รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค พูดถึงปัญหาการแปลคําพิพากษาของศาลโลก และขออนุญาตแสดงความคิดเห็นของเขาในวันนี้ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีจิตวิญญาณของคนไทยและผลประโยชน์ของชาติไทยเป็นที่ตั้งในการเจรจา และว่ากรอบของการเจรจาไม่จำเป็นต้องมีกรอบร้อยกรอบหากมีใจเป็นคนไทย โดยเรียกร้องการความชัดเจนในเรื่องเขตแดนไทย และแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการตีความของศาลโลก

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตใช้เวลาของ รัฐสภาในช่วงนี้เพื่อแสดงความคิดเห็นตามที่ทางท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้ยื่น เรื่องถึงท่านประธานรัฐสภาเพื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา ๑๗๙ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ผมขออนุญาตกราบเรียนเป็นเบื้องต้นเพราะว่าตอนที่เริ่มต้นการ ประชุมนั้น ผมไม่อยากจะให้เสียเวลาในการแสดงความคิดเห็น แต่ว่าหลายเรื่องที่เพื่อน สมาชิกได้แสดงความคิดเห็นไปนั้นเป็นเรื่องสําคัญ ซึ่งผมขออนุญาตว่ามันจะเกี่ยวข้องกับการ ที่ผมจะแสดงความเห็นของผมในวันนี้ขณะนี้ด้วยครับ ประการที่ ๑ ก็คือว่าวันนี้ทาง คณะรัฐมนตรีต้องการความเห็นหรือต้องการรับฟังความเห็นจากสมาชิกรัฐสภา แต่ว่า พวกกระผมจะให้ความเห็นได้ชัดเจนได้อย่างไรในเมื่อเราไม่มีคําพิพากษาของศาลโลกที่เป็น คําแปลฉบับภาษาไทยที่ได้รับการรับรองถูกต้องไม่ว่าจากกระทรวงการต่างประเทศหรือจาก คณะรัฐมนตรี ซึ่งก็สุดแล้วแต่ว่าจะทําจากที่ไหน แต่ก็ต้องถือว่าให้เป็นฉบับที่รับรอง และรัฐบาลยอมรับว่าแปลความหมายได้อย่างถูกต้อง ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าแม้วันนี้เราจะมี ภาษาอังกฤษ แต่เมื่ออ่านภาษาอังกฤษแม้แต่คนที่อ่านเข้าใจเขาอาจจะเข้าใจความหมายไป คนละแบบคนละด้านก็เป็นไปได้ หลายอย่างหลายเรื่องที่ท่านเอกอัครราชทูตวีรชัย ขออภัยเอ่ยนาม ได้กรุณาแปลให้พวกเราฟังนั้นบางท่านอ่านก็อาจจะบอกว่าแปลไม่ตรง หรือไม่เหมือนกับเขาก็ได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นปัญหา แต่ผมก็จะขออนุญาตในเมื่อที่ประชุม ก็เดินตามนี้ไปแล้วก็ขออนุญาตว่าความคิดเห็นของผมก็จะอยู่บนพื้นฐานจากข้อมูลที่ได้รับ จากสื่อมวลชนบ้าง จากท่านทูตเมื่อสักครู่นี้บ้าง แล้วก็จากที่อ่านจากในคําพิพากษาฉบับ ภาษาอังกฤษนี้บ้าง ซึ่งจะถูกจะผิด จะจริงจะเท็จแค่ไหนก็อยู่บนพื้นฐาน เนื่องจากว่าวันนี้ ต้องยอมรับว่าคนไทยทั้งชาติยังไม่มีเอกสารอะไรที่ยึดถือว่าเป็นเอกสารและความหมายกลาง ที่ทุกคนต้องถือและยอมรับว่าคําพิพากษานี้อ่านว่าอย่างนี้ แปลว่าอย่างนี้อย่างถูกต้อง ดังจะเห็นอย่างเมื่อเช้าครับผมเห็นในสื่อมวลชนแต่ละฉบับพาดหัวข่าว ตีความคนละทิศ คนละทางไปหมด บางฉบับบอกว่าเราไม่เสียดินแดน บางฉบับบอกว่าเสียภูมะเขือไปแล้ว อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นวันนี้อย่าว่าแต่พวกเราซึ่งเป็นสมาชิกรัฐสภาหรือว่าผู้ที่ทําหน้าที่ ขอใช้คํากลาง ๆ ว่า ศาลโลก หรือที่ทําหน้าที่ในภาครัฐที่ผ่านมา ซึ่งผมได้รู้จักบางท่านก็ไม่สามารถอธิบายหรือชี้ ได้ชัดเจนว่าที่ถูกต้องมันคืออะไร เพราะฉะนั้นในเมื่อรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีต้องการความ คิดเห็นจากพวกกระผมในวันนี้ก็ขออนุญาตเรียนว่าเป็นการให้ความคิดเห็นบนพื้นฐาน ที่ยังไม่มีความชัดเจนในหลายเรื่อง

ประการที่ ๑ เลยผมขออนุญาตท่านประธานครับว่าในฐานะส่วนตัว ที่เป็นคนไทย ผมต้องขอขอบคุณท่านทูตวีรชัยและคณะจากใจจริง ๆ ของความที่เป็นคนไทย ที่ท่านได้ทําหน้าที่อย่างดีที่สุดในศาลโลก ซึ่งผมเชื่อใจและมั่นใจว่าถ้าหากว่ากระทรวง การต่างประเทศตั้งแต่อดีต พ.ศ. ๒๕๐๕ มาจนปัจจุบันเป็นอย่างท่านทูตวีรชัยวันนี้คงจะ ไม่มีปัญหาอย่างนี้ ผมเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ เพราะว่าตั้งแต่ในชั้น การพิจารณาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๕ ก็ดี หลังจากนั้นก็ดี เอกสารสําคัญหลายฉบับของไทย หายได้อย่างไรครับ ที่อยู่ในความครอบครองดูแลของกระทรวงการต่างประเทศ มันหายได้อย่างไร แล้วก็เป็นส่วนหนึ่งซึ่งทําให้เราเสียเปรียบในการพิจารณาคดีด้วย หรือแม้แต่ตอนหลังนี้ก็เช่นกัน บางฉบับก็อ้างว่าเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงสถานที่ของ กระทรวงการต่างประเทศอาจจะสูญหายในระหว่างการขนย้าย อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งลักษณะ การเก็บเอกสารราชการซึ่งสําคัญต่อชาติต่อแผ่นดินเช่นนี้ผมคิดว่าต้องมีการปรับปรุงต่อไป ในอนาคต แต่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าในการที่เราจะพูดหรือแสดงความเห็น ในวันนี้ อันดับที่ ๑ มันไม่ใช่เพียงแค่คําพิพากษาหรือคําวินิจฉัยของศาลโลกที่เพิ่งมีผ่านไป เมื่อวันที่ ๑๑ แต่ว่ามันจะต้องเกี่ยวข้องและโยงกลับไปถึงคําพิพากษาของศาลโลกตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๕ หรือ ค.ศ. ๑๙๖๒ เพราะเราต้องถือว่าคําพิพากษาครั้งนี้ ปัจจุบันนี้ที่เพิ่งผ่านมา มันไม่ใช่คําพิพากษาฉบับที่ ๒ แต่มันเป็นการตีความของคําพิพากษาฉบับเดิม เพราะฉะนั้น เราต้องยอมรับและเราต้องยืนยันว่าคําพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มีเพียงฉบับเดียว คือฉบับ พ.ศ. ๒๕๐๕ ส่วนคําพิพากษาที่เรากําลังมาพูดกันหรือต้องการความคิดเห็น แสดงความคิดเห็นตามที่คณะรัฐมนตรีทราบวันนี้เป็นเพียงแค่การตีความของคําพิพากษา ฉบับที่แล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้ไม่ใช่คําพิพากษา แต่เป็นการขยายความหรือตีความของ ศาลโลกในคําพิพากษาซึ่งมีเพียงฉบับเดียว ซึ่งตรงนี้ต้องขออนุญาตเรียนตรงกับท่านผู้นํา ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรที่กล่าวไปเมื่อสักครู่ ว่าถ้าหากเราพิจารณาหรือคํานึงตรงนี้ เราจะเห็นว่าในคําพิพากษาที่มีเพียงฉบับเดียวเกี่ยวกับเรื่องนี้ในครั้งที่แล้วเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๕ หรือ ค.ศ. ๑๙๖๒ นั้น เน้นคําว่า วิซินนิที ไม่ได้เน้นหรือพูดถึงคําว่า พรอมอนทอรีมากเหมือน ปัจจุบัน และจากคําแรก วิซินนิที ที่ทําให้เป็นปัญหาว่าขอบเขตของมันอยู่ตรงไหน ตรงนี้ ต่างหากครับที่ผมคิดว่าประเด็นปัญหาของปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากคําพิพากษาในคดีนี้ ซึ่งสําหรับผม ผมถือว่ามีเพียงฉบับเดียวที่เป็นคําพิพากษาในคดีนี้ เพราะฉะนั้นในประเด็นที่เกิด ข้อโต้แย้งกันขึ้นมาในคําพิพากษาครั้งที่แล้วที่จะเป็นปัญหาวันนี้ก็คือความหมายของคํานี้ และถ้าหากว่าเราจะพิจารณาบนพื้นฐานของความเป็นจริงที่ถูกต้องมันไม่เคยมีข้อโต้แย้งด้วยครับ เพราะอะไรครับ ไม่ว่าศาลโลกจะคิดอะไรหรือเขียนว่าอย่างไร รัฐบาลไทยในสมัย พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งมี จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ได้กําหนดแนวปฏิบัติการ แล้วก็มีป้ายปักไว้ แล้วก็มีการยอมรับโดยปริยายจากผู้นําประเทศ ของเขมรในขณะนั้น ไม่เคยมีข้อโต้แย้งกับคําว่า อาณาเขตรอบปราสาทพระวิหาร หรือคําว่า วิซินนิที นี้มาก่อนเลยตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๕ เพราะฉะนั้นในความเป็นจริงก็ต้องถือว่ายอมรับ อันนี้เป็นความเห็นผมครับ เพราะว่าคณะรัฐมนตรีต้องการทราบความเห็นผมไม่ใช่หรือครับ ฉันใดฉันนั้นครับ เขาเคยบอกว่าเขาเอาธงมาปักก็ถือว่าเป็นการรับโดยปริยาย แล้วทําไมเรา เอารั้วลวดหนามซึ่งมีความเข้มแข็งมากกว่าธง เราเอาป้ายไปปัก มีทั้งภาษาอังกฤษและภาษา ฝรั่งเศส อ่านเข้าใจกันทั้ง ๒ ฝ่าย แล้วมันไม่น่าเชื่อถือไปกว่าธงหรือมันน้อยกว่าธงตรงไหน เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นความคิดเห็นของผมว่าในความเป็นจริงแล้ว ข้อโต้แย้งที่ต้องนํามาสู่การ ตีความตามความหมายของศาลโลกนั้นวันนี้ก็ไม่มี เพียงแต่มันเกิดข้อพิพาทกันขึ้นจากผู้ที่ เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่บริเวณดังกล่าว จนนํามาสู่การที่ต้องเกิดการปะทะใช้กําลังกัน เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง แล้วถ้าหากว่าท่านประธานหรือคณะรัฐมนตรีไปสืบสาวราวเรื่อง ย้อนหลังขึ้นไป ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๕ ที่เราได้เอารั้วลวดหนามมาขึงตามแนวของมติ คณะรัฐมนตรีเมื่อปี ๒๕๐๕ เป็นต้นมานั้นเราไม่เคยมีปัญหาข้อโต้แย้งหรือขัดแย้งอะไรกับ ประเทศกัมพูชาหรือเขมรทั้งสิ้น จนกระทั่งเกิดสงครามขึ้นมาในประเทศของเขา เขาแบ่งฝัก แบ่งฝ่ายเป็นเขมรแดง เขมรอะไรต่าง ๆ ของเขา แล้วก็เกิดการหลบหนีขึ้นมาอยู่บนนี้ เกิด การรบพุ่งกันบนพื้นที่ของเขาพระวิหารตรงนี้ กองทัพของประเทศไทยในขณะนั้นก็บอกว่า เราอย่าไปอยู่ตรงนั้น แล้วเกิดข้อโต้แย้งพิพาท เกิดต้องไปรบพุ่งไปยิงกับเขามันจะกลายเป็น ข้อพิพาทระหว่างไทยกับเขมรในขณะนั้นขึ้นมาอีก ก็จึงมีการสั่งให้ถอนกําลังทหารลงมาจากเขา ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นกําลังทหารไทยอยู่บนพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรรอบปราสาทพระวิหาร โดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้นจากทางประเทศกัมพูชาหรือเขมรมาก่อนเลย เพียงแต่เรา ไม่ต้องการเข้าไปอยู่ในวงของการต่อสู้รบพุ่งกันระหว่างเขมร ๓ ฝ่ายตรงนั้น นี่คือจุดเริ่มต้น และหลังจากที่เราถอนทหารหรือถอยทหารลงมาแล้วก็เลยกลายเป็นว่าบนนั้นมีแต่ทหารของ ประเทศกัมพูชาหรือเขมรที่รบกันไปรบกันมา แล้วไม่ทราบใครเป็นมือดีไปเลื่อนหรือขยับรั้ว ลวดหนามที่วางไว้ตั้งแต่สมัยท่านจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ออกไป แล้วหลังจากนั้นเป็นต้นมาเราก็ไม่ต้องการที่จะเกิดข้อพิพาทในทางการเมืองหรือ ทางการทหารกับเขมรหรือกัมพูชา เลยปล่อยให้สถานการณ์เป็นอย่างนั้นต่อเนื่องมาตลอด เมื่อเป็นเช่นนี้ที่ผ่านมาก็เลยเกิดการทึกทักขึ้นมาถึงพื้นที่ข้อพิพาท มีการไปตั้งหมู่บ้าน สร้างวัด ซึ่งเราก็ต้องประท้วงมาเป็นระยะ ๆ แต่เราก็ไม่เคยใช้กําลังทางการทหารหรือ การดําเนินการที่เรียกว่าใช้อาวุธทางความรุนแรงเข้าไปดําเนินการกับพลเรือนหรือว่า กําลังทหารของเขมรหรือประเทศกัมพูชาก่อนที่จะมีการกระทําของเรา เราเพียงแต่ป้องกัน และตอบโต้พื้นที่ อันนี้คือข้อเท็จจริงครับ เพราะฉะนั้นผมถึงเรียนว่าจากคําพิพากษาของศาล โลกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ นั้น ประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาหรือเขมรนั้นไม่เคยมีข้อโต้แย้ง เกี่ยวกับคําพิพากษาฉบับนี้เลย ถ้าหากว่านับจากวันนั้นมาจนถึงวันที่เริ่มเกิดปัญหา ระหองระแหงขึ้นมาประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๐ พ.ศ. ๒๕๕๑ ก็เกือบจะ ๕๐ ปีนะครับ เกือบจะครึ่งศตวรรษที่ไม่เคยมีข้อโต้แย้งหรือเคยมีปัญหาเกี่ยวกับปัญหาเรื่องแนวปฏิบัติการ ที่รัฐบาลสมัยท่าน จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้วางไว้เป็นแนวปฏิบัติการ นี่คือข้อเท็จจริง และข้อเท็จจริงบนพื้นฐานของคําพิพากษา ผมถึงกราบเรียนประเด็นที่ ๒ ว่าเมื่อวันนี้ศาลโลกบอกว่าเขามีอํานาจที่จะตีความหรือขยาย ความหมายของคําพิพากษาที่ได้ตัดสินไปแล้วเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ ประเด็นมันจะอยู่ที่ว่าอะไร คือสิ่งที่เขาต้องตีความ ถ้าหากว่าเป็นปัญหาอย่างนี้เราจะเห็นว่าศัพท์ภาษาอังกฤษ ผมไม่ได้ ถนัดภาษาฝรั่งเศสนะครับ ที่ใช้คําว่า วิซินนิที หรือบางคนก็ใช้บอกว่าเป็นพื้นที่รอบอาณา บริเวณของปราสาทพระวิหารนั้นคืออยู่ตรงไหนบ้าง เพราะอะไรครับ เพราะคําพิพากษา ศาลโลกในคดีนี้ ซึ่งผมเรียนว่าผมถือว่ามีเพียงฉบับเดียวนั้นพูดประเด็นสําคัญไว้

ประการที่ ๑ บอกว่าศาลโลกไม่มีอํานาจชี้เรื่องของเส้นเขตแดน อันนี้เป็น บรรทัดฐานครับ แล้วก็ในคําพิพากษาฉบับปัจจุบันนี้ก็ได้ยืนยันหลักตรงนี้ว่าศาลโลกไม่มี อํานาจในการชี้เส้นเขตแดน ในคําพิพากษาศาลโลกครั้งที่แล้วพูดไว้แต่เพียงว่า ประเด็นที่ พิพาทและนําไปสู่การตัดสินเป็นคําพิพากษาของเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ นั้นเป็นการพิพาทเกี่ยวกับ ตัวปราสาทพระวิหารครับ ไม่ใช่พิพาทเกี่ยวกับเขาพระวิหารครับ เป็นประเด็นข้อพิพาท เกี่ยวกับตัวปราสาทพระวิหาร ซึ่งสุดท้ายทางประเทศกัมพูชาหรือเขมรพยายามจะเพิ่มเติม คําร้องภายหลังจากที่ยื่นฟ้องเราไปแล้ว ขอให้ศาลโลกชี้เรื่องของเส้นเขตแดนด้วย โดยพยายามเอาแผนที่ ๑ : ๒๐๐๐๐๐ เข้าไป ซึ่งท่านทูตวีรชัยทราบประเด็นนี้ดีอยู่แล้ว ผมไม่ต้องขยายความ ประเด็นนี้ศาลโลกไม่รับวินิจฉัย และย้ําว่าศาลโลกไม่มีอํานาจชี้เรื่อง เส้นเขตแดน และในคําพิพากษามีหลายครั้งหลายจุดที่ย้ําว่าเป็นกรณีพิพาทเรื่องของปราสาท พระวิหาร ไม่ใช่เรื่องของแผ่นดิน สุดท้ายศาลโลกจะด้วยเหตุผลอะไรก็สุดแล้วแต่ ซึ่งในฐานะเป็นนักกฎหมายมันตลกครับสําหรับผม เดี๋ยวผมจะเรียนให้ท่านประธานฟัง แต่ว่า ศาลโลกบอกว่าปราสาทพระวิหารเป็นของประเทศกัมพูชาหรือเขมร ศาลโลกไม่ได้บอกว่าเขา พระวิหารเป็นของประเทศกัมพูชาหรือของเขมร แล้วศาลโลกก็บอกต่อไปว่าเมื่อตัดสินให้ตัว ปราสาทพระวิหารเป็นของเขมรหรือกัมพูชาแล้ว เพราะฉะนั้นซึ่ง ณ วันนั้นมีทหารไทยอยู่ เต็มไปหมด ให้เอาออกไปเสียจากบริเวณรอบ ๆ ปราสาทพระวิหารหรือวิซินนิทีที่ว่านี้ ประเด็นคือวิซินนิทีหรืออาณาบริเวณรอบปราสาทพระวิหารที่ว่าให้ถอยออกไปนั้นคือ ตรงไหน เพราะศาลโลกไม่ได้มาพูดเรื่องแผ่นดินหรือพรมแดน บอกแต่เพียงว่าตัวปราสาท เป็นของเขมรหรือประเทศกัมพูชา ตรงนั้นคือจุดเริ่มต้นของคณะรัฐมนตรีเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ ให้เอาทหารออกมาสักจุดใดจุดหนึ่ง จึงมากําหนดเส้นจากหน้าบันไดหน้า บันไดข้าง กี่เมตร ๆ แล้วก็เอารั้วลวดหนามมาวางเป็นแนว นั่นคือจุดกําหนดที่เรากําหนดไว้ นั่นคือความหมาย ของคําว่า อาณาบริเวณรอบปราสาทพระวิหารหรือวิซินนิทีซึ่งเราเข้าใจ ณ วันนั้น แต่ประเทศกัมพูชาไม่ได้โต้แย้ง เพราะฉะนั้นถ้าวันนี้จะต้องเป็นประเด็นปัญหา ปัญหามันอยู่ คําว่า วิซินนิที มันอยู่ที่ไหน อาณาบริเวณรอบปราสาทพระวิหารที่ศาลโลกได้ตัดสินว่าในคํา พิพากษาซึ่งมีฉบับเดียวนั้นคืออะไรอยู่ที่ไหน แต่ว่าในคําพิพากษาศาลโลกฉบับสุดท้ายที่ไป ขยายความอ้างว่าเป็นการตีความ กลับไปขยายคําว่า พรอมอนทอรี ซึ่งอย่างที่ท่าน ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรบอกไปครับ บางคนก็บอกว่าหมายถึงชะง่อนผา บางคน ก็บอกว่ายอดเขา ซึ่งถ้าหากว่าผมดูในความหมายที่ท่านทูตวีรชัยแปลมาให้บอกว่าเป็นยอดเขา แต่ว่าคําว่า ยอดเขา มันคืออะไรครับ เวลาที่เราพูดภาษาไทย คําว่า ยอด ยอดมันแปลว่า จุดบนสุด ครับ ยอดเขาก็แปลว่าจุดสูงสุดของเขา เขา ๑ ลูก ประกอบไปด้วยตีนเขา ตัวเขา และยอดเขา เมื่อมันเป็นเขามันไม่มีตั้งเป็นตรงหรอกครับมันก็มีส่วนเฉียงบ้าง แม้แต่ทางด้านที่เป็นหน้าผาชันของเขาพระวิหารก็ยังเฉียงนิด ๆ เพราะฉะนั้นยอดสูงสุดก็คือ ยอดเขา แต่ว่าศาลโลกเหมือนที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรบอกไปครับ ในข้อ ๙๘ ที่ท่านวีรชัยได้กรุณาแปลมาให้ ศาลโลกไปชี้ว่าจุดเริ่มต้นของยอดเขาอยู่ที่ ขออภัยใช้คําว่า ตีนเขา ก็แล้วกันครับ เริ่มต้นจากภูมะเขือ ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่ศาลโลกกําลังทําผิดครั้งที่ ๒ ที่ผมเรียนว่าทําผิดครั้งที่ ๒ เพราะว่าในครั้งที่ ๑ ศาลโลกไม่เคารพสนธิสัญญาระหว่าง ประเทศว่าด้วยพรมแดนหรือเส้นเขตแดน ที่ผมเรียนท่านประธานว่าเดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง มันเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศใช้กันทั่วโลก ที่ไหนเป็นที่สูงใช้สันปันน้ํา ที่ไหนเป็นที่ราบ ต้องเจรจาตกลงแล้วก็ปักปันเส้นเขตแดน ในพื้นที่ปราสาทพระวิหารตรงนั้นหรือรอบ ๆ ปราสาทพระวิหารซึ่งตั้งอยู่บนเขาพระวิหารมันมีสันปันน้ําอยู่ มีปราสาทพระวิหารอยู่ปลายสุด ที่เรียกว่ายอดเขา ตรงชะง่อนผา ในสนธิสัญญาที่เราได้ทําเอาไว้ในอดีตก็ให้ถือสันปันน้ํา ในการพิจารณาพิพากษาในครั้งนั้นมีการส่งผู้ชํานาญการทางด้านธรณีวิทยาของประเทศ สหรัฐอเมริกามาตรวจสอบพื้นที่บริเวณตรงนี้ ผู้ชํานาญการตรงนั้นบอกว่าเมื่อมาพบแล้ว ปรากฏว่ารอบปราสาทพระวิหารมีสันปันน้ําอยู่โดยรอบ แต่ศาลโลกบอกว่าถึงวันนี้อยู่ตรงนั้น ที่เมื่อสักครู่ท่านทูตบอกว่าเขาไม่ได้มาดูในคําแปลคําพิพากษา แต่เขาไม่ดูเพราะอะไรครับ เขาไม่สนใจได้อย่างไรครับ ในเมื่อมันเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศและเป็นสนธิสัญญา ที่ลงนามกันระหว่างประเทศ และเหตุผลที่อยู่ในคําพิพากษานี่มันแปลกไหมครับ บอกว่า แม้วันนี้สันปันน้ําจะอยู่โดยรอบ แต่ใครจะทราบว่าในอดีตกี่สิบปี กี่ร้อยปีที่ผ่านมามันไม่ได้อยู่ ตรงนี้ นี่คือเหตุผลที่ศาลโลกบอกไม่เอามาใช้ และถ้าหากว่ามันเป็นอย่างที่ศาลโลกในคดีนั้น พูดจริง ท่านประธานครับ ถ้าหากว่าครั้งหนึ่งในอดีตสันปันน้ํามันอยู่อีกด้านหนึ่ง ไม่ได้อยู่ ตรงนี้ ปราสาททําด้วยอิฐ มันทําด้วยปูน มันอยู่ตรงปลายชะง่อนผา ถ้าธรณีมันเปลี่ยนด้าน กลับสูงเป็นต่ํา ต่ําเป็นสูง ปราสาทไม่พังหมดหรือครับ นั่นคือครั้งที่ ๑ ซึ่งผมคิดว่าศาลโลก ทําไม่ถูกต้อง พอมาครั้งนี้แทนที่จะวินิจฉัยประเด็นพิพาทว่าอาณาบริเวณรอบปราสาท พระวิหารที่ถูกต้องอยู่ตรงไหน กลับมาตีความคําว่า พรอมอนทอรี ซึ่งท่านบอกว่าชะง่อนผาบ้าง ยอดเขาบ้าง แล้วไปตีความว่ายอดเขาหรือชะง่อนผาที่ว่านี้เริ่มตั้งแต่จุดเริ่มต้นของ ภูมะเขือ ตรงนี้แปลว่าศาลโลกกําลังตีความภูมิศาสตร์นะครับ ศาลโลกไม่ได้ตีความ ความหมายของคําว่า พรอมอนทอรี แต่ศาลโลกกําลังตีความหลักภูมิศาสตร์ว่าพรอมอนทอรี เขาควรจะเริ่มต้นตรงไหน ศาลโลกมีอํานาจตีความหลักภูมิศาสตร์หรือครับ ยอดเขาก็คือ ยอดเขา แต่คุณมีสิทธิมาบอกว่ายอดเขาเริ่มจากตีนเขา มันมีที่ไหนละครับ ตรงที่ผมเรียน ตรงนี้เมื่อสักครู่ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรชี้ให้เห็นไปแล้วนะครับว่าครั้งที่แล้ว ไม่ได้มีประเด็นเรื่องชะง่อนผาหรือยอดเขาที่เรียกว่าพรอมอนทอรี ไม่ใช่ แต่หนักเข้าไปก็คือว่า ศาลโลกปัจจุบันหลังสุดไปตีความบททางภูมิศาสตร์ว่าชะง่อนผาหรือยอดเขาหมายความเริ่ม ตั้งแต่ตีนเขา อันนี้ไม่ใช่ตีความคําพิพากษาแล้วนะครับ ผมในส่วนที่ผมก็เป็นนักกฎหมาย อันนี้ตีความเกินคําร้องครับ เพราะว่าเขาไม่ได้ตีความในเรื่องของความหมายที่พิพาทกัน แต่ขยายความอํานาจตีความไปถึงตีความหลักทางภูมิศาสตร์ ซึ่งผมคิดว่าไม่อยู่ในอํานาจ ศาลโลกที่คุณจะเที่ยวไปตีความว่าหลักทางภูมิศาสตร์ยอดเขาแปลว่าอะไร เพราะฉะนั้น ตรงนี้ละครับที่ผมคิดว่าเป็นประเด็นปัญหาที่ ๑ ซึ่งในความเห็นของผม กระทรวง การต่างประเทศหรือรัฐบาลจะต้องทําความชัดเจนให้ได้

ประการที่ ๒ ผมอยากขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าสิ่งที่เราต้อง ทําความชัดเจนในกรณีเรื่องนี้ นอกเหนือจากประเด็นเรื่องนี้เป็นสิ่งที่คนไทยทั้งชาติต้องการ คําตอบที่ชัดเจน จากคําพิพากษานี้เราเสียพื้นที่ที่เราเชื่อมาตลอดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๕ ว่าเป็นดินแดนของไทยหรือไม่ ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานนะครับว่าเราต้องแบ่งแยก ๒ เรื่องนะครับ เรื่องของความรักความสงบ อันนั้นเป็นหัวใจของคนไทยทั้งชาติ เรื่องของ การรักเพื่อนบ้านก็เป็นหัวใจของคนไทยทั้งชาติ เรื่องของญาติพี่น้อง การไปมาหาสู่ การทํามาค้าขายก็เป็นเรื่องของพวกเราทุกคน คนไทยทั้งชาติไม่อยากให้มีปัญหา แต่ว่าเรื่องของ แผ่นดินเรื่องของชาติมันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง กว่าจะมีแผ่นดินที่เป็นขวานทองวันนี้ กี่ปี กี่ชาติ กี่พัน กี่ร้อยปีที่บรรพบุรุษไม่ว่าจะเป็นพระมหากษัตริย์ เป็นนักรบ หรือเป็นชาวบ้านที่ต้อง เสียเลือดเสียเนื้อปกป้องแผ่นดินมาตลอด แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ครับ เหล่าทหารหาญ ทั้งทหารธรรมดาและนายทหารที่อยู่บนบริเวณแถวนั้นกว่าจะมาถึงวันนี้เขาเสียเลือดเสียเนื้อ เสียชีวิตเพื่อปกป้องแผ่นดินตรงนั้นมา เขาเหล่านั้นคือผู้ปกป้องชาติให้เรา รัฐบาลจะทําอะไร ท่านต้องคํานึงถึงจิตวิญญาณหรือความเสียหาย ความเสียสละของบรรพบุรุษและของวีรบุรุษ ปัจจุบันของเราด้วย ที่ผมเรียนตรงนี้เหมือนกับท่านสมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ได้กล่าวไว้เมื่อสักครู่ ท่าทีของท่านรองนายกรัฐมนตรีหรือท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ ต่างประเทศ ผมไม่ได้ดําหนิท่านนะครับ แต่สะท้อนให้ท่านฟังจากที่ท่านอาจจะไม่ทันได้คิด ทุกครั้งที่ท่านพูดถึงประเทศเพื่อนบ้านเรา ท่านจะพูดเสมอว่าไม่อยากให้เขาคิดอย่างนั้น คิดอย่างนี้กับเราชาวบ้านเขาฟังท่านเขาบอกว่าทําไมท่านไม่พูดบ้างว่า แล้วเขาคิดกับเรา แบบที่ท่านคิดให้เขาไหม มันต้องคิด ๒ ฝ่ายเหมือนกัน เพราะฉะนั้นถ้าถามผม ผมอยากให้ ท่านปรับเปลี่ยนท่าทีในเรื่องนี้เพื่อจะเป็นประโยชน์กับตัวท่านเอง ที่ผมเรียนนี้ผมไม่มาตําหนิ ท่านนะครับ แต่ผมเรียนได้ว่าเสียงสะท้อนมันเป็นอย่างนั้น ถ้าหากว่าท่านปรับเปลี่ยนวิธีพูด หรือว่าวิธีใช้ถ้อยคําตรงนี้ได้ก็จะเป็นประโยชน์กับท่านและรัฐบาล

ประการต่อไปครับ พื้นที่ที่เป็นปัญหาตรงนี้ที่เรายึดถือเหมือนที่ท่านผู้นํา ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรบอกไปว่าในแผนที่ไม่ว่าจะเป็นแผนที่ของทางการทหารนะครับ หรือว่าแผนที่ที่อยู่ในข้อมูลระหว่างประเทศ เช่น ในกูเกิล (Google) หรืออะไรก็แล้วแต่ได้ไป ตีเส้นแบบนั้นไว้แล้ว ทีนี้เมื่อศาลโลกปัจจุบันตีความ ขยายความความหมายของ คําพิพากษาเดิมประเด็นคือว่าปลายแหลมข้างล่างมันจะสั้นขึ้นไปข้างบนหรือมันจะยืดยาว มาข้างล่างที่ว่าสถานีหรือจุดตรวจของตํารวจไทยมันอยู่ตรงไหนแน่ ถ้าหากว่ามันต่ําลงมา จากเส้นหรือจุดเดิมที่ได้กําหนดไว้ มันไม่ได้มาจากจุดเอาปากกาจิ้มนะครับ มันต้องลากเส้น ต่อเชื่อมกัน แปลว่าอาณาบริเวณที่เป็นรั้วลวดหนามเดิมที่เคยทําแนวไว้มันถูกขยายไปรวมอยู่ ในพื้นที่ในคําขยายความอันนี้ของศาลโลกใช่หรือไม่ ถ้าใช่ แปลว่าเราจะไม่มีสิทธิเข้าไปอ้างว่า ตรงนั้นเป็นแผ่นดินไทยเหมือนในอดีตอีกใช่หรือไม่ ถ้าใช่ แปลว่าเราสูญเสียแผ่นดินครับ ถ้าไม่ใช่ก็ต้องทําความชัดเจนให้เกิดขึ้นทันทีว่าไม่ใช่ และถ้าหากว่าในคําพิพากษาศาลโลก ที่บอกมา ในคําพิพากษาศาลโลกไม่ได้ไปพูดถึงพื้นที่ส่วนใหญ่ แล้วผมเรียนแล้วครับว่า ศาลโลกบอกว่าเขาไม่มีสิทธิชี้เรื่องเส้นเขตแดน เมื่อเขาไม่ได้ไปพูดถึงพื้นที่ส่วนใหญ่ แต่พูดถึง พื้นที่ซึ่งท่านพูดใช้ คําว่า เล็กและแคบ มันคือตรงไหน และถ้ามันเป็นอย่างที่ท่านทูตพูด ซึ่งผมเชื่อท่านนะครับ แต่ว่าในเมื่อวันนี้มันมีหลักฐาน ข้อมูลว่าผู้นําของประเทศเพื่อนบ้านไปแสดงความเห็นใน เฟซบุ๊ก ของเขาซึ่งเผยแพร่ไปทั่วโลก เขากําลังชิงการนําครับ แปลว่าเขากําลังนําให้คนอื่น ๆ ทั้งโลกเข้าใจผิดอีกหรือไม่ ถ้าหากเป็นเช่นนั้นผมคิดว่าทางรัฐบาลจะต้องกําชับ ไม่ว่าจะโดยรัฐบาลเองหรือว่า โดยทางกระทรวงการต่างประเทศ ท่านจะต้องประท้วงครับ ถ้าหากว่าท่านยืนยันว่าศาลโลก ไม่ได้วินิจฉัยไปถึง ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ส่วนอื่นท่านปล่อยให้เขาทําแบบนั้นมันจะกลายเป็น การนิ่งถือเป็นการยอมรับ เหมือนที่เขาเคยเอามาใช้กับเราในคําพิพากษาศาลโลก เหมือนครั้งที่แล้ว ฉะนั้นประเด็นนี้แสดงความเห็นของผมก็คือว่าท่านนิ่งเฉยต่อไปไม่ได้ ถ้ายังมีความรักชาติ รักแผ่นดิน เหมือนบรรพบุรุษ เหมือนคนที่เขาเสียเลือดเสียเนื้อให้เราอยู่ ตรงนั้น ท่านนิ่งเฉยไม่ได้ ผมเรียนท่านประธานนะครับว่าผมเคยอภิปรายไม่ไว้วางใจในเรื่องนี้ แล้วตั้งแต่วันนั้น วันนี้ผมไปเยี่ยมที่เขาพระวิหารนี้ตลอดเวลา แล้วก็ต้องขอบคุณ ขออภัยเอ่ยนาม ไม่ได้เสียหาย ท่าน ส.ส. อุดมลักษณ์ เพ็งนรพัฒน์ ท่านเป็นผู้หญิงครับ แต่ท่านไปร่วมกับผมอยู่เรื่อย กับคุณหมอจาตุรงค์ ผมไปเยี่ยมทหารที่อยู่บนนั้นเลย แล้วก็ เหมือนที่ว่าครับ เขานั่งกันอยู่ครับ บางครั้งที่ยิงกันก็นั่งกินข้าวกันอยู่ละครับ พอเสียงปืนดัง ก็หยิบปืนยิงกันตรงนั้นเลย ตรงนี้เป็นปัญหา เราจะมานั่งคิดกับแค่ตรงนี้ไม่ได้ เราจะต้อง คิดถึงคนเหล่านั้นด้วย เขาจะต้องมีความชัดเจนด้วยเหมือนกัน ถ้าคนเหล่านั้นซึ่งหน้าที่ ของเขาก็คือหน้าที่ปกป้องแผ่นดิน เขาไม่มีความชัดเจนจากหน่วยงานรัฐบาล เขาจะทํางาน อย่างไร แล้วเขาจะทําหน้าที่ต่อไปอย่างไร เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นประเด็นสําคัญ อีกประการหนึ่งซึ่งผมคิดว่าผมขอแสดงความเห็นไปถึงรัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดว่า ท่านปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ได้ ต้องเร่งทําให้เกิดความชัดเจนให้ปรากฏ อะไรที่ท่านคิดว่าถูกผิด คําพิพากษาศาลโลกใช้ได้ตรงไหน ไม่ได้ตรงไหน ท่านต้องชี้ให้ชัดเจน

แล้วสุดท้ายที่ผมอยากจะแสดงความคิดเห็นในช่วงนี้ก็คือว่าสุดท้าย ต้องมีการไปเจรจา วันนี้ทางรัฐบาลไม่ได้มาขอกรอบในการไปเจรจา แต่ถ้าหากวันที่ไปเจรจา มันมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ จริง มันก็จะไม่เป็นอย่างที่ ท่านรัฐมนตรีได้บอกไปเมื่อสักครู่ มันอาจจะเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข ซึ่งผมคิดว่าผมเชื่อ ผมยังมี ความเชื่อนะครับ ไม่ว่าเราจะเป็นนักการเมืองจากพรรคไหน หรือไม่ได้เป็นนักการเมือง จากพรรคไหน เป็นกลางอย่างวุฒิสภาที่ไม่ได้สังกัดพรรค ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ เป็นพลเรือน เราเป็นคนไทยครับ การที่ท่านจะไปเจรจาในเรื่องนี้ ขอให้เอาหัวใจคนไทยไปครับ เอาความรู้สึกของคนไทย และไม่ใช่ความรู้สึกและหัวใจของคนไทยปัจจุบันเท่านั้น ท่านต้อง เอาหัวใจและความรู้สึกของคนไทยทั้งในอดีตและปัจจุบันที่ปกป้องแผ่นดินนี้มาทั้งหมด ไปเจรจาบนพื้นฐานของประโยชน์ของคนไทย ชาติไทย และผมอยากจะเรียนครับว่า ไม่ว่า เราจะเป็นสมาชิกจากพรรคไหน หน้าที่ของพวกเราทุกคนคือปกป้องแผ่นดิน ซึ่งมันเป็น คนละเรื่องกับเรื่องของการค้า เป็นคนละเรื่องของการว่าเราเป็นคนรักสงบ เราไม่อยากรบ กับใครหรอกครับ แต่เราก็คงไม่อยากให้ใครมาเอาเปรียบเรา ไม่ว่าจะทางการเมือง หรือการค้า ฉันใดก็ฉันนั้น เพราะฉะนั้นจิตวิญญาณของท่านไม่ว่าจะเป็นใครก็แล้วแต่ จะเป็นฝ่ายประจําหรือเป็นฝ่ายการเมืองในรัฐบาลที่จะไปดําเนินการเจรจาตรงนี้ ท่านต้องเอา จิตใจของคนไทย ผลประโยชน์ของชาติไทย ของคนไทยทั้งชาติเป็นที่ตั้ง กรอบของการเจรจา ต่อไปในอนาคต ทางรัฐสภาจะให้กรอบท่านแบบไหนก็สุดแล้วแต่ แต่ถ้าท่านไม่มีใจของความเป็นคนไทย ไม่มีจิตใจนึกถึงผลประโยชน์คนไทยเป็นที่ตั้ง ต่อให้มีกรอบร้อยกรอบ พันกรอบก็ไม่เป็น ประโยชน์สําหรับคนไทยและชาติไทยครับ แต่ถ้าท่านมีใจเป็นคนไทย มีใจรักชาติไทย นึกถึงบุญคุณของบรรพบุรุษของไทย ไม่มีกรอบท่านก็ทําสําเร็จในเรื่องของผลประโยชน์ของ ชาติไทย เพราะฉะนั้นบนพื้นฐานของสิ่งที่ผมเรียนท่านประธานว่าคําพิพากษายังไม่มี ความชัดเจนในภาษาไทยว่าคําพิพากษานั้นเราจะตีความมันว่าอย่างไร

เรื่องที่ ๒ บนพื้นฐานของความไม่ชัดเจนว่าจริง ๆ แล้วคําพิพากษาศาลโลก ครั้งนี้ซึ่งไม่ใช่คําพิพากษาครั้งที่ ๒ นะครับ เป็นเพียงแค่การขยายความหรือตีความ คําพิพากษาครั้งที่แล้วทําถูกหรือเปล่า เขามีอํานาจตีความ แต่เขามีอํานาจขยายคําพิพากษา หรือไม่ และเขามีอํานาจไปขยายหรือตีความหลักทางภูมิศาสตร์ในเรื่องของภาษาไทย คําว่า ยอดเขา หรือ ชะง่อนเขา ให้หมายความไปกว้างใหญ่ไพศาลรวมไปถึงตรงนั้นตรงนี้ได้หรือไม่ และถ้าไม่ได้เราควรจะต้องตีความต่อไปเหมือนเขาไหม อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องทําให้เกิด ความชัดเจนเป็นเรื่องที่ ๒

ส่วนเรื่องที่ ๓ สิ่งที่คนไทยทั้งชาติรอคอยผมขอสรุปอีกครั้ง จะถูกจะผิด ตามการตีความครั้งนี้ของศาลโลก เราเสียแผ่นดินไทยหรือไม่ พื้นที่ที่เคยตีกรอบไว้ตาม มติคณะรัฐมนตรีเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ ยังอยู่หรือไม่ เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ต้องมีความชัดเจน เพราะมันไม่ใช่แค่คนไทยธรรมดานะครับ เพราะนั่นคือแนวปฏิบัติการของทหารครับ แล้วทหารที่ว่านี้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็คือทหารบกกับทหารอากาศที่เขาถือแนวนี้เป็นแนว ปฏิบัติการมาตลอด ถ้ายังไม่มีความชัดเจนตรงนี้ ยังไม่ได้ไปแก้แผนที่ทหารให้ถูกต้อง ยังยึดถือตรงนั้นที่เราคิดว่ามันจะเกิดความสงบเกิดขึ้นมันสงบไม่ได้ เพราะผมเชื่อครับว่าหัวใจ ของความเป็นทหารที่ปกป้องชาติแผ่นดินมาทุกยุคทุกสมัยเมื่อยังไม่มีความชัดเจน เขาก็ต้องยึดแนวที่เขาปฏิบัติการอยู่ครับ แล้วผมก็เชื่อว่าไม่มีผู้บังคับบัญชาคนไหนกล้าไปสั่งว่า ให้เปลี่ยนแนวเอง เพราะฉะนั้นที่เราคิดว่ามันจะก่อให้เกิดความสงบ ถ้าตรงนี้ไม่มี ความชัดเจน ผมเรียนท่านประธานว่าจะไม่สงบ เพราะผู้ที่เขาต้องปฏิบัติการปกป้องแผ่นดิน ทั้งฝ่ายเราและฝ่ายเขายึดถือคนละแนวเหมือนเดิม นี่คือความเห็นที่ผมอยากกราบเรียน ท่านประธานว่าในส่วนที่เกี่ยวกับคําพิพากษาจะส่งผลอย่างไรถ้าไม่มีความชัดเจน แต่ในส่วน ของการทํางานโดยสรุปครับ ถ้าหากว่ามาตรา ๑๙๐ มันจะก่อให้เกิดปัญหา ขออภัย ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเป็นคนเริ่มพูดไว้เหมือนที่ท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรพูด รัฐบาลถ้าเอาไปดูให้ชัดเจน ผมเรียนนะครับว่าต้องเอาหัวใจคนไทย ชาติไทย ประโยชน์ของคนไทย วิเคราะห์ครับว่ามาตรา ๑๙๐ ที่กําลังจะเป็นปัญหานั้นจะเป็นไหม ถ้าไม่เป็นท่านต้องประกาศไปเลยว่าไม่เป็น และถ้าเป็นท่านต้องรับผิดชอบ แต่ถ้าท่าน คิดว่ามันจะเป็น ผมคิดว่าเป็นภาระของท่านนายกรัฐมนตรี เป็นภาระของรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมและรัฐมนตรีช่วยว่าการที่นั่งอยู่ ที่ท่านจะต้องแก้ไขปัญหาตรงนี้ มิฉะนั้น จะทําให้เกิดประเด็นปัญหาต่อไป และในซีกรัฐบาลครับ ซึ่งวันนี้ผมไม่เห็นมานะครับ คือกระทรวงคมนาคม มันจะต้องเกี่ยวข้องไหมครับที่จะต้องมีทางขึ้นจากทางด้านที่เป็น แนวราบ ที่ผมต้องเรียนถามตรงนี้เพื่อแสดงความเห็นคืออะไรครับ เพราะบางคนก็บอกว่า เราอาจจะต้องยอมให้มีทางผ่านเพื่อทางขึ้นเขาไปที่ปราสาทพระวิหาร บางคนบอกว่าไม่เกี่ยว ไม่ใช่ แต่ถ้าหากว่ามันมีประเด็นว่าจากผลของคําพิพากษาจะต้องยอมไปถึงตรงนี้มันจะต้อง เกี่ยวข้องกับการทําถนนหนทางไหม มันเกี่ยวข้องกับกระทรวงอะไรอีกไหม เราจะยอมได้ แค่ไหน คําพิพากษาที่ตีความอันนี้ใช้ได้ไหมไปถึงลักษณะเช่นนี้ ในเมื่อไม่ได้มีประเด็นพิพาท จากครั้งที่แล้ว แล้วสุดท้ายผมเรียนว่ากรอบที่สําคัญที่สุดไม่ว่าจะเป็นฝ่ายประจํา หรือฝ่ายการเมืองที่รับผิดชอบเรื่องนี้ ไม่ว่าจะมีมาตรา ๑๙๐ แบบไหน กรอบคือกรอบ ในหัวใจของท่าน กรอบหัวใจที่มีความเป็นไทย เป็นคนไทย อยู่ในประเทศไทย และต้องรักษา แผ่นดินนี้ไว้ให้คนไทยของเราต่อไปในอนาคต นั่นคือกรอบที่สําคัญที่สุดที่ท่านต้องจําไว้เสมอ ขอบคุณท่านประธานครับ