สรวงศ์ เทียนทอง พูดถึงปัญหาการแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา และเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนที่ใช้ชีวิตอยู่ในชายแดน
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสรวงศ์ เทียนทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสระแก้ว พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณรัฐบาล นะครับ ที่ได้เปิดโอกาสให้พวกเราสมาชิกรัฐสภา ในการที่จะอภิปราย ตามมาตรา ๑๗๙ ที่จะฟังความเห็นของที่ประชุม ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีผลในการที่จะไปเจรจาอะไรต่าง ๆ ก็แล้วแต่ แต่ก็เป็นสิ่งที่ดีที่รัฐบาลได้เปิดฟังความคิดเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งครับ ท่านประธาน กระผมเองเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนชายแดนครับ จังหวัดสระแก้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ที่กระผมรับผิดชอบ อําเภออรัญประเทศ อําเภอโคกสูง อําเภอตา พระยา ๑๖๕ กิโลเมตรติดกับประเทศกัมพูชาครับ พี่น้องประชาชนใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุข ใช้ชีวิตกันอย่างบ้านพี่เมืองน้องมาโดยตลอด ผมเองได้เคยอภิปรายในเรื่องนี้เมื่อสมัยที่แล้ว ว่าปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้นึกถึงพวกผมบ้าง พวกผมที่นี้ หมายถึง พี่น้องประชาชนที่ใช้ชีวิต อยู่ชายแดนครับ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมไม่ใช่นักกฎหมายครับ แล้วก็เช่นเดียวกับ พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ ไม่ใช่นักกฎหมายครับ ภาษากฎหมายเป็นภาษา ที่พวกท่านซึ่งเป็นนักกฎหมายรู้กันเอง ตีความกันเองอยู่แล้ว คราวนี้เจอศาลโลกซึ่งเป็นนักกฎหมายภาษากฎหมาย แล้วเป็นภาษาต่างประเทศอีก ก็เลย เป็นที่มาของวันนี้แล้วก็วันต่อ ๆ ไปที่ทีมงานของกระทรวงการต่างประเทศจะแปลออกมา อย่างที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้พูดว่าจะต้องใช้เวลา แล้วจะไม่ให้ ผิดพลาด เพราะมันเป็นความละเอียดอ่อนครับ พวกผมใช้ชีวิตกันอยู่ในชายแดน ทุกครั้งที่มี การพูดถึงกรณีปราสาทพระวิหารก็ดี หรือว่ากรณีการแบ่งเขตแดนก็ดี พวกเราทุกคนได้รับ ผลกระทบหมด ต้องเข้าใจว่าเมื่อครั้งที่ประเทศเขมร หรือว่าประเทศกัมพูชาแตกก็ได้ มีการอพยพของพี่น้องชาวกัมพูชาเข้ามาในเขตพื้นที่ประเทศไทยไม่ใช่เฉพาะจังหวัดสระแก้ว จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดบุรีรัมย์ เราก็ต้องยอมรับว่าการอพยพมาของพี่น้อง ประชาชนเพื่อนบ้านเรามาอยู่ก็ไม่ใช่เวลาน้อย ๆ นะครับ ก็ได้มีครอบครัวกันนะครับ คนเขมรก็มีภรรยา มีสามีเป็นคนไทย คนไทยก็มีสามีหรือภรรยาเป็นคนกัมพูชา คราวนี้พอถึง เวลาผลักดันออก ไม่มีทางหรอกครับที่จะผลักดันออกไปหมด ผมถึงเรียนให้ท่านทราบว่า ไม่ว่าพวกท่านจะทําอะไร จะพูดอะไร จะรณรงค์ จะรักชาติอย่างไรก็แล้วแต่ ไปรักกับพวกผม ในเขตชายแดนบ้าง นึกถึงการใช้ชีวิตของพวกผมในฐานะที่เป็นพี่น้องประชาชนในชายแดนบ้าง ผมเคยเรียนกับท่านแล้วว่าพื้นที่ของประเทศไทยเวลาเขายิงมาอย่างไรก็โดนหลังคาบ้านไทยครับ เพราะว่าบ้านเรือนเรามันติดชายแดนหมด แต่ของเขากว่าจะไปเจอบ้านมันไกล สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ครับท่านประธาน ผมกราบเรียนกับท่านประธานโดยตรงเลยว่าผมเองเกิดมาก็ไม่ทัน หรอกครับ ปี ๒๕๐๕ แต่รับทราบอย่างเดียวว่าตั้งแต่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนมา แล้วก็ ตั้งแต่จําความได้ตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ จนถึงปี๒๕๕๓ พี่น้องประชาชนแนวชายแดนอยู่ด้วยกัน อย่างมีความสุขครับ ท่านประธานที่เคารพครับ มีการฝากในเรื่องของเขตแดนในเรื่องของ สภาพแวดล้อมจากท่าน ส.ส. ธเนศ เครือรัตน์ ซึ่งเป็น ส.ส. จังหวัดศรีสะเกษ ท่านให้แนวคิด ท่านอยากให้รัฐบาลได้ทบทวนนิดหนึ่งว่าการที่เข้าไปสํารวจการที่หน่วยงานต่าง ๆ แม้กระทั่ง พี่น้องประชาชนที่จะเข้าไปในเขตพื้นที่รอบ ๆพระวิหารเป็นสิ่งที่ค่อนข้างยากลําบาก เพราะว่าเราได้ประกาศพื้นที่รอบ ๆ เขาปราสาทพระวิหารเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ เขาพระวิหาร แต่ในขณะเดียวกัน พอเลยเขาพระวิหารไปลงไปตามแนวตะเข็บชายแดนของ พี่น้องประชาชนชาวกัมพูชามีทั้งหมู่บ้าน มีทั้งวัด มีทั้งโรงเรียน ผมถึงบอกว่าการที่รักป่า เข้าใจครับ รักผืนป่าเข้าใจแล้วเห็นด้วย แต่อย่าละเลย รักป่าเสียจนลืมรักษาดินแดนของเรา ก็ฝากรัฐบาลคํานึงถึงเรื่องนี้ด้วยนะครับ เพราะว่าการเข้าถึงพื้นที่รอบ ๆ บริเวณแม้กระทั่ง เจ้าหน้าที่ของรัฐเองยังเข้าลําบาก ฝากท่านประธานตรงนี้ด้วย แล้วก็ขออนุญาตใช้เวลา อีกนิดเดียวครับ ในฐานะที่เป็นหนึ่งในกรรมาธิการที่เข้าไปยกร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ต้องทําความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนตรงนี้ครับว่าสิ่งที่พวกท่านอาจจะได้ยิน จากไหนมา ผมไม่ขอเอ่ย แต่ทําความเข้าใจกับทุกท่านอย่างนี้นะครับว่าอะไรก็แล้วแต่ที่มีผลกระทบกับเขตแดน กับอธิปไตยของปวงชนชาวไทยต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาไม่ว่าจะเป็นฉบับเก่า หรือฉบับใหม่ต้องผ่าน เมื่อเราให้อํานาจกับทางรัฐบาลไปเจรจา เมื่อเจรจาแล้วกลับมาถึงสภา ถ้ามีอะไรที่ติดขัด ติดข้องหมองใจ ไม่เห็นชอบ ให้รัฐบาลกลับไปพิจารณาแล้วก็ไปเจรจา ตกลงใหม่ แล้วก็กลับมาสภาครับ ต้องกราบเรียนกับท่านประธานผ่านไปถึงพี่น้องประชาชน ตรงนี้ว่าทําความเข้าใจเถอะครับว่ามาตรา ๑๙๐ ไม่ได้ลิดรอน ไม่ได้ตัดสิทธิอะไรท่านเลยจาก ฉบับเก่า แต่เป็นเพียงการที่จะทําให้การทํางานของหน่วยงานของรัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระทรวงการต่างประเทศที่ผมเคยอภิปรายในเรื่องมาตรา ๑๙๐ ก่อนที่จะมีการตั้ง กรรมาธิการว่าหลาย ๆ ครั้งที่ไปเจรจาก็ตีรถเปล่ากลับบ้าน ก็ไม่อยากจะแตะตรงนั้นมาก นะครับก็อยากจะกราบเรียนฝากท่านประธานไปถึงพี่น้องประชาชนตรงนี้ แล้วก็ขอยืนยัน แล้วก็ขอให้ทุกท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องประชาชนได้เห็นใจพวกกระผมซึ่งใช้ชีวิตอยู่ แนวชายแดนด้วยนะครับ กราบขอบพระคุณครับ