เจตน์ ศิรธรานนท์ หารือเรื่องการพิจารณาข้อเสนอจากรัฐบาลเกี่ยวกับมาตรา ๑๗๙ ที่เกี่ยวข้องกับคําพิพากษาของศาลโลก และเรียกร้องให้มีการชี้แจงความจริงที่เกิดขึ้น พร้อมขอโอนตัวของคุณวีระ สมความคิดมารับโทษในเรือนจำประเทศไทย
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ตั้งแต่ ๙ โมงครึ่งจนถึงเวลานี้ก็เกือบ ๑๒ ชั่วโมง ผมก็นั่งฟัง รับฟัง เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายในเรื่องการพิจารณาข้อเสนอจากรัฐบาลในการพิจารณา มาตรา ๑๗๙ ในเรื่องของคําพิพากษาของศาลโลกมาตลอด ประเด็นปัญหาก็อยู่ที่คํา ๆ เดียว ว่าพรอมอนทอรีนะครับ ซึ่งคํา ๆ นี้เป็นคําที่อ้างถึงในคําพิพากษาของศาลโลกเพียง ๓ ครั้ง ในปี ๒๕๐๕ แต่ว่าได้ยินท่านทูตวีรชัยใช้คําว่ายอดเขา บางแห่งก็ใช้คําว่าชะง่อนผา โดยเฉพาะในเอกสารที่แจกมา คําว่า ชะง่อนผา กับ ยอดเขา ถ้าเราดูคําเฉพาะคําไทยแล้ว มันต่างกันเยอะเลยนะครับ ชะง่อนผากับยอดเขา มันคนละเรื่องเลยนะครับ ซึ่งคํา พรอมอนทอรีนี้นะครับก็อยู่ในย่อหน้าที่ ๙๘ ผมใช้คําว่าย่อหน้า ไม่ได้ใช้คําว่า วรรคเหมือนกับ ท่านทูตนะครับ จาก ๑๐๘ ย่อหน้า ก็ตีความหมายของคําว่าพรอมอนทอรีว่าทิศเหนือ ไปถึงไหน ทิศใต้ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตกไปถึงไหน ทิศที่เป็นปัญหาก็คือทิศเหนือที่ใช้ เส้นแผนที่ภาคผนวก ๑ จากตะวันออกเฉียงเหนือของปราสาทซึ่งบรรจบกับหน้าผาจนถึง เชิงเขาภูมะเขือทางตะวันตกเฉียงเหนือ ภูมะเขือนี้เขาใช้คําว่า ฟู้ดส์ ออฟ ฮิลล์ (Food of Hill) ก็คือเชิงเขาภูมะเขือ แทนที่จะเป็นเชิงเขาพระวิหารนะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อเชิงเขา ภูมะเขือชนกับเชิงเขาพระวิหาร มันก็คือจะเป็นร่องและจากนั้นก็จะลาดขึ้น ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้ มันไม่น้อยนะครับ เพียงแต่ว่าไม่มีรูป ไม่มีไดอะแกรม (Diagram) มาให้ดู เราก็เลยไม่ทราบว่า มันมากน้อยขนาดไหนนะครับ
ทางทิศใต้ไม่มีปัญหา เพราะว่าใช้เส้นแผนที่ผนวก ๑ แล้วก็ใช้สัณฐานของ ธรรมชาติต่าง ๆ เช่นเดียวกับทิศตะวันออก ทิศใต้ และตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นหน้าผาชัน ไปสู่ที่ราบของกัมพูชา ทั้งหมดเหล่านี้ผมมีความเชื่อว่ามันสามารถที่จะสเก็ตช์ (Sketch) ขึ้นมาได้ อาจจะเป็นเบื้องต้น แต่ว่าในรายละเอียดอาจจะต้องไปพูดคุยในเจซีนะครับ ในระหว่าง ๒ ประเทศ แต่ว่าในเบื้องต้นเราน่าจะมีข้อมูลจากทางกระทรวงการต่างประเทศ ว่าจริง ๆ แล้วมันเป็นพื้นที่ที่เท่าไร มันเป็นพื้นที่เท่าใด เพราะว่าท่านอย่าลืมนะครับ หลังจากมีคําพิพากษาในวันที่ ๑๑ มีการตอบรับของสื่อ มากมายทั่วโลกไม่ใช่เฉพาะในเมืองไทย สื่อเมืองไทยนี้แสดงความยินดี เหมือนกับเราชนะ แต่สื่อกัมพูชา สื่อทั่วโลกเขาบอกว่าเราแพ้ กัมพูชาชนะ เราเสียดินแดน ซึ่งผมก็ผมก็บอกว่า อย่างนี้มันฟังแต่สื่ออย่างเดียวคงไม่ถูก มันก็ต้องมีข้อมูล เพราะความจริงคือความจริง ท่านประธานครับอันนั้นก็คือย่อหน้า ๙๘ ผมมีอีกเพียงย่อหน้าเดียวที่จะอ้างถึงก็คือย่อหน้าที่๑๐๖ เขาอ้างถึงกฎบัตรสหประชาชาติเพื่อผูกพันให้ไทยและกัมพูชาให้ความสําคัญกับการเข้าถึง ปราสาทพระวิหารจากด้านกัมพูชา ท่านประธานครับ อันนี้มันไปเกี่ยวพันกับมรดกโลก คือเหมือนกับว่าทางผู้พิพากษาของศาลโลกให้ความสําคัญกับการเข้าถึงปราสาทพระวิหาร ซึ่งจดทะเบียนฝ่ายเดียวโดยกัมพูชาให้เป็นมรดกโลก เมื่อเขาให้ความสําคัญตรงนี้ ไม่ว่าถนน ที่ตัดผ่านจากทางด้านของโกมุย บ้านโกมุยผ่านวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระจนถึงปราสาท ก็จะต้องเป็นพื้นที่ที่เป็นของกัมพูชาซึ่งตรงนี้มันเป็นเรื่องที่เราก็คิดว่าอันนี้คือดินแดนที่เราจะ เสียไปหรือเปล่านะครับ เพราะว่าทางคณะกรรมการมรดกโลกจดทะเบียนไปแล้วก็ให้ข้อแม้ ว่าจะให้ไทยกับกัมพูชานี้ช่วยกันพัฒนาและเป็นประโยชน์ เพราะว่าแล้วถ้าหากว่าเกิด อุปสรรคต่อการขึ้นปราสาททางด้านกัมพูชาแล้ว ๒ ประเทศ ต้องช่วยกันแก้ไข ศาลโลกเขา ย้ําต่อว่าภายใต้ข้อ ๖ ของ เวิร์ล เฮอริเทจ คอนเวนชัน (World heritage convention) ทั้ง ๒ ประเทศ ร่วมกับประเทศอื่น ๆ จะต้องปกป้องมรดกโลกแห่งนี้ แล้วไทยกับกัมพูชา จะต้องหารือกันในรายละเอียดของขอบเขตบริเวณใกล้เคียงปราสาทต่อไป ท่านประธานครับ ตรงนี้คําว่า มันไปเกี่ยวพันกับมรดกโลก มันก็เลยทําให้นึกว่าในปี ๒๕๐๕ เราเสียปราสาท พระวิหาร เพราะว่ามหาอํานาจโลกเข้ามาแทรกแซงผ่านผู้พิพากษา แต่ว่าในปี ๒๕๕๖ นี้ มันเป็นไปได้ไหมที่มันมีการแทรกแซงเรื่องของมรดกโลก เรื่องของมาหาอํานาจ ผ่านผู้พิพากษาเช่นเดียวกัน แต่ว่าเป็นคนละกรณี ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าคิด เพราะว่าอยู่ดี ๆ ก็เอาเรื่องมรดกเข้ามาเป็นประเด็นที่สําคัญในการตีความพิพากษาเมื่อปี ๒๕๐๕ เพราะฉะนั้นคําถามก็คือว่าจาก คําว่า พรอมอนทอรี ซึ่งในคําพิพากษาก็บอกว่าในข้อ ๒ นะครับ ข้อแรกบอกว่าศาลมีอํานาจในการพิจารณา ข้อ ๒ ว่า กัมพูชามีอํานาจอธิปไตยเหนือพื้นที่ พรอมอนทอรีของปราสาทพระวิหารทั้งหมด เพราะฉะนั้นคําว่าพรอมอนทอรีมันถึงสําคัญ มากอย่างไรนะครับ แล้วก็มีคําถามต่อว่าแล้วเสร็จแล้วไทยเสียพื้นที่มากขึ้นหรือไม่อันนี้ก็พูด กันมาทั้งวันเลยนะครับ ก็คืออยู่ในประเด็นนี้เท่านั้นเอง ว่าตกลงไทยเสียพื้นที่มากขึ้น หรือไม่ผมบอกไม่ได้หรอกครับ เพราะว่าในคณะกรรมการมี ๒ ชุดนะครับ ในชุดแรกก็เป็น คณะกรรมการของวิชาการของทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ ทางกฎหมายที่ศึกษาเรื่องนี้มานาน บอกว่าไทยนี้เสียดินแดนมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ แล้ว สรุปว่า ครั้งนี้ศาลไม่ได้รับฟังทั้งกัมพูชาและไทย ถ้าถือว่าไทยไม่เสียพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ก็ถือว่าไทยไม่แพ้ แต่ถ้าถือว่าเสียพื้นที่ตามมติ ครม. สมัย พลเอก สฤษดิ์ ก็ที่ว่าล้อมรั้วไว้ ที่ปราสาทพระวิหารนี้ ก็เสียพื้นที่มากกว่านั้น มากกว่านั้นแน่ ๆ ก็คือว่าแพ้ แต่ว่าจาก การศึกษาของสมาชิกวุฒิสภาพวกเรานี้ จากคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบการทุจริตและ เสริมสร้างธรรมาภิบาลชุดหนึ่ง กับคณะกรรมาธิการต่างประเทศของวุฒิสภาชุดหนึ่ง แถลงว่าไทยเสียดินแดนมากขึ้น อันนี้ก็ข้อมูลคือเขาไม่ได้แถลงแบบส่งเดช คือฟังแล้ว ก็มาตีความกันเอาเอง เขาก็มีผู้เชี่ยวชาญ มีที่ปรึกษา มีผู้ทรงคุณวุฒิ มีนักกฎหมาย โดยเฉพาะบางท่านก็เป็นอดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายของกระทรวง การต่างประเทศด้วยซ้ํา ข้อมูลที่เขาศึกษาตีความจากคําพิพากษาของศาลมันผ่านการพิจารณากลั่นกรองแล้ว เขาก็เลยคิดว่ามันเสียพื้นที่มากขึ้นอย่างไร เพราะฉะนั้นผมก็เลยคิดว่าเรื่องอย่างนี้ ทางรัฐบาลต้องทําเรื่องนี้ให้เป็นที่ประจักษ์ ความจริงคือความจริง ซึ่งผมก็เชื่อนะครับ จากการทํางานหนักของท่านทูตวีรชัย ซึ่งผมคิดว่ารัฐบาลนี้ฉลาด ทางท่านรองนายกรัฐมนรี กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านดอกเตอร์สุรพงษ์ ท่านฉลาดที่จะใช้งาน ทีมนี้ ตอนแรกผมหวั่นใจนะครับ ผมหวั่นใจว่าท่านจะเปลี่ยนทีม เปลี่ยนหัวหน้าทีมในการ สู้คดี เพราะว่าตอนนั้นก็มีข่าวกันเยอะแยะว่ามันมีผลประโยชน์แอบแฝง แต่ว่าท่านฉลาด ที่ท่านไม่เปลี่ยนตัว เพราะว่าถ้าเปลี่ยนตัวนี่มันจะมีผลมากเลย ถ้าหากว่าท่านชนะก็เสมอตัว ถ้าหากว่าท่านแพ้ท่านโดนแน่ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมก็ถือว่าทางประชาชนเขาอาจจะไม่มั่นใจ ในตัวนายกรัฐมนตรี และเขาก็อาจจะไม่มั่นใจท่านรองนายกรัฐมนตรี แต่เขามั่นใจ ทางดอกเตอร์วีรชัย และทีมงาน เพราะฉะนั้นการต่อสู้มาจนถึงวันนี้แล้วก็ถือว่ามันเป็นสิ่งที่ ได้ประโยชน์นะครับ แล้วก็ข้อดีของคําพิพากษาที่เราได้มาก็คือว่าเราไม่เสียพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร จากที่ผมฟังท่านทูตวีรชัยก็คือว่าเส้นที่ประเทศกัมพูชาเขียนก็จะต้องลบ ลบออกไป ก็จะไม่เกิดกรณี ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ผมก็จะตามดูว่าทางผมเชื่อท่าน แต่ประเทศกัมพูชาเขาจะเชื่อท่านหรือเปล่า ก็ไม่แน่ แล้วก็ความสงบในจังหวัดชายแดน แถวประเทศกัมพูชา ผมคิดในแถวปราสาทพระวิหาร ผมคิดว่าตรงนี้คือเป้าหมายหลัก อันหนึ่ง ฟังจากเพื่อนสมาชิกที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ เขาบอกว่าประชาชนมีความสุข ผมเชื่อครับ เป้าหมายหลัก ก็คือว่าทําให้ประชาชนของทั้ง ๒ ประเทศที่อยู่พรมแดนใกล้กันนี่มีความสุข นั่นคือสิ่งที่ เป็นเป้าหมาย แต่ว่าก็ต้องไม่ลืมข้อหนึ่ง เรื่องของการเสียดินแดน การเสียดินแดนนี่มันก็ต้อง เป็นเหตุผล ก็ต้องฟังมาว่าดินแดนที่เสียมันเป็นดินแดนที่เสียมาเก่าแล้วหรือเปล่า เสียดินแดน มาตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ ตามข้อมูลจากการศึกษาของนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือเปล่า หรือมันเป็นดินแดนที่เสียขึ้นมาใหม่ ถ้านี่เป็นดินแดนที่เสียขึ้นใหม่ท่านต้องตอบ นะครับ มันเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย เพราะว่าอย่าลืมว่าเสียดินแดนแม้แต่ ๑ ตารางนิ้ว มันก็มีปัญหา แล้วครับท่าน เพราะฉะนั้นผมเห็นว่ารัฐบาลนี้ต้องทําความชัดเจน ต้องตั้งคณะกรรมการ ศึกษาผลการตีความคําพิพากษาของศาลโลก โดยมีตัวแทนที่เป็นนักวิชาการ แล้วก็กระทรวง ที่เกี่ยวข้อง ทั้งไม่ว่าจะเป็นกระทรวงยุติธรรม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม กระทรวงกลาโหม แล้วก็อย่าลืมภาคประชาชนนะครับ เพราะว่าในความสับสนของประชาชน ถ้าหากว่าขาดตัวแทนของประชาชนแล้ว ท่านไปตั้งเจ้าหน้าที่ที่เป็นข้าราชการ หน่วยงาน ของรัฐอย่างเดียว ผมก็เกรงว่าประชาชนเขาจะไม่เชื่อมั่นนะครับ ในย่อหน้าที่ ๗๘ ระบุว่า ศาลโลกตีความข้อพิพาทว่าจํากัดเฉพาะในอํานาจอธิปไตย ในบริเวณของปราสาทพระวิหาร เท่านั้น ซึ่งเป็นพื้นที่เล็ก ๆ หรือ เวรี่ สมอลล์ อิน ดีส ระหว่างครึ่งไมล์หรือน้อยกว่าทางด้าน วัดกับอีกด่านหนึ่งของพรมแดน กับอีกบรรทัดหนึ่งที่ใช้คําว่า สมอล แอเรีย (Small Area) ซึ่งอาจน้อยกว่า ๒-๓ ตารางกิโลเมตร ตรงนี้ก็เป็นข้อมูลที่ทําให้ผมเองเชื่อว่าขณะนี้มันน่าจะ น้อย แต่ว่าถ้าไม่มีเอกสารหลักฐาน มีการยืนยันจากกระทรวงการต่างประเทศที่ชัดเจน ผมก็ ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่าตรงนี้ทางรัฐบาลก็จะต้องทําความจริงให้ปรากฏ นะครับ เพราะว่าการถอดคําพิพากษาซึ่งไม่ตรงกันนี่ ในเอกสารก็บอกเป็นพื้นที่เล็ก ๆ อีกฝ่ายก็บอกเป็นพื้นที่ไม่น้อย ความจริงก็คือเท่าไร ท่านประธานครับ มีสมาชิกสภา หลายท่านนี่อภิปรายโยงถึงมาตรา ๑๙๐ เขามีความเชื่อและมีการพูดกันว่าการแก้ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นี้ แก้เพื่อรองรับการเจรจาระหว่างไทยกับกัมพูชา ท่านประธานครับ ตรงนี้ผมก็คิดว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิด แต่มันเกิดขึ้นมาแล้ว ผมก็ยอมรับ แต่ผมก็ดูจากแถลงการณ์ของหลายหน่วยงาน และมีแถลงการณ์ฉบับหนึ่งของทาง สภาทนายความ ผมจะขออนุญาตท่านประธานอ่านในวรรคสุดท้ายนะครับ อีกประการหนึ่ง กรณีนี้เป็นตัวอย่าง ก็หมายถึงเรื่องนี้นะครับ แสดงให้เห็นชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งมีมาตรา ๑๙๐ ห้ามไม่ให้หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ ตัวแทนของรัฐลงนามในเอ็มโอยูใด ๆ ก่อนที่จะมีผลผูกพันกับประเทศนั้น มีประโยชน์ที่จะคุ้มครองสิทธิและอาณาเขตของประเทศ ได้อย่างแท้จริง เพราะการห้ามนี้ไม่ได้ขัดข้องที่จะลงนามในเอ็มโอยูไว้เป็นเบื้องต้นก่อน แต่ให้มาขออนุมัติจากวุฒิสภาเช่นเดียวกับที่ถือปฏิบัติกันในประเทศที่พัฒนาแล้วทั่วโลก อย่างเช่นประเทศสหรัฐอเมริกา อันนี้เป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่ว่ารัฐธรรมนูญที่แก้ไขแล้ว ที่รอโปรดเกล้าฯ เพียงแต่ว่าการเซ็นสัญญาที่จะมีปัญหาในอาณาเขตหรือนอกอาณาเขต ก็ตามต้องมีความชัดเจน ชัดแจ้ง แล้วก็ชัดแจ้งนี้ถ้าหากว่ารัฐบาลไม่ส่งเข้าแล้วก็บอกว่า มันไม่ชัดแจ้ง เราก็ไม่รู้ว่าจะไปโวยวายเอากับใคร ตรงนี้ละคือปัญหา เพราะฉะนั้นในกรณีนี้ ผมก็ไม่แน่ใจว่าถ้ารัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข มาตรา ๑๙๐ มีผลบังคับใช้แล้ว กรณีนี้จะชัดแจ้ง หรือไม่ผมไม่แน่ใจนะครับ ก็เพียงแต่อยากจะฝากท่านไว้นิดเดียว แล้วก็ผมขอเวลาท่าน ๑ นาที เพียงแต่ว่าเมื่อพูดถึงเอ็มโอยูในที่นี้แล้ว ตามที่อ่านมาแล้ว ผมขอพูดนิดเดียว นาทีเดียวว่าถึงเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๔ ระหว่างรัฐบาลกับกัมพูชาที่ลงนามเมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ปี ๒๕๔๔ หลังจากจัดตั้งรัฐบาลเพียง ๔ เดือน อันนี้แสดงถึงการเอาเปรียบของประเทศ กัมพูชาอย่างชัดเจน ร่วมกับการเห็นแก่ประโยชน์ของรัฐบาลในยุคนั้น เพราะว่ากัมพูชา ลากเส้นแบบไหล่ทวีปผ่านเกาะกูดเพื่อเอาเปรียบในการเจรจาจัดตั้งเจดีเอ (JDA) หาประโยชน์จากน้ํามันและแก๊สในไหล่ทวีปในอ่าวไทย การแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ถ้ามีผลบังคับ ใช้กลัวว่าจะมีการทําความตกลงโดยรัฐสภาไม่รับทราบ ถ้าเกิดขึ้นเราจะเสียประโยชน์ในพื้นที่ ถึง ๒๖,๐๐๐ ตารางกิโลเมตรจากการศึกษาของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ อันนี้ฝากให้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรองนายกรัฐมนตรีช่วยยืนยันนิดหนึ่งว่า ถ้าจะทําความตกลงเรื่องนี้ขอให้นําเข้าเห็นชอบในรัฐสภา เพราะเรื่องนี้มันใหญ่กว่า เรื่องปราสาทพระวิหารมากมายนะครับ
ผมขอมาถึงเรื่องสุดท้ายนะครับ ผลของการตีความเป็นสิ่งที่ดีที่รัฐบาลไม่ควร จะผลีผลามตามที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุรพงษ์ได้พูดในสภาแห่งนี้ แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าถ้าเรา จะไม่ยอมรับคําตัดสินของศาลโลกจะได้หรือเปล่าตามที่เพื่อนสมาชิก ส.ส. อรรถวิชช์ได้พูดไป ผมกลัวว่ามันจะขัดต่อมติ ข้อ ๙๔ ของกฎบัตรสหประชาชาติ อันนี้ท่านคงจะต้องชั่งน้ําหนัก ในส่วนได้ส่วนเสีย แล้วก็คิดว่าสิ่งใดที่เป็นประโยชน์ คือยึดประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นหลัก แล้วท่านทําไปเถอะครับ ผมคิดว่าประชาชนเขาก็จะเห็นด้วย สนับสนุนถ้ามันเป็น ประโยชน์ของประเทศชาติที่แท้จริง ผมเพียงแต่อยากจะฝากถามท่านรัฐมนตรีว่า ถ้าไม่ยอมรับอํานาจศาลโลกแล้วจะเป็นอย่างไร แล้วทําได้หรือไม่ตามที่เพื่อนสมาชิก ได้อภิปราย
ฝากข้อสุดท้ายอีกข้อเดียวครับท่านประธาน คุณวีระ สมความคิด ท่านประธานครับ เขาติดคุกกัมพูชามานานแล้ว ผมไปเยี่ยมถึงเรือนจํา แล้วก็ข้อมูลที่ผม ได้จากคุณวีระก็คือว่าถ้าหากว่าเขาต้องโทษ ๑ ใน ๓ ไปแล้ว รัฐบาลสามารถทําเรื่องขอโอน ตัวคุณวีระมารับโทษในเรือนจําของเมืองไทยได้ ตอนนี้มันเกินเวลา ๑ ใน ๓ ไปแล้วครับ เพราะฉะนั้นในโอกาสที่เราเหมือนกับว่าเรื่องของปัญหา เรื่องของข้อพิพาทในปราสาท พระวิหารมีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว มีคําพิพากษาจากศาลโลกไปแล้ว ผมคิดว่าน่าจะ เป็นโอกาสที่ดี ฝากท่านประธานผ่านถึงท่านรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ต่างประเทศ ท่านกรุณาช่วยทําเรื่องขอโอนตัว คุณวีระ สมความคิด มารับโทษในเรือนจํา ในประเทศไทยด้วยครับ ขอบคุณครับ