รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

เกียรติ สิทธีอมร หารือเรื่องการลงนามข้อตกลงระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับการไล่ล่าภาษีและเรียกร้องความชัดเจนเกี่ยวกับโมเดลการเจรจาที่จะใช้ นอกจากนี้ยังพูดถึงความชัดเจนของนโยบายการเงินของสถาบันในอาเซียนและประเทศไทย และหารือเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทยในสหรัฐอเมริกากับสถาบันการเงินหรือรัฐบาลของสหรัฐอเมริกา

นายเกียรติ สิทธีอมร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

จะให้ผม ตอบเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษดีครับท่านประธาน หรือภาษาฝรั่งเศส ขอบคุณครับ ท่านประธาน คําถามผมไปยังรัฐมนตรีก็คือว่าตอนนี้มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ตกลงที่จะไปทํา แล้วสถาบันการเงินก็มีทางเลือกที่จะไปทําของตัวเองเป็นแต่ละกรณีไป แล้วในขณะที่ ประเทศจีนบอกว่าข้าพเจ้าไม่ทํา แล้วทําไมประเทศไทยถึงทําครับ ท่านประธานทราบไหมครับว่า สรรพากรของสหรัฐอเมริกาคาดว่าจะได้ประโยชน์จากการลงนาม การไปไล่ล่าภาษี ในต่างประเทศเท่าไร ท่านประธานทราบไหมครับ ๘๐๐ ล้านเหรียญครับ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วเป็นประโยชน์ของเขาล้วน ๆ ก็ต้องถามท่านรัฐมนตรี ประเทศไทยได้อะไรครับ เขาประเมินครับ เป็นเงิน ๘๐๐ ล้านเหรียญ นั่นคือประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศไทย ได้อะไร อย่างผมย้ํานะครับ ผมเข้าใจว่าเราคงเลี่ยงไม่ได้ เพราะไม่อย่างนั้นเขาไม่ทําธุรกรรม กับเรา อันนี้ผมเห็นด้วยว่าต้องทํา แต่สิ่งที่เป็นเอกสารที่ท่านรัฐมนตรียื่นเข้ามาสภานี้มันเป็น คนละเวอร์ชันกับเรื่องจริงนะครับ เรื่องจริงก็คือเราโดนบีบ ไม่อย่างนั้นเขาไม่ทํากับเรา ก็แค่นั้นละครับ ทีนี้ต้องถามว่าดีอย่างไรกับเรา เราจะทํา ฉวยโอกาสตรงนี้ไปเจรจาให้มันดี กับประเทศไทยได้ไหม เช่น ท่านก็ทราบนะครับ ท่านก็ไม่ได้บอกเหมือนกันละว่าจริง ๆ แล้ว ข้อตกลงนี้ที่เขาไปเซ็นมามันมี ๒ แบบ มี ๒ โมเดล ท่านรัฐมนตรีทราบใช่ไหมครับ มันมี ๒ โมเดลครับ โมเดลหนึ่งก็คือว่าให้ฝ่ายเดียว ประเทศที่เป็นคู่สัญญาให้ข้อมูลฝ่ายเดียว อีกโมเดลหนึ่งให้แลกเปลี่ยนกันได้ เช่น ถ้าคนไทยถือสัญชาติไทย ภูมิลําเนาอยู่ประเทศไทย ดันไปมีบัญชีในประเทศสหรัฐอเมริกา ท่านขอแลกเปลี่ยนข้อมูลอันนี้ได้ ท่านรัฐมนตรีไม่ได้ บอกว่าเราจะไปเซ็นโมเดลไหนครับ เราจะไปเจรจาโมเดลไหนครับ โมเดลแบบแลกกัน หรือโมเดลแบบให้ฝ่ายเดียว ตรงนี้ยังไม่มีความชัดเจนนะครับ แต่ทั้งโลกรู้หมดละครับ เขามี ๒ โมเดล ตรงนี้ก็ขอความชัดเจนจากทางรัฐบาลด้วย เพราะว่าท่านเขียนในกรอบเจรจา กรอบเจรจาท่านก็กว้างมาก กว้างจริง ๆ ครับ คือพูดอย่างไรก็ไม่ผิด แล้วไปทําอย่างไร ก็ไม่ผิด เพราะมันกว้างมาก จนไม่รู้ละว่าความเฉพาะของเรื่องที่จะไปเจรจามันคืออะไร นะครับ

อีกประการหนึ่ง ที่มีการเจรจาไปแล้วกับหลายประเทศ ก็มีเงินขั้นต่ํา ที่จะต้องมีการรายงาน หลักการของประเทศไทยเอาอย่างไรครับ เขาอยากเห็น ๕๐,๐๐๐ เหรียญ บัญชีไหนที่มีมากกว่า ๕๐,๐๐๐ เหรียญ ต้องรายงาน เราจะเจอปัญหา แบบเดียวกันไหมครับกับในอดีต ถ้ามีกฎ ๕๐,๐๐๐ เหรียญ พวกเขาก็ฝาก ๔๕,๐๐๐ เหรียญ แล้วฝากหลาย ๆ บัญชี ท่านรัฐมนตรีจะไปทางไหน ตรงนี้ครับ ก็ต้องขอความชัดเจน แล้วถ้าเกิดไม่รายงาน จะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามีข้อตกลงระหว่างสถาบันการเงินกับประเทศ สหรัฐอเมริกาโดยตรงละครับ ถ้ามันเกิน ๕๐,๐๐๐ เหรียญไม่รายงาน เขามีสิทธิปรับได้ถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินนั้น ๆ นะครับ แต่ถ้ามีรัฐบาลไปเจรจา ทําอย่างไรมันถึงจะดีขึ้น ละครับ ทําอย่างไรสถาบันการเงินไม่ต้องแบกภาระตรงนี้ ผมก็ไม่ทราบว่าท่านรัฐมนตรีมีแผน อย่างไรในการไปเจรจา ก็อยากทราบเหมือนกันนะครับ แต่ในขณะเดียวกันประเทศไทย ท่านเคยมีการประเมินไหมครับ ทางกระทรวงการคลังมีการประเมินไหมครับว่าบุคคล ที่เป็นสัญชาติไทย มีภูมิลําเนาอยู่ประเทศไทย เสียภาษีในประเทศไทย ทํางานในประเทศไทย รายได้มีเฉพาะในประเทศไทย ไม่มีรายได้จากต่างประเทศ มีการโยกย้ายถ่ายเทเงิน ไปอยู่ประเทศไหนบ้าง แล้วในเชิงของการคลังเองท่านรัฐมนตรีมีแผนไหมครับ ที่จะไปลงนามความตกลงอย่างนี้ครับ กับประเทศบางประเทศที่จะทําให้เราสามารถเก็บภาษี ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย อันนี้ก็อยากทราบเหมือนกันนะครับ แต่ในขณะเดียวกันเราก็มีปัญหาว่า บริษัทที่ประกอบการในต่างประเทศทํากําไรเยอะแยะ เสียภาษีถูกต้อง มีข้อตกลง สนธิสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศ แต่เวลาเอาเงินกําไรนั้นเข้ามา กรมสรรพากรเราจะ คิดเงินเขาอีก คิดภาษีเขาอีก แล้วด้วยเหตุนี้เองครับ เงินที่มันเป็นกําไรที่อยู่นอกประเทศ ไปทํากําไรมาแล้วนะครับ มันก็อยู่นอกประเทศต่อไป มันไม่กลับมาลงทุนในประเทศไทย ท่านรัฐมนตรีจะคิดในภาพรวมเลยไหมครับว่ายุทธศาสตร์ภาษีของคนไทย หรือ ผู้ประกอบการไทยที่อยู่นอกประเทศ ต่อจากนี้ไปกระทรวงการคลังมีวิสัยทัศน์อย่างไร จะมีการดําเนินการอย่างไร จะมีการตรวจสอบอย่างไร ในขณะเดียวกันนะครับ เราก็มีกรณี ที่เกิดขึ้นในอดีตมาหลายคดีมากเลยครับที่มีการโยงใยไปถึงการเปิดบริษัทและบัญชี ในเกาะบริติช เวอร์จิน ไอส์แลนด์ พูดอย่างนี้คืออยากให้สมาชิกเข้าใจนะครับ เขาไม่ได้ เปิดบัญชีที่เกาะหรอกครับ เขาเปิดบัญชีสิงคโปร์ เขาเปิดบัญชีฮ่องกง แต่ภายใต้กฎหมายบริติช เวอร์จิน ไอส์แลนด์ คดีความในอดีตยังมีนะครับ เช่น กรณีการขายหุ้นชินคอร์ปยังมีอยู่นะครับ บริษัท แอมเพิล ริช อินเวสเมนท์ จํากัด จนถึงวันนี้กระทรวงการคลังตรวจสอบไปถึงไหนแล้วครับ เรามีสนธิสัญญากับเขาไหมครับ ที่จะไปขอข้อมูลมา คดีมันไปถึงชั้นศาลนะครับ ขอข้อมูลมาประกอบการพิจารณาได้ไหมครับ มียุทธศาสตร์ไหมครับ ตรงนี้ละครับผมคิดว่า มันมีประเด็นที่มีคําถามอยู่มากมาย ซึ่งเผอิญในตอนที่ท่านรัฐมนตรีได้มีโอกาสได้เล่าให้ สมาชิกรัฐสภาฟัง ก็ยังไม่ได้ลงในรายละเอียดนะครับ ก็อยากที่จะให้ท่านรัฐมนตรีให้คําตอบ กับพวกเราชัดเจน

อีกประการที่เป็นคําถามครับ อันนี้ถือได้ไหมครับว่าเป็นนโยบายของสถาบัน การเงินในอาเซียนหรือเป็นเฉพาะประเทศไทย อันนี้ในอาเซียนอย่างเดียวหรือเฉพาะประเทศไทย ขอความชัดเจนด้วยนะครับ เพราะถ้าเป็นอาเซียน ทําไมเราไม่ไปเจรจาโดยใช้อาเซียน มีน้ําหนักกว่าไหมในการเจรจา น่าจะได้ข้อตกลงเงื่อนไขที่ดีกว่าไหม

ประการสุดท้าย ท่านคงจะทราบดีในการที่เราให้สถาบันการเงินมีการให้ ข้อมูลส่วนบุคคลไปยังสถาบันการเงินหรือรัฐบาลของสหรัฐอเมริกานั้นมันเป็นการละเมิดสิทธิ ส่วนบุคคลอย่างหนึ่งนะครับ สิ่งที่ท่านยังไม่ได้บอกเลยครับ ต้องแก้กฎหมายฉบับไหนต่อไปครับ ท่านไปลงนามฉบับนี้ท่านต้องแก้กฎหมายครับ เพราะกฎหมายยังถือว่าข้อมูลทางการเงิน ยังเป็นสิทธิส่วนบุคคลนะครับ ท่านละเมิดไม่ได้ครับ ประมวลกฎหมายรัษฎากร ท่านจะแก้ไหมครับ ถ้าจะแก้ แก้เมื่อไร แก้อย่างไร แก้มาตราไหน เห็นไหมครับว่ามันมี คําถามอยู่เยอะครับ ท่านรัฐมนตรี ความจริงถ้าในช่วงที่ท่านอธิบายให้เราฟังนี้ ท่านลงใน รายละเอียดสักนิดหนึ่งคําถามก็คงจะน้อยลงไปเยอะครับ ในขั้นนี้ผมก็คิดว่าขอความชัดเจน นิดหนึ่งนะครับว่า กรอบใหญ่ของท่านเป็นอย่างไร คนไทยในสหรัฐอเมริกาท่านจะได้รับ ข้อมูลไหม ท่านจะไปโมดูล (Module) หรือโมเดลที่ ๒ ไหม แล้วก็ในกรณีที่เขาบอกว่าเขาจะ มีการปรับถ้าไม่รายงาน แล้วเก็บถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านรัฐมนตรีครับเขาใช้ อํานาจอะไรมาเก็บครับ ท่านจะให้เขาใช้อํานาจอะไรมาเก็บครับ กฎหมายในสหรัฐอเมริกา มันเอื้อมถึง รอล้วงกระเป๋าสถาบันการเงินในเมืองไทยได้หรือครับ ตรงนี้ท่านต้องแก้กฎหมาย หรือเปล่าครับ ท่านจะยอมเขาไหมครับ หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นเพียงการแลกเปลี่ยน ข้อมูลเพื่อการดําเนินการต่อ ๆ ไปของแต่ละฝ่าย แต่ที่เขาประกาศชัดเจนนะครับ เอกสารมีเยอะเลยครับ ไม่ต้องเข้าไปไกล กูเกิ้ล (Google) อย่างเดียวก็ถึงแล้วครับ เขาบอกเขาจะปรับนะครับ เขาใช้อํานาจอะไรปรับครับ ผมถามท่านรัฐมนตรีครับ ผมหวังว่า ท่านรัฐมนตรีจดไปนะครับ คําถามผมเยอะเหลือเกินครับ พอดีท่านไม่อธิบายชัดเท่าไรนะ ครับ ก็ช่วยชี้แจงแถลงไขหน่อย แล้วท่านประธานครับ ผมขออนุญาตว่าหลังจากที่รัฐมนตรี ตอบ ผมต้องการซักต่อนะครับ อย่าบอกว่ารัฐมนตรีตอบเพียงแค่นั้น แล้วเป็นสิทธิของเขาว่า จะตอบแค่นั้น ผมถาม ๑๐ ข้อ ผมอยากได้คําตอบ ๑๐ ข้อครับ เพราะไม่เช่นนั้นก็เท่ากับเป็น การปิดกั้นข้อมูลให้กับสมาชิก แล้วท่านประธานก็เห็นอยู่แล้วครับว่าการปิดกั้นข้อมูล การใช้ อํานาจเสียงข้างมากมันนําไปสู่อะไรครับ มันนําไปสู่การเมืองบนท้องถนน ผมก็ไม่อยากเห็น แต่ขอว่าอย่าทําอีกครับ เราเห็นพอแล้วครับ ขอคําตอบนะครับ ในเบื้องต้นผมมีคําถาม ๑๑ ข้อนะครับ ท่านรัฐมนตรีจดไว้หรือเปล่าครับ ๑๑ ข้อ ขอเพียงแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ