รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

นฤมล ศิริวัฒน์ หารือเรื่องกรอบการเจรจาความตกลงเพื่อความร่วมมือด้านภาษีอากรระหว่างประเทศไทย-สหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะเรื่องการเก็บภาษีออฟชอร์ แท็กซ์ และเรียกร้องให้กรมสรรพากรมีศักยภาพและเครื่องมือที่เพียงพอในการจัดเก็บภาษี

นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา อุตรดิตถ์

ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดอุตรดิตถ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้ติดตามกรอบการเจรจานี้มาพอสมควร และได้ศึกษามาเป็นระยะ ๆ จากการที่ได้ ศึกษานี้เราเห็นว่ากรอบการเจรจาความตกลงเพื่อความร่วมมือด้านภาษีอากรระหว่างประเทศนี้ นะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเอกสารที่ทางสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ส่ง ให้เราได้ศึกษาเพิ่มเติมเป็นพื้นฐานนี้มีการเขียนหัวจั่วเลยค่ะว่าวันนี้จะมีการพิจารณา สาระสําคัญคือร่างกรอบการเจรจาชื่อดังกล่าว และบรรทัดที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพคะ เพื่อนสมาชิกโปรดเปิดดูค่ะ เขียนว่า และการปฏิบัติตาม ฟอเรน แอคเคานท์ แท็กซ์ คัมไพลอันซ์ แอคท์ ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งประเทศ สหรัฐอเมริกา ชื่อจั่วก็รู้สึกแล้วค่ะว่าเราดูเหมือนจะไม่มีความเป็นอิสระเลยในการที่จะ ให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบในกรอบการเจรจานี้ ถ้าว่ากันจริง ๆ แล้วโดย รัฐธรรมนูญของเรามาตรา ๑๒๒ สมาชิกรัฐสภาจะต้องทําหน้าที่ของตัวเองด้วยความเป็น อิสระ ไม่ได้อยู่ในอาณัติ อยู่ในความครอบงําหรือว่าอะไรก็แล้วแต่ไม่ว่าจะเป็นภายในประเทศ หรือนอกประเทศ ยิ่งอ่านเข้าไปในเนื้อหาที่มีการตระเตรียมให้ในสภาแห่งนี้ นอกเหนือจาก ที่มีในข้อมูลส่วนรวมแล้ว ยิ่งเห็นชัดเจนเลยค่ะว่าเหมือนว่าเราไม่มีทางเลือก หลาย ๆ ย่อหน้า หลาย ๆ ท้ายย่อหน้าจะเขียนว่า ดังนั้นเราจึงมิอาจเลี่ยงได้ คําถามก็คือว่าร่างกรอบการเจรจานี้ มันได้ประโยชน์ให้กับใคร ต้องเรียนค่ะ พี่น้องประชาชน ท่านสมาชิกคะ ประโยชน์สูงสุด ก็คือได้แก่ประเทศสหรัฐอเมริกาในการที่จะหาทางที่จะเก็บภาษีออฟชอร์ แท็กซ์ (Offshore Tax) ก็คือเก็บภาษีของคนที่ไปลงทุนนอกประเทศของประชาชนชาวสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็รู้กัน อยู่โดยทั่วไปว่าระบบการเก็บภาษีหรือสรรพากรของสหรัฐอเมริกามีความน่ากลัวแทบ ๆ จะเท่ากับมัจจุราชทีเดียว สําหรับบางคนที่เคยดูหนัง เขาจะมีการเปรียบเทียบบางส่วนว่า พอ ๆ กับเป็นเดด เซอร์วิส (Dead Service) เลยนะคะสําหรับไออาร์เอสของประเทศ สหรัฐอเมริกา เราก็ฟังดูขํา ๆ แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่ค่ะ ในความเป็นจริงนั้นกรมสรรพากร ของสหรัฐอเมริกาหรือหน่วยจัดเก็บภาษีของสหรัฐอเมริกาที่เรารู้กันในคําย่อ ๆ ว่าไออาร์เอสนั้น มีบทบาท มีอํานาจมากเหลือเกิน เขาได้พบว่ามันมีประชาชนชาวอเมริกันส่วนใหญ่ ๆ ที่มีศักยภาพในการที่จะเสียภาษีมาก ๆ ได้เลี่ยงการจ่ายภาษีเข้าประเทศของเขาด้วยวิธีการ ลงทุนนอกประเทศ แล้วก็ไม่ต้องมีการรายงานในส่วนนั้นเข้าประเทศส่วนของรายได้ การหักภาษี การเก็บภาษีในประเทศของเขาก็น้อยลง ถามว่าเรื่องอย่างนี้เรามีความจําเป็นไหม ที่จะต้องไปให้การสนับสนุนอย่างเร่งรีบหรืออย่างไร ดิฉันคิดว่าถ้าพูดถึงในเรื่องของ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่จะต้องการทําให้เกิดความร่วมมือกันในทางที่ดีนี้ มันก็เป็น เรื่องที่ควรจะต้องทํานะคะ แต่รายละเอียดมันเยอะทีเดียวค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ เพื่อนสมาชิกก็ได้พูดกันไปถึงเรื่องของรูปแบบของการทําว่าเราจะเป็นการแลกเปลี่ยน ๒ ทาง หรือทางเดียว อันนั้นคือเรื่องที่สําคัญมากที่จะต้องเรียน แล้วก็ต้องถามว่ามันจะเป็นรูปแบบใด ถามว่าประเทศไทยนี่สถาบันการเงิน ธนาคาร แล้วก็องค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ การเงินทั้งหลาย ถ้าไม่ทําจะต้องมีบทลงโทษ เขาใช้ว่า บทลงโทษ ได้เลยนะคะ เราก็ต้องถามถึง ความเป็นอิสระอีกเหมือนกัน แม้ว่าในทางปฏิบัติเราจะรู้กันอยู่ดีว่าประเทศเรา เป็นประเทศเล็ก ๆ ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศใหญ่ และเราก็พึ่งพาอาศัยในการลงทุน ในการที่จะค้าขายกับเขาเยอะทีเดียว แต่ก็ยังคงต้องคํานึงถึงเรื่องของความเป็นอิสระของ สถาบันการเงินแล้วก็ประเทศของเรา ก็คือระหว่างรัฐบาล วันนี้ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับ สถาบันการเงิน ธนาคาร แล้วก็องค์กรต่าง ๆ จะมีมากเหลือเกินค่ะ เพราะถ้าศึกษาอ่านลงไป ในรายละเอียดจะเห็นว่าเขาจะให้กรมสรรพากรของเราเป็นศูนย์กลางที่จัดเก็บรวบรวมข้อมูล เหล่านี้ที่ว่ามีใครบ้างที่มาลงทุนแล้วมีรายได้แล้วจะต้องส่งกลับไปให้สหรัฐอเมริกา คําถามก็คือว่าวันนี้กรมสรรพากรของเรา ๑. มีศักยภาพเพียงพอหรือไม่ มีบุคลากรเพียงพอ หรือไม่ เพราะเท่าที่ได้ทราบนี่นะคะ บุคลากรที่จะทําหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีของเรา ภายในประเทศก็ยังมีไม่เพียงพอ เครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เขาขอรัฐบาลมาเพื่อที่จะให้ สามารถที่จะขยายฐานการเก็บภาษีภายในประเทศของเราก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี แล้ววันนี้ ถ้าเราไปคัมไพล์ (Compile) หรือไปให้ความร่วมมืออย่างรวดเร็วปัญหามันจะเกิดขึ้นกับ หน่วยงานของเราทีเดียว ถามว่านี่คือภาครัฐนะคะ แต่ถ้าเป็นภาคประชาชนละคะ เอกชนค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ ว่าถ้าเป็นภาคเอกชนสามารถที่จะไปผูกพันตัวเอง องค์กรของตัวเอง กับหน่วยงานของสหรัฐอเมริกาได้หรือไม่ ตามข้อมูลที่มีบอกว่าสามารถทําได้ เป็นอิสระ แต่ในประเทศของเราก็ต้องยอมรับกันว่าความพร้อมในเรื่องของบุคลากรที่จะมีความเข้าใจ ภาษาอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาที่เป็นกฎหมายทางด้านภาษีของสหรัฐอเมริกานั้น ดิฉันคิดว่าเป็นปัญหาที่หนักหน่วงทีเดียวสําหรับภาคเอกชน โดยเฉพาะมีบทบังคับลงโทษด้วย ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ที่ไปลงทุนที่นั่นที่ต่างประเทศ ที่สหรัฐอเมริกา จะถูกหักไว้ มันเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว คําถามก็คือถามว่ามันชอบแล้วหรือถ้าสหรัฐอเมริกาจะออกกฎหมาย เมื่อปี ๒๕๑๓ แล้วจะบังคับใช้ในปี ๒๕๑๖ ขณะนี้เลื่อนเป็นบางประเภทของธุรกรรม เป็นปี ๒๕๕๗ หรือปี ๒๕๖๐ แล้วก็ลงโทษสถาบันการเงินหรือนักลงทุนของเราที่ไปลงทุน ในประเทศสหรัฐอเมริกา ดิฉันคิดว่าเรื่องอย่างนี้ต้องใช้เวลาพอสมควรค่ะ แต่ที่ดีที่สุดก็คือ รัฐบาลไทยแสดงความชัดเจนไปว่ายินดีที่จะให้ความร่วมมือ แต่ในทางปฏิบัตินั้นประเทศไทย เป็นประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก แล้วยังมีบุคลากรจํานวนมาก ในประเทศไทย ประชาชนเยอะแยะที่ไม่เข้าใจภาษาอย่างลึกซึ้ง ต้องเรียนจริง ๆ ค่ะ ท่านเอง ก็ทราบนะคะว่ามันยังมีช่องว่างของความเข้าใจแล้วความสามารถในการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการอ่าน การเขียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษากฎหมายนะคะ ถามว่าระบบกฎหมาย ในบ้านของเราวันนี้ที่จะป้องกันในเรื่องของสิทธิบุคคลในการเผยแพร่ข้อมูล กฎหมาย มากทีเดียวที่เกี่ยวข้องอยู่ในขณะนี้ ถ้าเปิดไปอ่านกันก็คงใช้เวลาพอสมควร แต่ดิฉัน จะขออนุญาตพูดสั้น ๆ เลยค่ะว่ากฎหมายที่เราจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไข มันเป็นกฎหมาย ที่สําคัญอย่างยิ่งขัดกับหลักของกฎหมายแม่ของเรา ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๓๕ ในรัฐธรรมนูญ ของเรา ที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือว่า พ.ร.บ. ธุรกิจสถาบันการเงิน หรือว่า พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เราก็ต้องบอกว่า ถ้ามันขัดกับกฎหมายแม่ของเราแล้ว เราจะไปดําเนินการมันก็จะเกิดความวุ่นวาย ยุ่งเหยิง ไม่เป็นที่สิ้นสุด ซึ่งดิฉันคิดว่าวันนี้ความวุ่นวายและความพยายามที่จะพยายามให้เกิด ความวุ่นวายนั้นมีอยู่ในประเทศไทยอย่างชัดเจนและชัดแจ้งนะคะ ความสามารถในการที่จะ ออกกฎหมาย ที่จะอนุญาตให้เปิดเผยข้อมูลของเราขณะนี้มีมากน้อยเพียงใด ความพร้อม ได้ดําเนินการไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว ดิฉันก็คิดว่าเป็นเรื่องที่สภาของเราต้องรับรู้ ความเสี่ยงค่ะ ถ้าเกิดมีการออกกฎหมายรับรองความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินในการที่ไม่ได้ หักแท็กซ์ให้เขาจะมีอะไรบ้างนะคะ ต้องมีรายละเอียด แม้ว่าเข้าไปแล้วให้ความเห็นชอบแล้ว แต่ว่าในทางปฏิบัติยังปฏิบัติไม่ได้เต็ม ๆ ยังมีปัญหาอยู่นี่ เสี่ยงอีกไหมคะที่จะถูกหักเงิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ไว้ของรายได้ทั้งหมดนั้น มันต้องมีข้อมูลให้กับพวกเราด้วยค่ะ ถามว่าประเทศ ในอาเซียนของเรา ไม่ว่าจะเป็นประเทศชั้นนําในเรื่องของระบบการเงินอย่างสิงคโปร์ วันนี้เขาคัมไพล์ไปแล้วหรือยัง แล้วก็ถ้าไม่คัมไพล์ ไม่ให้ความร่วมมือหรือยังอยู่ใน กระบวนการให้ความร่วมมือเจรจาหรือพิจารณากันไป ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่ากฎหมาย ที่เราเรียกกันว่ากฎหมายที่จะป้องกันการเลี่ยงภาษีของคนอเมริกันในต่างประเทศเป็น กฎหมายที่ดี แต่ว่าวิธีการที่นําเสนอมานี่นะคะเป็นกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ออกมาเพื่อบังคับให้สถาบันการเงินนอกสหรัฐอเมริกาทุกแห่งทั่วโลกมีหน้าที่ต้องรายงาน ข้อมูลบัญชีและธุรกรรมทางการเงินของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลสัญชาติอเมริกัน ที่เป็นลูกค้าของสถาบันการเงินนั้น ๆ ไปยังกรมสรรพากรสหรัฐอเมริกา มันเป็นภาระค่ะ มันเป็นภาระที่มากสําหรับประเทศเรา แล้วดิฉันก็อยากจะให้ท่านได้ให้ ความชัดเจนค่ะ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อธุรกิจประกันภัย ที่มักจะมา ในรูปของประกันภัยกรมธรรม์แบบสะสมทรัพย์ จะมีผลกระทบมากน้อยเพียงใด แล้วจะ ได้รับการดูแลเกื้อกูลเยียวยาอย่างไร ก็คงจะเป็นเรื่องที่พวกเราห่วงใย ถามว่าดิฉันจะให้ ความเห็นชอบไหม ดิฉันคิดว่าเราควรจะให้ความเห็นชอบ แต่รายละเอียดเหล่านี้จะต้องมี ความชัดเจน จะเป็นการให้ข้อมูลของเราแลกเปลี่ยนกับข้อมูลของเขา ประโยชน์ที่ประเทศ ไทยจะได้บ้างจากการให้ความร่วมมือจะมีอะไร เราจะมีไหมคะว่าคนที่เอาเงินไปฝากไว้ ต่างประเทศ ไปทําธุรกิจต่างประเทศแล้วไม่ได้รายงานให้กับรัฐบาลไทยได้ทราบถึงรายได้ถึง ผลกําไรและไม่ได้เสียภาษีในประเทศไทยนั้น จะมีส่วนนั้นกลับมาประเทศไทยบ้างไหม ที่ดี ที่สุดมันควรเป็นสัญญาที่ได้ประโยชน์ร่วมกันด้วย หรือเป็นกรอบเจรจาที่ทําให้ไทยนั้นไม่ต้อง มาแต่รับภาระหรือมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม ปฏิบัติตามได้ แต่ต้องปฏิบัติตามอย่างมีเงื่อนไข ของความรู้สึกว่าเรามีไมตรี แต่เหมือนกับว่ากฎหมายที่คองเกรสสหรัฐอเมริกาออกมานั้นเป็น การบังคับเราเลยด้วยซ้ํา ซึ่งจริง ๆ ก็คือการบังคับนั่นละค่ะ ดิฉันก็คงจะอภิปรายไว้ตรงนี้ก่อน แล้วก็คงจะคอยฟังท่านประธานว่าประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้จากการที่เราจะให้ความ เห็นชอบกรอบการเจรจา พูดง่าย ๆ กฎหมายเลี่ยงภาษีคนอเมริกันในต่างแดนนี้เราจะได้ อะไรบ้าง ก็รอท่านรองนายกรัฐมนตรีที่จะให้ความชัดเจนกับพวกเรา ขอบพระคุณค่ะ