รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

อลงกรณ์ พลบุตร เสนอคำถามเกี่ยวกับร่างกรอบการเจรจาความตกลงภาษีอากรระหว่างไทย-สหรัฐอเมริกา โดยเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงหลักการสำคัญของการเจรจา และแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อประเทศไทย รวมถึงการเข้าร่วมเจรจาเขตการค้าเสรีและความสัมพันธ์ทางการเงินระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา

นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมมีคําถามและข้อสังเกตหลายประการที่จะฝากท่านประธาน ผ่านไปถึงคณะรัฐมนตรี เพื่อที่จะตอบให้เกิดความชัดเจน โดยที่การนําเสนอร่างกรอบการเจรจา ความตกลงเพื่อความร่วมมือด้านภาษีอากรระหว่างประเทศและการปฏิบัติตามฟอเรน แอคเคานท์ แท็กซ์ คัมไพลอันซ์ แอคท์ หรือเรียกย่อ ๆ ว่าแฟทกา ระหว่างรัฐบาล แห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ถือว่าเป็นการนําเสนอเพื่อให้ สมาชิกรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๙๐ หรือไม่ กระผมเองยังไม่สามารถตัดสินใจ ได้จนกว่าจะได้รับการชี้แจงในประเด็นสําคัญโดยเฉพาะหลักการของการนําเสนอร่างกรอบ การเจรจาดังกล่าว โดยแท้ที่จริงกฎหมายดังกล่าวนั้นมีหลายคําถามครับ

๑. ก็คือเป็นเรื่องความร่วมมือหรือเป็นการบังคับซึ่งมันจะเกี่ยวโยงไปถึง อธิปไตยทางการเงินการคลังของประเทศ และรวมไปถึงสิทธิของพลเมืองไทยและนิติบุคคล ของไทย คําแรกนั้นเป็นคําถามต้องการคําตอบในเชิงนโยบายและหลักการ เพราะเร็ว ๆ นี้ รัฐบาลเองก็มีความตั้งใจที่จะนําเสนอร่างกรอบเจรจาในเรื่องของ ทีพีพี (TPP) ก็คือซูเปอร์ เอฟทีเอ (Super FTA) ที่สหรัฐเป็นผู้ผลักดันในกรอบของเขตการค้าเสรีเอเชียแปซิฟิก (Asia Pacific) ที่ระหว่างทีพีพี ซึ่งตรงนั้นจะเป็นแรงกดดันอย่างมากต่อประเทศไทย หรือก่อนหน้า นี้เราความตกลงในเรื่องของ ฟอเรน คอร์รัปชัน แพรทติคส์ แอคท์ (Foreign Corruption Practices Act) ซึ่งดังมากในสมัยที่มีการทุจริตโครงการสนามบินหนองงูเห่า หรือว่าสนามบินสุวรรณภูมิ ในปัจจุบัน กฎหมายป้องกันการทุจริตของสหรัฐอเมริกาซึ่งออกในสมัยประธานาธิบดีคาร์ เตอร์ เมื่อปี ๒๕๒๐ ถามบอกว่ามีผลอย่างไร ไทยได้ประโยชน์หรือไม่ คดีซีทีเอ็กซ์ (CTX) หลุดรอดกันหมด ทั้งที่บริษัทอเมริกันที่ให้สินบนไปยอมสารภาพในศาลอเมริกันว่ามีการจ่าย สินบนให้กับเจ้าหน้าที่รัฐไทย เรามีความตกลงหลายประการทั้งในอดีตปัจจุบันหรือว่าใน อนาคต แต่ถามบอกว่ารัฐบาลมีนโยบายและยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจและความร่วมมือระหว่าง ประเทศทั้งแบบทวิภาคีแล้วพหุภาคีโดยเฉพาะกับสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นมหาอํานาจชัดเจน หรือไม่ หรือว่าจะเป็นลูกไล่ลูกล่ออย่างที่กําลังกระทําอยู่ในทุกวันนี้ อย่าได้เอาประเทศหรือ คนไทยไปแลกกับผลประโยชน์ แต่ว่ารัฐบาลจะต้องจุดยืนและชี้แจงให้ชัดเจนต่อรัฐสภาแห่งนี้ว่า จุดยืนนั้นและนโยบายเรื่องนี้ที่มีต่อประเทศไทยและสหรัฐอเมริกานั้นเป็นอย่างไร แน่นอน ครับสหรัฐอเมริกาเป็นมหาอํานาจทางทหาร แล้วประกาศแล้วว่าจะกลับเข้ามามี แสนยานุภาพในเอเซียแปซิฟิกเมื่อมีการประชุมที่เรียกว่าแชงกรี ลา ไดอะล็อก (Shangri-La Dialog) ที่สิงคโปร์ แน่นอนสหรัฐประสบความเสียหายร้ายแรง เพราะภัยตัวเองที่สร้างขึ้น จากกรณีของปัญหาซับไพร์ม (Sub Prime) จนกระทั่งก่อให้เกิดแฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส (Hamburger Crisis) วิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ แล้วก็แทบจะล้มละลายไปไม่รอด กฎหมายนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของมาตรการหาเงินเข้าไปเยียวยาภาวะถังแตกของรัฐบาล อเมริกัน จากผลกระทบในเรื่องของแฮมเบอร์เกอร์ไครซิส เรื่องของซับไพร์ม เป็นเพียง ส่วนหนึ่งของกฎหมายที่เรียกว่าเอสไออาร์อี (SIRE) หรือฮาย (Hai) เป็นกฎหมายกระตุ้น การจ้างงาน กฎหมายสร้างแรงจูงใจกระตุ้นการจ้างงานเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมาย ฝ่ายนิติบัญญัติและรัฐบาลอเมริกันในการที่จะมาเยียวยาวิกฤติเศรษฐกิจของตัวเอง พยายามหาเงิน ทุกวิถีทาง แน่นอนข้อกล่าวอ้างอย่างหนึ่งซึ่งก็สมเหตุสมผลพอสมควร ก็คือการป้องกัน การหลีกเลี่ยงการเสียภาษีของคนอเมริกันหรือนิติบุคคลอเมริกันที่อยู่นอกสหรัฐ แล้วก็ สมาคมของสหรัฐเองนะครับ ที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของการป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีของ สหรัฐที่เรียกว่าสมาคมเอซีเอสซีเอส (ACFCS) นั้น เขาก็สรุปออกมาครับว่ารายได้ที่จะได้มา ประมาณ ๘๐๐ ล้านเหรียญเท่านั้นเอง ไม่พอกับค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บด้วยซ้ําไป ซึ่งประมาณการกันว่า ถ้าตามรายงานขององค์กร ที่อยู่ที่เจนิวา ที่ดูแลกิจกรรมธุรกรรมของคนอเมริกัน นิติบุคคลอเมริกัน ๖,๐๐๐,๐๐๐ ราย ที่อยู่นอกสหรัฐอเมริกานั้น เขาบอกว่ามันหลายเท่าตัวสําหรับค่าใช้จ่ายที่จะเป็นภาระต่อ สถาบันการเงิน ต่อคนอเมริกันนิติบุคคลอเมริกัน และแถมในวันนี้เรากําลังจะต้องเอาภาษีคน ไทยมาจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการต้องรายงานให้สหรัฐอเมริกา นั่นคือประเด็นที่สําคัญมากว่า โดยแท้ที่จริงต้องการที่จะป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีของคนอเมริกัน ที่เรียกว่า ออฟชอร์ อิเวชั่น การหลีกเลี่ยงภาษีนอกประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งบุคคลธรรมดาที่มีบัญชีธนาคารหรือว่ามี ธุรกรรมทางการเงินในรูปแบบต่าง ๆ และรวมถึงนิติบุคคล และมีสภาพบังคับการลงโทษ ที่ชัดเจน เพราะฉะนั้นประเด็นในเรื่องของการหารายได้มันใช่หรือไม่ หรือเป็นการขยาย อํานาจอิทธิพลที่มาล่วงล้ําต่ออธิปไตยทางการคลังการเงินของประเทศต่าง ๆ และกฎหมาย ลักษณะอย่างนี้ที่ผมยกตัวอย่าง อย่างกฎหมายเอฟซีพีเอ (FCPA) และคนไทยก็รู้จักดี ท่านรัฐมนตรีก็รู้จักดี สมัยที่ตรวจสอบการทุจริตโครงการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ อย่างเช่น ซีทีเอ็กซ์ เป็นข่าวไปทั่วโลก แล้วจัดการอะไรได้ มันก็เป็นเพียงกฎหมาย เพื่ออเมริกันโดยอเมริกันของอเมริกันเท่านั้นเอง ก็ต้องมาตระหนักว่าในฐานะที่มาเป็นรัฐ เอกราช มีอธิปไตย มีบูรนุภาพแห่งดินแดนของเราเอง เราจะตัดสินใจอย่างไร จะเจรจา ไม่เจรจา จะทําไม่ทํา จะทําอย่างไรใน ๒ รูปแบบ และทําอย่างไร หรือว่าจะทําตอนนี้หรือไม่ นี่คือ ๔ คําถามที่ผมเรียนว่า รัฐบาลจะต้องตอบ ได้อ่านรายงานที่ส่งเข้ามาเป็นเอกสาร ให้สภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภาได้พิจารณา แทบจะไม่มีข้อมูลอะไร แต่ว่าแนวการเขียน รายงานเหล่านี้เหมือนกับว่ายอมเขาไปแล้ว และให้ข้อเท็จจริงครึ่งเดียว ท่านให้ความจริง ด้านเดียวของเหรียญ เหมือนกรณีคําพิพากษาปราสาทพระวิหาร ประเทศต่าง ๆ สื่อมวลชน แม้แต่ประเทศกัมพูชาแถลงชัยชนะ เป็นชัยชนะของประเทศกัมพูชา ประเทศไทยพ่ายแพ้ แต่รัฐบาลแถลงแต่ในมุมดี จะดีไม่ดี เสียไม่เสีย ได้ไม่ได้ ต้องพูดความจริงครับ อย่ากลัว ความจริง และความจริงตรงนี้สําคัญต่อการตัดสินใจของสมาชิกรัฐสภา ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังเพิ่งออกไป ความจริงท่านควรจะต้องรับฟัง ถ้าท่านจะรู้ว่าเพื่อนของท่าน ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของประเทศแคนาดา ประเทศที่อยู่ติดชิดกับ สหรัฐอเมริกาเขาพูดอย่างไร เขาพูดถึงกฎหมายแฟทกาอย่างไรของอเมริกา เขาบอกว่ามัน เป็นการบั่นทอนทําลายสิทธิความลับส่วนบุคคล

๒. ก็คือว่ามันเป็นการทําให้ธนาคารสถาบันการเงิน ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร พาณิชย์ บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทประกันของประเทศแคนาดา กลายเป็นแขนขาส่วนหนึ่ง ของกรมสรรพากรประเทศสหรัฐอเมริกา นี่พูดอย่างภาษาสุภาพ ๆ ตีความตรงไปตรงมา ก็คือว่า ประเทศแคนาดาเป็นประเทศมีอธิปไตย ไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา นั่นคือ ประเทศซึ่งอยู่ในความตกลงนาฟต้า (NAFTA) ของสหรัฐอเมริกาและแม็กซิโก แต่เขาก็ยังมี ท่าทีชัดเจน ไม่เห็นจะต้องมาบอกว่าเราไม่มีทางเลือก เราไม่ใช่ประเทศจนตรอกนะครับ เราไม่ใช่ประเทศที่เป็นลูกไล่ อย่าเอาความคิดสมัยอาณานิคมมาใช้ เรามีอาเซียน (ASEAN) ที่เรายืนยันว่าอาเซียน เฟิร์สท (ASEAN First) อาเซียน ฮับ (ASEN Hub) อาเซียนคืออํานาจต่อรองของเราเคยใช้หรือยัง อย่าบอกว่าไปคุย ๆ กันแล้ว แล้วยังไม่ มีความชัดเจน ก็สร้างความชัดเจนสิ ในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีคลังของอาเซียน แต่นี่ไม่ทันไร ยอมเสียแล้ว ผมยังไม่ได้บอกนะครับว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่กําลังจะให้ข้อมูล เตือนสติรัฐบาล ซึ่งวันนี้ไม่รู้ว่ายังมีสติสตางค์อยู่หรือเปล่า สตางค์อาจจะมีแต่สตินี้ผมไม่แน่ใจ ผมเรียนท่านประธานว่าแม้แต่คองเกรสของสหรัฐอเมริกา แม้แต่วุฒิสภาสหรัฐอเมริกา แม้แต่ตัวกรมสรรพากรเองของสหรัฐอเมริกาที่เรียกว่าไออาร์เอส อินเทอนอล เรเวนูว เซอร์วิส (Internal Revenue Service) ของเขายังไม่ค่อยแน่ใจเลยครับ กฎหมายที่ ประธานาธิบดีบารัค โอบามา เซ็นหลังจากผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็วุฒิสภาของ สหรัฐอเมริกายังเลื่อนการบังคับใช้ และหน่วยปฏิบัติเองก็ขอเลื่อน และวันนี้ก็มีการแสดง ท่าทีอย่างชัดเจนของบรรดาสมาคมในภาคเอกชนของสหรัฐอเมริกาบอกว่า รายได้ทั้งหมด ประมาณเพียง ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งนิดมาก เล็กน้อยมาก ๘๐๐ ล้านเหรียญ ค่าใช้จ่ายสูง กว่านี้หลายเท่า แต่ทําไมเราต้องรีบร้อนละครับ ทําไมเราต้องรีบร้อน เร่งรัด รวบรัดอย่างนี้ ทําไมไม่ดูให้เกิดความชัดเจน ให้ฝุ่นที่มันตลบนี่มันสงบลงก่อน วันนี้ ๒๐๐ ประเทศมีเพียง ๙ ประเทศเท่านั้นเองที่เห็นในหลักการ ก็คือประเทศทางตะวันตก แต่ในแถบเอเชีย ในแถบ แอฟริกาในแถบตะวันออกกลาง ในแถบกลุ่มประเทศซีไอเอส (CIS) ที่แยกตัวออกมาจากโซเวียต สมัยก่อนนั้น หรือประเทศในเซาท์ แปซิฟิค (South Pacific) ยังไม่มีใครเขาจะออฟไซด์ (Offside) เดินไปข้างหน้าอย่างเราเลยครับ หรือล่าสุดข้อมูลที่ท่านรายงานว่าจีนเข้าร่วม เจรจาก็เป็นเท็จครับ จีนประกาศว่าเขาไม่ทําครับ เพราะมันเป็นการล่วงล้ําอธิปไตย แน่นอน ที่สุดครับว่า คําถามที่ว่าทําไมจะต้องรีบทําและจะทําหรือไม่ และทําอย่างไร ความจริง ในเรื่องกฎหมายของสหรัฐอเมริกาก็เป็นเรื่องของสหรัฐอเมริกา เป็นเรื่องที่สหรัฐอเมริกา ประสบปัญหาในการจัดเก็บภาษีของคนอเมริกันหรือนิติบุคคลสัญชาติอเมริกันอยู่ใน ต่างประเทศ ๖,๐๐๐,๐๐๐ กว่าราย แต่ผมจึงตั้งคําถามว่านี่คือการขอความร่วมมือหรือ การบังคับ รัฐมนตรีจะต้องชี้แจงให้ชัดเจน ไทยกับสหรัฐอเมริกามีความสัมพันธ์ ๑๐๐ กว่าปี แน่นอนที่สุดว่าความสัมพันธ์นี้มีผลโดยตรงต่อการพัฒนาประเทศไทยและมีผลโดยตรงต่อ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่หลายครั้งก็เป็นความสัมพันธ์ในเชิงการบังคับ ที่เหมือนกับประเทศไทยนั้นไม่ได้มีความเสมอภาคเท่าเทียมในฐานะที่เป็นประเทศเอกราช ในยุคสงครามเย็น แน่นอนเราปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าเราอยู่ในสภาพอย่างไร นั่นคือมิติ ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาในด้านความมั่นคงและการทหาร แต่วันนี้มันเป็นมิติทางด้าน เศรษฐกิจ การค้า ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในสาขาต่าง ๆ วันนี้มันศตวรรษที่ ๒๑ แล้วครับ ไม่ใช่ยุคอาณานิคมสมัยศตวรรษที่ ๑๙ หรือว่ายุคสงครามเย็นในศตวรรษที่ ๒๐ วันนี้ เราควรจะยืนขึ้นในฐานะที่เป็นประเทศที่มีเอกราชและอธิปไตย ความร่วมมือจับมือได้ แต่ก็ต้องมีขอบเขต ถ้ารัฐบาลประเทศหนึ่งประเทศใดออกกฎหมายภายในของตัว แล้วใช้ สภาพบังคับกับประเทศอื่นโดยตรงหรืออ้อม ท่านคิดว่านี่คือความยุติธรรมแล้วหรือ นี่คือ ความสัมพันธ์อย่างมิตรประเทศที่เสมอภาคและเหมาะสมแล้วหรือ ถ้าประเทศไทย ออกกฎหมายลักษณะเช่นนี้ แล้วก็บอก ลาว เมียนมาร์ กัมพูชา บอกว่าถ้าคุณไม่ปฏิบัติตาม เราจะจัดการ การลงทุนของคุณ ธุรกรรมทางการเงิน การลงทุน การค้า และอื่น ๆ ที่เป็น นิติบุคคลไทย หรือคนไทยที่อยู่ในประเทศของข้าพเจ้า หรือสถาบันการเงินที่อยู่ในประเทศ ของท่านจะต้องถูกลงโทษ อันนี้มันไม่ใช่กฎหมายภายในประเทศของสหรัฐนะครับ นี่มันเป็น กฎหมายที่ออกมาใช้อํานาจนอกอาณาเขต แล้วเราจะยอมให้มีการมาใช้อํานาจในอาณาเขต ของเราอย่างนั้นหรือผมต้องการคําตอบชัดเจนตรงนี้นะครับ บางครั้งการปกป้องอธิปไตย มันต้องสูญเสียบ้าง ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอาจจะเกิดขึ้น แต่เบื้องต้นรัฐบาลในฐานะตัวแทนของ ประเทศจะต้องมีจุดยืนที่จะไปเจรจาต่อรองหรือร่วมกับอาเซียน ๑๐ ประเทศในการเจรจา ต่อรอง หรือร่วมกับอาเซียนบวก ๓ และอาเซียนบวก ๖ ในการเจรจาต่อรอง ถ้าออกกฎหมายอย่างนี้ได้ต่อไปจะมีกฎหมายอย่างอื่นเราก็ต้องทําตามมันก็กลายเป็นสภาพ อาณานิคมยุคใหม่ทางเศรษฐกิจ รัฐบาลยังมีสติอยู่หรือเปล่าครับ ช่วยตอบด้วย ผมเรียน ท่านประธานว่ารัฐบาลตั้งต้นด้วยการนําเสนอว่ามันจะเป็นผลดีมีความร่วมมือ เราจะได้ การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันในเรื่องของรายงานทางภาษีและธุรกรรมทางการเงิน ฝันลม ๆ แล้ง ๆ หรือเปล่าครับ เอาแค่ว่าบัญชีนิติบุคคลหรือบัญชีเงินฝากในประเทศ หรือแม้แต่บริษัทนอมินี (Nominee) ต่างชาติที่มาจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยังตรวจสอบไม่ได้ ยังจัดการไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงภาษีที่มีผลต่อความตกลงดังกล่าวนี้ มันก็มี เพียงเหตุผลเดียวก็คือยอมเดินตามและยอมตาม แต่ก่อนที่จะยอมท่านสู้หรือยังครับ ผมไม่เคยปรากฏเห็นรายงานใด ๆ เลย นอกจากมีการศึกษาของ สศค. สํานักงานเศรษฐกิจ การคลัง กระทรวงการคลัง กรมที่เกี่ยวข้องโดยตรง กรมสรรพากร แล้วก็ฟังภาคเอกชน ในที่สุดก็นําเสนอมา รับฟังความคิดเห็นไปครั้งเดียว ครม. มีมติวันที่ ๓ กันยาย วันที่ ๒๔ กันยายน รับฟังความคิดเห็นซึ่งก็ไม่มีรายงานประกอบเลยว่าข้อสังเกต ข้อคิดเห็นนั้น เป็นเช่นไร รัฐบาลไม่เคยให้ข้อมูลที่สมบูรณ์ แถมให้ข้อมูลในลักษณะที่ไม่ครบ เพื่อการ พิจารณาของรัฐสภาของเรา

ผมใคร่ขอถามประเด็นถัดมานะครับ ว่าภายใต้กรอบการเจรจาดังกล่าวนี้ มีผลอย่างไรต่อความตกลงอะมิตี้ (Amity) ระหว่างไทย-สหรัฐ ความจริงสนธิสัญญา ดังกล่าวนั้นมันก็เป็นหนามยอกอกสําหรับคนไทยที่รักชาติจริง ๆ ครับ และกับประเทศ มิตรประเทศของเราส่วนใหญ่ทั่วโลก มันเหมือนสนธิสัญญาที่เราถูกบังคับในสมัยที่เรียกว่า กันโบท โพลีซี (Gunboat Policy) สมัยรัชกาลที่ ๔ รัชกาลที่ ๕ เป็นสิทธิเหนือชนชาติอื่น ของคนอเมริกัน นั่นเป็นสิ่งที่เป็นข้อผูกพันที่เรามีอยู่ขณะนี้กับสหรัฐอเมริกา เราจะทบทวน หรือไม่ หรือจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับแฟทกาอย่างไร ช่วยชี้แจงหน่อยครับ และสนธิสัญญา ดังกล่าวที่ว่านั้น ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศควรจะต้องเป็นผู้ตอบนะครับ มันครอบคลุมและมีสภาพบังคับต่อกรอบการเจรจาครั้งนี้หรือไม่อย่างไร ผมไม่ได้มีอคติใด ๆ กับสหรัฐอเมริกา ผมเป็นคนชอบกินแฮมเบอร์เกอร์ครับท่านประธาน แต่ไม่ชอบ แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิสและผมก็รักคนอเมริกัน พอ ๆ กับรักคนพม่า รักคนลาว รักคนจีน รักอย่างเสมอภาค แล้วก็อยากเห็นประเทศเหล่านั้นรักประเทศไทยอย่างเสมอภาค

คําถามถัดมาก็คือว่า ในกรอบการเจรจาครั้งนี้ท่านเสนอมา ๕ กรอบ แน่นอน รัฐมนตรีกระทรวงการคลังบอกว่ามันเป็นกรอบหลวม ๆ ไม่สามารถชี้ได้แต่ในรายงานที่ท่าน เสนอมาดูประหนึ่งว่ามันตัดสินใจแล้วในกรอบนี้ มันไม่ใช่กรอบหลักกว้าง ๆ ครับ ถ้าดูเผิน ๆ เหมือนกับว่ารัฐบาลเปิดกว้าง เสนอกรอบเข้ามา ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ซึ่งไม่ได้มีสารัตถะอะไร ไม่เหมือนกรอบเจรจาเอฟทีเอที่มีความชัดเจน ๑ ๒ ๓ แต่ว่าท่านกําลังนําเสนอ ออฟไซด์ไปหรือไม่ครับ ท่านเลือกที่จะทําความตกลงในแนวทางความตกลงที่เรียกว่า ไอจีเอ (IGA) ไปแล้ว คืออินเตอร์กัฟเวิร์นเมนทอล อะกรีเมนท์ ไอจีเอ ทําไมไม่ให้ทางเลือกอย่างอื่น ละครับ ทําไมท่านไม่เสนอรัฐสภาตามโอกาสที่เปิดกว้างให้เรามี ๒ ห้อง ห้องหนึ่งคือสถาบัน การเงิน ทําความตกลงโดยตรงกับกรมสรรพากรของสหรัฐอเมริกา ก็กฎหมายแฟทกาของ อเมริกาเขาก็เปิดช่องอย่างนี้อยู่แล้ว อีกทางหนึ่งก็คือให้ทําความตกลงระหว่างรัฐต่อรัฐ ก็คือ ไอจีเอ อินเตอร์กัฟเวิร์นเมนทอล อะกรีเมนท์ แต่นี่ท่านก็ปิดประตูตีแมว เสนอมาเลย ด้วยเหตุผลอะไรทราบไหมครับ จะมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในภาคเอกชน จะมีความยุ่งยาก ท่านไม่ถามคนเสียภาษีอย่างพวกผมหรือครับ ไม่ถามคนไทยทั้งประเทศหรือ มันยุติธรรมหรือ ครับที่เอาภาษีคนไทยทั้งประเทศไปจ่ายให้กับสถาบันการเงิน ซึ่งวันนี้ส่วนใหญ่ก็ต้องเรียนว่า ต่างชาติถือหุ้นเป็นส่วนใหญ่แล้ว ท่านไม่เคยถามรัฐสภาในฐานะตัวแทนปวงชนชาวไทย นี่ท่านมาตีกรอบเข้าห้องเดียวเลย บอกเอารัฐบาลทํา แต่ท่านลืมนึกไปหรือครับว่าค่าใช้จ่ายที่ เกิดขึ้นอย่างที่สมาคมเอซีเอฟซีเอสของสหรัฐอเมริกาเขาระบุออกมา มันมีค่าใช้จ่าย ทั้งส่วนภาคเอกชนกับค่าใช้จ่ายหน่วยงานของรัฐ การที่ท่านนําเสนอกรอบการเจรจา ที่เกินเลยไป แทนที่จะเสนอว่าแนวที่จะออกมาเป็น ๒ ช่อง นี่ท่านไปช่องนี้เลยครับ ฉะนั้นค่าใช้จ่ายก็มีทั้งภาคเอกชน คือสถาบันการเงิน และรัฐบาล คําถามอย่างที่ผมตั้ง อย่างไรครับว่ามันมีความเหมาะสมหรือที่คนอย่างผม คนอย่างคนไทยทั้งประเทศ พี่น้อง ชาวไร่ชาวนา เกษตรกรผู้ใช้แรงงานต้องเอาเงินไปจ่ายแทนสถาบันการเงิน และท่านประธาน ก็คงทราบนะครับ วันนี้สถาบันการเงิน ไม่ว่าจะรูปแบบของธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ หรือว่าบริษัทประกัน เกินร้อยละ ๕๐ เป็นของต่างชาติทั้งสิ้น ไม่หนักเกินไปหรือครับ ผมถึงกล่าวว่าท่านยังมีสติสตางค์อยู่หรือเปล่า หรือว่าไม่รู้ว่าจะบริหารประเทศนี้อย่างไร อย่างเหมาะสมได้อย่างไร เพราะฉะนั้นประเด็นต่าง ๆ ที่ผมได้ตั้งไว้ก็หวังอย่างยิ่งนะครับว่า คณะรัฐมนตรีโดยรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ช่วยกรุณาตอบ ตอบทุกประเด็นนะครับ และขอสิทธิ ท่านประธานที่จะขอซักถาม เพราะประเด็นเหล่านี้มีความสําคัญต่อรัฐสภา ต่อประเทศของ เรา ทั้งต่อกรอบการเจรจานี้ และอนาคตที่รัฐบาลกําลังจะเอาความตกลงที่เกี่ยวข้องระหว่าง รัฐไทยกับสหรัฐอเมริกานั้นเข้ามาอีก ดังนั้นก็จะต้องมีการสร้างความชัดเจนก่อนที่จะ ตัดสินใจว่าโดยสิทธิของกระผมนั้นจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบให้รัฐบาลไทยไปเจรจา ในความตกลงดังกล่าวนี้ ขอบคุณท่านประธาน