ชวลิต วิชยสุทธิ์ หารือเรื่องปราสาทพระวิหาร โดยพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา และเรียกร้องให้ประเทศทั้งสองเจรจาและหาทางแก้ไขปัญหาที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ ชวลิต วิชยสุทธิ์ มองว่าการเจรจาเป็นทางออกที่ดีที่สุด และให้ความสำคัญกับสภาพภูมิศาสตร์มากกว่าการใช้แผนที่ และเรียกร้องการสนับสนุนจากท่านนายกรัฐมนตรีและท่านรองนายกรัฐมนตรีในการจัดตั้งคณะเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหา
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบ บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมทีมทนายของไทย ภายใต้การนําของท่านทูตวีรชัยและคณะที่ทําหน้าที่อย่างมีเกียรติสมศักดิ์ศรี และเป็นตัวแทน ของคนไทยทั้งชาติ ผมยังจําวันที่ท่านไปทําหน้าที่แทนคนไทย ซึ่งคนไทยทั้งประเทศชื่นชม ท่านและคณะ ขณะนั้นถ้าผมจําไม่ผิดทั้งประเทศชื่นชมท่านเยี่ยงวีรบุรุษเลยทีเดียว ท่านประธานที่เคารพครับ ในโลกของความเป็นจริงเราคงต้องยอมรับความจริงร่วมกันว่า ประเทศไทยและประเทศกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกัน ไม่อาจแยกพื้นที่ ให้ห่างจากกันได้ นอกจากนั้นประชาชนทั้ง ๒ ประเทศ ส่วนหนึ่งยังเป็นญาติไปมา หาสู่กัน ค้าขายกัน มีวัฒนธรรมประเพณีที่คล้ายคลึงกัน และในโลกของความเป็นจริง อีกประการหนึ่งก็คือ ศาลโลกได้เคยตัดสินเมื่อปี ๒๕๐๕ ว่าปราสาทพระวิหารเป็นอธิปไตย ของประเทศกัมพูชาไปแล้ว เป็นเวลากว่า ๕๐ ปี ไม่ใช่ตัวปราสาทลอย ๆ อยู่บนอากาศ แต่มีส่วนควบคือที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของตัวปราสาท ก่อนมีคําพิพากษาในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ผมได้ดูข่าวทีวีเห็นพี่น้องภูมิซรอลอกสั่นขวัญแขวน หน้าตาไม่สบายเลย บอกข้าวก็สุกแล้ว แต่ไม่กล้าไปเกี่ยวข้าว เขามีความทุกข์ร้อนมาก แต่พอคําพิพากษาออกมาเห็นข่าวชัดเจน พี่น้องประชาชนยิ้มแย้มแจ่มใส ผมเสพสื่อครับท่านประธาน ฟังทุกฝ่ายทั้งซ้าย ทั้งขวา ซึ่งซ้าย ขวานั้นสุดโต่งแต่ละข้าง แล้วก็ฟังเสียงกลาง ๆ ด้วย แต่เมื่อสํารวจเสียงกลาง ๆ ส่วนใหญ่ เห็นว่าคําพิพากษาของศาลโลกเป็นคุณต่อประเทศไทย เป็นประโยชน์ต่อทั้ง ๒ ประเทศ วินวิน ด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย เป็นคุณอย่างไรครับท่านประธาน
ประการแรกศาลให้ทั้ง ๒ ประเทศเจรจาพูดคุยกันในประเด็นที่พิพาท ไม่ได้ ตัดสินตามคําขอที่สําคัญของกัมพูชา ซึ่งถ้าตัดสินไปทางใดทางหนึ่งอาจเกิดเป็นประเด็น พิพาทกันขึ้นได้อีก
ประการต่อมาครับท่านประธาน ประเทศกัมพูชาขออะไร ประเทศกัมพูชา ประเทศกัมพูชาขออธิปไตยเหนือพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ทับซ้อน แต่ศาล ไม่รับพิจารณา ศาลไม่ได้ตัดสินว่าแผนที่มาตรา ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ผูกพันไทยภายใต้คดีเดิม ในฐานะเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา ศาลไม่รับพิจารณาประเด็นเส้นเขตแดน หากแต่พิจารณา เฉพาะประเด็นอธิปไตยเหนือตัวปราสาทและขอบเขตบริเวณใกล้เคียงปราสาท ท่านประธาน ที่เคารพครับ จากการอ่านข้อมูลของสื่อมวลชนมาก ๆ ผมประทับใจข้อเขียนใต้ฝุ่น คอลัมนิสต์ (Columnist) ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ซึ่งอัญเชิญพระราชดํารัสของในหลวง ของเราที่เตือนสติคนไทยกรณีที่ประเทศไทยเคยมีปัญหากับประเทศพม่าเรื่องพรมแดน บนเนิน ๔๙๑ ในหลวงของเราทรงแนะนําให้แก้ปัญหาด้วยการนําพื้นที่พิพาทมาทําประโยชน์ ร่วมกัน เปลี่ยนความขัดแย้งเป็นความร่วมมือ เพราะเขตแดนที่มีปัญหากันทั่วโลกที่ทํากัน อย่างมีวัฒนธรรม ผมย้ํานะครับ ทรงใช้คําว่า ที่ทํากันอย่างมีวัฒนธรรม ก็นําพื้นที่ที่พิพาท มาทําประโยชน์ร่วมกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ๕๐ กว่าปีมานี้โลกเปลี่ยนไปมากแล้ว เมื่อไทยอยู่ในสังคมโลกก็ต้องยอมรับกติกาของสังคมโลก ปรัชญาของคําพิพากษาของ ศาลโลกครั้งนี้ที่ผมคิดว่ามีคุณค่าอย่างมากแล้วก็จะเป็นบทเรียนของศาลทุกศาล ไม่ว่าจะทั้ง โลกหรือในประเทศไทยก็คือเมื่อมีข้อพิพาท หนทางที่ดีที่สุดก็คือการเจรจากัน พูดคุยกัน ซึ่งถือว่าเป็นทางบวกของทั้ง ๒ ประเทศ ให้มีการพัฒนามรดกของโลกร่วมกัน เราคงจะหา เงินเข้าประเทศได้มากมายมหาศาลจากการท่องเที่ยว ดีกว่าหาเงินมาซื้ออาวุธเพื่อ ประหัตประหารกัน ซึ่งเราจะตีค่าชีวิตของทหารเป็นตัวเงินไม่ได้ ไม่นับความเดือดร้อนของ ประชาชนตามแนวชายแดนซึ่งจะมีมากมายมหาศาล พื้นที่ตรงไหนที่จะเป็นประเด็นพิพาท เราก็คงจะต้องหาทางเจรจาเพื่อให้ทําประโยชน์ร่วมกัน หาเงินเข้าประเทศ ๒ ประเทศ ร่วมกันให้มาก ผมฟังคําอธิบายของท่านทูตวีรชัยพูดถึงประโยชน์ของคําว่า เจรจา ถ้าฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งยังไม่เห็นพ้องก็เจรจาไปจนกว่าจะเห็นพ้อง นอกจากนั้นประโยชน์ของคําพิพากษา ครั้งนี้อีกประการหนึ่งก็คือให้ความสําคัญกับสภาพภูมิศาสตร์มากกว่าการใช้แผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ซึ่งทางฝ่ายกัมพูชายกขึ้น แล้วก็ควรจะรีบเจรจาในยุคที่เราพอจะพูดจากับ เขาได้โดยยึดประโยชน์ร่วมกันของ ๒ ประเทศ เพราะถ้ามีอคติระหว่างกันผมก็มองไม่เห็นว่า เราจะเจรจากันได้ นี่คือสิ่งที่ผมขอแสดงความเห็นไว้สั้น ๆ
สุดท้ายก็อยากจะถามความเห็นของฝ่ายประจําคือฝ่ายทางกระทรวงการ ต่างประเทศ ขอถามท่านทูตวีรชัยว่าในฐานะที่ท่านเป็นทนายครั้งนี้ท่านพอใจกับคําพิพากษา หรือไม่ และโดยส่วนตัวในฝ่ายประจําท่านเห็นว่าเป็นบวกกับเราหรือไม่ ในประการที่ ๒ ในฐานะฝ่ายประจําท่านจะมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในเรื่องของการเจรจาประเด็นการเจรจา ต่อไปอย่างไร ในส่วนของรัฐบาลฝากข้อเสนอไปยังท่านนายกรัฐมนตรีและท่านรอง นายกรัฐมนตรีก็คือขอให้ความสําคัญกับคณะเจรจา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ทางฝ่ายค้าน ให้ความสําคัญกับกรอบของการเจรจา การทําความเข้าใจหรือรับฟังความคิดเห็นของ ประชาชน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ท่านประธานคงจะสังเกตเห็นในวันศุกร์ ประเด็นนี้มันอาจจะเกี่ยวเนื่องมาถึงวันพิพากษาคือวันที่ ๑๑ ในทางการเมือง เพราะโอกาส ที่จะหยิบยกเป็นเรื่องการเมืองในเรื่องนี้มันสูงมาก แต่ถ้าประเด็นของคําพิพากษาที่ออกมานี้ เป็นประโยชน์ ทําให้กระแสต่าง ๆ นั้นลดลงอย่างมาก และม็อบ (Mob) ที่จะนําไป ดําเนินการในเรื่องที่จะสร้างความกดดันกับทุกฝ่ายนั้นก็เบาลง นี่คือสิ่งที่ผมเห็นว่าเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามก็ยังเป็นประเด็นที่อาจจะนําไปสู่ความขัดแย้งทั้งภายในและระหว่างประเทศได้ จึงฝากรัฐบาลที่จะให้ความสําคัญกับเรื่องนี้ในการตั้งคณะเจรจาที่เหมาะสม ดูกรอบ การเจรจา ฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนเป็นสิ่งสําคัญ ขอขอบคุณครับท่านประธาน