คํานูณ สิทธิสมาน พูดถึงเรื่องการเสียยอดเขาพระวิหารพรอมอนทอรีของพระวิหารให้กัมพูชา และพูดถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้น
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ขออนุญาตนําคําของเพื่อนคนหนึ่งมากล่าวเป็นเบื้องต้นนะครับ เขาไลน์ (Line) มาถึงผมเมื่อเช้า เขาก็บอกว่ามันเป็นเรื่องตลกร้ายนะครับว่า เมื่อ ๕๑ ปีที่แล้ว เดือนมิถุนายน ๒๕๐๕ ประเทศไทยเสียปราสาทพระวิหาร วันที่ ๑๕ มิถุนายน เมื่อมติ คณะรัฐมนตรีวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๐๕ ล้อมรั้วถอนกําลังออกมาแล้วก็กินพื้นที่ ประมาณ ๑ ใน ๔ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ๑๕๓ ไร่ คนไทยโกรธแค้น เสียอกเสียใจ ร้องห่มร้องไห้ เดินขบวนกันทั่วกรุงเทพมหานคร เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาผู้อาวุโสของผมท่านหนึ่ง วันนี้ท่านไม่มา ท่านดิเรก ถึงฝั่ง ผมขออนุญาตเอ่ยนามท่าน และขออนุญาตท่านแล้วนะครับ ท่านก็บอกว่าวันนั้นท่านเป็นนักเรียนช่างกล ท่านเดินขบวนกับเขาด้วย แล้วท่านเป็นคนแบก ศาลพระภูมิเดิน แล้วก็ชี้บอกว่าศาลพระภูมิดีกว่าศาลโลก ศาลพระภูมิยุติธรรม กว่าศาลโลก ท่านประธานครับ นั่นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ ๕๑ ปีที่แล้ว ผู้นํารัฐบาล ในขณะนั้นประกาศขึงขังออกทางวิทยุ โทรทัศน์ด้วยหรือเปล่าผมจําไม่ได้ บอกออกมาพบ กับพี่น้องด้วยน้ําตาแห่งความเจ็บปวดที่จะเจ็บปวดทั้งชาตินี้และชาติหน้า และมีหนังสือ ในนามของรัฐบาลไทยตั้งข้อสงวนที่จะไม่ปฏิบัติตาม ที่จะไม่เห็นด้วยกับคําพิพากษา ไปยังสหประชาชาติ และไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก นั่นคือเหตุการณ์เมื่อ ๕๑ ปีที่แล้ว เราเสียปราสาทพระวิหารล้อม รั้วแล้วพื้นที่ ๑๕๓ ไร่ หรือ ๑๕๐ ไร่โดยประมาณ แต่ที่มันตลกร้ายสําหรับเพื่อนของผมคนนี้ที่เขาไลน์เข้ามาบอกก็คือว่า วันนี้โดยเฉพาะ บรรยากาศ ๒ วันที่ผ่านมาประเทศไทยเสียยอดเขาพระวิหารพรอมอนทอรีตามคําแปล ของกระทรวงการต่างประเทศในวันนี้ ซึ่งก็ตรงกับคําแปลเมื่อ ๕๑ ปีที่แล้ว ประเทศไทย เสียยอดเขาพระวิหารพรอมอนทอรีของพระวิหารให้ไปอยู่ภายใต้อธิปไตยของประเทศ กัมพูชา เนื้อที่เพิ่มอีกเท่าไรยังไม่ทราบ มีการประมาณการกันว่า ตั้งแต่ ๐.๕ ตารางกิโลเมตร ไปจนถึง ๑ ตารางกิโลเมตร ๑ ตารางกิโลเมตรเท่ากับ ๖๒๕ ไร่ครับ ถ้า ๑.๕ ตารางกิโลเมตร ก็ ๙๓๗ ไร่ ถ้า ๑ ตารางกิโลเมตรก็เท่ากับ ๑๒ เท่าครึ่งของพื้นที่ท้องสนามหลวง สิ่งที่เป็นความรับรู้หรือความรู้สึกร่วมของคนไทยที่ฟังคําแถลงจากรัฐบาลโดยรวมนะครับ ผ่านทางฟรีทีวีแล้วก็สื่อโดยทั่วไปที่ไม่ใช่โทรทัศน์ดาวเทียมเฉพาะกิจของกลุ่มความคิด ทางการเมืองต่าง ๆนี่นะครับ คําแถลงนั้นกลับบอกว่ามันเป็นผลดีต่อประเทศไทย แล้วก็ เราเสียพื้นที่เพียงเล็กน้อย เล็ก ๆ แคบ ๆ ตามคําของศาล ทั้ง ๆ ที่ไม่ว่าจะเล็ก ไม่ว่าจะแคบ อย่างไรก็ตามแต่ แต่มากกว่าเดิมเป็นเท่าครับ ของเดิม ๑ ใน ๔ ตารางกิโลเมตร ของใหม่ ที่ต้องเสียเพิ่มผมไม่ทราบเท่าไรไม่อยากจะพูดให้เกิดความแตกตื่น ก็คงประมาณ ๑ ตารางกิโลเมตร บวกลบ ครับ ๖๐๐ กว่าไร่ จากคําพิพากษาไม่ได้แปลว่าเรายอม แต่ว่า สิ่งที่เป็นท่าทีของรัฐที่ก่อให้เกิดความรับรู้ร่วม หรือเพื่อนผมเขาใช้คําว่าเพอร์เซพชัน (Perception) ต่อสังคมไทยก็คือว่ามันเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่เราไม่แพ้มากไปกว่านี้ แล้วถ้าเรา จะต้องเสีย เราจะต้องเสียเล็กน้อย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเห็นด้วยกับเขา แล้วก็ ขออนุญาตที่จะนํามาเกริ่นนําในการอภิปรายครั้งนี้ ผมไม่ทราบว่าคนเมื่อ ๕๑ ปีก่อน ฉลาดกว่าคนยุคปัจจุบัน หรือคนยุคปัจจุบันฉลาดกว่าคนเมื่อ ๕๑ ปีก่อน ผมไม่ทราบ แต่สิ่งที่ ปรากฏนั้นความรับรู้ที่ท่านต้องการส่งผ่านไปยังสังคมไทยเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ครับ ผมจะ ไม่จับคําพูดออกมาเป็นคํา ๆ หรอกท่านกล่าวว่าจะปฏิบัติตามคําพิพากษาของศาลโลก หรือไม่ เอาเป็นว่าท่านไม่ได้พูดว่าจะปฏิบัติตามก็แล้วกัน แต่การที่เราบอกว่าคําพิพากษานั้น มันมีผลดีต่อประเทศไทย ซึ่งผมยอมรับในส่วนที่เป็นผลดีนะครับ แต่ท่านไม่ได้พูดถึงผลเสีย หรือท่านพูดออกมาก็คือท่านพยายามจํากัดผลของผลเสียนั้นให้อยู่ในกรอบของคําว่านิดเดียว เล็ก ๆ มันก่อให้เกิดการส่งผ่านความรับรู้ไปยังสังคมไทยว่า ถ้าอย่างนั้นเราควรปฏิบัติตาม คําพิพากษาของศาลดีกว่า ท่านประธานครับ ผมว่าเรื่องนี้อันตรายนะครับ เพราะว่าตราบใด ที่เรายังไม่ได้อ่านคําพิพากษาโดยละเอียด ตราบใดที่เรายังไม่ได้นํามาใคร่ครวญคํานวณถึง ผลดี ผลเสีย อย่างรอบด้านแล้ว แล้วเราส่งสัญญาณในเชิงผ่านไปยังสังคมในทํานองว่าไม่มี ปัญหาอะไรมากนัก อันนี้อันตรายครับ อันตรายตรงไหนครับ มันอาจจะเป็นพื้นที่แคบ เป็นพื้นที่เล็ก แต่พื้นที่นี้คือยอดเขาพระวิหารทั้งยอดตามคําตัดสินของศาล และศาลกําหนด จุด มาร์ก (Mark) จุดมาชัดเจนนะครับ ทั้งทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ทิศเหนือ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เพียงแต่ว่าศาลไม่ได้มีแผนที่แนบ แต่คนที่เขาติดตาม ศึกษาเรื่องนี้ดีพอสมควร รวมทั้งผมคนหนึ่ง แต่ผมเป็นคนที่ไม่เอาถ่านในเรื่องแผนที่นะครับ เขาก็ลองพอร์ต (Plot) จุดในแผนที่ขึ้นมา อันตรายครับ เราอาจจะบอกว่ามันเป็นพื้นที่เล็ก เป็นพื้นที่แคบ แล้วเราส่งผ่านความรู้สึกของรัฐไปสู่สังคมว่าเป็นผลดีต่อประเทศไทย แต่ถ้าวันหนึ่งข้างหน้าเกิดเจ้าพื้นที่เล็ก พื้นที่แคบทางทิศเหนือและทิศตะวันออกเฉียงเหนือนี้ กินมาถึงผามออีแดง ท่านคิดว่าคนไทยจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องเล็กไหมครับ แล้วความรู้สึก ปฏิกิริยาที่จะสะท้อนกลับมายังรัฐบาลจะเป็นอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อยากจะบอกว่ารัฐบาลเมื่อ ๕๑ ปีที่แล้วท่านเป็นรัฐบาลเผด็จการ ใช่ครับ และคํากล่าวของ ท่านผู้นําในขณะนั้นที่ถูกนํามาโคลส (Close) แล้วนําเสียงบันทึกของท่านมาพูดตลอดเวลา ด้วยความขึงขังบนเวทีต่าง ๆ นั้น ที่ว่าเจ็บปวด ที่จะต้องเอาคืนทั้งชาตินี้และชาติหน้า เป็นน้ําตาของลูกผู้ชายนั้นนะครับ อันที่จริงเป็นเพียง ๑ ใน ๑๐ ของคําแถลงของ ท่านผู้นําในขณะนั้น ถ้าท่านไปอ่านดูโดยละเอียดจะเห็นกุศโลบายของผู้นําในขณะนั้นว่า ๙ ใน ๑๐ ส่วนที่เหลือนะครับเป็นการบอกเล่ากับสังคมไทยว่า ไม่ว่าจะเจ็บปวดอย่างไร ไม่ว่าเราจะต้องเอาคืนอย่างไร ไม่ว่าเราจะไม่เห็นด้วยอย่างไร แต่ถ้าเราจะต้องอยู่ใน ประชาคมโลกต่อไปเราจําเป็นจะต้องกลืนเลือด ท่านไม่ได้ใช้คําอย่างนี้นะครับ ผมใช้คําของ ผมเอง เราจําเป็นจะต้องปฏิบัติตาม อันนี้ครับผมเห็นว่ามันเป็นกุศโลบายที่รัฐในขณะนั้น ไม่ได้ส่งผ่านความรู้สึกที่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย เป็นเรื่องที่มีข้อดีมากกว่าข้อเสียไปยัง สังคม แต่ส่งผ่านความรู้สึกที่แรงว่ารับไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีกุศโลบายที่จะกล่าวกับ สังคมว่าเราปฏิบัติตาม ผลออกมาคืออะไรครับ ผลออกมาคือปฏิบัติตามครับ แต่กุศโลบาย ในการสร้างความรู้สึกร่วมกับสังคมที่ไม่เห็นด้วยกับการเสียอธิปไตยของชาติไป ในขณะนั้น ๑๕๐ ไร่นะครับที่ทํารั้วล้อมเอาไว้ มันทําให้สังคมมีความเป็นน้ําหนึ่งใจเดียวกันได้ในระดับหนึ่ง ผมคาดเอานะครับ เกิดทันแต่ตอนนั้นยังเด็ก แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบันและกระผม ก็ไม่อยากจะนํามาว่ากล่าว แต่ว่าก็ต้องถือว่าเป็นบทเรียนสําคัญของรัฐบาลนะครับว่าการ ส่งผ่านความรู้สึกใด ๆ ออกไป ผมเข้าใจว่าท่านไม่ต้องการให้สถานการณ์มันบานปลายไป เพราะสถานการณ์ในขณะนี้มันก็มีเรื่องอื่นรุมเร้าอยู่มากพอสมควรแล้ว ถ้าทําให้เรื่องนี้ ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกขึ้นมาอีกว่าเป็นสัญญาณว่าเราแพ้หรืออะไรอย่างนี้ขึ้นมาอีก มันจะทําให้เรื่องราวยากต่อการคาดหมาย แต่อย่างไรก็ตามครับ กระผมเห็นว่าสังคมไทย ในวันนี้น่าจะเป็นผู้ใหญ่เพียงพอที่รัฐบาลควรจะสามารถพูดความจริงกับประชาชนได้ ควรจะต้องจับเข่าพูดคุยกับประชาชนได้ว่ามันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ไม่ใช่มีแต่ข้อดีอย่างเดียว แต่เราจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป ก็ถึงเวลาที่เราจะต้องชั่งน้ําหนักระหว่างข้อดีของคําพิพากษา กับข้อเสียของคําพิพากษา ว่าเราจะทําอย่างไรต่อไป ซึ่งไม่จําเป็นต้องเร่งรัด และการ ชั่งน้ําหนักนั้นสมควรที่จะต้องให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสิน ซึ่งเดี๋ยวกระผม จะเสนอในขั้นตอนสุดท้ายของการอภิปรายแสดงความคิดเห็นนะครับ แต่ในชั้นนี้อยากจะ กราบเรียนว่าคําพิพากษาครั้งนี้พูดได้ทั้งนั้นนะครับว่าดีหรือเสียกับเรา มันขึ้นอยู่กับว่า เราตั้งฐานไว้ตรงไหน ถ้าเราตั้งฐานความคิดหรือเอาสิ่งที่ประเทศกัมพูชาเรียกร้องต้องการให้ ศาลพิพากษาให้แผนที่ภาคผนวก ๑ อัตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เป็นเส้นเขตแดน ซึ่งจะทําให้ เขาได้อธิปไตยไปเฉพาะในส่วนนี้ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ถ้าเราเอาอันนั้นเป็นตัวตั้ง คําพิพากษาที่ออกมาก็อาจบอกได้ว่าเราไม่เสียหายมากนัก หรืออาจจะพูดได้ว่าเป็นผลดี กับเรา หรือในมุมมองของคณะทนายความที่นําโดยท่านทูตวีรชัย พลาศรัย ที่เหน็ดเหนื่อยมา ตลอดระยะเวลา ๔-๕ ปีที่ต่อสู้ในประเด็นแผนที่ภาคผนวก ๑ มาอย่างหนักหนาสาหัส ท่านอาจจะมองได้ว่าถึงกลับอาจจะเป็นชัยชนะได้ในการต่อสู้คดี ใช่ครับ ในทางกฎหมาย ถ้าคู่ความฝ่ายหนึ่งร้องขอมาเท่าไรแล้วไม่ได้ไปก็อาจจะพูดได้ว่าเขาแพ้ แต่อันนี้มันไม่ใช่ ในทางกฎหมายครับ มันเป็นไปในทางอธิปไตยของชาติ ท่านประธานครับ สิ่งหนึ่งก็คือว่าเฉพาะในประเด็นนี้ถ้าเราจะพูดว่าแล้วเรามาดีใจว่า เราได้มากกว่าเสียหรือเป็นชัยชนะของเรานี่ กระผมนึกถึงคําเปรียบเปรยประการหนึ่งว่า สมมุติท่านประธานไปชอปปิ้ง (Shopping) ที่ต่างประเทศใกล้ ๆ ที่มีการต่อรองราคากัน ประเทศเพื่อนบ้านก็ได้ ผมก็เคยครับ ของนี่วางขายอยู่ประกาศราคาบอกว่าถูก ๆ ร้อยบาท เราไม่อยากจะซื้อหรอก ๔๐ บาทได้ไหม ต่อเกินกว่าครึ่งคิดว่าเขาไม่ให้ เอาไปเลย ก็ต้องแบกมา ๔๐ บาท แล้วเราก็มาดีใจบอกว่าชนะแล้ว เรากําไรว่ะ ถอนคําว่า ว่ะ ครับ เรากําไร เราได้มา ในราคา ๔๐ บาท ของ ๑๐๐ บาท แต่จริง ๆ เราไม่รู้หรอกว่าต้นทุนของของนั้นควรจะขาย ในราคา ๒๐ บาท ท่านประธานครับเราคิดอยู่เสมอว่าสิ่งที่ประเทศกัมพูชาต้องการก็คือ บริเวณนี้ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร แล้วก็โดยภาพรวมของชายแดนก็คือต้องการให้แผนที่ ภาคผนวก ๑ เป็นเขตแดนทั้งหมด อาจจะใช่ครับ เป็นความต้องการสูงสุดและอาจจะเป็น ความต้องการตั้งแต่เมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว หรือย้อนลงมาเรื่อยจนมาถึง ๓๐ ปี ๒๐ ปี ๑๐ ปี แต่กระผมขออนุญาตคิดอีกมุมหนึ่งนะครับว่าประเทศกัมพูชาเองเขาก็เรียนกฎหมายระหว่าง ประเทศมาไม่ด้อยไปกว่าพวกเราหรอก เขาก็มีความเฉลียวฉลาดตามสมควร ผมเชื่อว่าจริง ๆ แล้ว ณ นาทีนี้ หรือตั้งแต่ ๔-๕ ปีมานี้เขาอาจจะไม่ได้ต้องการถึงขนาดนั้นหรอก สิ่งที่ เขาต้องการคืออะไรครับ สิ่งที่เขาต้องการก็คือทําให้ความเป็นมรดกโลกของปราสาท พระวิหารที่ยูเนสโก (UNESCO) ขึ้นทะเบียนหรือเขาขอขึ้นทะเบียนต่อยูเนสโกไปฝ่ายเดียว นั้นมันสําเร็จบริบูรณ์ ที่ทุกวันนี้มันยังคาราคาซังอยู่ก็เพราะว่าอาณาบริเวณรอบพื้นที่ ประกอบมันติดขัดอยู่ ท่านประธานครับ มันเป็นความบังเอิญอย่างร้ายกาจครับท่านประธาน คําพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ นี้ครับ มันทํา ให้แผนบริหารจัดการมรดกโลกปราสาทพระวิหารที่ประเทศกัมพูชาถืออยู่ฝ่ายเดียวสําเร็จ บริบูรณ์เลยครับ ถ้าประเทศไทยปฏิบัติตามคําพิพากษานี้ทั้งหมด ท่านประธานครับ ปราสาทพระวิหารนั้นเป็นเทวสถานฮินดู โดยคติความเชื่อจะตั้งอยู่บนยอดเขาสูงสุดยอดเขา ตรงนี้ก็คือยอดเขาพระวิหาร ลงมาทางทิศใต้ลงไปในแผ่นดินประเทศกัมพูชา จุดสูงสุด ที่ยอดนั้น ๖๒๔ เมตร เหนือระดับน้ําทะเล ถ้าดูโดยแผนที่มันก็เป็นรูปสามเหลี่ยม เป็นรูปจะงอยปากนก ปากเหยี่ยว หรือว่าเหมือนรูปรวงผึ้ง หลังคําพิพากษา พ.ศ. ๒๕๐๕ และหลังการปฏิบัติตามคําพิพากษาของฝ่ายไทยที่เราล้อมรั้วตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๐๕ กันพื้นที่ออกไป ๑ ใน ๔ ตารางกิโลเมตร แล้วเราถอนกําลังของเรา ออกมานี่ มันก็ง่าย ๆ ครับก็คือเหมือนผ่ารวงผึ้งนี้เป็นสองทางส่วนซีกตะวันออกก็อยู่ภายใต้ อธิปไตยของประเทศกัมพูชาคือตัวปราสาทพระวิหารแล้วก็พื้นที่อีกเล็กน้อยที่อยู่ภายใต้รั้ว แต่ส่วนทางซ้ายมือคือทางทิศตะวันตก ทิศใต้ แล้วก็ทิศเหนือขึ้นไปนี้นะครับ ประเทศไทย ยึดถือว่าเป็นอธิปไตยของประเทศไทยอย่างชัดเจนมาโดยตลอด ผลของคําพิพากษาครั้งนี้ ก็คือประเทศกัมพูชาได้ไปทั้งรวงผึ้งครับ ได้ไปทั้งจะงอยปากนก ก็คือได้ไปทั้งพรอมอนทอรี ตามคําพิพากษาทั้งหมดของพรอมอนทอรี ถ้าคําแปลภาษาไทยก็คือได้ยอดเขาพระวิหารไป อันนี้ชัดเจนครับ ถ้าใครไปดูในแผนที่แผนบริหารจัดการมรดกโลกพระวิหารของประเทศกัมพูชาก็จะพบแผนที่ คล้าย ๆ กันนี่ละครับ และถ้าเราดูมันก็เป็นตลกร้ายนะครับท่านประธาน ๔-๕ ปีมานี้เรา ถกเถียงกันอยู่แต่พื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรตรงนี้ แต่จริง ๆ เราไม่ได้ถกเถียงใน ๔.๖ ตาราง กิโลเมตรเท่าไรหรอก ที่เราถกเถียงกันมากก็คือพื้นที่บริเวณที่ตั้งของวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ เราถกเถียงกันถึงถนนที่ประเทศกัมพูชาเขาตัดจากบ้านโกมุยขึ้นมาผ่านวัดแก้วสิกขาคีรีสวา ระมาถึงตัวปราสาทพระวิหาร เราถกเถียงกันถึงพื้นที่เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๑ พลโท กนก เนตระคเวสนะ ยศในขณะนั้น พลตรี ผบ. กองกําลังสุรนารีในขณะนั้นนํากําลัง ทหารไทยไม่มากครับ ประมาณ ๑๐ คนขึ้นไปช่วยเหลือชาวไทยที่ถูกทหารประเทศกัมพูชากัก ตัวไว้ แล้วก็ค้างกันอยู่คืนหนึ่งบริเวณวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ แล้ววันนั้น ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ประเทศกัมพูชาเขาถือเป็นวันสําคัญ เขาทําเป็นศิลาจารึกไว้เลยว่า ณ ที่นี้ทหารไทยรุกราน แผ่นดินประเทศกัมพูชา ฝ่ายประเทศไทยเราโดยแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศ ผมเข้าใจว่าช่วงปี ๒๕๕๔ ก็ชัดเจนว่าเป็นแผ่นดินภายใต้อธิปไตยของประเทศไทยนะครับ ผมค่อนข้างมั่นใจนะครับว่าไม่ว่าการเสียยอดเขาพระวิหารในครั้งนี้ พรอมอนทอรีทั้งหมด ในครั้งนี้จะ ๑ ตารางกิโลเมตรหรือไม่ถึงหรือกว่าอะไรก็แล้วแต่นี่ครับ คงจะกินพื้นที่ วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระและถนนที่ตัดจากบ้านโกมุยขึ้นมายังปราสาทพระวิหาร แปลว่าอะไรครับ ก็แปลว่าถ้าเราตกลงปฏิบัติตามคําพิพากษาอันนี้ แผนบริหารจัดการมรดกโลกของประเทศ กัมพูชาก็จะสมบูรณ์แบบจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยหรือจะไม่เป็นประโยชน์แก่ประเทศไทย กระผมไม่ขออนุญาตอภิปราย และในประเด็นนี้เดี๋ยวอีกสักครู่หนึ่งท่าน ส.ว. รสนา โตสิตระกูล จะได้มาพูดว่าบางทีมันอาจจะไม่ใช่ความบังเอิญอย่างร้ายกาจก็ได้นะ แต่มันอาจจะเป็น ความตั้งใจอย่างหฤโหดของการล่าอาณานิคมยุคใหม่ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งหนึ่ง ที่ผมอยากจะเรียนก็คือว่าดีแล้วละครับที่ทั้งท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก่อนหน้านี้ท่านจะพูดอย่างไรผมไม่ติดใจ แต่ท่าน บอกว่าท่านยังไม่ได้พูดว่าจะต้องปฏิบัติตามคําพิพากษาก็กรุณาอย่างเพิ่งพูดต่อไปครับ ท่านประธานครับ อันนี้ก็คือประเด็นที่กระผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าคําพิพากษา ครั้งนี้ไม่ได้มีแต่ ข้อดีอย่างเดียว มีข้อเสียด้วย และมีข้อที่ประเทศไทยจะต้องยอมรับครับว่าเราสูญเสีย มากกว่าเดิม เราอาจจะพูดได้ครับว่าเรายังไม่ได้สูญเสียดินแดน พูดอย่างนั้นก็พูดได้ครับ ผมก็เคยพูดมา เพราะว่าคําพิพากษาองค์นี้หรือคําพิพากษาเมื่อปี ๒๕๐๕ นักกฎหมาย ทั้งหมดก็อ่านตรงกันครับว่าบทปฏิบัติการของคําพิพากษาไม่ได้พูดเรื่องเขตแดน อันนี้ชัดเจน นะครับ แต่ว่าในข้อ ๑ ของบทปฏิบัติการตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ เขาก็พูดชัดเจนเช่นกันว่าปราสาท พระวิหารตั้งอยู่ภายใต้อธิปไตยของประเทศกัมพูชา เอาคําชัด ๆ ก็แล้วกันนะครับ ปราสาท พระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของประเทศกัมพูชา ส่วนข้อ ๒ ประเทศไทย มีพันธะที่จะต้องถอนกําลังทหารหรือตํารวจ ผู้เฝ้ารักษาหรือผู้ดูแลซึ่งประเทศไทยส่งไป ประจําอยู่ที่ปราสาทพระวิหารหรือในบริเวณใกล้เคียงบนอาณาเขตของประเทศกัมพูชา ทั้ง ๒ คํานี้มันก็คงมาจากคําภาษาอังกฤษว่า เทอริทอรี่ (Territory) จะมีเทอริทอรี่เหนือพื้นที่ใด จะมีอธิปไตยเหนือพื้นที่ใดก็ต้องแปลว่าเป็นอาณาเขตของเขานะครับ เพียงแต่ว่าในคดีนี้ เมื่อปี ๒๕๐๕ ประเทศกัมพูชาขอไป ๕ ศาลให้มา ๓ จะด้วยเหตุผลอะไร ผมเข้าใจว่า มีเหตุผลอยู่ จะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ว่า ๒. ที่ขอไปเรื่องความถูกต้องของแผนที่กับให้เส้นในแผนที่เป็นเส้น เขตแดนนั้นมันเป็นการขอไปทีหลังศาลก็เลยไม่พิพากษาหรือเปล่าไม่แน่ใจ อาจจะเป็น ประเด็นอื่นผสมไปด้วยก็ตาม แต่ว่าอันนี้ครับผมเข้าใจที่ผมทํางานเรื่องนี้มาโดยตลอด แล้วก็ ทั้งรักทั้งชังกับกระทรวงการต่างประเทศมาโดยตลอด เถียงกันก็หลายครั้ง รับฟังคําชี้แจงกัน ก็หลายครั้งนะครับ ผมเชื่อว่ากระทรวงการต่างประเทศมีความรู้สึกเจ็บปวดในคําพิพากษา ปี ๒๕๐๕ และมีความรู้สึกว่าศาลให้ความสําคัญกับแผนที่ภาคผนวก ๑ มาก เพียงแต่ ในชั้นสุดท้ายไม่ได้พิพากษาในเรื่องแผนที่ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็เป็นไพ่ของกัมพูชามาโดยตลอด เวลาเจรจาอะไรกับประเทศไม่ได้ดั่งใจก็ขู่ว่า เดี๋ยวไปศาลโลกขอตีความคําพิพากษา กระทรวงการต่างประเทศในการชี้แจงกับผมก่อนหน้านี้ ขออนุญาตไม่เล่ามากก็แล้วกันครับ เพราะว่าเดี๋ยวจะเป็นการไม่บังควรนะครับ ก็ได้ชี้จุดให้เห็นว่ามันมีอันตรายอย่างไร แต่สิ่งหนึ่ง ที่กระผมก็ต้องขออนุญาต ขอโดยสารขบวนแห่ชื่นชมคณะทํางานของกระทรวง การต่างประเทศชุดนี้ โดยท่านทูตวีรชัย พลาศรัย นะครับ ที่เผอิญผมได้มีโอกาสไปร่วมรับฟัง ในการแถลงด้วยวาจาเมื่อเดือนเมษายนด้วยนะครับ ท่านได้ทํางานหนักอย่างยิ่งครับ แล้วได้ พยายามที่จะแก้ไขข้อที่เป็นจุดอ่อนสําคัญที่สุดของคําพิพากษา ปี ๒๕๐๕ คือการที่ศาล ไปยอมรับแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ท่านไปแสวงหาเอาแผนที่ในอดีต ท่านใช้เวลา ผมเชื่อว่า ประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของเนื้อหาในตอนท้ายที่จะพิสูจน์ให้ศาลเห็นโดยการทําลาย ความน่าเชื่อถือของแผนที่ภาคผนวก ๑ ท่านทูตวีรชัย พลาศรัย เองในคําแถลงปิดคดีนะครับ ผมฟังแล้วขนลุก คือหลังจากฟังคําแปลแล้วนะครับ คือไม่สามารถจะขนลุกได้ทันที ท่านใช้ คําว่า กัมพูชาปลอมแผนที่ เพราะเจ้าแผนที่ภาคผนวก ๑ แต่เดิมมันก็มีอยู่ถึง ๖ ระวาง เข้าใจว่าอย่างนั้นนะครับ แล้วก็ไม่รู้ว่าประเทศกัมพูชาใช้ระวางไหน แล้วในคดีเดิม เมื่อปี ๒๕๐๕ นั้น ไม่มีเรื่อง ๔.๖ ตารางกิโลเมตรเลย มันเพิ่งมาปรากฏภายหลัง ๔-๕ ปีนี้เอง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทางกัมพูชาไม่รู้เอาแผนที่ฉบับไหนมาซ้อนกับฉบับไหน แล้วใช้ฉบับไหน ท่านทูตใช้คําแรงมากนะครับว่า กัมพูชาปลอมแผนที่ ปลอมแผนที่หลอกศาล และในข้อเขียน ถ้าใครมีโอกาสได้อ่านนะครับ ของกระทรวงการต่างประเทศเองนะครับ เบื้องลึกเบื้องหลัง การสู้คดีตีความปราสาทพระวิหารก็ได้ทําลายความน่าเชื่อถือของแผนที่ภาคผนวก ๑ หรือแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ นี้นะครับ ผมขออนุญาตอ่านบางตอน ท่านประธานอนุญาตนะครับ ในระดับวิชาการแผนที่เราชี้ว่าแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ที่กัมพูชาเสนอต่อศาลในคดีปัจจุบัน เป็นคนละเวอร์ชัน (Version) กับฉบับที่เสนอในคดีเดิม นอกจากนี้แผนที่นี้ยังมีอยู่อีกถึง ๖ เวอร์ชั่นเป็นอย่างน้อย ซึ่งแต่ละเวอร์ชันแสดงเส้นเขตแดนแตกต่างกัน หากใช้ตาม วัตถุประสงค์ของคดีเดิมคือเพื่อเป็นหลักฐานว่าปราสาทเป็นของใครก็ไม่เป็นปัญหา แต่หาก จะใช้ในคดีปัจจุบันอย่างที่กัมพูชาต้องการก็เป็นปัญหาแน่นอน เพราะกัมพูชาต้องการให้ศาล ในวันนี้ชี้ขาดว่าเส้นเขตแดนต้องเป็นไปตามแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ปัญหาก็คือจะใช้เส้นไหน เวอร์ชันไหนซึ่งกัมพูชาไม่เคยตอบได้ ประการที่ ๒ เราชี้ว่ากัมพูชาไม่เคยตอบได้เลยว่า จะถ่ายทอดเส้นลงภูมิประเทศจริงอย่างไร ท่านทูตวีรชัย พลาศรัย ได้สรุปในคําแถลงด้วย วาจาของท่านในตอนสุดท้ายนะครับที่ทําให้ผมขนลุกหลังจากได้ฟังคําแปลแล้ว ท่านบอกว่า กัมพูชาในขณะนี้กําลังอ้างสิทธิเส้นบนแผนที่ภาคผนวก ๑ ในลักษณะที่ตนไม่ได้อ้างสิทธิไว้ ในคดีเดิม และเป็นที่แน่นอนว่าไม่ได้รับการรับรองโดยศาลในปี ค.ศ. ๑๙๖๒ ดังที่ประเทศกัมพูชา พยายามจะให้ศาลในวันนี้เชื่อ ซึ่งตามที่รายงานของผู้เชี่ยวชาญของประเทศไทย และคุณมิรองเมื่อวันพุธและวันนี้ได้พิสูจน์แล้วอย่างน่าเชื่อถือ การถ่ายทอดเส้นบนแผนที่ ภาคผนวก ๑ ลงในโลกแห่งความเป็นจริงมีความเป็นไปได้ต่าง ๆ มากมายไม่สิ้นสุด อย่างไรก็ดี ความเป็นไปได้เหล่านั้นทั้งหมดล้วนต้องอาศัยการเลือกจุดอ้างอิงต่าง ๆ ในลักษณะ ตามอําเภอใจ ซึ่งสิ่งนี้จะหลีกเลี่ยงได้ก็ต่อเมื่อถ่ายทอดเส้นตามเจตนารมณ์ของผู้จัดทําแผนที่ เท่านั้น ก็โดยสรุปอีกตอนหนึ่งก็คือท่านบอกว่ากัมพูชาปลอมแผนที่นะครับ