อลงกรณ์ พลบุตร สะท้อนความคิดเห็นและคำถามของประชาชนเกี่ยวกับคดีปราสาทพระวิหาร และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยื่นประท้วงหรือคัดค้านคําพิพากษาของศาลโลก โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของหลักสันติวิธีและสันติภาพ และการยึดหลักอธิปไตยในการแก้ไขปัญหา พร้อมย้ำถึงความจำเป็นในการสนับสนุนหลักอธิปไตย ผลประโยชน์แห่งชาติ ผลประโยชน์ร่วม และความโปร่งใสในการแก้ไขปัญหานี้
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมใคร่ขอถือโอกาสนี้ ในการแสดงความคิดเห็นตามที่คณะรัฐมนตรีต้องการรับฟังความเห็น ข้อสังเกต รวมไปถึงคําถาม อันเป็นข้อสงสัยที่ต้องการคําตอบ รวมไปถึงการสะท้อนความรู้สึกนึกคิด ของประชาชนคนไทยที่มีต่อการพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ โดยแท้ที่จริงแล้ว ก็ต้องถือว่าเป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่จะต้องมาชี้แจงในวาระแรกต่อรัฐสภา หลังจากมีคําพิพากษาของศาลโลก เพราะว่าคดีปราสาทพระวิหารนั้นเป็นคดีที่เหมือน หนามยอกอกของคน ๒ ประเทศ เป็นเวลา ๕๑ ปี เรามีหน้าที่ในการสะสางปัญหาของ ประวัติศาสตร์ ซึ่งยืดยาวมาตั้งแต่ยุคอาณานิคม ตั้งแต่ครั้งเกิดสงครามสยาม-ฝรั่งเศส ก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในปี ๒๔๘๓-๒๔๘๔ เหตุการณ์ครั้งนั้นนํามาสู่การที่เราได้มีการ ประกาศว่าเราได้ดินแดนคืนมาแล้ว ก็คือ ๓ จังหวัด รวมทั้งปราสาทพระวิหารจากประเทศกัมพูชา แต่หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เราก็ต้องคืนกลับไป แต่นั่นคือสิ่งที่เป็นผลพวงความขัดแย้ง ทั้งในเรื่องของการครอบครองดินแดนในภูมิภาคนี้ที่เป็นผลมาจากมหาอํานาจในอดีต แล้วเราก็มีปัญหาในรัฐใหม่ในยุคปัจจุบัน ในปี ๒๕๐๕ เมื่อเราต้องสู้คดีในศาลยุติธรรม ระหว่างประเทศหรือศาลโลกในขณะนั้น คําพิพากษาดังกล่าวนั้นนํามาซึ่งความขัดแย้ง ยาวนานเป็นเวลา ๕๑ ปี จนถึงคําพิพากษาของศาลโลก เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายนที่ผ่านมา ภายใต้คําพิพากษาดังกล่าวนั้น ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าจะยุติความขัดแย้ง ฝ่ายหนึ่งก็มองว่า เป็นการเริ่มต้นความขัดแย้งอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่ผมจะได้เสนอข้อคิดเห็นเพื่อเป็นแนวทาง ที่ทางคณะรัฐมนตรีมีความประสงค์ต้องการที่จะได้เป็นแนวทางของกรอบการเจรจา เพื่อให้คณะทํางานที่เกี่ยวข้องได้ไปพิจารณาดําเนินการต่อไปนั้น กระผมใคร่ขอถือโอกาสนี้ สะท้อนคําถามที่ผ่านมายังพี่น้องประชาชนที่เข้ามาสู่สมาชิกรัฐสภาในขณะนี้ ทั้งพี่น้องประชาชนที่อยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วทั้งประเทศ และพี่น้องประชาชนที่อยู่ ในจังหวัดชายแดน ท่าน ส.ส. ธีระ สลักเพชร จากจังหวัดตราดก็ดี ท่าน ส.ส. ยุคล ท่าน ส.ส. ธวัชชัย ส.ส. พงศ์เวช จังหวัดจันทบุรี ซึ่งมีพรมแดนติดกับประเทศกัมพูชานั้น ได้รับและบันทึกถึงคําถามที่ฝากมาจากราษฎรที่อยู่ชายแดน และตั้งคําถามซึ่งหวังว่าท่านรัฐมนตรี คณะทํางานจะได้บันทึก คําถามดังกล่าวนั้น สั้น ๆ ครับแต่ละข้อ ๑. ก็คือว่าภายใต้คําพิพากษาตีความของศาลโลกนั้น ข้อ ๑ ประเทศไทย ได้เสียอธิปไตยหรือไม่ ข้อ ๒ ดินแดนของไทยจะสูญเสียให้กับประเทศกัมพูชาเป็นจํานวน เท่าไร กี่ไร่ กี่ตารางกิโลเมตร ข้อ ๓ การเสียพื้นที่ดินแดนของประเทศไทยนั้นอยู่ในบริเวณ ไหน ข้อ ๔ ก็คือว่ารัฐบาลไทยจะรับเขตอํานาจศาลโลกหรือไม่ถ้าหากว่าเราสูญเสียดินแดน และอธิปไตยเพิ่มเติม ข้อ ๕ ก็คือว่าท่าทีของรัฐบาลไม่สร้างความไว้วางใจ รัฐบาล มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ จะเชื่อใจ วางใจได้หรือไม่ในการที่จะดําเนินการในเรื่องนี้ต่อไป ข้อ ๖ ก็คือว่าในกรณีของการขึ้นทะเบียนมรดกโลกฝ่ายเดียวของปราสาทพระวิหาร โดยประเทศกัมพูชานั้น ซึ่งรัฐบาลในอดีตโดยเฉพาะที่มีรัฐมนตรีต่างประเทศชื่อนพดล ปัทมะ ได้ไปแถลงการณ์ร่วม ขัดต่อมาตรา ๑๙๐ ขณะนั้นจนต้องลาออกและถูกดําเนินคดี ไปยินยอมให้ ประเทศกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว การดําเนินการ ดังกล่าวจะต้องมีการดําเนินการอย่างต่อเนื่องภายใต้กรอบของยูเนสโก (UNESCO) คณะกรรมการที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นใหม่นั้นจะดําเนินการต่อในรูปแบบใด นั่นคือสิ่งที่เป็นคําถาม ที่มาจากประชาชน และสุดท้ายก็คือว่าคุณวีระ สมความคิด ยังติดคุกประเทศกัมพูชาอยู่ รัฐบาลได้ช่วยเหลืออย่างไรหรือไม่ เมื่อไรจะได้กลับแผ่นดินไทย ผมสะท้อนประเด็นดังกล่าวนี้ เพราะว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ประชาชนติดตามคอยเฝ้าดูว่าเมื่อไรคําพิพากษาจะออกมาอย่างไร แล้วก็ยังไม่มีความชัดเจนนอกจากการพูดถ้อยทีถ้อยอาศัย ซึ่งแน่นอนที่สุดเป็นประเด็นที่ผม จะได้กล่าวต่อไป และคําถามที่สําคัญมากที่ฝากกันเข้ามาก็คือว่า ถ้าเราได้ยินยอมเสียดินแดน จากคําพิพากษาของศาลโลกในครั้งนี้ รัฐบาลไทยจะยื่นประท้วงหรือจะดําเนินการคัดค้าน อย่างหนึ่งอย่างใดหรือไม่ ผมหมดคําถามแล้วครับสําหรับประเด็นที่ราษฎรในพื้นที่ชายแดน และประชาชนที่อยู่ในจังหวัดต่าง ๆ นั้นเขาฝากคําถามมา
สําหรับผมนั้นเชื่อเหลือเกินว่าเรามีหน้าที่ต้องสะสางปัญหาในอดีตครับ เราต้องมองไปข้างหน้ามองถึงอนาคต เพราะฉะนั้นหลักการสําคัญที่รัฐบาลควรจะตั้งหลัก และนํามาสู่การยกเป็นร่างกรอบการเจรจาเพื่อมาขอความเห็นชอบตามมาตรา ๑๙๐ ต่อรัฐสภานี้อีกครั้งหนึ่งก่อนจะไปดําเนินการใด ๆ ๑. ก็คือต้องยึดหลักสันติวิธีและสันติภาพ กว่าครึ่งศตวรรษที่เราอยู่ในภาวะที่เรียกว่าไม่มีสงคราม ไม่มีสันติภาพ ทั้งที่เราไม่สามารถ ที่จะย้ายเสาเรือนหนีไปไหนได้ระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชา มีหนทางเดียว เท่านั้นที่จะต้องสร้างสันติภาพและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี แน่นอนที่สุดว่า บางครั้งประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่มีพรมแดนติดกัน ไมว่าในยุโรป ในลาตินอเมริกา ในแอฟริกา ในเอเชียและแปซิฟิกล้วนแล้วแต่เคยกระทบกระทั่งเหมือนลิ้นกับฟัน บางครั้งก็มีการสู้รบ ปะทะกัน ทั้งสงครามจํากัดเขตหรือว่าเป็นสงครามระหว่างประเทศ เพราะปัญหาเรื่องอธิปไตย ปัญหาเรื่องเขตแดน เรื่องของพรมแดน ดังนั้นในกรณีนี้เราได้ผ่าน เหตุการณ์ดังกล่าวมาแล้ว เรามีหน้าที่ที่จะต้องเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ผมจําได้ว่า ปี ๒๕๕๔ เมื่อครั้งที่เรามีการปะทะกัน สู้รบกัน จากปัญหาในเรื่องของพรมแดนและคดี ปราสาทพระวิหาร ระหว่างที่มีการสู้รบกัน ท่านรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจขณะนั้นคือ ดอกเตอร์ไตรรงค์ สุวรรณคีรี และผม และคณะเจ้าหน้าที่ของประเทศไทยได้เดินทางเข้าไปที่ กรุงพนมเปญ แล้วก็ไปจัดงานในการส่งเสริมการค้าระหว่าง ๒ ประเทศที่เรียกว่า บิวซิเนส ซัมมิท (Business summit) ระหว่างประเทศไทย-ประเทศกัมพูชา ทั้งภาครัฐและเอกชน เหตุการณ์ดังกล่าวนั้นได้ยืนยันว่ารัฐบาลในอดีตนั้นได้ดําเนินนโยบายในการที่จะเปลี่ยน สนามรบเป็นสนามการค้า แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องปกป้องอธิปไตย ปกป้องบูรณภาพ แห่งดินแดนของเราและไม่ยอมให้ใครมารุกราน ถึงคราวต้องรบก็ต้องรบ บางครั้งสันติภาพ จะเกิดขึ้นก็เกิดขึ้นด้วยการสงคราม แม้ว่าเราจะรู้ดีว่าการทําสงครามนั้นจะนํามาซึ่งความ สูญเสียทั้งเจ้าหน้าที่และพลเรือน แต่มันไม่มีข้อยกเว้นในโลกนี้สําหรับการขจัดความขัดแย้ง ด้วยวิธีการที่ใช้ความรุนแรง การหลีกเลี่ยงสงครามและการปะทะกัน รวมทั้งการเผชิญหน้า การสร้างความตึงเครียดใด ๆ ไม่เป็นผลดีต่อประเทศไทยและประเทศกัมพูชา ทั้งในฐานะที่ เป็นเพื่อนบ้านติดกันและในฐานะที่เป็นสมาชิกอาเซียนที่กําลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนที่สําคัญของ การเกิดประชาคมอาเซียนในปี ๒๕๕๘ เราได้เห็นตัวอย่างความบาดหมางจากสงครามโลก ครั้งที่ ๒ ระหว่างประเทศจีนกับประเทศญี่ปุ่น ในข้อเรียกร้องการครอบครองเกาะเล็ก ๆ แต่ก็ทําให้ประชาชนกว่า ๑,๕๐๐ ล้านคนของ ๒ ชาตินี้มีความบาดหมางเป็นปฏิปักษ์และ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ความร่วมมือระหว่าง ๒ ประเทศ เราเป็นประเทศอาเซียนที่เป็น จุดของการเกิดข้อพิพาทและปัญหา แต่ก็ไม่ใช่มีเฉพาะประเทศไทยและประเทศกัมพูชา ประเทศมาเลเซียกับประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซียกับประเทศสิงคโปร์ ประเทศ ฟิลิปปินส์เพื่อนบ้านของเราที่กําลังประสบภัยพิบัติขณะนี้กําลังต้องการความช่วยเหลือจาก ประเทศไทยและทั่วโลกกับประเทศอย่างจีน เป็นต้น ผมทําความเข้าใจตรงนี้เป็นเบื้องต้น เพื่อให้เห็นว่าปัญหาความขัดแย้งข้อพิพาทย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ แต่วิถีทางที่จะไปสู่การแก้ไข เป็นเจตนารมณ์ที่ดีของประชาชน รัฐบาลที่จะเข้าแก้ไขในฐานะตัวแทนของประเทศก็ต้องยึด หลักสันติวิธีและสันติภาพ หลักข้อที่ ๒ ที่สําคัญก็คือการยึดหลักอธิปไตย แน่นอนที่สุดหลัง คําพิพากษาครั้งนี้ ซึ่งทุกคนให้ความสนใจรวมทั้งตัวกระผมนั้นก็พยายามเปิดเว็บไซต์ (Website) ดูถึงความเห็นของนานาประเทศที่ผ่านออกมาจากสื่อมวลชนหรือรัฐบาลของ ประเทศนั้น ๆ ปรากฏว่าสื่อมวลชนในยุโรปล้วนแล้วแต่พาดหัวว่าประเทศกัมพูชาชนะ ประเทศไทยแพ้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงออกมาสรุปได้ความว่า คําพิพากษาดังกล่าว เป็นคุณกับประเทศไทย มีแนวโน้มชัดเจนว่าเป็นแนวโน้มของการยอมรับคําพิพากษา แต่ขณะนี้เท่าที่สดับตรับฟังสมาชิกรัฐสภาที่แสดงความเห็นไปท่านประธานก็คงเห็นว่ารัฐบาล ยังไม่ควรสรุป ควรที่จะต้องพิจารณาอย่างถ่องแท้ เพราะสิ่งที่มันปรากฏชัดก็คือว่าในคําพิพากษาของศาล โลกเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ปี ๒๕๐๕ นั้น ได้ส่งผลต่อมาที่ทําให้เกิดมติคณะรัฐมนตรี ในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกันโดยรัฐบาล จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขณะนั้น ในการที่จะกําหนด บริเวณที่เรียกว่าวิซินิที หรือเขตรอบปราสาทพระวิหารที่ศาลโลกในปีนั้นได้ตัดสินว่า อยู่ในอธิปไตยของประเทศกัมพูชา แล้วเราก็ต่อสู้เชื่อกันมาตลอด ๕๑ ปี กระผมไม่คิดว่า รัฐบาลหรือคณะผู้เจรจายังเชื่อแบบที่คนไทยส่วนใหญ่เชื่อหรือไม่ว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา เราเชื่อตลอดเวลาว่าหลักสันปันน้ําคือหลักที่ประเทศไทยยึดถือตลอด ประเทศกัมพูชาจะไป ยึดถือแผนที่ ๑ : ๒๐๐๐๐๐ ซึ่งก็ไม่ใช่อยู่ในคําวินิจฉัยของศาลโลกตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ แม้แต่วันนี้ปี ๒๕๕๖ ศาลโลกก็ไม่ได้พิพากษาในเรื่องนี้ซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่เห็นการเปลี่ยนแปลงก็คือท่าทีผ่อนปรนถอยของรัฐบาลชุดนี้ ท่านกําลังทําให้คนไทย ทั้งประเทศถอยจากหลักการเดิมและความเชื่อเดิม ผมจําได้ว่าตอนที่มีการเสนอขึ้นปราสาท พระวิหารเป็นมรดกโลกต่อยูเนสโกของประเทศกัมพูชาและมีประเด็นที่รัฐบาลไทยตอนนั้น ก็คือรัฐบาลสมัครได้ยินยอมถึงกับแถลงการณ์ร่วมที่จะให้ประเทศกัมพูชาขึ้นปราสาท พระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว ทั้งที่เรายืนยันมาตลอดว่าเราต้องขึ้นร่วมกันปัญหา จะไม่เกิดขึ้น แต่ผลของเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นมันก็โยงมาถึงวันนี้ครับ แม้แต่การคัดค้านต่อ ยูเนสโกต่อประเด็นปราสาทพระวิหารก็ย่อมเข้าใจดีว่าวันนั้นเราต่อสู้เพื่อไม่ให้มีการใช้คําใด ๆ แม้แต่คําว่า แผนที่ แต่วันนี้ท่าทีของรัฐบาลรวมทั้งคําแถลงของท่านนายกรัฐมนตรีประหนึ่งว่า เราได้ยอมรับเสียแล้วแล้วมีการพูดถึงขอบเขต และแน่นอนที่สุดปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่า ที่เราเชื่อว่าหลักเรื่องสันปันน้ําและดินแดน ๔.๖ ตารางกิโลเมตรนั้นเราเชื่อว่าเป็นของเรา วันนี้มันไม่ใช่อยู่ในความคิดและจุดยืนของรัฐบาลชุดนี้ครับ
๒. ก็คือว่าการล้อมรั้วรอบปราสาทพระวิหารซึ่งนั่นคือสิ่งที่เป็นมติ คณะรัฐมนตรีในปี ๒๕๐๕ ของรัฐบาลไทยขณะนั้น แล้วเราก็ยืนยันยืนหยัดจุดนั้นมาโดยตลอด แม้แต่เจ้านโรดม สีหนุ ได้เสด็จขึ้นไปเยือน ก็มียอมรับเพียงทักท้วงด้วยบอกว่าอาจจะขาดไป ๒-๓ เมตร ท่านต่อสู้อย่างไรครับ ผมรู้ว่าเหนื่อยและเป็นเรื่องยากชนะหรือแพ้ ได้หรือเสีย ไม่สําคัญเท่ากับว่าจะยอมรับผลของการตัดสินนี้หรือไม่ อย่างไร ถ้าท่านยอมถอนหลักการ ที่เราเชื่อมาตลอดเรื่องสันปันน้ําหรือการที่เราเชื่อตามมติคณะรัฐมนตรีปี ๒๕๐๕ มาตลอดว่า ขอบเขตรั้วนั้นคือขอบเขตตามคําพิพากษาของศาลเมื่อปี ๒๕๐๕ แต่วันนี้ท่านกลับ ไม่พูดอย่างนั้นแล้วครับ ท่านกลับพูดว่าประหนึ่งว่ายอมรับโดยปริยายว่ามันจะต้องมากกว่านี้ และมากกว่าเท่าไร มันจึงมีคําถามของคนไทยครับที่เขายอมไม่ได้สะท้อนออกมาว่ารัฐบาล จะประท้วง จะคัดค้าน จะยอมรับเขตอํานาจศาลหรือไม่ หลักอธิปไตยนั้นจะผ่อนปรนไม่ได้ โดยเด็ดขาด เพราะถ้าท่านผ่อนปรน ท่านจะถูกตราหน้าว่าท่านทรยศต่อชาติ ท่านขายชาติ โทษคือประหารชีวิต นั่นคือสิ่งที่ ส.ว. กลุ่มหนึ่งได้ออกมาแถลงเตือนเมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมพูดถึงหลักของสันติภาพ สันติวิธี และผมพูดถึงหลักของอธิปไตย หลักต่อไปก็คือหลักของ ผลประโยชน์แห่งชาติและผลประโยชน์ร่วม แน่นอนที่สุดครับ ในการเมืองระหว่างประเทศ หลักหัวใจสําคัญของทุกรัฐบาล หรือแม้แต่รัฐสภาไทย ก็คือหลักผลประโยชน์แห่งชาติ ไม่มีชาติไหนหรอกครับที่ดําเนินกุศโลบายระหว่างประเทศหรือกรณีมีข้อพิพาทใด ๆ แล้วจะ บอกว่าทําเพื่อประเทศอื่น ต้องต่อสู้และยึดผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก แต่ขณะเดียวกันคน ไทยก็เป็นคนที่รักความยุติธรรมและรักประเทศเพื่อนบ้าน เราก็รักกับประชาชนคนกัมพูชา ถึงแม้จะมีปัญหาอยู่บ้างเราก็เชื่อว่าคลี่คลายได้ แต่ต้องอยู่บนหลักการที่สําคัญอีกประการ ก็คือผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะได้เสมอไป นั่นคือการเจรจาต่อรอง แต่การ เจรจาต่อรอง ถ้าเป็นเรื่องของเอฟทีเอ (FTA) ในเรื่องการเปิดเสรีการค้ากี่รายการ หรือจะ เป็นเรื่องการเจรจาในเรื่องการขนสินค้าข้ามแดน เป็นเรื่องที่เจรจาต่อรองผ่อนหนักผ่อนเบา ไม่มีใครได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่การยึดหลักผลประโยชน์ร่วมก็ไม่เหนือกว่าหลักอธิปไตย ของชาติ ผมเรียนท่านประธานผ่านไปถึงคณะรัฐมนตรีให้ตระหนักสิ่งนี้ สุดท้ายก็คือ หลักความโปร่งใส เปิดเผย และธรรมาภิบาล รัฐบาลต้องยอมรับนะครับว่าท่านเกิด วิกฤติศรัทธา อย่างที่ท่าน ส.ว. ท่านหนึ่งได้พูดถึงประเด็นนี้ ผมจะไม่พูดซ้ํา แต่พฤติกรรม ในเรื่องของกรณีปราสาทพระวิหารมันไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น มันเกิดมาในช่วง ๑๐ ปีหลังมานี้ ที่มันมีเรื่องของปัญหาความแคลงใจในผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งรัฐบาลคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ข้อแคลงใจนี้นํามาสู่การเกิดกลุ่มพลังประชาชนในการที่จะคัดค้านรัฐบาลและไม่ไว้ใจรัฐบาล และล่าสุดคือการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ถ้าท่านประธานจําได้ เพราะท่านเป็นประธาน ในที่ประชุมด้วย มีการพูดถึงประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนทางทะเล เรื่องแหล่งแก๊ส ทรัพยากรธรรมชาติ ตรงนั้นเราโทษไม่ได้เพราะว่าถ้าไม่มีฟืนไม่มีไฟมันก็ไม่มีควันนะครับ แต่ข้อกังขาของสาธารณชนต่อประเด็นดังกล่าวมันก็มาสอดคล้องต่อพฤติกรรมของรัฐบาล ในเรื่องการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ และประเด็นนั้นก็เป็นเรื่องที่พูดจากันมากในรัฐสภาแห่งนี้ จากนี้ไปท่านมีโอกาสที่จะพิสูจน์ตัวเองครับ พิสูจน์ตัวเองในระหว่างที่มาตรา ๑๙๐ เดิม ยังมีผลใช้บังคับ หรือถ้าตามข้อแนะนําของท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านอดีต นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มีต่อหน้าท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร แม้ว่า ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ลุกขึ้นรับปาก ก็คือในเรื่องของการชะลอร่างแก้ไขมาตรา ๑๙๐ นั่นคือการพิสูจน์ความจริงใจประการแรก เพราะถ้ายังใช้ตามมาตรา ๑๙๐ เดิมนั้น มันจะเกิด ความโปร่งใส เปิดเผย การมีส่วนร่วมของทั้งรัฐสภาและประชาชน ทั้งในเรื่องของการ ต้องนําเสนอกรอบการเจรจา เรื่องการเปิดรับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะ หลังจากนั้น ก็ไปดําเนินการภายใต้กรอบ ก่อนเข้ามาขอความเห็นชอบจากรัฐสภาอีกครั้งหนึ่ง นั่นคือกระบวนการที่จะสอดรับต่อหลักการในเรื่องของความโปร่งใส เรื่องของความเปิดเผย เรื่องของการมีส่วนร่วมและธรรมาภิบาลซึ่งจําเป็นมาก เพราะสมาชิกรัฐสภาในซีกของรัฐบาล เองก็ยอมรับว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นที่อ่อนไหว เป็นประเด็นที่อ่อนไหวต่อการดําเนินการ ยิ่งอ่อนไหวเท่าไรก็ยิ่งต้องการความซื่อสัตย์ เปิดเผย โปร่งใส รอบคอบ รัดกุมมากยิ่งขึ้น เท่านั้น ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปถึงคณะรัฐมนตรีว่าข้อแนะนําจากนี้ไปจะสําคัญ มาก นอกจากการยึดหลักในการที่จะดําเนินการเจรจาในทุกระดับดังที่กระผมได้กราบเรียน ข้อแนะนําก็คือว่ารัฐบาลจะต้องพูดความจริงกับประชาชน จะพูดครึ่งเดียวไม่ได้ครับ แผ่นดิน ทุกตารางนิ้วไม่ใช่ของรัฐบาล มันเป็นของคนไทยทั้งประเทศ ถ้าเราต้องสูญเสียเพิ่ม ก็ต้องตอบว่าสูญเสียเท่าไร แค่ไหน อย่างไร บริเวณใด จะมาตีสําบัดสํานวนไม่ได้ ผมเชื่อว่า คนไทยทุกคนหรือคนกัมพูชาทุกคนต้องการสันติภาพ ต้องการมิตรภาพระหว่าง ๒ ประเทศ ไม่ต้องการเห็นการสู้รบ แต่ถ้าเราไม่บ่งหนามไม่มีวันที่จะแก้ปัญหานี้ได้ ทางเดียวที่จะบ่งได้ ก็คือความจริงเท่านั้น แล้วไม่ต้องกลัวหรอกครับผมไม่คิดว่านี่จะเป็นประเด็นการเมือง เมื่อเป็นปัญหาที่สําคัญต่ออธิปไตยของประเทศชาติต้องไม่มีเรื่องของฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ไม่มีประเด็นการเมือง และเป็นประเด็นของความรักชาติและต้องไม่ให้เกิดการคลั่งชาติจึงจะ สร้างบรรยากาศของการทํางานร่วมกัน เพราะฉะนั้นความจริงที่จะต้องแถลงออกมาอย่าง ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม บอกความจริงทั้งหมด เขาพูดกันว่าคดีนี้หลังคําพิพากษา ประเทศ กัมพูชาไม่ได้ทั้งหมด ประเทศไทยไม่เสียทั้งหมด พูดง่าย ๆ สรุปภาษาตลาดคือเรามีแต่เจ๊ากับเจ๊ง ก็ต้องบอกคนไทยต่อหน้าสมาชิกรัฐสภาซึ่งเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยอย่างตรงไปตรงมาครับ ถ้ายอมสูญเสียหลักการและยอมสูญเสียดินแดนอธิปไตย คนไทยยอมได้หรือไม่ มีหลายคน เสนอว่าให้ทําประชามติ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องบอกคนไทยว่าจะต้องไม่มีการสู้รบ และ ตัดสินใจร่วมกัน จะประท้วงอย่างไร จะยอมรับเขตอํานาจศาลหรือไม่ แต่อย่าเอาขยะใส่ใต้ พรมหรือเอาความจริงใส่ใต้พรม ถ้าอย่างนั้นประชาชนส่วนหนึ่งถ้าเขาไม่ยอมรับเขาก็จะลุก ขึ้นขับไล่รัฐบาล ท่านต้องการอย่างนั้นหรือครับ ผมทราบดีว่าคณะข้าราชการหรือว่ารัฐมนตรี ที่ไปปฏิบัติหน้าที่ไม่มีใครมาแถลงหรอกครับว่าประสบความล้มเหลวและเราเสีย เราแพ้ เข้าใจดี แต่นี่มันไม่ใช่เรื่องการแพ้ชนะ ไม่ใช่เรื่องรัฐบาลจะมาเสียหน้า แต่เป็นเรื่องที่ต้องพูด ความจริง ไม่อย่างนั้นเราจะเกิดฉันทามติของคนไทยร่วมกันได้อย่างไรครับ แทนที่จะแก้ไข ปัญหา มันเป็นการเอาปัญหาซุกเอาไว้ เพราะฉะนั้นท่าทีและจุดยืนสําคัญมากครับ แต่สิ่งนี้ ที่ยืนยันท่านประธานได้เลยว่าผมนั้นได้พยายามทุกวิถีทางครับ ในยามที่เป็น ส.ส. หรือรัฐมนตรี พยายามส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย-ประเทศกัมพูชา ทุกวิถีทางครับ แม้แต่ในยามที่มีการปะทะกัน เสียงปืนดังอยู่ชายแดนผมก็เดินทาง เข้ากรุงพนมเปญ ไปพบท่านนายกรัฐมนตรีฮุนเซน ไปพบรัฐมนตรีอีกหลายคนร่วมกับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีเพราะท่านนายกรัฐมนตรีมอบหมาย หน้าที่ของเราคือยุติปัญหา ประวัติศาสตร์ในอดีต และทําให้เห็นว่าเรามีความยุติธรรม และประเทศกัมพูชาก็ต้องยอมรับ ต่อสิทธิและอธิปไตยของเรา นั่นคือท่าทีที่ผมอยากจะเรียนยืนยันและต้องการคําตอบ อย่างชัดเจนนะครับ คําตอบอย่างชัดเจนว่าในประเด็นคําถาม ๗-๘ ข้อดังกล่าว รัฐบาล จะชี้แจงให้เกิดความเข้าใจร่วมกันตามข้อเท็จจริงอย่างไร ขอบคุณท่านประธาน