รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ หารือเรื่องการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยกล่าวถึงกฎเกณฑ์การขึ้นทะเบียนมรดกโลก และความสำคัญของการยินยอมจากรัฐภาคีที่เกี่ยวข้อง พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลออกสํารวจพื้นที่ที่ศาลโลกตัดสินให้ และปกป้องพื้นที่ของประเทศไทย โดยไม่ต้องเสียดินแดน

ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิก วุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันมีเวลาที่จะพูดให้ทางบ้านคือพี่น้องประชาชนได้ฟังอยู่ ๕ นาที เพราะว่าเมื่อกี้ใช้เวลานานมาก ดิฉันจะขอพูดในเรื่องของหัวใจของการ ขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารที่เป็นต้นตอให้เราอาจจะต้องเสียดินแดนไปตามคําตัดสิน ของศาลโลก แล้วก็ถ้าเราไม่ระมัดระวังให้ดีเราอาจจะต้องเสียเพิ่มนะคะ รายละเอียดขอพูด ทีหลัง แต่ตอนนี้ดิฉันจะขอพูดในแง่ของกฎเกณฑ์การขึ้นทะเบียนมรดกโลกซึ่งอยู่ใน หมวดที่ ๓ มาตรา ๑๑ ข้อ ๓ ที่กล่าวว่า การพิจารณาบรรจุทรัพย์สมบัติหรือทรัพย์สินที่เป็น มรดกทางวัฒนธรรมและมรดกทางธรรมชาติให้อยู่ในบัญชีรายชื่อมรดกโลก จะต้องได้รับ ความยินยอมจากรัฐภาคีที่เกี่ยวข้อง ในกรณีที่ทรัพย์สมบัติหรือทรัพย์สินที่จะพิจารณาบรรจุไว้ในบัญชีรายชื่อมรดกโลก มีที่ตั้งอยู่ ในอาณาเขตหรืออํานาจอธิปไตย หรือเขตอํานาจศาลมากกว่า ๑ รัฐ จะต้องไม่เป็นเหตุให้เกิด การโต้แย้งจากรัฐภาคีที่เกี่ยวข้อง ข้อนี้เป็นข้อที่สําคัญมาก เพราะว่าถ้าเราโต้แย้งเสียตั้งแต่ ตอนที่ประเทศกัมพูชาขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก ประเทศกัมพูชาก็ไม่สามารถขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกได้ แล้วการที่เขาเบี่ยงเบนขอขึ้นเฉพาะตัวปราสาทก็เป็นกลยุทธ์ของเขาที่ฉลาดกว่า เรา ดิฉันอยากจะกล่าวว่าประเทศกัมพูชาฉลาดกว่าคนไทยนะคะใน ๒-๓ ปีนี้ เพราะเขาได้ ขอขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท ซึ่งดิฉันรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่การขึ้นทะเบียน มรดกโลกจะขึ้นเฉพาะตัวปราสาท มันจะต้องมีอาณาบริเวณกันชนอยู่ด้วย แล้วเราก็จะเสีย อาณาบริเวณนั้นไป อันนี้ดิฉันได้พูดไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ตอนที่ท่านรัฐมนตรีนพดล ปัทมะ ไปเซ็นลงนามในจอยท์ คอมมูนิเก (Joint Communique) ว่ามันจะต้องเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ แล้วเหตุการณ์เช่นนี้ก็เกิดขึ้นจริง ๆ เมื่อวันที่ ๑๑ ที่ผ่านมา อันนี้เป็นหัวใจของเรื่องนี้นะคะ

ตอนนี้ดิฉันจะพูดในเรื่องที่ดิฉันได้เตรียมมา แล้วก็อยากจะได้แสดงความ คิดเห็นให้กับท่านรัฐมนตรีหรือรัฐบาลได้ทราบนะคะ แต่อย่างไรก็ดีก่อนอื่นดิฉันก็ขอขอบคุณ ท่านทูตวีรชัย พลาศรัย ที่ท่านได้ทําหน้าที่อย่างดียิ่ง ตอนนี้ท่านไม่ได้อยู่ในห้อง หวังว่าท่าน คงได้ยินนะคะ ท่านคงยังอยู่ในสภาแห่งนี้ รวมทั้งคณะด้วยนะคะ เมื่อปีเศษ ๆ แล้วดิฉันก็มี โอกาสได้ไปที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่กรุงเฮก ท่านทูตก็ได้ต้อนรับอย่างดี เราก็ได้คุยกันถึง เรื่องนี้บ้าง แล้วท่านก็ได้รับปากว่าท่านจะทําหน้าที่ให้ดีที่สุด ดิฉันขอขอบคุณท่านอีกครั้งหนึ่ง ถ้าไม่ใช่ท่านทูตวีรชัยเป็นหัวหน้าคณะทนายฝ่ายไทย ดิฉันเกรงว่าเราอาจจะไม่ได้เสียดินแดน เพียงเท่านี้นะคะ ดิฉันขอให้ท่านทําหน้าที่ที่ดีต่อไป และมีโอกาสที่จะได้ทําหน้าที่นี้ต่อไปค่ะ คําตัดสินของศาลโลกก็อย่างที่เราได้ทราบกันนะคะ แต่เราก็ยังไม่ทราบว่าประเด็นพื้นที่ เล็ก ๆ ที่ศาลโลกกล่าวนี้จะกินพื้นที่ไปสักแค่ไหน ดิฉันเองอยากจะให้ทางรัฐบาล ซึ่งจะเป็น กรมแผนที่ทหาร หรือผู้ที่มีหน้าที่ออกสํารวจอย่างรวดเร็ว แล้วก็ขีดเส้นให้แน่ชัดว่าที่ศาล ตัดสินมันอยู่ในบริเวณแค่ไหน มันกินพื้นที่อาณาบริเวณของรอบปราสาท เช่น สถูปคู่ สระตราว แหล่งตัดหิน สลักหินไปด้วยหรือไม่ แล้วก็พื้นที่อื่น ๆ ที่เราจะต้องเจรจากันอีก เราจะต้องเจรจากันอย่างไรที่เราจะไม่ต้องเสียดินแดนไปอีก อย่าลืมว่าปราสาทพระวิหาร ค้นพบโดยคนไทย เมื่อก่อนเป็นป่า พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงสรรพกิจ ชื่อยาว ๆ นี้ท่านเป็น ผู้ที่ไปค้นพบ แล้วเราก็ยังไม่มีเงินที่จะมาอนุรักษ์หรือทําอะไร ดิฉันคิดว่าถ้าอย่างนี้ไม่ค้นพบ เสียเลยอาจจะดีกว่า เราก็ไม่ต้องเสียดินแดน คือเราค้นพบแล้วเราไม่ได้รักษาเอาไว้นะคะ

อีกเรื่องหนึ่งที่ดิฉันสงสัยก็คือท่าทีของรัฐบาล คือท่าทีของรัฐบาลก่อนการ ตัดสินของศาลโลก ถ้าดิฉันจําไม่ผิดก็เป็นคําพูดของท่านนายกรัฐมนตรีเอง หรือท่านรัฐมนตรี เอง ซึ่งท่านอยู่ในที่นี้นะคะ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านบอกว่าให้คน ไทยอยู่นิ่ง ๆ รอรับคําตัดสินของศาลโลก คือเพื่อสัมพันธภาพที่ดีของระหว่าง ๒ ประเทศ ดิฉันก็ได้แต่งงว่าเราจะอยู่นิ่ง ๆ กันได้หรือ ทําไมเราไม่แสดงท่าทีว่าเราไม่ยอมเสียดินแดน เราไม่ยอมรับคําตัดสินของศาลโลก ถ้าตัดสิน ออกมาแล้วให้เราต้องเสียดินแดน ทําไมเราถึงต้องเอาใจประเทศกัมพูชากันมากมายขนาดนั้น โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีเอง ขออภัยนะคะที่จะต้องขอเรียนถามให้หายคลางแคลงใจ ก็คือ ทําไมท่านต้องเดินทางไปที่ประเทศกัมพูชาไปคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศกัมพูชา หรือฮอ นําฮง ทําไมเราต้องไปก่อน มันเป็นการเอาใจเขาหรือเปล่า หรือท่านอาจจะมีอะไร คุยนอกเหนือจากที่ท่านได้ชี้แจงมาเมื่อเช้านี้ ดิฉันก็อยากฟังท่านอีก ขอให้ท่านได้บอกมาด้วย ความจริงใจ

คําตัดสินของศาลโลก ในข้อ ๑๐๖ โดยอ้างกฎบัตรของสหประชาชาติและ มาตรา ๖ ของอนุสัญญามรดกโลก คือประเทศทั้ง ๒ ประเทศกัมพูชากับประเทศไทยและ ประชาคมระหว่างประเทศต้องร่วมกันปกป้องบริเวณปราสาทแล้วก็พื้นที่อันเป็นมรดกโลกนี้ คําถามของดิฉันก็คือถ้าปราสาทและดินแดนโดยรอบเป็นของประเทศกัมพูชาแล้ว ประเทศ ไทยยังจะต้องไปเสียเวลาปกป้องดูแลอีกหรือ เสมือนหนึ่งว่าเขามาแย่งบ้านเราไปแล้วยังจะ มาขอยืมมือคนอื่นให้มาบอกว่าเราจะต้องเสียค่าบํารุงรักษาดูแลบ้านหลังนั้นอีก ข้อนี้ดิฉันจะ ไม่ถาม เพราะว่าจริง ๆ แล้วเขาอาศัยเกณฑ์ของการขึ้นทะเบียนมรดกโลก แต่นั่น มันหมายถึงว่าประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาจะต้องขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมกัน ไม่ใช่กัมพูชาขึ้นแต่ฝ่ายเดียว ถ้าเรามีโอกาสขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น เฉพาะตัวปราสาทหรืออาณาบริเวณตัวปราสาท เราก็สามารถที่จะไปบริหารจัดการร่วมกัน ได้ ไม่ใช่ไปเสียเวลาบริหารจัดการหรือไปปฏิสังขรณ์ ไปดูแลบํารุงรักษาร่วมกันนะคะ ซึ่งจริง ๆ แล้วมันก็น่าเสียดายถ้ามรดกโลกจะต้องสลายผุพังไป แต่ว่าเราเองก็อยากจะมี ส่วนที่เป็นเจ้าของด้วย เมื่อเขามาแย่งเราไปเราไม่มีโอกาสเป็นเจ้าของ ดิฉันคิดว่าเราจะใจดี มาก ๆ ที่จะไปดูแลบํารุงรักษาให้เขาอีกหรือนะคะ เราพลาดมาตั้งแต่เรื่องสัมพันธไมตรี เรื่องการไปลงนามในจอยท์ คอมมูนิเก แล้ว ดิฉันก็อยากจะให้เราได้มีบทบาทหรือท่าทีใหม่ ที่ทําให้กัมพูชาเกิดความเกรงใจที่จะไม่เอาแต่ฝ่ายเดียว เพื่อที่ว่าเราจะได้มีโอกาสที่จะได้พื้นที่ อาณาบริเวณคืนมา หรือถ้าเสียก็เสียเพียงเล็ก ๆ พื้นที่เล็ก ๆ ตามที่ผู้พิพากษาศาลโลกได้อ่าน คําพิพากษาไว้นะคะ

ดิฉันก็คงจะพูดในประเด็นที่สําคัญเพียงเท่านี้ แล้วก็ขอกราบเรียนว่าขอฝาก ท่านประธานไปที่รัฐบาลว่าสิ่งที่ประชาชนเป็นห่วงมากก็คือเรื่องพื้นที่ของประเทศไทยซึ่งเรา ไม่ควรที่จะให้สูญเสียไป ก็อยากจะขอให้รัฐบาลทํางานหนัก แล้วก็ใส่ใจในเรื่องนี้มาก เป็นพิเศษ จะต้องทําเรื่องนี้ติดต่อกันโดยที่ไม่ละทิ้ง ท่านจะมอบหมายกี่คณะทํางาน ก็มอบหมาย และท่านเองก็จะต้องดูแลด้วยความเอาใจใส่ติดตามเพื่อผลประโยชน์ของ ประเทศชาติเป็นสําคัญ ขอบคุณค่ะ