นเรื่องผิดปกติมากนะคะ เป็นเรื่องที่ผิดปกติมาก ดิฉันเองอยากจะ ฟันธงนะคะ จริง ๆ อยากจะบอกว่าอดไม่ได้ที่จะคิด แต่จริง ๆ นั้นอยากจะพูดตรงไปตรงมามากกว่า ว่าเราผ่านยุคการล่าอาณานิคมด้วยการใช้ปืนไฟต่าง ๆ เข้ามา ในยุคสมัยรัชกาลที่ ๕ เราก็ต้องเจอกับกองทัพของมหาอํานาจเข้ามายึดครอง เข้ามาข่มขู่เมืองไทย เราต้องยอมแลก ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ําโขงกับจังหวัดตราด จังหวัดจันทบุรี เรายอมเสียดินแดนหลายส่วน เพื่อที่จะรักษาส่วนของประเทศเท่าที่มีอยู่ในขณะนี้ ดิฉันคิดว่าจากการที่เจ้าอาณานิคม ทั้งหลายรุกรานด้วยกําลังอาวุธ เมื่อเรามาอีกยุคหนึ่งเราก็เริ่มคิดว่าอาณานิคมเปลี่ยนยุคใหม่ มาเป็นการรุกรานทางเศรษฐกิจ แต่ก็โดยแบบศิวิไลซ์ (Civilize) หน่อย คือการทําให้มันมี เรื่องของกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่มาถึงวันนี้ดิฉันคิดว่าอาณานิคมยังไม่หมดนะคะ การล่า อาณานิคมมาในรูปแบบใหม่ คือใช้เรื่องวัฒนธรรมมาเป็นตัวนําหน้า ดิฉันคิดว่ากัมพูชานั้น ยังเป็นพื้นที่ยังเป็นตลาดสําคัญสําหรับมหาอํานาจที่จะเข้ามาแสวงหาประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการลงทุนในเรื่องการก่อสร้าง รวมไปถึงทรัพยากรต่าง ๆ รวมไปถึงทรัพยากรในเรื่องของ ปิโตรเลียม ทั้งในทะเล ทั้งในพื้นที่ต่าง ๆ เหล่านี้ ดิฉันคิดว่าการที่ศาลโลกนั้นตัดสินในกรณีนี้ เพื่อให้กัมพูชาสามารถขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารนั้น มันเป็นการรวมหัวกัน สมคบคิดกัน ดิฉันขอฟันธงอย่างนั้นเลยว่าเป็นเรื่องของการสมคบคิดกันระหว่างมหาอํานาจที่จะ ยึดครองพื้นที่แถบนี้ แล้วก็ประจวบกับนิสัยคนไทยอย่างไรคะ ที่เราก็ไม่ได้เป็นคนชาตินิยม อะไร เท่าไร เราอย่างไรก็ได้ เราก็อาจจะอ้างว่าเพื่อความสัมพันธ์อันดี ความสงบ แต่ความสงบนั้น มันจริงหรือเปล่า หรือว่าเพื่อแสวงหาประโยชน์ของกลุ่มการเมือง และสิ่งที่น่าสนใจ ที่ดิฉันรู้สึกว่ามีเงื่อนงํา เพราะว่าก่อนหน้านี้ศาลโลกบอกว่ามีภารกิจมาก ไม่สามารถ ตัดสินคดีในปีนี้ ขอเลื่อนไปเป็นเดือนกุมภาพันธ์ ปีหน้า ถ้าจําไม่ผิดนะคะ แต่แล้วอยู่ ๆ ก็เอา ละ จะอ่านคําตัดสินแล้ว วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน อันนี้มาสอดคล้องกับการที่เรามีการผ่าน การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ในสภาแห่งนี้หรือไม่ ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นี้ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่ประหลาดนะคะ สมาชิกรัฐสภาซึ่งเป็นผู้แทนปวงชน ชาวไทย ได้รับอํานาจตามรัฐธรรมนูญให้สามารถตรวจสอบแทนประชาชนในการกําหนด กรอบต่าง ๆ ที่ประเทศชาตินี้จะต้องไปเจรจากับคนอื่นเขา ปรากฏสมาชิกรัฐสภาทั้งหลาย พร้อมใจกันสละสิทธิอันนั้นให้กับฝ่ายบริหาร เป็นเรื่องที่ประหลาดมาก สละสิทธิแล้ว ยังไปตัดสิทธิชาวบ้านเขาด้วย โดยเฉพาะอย่างกรณีนี้ดิฉันคิดว่ามันมีความชัดเจน ที่ระบุไว้ว่าถ้าเป็นกรณีเรื่องดินแดน ถ้าอะไรที่มันไม่แจ้งชัดไม่ต้องเอามาเข้าสภา แล้วก็ไม่มี ตัดระบบในเรื่องการที่ประชาชนจะมีโอกาสเข้าถึงข้อมูล มีโอกาสที่จะแสดงความคิดเห็น มีโอกาสที่จะได้รับฟังตามระบบการทําประชาพิจารณ์ ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้ดูแล้วมันทําให้ อดสงสัยไม่ได้นะคะ แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งดิฉันอยากจะขอพูดตรงไปตรงมาว่าประชาชน ในเวลานี้ไม่ไว้วางใจรัฐบาล เพราะว่าพี่ชายของท่านก็ไปเป็นที่ปรึกษาของสมเด็จฮุนเซน แล้วก็มีธุรกิจเกี่ยวเนื่องกัน มีญาติพี่น้องที่ไปเกี่ยวดองกัน ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้ทําให้สังคมไทย เกิดความสงสัยนะคะ แล้วข่าวเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ว่านายพลท่านหนึ่งของกัมพูชาออกมาบอกว่า พี่ชายของท่านนายกรัฐมนตรีนี้ก็จะมาลงทุนขุดเจาะน้ํามันพร้อมกับบริษัท เพิร์ล ออย (ประเทศไทย) จํากัด ซึ่งอันนี้ยังเป็นเรื่องที่พูดได้อีกมากนะคะ แต่ว่าดิฉันเองไม่มีเวลาที่จะมาพูดในส่วนนี้ในวันนี้ ด้วยเหตุนี้ดิฉันคิดว่าในกรณีนี้จากสิ่งที่เรา เคยบอกว่ามันเป็นพื้นที่ของเรา และเราก็ถูกกฎหมายปิดปาก จนในที่สุดเราต้องเสียตัว ปราสาทพระวิหารไป เราต่อสู้กันในกรณีว่าประเทศกัมพูชามาต่อสู้เพื่อจะครอบครองพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร เราก็มัวแต่ไปสนใจตรงประเด็นนั้น ดิฉันคิดว่านักการเมืองของประเทศ กัมพูชาเขาฉลาดกว่าเรานะคะ แล้วก็ศาลโลกที่บอกว่าการตีความนั้น ตีความในพื้นที่เล็ก ๆ อันนี้ก็เป็นการลวง เล็ก ๆ นะคะ โพรมอนทอรี่ ยอดเขาตรงนั้น พื้นที่เล็ก ๆ แต่มันเป็น ไพร์ม แอเรีย มันเหมือนเพชรเม็ดงามที่เป็นหัวแหวนที่สําคัญที่สุดมันเล็กมาก แต่มันสําคัญ ที่สุด คนไทยจะถูกหลอกอย่างนั้นหรือคะ ให้เขาบอกว่าเล็ก ๆ เท่านั้นเอง อย่าไปสนใจมาก เลยคุณจะเสียนิดเดียว แล้วเวลานี้คนไทยจํานวนหนึ่งก็รู้สึกคล้อยตามนะคะ จะไปอะไรกัน นักหนาเสียนิด ๆ หน่อย ๆ จะเป็นอะไรกัน ดิฉันคิดว่าถ้าเรายอมในวันนี้ เราก็ต้องยอม ไปเรื่อย ๆ เพราะว่าเวลาที่ประเทศกัมพูชาเขาเรียกร้อง ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ดิฉันนึกถึงเวลา คุณตัดหวาย คุณต้องตัดเผื่อไว้ เพราะว่าเมื่อคุณตัดแล้วมันจะหดสั้นลง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขา ต้องการที่สุดคือพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารนั่นละ เพื่อเขาจะสามารถขึ้นทะเบียนมรดกโลก ได้อย่างสมบูรณ์ หลังจากเมื่อสมบูรณ์แล้วเขาก็จะได้รับเงินช่วยเหลือจากนานาชาติ มันเป็น ผลประโยชน์ต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน บรรดามหาอํานาจทั้งหลายที่ต้องการเข้ามาลงทุน ในประเทศกัมพูชา ซึ่งยังเป็นดินแดนที่ยังน่าจะบริสุทธิ์อยู่ใช่ไหมคะ ยังมีอะไรให้ชาติ มหาอํานาจมากอบโกยได้อีกเยอะ แต่การกอบโกยของเขามันมาล่วงล้ําอธิปไตยของเรา และเราก็บอกไม่เป็นไรนิดหน่อย ดิฉันเองไม่ได้ต้องการให้เมืองไทยต้องไปรบกับใครนะคะ แต่ถ้าเราบอกว่าเพื่อความสมัครสามัคคียอมเขาเถอะ ท่านก็ระวังท่านจะเป็นม้าอารี ถูกถีบออกไปจากคอกของตัวเองในที่สุด เพราะว่าประเทศกัมพูชาไม่ได้ต้องการเพียงแค่นี้ เมื่อสักปี ๒ ปีก่อนก็ประกาศตาเมือนธม ตาเมือนโต๊ดก็ของเขา หรือต่อไปเขาอาจจะมาถึง จังหวัดลพบุรีเลยด้วยหรือเปล่าคะ คือถ้าเรายอม ยอมไปแล้วเมื่อปี ๒๕๐๕ ยอมอีก ท่านก็ ต้องยอมไปเรื่อย ๆ และดิฉันขอบอกไว้นะคะว่า รัฐบาลยังไม่ควรจะทําอะไรทั้งสิ้นในเวลานี้ การที่จะให้ทหารถอนออกมา หรือจะทําอะไรในการที่จะแสดงการยอมรับ ดิฉันคิดว่า เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบอกว่าท่านไม่เคยพูดว่า จะยอมรับ แต่ที่จําได้ดิฉันคิดว่าดิฉันเคยพูดนะคะ พร้อมน้อมรับคําตัดสินของศาล เดี๋ยวดิฉันไปหาคําพูดมา ถ้าท่านยืนยันว่าท่านไม่เคยพูดนะคะ ถ้าดิฉันหาได้ท่านจะยอมสละ ตําแหน่งไหม และดิฉันคิดว่าในเมื่อท่านนายกรัฐมนตรีและครอบครัวของท่านถูกสงสัย ในเรื่องการไปมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องตรงจุดนี้ เป็นเรื่องที่ดิฉันคิดว่าทําให้ประชาชน เขาไม่ไว้วางใจ คือเราจะเสียอะไรหรืออย่างไร แต่เราถ้าคิดว่าเรามีรัฐบาลที่ไม่มีผลประโยชน์ ทับซ้อนนะคะ อันนั้นประชาชนยังพอยอมรับได้ แต่เวลานี้มันไม่น่าไว้วางใจค่ะ ดิฉันเอง ยังคิดว่าที่จริงแล้วในสถานการณ์บ้านเมืองที่เกิดเหตุขนาดนี้ ตั้งแต่เรื่อง พ.ร.บ. นิรโทษสุดซอย มาแล้ว สังคมไทยถูกลักหลับไปแล้ว เวลานี้เรากําลังจะถูกลักไก่เพิ่มอีกอันหนึ่งหรือเปล่า ที่จริงถ้าเป็นต่างประเทศดิฉันคิดว่านายกรัฐมนตรีในต่างประเทศเขาลาออกนะคะ ไม่ได้ให้ ยุบสภา ลาออกแล้วก็หาคนในพรรคของท่านขึ้นมาเป็น อาจจะสามารถลดความรู้สึกระแวง แคลงใจไม่ไว้วางใจได้ ดิฉันเองก็ขอพูดด้วยความรู้สึกอันนี้ว่า ดิฉันไม่เห็นด้วย และดิฉันคิดว่า คนไทยก็ไม่เห็นด้วยในเรื่องนี้ ถึงแม้ว่าการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ นั้น ยังอยู่ ในกระบวนการที่ยังไม่ได้สําเร็จในการที่จะแก้ได้ เพราะฉะนั้นอย่างไรก็ตามการพิจารณาเรื่องนี้จะต้องไม่ใช่พิจารณาเพียงแค่มาตรา ๑๗๙ เพียงมาประกอบพิธีกรรมในสภา มารับฟัง และมีใครฟังบ้างคะ ไม่มีใครฟัง จัดพิธีกรรม เพียงเพื่อรู้ว่าให้สมาชิกรัฐสภามาพูดแล้ว แล้วก็จบ แล้วก็ไปตกลงกัน อย่างนั้นหรือ ดิฉันคิดว่าท่านจะต้องนําเรื่องนี้เข้ามาใหม่ เสนอกรอบเจรจา จุดยืนของคนไทยว่าจะทําอะไร กับกรณีนี้ แล้วเข้ามาพิจารณาตามมาตรา ๑๙๐ ต้องเปิดให้ประชาชนได้มีโอกาสรับทราบใน เรื่องนี้อย่างจริงจัง ดิฉันก็ยังจะหวังนะคะว่าคนไทยจะไม่ทําตัวเป็นม้าอารีให้เขาเบียดเข้ามา เรื่อย เบียดเข้ามาเรื่อย ๆ จนในที่สุดเราต้องยกคอกทั้งคอกให้เขาไป ก็ขอฝากเอาไว้นะคะว่า หวังว่าวันนี้เป็นการรับฟัง ถึงแม้ท่านจะฟังหรือไม่ฟังก็ตาม ถึงแม้จะประกอบพิธีกรรม ใช่หรือไม่ก็ตาม แต่ถึงอย่างไรท่านต้องนําเข้ามาใหม่ตามมาตรา ๑๙๐ และคณะกรรมการที่ จะพิจารณาต้องเป็นเจบีซี เพราะเป็นเรื่องเขตแดน ไม่ใช่เจซี ไม่ใช่ไปเอาพ่อค้า อะไรต่อมิอะไรไปเที่ยวเจรจากัน อันนี้เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง ดิฉันก็ขอฝากไว้เพียงเท่านี้ค่ะว่า การรับฟังในวันนี้ไม่ถือว่าเป็นการรับฟังแล้วสภายอมรับแล้วก็แล้วกันไป แต่จะต้อง เอากลับเข้ามาใหม่ตามมาตรา ๑๙๐ ขอบคุณค่ะ