พิษณุ หัตถสงเคราะห์ หารือเรื่องร่างกรอบการเจรจาระหว่างประเทศเกี่ยวกับภาษีอากรระหว่างประเทศและการปฏิบัติตามฟอเรน แอ็คเคานท์ แท็กซ์ คัมไพลอันซ์ แอคท์ หรือแฟทกา ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา และพูดถึงผลกระทบต่อประเทศไทย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พิษณุ หัตถสงเคราะห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดหนองบัวลําภู ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้รัฐบาลได้เสนอร่างกรอบการเจรจาระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการทําตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ที่ไม่ว่าการทําสัญญาหรือข้อตกลงใด ๆ ก็ตามแต่ จะต้องให้สภา แห่งนี้ได้มีโอกาสรับรู้ รับทราบ และรับเห็น ร่างที่เรากําลังถกเถียงกันหรือว่าหาข้อยุติกันวันนี้ เป็นความตกลงเรื่องภาษีอากรระหว่างประเทศและการปฏิบัติตามฟอเรน แอ็คเคานท์ แท็กซ์ คัมไพลอันซ์ แอคท์ หรือถ้าเรียกสั้น ๆ ก็คือแฟทกา ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา ท่านประธานครับ ถ้าฟังดูเผิน ๆ ก็ดูน่ากลัวพอสมควร เพราะเปรียบเสมือนหนึ่งว่าประเทศไทย จะต้องส่งข้อมูลเหล่านั้นให้กับสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นข้อมูลทางด้านการค้า แต่ถ้าลงไปดู ในรายละเอียดให้ชัดเจนแล้ว เอาง่าย ๆ ว่าข้อตกลงนี้เป็นการทําระหว่าง ๒ ประเทศ คือประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกา ข้อตกลงนี้ถ้าทําแล้วมีผลกระทบกับใคร สําคัญ ที่สุดจะมีผลกระทบกับชาวสหรัฐอเมริกาที่มาลงทุนในประเทศไทย ถามว่าทําไมเราต้องทํา ข้อตกลงนี้ ทําแล้วได้อะไร และที่สําคัญคือไม่ทําแล้วได้อะไรหรือเปล่า หรือเสียอะไร หรือเปล่า จากข้อสังเกตแล้วก็ข้อมูลที่ได้รับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะครับ ขณะนี้ข้อตกลง แฟทกาของสหรัฐอเมริกา ซึ่งสหรัฐอเมริกาเองพยายามที่จะทําความตกลงนี้กับทุกประเทศ ที่ค้าขายกับสหรัฐอเมริกา ถามว่าทําเพื่ออะไร ทําเพื่อสหรัฐอเมริกาเองจะได้มีข้อมูลในการ จัดเก็บภาษีคนในสหรัฐอเมริกาที่ไปลงทุนต่างประเทศ เข้าใจให้ตรงกันนะครับ คนสหรัฐอเมริกาที่ไปลงทุนต่างประเทศ เขาไม่ได้จะมาเก็บภาษีคนไทยหรือใด ๆ ทั้งสิ้น เขาเพียงต้องการข้อมูล แลกเปลี่ยนข้อมูลว่าถ้าบริษัทเอ (A) ไปลงทุนในประเทศไทยแล้ว มีกําไรเท่าไร เสียภาษีเท่าไร นี่คือข้อตกลงที่จะนําไปสู่สิ่งที่จะเกิดขึ้น ๘๐ ประเทศขณะนี้ เท่าที่เช็ก (Check) ข้อมูลจากกระทรวงการคลังครับท่านประธาน มีทั้งหมด ๙ ประเทศ ที่ทําข้อตกลงแล้ว ผมอ่านให้ฟังเพื่อความสบายใจ ก็มีสหราชอาณาจักร ประเทศเดนมาร์ก ประเทศเม็กซิโก ประเทศเยอรมัน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศนอร์เวย์ ประเทศสเปน และประเทศไอร์แลนด์ ๙ ประเทศนี้ทําข้อตกลงกับอเมริกาไปเรียบร้อยแล้ว ยังเหลืออีกประมาณ ๖๐-๗๐ ประเทศ ซึ่งกําลังดําเนินการอยู่ และประเทศที่คาดว่าจะเจรจา แล้วเสร็จในปีนี้ คือปี ๒๕๕๖ คือปี ๒๐๑๓ คือฝรั่งเศส อิตาลี แคนาดา ฟินแลนด์ เกิร์นซีย์ เนเธอร์แลนด์ ไอส์ออฟแมน และยังมีเจรจาอยู่ กําลังทําการเจรจากันอยู่อีกเยอะครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นพี่น้องพี่น้องประชาชนที่ฟังวิทยุรัฐสภาอยู่ขณะนี้ หรือถ่ายทอดอยู่ก็อย่างเพิง ตกใจว่าเราจะไปเสียดินแดนหรือเสียงข้อตกลง หรือเสียเปรียบอะไรกับประเทศ สหรัฐอเมริกา ไม่มีครับท่านประธาน และที่สําคัญที่เรากําลังทํากันอยู่นี้เป็นข้อตกลงหรือเป็น กรอบเจรจาเบื้องต้นที่รัฐบาลต้องขออนุมัติจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ (๒) เท่านั้น ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะทําหรือไม่ทํานะครับ เพียงแต่ว่ารัฐบาลวันนี้มาขอกรอบในการ เจรจาเพื่อที่จะไปตกลงกัน กลับมาที่คําถามว่า ทําไมต้องทํา ผมเรียนท่านประธานว่าประเทศ สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดที่ใหญ่ ๑ ใน ๓ ที่เราส่งออกไป ทุก ๆ ปีเราส่งสินค้าไปประเทศ สหรัฐอเมริกาประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะเดียวกันเราก็นําเข้าจาก ประเทศสหรัฐอเมริกาประมาณ ๖,๐๐๐-๘,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ พูดง่าย ๆ เราเกินดุล กับประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านทุกปี เพราะฉะนั้นในกรณีที่มี การร้องขอจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเพื่อที่จะให้เราบริหารการค้ากันระหว่างประเทศทั้ง ๒ ฝั่ง ทั้งประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกา และโดยเฉพาะสิ่งที่เขาต้องการคือข้อมูลใน การลงทุนของพลเรือนสหรัฐอเมริกาที่มาลงทุนในประเทศไทยว่าทําอะไรบ้าง ทําแล้วมี กําไรไหม ทําแล้วได้ประโยชน์อะไรเสียภาษีตามรัฐบาลไทยเท่าไร เหลือเงินเท่าไร นี่คือสิ่งที่ เขาต้องการ เพราะสิ่งที่ประเทศสหรัฐอเมริกาทําขณะนี้ต้องการที่จะเปิดเผยเสรีโปร่งใสและ เป็นธรรมกับการค้าทั่วโลก ผมคิดว่าเป็นการรักษาตลาดการลงทุนของประเทศสหรัฐอเมริกา ในประเทศไทย ซึ่งโดยข้อเท็จจริงของกฎหมายแล้วทําไมประเทศไทยต้องทําชัดเจนนะครับ รักษาตลาดไว้ ทําแล้วได้อะไร หรือเสียอะไร ท่านประธานครับ สิ่งที่เขาต้องการคือข้อมูล ด้านภาษีที่แท้จริง คนประเทศสหรัฐอเมริกาที่มาลงทุนในประเทศไทย ลงทุนเท่าไร ค้าขายอะไร หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วมีกําไรเท่าไร นี่คือสิ่งที่เขาอยากจะรู้ แต่ทําแล้วได้อะไร ผมอยากฝากท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง วันนี้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังนั่งอยู่ นะครับ พี่ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย ก็คือว่าถ้าทําข้อตกลงนี้เมื่อเขารู้เรา เราก็ต้องรู้เขาด้วยนะครับ ในข้อตกลงที่จะทําเกิดขึ้นนี้ นอกจากว่าสถาบันการเงินไทยจะต้องส่งข้อมูลทางด้านการค้า การลงทุนของบริษัทข้ามชาติที่สัญชาติสหรัฐอเมริกา ให้ประเทศสหรัฐอเมริการู้แล้ว เขาก็จะต้องส่งข้อมูลเหล่านี้ สถาบันการเงินที่อยู่ประเทศสหรัฐอเมริกาก็ต้องส่งข้อมูล ของบริษัทไทยที่ไปลงทุนข้ามชาติในประเทศสหรัฐอเมริกาว่าคนไทยเหล่านั้นไปลงทุน ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้กําไรเท่าไร ขาดทุนเท่าไร เสียภาษีอะไรอย่างไร ต้องมีทั้ง ๒ ด้าน ไปและกลับ เพื่อที่จะไม่เป็นการเสียเปรียบระหว่างทั้ง ๒ ประเทศ ถามว่าถ้าเราไม่ทํา ข้อตกลงนี้ได้ไหม หรือเราจะเสียอะไร ท่านประธานครับ ขณะนี้ ๘๐ ประเทศกําลัง ดําเนินการพูดคุยกันเตรียมตัวทําข้อตกลงมี ๙ ประเทศที่ลงนามไปแล้ว ตามที่ผมนําเรียน ท่านประธานไปถามว่าถ้าเราไม่ทําจะเกิดอะไรขึ้น จริง ๆ รัฐบาลไทยไม่ทําก็ไม่ได้เสียหายอะไร เพราะว่าไม่มีข้อบังคับใด ๆ ทั้งสิ้น แต่สิ่งที่จะเสียที่เห็นชัดเจนก็คือสถาบันการเงินของไทย ซึ่งเป็นประเทศที่จะต้องทําสัญญาแฟทกากับเขา ถ้าหากว่ารัฐบาลนั้นไม่ทําหรือว่าสถาบัน การเงินนั้นไม่ไปลงทะเบียนกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกาก็จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ ๓๐ ของเงินที่อยู่ภายใต้ระบบภาษีของประเทศสหรัฐอเมริกา พูดง่าย ๆ ก็คือจะโดนหักที่ประเทศ สหรัฐอเมริกานะครับ ไม่ได้โดยหักที่ประเทศไทย เพราะฉะนั้นสถาบันการเงินทุกสถาบัน ของไทยถ้ายังต้องการที่จะติดต่อสัมพันธ์หรือค้าขายกับประเทศสหรัฐอเมริกา และไม่ต้องการที่จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายทันทีร้อยละ ๓๐ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกานี้ ผมมั่นใจว่า ไม่เกินวันที่ ๒๕ เมษายนนี้ ทุกคนคงจะต้องเข้าระบบกับการทําสัญญาดังกล่าว แม้ว่ารัฐบาล ไทยจะมีหรือไม่มีข้อตกลงแฟทกากับประเทศสหรัฐอเมริกา แต่เพื่อเป็นการรักษาประโยชน์ ของบริษัทเหล่านั้น บริษัทสถาบันการเงินของประเทศไทยคงต้องลงนามอยู่ดี เพราะฉะนั้น ถามว่าทําไมเราไม่ทําให้มันถูกต้อง ทําไมรัฐบาลไทยไม่มาเปิดเป็นหน้าเสื่อ เป็นเจ้าภาพ เพื่อที่จะไปตกลงให้มันชัดเจน ให้การค้าระหว่างประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างที่เขาต้องการก็คือ เปิดเผย เสรี โปร่งใส และเป็นธรรม ถ้าการค้า ค้าขายกับแบบตรงไปตรงมา ท่านประธานครับ ไม่ว่าจะไปทําธุรกิจที่ไหน มีกําไรเกิดขึ้น ก็ต้องไปสู่ระบบการเสียภาษี ซึ่งผมเองในฐานะสมาชิกรัฐสภาคิดว่าเรามีความจําเป็นอย่างยิ่งถ้าเราต้องการที่จะค้าขาย กับเขา ต้องการค้าขายกับประเทศสหรัฐอเมริกา รักษาตลาดส่งออก ซึ่งอยู่อันดับ ๓ ของประเทศไทยคิดว่าเรามีความจําเป็นอย่างยิ่งถ้าเราต้องการที่จะค้าขายกับเขา ต้องการจะ ค้าขายกับสหรัฐอเมริกา รักษาตลาดส่งออกซึ่งอยู่อันดับ ๓ ของประเทศไทยปีละ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เราคงจําเป็นที่จะต้องได้ดําเนินการทําข้อตกลงแฟทกาอันนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็ฝากทางรัฐบาลซึ่งจะไปเจรจาว่าต้องรู้เขา และรู้เรา เราถึงจะสามารถ ทําธุรกิจได้อย่างถูกต้องยุติธรรมทั้ง ๒ ฝ่าย ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ