รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ปีที่ ๓
ครั้งที่ ๑๑ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ
วันพุธที่ ๑๓ และวันพฤหัสบดีที่ ๑๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘
ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
เรียนท่านสมาชิก ทุกท่าน ขณะนี้มีผู้มาลงชื่อเข้าประชุมจำนวน ๒๕๑ ท่าน ครบองค์ประชุม ผมขอดำเนิน การประชุมตามระเบียบวาระต่อไปนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม ต่อไปนี้เป็นเรื่องที่ ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ปรากฏอยู่ในระเบียบวาระคือ
๒.๑ รับทราบพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมประกาศแต่งตั้ง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร
ด้วยได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมประกาศแต่งตั้ง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง
ผมขอเชิญท่านสมาชิกทุกท่านโปรดยืนขึ้นรับฟังพระบรมราชโองการ เชิญท่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรอ่านพระบรมราชโองการครับ ขอเชิญท่านเลขาธิการ อ่านพระบรมราชโองการครับ
พระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมประกาศ แต่งตั้งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร
“ประกาศ
แต่งตั้งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ
พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า
ด้วยสมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สิ้นสุดลง เป็นเหตุให้พ้นจากตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ตามมาตรา ๑๑๘ (๑) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ต่อมาในคราวประชุม สภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ ๑๐ สมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง วันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๖๘ ที่ประชุมได้ลงมติเลือก นายไชยา พรหมา เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง แทนตำแหน่งที่ว่าง
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๑๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายไชยา พรหมา เป็นรองประธานสภา ผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ ๑๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ เป็นปีที่ ๑๐ ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี”
ขอบคุณครับ เชิญนั่งครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ก่อนที่จะเข้าสู่ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ผมขอแจ้งเรื่องผลการประชุมระหว่างผู้แทนกรรมการประสานงานของสภาผู้แทนราษฎร วิปฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และผู้แทนของรัฐบาล เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๖๘ มีข้อตกลง ที่สำคัญ ดังต่อไปนี้
ส่วนกำหนดการอภิปรายในที่ประชุมนั้น ในที่ประชุมของวิปทั้ง ๓ ฝ่ายนั้น ตกลงดังนี้ คือสำหรับกรรมาธิการที่สงวนความเห็นและสมาชิกที่สงวนคำแปรญัตตินั้น ขอความกรุณาใช้เวลาอภิปรายไม่เกิน ๗ นาที และในกรณีที่มีการแก้ไข ส่วนสมาชิก ที่สงวนคำแปรญัตติก็ใช้เวลาไม่เกิน ๕ นาที ส่วนสมาชิกท่านอื่นในกรณีที่กรรมาธิการแก้ไข ท่านก็อภิปรายเฉพาะที่กรรมาธิการแก้ไข ก็ไม่เกิน ๕ นาทีเช่นเดียวกัน และต้องเข้าใจว่า การพิจารณาใน ๓ วันนี้เป็นการพิจารณาในวาระที่สอง ก็ขอให้อภิปรายเฉพาะสิ่งที่ท่านสงวน ความเห็นหรือท่านสงวนคำแปรญัตติไว้ ไม่ควรจะไปอภิปรายเหมือนกับในวาระที่หนึ่ง ความเป็นมาเป็นไป เอาเฉพาะว่าที่ท่านตัดไป สงวนความเห็นไปนั้นเหตุผลอะไรในแต่ละ มาตรา ๆ เพื่อความเข้าใจกันถูกต้อง คนฟังทางบ้านจะได้เข้าใจว่าในขณะนี้เป็นวาระที่สอง และวาระที่สามก็แจ้งมาเพื่อทราบนะครับ ต่อไปเป็นการพิจารณาในระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
ท่านประธานครับ
คุณปกรณ์วุฒิ เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธาน ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะวิปฝ่ายค้าน จริง ๆ วันนั้นผมมีโอกาสได้เข้าไปประชุมวิปร่วมด้วย แต่ว่าผมจะแจ้ง ท่านประธานนิดหนึ่งว่าเอกสารนี้อาจจะมีจุดที่ไม่ตรงกับการพูดคุยในห้องนิดหน่อย ก็คือเรื่องกำหนดกรอบเวลา ที่ท่านประธานบอกเมื่อสักครู่ตรงกับเอกสารคือวันพุธ เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา วันพฤหัสบดีเวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา วันศุกร์ ในเอกสารเขียนว่า เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา แต่ว่าในหนังสือนัดประชุมของเราเขียน ๓ วัน แล้วก็เป็น เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกาทั้งหมด ผมคิดว่า
ตกลงจะเอา อย่างไรดี
น่าจะยึดตามหนังสือ ที่นัดประชุมดีกว่าครับ
มีแตกต่าง วันที่ ๑๕ ตกลงคุณปกรณ์วุฒิว่าควรจะเป็นเวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา ตรงกันทุกวันนะครับ
ใช่ครับ
ได้ครับ
ก็จะได้ตรงกับหนังสือ นัดประชุมด้วยครับท่านประธาน และอีกประเด็นหนึ่งก็คิดว่าเห็นตรงกัน ก็คือเรื่องของการ ควบคุมเวลาแล้วก็ควบคุมผู้อภิปราย ส่วนในแต่ละวันจริง ๆ ผมก็เข้าใจว่าเป็นสิทธิของ สมาชิกอยู่แล้วที่แปรญัตติหรือว่าสงวนความเห็นเอาไว้ แล้วก็เดี๋ยววิป ๒ ฝ่าย ช่วงค่ำ ๆ จะมี การคุยกันว่าในวันนั้นก็อาจจะมีเหลื่อมเวลาจากที่ตกลงกันไว้สักเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจจะไม่ใช่ ๕ ทุ่มครึ่งพอดีเป๊ะ ๆ มาตราหนึ่งอาจจะจบก่อนหรือหลังสักเล็กน้อยเดี๋ยวจะมีการพูดคุยกัน ระหว่างวิป แล้วก็เห็นด้วยกับท่านประธานเรื่องการอภิปรายในวาระที่สอง ก็อยากให้เป็น เรื่องของรายละเอียดจริง ๆ ไม่ใช่เป็นการอภิปรายภาพรวมแบบวาระที่หนึ่ง แล้วก็หวังว่า จะมีการรักษาองค์ประชุม เพื่อให้ ๓ วันนี้ผ่านไปอย่างราบรื่น ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณ ประธานวิปฝ่ายค้านครับ เอาตามที่ท่านได้แจ้งมามันมีไม่ตรงกันเล็กน้อย ก็เอาตามว่า ๓ วัน เริ่มเวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วัชระพล ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย กราบขอบพระคุณท่านประธาน จากข้อมูลที่ท่านประธานแจ้งก็เป็นไปตามนั้นเลยครับ แล้วก็ ขอบพระคุณท่านประธานวิปฝ่ายค้านด้วยที่ได้ท้วงติงเรื่องเปิดประชุมในวันศุกร์ ก็เป็นไป ตามที่ท่านประธานวิปฝ่ายค้านได้แจ้งเลยครับ ทางรัฐบาลไม่มีปัญหา แต่ว่าที่ท่านประธานวิป ฝ่ายค้านได้เป็นห่วงเรื่องเวลาอย่างนี้ครับ ทางที่ประชุมนี้ก็ได้ลงความเห็นกันว่าเราจะเน้น ไปที่มาตรามากกว่าที่จะเป็นเรื่องเวลา ก็พยายามจะให้ได้มาตราเยอะที่สุดในแต่ละวัน กราบขอบคุณท่านประธานครับ
ขอให้ประสานงาน กันตลอดเวลาก็แล้วกัน เพราะว่าเรามีทั้งหมดกี่มาตรา แต่ละวันนั้นก็ดูเพื่อให้เวลาเราจะ ไม่ต้องไปใช้วันเสาร์ให้จบในวันศุกร์ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับอย่างที่ว่าเป็นเรื่องของเวลา เป็นเรื่อง ของมาตรา และ ๒. การอภิปรายขอให้อยู่ในวาระที่สองเป็นส่วนใหญ่ ต่อไปก็จะเป็นการเข้า พิจารณาในระเบียบวาระที่ ๔
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ ซึ่งคณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ผมขอเชิญคณะกรรมาธิการทุกท่านเข้าประจำที่ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นการพิจารณาในวาระที่สอง ซึ่งจะพิจารณาเริ่มต้น ตั้งแต่ ชื่อร่าง คำปรารภ แล้วเรียงลำดับมาตราจนจบร่าง โดยผมจะให้กรรมาธิการที่ สงวนความเห็น และผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติไว้อภิปรายก่อน ส่วนสมาชิกจะอภิปราย เฉพาะถ้อยคำหรือข้อความที่คณะกรรมาธิการแก้ไขเพิ่มเติมเท่านั้น เมื่อคณะกรรมาธิการ ตอบชี้แจงแล้วจะเป็นการลงมติในมาตรานั้น ๆ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๑ ขณะนี้ผมขอเชิญ ประธานคณะกรรมาธิการได้แถลงก่อนครับ
กราบเรียนท่าน ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ และท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ ทุกท่าน กระผม นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ ขอเสนอรายงานการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ ต่อท่านประธานและท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร
ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้ประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ ซึ่งคณะรัฐมนตรีเสนอและได้มีมติรับหลักการ แห่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวในวาระหนึ่ง เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๘ และมีมติ แต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ นั้น คณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ปรากฏรายละเอียดตามรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งได้เสนอสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านแล้ว กระผมขอเรียนสรุปสาระสำคัญของผล การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ ต่อที่ประชุมดังนี้
คณะกรรมาธิการวิสามัญได้เริ่มพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ตั้งแต่วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๘ จนแล้วเสร็จในวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๘ โดยได้ร่วมกันพิจารณา รายละเอียดงบประมาณของหน่วยรับงบประมาณ รวม ๒,๙๘๕ หน่วยรับงบประมาณ ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินภารกิจ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนา ประเทศให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายและแผนระดับชาติ ว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งแผนปฏิบัติราชการของ กระทรวง โดยพิจารณาตามความจำเป็นและภารกิจของหน่วยรับงบประมาณและ แผนพัฒนาพื้นที่ตามความต้องการของประชาชน ตลอดจนคำนึงถึงฐานะการคลัง เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนหน่วยรับ งบประมาณภายใต้หลักธรรมาภิบาล สุจริต โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน โดยมีข้อสังเกตในภาพรวมที่สำคัญ เพื่อให้รัฐบาลดำเนินการเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ ซึ่งมีแนวโน้มชะลอตัวกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลกระทบต่องบประมาณทั้งด้านรายได้และ รายจ่าย การเตรียมงบประมาณเพื่อรองรับมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลักและ การบริหารจัดการหนี้สาธารณะให้ลดลงในระยะยาว เพื่อให้มีพื้นที่การคลังไว้ใช้ในยามที่เกิด วิกฤติทางเศรษฐกิจ โดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังในอนาคต พร้อมทั้งให้ความสำคัญ กับการแก้ไขปัญหาแต่ละจังหวัดที่มีความเฉพาะเจาะจงและแตกต่างกันไปตามบริบทในพื้นที่ โดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ รวมทั้งหน่วยรับ งบประมาณควรมีการแสดงข้อมูลการใช้เงินนอกงบประมาณที่แสดงให้เห็นถึงแผนการ ดำเนินงานประจำปี เพื่อให้การพิจารณางบประมาณมีความครอบคลุมทุกแหล่งเงินและ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ในการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญได้แต่งตั้ง คณะอนุกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ จำนวน ๘ คณะ และคณะกรรมาธิการวิสามัญ ได้ปรับลดงบประมาณ จำนวน ๘,๙๒๐,๗๘๑,๓๐๐ บาทถ้วน โดยได้พิจารณาจาก ความสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน รวมทั้งเป้าหมายและผลการดำเนินงานจริง ความคุ้มค่าและความพร้อมในการดำเนินงานและศักยภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ ตลอดจนให้ความสำคัญกับเงินนอกงบประมาณหรือรายได้ที่จัดเก็บของหน่วยรับงบประมาณ เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา อาทิ ๑. รายการที่มีผลการดำเนินงานล่าช้ากว่าแผน ที่กำหนดไว้ และคาดว่าไม่สามารถใช้จ่ายได้ทันภายในปีงบประมาณ หรือรายการผูกพัน งบประมาณเดิมที่มีผลการจัดซื้อจัดจ้างต่ำกว่าวงเงินงบประมาณที่เสนอไว้ ๒. รายการที่ ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน หรือที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ซึ่งไม่เป็นค่าใช้จ่ายในการ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ ๓. รายการที่สามารถชะลอได้โดยไม่กระทบภารกิจ ให้บริการประชาชน หรือทบทวนโครงการให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย ๔. รายการที่ยกเลิกโครงการหรือสามารถใช้เงินจากแหล่งอื่นนอกเหนือจากเงินงบประมาณได้ เช่น เงินนอกงบประมาณ หรือรายได้ที่จัดเก็บเอง หรือเงินสะสมคงเหลือ สำหรับการเพิ่ม งบประมาณนั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาเพิ่มงบประมาณตามความเหมาะสม จำเป็นให้เพียงพอกับการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานดังนี้
๑. งบกลางเป็นค่าใช้จ่ายรายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น
๒. สำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) เป็นค่าใช้จ่ายบุคลากร เงินเดือนของพนักงาน และค่าใช้จ่ายส่วนควบ
๓. กระทรวงการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับ การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงิน ระหว่างประเทศ ปี ๒๕๖๙
๔. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมส่งเสริมพัฒนา คุณภาพชีวิตคนพิการ เป็นแค่จ่ายสนับสนุนปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยสำหรับคนพิการ
๕. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับโครงการบรรเทาปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5
๖. กระทรวงยุติธรรม กรมคุมประพฤติ เป็นค่าใช้จ่ายในการปรับเปลี่ยน พฤติกรรม สำหรับการติดตามผลระหว่างที่ถูกคุมความประพฤติของผู้ถูกคุมความประพฤติ คดียาเสพติด
๗. กระทรวงแรงงาน สำนักงานประกันสังคม เป็นค่าใช้จ่ายตามสิทธิในการ ชำระเงินสมทบของฝ่ายรัฐบาล สำหรับเงินสมทบกองทุนประกันสังคมในส่วนที่รัฐค้างชำระ
๘. รัฐวิสาหกิจ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เป็นค่าใช้จ่าย สนับสนุนค่างานโยธาตามสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์- ศูนย์วัฒนธรรม กรุงเทพมหานคร
๙. หน่วยงานของศาล และหน่วยงานขององค์กรอิสระ และองค์กรอัยการ ได้แก่ สำนักงานศาลปกครอง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นค่าใช้จ่ายบุคลากรและค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนการดำเนินงานตามภารกิจ ของหน่วยงานให้เพียงพอ รวมจำนวนทั้งสิ้น ๘,๙๒๐,๗๘๑,๓๐๐ บาทถ้วน วงเงินตามจำนวน ที่ปรับลดงบประมาณได้ นอกจากนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาอนุมัติให้มี การเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ ประกอบด้วย
๑. การถ่ายโอนภารกิจ สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา นวมินทราชินี สอน. และ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล รพ.สต. โดยขอลดงบประมาณ รายจ่ายของกระทรวงสาธารณสุขในส่วนที่เกี่ยวกับการถ่ายโอนบุคลากรของ สอน. รพ.สต. และจากสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จำนวน ๗๐,๗๑๗,๕๐๐ บาทถ้วน เพื่อเสนอ ขอเพิ่มงบประมาณให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุน การถ่ายโอนบุคลากร สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา นวมินทรราชินี และ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด จำนวน ๑๓ แห่ง
๒. การยุบรวมองค์การบริหารส่วนตำบลภายใต้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย โดยรวมกับเทศบาล โดยขอลดงบประมาณของกรมส่งเสริมการปกครอง ท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย จำนวน ๑๑๔,๕๓๙,๕๐๐ บาทถ้วน เพื่อเสนอของบประมาณ ให้กับเทศบาลเมือง จำนวน ๓ แห่ง เทศบาลตำบล จำนวน ๑ แห่ง ท่านประธานที่เคารพ ผมขอกราบเรียนว่าการพิจารณารายละเอียดงบประมาณทั้งการปรับลด การเพิ่ม และ การเปลี่ยนแปลงงบประมาณดังกล่าว คณะกรรมาธิการวิสามัญได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ กับความพร้อมและศักยภาพของหน่วยงาน ความซ้ำซ้อน เป้าหมายการดำเนินงาน ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ภารกิจเพื่อสนับสนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ การแก้ไข ปัญหาความเป็นอยู่ของประชาชนและประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรงเป็นสำคัญ รวมทั้ง สนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตและมีความเข้มแข็ง รองรับผลกระทบทั้งจากปัจจัยภายในและ ภายนอกประเทศได้อย่างมีเสถียรภาพ ตลอดจนการดำเนินการนั้นต้องไม่ขัดหรือแย้ง กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถดำเนินการภายในกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่าย จำนวน ๓,๗๘๐,๖๐๐ ล้านบาท สำหรับรายละเอียดผลการพิจารณา รวมทั้งข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญปรากฏ ตามเอกสารรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ได้แจกให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติแล้ว รวม ๔ เล่มคือ เล่มที่ ๑ เป็นรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ เล่มที่ ๒ เป็นร่าง พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ เล่มที่ ๓ เป็นรายงาน ผลการพิจารณารายการปรับลดงบประมาณ และเล่มที่ ๔ เป็นรายงานผลการพิจารณา รายการเพิ่มและเปลี่ยนแปลงงบประมาณ ท่านประธานที่เคารพ กระผมขอถือโอกาสนี้ ขอบคุณท่านกรรมาธิการวิสามัญทุกท่านที่ได้ให้ความสำคัญเสียสละเวลาและร่วมมือกัน ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ อย่างเต็มที่จนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี พร้อมทั้งขอขอบคุณท่านหัวหน้าหน่วยรับงบประมาณ ทุกท่าน ที่ได้ความร่วมมือในการชี้แจงรายละเอียดและจัดเตรียมเอกสารให้คณะกรรมาธิการ วิสามัญเป็นอย่างดี สุดท้ายนี้กระผมและคณะกรรมาธิการวิสามัญยินดีและพร้อมที่จะชี้แจง ข้อซักถามของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติในแต่ละมาตราต่อไป ขอบคุณครับ
ขอบคุณ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ขอเชิญท่านเลขาธิการดำเนินการต่อไปครับ
ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๙ ชื่อร่างพระราชบัญญัติ ไม่มีการแก้ไข มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ
ขอเชิญผู้สงวน คำแปรญัตติครับ ถ้าไม่อยู่เลขาธิการต่อเลยครับ
คำปรารภ ไม่มีการแก้ไข มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ
เชิญผู้สงวน คำแปรญัตติถ้ายังติดใจครับ ไม่อยู่นะครับ ท่านเลขาธิการต่อเลยครับ
มาตรา ๑ ไม่มีการแก้ไข มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ
เชิญครับ ไม่มี ท่านเลขาธิการต่อครับ
มาตรา ๒ ไม่มีการแก้ไข มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ
เชิญครับ ไม่อยู่ เชิญต่อเลยครับ
มาตรา ๓ ไม่มีการแก้ไข มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ
เชิญครับ ไม่อยู่ เชิญต่อเลยครับท่านเลขาธิการ
หมวด ๑ บททั่วไป ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๔ งบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ
ขอเชิญ กรรมาธิการที่สงวนความเห็นก่อนครับ ท่านแรก ท่านศิริกัญญา ตันสกุล ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ศิริกัญญา ตันสกุล สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ดิฉัน ได้สงวนความเห็นในมาตรา ๔ ภาพรวมไว้ว่าจะขอให้มีการปรับลดงบประมาณเพิ่มอีก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เหลือ ๓,๗๓๐,๖๐๐ ล้านบาทค่ะท่านประธาน ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติที่เรา อยากที่จะตัดลดงบประมาณเพิ่มในยามที่ประเทศอาจจะกำลังเผชิญกับวิกฤติคู่หรือว่า Twin Crisis ทั้งทางด้านเศรษฐกิจแล้วก็การปะทะในเขตชายแดน ซึ่งเราก็หวังว่าวิกฤติหลังนี้ น่าจะจบในเร็ววันไม่ได้ยืดเยื้อไปจนถึงปีงบประมาณ ๒๕๖๙ แต่วิกฤติแรกมันทำให้เรามาถึง จุดที่ดิฉันต้องขอปรับลดงบประมาณลง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อเป็นการเก็บกระสุนไว้ใช้ ในยามจำเป็น อีก ๓ วันข้างหน้า ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกก็คงจะได้รับฟังว่ามันมี รายการอะไรบ้าง มันมีประเด็นใดบ้างของงบประมาณปี ๒๕๖๙ ที่ได้จัดทำมา ที่ซ้ำซ้อน ที่แพง ที่ไม่จำเป็น ที่จำเป็นจะต้องมีการตัดลด รีดไขมันออก ต้องชะลอ ต้องเลื่อนออกไปก่อน ต้องจัดลำดับความสัมพันธ์กันใหม่แต่นั่นคือเหตุผลทางด้านงบประมาณ ส่วนดิฉันเอง อยากจะนำเสนอเหตุผลในการปรับลดงบประมาณที่เป็นเหตุผลทางด้านการคลังที่จะขอ ปรับลดในวันนี้ค่ะท่านประธาน จากวิกฤติที่จะเกิดจากสงครามการค้าที่กำลังจะมาถึงทำให้ การคลังของประเทศตกอยู่ในภาวะ ๓ เสี่ยง เสี่ยงทั้งทางด้านรายได้ รายจ่าย แล้วก็ หนี้สาธารณะ ขอสไลด์ที่ ๒ ขึ้นเลยนะคะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
อันนี้เป็นแนวโน้มเศรษฐกิจ ที่จัดทำโดยสภาพัฒน์และได้มานำเสนอให้กับทางกรรมาธิการได้รับทราบ ที่ดิฉันวงเอาไว้ ก็คือประมาณการของจีดีพีในปี ๒๕๖๙ ว่าจากเดิมในตอนที่มีการจัดทำงบประมาณฉบับนี้ ก็คือราว ๆ ปลายปี ๒๕๖๗ ตอนนั้นจีดีพียังคาดการณ์ว่าจะเติบโตอยู่ที่ ๒.๘ เปอร์เซ็นต์ ล่าสุดเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๘ จีดีพีมีการคาดการณ์ว่าในปี ๒๕๖๙ จะเติบโตเพียงแค่ ๑.๖ เปอร์เซ็นต์ ลดลงมา ๑.๒ เปอร์เซ็นต์ หลายท่านอาจจะบอกว่าตอนนี้เราทราบ อัตราภาษีแล้วสถานการณ์อาจจะดีขึ้น ไม่ค่ะ หลาย ๆ สำนักวิจัยมีการปรับเพิ่มประมาณการ เศรษฐกิจสำหรับปี ๒๕๖๘ ขึ้นเป็น ๒.๐ ๒.๓ ๒.๕ บ้าง แต่ยังไม่มีสำนักวิจัยไหนที่ปรับเพิ่ม งบจีดีพีสำหรับปี ๒๕๖๙ เลย
ทีนี้มาดูที่เสี่ยงแรกก่อน เสี่ยงที่จะเกิดจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ลงมากขณะนี้กับรายได้ ประมาณการรายได้ของปี ๒๕๖๙ ใช้ฐานจากจีดีพีที่ ๒.๘ ทำให้ เมื่อจีดีพีปรับลดลงก็จะทำให้การจัดเก็บรายได้ลดลงด้วย จากการประมาณการของสำนักงาน เศรษฐกิจการคลังบอกว่าทุก ๆ ๑ เปอร์เซ็นต์ที่จีดีพีที่เป็น Domino หรือว่าราคาประจำปี ลดลงจะทำให้รายได้จัดเก็บได้ลดลง ๐.๘๕ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นถ้าจีดีพีลดลง ๑.๗ เปอร์เซ็นต์ ก็จะทำให้รายได้รัฐบาลจัดเก็บได้ลดลง ๑.๔๕ เปอร์เซ็นต์ แต่เศรษฐกิจที่จะชะลอตัวจาก สงครามการค้าไม่ได้ส่งผลเฉพาะในจีดีพีของประเทศเรา แต่ว่าส่งผลกับจีดีพีของประเทศทั่วโลก และอีก ๑ ปัจจัยที่จะทำให้รายได้ที่เราจัดเก็บได้ลดลงก็คือราคาน้ำมันที่จะปรับลดลงด้วย มีการประมาณการว่าราคาน้ำมันดิบโลกนี้ในปี ๒๕๖๙ จะอายุระหว่าง ๖๐-๖๘ ดอลลาร์ ต่อบาร์เรลเท่านั้นเอง ต่างจากที่เคยประมาณการไว้ที่ ๗๕ ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งนั่นจะทำให้ เราจัดเก็บรายได้ที่ได้จากภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าน้ำมันลดลง ประมาณ ๐.๗ เปอร์เซ็นต์เช่นเดียวกัน รวม ๆ แล้วแค่ ๒ ปัจจัยนี้น่าจะทำให้รัฐจัดเก็บรายได้ ได้พลาดเป้าอาจจะเกือบ ๖๔,๐๐๐ ล้านบาทเลยด้วยกัน ท่านประธานที่เคารพคะ นี่เป็น เรื่องใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นในปี ๒๕๖๙ อันเนื่องมาจากความผันผวนของเศรษฐกิจที่เกิดจาก สงครามการค้า แต่เรื่องเดิมที่เป็นปัญหาของการจัดเก็บรายได้ของประเทศไทยก็ยังคงอยู่ เรามีปัญหาในเรื่องการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐบาลมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เราจัดเก็บภาษีได้ ประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ซึ่งต่ำกว่าหลาย ๆ ประเทศที่เป็นประเทศในกลุ่มเดียวกับ ประเทศเรา ปี ๒๕๖๗ รายได้หลังจากภาษีจัดเก็บตกเป้าไปเกือบ ๆ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ในท้ายที่สุดนี้สามารถที่จะปิดหีบได้เพราะว่ามีรายได้พิเศษมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการให้ ปตท. ปันผลก่อนเวลาอันควร หรือว่าบีบให้กองทุนวายุภักษ์ปันผลเพิ่มเติม และกองสลาก ก็มีรายได้เพิ่มเติมแล้วก็สามารถที่จะปันผลได้เพิ่ม จะสังเกตว่ารายได้จากรัฐวิสาหกิจ ในปี ๒๕๖๗ เพิ่มขึ้นถึง ๒๕.๔ เปอร์เซ็นต์ เรียกได้ว่าเป็นเดอะแบกที่ทำให้เราสามารถปิดหีบ ในปี ๒๕๖๗ ได้ ปีต่อมา ปี ๒๕๖๘ สถานการณ์ก็ยังคงเหมือนเดิม เราก็มีแนวโน้มที่จะจัดเก็บ ภาษีตกเป้าอีกเช่นเดียวกัน เฉพาะ ๙ เดือนแรก รายได้ภาษีตกไปแล้วเกือบ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเห็นได้ชัดก็คือสรรพสามิตเจ้าเดิมจากการที่จัดเก็บภาษีรถยนต์ ภาษีน้ำมัน ภาษียาสูบ ไม่ได้ แต่ที่ไล่ ๆ มาตามหลังคือกรมสรรพากร พอเศรษฐกิจตกต่ำก็จะทำให้จัดเก็บภาษีเงินได้ ลดลงด้วยเช่นเดียวกัน แต่ไม่รู้ว่าปีนี้จะมีเดอะแบกอย่างรัฐวิสาหกิจใดมาช่วยปิดหีบอีก หรือไม่ ถ้าไม่มีก็จะเป็นปัญหาทางการคลังต่อไป ต่อมาในปี ๒๕๖๙ อย่างที่บอกว่าเรากำลัง จะมีปัญหาใหม่มา ปัญหาเดิมยังไม่ได้มีการแก้ไข ถึงแม้ว่าจะมีแผนที่จะมีการปฏิรูปโครงสร้าง ภาษีที่จะประกาศในประมาณเดือนกันยายน แต่ตอนนี้เราก็ยังไม่เห็น ก็อยากที่จะทราบจาก ทางท่านประธานคณะกรรมาธิการเหมือนกันว่าจะมีแนวทางอย่างไร เพราะว่าปัญหาเดิม ๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดเก็บภาษีรถยนต์ที่มีแนวโน้มลดลง ลดลงเรื่อย ๆ จากการที่คนไปใช้ รถยนต์ไฟฟ้า หรือว่าการจัดเก็บภาษียาสูบที่มีการเปลี่ยนอัตราใหม่แล้วไม่สามารถที่จะ จัดเก็บได้ในเหมือนเดิมอีกต่อไป อันนี้ก็จะเป็นความเสี่ยงสำคัญทางด้านรายได้ที่เรา จะต้องเจอในปี ๒๕๖๙
ต่อมาในความเสี่ยงทางด้านรายจ่าย อย่างที่ดิฉันเคยอภิปรายในตอน วาระที่หนึ่งไปแล้ว ความเสี่ยงด้านรายจ่ายเมื่อเรากำลังจะต้องเจอกับวิกฤติทางด้านเศรษฐกิจ เราจำเป็นที่ต้องมีงบในการพยุง ฟื้นฟู กระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ว่าไม่ได้มีการเตรียมการเอาไว้ งบกลางรายการกระตุ้นเศรษฐกิจก็ยังคงอยู่ที่ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาทเท่าเดิม ไม่ได้มี การเปลี่ยนแปลง ไม่ได้มีการแปรเพิ่มเข้ามาในส่วนนี้ ทั้ง ๆ ที่ในปี ๒๕๖๘ ที่ไม่มีวิกฤติ มีเกือบ ๆ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กองทุนเอฟทีเอที่จะช่วยเหลือเกษตรกรไม่ได้รับการจัดสรร งบประมาณเลยและไม่ได้มีการแปรญัตติงบเพิ่มเติมแต่อย่างใด กองทุนส่งเสริมการค้า ระหว่างประเทศได้งบเพิ่มแค่ ๕ ล้านบาท ซึ่ง ๘๐๐ ล้านบาท แทบจะทำอะไรไม่ได้ในช่วง ที่เกิดวิกฤติ อันนี้ก็จะเป็นความเสี่ยงทางด้านรายจ่ายที่จะมาทำให้กดดัน ทำให้เราไม่มี งบประมาณเหลือจ่ายไปใช้ในการที่จะพยุงหรือฟื้นฟูเศรษฐกิจ
ความเสี่ยงด้านสุดท้าย คือความเสี่ยงด้านหนี้สาธารณะ หนี้สาธารณะกำลัง จะชนเพดานแล้ว พื้นที่ทางการคลังของเราเหลือไม่มากแล้ว ณ ปัจจุบันที่เดือนมิถุนายน ๒๕๖๘ หนี้สาธารณะอาจจะอยู่ที่ ๖๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเราคิดว่าน่าจะพอไหว แต่สิ้นปี งบปี ๒๕๖๘ ก็จะขึ้นไปอยู่ที่ ๖๖ เปอร์เซ็นต์ ในส่วนของสิ้นปี ๒๕๖๙ นี้ ถ้ากู้ตามที่ได้ วางแผนไว้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะขึ้นไปถึง ๖๙ เปอร์เซ็นต์ อันเนื่องมาจากว่าจีดีพีของเรา ที่กำลังถดถอยลงเรื่อย ๆ ก็เลยทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีกำลังจะชนเพดาน ในปี ๒๕๖๙ นี้แล้ว จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงจะต้องมีการประหยัดงบประมาณในส่วนนี้ เพื่อไปสมทบในส่วนหน้า ดิฉันคิดว่าแน่นอนแล้วที่เราจำเป็นที่จะต้องมีการขยายเพดาน หนี้สาธารณะให้เกิน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี และอาจจะต้องมีการออก พ.ร.บ. เงินกู้ หรือ พ.ร.ก. เงินกู้อะไรต่าง ๆ เพื่อมาพยุงเศรษฐกิจในปี ๒๕๖๙ เพราะว่าถ้าดูจากยอด ปรับลดของปี ๒๕๖๙ เพื่อที่จะเกลี่ยงบประมาณใหม่ไปใช้ในสิ่งที่ถูกที่ควร ปรากฏว่า ไม่ได้เป็นไปตามนั้นเลย การพิจารณาทั้ง ๒ เดือนที่ผ่านมาปรับลดงบประมาณไปได้เพียง ๘,๙๒๑ ล้านบาท แล้วก็ถูกนำไปเกลี่ยให้กับงบประมาณที่มันควรจะต้องเป็นงบที่ต้องขอ มาตั้งแต่เริ่มแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้หนี้ให้กับรถไฟฟ้าสายสีส้ม ไม่ว่าจะเป็นการจัดงาน ประชุม Conference ของ World Bank ไอเอ็มเอฟ ไม่ว่าจะเป็นงบที่จะต้องใช้คืนหนี้ ประกันสังคมต่าง ๆ เหล่านี้ มันเป็นสิ่งที่เราควรจะต้องเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว จะเห็นว่า ยอดปรับลดของปี ๒๕๖๙ ไม่ได้รู้สึกรู้สาเลยว่าเรามีวิกฤติรออยู่ แตกต่างจากในปีอื่น ๆ ที่เรา เผชิญวิกฤติโควิด เราเคยตัดได้มากถึง ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท
ท่านประธานที่เคารพคะ จึงเป็นเหตุผลว่าดิฉันไม่ได้อยากที่จะปรับลด งบประมาณในช่วงเวลาที่เรากำลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ แต่ว่าเราจำเป็นที่จะต้องเก็บกระสุน ถ้าการจัดงบประมาณในครั้งนี้ยังไม่ได้ตอบโจทย์ที่จะช่วยให้ประเทศรอดพ้นจากสงคราม การค้าได้ เราก็จำเป็นที่จะต้องปรับลดงบประมาณในครั้งนี้เพื่อเก็บพื้นที่ทางการคลังเอาไว้ใช้ เมื่อเกิดวิกฤติจริง ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณพริษฐ์ วัชรสินธุ ครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อดีตพรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการผู้ขอสงวนความเห็น ท่านประธานครับ ผมเข้าใจดีว่า รัฐบาลนั้นได้เริ่มจัดสรรงบประมาณ ปี ๒๕๖๙ ตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดวิกฤติภาษีตอบโต้กับสหรัฐ แต่สิ่งที่ผมไม่สามารถเข้าใจได้และไม่สามารถเห็นด้วยได้ คือการที่คณะกรรมาธิการ งบประมาณซึ่งก็มีเสียงข้างมากมาจากตัวแทนรัฐบาลนั้นได้ทำน้อยเกินไปในการจัดลำดับ ความสำคัญงบประมาณปี ๒๕๖๙ กันใหม่ เพื่อเตรียมรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจที่จะตามมา จากทั้งข้อตกลงกับสหรัฐและจากระเบียบโลกที่มีความไม่แน่นอน และจะส่งผลกระทบ อย่างรุนแรงต่อปากท้องของพี่น้องประชาชนในทุกภาคส่วน หากเทียบให้เห็นภาพ เมื่อ ๕ ปีที่แล้ว กรรมาธิการงบประมาณ ปี ๒๕๖๔ ได้มีการจัดงบใหม่ไปประมาณ ๓๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพื่อเตรียมต่อกรกับวิกฤติเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจากโควิด แต่พอมาปีนี้ กรรมาธิการงบประมาณ ปี ๒๕๖๙ มีการจัดงบใหม่ไปเพียงแค่ ๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพื่อต่อกรกับวิกฤติเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจากกรณีภาษีตอบโต้ของสหรัฐ ตลอดการอภิปราย ใน ๓ วันข้างหน้านี้ ผมเชื่อว่าท่านประธานนั้นจะได้ข้อสรุปเหมือนกับผมว่าสิ่งที่ประเทศเรา ขาดมากที่สุดไม่ใช่เรื่องปริมาณของงบประมาณ แต่คือประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณ อย่างตรงจุดและอย่างคุ้มค่า ไม่ว่าจะเปิดไปดูงบประมาณของกระทรวงไหนเราจะสามารถ ค้นพบงบประมาณบางส่วนที่เราสามารถปรับลดได้เพื่อโยกไปแก้ปัญหาให้กับพี่น้อง ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นอาคารสำนักงานที่หรูหรา ใหญ่ หรือมีมากเกินจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นงบ ในการพัฒนาแพลตฟอร์ม Application ที่ทำไปแล้วก็ไม่มีคนมาใช้ หรือไม่ว่าจะเป็นงบอบรม สัมมนาที่อาจจะไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ตามวัตถุวัตถุประสงค์ที่วางไว้ แต่ในมาตรานี้ ในภาพรวม ผมจะขออนุญาตอภิปรายถึงปัญหาหนึ่งเกี่ยวกับระบบราชการและการจัดทำงบประมาณ ของประเทศเราที่ไปส่งผลให้งบประมาณของแทบทุกกระทรวงนั้นถูกตั้งไว้สูงเกินจำเป็น นั่นก็คือปัญหาเรื่องของความซ้ำซ้อนในการจัดทำงบประมาณ ปัญหาเรื่องความซ้ำซ้อนที่ว่านี้ ผมแบ่งออกเป็น ๓ ด้านด้วยกัน คือปัญหาแยกกันทำ ปัญหาแย่งกันทำ และปัญหาย้าย ออกไปทำ
มาดูที่ปัญหาที่ ๑ หรือว่าปัญหาแยกกันทำซึ่งหมายถึงความซ้ำซ้อนในระดับ ของโครงการ นั่นคือการที่เรามีโครงการที่อาจจะเป็นประโยชน์และคาบเกี่ยวกับภารกิจ ของหลายหน่วยงาน แต่หน่วยงานดังกล่าวกลับเลือกที่จะต่างคนต่างทำมากกว่าร่วมกันทำ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือเรื่องของแพลตฟอร์มยกระดับทักษะแรงงาน เมื่อ ๑ ปีที่แล้วผมเคย ได้รวบรวมและนำมาอภิปรายในสภาแห่งนี้เพื่อชี้ให้ท่านประธานเห็นว่าประเทศเรานั้น ได้มีการลงทุนไปกับการพัฒนาแพลตฟอร์มเกี่ยวกับทักษะนั้นอย่างน้อย ๑๒ แพลตฟอร์ม จาก ๑๒ หน่วยงาน คาบเกี่ยว ๕ กระทรวง ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์ม Thai MOOC ของ กระทรวง อว. ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์ม EWE ของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ หรือว่าแพลตฟอร์ม CEA Online Academy ของ CEA เป็นต้น ผ่านมา ๑ ปี รัฐบาลก็ไม่ได้มีความพยายาม ในการจะควบรวมแพลตฟอร์มเหล่านี้ แต่กลับมีการเพิ่มแพลตฟอร์มขึ้นมาอีกอย่างน้อย ๑ แพลตฟอร์ม อย่างเช่น แพลตฟอร์ม OFOS ของ DGA ซึ่งพอสอบถามไปแล้วก็ค้นพบว่า ไม่ได้มี Feature อะไรใหม่ที่แพลตฟอร์มเดิมนั้นไม่สามารถทำได้ ขยับมาที่งบประมาณ ๒๕๖๙ ปีนี้ครับท่านประธานปัญหานี้ก็ยังคงอยู่ เพราะในมุมหนึ่งเราก็ยังคงมีหลายหน่วยงาน ที่ต่างขยันของบประมาณทำแพลตฟอร์มการเรียนรู้ใหม่ ๆ ยกตัวอย่างเช่น สำนักงานปลัด อว. และ สพฐ. ก็ต่างมีการของบผูกพันหลักพันล้าน เพื่อทำแพลตฟอร์มชื่อเดียวกันชื่อว่า Skill Credit Portfolio ในขณะที่แพลตฟอร์มเดิมที่มีอยู่แล้วก็ยังมีการของบพัฒนาต่อยอด ไปอีก ยกตัวอย่างเช่น Thai MOOC ปีนี้ก็มีการของบเข้ามา ๒๐ ล้านบาท
ปัญหาที่ ๒ คือปัญหาที่ผมเรียกว่าปัญหาแย่งกันทำ หรือความซ้ำซ้อน ในระดับของภารกิจ ความหมายที่ว่านี้คือการที่หลายหน่วยงานนั้นอาจจะมีการขีดเส้นและ จัดวางภารกิจที่แตกต่างกันและไม่ซ้ำซ้อนกันอย่างชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติเรากลับเห็นว่า หลายหน่วยงานนั้นมีการขยายภารกิจของตัวเองที่เสี่ยงจะไปซ้ำซ้อนกับภารกิจของหน่วยงานอื่น ยกตัวอย่างในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ แม้เรามี ๓ กรมที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ ที่มีการแบ่งงานกันอย่างชัดเจน นั่นคือกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่รับผิดชอบ เรื่องการเจรจาข้อตกลงใหม่ กรมการค้าระหว่างประเทศ ที่รับผิดชอบเรื่องการอำนวย ความสะดวกและกำกับการค้าให้เป็นไปตามข้อตกลง และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่รับผิดชอบเรื่องการหาตลาดให้กับสินค้า แต่พอไปดูในเชิงปฏิบัติครับท่านประธาน เรากลับค้นพบว่ากรมการค้าระหว่างประเทศในปีนี้ก็ยังมีการตั้งงบประมาณ ๑๐-๒๐ ล้านบาท เพื่อประชาสัมพันธ์ข้าวอินทรีย์และมันสำปะหลัง ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นภารกิจของกรมส่งเสริม การค้าระหว่างประเทศมากกว่า หรืออีกตัวอย่างหนึ่งในกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาก็มีการ แบ่งงานกันชัดเจนในเชิงทฤษฎีว่าสำนักงานปลัดรับผิดชอบเรื่องแผนธุรการ การท่องเที่ยว แห่งประเทศไทยนั้นรับผิดชอบเรื่องการดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาที่ประเทศไทย ในขณะที่ กรมการท่องเที่ยวรับผิดชอบเรื่องการดูแลนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทยแล้ว แต่ในเชิงปฏิบัติเราก็เห็นว่ายังคงมีความซ้ำซ้อนกันอยู่ ยกตัวอย่างเช่น สำนักปลัดปีนี้ ก็มีการตั้งงบประมาณประมาณ ๑๐ ล้านบาท เพื่อมาจัดงานวิ่งให้กับนักท่องเที่ยวเสียเอง
ส่วนปัญหาสุดท้ายครับท่านประธาน ปัญหาที่ ๓ คือปัญหาที่ผมเรียกว่า ปัญหาย้ายออกไปทำ หรือความซ้ำซ้อนในระดับของหน่วยงาน นั่นก็คือการที่เรามีหลาย หน่วยงานที่ถูกตั้งขึ้นมาด้วยภารกิจที่เสี่ยงจะซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว ผมยกตัวอย่าง เพียงตัวอย่างเดียวครับท่านประธาน คาบเกี่ยวกับการทำงานของสำนักงานปลัดของแต่ละ กระทรวง เราทราบกันดีว่าภารกิจสำคัญอย่างหนึ่งของสำนักงานปลัดที่มีอยู่ในทุกกระทรวงนั้น คือเรื่องของแผนและนโยบาย ท่านประธานไม่ต้องเชื่อผมก็ได้ ถ้าท่านประธานเปิดเอกสาร งบประมาณก็จะค้นพบว่าจากสำนักปลัดทั้งหมด ๒๐ แห่ง มีถึง ๑๘ แห่ง หรือ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ที่มีการระบุไว้อย่างชัดเจนเรื่องการทำแผนและนโยบายอยู่ในตัวพันธกิจของหน่วยงาน แต่ในความเป็นจริงครับท่านประธาน หลายกระทรวงกลับมีหน่วยงานอื่นระดับกรมที่ถูกตั้ง แยกออกมาจากสำนักปลัดเพื่อมารับผิดชอบเรื่องของแผนและนโยบาย เรามี ๔ กระทรวง ที่มีสำนักนโยบายและแผนตั้งแยกออกมาเป็นหน่วยงานระดับกรม เรามี ๓ กระทรวง ที่มีสำนักงานเศรษฐกิจ และอีก ๑ กระทรวง ที่มีสำนักกิจการซึ่งล้วนพูดถึงภารกิจและพันธกิจ เรื่องของการจัดทำแผนและนโยบาย เราก็มีอีก ๒ กระทรวง ที่มีหน่วยงานในรูปแบบสภา ที่มารับผิดชอบเรื่องนโยบายเช่นกัน แน่นอนผมต้องย้ำว่าผมไม่ได้บอกว่าผลงานของหน่วยงาน เหล่านี้ไม่มีความหมาย ไม่มีประโยชน์ หรือไม่มีความคุ้มค่า แน่นอนผมเข้าใจดีว่าการจะมา พิจารณาควบรวมหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งนั้นต้องศึกษากันอย่างละเอียดรอบคอบ และแน่นอนผมเข้าใจดีว่าการควบรวมหน่วยงานแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าจำนวนงานและ จำนวนคนจะลดลงเสมอไป แต่ผมมีความเชื่อว่าหากเรามีการศึกษาและพิจารณาควบรวมหน่วยงานที่มีภารกิจ ที่เสี่ยงจะซ้ำซ้อนกันอย่างจริงจังเราจะทำให้โครงการและกิจกรรมของรัฐนั้นมีความ สะเปะสะปะน้อยลงแต่ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนทรัพยากรมากขึ้น และเราจะทำให้ หน่วยงานของรัฐนั้นมีการผลิตแผนขึ้นหิ้งน้อยลงแต่ทำงานในทิศทางเดียวกันมากขึ้น ดังนั้น กล่าวโดยสรุปหากเราไม่เริ่มต้นมาปรับปรุงเรื่องของการจัดทำงบประมาณโดยการลดความ ซ้ำซ้อนที่แทรกอยู่ในทุกระดับของระบบราชการ ประเทศเราเสี่ยงจะไม่เหลืองบประมาณ เพียงพอในการแก้ไขปัญหาสำคัญ ๆ ของพี่น้องประชาชนและเสี่ยงจะไม่มีความคล่องตัวมากพอ ในการรับมือกับวิกฤติและปัญหาใหม่ ๆ ที่ถาโถมเข้ามา ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณอัศวิน สุทธิวิเชียรโชติ ครับ
เรียนท่านประธานและสมาชิก สภาผู้ทรงเกียรติ ผม อัศวิน สุทธิวิเชียรโชติ ในฐานะกรรมาธิการ วันนี้ผมได้สงวนความเห็น ในมาตรา ๔ งบภาพรวม จากประสบการณ์ที่ผมได้ทำงานในฐานะกรรมาธิการและ อนุกรรมาธิการที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ผมได้เห็นภาพชัดเจนว่าประเทศไทยไม่ได้ขาด งบประมาณ แต่เราขาดวิธีการใช้งบประมาณให้คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพให้เกิดประโยชน์ สูงสุด จากการตรวจสอบโครงการจำนวนมากผมพบว่าอย่างน้อยมี ๓ ปัญหาที่เห็นได้ชัด ซึ่งสะท้อนวัฒนธรรมการใช้งบประมาณที่มองแค่การเบิกจ่ายมากกว่าผลลัพธ์ที่ประชาชน จะได้ประโยชน์
ปัญหาที่ ๑ เรื่องโครงการที่ซ้ำซ้อนกัน มีหลายกรณีมากที่หลายหน่วยงาน ของบประมาณมาทำเรื่องเดียวกันทั้งที่มันควรจะทำแค่ที่เดียว ยกตัวอย่าง โครงการ แพลตฟอร์มแฟ้มสะสมทักษะหรือ Credit Portfolio ที่สำนักงานปลัดกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. ของบประมาณมา ๕,๔๐๐ ล้านบาท เป็นโครงการ ต่อเนื่อง ๓ ปี และเป็นโครงการเดียวกันนี้ ทำเรื่องเดียวกันแต่แยกโครงการกันก็คือขอมา โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. ของบประมาณ ๑,๕๐๐ ล้านบาท เป็นโครงการต่อเนื่องเช่นกัน ทั้งคู่เป็นแพลตฟอร์มเก็บข้อมูลการเรียน ทักษะของนักเรียน และนักศึกษา ผมถามหน่วยงานว่าได้คุยกันหรือเปล่า ระหว่างสำนักปลัด อว. และ สพฐ. คำตอบก็คือไม่ได้คุยกัน คือตอนนี้เราก็กำลังจะมี ๒ หน่วยงานที่ทำโครงการเดียวกัน สุดท้าย มันก็คือการสิ้นเปลืองงบประมาณและสร้างความยุ่งยากให้เด็กนักเรียน ต่อไปถ้าโครงการ สำเร็จได้ก็คือนักเรียนมัธยมก็ต้องลงทะเบียนอีกแพลตฟอร์มหนึ่ง พอขึ้นมหาวิทยาลัยก็ต้อง ลงทะเบียนไปอีกแพลตฟอร์มหนึ่ง ต่อมาก็คือเรื่องความซ้ำซ้อนของการอบรม เรามีโครงการ อบรมสัมมนาและพัฒนาฝีมือแรงงานกระจายตัวอยู่ในหลายหน่วยงาน เช่น กรมพัฒนา ฝีมือแรงงาน กรมวิชาการเกษตร หรือแม้แต่หน่วยงานที่ไม่ใช่ภารกิจหลักก็ทำ อย่างเช่น DEPA กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้งบหลาย ๑๐๐ ล้านบาท ไปอบรมเกษตรกร ปลูกทุเรียน และสำนักปลัดกระทรวง อว. ที่เป็นกระทรวงเกี่ยวกับทำวิจัยของบ ๗๐ ล้านบาท ทำโครงการหนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งเชฟอาหารไทย เรื่องหน้าที่ไม่ใช่ก็เรื่องหนึ่งแล้ว แต่อีกเรื่องก็คือ ถามหน่อยครับที่อบรม ๆ กันนี่มีใครตรวจสอบไหมว่าผู้เข้าอบรมแต่ละคนผ่านการอบรมอะไร มาแล้วบ้าง และวัดผลสัมฤทธิ์กันอย่างไร ผมมักได้ยินว่านักลงทุนไม่มาลงทุนในประเทศไทย เพราะแรงงานของเราไม่มีทักษะหรือว่าทักษะไม่สูงพอ แต่ทุกท่านครับปีหนึ่งรัฐบาลมีงบ เกี่ยวกับการอบรม ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ซึ่งปีนี้ ปี ๒๕๖๙ เรามีงบประมาณเกี่ยวกับ การอบรมสัมมนา ๒๔๑,๓๔๕ ล้านบาท เราก็ควรต้องตั้งคำถามกับการอบรมสัมมนาต่าง ๆ ว่าเราจะต้องรื้อกันใหม่หรือไม่ คือเรามีงบประมาณขนาดปีละ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่เราก็ ยังไม่ได้เห็นผลสัมฤทธิ์อะไร
ปัญหาที่ ๒ คือการจัดซื้อจัดจ้างที่แพงเกินจริง เกือบทุกสิ่งที่หน่วยงานรัฐซื้อ มันจะมีราคาสูงกว่าตลาดอย่างมีนัยสำคัญ บางอย่างแพงกว่า ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ บางอย่าง แพงกว่าถึง ๑๐ เท่า
ตัวอย่างแรก คือโครงการก่อสร้างโรงพยาบาลราชทัณฑ์แห่งที่ ๒ ของบซื้อ ประตูบานเลื่อนห้องน้ำ ขอมา ๑๒๐,๐๐๐ บาทต่อบาน เคาน์เตอร์เจ้าหน้าที่ของบมา ๗๒๐,๐๐๐ บาทต่อตัว เคาน์เตอร์ลงทะเบียนของบมา ๑,๒๖๐,๐๐๐ บาทต่อตัว ตู้จัดยา ของบมา ๑,๓๖๐,๐๐๐ บาทต่อใบ
ต่อไปตัวอย่างที่ ๒ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ของบชุดอุปกรณ์กีฬาฟันดาบ ชุดละ ๒๕๐,๐๐๐ บาท ของบชุดเกราะเทควันโดระบบไฟฟ้าชุดละ ๔๓๕,๐๐๐ บาท ชุดกีฬายูโด ชุดละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท แล้วก็มีการทำสนามตะกร้อหลายสนาม ราคาค่าก่อสร้างตกสนามละ ๙๐๐,๐๐๐ บาท ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชัดเจนว่าการของบประมาณของเราไม่ได้ยึดหลักอ้างอิง ราคาตลาดและประเมินความคุ้มค่า ผมในฐานะอนุกรรมาธิการที่ดินและสิ่งก่อสร้างจึงได้เห็น ข้อมูลราคาจริงเหล่านี้ ซึ่งถ้าประชาชนได้มีโอกาสได้เห็นตัวเลขเหล่านี้ด้วยตัวเอง ด้วยตา ตัวเองก็คงตั้งคำถามและกดดันราคาที่เสนอไม่สูงเกินจริงอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ปัญหาสุดท้าย ปัญหาที่ ๓ คือเรื่องอาคารและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ อีกหนึ่ง ที่เห็นได้ชัดคือหน่วยงานรัฐจำนวนมากตั้งงบประมาณสร้างอาคารที่พักอาศัยหรือสำนักงาน ในต่างจังหวัดทั้งที่ไม่มีความจำเป็น ยกตัวอย่างเช่น กรมธนารักษ์ ขอสร้างอาคารที่พักอาศัย ข้าราชการ ๓ ชั้น ๑๑ Unit ที่จังหวัดสงขลา จำนวน ๑๗ ล้านบาท กรมศุลกากร ขอสร้าง อาคารพักอาศัยข้าราชการ ๓ จังหวัด ๓ อาคาร ถามไปบางแห่งมีอยู่กันไม่กี่คน ซึ่งถ้าพิจารณา ตัวเลขค่าใช้จ่ายอย่างละเอียดแล้วพบว่าหากเปลี่ยนจากการสร้างอาคารที่พักเป็นการเช่า เอกชนในท้องถิ่นมันจะได้ค่าเช่าประมาณ ๒๐ ปี ถ้าถามย้อนกลับไป ๒๐ ปีก่อน ความจำเป็น ในการสร้างอาคารที่พักผมก็คิดว่ามันมีความจำเป็น เพราะว่าในชุมชนเมื่อ ๒๐ ปีก่อนอาจจะ ไม่มีอาคารที่พักของเอกชนเป็นตัวเลือก แต่ถ้าถามไปอีก ๒๐ ปีข้างหน้า ถ้าเราสร้างปีนี้ อีก ๒๐ ปีข้างหน้าถามถึงความจำเป็นในการสร้างอาคารที่พักด้วยจำนวนประชากรเราก็กำลัง ลดลงเรื่อย ๆ แล้วก็จำนวนข้าราชการลดลงเรื่อย ๆ การลงทุน การสร้างอาคารใหม่จึงมี ความเสี่ยงที่จะใช้งานไม่คุ้มค่า ตรงกันข้ามการเช่าไม่เพียงแต่ประหยัดงบประมาณแต่ยังช่วย กระจายรายได้ไปสู่ผู้ประกอบการท้องถิ่น และลดภาระค่าบำรุงรักษาในระยะยาวของภาครัฐ อีกด้วย สำนักงบประมาณเองก็ของบสร้างอาคารสำนักงบประมาณพร้อมบ้านพักเหมือนกัน ที่จังหวัดชลบุรี แต่ก่อนเขาไม่มีสำนักงานสาขาไปตามจังหวัดต่าง ๆ แต่ตอนนี้เขาเริ่มจะขยาย สาขาไปตามจังหวัดต่าง ๆ ก็ถามถึงความจำเป็นว่ามีความจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องไปสร้าง สำนักงานสาขาตามจังหวัดต่าง ๆ ของสำนักงบประมาณ สิ่งเหล่านี้สะท้อนวัฒนธรรมการใช้ งบประมาณแบบมีที่ก็สร้างโดยไม่คำนึงถึงภาระซ่อมบำรุงในอนาคต ข้อมูลจากองค์กรต่อต้าน คอร์รัปชันเมื่อ ๑๘ กรกฎาคม เรามีอาคารรัฐที่ถูกทิ้งร้างระดับ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ทั่วประเทศก็เลยเป็นที่มาของการสงวนความเห็นไว้ คือจากการพิจารณาอย่างใกล้ชิด ในชั้นกรรมาธิการผมเห็นว่ายังมีงบประมาณจำนวนมากที่สามารถปรับลดได้โดยไม่กระทบ ต่อการทำงานของรัฐ เนื่องจากเข้าข่ายโครงการซ้ำซ้อน แพงเกินจริง หรือขาดความคุ้มค่า ในวาระที่สองนี้ ผมจึงขอเสนอปรับลดงบประมาณตามที่ผมได้สงวนความเห็นไว้ เพื่อนำไป เพิ่มงบประมาณในส่วนที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนจริงจากปัญหาเศรษฐกิจปากท้องครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณวรภพ วิริยะโรจน์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ ผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน วันนี้ผมขอ อภิปรายงบประมาณในมาตราภาพรวมนี้เพราะว่าเกี่ยวพันกับหลายกระทรวง ก็คือเรื่องของ งบประมาณในการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ท่านประธานครับ ถ้าในงบประมาณก้อนนี้ ถ้ารวมแผนบูรณาการรัฐบาลดิจิทัล ๖,๘๐๐ ล้านบาท และที่อยู่นอกแผนบูรณาการคือเกือบ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ซึ่งเงินก้อนนี้จะไม่มีทางบรรลุเป้าหมายของการเป็นรัฐบาลดิจิทัลได้ แล้วก็ไม่สามารถทำให้เกิดการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพได้ ถ้ายังไม่มีการทบทวน ๒ อย่าง ก็คือเรื่องของการพิจารณางบประมาณในกรรมาธิการงบประมาณของเรานี้เอง และประเด็นที่ ๒ เรื่องของการจัดทำงบประมาณสำหรับของรัฐบาลในการเสนอมาตั้งแต่ ร่าง พ.ร.บ. ต้องอธิบายอย่างนี้ คือการพิจารณางบประมาณในชั้นกรรมาธิการงบประมาณ ก็ถึงได้ทราบว่างบพัฒนาระบบไอทีบางส่วนเรามีไปแยกพิจารณาในอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์ ก็ไปเจอก้อนหนึ่งที่ส่วนของการพัฒนา แต่งบประมาณของการดูแลหรือที่ในภาษาไอทีคือเรียกว่า งบ MA ก็จะไปอยู่ในอนุกรรมาธิการอบรม สัมมนา เพราะถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินการ ก็เลยเป็นการพิจารณาที่แยกส่วนกันแล้วก็ไม่เจอทางเชื่อมกัน และต่อมาก็คือได้พบว่า ในก้อนที่นอกเหนือจากที่อยู่ในแผนบูรณาการรัฐบาลดิจิทัล ก็คือที่อยู่ในอนุกรรมาธิการ ทั้ง ๒ อนุกรรมาธิการ รวม ๆ กันแล้วเท่าที่ผมสามารถประเมินได้ก็คือ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท เรียกได้ว่าเกือบครึ่งหนึ่งของแผนบูรณาการรัฐบาลดิจิทัลกลายเป็นว่าอยู่นอกแผนบูรณาการ รัฐบาลดิจิทัลเสียเอง ซึ่งปัญหาตรงนี้ถ้ายังไม่มีการทำให้งบพัฒนาระบบไอทีเข้ามารวม พิจารณาร่วมกันอยู่ในแผนบูรณาการรัฐบาลดิจิทัลได้มันก็จะเกิดปัญหา ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาระบบไอทีที่ซ้ำซ้อน ไม่คุ้มค่า แล้วก็ไม่มีมาตรฐาน ไม่สะดวกที่จะทำให้ประชาชน เข้ามาใช้ในช่องทางเดียวกัน ไม่เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลหรือบริการ แล้วก็ไม่สามารถ คุมค่าใช้จ่ายได้จากการใช้นโยบาย Cloud First
ผมอยากอธิบายในรายละเอียดตั้งแต่ประเด็นแรก ระบบไอทีที่ซ้ำซ้อนอย่างที่ เพื่อนสมาชิกผมก็ได้เกริ่นไปเอาแค่งบพัฒนาไอทีในปี ๒๕๖๙ เรามีพัฒนาระบบอีเลิร์นนิง หรือว่า MOOC อีก ๙ ระบบ วงเงิน ๕๐ กว่าล้านบาท อันนี้เฉพาะที่ขอมาพัฒนาเพิ่มและ อยู่ในงบปี ๒๕๖๙ ยังไม่รวมที่มีอยู่แล้ว แล้วก็อาจจะไม่ได้ของบในปีนี้ ที่น่าตกใจ หลายหน่วยงานทำ แย่งกันทำ ที่กรมทางหลวงยังมีเลย ๑ ระบบ ในการเรียนรู้อีเลิร์นนิง แบบนี้ แต่ใจความสำคัญต้องบอกว่าอีเลิร์นนิงไม่ใช่ไม่ดี สำคัญมันอยู่ที่ Content มันไม่ได้ อยู่ที่แพลตฟอร์ม ดังนั้นถ้าไม่มีการเชื่อมโยงกันตรงนี้ผมว่าก็จะทำให้เราเสียค่าใช้จ่ายในการ พัฒนาระบบที่ซ้ำซ้อนเหล่านี้ไปอย่างน้อยก็ปีละเกือบ ๑๐๐ ล้านบาท
ต่อมาก็คือระบบไอทีที่ไม่จำเป็นหรือว่าไม่คุ้มค่า ซึ่งตัวอย่างที่ดีที่สุดก็คือ การพัฒนา App ภาครัฐนี้ครับ เมื่อวาน ๒ วันก่อน ผมลองไปนั่งไล่ดู ไม่ว่าจะเป็น Play Store หรือว่า App Store เท่าที่หาได้ใน App ประเทศไทยตอนนี้เรามี ๔๓๒ App กระทรวง ที่มากที่สุดตอนนี้คือกระทรวงสาธารณสุข ที่ผมเจอนี่คือ ๕๗ App กรมที่มีมากที่สุดคือ สดช. สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ๑๗ App ตามมาด้วย กรมอนามัย ๑๖ กรมการขนส่งทางบก ๑๕ อันนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดว่านี่คือการพัฒนา ระบบไอทีหรือการทำ App ที่ไม่เกิดประโยชน์ บาง App ยอดดาวน์โหลดหลักร้อย ที่ส่งประกวดมี App ของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สผ. มี App เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ ๒๓๑ ดาวน์โหลด ต่อมากรมปศุสัตว์ไม่น้อยหน้า ยอดดาวน์โหลด ๓๙๗ ดาวน์โหลด และต้องย้ำนี่ยอดดาวน์โหลด ไม่นับเรื่องว่าเป็น User ที่ Active แล้วที่เขาดูกันในวงการมันจะน้อยกว่านี้เท่าไร เดือนเดือนหนึ่งมีคนเปิดใช้บ้าง หรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดที่ว่าทำไมประเทศไทยเขาถึงจะมี ความพยายามในการพัฒนา App ทางรัฐหรือ App เดียวเพื่อให้เป็น App กลางสำหรับ บริการภาครัฐทั้งหมด เพื่อจะได้ประหยัดในการพัฒนา App เหล่านี้ แล้วก็เป็นที่น่าเสียดาย ในปีนี้เองก็ยังมีการพัฒนา App ต่อเนื่องที่กรรมาธิการงบของเราก็พิจารณาปรับลดไม่สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็น App ของกรมกิจการเด็กและเยาวชน เป็นเรื่องของการพัฒนาเด็กปฐมวัย ๕ ล้านบาท แน่นอนเรื่องเนื้อหาเป็นสิ่งจำเป็น ปัญหามันอยู่ที่การทำ App เพิ่มนี่ล่ะครับ เพราะในไส้ในมันก็คือการ Content การสอนพัฒนาการของเด็ก แต่จริง ๆ เรื่องเหล่านี้ มันก็ไปอยู่ตรงแพลตฟอร์มอีเลิร์นนิงที่มีอยู่แล้วก็ได้ หรือแม้กระทั่งใช้บน YouTube เป็น Playlist เลยก็ยังได้ อันนี้คือการประหยัดงบประมาณที่จะเกิดขึ้นได้จากการที่ไม่ทำ App ที่ไม่มีคนใช้ ซึ่งก็จะทำให้เราสิ้นเปลืองไม่ต่างอะไรเหมือนกับการสร้างตึกเลยที่เป็นตึกร้าง อย่างทุกวันนี้ เช่นเดียวกันเมื่อระบบไอทีอยู่นอกแผนบูรณาการดิจิทัล สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อมา ก็คือการที่ไม่สามารถควบคุมมาตรฐานให้เกิดการเชื่อมโยงกันได้ หรือว่าใช้บริการให้เกิด ความสะดวก หรือที่เรียกว่า Login ครั้งเดียวหรือ Single Sign On ซึ่งปัจจุบันประเทศไทย ก็มีแล้วคือ ThaID ของกรมการปกครอง แต่ถ้าเราเกิดไปอยู่ในนอกแผนบูรณาการก็จะต้องให้ Login ใหม่ สร้าง User ใหม่ เป็นความซ้ำซ้อนลำบากของประชาชน หรือแม้กระทั่งว่า ไม่เชื่อมกับทางรัฐ สำหรับภาคประชาชน หรือว่า Biz Portal สำหรับภาคธุรกิจ ถ้าอยู่นอก แผนบูรณาการเท่าที่ผมดูก็คือไม่เชื่อมแล้ว แต่ถ้าเกิดว่าเป็นงบที่อยู่ในแผนบูรณาการรัฐบาล ดิจิทัลมันก็เกิดการผลักดันให้เงื่อนไขต่าง ๆ ในการจัดซื้อจัดจ้างมีการเชื่อมโยงเข้ามาหมด ซึ่งก็จะเป็นการอำนวยความสะดวกกับประชาชนตรงนี้ และส่วนสุดท้ายเมื่อระบบไอที อยู่นอกแผนบูรณาการรัฐบาลดิจิทัลก็จะเกิดการ Implement ในการให้เกิดประสิทธิภาพ เพิ่มขึ้นยาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำนโยบาย Cloud First Policy ซึ่งต้องบอกว่านี่คือ นโยบายของรัฐบาล แล้วก็น่าเสียดายนี่เป็นงบประมาณปีที่ ๓ จาก ๔ ปี ซึ่งก็พิสูจน์แล้วว่า ยังไม่สำเร็จ แล้วก็ทำให้ยังมีการจัดซื้อเครื่อง Server เต็มไปหมดในหลายหน่วยงานที่ซ่อน อยู่ในทั้งค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วในงานวิจัยมันก็มีการพิสูจน์เรียบร้อยว่าการเปลี่ยนวิธีการจากการมาใช้ Public Cloud แทนการลงทุนไปซื้อเครื่อง Server มันประหยัดค่าใช้จ่ายตลอดอายุโครงการ ได้ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่ามันจะไม่มีการลงทุนในเครื่อง Server ที่ลงทุนไว้เผื่อ ไว้มาก เกินไปจนสิ้นเปลือง หรือลงทุนไว้น้อยเกินไปจนบริการใช้ไม่ได้ ดังนั้นสิ่งนี้มันจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้ายังไม่มีการรวมให้พัฒนาระบบไอทีอยู่ในแผนบูรณาการรัฐบาลดิจิทัลแบบนี้ นี่ยังไม่นับว่า ถ้ามันมี Cloud First แล้ว มีข้อมูล มีมาตรฐานแล้ว งบประมาณในการควบคุมค่าใช้จ่ายของ Cyber Security ที่ปี ๆ นี้เราก็มีงบประมาณเกือบพันล้าน หรือแม้กระทั่งงบประมาณในการ พัฒนาต่อยอดจากข้อมูลก็คือการทำเอไออีกพันกว่าล้าน มันก็จะไม่เกิดประสิทธิภาพได้ งบประมาณเอไอปีนี้ฟังชื่อแล้วอาจจะดูดีไส้มันคือ AI Chatbot เกือบทั้งหมด เหตุผลหนึ่ง ก็เพราะข้อมูลของประเทศไทยที่ยังจัดเก็บไม่ได้มีมาตรฐานตรงนี้ซึ่งทำให้การพัฒนาเอไอ มันก็มีความล่าช้า ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วมันเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เราสามารถต่อยอดได้จาก งบประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีตรงนี้ได้ ดังนั้นกล่าวโดยสรุปงบประมาณพัฒนารัฐบาล ดิจิทัล ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ถ้ายังไม่มีการทบทวนไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพิจารณา งบประมาณในชั้นกรรมาธิการงบประมาณหรือการจัดทำงบประมาณตั้งแต่ชั้นคณะรัฐบาล ผมคิดว่าก็จะเป็นการเสียโอกาส สิ้นเปลืองงบประมาณ แล้วก็เสียโอกาสในการพัฒนา ประเทศในการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน รวมถึงการสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับ เศรษฐกิจไทยด้วย ขอบคุณมากครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ สภาผู้แทนราษฎรขอต้อนรับคณะผู้เข้าร่วมโครงการส่งเสริม สนับสนุน การพัฒนาศักยภาพ เด็ก เยาวชน และผู้ที่เกี่ยวข้องในจังหวัดลำพูนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ซึ่งกำลังฟังการประชุมของสภาอยู่ชั้นบน ขอต้อนรับทุกท่าน ขอบคุณที่มาเยี่ยม รับฟังการประชุมของสภาครับ ต่อไปขอเชิญ คุณวีระ ธีระภัทรานนท์ ครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระผม นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๙ ขออภิปรายแสดงหลักการและเหตุผลที่ผมได้สงวนความเห็น ในมาตรา ๔ ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยเสนอให้ปรับลดวงเงินงบประมาณร้อยละ ๑๐ จากที่รัฐบาลได้เสนอมาเป็นจำนวน ๓,๗๘๐,๖๐๐ ล้านบาท ดังนี้ครับ แต่ก่อนที่ผม จะอภิปรายซึ่งจะใช้เวลาของที่ประชุมไม่มาก ผมอยากจะแสดงความขอบคุณต่อ คณะกรรมการบริหารของพรรคประชาชนที่ให้โอกาสผมซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้มาทำหน้าที่ ในฐานะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ ๒๕๖๙ ในสัดส่วนของพรรคประชาชนร่วมกับกรรมาธิการท่านอื่น ๆ โดยให้ความเป็นอิสระกับผมในการทำงานอย่างเต็มที่ ท่านประธานครับ การจัดทำ งบประมาณรายจ่ายประจำปีซึ่งอาศัยพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ ปี ๒๕๖๑ และพระราชบัญญัติวินัยการเงิน การคลังของรัฐ ปี ๒๕๖๑ เป็นสำคัญในการกำหนดกรอบ กติกาและมาตรฐานในการบริหารรายได้ การใช้จ่าย และการก่อหนี้ของรัฐ เพื่อให้การเงิน การคลังของประเทศมีความมั่นคงและยั่งยืน โดยไม่รวมกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อีกจำนวนหนึ่งนั้น แม้จะดำเนินการกันอย่างรอบคอบมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนร่วม ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ก็จริง แต่จากประสบการณ์ที่ผมเข้ามาทำหน้าที่ในฐานะ กรรมาธิการวิสามัญตลอดต่อเนื่อง ๒ ปี ทำให้ผมมีความเป็นห่วงเป็นใยกับสถานภาพ ทางการเงิน การคลังของประเทศในปัจจุบันและในอนาคตมากกว่าเดิมที่เป็นเพียงผู้รับรู้ ในฐานะผู้สังเกตการณ์ ถ้าหากเรายังมีวิธีคิดแบบเก่า วิธีการแบบเดิมในการบริหารจัดการ การเงิน การคลังของประเทศอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเราจะมีปัญหา เราจะเจอวิกฤติการเงิน การคลังในอนาคตอย่างแน่นอน สิ่งที่เป็นปัญหามาโดยตลอดและจะเป็นปัญหาหนักหนาสาหัสมากขึ้นต่อไปในอนาคต เรื่องหนึ่งก็คือ เมื่อเราดูวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ ที่กำหนดเอาไว้ ทั้งสิ้น ๓,๗๘๐,๖๐๐ ล้านบาท และอย่างที่เราทราบกันดีว่าเป็นการจัดทำงบประมาณแบบ ขาดดุลโดยมียอดขาดดุล ๘๖๐,๐๐๐ ล้านบาท และมีประมาณการรายได้เอาไว้ที่ ๒,๙๒๐,๖๐๐ ล้านบาท ถามว่าปัญหาคืออะไร คำตอบคือประมาณการรายได้ แม้ว่า ๔ หน่วยงานหลักที่ร่วมกันประเมินอัตราการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจอันประกอบไปด้วย กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย จะดำเนินการในเรื่องนี้อย่างรอบคอบ แต่ความเป็นจริง ที่เกิดขึ้นก็คือประมาณการที่ใช้ในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ โดยคาดว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในช่วงร้อยละ ๑.๓ ถึงร้อยละ ๓.๓ โดยมีค่ากลางอยู่ที่ประมาณ ร้อยละ ๒.๓ เท่าที่เราพิจารณาจากความเป็นจริงในขณะนี้ต้องบอกว่าอัตราการขยายตัว ทางด้านเศรษฐกิจในปี ๒๕๖๙ น่าจะขยายตัวต่ำกว่านั้นมาก นั่นเป็นผลทำให้ประมาณการ รายได้ที่ตั้งไว้สูงกว่าความเป็นจริงและทำให้ต้องนำเงินคงคลังมาใช้และตามมาด้วยการตั้ง งบประมาณเพื่อชดใช้เงินคงคลังในอนาคต อย่างเช่น งบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๙ ที่ได้ตั้ง วงเงินรายจ่ายเพื่อชดเชยเงินคงคลังเอาไว้มากถึง ๑๒๓,๕๔๑ ล้านบาท นอกจากนี้ งบประมาณรายจ่ายจำนวนหนึ่งไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจเพราะเป็นเพียงการโอนเงินเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการชำระคืนต้นเงินกู้ การชำระดอกเบี้ยจากเงินกู้ยืม การชำระคืนเงินต้นและ ดอกเบี้ยให้รัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง รวมทั้งการตั้งงบประมาณ รายจ่ายเพื่อชดเชยเงินคงคลังเมื่อทำประมาณการรายได้ผิดพลาด นี่เป็นภาระทางการคลัง ที่น่าห่วงใยเป็นอันมาก ในเวลาเดียวกันการตั้งงบประมาณรายจ่ายที่ไม่สอดคล้องกับ ประมาณการรายได้ทำให้การตั้งวงเงินงบประมาณรายจ่ายนั้นสูงกว่าความเป็นจริง ทำให้ต้อง กู้ยืมด้วยการทำงบประมาณขาดดุลเป็นจำนวนมาก สิ่งที่ทำก็เป็นเพียงแค่มิให้ขัดต่อ พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง ขัดต่อพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณเท่านั้น การบริหารจัดการงบประมาณรายจ่ายแบบนี้ นับวันจะสะสมพอกพูนความเสี่ยงทางด้าน การเงินการคลังของประเทศมากขึ้นตามลำดับ นี่ยังไม่รวมรายได้จัดเก็บเมื่อเทียบกับ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่มีลักษณะถดถอยจากเดิมที่เราเคยเก็บได้ประมาณ ร้อยละ ๑๙ ถึงร้อยละ ๒๐ ในอดีต ปัจจุบันการจัดเก็บรายได้เมื่อเทียบกับจีดีพีลงมาอยู่ ในระดับร้อยละ ๑๔ ถึงร้อยละ ๑๕ ซึ่งเป็นสัญญาณอันตราย ตรงนี้ผมจะไม่ลงรายละเอียด เพียงแต่อยากจะตั้งเป็นข้อสังเกตเอาไว้ให้ท่านสมาชิกได้คิดได้พิจารณากันในอนาคต นอกจากนี้ถ้าหากเราไปดูไส้ในของงบประมาณสิ่งที่น่าตกใจที่ควรจะต้องดำเนินการแก้ไข อย่างเร่งด่วนก็คือภาระผูกพันในงบประมาณที่มียอดสูงถึง ๑,๖๕๖,๖๔๓ ล้านบาท ซึ่งแบ่งออกเป็นรายการที่เป็นภาระผูกพันที่มีมาก่อนมากถึง ๑,๓๐๔,๕๕๒ ล้านบาท และเมื่อ รวมกับภาระผูกพันงบประมาณที่เป็นรายการใหม่ที่เริ่มในงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๙ อีก ๓๕๒,๐๙๑ ล้านบาทแล้ว นั่นเท่ากับว่าการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีในอนาคตจะมี ความรุนแรงมากขึ้นไปอีก เกิดสภาพที่เรียกว่าเป็นกับดักทางงบประมาณเพราะมีภาระผูกพัน ที่สะสมพอกพูนซึ่งแก้ไขยากถ้าหากไม่เริ่มต้นแก้ไข ณ บัดนี้ อันที่จริงในปีที่แล้วที่มีการพิจารณางบประมาณรายจ่าย ปี ๒๕๖๘ ผมได้เสนอแนวทางจัดทำ งบประมาณแบบ Zero-Growth คือไม่เพิ่มวงเงินงบประมาณรายจ่าย แล้วก็จัดทำ งบประมาณเท่าที่มีความจำเป็น พูดง่าย ๆ ก็คือใช้เงินกูเป็นหลัก เงินกู้เป็นรอง สำหรับเงินกู้ ถ้าหากจำเป็นต้องใช้ก็ใช้แต่พอทำเนา ไม่ใช่ใช้จ่ายเกินตัวเป็นหนี้สินพอกพูนในอัตราเร่ง ที่น่าเป็นห่วงอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ท่านประธานครับ ถ้าหากเราดูยอดงบประมาณ รายจ่ายที่มียอดขาดดุลประมาณร้อยละ ๔ กว่า ๆ ต้องบอกว่าอัตราที่เกินร้อยละ ๔ เมื่อเทียบกับจีดีพีเป็นอัตราที่เป็นอันตราย เพราะว่ามาตรฐานในการขาดดุลงบประมาณ ที่สมควรจะเป็นนั้นควรจะอยู่ในระดับไม่เกินร้อยละ ๓ ด้วยเหตุที่ภาวะเศรษฐกิจของเรามี ลักษณะที่ชะลอตัวต่ำก็จะยิ่งทำให้ปัญหาเรื่องการขาดดุลงบประมาณเมื่อเทียบกับจีดีพี เป็นปัญหาที่หนักหนาสาหัสมากขึ้น ทั้งหมดที่ผมลำดับความมาก็เพื่อจะบอกว่าถ้าเกิดท่าน ได้อ่านรายงานการคลัง รายงานความเสี่ยงทางการคลัง ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๗ และ แผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ ๒๕๖๙-๒๕๗๒ ต้องบอกว่าในรายงานทั้ง ๒ ฉบับนั้น ได้สะท้อนส่งสัญญาณว่าอาจจะเกิดวิกฤติการเงินการคลังในอนาคตถ้าหากเราไม่ดำเนินการ แก้ไขอะไรนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ทั้งหมดข้างต้นเป็นเหตุผลที่ผมได้เสนอความเห็นให้ตัดลด งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๙ ลงเป็นร้อยละ ๑๐ ทั้งนี้เพื่อปรับฐาน การเงินการคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ที่มิใช่เป็นการสะสมปัญหาจนกลายเป็นวิกฤติ การเงินการคลังในอนาคต จึงนำเรียนมาให้ท่านสมาชิกได้พิจารณา ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญ งบประมาณ ๒๕๖๙ ผมไม่ได้ปรับลดรายการของมาตรา ๔ แต่ว่าแก้ไขข้อความ ด้วยเหตุผล กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ ผมฟังหลายท่านมาผมก็ไม่แน่ใจว่าต้นเรื่องของ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เขาเขียนหลักการมันสอดรับกับมาตรา ๔ ที่ผมเขียนไว้ว่า รวมทั้งสิ้นไม่เกิน ๓,๗๘๐,๖๐๐ ล้านบาทหรือไม่ ท่านประธานลองย้อนไปดูหลักการ ซึ่งผมแก้ไขไม่ได้พวกท่านก็รับหลักการไปหมดแล้ว ในหลักการท่านบอกว่าตั้งงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๙ เป็นจำนวนไม่เกิน ๓,๗๘๐,๖๐๐ ล้านบาท นี่ยอดที่ ๑ ยอดที่ ๒ และเพื่อชดใช้เงินคงคลัง เป็นจำนวน ๑๒๓,๕๔๑,๐๖๐,๒๐๐ บาท อ่านอย่างนี้ ป. ๔ ป. ๗ หรือ ม. ๑ ก็บอกว่า ๒ ยอดนี้ต้องรวมกัน พอรวมกันแล้วมันก็เกิน ๓,๗๘๐,๖๐๐ เกินหมดเลย แล้วงบประมาณพอมาอยู่ในมาตรา ๔ ท่านมาเขียนแค่ตัวนี้ แต่ท่านไม่เอา ๑๒๓,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ นี่ ในหลักการท่านย้อนไปดูนะ ๓,๗๘๐,๖๐๐ บาท มันคือรายการ มาตรา ๖ รวมถึงมาตรา ๔๑ แต่คำว่า และชดใช้เงินคงคลัง เป็นจำนวน ๒๓,๕๔๑,๐๖๐,๒๐๐ มันคือมาตรา ๔๑ ความเป็นนักบัญชีผมก็เอามาตรา ๖ กับมาตรา ๔๑ มารวมกัน ก็ได้ยอด ตามที่บอกแต่มันต่ำกว่าหลักการไปด้วยยอดมาตรา ๔๑ ที่ว่า ถ้ารวมมาตรา ๖ ขอสไลด์ด้วย ผมส่งสไลด์มาตรา ๔ ให้กับเจ้าหน้าที่แล้วครับท่านประธานขออนุญาต มี ๒-๓ แผ่น ในตาราง Excel อาจจะตัวเล็กนิดหนึ่ง แต่ว่าผมแยกมาครบทุกมาตรา
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ผมรวมมาตรา ๖ ถึงมาตรา ๔๐ ได้ยอด ๓,๖๕๗,๐๕๘,๙๓๙,๘๐๐ บาท ทีนี้ผมก็เลยไม่เข้าใจ ท่านอธิบายยาวไปหมดทุกท่าน ที่ผ่านก่อนหน้าผมอธิบายไปหมดแล้ว แต่ต้นเรื่องของมันท่านให้ตัวเลขเกิน ในหลักการ มันเกินไปด้วยงบมาตรา ๔๑ ผมก็ไม่รู้ ผมเรียนบัญชี วิศวะปีเดียวผมก็ลาออกแล้ว ผมก็คิดว่า ตัวเลขผมบวกไม่ผิด ผม Footing Cross Footing ทำเสร็จ มีไหมครับตาราง Excel ที่ขึ้นนี่ เพราะฉะนั้นผมไม่เข้าใจว่าตรงนี้ท่านจะแก้อย่างไร ท่านไปร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ ตัวหลักการท่านเขียนตัวเลขเกิน แล้วพอไล่ไปมาตรา โอเคละเริ่มตัวเลขตั้งแต่มาตรา ๖ งบกลาง แล้วก็ไล่ไปเรื่อย แล้วท่านจะทำอย่างไร ท่านประธานจะทำอย่างไร เพื่อนสมาชิก จะทำอย่างไร ผมอย่างมากช่วยได้อย่างเดียวก็คือว่าในมาตรา ๔ ผมก็เขียนว่าถ้าอย่างนั้น ขอเติมคำว่า ให้ตั้งเป็นจำนวนไม่เกิน เติมคำว่า ไม่เกิน ลงไป ส่วนท่านจะลงมติเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยก็สุดแล้วแต่ แต่ต่อให้ผมเติมคำว่าไม่เกินลงไปในหลักการมันก็เกินอยู่ดี แล้วเรื่อง อย่างนี้พอบอกไป เมื่อสักครู่ผู้มารับฟังอยู่ข้างบน เปลี่ยนไปแล้วมาชุดใหม่นี่ ท่านบวกเลข ตามผม ไปดาวน์โหลดอยู่ในเว็บไซต์ของสภาผู้แทนราษฎรมาบวกเลข แล้วมันบวกได้อย่างไร ตรงนี้อยากจะพูดให้ ก่อนที่ทุกท่านจะลงรายละเอียดอย่างโน้นอย่างนี้ ลึกนั่นลึกนี่ ปรับลดไป ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๓ เปอร์เซ็นต์ ๒ เปอร์เซ็นต์ แต่โจทย์แรกท่านทำผ่าน มาได้อย่างไร ฉะนั้นผมเอามาตรา ๔ สั้น ๆ ตามตารางให้เห็นก่อนว่าเป็นหน้าที่พวกท่าน ผมไม่เกี่ยว แล้วผมลงไปโหวตกับท่านไม่ได้ ผมแก้หลักการก็ไม่ได้ เพราะท่านรับไปหมดแล้ว ก็ไม่รู้ท่านจะแก้ไขอย่างไร หรือพิจารณาอย่างไรก็สุดแล้วแต่ ผมขออภิปรายให้เห็นก่อนว่า เวลาผมทำอะไรผมดูต้นเรื่องก่อน ต้นเรื่องตั้งมาถูกไหมก่อนที่ผมจะไปไล่อีก ๔๐ กว่ามาตรา ตั้งแต่มาตรา ๖ ไป แล้วผมก็แปรเกือบทุกมาตราอยู่แล้ว สงวนความเห็นไว้หมด ด้วยเหตุผล ต่าง ๆ เดี๋ยวผมจะอธิบายในรายมาตราต่อไป ก็ขอกราบเรียนเรื่องมาตรา ๔ ขอเติมคำว่า ไม่เกิน เพราะเหตุว่ามันไปขัดกับหลักการที่พวกท่านรับมาด้วยประการฉะนี้ ขอบคุณครับ ท่านประธาน
ขอบคุณครับ สภาผู้แทนราษฎรขอต้อนรับคณะผู้เข้าร่วมสัมมนาและเจ้าหน้าที่โครงการจาก คณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการ รูปแบบพิเศษ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกำลังฟังการประชุมอยู่ชั้นบนในขณะนี้ ขอบคุณ ทุกท่านครับ ต่อไปขอเชิญคุณรักชนก ศรีนอก ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน รักชนก ศรีนอก ผู้แทนจากชาวบางบอน จอมทอง หนองแขม พรรคประชาชน วันนี้ ดิฉันจะขอพูดถึงภาพรวมในส่วนของเรื่องคะแนนซีพีไอ แล้วก็การตั้งงบประมาณ ในแผนบูรณาการปราบปรามทุจริต คือต้องบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้มีการแถลง เรื่องคะแนนซีพีไอ แล้วก็อันดับซีพีไอ หรือว่าดัชนีการรับรู้คอร์รัปชัน หรือว่าดัชนีภาพลักษณ์ คอร์รัปชันเอาไว้ตอนก่อนที่เราจะแถลงวาระที่หนึ่งกันด้วย ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ดูเหมือนว่า ประเทศเราจะให้ความสำคัญกับเรื่องการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน เพราะว่า เรามีงบประมาณในแผนบูรณาการถึงเกือบ ๆ พันล้าน แล้วก็ปีนี้ตัดออกไปไม่เยอะ แต่ท่านประธานดิฉันจะบอกอย่างนี้ว่างบประมาณส่วนใหญ่เลยยอด Hit ในแผนบูรณาการ ต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันคืองบอบรม ตั้งงบมาอบรม เสร็จแล้วก็ต้องตั้งงบมาวัดผล แต่ว่าสิ่งที่ อบรมกัน คือดิฉันก็ได้มีโอกาสคุยกับผู้เชี่ยวชาญที่ทำเรื่องทุจริตต่อต้านคอร์รัปชันในประเทศไทย หลายคนเพราะว่าวาระที่หนึ่งดิฉันก็อภิปรายไป เขาบอกดิฉันว่าหลาย ๆ คน ไม่ว่าจะเป็น องค์กรแฮนด์ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม หรือว่าองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ACT คือเขาได้รับการ เชิญให้ไปเป็นวิทยากรในการฝึกอบรมจากหน่วยงานต่าง ๆ ของภาครัฐบ่อยมาก ปีหนึ่งอาจจะไม่ต่ำกว่า ๑๐ ครั้ง แล้วก็เป็นการอบรมแบบเดิม ๆ ซึ่งถ้าไปดูแล้วมันก็คือ งบประมาณที่ขอมาในแผนบูรณาการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันนี่ล่ะ แต่ถามว่าการอบรมแล้วก็ การวัดผลแบบเดิม ๆ มันทำให้ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันประเทศไทยเราดีขึ้นใหม่ หรือ มันทำให้เรื่องการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทยมันดีขึ้นไหม ดิฉันก็คิดว่า เราก็เห็นกันมาหลายปีแล้วว่ามันไม่ได้มีอะไรดีขึ้นเลย ดังนั้นดิฉันก็อยากจะขอให้รัฐบาล วันนี้ท่านควรจะพิจารณายกเลิกแผนบูรณาการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน เหมือนแผน บูรณาการคมนาคมที่ท่านได้ยกเลิกไป เพราะว่าเงินจำนวนมากในนี้แล้วถูกเอาไปใช้วัดในสิ่งที่ มันวัดไม่ได้ เรื่องต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันคือท่านให้คนไปจัดอบรมแล้วบอกว่าตัวเองมีการ รับรู้ หรือว่ามีความตระหนักเรื่องทุจริตคอร์รัปชันมากแค่ไหน คือมันไม่มีใครตอบหรอกว่า ตัวเองรับรู้ หรือว่าสนับสนุนเรื่องการคอร์รัปชัน คือมันไม่มีใครพูดความจริง แล้วท่านก็เอา เงินพันล้านไปทำในเรื่องที่จริง ๆ แล้วมันก็วัดไม่ได้ ซึ่งมันไม่ใช่ว่าที่ดิฉันเสนอให้ยกเลิกแผน บูรณาการ ป.ป.ช. หรือว่าแผนบูรณาการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน มันไม่ใช่เพราะว่าดิฉัน ไม่สนับสนุนเรื่องการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน แต่เราเลิกใช้งบประมาณไปกับสิ่งที่มัน สิ้นเปลือง แล้วก็การวัดผลที่มันวัดไม่ได้ แล้วอีกอย่างหนึ่งถ้าท่านจะทำเรื่องนี้ ดิฉันเข้าใจดีว่า มันอาจจะลำบากนิดหนึ่ง เพราะว่าในยุทธศาสตร์ชาติมันเขียนว่าจะต้องมีตัวชี้วัดที่เกี่ยวกับ เรื่องของการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน คือท่านอาจจะต้องไปแก้ในรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งอันนี้ มันเป็นงานใหญ่ แต่ว่าเบื้องต้นดิฉันคิดว่างบประมาณในส่วนนี้เราสามารถที่จะตัดออก ไปได้ก่อน แล้วก็เอาในส่วนอื่นเรื่องของการตั้งระบบในการเปิดเผยข้อมูลให้โปร่งใสเข้ามา เป็นงบประมาณที่เป็นตัวชี้วัดเกี่ยวกับทุจริตคอร์รัปชันได้ ซึ่งสิ่งที่ดิฉันอยากจะแนะนำ ให้รัฐบาลทำในเรื่องของการเพิ่มคะแนนซีพีไอ หรือว่าทำให้คะแนนซีพีไอ อันดับซีพีไอ ของประเทศไทย หรือว่าภาพลักษณ์เรื่องการทุจริตคอร์รัปชันดีขึ้นก็คือ ๓ เรื่อง พูดจน ปากเปียกปากแฉะ เดี๋ยวขออนุญาตพูดอีกรอบหนึ่งเผื่อว่านั่งอยู่ตรงนี้แล้วเผื่อท่านลืมดิฉัน ก็ย้ำแล้วกัน กรมบัญชีกลางควรที่จะเปิดเอพีไอในการที่ให้ภาคประชาสังคมเข้ามาเอาข้อมูล การจัดซื้อจัดจ้างไปวิเคราะห์ได้แล้ว กรมบัญชีกลางไม่ต้องบอกว่าเปิดแล้วเพราะว่าทุกวันนี้ ภาคประชาสังคมเขาก็ Voice ส่งเสียงมาว่าเขาต้องไปเขียนโปรแกรมในการดึงข้อมูลเอาเอง ซึ่งมันก็ยากลำบาก แล้วมันก็กระทบกับระบบของท่านเองด้วย เพราะว่าพอมีคนเขียน โปรแกรมเข้ามาดึงข้อมูลระบบท่านเองท่านก็บอกว่าระบบรวนถูกไหม ดังนั้นก็เปิดไปเลย เปิดให้มันใช้ได้กันง่าย ๆ ไปเลย แล้วก็ให้ภาคประชาสังคมได้เอาข้อมูลเหล่านี้ไปวิเคราะห์ มันจะได้มาช่วยดูว่าโครงการไหนที่มันส่อทุจริตหรือส่อประพฤติมิชอบ ต่อมา ป.ป.ช. เจ้าภาพแผนบูรณาการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันเปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ แต่บัญชี ทรัพย์สินทุกวันนี้ยังเปิด ๙๐ วันอยู่ คือไม่ดิฉันก็ไม่อยากถามว่า ป.ป.ช. เป็นอะไร เราก็รู้กัน อยู่แล้วว่า ป.ป.ช. เป็นอะไร แต่สิ่งที่รัฐบาลทำได้คือแน่นอนว่าเขาเป็นองค์กรอิสระอาจจะ ออกนโยบายอะไรโดยตรงไม่ได้ แต่ถ้าเขาไม่ทำตามนโยบายของท่าน ถ้าเขาไม่เปิด เผยบัญชีทรัพย์สินให้มันดูได้ง่าย ๆ ท่านก็บอกไปเลยว่าปีหน้างบประมาณที่ตั้งมา ท่านจะตัดอะไรเขาไปก็ขู่กันบ้าง อะไรกันบ้าง มันจะได้มันจะได้ทำงานร่วมกันได้ แล้วก็ต่อมา คือเอกสารในกรรมาธิการที่พิจารณากัน ดิฉันก็ไม่เห็นว่ามันจะมีอันไหนที่มันน่าจะปกปิด ดิฉันก็เสนอไปว่ากรรมาธิการควรจะเปิดเผยเอกสารที่ไม่ได้ตีรับในกรรมาธิการออกสู่สายตา ประชาชน ใครที่อยากจะเข้ามาดูก็เข้ามาโหลดแล้วก็เอาไปพิจารณากันได้ ประชาชนเขาจะได้ รู้สึกว่าเขามีส่วนร่วมในการที่จะเข้ามาดูข้อมูลต่าง ๆ ในงบประมาณ
แล้วอีกอย่างหนึ่ง โอ้โฮเถียงกันจะเป็นจะตายในกรรมาธิการก็คือเรื่องของ การถ่ายทอดสด คืออ้างโน่นอ้างนี่อ้างนั่น ก็คือเอาง่าย ๆ ว่าท่านไม่เอา คือมันก็เหตุผล ร้อยแปดพันประการ เดี๋ยวท่านประธานอาจจะลุกขึ้นมาโต้ดิฉันเรื่องนี้หรือเปล่าไม่แน่ใจ เอาง่าย ๆ ก็คือท่านก็ไม่อยากให้มันถ่ายทอดสด ด้วยเหตุผลร้อยแปดพันประการอะไร แต่ว่า ดิฉันก็เสนอ ในเมื่อก็ท่านนายกแถลงเอาไว้อย่างไรว่าอยากจะให้คะแนนซีพีไอมันเพิ่ม ท่านก็ควรที่จะสนับสนุนนโยบายของนายกตัวเอง ถึงแม้ว่าเขาอาจจะต้องหลุดไปในเร็ววันนี้ แต่ดิฉันเชื่อว่านายกคนถัดไปเดี๋ยวก็ต้องมาแถลงเรื่องนี้อยู่ดี เรื่องดัชนีคะแนนซีพีไอ ที่อยากจะให้มันเพิ่มขึ้น
แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งเลยที่มันควรจะทำเพราะมีกฎหมายอยู่แล้วก็คือเรื่องของ ธรรมาภิบาลข้อมูล กฎหมายมีมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ พ.ร.บ. รัฐบาลดิจิทัล ออกกฎหมายลูก ปี ๒๕๖๔ แต่ปีนี้ ปี ๒๕๖๘ ปี ๒๕๖๙ ปาเข้าไปกี่ปีแล้วคะ ๓๐๐ หน่วยงาน ที่ต้องทำ ธรรมาภิบาลข้อมูล ตอนนี้ทำเสร็จแค่ครึ่งเดียวคือประมาณ ๑๕๐ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งยังไม่ทำ ธรรมาภิบาลข้อมูลคืออะไร คือการกำหนดว่าหน่วยงานต้องเก็บข้อมูลอะไรบ้าง เก็บในรูปแบบใด เก็บไปเพื่ออะไร และใครที่สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้บ้าง พอท่านไม่ทำ ธรรมาภิบาลข้อมูล ประชาชนเวลาไปขอข้อมูลจากหน่วยงานเขาไม่รู้ว่าเราสามารถจะเข้าถึง ข้อมูลอะไรได้บ้าง ดิฉันยกตัวอย่างประกันสังคมที่ท่านพูดปากจะฉีกถึงรูหู พูดว่าเปิดข้อมูล เปิดเผยโปร่งใส แต่ประชาชนไม่รู้ว่าต้องเปิดอะไรบ้าง แล้วเวลาไปเถียงกับท่านท่านก็อ้าง กฎหมาย ดังนั้นเรื่องนี้รัฐบาลควรที่จะทำให้เสร็จอย่างเร่งด่วนคือเรื่องธรรมาภิบาลข้อมูล มันจะช่วยในเรื่องของการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐให้โปร่งใสได้ขึ้นอย่างมาก
แล้วก็อีกเรื่องหนึ่ง ดิฉันอาจจะต้องขอเวลาท่านประธานใช้เวลาสภานี้ สักอีกประมาณ ๒-๓ นาที คือเรื่องของอาสา อย่างในกระทรวงสาธารณสุขเรามี อสม. อสส. คืออาสาสาธารณสุข และดิฉันพูดตรง ๆ พูดเรื่องนี้เดี๋ยวอาจจะโดน Tour ลง แต่ว่าพ่อแม่ พี่น้อง อสม. อย่าเพิ่ง Tour ลงดิฉัน ดิฉันสนับสนุนเพราะเข้าใจดีว่าหลาย ๆ คนก็ทำงาน จริงจัง แล้วก็เอาใจใส่คนในชุมชนจริง ๆ แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนี้หลาย ๆ พรรคการเมือง ก็พยายามที่จะเข้าไปใช้เครือข่ายอาสาต่าง ๆ เหล่านี้ในการทำหวังผลทางการเมือง ในการทำ ปฏิบัติการอะไรหลาย ๆ อย่าง คือดิฉันก็ไม่พูดแล้วกันว่าอะไร เพราะว่าพ่อแม่พี่น้องประชาชน ที่ฟังอยู่ทางบ้านก็ไม่ได้โง่ เขาดูออกว่านักการเมืองใช้เครื่องมือเหล่านี้ ที่จริง ๆ แล้วมันเป็น งบประมาณจากภาครัฐในการทำอะไร แต่ใช่ค่ะ พอใช้เครือข่าย อสม. ในการทำปฏิบัติการ บางอย่างสำเร็จลุล่วงไป พอกระทรวงอื่นเห็นปุ๊บใครได้เข้าไปคุมสาธารณสุขจะได้คุม อสม. ได้คุมโน่นนี่นั่นเอาบ้างค่ะ ดิฉันเป็นกรรมาธิการมา ๒ ปี เมื่อก่อนอาจจะมีการตั้งชื่อเป็นอาสา อพม. อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวง พม. แล้วก็มีอาสาดิจิทัล แล้วก็มีอาสาเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โอ้โฮอาสาฉ่ำเพราะว่ามีเกือบทุกกรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมยังดีหน่อยมีแค่กรมเดียวที่ตั้ง แต่กระทรวงเกษตร และสหกรณ์มีอาสาทุกกรม อาสากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังมีเลย ท่านประธาน คือมีแทบทุกกระทรวงตอนนี้อาสา เพราะหลาย ๆ คนก็คงเห็นแล้ว เรียกว่า การมีอาสาแล้วพอเข้าไปเป็นรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงมันใช้ทำอะไรได้บ้าง แต่ดิฉันอยากให้ รัฐบาลพิจารณาในการรวบรวมอาสา ท่านเลือกเอาเลยว่าท่านจะเอากระทรวงไหนแล้วท่านก็ ให้งบประมาณไปแค่กระทรวงเดียวก็พอ เพราะต่อไป ถ้าสาธารณสุขทำได้ ดิจิทัลทำได้ พัฒนาสังคมทำได้ เดี๋ยวทุกกระทรวงมีอาสาหมดเลย แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น มันก็เป็นภาระ กับงบประมาณอย่างไร แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ก็คือว่าอย่าง อสม. ในหลาย ๆ พื้นที่ก็คือเป็น อพม. ด้วย ก็คืออาสาพัฒนาสังคม แล้วก็เป็นอาสาดิจิทัล แล้วก็เป็นอาสากระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แล้วก็เป็นอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือคนเดียวดำรงตำแหน่งเยอะมาก แล้วก็ทำให้มันไม่ฟังก์ชันอะไรสักอย่างเลย เพราะว่าอะไร เพราะว่าพอเป็นอาสาคือท่านจะไปเรียกร้องอะไรกับเขามากก็ไม่ได้ถูกไหม มันยังไม่ได้มีการ แบบตั้งเคพีไอว่าจะวัดอะไร อย่างไร แต่ว่าทุกกระทรวงตอนนี้คืออยากจะมีอาสาหมดเลย ดังนั้นคือท่านเลือกเอาสักอันว่าท่านจะเอาอาสาอะไรและอาสาอย่างอื่น ๆ ก็ไม่ต้องตั้ง งบประมาณมาขอ เพราะว่าตอนนี้หลาย ๆ กระทรวงเมื่อก่อนนี้เป็นอาสาเฉย ๆ แต่เดี๋ยวนี้ เริ่มแล้ว มี ๑ เคส ให้เท่านั้นเท่านี้ มี ๒ เคส ให้เท่านั้นเท่านี้ ต่อไปมันจะกลายเป็นอะไร มันก็ จะกลายเงินเดือน แล้วมันก็จะกลายเป็นสิ่งที่มันเลิกไม่ได้ ดังนั้นคือท่านตัดไฟตั้งแต่ต้นลม อย่าปล่อยให้มันเป็นเหมือน App ที่มีมากมายหลายพัน App แล้วสุดท้ายก็คือใช้งบประมาณ ไปอย่างสิ้นเปลืองหรือว่าแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่เป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้แล้วก็ตั้ง งบประมาณทำกันมาอยู่นั่น แล้วก็สุดท้าย ๑. คือสิ้นเปลืองงบประมาณซ้ำซ้อน ๒. ก็คือว่า มันวัดผลอะไรไม่ได้ ๓. ก็คือพูดตรง ๆ ดิฉันว่าคือมันเป็นเหมือนเป็นแขนเป็นขาให้รัฐมนตรี เจ้ากระทรวงได้ไปทำปฏิบัติการอะไรบางอย่าง ซึ่งคือดิฉันไม่เห็นด้วยกับเอางบประมาณของ แผ่นดินไปทำเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของบางพรรคการเมืองที่เป็นรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงนั้น ๆ มันทุเรศ ดิฉันขอถอนคำว่า ทุเรศ แต่ดิฉันก็ไม่อยากให้ทำ แล้วก็อยากให้รัฐบาลจริงจังกับ เรื่องนี้เสียทีเราจะได้ไม่ต้องสูญเสียงบประมาณไปกับการสิ้นเปลืองในการทำอะไรเหล่านี้ ด้วยความเคารพพ่อแม่พี่น้องอาสาทั่วประเทศคือดิฉันเข้าใจว่าหลาย ๆ คนได้ประโยชน์จาก ตรงนี้ จากเม็ดเงินตรงนี้ แต่ดิฉันอยากจะชวนให้ทุกคนมองถึงภาพใหญ่ของประเทศนี้ แล้วก็ มองถึงงบประมาณโดยรวมที่เราควรจะใช้ให้มันถูกต้อง ถูกจุด เพราะว่าจริง ๆ คือเงินมันก็ ไม่ได้น้อย แต่ว่ามันก็ไม่ได้เยอะ แต่ว่าทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเราควรจะจัดสรรไปในสิ่งที่ มันเร่งด่วนจำเป็นก่อน ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ สภาผู้แทนราษฎรขอต้อนรับคณะอาจารย์และนักเรียน โรงเรียนสามร้อยยอดวิทยาคม อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นำโดยนายสังคม แดงโชติ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พรรคภูมิใจไทย ขอต้อนรับทุกท่าน ขอบคุณครับ ต่อไป ท่านรองศาสตราจารย์วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ซึ่งทางวิปฝ่ายค้านขอให้ท่านอาจารย์ ได้พูด ๑๔ นาที ท่านจะพูดครั้งเดียว ในมาตราอื่นท่านจะไม่พูดแล้ว เพราะฉะนั้นก็อนุญาตให้ ตามที่ขอ ขอเชิญท่านรองศาสตราจารย์วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ครับ
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผม วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ได้ สงวนความเห็นในมาตรา ๔ งบประมาณภาพรวม เพราะเห็นว่าปัญหาการจัดการงบประมาณ ด้านการพัฒนาทักษะ พัฒนาคนไทยยังมีปัญหาอยู่เยอะ ท่านประธานครับ มีหลายเรื่อง ที่สังคมไทยอาจจะเห็นต่างกัน แต่ว่าหนึ่งในเรื่องที่เราทุกคนเห็นพ้องต้องกันก็คือวิกฤติ ทรัพยากรมนุษย์ ไม่ว่าจะเทียบกับประเทศอื่นในโลกหรือว่าเทียบกับตัวเราเองในอดีต ทักษะแรงงานไทยก็ถดถอยลงไปเรื่อย ๆ และการทำงบประมาณแบบที่เป็นอยู่ก็ไม่ช่วยแก้ วิกฤตินี้เพราะว่ามีปัญหาใหญ่ซ่อนอยู่ ๓ ข้อ ผมขอเริ่มต้นจากพัฒนาการด้านบวกของการทำ งบพัฒนาทักษะในปีนี้ก่อน ปีที่แล้วผมวิจารณ์ว่าหน่วยงานด้านพัฒนาทักษะของไทยไม่มี Master Plan หรือว่าแผนแม่บทด้านการพัฒนาคนว่าเราต้องการคนด้านไหน ทักษะเท่าไร เป็นจำนวนเท่าไร ตอนปีงบ ๒๕๖๘ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและ นวัตกรรม หรือว่า อว. ใช้ตัวเลขเป้าหมายแบบกลม ๆ แบบน่ากังขา ขาดที่มาที่ไปตามหลัก วิทยาศาสตร์ แต่ปีนี้เรามี Master Plan แล้ว มันเป็นพัฒนาการด้านบวก อะไรดีผมก็ว่าดี สำนักสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ สอวช. ออกรายงานแนวโน้มความต้องการกำลังคนเป็นการประมาณการล่วงหน้า ๕ ปี ตั้งแต่ ปี ๒๕๖๘-๒๕๗๒ เล่มนี้ ในรายงานนี้มีการระบุชัดเจนว่าแยกทักษะย่อย ๑๐ อุตสาหกรรมหลัก ของไทย แต่ละอุตสาหกรรมต้องการคนเท่าไร ทักษะไหน อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ก็มีการประเมินอย่างเป็นระบบว่าเราต้องการวิศวกรเครื่องกลเท่าไร อิเล็กทรอนิกส์เท่าไร วัสดุศาสตร์ วิจัยตลาดเท่าไร รวมแล้วใน ๕ ปีข้างหน้าประเทศไทยต้องสร้างคนด้านยานยนต์ สมัยใหม่ทั้งหมด ๗๗,๐๐๐ คน ใช่ครับ เรามี Master Plan แล้ว ปัญหาก็คือหน่วยงานอื่น ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะไม่มีใครยึดเอา Master Plan นี้ไปใช้ต่อเลย หน่วยงาน ที่รับผิดชอบด้าน Reskill Upskill แต่ละหน่วยก็ใช้ตัวเลขเดิมของตัวเองต่อไป ที่เป็นอย่างนี้ก็ต้องบอกว่าสาเหตุปัจจัยหนึ่งก็เป็นเพราะว่าตัวรายงานฉบับนี้มันออกช้า ไปหน่อยด้วย เราเริ่มต้นปี ๒๕๖๘ แต่ว่ารายงานฉบับนี้กว่าจะออกมาก็วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๘ เข้าไปแล้ว หน่วยงานต่าง ๆ ทำคำของบปี ๒๕๖๙ เสร็จไปแล้ว แม้แต่ในสำนักงาน ปลัดกระทรวง อว. หน่วยงานใต้กระทรวงเดียวกันก็ไม่ได้ใช้ตัวเลขจาก Master Plan นี้ สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ก็ตั้งเป้ารายปี ราย ๕ ปีของตัวเองต่อไป ในระดับเซกเตอร์ อย่างอุตสาหกรรมยานยนต์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ก็ใช้เป้า ๒๐๐ คนต่อปี เหมือนที่เคยทำมาตั้งแต่ปีงบ ๒๕๖๖ ส่วนกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงานถึงจะปรับเป้าเพิ่มแต่ตัวเลขก็มาจากฐานโครงการและงบประมาณที่เพิ่ม ของตัวเองเป็นหลัก ดังนั้นปัญหาใหญ่ข้อแรกเลยที่เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาการพัฒนาทักษะ พัฒนาคนไทยที่อาจจะไปไม่ถึงไหนก็เพราะว่าถึงเราจะมี Master Plan แล้วแต่ว่าแต่ละ อุตสาหกรรมเราต้องการเท่าไร แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวง อว. กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงแรงงาน ก็ไม่ได้นำไปใช้ต่อเลยในการทำงบประมาณ ในการตั้งเป้า ต่างคนต่างก็เดิน ไปคนละขา คนละทิศคนละทาง ดังนั้นปัญหาใหญ่ที่เราเรียกกันว่า Skill Mismatch หรือ ความไม่สอดคล้องกันระหว่างทักษะแรงงานที่มีกับสิ่งที่ภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจจริง ต้องการมันไม่ได้เริ่มต้นที่ตลาดแรงงานของไทย มันเริ่มต้นตั้งแต่ระดับนโยบายนี่ล่ะ รัฐบาล และกระทรวงที่เกี่ยวข้องอาจจะบอกว่าโอเคถึงว่าหน่วยงานต่าง ๆ จะทำตัวเลขไม่สอดคล้อง ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน แต่อย่างไรเสียตัวเลข Reskill ของไทยมันก็สูงมาก สูงมากจนไม่ต้อง กังวลเลยว่าแต่ละหน่วยงานที่จะทำงาน Link กันหรือเปล่า เช่น สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ปีที่แล้วได้งบ ๙,๐๐๐ ล้าน ปีนี้ได้งบเพิ่มขึ้นมาเป็น ๑๐,๐๐๐ ล้าน อาจจะสร้างดูเยอะ แต่ถ้าเทียบกับตัวชี้วัดที่เขาตั้งไว้ก็อาจจะเบาใจได้หรือเปล่า เพราะปีนี้ อว. ตั้งไว้ว่ากำลังคน ที่ได้รับการยกระดับเสริมสร้างทักษะระดับสูงจะเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วอีก ๖๐๐,๐๐๐ คน ทำให้ ภายในปี ๒๕๖๙ นี้เราจะมีคนที่ได้รับการ Reskill Upskill รวมทั้งหมด ๙๐๐,๐๐๐ คน และ ถ้าเป็นต่อไปตามแผนนี้ด้วยงบประมาณปีละ ๑๐,๐๐๐ ล้าน ภายในปี ๒๕๗๒ เราก็จะมี คนเก่งรวมแล้ว ๒,๑๐๐,๐๐๐ คน เรียกว่าเกิน Master Plan ไปด้วย Master Plan บอกว่า เราต้องการกำลังคนทักษะสูงประมาณ ๑ ล้านคน ใน ๕ ปีข้างหน้า แต่ปลัด อว. ให้มา ๒ เท่าเลย ผมเป็นห่วงการบริหารงบประมาณของไทยจริง ๆ ถ้าเราเห็นตัวเลขนี้แล้วผู้กำหนดนโยบาย ไม่เอ๊ะ คนจ่ายภาษีไม่เอ๊ะ ท่านสงสัยไหมว่าการ Reskill คนจำนวนประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ คน เราใช้วิธีไหน ในการนำเสนอของสำนักงานปลัดกระทรวง อว. ต่อกรรมาธิการงบประมาณ มีการนำเสนอตัวเลข ๖ ตัว ดังนี้ ผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ๒๑,๐๐๐ คน บัณฑิตพันธุ์ใหม่ ๗,๐๐๐ คน ให้ทุนการศึกษา ๑,๙๐๐ คน พัฒนาคนตามความต้องการของประเทศ ๔๐๐ คน พัฒนาคนด้าน EV ๒๘๐ คน ส่งนักศึกษาไปปฏิบัติงานในสถานประกอบการ ๑๖๐ คน ตัวเลขทั้งหมดที่สำนักงานปลัดกระทรวง อว. นำเสนอรวมกันแล้วบวกกันได้เท่าไร ๓๐,๗๔๐ คนเท่านั้น คำถามก็คือแล้วคนเก่งที่จะ Reskill อีก ๘๐๐,๐๐๐ กว่าคนของเรา มาจากไหน คำตอบก็คือการพัฒนาทักษะของคนไทยอีก ๙๕ เปอร์เซ็นต์ของเคพีไอ ฝากความหวังไว้กับแพลตฟอร์มออนไลน์ ๒ โครงการหลัก
โครงการแรก ชื่อว่าโครงการพัฒนามหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย เพื่อจัดการ เรียนการสอนในระบบเปิด รู้จักกันในชื่อของ Thai MOOC เป็นโครงการ ๑๐ ปี เริ่มมาตั้งแต่ ปี ๒๕๖๓ ทำมาครึ่งทางแล้วใช้งบประมาณปีละ ๒๐ กว่าล้านบาท โดยเปรียบเทียบแล้ว ก็ไม่ได้สูงมาก Thail MOOC มีวิชาออนไลน์แยกเป็น ๑๒ หมวดหมู่ รวมแล้ว ๗๐๐ กว่าวิชา มีระบบการสอบ แล้วก็มีการออกใบประกาศ Thai MOOC ก็วัดความสำเร็จของตัวเองจาก จำนวนผู้เข้าใช้บริการ โดยตั้งเป้าไว้ปีละ ๒๕๐,๐๐๐ คน แต่ความหวังสูงสุดในการพัฒนา คนไทยตามงบปี ๒๕๖๙ อยู่ที่โครงการใหม่ที่ชื่อว่าโครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะ รายบุคคลระดับอุดมศึกษา หรือที่เรียกกันว่า Skill Credit Portfolio เริ่มต้นปีนี้ เริ่มต้น ในปีงบประมาณ ๒๕๖๙ ด้วยเงิน ๗๗๓ ล้านบาท และจะทำต่อเนื่องไป ๔ ปี งบประมาณ รวมทั้งโครงการ ๕,๔๐๐ ล้านบาท การใช้งบประมาณโจทย์ใหญ่คือเรื่องของความคุ้มค่า ส่วนการพัฒนาคนโจทย์ใหญ่คือการเพิ่มคุณภาพ โครงการ Skill Credit Portfolio มูลค่า ๕,๔๐๐ ล้าน ตอบโจทย์ความคุ้มค่ากับคุณภาพหรือเปล่า เป็นความหวังจริง ๆ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ ของไทยในการยกระดับแก้วิกฤติทักษะคนไทยได้จริงหรือ พอไปดูในรายละเอียด ท่านประธาน เราพบว่าโครงการ Skill Credit Portfolio ที่ว่าก็คือการทำแฟ้มสะสมทักษะ แบบออนไลน์ วัตถุประสงค์ที่เขียนไว้ในโครงการอย่างชัดเจนว่าต้องการจัดเก็บบูรณาการ และแสดงข้อมูลทักษะการเรียนรู้ของบุคคล โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือนักศึกษาปริญญาตรี ในปีการศึกษา ๒๕๖๗
๒๒/๑ จะเรียนปี ๑ ปี ๒ ปี ๓ ปี ๔ ถ้าอยู่ในระบบ ณ ปี ๒๕๖๗ จะถูกนับเป็นกลุ่มเป้าหมายของ โครงการนี้ นักศึกษารวมกันทั้งหมด ๑,๖๐๐,๐๐๐ คน โครงการนี้ Skill Credit Portfolio ก็จะทยอยเอานักศึกษากลุ่มนี้เข้าระบบ ปีแรก ๔๐ เปอร์เซ็นต์ไต่ขึ้นไป ๔ ปีครบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๗๒ นอกจากเก็บข้อมูลว่าใครเรียนอะไร อยู่ที่ไหนแล้วก็จะมี ส่วนของเนื้อหาคลิป แต่ว่าระบุไว้ชัดเจนว่าต้องการทำเนื้อหาที่เป็นการช่วยให้รู้จักและเข้าใจ ตนเอง อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อีกจำนวน ๔๔๗ คลิป ความยาวคลิปละ ๑๕ นาที เรียกว่า ทำฐานข้อมูล มีคลิปสร้างแรงบันดาลใจ แล้วก็คิดค่าบริการต่อหัว ๑,๒๐๐ บาท รวมแล้ว ทั้งโครงการ ๕,๔๐๐ ล้านบาท เราจะฝากความหวังในการแก้ปัญหาวิกฤติทรัพยากรมนุษย์ ทักษะแรงงานไทยไว้กับโครงการนี้ได้แค่ไหน ประโยชน์เพิ่มเติมจากระบบที่เรามีอยู่แล้ว และทำงานค่อนข้างดีอย่าง Thai MOOC ได้แค่ไหน ในทางกลับกันถ้าเราไม่ใช่ระบบบังคับ แต่เราให้คูปองการศึกษากับนักเรียนนักศึกษามูลค่า ๑,๒๐๐ บาท ให้แต่ละคนไปคุณคิดว่า จะมีนักศึกษาที่ยอมจ่ายเงิน ๑,๒๐๐ บาท เพื่อเข้าระบบการทำฐานข้อมูลนี้กี่คน ดังนั้น นอกจากที่เราไม่มี Master Plan ไม่ได้ทำงานเชื่อมโยงเป็นระบบแล้ว เรายังเอาเคพีไอ เชิงปริมาณใส่ตัวเลขคนเป็นหลักแสน หลักล้านมาปิดบังซ่อนปัญหาด้านคุณภาพที่เราขาดไป ซ้ำร้ายตัวเลขเคพีไอที่ว่าก็ยังสูงเกินจริงเพราะไปอิงกับยอด View ออนไลน์ ยอดคนออนไลน์ เป็นหลัก ย้ำตรงนี้ว่าการทำระบบพัฒนาทักษะแบบออนไลน์เป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในโลก ยุคหลังโควิดสอดคล้องกับยุคสมัยใหม่แล้วก็มีประโยชน์ แต่การทำงบประมาณเราต้อง ตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า ที่สำคัญก็คือไม่ใช่ว่าทักษะทุกประเภทเราจะสามารถเรียนรู้ ผ่านระบบออนไลน์ได้ เพราะว่าทรัพยากรของเรามีจำกัด พอเราทุ่มทรัพยากร ทุ่มเงิน ทุ่มเวลา ไปกับเป้าหมายออนไลน์ เน้นยอด View เป็นหลักทรัพยากรที่ไปลงกับคนจริง ๆ มันก็เลย น้อยมาก เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นผมจะขอยกตัวอย่างการพัฒนาคนในอุตสาหกรรม ยานยนต์ ยานยนต์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทย มูลค่า ๑ ใน ๑๐ ของจีดีพีประเทศเรา จ้างงานตั้งแต่วิศวกร ช่างเทคนิค Dealer คนขาย เซลล์ขายรถ รวมกัน เกือบ ๗๐๐,๐๐๐ คน ๒-๓ ปีที่ผ่านมาทุกท่านทราบดีว่ายานยนต์ไทยเจอคลื่นสึนามิพัดมา หลายลูกพร้อมกัน หนี้ครัวเรือนก็ฉุดกำลังซื้อในประเทศ มีการพลิกผันทางเทคโนโลยี ครั้งใหญ่ไปสู่ยานยนต์สมัยใหม่ยานยนต์ที่ใช้ไฟฟ้า ที่ผ่านมาเราเก่งแต่ยานยนต์สันดาป คนไทยเก่งเฉพาะฝั่งเครื่องกล พอโลกขยับไปสู่เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า โลกของซอฟต์แวร์ แรงงานไทย ๗๐๐,๐๐๐ คน เสี่ยงที่จะตกงานกันชุดใหญ่ไม่ได้ไปต่อ ตอนปีงบ ๒๕๖๘ ผมเคยวิจารณ์ไว้ว่าเรามีการจัดงบพัฒนาคนในยานยนต์ไม่สมดุล เพราะปีที่แล้วนี้เราใช้เงิน ๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไปกับการอุดหนุนขายรถ EV คนที่ขับรถ EV อยู่ทุกวันนี้ได้เงินจาก รัฐไทยคนละ ๑๐๐,๐๐๐-๑๕๐,๐๐๐ บาทต่อคัน เหลืองบไว้พัฒนาด้าน Supply ปีที่แล้ว กระจิริด พอมาดูงบปี ๒๕๖๙ ถ้าดูเผิน ๆ พบว่าสัดส่วนตรงนี้เหมือนว่าจะดีขึ้น เพราะว่า งบด้าน Demand ที่รัฐเข้าไปช่วย ช่วยรถ EV ช่วยคนซื้อคนขายลดลงเหลือ ๔,๗๐๐ ล้านบาท แล้วก็มีงบอื่น ๆ ที่ไปสนับสนุนยานยนต์ด้านอื่น ๆ อีก ๖๐๐ ล้านบาท แต่ต้องไปดู ในรายละเอียดครับท่านประธาน พอไปดูไส้ในเราพบว่างบประมาณด้าน Supply ที่เหลือ จริง ๆ แล้วก็ลงไปกับการสร้างศูนย์ทดสอบเป็นหลัก ย้ำนะครับ การสร้างศูนย์ทดสอบ การจัดซื้อครุภัณฑ์ยกระดับเครื่องไม้เครื่องมือนี้เป็นสิ่งที่ควรทำและต้องทำ แต่ปัญหาก็คือ งบประมาณและโครงการที่เราลงไปทำกับคนจริง ๆ หน้างานในอุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุด ของไทยมันเหลืออยู่นิดเดียวเท่านั้น เราอุดหนุนคนซื้อคนขาย EV ๔,๗๐๐ ล้านบาท เราสร้าง ศูนย์ทดสอบ ๕๐๐ ล้านบาท แต่เราเหลือพัฒนาคน ๖๖ ล้านเท่านั้น ในมุมของผู้กำหนด นโยบายปัจจุบันการคิดเรื่องโครงสร้างอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างแทบไม่มีคนอยู่เลย เน้นแต่เรื่องมาตรการกระตุ้นคนขาย เงินอุดหนุนคนซื้อ โครงการที่ลงไปทำกับคนจริง ๆ จะเป็นหน้าที่ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน โดยเฉพาะในโครงการที่ชื่อว่า ยกระดับผลิตภาพพัฒนาคนเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน โครงการนี้ได้รับ งบประมาณ ๕๗ ล้านบาท ลงไปกับยานยนต์ ตั้งเป้าหมายไว้ ๑๕,๐๐๐ คน ต้องบอกว่า เป็นโครงการที่ดีของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานเพราะลงไปทำกับคนจริง ๆ ไป Train หน้างาน ให้คนแรงงานไทยได้ใช้เครื่องไม้เครื่องมือยุคใหม่ ยานยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่ แต่มีเวลาจำกัดมาก ถ้าไปดูไส้ในจะพบว่าเรามีเวลา Train คน ๑๕,๐๐๐ คนของเราคนละ ๕ วันเท่านั้นเอง ๕ วัน ต่อคนเท่านั้นเอง นี่เป็นโครงการที่ดีที่จะทำให้คนไทย แรงงานไทยเก่งขึ้น แต่พอไปดูไส้ใน ก็พบว่าเรามีเวลา Train คนละ ๕ วัน แล้วเราคิดว่าเราจะทำให้คนไทย แรงงานไทยเปลี่ยนจากสันดาปเป็นยานยนต์ไฟฟ้าในเวลา ๕ วันได้แค่ไหน ยิ่งไปดูผลการดำเนินงานของปี ๒๕๖๘ ที่ผ่านมาก็ยิ่งน่ากังวล กรมพัฒนา ฝีมือแรงงาน ปีงบ ๒๕๖๘ ตั้งเป้ายกระดับแรงงานยานยนต์ไว้ทั้งหมด ๗,๐๔๐ คน ผ่านไป ๖ เดือนแรกครึ่งทาง กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน Train แรงงานได้ ๑,๐๐๐ กว่าคนเท่านั้น โครงการพัฒนาแรงงานในอีอีซีตั้งเป้าไว้ ๒,๗๐๐ คน ผ่านไปครึ่งทาง ๖ เดือน ทำได้แค่ ๓๑๙ คน สำนักงานปลัดกระทรวง อว. เองก็สรุปว่าทั้งปีพัฒนากำลังคนด้าน EV ทำได้ ๒๘๐ คน อาจจะมีโครงการของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ทำได้ตามเป้าแต่ก็เป็นเพราะ เป้าหมายนี้มันเล็กมาก ตั้งเป้าไว้ว่าจะอบรมผู้ประกอบการ ๑๕ บริษัท ๒๐๐ คน ทำได้ ๒๐๔ คน สรุปก็คือต่อให้เราทำได้ตามเป้าหมายทั้งหมดที่ตั้งไว้เราจะ Train กับยานยนต์ เรา Train คนได้หลักหมื่นแต่ครึ่งทางของปีงบ ๒๕๖๘ เรา Train คนได้แค่หลักพันเท่านั้นเอง กลับไปดูตัวเลขว่าเรามีแรงงานที่เสี่ยงจะตกงานในยานยนต์ ๗๐๐,๐๐๐ คน ย้ำอีกทีว่านี่คือ อุตสาหกรรมที่ไทยเก่งอยู่แล้ว เราเคยเก่งระดับโลกในอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาป เป็นทุนเดิมเรายังพัฒนาคนได้แค่นี้ ถ้าเป็นอุตสาหกรรมอื่นที่เราไม่เคยเก่งมาก่อนเราจะ พัฒนาคนได้แค่ไหนกัน ท่านประธานครับ ในโลกยุคใหม่ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์ ๓ ด้านไปพร้อมกัน ๑. คือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ๒. คือการยกระดับ คุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ ๓. ก็คือความมั่นคงยุคใหม่ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ปั่นป่วน ทั้ง ๓ เรื่องนี้มันมีหัวใจที่เดียวกันคือเรื่องของการพัฒนาคน แต่ปัญหาของเราก็คือเรามี งบประมาณปีละหลาย ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท สำหรับการพัฒนาทักษะคน สำหรับการปรับ โครงสร้างเศรษฐกิจ แต่ปัญหาก็คือ ๑. เรามี Master Plan แต่ก็เหมือนไม่มีเพราะว่าไม่มี หน่วยงานไหนเอาไปใช้ต่อเลย เดินกันคนละทิศคนละทาง คนละตัวเลข ๒. เราตั้งเป้าพัฒนา คนไว้ปีละเป็นล้านคนให้ดูยิ่งใหญ่ ทำได้เป็นเนื้อเป็นหนังจริง ๆ ประมาณ ๓๐,๐๐๐ คน เท่านั้นเองผ่านระบบเดิมที่มีอยู่แล้ว ส่วนคนอีก ๘๐๐,๐๐๐ คน เราไปฝากความหวังไว้กับ ระบบออนไลน์ Thai MOOC ก็นับจากยอด View Stem One Stop Service ก็นับจากยอด View แถมในปีงบ ๒๕๖๙ ก็จะเริ่มโครงการใหม่ที่จะสร้างงบผูกพัน ๕,๐๐๐ กว่าล้าน แต่ก็เป็นการทำ Portfolio แล้วก็เน้นเนื้อหาที่เป็นเรื่องของทัศนคติเท่านั้น ไม่ได้เน้นเรื่องของ การยกระดับทักษะจริงจัง สุดท้ายถ้าเจาะไปดูระดับเซกเตอร์อย่างยานยนต์โครงการที่ลงไป ทำหน้างานกับคน ไป Train คน ไปพัฒนาคนจริง ๆ ๕๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นเอง แล้วเราจะ คาดหวังการยกระดับทักษะแรงงานไทยท่ามกลางการ Disrupt ครั้งใหญ่ได้แค่ไหน ในฐานะ กรรมาธิการผมจึงขอสงวนความเห็นเสนอให้มีการรื้อวิธีคิดออกแบบโครงการปรับทักษะ แรงงานใหม่ของไทยทั้งระบบเพื่อกู้วิกฤติทักษะแรงงานไทย ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณภัณฑิล น่วมเจิม ครับ
เรียนท่านประธานครับ ผม ภัณฑิล น่วมเจิม ก็ขอสงวนความเห็นในฐานะกรรมาธิการในการที่จะปรับลดงบประมาณปีนี้ ๓.๗๘ ล้านล้าน ลงเหลือ ๓.๒ ล้านล้าน ก็คิดว่าหมวดหนึ่งที่เราจะต้องคุยกันเยอะก็คือ หมวดครุภัณฑ์ไอซีที เพราะว่าเป็นหมวดที่อาจจะค่อนข้างเข้าใจยากนิดหนึ่ง ผมในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็พยายามจะอธิบายให้เพื่อนสมาชิก แล้วก็พี่น้องประชาชนเข้าใจ และเห็นภาพว่ามันมีความซ้ำซ้อนหรือว่าสิ้นเปลืองอย่างไรบ้าง เดี๋ยวมีสไลด์อาจจะรบกวน ฝ่ายโสตขึ้นสไลด์นะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
เราเสียเงินทำอะไรกันได้บ้างกับ ระบบคอม นึกถึงถ้าเผื่อประเทศเราเป็นองค์กรองค์กรหนึ่งใช่ไหมครับ เราก็จะต้องมีอุปกรณ์ ไอทีต่าง ๆ เพื่อ ๑. ช่วยในการทำงานของข้าราชการ ของพนักงานรัฐทั้งหมด แล้วก็แน่นอน ตอบโจทย์การให้บริการพี่น้องประชาชน ระบบไอทีมีอะไรบ้าง ถ้าเผื่อมองในมุม End User จะมีคอม มี Tablet มีระบบ Operating System โอเอสหรือจะมีพวกออฟฟิศ หรือระบบ Software Antivirus ซึ่งอันนี้ตัดยากมาก เราเห็นมีขอกันเข้ามาค่อนข้างเยอะเป็นหลักหมื่นหน่วย แต่แน่นอนเทียบกับจำนวนพนักงานของรัฐทั้งหมดเป็นหลายแสน เป็นล้านคน มันก็มีอายุ การใช้งานตามปกติ แต่ก็มีข้อสังเกตหนึ่งที่เราอาจจะอยากให้ตั้งข้อสังเกตไว้ก็คือเรื่องของ บัญชีกลางของทางดีอี เนื่องจากแต่ละปีมันก็มีเครื่องมือใหม่ ๆ เข้ามาอยู่เรื่อย ๆ หลายครั้ง เราตั้งคำถามว่าทำไมซื้อคอม ซื้อ Laptop แล้วยังต้องซื้อโอเอสแยก ซื้อ Operating System แยก แล้วก็ซื้อตัวซอฟต์แวร์แยก แล้วเผลอ ๆ บางทีซื้อระบบ License Antivirus แยกอีกต่างหาก รวม ๆ แล้วอาจจะไม่ใช่แค่ ๒๐,๐๐๐ ๓๐,๐๐๐ บวกไปบวกมาแล้วมันจำนวนค่อนข้างเยอะ อันนี้ก็เป็นอีกข้อสังเกตหนึ่งที่อยากจะตั้งเอาไว้ ประชาชนสัมผัสอะไรได้บ้างจากจากมุมมอง ไอซีที ส่วนใหญ่เราไม่ได้รู้หรอกว่าราชการหรือว่าหลังบ้านทำงานกันอย่างไร เราก็จะสัมผัส จาก App จากเว็บไซต์ที่เราใช้ เนื่องจากเราต้องไปติดต่อหน่วยงานภาครัฐเราอยากจะไปขอ เอกสาร เราอยากจะทราบข้อมูลอะไรบางอย่าง มีหลาย App ที่เราใช้กันแล้วงงมาก เยอะมากอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปว่าเป็นแดนสนธยาใช้เงินกันมากมายเดี๋ยวผมจะ อภิปรายในตอนหลังอีกทีหนึ่ง กลับมาเรื่องงานระบบ เราใช้เงินกับงานระบบอะไรอีก พอมี คอมแต่ละเครื่องใช่ไหมครับ เราก็ต้องมี เหมือนที่บ้านเราจะมี Wi-Fi Router จะมีตัว กระจายสัญญาณเพราะมันต้องเชื่อมโยง ต้องคุยกันใช่ไหมคือระบบ Network อันนี้ก็จะ แน่นอนผันแปรไปกับจำนวน User User เยอะ ผู้ใช้งานเยอะ พื้นที่ใหญ่เราต้องการความเร็วสูง พวกนี้มันจะผันแปรไปเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะส่งผลต่อค่าใช้จ่ายงบประมาณ แต่หลายครั้ง ในอนุกรรมาธิการเรียกมาระดับอธิบดี หัวหน้าผู้บังคับบัญชามาชี้แจงมักจะไม่ค่อยรู้ข้อมูล เหล่านี้ ผมก็เสนอแนะในปีหน้าให้เรียกหน่วยงานไอทีเข้ามาประกบเลยโดยตรง คำถามพวกนี้ จะได้รับการตอบอย่างตรงไปตรงมา เสร็จปุ๊บพอเชื่อมโยงเสร็จก็ต้องมี Server เอาไว้ Service เครือข่ายตรงกลางหรือเป็นระบบ Network แล้วก็รวมถึงระบบ Backup เวลา ถ้าเผื่อมันล่มลงมา ไฟดับ หรือมีระบบที่ป้องกันการบุกเจาะจากข้างนอก หรือตัวไฟร์วอลล์ ที่เรารู้จักกัน ภาพรวมเรียกรวมว่า Cyber Security ถูกไหมครับ อันนี้ก็เป็นมูลค่าค่อนข้างใหญ่ ซึ่งเป็นอีก Black Box หนึ่ง เป็นกล่องดำว่ามันจะประเมินมูลค่าของงานอย่างไร แน่นอน มีการร่าง TOR มา แต่ละหน่วยงานใช้ตั้งแต่ระดับหลักล้านจนถึงเป็นร้อยล้านก็มี อันนี้เป็น อะไรที่ประเมินค่อนข้างยาก เราก็จะถามเสมอความเสี่ยงของคุณในการที่จะถูกโจมตีเป็น เท่าไร หน่วยงานท่องอยู่อย่างเดียว ระบบผมล่มบ่อยมาก เว็บผมล่มโดน Hack ผมถาม คำถามว่าความเสี่ยงและผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นทางเศรษฐกิจถ้าเผื่อระบบมันล่มขึ้นมา เป็นกี่บาท ไม่มีใครตอบได้ ความถี่โอกาสในการเกิดขึ้นเขาบอกว่าเป็นแสนเป็นล้านครั้ง โดน Hack โดนระบบเจาะตลอดเวลา ถูกทาง สกมช. ประเมินแล้วมันไม่ผ่านเลยต้องซื้อ ระบบใหม่ขึ้นมา ก็ไม่มีใครตอบได้ด้วยตัวเลขทางวิทยาศาสตร์ว่าจะเป็นมูลค่าเท่าไร อันนี้ สำคัญมาก ๆ เพราะมันจะ Link กับเรื่องอะไร Link กับตัวชี้วัดว่าคุณลงทุนไปแล้ว เหมือนเรามีองค์กรใดองค์กรหนึ่งอย่างที่ผมเรียน สมมุติเรามียอดขายปีหนึ่ง ๑๐๐ ล้านบาท เราควรจะลงทุนกับระบบไอที ระบบ Cyber Security กี่บาท ๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ หรือเท่าไร อันนี้ไม่มีตัวเลขเลย ผมก็พยายามจะรวบรวม มันมี Range ที่กว้างมากตั้งแต่หลัก ล้านจนถึง ๑๐๐ ล้าน นี่เป็นอีกปัญหาหนึ่งประเมินยากมากภาพรวม นี่ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่อง การทุจริตหรือเรื่องของความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างล็อกสเปก เหตุผลและความจำเป็น ที่มาเรายังชี้แจงไม่ได้เลยทำไมถึงต้องซื้อ ท่องอยู่อย่างเดียวว่าระบบมันล่ม มันเก่ามากแล้ว ไม่มีอะไรที่มาพูดเลย ยังไม่รวมถึงเรื่องค่าที่ปรึกษาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการที่จะเข้ามา ประเมิน Use Test หรือที่จะมาประเมินว่าเมื่อใช้ไปแล้วมันจะต้องปรับปรุงอะไร อย่างไรบ้าง ทีนี้ผมเรียนค่าใช้จ่ายจะผันแปรไปกับเรื่องอะไรบ้าง เรื่องจำนวนผู้ใช้งาน ปริมาณความเร็ว ของข้อมูล ระยะเวลาความถี่ เดี๋ยวขอสไลด์กลับขึ้นมาด้วยครับ เพราะเดี๋ยวถ้าเผื่อพูดในเชิง เทคนิคมากอาจจะงง เงินที่เราใช้มันเป็นเงินของพวกเราทุกคน เงินภาษีประชาชนใช่ไหมครับ มันควรจะเป็น Open Access มันควรจะเป็น Public Code ให้ทุกคนสามารถเข้าไปใช้ได้ บางคนเป็น Open Source ถูกไหมครับ เวลาเราใช้เงินไปแล้วทุกคนสามารถเอาสิ่งเหล่านี้ ไปต่อยอดไปใช้ได้ และที่สำคัญก็ควรจะจ้างงานคนในประเทศไทย แต่ปรากฏเราไปเห็น ทุกอย่างที่ซื้อ ผมเข้าใจว่าส่วนใหญ่ไม่ได้ผลิตในประเทศด้วยซ้ำไป อันนี้ก็เป็นอีกข้อเสนอแนะ หนึ่งว่าควรจะเป็นระบบเปิด วัดผลอย่างไร อย่างที่ผมเรียนมันวัดผลยากเรื่องการลงทุน ในระบบไอทีว่าเราจะสามารถใช้บริการให้บริการประชาชนได้ดีมากน้อยแค่ไหน เราจะก่อให้เกิด ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างไร แต่ถ้าเผื่อพูดถึงระบบแพลตฟอร์มหรือ App ตรง ๆ คือ จำนวน User ถูกไหมครับ ดาวน์โหลด กี่ครั้ง Active ในการใช้เท่าไร อันนี้ซึ่งเดี๋ยวผมก็จะพูด ในสไลด์ถัด ๆ ไป ระบบมันควรจะมีหน่วยงานกลางที่ออกแบบ คือทำแล้วมันได้สเกลทีเดียว ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ คนหนึ่งทำอีกแบบหนึ่ง คนหนึ่งทำอีกแบบหนึ่ง พอจะมาเชื่อมต้องมา ออกแบบเสียเงินอีกครั้งหนึ่งก็ควรจะพัฒนาแบบรวมศูนย์ แล้วก็ให้บุคคลภายนอกสามารถ เข้าไปตรวจสอบได้ มาเจาะคณะอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์ไอซีที ความจริงไม่ได้รวม ทุกหน่วยงาน เราก็พิจารณาประมาณหลายร้อยหน่วยงาน จริง ๆ หน่วยงานทุกกระทรวง ทบวง กรม รวมกันประมาณ ๒๐๐ กว่าหน่วยงาน ซึ่งงบครุภัณฑ์จริง ๆ ไอซีทีอยู่ประมาณ ๙ เปอร์เซ็นต์ ตีกลม ๆ สักประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด ซึ่งถ้าเผื่อดูเฉพาะงบ App หรือแพลตฟอร์มเป็นหลักพันล้านไม่น่าเชื่อ App แพลตฟอร์ม ต่าง ๆ ที่รวม ๆ กันแล้วเป็นหลักหลายร้อยที่ขอมาในปี ๒๕๖๙ เยอะมาก ๑,๓๐๐ กว่าล้าน จำเป็นแค่ไหน ได้ประโยชน์อะไร แล้วก็บางอย่างมันไม่ Work แล้วจะดันทุรังใช้ต่ออีกหรือ เพื่อให้เห็นภาพหน้าต่อไป เพิ่มขึ้นทุกปีด้วยตั้งแต่ใช้มา ๕๐๐ ๘๐๐ ๑,๓๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นทุกปี แล้วก็หลายอันในหมวดของกระทรวงใหญ่ ๆ เป็นงบหลักเลย ของบมา ๑๐๐ บาท ๑๐ ๒๐ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นงบที่เอาไว้ Service คนในหน่วยงานนั้น ๆ เท่านั้น ประชาชนไม่ได้รู้เรื่องอะไรงบที่ท่านพูด CDC Connects LTX Online Fisheries Next Learning Management System เป็น App ที่ใช้สำหรับการภายในเท่านั้น Internal Use อย่างเดียว ความจริงประชาชนเขาคงงง ๆ มาดูสไลด์แล้วเอ๊ะจ่ายเงินภาษีไปได้ประโยชน์ อะไรจากสิ่งเหล่านี้ หน้าต่อไปเพื่อให้เห็นภาพเราก็พยายามจะดูว่าระบบต่าง ๆ นี่มันมียอด ดาวน์โหลดเยอะมากน้อยแค่ไหน ปรากฏน้อยมากคิดเป็นต่อหัวเป็นหลักพันต่อยอด ดาวน์โหลด ซึ่งตามหลักปกติของเอกชนเขาทำกันยอดดาวน์โหลดหนึ่งต่อหัวจริง ๆ ไม่ควรเกิน ๑๐๐ บาท แต่หลายครั้งใช้งบสิ้นเปลืองมาก แล้วก็อย่างที่เรียนระบบหนึ่ง CDC Connects เป็นระบบศูนย์บริการที่ปรึกษาข้อมูลเชิงรัฐของภาครัฐซึ่งใช้กันเองครับ ข้าราชการกับคนที่จะไปประมูลงาน คนที่จะเป็นที่ปรึกษาต้องไป List ตัวเองอยู่ในระบบ หรือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นก็ข้าราชการใช้ Thai Select ไม่รู้แทบมีคนดูหรือเปล่า หลายระบบก็ Hang ไป เป็น App ร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์ ต่อไป LINE OA ของไทยคู่ฟ้า ๑๒ ล้านบาท ยกตัวอย่างหนึ่งฟังก์ชันปกติไปดูได้ Package ที่จะซื้อราคาเท่าไรหาข้อมูล ต่าง ๆ ตั้งโพรไฟล์มี Broadcast ออกไปหลัก ๑,๐๐๐ บาท ไม่รู้เหมือนกันเอาไปทำ Content หรือทำอะไร กลายเป็น ๑๒ ล้านบาท อันนี้แค่ตัวอย่างเดียว LINE OA ขอเงินไป ๑๒ ล้านบาท App สอนศาสนาก็มาไม่น่าเชื่อผมก็นั่งเป็นอนุกรรมาธิการปีแรก ท่านลองอ่านดู เล็ก ๆ นี่ตกใจมาก มันเกี่ยวอะไร มันเป็นภารกิจของรัฐที่ต้องไปทำ App สอนศาสนา ขยายความค่าใช้จ่ายในการพัฒนา Application ส่งเสริมความรู้ด้านศาสนา ๕.๕ ล้านบาท เพื่ออะไร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปลูกฝังค่านิยมและวัฒนธรรมที่ดีด้านคุณธรรม จริยธรรม กตัญญู ความซื่อสัตย์ คืออ่านแล้วก็อะไรต้องเสียเงิน ๕.๕ ล้านบาท ทำ App เพื่อสอนศาสนา อีกอันหนึ่ง Fitness ก็มา เกมก็มา นี่มันเป็นหน้าที่ของรัฐหรือกรมพลศึกษา ยอดดาวน์โหลด ก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดินมากหลัก ๑๐๐ User จะต้อง Maintenance ทุกปีทำต่อเนื่อง ไม่รู้ประเมิน มาแล้วมันเป็นอย่างไร จ่ายเงินเข้าไป จริง ๆ ไม่ได้ใช้เงินเยอะหลักแสน แล้วก็ Lock Spec เฉพาะเจาะจงเป็นบริษัทเดิมตลอด
กรมศิลปากรก็มีเป็น ๑๐ App ผมก็เพิ่งรู้เข้าไปทำ Research ดู เป็นทำ AR VR Augmented Reality คือไปดูพิพิธภัณฑ์ ไปดูโบราณสถานเป็นแบบเสมือนจริงได้ ก็พยายามเข้าไปดู สุดท้ายล่ม Hang บ้าง ใช้งานไม่ได้เป็น ๑๐ App เลย
สุดท้าย กกต. อันนี้ก็อดพูดไม่ได้มี ๓ App ผมไม่แน่ใจในห้องนี้มีใคร เคยใช้ไหม ร้องทุจริตการเลือกตั้ง คนเขาก็ขำพยายามไปอ่าน Review ดูเขาก็ไม่เชื่อว่ามัน ทำได้ ขอเงินมาทุกปีต่อเนื่องต้องการจะเผยแพร่ประชาธิปไตยต่าง ๆ ส่งเสริมการเรียนรู้ ปีนี้ขอมา ๕ ล้านบาท ที่ผ่านมาไม่ Work แล้วยังจะเอาอีก
โดยสรุปเฉลี่ยใช้เงิน App หนึ่ง แพลตฟอร์มหนึ่ง ๒๐ ล้านบาท มีตั้งแต่ หลักแสนจนถึงสูงสุดระบบหนึ่ง ๑๙๘ ล้าน ปีนี้ขอมา ๖๖ App อนุกรรมาธิการครุภัณฑ์ น่าเสียดายปรับลดได้น้อยมาก ปรับลดได้หลัก ๑,๐๐๐ ล้านบาทเอง เทียบจากทั้งหมด ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท คือเพื่อนสมาชิกยังบอกเลยกระทรวงกลาโหมกระทรวงเดียว ปีที่แล้วยังปรับได้มากกว่านี้เลยก็ขอฝากไว้ในปีหน้า แล้วก็ฝากทางหน่วยงานด้วยอย่าได้ หาทำเรื่อง App เรื่องแพลตฟอร์ม ถ้าเผื่อจะเรียนรู้เดี๋ยวนี้มี YouTube ง่ายมาก ไม่ต้องเสีย สตางค์เลย ถ้าเผื่อท่านทำดี Content ท่านดีท่านก็ไปลงใน YouTube เดี๋ยวคนก็ดู คนก็แชร์กัน เยอะแยะมากมายมี Social แล้วก็อีกเรื่องที่จะฝากไว้คือการล็อกผ่านลิขสิทธิ์ระบบต่าง ๆ ให้ไปดูเวลาจัดซื้อจัดจ้างว่า มันผูกไว้กับเจ้าเดียวหรือเปล่า พอปีหนึ่ง ๓ ปีหมดปุ๊บท่านต้องต่อลิขสิทธิ์กลายเป็น งบประมาณผูกพันในระยะยาว แล้วก็ฝากไว้จริง ๆ ในปีหน้างบประมาณไอซีทีให้ทางอธิบดี หรือผู้บังคับบัญชาหน่วยงานพาคนที่รู้เรื่องเข้ามาไม่ใช่ถามอะไรตอบไม่ได้สักอย่างเลย ก็เลยเสนอตัดทั้งหมดถ้าเผื่อยังชี้แจงความจำเป็นไม่ได้ ทั้งเรื่อง Cyber Security ทั้งเรื่อง App แพลตฟอร์ม ซึ่งมันล้าสมัยหมดแล้วไม่มีใครเขาทำ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปจะเป็นผู้แปรญัตติและสงวนคำแปรญัตติ ซึ่งตอนนี้แจ้งมามี ๗ ท่าน จบผู้แปรญัตติ สงวนคำแปรญัตติก็จะให้กรรมาธิการตอบต่อไป ท่านแรก ขอเชิญคุณณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ ๗ อำเภอนาทวี อำเภอสะบ้าย้อย ตำบลลำไพลของอำเภอเทพา ท่านประธานครับ ทำงบประมาณแบบนี้ ทุกปี ประเทศไปไม่ได้ วันนี้ผมจะอภิปรายมาตรา ๔ งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ สภารับหลักการมาวาระแรกประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๙ ตั้งงบประมาณไว้ ๓,๗๘๐,๖๐๐ ล้านบาท หลังจากนั้นเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ งบประมาณ ตัดไปเท่าไร ๘,๙๒๐ ล้านบาท คิดเป็น ๐.๒๔ เปอร์เซ็นต์ ผมเองเห็นว่ายังไม่พอ ท่านประธานตัดอีก ผมเสนอในการอภิปรายครั้งนี้ให้เพื่อนสมาชิกช่วยกันตัดอีก ๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมดของปี ๒๕๖๙ คือยอด ๑๘๙,๐๓๐ ล้านบาท นี่คือที่ขอตัดเพิ่มซึ่งมากกว่าของที่คณะกรรมาธิการเสนอมา กรรมาธิการเสนอมาแค่ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ ผมบอกตัดไปเลย ๕ เปอร์เซ็นต์ ทีนี้เปิดดูงบประมาณของประเทศครับ ท่านประธาน ไม่ต้องเรียนเศรษฐศาสตร์ ไม่ต้องเป็นนักการเงินเปิดดูแล้วอย่างไร หดหู่ เปิดดู แล้วอย่างไร มันเศร้าใจจริง ๆ ท่านประธาน มันไม่มีความหวังกับงบประมาณของประเทศ กับแผนงบประมาณ กับการทำงบประมาณแบบนี้ท่านประธาน ถ้าเป็นบริษัทเจ๊งเลย เพราะอะไร เป็นงบประมาณขาดดุลมา ๒๐ ปีแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องเป็นบริษัท ไปดูครอบครัว ครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งถ้าทำงบประมาณแบบรัฐบาลเจ๊งแน่นอน ผมเลยอยากให้คนรุ่นใหม่ในอนาคตมาทำหน้าที่ที่มีความเข้าใจในเรื่องงบประมาณ ไม่ว่าคนจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี มาเป็นรัฐมนตรี มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องของงบประมาณที่สำคัญผู้ว่าแบงก์ชาติ ที่สำคัญมากที่สุด ที่เรามองข้ามคือผู้อำนวยการสำนักงบประมาณนี่คือผู้มีอิทธิพลตัวจริง ผมอภิปรายมา หลายสมัยแล้วว่างบประมาณประจำปีคนอยู่เบื้องหลังผู้มีอิทธิพลตัวจริงทั้งก่อนเข้าสภา หลังเข้าสภาคือผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมมาวิพากษ์วิจารณ์ นายกรัฐมนตรีคนอื่น แต่ถ้าให้ตรงเป้า ผอ. สำนักงบประมาณ เพราะฉะนั้นที่เข้าใจระบบ เศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลก และกล้าเปลี่ยนแปลงเรื่องระบบงบประมาณ กล้าเปลี่ยนระบบ ไม่พอท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังต้องกล้าในการจัดเก็บภาษีที่เป็นเรื่องท้าทาย ของรัฐบาลและเป็นของประเทศ ท่านประธานวิกฤติงบประมาณมันเกิดจากอะไร เกิดจาก การขาดดุลต่อเนื่องทำให้หนี้สาธารณะพุ่งสูง ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณปี ๒๕๖๙ เป็นงบประมาณที่ขาดดุลท่านประธาน มันขาดดุลไปเท่าไร ๘๖๕,๐๐๐ ล้านบาท คำว่า ขาดดุล หมายถึงอะไร รายได้ไม่พอรายจ่าย งบประมาณนี้ต้องทำอะไร กู้ ต้องไปกู้มาอีก ๘๖๕,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นการขาดดุลงบประมาณที่ผมบอกเมื่อสักครู่นี้ ๑๙ ปีแล้ว ขาดมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลา ๑๙ ปี หนี้สาธารณะจีดีพีปาเข้าไป ๔๐ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะในช่วงโควิดรัฐบาลก็ให้พวกผมขยายเพดานหนี้ปาเข้าไปเท่าไร ๖๖.๙ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๖๘ และมีการคาดว่าจะแตะเพดานหนี้ที่เรากำหนดไว้ที่ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่เกิน ๒ ปีนี้ท่านประธาน เพราะฉะนั้นรัฐบาลปัจจุบันท่านจะทำอย่างไร รัฐบาลในอนาคตจะทำอย่างไร สาเหตุของการขาดดุลเป็นการจ่ายงบประมาณสูงเกิน รายจ่ายประจำสูงเกินคือ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แปลว่าเงินเดือนของข้าราชการ สวัสดิการ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ แต่มาดูงบลงทุน ๒๒.๗ เปอร์เซ็นต์ หนี้สาธารณะ ๑๔ ล้านล้านบาท สรุปง่าย ๆ ๔ ปีงบประมาณหลังจากนี้เราไม่ต้องจ่ายเงินสักบาทหนึ่ง ไปใช้หนี้สาธารณะ ๔ ปี ประเทศมันจะอยู่ได้หรือเปล่า ถึงเวลานี้กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณต้องทบทวน ครับท่านประธาน วิธีการในการจัดทำงบประมาณประจำปีรูปแบบใหม่ และทบทวนในเรื่อง ของภาษีซึ่งเป็นรายได้ของประเทศในรูปแบบใหม่ ถ้าไม่มีการแก้ไขครับ จัดทำงบประมาณ รายจ่ายประจำปี ๒๕๗๐ ที่จะให้หน่วยรับงบประมาณเริ่มส่งภายในเดือนธันวาคมนี้ มันเหมือนเดิมอีกครับ เพราะอะไร เพราะท่านสั่งให้หน่วยรับงบประมาณ อบต. เทศบาล โรงเรียนเสนอคำของบประมาณมาแล้วเอาไปใส่ในกรอบงบประมาณเท่าเดิม และที่สำคัญ ต้องกู้เพิ่มเพื่อไปปิดเหมือนที่ผมได้อภิปราย เพราะฉะนั้นเอาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ ผ่านช่องทางเป็นเรื่องปกติ เอาไปผ่าน ครม. ครม. เอามาผ่านสภาผู้แทนราษฎร สภาผู้แทนราษฎรก็ไปผ่านกรรมาธิการที่นั่งอยู่บนนี้ หลังจากนี้เราก็ไปผ่านวุฒิสภา มันก็เป็น วงจร Loop เดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข
สุดท้ายนี้ผมขอเสนอให้รื้อโครงสร้างงบประมาณประเทศใหม่สักครั้งครับ เพื่อประโยชน์ของประเทศ ผมทนดูมา ๖ ปีงบประมาณเลยครับท่านประธาน เป็น สส. มา ๒ สมัย วันนี้เลยถือโอกาสได้อภิปราย รัฐบาลที่มาบริหารในอนาคต ๑. ต้องทบทวน งบประมาณให้เกินดุลและทันสมัย ๒. ตัวอย่างความล้มเหลวของรัฐบาลที่แล้ว รัฐบาล ปี ๒๕๖๘ ล้มเหลวอย่างไรครับ ตั้งงบประมาณไว้ ๑๕๗,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะไปจ่ายให้กับ ดิจิทัล รัฐบาลชุดนี้ครับ เปลี่ยนมาเป็นงบกระตุ้นเศรษฐกิจ ๑,๕๗๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้ ๑,๕๗๐,๐๐๐ ล้านบาทไปอยู่ที่ไหนครับท่านประธาน วันนั้นท่านให้ข้อความ ให้เหตุผล ในการตั้งงบประมาณพอวันนี้ท่านเปลี่ยนงบ นี่จะสร้างความเดือดร้อนให้กับพวกผม ติดคุกท่านประธาน ๕. มุ่งแต่เรื่องประชานิยม ไม่เน้นหารายได้จัดเก็บ ๖. วิกฤติรอบด้าน ท่านประธาน วันนี้เกิดวิกฤติเรื่องความมั่นคง เขมร พม่า และบ้านผม ๓ จังหวัดชายแดน ยังไม่สงบ ยังอยู่ในขั้นวิกฤติ วิกฤติการค้า รัฐบาลจะทำอย่างไร การค้าวันนี้ยังขยับหรือ ไม่ขยับท่านช่วยอธิบายหน่อย สิ่งที่สำคัญภาษีทรัมป์ได้มา ๑๙ เปอร์เซ็นต์ แต่เหตุผลที่เรา ไปแลกยังไม่ได้มาเปิดเผยต่อสาธารณะ สิ่งที่สำคัญท่านรัฐมนตรี ท่านกรรมาธิการที่นั่งอยู่ วันนี้สินค้าเกษตรตกต่ำเราพูดกันทั้งสภาไม่รู้กี่เดือนแล้ว ยางพารา ปาล์ม ข้าว อ้อย ทุเรียน ข้าวโพด มัน หมดทุกชนิดครับท่านจะแก้ไขอย่างไร เพราะฉะนั้นร่วมพลังเพื่อประเทศไทย แก้วิกฤติงบประมาณแผ่นดิน ผมไม่อาจให้งบประมาณตัวนี้ผ่านในมาตรา ๔ ได้ ในความเห็น ส่วนตัว มาตรา ๔ นี้ขอตัดตามเหตุผลข้างต้น ๕ เปอร์เซ็นต์ ขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ ขอเชิญท่านถัดไป ท่านจิตติพจน์ครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากศรีสะเกษ ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติขอตัดงบประมาณลง ๓ เปอร์เซ็นต์ สาเหตุก็เนื่องจากว่าด้วยความไม่แน่นอนในภาวะเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวิกฤติการปะทะกันตามแนวชายแดนกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิกฤติ ภาษีนำเข้าสหรัฐหรือภัยธรรมชาติต่าง ๆ ก็เป็นผลกระทบจะทำให้รายได้ของรัฐบาลน่าจะ จัดเก็บได้ไม่เข้าเป้า มีความเสี่ยงอย่างนั้น เพราะว่าการที่มีภาษีนำเข้าของสหรัฐทำให้เรา ส่งออกได้น้อยลง ขณะเดียวกันสินค้านำเข้าจากสหรัฐก็จะเข้ามามากขึ้น แล้วก็จะมีสินค้า นำเข้าจากประเทศจีนหรือประเทศอื่น ๆ อีกหลาย ๆ ประเทศเข้ามาในประเทศของเรา ก็จะทำให้โรงงานของประเทศไทยหรือพี่น้องชาวเกษตรกรของเราก็อาจจะผลิตสินค้า ได้น้อยลง มีรายได้น้อยลง ภาษีเงินได้ที่จัดเก็บได้ก็น้อยลง ภาษีนำเข้าที่เราเคยเก็บจากสินค้า ที่นำเข้าจากสหรัฐบางตัวอัตราภาษีถึง ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ตอนนี้ปรับเหลือ ๐ เปอร์เซ็นต์ รายได้ภาษีนำเข้าก็จะลดลงด้วย เมื่อการจัดเก็บรายได้ไม่เข้าเป้าก็มีความเสี่ยงว่าจีดีพีของเรา อาจจะไม่ถึง ๒๐ ล้านล้าน ในปี ๒๕๖๙ แล้วก็อัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีก็อาจจะ เข้าใกล้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์มากขึ้นจึงต้องมีการใช้จ่ายงบประมาณด้วยความประหยัดและ ได้ประโยชน์สูงสุด ผมจึงมีข้อเสนอแนะและข้อสังเกตดังนี้ครับ
ประเด็นที่ ๑ ผมอยากจะให้มีการลดค่าใช้จ่ายประจำลงครับท่านประธาน ค่าใช้จ่ายประจำของประเทศไทยมีมากกว่า ๒ ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เป็นภาระ ผูกพันมีปัญหาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การที่เราสร้างอาคารสำนักงานของหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น องค์กรใด ๆ ก็ตามที่มีขนาดใหญ่เกินความจำเป็นมันก่อให้เกิดภาระ นอกจากจะมี งบประมาณในการก่อสร้างแล้วงบประมาณในการดูแล ไม่ว่าจะเป็นค่าไฟฟ้าก็ดี ค่าแม่บ้าน ในการทำความสะอาดก็ดี ฯลฯ ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นภาระจำนวนมากซึ่งไม่ใช่เรื่องดี เพราะว่า ถ้าหากรัฐบาลมีความเทอะทะและอุ้ยอ้ายเวลาทำอะไรก็จะไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เราควรจะมี Lean Government หรือรัฐบาลที่มีความกระฉับกระเฉงไม่อุ้ยอ้ายครับ ท่านประธาน ซึ่งส่วนหนึ่งที่เราจะทำได้นอกจากจากการใช้จ่ายในเรื่องของการสร้างอาคาร สำนักงานเท่าที่จำเป็นแล้วก็ยังสามารถปรับปรุงในเรื่องของระบบไอทีเราต้องทำให้ประเทศ ของเราเป็น Digital Government จะต้องทำให้รัฐบาลของเราเป็น Smart Government ต้องเป็น Smart City ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่อย่างเช่นถ้าหากว่าคนที่เคยไปติดต่อ ราชการก็จะเห็นว่าถ้าเราไปติดต่อราชการ ไปขอโอนที่ดิน เวลาไปก็ต้องเอาบัตรประชาชนไป ต้องถ่ายสำเนาทะเบียนบ้านไปและถ้าหากเป็นบริษัทต่าง ๆ ก็ต้องมีหนังสือรับรองและ เอกสารอะไรต่าง ๆ มากมาย ทั้ง ๆ ที่เราไปติดต่อหน่วยงานราชการ ถ้าหากว่าเราทำให้ ฐานข้อมูลทั้งหมดติดต่อถึงกันได้ เราแค่เอาบัตรประชาชนไปแจ้งแค่เลขทะเบียนผู้เสีย ภาษีอากร เลขทะเบียนบริษัท แล้วก็ให้ระบบต่อกันถึงระหว่างกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย แล้วก็ต่อถึงทางกระทรวงพาณิชย์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เวลาเราไปโอนแทนที่จะเสียเวลา ครึ่งวันหรือ ๑ วัน ก็อาจจะสามารถโอนที่ดินเสร็จได้ใน ๑ วัน ดังนั้นการปรับโดยทำให้ ของเราเป็น Digital Government จึงมีความสำคัญ รวมถึงการที่ใช้ระบบ Digital Wallet ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Digital Wallet ในเรื่องของ Identity ก็คือเรื่องของบัตรประชาชน ที่ Link เป็นระบบ ซึ่งก็มีการทำในหลายประเทศแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในยุโรป ๒๗ ประเทศก็ดี ในสิงคโปร์ก็ดี ก็เป็นสิ่งที่เราควรจะเร่งทำให้เสร็จโดยเร็ว งบประมาณในการที่จะแจก เงินหมื่นอาจจะช้าหน่อย แต่ว่าเรื่องของแพลตฟอร์ม เรื่องของซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ผมคิดว่า ต้องเร่งรัดให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อให้รัฐบาลของเรามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นครับ
อีกส่วนหนึ่งที่อยากจะให้มีการพิจารณาลงทุนก็คือเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน โครงสร้างพื้นฐานยกตัวอย่างเช่น รถไฟรางคู่ ถึงเราจะมีโครงการอยู่แล้วว่าจะสร้างรถไฟรางคู่ จากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดอุบลราชธานี ผ่านสระบุรี ผ่านโคราช บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ แล้วก็อุบลราชธานี แต่ว่าด้วยโครงสร้างงบประมาณปัจจุบันผมก็ไม่แน่ใจว่า ๑๐ ปี เราจะเห็น รถไฟรางคู่สายอีสานใต้เสร็จทันหรือไม่ ก็อยากจะให้รัฐบาลลองพิจารณาถ้าหากว่า เพิ่มงบประมาณในส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะรถไฟรางคู่อีสานใต้ถ้าเราทำให้มันเสร็จเร็วขึ้นแทนที่แต่เดิมอาจจะ ๑๐ ปี ให้เสร็จใน ๓-๕ ปี แล้วแม้ว่าจะมีการลงทุนเพิ่มขึ้นและทำให้อัตราส่วนหนี้ต่อจีดีพีเพิ่มขึ้น ในระยะสั้น แต่ผมคิดว่าคุ้มค่าแน่นอนเพราะถ้าหากโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลก็ดี โครงสร้างพื้นฐานทาง Physical หรือโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพก็ดีมีความพร้อมมูล การลงทุนต่างประเทศก็จะเข้ามาและการเศรษฐกิจของเราก็จะขยายตัวด้วยตัวของมันเองได้ ซึ่งคุ้มค่าแน่นอนก็อยากจะให้รัฐบาลลองพิจารณาดู แล้วเมื่อมีวิกฤติเศรษฐกิจในเรื่องของ ปัญหาทางชายแดนก็จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องเอางบประมาณกันไว้เพื่อไปเยียวยาพ่อแม่พี่น้อง ตามแนวชายแดน ๗ จังหวัดมากกว่า ๑ ล้านคนที่ได้รับผลกระทบ อย่างเช่น จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวานก็มีทหารเหยียบกับระเบิดใช่ไหมครับ ประชาชนก็เกิดความกังวลไม่กล้ากลับเข้า พื้นที่หรือถ้ากลับไปก็กลับไปบางส่วน ถึงกลับไปก็ไม่ได้ประกอบอาชีพโดยปกติทำให้รายได้ ของพ่อแม่พี่น้องกระทบเป็นช่วงเวลานานแล้ว จากวันที่ ๒๔ จนถึงปัจจุบันนี้ ก็เกือบเดือนแล้ว มันก็ทำให้รายได้กระทบมาก แล้วบ้านเรือนที่เสียหายแม้ว่าจะมีการช่วยเหลือโดยการเอา บ้าน Knock Down ไป แต่ก็ยังมีความเสียหายส่วนอื่นที่ยังชดเชยไม่หมด ก็ฝากรัฐบาล ลองพิจารณาว่าทำอย่างไรจะให้มีการเยียวยาประชาชนที่ได้รับความเสียหาย ต้องขอบคุณ ที่มีการเยียวยาในเรื่องผู้เสียชีวิตไปเรียบร้อยแล้วอย่างรวดเร็วรวมทั้งผู้บาดเจ็บ แต่ว่า ความเสียหายในเรื่องของธุรกิจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเซเว่น อีเลฟเว่น ที่ถูกจรวดลงก็ดี ปัจจุบันนี้ ยังไม่เรียบร้อย รวมทั้งพ่อแม่พี่น้องที่อยู่ชายแดนที่ขาดรายได้ไป เกษตรกรที่มีปัญหาเรื่อง เสียหายจากไก่หายไป หมู หมา กา ไก่ เสียหายก็ฝากรัฐบาลได้พิจารณาดูแลพ่อแม่ พี่น้องประชาชนเพื่อเยียวยาปัญหาในเรื่องนี้ รวมทั้งผลกระทบที่จะเกิดจากภาษีนำเข้าสหรัฐ ที่อาจจะทำให้เกษตรกรบางส่วนต้องเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น ก็ฝากรัฐบาลดูแลด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ท่านประธานครับปีนี้สถานการณ์เศรษฐกิจเรียกว่าไม่ดีมาก เราเจอปัญหาทั้งภาษีทรัมป์ ปัญหาชายแดน การสวมสิทธิ จำนวนเจ้าหน้าที่ก็ยังไม่ฟื้นตัว มีทั้งโรงงาน ๐ เหรียญ อุตสาหกรรมเก่าปรับตัวไม่ได้ ปัญหา Over Supply ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ราคาสินค้า เกษตรตกต่ำ แต่ภาพรวมในการจัดงบประมาณปี ๒๕๖๙ ก็ยังไร้ประสิทธิภาพเหมือนเดิม
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ปีนี้ในห้องของผม ห้องคณะอนุกรรมาธิการที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีการของบประมาณด้านการก่อสร้างมากกว่า ๓๒๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยประมาณ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ ก็คืองบในการสร้างถนน สร้างสะพาน ท่าเรือ สนามบิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ คือสร้างเขื่อนแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ชลประทาน น้ำบาดาล ช่วยการเกษตร และ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ คืองบในการสร้างอาคาร สำนักงานบ้านพัก พิพิธภัณฑ์และโรงพยาบาล โดยงบก่อสร้างไม่ได้มีแค่เท่านี้ท่านประธานแต่ยังมีซ่อนอยู่ใน คณะอนุกรรมาธิการห้องอื่น ๆ อีกไม่ต่ำกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท งบก่อสร้างที่มีการขอมา ก็มีปัญหาเดิม ๆ แบบทุกปี และยังไม่มีการแก้ไขใด ๆ ทั้งสิ้น โดยผมได้สรุปปัญหาออกมา ทั้งหมด ๘ ข้อดังนี้
๑. คือขอในสิ่งที่ไม่ควรขอ อย่างเช่น บ้านพักท่าน ผบ.ตร. ๙๑ ล้านบาท ที่อ้างว่าเป็น Command Center แต่ในแบบก็สร้างเป็นแบบบ้านพักแล้วก็มีห้องจัดเลี้ยง ๒. ขอ Data Center มา ปีนี้ก็ขอมาเยอะมาก อย่างกรมฝนหลวงก็ทำอาคารที่มี Data Center อยู่ข้างใน จังหวัดพะเยา ๓๐๐ ล้าน บุรีรัมย์ ๕๐๐ ล้าน เพชรบุรีอีก ๕๐๐ ล้าน ทั้งที่ เรารณรงค์ให้ใช้ Cloud กลาง เชิญต่างชาติมาทุน Data Center แต่หน่วยงานภาครัฐกลับ สร้าง ๑ หน่วยงาน ๑ Data Center กันเต็มไปหมด พิพิธภัณฑ์ก็ของบสร้างเต็มเหมือนกัน ท่านประธาน ทั้งประเทศรู้ไหมเรามีพิพิธภัณฑ์ ๑,๕๐๐ แห่งแต่หน่วยงานรัฐก็ยังขอสร้าง ไม่เลิก ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ไม้มีค่า ๓,๘๐๐ ล้าน ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ฝนหลวงอีก ๔๕๐ ล้าน บางกรมได้งบทำสำนักงานใหม่ย้ายที่แล้วที่เก่าก็ไม่ส่งคืน จะเอาสำนักงานเดิม ตัวเองไปสร้างเป็น Hall of Fame ไปสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ไว้อวดผลงาน ทั้งที่ผลงานก็ไม่มี แต่ก็อยากจะอวดแทบแย่
ปัญหาที่ ๒ คือการขอสร้างที่ขนาดใหญ่เกินความจำเป็น ทั้งที่สำนักงบ มีระเบียบเรื่องของขนาดอาคารเทียบกับจำนวนเจ้าหน้าที่พนักงานเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่มีใครกลับนำไปใช้ ออกแบบตึกใหญ่ Over เพื่อที่จะได้ของบกันเยอะ ๆ อย่างเช่น ตึกกระทรวงคมนาคม ๓,๘๓๒ ล้านบาท เหมาะกับคน ๓,๐๐๐ คน แต่ไปใช้จริงแค่ ๑,๐๐๐ คน แถมมีที่จอดรถ ๑,๐๐๐ คัน เจ้าหน้าที่พนักงาน ๑,๐๐๐ คน ที่จอดรถ ๑,๐๐๐ คัน มีที่จอดรถอัตราส่วน ๑:๑ กับเจ้าหน้าที่พนักงาน เป็นการผลาญงบประมาณ ที่เปลืองไปมากกว่า ๒,๐๐๐ ล้านบาทแบบฟรี ๆ
ปัญหาที่ ๓ คือราคาต่อหน่วยแพงเกินจริง อย่าง กพ. โดนตัดงบไป ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะค่าตกแต่งอย่างเดียวตกตารางเมตรละ ๕๘,๐๐๐ แพงกว่าราคาตลาด ที่เขาคิดกันแค่ ๒๐,๐๐๐ บาทต่อตารางเมตร หรือโรงพยาบาลราชทัณฑ์โดนตัดงบไป ๔๗ เปอร์เซ็นต์ เพราะค่าตกแต่งโรงพยาบาลแพงมาก ๆ งาน Built-in ตกเมตรละ ๑๐๐,๐๐๐ แพงกว่าราคาตลาดทั่วไปไม่ต่ำกว่า ๕-๑๐ เท่า ตู้บานละ ๑๐๐,๐๐๐ เคาน์เตอร์ เวชระเบียน ๒ ล้าน ตู้เอกสาร ๓๐๐,๐๐๐ ตู้ใส่รองเท้าคนไข้ ๗๐๐,๐๐๐ ตู้วาง TV ๓๐๐,๐๐๐ ตู้หัวเตียง ๒๐๐,๐๐๐ ผนัง TV อีก ๓๐๐,๐๐๐ ตู้ใส่ผ้าอบ ๒ ล้านบาท ที่ชอบทำ Built-in เพราะอะไร เพราะ Built-in ไม่มีราคากลาง และที่ตลกกว่าคือบางอย่างของ Spec เหมือนกันแต่ของบต่างกัน ลิฟต์คนละโรงพยาบาล ที่หนึ่งขอ ๑,๔๐๐,๐๐๐ ที่หนึ่ง ๑,๘๐๐,๐๐๐ อีกที่หนึ่ง ๒,๕๐๐,๐๐๐ เพราะว่าสำนักงบประมาณไม่มีโปรแกรมในการ Scan BOQ ว่าใครขออะไร ราคาเท่าไร อย่างไร ทำให้อนุกรรมาธิการต้องมานั่งอ่าน BOQ กันเป็น หมื่น ๆ หน้า เพื่อที่จะดูว่าใครแอบยัดไส้อะไรเข้ามา
ปัญหาที่ ๔ คือขาดการบูรณาการการวางแผนใช้สอยอาคารร่วมกัน จนกลายเป็นธรรมเนียมแล้วท่านประธาน ๑ กรม ๑ สำนัก ๑ ตึก ทั้งที่อยู่จังหวัดเดียวกัน ก็ต้องสร้างแยกกัน เพราะอยากมีตึกเป็นของตัวเองไม่อยากใช้ตึกร่วมกับคนอื่น ที่สำคัญ ศาลากลาง ศูนย์ราชการจังหวัด ไม่เคยไปถามเขาว่าเต็มหรือไม่เต็ม ตั้งธงก่อนเลยว่า ฉันจะสร้างตึกของตัวเองแยกออกมา แม้แต่ภายในกองทัพเองก็ยังไม่คิดจะแชร์อาคารร่วมกัน เลยครับ หอประชุมก็ขอแยกกัน อาคารซ้อมดนตรีวงดุริยางค์ก็มีแยกกัน
ปัญหาที่ ๕ คือชอบสร้างไม่ชอบเช่า เพราะอะไร อยากมีเอี่ยวในการจัดซื้อ จัดจ้าง หลายหน่วยงานร้อนรนมากถ้าเช่าสำนักงานอยู่ ยิ่งถ้าตัวเองเป็นหน่วยงานใหญ่แล้ว เช่าออฟฟิศอยู่ไม่ได้ จะต้องหางบเพื่อที่จะขอสร้างเป็นของตัวเองแล้วก็ชอบอ้างว่าค่าเช่าแพง ทั้งที่จริงถ้าเอาค่าเช่าเปรียบเทียบกับค่าลงทุนแล้ว เช่า ๒๐ ปี ยังถูกกว่าสร้างเองเลย อย่างบ้านพักข้าราชการในเมืองจริง ๆ แล้วไม่มีความจำเป็นต้องสร้างแล้ว เพราะมีบ้าน มีคอนโดมิเนียมปล่อยเช่าเต็มไปหมดก็อยากจะสร้าง สร้างแล้วก็แพงกว่าชาวบ้านเขา แบบก็ โบราณกว่าเขา ดูแลก็ดูแลไม่ไหว สุดท้ายก็ปล่อยให้เจ้าหน้าที่อยู่กันแบบตามยถากรรม อยู่กันแบบอดสู ถ้าสงสารเขาจริง ๆ ผมบอกเลยอย่าเอาเขาเป็นตัวประกัน ให้เงินอุดหนุน ให้เขาไปหาที่เช่าเลยง่ายกว่า คล่องตัวกว่า แล้วก็ครอบคลุมจำนวนเจ้าหน้าที่ได้มากกว่า ในมิติของภาคอสังหาริมทรัพย์เองต้องบอกว่าการสร้าง Supply แบบนี้เป็นการแย่งลูกค้ากับ ภาคเอกชนมีแต่จะทำลายเศรษฐกิจในระยะยาว แล้วก็เกิด Over Supply ขึ้นอย่างที่เป็นอยู่ ณ เวลานี้ การให้เงินอุดหนุนไปเช่าจะเป็นการช่วยกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนเกิดธุรกิจ ไปสร้างหอพัก สร้างบ้านพักให้ข้าราชการ พวกกองทุนอย่าง Pension Fund พวกกอง REIT หรือกองประกันสังคม ที่เขาอยากได้ Stable Income เขาก็จะไปลงทุนพวกนี้ ไปซื้อ Asset เหล่านี้ไว้แล้วก็มาให้เจ้าหน้าที่ราชการไปเช่า ไปใช้อยู่กัน รวมถึงกระทั่งสามารถดึงคนที่เป็น คนปล่อยเช่ารายย่อยเข้าสู่ระบบฐานภาษีได้อีก
ปัญหาที่ ๖ คือการไม่ทำหน้าที่ Regulator หรือคนกำกับแต่อยากเป็น Operator หน่วยงานที่ไม่เข้าใจหน้าที่ของตนเองว่าตัวเองมีหน้าที่ในการใช้กลไก ของภาครัฐในการสนับสนุนเพื่อช่วยให้ธุรกิจมันโตขึ้น ไม่ใช่ทำหน้าที่แข่งกับเอกชนเอง ยกตัวอย่าง กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ขอสร้างตึก ๘๗๓ ล้านบาท ไว้ซ้อมดนตรีกับจัด นิทรรศการ แทนที่จะ Collab กับภาคเอกชนไปร่วมลงทุนกับมหาวิทยาลัยและรอไป ขอใช้ Facility ในราคาลดพิเศษก็ไม่ จะเอาที่ดินใจกลางรัชดาตารางวาละเป็นล้าน ไปสร้างตึกของตัวเองแค่คิดค่าราคาที่ดินก็ขาดทุนแล้ว หรือบ้านบางแค ๒ ของกระทรวง พม. ๔๙๙ ล้านบาท เป็นบ้านพักคนชราแต่ราคาต่อตารางเมตรแพงกว่าโรงพยาบาล ๒ เท่า ตอนแรกบอกว่าช่วยคนได้แค่ ๒๐๐ คน กรรมาธิการต้องจี้ให้ไปเพิ่มจำนวนมากขึ้น ให้ช่วย คนได้มากขึ้นไม่อย่างนั้นเท่ากับว่าจะตกเฉลี่ยคนละ ๒,๕๐๐,๐๐๐ แพงยิ่งกว่าแจก คอนโดอีก ปัญหาจริง ๆ ของหน่วยงานที่ต้องไปดูก็คือเรื่องของภาษี เรื่องของระเบียบ เรื่องของผังเมือง เรื่องของควบคุมอาคาร หรือการให้เงินอุดหนุนกับเอกชนเพื่อไปแลกกับ การเก็บค่าบริการที่มันต่ำไม่ใช่ไปสร้างแข่งกับภาคเอกชนอีก เพราะตัวเองไม่ใช่ มืออาชีพ ไม่ใช่นักธุรกิจ ไม่ใช่นักลงทุนท่านประธาน
ปัญหาที่ ๗ คือใช้ที่ดินเปลืองโดยที่ไม่ดูต้นทุนที่ดิน หลายโครงการ เป็นแบบก่อสร้างมาตรฐาน มีขนาดเท่ากันแต่ใช้ที่ดินต่างกัน อย่างกระทรวงวัฒนธรรม อาคารพิธีการศพพระราชทาน จังหวัดหนึ่งใช้ ๔ ไร่ อีกจังหวัดหนึ่งใช้ ๘ ไร่ อาคาร แบบเดียวกันแต่ที่หนึ่งใช้ ๔ ไร่ ที่หนึ่งใช้ ๘ ไร่ เป็นการผลาญที่ดินอย่างฟรี ๆ แล้วยังต้องขอ งบมาทำค่า Landscape ต่ออีก
ปัญหาสุดท้าย คือการจัดสรรงบแบบผิดฝาผิดตัว อย่างกระทรวงกลาโหม ที่ควรโฟกัสที่ภารกิจหลักของเรา แต่ก็ไปแย่งงาน แย่งงบหน่วยงานอื่น ไปทำอะไร ไปสร้าง ถนนแข่งกับกระทรวงคมนาคม ไปทำน้ำประปาแข่งกับกระทรวงมหาดไทย เจาะน้ำบาดาล แทนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลอกคลองแข่งกับกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ผลิตยาแข่งองค์การเภสัชกรรม ไปสร้างโรงพยาบาลแข่งกระทรวงสาธารณสุข ไปตั้ง วงดนตรีแข่งกระทรวงวัฒนธรรม ไปบริหารบ่อน้ำมันแทนกระทรวงพลังงาน ไปทำสังคม สงเคราะห์แข่งกับกระทรวง พม. มีโรงแรม มีสนามกอล์ฟ มีศาลทหารเป็นของตัวเอง จากปัญหาเหล่านี้ท่านประธาน ในการตั้งงบที่ไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลและรัฐบาลไม่เคย แก้ได้เลยแม้แต่ปีเดียว ผมจึงขอเสนอขอปรับลดงบประมาณในภาพรวม ๑ เปอร์เซ็นต์ เพื่อรีดไขมันแล้วเอางบไปรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ ต่อไปเชิญท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ครับ
ท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ เนื่องจากผมได้แปรญัตติไว้เกือบทุกมาตรา เกือบทุกกระทรวง เพื่อที่จะสะท้อนปัญหา ให้กรรมาธิการและรัฐบาลเห็นว่าการจัดสรรงบประมาณในปีนี้มีปัญหาที่ซ้ำ ๆ เหมือน ๆ กัน ในทุก ๆ กระทรวงอย่างไรบ้าง ที่ผมอาจจะขอสรุปว่าเป็นการจัดสรรงบประมาณที่คิดไม่รอบ และคิดไม่ลึก คำว่า คิดไม่รอบ ในที่นี้ก็คือไม่มีความรอบคอบ ไม่ลึก ในที่นี้ก็คืองบลงทุน ไม่ได้ถูกลงทุนไปเพื่อการสร้างอนาคตให้กับประเทศ แต่เพื่อเป็นการประหยัดเวลา ในการประชุมสภาผมจึงจะขอรวบประเด็นทั้งหมดที่ผมได้แปรญัตติไว้ในทุก ๆ กระทรวง มาอภิปรายในกรอบงบประมาณภาพรวมมาตรา ๔ นี้มาตราเดียว เพื่อทำให้การประชุม มีประสิทธิภาพมากที่สุดครับ
ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่าน โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง ท่านศิริกัญญา ตันสกุล ที่ได้มีการอภิปรายว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปรับลด กรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ นี้เพื่อเก็บกระสุนไว้ ประหยัดพื้นที่ ทางการคลังไว้ เพื่อลงทุนสร้างอนาคตให้กับประเทศในระยะยาว ท่านประธานในขณะที่วันนี้ ประเทศไทยของพวกเราเผชิญกับ ๒ วิกฤติ ๒ สงคราม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของวิกฤติ ชายแดนไทย-กัมพูชา วิกฤตการณ์ทางการเมืองที่รัฐบาลมีเสียงปริ่มน้ำ การประชุมสภา ในการพิจารณางบประมาณในวันนี้ก็ยังมีการตั้งคำถามอยู่เลยว่าตกลงจะผ่านได้ ไม่ได้ องค์ประชุมจะพอหรือไม่พอ มีในเรื่องของกระบวนการนิติสงครามที่ทำให้เกิดความ ไร้เสถียรภาพทางการเมือง รวมถึงสงครามทางการค้าที่เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่าน ได้อภิปรายไปแล้วว่าการแปรญัตติกลับเข้ามาของรัฐบาลในครั้งนี้มองไม่เห็นเลยว่า ท่านได้เตรียมงบประมาณสำหรับการรองรับสงครามการค้าอย่างไรบ้าง ทั้ง ๒ วิกฤติ ๒ สงคราม ในที่นี้เป็นสิ่งที่พวกเราอยากจะเห็นว่าการจัดสรรงบประมาณรายจ่าย ปี ๒๕๖๙ รัฐบาลได้เตรียมเกราะป้องกันและสร้างการลงทุนที่เป็นอนาคตให้กับประเทศอย่างไรบ้าง แต่เมื่อเราลงไปดูในรายละเอียดผลงานที่ผ่านมา ซึ่งผมไม่ขอโทษว่าเป็นความผิดพลาด ของกรรมาธิการวิสามัญ แต่ขอโทษโดยตรงว่าเป็นข้อผิดพลาดของรัฐบาลที่ท่านแปรญัตติ กลับมาไม่ตรงจุดเลย ท่านประธานปีนี้กรรมาธิการวิสามัญสามารถปรับลดงบประมาณลงไปได้ ๘,๙๒๐ ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ ๐.๒๔ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมด ถึงแม้ปีนี้ เราจะสามารถปรับลดงบประมาณได้มากกว่าปีที่แล้ว เพราะปีที่แล้วปรับได้ประมาณ ๐.๒๑ เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องบอกว่าผลงานปีนี้ยังต่ำกว่ามาตรฐาน เพราะถ้าท่านไปดูผลงาน กรรมาธิการวิสามัญย้อนหลังหลาย ๆ ปี ๕ ปีย้อนหลังจะพบว่าสัดส่วนการปรับลดได้ ในปีก่อน ๆ เฉลี่ยอยู่ที่ ๐.๔๔ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นสิ่งที่ผมกำลังจะสะท้อนอยู่ ณ ตอนนี้ก็คือ การทำหน้าที่อย่างเต็มที่ของกรรมาธิการวิสามัญนั้นทำได้แค่เพียงการตอดเล็กตอดน้อย ปรับลด ปรับเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ลองไปดูที่การแปรญัตติกลับเข้ามาของรัฐบาลบ้าง ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของท่าน พวกเราคาดหวังว่าการแปรญัตติของท่านนี้ควรจะต้อง แปรญัตติเพื่อแก้ปัญหาให้กับประเทศจริง ๆ แต่ก็น่าผิดหวังอีกแล้วท่านประธาน เพราะการแปรญัตติกลับเข้ามานั้นถึงแม้เราจะพยายามปรับลดในส่วนของเงินลงทุน อย่างเช่น ค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้างซึ่งเป็นงบก้อนใหญ่ที่เราปรับลดในส่วนนี้ถึง ๑ ใน ๓ เป็นงบสร้างตึก การตัดถนนต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็นดังที่เพื่อนสมาชิกผมได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ แต่กลับพบว่ารัฐบาลแปรญัตติกลับมาก็ไม่ได้เปลี่ยนการจัดสรรงบลงทุนไปเป็นการลงทุน เพื่อสร้างอนาคตให้กับประเทศแต่อย่างใด เรายังเห็นการจัดสรรงบประมาณที่ขาดความ รอบคอบเป็นอย่างยิ่ง ยังมีการแปรญัตติกลับเข้ามาไปลงในส่วนของรายจ่ายประจำอื่น ๆ อย่างเช่นเงินเดือนของบุคลากรที่อยู่ในองค์กรอิสระและองค์การมหาชนอื่น ๆ ผมยก ตัวอย่างเช่นเป็นค่าประกันสุขภาพขององค์กรอิสระ เป็นต้น ซึ่งรายจ่ายต่าง ๆ เหล่านี้ควรจะ ตั้งมาเต็มจำนวนตั้งแต่ร่าง พ.ร.บ. ในวาระที่หนึ่งแล้ว ไม่ควรที่จะมาแปรญัตติกลับเข้ามา ในวาระที่สอง ที่เกิดแบบนี้ขึ้นแปลว่าตอนที่ร่างเข้าวาระที่หนึ่งนั้นรัฐบาลไม่ได้รอบคอบเลย ที่จะทำให้ค่าใช้จ่ายประจำต่าง ๆ เหล่านี้ถูกตั้งเข้ามาอย่างเต็มจำนวนตามที่มันควรจะเป็น มิหนำซ้ำตัดเรื่องรายจ่ายประจำที่รัฐบาลคิดไม่รอบคอบออกไป ลองไปดูในส่วนของงบ ลงทุนบ้างก็ยังน่าผิดหวังครับ เพราะงบลงทุนส่วนใหญ่ของประเทศนี้หน้าตายังคงเหมือนเดิมเป็นงบการสร้างตึก ตัดถนน ขุดคลอง เราได้ Comment เราได้ให้ข้อคิดเห็นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไปตั้งแต่ในชั้นวาระที่หนึ่ง แต่ผ่านการพิจารณาของกรรมาธิการวิสามัญ ผ่านมาจนถึงการแปรญัตติ สิ่งที่พวกเราอยากเห็น อยากเห็นรัฐบาลโยกงบประมาณไปลงทุนให้ถูกจุดแต่ก็ยังเห็นไม่ตรงจุดอยู่ดี สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คือสิ่งที่พวกผมต้องแสดงความผิดหวังเป็นอย่างยิ่งต่อการทำหน้าที่ของรัฐบาลชุดนี้ ที่ดูเหมือนจะเพิกเฉยต่อ ๒ วิกฤติ และ ๒ สงครามที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศ ในปัจจุบัน ท่านประธานครับ หากจะให้ผมกล่าวโดยสรุปว่าในภาพรวมผลลัพธ์ก็คือร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีฉบับนี้ผ่านวาระที่สองมาแล้วแต่ยังดูเป็นงบที่ไม่ตอบโจทย์ ประเทศนั้นเกิดจากอะไร ผมคงจะสรุปว่าเกิดจากกระบวนการที่หูหนวก ตาบอด ขาดเข็มทิศ ไร้แผนที่ที่รัฐบาลมีอำนาจฝ่ายบริหารสามารถแก้ไขได้แต่ท่านไม่ลงมือแก้ไข หูหนวกอย่างไร ท่านประธาน หูหนวกตรงที่ไม่ฟังเสียงสภาเลย นอกจากการที่กรรมาธิการวิสามัญตัดเล็ก ตัดน้อยได้ไม่เกิน ๑ เปอร์เซ็นต์ทุก ๆ ปีแล้ว ลองดูที่เล่มรายงานฉบับนี้สิครับ ข้อสังเกต ของกรรมาธิการวิสามัญหนาเกือบครึ่งเล่ม ผมถามนิดหนึ่งท่านประธาน เราตั้งข้อสังเกตกัน อย่างยากลำบากกลับไปทุกปี ๆ ส่วนราชการมีการปรับปรุงกลับมาได้ตรงกับข้อสังเกต ของกรรมาธิการมากน้อยขนาดไหน ผมกล้าพนันว่าแทบไม่มีการแก้ไขไส้ในใด ๆ เลย เราจะเห็นแต่เล่มรายงานที่หน่วยงานเขียนกลับมาว่าได้ดำเนินการตามข้อสังเกตแล้ว แต่ท่าน ลงไปทำงานในรายละเอียดจะเห็นว่าโครงการต่าง ๆ นั้นหน้าตายังเหมือนเดิม นี่คือ กระบวนการจัดทำงบประมาณที่เสียงของสภาไม่เคยมีความหมาย สส. เป็นเพียงแค่ตรายาง ตราประทับเท่านั้นให้กับงบประมาณของส่วนราชการประจำประการ
ประการที่ ๒ ท่านประธาน กระบวนการงบประมาณนี้ตาบอดอย่างไร ตาบอดตรงที่ไม่มีความโปร่งใส อย่าลืมว่าเรายังมีเงินก้อนใหญ่ก็คือเงินนอกงบประมาณ อีกเยอะที่อยู่นอกสายตาประชาชน อยู่เหนือการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎร ผมยกตัวอย่างเช่น ประเด็นที่เป็นหน้าขาวไปแล้ว อาคาร สตง. ถล่มที่เป็นเงินสะสมที่อยู่ตาม องค์กรอิสระที่เราไม่สามารถตรวจสอบได้โดยตรง งบประมาณการซื้อตึก SKYY9 ที่เพื่อน สมาชิกของผม สส. รักชนก และอีกหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้แล้วอยู่ใน กองทุนประกันสังคมที่ซื้อแพงเกินจริง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เรามุ่งหวังอยากจะให้รัฐบาลเข้ามา แก้ไขกระบวนการจัดทำงบประมาณให้มีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น
ประการที่ ๓ กระบวนการการจัดทำงบประมาณนั้นขาดเข็มทิศ สะเปะสะปะ ไร้ทิศทางต่างคนต่างทำ อย่างที่ผมได้บอกไปแล้วว่างบลงทุนเป็นส่วนสำคัญที่จะหาทางออก ให้กับประเทศได้ผมไม่พูดซ้ำ แต่ยังคงกระจุกตัวอยู่กับการสร้างตึก ตัดถนน และขุดคลอง
ส่วนสุดท้ายครับท่านประธาน กระบวนการจัดทำงบประมาณในปัจจุบันนั้น เป็นกระบวนการจัดทำงบประมาณที่ไร้แผนที่ มองไม่เห็นภาพรวม มองไม่เห็นป่าทั้งป่า ประมาณรายจ่ายประจำปีไม่ควรเป็นเรื่องของงบประมาณรายจ่าย แต่เราต้องดูฝั่งรายได้ รายได้สำคัญอย่างไร หน่วยงานของรัฐมีรายได้อื่น ๆ ที่ไม่ต้องส่งคืนคลังอีกเยอะ อย่างเช่น รัฐพาณิชย์ ธุรกิจกองทัพ อีกหลาย ๆ ส่วนที่พวกเรายังมองไม่เห็น รวมถึงภาระทางการคลัง อื่น ๆ ของรัฐด้วย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่ผมพูดมา ถ้าผมมีอำนาจในฝ่ายบริหารยืนยันอีก ๑ ครั้ง เราสามารถแก้ได้เกือบทุกเรื่องเพื่อให้งบประมาณนั้นฟังเสียงสภามากขึ้น ประชาชนมองเห็น ไส้ในงบประมาณมากขึ้น มีทิศมีทางมากขึ้น แล้วเราเห็นสุขภาพทางการคลังภาพรวม ของประเทศมากยิ่งขึ้น กระบวนการแบบนี้ทำให้เราได้ผลผลิตแบบไหน ผมขอสะท้อนเสียง เล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นตัวอย่างไม่กี่ตัวอย่าง เพื่อให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนได้เห็นว่าการที่เรา ขาดรัฐบาลที่เอาจริงเอาจังกับเรื่องการปฏิรูประบบงบประมาณนั้นทำให้ประชาชนได้รับ พ.ร.บ. งบประมาณหน้าตาอย่างไรบ้าง ท่านประธานในขณะที่วันนี้เราส่งเสียงเรียกร้อง ให้มีการลงทุนอย่างถูกจุด แต่เพื่อนสมาชิกของผมได้บอกไปแล้วเรากลับกำลังมีการสร้าง อาคารราชการใหญ่โตสิ้นเปลือง ไม่มีความจำเป็นรวมอีกกว่า ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่ ประชาชนคนไทยหลาย ๆ คนประสบปัญหาอุทกภัย ประสบปัญหาในเรื่องของการปะทะกัน ตามแนวชายแดนที่ส่งผลกระทบถึงเศรษฐกิจปากท้อง แต่เรากำลังมีการจัดสรรงบประมาณ ไปจัด Event รวม ๆ อีก ๗,๐๐๐ ล้านท่านประธาน ตั้งคำถามว่าจัด Event ไปแล้วประชาชน ได้ประโยชน์โดยตรงอะไรบ้าง เพื่อนสมาชิกของผมท่านวรภพ รวมถึงท่านภัณฑิลได้อภิปราย ไปแล้วว่าเรามีงบประมาณในการทำ App อีกเยอะแยะเต็มไปหมด ผมลองรวมตัวเลขออกมาอย่างต่ำปีนี้ ๒,๕๐๐ ล้านบาท App บน App Store Pay Store ที่เห็นคือประมาณ ๔๐๐ กว่า App แต่ยังมี App เบื้องหลังระบบเบื้องหลังที่ส่วนราชการ ทำแล้วทำอีกอยู่อีกประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าระบบ เราจะทำกันซ้ำ ๆ ซ้อน ๆ ไปทำไม ทำให้เป็น App ผีไม่มีคนใช้ใช่หรือไม่ ยังไม่รวมในเรื่องของการใช้งบประมาณเงินในงบ กับเงินนอกงบที่มีความซ้ำซ้อน ผมยกตัวอย่างอย่างงบประมาณในการปลูกป่าท่านประธาน กฟผ. และรัฐวิสาหกิจก็มีงบประมาณในการปลูกป่าซ้ำซ้อนกับกรมป่าไม้ ยังไม่นับรวม โครงการอื่น ๆ ดังนั้นวันนี้อย่างที่ผมได้บอกปัญหาทุกปัญหาที่ผมบอกไปถ้าเราไม่ปฏิรูประบบ งบประมาณที่รัฐบาลมีอำนาจฝ่ายบริหารในการลงมือทำได้ทันทีไม่ต้องแก้กฎหมาย ไม่มีวัน เลยที่เราจะมองเห็นเงินในทุก ๆ กระเป๋าที่หน่วยงานของรัฐถืออยู่ ไม่มีวันที่เราจะสามารถ บูรณาการการใช้จ่ายเงินแผ่นดินต่าง ๆ เหล่านั้นให้พุ่งเป้ามีทิศทางและตรงจุดมากยิ่งขึ้น ทางออกของปัญหานี้ผมขอไม่ใช้เวลาในที่ประชุมในวาระนี้ในการอภิปรายเพราะเดี๋ยว จะเสียเวลา จริง ๆ กรรมาธิการติดตามงบประมาณที่ท่านประธานเองเคยเป็นอดีตประธาน คณะกรรมาธิการชุดนี้เราได้มีเล่มรายงานผลการศึกษารอเข้าสู่สภาแล้ว เดี๋ยวผมไปอภิปราย ในวาระนั้นลำดับถัดไป ก็หวังว่ารัฐบาลได้ยินเสียงสะท้อนจากผมในวันนี้อยากจะให้ท่าน หยิบเล่มรายงานผลการศึกษานี้ไปใช้ในการปฏิรูปปรับปรุงระบบงบประมาณของประเทศ ให้ดียิ่งขึ้น ท่านประธานครับ ผมขอใช้เวลาช่วงสุดท้ายนี้ประมาณไม่เกิน ๔ นาทีต่อจากนี้ เพื่ออภิปรายสรุปว่าแล้วหน้าตาของงบประมาณที่พวกผมอยากเห็น เงินลงทุนที่พวกเรา อยากเห็นควรจะมีหน้าตาแบบไหนบ้าง ท่านประธานวันนี้สิ่งที่เศรษฐกิจไทยเราต้องการ พูดให้ชัด ๆ อีก ๑ ครั้ง เราต้องการเม็ดเงินลงทุนใหม่แต่ควรจะต้องเป็นเม็ดเงินลงทุนที่สร้าง การเติบโตให้กับประเทศในอนาคตและทำให้เกิดประโยชน์กับประชาชนคนส่วนใหญ่ ในประเทศนี้ ไม่ใช่เม็ดเงินลงทุนที่กระจุกตัวอยู่ผู้ได้รับสัมปทานบางกลุ่มเท่านั้น เม็ดเงิน ลงทุนต่าง ๆ เหล่านี้ควรจะต้องสะท้อนอยู่ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายฉบับนี้ เพื่อทำให้นักลงทุนเขาเกิดความเชื่อมั่นและมองเห็นโอกาส แน่นอนที่สุดว่าความเชื่อมั่น มาจากในเรื่องของเสถียรภาพทางการเมือง มาจากความชอบธรรมของรัฐบาล มาจาก ในเรื่องของกลไกการถ่วงดุลตรวจสอบที่มีธรรมาภิบาล ผมเข้าใจดีว่าความเชื่อมั่นนั้นอาจจะ โยงใยไปสู่เรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงการที่เราจะต้องมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและ มีความชอบธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขได้ในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ รายจ่าย แต่ในเรื่องของการมองเห็นโอกาสท่านประธาน ผมอยากเน้นย้ำว่าถ้ารัฐบาลเตรียม ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายฉบับนี้มาดีเพียงพอ เราสามารถทำให้นักลงทุนทั้งไทย และต่างประเทศมองเห็นทิศทาง มองเห็นโอกาสตรงกันว่าอะไรคืออนาคตของประเทศไทย และเรากำลังจะเดินไปสู่จุดไหน ผมให้ข้อคิดเห็นในเรื่องของงบรายจ่ายลงทุน มาพอสมควรแล้ว สิ่งที่ผมอยากเห็น ผมลองยกตัวอย่างท่านประธาน งบลงทุน ที่พวกเราอยากเห็น ยกตัวอย่างเช่น เราอยากเห็นงบลงทุนที่นำไปปลูกป่าเศรษฐกิจ สร้าง Supply Chain อุตสาหกรรมใหม่ ๆ อย่างเช่น Biomaterial วัสดุก่อสร้างต่าง ๆ ในโลกอนาคตที่จำเป็นที่จะต้องลดการปล่อยคาร์บอนออกสู่สิ่งแวดล้อม เดี๋ยวนี้หลาย ๆ ประเทศเขาเริ่มลงทุนที่เอาไม้ไปเป็นส่วนประกอบในวัสดุก่อสร้างต่าง ๆ ประเทศไทย มีจุดแข็งในเรื่องนี้ เรามีพื้นที่เยอะ ในขณะที่วันนี้เรามองไปที่สิงคโปร์เราบอกว่าคนเขาเก่ง เขาเป็น Digital Hub เป็น Financial Hub แต่เขาไม่มีที่ดินแบบประเทศไทย เขาไม่มี ทรัพยากรธรรมชาติแบบประเทศไทย นี่ล่ะครับสิ่งที่เรามีศักยภาพปลูกป่าเศรษฐกิจ ได้พื้นที่ป่า ลดคาร์บอน แถมพัฒนาต่อยอดไปเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้ เราอยากเห็น งบลงทุนแบบไหน ผมอยากเห็นงบลงทุนในการปลูกเมืองรอง พัฒนาคุณภาพชีวิตของพ่อแม่ พี่น้องประชาชน น้ำประปาสะอาดดื่มได้ ขนส่งสาธารณะทั่วถึงที่ทำให้คนในต่างจังหวัด มีคุณภาพชีวิตที่ดี เกิดการลงทุนกระจายความเจริญไปยังต่างจังหวัด ชวนเอกชนมาทำบริษัท พัฒนาเมือง พัฒนาประเทศร่วมกันกับรัฐบาลสิครับ แต่ถ้ารัฐบาลไม่ถือธงนำใครจะมา กล้าลงทุนท่านประธาน สิ่งที่ผมอยากเห็นงบลงทุนคืออะไรอีก ผมอยากเห็นการลงทุนปลูก Solar บนหลังคาประชาชน ประกาศให้ชัดเลยรัฐบาลจะปลูก Solar บนหลังคาประชาชน กี่ล้านหลังคาเรือน เปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศไปสู่พลังงานสะอาด เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดกี่เปอร์เซ็นต์ว่าไป แล้วดึงดูดเม็ดเงินลงทุนให้เอกชนมาร่วมลงทุน ส่วนนี้กับรัฐบาล ประชาชนก็ได้ประโยชน์ได้ลดค่าไฟไปในตัว ผมอยากเห็นการลงทุนอะไรอีก ผมอยากเห็นการลงทุนในการปลูกข้าวอนาคตปลูก ข้าวยั่งยืนท่านประธาน เรามีของดีอยู่ใน ประเทศ เรามีข้าวหอมมะลิหลาย ๆ ตัวเป็น GI มีแต่ประเทศไทยที่มี แต่วันนี้สิ่งที่โลกต้องการ เขาไม่ได้ต้องการข้าวหอมมะลิ เขาต้องการข้าวที่รักษ์โลก เราจะเปลี่ยนกระบวนการในการ ปลูกข้าวอย่างไรให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นี่ล่ะครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่ผมอยากเห็น เม็ดเงินลงทุนเพื่อสร้างอนาคตให้กับประเทศ รัฐบาลมีหน้าที่ประกาศเป้าหมายให้ชัดเจน แล้วเอกชนเขาจะมาร่วมลงทุนกับพวกเรา ดังนั้นจากเหตุและผลที่ผมได้กล่าวไปทั้งหมดว่า ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายฉบับนี้ เป็นงบที่คิดไม่รอบและคิดไม่ลึก ผมจำเป็น ที่จะต้องขอสงวนการแปรญัตติ เพื่อปรับลดกรอบวงเงินงบประมาณในภาพรวม เพื่อให้ ประเทศของเรามีพื้นที่ทางการคลังมากเพียงพอในการลงทุนอย่างถูกจุด ในการสร้างอนาคต ให้กับประเทศนี้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณ ท่านผู้นำฝ่ายค้านนะครับ ต่อไปเป็นท่านณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล เชิญครับ
เรียนประธานสภาที่เคารพ ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๓ พรรคประชาชน ในฐานะผู้สงวนคำแปรมาตรา ๔ ท่านประธานช่วงเช้านี้เพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาชน ก็พูดถึงภาพรวมงบประมาณไปหลายด้าน งบก่อสร้าง งบลงทุน งบอาคารสำนักงาน งบแพลตฟอร์ม งบ Application ต่าง ๆ มีส่วนหนึ่งที่ยังไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูด ก็คืองบประมาณในส่วนของแผนยุทธศาสตร์ Soft Power ทำไม Soft Power ต้องถูกหยิบ นำมาพูด เพราะว่านโยบายนี้เป็นนโยบายที่นึกย้อนแล้วก็จะเป็น ๑ ใน ๒ นโยบายที่ชัดเจน จริง ๆ ของรัฐบาลปัจจุบัน ก่อนที่จะไปดูว่างบ Soft Power ในปีงบประมาณ ๒๕๖๙ ได้เท่าไร ผมอยากจะย้ำตรงนี้อีกชัด ๆ ว่าตัวเลขที่ใช้ไปจริง ๆ เป็นเท่าไร ในปี ๒๕๖๗ นโยบายของรัฐบาลเพื่อไทย งบ Soft Power ๒๕๖๗ ใช้ไปประมาณ ๖๐๐ กว่าล้านบาท ปี ๒๕๖๘ ที่ผ่านสภาไปแล้วกำลังใช้อยู่ ๒,๓๐๐ กว่าล้านบาท ส่วนในปี ๒๕๖๙ งบ Soft Power ของรัฐบาลนี้เพิ่มขึ้นมาเป็น ๔,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าสไลด์มาแล้วก็เปิดได้เลยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
ปีนี้ Soft Power ของรัฐบาล พรรคเพื่อไทยโตก้าวกระโดด จาก ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทปีที่แล้ว เป็น ๔,๐๐๐ ล้านบาท ในปีนี้ จำนวนสาขาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องก็เพิ่มขึ้น จากเอกสารชี้แจง ๑๓ สาขา บวก ๑ หน่วยประสานงาน มีทั้งสิ้น ๙๑ โครงการ กระจายไปอยู่ใน ๒๘ หน่วยงาน หลายกระทรวง หลายกรม กอง ผมจะไม่ลงรายละเอียดในแต่ละกระทรวง ในแต่ละกรม ในแต่ละกอง ในแต่ละโครงการว่าแต่ละเรื่องเป็นอย่างไร เพราะว่าตลอด ๓ วันนี้เดี๋ยวเพื่อนสมาชิก พรรคประชาชนจะช่วยกันอภิปรายชี้ให้เห็นว่าแต่ละโครงการ แต่ละอุตสาหกรรมนั้น มัน Work หรือไม่ Work อย่างไร แต่ผมขอให้ข้อสังเกต ๓ ประการ ในภาพรวมของแผน ยุทธศาสตร์ Soft Power อย่างที่ผมบอกว่า Soft Power ๔,๐๐๐ ล้านบาท จริง ๆ ผมต้อง ชื่นชมกับทางสำนักงบประมาณที่รับข้อสังเกตของอนุกรรมาธิการที่ศึกษาการจัดทำ งบประมาณปี ๒๕๖๘ รวมถึงข้อสังเกตที่ผมอภิปรายไปในงบวาระที่หนึ่ง ปี ๒๕๖๘ ว่า สำนักงบประมาณเองควรจะทำแผนอะไรขึ้นมาสักอย่าง เพื่อให้เราเห็นโครงการ Soft Power ทั้งหมด ไม่ให้เกิดการลักลั่น ไม่ให้เกิดการมีโครงการอื่นออกอยู่นอกเหนือคณะกรรมการ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานด้วยตัวเอง อย่างไรก็ดี แผนยุทธศาสตร์สำนักงบรวมมาให้ เลยเห็นว่ามันมี ๔,๐๐๐ ล้านบาท แต่แผนยุทธศาสตร์นี้แตกต่างจากแผนอื่น ปกติแล้ว แผนยุทธศาสตร์ อย่างเช่น การท่องเที่ยวหรืออะไรก็ตามต้องมีตัวชี้วัดว่าการท่องเที่ยว หลายหน่วยงานทำรวมกันแล้วใช้เงินเท่านี้จะมีนักท่องเที่ยวมาเท่าไร จะสร้างเศรษฐกิจ จะสร้างเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวได้เท่าไร แต่แผนยุทธศาสตร์ Soft Power กลับเป็นแผนที่ ไม่มีเคพีไอในภาพรวม มันหมายถึงอะไร เมื่อมันไม่มีเคพีไอในภาพรวมมันบอกไม่ได้เลยว่า ๙๑ โครงการนี้มันสร้าง Soft Power ให้กับประเทศไทยได้อย่างไร แน่นอนในแต่ละโครงการ มันต้องมีตัวชี้วัดอยู่แล้วไม่อย่างนั้นเขาของบไม่ผ่าน แต่ตัวชี้วัดมันจะเป็นลักษณะที่ว่าจัดงานนี้ มีคนมาร่วมกี่ครั้ง พาผู้ประกอบการกลุ่มนี้เดินทางไปต่างประเทศจะต้องทำ Business Matching ได้กี่บาท อันนี้มันเป็นตัวชี้วัดด้านเศรษฐกิจ ด้านตัวเงิน ด้านตัวเลขที่จำเป็นต้องมี อยู่แล้ว แต่เคพีไอด้าน Soft Power ที่จะสร้างความเลื่อมใส ความศรัทธา ความน่าลงทุน ความรู้สึกหลงใหลกับความเป็นไทยมันไม่มีอยู่ในแผนนี้เลย นั่นคือข้อสังเกตข้อที่ ๑ แผนยุทธศาสตร์นโยบายที่คิดมาแล้วกลับไม่มีตัวชี้วัดในภาพรวม
ข้อสังเกตข้อที่ ๒ แม้ว่าปี ๒๕๖๙ จะทำแผนภาพรวมมาแล้วเพื่อให้ไม่เกิด โครงการด้าน Soft Power หรือด้านสร้างสรรค์อะไรหลุดออกไปจากแผนก็ยังคงมีโครงการ ที่หลุดออกไปจากแผน ผมยกตัวอย่างโครงการที่อยู่ในกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ก็มีกอง กองหนึ่งเขาก็เขียนโครงการมาจะทำการอบรมสัมมนาติดอาวุธให้ผู้ประกอบการสร้างสรรค์ โครงการนี้ ๓๒ ล้านบาท ผมเป็นคนปรับลดโครงการนี้เอง ด้วยเหตุผลง่าย ๆ โครงการนี้ ไม่ได้ผ่านคณะกรรมการยุทธศาสตร์ Soft Power มา ถ้าเราปล่อยโครงการนี้ออกไปแล้วเรา จะมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ Soft Power ไปทำไม ผมคิดว่าอันนี้เป็นเหตุผลที่เพียงพอ แล้วก็สามารถปรับลดโครงการนี้ทั้งก้อนได้สำเร็จ เป็นข้อสังเกตที่ฝากไปยังคณะกรรมการ สำนัก ป.ย.ป. สำนักงบประมาณ ในเมื่อมีแผนยุทธศาสตร์มาแล้วก็ Check ให้ดี อย่าให้มี โครงการใดหลุดออกจากแผนไป
ข้อสังเกตข้อที่ ๓ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ Soft Power ก็ต้องบอกว่า เป็นกลุ่มเอกชนที่มีความถนัดในสาขาต่าง ๆ เข้ามาช่วยกันคิดโครงการอย่างนั้นอย่างนี้ ประเด็นมันที่น่าสนใจตรงนี้ท่านประธาน เงิน ๔,๐๐๐ ล้านบาท ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของมันเป็น งบอุดหนุน งบอุดหนุนหมายถึงอะไร ก็คือเขียนโครงการมาอุดหนุนไปให้กับเอกชนไปออก Booth ออกไปนั่นโน่นนี่ อุดหนุนให้เขาไปทำ Business Matching อย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งสุดท้าย ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของ ๔,๐๐๐ ล้านบาท มันต้องมีคนใดคนหนึ่งแล้วล่ะที่ต้องได้เงิน ไปทำ ข้อสังเกตของผมคือโครงการเหล่านี้เป็นโครงการที่เอกชนต่าง ๆ ที่เขานั่งอยู่ใน คณะกรรมการเขาเป็นคนคิดขึ้นมา เสร็จแล้วโครงการเหล่านี้ก็ถูกตั้งงบประมาณขึ้นมาแล้วก็ มาวิ่งผ่านหน่วยงานต่าง ๆ อย่างที่ผมบอก ๒๘ หน่วยงาน สุดท้ายแล้วหน่วยงานก็ต้องไป เขียนโครงการนี้ขึ้นมาแล้วก็ทำการจัดซื้อจัดจ้างหรืออะไรต่าง ๆ นานา ผมถามคำหนึ่ง เอกชนที่เขาคิดโครงการขึ้นมาแล้วถ้าวันหน้างบออกไปแล้วเขาดันไม่ได้โครงการที่เราคิด ขึ้นมามันจะเกิดการโวยวายขึ้นมาไหม ผมไม่รู้การจัดซื้อจัดจ้างหรืออะไรต่าง ๆ ตามเอกสารมันก็อาจจะถูกต้องก็ได้ แต่ก็ต้องตั้งข้อสังเกตไว้ตัวโต ๆ หากโครงการเหล่านั้น ที่เอกชนเขาคิดขึ้นมาแล้วถ้าเขาได้โครงการนี้ไปแม้จะถูกต้องในกระบวนการแต่มันก็อาจจะ ถูกตั้งข้อสงสัยว่ามันเป็นผลประโยชน์ที่ทับซ้อนกันหรือเปล่า ผมเคยได้สอบถามกับทาง ป.ย.ป. เขาทำหน้าที่เป็นเลขาในที่ประชุมของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ Soft Power ผมถามเขาว่าท่านมีหลักเกณฑ์อย่างไรในการเลือกเอกชนแต่ละรายให้เข้ามานั่ง ในคณะกรรมการแต่ละสาขา ผมถามไปจนถึงทุกวันนี้ผมยังไม่ได้คำตอบเลย หน่วยงานได้แต่ อมยิ้มแล้วก็จะขอจัดส่งเป็นเอกสาร แต่ผมก็ยังไม่ทราบว่าการจะได้เป็นเอกชนผู้เชี่ยวชาญ ช่วยคิดโครงการด้าน Soft Power มีที่มาอย่างไร มีส่วนร่วมมากเพียงพอหรือเปล่า
สุดท้ายครับท่านประธาน ยุทธศาสตร์ Soft Power นโยบายหลักของรัฐบาล ปี ๒๕๖๙ จะได้ไป ๔,๐๐๐ ล้านบาท เคพีไอในภาพรวมไม่มี ไม่รู้จริง ๆ ว่าสิ่งที่ทำไปจะสร้าง ความเชื่อมั่น ความหลงใหล ความศรัทธาได้อย่างไร ซึ่งถ้าเทียบกับ Global Soft Power Index ที่เขามีการทำจริง ๆ ในระดับสากล เขาไม่ได้ดูเป็นเพียงแค่ว่าความร่ำรวยด้านวัฒนธรรม เขาไม่ได้ดูเพียงแค่ว่ากีฬาเรามีชื่อเสียง เขาดูด้านการศึกษา ธรรมาภิบาล รัฐบาล สิ่งแวดล้อม เขาดูประมาณ ๓๕ บริบท ที่มันจะส่งผลต่อ Soft Power ของประเทศนั้น ๆ แต่สิ่งที่อยู่ใน แผน ๔,๐๐๐ ล้านบาท ที่เพื่อนผมจะอภิปรายกันต่อไป ๓ อันนี้ มันดูแล้วก็เป็นเพียงแค่ ยกระดับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ต่าง ๆ ขึ้นมา และยังคงเน้นแค่มุ่งขายหารายได้แต่ไม่ได้ สร้างความศรัทธา ความหลงใหลในประเทศไทยอย่างยั่งยืน ผมยืนยันปรับลดตามที่ผมสงวนไว้ ท่านประธาน ขอบพระคุณครับ
ต่อไปเป็น ท่านจุติ ไกรฤกษ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ งบประมาณที่ตั้งไว้นี้ผมก็มีคำถามมากมายกับคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ท่านนำเสนอมาเป็น ๓ เล่มนี้ว่าเหตุผลที่ท่านอนุมัติ ที่ท่านผ่านงบประมาณมาให้เราพิจารณาวันนี้มันคืออะไรบ้าง สิ่งที่ต้องกราบเรียนคือว่าความเสี่ยงด้านความมั่นคงประเทศ ความเสี่ยงเสถียรภาพ ทางการเมือง ความเสี่ยงของประสิทธิผลของรัฐบาล แล้วก็การตรวจสอบถ่วงดุลที่มีความ อ่อนแอ ทั้งหมดนี้คณะกรรมาธิการนั้นได้นำมาพิจารณาในประเด็นนี้หรือไม่ แล้วสิ่งที่จะต้อง ถามคำถามที่ ๒ ก็คือทำไมกรรมาธิการปล่อยให้ความเสี่ยงทางการคลังนั้นสร้างปัญหา ในอนาคตแน่นอน เช่น รายจ่ายสูงเกินความเป็นจริง ๒. งบประมาณไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ ๓. งบผูกพันไม่สูงถึง ๓๕๑,๐๐๐ บาท แล้วก็งบประมาณขาดดุลเกินมาตรฐานถึง ๓ เท่า นี่คือคำถามที่อยากจะได้คำตอบว่าถ้าท่านให้คำตอบที่น่าพอใจแล้วผมจะได้ลงคะแนนให้ท่าน นอกจากนั้นแล้วอยากจะถามคณะกรรมาธิการด้วยว่าประชาชนได้อะไรจากการที่ท่าน จัดสรรงบประมาณชุดนี้ มีวิกฤติการเมือง วิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติสงครามทางการค้า วิกฤติชายแดน วิกฤติการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี สิ่งที่ท่านได้ตัดสินใจนั้นถามว่า ได้ยึดหลักอะไรบ้าง เพื่อท่านหวังว่าจีดีพีนั้นจะโต ธนาคารโลกท่านประธานครับ กำหนดว่า ๕ ประเด็นสำคัญ เพื่อปฏิรูปพลิกฟื้นการเติบโตของประเทศไทยนั้น ๑. การเสริมสร้าง ด้านความมั่นคงทุนมนุษย์ ๒. สร้างสรรค์เศรษฐกิจเชิงนวัตกรรมและพัฒนาศักยภาพ ในการแข่งขัน ๓. การพัฒนาอย่างยั่งยืน การเตรียมความพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ๔. การเสริมสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันการเงินและการคลังของรัฐ แล้วก็พูดถึงเรื่อง ท่องเที่ยวท่านประธาน ทั้งหมดนี้จะทำให้ประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายใน ปี ๒๕๘๐ ผมถามท่านกรรมาธิการว่าที่ท่านพิจารณาเหล่านี้ได้ยึดหลักอะไรบ้าง นอกจากนั้นแล้ว ได้ดูไหมว่างบประมาณนี้ถึงประชาชนหรือไม่ คำถามแรกผมจะทวงก็คือว่าวันนี้ชาวนา ขอทวงเงินที่ช่วยทำนา ๑๐,๐๐๐ บาทต่อราย วันนี้ชาวนายังไม่ได้แล้วเมื่อไรจะให้เขา ท่านมี งบประมาณมากถึง ๓ ล้านล้านบาท ท่านกู้ถึง ๘๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ได้คำนึงถึงความวิตก ของคนไทยไหมในการพิจารณางบประมาณ เพราะฉะนั้น ๑. ประชาชนนั้นห่วงอนาคต ตัวเองว่าจะตกงานไหม กรรมาธิการเสียงข้างน้อยพูดแล้วว่าคนอาจตกงานถึง ๗๐๐,๐๐๐ คน ในอุตสาหกรรมรถยนต์อย่างเดียว กรรมาธิการได้จัดงบประมาณเตรียมไว้รับวิกฤตินี้หรือไม่ ๒. เขาบอกว่าคอร์รัปชันห่วงมากว่าคอร์รัปชันนั้นจะมีสูง กรรมาธิการนั้นได้ดูแลในประเด็นนี้ บ้างหรือไม่ ๓. เขาห่วงเรื่องความยากจนและความไม่เท่าเทียมทางสังคม รัฐบาลได้ดูแล งบประมาณอันนี้อย่างไร นี่คือสิ่งที่เป็นกังวลของพี่น้องประชาชนทั้งหมด อยากจะให้รัฐบาล ได้ตอบว่าสิ่งที่ผมได้นำเสนอมานั้นรัฐบาลหรือกรรมาธิการนี้ได้พิจารณาละเอียดถี่ถ้วนแล้ว และสิ่งที่เขาห่วงคือเรื่องภาษีว่ามนุษย์เงินเดือนนั้นเป็นคนจ่ายภาษีแต่ได้สวัสดิการที่ ไม่เป็นธรรม ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมไม่สบายใจที่คณะกรรมาธิการวิสามัญ เสียงข้างน้อยหยิบยกเรื่องตึก ๆ หนึ่งที่ค่าก่อสร้างสูงถึง ๓,๘๐๐ ล้านบาท วันนี้เรามีวิกฤติ คนตกงาน ๗๐๐,๐๐๐ คน ท่านมีงบประมาณดูแลเขาเพียงพอไหม เรายังเป็นหนี้ชาวนาอยู่ ที่ยังไม่ได้จ่ายเขารายละ ๑๐,๐๐๐ ยังเป็นหนี้ชาวนาอยู่ที่บอกขอให้ไม่เผาฟางเพื่อ PM2.5 จะได้ ทั้งหมดนี้ยังไม่มีใครได้รับ สิ่งที่ห่วงก็คือว่าการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญนั้น ได้ดูถึงความคุ้มค่า ความจำเป็น ความเร่งด่วนของประเทศไหม ได้ตอบโจทย์ประชาชนไหมว่า วันนี้ประชาชนห่วงอะไร งบประมาณอันนี้จะตอบโจทย์เขาว่าได้ดูเรื่องความจำเป็น ความเร่งด่วนไหม เช่น ตึกที่พูดมานี้ ๓,๘๐๐ ล้านบาท ไม่ควรปรับลดด้วยซ้ำ ควรจะชะลอไป ๑-๒ ปี เพราะว่าเรามีเงินกู้สูงถึง ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พื้นที่ที่ฟังกรรมาธิการวิสามัญ เสียงข้างน้อยมาแล้วก็รับราชการเพียงแค่ ๑,๐๐๐ คน แต่พื้นที่เพิ่มขึ้นถึง ๓ เท่า ทั้งหมดนี้ ก็จะบอกได้ว่าสมมุติฐาน วิธีการ วิธีคิดของคณะกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณได้ใช้ มือใครยาวสาวได้สาวเอา ชาวบ้านนั้นมือสั้นไปไม่ถึงหรือไม่ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อยากจะได้ฟัง คำตอบจากคณะกรรมาธิการว่าสิ่งที่ผมถามถ้าท่านตอบได้หมดผมก็เชื่อว่าผมจะลงคะแนนให้ ด้วยความสบายใจ แต่หลายคนเห็นแล้วว่าการใช้เงินแบบเศรษฐีโดยไม่มีประเมินผลเลย อันนี้เป็นสิ่งที่อันตรายท่านประธาน ผมจะขอจบไว้เพียงแค่นี้ ประหยัดงบประมาณ ประหยัดเวลาสภาและขออนุญาตใช้คำอภิปรายของท่านวรภพ ของท่าน สส. เชียงใหม่ มาเป็นคำอภิปรายของผมเพื่อประหยัดเวลาสภา ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านนพดล ทิพยชล ครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นพดล ทิพยชล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพี่น้องชาวจังหวัดนนทบุรี เขต ๔ อำเภอปากเกร็ด พรรคประชาชน ท่านประธานครับ วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ ในมาตรา ๔ ภาพรวมของงบประมาณ ผมขอเน้น ในส่วนของการตั้งข้อสังเกตไปที่การใช้จ่ายในการจ้างที่ปรึกษา ท่านประธานเชื่อไหมว่า การดำเนินการโครงการส่วนใหญ่แทบจะเรียกได้ว่าขับเคลื่อนด้วยการทำงานของที่ปรึกษา และ Outsource ท่านประธาน แม้ว่าโดยภาพรวมค่าใช้จ่ายในการจ้างที่ปรึกษาจะคิดเป็น เพียงแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ของรายจ่ายประจำคณะอนุกรรมาธิการงบฝึกอบรม หรือประมาณ ๑,๖๕๒ ล้านบาท แต่แท้ที่จริงแล้วก็ยังมีซ่อนอยู่ในโครงการส่งเสริมต่าง ๆ ที่อยู่ใน หมวดค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีก ตัวอย่างท่านประธานโดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์ พลังงาน มีค่าใช้จ่ายในการจ้างที่ปรึกษาสูงสุดถึง ๒๓ โครงการ มูลค่ากว่า ๑๒๑ ล้านบาท คิดเป็น ๒๓ เปอร์เซ็นต์ของรายจ่ายประจำ เท่านั้นไม่พอตามด้วยกรมโรงงานอุตสาหกรรมอีก ๙ โครงการ มีมูลค่ากว่า ๑๐๐ ล้านบาท คิดเป็น ๓๙ เปอร์เซ็นต์ของรายจ่ายประจำ แล้วไม่ใช่แค่ ๒ หน่วยงานนี้ท่านประธาน บางหน่วยงานค่าใช้จ่ายในการจ้างที่ปรึกษาคิดเป็น เกือบครึ่งหนึ่งของรายจ่ายประจำเข้าไปแล้ว จะไม่สูงได้อย่างไรท่านประธานในเมื่อ จ้างที่ปรึกษาทั้งทำแผน ทั้งศึกษา ทั้งวิเคราะห์ ทั้งประเมิน อะไร ๆ ก็จ้างที่ปรึกษาหมดตั้งแต่ ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ ท่านประธานที่เคารพ ผมจึงขอตั้งข้อสังเกตเรื่องค่าใช้จ่ายในการจ้าง ที่ปรึกษาโดยแบ่งเป็น ๔ ไม่ ดังนี้ ไม่ที่ ๑ ไม่ดำเนินการเอง ถ้าจ้างที่ปรึกษาทำงานเชิงเทคนิค ที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านหรือที่ปรึกษาคุมงานก่อสร้างผมก็ยังพอเข้าใจได้ ท่านประธาน แต่นี่เป็นภารกิจหลักของหน่วยงานเองแท้ ๆ ซึ่งหน่วยงานก็ควรมี ความเชี่ยวชาญในงานที่ตัวเองทำเป็นหลัก อย่างเช่น สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน หรือ สนพ. มีภารกิจดำเนินงานเชิงนโยบายและแผนการบริหารและพัฒนาพลังงาน ของประเทศ แต่กลับต้องจ้างที่ปรึกษาสูงถึง ๑๕ ล้านบาท ในการสร้างความรู้ ความเข้าใจ ด้านนโยบายและแผนพลังงานให้กับพี่น้องประชาชน อีกตัวอย่างสำนักงานกิจการยุติธรรม ก็จ้างที่ปรึกษาทำแผนแม่บททุก ๆ ๓ ปี ทั้ง ๆ ที่หน่วยงานมีภารกิจดำเนินการเกี่ยวกับ นโยบายและการพัฒนาของกระทรวงยุติธรรมอยู่แล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่หน่วยงานมีความชำนาญ อยู่แล้วเช่นกันทำไมถึงไม่ดำเนินงานโดยบุคลากรในหน่วยงานของตัวท่านเอง ไม่เพียงแต่งาน ตามภารกิจหลักงานนอกเหนือภารกิจก็ยังต้องจ้างที่ปรึกษาเช่นกัน บางหน่วยงานต้องปรับ โครงสร้างองค์กร แค่ทำ SWOT Analysis เพื่อวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค ที่ส่งผลกระทบต่อบทบาทภารกิจขององค์กรก็ยังต้องจ้างที่ปรึกษาทั้ง ๆ ที่ทำ In House Workshop เองก็ได้ท่านประธาน ไม่ที่ ๒ ไม่ใช่หน่วยงานรัฐ บางหน่วยงาน เช่น สำนักงาน คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าต้องว่าจ้างที่ปรึกษาเอกชนดำเนินการสำรวจวิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลประกอบการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส ในการดำเนินงาน ของหน่วยงาน ทั้ง ๆ ที่หน่วยงานของรัฐหรือสถาบันการศึกษาของรัฐหลายหน่วยงาน ก็สามารถทำหน้าที่ประเมินนี้ได้เช่นกันแต่ก็ไม่ทำ ไม่ที่ ๓ ไม่เผยแพร่ผลการศึกษา หลายโครงการจ้างที่ปรึกษามาศึกษา ติดตาม ประเมินผลต่าง ๆ แต่ผลการศึกษาที่ได้ กลับไม่เปิดเผยสู่สาธารณะ หายากหาเย็นมากท่านประธาน การศึกษาบางชิ้นงาน Bias หรือเปล่าเราก็ไม่รู้ ไม่มี Peer Review หรือการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญแล้วจะเชื่อมั่น กับผลการศึกษาได้อย่างไรท่านประธาน ผมไม่ได้ด้อยค่าที่ปรึกษา แต่การศึกษาจะเพิ่ม ความน่าเชื่อถือหากมีการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญและเป็นที่ยอมรับต่อสาธารณะ ไม่สุดท้าย ไม่ที่ ๔ บุคลากรไม่มีศักยภาพใช่หรือไม่ บุคลากรของหน่วยงานไม่มีศักยภาพพอที่จะทำเอง นี่ผมไม่ได้พูดเองแต่เป็นคำชี้แจงที่ได้ยินบ่อยที่สุด หลักสูตรฝึกอบรมบุคลากรในหน่วยงานที่เป็น In-House Training ก็มี แต่แทนที่จะเน้น ด้านเทคนิคเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการทำงานแต่กลับไปเน้นเรื่องทั่วไปที่รู้ ๆ กันอยู่แล้ว เช่น อบรมหน่วยงานโปร่งใส ปราบทุจริตคอร์รัปชัน จริยธรรม ธรรมาภิบาลต่าง ๆ คือเรื่องพวกนี้ท่านประธานจริง ๆ ไม่ต้องอบรมก็ได้พอจะรู้กันอยู่แล้ว เพราะเป็นจิตสำนึก ขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคน ไหน ๆ ก็แตะเรื่องฝึกอบรมแล้ว ผมเลยอยากจะฝากในส่วน ของการตั้งเคพีไอในการฝึกอบรมที่ไม่ได้นำไปสู่การวัดประสิทธิผลที่ใช้ได้จริง เช่น การใช้ ตัวชี้วัดการดำเนินงานหลักเป็นจำนวนคนแทนที่จะวัดผลสัมฤทธิ์ที่แท้จริงของการฝึกอบรม นั้น ๆ โดยสรุปหน่วยงานควรจ้างที่ปรึกษาดำเนินการเฉพาะเรื่องที่มีความจำเป็นกับภารกิจ ของหน่วยงานเท่านั้น เมื่อทำแล้วต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงจริง ๆ พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น โดยควรคำนึงถึงเหตุผลและความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณอย่างเต็มประสิทธิภาพ อะไรทำเองก็ควรทำเอง อะไรที่เคยจ้างที่ปรึกษามาแล้วก็ควรนำมาทบทวนศึกษาเรียนรู้จะได้ ไม่ต้องจ้างที่ปรึกษาตลอดกาลและตลอดไป ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ผู้อภิปรายหมดแล้ว ต่อไปเชิญกรรมาธิการชี้แจงครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะรองประธาน คณะกรรมาธิการงบประมาณปี ๒๕๖๙ และเป็นกรรมาธิการเสียงข้างมาก ต้องกราบ ขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้อภิปรายในมาตรา ๔ ซึ่งเป็นภาพรวมของงบประมาณ กับการตั้งงบประมาณของทางคณะกรรมาธิการที่ไปพิจารณากลับมาแล้วยังคงอยู่ ตามร่างเดิมคือยอดจำนวนเงินไม่ได้มีการปรับเปลี่ยน ซึ่งมีข้อซักถามจากท่านสมาชิกอยู่ใน หลายประเด็น ในประเด็นแรกผมจะพยายามไล่ตอบไป ต้องขอเวลาท่านประธานนะครับ
ประเด็นแรก ต้องเรียนชี้แจงว่าในคณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณา ร่างพระราชบัญญัติ โดยให้ความสำคัญกับการดำเนินภารกิจเพื่อขับเคลื่อนเรื่องของ การพัฒนาประเทศ พิจารณาตามความจำเป็นของภารกิจของหน่วยรับงบประมาณ และแผนพัฒนาพื้นที่ตามความต้องการของประชาชน ตลอดจนคำนึงถึงฐานะทางการคลัง เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนหน่วยรับ งบประมาณภายใต้หลักธรรมาภิบาล สุจริต โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน โดยมีข้อเสนอในภาพรวมที่สำคัญให้กับ รัฐบาลดำเนินการเกี่ยวกับสถานการณ์ เช่น เศรษฐกิจในปีงบประมาณ ๒๕๖๙ ซึ่งมีแนวโน้ม ชะลอตัวกว่าที่คาดการณ์ส่งผลกระทบต่องบประมาณทั้งด้านรายได้และรายจ่าย การเตรียม งบประมาณเพื่อรองรับมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก และการ บริหารจัดการหนี้สาธารณะให้ลดลงในระยะยาว เพื่อให้มีพื้นที่ทางการคลังไว้ใช้ในยามที่ เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจโดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังในอนาคต พร้อมทั้ง ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการสร้าง ความพร้อมแล้วก็ศักยภาพของหน่วยงาน ความซ้ำซ้อน เป้าหมายดำเนินงานและผล การดำเนินงานที่ผ่านมา ภารกิจสำคัญเพื่อสนับสนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ การแก้ไขปัญหาความเป็นอยู่ของประชาชน และประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรงเป็นสำคัญ รวมทั้งสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตและมีความเข้มแข็งรองรับผลกระทบทั้งจากปัจจัยภายใน และภายนอกประเทศได้อย่างมีเสถียรภาพ ตลอดจนการดำเนินการนั้นต้องไม่ขัดหรือแย้งกับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ กฎหมาย แล้วก็ระเบียบที่เกี่ยวข้อง ผมต้องเรียนอย่างนี้ว่าทางกรรมาธิการเสียงข้างมากเราไม่ได้ปฏิเสธในเรื่องของความเสี่ยง โดยเฉพาะในสถานการณ์โลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาษีตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐ ซึ่งได้ข้อสรุปสุดท้ายที่ประเทศไทยถูกจัดเก็บอยู่ที่ ๑๙ เปอร์เซ็นต์ เทียบเคียงกับประเทศ ในภูมิภาคเดียวกันและประเทศคู่แข่งทางการค้าอยู่ในระดับที่อยู่ในระนาบที่ไม่แตกต่างนัก ความเสี่ยงต่าง ๆ เหล่านี้เราได้รับทราบแล้วก็ไม่ได้ปฏิเสธความเป็นจริงถึงความสุ่มเสี่ยง ในเรื่องสถานการณ์ทางเศรษฐกิจต่าง ๆ แต่อย่างไรก็ตามจากท่านสมาชิกได้มีการอภิปราย โดยเฉพาะในเรื่องของตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจซึ่งมีการปรับลดการประมาณการลง ในภาพรวม ซึ่งท่านก็เป็นห่วงว่าจะกระทบกับเรื่องของการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐ ต้องยืนยันว่าทางกระทรวงการคลังยังมีความเชื่อมั่นว่าเรามีศักยภาพเพียงพอในการที่จะ บริหารจัดการ โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดเก็บรายได้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและ ไม่กระทบกับการจัดเก็บรายได้และการใช้จ่ายงบประมาณในอนาคต นอกจากนั้นกลไก ในด้านงบประมาณยังมีกลไกรองรับเพียงพอ ทั้งเรื่องของการบริหารจัดการด้วย ตัวงบประมาณเอง ทั้งเรื่องของเงินคงคลัง ทั้งเรื่องของกลไกที่มีอยู่ตามกฎหมายที่เรา สามารถดำเนินการได้เชื่อว่าสามารถบริหารจัดการงบประมาณที่ตั้งเอาไว้ตามยอดที่ปรากฏ ใน พ.ร.บ. งบประมาณนี้ได้อย่างสมบูรณ์ไม่ได้มีปัญหาใด ๆ เพราะฉะนั้นในเรื่องของปัญหา การจัดเก็บนั้น ในขณะนี้ถึงแม้ว่าจะมีผลกระทบอยู่บ้างแต่เราเชื่อมั่นว่าเราสามารถบริหาร จัดการได้ลุล่วงไม่ได้กระทบใด ๆ นอกจากนั้นกระบวนการในการพิจารณาต้องยอมรับ ความจริงอย่างหนึ่งว่าวันนี้กลไกหลักอย่างหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคืองบประมาณ ของภาครัฐ การใช้จ่ายของภาครัฐเป็นตัวในการขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเราเดินหน้ามา อย่างยาวนานหลายปีที่ผ่านมา เป็นกลไกหลักกลไกหนึ่งประกอบเข้ากับการลงทุนของภาครัฐ ประกอบกับการบริโภคของภาคเอกชน วันนี้การสร้างความมั่นใจให้กับระบบเศรษฐกิจคือ งบประมาณแผ่นดินเป็นอย่างหนึ่ง ยกตัวอย่างได้ อย่างเช่น ปี ๒๕๖๗ ซึ่งมีการทำ งบประมาณแผ่นดินล่าช้า ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือความมั่นใจของผู้บริโภค ความมั่นใจ ของนักลงทุน ความมั่นใจของระบบเศรษฐกิจซึ่งส่งผลกระทบให้การเติบโตทางเศรษฐกิจ ในไตรมาสนั้น ๆ หดตัวอย่างมีนัยสำคัญ วันนี้การใช้จ่ายของภาครัฐจึงเป็นจุดสำคัญจุดหนึ่ง ในการขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเติบโต ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากมองอย่างนี้ว่าหากเรามี การปรับลดในเรื่องของการใช้จ่ายของภาครัฐคือตัวงบประมาณโดยยอดรวมเองนั้น กลับจะเป็นผลร้ายกับระบบเศรษฐกิจเพราะว่าจะสะท้อนถึงความไม่มั่นใจในภาคเอกชน ในภาคของการลงทุนซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ต่อไป เพราะฉะนั้นเรายืนยันว่ากลไกในการดำเนินการงบประมาณเม็ดเงินที่เราตั้งเอาไว้นี้ เป็นสิ่งสำคัญในการที่จะขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเติบโต ในข้อห่วงใยเกี่ยวกับเรื่องว่าแล้วเรามี กระสุนเพียงพอหรือไม่ ต้องเรียนว่ากลไกทางด้านงบประมาณนั้นเรามีกระสุนเพียงพอ ถ้าใช้คำของผู้อภิปรายเอง กระสุนที่เรามีอย่างเช่นเงินคงคลังซึ่งอยู่ในระดับสูงในปัจจุบัน กระสุนที่มีอย่างเช่นเรื่องของเงินทดรองที่สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมายอีก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท กระสุนที่มีอย่างเช่นเรื่องของการจัดทำงบประมาณ จัดทำพระราชบัญญัติ งบประมาณการโอนเปลี่ยนแปลงการแก้ไขงบประมาณ ซึ่งสุดท้ายก็ต้องเป็นอำนาจของ สภาผู้แทนราษฎรนั่นเอง ซึ่งทั้งหมดนี้ผมยืนยันกับท่านได้ว่า ด้วยกระสุนทั้งหมด ด้วยกลไก ทั้งหมดที่เรามีนั้นมีมากเพียงพอที่จะดำเนินการในการแก้ไขของประเทศ แล้วก็ขับเคลื่อน ให้เศรษฐกิจเราเติบโตไปในขณะเดียวกัน ประเด็นเรื่องความชอบด้วยกลไกการทำ พระราชบัญญัติงบประมาณ ผมต้องเรียนต่อสภาผู้แทนราษฎรว่าการพิจารณางบประมาณ ปี ๒๕๖๙ นี้ดำเนินไปโดยเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐ กฎหมายว่าด้วยวินัยทางการเงินการคลัง กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ แล้วก็กฎหมาย อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่างรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ มาตรา ๑๔๔ ที่ระบุว่าในการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะแปรญัตติเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมรายการหรือจำนวนในรายการมิได้ แต่อาจ แปรญัตติในทางลดหรือตัดทอนรายจ่าย ซึ่งมิใช่รายจ่ายตามข้อผูกพันอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ ๑. เงินส่งใช้ต้นเงินกู้ ๒. ดอกเบี้ยเงินกู้และ ๓. เงินที่กำหนดให้จ่ายตามกฎหมาย ผมต้องเรียนต่อท่านสมาชิกทุกท่านว่ารายการเงินส่งใช้ต้นเงินกู้และดอกเบี้ยเงินกู้ ตามมาตรา ๑๔๔ จะปรากฏอยู่ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ ในหมวด ๗ งบประมาณรายจ่ายเพื่อชำระหนี้ภาครัฐ มาตรา ๔๐ ที่กำหนดให้งบประมาณ รายจ่ายสำหรับแผนการบริหารจัดการหนี้ภาครัฐเป็นจำนวน ๔๒๑,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ประกอบด้วยเงินส่งใช้ต้นเงินกู้ ๑๕๑,๐๐๐ ล้านบาทเศษ และดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม จำนวน ๒๗๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ดังนั้นในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ ได้ดำเนินการสอดคล้องกับมาตรา ๑๔๔ ของรัฐธรรมนูญ โดยไม่มี การปรับลดหรือตัดทอนรายการดังกล่าว สำหรับการตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดเชย ตามมาตรา ๒๘ แห่ง พ.ร.บ. วินัยทางการเงินการคลังของรัฐ หมายถึงงบประมาณรายจ่ายที่ตั้งให้ เนื่องจากรัฐบาลรับภาระจะชดเชยค่าใช้จ่ายหรือ การสูญเสียรายได้ในการดำเนินการที่รัฐบาลได้มอบหมายให้หน่วยงานของรัฐดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการใด ๆ แทนนั้น ซึ่งเป็นงบประมาณที่เสนอตั้งอยู่ใน พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ มาตรา ๒๙ งบประมาณรายจ่าย ของรัฐวิสาหกิจ ตั้งไว้เป็นจำนวน ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ซึ่งรวมอยู่กับงบประมาณรายจ่าย อื่น ๆ ของงบรัฐวิสาหกิจเอง ไม่ใช่ส่วนงบประมาณรายจ่ายสำหรับแผนบริหารจัดการหนี้ ภาครัฐตามมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๙ ตามมาตรา ๑๔๔ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รวมถึงในการพิจารณาไม่มีการปรับลด หรือตัดทอนรายการดังกล่าวใด ๆ ในปีนี้ การเพิ่มพื้นที่ทางการคลังซึ่งมีข้อห่วงใยจาก ท่านสมาชิกหลายท่าน ต้องเรียนด้วยความเคารพว่าในอดีตที่ผ่านมา ยกตัวอย่างเช่น ช่วงที่เศรษฐกิจมีความผันผวนเหตุการณ์โควิด-๑๙ ซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องมีการใช้งบประมาณ ขาดดุลแล้วก็ก่อหนี้เพิ่มเติม เพื่อรองรับภาระการใช้จ่ายและการลงทุนในการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตามการกู้เงินเพื่อการลงทุนที่มีประสิทธิภาพจะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจมีการเติบโต ในระยะยาวและส่งผลให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้น และสามารถชำระหนี้ได้มากขึ้นอย่างมี ศักยภาพซึ่งทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีลดลง ภาครัฐมีแนวทางเสริมความแข็งแกร่ง ทางเศรษฐกิจด้านการคลัง เช่น การปรับปรุงระบบภาษีให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพ แล้วก็ เป็นธรรมการส่งเสริมการลงทุนภาครัฐและภาคเอกชน การบริหารทรัพย์สินของรัฐให้เกิด รายได้ การลดรายจ่ายผ่านการจัดลำดับความสำคัญและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่าย การบริหารหนี้สาธารณะระยะยาวอย่างเป็นระบบ โดยในปีงบประมาณ ๒๕๖๙ มีการลดลง ของรายจ่ายประจำอย่างมีนัยสำคัญถึง ๒๕,๗๙๔ ล้านบาทเศษ คิดเป็นร้อยละ ๑ อันนี้ เป็นความสำเร็จอีกอย่างหนึ่งของการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ ที่เกิดขึ้น การลดรายจ่ายประจำนั้น ผมต้องเรียนด้วยความเคารพว่ารัฐบาลจำต้องตั้งงบประมาณ แบบขาดดุลเพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง แล้วก็มีเสถียรภาพ ซึ่งเรายืนยันในการรักษาวินัยทางการคลังให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ. วินัยทางการเงินการคลัง ของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ อย่างเคร่งครัด แผนการคลังระยะปานกลางปี ๒๕๖๙-๒๕๗๒ ได้กำหนดแนวทางลดการขาดดุลให้สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจ โดยมีวงเงินกู้เพื่อชดเชย การขาดดุล ดังนี้ ปี ๒๕๖๙ ขาดดุล ๘๖๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็น ๔.๓ ต่อจีดีพี ปี ๒๕๗๐ ขาดดุล ๗๕๘,๖๐๐ ล้านบาท คิดเป็น ๓.๖ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี ปี ๒๕๗๑ ขาดดุล ๗๒๑,๙๐๐ ล้านบาท คิดเป็น ๓.๓ ของจีดีพี ปี ๒๕๗๒ ขาดดุล ๗๐๓,๓๐๐ ล้านบาท คิดเป็น ๓.๑ ต่อจีดีพี ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่ารัฐบาลมีความจริงใจและตั้งใจในการลดระดับ การขาดดุลอย่างต่อเนื่องเพื่อมุ่งสู่งบประมาณสมดุลในระยะยาว ทั้งนี้หากเศรษฐกิจไทย สามารถขยายตัวได้อย่างเต็มศักยภาพจะเอื้อต่อการเสริมฐานะทางการคลัง ทั้งด้านรายได้ รายจ่าย การบริหารหนี้สาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการบรรลุ เป้าหมายงบประมาณสมดุลในอนาคต ในข้อห่วงใยเกี่ยวกับเรื่องกลไกในการช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนต้องเรียนว่าคงจะต้องไปอภิปรายกันในรายมาตราเพิ่มเติมในรายละเอียด แต่เมื่อมีท่านสมาชิกได้ยกประเด็น อย่างเช่นเรื่องของกลไกในการใช้งบประมาณเพื่อไป ชดเชยให้กับพี่น้องชาวนา การชดเชยไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ไม่เกิน ๑๐ ไร่ หรือว่าในเรื่องของ การชดเชยการทดแทนการเผาอ้อย เป็นต้น ผมต้องเรียนว่าทั้ง ๒ เรื่องนี้ยังอยู่ในสายตา ของรัฐบาลที่ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง เรื่องของการชดเชยการเผาอ้อยได้ผ่านมติ ของคณะรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยจะมีการดำเนินการผ่านทางธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตรในเร็ววัน เรื่องการชดเชยในเรื่องของการปลูกข้าวไร่ละ ๑,๐๐๐ บาทนั้น วันนี้ก็จะมีการประชุม นบข. เกิดขึ้น ซึ่งหวังว่าจะได้ยินข่าวที่เป็นบวกแล้วก็เป็นประโยชน์ กับพี่น้องชาวนาต่อไป
ในส่วนของท่านกรรมาธิการที่มีการสงวนความเห็นในเรื่องของการแก้ไข เพิ่มเติมคำในร่างมาตรา ๔ ซึ่งกำหนดไว้ว่างบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ ให้ตั้งเป็น จำนวนรวมทั้งสิ้น ๓,๗๘๐,๐๐๐ ล้านบาท จำแนกเป็นรายจ่ายตามที่ระบุต่อไปใน พ.ร.บ. นี้ มีกรรมาธิการให้แก้ไขเพิ่มเติมจากคำว่า รวมทั้งสิ้น เป็น ไม่เกิน ผมต้องเรียนว่าคณะรัฐมนตรี ได้เสนอร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ ปี ๒๕๖๙ ต่อสภาผู้แทนราษฎร ในวาระที่หนึ่ง ขั้นรับหลักการ โดยเสนอหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติว่าตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็นจำนวนไม่เกิน ๓,๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ เพื่อชดใช้ เงินคงคลัง จำนวน ๑๒๓,๐๐๐ ล้านบาทเศษ และเมื่อพิจารณาประกอบกับหลักการ ที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ มาตรา ๔ งบประมาณรายจ่าย หมายความว่า จำนวนเงินอย่างสูง ย้ำคำว่าอย่างสูง จำนวนเงินอย่างสูงที่อนุญาตให้จ่ายหรือก่อหนี้ผูกพันได้ ตามวัตถุประสงค์และภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย ดังนั้น คำว่า ให้ตั้งเป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น ในร่างมาตรา ๔ นั้นจึงถือเป็นจำนวนเงินอย่างสูง ที่อนุญาตให้จ่ายหรือก่อหนี้ให้ผูกพันได้ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการที่เสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎรไว้ในวาระที่หนึ่ง และสอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ จึงไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมร่างในมาตรา ๔ นี้ จากคำว่า รวมทั้งสิ้น เป็น ไม่เกิน แต่อย่างใด ก็พยายามชี้แจงให้ได้หลายประเด็นมากที่สุด ต้องขอบพระคุณท่านประธาน กรรมาธิการเสียงข้างมากยืนยันความเห็นของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ขอบคุณครับ
ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีในฐานะกรรมาธิการนะครับ ต่อไปผมจะถามว่าท่านกรรมาธิการที่สงวน ความเห็น แล้วก็ท่านสมาชิกที่สงวนคำแปรญัตติไว้ยังคงติดใจหรือไม่ เชิญท่านกรรมาธิการ ที่สงวนความเห็นครับ
กราบเรียนท่านประธาน ผม เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการ ที่ท่านรองประธาน ท่านรัฐมนตรีช่วยได้อภิปรายเมื่อสักครู่ มันค่อนข้างจะขัดแย้งแล้วก็ตัวเลขท่านไม่ชัดเจน ผมก็เป็นห่วงเรื่องการบันทึกชวเลขนะครับ ควรจะแก้ให้มันถูกว่า งบประมาณ ๓,๗๘๐,๖๐๐ ล้านบาท เพราะตัวเลขนี่มันต้องเป๊ะ แล้วที่ท่านอธิบายว่ามาตรา ๔ ที่ผมขอแก้เป็น ไม่เกิน ก็เพื่อจะช่วยอยู่แล้ว เพราะว่า ในหลักการพออ้างมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณมันยิ่งชัด มันยิ่งชัดว่า หลักการเราตั้งงบรวมเข้าไปมันเกิน เกินกว่ามาตรา ๖ ถึงมาตรา ๔๑ รวมกัน ดังที่ได้ อธิบายไว้ แต่ก็อยู่ที่เสียงข้างมาก อันนี้ผมอธิบาย แล้วก็ขอให้ปรับตัวเลขให้มันตรง ก็ด้วยความเคารพท่านรองประธานเพื่อให้มันถูกต้องตรงกับที่ชวเลขจะได้แก้ไข อย่างอื่น ผมไม่ติดใจ ขอบคุณครับ
เรียนท่านประธานค่ะ
เชิญครับ
ศิริกัญญา กรรมาธิการ เสียงข้างน้อยติดใจค่ะท่านประธาน
เมื่อมี ท่านกรรมาธิการแล้วก็ผู้สงวนความเห็นติดใจ ถึงแม้นว่ามาตรานี้กรรมาธิการไม่มีการแก้ไข แต่มีกรรมาธิการที่สงวนความเห็นแล้วก็มีผู้แปรญัตติสงวนคำแปรญัตติยังติดใจคำชี้แจง ของทางกรรมาธิการอยู่ ดังนั้นผมก็จะขอถามมติในที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมากที่ไม่มีการแก้ไข หรือเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการที่สงวนความเห็น และผู้แปรญัตติสงวนคำแปรญัตติ ขอเชิญท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกเข้าห้องประชุมนะครับ
(นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ท่านสมาชิก ที่เข้ามาแล้วโปรดเสียบบัตรแสดงตน
ท่านประธานครับ ในระหว่าง ที่รอการแสดงตน ผม อดิศร เพียงเกษ ผมขออนุญาตต้อนรับท่านประธานมาทำหน้าที่ เหมาะสมตำแหน่งรองประธาน อยู่สภามานานเปล่งรัศมี ศรีบุญเรือง เมืองหนองบัว พระธานี ขอต้อนรับคนดี ไชยา พรหมา สู่ตำแหน่งรองประธานสภาครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณ ท่านอดิศรเป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ มีอะไรก็ขอคำแนะนำด้วยนะครับ ท่านสมาชิกเข้ามาแล้ว กรุณาเสียบบัตรแสดงตน เดี๋ยวให้เวลาท่านสมาชิกหลายท่านกำลังเข้ามา ท่านสมาชิก แสดงตนครบหรือยังครับ ยังมีเพื่อนสมาชิกกำลังทยอยเข้ามาอยู่รอสักครู่ เชิญเลยนะครับ ที่กำลังเข้ามา ท่านเข้ามาแล้วก็เสียบบัตรแสดงตน มีท่านใดยังไม่ได้แสดงตนบ้างครับ ยังเดินอยู่อีก ๒-๓ ท่าน เดี๋ยวรอท่านสมาชิกแป๊บหนึ่ง ผมคิดว่ามีท่านสมาชิกได้แสดงตน ครบถ้วนแล้ว สำหรับท่านที่ยังไม่แสดงตนท่านสามารถใช้สิทธิหลังจากแสดงผลได้ ถ้าไม่มีแล้วผมขอปิดการแสดงตน ขอเจ้าหน้าที่แสดงผล มีจำนวนผู้เข้าร่วมประชุม ๔๐๓ คน
ครบองค์ประชุม ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกออกเสียงลงคะแนนว่าผู้ใดเห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากคือให้คงไว้ตามร่างเดิมกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นด้วยกับ กรรมาธิการที่สงวนความเห็นและผู้แปรญัตติที่สงวนคำแปรญัตติกดปุ่ม ไม่เห็นด้วยผู้ใดเห็น ควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิลงคะแนนได้เลยครับ ท่านใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากคือให้คงไว้ตามร่างเดิมกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่สงวนความเห็นและผู้แปรญัตติสงวนคำแปรญัตติกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง
ท่านประธาน ณัฐวุฒิ บัวประทุม ๑๓๒ ไม่เห็นด้วยครับ
เจ้าหน้าที่ บันทึก ๑๓๒ ไม่เห็นด้วย มีอีกไหมครับ ข้างหลังอีก ๒ ท่าน เชิญครับท่านภราดร
ท่านประธานที่เคารพครับ ๐๐๓ งดออกเสียงครับ
๐๐๓ งดออกเสียง บันทึกด้วยครับ
ท่านประธาน ๒๗๑ งดออกเสียงครับ
๒๗๑ ครับ เชิญครับที่กำลังเดิน
ท่านประธานคะ ๑๙๒ งดออกเสียงค่ะ
๑๙๒ งดออกเสียงนะครับ
๔๐๙ งดออกเสียงครับ
๔๐๙ งดออกเสียงครับ
ท่านประธานคะ ๒๖๑ งดออกเสียงค่ะ
๒๖๑ งดออกเสียง มีอีกไหมครับ ถ้าไม่มีก็เชิญเจ้าหน้าที่แสดงผล มีจำนวนผู้ลงมติ ๔๖๒ คน เห็นด้วย ๒๕๖ คน ไม่เห็นด้วย ๑๓๗ คน งดออกเสียง ๖๘ คน แล้วก็ไม่ลงคะแนน ๑ คน และมีผู้ไม่เห็นด้วยที่มาขานชื่อบวก ๑ คน งดออกเสียงเพิ่มอีก ๕ คน เป็น ๗๓ คน ไม่เห็นด้วยเป็น ๑๓๘ คน และงดออกเสียงเป็น ๗๓ คนครับ
เป็นอันว่า ที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากคือให้คงไว้ตามร่างเดิม มาตราต่อไป เชิญท่านเลขาธิการครับ
มาตรา ๕ อำนาจสั่งจ่ายเงินแผ่นดินของกระทรวงการคลัง ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการ ขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ
มาตรา ๕ มีท่านกรรมาธิการขอสงวนความเห็น ขอเชิญท่านเรืองไกรครับ
ท่านประธานครับ ผม เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการ กราบเรียนท่านประธาน มาตรา ๕ ที่ขอสงวนความเห็นไว้ โดยให้ตัด คำว่า หรือตามที่สำนักงบประมาณจะได้จัดสรร หรือตามที่จะได้มีการโอนเปลี่ยนแปลง ตามกฎหมาย ออก เหตุผลเพราะว่าในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๐ บัญญัติว่า การจ่ายเงิน แผ่นดินจะกระทำได้เฉพาะที่ได้อนุญาตไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย กฎหมาย ว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการโอนงบประมาณ กฎหมายว่าด้วย เงินคงคลังหรือกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ เว้นแต่ในกรณีจำเป็นรีบด่วน จะจ่ายไปก่อนก็ได้แต่ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ ในกรณี เช่นว่านี้ต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายชดใช้ในพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย หรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณถัดไป ท่านประธานจากบทบัญญัติมาตรา ๑๔๐ ไม่มีตรงไหนที่เขียนไว้ ว่าให้สำนักงบประมาณจะไปจัดสรร หรือตามที่จะได้มีการโอนเปลี่ยนแปลงตามกฎหมาย แต่อย่างใด ผมเห็นว่ามาตรา ๕ ที่ขยายความตรงนี้ การที่สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา ให้ความเห็นชอบก็ตาม ให้ไปแล้ว ๓,๗๘๐,๖๐๐ ล้านบาท ก็ไม่เกิดประโยชน์ เพราะว่า ถึงเวลาก็ไปโอนเปลี่ยนแปลงได้ อันนี้ผมเห็นว่าตรงนี้สภาแห่งนี้อนุมัติไป ฝ่ายงบประมาณ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายรัฐบาลจะทำอะไรก็ได้ ผมเห็นว่าทำได้ในกรณีงบกลางเท่านั้น เพราะมี กฎหมายบัญญัติและที่สำคัญในนี้พูดถึงว่านอกจากมาตรา ๑๔๐ แล้ว กฎหมายว่าด้วย วินัยการเงินการคลังของรัฐ ปี ๒๕๖๑ ตามมาตรา ๒๔ บัญญัติว่า การโอนงบประมาณ รายจ่ายระหว่างหน่วยงานของรัฐจะกระทำมิได้ เว้นแต่จะมีกฎหมายอนุญาตให้กระทำได้ ไม่มีตรงไหนเขียนผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และถ้าไปดูกฎหมายว่าด้วยวิธีการ งบประมาณ ปี ๒๕๖๑ ซึ่งเขียนคล้ายกับวินัยการเงินการคลัง ในมาตรา ๓๕ บัญญัติว่า งบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ ก็คือหน่วยที่ขออยู่ในร่างฉบับนี้ ที่กำหนดไว้ตามกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายจะโอนหรือนำไปใช้สำหรับหน่วยรับ งบประมาณอื่นมิได้ เว้นแต่อนุหนึ่งหรือ (๑) มีพระราชบัญญัติให้โอนหรือนำไปใช้ได้ (๒) ในกรณีที่มีพระราชกฤษฎีการวมหรือโอนส่วนราชการเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะมีผลเป็น การจัดตั้งส่วนราชการขึ้นใหม่หรือไม่ก็ตาม ให้โอนงบประมาณรายจ่ายของส่วนราชการ ที่ถูกโอนหรือรวมเข้าด้วยกันนั้น ไปเป็นของส่วนราชการที่รับโอนหรือที่รวมเข้าด้วยกัน หรือส่วนราชการที่จัดตั้งขึ้นใหม่ แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว อนุสามหรือ (๓) การโอนงบประมาณรายจ่ายบูรณาการภายใต้แผนบูรณาการเดียวกัน กับ (๔) การโอนงบประมาณรายจ่ายบุคลากรภายใต้แผนบุคลากรภาครัฐ นี่คือมาตรา ๓๕ วรรคหนึ่ง มี ๔ วงเล็บ
วรรคสอง การโอนงบประมาณรายจ่ายตาม (๓) และ (๔) ให้กระทำได้เท่าที่ จำเป็นและไม่เกิดผลเสียหายต่อการดำเนินการตามแผนงานบูรณาการหรือแผนงานบุคลากร ภาครัฐ ทั้งนี้ตามระเบียบที่ผู้อำนวยการกำหนด โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ไม่มีตรงไหนในมาตรา ๕ ที่เขียนตามกฎหมายมาตรา ๒๔ ของวินัยการเงินการคลังหรือ มาตรา ๓๕ ของกฎหมายวิธีการงบประมาณ แล้วก็ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๐ นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมผมถึงขอให้ตัดข้อความดังกล่าวออกครับท่านประธาน ก็ขอที่ประชุม ไว้พิจารณา แล้วก็เดี๋ยวรอกรรมาธิการเสียงข้างมากและผมจะชี้แจงอีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณครับ
ขอบคุณ ท่านกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น ต่อไปจะเป็นท่านสมาชิกที่ได้แปรญัตติ แล้วก็สงวน คำแปรญัตติ ก็มีอยู่ท่านเดียวที่ลงชื่อ ท่านสมาชิกอย่าเพิ่งไปไหนไกลเดี๋ยวมาตรานี้ มีผู้แปรญัตติ มีผู้สงวนคำแปรญัตติเพียงท่านเดียว ขอเชิญท่านจุติครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรครวมไทยสร้างชาติ ผมขอสงวนคำแปรญัตติมาตรานี้เพิ่มเติม คือกราบเรียนว่าทำเฉพาะปีนี้ เพราะผมเล็งเห็นว่าสิ่งที่คณะกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณ พิจารณาผมยังว่าไม่สามารถรองรับวิกฤติที่จะเกิดขึ้นในปีนี้และปีหน้าได้อย่างพอเพียง แล้วก็ เห็นใจว่ารัฐบาลอาจจะมีความจำเป็นและต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงงบประมาณเพื่อรองรับ วิกฤติเศรษฐกิจ สิ่งที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานคือว่าคำอภิปรายของท่านศุภณัฐ มีนชัยนันท์ คำอภิปรายของท่านศาสตราจารย์วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร มีเหตุผลแล้วก็ หลักฐานเพียงพอว่าคนตกงานจะเยอะ แล้วก็การที่สภานี้อนุญาตให้รัฐบาลนั้นเปลี่ยนแปลง งบประมาณได้ตามวิกฤติของประเทศผมคิดว่าเป็นสิ่งจำเป็น แต่ผมไม่อยากให้ฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นเพียงแค่ปกแล้วไส้ในนั้นระบบราชการคิดเอง ทำเองหมด โดยไม่ฟังเสียงร้องทุกข์ ที่แท้จริงของราษฎร ดังนั้นผมจึงขอเสนอว่าการโอนเปลี่ยนแปลงตามวรรคหนึ่งให้ประเมิน ความคุ้มค่า ผมเน้นว่าประเมินความคุ้มค่า เหตุผลในการเปลี่ยนแปลงแล้วก็รายงานต่อ สภาผู้แทนราษฎรทราบ ภายใน ๖๐ วัน หากละเลยให้มีโทษทางวินัย ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าผมตาม มติคณะรัฐมนตรีหลายข้อ หลายเรื่องเป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่พอไปถึงภาคปฏิบัติแล้วไม่ทำหรือบิดเบี้ยวไปจากเจตนารมณ์เดิม แล้วก็ปล่อยให้เขา ทุกคนลอยนวลหมด ประชาชนซึ่งเลือกเรามานั้นไม่ได้ประโยชน์อะไรจากสิ่งที่เราเจตนาจะให้ ประชาชนได้รับเลย ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงต้องมีประเมินความคุ้มค่าทุกเรื่อง ถ้าไม่คุ้มค่า ไม่ต้องทำ ถ้าคุ้มค่าแล้วเปลี่ยนแปลงขอให้รายงานสภาทราบเพราะเราไม่ใช่เจว็ด เราเป็น ฝ่ายนิติบัญญัติที่เห็นชอบ ติดตาม ตรวจสอบ เพราะในรายงานของต่างประเทศที่ประเมิน ความเสี่ยงประเทศไทยบอกไว้เลยว่าประเทศไทยนั้นฝ่ายตรวจสอบถ่วงดุลอ่อนแอ ฉะนั้น การที่ผมเสนอข้อนี้ก็คือว่าเราไม่อ่อนแอ เราให้มีความเหมาะสม ให้มีความคล่องตัวสำหรับ ฝ่ายบริหาร จะทำอะไรก็ได้กับงบประมาณแต่ขอให้รายงานให้สภาทราบภายใน ๖๐ วัน นี่คือเหตุผลที่กระผมกราบเรียนท่านประธาน และผมจะเสนอแก้เรื่องนี้เฉพาะงบประมาณปีนี้ ท่านประธานขอบพระคุณครับ
ขอบคุณ ท่านจุติ ไกรฤกษ์ หมดผู้อภิปรายนะครับ ต่อไปขอเชิญทางกรรมาธิการตอบชี้แจงครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง รองประธานคณะกรรมาธิการ งบประมาณแล้วก็เป็นกรรมาธิการเสียงข้างมากครับ ต่อการสงวนความเห็นและการสงวน คำแปรญัตติของท่านกรรมาธิการแล้วก็ท่านสมาชิกในมาตรา ๕ ผมต้องกราบขอบพระคุณ จริง ๆ แล้วเจตนาคงไม่ได้แตกต่างกันระหว่างกรรมาธิการเสียงข้างมาก กรรมาธิการเสียงข้างน้อย แล้วก็ท่านสมาชิก นั่นก็คือต้องการให้งบประมาณฉบับนี้มีความยืดหยุ่นเพียงพอในการที่จะ บริหารจัดการโดยเฉพาะในภาวะวิกฤติในระดับโลกอย่างเช่นในปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลง งบประมาณบางส่วนมันอาจจะมีความจำเป็นอย่างที่ท่านจุติได้เรียนต่อที่ประชุม ในขณะเดียวกันในสิ่งที่ท่านเรืองไกรได้นำเสนอต่อสภา ก็เข้าใจในเจตนาว่าเมื่อสภา ให้ความเห็นชอบต่อ พ.ร.บ. งบประมาณแล้วการโอนเปลี่ยนแปลงใด ๆ ควรจะอยู่ในการ รับทราบ รับรู้ของสภาด้วย ไม่ควรที่จะไปเปลี่ยนแปลงจนกระทั่งมีนัยสำคัญ จนกระทั่ง เรียกว่าเปลี่ยนเป็นหนังคนละม้วนจากที่สภาได้ผ่านความเห็นชอบ ซึ่งใน ๒ จุดนี้ รับทราบ แล้วก็ต้องกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง แต่ยืนยันอย่างแรกการดำเนินการนี้ ในเรื่องของ การเปลี่ยนแปลงหากจะเกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลง แต่หาก จะเกิดขึ้นต้องเป็นไปตามกฎหมาย แล้วก็เป็นไปตาม พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ. ว่าด้วย วิธีการงบประมาณ พ.ร.บ. ว่าด้วยวินัยทางการเงินการคลังของรัฐ และกฎหมายอื่น ๆ กระบวนการซึ่งเขียนอยู่ในมาตรา ๕ ที่ท่านสมาชิกได้มีข้อซักถามก็เป็นไปตามมาตรา ๑๙ ของ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ไม่ได้มีอะไรผิดแปลก และอย่างที่ ๒ ที่ต้องเรียนต่อที่ประชุมนี้ ก็คือไม่ใช่ว่าฝ่ายบริหารหรือสำนักงบประมาณจะทำอะไรก็ได้ จะเปลี่ยนแปลงอะไรก็ได้ จะโอนอย่างไรก็ได้ทุกอย่างอยู่ภายใต้กฎหมายที่กำหนดแล้วก็กำกับไว้ทั้งสิ้น ในส่วน ความเห็นของท่านจุติ ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่าขอบพระคุณ แต่อย่างไรก็ตามกลไก ในการร่างพระราชบัญญัติงบประมาณเราก็มีแนววิธีปฏิบัติของเรามาอย่างยาวนาน ซึ่งมาตรา ๕ นี้ ในแต่ละปี ๆ ก็ไม่ได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ส่วนกลไกในการติดตาม ตรวจสอบต้องกราบขอบพระคุณแล้วก็ขอฝากกับทางสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ เพราะเราก็มี ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เราก็มีกลไกในการติดตามกำกับ ยกตัวอย่างเช่น คณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามงบประมาณ ซึ่งก็เป็นคณะกรรมาธิการ ที่มีศักยภาพ แล้วก็สามารถติดตามในเรื่องของการโอนเปลี่ยนแปลงในการแก้ไขงบประมาณ ในเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณทุกบาททุกสตางค์ได้อย่างครบถ้วนอยู่แล้ว ๒. ก็คือกลไก ในเรื่องของการดำเนินการต่าง ๆ ผมเชื่อว่าเรามีช่องทางมากมายในฐานะสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรในการที่จะติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ สูงสุด แล้วก็เกิดประสิทธิผลตามที่ท่านสมาชิกได้ให้ความเห็นชอบไว้ เพราะฉะนั้นต้องเรียน ผ่านท่านประธานไปยังท่านสมาชิกทุกท่าน กรรมาธิการเสียงข้างมากยืนยันในร่างเดิม ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีในฐานะกรรมาธิการ ท่านกรรมาธิการ แล้วก็ท่านสมาชิกที่สงวนความเห็น ยังติดใจหรือไม่ ท่านเรืองไกรเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ผม เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการ จริง ๆ เรื่องนี้เราก็ทำกันมาหลายปี แต่เมื่อปีที่ผ่านมา เกิดตัวอย่างคดีเรื่องงบแปรญัตติในศาลฎีกานักการเมืองลงไปแล้ว ๒ คดี เพราะไป เปลี่ยนแปลงงบประมาณนี่ล่ะ งบที่ต่ำกว่า ๑๐ ล้านบาท ไม่มีรายละเอียดในชั้นแปรญัตติ โดนไปแล้วก็คงจะไปอุทธรณ์ แล้วก็ที่สำคัญศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ก็ให้หลักการของมาตรา ๑๔๔ ไว้ ซึ่งผมก็รอดูว่าคำวินิจฉัยฉบับเต็มจะออกมาเมื่อไร แล้วก็ คงจะเป็นผู้ที่จะไปซื้อปากกามาร้องในรายละเอียด เรื่องนี้เป็นข้อกฎหมายที่เราเข้าใจกันมา อย่างหนึ่ง แต่ศาลท่านตัดสินในชั้นสุดท้ายไปอีกอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นผมจึงยังขอสงวน ให้มีการลงมติ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ในเมื่อมีท่านกรรมาธิการ แล้วก็ท่านสมาชิกยังติดใจและได้สงวนความเห็นไว้ก็ต้องถามมติ ในที่ประชุม ก่อนจะถามมติก็ขอเชิญท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกตรวจสอบองค์ประชุมครับ
(นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ท่านสมาชิก เข้ามาแล้วเสียบบัตรแสดงตนนะครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
สภาผู้แทน ราษฎรขอยินดีต้อนรับคณะผู้เข้าร่วมกิจกรรมเยี่ยมชมรัฐสภา ๓๖๐ องศา เรียนรู้ระบบงาน รัฐสภากับประธานคณะกรรมาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ซึ่งจัดโดย สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับมูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ ประจำประเทศไทย ขอยินดีต้อนรับ ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกเสียบบัตรแสดงตนครบแล้ว ผมขอปิดการแสดงตน เชิญเจ้าหน้าที่แสดงผล จำนวนผู้เข้าร่วมประชุม ๓๗๒ คน
ครบองค์ ประชุมนะครับ
ท่านประธานครับ
เชิญครับ ท่านประธานวิปฝ่ายค้าน
ขอบคุณท่านประธาน ผม ปกรณ์วุฒิ ท่านประธานก่อนจะมีการลงมติเพื่อความชัดเจนผมก็อยากจะทราบ เพราะเมื่อสักครู่นี้มีทั้งกรรมาธิการที่สงวนความเห็น แล้วก็ท่านสมาชิกที่แปรญัตติว่า สิ่งที่เรากำลังลงมติกันเป็นการลงมติตามคำสงวนหรือคำแปรของท่านใดบ้าง ท่านเรืองไกร ได้บอกไว้แล้วว่าท่านติดใจ ก็เลยอยากจะทราบว่าทางท่านจุติได้ติดใจด้วยหรือไม่ ขอบคุณครับ
ท่านจุติ เป็นอย่างไรครับ เชิญครับ
ติดใจครับท่านประธาน
ก็มีท่านกรรมาธิการ แล้วก็ท่านสมาชิกผู้แปรญัตติที่สงวนคำแปรญัตตินั้นยังติดใจ ผมก็จะถามที่ประชุม ผู้เข้าร่วมประชุมครบองค์ประชุมแล้วต่อไปผมจะขอถามมติว่า ท่านสมาชิกเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก นั่นก็คือให้คงไว้ตามร่างเดิม โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการที่สงวนความเห็นและผู้แปรญัตติ ที่สงวนคำแปรญัตติ โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญลงมติได้ครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ท่านใด เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากคือให้คงไว้ตามร่างเดิมกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านใด ที่เห็นกับกรรมาธิการที่สงวนความเห็นและผู้แปรญัตติสงวนคำแปรญัตติกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่มงดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ ท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิ ขอเชิญออกเสียงลงคะแนน ท่านลงคะแนนครบถ้วนกันหรือยัง มีท่านใดยังไม่ใช้สิทธิบ้าง ถ้าไม่มีท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิลงคะแนนผมขอปิดการลงคะแนน เชิญเจ้าหน้าที่แสดงผล จำนวนผู้ลงมติ ๔๕๕ คน เห็นด้วย ๒๕๔ คน ไม่เห็นด้วย ๑๓๗ คน งดออกเสียง ๖๓ คน ไม่ลงคะแนน ๑ คนครับ
เป็นอันว่า ที่ประชุมให้ความเห็นชอบตามคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากก็คือให้คงไว้ตามร่างเดิม ต่อไป ขอเชิญท่านเลขาธิการมาตราต่อไป เชิญครับ
หมวด ๒ งบประมาณรายจ่ายงบกลาง ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๖ งบกลาง มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น ผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ
มีท่านกรรมาธิการได้สงวนความเห็น ขอเชิญท่านแรกเลยครับ ท่านกรรมาธิการที่ได้ สงวนความเห็นไว้ เชิญท่านเรืองไกรครับ
ท่านประธาน ผม เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการผู้สงวนความเห็น ต่อเนื่องจากมาตรา ๕ แล้วก็อันนี้เป็นเรื่องที่อาจจะ ทำให้ท่านสมาชิกฟังแล้วไม่ค่อยสบายใจ แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องกล่าวถึงผมขอสงวนความเห็น ในเรื่องการปรับลดงบประมาณ มาตรา ๖ ในรายจ่ายงบกลาง (๕) ค่าใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ ๒๕,๐๐๐ แล้วก็เงินสำรองฉุกเฉิน ๑๐,๐๐๐ ๒ ยอดนี้คือ ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท เป็นตัวเลข ที่มาจากปี ๒๕๖๘
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ลงมติ เมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๗ ให้โอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณในชั้นที่พิจารณาอยู่ของ สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ๕ แบงก์ รวมแล้วลดจากมาตรา ๒๙ แล้วเอาไปไว้ในงบกลาง ด้วยจำนวนเท่ากันคือ ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่ในขณะที่เราพิจารณาชั้นกรรมาธิการปี ๒๕๖๙ ผมถามรัฐวิสาหกิจที่ของบประมาณเขาตอบเป็นหนังสือว่าในการโอนเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ ปรับลดนะครับโอนเปลี่ยนแปลง ทั้ง ๒ หน่วยไม่รู้เรื่องเลย เมื่อไม่รู้เรื่องมันก็กลายเป็น การกระทำที่เข้าข่ายมาตรา ๑๔๔ วรรคสาม คือเป็นการกระทำของคณะรัฐมนตรีไม่ใช่ ของคณะกรรมาธิการ แต่เมื่อคณะรัฐมนตรีเสนอเข้าสู่คณะกรรมาธิการปีที่แล้วตามรายงาน การประชุม ครั้งที่ ๓๘ คณะกรรมาธิการ ๗๒ ท่าน โดยเสียงข้างมากก็เห็นด้วย แล้วก็ ไปลงมติในวาระที่สามเห็นชอบอีก ต่อมาวุฒิสภาอีกประมาณ ๑๗๐ กว่าคน ก็เห็นชอบ ตามไปด้วย ท่านประธานดูเหมือนจะไม่มีปัญหาแต่ก็เกิดปัญหาขึ้นมาเนื่องจากขออนุญาต เอ่ยนาม พรรคฝ่ายค้าน จำนวน ๑๒๑ คน ยื่นคำร้องว่างบปี ๒๕๖๘ กับปี ๒๕๖๙ ไม่ชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๔๔ ศาลรับวินิจฉัยเฉพาะปี ๒๕๖๙ ไม่วินิจฉัยปี ๒๕๖๘ แต่ในคำวินิจฉัยของศาลปี ๒๕๖๙ นั้น ตามข่าวที่แถลงออกมาโยงไปถึงงบปี ๒๕๖๘ ด้วย ในเรื่องงบของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเรามาปรับลดปี ๒๕๖๙ ออก ด้วยคะแนนเสียงองค์ประชุม ๔๘ คน เห็นด้วยกัน ๔๕ คน นั่นก็คือทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน เห็นด้วยกันหมดให้ตัดออก แต่ศาลรัฐธรรมนูญยังวินิจฉัยให้ท่านรองประธานคนก่อน พ้นจากตำแหน่งตัดสิทธิที่สมัครรับเลือกตั้ง ๑๐ ปี ตรงนี้เป็นประเด็นท่านประธาน ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับปี ๒๕๖๘ ก็จริง แต่ความผิดหรือจะเป็นความผิดตามมาตรา ๑๔๔ ของงบปี ๒๕๖๘ ยังมี ป.ป.ช. ซึ่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ สส. สว. รัฐมนตรี ถูกร้องได้ ๒ ศาล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๕ (๑) (๒) (๑) คืออะไร (๑) คือถูกร้องเรื่องฝ่าฝืนจริยธรรม ขึ้นศาลฎีกาศาลเดียว องค์คณะ ๕ ท่าน จบข่าว เอกสารผมเตรียมเรื่องนี้เป็นปึก ผมไม่อยากให้ขึ้นสไลด์เพราะว่าขึ้นสไลด์ อย่างไรท่านก็อ่านไม่ทัน ผมพับมาหมด รายชื่อทุกคนเตรียมขึ้นหมด ผมรอคำวินิจฉัยเท่านั้น แล้วอีกเรื่องหนึ่ง มาตรา ๒๓๕ (๒) ท่านประธาน ไปศาลฎีกานักการเมือง แล้วศาลฎีกา นักการเมืองมี ๒ ชั้น องค์คณะชั้นละ ๙ ท่าน มีตัวอย่างอย่างที่ผมกราบเรียนท่านประธาน แล้วก็ท่านสมาชิก จะเรียกว่าท่านลูกค้าหรือเปล่ายังไม่แน่ใจ แต่ว่าเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏ เมื่อมีคำวินิจฉัยของศาลซึ่งเป็นเด็ดขาดและผูกพันก็คงต้องให้สิ้นกระแสความ ก็คงจะต้อง ทำหน้าที่ในฐานะประชาชนคนหนึ่งซึ่งร้องไปที่ ป.ป.ช. ได้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมถึงโยง ตัวเลข ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท มาจากของปี ๒๕๖๘ ซึ่งปี ๒๕๖๘ จะมี ๒ เรื่อง ที่เป็นประเด็น ติดต่อกันไปยังศาลฎีกากับศาลฎีกานักการเมือง ก็คืองบแปรญัตติสำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรที่พรรคฝ่ายค้านยื่นไปนั่นล่ะ ผมได้คำร้อง ได้รายชื่อครบหมดแล้วแม้ท่าน จะไม่ได้ให้ผมแต่ผมก็หาจนได้แล้ว คำแถลงของเจ้าหน้าที่ ๗-๘ ท่าน ผมก็ได้ครบหมดแล้ว อันนี้มันก็จะเป็น ๒ ประเด็นคือ ๑. มีการโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณโดยขัดมาตรา ๑๔๔ หรือไม่ ๒. มีงบแปรญัตติซึ่งศาลวินิจฉัยปี ๒๕๖๙ ว่าไม่ชอบไปแล้ว เพราะฉะนั้น ปี ๒๕๖๘ ก็ไม่น่าจะรอดแต่ไม่ใช่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ น่าจะเป็นศาลที่ ป.ป.ช. จะดำเนินการ ตามมาตรา ๒๓๔ แล้วส่งไปตามมาตรา ๒๓๕ นี่คือเหตุผลที่ผมตัด ขอปรับลดเมื่อชดเชย แล้วก็ให้ท่านประธานและสมาชิกได้เรียนรู้ข้อกฎหมายซึ่งเราถามมาทุกปีในคณะกรรมาธิการ เราถามสำนักงบประมาณ เราถามเลขาศาลรัฐธรรมนูญเขาบอกไม่เกิดเคส ไม่เกิดอะไร แต่ปี ๒ ปีนี้มันเกิดแล้ว ศาลฎีกานักการเมืองเกิด ๒ คดี ศาลรัฐธรรมนูญเกิดไปแล้ว ๑ คดี แต่ศาลฎีกาแผนกคดีจริยธรรมกำลังจะเกิดมา แล้วกี่คนก็คงติดตามได้จากข่าวทั่ว ๆ ไป นี่คือสรุปเหตุผลที่ผมขอปรับลดงบประมาณครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านศิริกัญญา ตันสกุล ครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ศิริกัญญา ตันสกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สำหรับมาตรา ๖ งบกลาง ขอปรับลดเหลือ ๖๒๗,๙๖๘ ล้านบาทเศษ หรือว่าปรับลด ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ซึ่งจริง ๆ แล้วสาเหตุที่มี การปรับลดงบกลาง เนื่องจากว่าการเบิกจ่ายงบในส่วนของเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินจำเป็น ที่อาจจะไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย รวมไปถึงมีการโยกโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณในส่วนนี้ เพื่อไปชำระหนี้อื่น ๆ ที่อาจจะตั้งงบประมาณไว้ไม่เพียงพอ ดิฉันขอเล่าเริ่มต้นจากเรื่องนี้ แล้วกันท่านประธาน เรื่องของเงินชดใช้เงินคงคลัง ปีนี้เงินชดใช้เงินคงคลังเป็นรายการ ที่เพิ่มขึ้นมา ๑๒๓,๕๔๑ ล้านบาท ต้องถือว่าปีนี้เป็นปีที่เราตั้งงบชดใช้เงินคงคลังสูงที่สุด เป็นประวัติการณ์ เกิดมาไม่เคยเจอ ไม่เคยพบเคยเจอที่ตั้งเงินชดใช้เงินคงคลังสูงขนาดนี้ แต่ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของงบประมาณก็ใกล้เคียงกับปี ๒๕๖๗ ที่มีการตั้งเงินชดใช้ เงินคงคลังเอาไว้ ๑๑๘,๐๐๐ ล้านบาทเศษ แต่นั่นเป็นเงินชดใช้การใช้เงินคงคลัง ๒ ปีงบประมาณค่ะท่านประธาน ปี ๒๕๖๕ กับปี ๒๕๖๖ แต่ของปี ๒๕๖๙ ที่เราตั้ง ๑๒๓,๐๐๐ ล้านบาท ตั้งไว้สำหรับปี ๒๕๖๗ ปีเดียว เท่ากับปี ๒๕๖๗ เราใช้งบประมาณไป ๓.๘ ล้านล้านกว่าบาท ไม่ได้ใช้แค่เท่าที่ทางสภา ได้อนุมัติไป แล้วที่ต้องใช้เงินคงคลังก็เกิดมาจากว่าตั้งไว้ไม่พอ แต่ปกติตั้งไว้ไม่พอ ก็ไปใช้งบกลางเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็นนี่ล่ะ แต่เงินสำรองก็ไม่พออีก ปี ๒๕๖๗ ใช้เก่งมาก ใช้เหลือ ๖๕๐ ล้านบาท จากที่สภาอนุมัติไปเกือบ ๆ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มาดูว่าใช้อะไรบ้าง ชำระดอกเบี้ยเกือบ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท บำนาญข้าราชการอีก ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท งบบุคลากร เงินเดือน พนักงานก็ตั้ง ๑๗,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานดูแต่ละอันมันเป็นรายการที่ต้องคำนวณ ล่วงหน้าได้อยู่แล้ว แต่มันเกิดการตั้งใจที่จะตั้งไว้ให้ต่ำกว่าความเป็นจริงแล้วค่อยไปอาศัย เงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็นในอนาคตแทน แล้วพอปีไหนที่มันตึงมือมาก ๆ อย่างเช่น ปี ๒๕๖๗ ที่จะต้องใช้เงินส่วนหนึ่งไปใช้กับโครงการแจกเงินหมื่นให้กับกลุ่มเปราะบาง ก็เลยตึงมือขนาดที่ต้องไปใช้เงินคงคลัง ซึ่งเป็นเก๊ะสุดท้ายแล้วที่เราจะเอามาใช้ได้ แต่ว่าพอใช้ ก็ต้องมาตั้งงบใช้คืน ปีนี้ก็มีแนวโน้มที่จะเกิดเหตุการณ์ใกล้เคียงกันอีกค่ะท่านประธาน ดิฉัน ก็พูดทุกปีแต่ว่าก็ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ไปดูดอกเบี้ยกัน ดอกเบี้ยก็ตั้งไว้ต่ำกว่า ที่เคยตั้งไว้ในแผนการคลังระยะปานกลาง จากเดิมที่จะต้องใช้คืนตัวดอกเบี้ยประมาณ เกือบ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ปีนี้ก็ตั้งชดใช้ดอกเบี้ยเพียงแค่ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ลองดูตัวสีเหลือง ๆ จะเป็นส่วนที่ปรากฏตามร่างงบประมาณ จะเห็นว่าต่ำกว่าสีเทา ๆ ที่เคยตั้งไว้ในแผนการคลังระยะปานกลาง จริง ๆ ดอกเบี้ยต่อรายได้ของรัฐบาลควรจะต้อง ทะลุ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ไปนานมากแล้ว เพียงแต่ว่ามีการ Delay หรือว่าชะลอไม่ให้ถึงสักที แต่ปีนี้ก็คิดว่าสุดท้ายอย่างไรก็คงจะต้องมีการชำระดอกเบี้ยเพิ่มเติม ถึงแม้ว่าทาง สำนักงบประมาณเอง กระทรวงการคลังเองก็จะบอกว่าลุ้นดอกเบี้ยลดลงในอนาคตและ เดี๋ยวการงบประมาณที่จะต้องใช้ในการชำระดอกเบี้ยต้องลดลงตาม แต่ดิฉันก็คิดว่าอย่างไร ไม่น่าจะเพียงพอก็คงจะต้องมาใช้เงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็นอีกแล้วหรือไม่ก็ต้องใช้ เงินคงคลัง อีกรายการหนึ่งที่เป็นแบบนี้มาทุก ๆ ปี ขออภัยที่สีไม่ชัด ก็คือ เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญข้าราชการกับค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ ท่านประธานดูเส้นประคือเส้นที่เบิกจ่าย จริง เส้นข้างล่างเส้นทึบคือเส้นที่เป็นงบตาม พ.ร.บ. จะเห็นว่าตั้งไว้ไม่เคยพอเลย สักปีหนึ่งตั้งแต่ที่เรามา ตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ แล้วก็ยิ่งถ่าง นับวันก็ยิ่งถ่าง ๆ ออกไป จากปี ๒๕๖๗ ที่เมื่อสักครู่เล่าแล้วว่าต้องใช้เงินคงคลังประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๘ เดี๋ยวก็ดูทรง น่าจะต้องใช้เงินคงคลังอีก ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ปี ๒๕๖๙ ยิ่งแล้วใหญ่เลยตั้งต่ำกว่า ที่เป็นคำขอเอาไว้ถึง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทท่านประธาน ของอย่างนี้มันคำนวณได้อยู่แล้วว่า จะต้องมีข้าราชการที่เกษียณกี่คนต่อปี มันไม่มีทางผิดพลาดกันได้มากขนาดนี้จากที่ทาง กรมบัญชีกลางขอมา อันนี้เป็นความตั้งใจ ส่วนค่ารักษาพยาบาลข้าราชการก็จะเห็นว่า ได้เริ่มมีการปรับเพิ่มขึ้นแล้ว เพียงแต่ว่าก็ยังไม่ทันกับการเจริญเติบโตของค่ารักษาพยาบาล ของข้าราชการอยู่ดี ๒ Item นี้รวมกันก็คือน่าจะต้องใช้งบกลางไปแล้ว ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ท่านประธานคือมันไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องไปใช้เงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็นในรายการที่เรา สามารถที่จะคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าได้ แบบนี้มันไม่ได้ตั้งไว้ งบกลางเงินสำรองไม่ได้ตั้งไว้ เพื่อเอาไว้ใช้ในงบที่มันตั้งใจตั้งขาดค่ะท่านประธาน มี Item หนึ่งที่น่าสนใจก็คือค่า K ค่า K คืออะไร ค่า K ก็คือเงินชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้าง ก็คือเวลาที่บริษัทรับเหมาก่อสร้างต่าง ๆ รับงานไปแล้วมีความผันผวนของราคาวัสดุก่อสร้างก็คือ อิฐ หิน ปูน ทราย ที่มันขึ้นกันรายวัน ก็อาจจำเป็นที่จะต้องมีการชดเชยค่าก่อสร้างเพิ่มเติม ค่า K ค้างจ่ายกับทางบริษัทรับเหมา ๓,๐๐๐ ล้านบาทแล้วท่านประธาน แต่ตั้งงบไว้ปีละ ๙๖๐ ล้านบาท แล้วเมื่อไรจะใช้หมด แน่นอนท่านอาจจะบอกว่าเดี๋ยวก็ไปใช้เงินเหลือจ่ายของหน่วยงานก่อน หรือไปใช้เงินนอก งบประมาณก่อน แต่ว่ามันเริ่มเป็นการที่ดินพอกหางหมูขึ้นเรื่อย ๆ ล่าสุดที่ Check ตัวค้างจ่ายเพิ่มขึ้นเป็น ๓,๕๐๐ ล้านบาทแล้ว เมื่อสักครู่ทางท่านศุภณัฐก็มีการพูดถึงการที่ เราอยากที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมของผู้รับเหมาก่อสร้าง แล้วเราก็รู้ว่ามีการล้มหายตายจาก กันไปเยอะจากการที่ขาดสภาพคล่อง แล้วดูรัฐบาลทำตั้งไว้แบบนี้แล้วผู้รับเหมาจะอยู่กันได้ อย่างไร ดังนั้นมันอาจจะฟังดูประหลาดแต่ดิฉันไม่อยากให้มีการตั้งงบกลางเงินสำรองใช้จ่าย ฉุกเฉินจำเป็นเพียงแค่มาโปะในส่วนของงบที่ขาด ปี ๒๕๖๗ อย่างที่บอก อย่างที่เล่าไปว่า ใช้หมดจนหยดสุดท้าย รีดสุดท้ายแล้วเหลืออยู่แค่ ๖๐๐ ล้านบาท แต่ปี ๒๕๖๘ ปีนี้ตั้งไว้ ๙๖,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่งใช้ไปได้แค่ประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นเอง ก็ยังเหลืออีก ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็อาจจะเกิดจากการที่กั๊กเอาไว้ในไตรมาสสุดท้ายเผื่อจะต้องไปใช้จ่าย ชำระหนี้อะไรต่าง ๆ หรือไม่ แต่ถ้าไม่ใช่เราก็เห็นถึงประสิทธิภาพของการเบิกจ่ายเงินสำรอง ใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็น ส่วนหน้าสุดท้ายท้ายสุดก็คือปี ๒๕๖๘ ปีนี้มันมีงบกลางก้อนที่เป็น การช่วยเหลือภัยแล้งแล้วเราพบว่ามันมีข้อพิรุธว่ามีการจัดสรรงบกลางเงินสำรองใช้จ่าย ฉุกเฉินจำเป็นเพื่อช่วยเหลือภัยแล้งในลักษณะที่ค่อนข้างจะเอนเอียงไปทางพรรค แกนนำรัฐบาล ซึ่งอันนี้จะเป็นท่านอิทธิพลได้อภิปรายไปแล้วในวาระที่หนึ่ง หลังจากนั้น สำนักงบประมาณก็ร่อนหนังสือให้ทุกหน่วยงานทบทวนโครงการนี้ แต่ ณ วันนี้ต้องบอกว่า ทบทวนเสร็จแล้วอยากจะลองตั้งงบยื่นเข้ามากันอีกสักรอบหนึ่ง แต่เราก็ปรับลดจาก ๗,๔๐๐ ล้านบาท เหลือ ๒,๑๐๘ ล้านบาท ก็นับว่าใจกล้ามากเพราะว่าเรื่องนี้อยู่ในการสอบ ของ ป.ป.ช. อยู่ด้วย ก็ขอให้รอบนี้ ๒,๑๐๘ ล้านบาท มีการกระจายตัวที่ไม่กระจุกอยู่ที่ พรรคใดพรรคหนึ่ง พรรคร่วมรัฐบาลใดพรรคร่วมรัฐบาลหนึ่ง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ให้กับพี่น้องประชาชนประสบความสำเร็จ ท่านประธานขอบคุณค่ะ
ท่านกรรมาธิการที่สงวนความเห็นใช้สิทธิครบแล้ว ต่อไปจะเป็นท่านสมาชิกที่ได้สงวน คำแปรญัตติมีอยู่ ๒ ท่าน เนื่องจากมาตรานี้มีการแก้ไขท่านสมาชิกที่ไม่ได้สงวนความเห็นนั้น ก็สามารถใช้สิทธิได้ ต่อไปเชิญท่านปทิดา ตันติรัตนานนท์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ปทิดา ตันติรัตนานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ เขต ๘ พรรคภูมิใจไทย ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๙ มาตรา ๖ งบกลาง ถูกตั้งไว้ ๖๓๒,๙๖๘.๘ ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ ๑๖.๗ ของวงเงิน งบประมาณทั้งหมด ดิฉันได้แปรญัตติปรับลดลงไป ๔ เปอร์เซ็นต์ท่านประธาน เนื่องจาก เห็นว่าการใช้งบกลางที่ผ่านมามีความล่าช้าแล้วก็ไม่สามารถเยียวยาปัญหาความเดือดร้อนได้ ในทันที เช่น เมื่อเกิดอุทกภัยขึ้นในจังหวัดเชียงราย หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์ความไม่สงบ ชายแดนไทย-กัมพูชา ดิฉันขอสอบถามไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๙ ว่าที่ได้มีการเพิ่มวงเงิน งบประมาณงบกลางอีก ๑,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อจะรองรับปัญหาที่ดิฉันจะได้พูดถึงต่อไปนี้ หรือไม่ ดิฉันเชื่อว่าทุกคนทราบดีว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับงบกลางมากเพียงใด เพื่อจะจัด งบกลางเป็นเสมือนเงินติดกระเป๋าเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉินจำเป็น สามารถนำมาใช้แก้ปัญหา เฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็วแล้วก็เป็นธรรม แต่ถ้าหากมองลึกลงไปกว่านั้นท่านประธาน ดิฉันคิดว่างบกลางไม่ควรจะเป็นเพียงเงินที่นอนรอการใช้เมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น หรือว่า เมื่อเกิดเรื่องราวที่ไม่ปกติขึ้น แต่ควรเป็นงบที่ได้รับการวางแผนเพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่สงบ ทั้งหลาย หรือเพื่อใช้แก้ไขปัญหาไม่ให้ลามไปมากขึ้นกว่าเดิม จากสถานการณ์ความไม่สงบ ชายแดนไทย-กัมพูชา เราทราบข่าวกันมาตลอดท่านประธาน ดิฉันอยากเป็นส่วนในการ กระตุ้นให้รัฐบาลได้ตระหนักถึงปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่แม้ในขณะนี้เราจะเห็นว่าเรามีการเจรจาไปแล้วแต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะยุติลงไปแบบไหน นี่คือเวลาของการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนในเชิงรุกให้มีมากขึ้นในรูปแบบที่อาจจะ ไม่เหมือนเดิม นั่นคือการนำงบกลางไปใช้เพื่อแก้ปัญหาและเตรียมความพร้อมสำหรับ สถานการณ์ที่เราไม่พึงประสงค์ ถ้าหากใครจะถามว่าทำไมต้องเป็นงบกลาง ก็อย่างที่เรา รู้กันอยู่ในขณะนี้ว่าเรากำลังจะผ่านวาระที่สอง วาระที่สามของงบประมาณปี ๒๕๖๙ ในอีกไม่กี่วันนี้ หลายกระทรวงแล้วก็หลายหน่วยงานได้วางแผนจัดการงบประมาณไป เรียบร้อยหมดแล้ว และแน่นอนว่าคงจะเป็นการช้ามากเกินไปถ้าเราจะต้องไปตั้งงบประมาณ เพื่อแก้ไขปัญหานี้ในงบประมาณปี ๒๕๗๐ การบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนอีสานใต้ ครั้งเมื่อเกิดเหตุการณ์ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๘ เราได้เห็นการบริหารการจัดการ ที่ไม่พร้อมหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ที่อพยพ การบูรณาการของแต่ละกระทรวง ก็ไม่สามารถที่จะสอดคล้องกันไปได้ จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาถึงแม้ว่าเราจะได้รับการอนุมัติ งบกลางไปยังจังหวัดที่ประสบเหตุจังหวัดละ ๑๐๐ ล้านบาท ก็ทำให้เห็นว่าการเบิกจ่าย เงินงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาเป็นไปในรูปแบบที่อาจจะยังไม่มีความชัดเจน หลายจุดไม่ได้ มีการเบิกเงินงบประมาณและอีกหลายจุดก็ไม่สามารถเบิกเงินได้ทันตามเวลา ถ้าเราไม่ได้ คนไทยที่ใจดีกันทั่วสารทิศที่ส่งของกันมาบริจาค มาช่วยเหลือ หรือแม้กระทั่งเป็นอาสาสมัคร ก็ดี ส่งโรงครัวมาช่วยก็ดี การกระจายข่าวก็ดี ดิฉันมั่นใจว่าปัญหาเราน่าจะมากกว่านี้แน่นอน จากปัญหาข้างต้นนี้สิ่งที่รัฐบาลต้องมีการเตรียมความพร้อมในเชิงรุก ซึ่งเชื่อมโยงไปถึง ข้อเสนอแนะที่ดิฉันอยากให้รีบดำเนินการอย่างเร่งด่วนโดยการใช้งบกลางคือ ในพื้นที่ ชายแดนไทย-กัมพูชา ควรจะมีการเตรียมความพร้อมด้านคน มีการพัฒนากำลังคน เพื่อรองรับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาและกำลังพลเหล่านั้นก็จะเป็นส่วนหนึ่ง ในการช่วยดูแลพี่น้องประชาชนได้ทันที
๒. การเตรียมความพร้อมด้านการวางแผนงาน ขั้นตอนการทำงานหรือ กระบวนการทำงาน เช่น เมื่อเกิดเหตุความไม่สงบตั้งแต่เริ่มแรก สถานที่ที่จะอพยพไป เรามีความพร้อมมากขนาดไหน ถ้าไม่พร้อมหน่วยงานไหนจะเข้าไปดูแล งบประมาณจะเบิก ได้จากส่วนไหน กระบวนการเบิกจ่ายเงินตั้งแต่เริ่มอพยพ ระหว่างอพยพ หรือแม้กระทั่ง อพยพไปแล้ว หรือว่าจะกลับบ้าน เราจะได้เงินเยียวยาจากส่วนไหนที่จะเข้ามาช่วยเหลือ ควรจะมีการวางขั้นตอนระยะเวลาการเบิกจ่ายเงินเพื่อให้เกิดความสะดวกแล้วก็ถูกต้อง ตามระเบียบ ก็จะทำให้ข้าราชการที่ปฏิบัติงานมีความสามารถที่จะทำงานได้อย่างถูกต้อง ตามระเบียบที่วางเอาไว้ แล้วก็ทำให้งานต่าง ๆ ไม่เกิดการสะดุดขึ้น
๓. การบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนอีสานใต้ของเรา ควรจะมีการพัฒนา ที่แตกต่างจากพื้นที่อื่นเพื่อให้ประชาชนเกิดความแข็งแรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสร้าง อาชีพที่แข็งแรงมากขึ้น สิ่งแวดล้อม ที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะที่พวกเราต้องการอย่างมาก ในตอนนี้คือหลุมหลบภัย ดิฉันอยากเห็นเงินจากงบกลางลงไปช่วยเหลือก่อสร้างหลุมหลบภัย ให้กับพี่น้องประชาชนควรจะต้องมีทุกหมู่บ้านในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง แล้วก็มีนโยบายที่จะ ตอบรับความต้องการของประชาชนได้ เพราะดิฉันเชื่อมั่นว่าการเตรียมความพร้อมตั้งแต่เริ่ม ย่อมนำไปสู่ความเข้มแข็งให้กับชุมชน ไม่ว่าเหตุการณ์จะเลวร้ายเพียงใดก็ตามท่านประธาน ตั้งแต่วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๘ จนถึงวันนี้เป็นเวลาร่วม ๒ สัปดาห์แล้ว ดิฉันแล้วก็พี่น้อง ตามแนวชายแดนเรายังไม่ได้รับข่าวคราวว่ารัฐบาลจะมีนโยบายช่วยเหลือพี่น้องชายแดน ที่เราอพยพได้อย่างไร เริ่มตั้งแต่ ชรบ. ที่ดูแลทรัพย์สินและบ้านเรือนของพี่น้องประชาชน ที่อยู่อย่างหวาดหวั่นมาหลายคืน ชาวบ้านที่บ้านเรือนได้รับความเสียหายจากลูกระเบิด ลูกปืน หรือจะเป็นลูกเล็กเด็กแดงที่จะต้องหยุดเรียน แม้กระทั่งชาวบ้านที่อพยพไร้บ้าน ไร้ที่อยู่ ไร้เงิน นอนไม่หลับตลอดระยะเวลาที่เราอยู่ในศูนย์อพยพ ดิฉันมั่นใจว่าพี่น้องที่ได้รับ ผลกระทบเหล่านี้ย่อมมีคำถามมากมายที่พวกเขาต้องการสอบถามจากรัฐบาล แน่ชัดแล้วว่าปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เราไม่รู้ว่าจะจบไปเมื่อไร อย่างไร เพราะฉะนั้น การเตรียมตัวรับความพร้อมไว้ตั้งแต่เริ่มต้นก็เป็นการเตรียมข้อปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อให้ เจ้าหน้าที่ แล้วก็หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติงานได้อย่างทันท่วงที เพราะท่ามกลาง ข่าวที่ไม่แน่นอนของเหตุการณ์ชายแดนอีสานใต้ ที่พวกเราก็อาจจะได้ยินไปอีกหลายวันค่ะ ท่านประธาน ท่ามกลางความวิตกกังวลที่ชาวบ้านต้องพบอยู่ตลอดเวลาดิฉันเกรงว่า เราอาจจะยังไม่ทันได้เรียนรู้แล้วก็เตรียมตัวให้ดีจากบทเรียนครั้งนี้ จนสุดท้ายอาจจะมีอะไร เกิดขึ้นโดยที่เราไม่สามารถคาดเดาได้ นั่นคือสิ่งที่ดิฉันมองว่างบกลางเป็นงบประมาณ ที่จำเป็น แล้วก็ควรจะต้องใช้อย่างมีประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน ขอบคุณค่ะท่านประธาน
ขอบคุณครับ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะผู้บริหารท่านสมาชิกสภาจากเทศบาลเมืองลำสามแก้ว อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ที่มาเข้าฟังการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ยินดีต้อนรับ ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ ๗ อำเภอนาทวี อำเภอสะบ้าย้อย ตำบลลำไพลของอำเภอเทพา ท่านประธานครับ มาตรา ๖ ถือว่าเป็นมาตราที่สำคัญ โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนก็ได้ยินบ่อยว่างบกลาง และเพื่อน สมาชิกหลายคนพอถึงเวลาวิกฤติเราก็จะนึกถึงงบกลาง และสิ่งที่เราตั้งความหวังไว้มากก็คือ หมายถึงเป็นเครื่องมือในงบประมาณของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ถือว่ามาตรานี้ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะฉะนั้นงบกลางที่ตั้งขึ้นมาเป็นงบสำรองครับท่านประธาน ไม่ระบุ หน่วยงาน ไม่ระบุรายละเอียดหรือแผนที่ชัดเจน เพราะฉะนั้นงบกลางไม่เข้าสู่กระบวนการ พิจารณาละเอียดจากคณะอนุกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณ พูดง่าย ๆ เป็นงบประมาณที่หยาบสุดแต่มีตัวเลขค่อนข้างสูง ท่านประธานในมาตรา ๖ งบประมาณ รายจ่ายซึ่งเป็นงบกลางในปีนี้ ปี ๒๕๖๙ ลดลง ลดลงอย่างมีนัยแต่มีตัวเลขค่อนข้างสูง ปีนี้ตั้งงบประมาณงบกลางไว้ ๖๓๓,๙๖๘ ล้านบาท คณะกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณ ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เป็นคณะกรรมาธิการ ปี ๒๕๖๙ ตัดงบประมาณไปแค่ ๑,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็นเท่าไร ๐.๑๕๘ เปอร์เซ็นต์ สรุปแล้วมีงบกลางที่กรรมาธิการตัดมาเหลือ ๖๓๒,๙๖๘ ล้านบาท ผมเองไม่ใช่คนใจร้ายท่านประธาน ตั้งตัดไว้ ๕ เปอร์เซ็นต์ ตัดไป ๕ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๖๑๓,๒๐๐ ล้านบาท ตัดไปเกือบ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทท่านประธาน ผมมีความสงสัยในการจัดทำงบประมาณประจำปีมานานแล้ว โดยเฉพาะในเรื่องของงบกลาง ก็เลยอยากจะถามท่านกรรมาธิการที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ ผมขอความเห็นของกรรมาธิการว่า งบประมาณ หมวด ๖ ส่วนงบกลางท่านเห็นเหมือนกับที่ผมเห็นหรือเปล่า ท่านประธาน ปรากฏว่างบกลางจะแบ่งเป็น ๑๒ หมวด ๑๒ หน่วยรับงบประมาณ เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่ผม ตั้งข้อสังเกตท่านประธาน ๑๒ หน่วย ๑๒ หมวด ที่เป็นหน่วยรับงบประมาณผมจะแยกเป็น ๓ กอง กองที่ ๑ กองที่ ๒ และกองที่ ๓
ในก้อนแรกผมจะไปดูกลุ่มที่ ๑ จริง ๆ แล้วผมไม่อยากอภิปรายเรื่องนี้มาก ๑. ก็คือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินและต้อนรับประมุขต่างประเทศ ๒. ค่าใช้จ่ายตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ งบประมาณ ๓,๕๐๐ ล้านบาท นี่คือกองที่ ๑ ที่อยู่ในงบกลางครับ
ในกองที่ ๒ ท่านประธาน ค่าใช้จ่ายเงินของราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบ ภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน น้ำท่วม ไฟไหม้ สงคราม อยู่ที่นี่ อันนี้ถูกต้อง ๒. ค่าใช้จ่ายเพื่อกระตุ้น เศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ อันนี้ก็ถูกต้อง ๓. เงินชดเชยทำงาน เกี่ยวกับสิ่งก่อสร้าง สุดท้ายท่านประธานเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปีนี้ก้อนที่ ๒ ๔ หน่วย เราตั้งงบประมาณไว้ ๑๒๘,๙๖๐ ล้านบาท ผมไม่ติดใจ ก้อนที่ ๑ ไม่ติดใจ กองที่ ๒ ไม่ติดใจ แต่ที่ติดใจกองที่ ๓ ท่านประธาน ท่านกรรมาธิการครับ
ก้อนที่ ๓ คือก้อนที่ผมสงสัยทุกครั้งในการลุกขึ้นอภิปราย มีทั้งหมด ๖ หน่วยงานท่านประธาน ฟังมาชัด ๆ ๑. ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง หน่วยงาน ของรัฐเอามากองไว้ที่งบกลาง ๙๔,๒๐๐ ล้านบาท มาดูหน่วยที่ ๒ เงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงานของรัฐ ๔,๘๔๐ ล้านบาท มาดูข้อที่ ๓ เงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินก้อนนี้ เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เป็นเงินก้อนมหาศาลคือ ๓๖๔,๒๘๘ ล้านบาท มาดูข้อที่ ๔ เงินเลื่อนเงินเดือนและเงินปรับวุฒิข้าราชการ ๑๓,๐๐๐ ล้านบาท ข้อที่ ๕ เงินสมทบลูกจ้าง ๓๒๐ ล้านบาท และสุดท้ายเป็นเงินสำรองเงินสมทบและเงินชดเชย ของข้าราชการ ๒๔,๘๖๐ ล้านบาท ท่านเห็นไหม ก้อนที่ ๑ ก้อนที่ ๒ ที่เป็นภารกิจของรัฐบาล ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ก้อนที่ ๓ ซึ่งเป็นก้อนลูกฝาก ๕๐๖,๗๒๘ ล้านบาท เพราะฉะนั้น ใครไปเห็นตัวเลขงบกลางก็ตกใจ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเองก็ตกใจ แต่พอเปิดมันมีลูกฝาก ฝากไว้ ๖ หน่วยงาน เป็นงบประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานเมื่อสักครู่ เพื่อนสมาชิกลุกขึ้นมา ก้อนที่ ๖ เงินเดือนข้าราชการ เบี้ยหวัดมันชัดเจนอยู่แล้ว ทำไมรัฐบาล ไม่ตั้งงบประมาณจ่ายให้โดยตรงไม่ต้องมาเป็นลูกฝาก ไม่ต้องเป็นกาฝากให้กับงบกลาง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ท่านประธานผมขอเสนอในเวลาสั้น ๆ ที่เหลือในกลุ่มที่ ๑ ๒ หน่วย ไม่ขอแตะ ส่วนในกลุ่มที่ ๓ ๔ หน่วยงานที่ผมเห็นด้วยให้งบประมาณที่มีค่าใช้จ่ายแน่นอน ในเรื่องค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ในกลุ่มที่ ๓ เหมือนที่ผมบอกเมื่อสักครู่โอนไปให้หน่วยงานเหล่านั้น ส่วนในกลุ่มที่ ๒ ๔ หน่วยงานที่ผมเห็นด้วยอันนี้พอรับได้ ผมเองเมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิก จากจังหวัดสุรินทร์ได้ลุกขึ้นอภิปรายปรากฏว่าเกิดภัยพิบัติที่จังหวัดเชียงราย หลังจากนั้น ที่จังหวัดสงขลาบ้านผม เดือนตุลาคม ๒๕๔๘ และปัจจุบันคือการปะทะที่กัมพูชา ขอเวลา นิดเดียว ท่านประธานรู้หรือไม่น้ำท่วมในจังหวัดสงขลาในรอบ ๓๖ ปี ปรากฏว่าหน่วยงาน ที่ลงไปแก้พื้นที่ก็คือ ปภ. สังกัดกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นตั้งงบประมาณขอจากงบกลาง กว่าจะได้เลือดตาแทบกระเด็น ผมก็เลยอยากจะฝากประเด็นสุดท้ายว่างบกลางในปี ๒๕๖๙ ฝนตก แดดออก น้ำท่วม ดินถล่ม ภัยสงครามหรือภัยอื่น ๆ ขอให้หน่วยชงที่จะของบกลาง จากคณะรัฐมนตรีเขียนให้ชัด และสำนักงบประมาณคนที่จะอนุมัติบอกหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน อย่าให้ข้าราชการทะเลาะกับประชาชน อย่าให้ประชาชนด่าข้าราชการและด่ารัฐบาล นี่คือสิ่งที่ผมฝากไว้ อย่าปล่อยให้งบกลางเป็นงบที่โดนทิ้ง โดนด่า โดนตำหนิในวันนี้ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ต่อไป ท่านวิทยา แก้วภราดัย ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย จากพรรครวมไทยสร้างชาติ ผมได้แปรญัตติตัดงบของงบประมาณ รายจ่ายงบกลางไว้ ก็คงเป็นคำถามที่จะสอบถามจากเพื่อนกรรมาธิการที่ทำหน้าที่แทน พวกเราทั้งสภาในการไปตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลในปีหน้า
เรื่องที่ ๑ ผมมีความเห็นเหมือนเพื่อนสมาชิกสุภาพสตรีฝ่ายค้านที่อภิปราย เป็นท่านแรก คือผมสงสัยเรื่องที่เราตั้งปี ๒๕๖๙ ว่าเราจะชดใช้เงินคงคลัง ๑๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งผมเข้าใจว่าเพื่อน ๆ ไปทำหน้าที่อยู่ ๒ เดือนเต็มด้วยความเหนื่อยยากคงมีคำตอบว่า ในปี ๒๕๖๘ ปีนี้ เราล้วงเงินคงคลังไปใช้อะไร ๑๒๕,๐๐๐ ล้านบาท และมีบทเรียนหรือยังว่า ปีหน้าจะไม่ล้วงอีก เพราะว่าถ้าเป็นการล้วงมาเพื่อจ่ายเงินเดือน จ่ายค่ารักษาพยาบาล จ่ายรายจ่ายที่เพื่อนสมาชิกพูด ๆ มาหลายคน ผมคิดว่าก็จะเป็นการกระทำงบประมาณที่ ไม่รอบคอบ ไม่ตั้งหลักให้เพียงพอ กลับมาต้องใช้ล้วงเงินคงคลัง ซึ่งเป็นความประมาทในการ ทำงบประมาณ
เรื่องที่ ๒ ที่ผมติดใจอยู่ แล้วก็คิดว่าอยากฟังความคิดเห็นจากคณะกรรมาธิการ ก็คือ ๑. ค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท เงินนี้ท่านประธานกับผมเป็นผู้แทนมาหลายสมัยจากต่างจังหวัด เหมือนกัน สิ่งที่เราตั้งใจมาในสภาก็คือสะท้อนความเดือดร้อนประชาชน ผมอยากเรียนถาม คณะกรรมาธิการว่าโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็ง ผมคงไม่เห็นเรื่อง ทำถนน ทำสะพาน ขอต่อตรงโน้นตรงนี้ เพราะว่าเราผู้แทนต่างจังหวัดทั้งหมดที่นั่งในนี้รู้ว่า วิกฤตที่เกิดขึ้นทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดปีนี้ท่านประธาน ท่านก็รู้ดีว่าผลผลิตทางการเกษตร ตกต่ำที่สุด ตั้งแต่ข้าว ยางพารา ลำไย เงาะ ทุเรียน มังคุด ระเนระนาดมาหมดทุกประเภท คราวนี้ถ้าเราจะมียุทธศาสตร์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็ง ผมก็อยาก เรียนถามกรรมาธิการพวกเรา ท่านมองยุทธศาสตร์ตรงนี้ไหมว่าทำอย่างไรราคาข้าวเกวียนละ ๔,๐๐๐ บาทขณะนี้ขยับขึ้นไปให้ได้ นี่คือการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ลำไย ที่กิโลกรัมละบาท และปลายฤดูแล้วขึ้นมาเท่าไรไม่รู้ทำอย่างไรให้เขายืนอยู่ได้ ผมคิดว่าอันนี้ น่าจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตรงที่สุด แล้วก็น่าจะมีผลมากที่สุด
เงินก้อนที่ ๒ ที่ผมต้องเรียนถามกับท่านเพื่อนสมาชิกก็คือเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ผมคิดว่าปัญหาประเทศชาติเรามีเรื่องหลัก ๆ ๒ เรื่อง ณ วันนี้ ๑. คือเรื่องเศรษฐกิจ เศรษฐกิจที่น่ากังวลคือเศรษฐกิจฐานราก เศรษฐกิจของเกษตรกร ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของประเทศทั้งหมด เรื่องที่ ๒ คือเรื่องความมั่นคง ปัญหาที่ถูกก่อกวน จากประเทศเพื่อนบ้าน ก็พูดตรง ๆ เขารู้กันหมดแล้วคือประเทศกัมพูชา ซึ่งหาเรื่องก่อกวน มาตลอด และเมื่อวานนี้ก็เพิ่งวางระเบิดเข้ามาอีกแล้ว ทหารของเราขาขาดไม่ใช่เรื่องเล็ก ผมเป็นคนที่เคยเจ็บปวดกับเรื่องการบาดเจ็บอย่างนี้มาในวัยหนุ่ม ผมรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะฉะนั้นผมคิดว่าความจำเป็นในการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน เพื่อนกรรมาธิการ มองเห็นไหมว่าเรามีเรื่องฉุกเฉิน ๒ เรื่อง เรื่องที่ ๑ คือผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ อันนี้ ประชาชน คนยากคนจนทั้งประเทศ กำลังซื้อจะกลับมาถ้าเรารู้จักใช้เงินฉุกเฉินหรือกระตุ้น เศรษฐกิจ แก้ปัญหาเศรษฐกิจลงไปถูกจุด เรื่องที่ ๒ ก็คือความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ ผมเคยอภิปรายตั้งแต่วาระแรกว่าวันที่ผมอภิปรายเริ่มเกิดกรณีพิพาทกับเขมร ผมเรียนไว้ แล้วว่าวันนั้นเรากำลังพิสูจน์ว่าเรามีทหารไว้ทำไม ผ่านมา ๒ เดือน เราพิสูจน์ได้แล้วว่า ทหารมีไว้ทำไม ขณะเดียวกันเรื่องใหญ่ที่เราต้องมีทหารไว้ทำไมก็คือเรื่องอธิปไตย ผมคิดว่า การสำรองจ่ายฉุกเฉินท่านต้องทำใจว่าสงครามยังไม่จบ แล้วปฏิเสธไม่ได้การรุกล้ำเข้ามาวางระเบิดในเขตประเทศเราเป็นการประกาศสงคราม กลาย ๆ เพราะฉะนั้นท่านต้องเตรียมรับมือกับเรื่องนี้ กับเงินที่สำรองไว้ สุดท้ายที่จะถามก็คือ งบต่าง ๆ ที่ผมพูดเมื่อสักครู่ ไม่ว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ค่าช่วยเหลือลูกจ้าง เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินเลื่อนเงินเดือน และเงินปรับวุฒิของข้าราชการ ท่านซักหรือยัง ตัวเลขที่ตั้งมาวันนี้เพียงพอ ไม่ใช่ปีหน้ามาล้วงเอาเงินคงคลังอีก แต่อย่างไรก็ตามผมต้องการ ทราบเงินคงคลังที่ตั้งชดเชยปีหน้า ๑๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เราใช้อะไรไปบ้าง เพื่อผมจะได้ กลับไปบอกกับประชาชนว่ารัฐบาลจำเป็นจริง ๆ จึงต้องล้วงกระป๋องออมสินลูกมาใช้กันครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดศรีสะเกษ งบประมาณรายจ่าย งบกลาง หรือที่เราคุ้นเคย หรือเรียกกันว่าเงินสำรองใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉิน สาเหตุที่เราต้องมีการตั้งงบประมาณรายจ่าย ตัวนี้ก็เนื่องจากว่าในความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและ Geopolitics เป็นเรื่องของการเมือง ในภูมิภาคมันทำให้เกิดความไม่แน่นอนหลายประการท่านประธาน ท่านก็คงเห็นว่า ในตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาเรามีปัญหาเรื่องภัยพิบัติตามที่ต่าง ๆ ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น เรื่องแผ่นดินไหวก็ดี เรื่องของน้ำท่วม ดินถล่ม ในทางภาคเหนือ การมีงบประมาณรายจ่าย งบกลางทำให้เราสามารถที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาได้อย่างทันท่วงที และชาวบ้านก็ได้รับความช่วยเหลือกันเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นกรณี ๙,๐๐๐ บาท ต่อครัวเรือนในภาคเหนือ ซึ่งก็ช่วยชาวบ้านได้เป็นอย่างมาก นอกจากปัญหาภัยพิบัติแล้ว มันก็ยังเกิดปัญหาในเรื่องของภาษีนำเข้าสหรัฐ ซึ่งพวกเราก็คงทราบดีถึงแม้ว่า Team Thailand จะเจรจาได้ที่ ๑๙ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็ถือว่าเป็นการเจรจาที่ได้ผลค่อนข้างดีมาก แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องมีของไปแลกเปลี่ยนให้กับสหรัฐเช่นเดียวกัน เราต้องเปิดตลาด สินค้าเกษตรจำนวนหนึ่งให้กับทางสหรัฐอเมริกา ซึ่งนั่นก็หมายความว่ามีพี่น้องเกษตรกร จำนวนไม่น้อยที่แต่เดิมเคยสินค้าได้ ผมเรียกว่าสินค้า X ก็แล้วกัน ได้ราคา ๑๐๐ บาท ต่อไป อาจจะขายได้แค่ ๗๐ บาท เนื่องจากว่าสินค้าบางตัว สินค้านำเข้าจะถูกกว่าเยอะ เกษตรกร โดยเฉพาะรายย่อยถ้าหากต้องขาดทุน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ก็คงจะอยู่ไม่ได้ รัฐบาลก็คง จะต้องมีการวางแผนแล้วก็นำเงินจำนวนนี้มาชดเชยให้กับเกษตรกรเพื่อที่เกษตรกร จะสามารถที่จะยังดำรงชีพอยู่ต่อไปได้ รวมทั้งต้องมีมาตรการในการที่จะให้ความช่วยเหลือ ในกรณีที่สินค้าบางตัวเราไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก มีสินค้า หลายตัวที่พวกเราก็เลิกปลูกไปแล้วอย่างเช่นในอดีตเราเคยปลูกปอกันเป็นล่ำเป็นสัน แต่ ๓๐ ปี ๔๐ ปีที่ผ่านมาในที่สุดก็ต้องเลิก เพราะว่าไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ การเปิดเสรี การเปิดภาษี ๐ นำเข้ามาในอัตรา ๐ ให้กับสินค้าการเกษตรสหรัฐบางส่วน ก็อาจจะทำให้เกษตรกรจำนวนหนึ่งจำเป็นต้องเลิกปลูกพืชบางชนิดไป ซึ่งผมคิดว่า รายละเอียดรัฐบาลก็คงจะมีรายละเอียดให้กับพ่อแม่พี่น้องชาวเกษตรกรในระยะเวลาอันใกล้ แต่เมื่อมีจำเป็นต้องเสียบางส่วนไปเพื่อที่รักษาส่วนใหญ่ไว้เราก็ต้องช่วยเหลือทำให้ อย่างน้อยที่สุดในปีนี้พ่อแม่พี่น้องเกษตรกรต้องไม่ขาดทุน แล้วต้องมีกำลัง ต้องมีการให้ ความช่วยเหลือที่เขาจะต้องหันไปปลูกอย่างอื่นที่จะสามารถดำรงชีพอยู่ได้ต่อไป ก็เป็น ความจำเป็นอีกส่วนหนึ่ง รวมทั้งพี่น้องที่เป็น SMEs บริษัทขนาดกลาง ขนาดย่อม ที่เมื่อมี การเปิดเสรีสินค้า ให้สินค้าสหรัฐเข้ามาก็อาจจะต้องหันไปประกอบกิจการอย่างอื่น เช่นเดียวกัน มาตรการความช่วยเหลือเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการให้ Soft Loan หรือจะเป็นเรื่องของ การช่วยเหลือในเรื่องเงินลงทุนเพื่อให้ไปประกอบธุรกิจอื่น ๆ หรือจะเป็นเรื่องของการชดเชย ในเรื่องของภาษีก็ตาม มาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ต้องใช้งบประมาณทั้งสิ้น และเป็นสิ่งที่ พวกเราไม่อาจคาดการณ์ได้ว่ารายละเอียดการเจรจาในท้ายที่สุดแล้วประเทศไทยเจรจา กับสหรัฐรายละเอียดจะเป็นอย่างไร เนื่องจากการเจรจาในเรื่องใหญ่ ๆ กับประเทศ ใหญ่ ๆ ที่มียอดเงินการค้าส่งออกระดับมากกว่า ๑ ล้านล้านบาท ระดับนำเข้าหลาย ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปกติก็ต้องใช้เวลานาน แล้วก็ต้องมีรายละเอียดค่อนข้างมาก การชดเชยที่ระบุแน่ชัดหรือตายตัวไปก่อนก็เป็นสิ่งที่ยากจะกระทำได้ การมีรายจ่ายงบกลาง ในส่วนนี้จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น แล้วก็มีปัญหาทางชายแดนที่มีพี่น้องประชาชนจำนวนมาก ต้องได้รับความยากลำบากจากการที่มีจรวดหรือมีระเบิดมาตกในบ้านเรือนพี่น้องประชาชน ทำให้ประชาชนบางส่วนเสียชีวิต บางส่วนบาดเจ็บ บางส่วนบ้านเรือนเสียหาย โรงพยาบาล สถานที่ต่าง ๆ ก็เสียหายเช่นเดียวกัน ส่วนนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่พวกเราไม่อาจจะคาดการณ์ ได้ว่าจะใช้เวลานานเท่าไร ถึงแม้เราจะอยากให้ปัญหาที่เรามีกรณีพิพาทกับกัมพูชาสามารถ ที่จะคลี่คลายในเวลาอันสั้น แต่เราก็ต้องเผื่อถ้าหากว่ามันจะยืดเยื้อเราก็ต้องเผื่อเอาไว้ ซึ่งก็จะต้องมีมาตรการการเยียวยาในรูปแบบต่าง ๆ ตามสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง Bunker หรือว่าสร้างสถานที่หลบภัยในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงกับที่อยู่ อาศัยของประชาชนตามแนวชายแดน ที่ผ่านมาเราค่อนข้างโชคดีที่ยังไม่มีเหตุการณ์รุนแรง เกิดขึ้นกับประชาชนเป็นวงกว้างแต่เราก็ประมาทไม่ได้ เพราะฉะนั้นมาตรการการสร้าง สถานที่หลบภัยในบริเวณที่ใกล้เคียงกับหมู่บ้าน ในบริเวณที่ใกล้เคียงกับตำบล เช่น ที่อิสราเอลมีอยู่ เวลาเกิดเรื่องขึ้นมาประชาชนจะมีแหล่งที่จะสามารถหลบภัยสงคราม หรือหลบภัยจากการโจมตีด้วยอาวุธระยะไกลจำเป็นที่จะต้องมี มาตรการเยียวยาต่าง ๆ มาตรการรักษาความปลอดภัยต่าง ๆ เหล่านี้ หรือแม้แต่ในเรื่องของการปรับปรุงอาวุธ ยุทโธปกรณ์ให้มีความทันสมัยและสามารถที่จะรับมือกับรูปแบบการรบที่แตกต่างไป ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Drone ที่มีความทันสมัยเพื่อลดความเสี่ยงของพี่น้องทหารที่จะต้องไป ตรวจกับระเบิดด้วยตนเอง การมี Drone การมีอุปกรณ์ที่ทันสมัย การมีอุปกรณ์ การมี ขีปนาวุธที่สามารถป้องกันการโจมตีด้วยอาวุธระยะไกลของประเทศอื่นก็เป็นสิ่งที่จะทำให้ ประชาชนและพี่น้องทหารมีความปลอดภัย ต่าง ๆ เหล่านี้จึงเป็นความจำเป็นที่จะต้องมี การกำหนดงบกลางไว้ในงบประมาณแห่งนี้ และหากว่าไม่เพียงพอเราก็อาจจะต้องมี งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ซึ่งผมคิดว่าก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เมื่อมีความจำเป็นในบางครั้ง เราอาจจะยอมให้มีการกู้ยืมเงินเพิ่มขึ้น แล้วถ้ามันจะใกล้เคียงกับ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คงจะ ไม่ใช่เรื่องเสียหายถึงขั้นคอขาดบาดตายถ้าเป็น Net ต่อจีดีพี จะเข้าใกล้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ หรือเกินกว่านิดหน่อยถ้ามันจำเป็นจริง ๆ ก็คงไม่เสียหาย เนื่องจากว่าประเทศจีนก็มี อัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีประมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ สหรัฐอเมริกาก็ ๑๒๐ ญี่ปุ่น ๒๗๐ ของพวกเรา ๖๐ กว่า ก็คงไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายถ้าหากว่าการกู้เงินนั้นเป็นการกู้เงิน เพื่อทำโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพที่มีประโยชน์อย่างแท้จริง เป็นเรื่องของการกู้มาเพื่อทำ Digital Government ที่ช่วยเพิ่ม Productivity ของประเทศ หรือกู้มาเพื่อที่จะเยียวยา พ่อแม่พี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนก็คงไม่เสียหาย ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ต่อไป คุณกรวีร์ ปริศนานันทกุล ๗ นาที เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ขออนุญาต ท่านประธานได้อภิปรายในส่วนของมาตรา ๖ ก็คืองบประมาณรายจ่ายงบกลาง ซึ่งได้รับ การพิจารณาจัดสรรไปทั้งหมด ๖๓๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่เยอะมาก ประเด็นคำถามเพื่อประหยัดเวลาของสภาอยากจะถามไปยังทางท่านกรรมาธิการได้กรุณา ตอบคำถามใน ๒ ประเด็นหลัก ๆ คือผมไปดูในส่วนของงบกลางได้รับการจัดสรรเพิ่มขึ้น มาถึง ๑,๐๐๐ ล้านบาท ในไส้ในไปเพิ่มในหมวดเดียวเลยก็คือเรื่องของเงินสำรองจ่าย กรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ซึ่งได้รับการจัดสรรไปทั้งหมดถึง ๙๙,๐๐๐ ล้านบาท เกือบ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทท่านประธาน ดูตัวเลขตรงนี้ผมไม่ได้ติดใจแล้วก็รู้ว่ารัฐบาลเอง มีความจำเป็นที่ต้องใช้งบกลางเอาไปแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เหตุการณ์ความไม่สงบก็ได้งบกลางนี่ล่ะไปช่วย บ้านผมน้ำท่วม ฝนแล้ง ก็ได้งบกลางนี่ล่ะ ที่ไปช่วยพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นไม่ได้ติดใจในเรื่องของการที่จะมีเงินงบประมาณ ที่ไปลงในงบกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินสำรองเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น แต่ก็ต้องอดตั้ง ข้อสังเกตให้ท่านประธานว่าจำนวนเงินตัวเลขตรงนี้ที่ได้รับการจัดสรรไปมันมากเหลือเกิน แถมยังได้รับเพิ่มไปอีก ๑,๐๐๐ ล้านบาท
ประเด็นแรกที่อยากจะถามตรงนี้ ตัวเลข ๑,๐๐๐ ล้านบาท ที่ไปเพิ่ม ในเงินสำรองเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นฐานคิดมันมาจากไหนหรือทำไมถึงต้องไปเพิ่ม ๑,๐๐๐ ล้านบาท ทำไมไม่เพิ่มให้มันมากกว่านี้หรือทำไมไม่ไปเพิ่มให้มันน้อยกว่านี้ เรามีตัวเลข เรามีสมมุติฐานตัวไหนที่ไปบอกว่าจำนวนเงิน ๑,๐๐๐ ล้านบาท ที่ไปเติมนี้ น่าจะเพียงพอต่อการช่วยเหลือกับพี่น้องประชาชน อันนั้นเป็นประการแรก
ประการที่ ๒ งบกลางเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายกันมา แล้วก็ ตั้งคำถามเพราะมันเป็นความหวังของพี่น้องประชาชนจริง ๆ ในกรณีที่หน่วยงาน กรม กอง ต่าง ๆ กระทรวงต่าง ๆ ไม่ได้ตั้งงบเอาไว้และมีความจำเป็นก็จะมาใช้เงินของงบกลางนี้ล่ะ ตอนนี้เรื่องที่ประเด็นที่ผมจำเป็นที่ต้องมาทวงถามและถามกับทางกรรมาธิการไปก็คือในเรื่อง ของเงินที่จะมาช่วยเหลือชาวนา ชาวนาบ้านผมและผมเชื่อว่าชาวนาทั้งประเทศ ตั้งคำถามว่าราคาข้าวเปลือกที่มันตกต่ำอยู่ในขณะนี้งบกลางตรงส่วนนี้ในปีหน้าจะสามารถ ที่จะเอามาช่วยเหลือเยียวยาหรือว่าแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรได้หรือไม่ เมื่อสมัย รัฐบาลที่แล้วเรามีโครงการประกันรายได้ ซึ่งพี่น้องประชาชนเขาก็จะได้รับเงินส่วนต่าง ถ้าหากว่ากรณีที่ราคาข้าวเปลือกมันตกต่ำกว่าจากราคากลาง ปีนี้ไม่มี ความหวังเพียงอย่างเดียว ของเขาก็คือเรื่องของเงินช่วยเหลือไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ซึ่งในปี ๒๕๖๘ ยังค้างอยู่ตั้งแต่ นาปรังแล้วก็มานาปีนี้ก็ยังไม่ได้จ่าย ในปีหน้าเมื่อผมเห็นตัวเลขตรงนี้แล้ว ๙๙,๐๐๐ ล้านบาท ตีกลม ๆ ประมาณเกือบ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เงินตรงส่วนนี้ต้องถามทางกรรมาธิการ ได้มีการพูดคุยกันหรือไม่ว่าถ้าในปีหน้าราคาผลผลิตทางการเกษตรถ้าหากว่ามันยังไม่ดีขึ้น เงินงบกลางตรงนี้ เงินสำรองกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นตรงนี้จะมีสิทธิที่จะไปถึงชาวนา ที่จะไป ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวนาจากเงินงบกลางตรงนี้ได้หรือไม่
และประเด็นสุดท้าย ผมย้ำอีกครั้งหนึ่งกับเพื่อนสมาชิกท่าน สส. กุล จากสุรินทร์ ท่านก็ได้ตั้งข้อสังเกตแล้วก็ถามไปถึงการใช้จ่ายเงินในรอบที่ผ่านมา ปีหน้า ถ้าหากว่ารัฐบาลเราได้มีบทเรียนในการรับมือกับภาวะฉุกเฉินต่าง ๆ ซึ่งมันอาจจะเกิดขึ้น ในอนาคตข้างหน้าก็อยากที่จะให้รัฐบาลได้ลองไปดูในการจัดสรรเงินงบประมาณตรงนี้เอาไปใช้ ให้มันเกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน กราบขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ มาตรานี้มีการแก้ไข มีท่านสมาชิกอภิปราย เชิญท่านชวน หลีกภัย ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากมาตรา ๖ งบประมาณรายจ่ายงบกลางได้มีการแก้ไข ผมเลยขออนุญาตท่านประธานเพื่อใช้สิทธิ ในการอภิปรายอันเนื่องมาจากกรรมาธิการได้แก้ไข มาตรา ๖ รายจ่ายงบกลางที่ตั้งเอาไว้เป็น รายจ่ายทั้งหมด ๑๒ รายการ รายการที่ ๑-๑๑ ไม่มีการแก้ไข รายการที่ ๑๒ เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เดิมตั้งไว้ ๙๘,๐๐๐ ล้านบาท กรรมาธิการได้แก้ไขเพิ่มเป็น ๙๙,๐๐๐ ล้านบาท ผมคิดว่า จะเป็นประโยชน์ถ้าจะได้ให้ข้อสังเกตบางเรื่อง ผมหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเนื่องจากเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นนั้น เมื่อเราใช้ในกรณีจำเป็นจริง ๆ ก็จะเป็นประโยชน์มาก กราบเรียนท่านประธานว่ากรณีเงินกู้ กยศ. ตั้งไว้สมัยผมเป็นนายกรัฐมนตรี ขณะนี้มีปัญหา เรื่องเงินไม่พอจ่ายเนื่องจากผู้กู้คืนเงินไม่พอ การที่รัฐบาลได้ใช้เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน จำเป็นช่วยเรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ เพราะนักเรียนทั่วประเทศได้มีโอกาสได้ใช้ เงินก้อนนี้ในการเรียนเป็นการลดช่องว่างสังคมที่ดีที่สุดก็คือให้คนได้มีความรู้ผมก็ถือโอกาส กราบเรียนเรื่องนี้ไว้ในเบื้องต้น แต่สำหรับวันนี้ที่หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาขอเวลาท่านประธาน ถ้าหากว่าเกิน ๕ นาทีไปเล็กน้อยขออนุญาตท่านด้วย เงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ผมก็ดูจากมติ ครม. เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๖๘ คือกรณีที่รัฐบาลได้มีมติเห็นชอบ กรอบวงเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีเหตุการณ์สถานการณ์บริเวณชายแดน ไทย-กัมพูชา พูดง่าย ๆ กรณีที่รัฐบาลจะจ่ายเงินเพื่อให้ความช่วยเหลือ เพื่อที่จะเป็นกำลังใจ และให้เจ้าหน้าที่มีกำลังใจในการทำงาน โดยรัฐบาลได้ประกาศเป็นมติให้ผู้เสียชีวิตและ ทุพพลภาพ โดยถ้าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ทหาร ทหารพราน ตำรวจ ตชด. น่าจะมี ส่วนอื่น อส. หรือไม่ผมไม่แน่ใจ แต่นี่ผมอ่านตามที่ปรากฎ ถ้าเสียชีวิตและทุพพลภาพรัฐบาล จะจ่ายให้ ๑๐ ล้านบาท ถ้าบาดเจ็บสาหัส ๑ ล้านบาท บาดเจ็บมาก ๕๐๐,๐๐๐ บาท อันนี้ เป็นย่อ ๆ ปลีกย่อย ถ้าเป็นประชาชนเสียชีวิตและทุพพลภาพ ๘ ล้านบาท บาดเจ็บสาหัส ๘๐๐,๐๐๐ บาท บาดเจ็บมาก ๔๐๐,๐๐๐ บาท มีรายละเอียดปลีกย่อยเรื่องอื่นเกี่ยวกับ เรื่องชดเชยนั้นอีกมาก แต่ว่าจะไม่ให้เสียเวลา ที่หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดต้องกราบเรียน ท่านประธานว่าจะเป็น ๑๐ ล้าน ๒๐ ล้าน ๑๐๐ ล้าน เทียบกับชีวิตที่เสียไปนั้นมันไม่อาจจะ เทียบกันได้ ผมยืนยันผมพูดเรื่องนี้ในห้องนี้มาหลายครั้งว่าเราเสียหายจากความผิดพลาด นโยบายเศรษฐกิจ จะเสียหายกี่แสนล้านบาท ไม่อาจเทียบได้กับชีวิตที่เสียกับความผิดพลาด นโยบายความมั่นคง ในกรณีภาคใต้นับแต่นโยบายวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๔๔ เป็นต้นมา ซึ่งบัดนี้เราก็สูญเสียชีวิตเจ้าหน้าที่ก็คือทหารในกองทัพไทยนั่นเอง เช่นเดียวกับทหารที่อยู่ พื้นที่ชายแดนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เราสูญเสียทหาร ทหารพราน ตำรวจ ตชด. อส. และประชาชนเป็นจำนวนมาก กราบเรียนท่านประธานว่าตัวเลขถึง ๗,๐๐๐ กว่าคน อันนี้เสียหายหายจากเสียชีวิต เราไม่นับผู้ที่บาดเจ็บทุพพลภาพซึ่งขณะนี้มีเป็นจำนวนนับเป็น หมื่น ๆ คนรอคอยคำตอบอยู่ในขณะนี้ ผมหยิบเรื่องนี้ขึ้นมากราบเรียนท่านประธานว่า เมื่อเราเห็นคุณค่าของชีวิตมากกว่าตัวเงิน เราก็ต้องมาคิดครับว่าความมั่นคงนั้นมีด้วยกัน ทุกภาค ภาคเหนือเราคิดว่าไม่น่ามีปัญหา เราไม่มีข้อขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ใคร จะคิดว่าอาจจะมีคนกลุ่มน้อยบางกลุ่มทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อประเทศ ความมั่นคงเช่นนี้ เจ้าหน้าที่ก็ต้องเสี่ยงครับ แต่ว่าสำคัญก็คือภาคใต้ ท่านประธานที่เคารพครับต้องย้ำเรื่องนี้ เพราะเราได้สูญเสียเจ้าหน้าที่ ชีวิตคนและประชาชน ไปถึง ๗,๐๐๐ กว่าคน ผู้บาดเจ็บหลายหมื่นคน ผมต้องกราบเรียนท่านประธาน โดยส่วนตัว ก็ไปเยี่ยมเขาทุกปีที่จังหวัดตรัง นายพันตำรวจเอก ซึ่งก็ต้องขอบคุณสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ดูแลเขา ที่จริงแล้วต้องชื่นชมหน่วยงานไม่ทอดทิ้งคนเหล่านี้ เพียงแต่ทุกคนจะปรารภ เหมือนกันว่าถ้าได้เพิ่มหน่อยก็จะเป็นประโยชน์ ดังนั้นจะขอใช้สิทธิในการอภิปรายมาตรา ๖ (๑๒) นี้ว่ากรณีที่เรามีมติ ครม. ไปนี้มันเกิดความรู้สึกขึ้น ๒ ด้าน ผมพยายามพูดด้านบวก ด้านที่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเกิดขึ้น ท่านประธานครับ อันนี้เป็นความจริง ๔ วันในช่วงปิดก่อนที่ เราประชุมวันนี้ผมก็มีโอกาสได้ลงไปภาคใต้ ๔ จังหวัด ไม่ได้ลงไปใน ๓ จังหวัด แต่ว่าก็ ได้รับฟังเจ้าหน้าที่ระดับที่เป็นผู้ดูแลความมั่นคงในพื้นที่มีความรู้สึก ๑. จะมีการเหลื่อมล้ำไหม นั่นเป็นทางลบ ๒. มีความรู้สึก มีความหวังว่ารัฐบาลคงจะได้ช่วยปรับชดเชยที่เขาได้รับอยู่ ขณะนี้ให้เพิ่มขึ้น จะเป็น ๑๐ ล้านบาท ๘ ล้านบาท ตามมติ ครม. วันที่ ๕ สิงหาคมหรือไม่ นั่นก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ประเด็นที่ผมคิดว่าความมั่นคงที่ผมพูดถึงนั้นในภาคใต้ต้องกราบเรียน ท่านประธานว่าเขาเสี่ยงไม่ต่างอะไรกับพี่น้องทหารของเราต้องเสี่ยงที่ชายแดนกัมพูชา กล่าวคือก็มีระเบิดขาขาด ระเบิดที่ภาคใต้บางลูกก็แรงรถยนต์ขาดทั้งท่อน เสียชีวิตหมด ทั้งคันรถไม่ใช่ขาขาดอย่างเดียว อันนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นมาในอดีตและแน่นอนในอนาคตก็เชื่อว่า ยังมีเหตุการณ์เช่นนี้อยู่ ดังนั้นความรู้สึกของผู้ที่อยู่ในพื้นที่ประสบการณ์ผ่านมาแล้วเขาย่อม มีความรู้สึกว่ามันเหลื่อมล้ำไหม แตกต่างกันไหม ผมก็เลยถือโอกาสกราบเรียนเพื่อประโยชน์ ของรัฐบาลว่าเราต้องการความสามัคคี รัฐบาลเรียกร้องความสามัคคี ความสามัคคีจะเกิดขึ้น ต่อเมื่อเราต้องปฏิบัติต่อคนสถานภาพอย่างเดียวกัน ในระดับเดียวกันแล้วจะทำให้เกิด ความรู้สึกว่าไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ซึ่งผมเชื่อว่ารัฐบาลไม่คิดจะทำเช่นนั้น แต่อยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่าเมื่อมติ ครม. วันที่ ๕ สิงหาคมเกิดขึ้นนั้น น่าจะได้มีการระลึกไว้ล่วงหน้าว่า ในที่สุดมันจะเกิดความแตกต่างผู้ดูแลความมั่นคงในบางพื้นที่นอกเหนือจากภาค ตะวันออกเฉียงเหนือและประชาชนที่ได้รับกรรมเหล่านั้นว่าเขาจะได้รับการตอบแทน เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ จึงอยากเรียนข้อหนึ่ง ข้อนี้ว่าประเด็นแรก โดยที่กรรมาธิการนั้น มีท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีช่วยว่าการอยู่ ซึ่งท่านเป็น ครม. และ เห็นชอบในการเพิ่มรายจ่ายสำหรับช่วยทหาร พลเรือน กรณีมติ ครม. วันที่ ๕ ท่านคงนึกไว้ ล่วงหน้าว่าถ้าอย่างนั้นพื้นที่อื่นที่มีพฤติกรรมเสี่ยงอย่างเดียวกัน ไม่แตกต่างกัน เราจะปรับเขา ให้เท่าหรือไม่ ๒. ถ้าสมมุติว่าเราไม่สามารถทำได้เราคิดว่าจะปรับไหม อันนี้ผมคิดว่าสามารถ ตอบได้ทันทีเพื่อว่าผู้ที่ติดตามสถานการณ์เขาจะได้สบายใจ แต่ตัวเลขนั้นยังไม่จำเป็น ถ้าหากว่าเรายังไม่พร้อม เพราะว่าพูดไปก็ผูกมัดตัวเอง ดังนั้นขอคำตอบเบื้องต้นว่า ๑. เราคิด ที่จะปรับชดเชยช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยที่เกิดขึ้นในภาคอื่น โดยเฉพาะในภาคเหนือหรือ ภาคใต้ที่ประสบภัยด้านความมั่นคงเช่นเดียวกันหรือไม่ กรุณาตอบอันนี้เสียก่อนว่ามีหรือไม่ ถ้ายังไม่คิดผมเสนอให้คิดนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ก็ถือโอกาสกราบเรียนขออนุญาตว่าคนที่ประสบภัยบาดเจ็บ ทุพพลภาพอยู่ขณะนี้ ที่ผมพูดผู้เสียชีวิต ๗,๐๐๐ กว่าคนนั้น คือผู้ที่เสียชีวิตซึ่งเลยไปแล้ว แต่ครอบครัวคนที่ทุพพลภาพบาดเจ็บกระจายอยู่ทั่วไปไม่ใช่เฉพาะในภาคใต้ คนที่สูญเสีย ชีวิตและประสบภัยภาคใต้อาจจะมาจากจังหวัดอื่นครับ เช่น เชียงใหม่ ผู้พิพากษาคนเชียงใหม่เสียชีวิตที่ปัตตานี เมื่อเดือนที่แล้วตำรวจชั้นผู้น้อย จังหวัดตรังเสียชีวิตที่ยะลา พี่น้องที่ภาคอื่น ๆ ไปรับราชการในพื้นที่ ๓ จังหวัด คนเสียชีวิต ไม่ใช่ว่าคนใน ๓ หรือ ๔ จังหวัดเท่านั้น แต่คนที่อื่นก็ประสบภัยเช่นเดียวกัน ดังนั้น คำถามที่ ๒ ที่ผมจะกราบเรียนท่านประธาน รัฐบาลได้ช่วยกรุณาพิจารณาก็คือว่าคนที่ ประสบภัยไปแล้วเหล่านั้นพอที่จะมีโอกาสใช้งบกลางใน (๑๒) ที่เพิ่มขึ้น ๑,๐๐๐ ล้านบาทนี้ เพื่อเพิ่มรายจ่ายให้กับครอบครัวคนเหล่านั้นได้หรือไม่ ผมเชื่อว่าเรื่องนี้ไม่ยาก ก็กราบเรียน ขออนุญาตท่านประธานที่นำเรื่องนี้มาเพื่อให้เกิดความรู้สึกที่คนน้อยใจจะได้หมด ความน้อยใจและแน่นอนที่สุดคนที่เสี่ยงเหมือน ๆ กันจะได้รับการตอบแทนเช่นเดียวกัน ก็ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านเทอดชาติ ชัยพงษ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เทอดชาติ ชัยพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขต ๕ พรรคเพื่อไทย กรณีงบกลางตามมาตรา ๖ นั้นเนื่องจากมีการแก้ไขผมจึงขออนุญาตได้อภิปรายงบกลาง เพื่อจะให้พี่น้องประชาชนได้รู้ว่างบกลางนั้นไว้ใช้เพื่อประโยชน์อะไรอย่างไรบ้าง รายจ่าย งบประมาณประจำปีนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นรายจ่ายของส่วนราชการที่ต้องใช้ตามแผนงาน งบประมาณ ตามยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ของส่วนราชการ เป็นงบที่ดำเนินการตามปกติของ ส่วนราชการ ส่วนงบประมาณงบกลางในมาตรา ๖ เป็นงบประมาณที่ไม่ได้กำหนดให้ หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งรับผิดชอบโดยตรง เป็นงบประมาณที่ฝ่ายบริหารจัดสรร เพื่อสำรองจ่ายในกรณีฉุกเฉินหรือตามนโยบายเฉพาะ ซึ่งต้องผ่านกระบวนการอนุมัติ จากคณะรัฐมนตรีหรือสำนักงบประมาณ เพื่อระเบียบวินัยการเงินการคลังและความโปร่งใส เพื่อเป็นเงินสำรองไว้ใช้กรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เงินชดเชยค่าฉุกเฉินต่าง ๆ รวมถึงเงิน เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินเดือน เงินสำรอง เงินช่วยเหลือต่าง ๆ ของที่ฝ่ายบริหาร ดำเนินการ วันนี้การใช้จ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นมีการแก้ไข จึงขออนุญาตเรียนว่าในกรณี ฉุกเฉินนั้นเราบอกไม่ได้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น เพราะฉุกเฉินเป็นเหตุพิเศษ เป็นเหตุที่เกิดขึ้น โดยไม่มีใครที่คาดคิดแล้วเกิดผลโดยตรงต่อพี่น้องประชาชนและความเสียหายต่อ ประเทศชาติ เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จำเป็นจะต้องมีงบไว้ส่วนหนึ่งเพื่อจะให้ รัฐบาลนั้นได้บริหารในการที่จะช่วยเหลือเยียวยาหรือแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆ ที่นอกเหนือจากส่วนราชการได้รับงบประมาณไปแล้วนี่ก็เป็นเรื่องจำเป็น ภัยจากการประสบ ของประเทศชาติเราปัจจุบันหลัก ๆ เราจะเห็นว่า
เรื่องแรก ภัยพิบัติจากธรรมชาติ ได้แก่ น้ำท่วม น้ำท่วมใหญ่ ๒ ปีที่ผ่านมา เราไม่รู้เลยว่าเราจะเกิดภัยพิบัติใหญ่ขนาดนี้ก็ได้รับผลกระทบ ปีนี้เชียงรายกับน่านได้รับ ผลกระทบมากที่สุดนี่คือภัยพิบัติ และต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาเท่านั้นเอง เดือนสิงหาคม ยังไม่รู้ว่าจะมาอีกเมื่อไร อย่างไร นี่คือภัยพิบัติที่เป็นเหตุฉุกเฉิน นอกเหนือจากน้ำท่วมแล้ว ประเทศไทยเราก็อยู่ภายใต้พื้นที่ของแผ่นดินไหว แผ่นดินถล่ม ลม ฝน ไฟไหม้ต่าง ๆ ก็ได้รับผลกระทบหมด อันนี้คือภัยพิบัติจากธรรมชาติที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะฟ้า ฝน ลมพายุต่าง ๆ จากแผ่นดินไหวต่าง ๆ อันนี้คือภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ
ภัยพิบัติที่ ๒ ที่เกิดขึ้น ผมเห็นมีกรรมาธิการคณะช้างป่าก็แก้ไขปัญหา ภัยจากสัตว์ที่เกิดขึ้น ที่อยู่ร่วมโลกกับเราในฐานะที่เป็นสัตว์โลกด้วยกันก็จำเป็นจะต้อง ดูแลเขาปกป้องเขาเช่นเดียวกัน และที่สำคัญขณะนี้เราจะเห็นว่าเรามีภัยจากมนุษย์ เป็นภัยสงคราม ภัยจากการสู้รบ ภัยจากยาเสพติด ภัยจาก Gang Call Center ต่าง ๆ นี่เป็นภัยที่เห็นชัดเจนว่าเราจำเป็นจะต้องแก้ไขปัญหาในอีกรูปแบบหนึ่งที่จะต้องให้จบ และเบ็ดเสร็จโดยเร็ว เพื่อที่จะให้ภัยเหล่านี้ได้กระทบผลต่อประชาชนให้น้อยที่สุด
และภัยล่าสุดที่เราเห็น ภัยเศรษฐกิจ สินค้าต่าง ๆ โดยเฉพาะสินค้า ทางการเกษตร บ้านผมปีนี้ลำไยราคาตกต่ำ ลงพื้นที่พี่น้องประชาชนนั้นร้องขอมาให้ดูแล เรื่องราคาลำไยในปีนี้ก็ช่วยเหลือได้ระดับหนึ่งของกระทรวงพาณิชย์ แต่อย่างไรก็ตาม เหล่านี้นั้นเป็นภัยที่เกิดจากเศรษฐกิจ จากระบบภาษี จากระบบของกลไกการค้าต่าง ๆ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องมีงบกลางไว้ดูแลช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นลำไย มะเฟือง มะไฟ มะกรูด มะนาว มะพร้าว ส้มโอ ฟักแฟง แตงโม รวมถึงข้าว ข้าวโพด ผลไม้ มังคุด ทุเรียน ต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นต้น อันนี้ก็ถือว่าเป็นผลไม้ของไทยตามภูมิภาคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ไทยเรา โชคดีมีผลไม้ตามฤดูกาล แต่ว่าเรื่องราคาก็มีปัญหาทุกปีเช่นเดียวกัน อันนี้จึงจำเป็นจะต้องมี งบกลางไว้ช่วยเหลือ จะเห็นว่างบกลางนั้นไม่พอที่ผ่านมา ตอนนี้ยังรออยู่ ชดเชยนาน้ำท่วม ยังไม่หมด ผมก็ต้องเสียน้ำตากลางสภาแห่งนี้กว่าจะได้เงินชดเชยชาวนาไปในปีที่แล้ว ปีนี้ น้ำท่วมกำลังสำรวจ ทั้งบ้านเรือน ทั้งไร่นา ทั้งชดเชยนาปี นาปรัง ก็ยัง อันนี้เรื่องสำคัญที่เรา จำเป็นจะต้องดูแล งบกลางจึงจำเป็นที่จะต้องมีไว้เพื่อใช้จ่ายกรณีฉุกเฉินนอกเหนือจาก การไปเยี่ยมเยียนต่าง ๆ แล้ว ที่เราเห็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นผมว่าการชดเชยก็น่าจะเป็นสิ่งสำคัญ ที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการชดเชยจากภัยพิบัติ จากภัยธรรมชาติ ชดเชยภัยพิบัติจากมนุษย์ ด้วยกันเอง จากสงครามต่าง ๆ โดยเฉพาะพี่น้องทางภาคอีสานตะวันออกได้รับผลกระทบ อย่างมาก เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดเรายังมีปัญหาระยะยาวที่ต้องแก้ไข ส่วนราชการต่าง ๆ ที่ไม่ได้ตั้งแผนงบประมาณไว้จึงต้องจำเป็นมีงบกลางไว้ช่วยเหลือ ทั้งเรื่องของภัยพิบัติ ระยะยาว เช่น อ่างเก็บน้ำ ฝายกันตลิ่งพัง ชายฝั่งต่าง ๆ การปลูกป่า การสร้างแนวกัน น้ำท่วม ไฟไหม้ หรือการให้มีอาวุธยุทโธปกรณ์สำคัญที่จะเข้ามาดูแลประเทศชาติบ้านเรือน ต่าง ๆ ก็จึงเป็นเรื่องสำคัญ ก็กราบเรียนท่านประธานว่างบกลางจึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น เพราะใช้จ่ายเหตุจำเป็นและฉุกเฉิน และมันฉุกเฉินอย่างไรเราตอบไม่ได้ เพราะฉะนั้น เมื่อฉุกเฉินและเราต้องช่วยเหลือเยียวยาแก้ไขและช่วยเหลือโดยเร่งด่วน ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคณะกรรมาธิการตอบชี้แจง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ก็ต้องกราบขอบพระคุณอีกครั้งท่านสมาชิกที่ได้อภิปรายในหมวด ๒ มาตรา ๖ เรื่องของงบประมาณรายจ่ายงบกลาง ผมขออนุญาตชี้แจงทำความเข้าใจจากที่ได้รับ มอบหมายในฐานะกรรมาธิการจากสภาผู้แทนราษฎรให้ไปทำงาน สิ่งที่เราไปสอบถามก็คือ เรื่องที่ท่านได้สอบถามเช่นเดียวกันว่ามีการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ เพื่อชดใช้ เงินคงคลังตาม พ.ร.บ. เรื่องของเงินคงคลัง ๑๒๓,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ไปใช้อะไรบ้าง ซึ่งจากการสอบซักถามและมานำเสนอเรียนต่อท่านสมาชิกทุกคนว่ามีการเบิกจ่ายเกินกว่า งบประมาณที่ตั้งไว้จริง ๆ ในปี ๒๕๖๘ มีรายการทั้งสิ้น
๑. ก็คืองบกลาง รายการเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ ขาดไปประมาณ ๔๒,๑๒๗ ล้านบาทเศษ ซึ่งมีการเบิกจ่ายเกินกว่างบประมาณที่ตั้งไว้ เป็นงบประมาณ ค่าใช้จ่ายตามสิทธิของบุคลากรที่กฎหมายระบุไว้ ซึ่งเป็นการตั้งงบประมาณล่วงหน้า จึงพิจารณาจัดสรรให้ดูจากสถิติผลการเบิกจ่ายในปีที่ผ่านมา
๒. ก็คืองบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ จำนวน ๒๓,๙๔๓ ล้านบาทเศษ ซึ่งก็เป็นงบประมาณที่มีการเบิกจ่าย เกินกว่าที่ได้ตั้งเอาไว้
๓. คืองบกลาง รายการเงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ จำนวน ๑๘๖ ล้านบาทเศษ
๔. งบชำระหนี้ภาครัฐในส่วนของดอกเบี้ย จำนวน ๓๙,๗๑๙ ล้านบาทเศษ ซึ่งเป็นไปตามภาวการณ์ทางเศรษฐกิจในขณะตั้งงบประมาณ ซึ่งมีความผันผวนอยู่ในระดับ ความไม่แน่นอนสูง เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวจึงคาดการณ์ว่าจะมีการพิจารณา ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปในหลายประเทศ ในขณะที่ ตั้งงบประมาณปี ๒๕๖๘
๕. แผนงานบุคลากรภาครัฐ จำนวน ๑๗,๐๐๐ ล้านบาทเศษ เนื่องจากมีการ เบิกจ่ายจะเป็นไปตามสิทธิ การขอใช้สิทธิ และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นระดับจุลภาคที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ
๖. การจำหน่ายเหรียญกษาปณ์ถอนคืนและเหรียญกษาปณ์ชำรุด เพื่อนำไป ยุบหลอม จำนวน ๔๐๐ ล้านบาทเศษ ผมต้องเรียนอย่างนี้ว่างบประมาณในส่วนของงบกลาง ที่ตั้งเอาไว้ อย่างที่ท่านได้อภิปรายกันมีอยู่ ๑๒ หมวด แน่นอนหนึ่งในนั้นก็จะเป็นในเรื่องของ งบสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น แต่ส่วนอื่น ๆ เช่น งบประมาณเกี่ยวกับเรื่องของ การเสด็จพระราชดำเนิน งบประมาณในเรื่องของการใช้เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ กรณี ฉุกเฉิน ค่าใช้จ่ายในเรื่องของการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง ต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าดูชื่อแล้ว ท่านก็รับทราบได้ว่ามันเป็นงบประมาณที่ ๑. ไม่มีหน่วยรับงบประมาณที่ชัดเจน ๒. คือเป็น งบประมาณที่ไม่มีตัวเลขที่ลงแน่ชัด เพราะต้องดูสถานการณ์ในรายปีว่าจะมีเหตุการณ์ที่จะ มีการเบิกจ่ายเท่าไรตามบุคลากรที่อาจจะเสียชีวิตหรืออาจจะต้องเบิกจ่ายในเรื่องของ ค่ารักษาพยาบาลตามจริง เพราะฉะนั้นเป็นตัวเลขที่สำนักงบประมาณก็จะทำความตกลงกับ หน่วยงานก็คือกรมบัญชีกลางว่าในแต่ละปีจะมีการตั้งงบประมาณในส่วนของงบกลางเหล่านี้ มากน้อยเพียงไร ซึ่งก็จัดตั้งให้มีความพอเหมาะ คงจะไม่มีการตั้งงบประมาณเผื่อเพียงพอ จนกระทั่งว่างบประมาณในส่วนนี้อาจจะเหลือได้ เพราะการตั้งงบประมาณเงินทุกบาท ทุกสตางค์หากตั้งงบประมาณมากเกินกว่าที่จำเป็นแล้วนำไปใช้ในส่วนอื่นได้เราก็อยากที่จะ นำเม็ดเงินไปใช้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุด หากมีการเบิกจ่ายไม่ครบแล้วเราปรับเปลี่ยน ในส่วนนี้ไปใช้ในเรื่องของการลงทุน ในเรื่องของการสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้กับพี่น้อง ประชาชนนั่นย่อมเป็นประโยชน์มากยิ่งกว่า เพราะฉะนั้นการตั้งงบประมาณก็แน่นอนว่า อาจจะไม่ได้เพียงพอ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่แน่นอนว่าการตั้งงบประมาณปีนี้จากการสอบ ซักถามแล้วก็เชื่อว่าการที่จะต้องใช้เงินคงคลังในบางส่วนนั้นอาจจะเกิดขึ้นแต่ไม่มากเท่ากับ ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีสูงถึง ๑๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมต้องเรียนด้วยความเคารพในประเด็นแรก
ประเด็นที่ ๒ ในส่วนของงบกลางเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น มีการอภิปราย กันค่อนข้างมาก ผมต้องเรียนด้วยความเคารพต่อเพื่อนสมาชิกว่างบประมาณในส่วนนี้ เป็นส่วนที่จำเป็น ผมก็กราบขอบพระคุณท่านสมาชิกเกือบทุกท่านที่อภิปรายว่างบในส่วน ของกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเป็นงบประมาณที่มีความสำคัญ เพราะว่าเหตุการณ์ภัยพิบัติ เหตุการณ์ปะทะชายแดน เหตุการณ์ที่มันไม่สามารถคาดการณ์ได้มันเกิดขึ้นตลอดเวลา โดยเฉพาะในโลกยุคปัจจุบัน ซึ่งงบประมาณในส่วนนี้ที่มีการตั้งในปีปัจจุบัน ๙๘,๐๐๐ ล้านบาท และมีปรับเพิ่มเข้ามา ๑,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๙๙,๐๐๐ ล้านบาท เป็นงบประมาณที่จะ สามารถแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้ ในปีที่ผ่านมายกตัวอย่างทางกรรมาธิการได้ไป สอบซักถามกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รายละเอียดมาว่างบประมาณในส่วนของงบฉุกเฉิน และจำเป็นปีที่แล้วตั้งไว้ทั้งสิ้นประมาณ ๙๖,๕๕๖ ล้านบาทเศษ มีการใช้และผูกพันไปแล้ว ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เกือบ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ๔๕ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นรายจ่ายที่เอาไปใช้เพื่อการเยียวยาหรือบรรเทาความเสียหาย จากภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรง เป็นต้นว่า น้ำท่วม ภัยแล้ง ไฟไหม้ เหตุการณ์ปะทะ ชายแดนด้วย ๒. เป็นรายการเพื่อใช้ในการป้องกันหรือแก้ไขสถานการณ์อันมีผลกระทบ กับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐอีกราว ๆ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ๓. เป็นในส่วนของรายจ่ายที่ได้รับจัดสรรงบประมาณไว้แล้วแต่มีจำนวนไม่เพียงพอและ มีความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐที่ต้องใช้จ่ายหรือก่อหนี้ผูกพันงบประมาณโดยเร็วอีกราว ๔,๕๐๐ ล้านบาทเศษ ซึ่งยกตัวอย่างเช่น เรื่องของการที่จะต้องไปประชุมนานาชาติ การดำเนินโครงการตามกระบวนการในการเข้าเป็นสมาชิกของโออีซีดี เป็นต้น โครงการ เหล่านี้เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวดของรัฐบาลแต่มีการตั้งงบประมาณที่ไม่เพียงพอ ก็มีการ ใช้งบกลางเข้าไปเพื่อจัดสรรให้มีการดำเนินโครงการได้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ ๔. ก็คือ รายการที่ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณแต่มีภารกิจที่จำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการและ ต้องใช้ในการใช้จ่ายแล้วก็ก่อหนี้ผูกพันโดยเร็วอีกราว ๖,๕๐๐ ล้านบาทเศษ เช่น เรื่องของ การแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 การที่เป็นรายจ่ายที่รองนายกรัฐมนตรีไปตรวจราชการ ในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ และรวมถึงการใช้งบประมาณสำหรับการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินตามการปรับปรุงแผนที่ แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการมาตราส่วน ๑ : ๔๐๐๐ หรือที่เรียกว่า One Map เหล่านี้ ก็เป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ แล้วในที่สุดก็ต้องใช้งบกลางในการไปดำเนินการเพื่อแก้ไข ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนซึ่งก็ลุล่วงไปได้ด้วยดี หลายท่านได้มีการสอบถามว่าในส่วนของ งบกลางกรณีฉุกเฉินและจำเป็นนั้นนำไปใช้อะไรได้บ้างในปีหน้า ต้องเรียนว่าในส่วนของ งบกลางเป็นการตั้งงบประมาณที่ยังไม่มีโครงการขึ้นกับคณะรัฐมนตรี ขึ้นกับทางนายกรัฐมนตรี ขึ้นกับผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ในการที่จะทำงานร่วมกันตามลำดับขั้น แล้วก็ ตามอำนาจหน้าที่ในการที่จะนำงบกลางไปใช้ในวัตถุประสงค์ ในจุดประสงค์ใด ๆ แต่มีการ สอบถามมาอย่างชัดเจนในเรื่องของการใช้งบกลางไปในเรื่องของช่วยชาวนาได้หรือไม่ เช่น โครงการไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ผมต้องตอบผ่านท่านประธานไปยังท่านสมาชิกว่าโครงการ เรื่องของไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ก็เป็นโครงการที่ทางคณะรัฐมนตรีได้มีดำริที่จะเดินหน้า ในเรื่องของการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ในเรื่องการช่วยเหลือพี่น้องชาวนา แต่แหล่งเงิน ที่จะนำมาใช้ไม่ใช่ในส่วนของงบกลาง เพราะว่าโครงการในเรื่องของโครงการ อย่างเช่น ไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท เป็นโครงการที่ดำเนินการตามนโยบายที่เรียกว่ากึ่งการคลัง ใช้งบประมาณจาก รัฐวิสาหกิจเป็นผู้ดำเนินการในการดำเนินการไปก่อน ก็คือมาตรา ๒๘ นั่นล่ะ ในส่วนของ การชดเชยอื่น ๆ ที่ท่านสมาชิกได้เรียนถาม อย่างเช่น เรื่องของการไปชดเชยกับทหาร ที่ประสบเหตุเสียชีวิต แล้วก็อาจจะทุพพลภาพจากเหตุการณ์ปะทะชายแดน ต้องเรียนว่า คณะรัฐมนตรีได้มีการอนุมัติเงินงบประมาณไปแล้ว ผมจำตัวเลขไม่ผิดจะประมาณ ๓๐๐ ล้านบาท สำหรับการไปชดเชย สำหรับผู้ที่เสียชีวิต สำหรับผู้ที่บาดเจ็บ ซึ่งมีการ ดำเนินการผ่านทางคณะรัฐมนตรีก็เป็นงบกลางในปี ๒๕๖๘ อย่างที่ท่านได้นำเรียน ส่วนจะสามารถดำเนินการเลยไปยังกลุ่มอื่น ๆ ที่ท่านได้มีความห่วงใย ผมขออนุญาต รับข้อสังเกตของท่านเพื่อที่จะนำไปปรึกษาหารือกับทางคณะรัฐมนตรี ส่วนที่ท่านถามว่า จะตอบได้หรือไม่ ผมเรียนด้วยความเคารพว่าในวันนี้มาในฐานะของกรรมาธิการงบประมาณ คงไม่สามารถตอบได้ด้วยตัวคนเดียว ถึงแม้ว่าจะใช้เป็นฐานะของรัฐมนตรีก็ตอบไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นสิ่งซึ่งต้องดำเนินการผ่านทางมติคณะรัฐมนตรี ก็รับข้อห่วงใย ข้อสังเกต ของท่านด้วยความเคารพ เพื่อที่จะนำไปปรึกษาหารือในการเดินหน้าต่อไป
ประเด็นสุดท้าย มีการอภิปรายในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่าย ในปี ๒๕๖๘ ผมได้ชี้แจงไปในมาตรา ๔ บางส่วนแล้ว อย่างแรกเลยก็คืออย่างที่ได้เรียน การดำเนินการในมุมของทางสำนักงบประมาณ ซึ่งทางกรรมาธิการงบประมาณปีนี้ได้สอบถาม ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงงบประมาณในปี ๒๕๖๘ ที่มีประเด็นกันอยู่ การร้องไปยัง ป.ป.ช. ก็ต้องเรียนด้วยความเคารพว่าสิ่งที่ทางสำนักงบประมาณได้ตอบต่อทางกรรมาธิการ ก็อย่างที่ผมได้เรียนไปในเบื้องต้น ประเด็นแรกเลยก็คือมาตรา ๑๔๔ พูดถึงการที่ไม่ให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแปรญัตติเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมรายการหรือจำนวน แต่อาจแปรญัตติในทางลดหรือตัดทอนรายจ่ายซึ่งไม่ใช่รายจ่ายตามข้อผูกพันอย่างใด อย่างหนึ่ง ก็คือ ๑. เงินส่งใช้ต้นเงินกู้ ๒. ดอกเบี้ยเงินกู้ ๓. เงินที่กำหนดให้จ่ายตามกฎหมาย โดยรายการส่งใช้ต้นเงินกู้และดอกเบี้ยเงินกู้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๔ วรรคหนึ่ง จะปรากฏอยู่ใน พ.ร.บ. งบประมาณ หมวด ๗ งบประมาณรายจ่ายเพื่อชำระหนี้ภาครัฐ มาตรา ๔๐ ซึ่งเป็นคนละส่วนกัน ในส่วนของการดำเนินการตามรายจ่ายชดเชย ตามมาตรา ๒๘ แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ หมายถึง งบประมาณรายจ่ายที่ตั้งให้เนื่องจาก รัฐบาลรับภาระจะชดเชยค่าใช้จ่ายหรือการสูญเสียรายได้ในการดำเนินการที่รัฐบาล ได้มอบหมายให้หน่วยงานของรัฐดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการ จึงเป็นงบประมาณ ที่เสนอตั้งอยู่ในมาตรา ๒๙ ของ พ.ร.บ. งบประมาณ ปี ๒๕๖๘ ไม่ใช่ส่วนของรายจ่ายสำหรับ แผนบริหารจัดการหนี้ภาครัฐตามมาตรา ๔๐ แห่ง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี แต่อย่างใด ทั้งนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเสนอตั้งงบปี ๒๕๖๘ ไว้ทั้งสิ้น ๕๙,๐๐๐ ล้านบาทเศษ อยู่ใน ๒ มาตรา ๑. ก็คือในส่วนของมาตรา ๒๙ งบรายจ่าย ของรัฐวิสาหกิจ วงเงินทั้งสิ้น ๓๑,๗๔๘ ล้านบาทเศษ กับมาตรา ๔๐ งบประมาณรายจ่าย สำหรับแผนการบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ ๒๘,๐๔๙ ล้านบาทเศษ สำหรับสถาบันการเงิน อื่น ๆ ตั้งไว้ในมาตรา ๒๙ เพียงมาตราเดียว ซึ่งในการพิจารณาทบทวนจะต้องพิจารณา งบประมาณที่เสนอตั้งในมาตรา ๒๙ เท่านั้น
อนึ่ง ในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๕ เคยมีการปรับลด งบประมาณของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ๓ แห่ง วงเงินทั้งสิ้น ๒,๑๐๐ ล้านบาท ซึ่งไม่ได้ แตกต่างกันและสามารถดำเนินการได้โดยชอบตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งการปรับลดในส่วนของ รายการที่รัฐบาลรับภาระจะชดเชยค่าใช้จ่ายหรือสูญเสียรายได้ในการดำเนินการของ รัฐวิสาหกิจตามมาตรา ๒๘ ของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ เป็นวงเงินทั้งสิ้นในปีนั้น ๑,๑๐๐ ล้านบาท ก็ไม่ได้มีประเด็นปัญหาใด ๆ และชอบโดยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ทุกประการ แต่อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็อยู่ในขั้นตอนของ ป.ป.ช. ก็คงจะต้องปล่อยให้ หน่วยงานตรวจสอบได้มีหน้าที่ในการดำเนินการอย่างอิสระ แต่ในส่วนของกรรมาธิการ งบประมาณที่เราได้รับมอบหมายจากท่านสมาชิกทุกคนให้ไปทำงาน เราไปสอบถามมา ได้ความมาดังนี้ และนำมาแจ้งต่อท่านสมาชิกทุกท่าน ส่วนการสงวนความเห็นและการสงวน คำแปรญัตติของเพื่อนสมาชิกทุกท่านนั้น กรรมาธิการเสียงข้างมากยืนในร่างที่ทางกรรมาธิการ ได้มีความเห็นไว้ครับ
ขอบคุณ กรรมาธิการครับ เนื่องจากมาตรานี้มีการแก้ไข ดังนั้นผมจะถามมติจากที่ประชุมก่อนว่า จะเห็นควรให้มีการแก้ไขหรือไม่ กรณีที่ประชุมมีมติเห็นควรแก้ไขผมจึงจะถามมติ จากที่ประชุมต่อไปว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือ ของกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตติต่อไปนะครับ
ท่านประธานขออนุญาตครับ
เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ผม เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการ ท่านประธานควรจะถามว่ากรรมาธิการผู้สงวนความเห็น ติดใจหรือไม่ก่อนนะครับ
เดี๋ยวผม ตรวจสอบองค์ประชุมครับ
ไม่ คือถามก่อนแล้วก็ถ้าติดใจ ถึงจะมาเรื่องการลงมติเหมือนมาตราที่ผ่าน ๆ มาครับ
ขอโทษ เห็นไม่มีผู้ยกมือ ยังติดใจอยู่ไหมครับ
ติดใจ และขออนุญาตนิดหนึ่งครับ ท่านประธาน
เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการ ก็ขอบคุณทางท่านรองประธานคณะกรรมาธิการ ที่ได้ชี้แจง แต่ผมยังมีความเห็นที่แตกต่างที่จะต้องเรียนให้ท่านประธานแล้วก็ที่ประชุมทราบ เพราะว่าในการประชุมพิจารณามาตรานี้ของปี ๒๕๖๘ มันเกิดอยู่ ๒ ประเด็น แล้วท่าน ยืนยันว่าเป็นเรื่องที่ชอบแล้วก็มีการร้องไปที่ ป.ป.ช. คนที่ร้อง ป.ป.ช. อาศัยมาตรา ๘๘ ซึ่งผมเข้าใจว่าการร้อง ป.ป.ช. ครบ ๖๐ วันไปแล้ว แล้วก็คงไปไม่ได้เพราะว่างบประมาณ ปี ๒๕๖๘ ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องของพรรคฝ่ายค้าน ๑๒๑ ท่าน แต่ประเด็นที่จะต้อง เป็นความปรากฏต่อ ป.ป.ช. ก็คือตามรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญเมื่อปี ๒๕๖๘ เล่มที่ ๔ มันเป็นเรื่องของการโอนงบประมาณโดยมติคณะรัฐมนตรีไม่ใช่การพิจารณา ปรับลดงบประมาณในชั้นกรรมาธิการ มติคณะรัฐมนตรีอยู่ดี ๆ ก็มาบอกให้ ๕ แบงก์ ไม่ต้องทำอะไรแล้วก็ปรับลดออกมา นั่นเป็นประเด็นที่ ๑
อีกประเด็นหนึ่งก็คือเป็นงบแปรญัตติ ซึ่งศาลฎีกานักการเมืองได้ตัดสินไปแล้ว เพราะฉะนั้นต้องทำความเข้าใจให้เห็นว่าคณะกรรมาธิการทั้งหมด เมื่อปี ๒๕๖๘ ๗๒ ท่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบวาระที่สาม เมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๖๗ เวลา ๒๑.๔๘ นาฬิกา เห็นด้วยในวาระที่สาม ๓๐๙ ท่าน รายชื่ออยู่ในมือผม แล้วก็วุฒิสภา ประชุมเมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๗ เวลา ๑๘.๐๔ นาฬิกา เห็นด้วยอีก ๑๗๔ ท่าน ตรงนี้ ที่ได้เรียนให้ทราบว่ามันจะมีปัญหาตามมา จริง ๆ ขอติดใจ เพื่อให้ท่านประธานได้ถามมติว่า ที่ท่านรองประธาน ท่านรัฐมนตรีได้อธิบายกับที่ผมอธิบายท่านจะเห็นเป็นอย่างไรก็ต้อง เชิญลงมติ เพราะว่ามติเดี๋ยวมีรายชื่อแล้วผมก็จะขออีกทีหนึ่ง ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอทบทวนอีกครั้ง เนื่องจากมาตรานี้มีคณะกรรมาธิการแก้ไข ดังนั้นผมจะถามมติ จากที่ประชุมก่อนว่าจะเห็นควรให้มีการแก้ไขหรือไม่ กรณีที่ประชุมมีมติเห็นควรแก้ไข ผมจะถามมติจากที่ประชุมต่อไปว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมาก หรือของกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติที่ขอสงวน คำแปรญัตติ ต่อไปผมจะถามมติจากที่ประชุมจะมีการแก้ไขหรือไม่ ก่อนลงมติผมขอ ตรวจสอบองค์ประชุม
(นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ขอเชิญ ท่านสมาชิกเข้าห้องประชุม ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนและโปรดเสียบบัตร กดแสดงตน ท่านใดบัตรขัดข้องไหมครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ท่านที่ กำลังเข้ามาโปรดเสียบบัตรแสดงตน มีสมาชิกกดบัตรแสดงตนครบถ้วนนะครับ ท่านใด ยังไม่ได้เสียบบัตรแสดงตน บัตรชำรุดขานชื่อด้วยก็ได้ครับ เสียบบัตรแสดงตนครบถ้วน ผมขอปิดการแสดงตน ขอให้เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ มีผู้เข้าร่วมประชุม จำนวน ๓๘๘ ท่าน
เป็นอันว่า ผู้เข้าร่วมประชุมครบองค์ประชุม ต่อไปผมจะถามนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออก เสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย
ท่านประธานยังอยู่ที่ คำถามแรก มีการแก้ไขหรือไม่ก่อนครับท่านประธาน
ขอโทษที เริ่มใหม่ครับ เนื่องจากมาตรานี้มีกรรมาธิการแก้ไขแล้วลงมติครบถ้วน ต่อไปผมขอถาม มติที่ประชุมนะครับ
ท่านประธานด้วยความเคารพ ยังไม่ได้ลงมติครบถ้วน เนื่องจากว่าที่ท่านปกรณ์วุฒิท่านติง เนื่องจากคำถามที่ท่านอ่าน กับบนจอไม่ตรงกัน จะรบกวนท่านประธานได้กรุณาอ่านอีกสักรอบหนึ่ง แล้วก็แจ้งให้เพื่อน ลงมติครับ
เมื่อสักครู่นี้ ตรวจสอบองค์ประชุม ขออภัยครับ เมื่อครบองค์ประชุม ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิ ออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นด้วยกับการแก้ไข โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นควร ให้มีการแก้ไข โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกลงคะแนนครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ท่านใด ยังไม่ลงคะแนน เมื่อลงคะแนนทุกท่านแล้วผมขอปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่แสดงผล จำนวนผู้ลงมติ ๓๙๔ คน เห็นด้วย ๓๘๙ คน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๓ คน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ คน
เป็นอันว่า ที่ประชุมเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการนะครับ
๒๖ เห็นด้วย ช่วยบันทึก หน่อยครับ
บันทึกไว้ นะครับ ต่อไปผมขอถามที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการ หรือของกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติที่สงวนคำแปรญัตติ ก่อนลงมติ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมอีกครั้งหนึ่งครับ
(นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ขอเชิญ ท่านสมาชิกอยู่ในห้องประชุมใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
สมาชิก ท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตน ครบถ้วนนะครับ เมื่อสมาชิกแสดงตนครบถ้วน ผมขอปิด การแสดงตน เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ มีผู้เข้าร่วมประชุม จำนวน ๓๘๔ คน
เป็นอันว่า ผู้เข้าร่วมประชุมครบองค์ประชุม ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่ขอ สงวนความเห็นและผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตติ โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใด เห็นสมควรว่างดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญสมาชิกใช้สิทธิออกเสียง ลงคะแนนครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ลงคะแนน เรียบร้อยผมขอปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่แสดงผล จำนวนผู้ลงมติ ๓๙๖ คน เห็นด้วย ๒๕๐ คน ไม่เห็นด้วย ๑๓๗ คน งดออกเสียง ๗ คน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ คน
เป็นอันว่า ที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการ เชิญท่านเลขาธิการครับ
หมวด ๓ งบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานรับงบประมาณ ไม่มีการแก้ไข มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ
หมวด ๓ ไม่มีการแก้ไข มีผู้แปรญัตติ มีกรรมาธิการ ขอเชิญครับ มีผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตติ ไม่ติดใจนะครับ หมวด ๓ ไม่มีการแก้ไข เชิญท่านเลขาธิการครับ
มาตรา ๗ สำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานในกำกับ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ
มาตรา ๗ สำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานในกำกับ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ ที่แจ้งมากรรมาธิการ จำนวน ๔ ท่าน ผู้แปรญัตติ ๖ ท่าน มีสมาชิกแจ้งความจำนง ๔ ท่าน รอบแรก เชิญกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นอภิปราย เชิญคุณเรืองไกรครับ
กราบเรียนท่านประธาน ผม เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการ สำหรับมาตรา ๗ ผมขอสงวนความเห็นปรับลดไปในข้อ ๙ ข้อ ๑๖ ข้อ ๑๗ ตามในเอกสารหน้า ๒๗ ข้อ ๙ หมายถึง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่จะต้องตอบกรมที่ดิน สำหรับที่ดินตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี ๒๕๑๔ คือพื้นที่ ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งหนังสือดังกล่าวได้มาในชั้นคณะกรรมาธิการ ด้วยส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งมาจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีของพรรคฝ่ายค้าน ก็ต้องขอบคุณสำหรับข้อมูลของท่าน แล้วก็ข้อมูลที่ปะติดปะต่อเรื่องนี้มาก็ต้องขอขอบคุณ สำนักข่าวที่ได้ลงเรื่องราวต่าง ๆ ซึ่งข้อเท็จจริงเรื่องนี้มีเอกสารราชการ มีสำเนาจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีหนังสือหารือไปยังสำนักงานคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ อย่างน้อย ๓-๔ ครั้ง รวมถึงมติคณะรัฐมนตรีด้วย และที่ดินในลักษณะเดียวกันนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ชี้มูลเจ้าหน้าที่กรมที่ดินว่าไปออกโฉนดบนพื้นที่ต้นน้ำลำธารในเขตนิคมสร้างตนเอง ลำตะคอง หรือเรียกว่าที่ น.ค. ๓ โดยไปออกพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ซึ่งมติ ครม. ห้ามไว้ ก็ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ที่ดินประมาณ ๒๐ กว่าราย รายละเอียดปรากฏอยู่ในสำนักข่าว ที่ลงไว้ ซึ่งเรื่องนี้วันที่ ๗ ผมทำหนังสือถึงรักษาการนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยให้ดำเนินการแต่ยังไม่ได้รับแจ้งผลทั้งที่ผ่านมาร่วมสัปดาห์ ต่างจาก กรณีอื่นที่ท่านบอกว่า ๒ วันทำได้เลย พื้นที่ไหนก็คงจะรู้กัน ท่านประธานกลับมาดูที่ดินที่ทาง สมาชิกพรรคฝ่ายค้านได้อภิปรายเป็นที่ดินที่เกี่ยวข้องกับตัวท่านนายกรัฐมนตรีที่ถูก ศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เมื่อผมร้องไปวันที่ ๗ ยังไม่ได้คำตอบ วันที่ ๑๑ ผมก็ร้อง ป.ป.ช. สิครับ ร้อง ป.ป.ช. เพราะอะไร เพราะกล่าวหานายกรัฐมนตรีฝ่าฝืน จริยธรรมหรือไม่ ผมเอาตัวอย่างมาจากอะไรท่านประธาน คดีรัฐมนตรีช่วยท่านหนึ่งที่ ป.ป.ช. ส่งเรื่องให้ศาลฎีกา แผนกคดีจริยธรรมว่ารุกที่ป่าเขาใหญ่ ส่งไป ๒ คดี พอคดีแรกตัดสิน คดีที่ ๒ ศาลก็เลยยก เพราะว่าไม่มีผลทำให้การตัดสินเปลี่ยนแปลงไป ที่ดินที่ผมร้องที่สมาชิก พรรคฝ่ายค้านอภิปรายนั้นปัจจุบันทำเป็นธุรกิจ นำที่ดิน น.ค. ๓ ไปเป็น น.ส. ๓ มีชื่อเจ้าของ ต้นเรื่องเป็น น.ส. ๓ แล้วก็โอนเปลี่ยนเป็นโฉนด ๔ แปลง รายละเอียดก็ปรากฏในสำนักข่าว ที่เกี่ยวข้อง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วบังเอิญสัปดาห์ที่แล้วศาลฎีกา คดีเลือกตั้งของการได้มาซึ่ง สว. ไปตัดสินคดีหนึ่งว่าผู้สมัคร สว. ขาดคุณสมบัติ มันก็เป็นเหตุให้ผมสงสัยว่า เอ๊ะ การที่ท่าน นายกรัฐมนตรีปัจจุบันที่กำลังอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ ท่านอยู่ในบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ ๑ ซึ่งมาตรา ๘๙ (๒) เขียนชัดว่าจะต้องเป็นบุคคลที่ไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา ๑๖๐ มาตรา ๑๖๐ ก็คุ้นกับสิ่งที่เราเจอประจำก็คือ (๔) (๕) ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรีก่อนหน้านี้ ก็โดนไปแล้ว เรื่องนี้ก็เลยต้องนำข้อเท็จจริงต่าง ๆ ไปร้อง คือร้องทั้งรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีที่รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แล้วก็ตัวนายกรัฐมนตรี ที่ถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่ด้วยว่าเข้าข่ายที่จะผิดมาตั้งแต่ยื่นบัญชีหรือไม่ อันนี้ก็เป็นเรื่อง เป็นราวที่มีข้อเปรียบเทียบต่าง ๆ แล้วทำไมถึงอยู่ในมาตรานี้ ทำไมถึงอยู่ในสำนักงาน คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เพราะกรมที่ดินทำหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการ นโยบายที่ดินแห่งชาติ แล้วก็แนบมติ ครม. แล้วก็แนบมติของคณะกรรมการว่าพื้นที่เป็น ป่าต้นน้ำลำธาร หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Watershed Area ออกกรรมสิทธิ์ไม่ได้ เมื่อออกไม่ได้พยานหลักฐานต่าง ๆ ผมส่งไปปกติผมจะใช้ซอง A4 ไม่ขยายข้าง แต่ครั้งนี้ เมื่อวันที่ ๑๑ ผมต้องขยายข้างเพราะเอกสารมันเยอะ ก็เสียค่าส่งเพิ่มขึ้นมาอีกนิดหน่อย อันนี้ก็เลยเป็นเหตุที่บอกว่าเมื่อสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติได้รับข้อหารือ จากกรมที่ดินแล้วไม่ดำเนินการก็ปรับลดสิครับ ปรับลดงบประมาณไม่มาก ๔๖๓,๓๐๐ บาท เงินไม่เยอะแต่ผลคดีตามมาเยอะแน่ อันนี้ประเด็นที่หนึ่ง
ท่านประธานต่อมาเป็นปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีหยุดปฏิบัติ หน้าที่ก็มีการตั้งรักษาการซึ่งเป็นเรื่องที่แปลก ผมก็มันนอนไม่ค่อยหลับ เช้า สาย บ่าย เที่ยง เย็น ตื่นได้ก็เปิดจอ วันที่คณะรัฐมนตรีตั้งรองนายกรัฐมนตรีรักษาการก็มีหนังสือจาก เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตามหนังสือ ที่ นร ๐๔๐๑.๓/๗๒๗๖ ลงวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๘ เรื่องมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาการแทนนายกรัฐมนตรี เรียนเลขาธิการ คณะรัฐมนตรี แล้วก็ลงชื่อเลขาธิการนายกรัฐมนตรี หนังสือฉบับนี้มันแปลกตรงที่ว่า ถ้ามีสไลด์ก็เปิดด้วยมันหลายหน้าผมจะย่อให้ฟัง
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ไม่มีลายเซ็น แล้วก็เอาเข้าสู่ คณะรัฐมนตรีเลย เอาเข้าสู่ตามหนังสือดังกล่าวเสร็จแล้วคณะรัฐมนตรีก็มีมติเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ก็บอกว่าโอเคมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาการแทนนายกรัฐมนตรี ก็คือท่านรองนายกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคนปัจจุบัน ผมว่ามันผิดขั้นตอน เพราะอะไรท่านประธาน ผมจะพูดแค่หน่วยนี้หน่วยสุดท้าย กองอำนวยการรักษาความมั่นคง ภายในผมจะไม่พูดแล้วเพื่อประหยัดเวลา เพราะก่อนหน้านี้ตามหนังสือของเลขาธิการ นายกรัฐมนตรีได้เคยเสนอขึ้นไปเหมือนกัน แต่หนังสือดังกล่าวนั้นปรากฏว่ามีลายเซ็น กราบเรียนนายกรัฐมนตรีมีลายเซ็นกำกับ คนเซ็นกำกับเห็นชอบ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลงวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๖๗ ต้องขออนุญาตเอ่ยนาม เนื่องจากเป็นรัฐมนตรี เป็น สส. สว. เรากล่าวพูดถึงได้แล้วก็ไม่ได้เสียหาย เพราะฉะนั้นจาก ๒ หนังสือนี้ก็จะเห็นว่า ฉบับที่ ๒ ที่ตั้ง รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการชอบหรือไม่ ทีนี้ผมจะเรียนท่านประธานว่าไม่น่าจะชอบ เพราะหนังสือฉบับนี้ที่เลขาธิการนายกเซ็นไป แล้วก็มีท่านนายกแพทองธารเซ็นเห็นชอบไปคือหนังสือบันทึกข้อความด่วนที่สุด ที่ สลค. (กบค.) ๓๐๔๙/๒๕๖๗ ลงวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๖๗ แล้วอ้างข้อกฎหมาย ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี ปี ๒๕๔๘ มาตรา ๔ (๑) กับมาตรา ๗
ขออนุญาต คุณเรืองไกรช่วยสรุปด้วยครับ
กำลังสรุปครับ พระราชกฤษฎีกา ที่อ้างถึงคือฉบับนี้ มาตรา ๔ มาตรา ๗ ออกสมัย พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อครั้งแรกท่านอ้างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ ครั้งปัจจุบันทำไมท่านไม่อ้าง เมื่อไม่อ้าง แล้วก็ไม่มีลายเซ็น เมื่อไม่มีลายเซ็นการมอบอำนาจชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหา ข้อกฎหมาย เมื่อเป็นปัญหาข้อกฎหมายผมก็ขอปรับลดงบประมาณ ๕,๐๔๓,๙๐๐ บาท ท่านประธาน ส่วนข้อกฎหมายที่ผิดพลาดเดี๋ยวผมร้องเอง ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะครูและนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๔-๖ โรงเรียนทวีธาภิเศก เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร จำนวน ๒๓ ท่าน เข้าฟังการประชุม สภาผู้แทนราษฎร ขอบคุณมากครับ ต่อไปกรรมาธิการที่ขอสงวน คุณอัศวิน สุทธิวิเชียรโชติ เชิญครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน เรียนท่านประธานและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม อัศวิน สุทธิวิเชียรโชติ กรรมาธิการ ผมได้สงวนความเห็นในมาตรา ๗ สำนักนายกรัฐมนตรี โดยผมจะพูดถึง แค่หน่วยงานในกำกับหน่วยงานเดียวคือสำนักงบประมาณ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจ อย่างแท้จริง โดยในแต่ละปีจะเป็นผู้กลั่นกรองโครงการต่าง ๆ มูลค่า ๖ ล้านล้านบาท ในรอบ Pre-Ceiling ซึ่งมักจะตัดออกไปครึ่งหนึ่งเหลือให้คณะกรรมาธิการพิจารณา ๓ ล้านล้านบาท ตลอดการทำงานในฐานะกรรมาธิการผมมีข้อสังเกต ๕ ข้อ ที่สะท้อนว่า การทำงานของสำนักงบประมาณยังขาดการปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การอนุมัติโครงการจำนวนมากมีลักษณะซ้ำซ้อนแพงเกินจริง และไม่มีความจำเป็น
ข้อที่ ๑ สำนักงบประมาณปล่อยให้หน่วยงานทำโครงการที่มีความซ้ำซ้อนกัน ตัวอย่างเช่น ในปีงบประมาณ ๒๕๖๘ ปีที่แล้วทั้งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. และสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ DE ต่างยื่น ของบประมาณการระบบ Cell Broadcast ใช้งบประมาณเท่ากัน ๔๓๐ ล้านบาท และต่าง ก็ได้รับอนุมัติจากสำนักงบประมาณ แล้วก็ขอบคุณที่สภาแห่งนี้มีมติให้ผ่านเฉพาะของ ปภ. เพราะเห็นว่าเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ในปีงบประมาณปัจจุบันก็เกิดกรณี ลักษณะเดียวกันขึ้นอีกคือโครงการแพลตฟอร์มแฟ้มสะสมทักษะ หรือ Credit Portfolio ที่เป็นการเก็บข้อมูลของนักเรียนนักศึกษาที่มีการเสนอโดย ๒ หน่วยงานพร้อมกันคือ สำนักงานปลัดกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. ในกระทรวง อว. และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. แต่สำนักงบประมาณ ก็ยังอนุมัติให้ทั้งคู่เข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญ และเป็น ที่น่าเสียดายว่ากรรมาธิการสัดส่วนเสียงข้างมากก็ปล่อยให้ทั้ง ๒ โครงการที่ทำเหมือนกัน เข้ามาในสภาแห่งนี้ ซึ่งผมก็ขอเรียกร้องให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้พิจารณา ให้งบประมาณแค่หน่วยงานเดียว ไม่เช่นนั้นมันก็จะเกิดความสิ้นเปลืองและสร้าง ความลำบากให้กับนักเรียนในอนาคตที่จะต้องลงทะเบียนทั้ง ๒ ระบบ
ข้อที่ ๒ สำนักงบประมาณไม่ใช้เทคโนโลยีมาช่วยพิจารณาราคาจัดซื้อจัดจ้าง เรื่องของหน่วยงานรัฐซื้อของแพงส่วนหนึ่งเพราะสำนักงบประมาณยังใช้วิธีเทียบกับ ราคากลาง ถ้าไม่มีข้อมูลใหม่ก็ใช้ราคาที่กำหนดไว้ในราคากลางเมื่อหลายปีก่อน หรือให้ หน่วยงานไปขอใบเสนอราคาจากผู้ประกอบการ ๓ ราย แล้วเลือกรายที่ถูกที่สุด ซึ่งหลายครั้ง ก็ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นบริษัทกลุ่มเดียวกัน และตรงนี้ล่ะเป็นสาเหตุของราคาที่แพง เพราะให้เอกชนเสนอมาโดยไม่มีการตรวจ Check ราคาในตลาด ขอยกตัวอย่าง ในฐานะอนุกรรมาธิการที่ดินและสิ่งก่อสร้างด้วย ผมพบว่าโรงพยาบาลราชทัณฑ์ แห่งที่ ๒ และโรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) ต่างของบประมาณเพื่อซื้อครุภัณฑ์ ประเภทเดียวกันแต่ราคากลับแตกต่างกันอย่างน่าตกใจ โรงพยาบาลราชทัณฑ์ แห่งที่ ๒ ซื้อแต่ละรายการเป็นหลักแสนหลักล้าน ขณะที่โรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) กลับซื้อได้ในราคาหลักหมื่น ไม่แน่ใจว่าสำนักงบประมาณมองไม่เห็นความแตกต่างนี้ หรือมองเห็นแล้วแต่ไม่ได้ตั้งคำถาม ในปัจจุบันนี้เราสามารถใช้เทคโนโลยี Update ราคากลาง แบบ Real Time ได้ และใช้เทคโนโลยีในการตรวจสอบใบเสนอราคาได้ทันทีแต่กลับ ไม่มีการทำ ทั้งที่บางรายการขอซื้อมาจำนวนมากทุกปี อย่างเช่น ลิฟต์ เครื่องออกกำลังกาย อุปกรณ์ทางการแพทย์ก็ยังไม่มีราคากลาง ผลก็คือภาษีของประชาชนต้องจ่ายแพง เกินจำเป็น
ข้อที่ ๓ อนุมัติให้มีการสร้างอาคารต่าง ๆ มากมายในเวลาที่ไม่เหมาะสม สำนักงบประมาณในปีนี้อนุมัติโครงการให้สร้างอาคารราชการขนาดใหญ่ อย่างเช่น ศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทยริมแม่น้ำเจ้าพระยา วงเงิน ๖,๐๐๐ ล้านบาท ตึกกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ติดสถานีกลางบางซื่อ วงเงิน ๔,๐๐๐ ล้านบาท ตึกกระทรวงพลังงานแห่งใหม่ที่ปีนี้ขอตั้งงบออกแบบมาเตรียมจะสร้างขึ้นในอนาคต ผมได้สอบถามท่านอธิบดีว่าเหตุใดต้องสร้างอาคารให้มันหรูหราและใหญ่โตเช่นนี้ คำตอบที่ได้น่าตกใจมากก็คือเพื่อให้สมศักดิ์ศรีและเป็นหน้าเป็นตา เพื่อเมื่อมีแขกบ้าน แขกเมืองมาเยี่ยม ซึ่งผมก็เห็นว่าศักดิ์ศรีของประเทศนี้มันควรขึ้นอยู่กับผลงานและ ความสามารถในการแก้ปัญหามากกว่าความอลังการของสิ่งปลูกสร้างหรือเปล่า
ข้อที่ ๔ ปัญหาเรื่องบัญชีนวัตกรรม บัญชีนวัตกรรมถูกตั้งขึ้นด้วยเจตนาดี เพื่อให้หน่วยงานรัฐซื้อของนวัตกรรมไทย สนับสนุนผู้ประกอบการให้มีตลาดสร้างรายได้ แล้วนำไปพัฒนาต่อ ลดต้นทุน และแข่งขันได้ในประเทศ แข่งขันกับผู้ประกอบการต่างชาติ แต่ในทางปฏิบัติบางรายการในบัญชีนวัตกรรมกลับเป็นเครื่องมือหากินของคนบางกลุ่ม เช่น โครงการโคมไฟโซลาร์เซลล์เสากินรี ซึ่ง ป.ป.ช. ตรวจสอบแล้วพบว่ามีปัญหาหลายพื้นที่ ในประเทศ ผมอยากเน้นว่ารายการในบัญชีนวัตกรรมควรทบทวนราคาทุกปี เพราะเมื่อ ขายมากขึ้นต้นทุนต่อหน่วยต้องลดลง ราคากลางก็ต้องปรับให้เหมาะสม ถ้าไม่ทำ มันก็จะกลายเป็นซื้อของแพงจากภาษีประชาชนไป ๘ ปี ๑๐ ปี
สุดท้ายข้อที่ ๕ สำนักงบประมาณไม่ให้ความร่วมมือกับสภา คณะกรรมาธิการ ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ ในคณะกรรมาธิการสามัญเคยขอข้อมูล โครงการรอบ Pre-Ceiling มูลค่ารวมประมาณ ๖ ล้านล้านบาท มา ๒ ปีแล้ว พยายาม เต็มที่มา ๒ ปีแล้ว สำนักงบประมาณกลับบอกว่าต้องมีหนังสือยืนยันจากรัฐมนตรีก่อน พอได้หนังสือยืนยันจากรัฐมนตรีมาแล้วก็ยังไม่ยอมส่งให้คณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำ และติดตามการบริหารงบประมาณอยู่ดี ซึ่งข้อมูล Pre-Ceiling นี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยให้วิเคราะห์ได้ว่าสำนักงบประมาณปฏิเสธโครงการใดบ้าง ซึ่งโครงการที่ถูกปฏิเสธ มีมูลค่าใกล้พอกับโครงการที่ได้รับอนุมัติคือ ๓ ล้านล้านบาท ซึ่งเราจะได้ทราบเหตุผลและ หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการตัดสินใจของสำนักงบประมาณได้ ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญ งบประมาณผมก็เคยขอข้อมูลการใช้งบประมาณการสร้างสำนักงานของสำนักงบประมาณ ในจังหวัดต่าง ๆ ไป เพราะเห็นว่าสำนักงบประมาณไปสร้างสำนักงานทิ้งไว้ที่จังหวัดต่าง ๆ มากมาย แต่ขอไปก็ไม่ส่งให้ผมทำให้ผมในฐานะกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณขาดข้อมูล สำคัญในการตรวจสอบใช้เงินภาษี ผมจึงได้มีการสงวนความเห็นเพื่อปรับลดงบประมาณไว้ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะผู้เข้าร่วมโครงการต้นกล้ารัฐสภา ประจำปี ๒๕๖๘ จำนวน ๑๒๐ ท่าน ขอบคุณมากครับ สมาชิกท่านใดจะลงชื่ออภิปราย ให้เวลาอีก ๑๐ นาที ต่อไปเชิญกรรมาธิการที่สงวน ท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ เชิญครับ
เรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ในฐานะกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น ท่านประธานผมขออนุญาตใช้มาตรานี้ ในการอภิปรายเกี่ยวกับงบประมาณของรัฐบาลในด้านของนโยบาย Soft Power ซึ่งมีการ ตั้งงบประมาณบางส่วนไว้ใน ๗ หน่วยงาน ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงาน ที่มีการกำกับดูแล ท่านประธานผมต้องย้ำก่อนว่าผมเห็นด้วยกับเป้าหมายหลายด้าน ของนโยบายที่รัฐบาลเรียกว่าเป็นนโยบาย Soft Power ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการยกระดับ ทักษะแรงงาน หรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปลดล็อกศักยภาพของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในประเทศเรา แต่ผมจำเป็นต้องลุกขึ้นมาอภิปรายเพื่อที่จะแสดงความเห็นทักท้วง แล้วก็ เสนอแนะเกี่ยวกับการจัดงบประมาณด้าน Soft Power ในงบปี ๒๕๖๙ ทั้งในเชิงของ ปริมาณ วิธีการ และแผนการดำเนินการใน ๕ ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นที่ ๑ ผมเห็นว่ารัฐบาลนั้นมีการเพิ่มงบด้าน Soft Power สูงมากปีนี้ โดยที่อาจจะไม่มีเหตุผลที่ดีเพียงพอในการมารองรับ หากเราไปนับเฉพาะงบประมาณ ด้าน Soft Power ที่ผ่านการกลั่นกรองของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ Soft Power แห่งชาติ ซึ่งมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เราจะเห็นว่างบประมาณในปีนี้เพิ่มสูงขึ้นถึง ๗๒ เปอร์เซ็นต์ จากประมาณ ๒,๓๐๐ ล้านบาท ในงบปี ๒๕๖๘ มาอยู่ที่ ๓,๙๐๐ กว่าล้านบาท ในงบปี ๒๕๖๙ หากรัฐบาลจะให้เหตุผลว่าต้องเพิ่มงบขึ้นถึง ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เพราะว่า ๒ ปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่านโยบายนี้เดินทางมาถูกทาง ก็คิดว่าคงจะพูดได้เต็มปากมากนัก ในเมื่อตัวชี้วัดหลายด้านที่สามารถวัดผลได้อย่างเช่นจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลนั้น ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น ในขณะที่หลายมาตรการที่รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนได้โดยไม่ต้องใช้งบ สักบาท อย่างเช่น การจัดทำ พ.ร.บ. ภาพยนตร์ฉบับใหม่ ก็ยังไม่ได้คืบหน้าเท่าที่ควร หรือหากรัฐบาลจะบอกว่าเหตุผลในการของบเพิ่มขึ้นกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นเพราะว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญเร่งด่วนสำหรับประเทศในปีนี้ก็อาจจะพูดได้ยากเช่นกัน ในปีที่เรา ต้องมีการเตรียมงบประมาณเพื่อมาช่วยเหลือเกษตรกรในการรับมือกับการเปิดตลาดเสรี และในปีที่เราจำเป็นที่ต้องเร่งพัฒนาทักษะแรงงานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ นอกเหนือจากด้าน Soft Power ที่อาจจะถูกกระทบจากวิกฤติเรื่องของภาษีตอบโต้กับสหรัฐอเมริกา
ข้อสังเกตที่ ๒ คือผมเห็นว่ารัฐบาลในปีนี้ยังคงเลือกใช้วิธีการฝากงบ Soft Power ไปตามหน่วยงานต่าง ๆ แทนที่จะมีหน่วยรับงบประมาณของ Soft Power โดยตรง ท่านประธานแม้ว่างบ ๓,๙๐๐ กว่าล้านบาทนี้ จะถูกกลั่นกรองโดยคณะกรรมการ Soft Power แต่งบดังกล่าวความจริงแล้วถูกกระจายไปตาม ๒๗ หน่วยงาน ใน ๙ กระทรวง ที่มีหน้าที่ในการขับเคลื่อนกิจกรรมภายใต้โครงการต่าง ๆ แม้จริงอยู่ว่าหลายหน่วยงานก็จะมี ตัวแทนที่นั่งอยู่ในคณะกรรมการ หรือว่าคณะอนุกรรมการด้าน Soft Power แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในเชิงของการปฏิบัติการนั้นหลายหน่วยงานมักจะไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของของโครงการ Soft Power เหล่านี้ แต่กลับรู้สึกว่ามันเป็นเสมือนงานฝากที่นายสั่งให้ทำ แล้วบางครั้ง ก็อาจจะมาเบียดเบียนงบประมาณที่หน่วยงานนั้นต้องการจะใช้สำหรับโครงการและกิจกรรม ที่อาจจะเกี่ยวข้องกับภารกิจโดยตรงของหน่วยงานเหล่านั้นมากกว่า ผมเชื่อว่ารัฐบาลเอง ก็เห็นถึงปัญหานี้ เพราะรัฐบาลก็ประกาศว่าจะผลักดันให้มีหน่วยงานที่ชื่อว่า THACCA เข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้โดยตรง แต่ร่าง พ.ร.บ. THACCA ที่รัฐบาลเคยประกาศในสภาแห่งนี้ว่า เสร็จแล้วตั้งแต่กลางปี ๒๕๖๗ ผ่านมาเกิน ๑ ปีแล้วก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะถูกเสนอเข้ามา ที่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เมื่อไร พอคนทำไม่ได้คิดและคนคิดไม่ได้ทำมันก็เลยทำให้โครงการ เหล่านี้อาจจะไม่ถูกขับเคลื่อนอย่างมีประสิทธิภาพมากเท่าที่ควร รวมถึงคนที่คิดโครงการนั้น ก็อาจจะไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลสัมฤทธิ์ของโครงการ
ข้อสังเกตที่ ๓ คือผมเห็นว่ารัฐบาลนั้นมีการตั้งแผนงาน Soft Power ขึ้นมาใหม่เพื่อพยายามจะบูรณาการโครงการเหล่านี้ แต่ไส้ในกลับยังเชื่อมกันไม่ติดเท่าที่ควร ในปีนี้รัฐบาลมีนวัตกรรมใหม่คือการบูรณาการงบประมาณ ๓,๙๐๐ กว่าล้านบาท ด้าน Soft Power มาอยู่ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์ใหม่แผนงานเดียวที่ชื่อว่า แผนงานยุทธศาสตร์ การขับเคลื่อนนโยบาย Soft Power แต่พอเราไปดูในรายละเอียดเราจะค้นพบว่า การบูรณาการนั้นดูเหมือน หรือว่าเสี่ยงจะเป็นแค่การบูรณาการโดยชื่อเป็นหลัก เพราะว่า
ประการแรก เหมือนที่เพื่อนสมาชิกท่านณัฐพลได้อภิปรายไว้ ทุกโครงการ ภายใต้แผนนี้มีตัวชี้วัดหรือเคพีไอของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นจำนวนผู้เข้าร่วม จำนวนคน ที่เข้ามาเรียน จำนวนคนที่เข้ามาอบรม เป็นต้น แต่โครงการเหล่านี้ไม่มีตัวชี้วัดหรือเคพีไอ ร่วมกันว่าจะวัดความสำเร็จของแผนงานนี้อย่างไร อย่างเช่น การวัดอันดับ หรือว่าคะแนน ของประเทศไทยในดัชนี Global Soft Power เป็นต้น
ประการที่ ๒ เราค้นพบว่าหลายโครงการที่อยู่ในแผนงาน Soft Power แม้จะถูกตั้งไว้ในหน่วยงานที่ต่างกันแต่กลับมีความซ้ำซ้อนกัน ยกตัวอย่างเช่น ทั้งสถาบัน คุณวุฒิวิชาชีพ และ OKMD ในงบปี ๒๕๖๙ ต่างมีการตั้งงบประมาณทำหลักสูตรเรื่องการ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือว่า Wellness ทั้งนั้น
ประการที่ ๓ เราจะเห็นว่าหลายโครงการของหน่วยงานเดียวกันที่อยู่ในแผน Soft Power และอยู่นอกแผน Soft Power ก็มีความซ้ำซ้อนเช่นกัน ยกตัวอย่าง กระทรวง การต่างประเทศในปีนี้มีการตั้งงบประมาณ ๑๐๐ ล้านบาท ในตัวแผน Soft Power และอีก ๗๐ ล้านบาท นอกแผน Soft Power แต่ทำเรื่องเดียวกันคือการจัดเทศกาล ในต่างประเทศ
ประการที่ ๔ คือผมเห็นว่ารัฐบาลนั้นเน้นการเพิ่มปริมาณของกิจกรรม รูปแบบเดิม ๆ มากกว่าเปลี่ยนมาทำกิจกรรมรูปแบบใหม่ ๆ ท่านประธาน หากเราเชื่อว่า อุปสรรคและความท้าทายที่ผ่านมาของนโยบาย Soft Power เป็นเพราะว่าเราจัดกิจกรรม ไม่มากพอ ไม่ถี่พอ ไม่บ่อยพอ งบประมาณปี ๒๕๖๙ ด้าน Soft Power ก็อาจจะตอบโจทย์ แต่ถ้าเรามีความเชื่อว่าอุปสรรคและความท้าทายที่ผ่านมา ๒ ปีนั้นเกี่ยวกับนโยบาย Soft Power มันอยู่ที่เรื่องของแนวคิดหรือว่ารูปแบบของโครงการและกิจกรรมที่เราควรจะมา ทบทวนกันใหม่ ผมเห็นว่างบปี ๒๕๖๙ เรื่อง Soft Power นั้นอาจจะยังไม่ตอบโจทย์ เพราะยกตัวอย่างแม้ว่า CEA ได้งบโครงการ Thailand as a Brand เพิ่มขึ้นปีนี้ ๓-๔ เท่า และ TCEB ก็ได้งบกิจกรรม Soft Power เพิ่มขึ้น ๔-๕ เท่า แต่ส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็น การเพิ่มจำนวนการจัด Workshop นิทรรศการหรือว่าเทศกาลในรูปแบบเดิม ๆ เช่นเดียวกัน แม้กรมประชาสัมพันธ์ในปีนี้ได้งบประมาณเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ด้าน Soft Power เป็นการเฉพาะสูงถึงเกือบ ๑๔๐ ล้านบาท แต่เราก็ยังไม่เห็นรูปธรรมว่ากรมประชาสัมพันธ์นั้น จะมีการปรับรูปแบบและวิธีการสื่อสารของตนเองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างไร และเช่นเดียวกันแม้ว่า OKMD และสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพจะได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้น ในการยกระดับทักษะในสาขา Soft Power ต่าง ๆ แต่รูปแบบก็ยังคงเป็นเช่นเดิมคือการจ้าง คนมาทำหลักสูตร มาผลิตคลิป มาผลิตสื่อ โดยที่ไม่มีกลไกมาเสริมว่าพอผู้เข้าเรียน อบรมเสร็จแล้ว เรียนจบแล้วจะมีงานมารองรับหรือไม่
ส่วนประการสุดท้าย ประการที่ ๕ คือผมเห็นว่ารัฐบาลนั้นยังไม่มีแนวทาง ที่ชัดเจนในการป้องกันความเสี่ยงเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน ท่านประธานการดึง ผู้ประกอบการในแวดวงต่าง ๆ เข้ามาร่วมทำงานในคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการด้าน Soft Power นั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ผมเห็นว่ารัฐบาลนั้นต้องระมัดระวังเส้นบาง ๆ ระหว่าง การดึงผู้รู้จริง ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยเสนอคำแนะนำด้านนโยบายกับการเปิดให้เอกชนนั้น สามารถชงงานเองและรับงานเองได้ แม้ปัญหานี้อาจจะยังไม่ถูกพิสูจน์ว่าเกิดขึ้นไปแล้ว แต่อย่างที่เพื่อนสมาชิกท่านณัฐพลได้พูดไว้ ในงบปีนี้เราจะเห็นว่ามีงบประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท หรือ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของงบ Soft Power ทั้งหมดที่เป็นงบอุดหนุน ซึ่งแน่นอนก็รวมถึงการให้เอกชนนั้นไปดำเนินการอะไรบางอย่าง ดังนั้นผมเห็นว่ารัฐบาล ควรจะวางกฎเกณฑ์ให้ดีเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เอกชนรายใดรายหนึ่งนั้นจะใช้อำนาจและ ความสัมพันธ์ที่ตนเองมีจากการเป็นกรรมการ หรืออนุกรรมการด้าน Soft Power มาสร้าง ความได้เปรียบในการได้รับงานจากภาครัฐ โดยเฉพาะในโครงการหรือกิจกรรมที่เอกชน รายนั้นมีส่วนร่วมในการคิดค้น ดังนั้นด้วยข้อสังเกตทั้งหมด ๕ ข้อนี้ ผมขอเสนอให้ สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ทบทวนเรื่องของงบประมาณด้าน Soft Power ๓,๙๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งมีประมาณ ๗๐๐-๘๐๐ ล้านบาท ที่อยู่ในมาตรานี้ของสำนักนายกรัฐมนตรี ขอบคุณครับ ท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไปกรรมาธิการที่ขอสงวน คุณภัณฑิล น่วมเจิม เชิญครับ
เรียนท่านประธาน ผม ภัณฑิล น่วมเจิม ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตวัฒนาและเขตคลองเตย ก็ขอร่วมอภิปราย ในงบวาระที่สอง มาตรา ๗ สำนักนายกรัฐมนตรีในส่วนของสำนักงานเลขาธิการ ครม. เดี๋ยวขอสไลด์ด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ผมขอพูดในส่วนของงบ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ปีนี้ ๓๖๖ ล้านบาท มีสูงขึ้นจากปีที่แล้ว ๑๖ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นคำถาม ประชาชนทั่วไปรู้หรือไม่ว่ามันมีงบอะไรที่เกี่ยวข้องตรงนี้บ้าง ผมเองต้องออกตัวก่อนไม่ใช่ เป็นผู้มีความรู้อะไรก็พยายามไปศึกษาวิจัยเพิ่มเติมจากเอกสารงบประมาณที่มีก็เจอ อะไรที่น่าสนใจหลายเรื่อง หลัก ๆ แล้วก็คืองบสร้างกับงบซ่อมถูกไหมครับ งบสร้าง ๒๗๘ ล้านบาท งบซ่อม ๙๘ ล้านบาท ซึ่งทั้ง ๒ งบก็เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ก็ตั้งคำถามง่าย ๆ ว่ามันก็คือ ๑. จำนวน ถ้าเผื่อเราจะคิดว่าเราอยากจะประหยัดงบประมาณ หรืออยากจะเสนอแนะเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ กับ ๒. Cost Per Unit คือต้นทุนต่อหน่วย ใช่ไหม หน้าถัดไปก็มี Breakdown ในเอกสารเพิ่มเติมว่างบสร้างกับงบซ่อมเกือบเท่ากันเลย น่าสนใจ ก็จะมีแบ่งเป็นแต่ละคลาส แต่ละรายการ ชั้นสายสะพาย เป็นเหรียญ เราก็มาดู จำนวนหน่วย แล้วก็งบประมาณ จริง ๆ ๒,๐๐๐ กว่าบาทต่อหน่วย งบสร้าง งบซ่อม ๒,๑๑๕ บาทต่อหน่วย และที่สูงเพิ่มขึ้นนี่คืองบซ่อม งบซ่อมสูงขึ้นกว่าปีที่แล้วถึงร้อยละ ๕๙ อันนี้เป็นเหตุที่ทำให้งบประมาณมันมีการสูงเพิ่มขึ้น เราก็ไปดูต่อ ตั้งคำถามต่อกับผู้มาชี้แจง ทางสำนักเลขาธิการ ครม. ว่าเอ๊ะทำไมมันซ่อม มันแพงอะไร อย่างไร เขาก็ให้เอกสารมา ละเอียดมาก มันมีหลายชั้นมาก มีตั้งแต่พวกที่มันแพง ๆ ที่ผมวงไว้อาจจะตัวเล็กนิดหนึ่ง หลักหลายหมื่นต่อหน่วย ซึ่งจริง ๆ มันไม่ค่อยมีคนขอเท่าไรเพราะมันเป็นชั้นที่ค่อนข้างสูง น่าจะเป็นระดับผู้มีอายุหรือผู้ที่อาจจะทำคุณงามความดีมาอย่างยาวนานก็ได้รับการเชิดชู จากทางสถาบันกษัตริย์ ก็ไม่ค่อยมีเท่าไรด้านบน ก็เป็นคำถามว่าเพราะอะไรมันถึงสูงขึ้น ในส่วนค่าซ่อม เจ้าหน้าที่ที่มาชี้แจงก็บอกว่าเหตุผลเกิดจากการยอดส่งคืนเครื่องราชสูงขึ้น ฟังดูก็ยิ่งเอ๊ะ ทำไมมีคนส่งคืนเพิ่มขึ้นแล้วงบมันเพิ่มขึ้นได้อย่างไร อันนี้ไม่ได้บอกว่าให้ยกเลิก เครื่องราชหรืออะไร ก็คือเราอยากจะรู้จริง ๆ ว่าเราอยากจะประหยัดตรงนี้มันจะประหยัด อย่างไร ๑. ก็ต้องขอสถิติการขอเครื่องราชจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงเพราะมันส่งผลกระทบกับ การวางแผนในระยะยาวใช่ไหม ผมไม่อยากจะกลับมาอีก ปี ๒๕๗๐ แล้วก็มาตั้งคำถามเดิม ว่าเอ๊ะเครื่องราชมันต้องเพิ่มขึ้นทุกปีหรือเปล่า ทุกปี ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ทั้งจำนวนทั้งงบ กับ ๒. ไปให้ใครทำ จ้างใครผลิต จ้างใครซ่อมมันถึงแพง ไม่มีคำตอบ กลายเป็นสิ่งที่เหมือนแตะต้องไม่ได้ พูดไม่ได้ ไม่มีคำตอบ ทั้งที่ผมอยากจะช่วยประหยัด จริง ๆ ก็ไปดูต่อในงบดุล ยิ่งโอ้โหเจอนี่ผมก็ครั้งแรกในชีวิตเพิ่งดูว่าในงบดุลมีเครื่องราชอยู่ใน Circulation เกือบ ๘,๐๐๐ ล้านบาท ยกมามันไม่ใช่น้อย ๆ มันเป็นสมบัติแผ่นดินใช่ไหม เพราะว่ามันไม่ใช่ของที่คุณเอาไปแล้วถ้าเผื่อคุณเสียชีวิตคุณก็ต้องเอากลับมาคืน มันก็จะมี ยกมา ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็ผลิตในงวดที่เราเห็นหลัก ๑๐๐ ล้านบาทผลิตเพิ่ม แล้วก็ อาจจะมีคนตายไปและรับคืนมา แล้วก็มีที่สูญหายไปก็อาจจะต้องหักออกไปอีกเหลือกลม ๆ ๘,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็นคำถามว่ามันจำเป็นต้องผลิตเพิ่มทุกปีหรือเปล่า ขนาดเรามี ใน Circulation เยอะขนาดนี้ แล้วผมก็ไม่แน่ใจว่าคนรุ่นใหม่จะมีความต้องการเครื่องประดับ แบบนี้อยู่หรือไม่ อันนี้เป็นคำถามที่ถามแบบสัตย์จริงเลยว่ามันมีความนิยมขนาดที่มันต้อง เฟ้อขนาดนั้นเลยหรือเปล่า ก็ไปพยายาม Search เราก็สงสัย ผมก็ Search ตรง ๆ เหมือนทำ อภิปรายทุกสำนัก ทุกกระทรวง ทบวง กรม ข่าวความเสี่ยงข้อกังวลเกี่ยวกับการทุจริต เครื่องราช เจอข่าวนี้ข่าวแรกเลยมันมีราคา เครื่องราชนี่ไม่ใช่สร้างขึ้นมาแล้วมีมูลค่าแค่ ๑,๐๐๐-๒,๐๐๐ บาท มันเอาไปขายได้ ซื้อขายตำแหน่งแล้วมันก็มีเครื่องราช เครื่องราชนี่ ไม่ใช่แค่ ๑,๐๐๐-๒,๐๐๐ บาท ผมว่าราคาในตลาดมันมีราคามันถึงมีการผลิตออกมาเยอะ ขนาดนี้ ไม่จบครับ ยังมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง พอครั้งหนึ่งมีของอันนี้ขึ้นมาแล้วเจออะไร อีกบ้าง ก็มีอะไรประหลาด ๆ อีก ค่าบำรุงรักษาระบบการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ทุกปีก็ขอมาเกือบล้านบาท ก็งงว่าใครใช้ ผมก็อยากลองพยายามจะ Login เข้าไป ลืมตัว ผมไม่ได้ขอเครื่องราชก็คงไม่มี Login User Password ที่จะเข้าไปดูในระบบว่าใครจะเข้าไปขอ เพราะส่วนใหญ่คนที่จะขอมันต้องขอผ่านเหมือนระบบข้าราชการหรือมันไม่ใช่อยู่ดีคุณจะ Login เข้าไปแล้วคุณจะไป Check ว่าตัวเองมีสิทธิหรือจะ Request Up Level หรืออะไร ผมก็ไม่แน่ใจว่าข้างในมันทำงานอย่างไร แต่ก็มีค่าบำรุงรักษาล้านกว่าบาท ยังไม่พอ มีค่าสัมมนาด้วย ผมก็ว่ามันต้องสัมมนาอะไรกันหรือ โครงการสัมมนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ผู้ปฏิบัติการงานกองอาลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ คือโอเคเราไม่ว่ากันมันก็หลักแสน ก็ไปประชุมสัมมนา มีอาหารว่าง มีค่าเดินทาง ค่าอะไร ซึ่งมันก็เป็นภารกิจของเขาอยู่แล้ว หรือเปล่า อันนี้ก็เป็นอีกคำถามหนึ่ง สุดท้ายก็เพื่อมาจบที่ขอเสนอแนะว่าเราจะทำอย่างไร กับงบตัวนี้ดี ก็ไปเจอว่ามีการโอนเปลี่ยนแปลง คือขอไว้หลักหลายร้อยล้านปรากฏก็มีโอน เปลี่ยนแปลง ๑๘๙ ล้านบาท ใช่ไหมครับ ทั้งซ่อม ทั้งสร้างอยู่ด้านซ้ายนี้ เอามาทำอะไร เพิ่มประสิทธิภาพระบบการเสนอขอพระราชทานเครื่องราช มีอีกระบบหนึ่งคนเหมือนคนละ ระบบกับเมื่อสักครู่นี้ แล้วมีพิพิธภัณฑ์ด้วยถ้าเผื่อท่านไหนสนใจ แนะนำอันนี้เขาทำไม่แพง ทำแค่ ๕๐๐,๐๐๐ เอง Virtual Royal Thai Order and Decoration Museum ผมก็ลอง เข้าไปดูเลย มันก็ ๕๐๐,๐๐๐ แล้วไม่ต้องสร้าง Museum หรือเขามีอยู่แล้ว แล้วเอามาทำ เป็น Virtual Reality เป็น Metaverse ประมาณนั้น ก็น่าสนใจว่ามีการโอนเปลี่ยนแปลง ก็คือขอไว้เกินล่ะ ที่ขอไว้ ๑๐๐ กว่าล้านบาท มันไม่ได้ทำจริงหรอกตามที่ผมสมมุติฐานเลยว่า สมัยนี้เครื่องราชยังเป็นที่นิยมอยู่หรือเปล่า จริง ๆ ก็โอนเปลี่ยนแปลงไปทำอย่างอื่นหมด ก็สรุปเป็นข้อเสนอว่าอยากจะประหยัดลดงบประมาณ ผมไม่ได้อภิปรายเพื่อจะตัดหรือ เพื่อจะวิจารณ์อะไร ผมอยากจะประหยัด ๑. ประหยัดด้วยอะไร ด้วยจำนวน จำนวนคุณขอ แล้วไม่มีใครกล้าตัดมันก็เฟ้อ มันก็เหมือนผลิตออกมา พิมพ์ออกมาเยอะ ๆ แต่สุดท้าย มันเหลือ กับต้นทุนต่อหน่วยมันประหยัดได้ เข้าใจบางทีแบบพวกสายสะพายมันอาจจะเอา ไหมมาจากฝรั่งเศสหรือเหรียญตราใช้โลหะที่มันมีมูลค่า แต่ผมก็ย้ำ ประชาชนได้อะไร จากเรื่องนี้ เราใช้เงิน ๓๖๖ ล้านบาท ในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ผมว่าเราต้องระมัดระวัง กับการใช้งบประมาณที่มันอาจจะไปเกี่ยวข้องกับสถาบันโดยทางตรงหรือทางอ้อมแล้วทำให้ เกิดการครหาได้ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปกรรมาธิการที่ขอสงวน รองศาสตราจารย์ต่อภัสสร์ ยมนาค เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ต่อภัสสร์ ยมนาค กรรมาธิการ ผมขอเริ่มแบบนี้ว่าผมเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ทำงาน วิจัยเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชันโดยเฉพาะในประเทศไทย ผมเข้ามาในคณะกรรมาธิการ งบประมาณครั้งนี้เพื่ออยากจะศึกษาเรื่องงบประมาณที่มีความสุ่มเสี่ยงต่อการคอร์รัปชัน และที่สำคัญก็คือการใช้งบประมาณเพื่อการต่อต้านคอร์รัปชันในสังคมไทย ทำไมเรายังมีการ คอร์รัปชันอยู่แบบนี้ งานวิจัยทั่วโลก รวมถึงงานวิจัยในประเทศไทยชี้ชัดว่าจุดเริ่มต้น ก้าวแรกของการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันคือการสร้างความโปร่งใสด้วยการเปิดเผยข้อมูล สาธารณะ เรามีงานวิจัยที่ชัดเจนบอกว่าข้อมูลสาธารณะที่ควรจะเปิดเพื่อต่อต้านคอร์รัปชัน ได้มีอย่างน้อย ๒๕ ชุดข้อมูลท่านประธาน ใน ๒๕ ชุดข้อมูลนี้ ๖ ชุดข้อมูลเป็นชุดข้อมูล ที่หน่วยงานในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ถืออยู่ หรือมีโครงการที่บริหารจัดการข้อมูล เหล่านี้อยู่ เช่น ข้อมูลงบประมาณภาครัฐ ข้อมูลเจ้าหน้าที่รัฐ ข้อมูลของคณะกรรมการต่าง ๆ ของรัฐ เป็นต้น ข้อมูลแต่ละชุดเมื่อดูกันแล้วแยกส่วนกันมันอาจจะไม่ได้เห็นความสุ่มเสี่ยง อะไร แต่เมื่อเอาข้อมูลหลาย ๆ ส่วนมาเชื่อมโยงกันเราจะเห็นความสัมพันธ์ที่ชี้ความสุ่มเสี่ยง การคอร์รัปชันได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เช่น เอาข้อมูลชุดต่าง ๆ เหล่านี้ไปเชื่อมโยงกับข้อมูล จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่กรมบัญชีกลางถืออยู่ หรือข้อมูลจดทะเบียนธุรกิจการค้าที่กรมพัฒนา ธุรกิจการค้าถืออยู่ ทีนี้ผมขออนุญาตมาอภิปรายในมาตรา ๗ นี้ เพราะในปีงบประมาณ ๒๕๖๙ หน่วยงานภายใต้สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานพัฒนารัฐบาล ดิจิทัล (องค์การมหาชน) สำนักงบประมาณ มีการตั้งงบประมาณโครงการที่เกี่ยวข้องกับ การบริหารจัดการข้อมูลสาธารณะที่งานวิจัยบอกว่ามีส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน อย่างมีนัยสำคัญ หลายปีที่ผ่านมามีการทำโครงการในลักษณะคล้าย ๆ แบบนี้ เช่น การบอกว่า จะมีการทำแพลตฟอร์มยกระดับมาตรฐาน การเปิดเผยข้อมูล การจัดเก็บข้อมูลแบบ Big Data แต่สุดท้ายแล้วข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้กลับไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ ไม่เกิดการเปิดเผย ให้ภาควิชาการเข้ามาสำรวจได้ ไม่มีการเชื่อมต่อกับข้อมูลชุดต่าง ๆ ผมจึงมีการตั้งข้อสังเกตไว้ แล้วก็มีการถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มาชี้แจงด้วย แล้ววันนี้ก็ขออนุญาตตั้งเป็นข้อสังเกตว่า โครงการต่าง ๆ เหล่านี้หลายโครงการสามารถใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ขึ้นได้ ในรายละเอียดควรจะมีการระบุอย่างชัดเจนว่าจะมีการเปิดเผยให้สาธารณะเขาถึงได้ ในรายละเอียดควรจะมีการระบุชัดเจนว่าจะมีการเชื่อมต่อชุดข้อมูล เพื่อนำไปวิเคราะห์ ในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ในการสนับสนุนงบประมาณอื่น ๆ เช่น งบบูรณาการต่อต้าน การทุจริตที่จะอยู่ในส่วนงบบูรณาการอีกครั้งหนึ่งนั้น เพราะฉะนั้นจึงขออนุญาตตั้งข้อสังเกต แล้วก็ขออนุญาตต้องติดตามและชี้แจงว่าควรจะต้องทำให้งบประมาณเหล่านี้มีประสิทธิภาพ มากขึ้นและเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ เพื่อการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันอย่างยั่งยืนในสังคมไทย ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปผู้แปรญัตติมีทั้งหมด ๗ ท่าน เชิญคุณรอมฎอน ปันจอร์ ครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม รอมฎอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคประชาชน วันนี้ ผมขออนุญาตมาแสดงความคิดเห็นขอแปรญัตติ ในมาตรา ๗ โดยเฉพาะงบประมาณของ กอ.รมน. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ผมติดตามการทำงาน แล้วก็มีโอกาสได้เข้าไปซักถาม ในชั้นคณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการอยู่พอสมควร แล้วก็มีประเด็นที่อยากจะ ขออนุญาตที่ประชุมเสนอให้มีการตัดลดโดยที่ต้องไล่เลียงให้ฟังก่อนว่า
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ในงบประมาณของมาตรา ๗ เฉพาะของ กอ.รมน. เอาเฉพาะของในมาตรา ๗ มีที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ อยู่ประมาณ ๗ หน่วยงาน กอ.รมน. ถือว่าเยอะที่สุดเลยอยู่ที่ประมาณ ๖,๐๐๐ กว่าล้าน ท่านประธาน ผมตั้งประเด็นเอาไว้ว่า กอ.รมน. ที่พึ่งพาวิกฤติไฟใต้ เราจะเห็นจากการใช้ งบประมาณ ใน ๗ หน่วยงานนี้ กอ.รมน. อันดับแรก สมช. เป็นอันดับ ๒ อันดับแรก ๖,๐๐๐ ล้านบาท สมช. ๓๙ ล้านบาท ห่างกันเยอะมาก เพราะฉะนั้นเราจะมาโฟกัสที่ กอ.รมน. เฉพาะมาตรา ๗ ตั้งอยู่ที่ประมาณ ๕,๓๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็ทางกรรมาธิการ ได้ตัดไปเกือบ ๖๐ ล้านบาท เหลือที่ ๕,๓๓๕ ล้านบาท ทีนี้พอไปดูรายละเอียดท่านประธาน ก็ถ้านับรวมเอางบประมาณของที่เรียกว่าค่าตอบแทนพิเศษรายเดือนอันนี้เป็นงบประมาณ ที่ตั้งในแผนงานบุคลากรอีก ๖๘๕ ล้านบาท เราได้ข้อสรุปที่น่าตกใจประการหนึ่ง ท่านประธาน คือเราจะพบว่าตกลงแล้วหน่วยงาน กอ.รมน. ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้ สำนักนายกรัฐมนตรีมีงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการดับไฟใต้ถึง ๖,๐๒๑ ล้านบาท ซึ่งกลายเป็นว่ามีงบประมาณถึง ๘๘ เปอร์เซ็นต์ของหน่วยงานนี้ที่ใช้ในจังหวัดชายแดน ภาคใต้ เราจะเห็นเลยว่าเป็นหน่วยงานที่มีภาวะพึ่งพาต่อภัยคุกคาม ต่อไฟใต้สูงมาก ๆ การดำรงอยู่ของ กอ.รมน. นั้นจึงสัมพันธ์กับสถานภาพของปัญหาไฟใต้ เป็นภาวะที่พึ่งพา กันและกันด้วย กอ.รมน. นั้นอยู่ได้ด้วยภัยคุกคาม ทีนี้ขอสไลด์ถัดไปผมจะชี้ให้เห็นว่า ภารกิจหลักของ กอ.รมน. เป็นเรื่องความมั่นคงปลอดภัย แต่อันนี้ก็เป็นสไลด์ที่ทางตัวแทน ของ สมช. ได้มาชี้แจงต่อในที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการ กลับกลายเป็นพบว่าไปดูตัวชี้วัด จำนวนเหตุการณ์ ถ้าดูเผิน ๆ ก็จะเห็นว่าสามารถบรรลุผลตามตัวชี้วัดได้ แต่ผมไปไล่เลียงดู รายละเอียดกลับพบตัวชี้วัดที่จริง ๆ เราวางเป้าหมายไว้ว่าในปี ๒๕๗๐ เหตุรุนแรงจะลด เหลือ ๐ แต่ตอนนี้นับตั้งแต่ปี ๒๕๖๕ เป็นต้นมา ถ้าท่านประธานดูกราฟที่เป็นสีส้มจำนวน เหตุรุนแรงก็เพิ่มสูงขึ้นมา ๓ ปีซ้อน และปีนี้แค่ ๕ เดือนแรกก็ถือว่าทะลุกรอบไปแล้ว อันนี้ เราก็เลยจะบอกว่าตัวชี้วัดสำคัญอันหนึ่งของ กอ.รมน. เอง ของหน่วยงานด้านความมั่นคงเอง กำลังตกเกณฑ์อย่างน่าตกใจท่านประธาน สไลด์ถัดไปผมจะชี้ให้เห็นที่บางยอดงบประมาณ ที่น่าสนใจแล้วผมก็ตั้งคำถามเรื่องนี้มาตั้งแต่วาระที่หนึ่ง เรามาดูว่ายอดที่สำคัญ ๒ ยอด ก็คือการกำลังพล การดำเนินงาน แล้วก็การสนับสนุนการใช้มวลชน เครือข่ายมวลชน ด้านความมั่นคง ยอดแรกตั้งไว้ที่ ๓,๔๑๒ ล้านบาท ยอดนี้ทางกรรมาธิการตัดมา ๒๐ ล้านบาทเท่านั้น แต่ผมเห็นว่ายอดนี้ต้องดูรายละเอียดและน่าจะตัดได้มากกว่านี้ ท่านประธาน เพราะว่าอะไร เพราะว่า กอ.รมน. ถูกวิจารณ์มาโดยตลอดว่าการใช้งบเกี่ยวกับ กำลังพล เกี่ยวกับงบประมาณในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่โปร่งใส แล้วก็มีกำลังพลที่ไม่ได้ ปฏิบัติงานจริงอยู่ในพื้นที่ด้วย และที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือว่าตัวงบประมาณเองอาจจะกลายเป็น ปัจจัยหรือว่าเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้เราไม่สามารถคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งได้ นี่ก็เป็นข้อกล่าวหาที่ค่อนข้างรุนแรง แต่ว่าอย่างไรก็ตามผมก็ไปฟังคำอธิบายของเจ้าหน้าที่ ที่มาชี้แจงก็พบว่าในยอด ๓,๔๐๐ กว่าล้านบาท จริง ๆ แบ่งเป็น ๒ ก้อน จริง ๆ บรรทัดเดียวเองในเอกสารงบประมาณขาวคาดแดง แต่แบ่งเป็น ๒ ก้อนคือ งบกำลังพลอยู่ประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็อำนวยการและบริหาร อีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ทีนี้ไปแบ่งดูใน ๗ หน่วยงานที่ได้ ทบ. รับไปเยอะสุดคือ ๖๔ เปอร์เซ็นต์ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท รองลงมาก็จะเป็น กอ.รมน. ภาค ๔ ส่วนหน้า ๕๗๑ ล้านบาท แต่ท่านประธานครับ มันจะมีงบที่คล้าย ๆ กันที่เรียกว่าค่าตอบแทนพิเศษรายเดือน ที่ผมพูดถึงเมื่อสักครู่ก็ตั้งอยู่เหมือนกันในแผนงานบุคลากร เพราะฉะนั้นมันเหมือนกับมี การตั้งงบที่เกี่ยวกับกำลังพลซ้อน ๆ กันอยู่ ประเด็นอยู่ตรงนี้ ประเด็นอยู่ว่าตัวอำนวยการ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ก็มีทั้งอะไร มีทั้งค่าน้ำมัน ธุรการ ค่าสาธารณูปโภค ค่าวัสดุ ค่าซ่อมบำรุง เวชภัณฑ์ ยารักษาโรค จัดหาครุภัณฑ์ต่าง ๆ เต็มไปหมดเลย คำถามก็คือเป็นไปได้ไหมที่ทาง กอ.รมน. จะแจกแจงรายละเอียดว่างบบรรทัดเดียวมันสามารถแบ่งจ่าย โครงการที่ขอมา มีรายการอะไร อย่างไรบ้าง แล้วก็ให้หน่วยงานต่าง ๆ อย่างไรบ้าง ไม่ใช่ส่งมาแค่บรรทัดเดียว แบบนี้ เพราะท่านประธานผมไปเจออีกที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่นี่รับไป ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ประมาณ ๓๐๐ กว่าล้านบาท แต่ว่าของหน่วยงานตัวเองก็มีค่าเบี้ยเลี้ยง ที่พัก และพาหนะที่ใช้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้อีกเกือบ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ๙๒๕ ล้านบาท โดยสรุปงบกำลังพลพวกนี้สำคัญมาก เพราะว่าเราต้องให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานจริง ถ้ามีเจ้าหน้าที่ที่ไม่ปฏิบัติจริงงานมันก็จะโหลดกับคนที่ทำงาน และซ้ำร้ายกว่านั้นก็คือมันจะ ส่งผลต่อขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติงานด้วย เพราะฉะนั้นก็ฝากท่านประธานถ้าตัดลดได้จริง ๆ ควรตัด ๑๐ เปอร์เซ็นต์เลย แต่ว่าถ้าไม่ได้อย่างไรอย่างน้อยที่สุดในปีหน้าคงต้องทำ รายละเอียดของงบก้อนนี้ให้ชัดเจน งบก้อนที่ ๒ ขอไสลด์ถัดไปนิดเดียว การสนับสนุนการใช้ งานเครือข่ายมวลชนเพื่องานด้านความมั่นคง เรื่องนี้น่าสนใจ เดิมทีเราเรียกกันในพื้นที่ว่า เป็นโครงการ ๔,๕๐๐ โครงการจ้างงานเร่งด่วนให้กับ ๓ กลุ่มเป้าหมาย ผู้ได้รับผลกระทบปีนี้ ได้ ๖๘ ล้านบาท มีราษฎรอาสารักษาหมู่บ้าน (อรบ.) และฟาร์มตัวอย่าง ๑๗๓ ล้านบาท แล้วก็มวลชนที่ช่วยเหลืองานภาครัฐอีก ๗๑ ล้านบาท และยังมีงานที่ทาง กอ.รมน. สร้างความเข้าใจกับกลุ่มเป้าหมายทั้ง ๓ นี้ ในเอกสารคณะอนุกรรมาธิการบอกว่า ๒.๓ ล้านบาทท่านประธาน ประเด็นอยู่ตรงนี้ ประเด็นอยู่ที่ว่าเฉพาะกลุ่มแรก ๖๘ ล้านบาท ผมเองลงพื้นที่ ท่านผู้นำฝ่ายค้านก็ลงไปกับผมวันก่อน เราก็พบกับผู้พิการซึ่งได้รับผลกระทบ กับเหตุการณ์ความรุนแรง ท่านก็ตั้งคำถามขึ้นมาว่างบประมาณขาดหายไป ผมได้รับคำชี้แจง จากเจ้าหน้าที่ กอ.รมน. เขาตั้งเกณฑ์ไว้ ๑๐ ปีว่าสำหรับผู้ได้รับผลกระทบนี้วางไว้ ๑๐ ปี คำถามคือทางผู้พิการซึ่งเป็นพลเรือนก็ตั้งคำถามว่าตัวเขาเองก็พิการเหมือนกันทำไม คนพิการถึงได้รับสิทธิไม่เท่ากันถ้าเทียบกับทางเจ้าหน้าที่ ท่านประธานคงทราบว่าเมื่อเช้า เราอภิปรายกันว่ามันมีเจ้าหน้าที่ที่ได้รับผลกระทบ ที่ได้รับเสี่ยงภัยในพื้นที่ชายแดนทางอีสาน กับทางภาคใต้ แต่ตอนนี้คำถามที่ผู้พิการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งคำถามถึงมาตรการ ให้ความช่วยเหลือด้วยว่าตกลงตั้งเกณฑ์ไว้ ๑๐ ปี แต่ขาเขาไม่มีแล้วก็เลยเป็นคำถามว่า มาตรการปีนี้เราสามารถที่จะมาเติมเต็มหรือว่าปรับอย่างไรได้บ้าง แต่เฉพาะยอดนี้ผมก็ ไม่เห็นด้วยถ้าจะตัดเงินช่วยเหลือของผู้พิการ แต่ว่าจริง ๆ ในรายละเอียดงบที่ทาง กอ.รมน. ตั้งเอาไว้สำหรับผู้ปฏิบัติของ กอ.รมน เองสามารถตัดได้อีกประมาณ ๒๐ ล้านบาท ผมคิดว่า เฉพาะก้อนนี้เราสามารถทำให้มีประสิทธิภาพมากได้ แล้วก็คิดใคร่ครวญถึงผู้ที่ได้รับ ผลกระทบมากขึ้นด้วย สุดท้ายขอสไลด์สุดท้ายนิดเดียวท่านประธาน ไป ๆ มา ๆ ตอนนี้ ดูเหมือนว่า กอ.รมน. กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่ว่าข่าวเมื่อสัก ๑๐ วันที่ผ่านมา สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้อาจจะดูเบาลงไป แต่จริง ๆ ข้อเท็จจริงตัวเลขที่บอกว่า ตกเกณฑ์เพิ่มนะครับ แต่ล่าสุด กอ.รมน. ประกาศให้ยาเสพติดเป็นภัยคุกคามและประกาศใช้ กฎอัยการศึก กลายเป็นดูเหมือนว่าตอนนี้ทาง กอ.รมน. ต้องการภัยคุกคามใหม่ขึ้นมา เพื่อที่จะมีเหตุผลในการตั้งงบประมาณเพิ่มมากขึ้นหรือไม่ อันนี้ผมขอตั้งคำถามทิ้งท้ายเอาไว้ ท่านประธาน ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปคุณชยพล สท้อนดี เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ชยพล สท้อนดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตหลักสี่ จตุจักร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ท่านประธาน กอ.รมน. จะสอดแนมประชาชนอีกแล้ว เราปล่อยให้งบก้อนนี้ ผ่านเข้ามาได้อย่างไร กรรมาธิการงบชุดนี้ไม่มีความสามารถในการเรียนรู้จากข้อผิดพลาด ที่ผ่านมากันได้เลยหรือ แต่เอาจริงถึงแม้ว่ากรรมาธิการงบจะพลาดไปเราอย่าให้สภาชุดนี้ ต้องพลาดตามกับการอนุมัติงบประมาณให้ กอ.รมน. นำไปซื้อ Spyware เพื่อสอดแนม ประชาชนได้อีก ผมเล่าให้ฟังคร่าว ๆ ก่อนว่าอะไรคือ Spyware ปูพื้นให้กันก่อน มันคือ โปรแกรมที่ถูกใช้เพื่อสอดแนม สามารถเจาะข้อมูลของเป้าหมายโดยที่เป้าหมายไม่รู้ตัวได้เลย สิ่งนี้ถือว่าเป็นภัยทางความมั่นคงอย่างมาก เพราะว่าเมื่อเป้าหมายคนไหนถูกเจาะระบบได้ สำเร็จแล้วผลกระทบความเสียหายที่ตามมามันแทบจะไม่จบไม่สิ้นจริง ๆ ข้อมูลที่สามารถ ดูดได้จากเป้าหมาย ข้อมูลบัตรประชาชน ข้อมูลที่อยู่ ทะเบียนบ้าน ข้อมูล Location มือถือ เบอร์โทรศัพท์ รหัสผ่าน แล้วข้อมูลทุกอย่างอยู่ในอุปกรณ์ไฟฟ้าของแต่ละท่าน ถ้าได้ข้อมูล ทั้งหมดตรงนี้การจะใช้เพื่อเข้าบัญชีธนาคารของเป้าหมาย จะขโมยเงินหรือจะไปเปิดบัญชีม้า หรือจะไปปลอมตัวเป็นเป้าหมายเพื่อใช้หลอกคนอื่นต่อไปนี้มันก็คงไม่ใช่เรื่องยากอะไรแล้ว เพราะฉะนั้นการใช้ Spyware ต่าง ๆ ในประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยเลยเป็นเรื่องที่ ยากมากเพราะมันคือภัยต่อความมั่นคง ภัยต่อระบอบประชาธิปไตย รัฐที่มีความรับผิดชอบ ต่อประชาชนเลยต้องจริงจังมากกับปัญหาของ Spyware แต่ปรากฏว่ารัฐไทยนี้เองที่ทำตัว เป็นภัยต่อระบอบการปกครองด้วยการพยายามใช้ Spyware เพื่อสอดแนมประชาชน โดยไม่เคยต้องรับผิดรับชอบกับการกระทำของตัวเองเลย ก่อนหน้านี้สมัยที่เป็นรัฐบาลทหาร เคยใช้โปรแกรมที่ชื่อว่า Pegasus ในการสอดแนมนักกิจกรรม นักวิชาการ แล้วก็นักการเมือง รื้อฟื้นความทรงจำให้สั้น ๆ แล้วกันว่า Pegasus มันคือ Spyware ชื่อดังที่อันตรายระดับ ต้น ๆ เพราะว่ามันเป็น Zero Click Spyware สั้น ๆ ง่าย ๆ เลย ปกติจะโดนดูดข้อมูล อะไรแบบนี้มันต้องหลอกให้มีการกด Link เพื่อให้มีการส่งข้อมูลระหว่างกันก่อน ถ้าเรายั้งใจ ไม่กด Link มั่ว ไม่เข้าเว็บไซต์แปลก ๆ มันก็จะไม่ได้โดนฝังโปรแกรมดูดข้อมูลพวกนี้กันเท่าไร แต่ Pegasus ไม่จำเป็นต้องหลอกกันให้มากความ แค่รู้เบอร์โทรศัพท์เท่านั้น ข้อมูลทั้งหมด ในมือถือ ทั้งกล้อง เสียง ภาพ รหัสผ่านทุกอย่างก็สามารถดูดได้หมดเลย แล้วโปรแกรมนี้ ก็ถูกใช้อยู่ในไทยได้ตั้งหลายปี แต่พอประเทศไทยเริ่มดูเหมือนจะกลับเข้าสู่ระบอบ การปกครองแบบประชาธิปไตยการใช้โปรแกรมก็เลยอยากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งกรรมาธิการงบ สามารถตัดงบในการต่ออายุใบอนุญาต พอ License มันขาด Pegasus มันก็เลยหายไป จากประเทศไทย แต่ทีนี้เดี๋ยวสไลด์เมื่อสักครู่นี้ขึ้นอีกรอบหนึ่งได้เลย
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
มาในปีนี้ กอ.รมน. ได้งบก้อนนี้มา ที่ผม Highlight ไว้ด้านล่าง ข้อที่ ๗ ระบบรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารจากแหล่งข่าวเปิด ๓๕ ล้านบาท ซักไซ้สอบถามไปมาปรากฏว่ามันคืองบประมาณสำหรับการซื้อโปรแกรม ที่ชื่อว่า Sherlock เป็นรูปแบบการโจมตี Zero Click คล้ายกันกับของ Pegasus ก็คือ ไม่จำเป็นต้องหลอกให้กด Link อะไร แต่มันจะต่างกันตรงนี้คือ Pegasus รู้เบอร์แล้วก็จะพุ่ง เป้าหมายเป็นคน ๆ ไปตามเบอร์โทรศัพท์นั้น แต่พอเป็น Sherlock เขาจะเรียนกันว่าเป็น Malvertising เป็น Malware ผสมกับ Advertising มันคือการหลอกดูดข้อมูลจากอุปกรณ์ โดยผ่านแค่หน้าโฆษณาเท่านั้นเอง คือท่านประธานเลื่อนมือถือผ่านไปเว็บไซต์ไหนที่มันมี หน้าโฆษณาขึ้นมาก็โดนเสร็จมันเรียบร้อยแล้ว เจาะได้หมด ไม่ว่าจะเป็นมือถือ Android iOS หรือว่าจะ Tablet หรือแม้กระทั่ง Window ใน Notebook หรือว่าคอมพิวเตอร์ก็ตาม แล้วหลังจากการที่ผมอภิปรายไม่ไว้วางใจไปก่อนหน้านี้ผมก็คิดว่ารัฐบาลจะสำนึกในอันตราย ของการสอดแนมข้อมูลจากหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะหน่วยงานทางความมั่นคงที่มีทหาร อยู่ในนั้น ถึงแม้ว่า กอ.รมน. จะเป็นหน่วยงานภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี แต่เราก็ต้อง ยอมรับกันตรง ๆ ว่าคนข้างในมันก็ถูกคุมโดยทหารทั้งนั้น มีแต่ทหารทั้งนั้นเลยที่นั่งอยู่ข้างใน แล้วถ้าเราไม่ควบคุมการทำงานของทหาร พอเห็นเป็นทหารเท่านั้นรัฐบาลก็พร้อมจะเซ็น เช็คเปล่าให้ยอมให้ซื้อโปรแกรมสอดแนมประชาชนต่อ ผมว่าเหตุการณ์เดี๋ยวมันจะต้อง ซ้ำรอยกับที่ผมอภิปรายไม่ไว้วางใจไปแน่นอน เดี๋ยวดูสไลด์ถัดไป นี่คือเอกสารที่ตอนนั้น ผมไม่ได้เปิดเพราะว่าตอนนั้นท่านพิเชษฐ์เบรกผมไว้จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรอบที่แล้ว แต่ตอนนี้ท่านพิเชษฐ์ไม่ได้อยู่ห้ามผมแล้ว ผมขอเอามาเปิดใหม่อีกรอบหนึ่งเลย นี่คือรายงาน ภัยความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จัดทำโดย กอ.รมน. นี่ล่ะครับ ที่ยอมรับแล้วด้วย กอ.รมน. นั้นเคยส่งผู้แทนเข้ามาชี้แจงในสภาแล้ว ในกรรมาธิการ ยอมรับแล้วว่านี่คือเอกสารจริง มีการระบุกลุ่มบุคคลที่แสวงหาผลประโยชน์โดยการแอบอ้างสถาบัน ถูกระบุไว้ ๓ ชื่อ ชื่อแรกเลย นายทักษิณ ชินวัตร ชื่อที่ ๒ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ชื่อที่ ๓ คือนายอนุทิน ชาญวีรกูล ต้องขออนุญาตที่เอ่ยนาม แต่ว่าพูดถึงเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กับท่านที่กำลังถูก คุกคามโดยกองทัพผ่านกลไกของ กอ.รมน. กันอยู่ ณ ตอนนั้นที่ผมอภิปรายไม่ไว้วางใจไป ท่านภูมิธรรมตอนนั้นยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้คำตอบสั้น ๆ ง่าย ๆ แค่ว่า ไม่เคยรู้เรื่องมาก่อนว่ามีเรื่องการสอดแนมแบบนี้เกิดขึ้นอยู่ในประเทศไทยเราด้วย บอกว่า ไปหาคำตอบให้แล้วก็มาขอโทษ ขออภัยที่ไม่กว้างขวางเท่าผมท่านเลยเข้าไม่ถึงข้อมูล และจนถึงทุกวันนี้ ผมจำได้ผมอภิปรายไปน่าจะประมาณเดือนมีนาคม เดือนเมษายน ประมาณนั้นหรือเปล่า นี่มันจะจบปีอีกรอบหนึ่งแล้วหาข้อมูลไปถึงไหนแล้ว ผมยังไม่รู้เลยว่า ท่านหาข้อมูลไปถึงไหน แต่ที่แน่ ๆ คือท่านไม่ได้นั่งอยู่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแล้ว ยังไม่รู้เลยว่าเจอคำตอบหรือยัง แล้วการที่รัฐบาลปล่อยให้ Spyware นี้ผ่านงบประมาณ เข้ามาได้จนถึงขั้นนี้โดยที่ไม่ยอมตัดทิ้งซ้ำร้อยนะครับ ซ้ำรอยแล้วเดี๋ยวรอดูเลยถ้าเรายังปล่อย ให้งบประมาณก้อนนี้ต่อไปได้ เห็นเป็นกองทัพเท่านั้นรัฐบาลก็พร้อมที่จะเซ็นเช็คเปล่าให้ ก็ขอให้รู้กันไว้เลยว่ารัฐบาลนี้ไม่ทำหน้าที่ในการปกป้องระบอบประชาธิปไตย แล้วก็ไม่ได้ ทำหน้าที่ในการปกป้องเงินภาษีของประชาชนเลยแม้แต่น้อย ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณปรีติ เจริญศิลป์ ครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม ปรีติ เจริญศิลป์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคประชาชน วันนี้ผมขอร่วมอภิปราย การใช้งบประมาณของหน่วยงานภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี ในส่วนของสำนักงานส่งเสริม การจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ขอสไลด์ด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
จากข่าวที่ไม่กี่วันนี้เองที่เราได้ทราบว่า มีการเปิดนิทรรศการการแข่งขันโป๊กเกอร์ในประเทศไทยครั้งแรกที่สุขุมวิท ระหว่างวันที่ ๓๑ กรกฎาคมถึงวันที่ ๕ สิงหาคมที่ผ่านมานี้เอง มีการให้เงินรางวัลรวม ๓๗ ล้านบาท จัดขึ้น ที่ห้างแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิท มีคนเข้าร่วมในการแข่งขันเป็น ๑,๐๐๐ คน มีทั้งคนไทยและ ต่างชาติเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ ผมทราบว่าจุดเริ่มต้นนี้มาจากสำนักงานส่งเสริมการจัด ประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) เป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้เกิด การจัดงานนิทรรศการในครั้งนี้เกิดขึ้น ผมพยายามหางบประมาณที่น่าจะเกี่ยวข้องว่า หน่วยงานนี้เขาใช้งบประมาณส่วนไหนในการไปสนับสนุน จึงได้ค้นหาว่ามีงบอุดหนุน บางส่วนที่เกี่ยวกับยุทธศาสตร์แผนงาน ยุทธศาสตร์ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ ด้านการท่องเที่ยว ผลผลิตที่ ๑ การจัดประชุมการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลและจัดแสดง สินค้าและนิทรรศการนานาชาติในประเทศไทย ๕๘๒ ล้านบาทนี้อาจจะเกี่ยวข้องก็ได้ ซึ่งผมลองมาดูสไลด์ถัดไป ไปดูพันธกิจของหน่วยงานนี้ว่าเกี่ยวข้องอะไรกับการจัดการแข่งขัน โป๊กเกอร์ไหม ผมไปดูภารกิจหน่วยงานนี้เขามีหน้าที่อะไรบ้าง มีหน้าที่เป็นตัวแทน ของประเทศไทยในการจัดทำข้อเสนอต่อหน่วยงานต่างประเทศหรือระหว่างประเทศ เพื่อขอรับการเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมและนิทรรศการต่าง ๆ ในประเทศไทย ส่งเสริม ภาพลักษณ์ที่ดีและสร้างโอกาสให้กับประเทศไทย รวมทั้งเป็นศูนย์กลางในการประสานงาน กับหน่วยงานอื่นเพื่ออำนวยความสะดวกในเรื่องของการจัดการประชุมและนิทรรศการ ในประเทศไทย ซึ่งดูแล้วมันน่าจะเกี่ยวกับการจัดการประชุมและนิทรรศการเป็นหลัก ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หน่วยงานนี้มีการเตรียมพร้อมมาตั้งแต่เดือนเมษายน เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายนได้ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแถลงข่าวกับหน่วยงานที่จัดการแข่งขัน ครั้งนี้ WPT หรือย่อมาจาก World Poker Tour ตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อสนับสนุนและ อำนวยความสะดวกในการแข่งขันครั้งนี้ โดยอ้างว่าเป็นกีฬาสาธิตเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ต่อมาบอร์ด กกท. ก็มีการพิจารณาอนุมัติให้โป๊กเกอร์เป็นกีฬาเมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๘ หลังจากนั้นก่อนที่จะมีการแข่งขันเพียงวันเดียวปรากฏว่าวันที่ ๓๐ กรกฎาคม กระทรวงมหาดไทยมีการอนุมัติให้โป๊กเกอร์สามารถได้รับการอนุญาตได้ ทั้งที่จริง ๆ แล้ว มีการประกาศห้ามให้อนุญาตมาถึง ๖๗ ปี แต่วันนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกลับมา ยกเลิกคำสั่งเดิม สังคมตั้งคำถามมากมายว่ามันคือกีฬาหรือการพนันกันแน่ ถ้าเป็นกีฬาทำไม กระทรวงมหาดไทยต้องมาเซ็นคำสั่งยกเลิก วันที่ ๓๐ กรกฎาคม ก่อนการแข่งขันเพียง วันเดียวเท่านั้น ซึ่งจริง ๆ แล้วในวันนั้น วันแข่งขันวันที่ ๕ วันสุดท้าย มีผู้ได้รับเงินรางวัล ๑๑ ล้านบาท เป็นคนจีน นี่แสดงให้เห็นว่ามันมีเงินรางวัลมาล่อใจด้วย ยิ่งไปกว่านั้นผมอยาก ให้เห็นว่าการพนันกับกีฬามันต่างกันอย่างไร การพนันมันต้องมีการวางเดิมพัน มีการเสี่ยงโชค มันเรียกว่าการพนัน แต่การจัดการแข่งขันครั้งนี้มีลักษณะของนิติกรรมอำพราง ให้มีการซื้อ Package Tour ๓ ระดับ ๗,๐๐๐ บาท ๑๔,๐๐๐ บาท ๓๗,๐๐๐ บาท นี่ค่าสมัครเพื่อลง การแข่งขันหรือเรียกว่าวางเดิมพัน และมีการเสี่ยงโชคอย่างไร โป๊กเกอร์เล่นกันแจกไพ่คนละ ๒ ใบแล้วเปิดไพ่ Lot แรก ๓ ใบ อีก ๒ ครั้ง ๒ ใบ ทุกการเปิดไพ่มีการเดิมพันเสมอนี่ล่ะ เรียกว่าการพนัน และสุดท้ายสิ่งจูงใจที่สุดสำหรับผู้เล่นคืออะไร คือเงินรางวัลนั่นเอง ที่สุดท้ายแล้วก็มีผู้ชนะ ในการแข่งขันมีตั้งเงินรางวัลไว้ทั้งหมด ๓๗ ล้านบาท แต่ผู้ชนะ อันดับ ๑ ได้ ๑๑,๔๐๐,๐๐๐ บาท นี่แสดงให้เห็นว่ามันคือการจัดการพนัน แต่แปลกใจว่า ทำไมสำนักงานนี้เข้าไปเกี่ยวข้องได้ทั้งที่หน่วยงานของท่านเองควรเป็นการจัดนิทรรศการ หรือการจัดการประชุมเท่านั้น วัตถุประสงค์ตอนแรกกับตอนหลังไม่เหมือนกันโดยสิ้นเชิง เป็นการจัดตั้งขบวนการมาตั้งแต่ต้น ๓ เดือน ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนกรกฎาคม ท่านสามารถอนุมัติให้โป๊กเกอร์สามารถจัดการแข่งขันได้ครั้งแรกในประเทศไทยจริง ๆ ผมเองจึงมีข้อกังวลในเรื่องการจัดสรรงบประมาณที่มาสนับสนุนงานที่ไม่ตรงกับพันธกิจของ หน่วยงาน จึงขอยืนยันให้มีการปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ ๖.๕ เปอร์เซ็นต์ ตามที่เคยเสนอไป ขอบพระคุณครับ
ต่อไป เชิญคุณเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตกรุงเทพมหานคร ธนบุรี คลองสาน บางปะกอก พรรคประชาชน วันนี้ผมร่วมอภิปรายในส่วนงบประมาณ ของสำนักนายกรัฐมนตรีในวาระที่สอง ผมขอตัดลดไว้ ๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ถ้าเปรียบเสมือนประเทศไทยเป็นร่างกาย หนังสืองบประมาณต่าง ๆ นานามันก็เหมือน หนังสือ Anatomy หนังสือกายภาพของรัฐเรา กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ มันก็เหมือน โครงสร้างของรัฐเป็นกระดูกต่าง ๆ จำนวนเงินของงบประมาณแต่ละอันมันก็แสดงถึง ความสำคัญเป็นเหมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงรัฐเราท่านประธาน ซึ่งประเทศไทยทุกคน ก็ทราบว่าทั้งโครงและทั้งการส่งเลือดอาจจะผิดหัวผิดหาง บางครั้งเราเอาเท้าไปหยิบข้าว กินบ้าง เอามือไปคว่ำหัวเดิน เดินกลับหัวกลับหางกันไปหมดก็เพราะว่าเราเห็นจาก งบประมาณนี้แล้วผมจึงกล้าพูดเช่นนั้นท่านประธาน และในมาตรานี้ในสำนักนายกรัฐมนตรีเอง เชื่อไหมถ้าประชาชนไม่ทราบก็คงคิดว่าเกี่ยวกับเป็นออฟฟิศของนายกรัฐมนตรี คอยประสานงานต่าง ๆ เป็นเลขาของนายกรัฐมนตรีใช่ไหม แต่จริง ๆ แล้วกระทรวงนี้ ถ้าเทียบเป็นกระทรวงก็เหมือนเป็นการรวมหน่วยงานต่าง ๆ สำนักงานต่าง ๆ เข้ามาไว้ ด้วยกัน เพราะอะไร เพราะว่าหลายอันนี้มีภารกิจหรือมีชื่อที่อยู่ในกระทรวงอื่น ๆ ได้ แต่ด้วย โครงสร้างของรัฐเรามันทำให้เดินไม่ค่อยถนัด ก็พยายามจะแก้ปัญหาอย่างที่ผมว่าข้างต้นมา พยายามมาตั้งหน่วยงานเพื่อมาตรวจสอบหน่วยงานปกติอีกที หรือมาทำโครงการที่มันเป็น ขององค์การมหาชนเอง ที่มันเร็วกว่าการดำเนินงานของภาครัฐเอง นาน ๆ เข้าเริ่มเยอะ ไปมาแล้วหัวนายกรัฐมนตรีก็เริ่มมึนไปหมด ไปมาหน่วยงานเหล่านี้กลับกลายเป็นมะเร็ง เสียเอง ผมยกตัวอย่าง หลาย ๆ อันคือตั้งขึ้นมาแล้วไปมาเริ่มเลอะเทอะ เริ่มมีจำพวกหนึ่ง ก็คือเริ่มไปทำงานของคนอื่น อย่างเช่น ผมก็ต้องขอบคุณที่พยายามตัดลดกันมา ผมเห็นอยู่ โครงการหนึ่งตัดลดน้อยเหลือเกินก็คือของทางสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ซึ่งอันนี้ก็เป็นข่าวลือเขาจะทำเป็น THACCA เอามาทำ Soft Power ก็มีโครงการหนึ่ง พัฒนาศักยภาพบุคคลในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพื่อรองรับการยกระดับ Soft Power ตั้งของบมาไว้ที่ ๒๔ ล้านบาท ตัดไป ๕ ล้านบาท ผมเชื่อว่าเพื่อน ๆ ลองไปอ่านในเอกสาร งบประมาณมันตั้งงบนี้กันทุกกระทรวงท่านประธาน แล้วผมให้เด็กข้างบนที่มาฟังตอบเลย ก็ได้ว่าจริง ๆ แล้วหน้าที่นี้ใครควรทำ กระทรวงไหนควรทำ ทุกคนตอบได้กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา แล้วทำไมอันนี้มาทำ นี่ก็อยู่ดีตั้งมาเรื่อย ๆ ก็ไม่รู้ทำอะไร ก็ต้องหางานทำ ตามนโยบายรัฐไปเรื่อย อันนี้ไม่ใช่ทีเด็ด เพื่อนของผมพูดมา ๒ คนแล้วเรื่อง กอ.รมน. อันนี้ ทีเด็ดขั้นสุดท่านประธาน กอ.รมน. หรือว่า Thai CIA หรือถ้าใครพูดแรง ๆ ก็บอกว่า เกสตาโปเมืองไทย เป็นหน่วยงานที่ดูแลเรื่องความมั่นคงท่านประธาน แล้วผมไปเจอ โครงการนี้มาทีเด็ดมากเลย ผมก็กลัวเหลือเกินว่าวันนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมจะตกงานหรือไม่ มีงานพิทักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมขอเงินไว้ ๒๑ ล้านบาท พอเข้าไปดู ถามว่าทำอะไร ก็เป็นการจัดอบรม ออกหน่วยเชิงรุกสร้างเครือข่ายอะไรของเขาก็ว่าไป เพื่อดูแลสิ่งแวดล้อม ผมก็แล้วหน่วยงานอื่นไม่ได้ทำอยู่แล้วหรือ เขาบอกว่าเป็นความมั่นคง ทางด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งโอเค กอ.รมน. ดูความมั่นคงหลายอย่าง มีทั้งแบบเขาเรียกว่าภัย ที่ต่างชาติเข้ามาในประเทศไทย ความมั่นคงทางการเมือง ผมก็งงเดี๋ยวปีหน้าของบประมาณว่า ขอหาเสียงเป็น สส. ได้ไหม เพื่อมาดูแลความมั่นคงทางการเมือง อย่างนี้จะเป็นไปได้ไหม อีกโครงการมีการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร ชื่อโคตรเท่ขอมา ๔.๓ ล้านบาท ถามว่าทำอะไร แน่นอนก็จะบอกว่าจัดเครือข่ายอะไรก็ว่าไป บูรณาการจะมี ทุกอัน ทุกโครงการ แปลง่าย ๆ ก็คือนัดชาวบ้านมาในระดับตำบล อำเภอ จังหวัด จำนวน ๔๐ คน มีระยะเวลาการดำเนินงาน ๑ วัน ก็คือนัดมาประชุม ๔๐ คน แล้วแจกเมล็ดพันธุ์พืช ใช้เงินวันเดียว ๔,๓๐๐,๐๐๐ บาท เมล็ดอะไร ข้าวอะไรแพงแท้ จริง ๆ เรียกประชาชนมา ๔๐ คน แจกเงินให้เขาคนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ก็ได้ ให้เขาไปซื้อเมล็ดพันธุ์เองก็ได้ อันนี้ ผมงงมากแล้วไม่ตัดกันมาได้อย่างไร มีอีกอันกิจกรรมหนึ่งงานแก้ไขปัญหาความมั่นคง เฉพาะกรณี การแก้ไขปัญหาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โอ้โฮกลัว ข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะตกงาน กอ.รมน. แย่งงานคุณทำแล้วพี่น้อง อันนี้ผมไม่ได้อะไร เป็นห่วงข้าราชการ ขอมา ๑.๔ ล้านบาท ก็คือประชุมนั่นล่ะ จัดประชุม ก็คืออบรมอะไร กันไปมา โอเคอันนี้หลายที่ก็ไม่ได้จัดครั้งเดียว ก็ที่ละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ๓๐๐,๐๐๐ บาท ๒๘๐,๐๐๐ บาท ก็จัดประมาณ ๓-๔ ครั้ง จะเห็นได้ว่าที่ผมพูดมาวันนี้ ในการครั้งนี้ผมจะพูด แต่ละกระทรวงและชี้ให้เห็นว่าปัญหาของประเทศไทยเราไม่ได้มีเงินไม่พอ แต่เราเอาเงิน ไปให้คนโน้นแปะอันนั้นที แปะอันนี้ทีเหมือนเราจะสร้างพระพุทธรูป แล้วเราบอกว่าช่วยกัน สร้างนะทุกคนมาแปะทองแต่ละอัน ทุกคนก็บอกว่าฉันขอแปะตรงหน้าแล้วกัน มันก็ กลายเป็นว่าพระพุทธรูปนี้มันก็ไม่ได้สวยใช่ไหม แทนที่จะให้หน่วยงานนี้ทำแขน หน่วยงานนี้ ทำขา แล้วจะได้ออกมาเป็นโครงสร้างรัฐ เป็นรูปร่างที่เหมาะสมทุกคนเก่งในส่วนของตัวเอง ไม่ใช่ต่างคนต่างละเมิดทำเกินหน้าที่ พยายามไปทำอันโน้นอันนี้ เพราะเห็นว่ารัฐบาล ให้นโยบายมาแล้วก็เป็นช่องทางในการขอเงินเพื่อไปขอมีส่วนร่วมในการอาจจะทุจริตหรือไม่ ก็ไม่ทราบ ดังนั้นเองท่านประธานก็ต้องขอบคุณและอยากให้ประชาชนได้ติดตาม เพราะว่า วันนี้เท่าพิภพไม่ขอเป็นแค่ สส. หรือนักทำเบียร์ ผมขอเป็นนักผ่าศพ ผมจะมาผ่าศพประเทศไทย ให้เห็นโครงสร้างของรัฐว่าอะไรไม่จำเป็น เพื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นมะเร็งเกาะกินประเทศนี้ อยู่ต่อไป ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณภคมน หนุนอนันต์ ครับ
เรียนประธานสภา ดิฉัน ภคมน หนุนอนันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ในส่วนของมาตรา ๗ สำนักนายกรัฐมนตรีดิฉันเสนอคำแปรญัตติเอาไว้ โดยจะพูดถึงงบประมาณในการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล ๒ หน่วยงานหลักคือ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและ กรมประชาสัมพันธ์ ท่านประธานดิฉันต้องขอแจ้งท่านประธานว่าอาจจะใช้เวลามากกว่า ๗ นาที สักเล็กน้อย ดิฉันคิดว่าไม่มีโอกาสไหนแล้วที่จะเหมาะกว่านี้ที่เราจะมาดูกันว่า งบประมาณที่ใช้ในการสื่อสารของรัฐบาลมันผิดพลาดตรงไหน เพราะสถานการณ์ความขัดแย้ง ไทย-กัมพูชา ช่วงปลายเดือนที่ผ่านมาเป็นเหตุการณ์ที่คนไทยทั้งประเทศตั้งคำถามกับการ สื่อสารของรัฐบาล ท่านปล่อยให้คนไทยทั้งประเทศ Check ข่าวกันเอง ข่าวจริง ข่าวปลอม เต็มไปหมด เปิดช่องให้คนต้องการหาประโยชน์กับยอด Engagement ปั่นสถานการณ์ ไปไกล เพราะอะไร เพราะท่านไม่มีการรวมศูนย์และไม่มีเอกภาพของข้อมูล ท่านปล่อยให้ หน่วยงานต่าง ๆ ออกมาพูดเรื่องเดียวกัน แข่งกันให้สัมภาษณ์จนกลบเสียงของคนที่มีหน้าที่ จริง นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดเล็ก ๆ แต่มันสะท้อนปัญหาโครงสร้างว่าทีมสื่อสารของรัฐบาล ขาด Unity of Command หรือเอกภาพในการบังคับบัญชาในการสื่อสารของภาครัฐ ในสถานการณ์แบบนี้โดยเฉพาะเรื่องระหว่างประเทศ การสื่อสารในภาวะวิกฤติ สิ่งที่สำคัญที่สุดท่านต้องมีเสียงเดียวที่สื่อสารอย่างเป็นทางการ การปล่อยให้ต่างคนต่างพูด มันกลายเป็นว่าสังคมเขาจะเชื่อใครดี มันทำลายความเชื่อมั่นของรัฐบาล ทั้งที่สถานการณ์ แบบนี้ท่านต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนไทยทั้งประเทศเป็นสิ่งแรก พอท่านช้าท่านออกมา แบบนี้ พยายามที่จะเบลอว่าสถานการณ์มันไม่วิกฤติล่าช้าไป ๓-๔ วัน ทางกัมพูชาปล่อยข่าว ทุกวัน การออกมาช้ามันแก้ทางได้ด้วยยุทธศาสตร์การเล่าเรื่องหรือทฤษฎีการสื่อสาร เขาเรียกว่า Narrative Strategy เพราะคนในโลกนี้เขารอฟังรัฐบาลไทย สำคัญที่สุด อย่าถือว่าดิฉันสอนเลยแต่ดิฉันเรียนมา คนทำงานสื่อสารท่านอย่ากลัวว่าจะประเมิน สถานการณ์ว่ามันวิกฤติ ท่านต้องไม่กลัวว่าคนรับสารเขาจะแตกตื่น เพราะเป็นหน้าที่ที่ท่าน จะต้องสื่อสารให้ประชาชนเขาเชื่อมั่นว่าท่านเอาอยู่ ดิฉันพูดเผื่อไว้ในอนาคตเลยว่า หากทีมสื่อสารของรัฐบาลยอมรับได้ว่าอันไหนคือสถานการณ์วิกฤติท่านจะได้สื่อสารในบริบท วิกฤติ ท่านไม่ต้องกลัวว่าประชาชนเขาจะตกใจ ประชาชนเขาจะตกใจมากกว่าที่ท่านทำอะไร ไม่ได้เลย และสิ่งสุดท้ายคือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ ดิฉันพูดไปท่านอาจจะไม่พอใจก็ไม่ว่ากัน แต่ต้องยอมรับความจริงว่าการสื่อสารในแบบที่รัฐบาลทำ ทั้งโครงสร้างงบประมาณและคน ปฏิบัติงานมันเก่าไปแล้ว มันมองเกมไม่ขาด ประเมินไม่ถูก เงอะงะไปหมด ทั้งที่ด่านของ การสื่อสารมันควรจะเป็นสิ่งแรกที่เราควรให้ความสำคัญ เพราะมันสร้างความเชื่อมั่นกับคน ทั้งในประเทศและสังคมโลกได้ เอาล่ะคราวนี้มาดูกันว่าสิ่งที่ดิฉันพูดมาทั้งหมดทั้งมวลไม่ใช่ว่า ท่านไม่เคยคิด ไม่เคยวางแผนมาก่อน
โครงการแรก โครงการชื่อว่าฝึกอบรม NextGen PR ยกระดับทีมสื่อสาร ภาครัฐรุ่นใหม่ กลุ่มเป้าหมายที่ขออบรมคือบุคลากรสำนักโฆษก งบประมาณไม่มากมาย ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ที่สำคัญโครงการนี้ของบประมาณทุกปี ท่านพยายามเป็น ทีมสื่อสารรุ่นใหม่ทุกปี ตั้งแต่ปี ๒๕๖๗ ขอมา ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๘ ท่านขอมา ๓๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้ขอมา ๔๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ผลลัพธ์อยู่ไหน ถ้าโครงการนี้เป็น โครงการใหม่ก็น่าลุ้น แต่นี่ท่านตั้งงบอบรมมาแล้ว ๒ ปี ดิฉันคิดว่างบประมาณ ปี ๒๕๖๙ ไม่ต้องเอาหรอกผลลัพธ์ชัดเจนขนาดนี้ พอบทจะเอาการเอางานจริง ๆ ล้มเหลว ทำอะไร ไม่ถูกเลย จริง ๆ ท่านไม่ต้องจ่ายสักบาท แค่ย้อนกลับไปดูคำแนะนำของคนทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการด้านการต่างประเทศ ด้านการสื่อสาร อดีตสื่อมวลชน อดีตรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คนที่เคยทำงานในทีมโฆษกตั้งแต่พรรคเพื่อไทยเองด้วยซ้ำ ทุกคนแนะนำการสื่อสารภาครัฐให้ท่านหมดแล้ว แม้ว่ามันจะเป็นเงินที่มันน้อยเมื่อเทียบกับ โครงการรัฐอื่น ๆ แต่การทำงานของท่านในสนามจริงมันสะท้อนแล้วว่าท่านไม่ได้ขาด การอบรมหรือความรู้ แต่ท่านขาดศักยภาพ ท่านขาดสารตั้งต้นและจุดยืนในการสื่อสาร
โครงการต่อมา LINE Official ไทยคู่ฟ้า งบประมาณ ๔,๗๐๐,๐๐๐ บาท ขอทุกปี ดิฉันได้เข้าไปติดตามในชั้นคณะอนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการได้พยายามที่จะ เสนอตัดลดแล้วแต่ท่านก็ยืนยันแข็งขันว่ามันจำเป็นจริง ๆ มันต้องใช้ เพราะมันเป็นช่องทาง ในการทำงานเชิงรุกของรัฐบาล ไปดูว่าเชิงรุกที่ว่าทำงานอย่างไร ในสถานการณ์วิกฤติ ข่าวเชิงรุกที่ท่านนำเสนอของช่องทางแพลตฟอร์มไทยคู่ฟ้าทุกแพลตฟอร์มคือข่าวที่ หาอ่านได้ทั่วไปเลย ไม่ใช่ข่าวทางการที่มีหนึ่งเดียวจากรัฐบาล หนำซ้ำมีการก๊อบปี้ แถลงการณ์ของสหภาพแพทย์ผู้ปฏิบัติงานและการรวมกลุ่มกันอย่างไม่เป็นทางการที่เขา ต้องการสะท้อนจุดยืน ซึ่งช่องทางการทำงานของรัฐบาลควรมีแถลงการณ์ของตัวเอง หรือถ้าทำมากกว่านั้นท่านต้องประสานกับแพทยสภา ยกระดับแถลงการณ์ให้มันทางการ ไปเลยเรื่องนี้ไม่น่าจะเข้าใจยาก และถ้าจะอ้างว่านี่คือช่องทางการสื่อสารเชิงรุกที่เป็น เครื่องมือหลักของรัฐบาล ไม่จำเป็นเลย LINE หมู่บ้านก็ทำได้แบบนี้เหมือนกัน ไม่ต้องเอา งบประมาณแผ่นดินปีละ ๕ ล้านกว่าบาทไปใช้เลย ดิฉันไม่ได้บอกว่าจุดยืนของสหภาพแพทย์ ผู้ปฏิบัติงานไม่สำคัญ แต่ถ้าคุณเห็นว่าสำคัญมันเข้าหูเข้าตาคุณจริง ๆ คุณในฐานะรัฐบาล ต้องสนับสนุนเขาด้วยการออกแถลงการณ์โดยรัฐบาล หน่วยงานของรัฐบาลต้องทำให้เสียง ของเขาสำคัญและถูกสนับสนุนโดยองค์กรหลักไม่ใช่ลอกแถลงการณ์มาลงแบบนี้ แบบนั้น ให้เป็นหน้าที่ของสื่อมวลชนทั่วไปที่เขานำเสนอ ดังนั้นตัดทิ้งไปเลยทั้ง ๒ โครงการ ไม่ต้องทำ
สุดท้ายจะไม่ถามหาบทบาทของกรมประชาสัมพันธ์เลยก็คงไม่ได้ ตราบใด ที่ท่านยังของบประมาณการสื่อสารปีละ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท มีงบประมาณ เพื่อประชาสัมพันธ์ นโยบายภาครัฐ ปีละ ๓๐๐ กว่าล้านบาท ดิฉันคิดว่างานสื่อสารของรัฐบาลมันทำแยกส่วนกัน ไม่ได้หรอก ดังนั้นในฐานะสื่อของรัฐกรมประชาสัมพันธ์ควรเป็นกลไกสำคัญและมีบทบาทนำ ในการสื่อสารในสถานการณ์วิกฤติ ดิฉันเข้าใจว่ามันยากนิดหนึ่งท่านอาจจะคิดว่าในเมื่อไม่มี สารตั้งต้นมาให้ท่านจะนำเสนออย่างไร ในเมื่อทีมสื่อสาร ทีมโฆษกของรัฐบาลไม่มีหัวหอก ไม่มีการรวมศูนย์ของข้อมูล กรมประชาสัมพันธ์ก็ควรมีบทบาทตรงนี้ประสานงานเพื่อนำเสนอ ข้อมูลที่จำเป็นให้ประชาชนได้ทราบ นำเสนอเรื่องราวที่มันแตกต่างจากสื่อทั่วไปที่เขาทำแล้ว เราในฐานะวงในมีข้อมูลที่ลึกกว่า ไวกว่า นัยของการสื่อสารของกรมประชาสัมพันธ์ อย่างไรเสียประชาชนเขาทราบอยู่แล้วว่านี่คือข่าวทางการจากรัฐบาล มันลดความสับสน ของสังคมได้ ปิดช่องการปั้นข่าวปลอมและปราม Page ที่พยายามปั่น Drama ซึ่งไม่ควร เกิดขึ้นเลย ท่านอย่าลืมว่าท่านมีงบดำเนินการในการโฆษณาเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ของรัฐ งบปีละประมาณ ๘๔ ล้านบาท ในทุก ๆ ปีอยู่ราว ๆ นี้ล่ะค่ะ ไม่นับโครงการที่แยกย่อย เฉพาะเจาะจงแต่ละภารกิจอีก เช่น โครงการจัดการข้อมูลข่าวสารเพื่อประชาสัมพันธ์และ สร้างการรับรู้ ผลลัพธ์เขียนเอาไว้ว่าให้ประชาชนทุกพื้นที่เข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เชื่อถือได้ ใช้เงิน ๓,๔๐๐,๐๐๐ บาท โครงการประชาสัมพันธ์ประชาคมอาเซียนและความร่วมมือ อาเซียน ผลลัพธ์บอกว่าเพื่อสร้างเกราะป้องกันจากข่าวปลอมอีก ๔,๖๐๐,๐๐๐ บาท ยิ่งลงลึกรายละเอียดโครงการนี้ดิฉันยิ่งรู้สึกว่าสิ้นเปลือง เห็นชัดว่าโครงการงบประมาณ ของกรมประชาสัมพันธ์มันเป็น Routine มันไม่มีเชิงลึก ไม่มีการทำงานเชิงรุกอะไรเลย ดิฉันคิดว่าวันนี้ประชาชนทั้งประเทศเห็นตรงกันว่างบประมาณในการประชาสัมพันธ์ ของกรมประชาสัมพันธ์มันคุ้มค่าแค่ไหน ต่อมาท่านควรเป็นกลไกสำคัญในการสร้าง Narrative Strategy หรือยุทธศาสตร์การเล่าเรื่องเพื่อสื่อสารกับประชาคมโลกในโครงการ ที่ตั้งมาท่านมีช่อง NBT World หรือโครงการสื่อสารภาษาอังกฤษใช้งบประมาณ ๖ ล้านบาท แต่ทำไมเราคาดหวังบทนำในการสื่อสารอะไรไม่ได้เลย ดังนั้นดิฉันขอปรับลดงบประมาณ จากที่กรรมาธิการได้ปรับลดไปแล้วอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ สุดท้ายดิฉันอาจจะเป็นคนส่วนน้อย ที่ยังปรารถนาและคาดหวังกับหน่วยงานของท่าน ดิฉันพูดอย่างตรงไปตรงมาท่านต้องฮึบ แสดงศักยภาพถึงความจำเป็นของการมีอยู่ของท่านให้ได้ สร้างพลังให้คนทำงานเขามีไฟ ในหน่วยงานของท่านมีบุคลากรข่าว มีข้าราชการที่มีคุณภาพเยอะแยะมากมาย และพูดกัน อย่างตรงไปตรงมา ดิฉันคิดว่าสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เรา ต้องมาทบทวนสังคายนางบโฆษณาประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ เพราะมันชัดเจนที่สุดแล้ว ท่านไม่ได้ไม่มีงบประมาณเพียงแต่ท่านไม่มีของ ขอบคุณค่ะ
ต่อไปครับ คุณเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล เชิญครับ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สัดส่วนเครือข่ายชาติพันธุ์ ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายแปรญัตติในมาตรา ๗ ขอสไลด์ ด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ท่านประธานครับ ผมจะขอพูดเฉพาะบทบาทหน้าที่แล้วก็งบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการนโยบาย ที่ดินแห่งชาติ หรือ สคทช. พอเราพูดถึงบทบาทหน้าที่ของ สคทช. เปิดดูตัวกฎหมายแล้ว สรุปได้เป็น ๔ เรื่องก็คือ เรื่องของการพัฒนากฎหมายนโยบาย ติดตามตรวจสอบการใช้ที่ดิน แล้วก็แก้ไขปัญหาเรื่องสิทธิในที่ดิน กระจายการถือครองที่ดิน รวมทั้งเรื่องของการพัฒนา ระบบฐานข้อมูลที่ดิน นี่ก็คือเป็นบทบาทหน้าที่ที่สำคัญของ สคทช. ทางสำนักงาน คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติได้ทำเอกสารชี้แจงคณะกรรมาธิการงบประมาณ ซึ่งผมคิดว่าทำได้ดีพอสมควร แล้วก็ส่วนที่สรุปปัญหาการดำเนินงานของ สคทช. ที่ทำให้เรา ได้ทราบว่าการทำงานของ สคทช. มีปัญหาอะไรบ้างอย่างนี้ ถ้าเราดูมันจะมีอยู่ ๓ เรื่อง ใหญ่ ๆ ที่เป็นปัญหาการดำเนินงานของ สคทช. อันที่ ๑ ก็คือเรื่องของความล่าช้าในการ พิสูจน์สิทธิ อันที่ ๒ ก็คือเรื่องของปัญหาการดำเนินการตามนโยบายจัดที่ดิน อันที่ ๓ ก็คือ ปัญหาการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ ผมอยากจะให้สังเกตตัวอักษรสีเหลืองเอาไว้ ความสำคัญ ของมันคืออะไรเดี๋ยวผมจะพูดในลำดับต่อไปนะครับ โครงการของปีงบประมาณ ๒๕๖๙ เมื่อเอามาคลี่ดูแล้วมีอยู่ ๑๐ โครงการด้วยกัน ตามสีที่ผม แบ่งเอาไว้ สีเหลืองคือโครงการที่จัดเป็น Priority หรือโครงการที่สำคัญ สีขาวคือโครงการ ที่รองลงไป ส่วนสีแดง ๑ โครงการคือโครงการที่ผมคิดว่ามีปัญหา แล้วก็ผมอยากจะลง รายละเอียดในโครงการนี้ ท่านประธานผมไม่ได้มีเจตนาที่จะมาพูดเพื่อที่จะตัดงบของ สคทช. เสียเลยทีเดียว แต่ว่ามันก็มีความจำเป็นที่เราต้องพูดถึงโครงการบางประการที่คิดว่ามีปัญหา แล้วก็เมื่อดูตัวงบประมาณแล้วผมคิดว่ารัฐบาลยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการจัดงบประมาณ มาแก้ไขปัญหาที่ดินของประเทศ ถ้าให้สรุปโดยรวมตอนนี้บอกได้ว่าปัญหาที่ดินของ ประเทศไทยเรามีปัญหาวิกฤติในหลายประการ แล้วสำนักงานคณะกรรมการนโยบาย ที่ดินแห่งชาติก็เป็นหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการไปแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะ การเป็นผู้ที่จะร่วมกับรัฐบาลในการดำเนินการในระดับนโยบายจริง ๆ แล้วก็อยากจะให้ดู ตัวโครงการที่ผมคิดว่าอาจจะมีปัญหาแล้วก็ยังสงสัยอยู่ว่าตรงกับภารกิจของ สคทช. หรือ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติหรือไม่ โครงการที่เกี่ยวกับการส่งเสริม พัฒนาอาชีพและการตลาดดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งที่ดี แน่นอนเป็นสิ่งที่ดีต้องการและจำเป็น ในสังคมไทยปัจจุบันเป็นอย่างมาก แต่ว่าเมื่อมาดูอำนาจหน้าที่และภารกิจของ สคทช. แล้ว มันก็ยังมีข้อสงสัยว่าตกลงแล้วมันใช่อำนาจหน้าที่ไหม ถ้ามาดูตัวเนื้อหาของภารกิจในการ ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพแล้วก็เรื่องการตลาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยี เรื่องของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาและวิจัย การขนส่ง การรวมกลุ่มอะไรทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าทำทั้งหมดจริงอย่างวันนี้มันต้องใช้ งบประมาณเป็นหลักพันหรือว่าอาจจะหลาย ๑,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งความจริงกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ ๒ กระทรวงนี้รวมกันใช้งบประมาณในการทำภารกิจเหล่านี้ เกินหลาย ๑๐๐ ล้านบาท หลาย ๑,๐๐๐ ล้านบาทด้วยซ้ำไป แต่ก็ยังทำอะไรไปไม่ได้ถึงไหน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมคิดว่าอาจจะไม่ได้เหมาะในการที่จะเอามาให้เป็นภารกิจของ สคทช. งบประมาณที่ถูกปรับลดลงไปก็คือค่าปรับปรุงอาคารที่ทำการของ สคทช. ซึ่งในส่วนนี้ ก็ยังสงสัยอยู่เพราะว่าทางคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เราเคยไปประชุมร่วมกับทาง สคทช. ก็ได้รับการสื่อสารมาว่า สคทช. จำเป็นต้องมีอาคาร สำนักงานเป็นของตัวเอง โดยเฉพาะจำเป็นต้องมีสถานที่สำหรับการจัดเก็บข้อมูล ซึ่งหมายถึงว่า ข้อมูลที่ดินทั้งประเทศมันจำเป็นต้องมีอาคารสำนักงานเป็นของตัวเอง แต่ว่าตอนนี้ก็ถูกตัดงบ ก็ยังเป็นที่สงสัยกันอยู่ว่าชี้แจงแล้วก็มีความเห็นกันอย่างไร ทีนี้ในสิ่งที่ควรถูกตัดแต่ว่าไม่ได้ ถูกตัดก็คือโครงการที่ผมได้พูดไปเมื่อสักครู่นี้ ก็คือโครงการที่เกี่ยวกับการพัฒนาและส่งเสริม อาชีพ โครงการที่จำเป็นต้องเร่งรัด ซึ่งความจริงแล้วผมคิดว่ามีอยู่ ๒-๓ โครงการ ที่ทาง สคทช. จำเป็นต้องเร่งรัดเป็นอย่างยิ่งก็คือ
อันที่ ๑ ที่สำคัญเลยก็คือการศึกษาแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ดิน คทช. ที่ตอนนี้เป็นปัญหาอยู่ว่าประชาชนไม่ยอมรับ คทช. ไม่ยอมเข้าโครงการ คทช. ก็เลยทำให้ การดำเนินการเป็นไปได้ด้วยความล่าช้า เกิดปัญหาด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย รัฐเองไม่สามารถ ทำงานได้ ไม่สามารถที่จะไปรับรองสิทธิแล้วก็ปกป้องคุ้มครองพื้นที่ป่าได้
อันที่ ๒ ก็คือในส่วนของประชาชนก็ยังอยู่ในภาวะที่คลุมเครือ แล้วก็ต้องต่อสู้ ขัดแย้งกับรัฐเรื่อยไป อันนี้เป็นปัญหาด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย เพราะฉะนั้นมันมีความจำเป็นที่ สคทช. ต้องไปเร่งรัดดำเนินการในส่วนนี้ให้ได้ โดยเฉพาะการไปออกแบบตัวกฎหมาย และนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งตัวรัฐแล้วก็ตัวประชาชน เพราะฉะนั้นผมก็เลยคิดว่า ภารกิจสำคัญมีอยู่ แต่ภารกิจที่คิดว่าอาจจะไม่ใช่หน้าที่ภารกิจก็ยังมีอยู่ เพราะฉะนั้นก็เลยคิดว่า ในส่วนนี้ควรจะต้องถูกตัดออกไป สำหรับของผมก็เลยเสนอว่าให้ปรับลด ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ผู้แปรญัตติหมดนะครับ ต่อไปท่านสมาชิกที่ใช้สิทธิอภิปราย มีจำนวน ๔ ท่าน ขอโทษทีครับ ท่านแปรญัตติ เชิญท่านคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม คงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระนอง พรรคภูมิใจไทย วันนี้ผมขออนุญาต วันนี้ขอสงวนคำแปรญัตติของมาตรา ๗ งบประมาณรายจ่ายของ สำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานในกำกับ ซึ่งได้ตั้งงบประมาณอยู่ที่ ๒๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานที่เคารพ ในส่วนของผมเองมีปัญหาของหน่วยงานในกำกับดูแล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ของท่านนายกรัฐมนตรี นั่นคือของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ สคทช. ท่านประธานหน่วยงานนี้เป็นหน่วยงานที่ผมภาคภูมิใจ สมัยที่ตั้งมาก็สมัยที่ผมได้ เข้ามาดำรงตำแหน่งเมื่อปี ๒๕๖๒ ก็เกิดสมัยผมพอดี ได้ตั้งโดยท่านนายกรัฐมนตรีสมัยท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขออนุญาตเอ่ยนามท่านด้วย แล้วพรรคภูมิใจไทยก็เป็นพรรค ร่วมรัฐบาลช่วงนั้นด้วย เราได้ทำงานร่วมกันในส่วนนี้แล้วก็คงให้ความหวังกับสำนักงาน คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ สคทช. โดยความหวังว่าในหน่วยงานนี้ที่กำกับดูแล โดยมีนโยบายของ พ.ร.บ. ปี ๒๕๖๒ ออกมา มีอำนาจหน้าที่และหลักเกณฑ์การจัดที่ดินของ คทช. เพื่อให้ประชาชนในชุมชนในพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยตามนโยบายของรัฐบาล โดยมีวัตถุประสงค์ก็คือเพื่อแก้ไขปัญหาของผู้ที่ไร้ที่ดินทำกิน ลดความเหลื่อมล้ำและป้องกัน การบุกรุกที่ดินของรัฐ โดยมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขต่าง ๆ ที่กำหนดนโยบายของ คทช. ไว้ เพื่อที่จะไม่ให้หน่วยงานเกิดความซ้ำซ้อนหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงของที่ดินทำกิน ได้เข้ามามีบทบาทและ คทช. จะหยิบยื่นเข้ามาดูแลในเรื่องนี้ ท่านประธานที่เคารพ หน่วยงานนี้มีหน้าที่กำกับดูแลในเรื่องเกี่ยวกับแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินกับหน่วยงานที่มี ความซ้ำซ้อน จะเห็นได้ว่าวันนี้ที่ได้ตั้งงบประมาณและมีการปรับลดไว้ หน่วยงานของ สคทช. ๒๐๐ กว่าล้านบาท ๒๗๔ ล้านกว่า มีการปรับลด ๙ ล้านกว่า ท่านประธานโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาและประเมินผลการปฏิบัติราชการ และสนับสนุนต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงสร้าง โอกาสและความเสมอภาคทางสังคม สนับสนุนบริหารจัดการ ที่ดินและทรัพยากรของที่ดิน ท่านประธานไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับรายการ One Map วันนี้ ถึงไหน ก็ยังไม่ได้รับความคืบหน้าของ One Map การแก้ปัญหาที่ดินทำกินของหน่วยงาน ซ้ำซ้อน ไม่ว่าจะเป็นของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยตรง จากกรมป่าไม้ ก็ดี จาก ทช. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในส่วนนี้ท่านประธานครับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ทำกิน ของพี่น้องประชาชน วันนี้มีความซ้ำซ้อน สคทช. ได้เข้ามามีบทบาทในการที่จะมาดูแล โดยมีท่านนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธาน แล้วก็มอบให้รองนายกรัฐมนตรีดูแล มี ผอ. เลขา ของ สคทช. เป็นผู้ที่ได้รับมอบนโยบายแล้วก็เข้ามาดูแล ในส่วนนี้ผมขอเจาะไปที่จังหวัดระนอง จังหวัดระนองมีพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิเพียง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นเป็นเขตป่า แต่พื้นที่ ที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อนคือ ๘๐๐ กว่าไร่ สคทช. ได้ขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม หรือกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ทช. พื้นที่นี้มีพื้นที่ ๘๐๐ กว่าไร่ ขอ ๘๐๐ กว่าไร่มาดูแลตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ เป็น Model จะเป็น Model ของ สคทช. และจะแก้ ตรงนี้ให้กับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ แต่ท่านทราบไหมวันนี้ Model ของ สคทช. ไม่ไป ถึงไหน ผมสมัยที่ ๒ ท่านประธาน แค่จังหวัดระนอง ๘๐๐ กว่าไร่ ยังแก้ไม่ได้ ผมว่า สคทช. หน่วยงานนี้มีไว้ทำอะไร เปลืองงบประมาณแผ่นดินครับ อีกอย่างครับ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของจังหวัดระนองอย่างเดียว ยังมีจังหวัดอื่น ๆ ที่รอการแก้ไข ของ สคทช. สคทช. ให้ความหวัง ให้ทุกอย่างกับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ แต่จังหวัดระนอง ๘๐๐ กว่าไร่ ยังแก้ไม่ได้ แล้วอย่างนี้จะไปแก้ที่ไหนได้ นี่แค่ยกตัวอย่าง ผมว่า ๘๐๐ ไร่ คืนให้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเถอะ เพราะ ๒,๐๐๐ กว่าไร่ ที่อยู่ในเขตของ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือ ทช. ดูแล วันนี้ ๒,๐๐๐ กว่าไร่ ได้รับ ความคืบหน้ามากกว่า ท่านสามารถที่จะคืน ๘๐๐ ไร่ ให้กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมดูแลเถอะ และจะได้ไม่ต้องเปลืองงบประมาณในการที่จะตั้งงบประมาณ ในปีต่อไป ไม่ว่าจะเป็นงบผูกพันก็ดี หรืองบดูแลในการที่พัฒนา One Map ก็ดี ผมอยากให้ ปรับปรุงและดูแลแก้ไขใหม่ ในส่วนของ สคทช. จริง ๆ ตั้งแต่ผมได้รับตำแหน่ง สส. มา ผมกับหน่วยงานให้ความสำคัญ ให้ทุกอย่างในการอภิปราย ให้ความหวังว่าหน่วยงานนี้ คงจะต้องกลับมาแก้ไขให้กับพี่น้องประชาชนในเรื่องของที่ดินทำกิน ให้ความหวังจากคน ระนอง ให้ความหวังจากพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ แต่ สคทช. ตั้งงบประมาณมา ไม่สามารถที่จะดูแลพี่น้องประชาชนทั่วประเทศได้ ก็คงต้องฝากในส่วนนี้ว่าสำนักงาน คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ นำโดยท่านนายกรัฐมนตรี ผมว่าให้กลับไปปรับปรุง แก้ไข หรือว่าที่ผมได้สงวนคำแปรญัตติ ๑ เปอร์เซ็นต์ ผมว่าน้อยไป จริง ๆ แล้วผมมองว่า สคทช. ไม่น่าจะได้มีหน่วยงานนี้แล้วด้วยเช่นกัน น่าจะยกให้กระทรวงที่เขารับผิดชอบดูแล เถอะ เขายังมีความสามารถที่จะดูแลและแก้ไขให้ดีกว่านี้ ๘๐๐ ไร่ ยังไม่ได้รับการแก้ไข ผมว่าพื้นที่พี่น้องประชาชนที่ดินทำกินอีกทั่วประเทศรอความหวังของ สคทช. ไม่ได้แน่นอน ขอฝากท่านประธานในส่วนนี้ ก็ขอปรับลดงบประมาณในส่วนที่ผมสงวนคำแปรญัตติไว้ที่ ๑ เปอร์เซ็นต์ ขอกราบขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ มาตรานี้มีการแก้ไข มีสมาชิกขออภิปราย ๔ ท่าน ขอเวลาท่านละ ๕ นาที ท่านแรกขอเชิญ ท่านธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ครับ
เรียนท่านประธานสภา ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน วันนี้ก็ขอใช้สิทธิ ในการอภิปราย เนื่องจากมาตราดังกล่าวนั้นมีการแก้ไข ก็จะพูดถึงสำนักส่งเสริมการจัด ประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ซึ่งอยู่ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี ภาษาอังกฤษ ก็เป็น TCEB ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวก็มีแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนนโยบาย Soft Power มีวงเงินรวมประมาณ ๒๑๙,๗๘๔,๒๐๐ บาท ซึ่งก็มี ๒ ส่วนด้วยกัน
มีโครงการขับเคลื่อน Soft Power ไทยสู่ระดับนานาชาติ วงเงินรวม ๑๙๗,๔๔๕,๔๐๐ บาท มีการผลักดัน Soft Power ไทยผ่าน Ambassador Network แล้วก็ มีการเพิ่มขีดความสามารถไทยสู่เวทีนานาชาติ มี Thailand Festival ส่งเสริมวัฒนธรรมไทย มีการสนับสนุนการจัด Festival Merchandise and Travel Market รวมถึงงานมอบรางวัล ด้านการตลาดในเทศกาล มีการส่งเสริมสร้างสรรค์การท่องเที่ยวไทย ส่งเสริมเทศกาล สร้างเอกลักษณ์ไทย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว
ส่วนที่ ๒ อีก ๒๒,๓๓๘,๘๐๐ บาท ก็เป็นเกี่ยวข้องกับการออกแบบ ซึ่งก็จะเป็น THE WORLD ENDS Bangkok International Design Expo โครงการทั้งหมดนี้ธัญอยากจะ ตั้งข้อสังเกต ธัญเข้าใจว่าอำนาจหน้าที่ของท่านนั้นเป็นการจัดงานในประเทศ แต่ธัญอยากจะ ชี้ให้เห็นถึงแม้ว่าจะจัดงานในประเทศแล้วแต่ธัญยังไม่ได้เห็นการเผยแพร่เรื่องเล่าอัตลักษณ์ ความเป็นไทยสู่สากล งบ ๒๑๙ ล้านบาทโดยประมาณ เป็นงบประมาณที่สูง ยังไม่มีหลักฐาน ชัดเจนว่าจะสร้างผลกระทบต่อสากลอย่างไร เช่น ยอดผู้เข้าชมต่างชาติ การเผยแพร่สื่อไทยในต่างชาติ หรือการบ่มเพาะศิลปินไทยให้รู้จัก ในเวทีโลก หรืออย่างงาน Ambassador Network ก็อาจจะฟังดูมีเป้าหมายที่เชื่อมโยงกับ ความเป็นนานาชาติ แต่ก็เป็นงาน Event ที่มีการจัดงานและอาจจะเชิญคนดังระดับภูมิภาคมา แต่ท้ายที่สุดแล้วก็จะเป็นการถ่ายรูปอยู่ในงาน Event แล้วก็จบไป ความเสี่ยงที่จะสูญเสีย โอกาสหากเราไม่เข้าใจ Soft Power และถูกตีความเป็นเพียงงาน Event ประเทศไทย จะสูญเสียโอกาสในการเล่าเรื่องของเราสู่นานาชาติ ตัวชี้วัดที่เราได้มีการสอบถามและท่าน ได้ส่งเอกสารมาตอนที่อยู่ในอนุกรรมาธิการ ธัญก็ได้พิจารณาแล้วว่าเป็นขีดเส้นใต้ตรงนี้ชัด ๆ เลยว่าเป็นตัวชี้วัดที่เน้นกิจกรรมและคนเข้าร่วม แต่ไม่ได้เน้น ผลลัพธ์เชิงอิทธิพล ธัญมีข้อเสนออยากให้ท่านได้ลองไปพัฒนาแล้ว ก็มีการพูดคุยในการประเมินผลของท่านว่า การกำหนดตัวชี้วัด Soft Power หรือเรื่องของเรานั้นจะสู่นานาชาติได้อย่างไร มีตัวชี้วัด อะไรบ้าง การรับรู้ในต่างประเทศ อิทธิพลเชิงภาพลักษณ์ การเข้าถึงสื่อตลาดต่างประเทศ การมีส่วนร่วมของผู้ชมต่างประเทศ อันนี้คือเรื่องเป็นใจความสำคัญ หาก Soft Power คือ การสร้างอิทธิพลและการเล่าเรื่องของเราให้เป็นที่ยอมรับท่านต้องประชุมและหารือร่วมกันว่า ท่านจะทำอย่างไรให้กิจกรรมที่ท่านทำนั้นเปลี่ยนแปลงและเรื่องนี้ส่งผลต่อทั่วโลก ธัญไม่แน่ใจว่าสิ่งเหล่านี้ท่านตีความคำว่า Soft Power จากการที่ได้รับ Brief จากรัฐบาล รัฐมนตรีต่าง ๆ และท่านมาปฏิบัติตามในคำสั่ง และท่านอาจจะไม่เข้าใจ หรือจริง ๆ แล้ว ตัวคณะรัฐมนตรีอาจจะไม่เข้าใจแล้วก็คลุมเครือกับคำว่า Soft Power ธัญยกตัวอย่างง่าย ๆ เกาหลีใต้ก็มีตัวชี้วัดเกี่ยวกับ Soft Power ของเขาอย่างชัดเจน อะไรคือ Soft Power และ อะไรที่จะเกิดผลกระทบ มีตัวชี้วัด ๒ ระดับ ที่ให้เห็นว่าสิ่งที่นำสู่ออกตลาดคืออะไรและ จะเกิดผลลัพธ์คืออะไร จริง ๆ ก็มีตัวชี้วัดของญี่ปุ่นด้วย Cool Japan Fund ทิ้งท้ายนิดหนึ่ง ดังนั้นธัญจึงคิดว่างบประมาณในมาตรา ๗ นี้ ในส่วนของ TCEB ในส่วนของยุทธศาสตร์ Soft Power ควรจะตัด ๕ เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ท่านได้ไปประชุมหารือเกี่ยวกับตัวชี้วัดให้มัน สอดคล้องกับคำว่า Soft Power คือ ๑๐,๙๘๙,๒๑๐ บาท หรือคิดเป็น ๐.๐๔๑๗ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณมาตรา ๗ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ขอเชิญคุณภูริวรรธก์ ใจสำราญ ครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ภูริวรรธก์ ใจสำราญ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๒ บางเขน ท่าแร้ง สายไหม ออเงิน และลาดพร้าว จรเข้บัว ท่านประธานก่อนอื่นเลยเราอาจจะต้องยอมรับกันว่า TCEB มีปัญหา ทุกอย่างไม่ได้สวยหรูเหมือนกับรายงานประจำปี MICE กำลังประสบปัญหา หลายด้าน อย่างเช่น เรื่องของพฤติกรรมที่นักเดินทางเปลี่ยนไป เส้นทางการคมนาคม ระบบโลจิสติกส์ก็ไม่สมบูรณ์ ข้อจำกัด จัดระเบียบ แล้วก็ภาษีที่ยุ่งยากก็เป็นอุปสรรค รวมไปถึงเรื่องของการขาดแคลนแรงงาน ทีนี้เราก็ลองมาดูว่าเมื่อ MICE มีปัญหานั้น งบประมาณของ TCEB แก้ปัญหาในอุตสาหกรรม MICE ได้อย่างไร อย่างไรก็ดีหากจะดู รายจ่ายในหมวดของเงินอุดหนุนก็ต้องขอบอกว่า TCEB เป็นองค์กรที่น่าทำงานมาก ๆ ใช้จ่ายสบาย อ่านงบประมาณในรายโครงการแล้วดูเหมือนอ่าน Quotation ขององค์กร เอกชนเลยประมาณนั้น เอาจริง ๆ เกือบทุกโครงการของ TCEB เวลาเราลากนิ้วลงไปดู ก็สะดุดกันทุกโครงการ โครงการนี้มีการใช้งบประมาณสูงกันในแต่ละรายการ ยกตัวอย่างเช่น โครงการที่หลายโครงการจะต้องมีการทำ Site Inspection หรือการเข้าไปตรวจพื้นที่ วัดพื้นที่ ทำ Detail อะไรพวกนั้น ผู้จัดงานเขาก็จะได้เอาไปออกแบบได้ ในกรุงเทพฯ ในประเทศไทยก็ดีเรามีกี่ Venue Venue ใหญ่ ๆ ขนาดใหญ่หรือโรงแรม เอาจริง ๆ ผมเชื่อว่า TCEB มีฐานข้อมูลนี้มาทั้งหมด ไม่ใช่ว่า Venue เหล่านี้จะต้องมีการแก้ไขเปลี่ยนไปทุกปี เพราะฉะนั้นที่ท่านใส่ Cost Inspection ไปนั้นแรงมาก ยกตัวอย่างเช่น โครงการสนับสนุน เพื่อผลักดันเพิ่มปริมาณนักเดินทางกลุ่มลูกค้าองค์กรจากต่างประเทศ กินค่า Cost Inspection เข้าไป ๔๕๐,๐๐๐ บาท ๑๐ ที่ เฉลี่ยที่ละ ๔๕,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นบริษัทเอกชน เราใช้งบประมาณไม่ถึงแน่นอน ๒๐,๐๐๐ บาทก็ทำได้ หรือโครงการ ประมูลสิทธิงานประชุมนานาชาติที่หากจะจัดจริง ๆ ในกรุงเทพฯ หรือในจังหวัดใหญ่ ๆ นั้น ก็มีไม่กี่ที่ที่จะสามารถรองรับการประชุมใหญ่ ๆ ได้ แต่ท่านกดค่า Site Inspection เข้าไป ครั้งละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ๑๐ งาน ๑ ล้านบาท ปีที่ผ่านมาท่านอาจจะไม่เคยทำเลยหรือ แต่ผมเชื่อว่าท่านเคยทำมาแล้ว เรามีข้อมูลพวกนี้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเวลาที่เรามาทำใหม่ ในปีนี้ต้องใช้งบประมาณถึง ๑๐๐,๐๐๐ บาท จริง ๆ หรือเปล่า โครงการสนับสนุนการยื่น เสนอตัวเป็นเจ้าภาพงาน World Pride Site Inspection ตรวจเข้าไป ๑ งาน ๒.๕ ล้านบาท แล้วท่านก็ไม่ได้แจกแจงรายละเอียด หรือมาลองดูการเป็นเจ้าภาพมหกรรมพืชสวนโลก ได้งานแล้วที่จังหวัดอุดรธานี ปี ๒๕๖๙ มีการตรวจพื้นที่เป็นการตรวจตามความเป็นเจ้าภาพ อันนั้นเราเข้าใจ ตรวจ ๑ ครั้ง ๓ ล้านบาท ในขณะที่โครงการขอเป็นเจ้าภาพการจัดมหกรรม พืชสวนโลก จังหวัดนครราชสีมา ในปี ๒๕๗๒ มีการทำ AIPS ตรวจเหมือนกัน แต่ว่า Site สำรวจยากกว่าอีก แต่ว่าค่า Cost Inspection ๒ ล้านบาท ๑ ครั้ง ต่างกันถึง ๑ ล้านบาท เวลาที่เราไปตรวจงานดู ไปกำกับดู ๆ เหมือนหน่วยงานของท่านจะ Set Standard มีหลาย โครงการมาก เวลาที่ท่านเดินทางไปกำกับดูงานนั้นเฉลี่ยแล้วตก ๕๐,๐๐๐ บาทต่องาน ทั้ง ๆ ที่ท่านสามารถที่จะควบคุม Cost ค่าใช้จ่ายตรงนี้ได้ อย่างเช่น โครงการที่ ๓.๓ พัฒนา ต่อยอดอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และสินค้าชุมชน ท่านใส่ Cost ค่าดูแลโครงการ ค่าเดินทาง ไปเพียงแค่ ๑๒,๕๐๐ บาทเท่านั้น ท่านประธาน TCEB ใช้เงินอุดหนุนเยอะมาก ในปี ๒๕๖๗ ถึงปี ๒๕๖๘ ๔๖๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๙ ตั้งไปถึง ๗๕๖ ล้านบาท สูงขึ้นกว่าเดิมมาก แล้วก็ มีงานที่ได้รับการอุดหนุนถึง ๑๕๓ งาน ในแต่ละงานนั้นก็มีการอุดหนุนตั้งแต่งานละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ๔๐๐,๐๐๐ บาท ๕๐๐,๐๐๐ บาท ไปจนถึง ๘๐๐,๐๐๐ บาท ประเด็น ปัญหาจากการอุดหนุนก็คือว่าเราให้กันจนที่ไม่ได้ดูว่าศักยภาพของงานนั้นตอนปัจจุบัน มันเป็นอย่างไร มีผู้เข้าร่วมเป็นอย่างไร เรายกตัวอย่างจากที่ท่านใส่ในเอกสาร ITCMA ซึ่งต้องย้อนกลับไปหลายปีที่งานนี้เต็มไปด้วยที่หลายชาติเข้ามาเปิดนิทรรศการ Hall ใหญ่นี้ เต็มไปหมดเลย แต่ว่าในปัจจุบันหลายชาติไม่ออกแล้ว บางทีก็ลดลงเหลือพื้นที่ขนาดเล็ก Hall ก็อยู่แค่ครึ่ง Hall กลายเป็นพื้นที่นั่งรับรอง เพราะฉะนั้นมันเกิดอะไรขึ้น เพราะงานนี้ ไม่มีอะไรใหม่ ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยเลย งานแบบเดิม จุดขายแบบเดิม การบริการเหมือนเดิม จะเห็นได้ว่างบประมาณที่ท่านใช้ก็ลดลง ๙.๗ ล้านบาทต่อปี มาเป็น ๕.๔ ล้านบาท แล้วปีล่าสุดขอ ๕ ล้านบาท นั่นก็แสดงให้เห็นว่างานนี้มันก็ค่อนข้างที่จะลดลงไป เช่นเดียวกับ Glasstech Asia ก็เป็นแบบเดียวกัน แน่นอนครับยังมีอีกหลายงานมากที่หาก เราตรวจสอบกันจริง ๆ แล้วเราก็จะพบว่าเงินอุดหนุนนั้นมันมีความซ้ำซ้อน ประสิทธิผล ของงานก็ลดลง แต่ก็ให้เงินอุดหนุนเรื่อยมาเพราะว่าดันเอาจำนวนรายอุดหนุนมาเป็น ตัวเคพีไอชี้วัดไปแทนที่จะเป็นเรื่องของประสิทธิภาพของการต่อยอดจากงานนั้น มันจึง ย้อนกลับไปถามว่าโครงสร้างกรรมการแบบใดที่ให้อำนาจในการคัดสรรการได้รับเงินอุดหนุน เหล่านั้น หรืองานเหล่านั้นต้องมีประสิทธิภาพเท่าใดถึงควรจะได้รับการสนับสนุน หรือสุดท้ายแล้วการจ่ายนั้นก็เป็นการจ่ายให้ผู้จัดงานที่อยู่ในกลุ่มอำนาจเดียวกัน ซึ่งหากถาม ท่านก็จะมีรูปแบบในการจัดประเมินความพึงพอใจในเชิงบวก เพราะฉะนั้นเราก็จะเห็น ในเรื่องของคุณภาพที่ออกมานั้นเป็นเชิงบวก แต่ในความเป็นจริงนั้นคุณภาพและ ประสิทธิภาพในการจัดงานนั้นมันค่อนข้างที่จะลบ การประเมินแต่ละครั้งท่านก็ใช้ งบประมาณไปค่อนข้างเยอะ บางงานนั้นใช้งบประมาณไปงานละ ๔๔๗,๐๐๐ บาท ทำ ๑๐ ครั้ง ค่าประเมินกินไปถึง ๔ ล้านบาท จริง ๆ แล้วอยากจะขอเวลาเพิ่มอีกนิด แต่ว่า ก็เคารพเวลาของผู้อภิปรายท่านอื่น จริง ๆ แล้วมันมีเรื่องของการใช้เงินในเรื่องของค่าผลิต เว็บไซต์ซึ่งยอดวิวน้อยมาก แล้วก็เรื่องของการยกระดับศักยภาพของบุคลากรต่าง ๆ ซึ่งก็มีการเฉลี่ยรายหัวถึง ๑๒๐,๐๐๐ บาทต่อคน ชี้วัดแค่ ๔๐ คน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งหนึ่งที่เรา อยากจะนำเสนอ แล้วก็อยากจะให้ทาง TCEB นั้นค่อนข้างที่จะต้องกลับมาดูว่าเราใช้อำนาจ ของเราในการจัดงบประมาณที่ต้องมีการพิจารณาในการเข้าถึงงบอุดหนุนเหล่านั้นใหม่ สุดท้ายแล้วท่านเสนอ Quotation แบบนี้มาให้มันเป็นเหมือน Agency Rate ซึ่งก็สมควร จะต้องถูกปรับลดต่อไปอีก ผมเชื่อว่าทุกวันนี้ท่านก็ทำงานอยู่ แล้วก็ขอให้ท่านลองพิจารณาดู เรื่องของ Quotation หรือว่างบประมาณของท่านให้ได้สมบูรณ์มากกว่านี้ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณกัณวีร์ สืบแสง ครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ท่านประธาน ในมาตรา ๗ สำนักนายกรัฐมนตรีผมไม่ได้เสนอคำแปรญัตติไว้แต่หลังจากที่ผมเห็นข้อสังเกต ของทางคณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ เสียงส่วนมาก และรวมไปถึง ทางรัฐบาลด้วยกับทางสำนักนายกรัฐมนตรี มาตรา ๗ นี้ ผมมาดูในเรื่องเกี่ยวกับโครงการ แผนงานและตัวการสร้างจัดทำงบประมาณแล้วไปสอดคล้องกับปัญหาจริง ๆ ที่เกิดขึ้นกับ ประเทศไทย และรวมถึงพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบอยู่ผมก็เลยต้องขึ้นมาอภิปราย แต่การที่ผมจะขึ้นมาอภิปรายนี้ผมจะอภิปรายใน ๓ สำนักงาน ๒ หัวข้อ ด้วยกัน
สำนักงานแรก ของสำนักนายกรัฐมนตรีผมจะขออภิปรายในเรื่องสำนักงาน ทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ส ท น ช สทนช. คือผมเห็นทางกรรมาธิการมีข้อสังเกตทั้งหมด ด้วยกัน ๖ ประการ ๖ ข้อ ข้อสังเกตนี้ จริง ๆ แล้ว สทนช. ทุกคนก็ทราบว่าเป็นหน่วยงาน ที่บูรณาการในเรื่องเกี่ยวกับปัญหามลภาวะต่าง ๆ ในเรื่องเกี่ยวกับน้ำที่เข้ามาในประเทศไทย เพราะว่าอยู่ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรีสามารถประสาน ๑๐ ทิศ ทุกกระทรวง ทบวง กรมสามารถทำได้ ตอนนี้ปัญหาที่เรามีอยู่ในปัจจุบันในประเทศไทย ๕-๖ เดือนที่ผ่านมา ท่านประธานปัญหาที่แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง ที่มาจากมลพิษ ข้ามแดนมาจากประเทศเพื่อนบ้านเราก็มีปัญหามากมาย พี่น้องประชาชนของเราตั้งแต่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ไล่ลงไปจนลุ่มแม่น้ำโขงทั้งหมดได้รับผลกระทบมาอย่างใหญ่หลวง แต่ทำไมถึงไม่มีการจัดทำต่าง ๆ นานาข้อสังเกตของท่านไม่ยอมให้ทาง สทนช. เป็นคน บูรณาการ ข้อ ๖ บอกว่าหน่วยงานควรบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการศึกษา ปรากฏการณ์ลานิญญา เอลนิญโญ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อ อากาศในแต่ละภูมิภาค รวมถึงในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้และทบทวนการใช้ งบประมาณในการใช้น้ำทั้งระบบ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำและยกระดับคุณภาพชีวิต ของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน ท่านประธานไม่มีคำไหนข้อสังเกตของกรรมาธิการชุดนี้ ที่จะบอกว่าพิจารณาในเรื่องมลพิษข้ามแดนที่มีปัญหาอย่างใหญ่หลวง การทำเหมืองทอง การทำเหมืองแร่ Rare Earth ที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านคือประเทศเมียนมา ที่มีผลกระทบ ต่อพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนหลาย ๑๐๐,๐๐๐ คน ทำไมถึงไม่ทำ ณ ปัจจุบัน ทำไมไม่ให้ หน่วยงานนี้เป็นคนจัดทำ แต่ท่านได้เสนอให้กับทางกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งมาตรา ๑๐ ผมก็จะอภิปรายอีก ให้เป็นหน่วยงานสำคัญในการพิจารณาแก้ไขปัญหาในเรื่องเกี่ยวกับ มลพิษข้ามแดน อันนี้ล่ะเดี๋ยวผมอภิปราย แต่ตอนนี้ขอ สทนช. ก่อน ท่านรู้ไหมว่าการบูรณาการ ของ สทนช. ที่เขามีงบประมาณ ทั้งหมด ๔๓๙ โครงการ มีทั้งลุ่มน้ำชี ลุ่มน้ำโขง ตะวันออกเฉียงเหนือ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีเงินงบประมาณทั้งหมด ๖๓,๔๒๑ ล้านบาทเศษ กับ ๖ กระทรวง ๑๒ หน่วยงาน ๒ รัฐวิสาหกิจ แต่ไม่มีหน่วยงานไหนที่ทำเรื่องเกี่ยวกับมลพิษ ข้ามแดน ทำไมต้องเป็นอย่างนั้น ทำไมท่านถึงเสนออย่างนั้น ทำไมท่านไม่เข้าไปดูในเรื่อง เกี่ยวกับการบูรณาการคนที่ทำงานได้ นี่คือปัญหาอันแรกที่ผมอยากจะถามกรรมาธิการ ช่วยตอบเถอะว่าหน่วยงานนี้ไม่สำคัญหรือ ท่านจะให้หน่วยงานไหน กระทรวงการต่างประเทศ หรือในการที่จะมีการบูรณาการ กระทรวงการต่างประเทศอาณัติของเขาก็คือการพิจารณา เจรจาต่าง ๆ นานา ใช่ ปัญหามันเกิดที่ประเทศเพื่อนบ้านของเรา เขาแค่หน้าที่เจรจากับ ประเทศเพื่อนบ้าน ปัญหาเหล่านี้มลพิษข้ามแดนมีตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ถ้าเขายอม แก้ไขปัญหาต้นประเทศของเขาแน่นอนเราต้องไปแก้ไขอีกงบประมาณจากไหน ถ้ากลางน้ำ เข้ามาประเทศไทย ปลายน้ำหลุดแม่น้ำโขงไปถึงประเทศเพื่อนบ้านเราก็ต้องแก้ไขอยู่ดี เพราะฉะนั้นท่านจะต้องให้หน่วยงานนี้ทำหน้าที่บูรณาการไม่ใช่กระทรวงการต่างประเทศ ท่านประธาน อย่าบอกว่าเรื่องปัญหาต่าง ๆ ที่อยู่ต่างประเทศต้องให้กระทรวงการต่างประเทศ ผมว่าพิจารณาให้ดีทำให้ถูกอาณัติต่าง ๆ อีก ๒ หน่วยงาน และ ๑ ปัญหา ๒ หน่วยงานนี้คือ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติและรวมถึงสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ซึ่งอยู่ภายใต้ สำนักนายกรัฐมนตรี ท่านประธาน สมช. มีข้อสังเกตจากคณะกรรมาธิการทั้งหมด ๔ ข้อ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ มี ๑ ข้อ แต่ทั้งข้อสังเกตข้อที่ ๓ ของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และสำนักข่าวกรองแห่งชาติอันเดียวกันว่าหน่วยงานทั้ง ๒ หน่วยงานนี้ควรมีระบบติดตาม และกำกับดูแลแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อสามารถบริหารจัดการแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นกลไกหนึ่งในการรักษา ความมั่นคงของชาติ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและความปลอดภัย ก่อนอื่นท่านประธาน คำนี้มันบาดหูจริง ๆ แรงงานต่างด้าว ทำไมเราไม่เปลี่ยนแปลงสักทีโลกเราเปลี่ยนแปลงไป เยอะแล้วเขาไม่ใช้แล้วแรงงานต่างด้าว เขาเรียกว่าแรงงานข้ามชาติ ทำให้ทันสมัย อันแรก
อันที่ ๒ เรียนตรง ๆ ผมค่อนข้างที่จะมีความคุ้นเคยกับการทำงานของ สมช. และ สขช. เขาเป็นหน่วยงานที่ทำงานทางด้านนโยบายความมั่นคง นี่คือ สมช. ยุทธศาสตร์ ความมั่นคงแห่งชาติ สำนักข่าวกรองก็ทำเรื่องการปฏิบัติการทางการข่าวและรวมถึงนโยบาย เกี่ยวกับการข่าวด้วยไปในตัว เพราะฉะนั้น ๒ หน่วยงานนี้ทำเรื่องแรงงานต่างด้าวหรือ แรงงานข้ามชาติอยู่แล้ว ท่านไปเสนอให้เขาจัดทำงบประมาณขึ้นมาเรื่องเกี่ยวกับการจัดทำ ระบบต่าง ๆ มันถูกต้องหรือไม่ ขอสไลด์ขึ้นมานะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ผมจะทำให้ดูว่ามันมีปัญหาอันหนึ่ง ที่อยู่ภายใต้การทำงาน การจัดสร้างงบประมาณตัวนี้ จริง ๆ แล้วหน่วยงานที่จะทำงานเรื่อง แรงงานข้ามชาติมันจะต้องอยู่ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าว แต่ ๒ หน่วยงานนี้ท่านข้อมีข้อเสนอแนะไป ไม่มี แผนงานต่าง ๆ เขายังใช้แผนงานเดิม แผนงานความมั่นคง แผนงานเกี่ยวกับการจัดการต่าง ๆ อันนี้คือแผนงานที่เขาทำ ข้อเสนอ ของท่านไม่ไปสะกิดต่อมให้พวกเขาจัดทำแผนงานหรือยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ แรงงานต่างด้าวหรือ ก็เป็นคำถามของผมที่จะไปถึงคณะกรรมาธิการ ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอเชิญ คุณปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ ครับ
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๑ พรรคประชาชน ผมขออภิปรายมาตรา ๗ สำนักนายกรัฐมนตรี ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณอนุกรรมาธิการที่ได้ปรับลดงบประมาณทั้งโครงการของสำนักงาน ส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี โครงการกิจกรรม Thailanders การประชาสัมพันธ์นักสร้างสรรค์ไทย เพื่อต่อยอดทางธุรกิจ วงเงินจำนวน ๑๘,๒๔๑,๐๐๐ บาท รายละเอียดมีอะไรบ้าง ก่อนอื่นเลย ๘ ล้านบาท ค่านิตยสาร ๔ ฉบับ ๆ ละ ๘๐ หน้า เย็บมุงหลังคา ๘,๐๐๐ เล่ม แปลและส่งไปต่างประเทศ ๘ ล้านบาท ถัดมา ๑,๘๐๐,๐๐๐ บาท ค่าทำเว็บไซต์ ๒ ล้านบาท ค่าออกแบบและติดตั้ง กิจกรรม Networking Event ในประเทศ และมีอีก ๓,๕๐๐,๐๐๐ บาท Networking ในต่างประเทศ เหตุผลที่ผมต้องตัดงบโครงการนี้ ๑. ขาดความต่อเนื่องและความยั่งยืน งบก้อนใหญ่เพื่อกิจกรรมสั้น ๆ ที่ไม่มีแผนต่อยอดเสี่ยงเป็นงบที่จัดครั้งเดียวไม่สร้างโครงสร้าง ทางพื้นฐานหรือเครือข่ายที่ถาวร ผมกลัวว่าจะเป็นการจัดกิจกรรมเพื่อให้ได้เคพีไอเพียงแต่ไป รายงานมากกว่าการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ข้อ ๒ ไม่มีการประเมินความคุ้มค่า ก่อนเริ่ม ไม่มี Cost Benefit Analysis หรือเอาที่ชัดเจนใช้เงินเหมือนยิงลูกดอกในที่มืด ไม่รู้ว่าตลาดเป้าหมายต้องการอะไร ถัดมาไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ Soft Power แบบ Digital Soft Power ของอุตสาหกรรมการสร้างสรรค์ต้องวิ่งไปที่ Platform Streaming Market Place ไม่ใช่สิ่งพิมพ์เป็นหลัก แถมยังขัดกับแนวทางรัฐบาลที่ผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล แพลตฟอร์ม หรือ BCG ESG การพิมพ์นิตยสาร ๘,๐๐๐ เล่ม มูลค่า ๘ ล้านบาท แล้วส่งข้าม โลกไปมันจะสร้างคาร์บอนโดยไม่จำเป็น ท่านประธานมันจำเป็นขนาดนี้เลยหรือที่จะ ประชาสัมพันธ์โครงการรูปแบบนี้ และที่น่าตั้งคำถามที่สุดใช้งบ ๘ ล้านบาท เพื่อพิมพ์ นิตยสาร ๘,๐๐๐ เล่ม รัฐบาลท่านบอกจะส่งเสริม Soft Power แต่ยังใช้เครื่องมือ Hard Copy เป็นหลักอยู่ในศตวรรษที่ ๒๑ ท่านกำลังใช้วิธีคิดแบบ ๒๐ ปีที่แล้วมาส่งเสริมและ ผลักดันประชาสัมพันธ์โครงการอยู่หรือ ผมจึงอยากถามว่าโครงการนี้มีความคุ้มค่ากับ เงินภาษีหรือไม่ ในเมื่อโลกของเรากำลังขยับไปสู่โลกดิจิทัลที่ใช้แพลตฟอร์มเข้าถึงผู้คน ได้รวดเร็วและใช้ต้นทุนงบประมาณที่ต่ำเราต้องใช้เงินภาษีให้งอกเงยไม่ใช่หายไปกับกระดาษ และเวทีชั่วคราวแบบนี้ ขอบคุณครับ
ต่อไปท่านสุดท้าย ที่ขออภิปราย คุณอภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม อภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในมาตรา ๗ ผมอยากอภิปรายถึงสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามารถความสามัคคีปรองดองงบประมาณ ความจริงไม่มาก ๕๐ กว่าล้านบาทเอง แต่ว่าหน่วยงานนี้ถูกได้รับมอบหมายให้เป็นสำนักงานเลขาที่จะดูแล เรื่องนโยบาย Soft Power เป็นสำนักงานเลขาที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องงานคำว่า THACCA ของรัฐบาล ตัวสำนักงานนี้ดูแลรับผิดชอบก็คือดูแลกรรมการนโยบายของ Soft Power อันที่ ๒ ดูแล ตัวอนุกรรมการ ๑๓ อนุกรรมการ ซึ่งเป็นตัวที่จะใช้ในการขับเคลื่อนในการตั้งเอกชน ทั้งหลายที่มาขับเคลื่อนใน ๑๓ อุตสาหกรรม Soft Power ในวิธีการจัดตั้ง เกณฑ์ในการ จัดตั้งคนเข้ามาเป็นกรรมการ ผมว่าก็เป็น ๑ คำถามที่ผมพูดมาตลอดเวลา คำถามที่มัน ตามต่อมาก็คือว่าภารกิจของสำนักงานที่เราเรียกชื่อสั้น ๆ ว่า ป.ย.ป. ทำอะไรบ้าง ในปีงบประมาณปี ๒๕๖๙ ผมว่าส่วนที่มันเกี่ยวข้องกับ Soft Power มีอยู่ ๒ เรื่องก็คือ แผนงานยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน Soft Power ที่ใช้งบประมาณประมาณ ๒๑ ล้านบาท ก็ถามว่าผลลัพธ์ของโครงการอันนี้มีอะไรบ้าง ในเอกสารบอกไว้ ๒ เรื่องก็คือ ประเทศไทย มีภาพลักษณ์ที่ดีในสากลเป็นที่ยอมรับด้าน Soft Power อันที่ ๒ สร้างความเข้าใจนโยบาย Soft Power พอลงไปดูในไส้เนื้อว่าเงิน ๒๑ ล้านบาท เอาไปทำอะไรบ้าง ท่านไปดูตาม บรรทัดเลยบอกว่าทั้งหมดนี้ซื้อสื่อหมดเลย ๒๑ ล้านบาท ก็คือซื้อสื่อโทรทัศน์ ซื้อสื่อวิทยุ อันที่น่าสนใจมากคือยังซื้อสื่อหนังสือพิมพ์อยู่เลย ที่มีแบบคอลัมน์ ๖ นิ้ว กับ ๑๐ นิ้ว ขาวดำ แบบสี แบบอะไรนี้ แล้วก็อันที่รายการใหญ่คือซื้อสื่อ ๑๕ ล้านบาท กับสื่ออื่น ๆ ถ้าเผื่อตัว ป.ย.ป. ยังมีวิธีคิดในการบริหารงาน Soft Power โดยวิธีการซื้อสื่ออยู่ผมเชื่อเลยและผม มั่นใจเลยว่านโยบาย Soft Power ไม่มีทางประสบความสำเร็จเพราะหน่วยงานหลัก ยังเริ่มต้นจะอธิบายคนยังอธิบายด้วยการซื้อสื่อ มันจะไปได้อย่างไรท่านประธาน มันควรที่จะ เริ่มต้นด้วยการพัฒนาตัวผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย แต่ทำหน้าที่กลับมาทำหน้าที่เป็น ซื้อสื่อ หน้าที่อีกอันหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนของ Soft Power ก็คือจ้าง ที่ปรึกษาอีก ๑๒ ล้านบาท เพื่อเอามาทำอะไร ๑. ก็คือมารายงานผลติดตามว่า Soft Power ของรัฐบาลที่ปีนี้ในนโยบาย Soft Power ๓,๙๐๐ เกือบ ๆ ๔,๐๐๐ ล้านบาท ทำอะไรไปบ้าง อะไรที่ประสบความสำเร็จ อันที่ ๒ ก็คือติดตามรายงานของ OFOS ซึ่งผมก็เพิ่งอภิปรายไป เมื่อเร็ว ๆ นี้ตอนวาระที่หนึ่งว่า OFOS รัฐบาลขอเงินไปแล้วทำงานจาก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ได้ที่จุด ๐๑ ถึงวันนี้ผมตามตัวเลขก็ยังไม่ค่อยจะขยับเขยื้อน เดี๋ยวผมจะค่อยอภิปรายอีก ครั้งหนึ่งตัวมาตราที่เป็นเรื่อง OFOS โดยเฉพาะ แต่ในครั้งนี้ถ้าเผื่อว่าสำนักงาน ป.ย.ป. ซึ่งเป็นสำนักงานเลขาของตัว Soft Power บริหารงานอีก ๑๓ อนุกรรมการ ยังเริ่มต้นวิธีคิด ทำภารกิจหลักอยู่ ๒ เรื่อง เรื่องแรกก็คือ แค่ทำเรื่องที่ปรึกษา จ้างที่ปรึกษามา ๑๐ กว่าล้านบาท อันที่ ๒ ซื้อสื่อ เพราะฉะนั้นเพื่อนสมาชิกที่อภิปรายนโยบาย Soft Power ก็คงเชื่อขนมกิน ได้เลยว่ามันไม่มีทางประสบความสำเร็จ เพราะตัวหน่วยงานหลักเริ่มต้นอธิบายคนด้วยวิธีการ ซื้อสื่อ ขอบคุณครับท่านประธาน
จบผู้อภิปรายแล้ว ขอเชิญคณะกรรมาธิการได้ตอบชี้แจงครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม สรวุฒิ เนื่องจำนงค์ กรรมาธิการ ในสัดส่วนของ คณะรัฐมนตรีขออนุญาตตอบงบประมาณรายจ่าย หมวด ๓ ของหน่วยรับงบประมาณ มาตรา ๗ ที่ครอบคลุม ๒๘ หน่วยงานของสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีท่านสมาชิกได้ให้ ความสนใจ ทั้งกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น ท่านผู้แปรญัตติ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้มีคำถามต่อหน่วยงานต่าง ๆ ผมขออนุญาตกราบเรียนเบื้องต้นว่า ภายใต้ ๒๘ หน่วยงานนั้น มี ๔-๕ กลุ่ม ที่ท่านสมาชิกสนใจเป็นพิเศษ เช่น สำนักงาน คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ TCEB แล้วก็ กอ.รมน. บางส่วนก็มีเรื่อง Soft Power ซึ่งท่านอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด จะเป็นผู้ตอบ ผมเองขออนุญาตตอบท่านเรืองไกร ท่านอัศวิน ท่านพริษฐ์ ท่านภัณฑิล ท่านต่อภัสสร์ ท่านรอมฎอน ท่านชยพล ท่านปรีติ ท่านเท่าพิภพ ท่านภคมน ท่านเลาฟั้ง ท่านคงกฤช ท่านธัญวัจน์ ท่านภูริวรรธก์ ท่านกัณวีร์ ท่านปารเมศ ท่านอภิสิทธิ์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านบางอาจจะผิดพลาดว่าในบางส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับ วาระที่สองที่พวกเรากำลังพูดคุยกันอยู่นี้ผมขออนุญาตไม่ตอบ ตรงส่วนที่เกี่ยวพันกับ บุคคลภายนอกที่มีการรับเรื่องไปแล้ว เช่น หน่วยงานอิสระในการตรวจสอบกลไกต่าง ๆ ว่า เป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ผมก็ขออนุญาตหลีกเลี่ยง ขออนุญาตตอบว่าส่วนของที่ท่าน สมาชิกติดใจสงสัยมาก ๆ แล้วเป็นประเด็นที่อาจจะเกิดความแคลงใจต่อทั้งประชาชน ผู้รับฟังอยู่ แล้วก็ตัวท่านสมาชิกในการลงมติในวาระที่สองนี้ก็คือเรื่องของ กอ.รมน. ว่าระบบ รวบรวมวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารจากแหล่งงานเปิด ซึ่งเสนอของบประมาณมา ๓๕ ล้านบาท ในชั้นของอนุกรรมาธิการและกรรมาธิการงบประมาณห้องใหญ่นั้นได้ปรับลดในชั้นนี้ ๔.๕ ล้านบาท คงเหลือ ๓๐,๕๐๐,๐๐๐ บาทว่าเหตุผลตามความจำเป็นเราจะต้องต่อสู้กับภัย ต่าง ๆ ซึ่งความมั่นคงในส่วนต่างของประเทศนั้นไม่ได้เฉพาะภาคใต้ ตอนนี้เรามีปัญหาเรื่อง ชายแดนทางตะวันออก เรามีปัญหาทั่วประเทศรอบด้านอยู่ มีปัญหาเรื่อง Geopolitics ที่แทรกแซงจากมหาอำนาจทุกฝั่ง เพราะฉะนั้นประเทศไทยถ้าไม่รักษาจุดยืนให้ดี ไม่มี เครื่องมือให้ทางหน่วยงานราชการใช้ผมคิดว่าเราก็คงบกพร่องในฐานะสมาชิกสภาผู้รักชาติ ผมเองขอตอบในส่วนนี้ว่าสิ่งที่เป็นโครงการนี้ใช่ โครงการ Sherlock Spyware หรือไม่ ขอตอบว่าโครงการนี้ไม่ใช่ Spyware เป็นการใช้งานของเจ้าหน้าที่ผ่าน Web Browser ที่เชื่อมโยงกับอินเทอร์เน็ตเท่านั้นไม่ได้มีลักษณะการติดตั้งโดยใช้เทคโนโลยีใด ๆ เพื่อติดตั้ง Spyware บนอุปกรณ์ของผู้ใช้งานโดยผู้ใช้งานไม่รู้ตัว ๓. เรื่องคุณสมบัติเฉพาะ เป็นการใช้ เอไอในการเชื่อมโยงเสริมการวิเคราะห์การเชื่อมโยงข้อมูลที่ค้นหามาได้ เพื่อวิเคราะห์แล้ว สรุปเป็นความเชื่อมโยง จึงมีลักษณะเป็นเหมือนโปรแกรมค้นหาข้อมูลเท่านั้น เพื่อเชื่อมโยง ข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์หรือข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เปิดเผยโดยทั่วไปสู่สาธารณะเท่านั้น จะไม่มีการดึงข้อมูลจากอุปกรณ์หรือโทรศัพท์มือถือส่วนตัวของผู้ใช้งาน ไม่มีการดักฟัง ไม่มีการเข้าถึงกล้องโทรศัพท์ ไม่มีการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวใด ๆ บนอุปกรณ์นั้น ๆ ๔. PDPA หรือการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซอฟต์แวร์นี้จะเป็นการรวบรวมข้อมูลจากข้อมูลที่เจ้าของ เผยแพร่โดยสมัครใจต่อสาธารณะหรือข้อมูลที่หน่วยงานเผยแพร่เท่านั้น เช่น ชื่อสกุล อีเมล หมายเลขโทรศัพท์ Username กลุ่มเพื่อน กลุ่มที่สนใจ การโพสต์ข้อความหรือรูปถ่าย หรือการกด Like ในส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์ข้อมูลจะได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ๒๕๖๒ อย่างไรก็ตามกฎหมายดังกล่าวได้บัญญัติข้อยกเว้นไว้ ในมาตรา ๒๔ (๒) เพื่อป้องกันและระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพของบุคคล และ มาตรา ๒๔ (๔) หากเป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์ สาธารณะของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือการปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจที่ใช้ มอบให้กับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
ประเด็นสุดท้าย ที่เป็นประเด็นสำคัญมาก ๆ ในส่วนของโครงการนี้ก็คือ กลุ่มเป้าหมายที่เรา Target กลุ่มเป้าหมายนี้ที่ผมกราบเรียนเบื้องต้นว่าวัตถุประสงค์ก็คือ ใช้ต่อสู้กับคนไม่ดี เพราะฉะนั้นคนไหนที่เป็นคนดีหรือเจ้าหน้าที่คิดว่าไม่มีความเสี่ยงเราไม่ได้ใช้ คนที่เป็นนักการเมืองแม้มีความเห็นต่างก็ไม่ได้ใช้ เพราะฉะนั้นเรามั่นใจได้ว่าคนที่มี กระบวนการ ยกตัวอย่างเช่นการก่อความไม่สงบรุนแรงต่าง ๆ ก็จะถูกเครื่องมือนี้ตรวจสอบ
เรื่องสุดท้ายของโครงการนี้ เรื่องความจำเป็นและคุ้มค่า ในปัจจุบันมีข้อมูล จำนวนมหาศาลที่เผยแพร่ต่อสาธารณะในแหล่งข่าวเปิด โดยใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ดังนั้นการใช้ทรัพยากรรัฐให้มีประโยชน์มากที่สุดเราต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือให้เขา เพราะฉะนั้นในส่วนนี้กรรมาธิการเสียงข้างมากขอยืนยันว่าก็มีการปรับลดงบประมาณ ในส่วนหนึ่งไปแล้ว แล้วขอให้ท่านสมาชิกได้มั่นใจว่าเรามีการระมัดระวังในส่วนต่าง ๆ รอบคอบแล้ว
ในส่วนที่ ๒ อยากจะพูดถึงเรื่องของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อยากทำ ความเข้าใจกับท่านสมาชิกว่าการให้อำนาจของเครื่องราชอิสริยาภรณ์นั้นไม่ได้มีการขอ การขอนี้คือการขอเสนอตามสิทธิ ผู้ใดที่ไม่ประสงค์ก็ไม่ต้องขอ แล้วคนที่โปรดพระราชทาน เป็นพระราชอำนาจเท่านั้น แล้วก็ปัจจุบันตามบัญชีเครื่องราชที่มีสะสมอยู่ปัจจุบันเกือบ ๘,๐๐๐ ล้านบาท มีการสร้างใหม่ที่เป็นการปรับปรุงหมุนเวียนประมาณ ๓๐ ล้านบาท คิดเป็นไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ ๐.๕ ไม่ถึง ๐.๔๕ ด้วยซ้ำ แต่มีการสร้างใหม่ก็ประมาณ ๑๙๖ ล้านบาท ซึ่งกรณีการสร้างใหม่นั้นเป็นการทดแทนเครื่องราชชั้นสายสะพาย การสร้างใหม่ต่ำกว่าสายสะพายนั้นได้รับทุกจำนวนตามผู้ที่ทรงโปรดลงมา ดังนั้นในส่วนนี้ กรรมาธิการได้พิจารณารอบคอบแล้วว่าจำเป็น ในส่วนที่เราตอบสนองโลกได้ดีแค่ไหนกับการ มีส่วนนี้ การมีเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทั่วโลกเขายอมรับกันทั่วไปว่าเป็นบำเหน็จสำหรับผู้ที่ทำ ประโยชน์เพื่อประเทศชาติ ในประเทศจะมีสถาบันหรือไม่มีสถาบัน หรือมีรูปแบบการปกครอง ต่าง ๆ อย่างไรก็ตามมีในส่วนนี้ ประเทศที่เจริญแล้วมากกว่าเราก็มี ประเทศที่ด้อยพัฒนา กว่าเราก็มี เป็นการให้กำลังใจกับคนที่ทำความดีความชอบให้กับประเทศชาติ เพราะฉะนั้น ในส่วนนี้กรรมาธิการได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว เพราะฉะนั้นในส่วนที่ผมตอบท่านสมาชิก เพื่อให้สบายใจวาระที่สอง แล้วก็เดี๋ยวจะมีท่านเพื่อนสมาชิกที่เป็นกรรมาธิการคือ ท่านอนุสรณ์ตอบในเรื่องอื่นต่อไป ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ เชิญคุณอนุสรณ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ก่อนอื่นผมต้องขอกราบขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกที่ได้กรุณาให้ข้อสังเกต แล้วก็ มีประเด็นคำถามเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของ Soft Power ผมรับไม้ต่อจากท่านรองประธานสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ท่านรองประธานคณะกรรมาธิการงบ ๒๕๖๙ ได้ตอบคำถามเพื่อนสมาชิกไป ผมจะเน้นไปที่ Soft Power ซึ่งต้องขออนุญาตเรียนว่าถ้าเราติดตามการอภิปรายเรื่อง Soft Power ในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมาก็จะเห็นว่าเพื่อนสมาชิกมีความรู้ความเข้าใจในนโยบาย Soft Power ของรัฐบาลมากยิ่งขึ้น แต่นั่นละครับผมจะยึดหลักแบบช่างตัดผมก็คือหลายหัว ดีกว่าหัวเดียว เพื่อนสมาชิกได้กรุณาให้ข้อสังเกตในหลาย ๆ ท่าน ผมขออนุญาตจัด Grouping เป็นกลุ่มเพื่อให้ท่านได้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ท่านประธานที่เคารพ Soft Power นั้น ไม่ใช่แค่ Event และ Event ก็ไม่ใช่ภาพรวมทั้งหมดของนโยบาย Soft Power หากแต่ Event นั้นเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยเสริม ช่วยสร้างให้นโยบาย Soft Power เดินหน้า เป็นมรรคเป็นผลและเกิดผลสัมฤทธิ์ที่สามารถวัดผลได้ เพื่อนสมาชิกบางท่านไปดูรายละเอียด ในลักษณะปลีกย่อย ดูแบบแยกส่วน แยกภาค ก็เห็นมิติอีกแบบหนึ่ง เพื่อนสมาชิกบางท่าน บางกลุ่มก็วิเคราะห์ประเมินแบบองค์รวม ซึ่งก็ได้มิติข้อสังเกต Soft Power อีกมุมหนึ่ง ผมเรียนอย่างนี้ ประเด็นที่เพื่อนสมาชิกตั้งข้อสังเกตว่าทำไมหน่วยงานที่ทำเรื่อง Soft Power ไปกระจายตัวตามหน่วยงานต่าง ๆ แบบกระจายก็มีท่านประธาน เรื่อง Soft Power ไปอยู่ใน ภารกิจ ๒๗ หน่วยงาน ใน ๒๗ หน่วยงาน มี ๙ กระทรวง และถ้าไปดูเฉพาะในสำนัก นายกรัฐมนตรีจะมีอยู่ ๗ หน่วยงาน ดังนั้นมีมิติของการเชื่อมโยง มีมิติของการกระจาย บทบาท มีมิติของตัวชี้วัดแบบแยกและแบบรวม ถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพก็ต้องบอกว่าวันนี้ Soft Power ถ้าเปรียบให้เห็นภาพชัด ๆ มีคำกล่าวว่าถ้าเราขายสินค้าชิ้นเดียวเราก็ได้กำไร ครั้งเดียว แต่เราขายทุนวัฒนธรรมที่สร้างสรรค์เราจะสามารถขายและทำกำไรได้ตลอดชีวิต โรงงานผลิต Soft Power ถ้าเป็นโรงงานจะเป็นโรงงานที่ไม่มีปล่องควัน เป็นวัฒนธรรม สะอาด เป็นเรื่องเล่าเรื่องราวของคนไทย โรงงานในโลกนี้สามารถผลิตสินค้าได้ในหลายประเทศ แต่โรงงานที่จะผลิต Soft Power ผลิตความเป็นไทยมีแห่งเดียวคือประเทศไทยและคนไทย ผมชวนท่านประธานและท่านสมาชิกไปดูปีงบประมาณ ๒๕๖๙ สำนักงบประมาณได้กำหนด โครงสร้างแผนงานตามยุทธศาสตร์ โดยเพิ่มแผนงานยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนนโยบาย Soft Power เขาไปทำเรื่องอะไร ไปผลักดันอุตสาหกรรม Soft Power ของไทยให้เติบโต โดดเด่น ต่อเนื่อง ไปสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างอาชีพให้กับพี่น้องประชาชน เขาไปกระจายบทบาท ภารกิจใน ๒๗ หน่วยงานที่ว่า และมีการจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ที่เรียกว่า THACCA THACCA ยกระดับความคิดสร้างสรรค์และพัฒนาความสามารถของคนไทย ให้มีมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้น ทีนี้เราไปดูว่านโยบายที่เป็นรูปธรรม Soft Power เขาทำอะไรบ้าง ๑. เขาไปขับเคลื่อนงานในกลุ่มงานที่เรียกว่า Festival Economy ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อน เศรษฐกิจสำคัญระดับท้องถิ่นและขยายมาเป็นระดับชาติ มีงาน Festival ระดับนานาชาติ ผ่านการจัดงานที่มีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก ผมยกตัวอย่างงานเดียว คืองานสงกรานต์หรือเย็นทั่วหล้ามหาสงกรานต์ Songkran Festival ได้สร้างรายได้ หมุนเวียนครั้งเดียว ปีเดียว ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเกือบ ๒ ล้านคน และเกิดการท่องเที่ยวภายในประเทศเงินหมุนเวียนในระบบมากกว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนที่ ๒ ไปทำนโยบาย OFOS OFOS มีประชาชนที่สนใจเข้าร่วมแล้วตีตัวเลขกลม ๆ ๗๐๐,๐๐๐ คน นี่ข้อมูลเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๖๘ มีการพัฒนา มีการสร้างหลักสูตรเพื่อให้ ประชาชนเข้าถึง จำนวน ๗๒ หลักสูตร แบ่งเป็นหลักสูตรออนไลน์ ๒๔ หลักสูตร Onsite ๔๓ หลักสูตร และเป็นหลักสูตร Hybrid มีจำนวน ๕ หลักสูตร นี่ยังไม่ถึงขั้นว่ามีหลักสูตร EV ด้วย เอา Hybrid พอ เพื่อพัฒนาศักยภาพของประชาชนในการเข้ามาประกอบอาชีพ ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ งานสำคัญอีก ๑ เรื่อง ก็คือการส่งเสริมศิลปินไทยให้ไปโด่งดัง ไปแสดงดนตรีในต่างประเทศ มี ๖๙ การแสดง ใน ๑๑ ตลาดเป้าหมาย ส่วนที่ ๔ งานมหกรรม หนังสือระดับชาติซึ่งสร้างรายได้จำนวนมาก มีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า ๑,๔๐๐,๐๐๐ คน ดังนั้น เราต้องมองให้ออกว่าแล้วปัญหามันอยู่ตรงไหน ปัญหาอยู่ตรงที่ว่าไปกระจาย ๒๗ หน่วยงาน ไปซ่อนตัวอยู่ใน ๙ กระทรวงหรือเปล่า ก็ไม่น่าจะใช่ ไปอยู่ใน ๗ หน่วยงาน ในสำนัก นายกรัฐมนตรีหรือเปล่า ก็อาจจะไม่ตรง จะอยู่ตรงไหนไม่สำคัญ สำคัญตรงที่ว่าผลสัมฤทธิ์ ของการทำงานมันเกิดมรรค เกิดผลหรือไม่ มีตัวชี้วัดอะไรที่สามารถวัดและอ่านค่า แห่งความสำเร็จได้ ผมยังชื่นชมเพื่อนสมาชิกหลายท่านบอกว่าเราอาจจะไม่ต้องติดยึด ในรูปแบบ แต่ให้ไปติดยึดที่ Content นี่ล่ะครับมหากาพย์แห่ง Content ก็คือ Soft Power ซึ่งจะสร้างรายได้ให้กับคนไทยและเป็นรายได้ที่สร้างได้ตลอดกาล กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ เนื่องจากมาตรานี้กรรมาธิการมีการแก้ไข ดังนั้นผมจะถามมติจากที่ประชุมก่อนว่า จะเห็นด้วยให้มีการแก้ไขตามกรรมาธิการหรือไม่ หลังจากนั้นถ้าหากว่าเห็นควรแก้ไข ผมจึงจะถามเป็นครั้งที่ ๒ ว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ จะถาม ๒ ครั้ง ต่อไปนี้ก็จะถามมติที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากหรือไม่ ก่อนที่จะลงมติก็ขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนครับ
(นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ขอเชิญครับ ท่านสมาชิกที่ยังอยู่ข้างนอกกรุณาเข้ามาในห้องประชุมเพื่อจะลงมติ ท่านที่เข้ามา ในห้องประชุมแล้วกรุณาเสียบบัตร แล้วก็กดแสดงตนด้วยครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ท่านสมาชิก ที่เข้ามาแล้วกรุณาเสียบบัตรกดแสดงตนด้วยครับ
ท่านประธานครับ
เชิญครับ
ขออนุญาตท่านประธาน เพื่อนสมาชิก กำลังทยอยเดินมาขอให้ท่านประธานรอสักครู่ ขอบคุณครับ
ประธาน : จะรอสักครู่ครับ ท่านที่เข้ามาแล้วมีท่านใดยังไม่ได้แสดงตน เสียบบัตรกดแสดงตนเลยครับกำลังเข้ามาหลายท่าน แสดงตนทุกท่านแล้วก็ปิดการแสดงตน แสดงผล มีสมาชิกเข้ามาประชุมแสดงตน ๓๘๘ ท่าน
ถือว่าครบองค์ ประชุม ต่อไปผมก็จะถามว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไขตามที่คณะกรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ ท่านผู้ใดเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการก็ขอให้กดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่า ไม่ควรแก้ไขกรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงกรุณากดปุ่ม งดออกเสียง ลงมติได้ครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ลงมติหมด ทุกท่านแล้วก็ปิดการลงคะแนน แสดงผล จำนวนผู้ลงมติ ๔๒๗ ท่าน
ท่านประธาน ๔๘๗ เห็นด้วยครับ
เห็นด้วยเพิ่มอีก ๑ คน เห็นด้วย ๓๙๑ คน บวก ๑ คน ๓๙๒ คน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๓๐ คน ไม่ลงคะแนนเสียง ๖ คน
ที่ประชุมเห็นด้วย กับให้มีการแก้ไขนะครับ
ต่อไปก็จะถามว่าเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมการเสียงข้างมาก หรือจะเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็นและ ผู้แปรญัตติสงวนคำแปรญัตติ ขอตรวจสอบองค์ประชุมอีกครั้งหนึ่ง สมาชิกที่อยู่ใน ห้องประชุมแล้วกรุณาเสียบบัตรแล้วก็กดแสดงตนด้วยครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ท่านสมาชิก ท่านใดยังไม่ได้แสดงตน ปิดการแสดงตน จำนวนสมาชิกเข้ามาแสดงตนแล้ว ๓๕๓ ท่าน
ครบองค์ประชุม ก็จะถามมติจากที่ประชุมว่าท่านผู้ใดจะเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าควรจะแก้ไขตามกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็นหรือผู้แปรญัตติแสดงความเห็นก็กรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงกรุณากดปุ่ม งดออกเสียง เชิญลงคะแนนได้ครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีท่านผู้ใดยังไม่ได้ ลงคะแนนครับ ถ้าไม่มีแล้วก็ปิดการลงคะแนน แสดงผล จำนวนผู้ลงมติ ๔๒๒ คน เห็นด้วย กับกรรมาธิการเสียงข้างมากแก้ไข ๒๔๗ คน เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อยและ ผู้แปรญัตติสงวนความเห็น ๑๓๘ คน งดออกเสียง ๓๒ คน ไม่ลงคะแนนเสียง ๕ คน
ที่ประชุมนี้ เห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ต่อไปท่านเลขาธิการเชิญต่อ มาตรา ๘
มาตรา ๘ กระทรวงกลาโหมและหน่วยงานในกำกับ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ
ขอเชิญ กรรมาธิการที่สงวนความเห็น ท่านเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ผม เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการ สำหรับมาตรา ๘ เป็นกระทรวงกลาโหมก็มีประเด็น ปรับลดไม่เยอะด้วยเหตุผลคือมีทั้งหมด ๖ หน่วยงาน แต่ตามรายงานลำดับที่ ๑-๕ คือ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ กองบัญชาการ กองทัพไทย เป็นที่น่าสังเกตก็คืองบการเงินที่ สตง. ตรวจสอบมีเงื่อนไขทุกหน่วย ก็อยากจะ ให้ทางทั้ง ๕ หน่วยรับงบประมาณไปปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้อง ที่พูดเช่นนี้ก็เพราะว่า หน่วยสถาบันป้องกันประเทศอีกหน่วยหนึ่งงบการเงินนั้นถูกต้อง แล้วที่ผมนำมาตรา ๘ เรื่องงบการเงินขึ้นมาพูด ก่อนหน้านี้ไม่ได้พูด เหตุผลเพราะว่าผมพูดตามหนังสือ ที่ นร ๐๗๑๖/ว ๑๑๑ ลงวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๖๘ ลงนามโดยผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ หน้า ๓ ข้อ ๓ เอกสารที่นำเสนอคณะกรรมาธิการ ๓.๖ รายงานการเงินประจำปี ๒๕๖๕-๒๕๖๗ ที่ผ่านการตรวจสอบหรืออยู่ระหว่างการเสนอผู้ตรวจสอบบัญชี ในวงเล็บของปี ๒๕๖๕ และ ปี ๒๕๖๖ ให้จัดเป็นรูป QR Code ปี ๒๕๖๗ ให้แสดงเป็นเอกสารเพื่อประกอบการพิจารณา นี่คือเหตุผลที่นำขึ้นมา ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวทางสมาชิกอาจจะสงสัยว่าเอ๊ะทำไมผมถึงเอารายงาน ผู้สอบบัญชีขึ้นมาพูด พูดตามเอกสารของผู้อำนวยการสำนักงบ แล้วก็มีเอกสารของประธาน คณะกรรมาธิการสนับสนุนด้วยครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปมีผู้สงวนคำแปรญัตติอีก ๔ ท่าน ท่านแรกขอเชิญคุณกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม อ.เอท กันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต เขตมีนบุรี สะพานสูง วันนี้ขอร่วมอภิปรายงบในวาระที่สอง มาตรา ๘ กระทรวงกลาโหม ตามที่เราได้ทราบ ในมาตรา ๘ นี้กระทรวงกลาโหมได้ของบทั้งสิ้นประมาณ ๙๕,๓๕๖ ล้าน แล้วก็มีการปรับลดน้อยมาก มีการปรับลดอยู่ที่ประมาณ ๑๙๐ ล้านเท่านั้นเอง ถ้าตีเป็น เปอร์เซ็นต์ก็คือ ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งน้อยมาก ๆ อ.เอท ได้มีการปรับลดไว้ทั้งหมด ๕ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงกลาโหมถามว่ามีทัพไหนบ้าง แน่นอนก็จะมีกองทัพบก กองทัพเรือ แล้วก็กองทัพอากาศ วันนี้ขออนุญาตอภิปรายที่กองทัพอากาศ หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Air Force วันนี้ขอมาใน Model AF Air Force A ตัวแรกที่ อ.เอท อยากที่จะอภิปราย A ตัวนี้ ย่อมาจากคำว่า Anonymous Anonymous แปลว่าอะไร แปลว่า ไร้ตัวตน เพราะอะไร เพราะว่าในงบของกระทรวงกลาโหม โดยเฉพาะ Air Force หรือกองทัพอากาศจะมี แผนยุทธศาสตร์ที่เรียกว่าแผนยุทธศาสตร์พัฒนาศักยภาพการป้องกันประเทศและ ความพร้อมที่จะเผชิญภัยคุกคามทุกมิติ แล้วแผนอันนี้มีการของบประมาณมาในลักษณะ คล้าย ๆ กับ เจมส์ บอนด์ (James Bond) คือเป็นแบบ Code ลับ เป็นรหัสลับ ซึ่งเขามา ในรหัสว่า ทอ. ๑๘๑ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประเทศเรา ทอ. ๑๘๑ ของบไปทั้งสิ้น ๖๔๘ ล้าน และไม่พอยังมีอีก ๑ รหัสลับ หรือ Code ลับเป็น Code ที่เรียกว่า ทอ. ๑๙๐ ซึ่ง ๑๙๐ ก็มีมาแล้ว ๒ ปี ปีที่แล้วก็ขอมาประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าล้าน ปีนี้มาอีก ๓,๕๐๐ ล้าน เพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่าดูจากงบยุทธศาสตร์ของชาติ ของแผนที่จะเป็นการดูแลประเทศ ๒ งบนี้ ทอ. ๑๘๑ กับ ทอ. ๑๙๐ รวมกันทั้งสิ้น ๔,๒๑๓ ล้าน แล้วก็มาแบบไม่มีข้อมูลเลย มาอยู่ในเล่มนี้ เล่มสีเขียวนี้ อ.เอท ก็เลยถามในห้องของอนุกรรมาธิการว่าตกลงมันมี อะไรบ้าง คืออะไรหรืองบลับ ทอ. ก็ได้กระดาษประมาณสัก ๗-๘ แผ่น แล้วก็ได้มีการอ่าน ณ เวลานั้นเลย พอเราอ่านปุ๊บสิ่งที่ได้ก็คือเป็นการซ่อมแซม เป็นการซื้อรถขนน้ำเอาไว้ขนน้ำ ไปบนเขา ไปซื้อชุดที่เอาไว้ป้องกันเรียกว่า ชุดควบคุมฝูงชน อันนี้ก็ประมาณสักเกือบ ๆ ๑๐๐ กว่าล้าน หรือ ๑,๐๐๐ กว่าล้าน อันนี้มันก็จะมีแบบ ค่อนข้างหลากหลายมาก ๆ จริง ๆ และรวมถึงไปซื้อไขควง อ.เอท ชอบมากเลย ไปซื้อไขควง ๔ แฉก ๕ แฉกอีกเป็นแสน อันนี้คืองบที่เรียกว่างบ Anonymous แปลว่าอะไร งบที่ไม่มี ตัวตน ก็เลยอยากที่จะไปสู่ตัว F ที่ ๒ เลย F ที่ ๒ คือคำว่าอะไร คือคำว่า Fraud แปลว่า อาจจะเป็นหนทางที่เป็นการฉ้อโกงหรือเป็นการจะโกงกันในงบประมาณที่มาแบบไร้ตัวตน หรือเปล่า อ.เอท อยากที่จะให้การของบประมาณ ตอนนี้เข้าใจว่าเป็นช่วงของความอ่อนไหว ในเรื่องประเทศของเรากับประเทศเพื่อนบ้าน แต่การปล่อยงบประมาณไปก็ควรจะมี มาตรฐาน มี Standard ฉะนั้นตัว Fraud ตัวนี้เป็นการฉ้อโกง อ.เอท ก็เลยอยากที่จะเห็นว่า แทนที่จะเป็นตัว Fraud เป็น Fair จะดีกว่าไหม คำว่า Fair คืออะไร ก็คือคำว่ามันสามารถ ที่จะตรวจสอบได้ โปร่งใสได้ และทำให้ทุกคนเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพราะถ้าท่านไปดู ถ้าเป็นกองทัพอื่น เช่น กองทัพบก หรือกองทัพเรือก็จะไม่มี Code แบบนี้ ตอนนี้ก็เป็น สิ่งที่เกิดขึ้นมาแรก ๆ เลยของกองทัพอากาศของเรา ก็อยากที่จะให้พี่ ๆ ส่วนตัวเป็นคน เคารพพี่น้องที่เป็นทหาร ก็อยากจะให้อย่างน้อย ๆ ในปีหน้าท่านทำให้มีข้อมูลชัดเจน เพื่อในห้องคณะอนุกรรมาธิการของเราจะได้พิจารณางบประมาณให้ง่ายและเร็วขึ้น เพราะเราอ่านในข้อมูลของท่าน ทอ. ๑๘๑ กับ ทอ. ๑๙๐ เพื่อน ๆ อ.เอท ท่านจิรัฏฐ์ ท่านอ่านเกือบ ๆ ๒ ชั่วโมง ในการที่จะอ่าน ณ เวลานั้นเลย คือข้อมูลก็ไม่ได้มาให้ก่อน ก็อยากที่จะวิงวอนไปยังพี่น้องทหารว่าให้ช่วยทำงบประมาณให้ชัดเจน ให้โปร่งใส ให้ตรวจสอบได้ เพราะเราเชื่อมั่นว่าสุดท้ายแล้วหน้าที่ของพี่ ๆ ทหารก็ต้องป้องกัน ไม่ใช่ มาปกครองประเทศ ก็หวังไว้อย่างสูง สุดท้ายนี้ก็อยากที่จะให้ประเทศของเรา พี่น้องทหาร มีความสุข แล้วก็ทำเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริงครับ Respect
ขอเชิญ คุณณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ประเวศ สะพานสูง พรรคประชาชน ท่านประธานในช่วงการอภิปรายงบประมาณในปี ๒๕๖๙ ในวาระที่หนึ่ง ผมเคยอภิปรายในเรื่องของการก่อสร้างอาคารสถานที่ราชการ ในเรื่องของหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีการก่อสร้างอาคารสถานที่ราชการและที่พักราชการรวมไปแล้วท่านประธานงบประมาณ ทั้งสิ้นคือหลัก ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งในส่วนของหลัก ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ต้องบอกว่า เป็นสิ่งที่เป็นการรวมถึงงบผูกพันที่จะเกี่ยวเนื่องไปในอนาคตด้วย แต่ว่าในการอภิปราย วาระที่สองในครั้งนี้ ในส่วนของมาตรา ๘ ของกระทรวงกลาโหม เดี๋ยวขอสไลด์ด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
ในส่วนการอภิปราย ของกระทรวงกลาโหมท่านประธาน เหตุผลที่ผมจะต้องมีการอภิปรายเรื่องนี้เนื่องจากว่า หน่วยงานที่มีการก่อสร้างอาคารสถานที่ราชการมากที่สุดในปีนี้ นับเฉพาะปี ๒๕๖๙ ปีเดียว คือกองทัพบกท่านประธาน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่อยู่ในกระทรวงกลาโหม กองทัพบกมีการสร้าง อาคารสถานที่ราชการอยู่ถึง ๔,๗๐๐ ล้านบาท ในปีนี้ ถือว่าเป็นงบประมาณก้อนใหญ่ ซึ่งงบทั้งหมดนั้นเป็นการสร้างในการใช้งบประมาณปีเดียวทั้งสิ้นทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่มีแม้แต่โครงการเดียวที่เป็นโครงการผูกพัน โดยที่คณะกรรมาธิการได้มีการปรับลด งบประมาณไปเพียงแค่ ๓๐ ล้านบาทเท่านั้นท่านประธาน คิดว่าไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณที่เป็นการก่อสร้างของกองทัพบก ซึ่งนอกจากกองทัพบกถ้าเกิดท่านไปไล่ดู ในส่วนของตัวเลขจะเห็นว่ากองทัพต่าง ๆ ในสังกัดของกระทรวงกลาโหมก็ล้วนแล้วแต่ ติดอยู่ใน Top 10 ทั้งสิ้นท่านประธาน แต่ว่าทุก ๆ หน่วยงานก็มีแต่เรื่องของโครงการผูกพัน มีแค่หน่วยงานเดียวก็คือกองทัพบกที่ไม่มีโครงการผูกพันแม้แต่โครงการเดียวท่านประธาน ซึ่งถ้าเกิดดูแบบนี้มันจะดูเหมือนกับว่ากองทัพบก โครงการทั้งหมดในการสร้างเก่งมาก คือหมายความว่าสามารถที่จะดำเนินการเสร็จจบทุกอย่างภายในปีเดียว สร้างปีเดียวแล้วเสร็จ จบภายในปีเดียวท่านประธาน แต่ว่าความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ผมเองได้ไปดูเนื้อหาในสไลด์ ถัดไปท่านประธาน ผมไปย้อนดูในส่วนของเอกสารงบประมาณที่เข้าในการพิจารณา ในวาระที่หนึ่งย้อนไปในช่วงประมาณ ๙ ปี ๑๐ ปีก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ช่วงปี ๒๕๖๑ ไล่มาจนถึง ปี ๒๕๖๙ ก็จะพบว่าในส่วนของโครงการต่าง ๆ ที่มีการของบประมาณในการก่อสร้างมาปีนี้ เป็นงบประมาณแบบปีเดียว ความจริงแล้วมันเป็นการขอปีเดียวแบบขอมาซ้ำทุกปี โครงการเดิม ๆ ขอมาปีเดียวโดยตลอดซ้ำทุกปีท่านประธาน ทั้งหมด ๔๗ รายการ ไม่รวมในส่วนของโครงการที่มีงบประมาณต่ำกว่า ๑๐ ล้านบาท มีทั้งหมด ๔๗ โครงการ มีเพียงแค่ ๓ โครงการเท่านั้นที่มีการของบมาปี ๒๕๖๙ เป็นปีแรก นอกนั้นที่เหลืออีก ประมาณ ๔๐ กว่าโครงการ ประมาณ ๔๔ โครงการ เคยของบมาแล้วทั้งสิ้นในช่วง ปีงบประมาณก่อนหน้านี้ ซึ่งทั้งหมดท่านประธานถ้าเกิดไปไล่ดูตัวอย่างบางโครงการท่านจะ เห็นว่าหลายโครงการมีการของบมาทุกปีด้วยซ้ำไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโครงการย้ายที่ตั้ง โรงเรียนนายสิบ ปีนี้ถ้าเราดูในเอกสารจะดูเหมือนกับว่ามีการของบประมาณมาเพียงแค่ ๒๖ ล้านบาท แต่ความจริงไม่ใช่ ๒๖ ล้านบาท แต่ความจริงมีการขอมา ๘ ปีติดต่อกัน รวมแล้วงบประมาณทั้งหมด ๖๐๔ ล้านบาท ขณะเดียวกันท่านประธานถ้าเกิดไปดู ตัวอย่างอื่น อย่างเช่น เรื่องของโครงการซ่อมปรับปรุงเรือนแถวนายทหารสัญญาบัตร ปีนี้ของบมา ๒๖๔ ล้านบาท ซึ่งเราก็จะนึกว่าของบมาแค่ ๒๖๔ ล้านบาท แต่ถ้ามองย้อนไป ๙ ปีย้อนหลังเป็นอย่างน้อยจะเห็นว่าโครงการนี้ไปแล้วถึง ๒,๐๐๐ ล้านบาทท่านประธาน ซึ่งถ้าเกิดไล่ดูแต่ละโครงการแน่นอนก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน หลายโครงการเราอาจจะ เห็นว่ามีการของบมาไม่ถึง ๑๐๐ ล้านบาท หรืออาจจะ ๑๐๐ ล้านนิด ๆ แต่ส่วนใหญ่แล้ว มันก็มีการของบประมาณอย่างต่อเนื่องมาแล้ว ๗ ปี ๘ ปี ๙ ปีว่ากันไป รวมงบประมาณ ไปแล้วหลายโครงการก็เป็นหลัก ๑,๐๐๐ ล้านบาทท่านประธาน ทีนี้สิ่งที่ผมพูดถึงทั้งหมดว่า ในโครงการทั้งหมด ๔๗ โครงการ สิ่งที่เราเห็นในสไลด์เมื่อสักครู่ก็คือเรื่องของ ๔,๗๐๐ ล้านบาทใช่ไหมครับ แต่ความจริงแล้วถ้าท่านไปดูตัวเลขที่มันรวมโครงการผูกพัน ที่ดูเหมือนจะไม่ผูกพันแล้ว จะเห็นว่าความจริงแล้วมันไม่ใช่แค่ ๔,๐๐๐ กว่าล้าน แต่ความจริง มันเป็นงบประมาณมากถึง ๓๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นงบประมาณก้อนใหญ่
ทีนี้ในสไลด์ถัดไป ในส่วนของผมเองก็สงสัยว่าเอ๊ะทำไมในส่วนของกองทัพบก ถึงได้มีการตั้งงบประมาณในลักษณะแบบนี้ ไม่ได้ตั้งในมาตรฐานเดียวกับที่กระทรวงกลาโหม หน่วยงานอื่น หรือว่าหน่วยงานด้านความมั่นคงอื่นทำไปในทิศทางเดียวกัน เพราะว่าอย่างที่ ผมบอกเมื่อสักครู่ว่าหน่วยงานอื่น ไม่ว่าจะเป็นกองทัพเรือ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพอากาศหรือ กองบัญชาการกองทัพไทย ก็มีการตั้งงบประมาณโครงการก่อสร้างเป็นลักษณะของโครงการ ผูกพันหรือว่าเห็นแผนงานอย่างชัดเจนทั้งสิ้น แต่ในส่วนของกองทัพบกการตั้งงบประมาณ ในลักษณะแบบนี้ทำให้พวกเราไม่สามารถที่จะเห็นได้ว่าตัวเลขงบประมาณโดยภาพรวมทั้งหมด ที่จะทำจนแล้วเสร็จจะเสร็จในปีไหน อย่างไร และใช้งบประมาณเท่าไรในการที่จะดำเนินการ ทั้งหมด ประชาชนเองก็ไม่สามารถที่จะตรวจสอบความคืบหน้าได้ว่าจะดำเนินการอย่างไร ต่อไปท่านประธาน ทีนี้สิ่งที่พวกเราเห็นในการพิจารณานี่ลำบากมากเนื่องจากว่าสิ่งที่ กองทัพบกดำเนินการลักษณะนี้ โครงการต่าง ๆ จะเป็นลักษณะของโครงการที่ใช้คำใหญ่ ๆ คำกว้าง ๆ แต่ทีนี้ถ้าเกิดไปดูจริง ๆ ถ้าไม่ได้อยู่ในคณะอนุกรรมาธิการหรือว่าไม่ได้ไปดู เอกสารในอนุกรรมาธิการจะไม่สามารถที่จะเห็นรายละเอียดด้านในได้เลยว่าความจริงแล้ว ใน ๑ โครงการนั้นมันแบ่งย่อยเป็น ๓๐-๔๐ โครงการย่อยก็มีด้านในท่านประธาน ซึ่งมันทำให้ คณะกรรมาธิการหรือว่าสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้พวกเราไม่สามารถที่จะพิจารณางบประมาณ ได้อย่างมีเวลามากเพียงพอ แล้วเราสามารถที่จะพิจารณาได้เพียงแค่ในอนุกรรมาธิการ ซึ่งมีเวลาน้อยมากเท่านั้นท่านประธาน ทีนี้สิ่งที่ผมเองได้อภิปรายมาทั้งหมดนี้ก็เลยอยากจะ นำเรียนว่าการที่พวกเราพิจารณาแล้วก็ผมอภิปรายวันนี้ความจริงแล้วพวกเรามีความเข้าใจว่า หลาย ๆ โครงการมีความจำเป็นที่จะต้องมีการดำเนินการ เป็นสิ่งที่จะต้องมีการทำต่อไป เพียงแต่เรื่องรูปแบบของการตั้งงบประมาณผมคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องให้มีการเป็นไป ในมาตรฐานเดียวกันกับหน่วยงานราชการอื่น หรืออย่างน้อยมาตรฐานเดียวกันกับหน่วยงาน ด้านความมั่นคงหน่วยงานอื่น อย่างเช่น กองทัพ กองบัญชาการกองทัพไทยต่าง ๆ ก็ควรที่จะ ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้นสุดท้ายที่ผมกล่าวมาทั้งหมดทั้งมวล จึงขอเสนอ ในการปรับลดงบประมาณของกระทรวงกลาโหมในส่วนของโครงการก่อสร้างอาคารราชการ ของกองทัพบกลง ๕ เปอร์เซ็นต์ท่านประธาน ขอบคุณครับ
ต่อไปขอเชิญ คุณเอกราช อุดมอำนวย ครับ
เรียนประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม จอจาน เอกราช อุดมอำนวย ผู้แทนคนดอนเมืองจาก พรรคประชาชน สำหรับมาตรา ๘ งบประมาณของกระทรวงกลาโหม กรรมาธิการได้ปรับลด งบประมาณเหลือประมาณ ๙๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งสำหรับผมก็ได้สงวนคำแปรญัตติเอาไว้ ขอปรับลดลงเพิ่มจากที่กรรมาธิการปรับลดอีกประมาณ ๑,๒๐๐ ล้าน เพราะว่าด้วยเหตุผล ที่เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ท่านประธานฟัง ขอสไลด์ขึ้นด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
จากรายงานของ Global Firepower ก็บอกว่าในปี ๒๕๖๘ ประเทศไทยมีการจัดอันดับอยู่ในลำดับที่ ๒๕ จากทั้งหมด ๑๔๕ ประเทศ เรียกว่า Top 20 ของโลกด้านกำลังทหารครับ ดัชนี Power Index ของไทย ๐.๔๖ ๐.๔๕ ยิ่งค่าต่ำถือว่ามีความแข็งแกร่ง แข็งแรง รายงานชี้ให้เห็นว่าประเทศไทย เป็นอันดับ ๓ ในภูมิภาคอาเซียนรองจากอินโดนีเซียและเวียดนาม ซึ่งการคาดการณ์จาก สำนักงบประมาณของ PBO ก็บอกว่าในปี ๒๕๖๘ นอกจากกองทัพจะมีความเข้มแข็ง มีการจัดลำดับที่ดีแล้ว เราก็จะเห็นว่างบประมาณของกองทัพก็ได้เยอะ สไลด์ถัดไปก็จะ เห็นว่าเรามีงบประมาณ นอกจากที่รัฐจัดสรรให้ ก็จะมีเงินนอกงบประมาณด้วย สไลด์ถัดไป เงินนอกงบประมาณของกองทัพในปี ๒๕๖๘ ประมาณ ๔๙ ล้านบาท แล้วก็ดูจากแผน รายการใช้จ่ายก็มีประมาณร้อยละ ๕๕ แบบนี้ครับท่านประธาน แผนการใช้จ่ายของกองทัพ อย่างเช่น ของกองทัพเรือเขานำไปใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค ประมาณ ๔,๘๐๐ หรือว่าคิดเป็นร้อยละ ๙.๙ โดยนำเงินมาจากเงินกู้ต่างประเทศ อันนี้เป็นของ กองทัพเรือ เราก็จะเห็นว่ามันก็จะมีเงินนอกงบประมาณที่เหลือสะสมประมาณร้อยละ ๓๔ หรือว่า ๑๖,๙๔๕ ล้านบาท ดังนั้นเงินจำนวนนี้ก็สามารถที่จะเป็นงบประมาณที่มหาศาล แต่ว่าในทางปฏิบัติแทนที่สภาผู้แทนราษฎรจะตรวจสอบเงินก้อนนี้ได้ก็จะเห็นว่ารายงาน การตรวจสอบเงิน โดยสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินก็บอกว่าสำนักปลัด กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ กองบัญชาการกองทัพไทย ได้รับการรับรองงบการเงินแบบมีเงื่อนไข มีเงื่อนไขคืออะไร เขาบอกว่าในรายงานไม่มีเรื่องของการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเงิน นอกงบประมาณเลย ซึ่งไม่เป็นไปตามกรอบมาตรฐานของบัญชีภาครัฐและนโยบายบัญชี ภาครัฐ แล้วในชั้นคณะอนุกรรมาธิการ ในชั้นคณะกรรมาธิการก็ไม่ได้เรียกดูหรือว่าพิจารณา ในเรื่องของเงินนอกงบประมาณของกองทัพเลย ดังนั้น ๖ หน่วยงานที่ผ่านมามีเพียง หน่วยงานเดียวที่ได้รับการรับรอง ก็คือสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ดังนั้นผมจึงคิดว่า กระทรวงกลาโหมต้องทบทวนสัดส่วนของการใช้เงินนอกงบประมาณ แล้วก็รายละเอียดที่มา สภาเราต้องตรวจสอบเพื่อไม่ให้มีความซ้ำซ้อน เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกก็ได้อภิปรายไว้ ก็เห็นว่าเฉพาะกองทัพบกเรื่องของการก่อสร้างอาคารเห็นไหมครับ ไม่ผูกพันมาแต่แอบ ผูกพันอ้อม ๆ ซ้ำไปซ้ำมา แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเงินนอกงบประมาณที่ทำขึ้นมาจะไม่มี โครงการที่ซ้ำซ้อน ท่านประธานผมขออนุญาตไปดูเป็นรายกระทรวงก็คือ ในส่วนของ กองทัพอากาศเขามียุทธศาสตร์ ๒๐ ปี มุ่งเน้นการพัฒนา ๓ มิติ มิติทางอากาศ ทางไซเบอร์ ทางอวกาศผ่านโครงการวิจัยและพัฒนา สไลด์ถัดไปก็จะเห็นว่าการจัดหายุทโธปกรณ์และ โครงการความร่วมมือกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไม่มีโครงการที่เกี่ยวกับการวิจัยและ พัฒนาเลย น้อยมาก มีโครงการเดียวคือพัฒนาการปฏิบัติการห้วงอวกาศ ๒๒๕ ล้านบาท ผมไม่ติดใจในงบประมาณส่วนนี้แต่ต้องพูดดัง ๆ ว่าจะมีโครงการลับที่ชื่อว่า ทอ. ๑๘๑ ทอ. ๑๙๐ เราไม่มีเวลาพิจารณาในชั้นคณะอนุกรรมาธิการเลย ท่านจิรัฏฐ์ใช้ระยะเวลาเพียง แค่ชั่วโมงเดียวเปิดเป็น ๗-๘ แฟ้มท่านประธาน โดยที่โครงการข้างในพอเปิดดูเนื้อหา บางรายการก็ไม่ได้ลับขนาดนั้น ไม่ได้มีโครงการที่จำเป็นต้องปกปิด ดังนั้นการทำงบประมาณ กระทรวงกลาโหมควรจัดทำที่โปร่งใสและปกปิดที่จำเป็น ไม่จำเป็นต้องตีลับทั้งหมดขนาดนั้น ผมเห็นใจ แต่ว่าในขณะเดียวกันก็ต้องเห็นใจในส่วนของการพิจารณางบประมาณของสภาด้วย ท่านคิดดู แล้วกันว่า ๔,๐๐๐ กว่าล้าน ใน ๒ โครงการรวมกันมันไม่มีอะไรสามารถที่จะให้รายละเอียดได้ คร่าว ๆ ที่ผมจำได้ สไลด์ถัดไปผมชวนดูรายการที่มีวงเงินสูง ๆ เช่น โครงการเสริมสร้าง ยุทโธปกรณ์รายการที่ ๓ ๓,๕๐๐ ล้าน แต่ว่าเอาจริง ๆ อย่างเช่น การดูแลสนามบิน ซื้อชุด สำหรับ Guard ในกรณีเกิดการจลาจลขึ้นมาก็ให้ไป Protect สนามบินอะไรแบบนี้ ซึ่งถามจริง มันจำเป็นต้องลับขนาดนั้นหรือ เราก็ต้องรู้อยู่แล้วว่ากองทัพอากาศมีส่วนที่ดูแลสนามบิน บางแห่งใช่ไหมครับ ก็ได้มาพิจารณาอย่างแข็งขันกันว่าสนามบินที่จำเป็นที่มีโอกาส มีเสี่ยงถูกประท้วงหรือการป้องกันวินาศภัย โจรกรรมอะไรต่าง ๆ แบบนี้มันก็คุยด้วยเหตุผล ความจำเป็นได้
ประเด็นถัดมาท่านประธาน ก็คือในส่วนของเงินนอกงบประมาณที่ผมพูดไป เมื่อสักครู่นี้ซึ่งมันได้มาจากแหล่งท่องเที่ยว โครงการที่ผมอยากเสนอตัดเพิ่มเติมคือกิจกรรม พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งในปีงบประมาณ ๒๕๖๙ ขอมาประมาณ ๑๔.๙ ดังนั้นโครงการนี้ ตัดไปได้เลย แล้วก็รายงานของงบประมาณสไลด์ถัดไปก็จะได้เห็นว่านี่ล่ะคือแหล่งท่องเที่ยว ของกองทัพอากาศที่ผมกล่าวไปเมื่อสักครู่ ซึ่งผมคิดว่าสามารถที่นำเงินในส่วนของเงิน นอกงบประมาณมาใช้ได้ในเมื่อท่านหาเงินได้ ดังนั้นกระทรวงกลาโหมจะต้องปกปิดเท่าที่ จำเป็น ไม่ควรจะมีลักษณะแบบนี้อีกแล้วในปีถัด ๆ ไป หรือว่าอย่างน้อยรายละเอียดของ ในชั้นคณะอนุกรรมาธิการ ตัวแทนของผู้แทนที่เราตั้งกันเข้าไปไหนควรจะมีโอกาส ได้พิจารณาอย่างแท้จริง สไลด์ถัดไปท่านประธาน รายการที่ถูกปรับลดเป็นโรงพยาบาลสีกัน ของกองทัพอากาศซึ่งปรับลดนิดเดียว ทำคำขอมาประมาณ ๑๐๐ กว่าล้าน แต่ว่าแบบนี้ ท่านประธาน อันนี้เขาสร้างตึก สไลด์ถัดไปอันนี้จะเป็นครุภัณฑ์ทางการแพทย์ของ โรงพยาบาลทหารก็ขอมาเช่นเดียวกัน แต่แบบนี้ครับ ในส่วนนี้ทั้ง ๒ อัน ได้ตึก ได้อุปกรณ์ แต่ท่านประธานเชื่อไหมว่าขาดแคลนบุคลากร ซึ่งการซื้อตึกซื้ออุปกรณ์ไปแต่ไม่มีแพทย์ เนื่องจากว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจะต้องดำเนินการแก้ไขหรือลงนามในคำสั่ง ระเบียบตัวหนึ่งที่เรื่องของการโยกย้ายกรอบกำลังฝ่ายอำนวยการ ฝ่ายสนับสนุนต่าง ๆ ที่ไม่ได้เปิดตำแหน่งไว้ให้มาอยู่สายการแพทย์ ดังนั้นถ้าในขณะนี้ยังไม่มีบุคลากร ผมจึง ไม่แน่ใจเหตุผลและความจำเป็นว่าเราให้งบไปก่อนแล้ว แล้วบุคลากรจะมาได้ทันท่วงที หรือไม่ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ต่อไปขอเชิญ คุณชยพล สท้อนดี
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ชยพล สท้อนดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตหลักสี่ จตุจักร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ท่านประธานปีนี้เป็นปีที่เราตัดงบของกระทรวงกลาโหมกันได้อย่าง ยากลำบากมากเลย เพราะว่าทุกครั้งที่ได้มีการถามหรือมีการขอรายละเอียด จะต้องมีใคร สักคนหนึ่งพูดขึ้นมาตลอด ไม่ว่าจะจากผู้ชี้แจง หรือจากกรรมาธิการสัดส่วนของรัฐบาล ก็จะพูดขึ้นมาว่าปล่อยเขาไปเถอะตอนนี้กำลังมีสถานการณ์ความขัดแย้งที่ชายแดน ไทย-กัมพูชา ประเด็นคือผมเข้าใจว่ามันมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ของ ใช้งบกันในช่วงที่มัน เกิดเหตุความขัดแย้ง ผมก็เป็นห่วงทหารที่อยู่หน้างานตรงชายแดนด้วยเหมือนกันว่าเขาจะมี อุปกรณ์พอใช้ไหม มันก็เลยยิ่งต้องดูงบประมาณของกองทัพว่าใช้ถูกจุด ถูกที่ด้วยหรือเปล่า ก็เลยอยากจะมั่นใจเหมือนกันว่าสรุปแล้วมันมีรายละเอียดจริงไหม หรือว่าเรากำลังใช้เรื่อง ของความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นข้ออ้างในการปกป้องงบประมาณกันแน่ เดี๋ยวขอสไลด์ขึ้นเลยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ตัวอย่างแรกเลย เดี๋ยวผม เอาตัวอย่างที่มันห่าง ๆ ไกล ๆ ก่อนเลยแล้วกัน ให้มันเห็นชัดเลยว่ามันไม่เกี่ยวข้อง อย่างแน่นอน ตัวอย่างแรก อย่างโครงการสร้างอาคารใหม่ของหน่วยดุริยางค์ทหารอากาศ งบประมาณเกือบ ๑๔๐ ล้านบาท ตัดลดไปได้แค่ ๖๐๐,๐๐๐ บาทเท่านั้นเอง มีทั้งที่พัก กำลังพลข้างบน มีห้องซ่อม มีห้องอาหาร แล้วก็มี Concert Hall สูง ๒ ชั้นเอาไว้ใช้ซ้อม แล้วก็ใช้แสดงดนตรีด้วย คือกองทัพอากาศให้เหตุผลไว้ว่าหน่วยดุริยางค์เพิ่งย้ายมา แล้วก็ ต้องใช้พื้นที่ร่วมกันกับหน่วยอากาศโยธินอยู่ตรงแถว ๆ สนามบินดอนเมืองนั่นล่ะ เลยจำเป็น จะต้องสร้างหอพักเพิ่ม แต่ด้วยเหตุผลตรงนี้มันก็พอเข้าใจได้ คือถ้าเกิดจะบอกว่าย้ายมาแล้วมันไม่มีที่พัก แต่ถึงอย่างไรมันก็ไม่ได้ตอบคำถามว่าทำไมถึงได้ต้องมี Concert Hall ด้วย ทำไมถึงไม่ทำแค่ ห้องซ้อมและห้องพักเท่านั้น เดี๋ยวดูสไลด์ถัดไปเพราะว่าผมข้องใจตรงนี้ ผมมีทางออกให้ว่า มันไม่จำเป็นจะต้องมี Concert Hall ก็ได้ เพราะเอาจริง ๆ แล้วหอประชุมของกองทัพอากาศ มันก็อยู่ใกล้แค่นี้เอง แล้วความจริงก็แค่ทะลุถนนธูปะเตมีย์มันก็ถึงหอประชุมของ กองทัพอากาศได้แล้ว แล้วก็เอาเงินงบประมาณไปใช้ในการปรับปรุงระบบเสียงของ หอประชุมเดิมก็ได้ไม่จำเป็นจะต้องสร้างใหม่ของตัวเอง แค่นี้มันก็ประหยัดงบไปได้ ตั้งเยอะแล้ว ทะลุถนนธูปะเตมีย์เข้าไปนั่นก็พื้นที่ของกองทัพอากาศเองก็น่าจะทะลุกันได้อยู่ แล้วมันจะสั้นกว่าใน Map อีก หรือว่าจะมีอีก Way หนึ่งเลยก็ได้ที่ไม่จำเป็นจะต้องทำให้ ต้องสร้าง Concert Hall ราคาแบบ ๑๔๐ ล้านบาทขนาดนี้ ก็คือเป็นคำถามที่ยังไม่มีใคร ตอบผมได้เหมือนกันว่าทำไมหน่วยดุริยางค์มันจะต้องมีแยกเอาไว้ทุกเหล่าทัพ ทำไมเราถึงได้ ไม่สามารถจะยุบสิ่งเหล่านี้รวมกันได้แล้วเอาไว้ที่ส่วนกลางของกระทรวง แล้วใครจะประสาน ขอใช้งานก็ทำเรื่องขอล็อกคิว ล็อกตารางกันไป ไม่จำเป็นต้องแบ่งให้มันเป็นเบี้ยหัวแตก แยกกันทำหอประชุม หอดนตรี หอพัก ให้เปลืองงบประมาณกันมากมายก็ได้ แต่เอาจริง ๆ อันนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ผมยกมาเฉย ๆ ให้เห็นว่ามันก็เป็นหนึ่งในโครงการที่เราไม่สามารถ จะตัดได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่สามารถพิจารณาได้ เพราะว่าถูกใช้ประเด็นเรื่องของ ความขัดแย้งที่ชายแดนเอามาบอกว่าให้ปล่อยผ่านไปเร็ว ๆ แต่เดี๋ยวดูเรื่องถัดไปมันจะ ใกล้เคียงกันมากขึ้นแล้ว พอดีผมก็พยายามไล่หารายการที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ทางการแพทย์ อย่างอุปกรณ์ปฐมพยาบาลภาคสนามอะไรอย่างนี้ ทีนี้ผมก็ไปเจออยู่รายการหนึ่งน่าสนใจมาก คือซื้ออุปกรณ์ผ่าตัด รถเข็นอะไรต่าง ๆ เครื่องตัดกระดูกมากมาย แต่พอดูไปดูมา ดูในเชิง รายละเอียดปรากฏว่ามันเป็นอุปกรณ์การแพทย์สำหรับม้า ม้าอีกแล้ว ทบ. อันนี้ของ กองทัพบก ตอนวาระที่หนึ่งผมอภิปรายไว้แล้วว่ากองทัพบกเอาแบบพ่อพันธุ์ม้า น้ำเชื้อม้า มาใส่ไว้ในเอกสารลับเพื่ออะไรก็ไม่รู้ แล้วมาตอนนี้ผมจะหาอุปกรณ์การแพทย์เพื่อดูว่า กองทัพบกใส่ใจชีวิตความเป็นอยู่ของกำลังพลที่ต้องออกไปเสี่ยงชีวิตกันมากขนาดไหน กลับกลายเป็นว่าผมก็เจออยู่แค่นี้ อุปกรณ์การแพทย์ของม้า ประเด็นที่ผมตามหาอุปกรณ์ ทางการแพทย์เพราะผมหาสิ่งนี้อยู่คือภาษาทั่วไปเขาเรียกกันว่าเป็นชุดหมอเจ็บ ถ้าคนที่อยู่ หน้างานเขาจะเรียกกันว่าอย่างนี้ เป็นชุดปฐมพยาบาลประจำกายมาจากกรมแพทย์ทหารบก อุปกรณ์ข้างในนี้มันคืออุปกรณ์ในการห้ามเลือด คือข้างในมันก็จะมีพวกผ้าก๊อซ ผ้าพันแผล อะไรต่าง ๆ มากมาย แต่ประเด็นเลยที่ผมตามหาอยู่คือสิ่งนี้ คือผมอยากรู้ว่ามันมีจริง ๆ หรือเปล่า สิ่งนี้เรียกกันว่า Tourniquet หรือว่าก็คืออุปกรณ์ขันชะเนาะในการที่จะใช้ ห้ามเลือด เดี๋ยวผมสาธิตให้ท่านประธานดูว่ามันใช้อย่างไร เดี๋ยวขอเชิญท่านหมออาร์ทช่วยใช้ ให้ดูด้วย สมมุติแขนผมขาดอะไรอย่างนี้ ใต้ข้อศอกผมสามารถใช้ด้วยมือคนเดียวได้เลยแค่มัด แล้วก็รัด เสร็จแล้วมันก็สามารถที่จะขันชะเนาะในตัวของมันเองได้ก็จะทำให้ช่วยห้ามเลือดได้ ใช้ง่าย อันนี้ใช้ง่ายจริง ๆ ผมก็เลยอยากหาดูว่าสรุปแล้วกำลังพลของเรามีอุปกรณ์แบบนี้ใช้ ที่ชายแดนด้วยหรือเปล่า เพราะว่าถ้าเกิดมันเกิดเหตุการณ์เหยียบระเบิดหรือขาขาด แขนขาดอะไรขึ้นมามันก็สามารถที่จะใช้ช่วยชีวิตของตัวกำลังพลได้ แต่เดี๋ยวดูสไลด์ถัดไป อันนี้ภาพอาจจะน่ากลัวนิดหนึ่งแต่ผม Sensor ไว้ให้แล้ว ถ้าเกิดดูภาพทางซ้าย อันนั้นคือ เหตุการณ์แรก ๆ ที่ได้มีการเหยียบกับระเบิด ผม Sensor ภาพน่าหวาดเสียวไว้ให้แล้วก็คือ ทางซ้ายไม่ได้มีอุปกรณ์อะไรในการห้ามเลือดเลย ส่วนทางขวามันไม่ได้มีอุปกรณ์ Tourniquet แบบนี้ที่ผมเอามาโชว์ให้ท่านประธานดู แต่มันมีเป็นสิ่งนี้ เดี๋ยวเอาสไลด์ลงเลย ก็ได้จะได้หมดเสียทีกับภาพหวาดเสียว มันมีแค่สิ่งนี้คือสายยางไส้ไก่ แล้วประเด็นคือถ้าเกิด ผมอยู่คนเดียวผมจะทำอย่างไร คือแขนผมขาดไป สมมุติขาดไปใต้ข้อศอก แล้วถ้าเกิดผมจะ ห้ามเลือดตัวเองผมจะห้ามอย่างไร ผมก็ต้องมัดเองอย่างนี้หรือ แล้วก็ต้องใช้ฟันกัดมันขึ้นมา อย่างนี้หรือ คือมันก็ไม่ได้ Make Sense อะไรเท่าไร ท่านประธานลองดูว่าผมลำบาก ขนาดไหนแล้วมันจะอยู่ไหมแค่นี้ก็หลุดแล้ว คือถ้าเกิดผมอยู่คนเดียวผมจะทำอย่างไรดี แล้วเราใส่ใจกับชีวิตบุคลากรของเราจริงหรือเปล่า เพราะถ้าเกิดเราเห็นตรงที่หน้างาน มันไม่ได้มีอุปกรณ์เพียงพอที่จะใช้ แล้วก็มีบางคนถึงขั้นต้องเปิดรับบริจาคในการที่จะซื้อ Tourniquet แบบถูกต้อง แบบถูกต้องอย่างนี้ส่งไปให้กับกำลังพลได้ใช้ สรุปแล้วนี่คือ เราพูดว่ากองทัพจำเป็นจะต้องได้เงิน ได้งบประมาณ ได้อุปกรณ์ไปในการดูแลกำลังพล ที่อยู่ในพื้นที่บริเวณความขัดแย้ง แต่เราดูแลเขาดีจริงหรือเปล่า สุดท้ายแล้วก็เห็นอยู่ว่า อุปกรณ์ก็ไม่พอและกำลังพลก็ต้องสูญเสียเกินกว่าความจำเป็นของตัวเอง เดี๋ยวดูสไลด์ถัดไป ยังมีอีกงบหนึ่งเหมือนกันที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของกัมพูชาที่ผมข้องใจ เพราะตอนนี้ไทยได้ลด ความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชาเรียบร้อยแล้ว มีการเรียกทูตไทยประจำพนมเปญกลับ แล้วก็ส่งทูตกัมพูชาประจำไทยกลับประเทศเขาไป แต่ปรากฏว่ากองทัพบกยังสั่งอุปกรณ์ Fitness อยู่เลย ไปเติมอยู่ที่บ้านผู้ช่วยทูตทหารไทยที่กรุงพนมเปญ ถามจริงอันนี้มันจะมีใคร ได้ใช้อยู่ไหม ยังมีคนอยู่บ้านหลังนั้นอยู่หรือเปล่า นี่คือเหตุผลที่ถึงแม้ว่าเราจะอยู่ใน สถานการณ์ที่มีความขัดแย้งแต่การตรวจสอบกองทัพมันก็ยังต้องทำกันต่อไปอย่างเข้มข้น อยู่ดี เพราะว่าการที่รัฐบาลทำนิสัยแบบเดิม ๆ คือการเซ็นเช็คเปล่าให้กองทัพโดยไม่ ตรวจสอบมันคือการทำให้กองทัพต้องอ่อนแอ ไม่มีการวางยุทธศาสตร์ที่เป็นอันหนึ่ง อันเดียวกัน ต่างคนต่างแยกกันทำแล้วสุดท้ายมันก็ส่งผลต่อสมรรถนะของกองทัพเอง ที่กำลังพลแม้ในสถานการณ์แบบนี้ยังไม่มีแม้แต่อุปกรณ์ห้ามเลือดดี ๆ ใช้ แต่ก็จะเอาเงิน ไปซื้ออุปกรณ์ผ่าตัดม้าแทนอย่างนี้ คือผมต้องสื่อสารไปเลยกับคนที่ชอบออกมาพูด เชียร์ทหารผมก็อยากจะให้คิดด้วยว่าถ้าคุณรักในชีวิตทหารจริง ผมก็อยากให้ฟังเสียงที่สำคัญ มาก ๆ แต่กลับเป็นเสียงที่เบาที่สุดในความขัดแย้งครั้งนี้คือเสียงของทหารที่อยู่ชายแดน เขาลำบากอย่างไร เขารู้สึกอย่างไร และการบริหารงานของรัฐบาล การจัดสรรงบประมาณ และการทำงานของพวกนายพลที่มันดาวเต็มบ่ามันสะท้อนความต้องการของคนเหล่านั้น จริงหรือไม่ ผมก็ขอฝากไว้เท่านี้แล้วกันท่านประธาน ขอบคุณครับ
ต่อไปขอเชิญ คุณจุติ ไกรฤกษ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรครวมไทยสร้างชาติ ผมแปรญัตติงบกระทรวงกลาโหมนี้ก็เพื่อจะเตือนสติ รัฐบาลว่างบกระทรวงกลาโหมนั้นมีความหลากหลายและอยากจะให้ปรับปรุง ผมจะไม่โทษ ว่าเป็นความผิดใคร แต่ผมจะบอกว่าวันนี้สถานการณ์การสู้รบภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ เปลี่ยนไปมาก ทหารนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการปกป้องอธิปไตยของประเทศก็ต้อง บูรณาการกับส่วนอื่น ๆ วันนี้ก็อยากจะพูดแทนสมาชิกรัฐสภาว่าเราจัดงบให้ท่านแล้ว ท่านนั้นหุ้นกับเราด้วยชีวิต เลือดเนื้อและวิญญาณ ก็ต้องขอบคุณท่านประธานที่ไปเยี่ยม ทหารหาญถึงชายแดน เป็นตัวแทนของพวกเราไปขอบพระคุณจริง ๆ ผมว่าเราก็เป็นกำลังใจ ให้เขาไม่มากก็น้อย เรามีสิทธิคิดท่านประธาน ทหารมีตึกมากเกินไป ทหารมีห้องดนตรี มีห้องอะไรทั้งหลาย เขาก็มีสิทธิคิดว่าทำไมเราใช้เงินเป็น ๑๐,๐๐๐ ล้าน สร้างรัฐสภาได้ มัน ๒ คนโยนตามช่องท่านประธาน สิ่งที่อยากจะกราบเรียนว่าวันนี้ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่รัฐบาลนั้นจะไปมุ่งเน้นว่างบที่จัดไปนั้นอุตสาหกรรมภายในประเทศ เรื่อง Drone วันนี้ Drone มีคนผลิตทั้งโลก ๔ เจ้าท่านประธาน ก็คือ อิหร่าน สหรัฐ ยูเครน แล้วก็รัสเซีย จีนนั้น ทำเพียงพอเพียงไม่ส่งไปข้างนอก แต่ Drone ทั้งหมดที่เหลือทั้งประเทศนั้น ทั้งโลกนั้น เป็น Drone เพื่อการเกษตรกับเพื่อการขนส่ง แต่ Drone เพื่อการรบนั้นมีแค่ ๔-๕ ประเทศ เท่านั้นเอง วันนี้เราประเทศไทยนั้นไม่อิงกับมหาอำนาจใดเราต้องพึ่งตนเอง ฉะนั้นเรามี ความสามารถ เรามีเทคโนโลยี เรามีคนเก่ง ๆ เราควรจะต้องมีโรงงานผลิตอาวุธที่ชั้นนำ ที่จะสามารถให้เรานั้นพึ่งพาตนเองได้ วันนี้อุตสาหกรรมภายในประเทศสามารถผลิตกระสุน ได้ระดับหนึ่ง แต่ท่านประธานจะเห็นว่าเรารบกับใคร คนที่จะรบกับเรานั้นพึ่งพากระสุน จากต่างประเทศ วันไหนที่มหาอำนาจไม่สนับสนุนวันนั้นกองทัพก็อ่อนแอ ประเทศไทยนั้น อยู่ได้ด้วยสัญชาติญาณความอยู่รอด ความกล้าหาญตั้งแต่บรรพบุรุษมาจนถึงประเทศไทย รุ่นเรานั้น เราก็ทราบดีว่าเรานั้นไม่ต้องการให้เสียอธิปไตยเป็นอันขาด อยากจะฝากไว้ว่า คณะกรรมาธิการแม้จะจบไปแล้วก็ตาม เป็นข้อสังเกตก็ตาม สำนักงบประมาณซึ่งอยู่นี้ก็ขอให้ ดูว่าการจัดสรรงบประมาณนั้นควรจะเน้นเรื่องอาวุธที่ทันสมัย เสื้อเกราะที่เบาและสามารถ ป้องกันกระสุนได้จริงให้กับทหารหาญที่แม้กระทั่ง ตชด. แม้กระทั่งตำรวจตระเวนชายแดน แล้วก็ทหารพราน ทุกคน ทุกภูมิภาคที่ป้องกันแผ่นดินไทยนั้น วรได้รับการปกป้อง วันนี้ คนไทยทราบแล้วว่ามีทหารไว้ทำไม สิ่งที่สภาอยากจะบอกก็คือขอบคุณท่านประธานว่า ท่านประธานไปเยี่ยมเยียนทหารด้วย ไปมอบกำลังใจด้วย แล้วก็มอบเงินด้วย เพื่อตอบ คำถามว่าสภามีไว้ทำไมเหมือนกัน ขอบพระคุณครับท่านประธาน
เนื่องจากมาตรานี้ กรรมาธิการแก้ไข สมาชิกจะขออภิปรายในสิ่งที่กรรมาธิการแก้ไข มี ๓ ท่าน ท่านแรกขอเชิญ ท่านเชตวัน เตือประโคน ท่านละ ๕ นาที เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม เชตวัน เตือประโคน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี พรรคประชาชน พื้นที่เทศบาลเมืองคูคต เทศบาลเมืองลำสามแก้วและเมืองลาดสวาย ขอร่วมอภิปราย ในมาตรา ๘ กระทรวงกลาโหมที่คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข ผมขอตั้งข้อสังเกตงบประมาณ ที่ใช้ไปกับค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนรถประจำตำแหน่งของนายทหารกับงบประมาณ ที่กองทัพใช้ไปกับการจัดหาซื้อยุทโธปกรณ์ที่ดูแลสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ของกองทัพบก เรื่องรถประจำตำแหน่งท่านประธาน สำหรับทหารระดับผู้บัญชาการเหล่าทัพ ปลัดกระทรวง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงนั้นพอที่จะเข้าใจได้ ท่านมีภารกิจเยอะแยะมากมาย ต้องเดินทางไปไหนมาไหน เพราะฉะนั้นการมีรถประจำตำแหน่ง มีคนขับรถ เพื่อความ สะดวกสบายก็เป็นเรื่องที่เข้าใจ เมื่อก่อนมีรถประจำตำแหน่งให้กับระดับปลัดกระทรวง อธิบดี ต่อมารัฐราชการของเราก็ใหญ่ขึ้นเพิ่มรถประจำตำแหน่งให้กับระดับรองอธิบดีด้วย ลำพังในส่วนราชการกระทรวงต่าง ๆ ๒๐ กระทรวง มีปลัดกระทรวงละ ๑ คน มีอธิบดี มีรองอธิบดีแต่ละกรมรวม ๆ แล้วก็น่าจะอยู่ที่ประมาณราว ๆ ๒๐๐ คน แต่ปัญหามันอยู่ที่พอ ไปเทียบกับกองทัพปริมาณคนที่จะได้รถประจำตำแหน่งมันก็จะเยอะมากเลย เทียบได้ดังนี้ ขอสไลด์ครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ตามนี้เลย ผมคงไม่พูดนะครับ ซึ่งตรงนี้ในส่วนของนายทหารระดับพันเอกพิเศษที่มีตำแหน่งรองเจ้ากรมนั้นเทียบเท่ากับ รองอธิบดี แต่ละเหล่าทัพนั้น กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ กองบัญชาการกองทัพไทย หรือแม้แต่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมมันมีอยู่เยอะมาก มาก มาก มากอย่างที่เทียบกับ ราชการทั่วไปไม่ได้ ส่วนราชการไม่ได้เลย จำนวนนายทหาร รวมถึงข้าราชการที่อยู่ในชั้นที่จะ ได้รถประจำตำแหน่งในช่วงอดีตรัฐมนตรีท่านหนึ่งก็เห็นว่ามันเทอะทะ เห็นว่ามันเป็นภาระ ที่รัฐจะต้องไปจ่ายค่าซ่อมรถให้กับท่าน ๆ นั้นด้วย จึงมีการเปลี่ยนเป็นค่าตอบแทนเหมาจ่าย แทนการจัดหารถประจำตำแหน่ง คือไม่ต้องเอารถประจำตำแหน่งไปแล้วแต่เอาเงินในแต่ละ เดือนไปเลย ยอดตามนี้เลย พลโท พลเอก ๔๑,๐๐๐ บาท พลตรี ๓๑,๘๐๐ บาท และพันเอก (พิเศษ) ๒๕,๔๐๐ บาท ซึ่งตรงนี้เรายืนยันมาตลอดว่านี่คือเงินกินเปล่า นี่คือเงินที่เข้ากระเป๋า ที่เคยมาในรูปแบบของรถประจำตำแหน่งซึ่งเป็นอภิสิทธิ์อย่างหนึ่งที่วันนี้ควรออกระเบียบ ยกเลิกไปได้แล้ว ถ้าจะบอกว่าท่านต้องใช้รถ คนระดับนี้มีรถของกรม มีรถของหน่วยงาน อยู่แล้ว เรียกใช้อย่างไรก็มีรถให้ มีคนขับรถให้ไปส่ง ดังนั้นท่านจะมีเงินกินเปล่า มีเงิน ติดกระเป๋าในนามของค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งอีกเพื่ออะไร ท่านประธานที่เคารพในงบประมาณ ๒๕๖๙ เฉพาะในส่วนของกองทัพบกมีรายการ ค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่ง ๒๔๐ ล้านบาท ยอดนี้มาจาก นายทหารแต่ละระดับชั้นดังต่อไปนี้ ตามสไลด์นี้เลย รวมแล้วนี่เฉพาะกองทัพบกเท่านั้น ผมรวมมาให้ ๖๙๔ คน ที่จะได้เงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายรถประจำตำแหน่ง โครงการนี้ท่านดู ผลที่คาดว่าจะได้รับตลกมากเลย ท่านบอกว่าคือกำลังพลได้รับสิทธิกำลังพลขั้นพื้นฐาน ตามระเบียบของกระทรวงการคลังซึ่งผมไม่เถียง แต่ระเบียบที่มันเป็นอภิสิทธิ์แบบนี้มันแก้ได้ ยิ่งในสถานการณ์บ้านเมืองที่มีปัญหาชายแดนแบบนี้ด้วย ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาแบบนี้ ท่านไม่อายหรือยังมีเงินตอบแทนแบบนี้ ยิ่งถ้าเราไปดูเทียบกับการจัดหายุทโธปกรณ์เพื่อใช้ ในภารกิจป้องกันชายแดนของกองทัพบกท่านจัดงบประมาณน้อยกว่าค่าตอบแทนเหมาจ่าย แทนการจัดหารถประจำตำแหน่งเสียอีก ใช้เงิน ๑๕๐ ล้านบาท จากการจัดหาเพียง ๓ รายการ ผมสรุปเร็ว ๆ พูดง่าย ๆ ก็คือซื้อ Drone ตรวจตรา ๑ ระบบ ใช้ที่ผามออีแดง ปราสาทพระวิหาร จังหวัดศรีสะเกษ อีก ๑ ระบบ ที่ปราสาทตาควาย จังหวัดบุรีรัมย์ และมี ระบบบัญชาการอีก ๑ ระบบ ที่กองบัญชาการทหารบก คำถามคือแค่อย่างละ ๑ ระบบเอง หรือในสถานการณ์นี้ หรือแม้แต่โครงการต่อไป โครงการจัดหาสิ่งอุปกรณ์และหน่วยทำลาย ล้างวัตถุระเบิด กรมสรรพาวุธ ที่จะทำหน้าที่ที่จะทำให้ทหารชั้นผู้น้อยไม่ต้องไปเสี่ยงภัย ท่านก็จัดหาหุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิดแค่ ๑ ชุด เครื่องเอกซเรย์แบบเคลื่อนที่ควบคุมการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ก็จัดหาแค่ ๑ เครื่องเอง อีกเล็กน้อย ผมก็ยิ่งมาตกใจด้วย ยิ่งมาได้เห็นข่าวเปิดรับบริจาคอย่างนี้ ผมรู้สึกว่ามันคือชีวิต ที่มันเป็นขั้วตรงข้ามกันเลยระหว่างนายทหารระดับสูงกับทหารชั้นผู้น้อย รถหรู ค่าตอบแทน เหมาจ่ายแทนรถประจำตำแหน่งเป็นสิ่งที่รัฐจัดหาให้กับนาย ข้าวของอุปกรณ์ยุทโธปกรณ์ ที่ทหารชั้นผู้น้อยจำเป็นต้องใช้ตามชายแดนเป็นสิ่งที่ต้องเปิดรับบริจาค อย่างที่เป็นข่าว เป็นคราวล่าสุดกรณีลวดหนามหีบเพลง หลังจากที่มีดรามาเรื่องรับบริจาคกองทัพบก ก็ออกมาชี้แจงว่ามีเงิน มีงบ แต่เพราะความจำเป็นเร่งด่วนทันทีก็เลยต้องขอรับการสนับสนุน อย่างนี้เข้าเงื่อนไขจัดซื้อเร่งด่วนสิ ถ้ามูลค่าไม่ถึง ๕๐๐,๐๐๐ บาท ก็ใช้วิธีเฉพาะเจาะจง ได้เลย ส่วนเรื่องงบปกติหน่วยงานก็มีงบกลาง มีงบฉุกเฉินอยู่แล้วนำมาใช้สิครับ แต่ที่เห็น รับบริจาคนี่อะไรกันอนาถามาก เราจะอยู่กันแบบนี้จริง ๆ หรือ ตัดได้อีกค่าตอบแทน เหมาจ่ายแทนรถประจำตำแหน่ง ขอบคุณครับ
ต่อไปขอเชิญ คุณสุรทิน พิจารณ์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ สส. แบบบัญชีรายชื่อ ท่านประธาน มาตรา ๘ คืองบกระทรวงกลาโหม ผม สุรทิน พิจารณ์ และพรรคประชาธิปไตยใหม่อภิปราย ตัดงบกลาโหมทุกปีตั้งแต่เป็นผู้แทนราษฎรมาท่านประธาน แต่ปีนี้อนุญาตตัดแค่ ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ โดยใจจริงอยากจะเพิ่มให้ด้วยซ้ำ เนื่องจากในอดีตได้เคยไปแถวช่องบก แถวอานม้าก็เคยไปเดินมา แต่ไม่เห็นภัยเงียบที่เกิดขึ้นท่านประธานที่เคารพ ไม่เห็น คนรุกรานเรามาขุดหลุมเพาะ ไม่เห็นจริง ๆ ท่านประธาน ถ้าเห็นผมคงไม่ตัดงบประมาณ ของกลาโหมทุกปี แต่ปีนี้อยากจะเพิ่มให้ โดยใจจริงอยากเพิ่มให้ปีละ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ด้วยซ้ำ เพราะว่าเราจำเป็นต้องใช้ทหารในการปกป้องผืนแผ่นดินเรา ปกป้องชีวิตพี่น้อง ของประชาชนที่อยู่ชายแดน ภัยเงียบมันเกิดขึ้นจริง ๆ มันมีคนอยากรุกรานประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นทางด้านตะวันออก ตะวันตกและทางเหนือก็มี ชนกลุ่มน้อยบางกลุ่มที่มีอาวุธ คิดว่าอาวุธดีกว่าเราก็มาอยู่ทางเหนือไล่ก็ไม่ไป ส่วนทางตะวันออกก็มีเพื่อนบ้าน เมื่อก่อน ก็นึกว่าเป็นเพื่อนบ้านที่ดีมาทุกวันนี้ขุดหลุมเพาะมา ท่านประธานที่เคารพถ้าเราไม่มี F-16 ไม่มีกองทัพ ผมในฐานะแต่ก่อนเป็นคอมมิวนิสต์ในป่าก็คิดว่าอยู่ด้วยกัน ถ้าเราไม่มีกองทัพ ที่เข้มแข็ง ไม่มีงบ ผมว่าอุบล ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ สุรินทร์ แม้กระทั่งจังหวัดตราดเขายึดไปแล้ว ไม่เหลือหรอกท่านประธาน พอมันเกิดเหตุการณ์อย่างนี้เราต้องมาลี้ภัยในบ้านตัวเอง พี่น้องชายแดน โรงเรียน ๆ หนึ่งต้องไปอยู่ถึง ๕ วัด มีลูกเต้าอยู่ ๕ คน คนนี้อยู่วัดนี้ ๆ หนังสือก็ไม่เรียนเพราะอะไร เพราะเกิดสงครามชายแดนจากผู้รุกรานท่านประธาน เดี๋ยวนี้ ปัญหาก็เกิดขึ้นไปเจรจาบอกให้หยุดยังมาวางระเบิดพี่น้องทหารก็ขาดอีก ๒-๓ วันก็เกิด ขึ้นอีกปัญหาไม่จบไม่สิ้น พี่น้องประชาชนคนไทยยังหวังว่าถ้าหากเรามีอาวุธยุทโธปกรณ์ ที่ทันสมัยแบบประเทศจีน จีนคอมมิวนิสต์ จัดการให้มันเด็ดขาดเลย ทุกวันนี้สงครามไม่มี เฉพาะทางยุโรป หรือทางรัสเซีย หรือทางตะวันออกกลาง มันใกล้ตัวเข้ามาแล้ว ถ้าหากเรา ไม่มีกองทัพที่เข้มแข็งเราจะอยู่อย่างไร ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กล่าวขอบคุณท่านประธาน ผมก็ขอบคุณท่านประธานที่ไปเยี่ยมทหาร ผมก็ไปอยู่แต่ไม่ได้ไปที่เปิดเผยท่านประธาน รู้ว่ามันลำบาก บางทีเบิกงบประมาณจากผู้ว่า ยังลำบากเลย ผู้ว่าบางจังหวัดเงินเป็น ๑๐๐ ล้าน เบิกได้ ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ บาท ไม่ถึงแสนเลย เขาต้องขอข้าวของใคร ขอข้าวจากทหาร ขอข้าวจากกองทัพ ก็มันไม่มีนี่ มันจำเป็นต้องขอ ข้าวจากพี่ ๆ ทหารเขา ผมให้กำลังใจทหารทุกคน จริงอยู่ทุกปีผมอภิปรายตัดแม้กระทั่ง กอ.รมน. ผมอภิปรายตัดเหลือ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย แต่ว่าคราวนี้เห็นความจำเป็นเราต้องมี กองทัพที่เข้มแข็ง มีอาวุธที่ทันสมัย F-16 เรามีแล้วซื้ออีกได้ไหม F-35 ที่มันบินเร็ว ๆ ซื้ออีก ได้ไหม ขีปนาวุธมีไหม มันจำเป็นต้องมีท่านประธาน ถ้าไม่มีจะปกป้องสภาเราได้อย่างไร จะปกป้องพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ ๗๐ กว่าล้านคนได้อย่างไร เราเห็นชัดแล้ว เพราะว่า ผู้รุกรานคุยอย่างไรก็ไม่จบ เดี๋ยวนี้ยุ่งยากแม้กระทั่งมีหนังสติ๊กท่านประธาน นี่คือปัญหาของ ผู้รุกราน ตั้งใจจริง ๆ ว่าจะมาเอาดินแดนเรา เพราะฉะนั้นกราบเรียนท่านประธานว่า พรรคประชาธิปไตยใหม่ให้กำลังใจทหาร ขอบคุณท่านประธาน หวังว่างบประมาณที่ให้ เยอะ ๆ ขออย่างเดียวว่าอย่าให้กองทัพมาปฏิวัติยึดอำนาจของพี่น้องประชาชนก็แล้วกัน ขอบคุณครับ
ต่อไปสมาชิก จะอภิปรายท่านสุดท้าย คุณจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ครับ
ขอบคุณท่านประธาน ผมจะไปเร็ว ๆ เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา จากพรรคประชาชน ขอสไลด์ขึ้นเลยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ผมเริ่มด้วยภาพรวมของงบประมาณ กระทรวงกลาโหม อย่างเช่น งบจัดอบรมสัมมนาของกระทรวงกลาโหมที่ภาพรวม ใช้งบประมาณ ๑,๖๔๕ ล้านบาท ก็มี ๒ ประเด็น ที่ต้องตั้งข้อสังเกตตัวโต ๆ ไว้ ๑. ทำไม กองทัพเรือถึงหลงใหลการจัดอบรมสัมมนามากเป็นพิเศษขนาดนี้เมื่อเทียบกับหน่วยงาน อื่น ๆ กับ ๒. ทำไมถึงไม่ยอมใช้สถานที่ของตัวเอง เพราะว่ากองทัพมีโรงแรมเป็นของ ตัวเองเยอะ เพราะว่างบประมาณที่ขอเข้ามาใช้โรงแรมเอกชนทั้งหมดเลย
ผมไปต่อที่กองทัพบก กองทัพบกผมเป็นอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์ท่านประธาน ต้องชื่นชมกองทัพบกว่าเปลี่ยนไปจริง ๆ เปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่ น่าชื่นชมมาก ๆ กองทัพบกปีนี้ทำงบประมาณมาแบบผมไม่ติดใจแม้แต่โครงการเดียว เพราะว่าชี้แจงได้ทั้งหมดทุกตัว ทุกบรรทัด แล้วก็ชี้แจงเป็นเหตุเป็นผลด้วย ซึ่งก็ขอชื่นชม แล้วขอให้รักษามาตรฐานนี้เอาไว้ในปีต่อ ๆ ไป หรือถ้าทำให้ดีมากขึ้นก็ยิ่งดี ผมจะรอชื่นชม
ไปต่อที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ผมไปเร็ว ๆ สำนักงานปลัด กระทรวงกลาโหม ผมไปเร็ว ๆ ท่านประธานสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม มี ๒ โครงการ ที่น่าสนใจ โครงการแรก เป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับโรงงานยากับบ่อน้ำมันที่ฝาง ที่เชียงใหม่ ก็เป็นการของบประมาณมาปรับปรุงบ้านพักกับปรับปรุงโรงงาน ๒๖ ล้านบาท กับอีก โครงการหนึ่ง ๑๔.๗ ล้านบาท นี่ก็เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะของบประมาณเพราะว่าท่านมีรายได้ จากโรงงานยาที่ผลิตยาขายให้กับตามโรงพยาบาลอยู่แล้ว รวมถึงมีรายได้จากการขุดน้ำมัน บ่อน้ำมันฝางรายได้ปีหนึ่ง ๔๐๐-๕๐๐ ล้านบาท ไม่ควรที่จะมาของบประมาณแบบนี้
ไปต่อที่กองทัพเรือ กองทัพเรือก็มีงบประมาณที่น่าสนใจ กองทัพเรือได้ ๔๓,๔๙๑ ล้านบาท ๔๓,๐๐๐ แต่ซื้ออาวุธเพียง ๗๙๓ ล้านบาทเท่านั้น งบซ่อมแซมขอมา ๒,๑๒๐ ล้านบาท เพราะว่ามีเรือจำนวนมากต้องซ่อม ก็เข้าใจ ผมเห็นด้วยว่าเรือ มันจำเป็นต้องซ่อม ต้องดูแล ต้องรักษาให้มันพร้อมใช้งานตลอดเวลา แต่เรือบางลำ ไม่จำเป็นต้องซ่อม อย่างเช่น เรือที่ปรากฏในภาพ กร. ๗๐๒ เรือลำนี้เป็นเรือที่กองทัพเรือใช้ ในการให้บริการประชาชนในการลอยอังคาร รอบหนึ่งตั้งแต่ ๒,๕๐๐-๑๐,๐๐๐ บาท มีรายได้ขนาดนี้ควรจะซ่อมเรือของตัวเองได้ ไม่ควรจะมาของบประมาณจากประชาชน แบบนี้ กองทัพเรือปัจจุบันใช้เรือในการลอยอาคาร ๒๖ ลำ คล้ายกันกองทัพเรือยังมีงบ ปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวอีก ๕.๘ ล้านบาท ต้องบอกกองทัพเรือมีแหล่งท่องเที่ยวเยอะ เพราะฉะนั้นทุกที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเก็บรายได้การบริการจากประชาชนทั้งหมดไม่ควร จะต้องมาของบประมาณแบบนี้
ไปต่อที่ค่าใช้จ่ายเกี่ยวทูตทหาร ทูตทหารเรือขออะไรบ้างท่านประธาน ทูตที่ เบอร์ลินขอเครื่องชงกาแฟอัตโนมัติ ตู้แช่ผลไม้ Smart TV แล้วก็ Benz E300 Sedan ที่จาการ์ตาขอนาฬิกาแขวนไม้สัก ที่นิวเดลีขอเครื่องฟอกอากาศ เครื่องอบผ้า ที่โรม ขอเครื่องดูดฝุ่น เครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า พัดลมแบบไร้ใบพัด ที่ฮานอยขอตู้ไม้เก็บของ ที่ระลึก ขาตั้งกรอบรูป
ไปที่กองทัพอากาศ ต่อเนื่องจากกองทัพเรือเลยทูตทหารอากาศ ที่สต็อกโฮล์ม ขอ Benz V250 ที่กัวลาลัมเปอร์จะเอาแค่ Hyundai Staria ทูตทหารที่สต็อกโฮล์มขอลำโพง กลางแจ้ง ที่วอชิงตันขอเครื่องตัดหญ้า ตัดในไทยไม่พอต้องไปตัดถึง ดี.ซี. ที่มอสโกขอชุด Home Theater TV ๖๕ นิ้ว ที่นิวเดลีขอชุด Home Theater ชุดใหญ่กับ iPad Pro วอชิงตันขอที่นอน กัวลาลัมเปอร์ขอ iPad ขอ iPhone 16 Pro Max ลอนดอนนี่มักน้อย ขอแค่ Pro ธรรมดา วอชิงตันมีที่นอน ๓.๕ ฟุต นี่ ๑๕๐,๐๐๐ เลย แคนเบอร์ราขอควบ ๒ ค่ายเลย ทั้ง iPhone ทั้ง Galaxy S25 ปิดท้ายด้วยลอนดอนที่ขอเครื่องทำกาแฟอัตโนมัติ กับเครื่องทำน้ำแข็ง ผมไปเร็ว ๆ กองทัพอากาศในไทยล่ะ ถ้าในไทยมีอะไรบ้าง เริ่มจากกล้อง Cinema ราคา ๔๕๐,๐๐๐ บาท ซึ่งผมนึกไม่ออกว่าจะให้ใครเป็นพระเอกด้วยซ้ำ ตามด้วย โต๊ะเก้าอี้จำนวนมากที่เป็นอุปกรณ์ออฟฟิศ ซึ่งแบ่งซอยเป็นสิบ ๆ ระดับเลย มีทั้งระดับ ปฏิบัติการ ระดับช่าง ระดับแผนก ระดับอะไรไม่รู้เต็มเลยราคาก็จะแตกต่างกันไป ระดับ ประชาชนที่นั่งรอ ที่ภาพมุมขวาล่างน่าจะระดับประชาชน แต่ไม่ใช่ของธรรมดา อันนี้ตัวละ ๑,๘๐๐ ถ้าเป็นโต๊ะผู้บริหารก็จะราคาแพงหน่อยเป็นโต๊ะไม้สักราคารวมกันนี้ประมาณ ๗๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ บาท Sofa ก็มีหลายระดับ มีทั้งแบบทั่วไป ทั้งแบบประณีต ผมน่าจะไป สลักหน้าตัวเองกับชื่อตัวเองไว้ที่โต๊ะหน้า Sofa ที่บ้านบ้างเท่ดี Sofa Louis ทั่วไปมันก็ไม่ไทย ก็จำเป็นต้องสักโลโกของกองทัพอากาศด้วยด้ายสีทองลงไป ชุดนี้รวมกันก็ประมาณ ๑๖๐,๐๐๐-๑๗๐,๐๐๐ บาท ก็ซื้อหลายชุดอยู่ โต๊ะหมู่บูชานี้ก็พลาดไม่ได้มีเต็มไปหมดเลย เรามีสายเหยี่ยว สายพิราบก็ต้องมีสายมูถึงจะกลมกลืม อีกนิดเดียวท่านประธานผมจะจบแล้ว ครุภัณฑ์เหล่านี้ต้องตั้งคำถามถึงความจำเป็นไม่ใช่เรื่องของราคา แพง ถูก ไม่สำคัญ สำคัญที่ ความเหมาะสม ผมไปต่ออีกนิดเดียวท่านประธาน ด้านการปลูกสร้างสิ่งก่อสร้าง กองทัพอากาศมีอุปกรณ์เกี่ยวข้องกับการแพทย์แล้วก็ก่อสร้างศูนย์ทางการแพทย์เยอะ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองมีโรงพยาบาลอยู่ในเครือ ในสังกัด ๑๘ แห่ง ทำโรงพยาบาล ๑๘ สาขา ไม่ควรจะขาดทุนแล้วมาของบประมาณแบบนี้ทุกปี ไม่ควรครับ แหล่งท่องเที่ยวของ กองทัพอากาศก็มีเยอะ แต่ก็ยังของบประมาณมาปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวอีก ๙.๖ ล้านบาท ไม่ใช่แค่นั้น มีงบประมาณที่ใช้จัดการแหล่งท่องเที่ยว ค่าบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวยังขอ อีก ๑๔.๗ ล้านบาท ในภาพขอทำสนามบาส สนามฟุตซอล สนามเทนนิส จุด ๆ สีแดง ๆ เล็ก ๆ ที่กองบิน ๕ อ่าวมะนาว ซึ่งนี่ก็ทำเลอย่างดี เท่านั้นยังไม่พอมีการขอปรับปรุงอาคารพัก ที่เป็นจุดสีเขียว ๆ เล็ก ๆ ท่านอาจจะมองไม่เห็น ก็คืออยู่ติดหาดนั่นล่ะ อีก ๕.๗ ล้านบาท อันนี้ School of Music ท่านประธานอันนี้ผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องพูดถึงเหตุผลความจำเป็นแล้ว มีเจ้าหน้าที่ที่อยู่สังกัดหน่วยนี้ หน่วยดนตรีแค่ ๒๐๐ กว่าคนเอง จะต้องทำ School of Music ๘๐ ล้านบาท พอถามถึงเหตุผลความจำเป็นกองทัพอากาศก็ตอบว่าใช้ในการรับ แขกบ้านแขกเมือง ผมฝากรัฐบาลด้วยให้กองทัพอากาศไปของบกับแขกบ้านแขกเมืองครับ
สุดท้ายแล้วท่านประธาน งบประมาณที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนในการทำ งบประมาณมาหลายปี โครงการที่ใช้ชื่อเป็น Code ลับแบบนี้ท่านประธาน ทอ. ๑๘๑ ทอ. ๑๙๐ ทอ. ๒๐๐ มันคืออะไร ผมถามสำนักงบ ถามรัฐบาลหน่อย ทำงบแบบนี้จัดซื้อ จัดจ้างอย่างไร จัดซื้อจัดจ้างให้เอกชนมาประมูล ทอ. ๒๐๐ นี่มันคืออะไร งบประมาณ ทอ. ๑๘๑ กับ ทอ. ๑๙๐ ยังอยู่ในห้องครุภัณฑ์ ๔,๒๐๐ กว่าล้านบาท ไปแอบอยู่ห้องที่ดินอีก ๖๘๔ ล้านบาท เงินจำนวนมากขนาดนี้ขอเอกสารก็ไม่ให้บอกว่าเป็นงบลับ โครงการลับ ซึ่งไม่เกี่ยวกับงบลับ งบลับของกองทัพอากาศมีอยู่แล้ว ๓๐ ล้านบาท อันนี้เข้าใจได้ ตามกฎหมาย อันนี้มาลับอะไรก็ไม่รู้ทีหลัง ขอเอกสารไม่ยอมให้ ตื๊อไปตื๊อมากว่าจะได้ก็ต้อง กดดันกันหนัก พอได้มาก็เป็นกระดาษ ๘ แผ่น ๔,๒๐๐ ล้านบาท กระดาษ ๘ แผ่น ท่านประธานจะให้ผมอนุมัติอย่างไร พอจี้ไปจี้มาบอกไม่อนุมัติให้ ๘ แผ่น อนุมัติไม่ได้ก็ก้ม ไปหยิบ ๘ แฟ้มมาอธิบาย ๘ แฟ้มหนาเลย แสดงว่าคุณก็เตรียมมาอยู่แล้วแค่คุณจะไม่ให้ เจตนาแบบนี้ผมถามสำนักงบ ถามรัฐบาลว่าเราคิดอย่างไรดี ใน ๘ แฟ้มที่เปิดอ่านไปก็ไม่มี รายละเอียด บอกแค่ว่าซื้อไปทำอะไร ที่ไหน ราคาเท่าไร ไม่มีใบเสนอราคา ไม่มีราคากลาง ไม่มีอะไรทั้งสิ้น ซึ่งแต่ละโครงการเท่าที่ผมจำได้นะครับท่านประธาน เพราะเขาเก็บคืนทั้งหมด มายืนรอเก็บคืนเลย ก็เป็นการสร้างรั้วทั่วไป เป็นการซื้อรถทั่วไป รถน้ำบ้าง รถตรวจการบ้าง เป็นโครงการที่เดินทางไปต่างประเทศ เพื่อที่ไปราชการ ต่างประเทศ ไปตรวจงวดงานที่ต่างประเทศ ราคาก็แพงรอบหนึ่ง ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท พูดง่าย ๆ คือเป็นโครงการทั่ว ๆ ไปซึ่งไม่ควรจะรับเลยแม้แต่นิดเดียว ท่านประธานการทำงบประมาณแบบนี้ต้องบอกว่านี่เป็น New Low ของการทำงบประมาณ ปีนี้เลย ต้องฝากท่านประธานด้วยว่าเราจะมั่นใจในกองทัพได้สถานการณ์ความไม่สงบแบบนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งแบบนี้ เราจะมั่นใจได้ก็ต่อเมื่อกองทัพโปร่งใสและตรวจสอบได้ เท่านั้น การใช้งบประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทไปกับอะไรที่ไม่เกี่ยวข้องกับการป้องกัน ประเทศเลยสุดท้ายไปบดบังงบประมาณที่จำเป็นจะต้องใช้ ท่านประธานทราบไหม ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เอกสารทุกใบ ทุกบรรทัดที่กองทัพยื่นให้เรา ผมไม่เจอหีบเพลง ไม่เจอลวดหนามแม้แต่รายการเดียว ก็ต้องฝากความเป็นห่วงถึงกองทัพว่าทำงบประมาณ แบบนี้ต่อไปมันจะทำงานลำบากแล้วจะถูกประชาชนตั้งคำถาม อยากให้ ๒๐๐,๐๐๐ ล้าน เป็นการซื้ออาวุธที่มันคุ้มค่าและจำเป็นไม่ใช่เอาไปใช้อะไรที่ไม่ใช่ภาระหน้าที่ของทหาร ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอเชิญ คณะกรรมาธิการได้ตอบชี้แจงครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม สรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ในฐานะกรรมาธิการจากสัดส่วน คณะรัฐมนตรี ขออนุญาตตอบคำถามท่านกรรมาธิการ ท่านผู้แปรญัตติ แล้วก็ท่านผู้สงวน ความเห็น รวมถึงท่านสมาชิกท่านเรืองไกร ท่านกันตพงษ์ ท่านณัฐพงศ์ ท่านเอกราช ท่านชยพล ท่านจุติ ท่านเชตวัน ท่านสุรทิน ท่านจิรัฏฐ์ โดยแบ่งคำตอบเป็น ๓ กลุ่ม กลุ่มแรก ก็คือมีข้อสงสัยในบางส่วนเกี่ยวกับรหัสแทนกัน หรือที่บางท่านอาจจะพูดว่าเป็น รหัสลับ เรื่องที่ ๒ เป็นเหตุผลในการตั้ง เหตุผลในการตัดงบประมาณในส่วนต่าง ๆ เรื่องที่ ๓ จะเป็นท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คือเรื่องอาคารและ ที่ดิน ผมขออนุญาตชี้แจง ๒ เรื่องก่อนว่าในปีนี้หน่วยงานภายใต้มาตรา ๘ มีอยู่ ๖ หน่วย รับงบประมาณ ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย สถาบัน เทคโนโลยีป้องกันประเทศ แล้วก็เป็นหน่วยกำลังรบ ๓ หน่วย ก็คือ กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ ปีนี้มีสิ่งที่น่าสนใจมากเพราะท่านกรรมาธิการทุกท่านก็มีข้อสงสัยว่าปกติ การปรับลดในมาตรานี้จะมีน้ำหนักมาก หมายความว่า จากยอดรวม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ บางปี หน่วยงานภายใต้สังกัดของกระทรวงกลาโหมนั้นมีการปรับลดมากกว่า ๔๐-๕๐ เปอร์เซ็นต์ แต่สำหรับปีนี้มียอดปรับลดที่น้อย เหตุผลทุกท่านก็คงทราบดีว่าบางครั้งในการเสนอ ตั้งงบประมาณนั้นเราต้องเข้าใจกลไกการได้มาของคำขอก่อนว่าเราเห็นในปี ๒๕๖๙ นั้น จริง ๆ เป็นการตั้งงบประมาณตั้งแต่ปี ๒๕๖๗ ดังนั้นหลายเรื่องสอดคล้องกับสิ่งที่ท่านพูด อภิปราย ทั้งในวาระที่หนึ่งและวาระที่สองว่ามันไม่ตอบสนองกับสถานการณ์ ไม่ถูกต้อง มีเหตุผลต่าง ๆ นานา ผมคิดว่าทุกท่านเข้าใจดีอยู่แล้วสำหรับคนที่คุ้นเคยกับกลไก งบประมาณว่าประมาณปีครึ่งถึง ๒ ปีนี่แล้วมาพิจารณาในปีนี้ บางสิ่งก็ต้องปรับลด บางสิ่ง ก็ต้องปรับเปลี่ยน แต่กลไกตามกฎหมายงบประมาณ วิธีการงบประมาณนั้นเราทำได้แต่ วิธีการบริหาร หมายความว่า กรรมาธิการ รวมถึงท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รัฐธรรมนูญ กำหนดเพียงแต่ว่าให้ท่านปรับลด จะเพิ่มก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหาร เพราะฉะนั้นเราก็จะ เห็นว่าในปีนี้วันที่หน่วยงานในสังกัดมาของบประมาณในห้องคณะอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์ และไอซีที กองทุนหมุนเวียน ที่ผมเป็นประธาน วันนั้นมีเหตุการณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งว่า เรามีปัญหาขัดแย้งอย่างรุนแรงมาก ๆ กับประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้นหน่วยงานสนับสนุน จำนวน ๓ หน่วยงานที่ผมกราบเรียนข้างต้น เรามีการปรับลดเล็กน้อย เพราะว่ายิงกัน ประมาณสัก ผมไม่แน่ใจว่าข่าวมาเมื่อไร แต่ประมาณ ๖ โมงครึ่ง ๘ โมง เหตุการณ์ก็ยกระดับ ขึ้นมาว่ามีคนไทยเสียชีวิต ๙ คน มีทหารเสียชีวิต ๑ คน ที่ศรีสะเกษ ต่อมาก็เพิ่มจำนวน ดังนั้นผมจึงขอร้องให้ท่านกรรมาธิการและท่านอนุกรรมาธิการในห้องเห็นด้วย แม้ว่ากองทัพ กองทัพเรือ กองทัพบก กองทัพอากาศ บางหน่วยงานจะมีการขอรับงบประมาณไม่ได้ตรงกับ มาตรฐานที่พวกเราตั้งไว้ แต่ในสถานการณ์แบบนี้เราจะต้องโชว์ให้โลกเห็น ให้อริราชศัตรู ที่เป็นศัตรูของพวกเรา ที่พยายามทำร้ายประเทศชาติอย่างหนัก ให้เขาเห็นว่าคนไทยร่วมแรง ร่วมใจกันทุกมิติ จึงเป็นที่มาว่าหน่วยที่ใช้กำลัง ๓ หน่วยงานในห้องผมไม่ได้ปรับลดงบประมาณ ต้องขอบคุณ ท่านอนุกรรมาธิการและกรรมาธิการห้องใหญ่ด้วย ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่จะบอกกับท่านว่าทำไม เราถึงจะต้องสร้างรหัสลับ รหัสแทนกัน ตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ แล้วก็ระเบียบราชการของ กระทรวงกลาโหม ปี ๒๕๖๒ กำหนดไว้ว่าขีดความสามารถในการซ่อมแซมหรือขีด ความสามารถในการป้องกันประเทศคือยุทโธปกรณ์นั้นต้องมีรหัสแทน ซึ่งเป็นหน่วยงาน ที่แตกต่างกับหน่วยงานทางพลเรือน เหตุผลทุกท่านก็คงทราบดีอยู่แล้วว่าถ้าบางทีเราไป กำหนดบางท่านก็อาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องตลกว่าทำไมบางเรื่องมันไม่เห็นต้องมีชั้นความลับเลย เช่น ไขควง น็อต กุญแจ แต่ผมถามความจริงจากท่านอย่างหนึ่งว่าเดี๋ยวนี้ศัตรูฉลาดมี Spy มากมายเราก็จับได้เป็นระยะ ๆ ถ้าเกิดสมมุติเขารู้ว่าเราใช้น็อตผิดจากมาตรฐานเขาก็ไป ประมาณได้ว่าโรงงานที่ทำหรือช่างที่รับทำจะอยู่ตรงไหน นี่ผมยกตัวอย่างเล็ก ๆ เดี๋ยวผมจะ ยกตัวอย่างให้ชัดอีกเรื่องหนึ่ง เราเคยซื้อรถเกราะยูเครนหักซ้ายเลี้ยวขวา หักขวาเลี้ยวซ้าย ถ้าเกิดสมมุติมันมีน็อตแบบนี้ที่เราอยู่ในรหัสแทนกันที่เป็น ทบ. ทอ. ทร. XXX แล้วเกิดเขารู้ ว่าเกิดมันมีคนที่ทำได้แค่นี้เขาก็ไป Scope อาจจะไปเป็น Spy ไปเป็นคนที่บ่อนทำลาย ประเทศจากสิ่งเหล่านี้ เล็ก ๆ นี่ล่ะครับ แค่น็อต แค่เฟืองตัวเล็ก ๆ
อีกเรื่องมีท่านสมาชิกถามถึงเรื่องเครื่องมือในการป้องกันฝูงชน ตรงนี้ป้องกัน การบุกสนามบินของกองทัพอากาศ แล้วผมบอกว่าทำไมต้องเป็นรหัสปกปิดทั้งที่เป็นหมวก เป็นโล่ เป็นสนับแข้ง สนับเข่า สนับขา ผมก็บอกบางเรื่องเป็นเรื่องโลหะศาสตร์ เช่น ถ้าเขา ประมาณการได้ว่าเราซื้อที่ไหน เป็นอะไร เขาก็ดูว่าบางเรื่องมันเหนียว เช่น เป็นโลหะ แต่บางเรื่องมันเปราะ เช่น ถ้าเป็นเส้นผ้า เขาก็อาจจะไม่โจมตีท่าเรือหรือว่าสนามบินด้วยปืน ก็ได้ เพราะเขารู้ว่าเรามีชุดเกราะ แต่แทงด้วยมีดเพราะเส้นใยบางเส้นมันเปราะบางต่อ การแทง นี่เป็นการยกตัวอย่างว่าทำไมถึงต้องมีรหัสแทนกัน แล้วบางเรื่องเป็นเรื่องเล็ก ซึ่งดูไร้สาระ หรือไปพูดเมื่อไรก็จะดูเหมือนได้รับความเชื่อมโยงว่ามันไร้สาระ แต่จริง ๆ เหตุผลเป็นแบบนี้ล่ะครับท่านสมาชิก เดี๋ยวอีกเรื่องหนึ่งผมจะให้ท่านพัฒนาในฐานะที่ท่าน เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการได้กรุณาตอบท่านสมาชิก แต่เบื้องต้นผมมีคำตอบเพื่อให้ ท่านสมาชิกได้ลงมติอย่างสบายใจในมาตรานี้ ขอบคุณครับ
เชิญคุณอนุสรณ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านประธานที่เคารพในอดีตเคยมีคนถามว่าทหารมีไว้ทำไม ซึ่งพูดแล้วก็ดูเหมือนจะเป็นคนเท่ในสังคม วันนี้ผมคิดว่าคำถามที่ว่าทหารมีไว้ทำไม คนถาม น่าจะน้อยลงและถ้าคำถามนี้ยังคงอยู่เสียงก็คงจะแผ่วเบาลงไปเรื่อย ๆ ท่านประธาน เมื่อชายแดนคือแนวหน้า ทหารกล้าคือกำแพงสุดท้ายของแผ่นดิน มีบางคนบอกว่า กรรมาธิการเสียงข้างมากไปตีเช็คเปล่าให้กองทัพหรือไม่ ขอยืนยันกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่มี ตีเช็คเปล่าให้กองทัพ มีแต่ตรวจ Check ความพร้อมและพร้อมสนับสนุนกองทัพ ขาดเหลือ อะไร ตรงไหน พร้อมสนับสนุน ซึ่งต้องขอ Highlight ว่าการสนับสนุนทหารไม่ใช่เท่ากับว่า เป็นการสนับสนุนสงคราม การสนับสนุนทหารคือการสนับสนุนพลังในการป้องกันประเทศ ท่านประธานปรัชญาในการรบเขาบอกว่าชนะโดยไม่ต้องรบ แต่ถ้ารบต้องชนะ ทหารหน่วยรบ พิเศษบอกว่ารบอย่างไรฝึกอย่างนั้น ดังนั้นในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมากยืนยันเห็นชอบ ตามการตั้งงบประมาณและเห็นชอบตามการปรับลด ทิ้งท้ายว่าทหารไทยเขาไม่ได้แบกแค่ปืน ไว้ข้างกาย แต่แบกความหวังและแบกพลังในการป้องกันประเทศ กราบขอบพระคุณครับ
เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม พัฒนา สัพโส ในฐานะกรรมาธิการ ขอตอบเพื่อนสมาชิกที่สงวนคำแปรญัตติ หลาย ๆ ท่าน ผมจะเริ่มที่กองทัพบกไปอย่างรวดเร็วที่มีบางท่านสงวนคำแปรญัตติ แล้วก็ บอกว่างบกองทัพบกทำไมปรับปรุงอาคารค่อนข้างเยอะ ตรงนี้ผมยืนยันเลยมีความจำเป็น ที่เขาต้องดำเนินการปีเดียว เหตุผลที่ต้องยืนยันแล้วก็มีความจำเป็นเพราะว่าเป็นบ้านพัก อาศัยของข้าราชการทหาร อันนี้ผมยืนยันกับทางสภาแห่งนี้ แล้วก็ไปที่กองทัพอากาศ มีบางท่านที่บอกว่าอาคารฝึก ศึกษา และปฏิบัติการทางดนตรีของกองทัพอากาศไม่มี ความจำเป็นซึ่งชะลอได้ อันนี้ผมก็ต้องขอบคุณท่านสมาชิกผู้อาวุโสท่านหนึ่งที่ท่านบอกว่า สภามีไว้ทำไม แล้วทหารจะมีอาคารดุริยางค์ได้หรือไม่ อันนี้ก็คือคำตอบได้ชัดเจน ผมตอบผู้ที่ สงวนคำแปรญัตติในเรื่องของอาคารฝึกดุริยางค์ เพราะมันอยู่ที่ดุลยพินิจว่าจำเป็นหรือไม่ เพราะท่านไม่ได้พูดเรื่องราคาว่าสูงหรือต่ำ เพราะฉะนั้นความจำเป็นตรงนี้กรรมาธิการ เสียงข้างมากเราก็เล็งเห็นแล้วว่ามีความจำเป็น สุดท้ายท่านประธานผมยังยืนยันในมาตรา ๘ ตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก ยืนยันอีกครั้งที่ท่านกรรมาธิการท่านได้ยืนยันไปครั้งหนึ่งแล้ว ก็ไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดน อันนี้ต้องเน้นอีกครั้งหนึ่งเพราะว่าในการที่ทำงาน ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมากเราไม่ได้ใช้สถานการณ์บางสถานการณ์มาเป็นเครื่องตัดสิน ยืนยันด้วยเหตุและผล กราบขอบพระคุณมากครับ
ขอบคุณ กรรมาธิการ เนื่องจากมาตรานี้คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข ดังนั้นผมจะถามมติจาก ที่ประชุมก่อนว่าเห็นควรให้มีการแก้ไขหรือไม่ ถ้าหากเห็นควรมีการแก้ไขก็จะถามต่อไปว่า เห็นควรแก้ไขตามกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็น และผู้แปรญัตติสงวนคำแปรญัตติ ก่อนที่จะถามความเห็นว่าเห็นควรมีการแก้ไขหรือไม่ ก็ขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนครับ
ท่านประธานครับ
เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม จอจาน เอกราช ผู้แทนคนดอนเมือง พรรคประชาชน ท่านประธานต้องถามก่อนไหมว่า เพื่อนสมาชิกที่แปรญัตติไว้ติดใจไหม ขอบพระคุณครับ
ได้ครับ มีท่านสมาชิกที่สงวนคำแปรญัตติหรือสงวนความเห็นติดใจไหมครับ
ท่านประธาน ผม ชยพล สท้อนดี ผู้แทนจากชาวหลักสี่ จตุจักร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ผมยังมีความติดใจเกี่ยวกับ การชี้แจงของท่านกรรมาธิการทั้งหมดอยู่ดี เพราะว่าท่านกรรมาธิการทั้งหมดเอาจริง ๆ แล้ว ก็ไม่ได้ตอบคำถามอะไรที่ผมตั้งไปสักเท่าไร ถ้าเกิดจะพูดถึงเรื่องของตึกดุริยางค์อย่างนี้ใช่ไหม บอกว่ายังจำเป็นอยู่ แต่ทีนี้คือผมก็เสนอ Option ให้อยู่บอกว่ามันเป็นเบี้ยหัวแตกอยู่ หรือเปล่า วงดนตรีทำไมเรามีอยู่ที่ส่วนกลางแล้วกระจายไปรับงานทุกที่ไม่ได้ ทำไมทุกที่ จำเป็นจะต้องมีหอดนตรี หออะไรเป็นของตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้ว Alternative ที่ผม เสนอให้ก็คือหอประชุมที่ก็อยู่ฝั่งตรงข้ามสนามบินคนละฝั่ง Runway กันเท่านั้นเอง แค่นั้น คุณก็ประหยัดงบไปได้เยอะแล้ว แค่ไปปรับ Acoustic ของหอประชุมตรงนั้นเท่านั้นเอง
ทีนี้เรื่องของที่ผมพูดไป ที่ผมตั้งข้อสังเกตว่าเรากำลังพูดถึงเหตุการณ์ ความขัดแย้งที่ชายแดนเพื่อจะได้ใช้ปกป้องงบประมาณในบางส่วนที่จะไม่ตรวจสอบด้วย หรือเปล่า อันนี้ก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนสักเท่าไร เพราะถ้าเกิดท่านกรรมาธิการบอกว่า เราก็ดูตามความจำเป็นการใช้งานของเจ้าหน้าที่ที่อยู่หน้างาน แต่ทีนี้ผมก็กำลังมาเปิดให้ดูอยู่ ว่าชุดอุปกรณ์ปฐมพยาบาลของเขาไม่ได้เพียงพอต่อการใช้งานเลย แล้วผมก็มีภาพเปิดให้ ดูด้วย เป็นภาพจากสถานการณ์จริงว่าแม้แต่อุปกรณ์ในการที่จะปฐมพยาบาลเบื้องต้นยังไม่มี เพราะฉะนั้นผมก็เลยตามหาอยู่ว่าอุปกรณ์การปฐมพยาบาลเบื้องต้นอยู่ไหน ทำไมถึงได้ยัง ไม่มีการบรรจุมา แต่ปรากฏว่าที่เจอบรรจุมากลับเป็นอุปกรณ์การผ่าตัดไม้ ผมเลยถามว่า ตกลงแล้วเรากำลังบอกว่าเราต้องช่วยดูแลให้กองทัพนั้นสามารถมีงบประมาณใช้ที่ถูกจุด แต่กลายเป็นว่าเรากำลังมองข้ามรายละเอียดเล็กน้อยตรงนี้ไปหรือเปล่าว่ามันมีหลายอย่าง ที่ยังไม่ได้จำเป็น ณ ตอนนี้ที่มันควรจะต้องมาใช้ตามเหตุผลที่ท่านอ้างอยู่ แต่กลายเป็นว่า คำพูดและการกระทำมันไม่ได้สอดคล้องกันสักเท่าไรก็เลยอยากได้ความชัดเจนตรงนี้ว่าทำไม เราถึงได้ไม่ตัดงบที่มันเกินความจำเป็นเพื่อที่จะเอาไปใช้ในด้านอื่นที่จำเป็นมากกว่านี้ ขอบคุณครับ
เชิญกรรมาธิการ จะตอบต่อนะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม พัฒนา สัพโส ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมตอบเพื่อนสมาชิกว่าในการ ปรับลดผมเชื่อว่าแทบทุกห้องเวลาลงมติไม่มีเห็นต่าง เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นคำตอบที่ดี ทุกพรรคการเมืองที่อยู่ในอนุกรรมาธิการ โดยเฉพาะห้องผม ผมเป็นประธานที่ดินสิ่งก่อสร้าง เราเห็นพ้องต้องกัน เพราะฉะนั้นประเด็นดุลยพินิจ ประเด็นความคิดเห็นทุกคนแสดง ความคิดเห็นได้ แต่ว่าถ้าจะบอกอันไหนสำคัญกว่าอันไหน อันไหนควร ไม่ควร ตรงนี้มติของ อนุกรรมาธิการเป็นเครื่องยืนยัน ผมกราบเรียนเพื่อนสมาชิก ขอบคุณมากท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ เนื่องจากมาตรานี้มีการแก้ไข เมื่อมีการแก้ไขอย่างไรก็ต้องถามลงมติว่าจะเห็นด้วยกับการ แก้ไขหรือไม่เห็นด้วยก็คือไปที่ร่างเดิม แต่ถ้าเห็นด้วยกับการแก้ไขจึงจะถามต่อไปว่า เห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือกรรมาธิการที่สงวนความเห็น และผู้แปรญัตติสงวนคำแปรญัตติ ก็ขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนครับ
(นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญสมาชิก ทุกท่านเข้ามาในห้องประชุมเพื่อลงมติ ท่านที่เข้ามาแล้วกรุณาเสียบบัตรกดแสดงตน ด้วยครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
กดบัตรแสดงตน ทุกท่านแล้วนะครับ กำลังเข้ามาเชิญครับ มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้แสดงตนไหมครับ ถ้าแสดงตน ทุกท่านแล้ว แสดงผลด้วยครับ จำนวนผู้มาแสดงตนเข้าประชุม ๓๘๒ ท่าน
ครบองค์ประชุม ผมจึงจะถามต่อไปว่าควรให้มีการแก้ไขหรือไม่ ท่านผู้ใดเห็นสมควรแก้ไขกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าเห็นว่าไม่ควรมีการแก้ไขกรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าเห็นควรงดออกเสียงกรุณา กดปุ่ม งดออกเสียง ลงมติได้ครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ท่านสมาชิกลงมติ ทุกท่านแล้วนะครับ มีท่านใดยังไม่ได้ลงมติบ้าง ลงมติทุกท่านแล้วแสดงผลด้วยครับ จำนวน ผู้มาลงมติ ๔๐๗ คน เห็นด้วย ๓๘๙ คน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑๖ คน ไม่ลงคะแนน ๒ คน
ที่ประชุมเห็นว่า ควรแก้ไขนะครับ ก็จะถามต่อไปว่าเห็นควรแก้ไขตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือกรรมาธิการเสียงข้างน้อย หรือผู้สงวนคำแปรญัตติ ก่อนที่จะลงคะแนนขอตรวจสอบ องค์ประชุมอีกครั้งหนึ่งนะครับ
(นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
กรุณาเสียบบัตร กดแสดงตนด้วยครับ แสดงตนทุกท่านแล้วปิดการแสดงตน แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้ามา แสดงตน ๓๘๙ ท่าน
ครบองค์ประชุม ก็จะถามต่อไปว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือ คณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็น หรือผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ ท่านผู้ใดเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก
ผม ชูชัย แสดงตน ๐๙๘ ครับ
เห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงข้างมากที่แก้ไขกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่สงวน ความเห็นและผู้แปรญัตติสงวนคำแปรญัตติกรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าต้องการงดออกเสียง กรุณากดปุ่ม งดออกเสียง ลงมติได้ครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ท่านสมาชิก ลงคะแนนทุกท่านแล้วนะครับ สมาชิกลงคะแนนทุกท่านแล้วก็ปิดการลงคะแนน แสดงผล ด้วยครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๐๙ คน เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ๒๕๔ คน ไม่เห็นด้วย ๑๓๗ คน งดออกเสียง ๑๘ คน ไม่ลงคะแนน ไม่มี
เพราะฉะนั้น ท่านสมาชิกเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก เชิญท่านเลขาธิการ ต่อครับ
มาตรา ๙ กระทรวงการคลังและหน่วยงานในกำกับ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ
ต่อไปผมจะเชิญ กรรมาธิการที่สงวนความเห็นก่อน เชิญคุณเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการ มาตรา ๙ ตามเอกสารหน้า ๓๙ ผมสงวนความเห็นไว้ ปรับลดงบประมาณ ๓ หน่วยรับงบประมาณคือ ๑. สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง ๒. กรมธนารักษ์ ๓. กรมบัญชีกลาง
กรณีสำนักงานปลัดกระทรวงการคลังนั้นในงบการเงิน ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๗ ปรากฏว่ามีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดอยู่ ๑,๗๕๐,๘๔๑,๖๗๐.๒๐ บาท และ เมื่อไปดูหมายเหตุ ๓ พบว่าเงินสดและรายงานเทียบเท่าเงินสดนี้เป็นรายการเงินฝากคลังถึง ๑,๗๔๘,๖๑๖,๑๑๑.๒๐ บาท ซึ่งเป็นเงินที่เยอะมาก ผมก็ไม่รู้ว่าเก็บเงินสดไว้ทำอะไร เมื่อไม่รู้เก็บเงินสดไว้ทำอะไรแล้วก็ไม่ได้มีคำอธิบายที่ชัดเจน ก็เลยขอปรับลดสำหรับ สำนักงานปลัดกระทรวงการคลังไป ๙๘๑,๘๐๐ บาท อันนี้ก็เนื่องจากตัวเลขในงบการเงินนะครับ
กรณีที่ ๒ กรมธนารักษ์ อันนี้รายงานของผู้สอบบัญชีแสดงว่าเห็นอย่างมี เงื่อนไขตามหมายเหตุ ๘ และหมายเหตุ ๑๐ ซึ่งในหมายเหตุ ๒๔ ก็ยังระบุอีกว่ามีรายได้อื่น ที่เป็นรายได้เงินนอกงบประมาณถึง ๑,๑๓๖,๑๘๖,๕๔๗.๙๗ บาท เป็นรายได้ที่หักจาก ค่าเช่าราชพัสดุอะไรต่าง ๆ แล้วก็ในหมายเหตุ ๔ ก็ยังมีรายการเงินฝากค่าใช้จ่ายในการ บริหารงานที่ราชพัสดุอีก ๘๓๕,๔๗๔,๗๕๐.๖๗ บาท ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเงินที่ติดอยู่ในบัญชี ค่อนข้างเยอะก็เลยขอปรับลดงบประมาณ ๒๕๐,๗๐๐ บาท
ส่วนกรณีของหน่วยรับงบประมาณที่ ๓ คือกรมบัญชีกลาง อันนี้น่าจะมี ปัญหาตามมาจากที่ผมพูดถึงในมาตรา ๔ กับหลักการ เพราะว่ากรมบัญชีกลางให้เอกสารต่อ คณะกรรมาธิการงบประมาณ ๒๕๖๙ ทุกท่านน่าจะได้รับ แต่ผมได้รับเสร็จผมก็เก็บมา โดยเอกสารของกรมบัญชีกลางได้สรุปรายการงบประมาณรายจ่าย ปี ๒๕๖๙ ที่เป็นรายจ่าย เพื่อชดใช้เงินคงคลัง ตามพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. ๒๔๙๑ มาตรา ๗ โดยมีรายละเอียด อยู่ ๖ รายการ คือตามมาตรา ๗ (๑) งบบุคลากร ๑๗,๐๘๒,๑๙๔,๔๕๘.๖๓ บาท รายการที่ ๒ เป็นงบชำระหนี้ ๓๙,๗๑๙,๐๕๒,๓๘๑.๕๙ บาท รายการที่ ๓ เงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ ๔๒,๑๒๗,๒๘๖,๓๔๗.๘๘ บาท รายการที่ ๔ ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้างและพนักงานของรัฐ ๒๓,๙๔๓,๙๐๒,๕๑๘.๓๐ บาท รายการที่ ๕ เงินช่วยเหลือ ข้าราชการ ลูกจ้างและพนักงานของรัฐ ๑๘๖,๗๙๘,๒๙๔.๗๕ บาท ตามมาตรา ๗ (๒) คือ รายการที่ ๖ การจำหน่ายเหรียญกษาปณ์ถอนคืนหรือเหรียญกษาปณ์ชำรุด เพื่อนำไปยุบหลอม ๔๘๑,๘๒๖,๑๗๗ บาท รวม ๖ รายการ ๑๒๓,๕๔๑,๐๖๐,๑๗๘.๑๕ บาท แล้วก็มีหมายเหตุ กฎหมายพระราชบัญญัติเงินคงคลัง ๒๔๙๑ มาตรา ๗ ทีนี้ในหมายเหตุตัววรรคสอง เขาบอกว่าการจ่ายเงิน ใน ๕ กรณีข้างต้น เมื่อได้จ่ายแล้วให้ตั้งเงินรายจ่ายเพื่อชดใช้ ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณหรือในกฎหมายว่าด้วย การโอนงบประมาณรายจ่าย หรือในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณปีต่อไป คือเขาให้จ่ายตามจำนวนที่บวกกัน ๑๒๐,๐๐๐ กว่าล้าน แต่ตัวเลข กลับจ่ายเป็นยอดกลม ๆ คือ ๑๒๓,๕๔๑,๐๖๐,๒๐๐ บาท เกินไป ๒๑.๘๕ บาท เงินหลวง จ่ายขาดก็ยังเครดิตเป็นรายได้อื่น แต่จ่ายเกินบาทหนึ่งก็น่าจะผิดกฎหมาย ด้วยเหตุผลตัวนี้ ถ้าผมไม่เห็นรายละเอียด ถ้าผมไม่ใช่นักบัญชีที่บวกตัวเลขได้พอเข้าใจผมก็จะไม่ได้ทักท้วง เรื่องนี้ แต่เมื่อสักครู่พอผมทักท้วงไปมาตราก่อนหน้านี้ กรรมาธิการเสียงข้างมากก็ไม่เห็นด้วย กับผม พอไม่เห็นด้วยกับผมวันนี้กรมบัญชีกลางก็เอารายละเอียดมาให้ดูมันก็จะพันต่อไป ในมาตราอื่นก็จะยุ่งล่ะ เงิน ๒๑.๘๕ บาท มันก็จะเป็นปัญหาทางกฎหมายแล้ว เงินแผ่นดิน ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ อันนี้ก็เป็นเหตุผลที่ผมเห็นว่าเป็นความผิดพลาดในการตั้ง งบประมาณของกรมบัญชีกลางด้วยหรือเปล่า เพราะว่าเป็นคนแสดงรายละเอียด ผมจึง ขอปรับลดงบประมาณกรมบัญชีกลาง ๕๑๗,๓๐๐ บาท ส่วนตัวนี้จะไปเกี่ยวกับอีกมาตราหนึ่ง ซึ่งเราอยู่ในขั้นวาระที่สองขั้นเรียงมาตราผมจะยังไม่ก้าวล่วง พอถึงมาตรานั้นผมจะขอสงวน ความเห็นอภิปรายให้ท่านประธานทราบอีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณครับ
มีผู้แปรญัตติ สงวนคำแปรญัตติ ๖ ท่าน ผมจะเรียกเรียงลำดับไป ท่านแรก ขอเชิญคุณกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม อ.เอท วันนี้ขออนุญาตมาอีก ๑ มาตรา คือมาตรา ๙ กระทรวงการคลัง กระทรวงการคลังก็ได้งบประมาณในปีนี้ประมาณ ๑๒,๗๗๙ ล้านบาท ซึ่งก็ได้มีการปรับ อ.เอท ขออนุญาตปรับลดไว้ ๓ เปอร์เซ็นต์ ถามว่าใน ๓ เปอร์เซ็นต์นี้มีอะไรบ้าง กระทรวงการคลังถ้าเราแปลกันง่าย ๆ กระทรวงการคลังก็คือ Finance แปลว่า การคลัง แต่วันนี้ อ.เอท ขออนุญาตใช้อีกคำหนึ่งที่พ้องเสียงจาก คำว่า Finance เป็นคำว่า Furnace Furnace แปลว่า เตาไฟ หลายท่านสงสัยว่าเอ๊ะทำไมมันเกี่ยวอะไรกับเตาไฟ เพราะกระทรวงการคลังมี ๒ หน่วยงาน ก็คือ กรมศุลกากรกับกรมบัญชีกลางที่ร้อนมาก ๆ เหมือนเตาไฟ เขาเลยจัดซื้อแอร์ทั้งหมด ๑๗๔ เครื่อง รวมทั้ง ๒ กรม กรมศุลกากรแล้วก็ กรมบัญชีกลาง รวมทั้งสิ้น ๕.๗๖ ล้าน หรือประมาณเกือบ ๆ ๖ ล้านบาท ถามว่า กรมศุลกากรซื้อกี่เครื่อง ตอบ ๙๙ เครื่อง แล้วก็กรมบัญชีกลางอีก ๗๕ เครื่อง ถามว่า เราไม่ได้ตัด เราเห็นด้วยเพราะมีหลายหน่วยงานที่แอร์เสียจริง ๆ แต่มันจะมีประเด็นนิดหนึ่ง ตรงที่ราคาเหมาะสมหรือเปล่ากับราคากลางที่ผ่านโดยกระทรวง DE หรือกรมบัญชีกลาง ทีนี้เรามาดูกัน ถ้าเป็นแอร์ตัวใหญ่ เช่น ๓๐,๐๐๐ บีทียู หรือ ๓๖,๐๐๐ บีทียู ราคาอยู่ที่ ประมาณตัวละ ๗๔,๒๐๐ บาท อันนี้เท่ากันระหว่างกรมศุลกากรกับกรมบัญชีกลาง อันนี้ อ.เอท Happy แต่พอหลังจากนี้ พอตัวเล็กลง ๆ ราคาเริ่มไม่เท่ากัน มาดูตัวอย่างเช่น แอร์ 24K หรือ ๒๔,๐๐๐ บีทียู กรมศุลกากรจัดไป ๒๑ ตัว ราคาตัวละ ๒๔,๙๐๐ บาท แต่พอเป็น กรมบัญชีกลางเขาก็ซื้อประมาณ ๓๐ ตัว โดยแบ่งเป็นแบบติดตั้งฝาผนัง ๑๐ ตัว ตอนที่ กรมศุลกากรซื้อเขาซื้อตัวละ ๒๔,๙๐๐ บาท แต่พอกรมบัญชีกลางซื้อเปลี่ยนเป็น ๓๗,๙๐๐ บาท ต่างกันตัวละ ๑๓,๐๐๐ บาท แล้วถามว่าเขาซื้อกี่ตัว ถ้าเป็นกรมบัญชีกลาง ซื้อ ๑๐ ตัว เป็นแสนแล้วนี่คือเงินที่แตกต่างเห็นหรือไม่ครับ แค่ ๒ กรมจากกระทรวงเดียวกัน ก็คือกระทรวง Furnace Furnace คืออะไร กระทรวงเตาเผา ทีนี้ไปต่อไม่พอ กรมบัญชีกลาง ยังซื้อแอร์แบบแขวนอีก จริง ๆ แล้ว อ.เอท ก็เข้าใจ แบบแขวนกับแบบติดผนังไม่เหมือนกัน ซึ่งแบบแขวนมันจะมีราคาที่สูงกว่า แบบแขวน กรมบัญชีกลางซื้อไปอีก ๒๐ ตัว ๆ ละ ๔๐,๙๐๐ บาท อ.เอท ก็เลยไป Search ว่ามันมีอะไรที่แบบแบบแขวน แล้วราคาที่ดีไหม คำตอบ อ.เอท ไปเจอยี่ห้อ Mitsubishi ยี่ห้อดี ยี่ห้อนี้ใครก็ชอบ Code ของเขาคือ PCYM24KALTH ซึ่งอันนี้ราคาอยู่ประมาณ ๓๘,๕๐๐ บาท ถ้าท่านดูให้ดีท่านจะ Save เงิน ได้อีกประมาณ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาทต่อตัว แต่กรมบัญชีกลางไม่ได้ซื้อตัวเดียว แบบแขวน เขาซื้อ ๒๐ ตัว Save เงินได้อีกหลักเป็น ๑๐๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นอันนี้คือแค่ ๒๔,๐๐๐ บีทียู ถ้า ๑๘,๐๐๐ ก็ราคาไม่เท่ากัน ๑๘,๐๐๐ ถ้ากรมศุลกากรซื้อ ๒๓ ตัว กรมศุลกากรซื้อตัวละ ๒๑,๕๐๐ บาท แต่พอไปดูกรมบัญชีกลางกลายเป็น ๒๗,๙๐๐ บาท ต่อตัว อ.เอท คิดว่ากรมบัญชีกลางท่านซื้อแอร์แพงมาก ท่านต้องมาดูงานที่กรมศุลกากรแล้ว เพราะว่ามันมีความแตกต่างกันเยอะเหลือเกิน เอาล่ะครับ รวมไปรวมมาของแอร์ ๒๔,๐๐๐ บีทียู กับแอร์ ๑๘,๐๐๐ บีทียู ๒ อย่างนี้ร่วมกันเราจะ Save เงินไปได้เกือบ ๆ ๒๐๐,๐๐๐ บาท เห็นไหมครับ นี่คือภาษีอากรของพี่น้องประชาชน ไม่หยุดที่แอร์ แอร์ที่ ออฟฟิศเสียไม่พอ แอร์ที่รถยนต์ที่เป็นรถตู้ก็เสียด้วย ท่านก็ซื้อรถอีก มาดูรถกัน กรมบัญชีกลาง ท่านซื้อรถที่เป็น ๑๒ ที่นั่ง ก็คือรถตู้ทั่วไป ท่านซื้อ ๒๒ คัน ราคาคันละ ๑,๓๓๙,๐๐๐ มาดู กรมศุลกากรท่านก็ไม่น้อยหน้ารถท่านก็พังเหมือนกัน ก็ซื้ออีก ๒ คัน แต่ราคาท่านครับ กรมบัญชีกลางซื้อ ๑.๓๓๙ แต่พอเป็นกรมศุลกากรท่านซื้อ ๑.๓๖๙ ต่างกันแล้ว ๓๐,๐๐๐ บาท นี่คือความแตกต่าง ๓๐,๐๐๐ บาทต่อคัน ทีนี้ อ.เอท ก็เลยเอ๊ะ เรามีลูกศิษย์ที่อยู่ที่บริษัทพวกนี้ก็เลยถามเขาถ้าเราซื้อ เพราะท่านซื้อไม่ได้ซื้อคันเดียว ท่านซื้อทีหนึ่ง ๒๐ คัน ๓๐ คัน ราคาถูกลงกว่านี้อีกได้ไหม คำตอบ ได้ ก็อยู่ที่ประมาณ ๑.๓๑๙ ก็คือถูกลงมาจากที่กรมบัญชีกลางซื้อ เพราะกรมบัญชีกลาง ๑.๓๓๙ ถูกลงมาอีก คันละ ๒๐,๐๐๐ บาท แสดงว่าอะไร ถ้าเราคำนวณโดยทั้งหมดแล้ว ทั้งกรมบัญชีกลางและ กรมศุลกากรท่านซื้อทั้งหมด ๒๔ คัน แล้วรวมไปรวมมาถ้าใช้ราคาที่ อ.เอท แนะนำไปเมื่อครู่ ก็คือคันละ ๑.๓๑๙ ล้านบาท ท่านจะ Save เงินได้ ๕๔๐,๐๐๐ บาท เอาไปให้คุณครู เอาไป ให้เด็ก ๆ ได้เป็นค่าขนมได้ดีกว่านี้อีกมาก และนี่คือสิ่งที่ อ.เอท เห็นว่าทำไมแค่กระทรวง เดียวกันท่านยังซื้อของไม่เท่ากัน ท่านควรจะมีราคากลางและราคาที่เหมาะสมที่ดีที่สุดได้ นี่คือสิ่งที่ อ.เอท เป็นห่วง เพราะฉะนั้นรวมไปร่วมมา อ.เอท ขอตัด ๓ เปอร์เซ็นต์ นี่คือสิ่งที่ อ.เอท อยากที่จะเห็น เพราะฉะนั้นสุดท้ายนี้ก็อยากจะเห็นกระทรวงการคลังโปร่งใส เพื่ออนาคตของไทยที่ก้าวไกลและก้าวหน้า ขอบพระคุณครับ Respect
ต่อไปขอเชิญ คุณเฉลิมพงศ์ แสงดี ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต เขต ๒ พรรคประชาชน วันนี้ผม ขอร่วมอภิปรายในมาตรา ๙ โดยผมได้ขอเสนอตัดโครงการจำนวน ๑ โครงการ ด้วยงบประมาณทั้งสิ้น ๙๖๘ แสนล้านบาท ซึ่งหนึ่งในโครงการนี้คืออยู่ในสังกัด กระทรวงการคลัง โดยกรมศุลกากร ชื่อโครงการว่าการรวมศูนย์ข้อมูลและการจัดการ ผู้โดยสารอัจฉริยะ โครงการนี้อยู่ในเล่มรายงานของคณะอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์ มีการตั้ง ข้อสังเกตถึงความซ้ำซ้อนในตัวของโครงการและกับภารกิจของหน่วยงานอื่น ๆ มาดูข้อเท็จจริงกัน จุดประสงค์ของโครงการนี้ทางกรมศุลกากรเสนอว่าโครงการนี้มีเป้าหมาย เพื่อตรวจสอบติดตามข้อมูลผู้โดยสารและลูกเรือที่มีความเสี่ยงสูง ๒. สร้างฐานข้อมูลกลาง จากระบบ APPS และ PNR เพื่อบันทึกข้อมูลและเรียกดูข้อมูลให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและมี ประสิทธิภาพ ผมขอเรียนว่าโครงการนี้มีลักษณะความซ้ำซ้อนอย่างชัดเจนกับหน่วยงาน ภาครัฐที่มีระบบและภารกิจในเรื่องนี้อยู่แล้ว ๒ แห่ง ได้แก่ ความซ้ำซ้อนกับสำนักงานตรวจคน เข้าเมือง หรือ ตม. ตม. มีหน้าที่โดยตรงในการคัดกรองตรวจสอบผู้โดยสารระหว่างประเทศ ตม. ใช้ระบบ APPS Advance Passenger Processing System แล้วก็ระบบ PNR Passenger Name Record ซึ่งสายการบินจะส่งข้อมูลผู้โดยสารล่วงหน้าก่อนออกเครื่องเดินทางมายัง ประเทศไทย ข้อมูลเหล่านี้ใช้ ตม. เป็นการคัดกรองและเฝ้าระวังเครือข่ายผู้ที่ต้องสงสัย หรือลักลอบขนของสิ่งผิดกฎหมาย หรือตามหมายจับ Interpol หมายความว่า ตม. มีอำนาจ หน้าที่อยู่แล้ว ที่กล่าวมาข้างต้นทางกรมศุลกากรจะไปตั้งระบบใหม่เพื่ออะไร เพื่อตรวจสอบ ผู้โดยสารซ้ำอีกชุดหนึ่ง ทำไปเพื่ออะไรมันซ้ำซ้อนกัน มันเป็นหน้าที่ของ ตม. ซึ่งดูแลเรื่องนี้ อยู่แล้วบุคคลเข้าออกภายในประเทศโดยตรง ๒. ซ้ำซ้อนกับสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ซึ่ง DGA พัฒนาระบบ Government Data Exchange ซึ่งเป็นข้อมูลระดับฐานกลางสำหรับ การเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลระหว่างหน่วยงาน หากกรมศุลกากรต้องการข้อมูลจาก ตม. สายการบินหรือหน่วยงานความมั่นคงก็สามารถเรียกร้องขอข้อมูลผ่านระบบ DGX โดยไม่จำเป็นต้องสร้างระบบใหม่ DGX ได้รับการสนับสนุนโดยกฎหมายพระราชบัญญัติ รัฐบาลดิจิทัล พ.ศ. ๒๕๖๒ มีหน่วยงานใช้แล้ว ๑๙๐ แห่งอยู่แล้ว การสร้างระบบจัดเก็บ ข้อมูลเชื่อมโยงแยกโดยกรมศุลกากรซึ่งขัดกับนโยบายรวมศูนย์ขอมูลของภาครัฐและ หลักการของ Digital Government ที่รัฐบาลผลักดันอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะในเมื่อรัฐบาล ต้องการระบบ DGX ที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานแล้วทำไมกรมศุลกากรจึงต้องสร้าง ระบบรวมศูนย์ข้อมูลโดยสารเป็นของตัวเอง ทั้งที่สามารถขอผ่านทาง DGX ได้ ซึ่งแพลตฟอร์ม ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์โดยตรง การใช้งบประมาณเกือบ ๗๐ ล้านบาท อาจไม่คุ้มค่าและความซ้ำซ้อนกับระบบกลางที่มีอยู่แล้ว ความเสี่ยงในการใช้งบประมาณ ๖๙.๘ ล้านบาทนี้ การลงทุนที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นและ ไม่ก่อความคุ้มค่าอย่างยิ่ง หากไม่มีการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ การเข้าถึงข้อมูลจาก ตม. หรือสายการบินล่วงหน้าระบบศุลกากรจะไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ การขอ งบประมาณจำนวนนี้จึงมีความเสี่ยงในแง่ประสิทธิภาพและประสิทธิผล ผมจึงขอเสนอ ตัดโครงการนี้ออกจากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีหรืออย่างน้อยชะลอ การพิจารณาโครงการนี้ไว้ก่อน เพื่อให้กรมศุลกากรกลับไปประสานงานกับสำนักงาน ตรวจคนเข้าเมืองหรือสำนักงาน DGA ว่าสามารถใช้ประโยชน์จากระบบนี้ที่มีอยู่ได้มาก เพียงใดก่อนที่จะมาของบสร้างระบบใหม่ การบริหารงานงบประมาณภาครัฐยุคใหม่ ควรตั้งอยู่บนหลักการลดความซ้ำซ้อนเพิ่มการบูรณาการ งบประมาณจากภาษีประชาชน ควรถูกใช้ในโครงการที่จำเป็นและไม่ซ้ำกับสิ่งที่ภาครัฐมีอยู่แล้ว ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ในมาตรา ๙ นี้ กระทรวงการคลังผมแปรญัตติปรับลดไว้ร้อยละ ๕ แต่มาดูงบประมาณที่กรรมาธิการได้ไปดำเนินการจัดทำมาปรากฏว่ากลับมีการจัดสรร เพิ่มเติมให้กับกระทรวงการคลังผมเห็นด้วย โครงการสำคัญทำไมผมถึงเห็นด้วย เพราะว่า ในปีพุทธศักราช ๒๕๖๙
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
จะมีการจัดประชุมประจำปี สภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี ๒๕๖๙ ซึ่งจะจัดวันที่ ๑๒-๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๙ มีไอเอ็มเอฟมา มี WBG มา World Bank มาร่วมด้วย ทั้งหมด ๑๙๑ ประเทศ มีผู้มาร่วมงานทั้งหมด ๑๘,๐๐๐ คน นี่เป็นการโชว์หน้าบ้านเรา เป็นหน้าเป็นตาของประเทศ อย่างไรก็ตามเราก็ต้องดูภายในบ้านของเราด้วย ภายในบ้านของเราที่ผ่านมารัฐบาลชุดนี้ได้มี โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ จัดสรรเงินให้กับผู้เปราะบาง ๑๐,๐๐๐ บาทต่อคน ใช้งบประมาณ ไปทั้งสิ้น ๑๔๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ถือว่าเป็นโครงการที่อย่างน้อย ๆ ก็ไปช่วยผู้เปราะบาง ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตามมาปีนี้ มาขณะนี้ ท่านประธานเป็นคนต่างจังหวัด จะทราบดีว่าผู้ที่เดือดร้อนลำบากมากที่สุดขณะนี้ใคร กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าว นั่นก็คือ ชาวนา ชาวนาขณะนี้พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าทำนาปรังสตางค์ไม่มี ทำนาปีไม่มีสตางค์ ท่านประธานเพราะอะไรครับ เพราะนาปรังที่ทำรอบที่แล้วทำขณะที่ราคาข้าวในตลาดโลก ยังดีอยู่ ชาวนาก็ทำกันเยอะเลย ๑๑-๑๔ ล้านไร่ นาปรังนะครับ ปรากฏว่าระหว่างทำ ประเทศอินเดียประกาศส่งออกข้าวพื้นแข็งเหมือนกับที่เราทำ ราคาข้าวจากเป็นนางฟ้า กลายมาเป็นยาจกทันทีเลยท่านประธาน ลดลงเกินครึ่งหนึ่งนี่นาปรังรอบที่ผ่านมา จนกระทั่ง นบข. ได้ตัดสินใจที่จะช่วยไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ๑๐ ไร่ ซึ่งไม่เคยช่วยมาก่อน แต่มาถึงวันนี้ ขึ้นทะเบียนเสร็จ วันที่ ๓๐ เมษายนยังไม่ได้สตางค์เลย มานาปี นาปีก็เป็นลักษณะเดียวกันอีก ข้าวขณะนี้ตันละ ๕,๐๐๐-๕,๕๐๐ บาท ต้นทุนการทำนาสำหรับนาปรัง ๕,๖๑๖ บาทต่อไร่ นาปี ๔,๓๒๓ บาทต่อไร่ ถามว่าผมเอาข้อมูลนี้มาจากไหน มาจากสำนักงานเศรษฐกิจ การเกษตร แล้วมันจะทำอย่างไร ชีวิตนี้จะอยู่ได้อย่างไร ดังนั้นชมรมพัฒนาชาวนาและ เกษตรกรไทยที่จังหวัดสุพรรณบุรีเขาทำเรื่องมาถึงท่านรัฐมนตรีวราวุธ ศิลปอาชา ในฐานะที่ อยู่จังหวัดสุพรรณบุรี มาถึงท่านรัฐมนตรีประภัตร โพธสุธน ก็ยื่นผ่านท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ทำเรื่องถึงท่านรัฐมนตรีธรรมนัส พรหมเผ่า ทำเรื่อง ถึงท่านอรรถกร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ช่วยผลักดัน ช่วยแก้ปัญหา ตามมติคณะอนุกรรมการ นบข. ด้านการผลิต แต่เราไม่เอา ๑,๒๐๐ บาทต่อราย ต่อไร่ ไม่เกิน ๑๐ ไร่ มันทำให้ข้าวนาปรังจะไม่ได้เงินช่วย ๑,๐๐๐ บาท เพราะรวมแล้ว ถ้าเอาข้าวนาปรังใช้งบประมาณ ๗,๒๐๐ ล้านบาท กับเอาข้าวนาปีไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ๓๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท เอามารวมกันใช้งบทั้งสิ้น ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ๆ ๑,๒๐๐ บาท ก็เช่นเดียวกัน ๑,๒๐๐ ใช้งบประมาณ ๔๕,๐๐๐ กว่าล้านบาทเช่นเดียวกัน วันนี้ต้อง ขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ทุกท่านได้อนุมัติแล้ว อนุมัติให้นาปรังไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ๑๐ ไร่ ให้นาปีไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ๑๐ ไร่ ใช้งบประมาณน้อยกว่า ๑,๒๐๐ บาทต่อไร่อยู่ ๓๕๐ ล้านบาท ขอบพระคุณอย่างสูง ในยามที่เขาเดือดร้อน ในยามที่เขาทุกข์ยาก ในร้านยามที่เขาลำบากอย่างแสนสาหัสอย่างนี้ รัฐบาลต้องช่วยอย่างนี้เขาถึงจะอยู่รอด ต้องขอบพระคุณอีกครั้งหนึ่งครับท่านประธาน สุดท้ายงบประมาณของกระทรวงการคลัง กรมที่สำคัญที่สุดที่นำรายได้มาสู่บ้านเมืองของเรา คือกรมศุลกากร ปีนี้กรมศุลกากรถูกตัดลดงบประมาณไป ๑๔๕ ล้านบาท กรมศุลกากร เป็นกรมสำคัญแต่ปล่อยให้สินค้าเกษตรลักลอบเข้ามาในประเทศหลายรายการเลย เอาง่าย ๆ ผลิตภัณฑ์ยาสูบเราเสียหายปีละ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท แล้วมันกระทบไปถึงเกษตรกรผู้ปลูก ใบยาสูบด้วยนะ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และมีสินค้าเกษตรอีกหลายตัวท่านประธาน ก็ขอให้ ท่านรัฐมนตรีไปดูว่าเราจะมีมาตรการอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น จัดสรรงบประมาณไปซื้อ เครื่องเอกซเรย์ที่รถวิ่งผ่านแล้วตรวจจับได้เลยอย่างนี้ควรสนับสนุน เพื่อหาทางที่จะมีรายได้ ให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยของรัฐบาล กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล เชิญครับ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สัดส่วนเครือข่ายชาติพันธุ์ ท่านประธานผมจะขออภิปรายเฉพาะในส่วนของ กรมศุลกากร ซึ่งผมคิดว่ามีประเด็นที่สำคัญ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
งบของกรมศุลกากร ผมคิดว่า ๒ ประการนี้ดูเหมือนเป็นงบที่ดี แต่ว่าเราจำเป็นต้องตั้งคำถาม
ประการแรก งบสร้างและปรับปรุงด่านศุลกากร ๒๗๕ ล้านบาท คือถ้าเรามอง โดยทั่ว ๆ ไป เราก็จะรู้สึกว่าการที่เราพัฒนาด่านศุลกากรเพื่อที่จะเปิดโอกาสให้เกิด การทำมาค้าขายเราจะมีโอกาสส่งสินค้าไปขายยังต่างประเทศได้มากขึ้น นี่ก็คือสิ่งที่เรา คาดหวังแล้วเราก็มองแบบนี้
อันที่ ๒ ก็คืองบเกี่ยวกับเครื่องเอกซเรย์ ไม่ว่าจะเป็นการเอกซเรย์ตู้สินค้า เอกซเรย์กระเป๋า เอกซเรย์คน งบในส่วนนี้จริง ๆ แล้วมันก็จำเป็นมากทำให้การตรวจเป็นไป ด้วยความรวดเร็วแล้วก็แม่นยำ แต่เรื่องนี้ก็มีประเด็นเช่นเดียวกันเดี๋ยวผมจะพูดเป็นลำดับ ต่อไป อันนี้อยากจะให้ดูตัวอย่างเครื่องเอกซเรย์ที่ว่าก็คือประมาณนี้ที่ปรากฏในรูป ซึ่งเครื่องนี้มันมีประสิทธิภาพจริง ๆ ยอมรับว่ามันมีประสิทธิภาพจริง ๆ โดยตัวเครื่อง ของมันเองแทนที่ควรจะไปตรวจตู้ดู ตู้หนึ่ง ๆ อาจจะต้องใช้เวลานาน ในขณะที่ด่านขนาดใหญ่ วันหนึ่ง ๆ มีตู้เข้ามาเป็นพัน ๆ ตู้ เพราะฉะนั้นมันเป็นไปไม่ได้แน่ ๆ ที่จะให้คนไปตรวจ เพราะฉะนั้นเครื่องนี้มันจำเป็นอย่างมาก ทีนี้ถ้าเกิดว่า Scan ไปแล้ว ตู้ Container เวลา Scan ผลก็จะเป็นตามที่เราเห็นนี่ล่ะครับ ภาพข้างบนอันนี้ก็คือเป็นทั้งตู้ ตู้ Container ขนาดใหญ่เวลา Scan ออกมาแล้วก็จะเห็นเป็นประมาณนี้ ยกตัวอย่างถ้าเป็นลำไยก็จะเห็น อย่างนี้ อันนี้ก็จะพอดูได้ที่แจ้งมาว่านำลำไยเข้ามานั้นหรือว่านำลำไยออกไปนั้นในตู้เป็นลำไย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์จริงหรือไม่ มีสิ่งแปลกปลอมจริงหรือไม่ เครื่องนี้มีประสิทธิภาพจริง เดี๋ยวผมจะลงรายละเอียดทีละเรื่อง ด่านศุลกากรที่ติดประเทศเพื่อนบ้านเราตั้งงบที่จะทำให้ มันดีขึ้น ทำให้มันใหญ่ขึ้น คำถามก็คือว่ามันจะเป็นประโยชน์จริงหรือไม่ ผมหมายถึงว่า มันดีต่อเราจริงหรือไม่ ณ ขณะนี้ ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องตั้งคำถามในเรื่องนี้ โดยเฉพาะ ในภาคเหนือเรามีด้านขนาดใหญ่ขนาบ ๒ ข้าง ตะวันออกแล้วก็ตะวันตก ก็คือที่ จังหวัดเชียงรายแล้วก็ที่จังหวัดตาก ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้าสินค้าการเกษตรก็คือผักและผลไม้ ปัญหาก็คือว่าปัจจุบันนี้เกษตรกรไทยเราปรับตัวแข่งกับคู่แข่งเพื่อนบ้านไม่ค่อยได้จึงมีสินค้า จากประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะจีนทะลักเข้ามาทำให้เราขาดดุลทางการค้าเยอะ ผมยกตัวอย่าง ด่านเชียงของมีสินค้าเข้าเป็นสินค้าเกษตร ๗๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็มูลค่า การนำเข้า ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่มูลค่าการส่งออกเมื่อหักทุเรียนออกไปแล้วเราเหลือ เพียงแค่ ๑,๒๐๐ ล้านบาท เรามีส่วนต่างที่ติดลบมากถึง ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท นี่เฉพาะที่ ด่านเชียงของ เพราะฉะนั้นการที่เราพยายามที่จะพัฒนาให้มันดีขึ้นโดยที่เราไม่สนใจ องค์ประกอบอย่างอื่น ผมคิดว่าเราต้องดูเหมือนกันไม่อย่างนั้นเราจะเสียเปรียบดุลการค้า เพราะว่าโดยเฉพาะภาคการเกษตรเราไม่สามารถที่จะแข่งกับเขาได้ อันนี้เราต้องยอมรับ
อันที่ ๒ คือการเอกซเรย์ตู้สินค้าที่มีการเอกซเรย์จริง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ช่วยได้ จริงหรือไม่ อย่างที่ผมได้บอกไปว่าเจ้าเครื่องนี้มันมีประสิทธิภาพจริง ๆ แต่ปัญหาก็คือว่า เราก็ยังไม่สามารถจัดการกับการนำเข้าที่ผิดกฎหมายได้ ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้ามา ทางด่านพรมแดนกับด่านธรรมชาติเราไม่มีเครื่องเอกซเรย์ตั้งอยู่แน่ ๆ แล้วการนำเข้ามา มันก็คือการลักลอบนำเข้ามาแทบไม่มีการสกัด รวมทั้งต่อให้มีการ Scan ไปจริงแต่ว่าไม่มี บุคคลอื่นมาตรวจสอบ คำถามก็คือว่าเราจะป้องกันการทุจริตได้อย่างไร ทำให้มีสินค้า การเกษตรเกลื่อนในท้องตลาดเต็มไปหมด เข้ามาตีตลาดผักผลไม้ไทยจนเกษตรกรไทย เจ๊งไปหมดเป็นข่าวเป็นคราว ณ ตอนนี้รัฐบาลยังไม่สามารถจะไปช่วยอะไรได้เลย สิ่งที่ ไม่ปรากฏในงบของกรมศุลกากรนั้นคือว่าการป้องกันและปราบปรามการนำเข้าที่ ผิดกฎหมาย อันนี้เรายังไม่เห็นนะครับ
อันที่ ๒ ก็คือการป้องกันปราบปรามการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ อันนี้เรายัง ไม่เห็นโครงการในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เคยมีตัวอย่างเอกซเรย์ตู้ผัก แต่ว่า กลายเป็นเนื้อก็มีมาแล้วนะครับ
และสุดท้าย ก็คือการจัดการกับของเถื่อนที่ผ่านมือของกรมศุลกากรเข้ามา วางเกลื่อนในท้องตลาด กรมศุลกากรก็ไม่ได้มีการไปตรวจสอบสิ่งเหล่านี้ คือทุกวันนี้ เกษตรกรไทยเรายังปรับตัวแข่งกับคู่แข่งไม่ได้ โดยเฉพาะเวียดนามกับจีน เพราะฉะนั้น ในสถานการณ์แบบนี้การที่เราจะไปเปิดการค้าแบบเสรีเต็มที่ เปิดด่านแบบเต็มที่ ขยายให้ใหญ่เต็มที่อาจจะไม่ได้เหมาะกับสถานการณ์ ณ ช่วงนี้ เพราะยิ่งทำเต็มที่มากขึ้น เท่าไรคนที่เสียหายก็คือเกษตรกรของเราที่มีความสามารถในการแข่งขันน้อยกว่า เราพูดถึง เรื่องของการทำให้เกษตรกรของเราต้องปรับตัวเราพูดอย่างนี้ทุกวัน รัฐก็พยายามที่จะส่งเสริม ตัวเกษตรกรก็พยายามที่จะปรับตัวของเราเอง แต่ว่าสิ่งที่จำเป็นต้องทำควบคู่กันไปด้วยก็คือ อันที่ ๑ หน่วยงานรัฐต้องส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถปรับตัวได้จริง และที่สำคัญที่สุดที่ผม พูดถึงในกรณีนี้ก็คือหน่วยงานที่ต้องทำหน้าที่ปกป้องซึ่งก็คือกรมศุลกากรนี่ล่ะต้องทำหน้าที่ ปกป้องไม่ให้มีสินค้าที่ผิดกฎหมาย ไม่ให้มีการลักลอบนำเข้ามา หรือแม้กระทั่งจัดการให้มีการ นำเข้ามาในจำนวนที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้เกษตรกรไทยเสียหายเกินไป อันนี้ก็เป็นหน้าที่ ของกรมศุลกากร เมื่อได้เห็นงบประมาณแบบนี้แล้วผมก็เลยเสนอว่าให้ปรับลดอีก ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ในวันนี้ผมขออภิปรายงบประมาณของกระทรวงการคลัง มาตรา ๙ ซึ่งผมขอปรับลดไว้ ๑ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ แล้วในส่วนกระทรวงการคลังนี้จะต้องเพิ่ม งบประมาณเสียด้วยซ้ำไป เพราะว่า
ประการแรกก็คือในส่วนเรื่องของค่า K ในเรื่องของสัญญาแบบปรับราคาได้ ที่ทางกระทรวงการคลังได้ไปตั้งงบไว้ในส่วนของงบกลางเพียง ๙๐๐ กว่าล้านบาท แต่จริง ๆ แล้วผู้ประกอบการเดือดร้อนมากเนื่องจากว่าทางรัฐนั้นติดค่า K กับผู้ประกอบการหลัก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท และติดมาแล้วหลายปียังไม่ได้เป็นการจัดการให้กับผู้ประกอบการ ก็ฝาก ทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในโอกาสนี้ด้วยนะครับ
และเรื่องต่อไปผมขออภิปรายเกี่ยวกับเรื่องของกรมบัญชีกลาง ทำไมถึงบอกว่า ต้องเพิ่มงบประมาณในส่วนนี้ ท่านอธิบดีกรมบัญชีกลางได้เคยมาชี้แจงกรรมาธิการเกี่ยวกับ เรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งปัจจุบันนี้กรมบัญชีกลางนั้นต้องเป็นผู้จัดซื้อจัดจ้างเป็นรายใหญ่ ของประเทศ เป็นเจ้าของเรื่อง มี พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างปี ๒๕๖๐ มีคณะกรรมการอะไรต่าง ๆ ครบมากมาย แต่ในกองจัดซื้อจัดจ้างนั้นมีเจ้าหน้าที่อยู่ประมาณ ๓๐ กว่าคน แล้วก็ยังไม่มี ช่างวิศวกรหน่วยงานที่ตรวจสอบเครื่องไม้ เครื่องมือ เครื่องจักรเหล่านี้เป็นของตัวเอง ต้องไป อาศัยหน่วยงานอื่น ๆ เขาให้ช่วยดำเนินการให้ ทำให้ขอบเขตงานของกรมบัญชีกลางนั้น ซึ่งต้องบริหารงบถึงประมาณ ๑.๕ ล้านล้านบาท โดยเป็นงบของ พ.ร.บ. ปี ๒๕๖๙ ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท งบของท้องถิ่นและยังมีงบของรัฐวิสาหกิจอีกรวมกันเป็นจำนวน มากมาย ทางกรมบัญชีกลางมีบุคลากรไม่พอจึงไม่สามารถที่จะเอาประเภทงานการจัดซื้อ จัดจ้างของทั้งหมดมารวบรวมไว้ได้ในของกรมบัญชีกลางเอง เนื่องจากขาดแคลนบุคลากร เพราะฉะนั้นยังมีหน่วยงานอื่น ๆ ที่ยังมีประเภทงานอยู่ในงานเองที่กรมบัญชีกลางยังไม่ได้ ดำเนินการรวบรวมมาตาม พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้าง ผมจะเล่าย่อ ๆ ให้ท่านฟังว่าโดยเฉพาะ ของกรมทางหลวงมีอีกประมาณ ๑๐ กว่าประเภทงาน ตั้งแต่ฉาบผิวทาง เสริมผิวทาง Pavement เครื่องหมายจราจร ขนวัสดุหิน ดิน ทราย ไฟฟ้าแสงสว่าง สัญญาณจราจร ราวกันอันตราย ป้ายจราจรเครื่องหมายนำทาง Pavement In-Place Recycling กรมโยธาธิการ และผังเมืองก็มีเรื่องของงานก่อสร้างทาง สร้างเขื่อน สร้างรางระบายน้ำ สร้างระบบน้ำเสีย ปรับปรุงภูมิทัศน์อะไรต่าง ๆ อีกมากมายที่ยังอยู่กับ หน่วยงานแต่ละหน่วยงานอยู่ท่านยังไม่ได้รวบรวมเข้ามารวมกัน เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างนั้น ได้อย่างเป็นธรรมแล้วก็เกิดความประหยัดงบประมาณ การใช้งบประมาณนั้นเป็นสิ่งที่มีค่า เป็นอย่างยิ่งที่จะให้เกิดความไม่เหลื่อมล้ำกัน มีหลักเกณฑ์ที่เป็นธรรมเพื่อให้เกิดประโยชน์ สูงสุดในการที่จะให้ผู้ประกอบการได้แข่งขันกันได้อย่างเต็มที่ ก็ฝากทางท่านรัฐมนตรีว่า ในส่วนกรมบัญชีกลางนั้นท่านต้องไปปรับปรุง เพิ่มบุคลากร เพิ่มเจ้าหน้าที่ เพิ่มขีดความสามารถ เป็นอย่างมากเลยที่จะให้หน่วยงานต่าง ๆ ไม่ต้องเอาเงื่อนไขอื่น ๆ มาใส่เพิ่มเติม ตอนนี้ ที่นิยมมากก็คือนวัตกรรม ไฟโซลาร์เซลล์ ไฟส่องสว่าง แล้วก็หลักเสาไฟแบบพับได้ อันนี้ ท่านดูได้เลย เหล่านี้รัฐเสียหายเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังมีประเภทของพวก Polymer ยางพารา เงื่อนไขอื่น ๆ ที่ไม่จำเป็นใส่เข้าไปในเงื่อนไขประกวดราคาอีก ก็ฝากทางท่าน รัฐมนตรีที่ควบคุมดูแลกรมบัญชีกลางได้ไปกำกับตรวจสอบว่าเราจะทำอย่างไรให้การจัดซื้อ จัดจ้าง การใช้งบประมาณของเรานั้นได้เกิดมีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส มีความเป็นธรรม เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเงื่อนไขของในการขึ้นทะเบียนหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้ทางท่าน อธิบดีได้ชี้แจงกรรมาธิการว่าขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษา ซึ่งบอกว่าได้งบประมาณแล้ว อยู่ระหว่างศึกษาที่จะดำเนินการปรับปรุงระเบียบของกรมบัญชีกลางให้เป็นธรรมมากขึ้น ทางท่านรัฐมนตรีได้ดูแลเพื่อการใช้จ่ายงบประมาณนั้นได้เกิดประโยชน์สูงสุด แล้วก็ฝากท่าน ด้วยว่าอย่าลืมเพิ่มบุคลากรและเจ้าหน้าที่ให้หน่วยงานจัดซื้อจัดจ้างนี้ได้มีความสามารถและมี ประสิทธิภาพได้อย่างสูงสุด ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านจุติ ไกรฤกษ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรครวมไทยสร้างชาติ ก่อนอื่นอยากจะกราบเรียนท่านรองประธาน คณะกรรมาธิการงบประมาณว่าที่ผมจะกล่าวนี้เป็นความหวังดี อยากจะบอกท่านว่า เกิดอะไรขึ้นเผื่อไม่มีใครรายงานให้กับผู้บริหารกระทรวงการคลัง เพราะวันนี้ผมคิดว่าถ้าจะ แก้ปัญหาต้องแก้ที่ต้นเหตุฉะนั้นผมไม่มีเจตนาร้ายอะไรทั้งสิ้น เพียงอยากจะให้ท่านรัฐมนตรี ในฐานะเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการได้รับฟังแล้วก็ไปแก้ปัญหา ผมจะไม่กล่าวหาว่า ใครผิด ใครต้องรับผิดชอบ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ต้องแก้ไข
ประเด็นแรก สิ่งที่อยากจะกราบเรียนก็คือว่าเราดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมา ๒ ปี วันนี้เรายอมรับว่าเศรษฐกิจประเทศไทยมีปัญหาเหมือนกับประเทศอื่น ๆ แต่ท่านทราบ ไหมว่าสถิติคนจนใน ๒ ปีนี้เพิ่มขึ้นถึง ๔ เท่า แน่นอนผมไม่โทษว่าเป็นความผิดของ รัฐบาล เพราะบางอย่างนั้นมันก็เป็นสิ่งนอกเหนือการควบคุม แต่สิ่งที่อยากจะกราบเรียน คือว่าวันนี้เมื่อตอนมาตราแรก ๆ ที่ผมกล่าวกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าการจัดสรร งบประมาณเป็นไปตามโจทย์ของประเทศไทยต้องตอบหรือไม่ การจัดสรรงบประมาณนั้น ตอบสะท้อนวิกฤติประเทศกำลังเจอหรือไม่ ธนาคารโลกพูดไว้เลยว่าขีดความสามารถในการ แข่งขันของประเทศไทยนั้นคือต้องพัฒนาทุนมนุษย์ ท่านต้องไปดูว่างบประมาณที่ให้นั้น พัฒนาทุนมนุษย์ของไทยนั้นสอดคล้องกับวิกฤติที่เราเจอหรือไม่ วันนี้เราขาดแคลนแพทย์ จำนวนเท่าไร ขาดแคลนพยาบาลจำนวนเท่าไร เกาหลีใต้ผลิตบัณฑิต STEM ปีละ ๖๓,๐๐๐ คน มากกว่าประเทศไทย ๑๘ เท่า สิงคโปร์มีแผนผลิตผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัล เหมือนกับมาเลเซีย ๒๐,๐๐๐ คนต่อปี จากประชากร ๕.๕ ล้านคน ไทยมีผู้เชี่ยวชาญ ด้านทักษะดิจิทัลขั้นสูง ๕๐๐,๐๐๐ คน แล้ววันนี้เรากำลังจะไปแย่งตลาดจากสิงคโปร์ แย่งตลาดจากมาเลเซียแต่เราไม่มีมืออาชีพที่จะไปรองรับ เศรษฐกิจไทยวันนี้ยังคงวนเวียน อยู่กับเศรษฐกิจแบบเดิม ๆ โลกนี้ก้าวเข้าสู่ยุคเอไอ Quantum Computer รถ EV เมื่อเช้านี้ท่านกรรมาธิการท่านหนึ่งก็เตือนว่าอุตสาหกรรม รถยนต์ซึ่งไม่ใช่ความผิดของรัฐบาลชุดนี้ เทคโนโลยีมันเปลี่ยนแปลงไป รถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะรถเก๋งจะทำลายการส่งออก ทำลายฐานการผลิตของประเทศไทย และคนที่อยู่ใน อุตสาหกรรมนี้ คนแรงงาน ๗๐๐,๐๐๐ คน มีความเสี่ยงที่จะต้องตกงาน ผมกราบเรียนว่า ท่านต้องเตรียมงบประมาณต่าง ๆ เหล่านี้ไว้สำหรับการปรับตัวอย่างรุนแรง
ประการต่อมา สิ่งที่อยากจะกราบเรียนก็คือว่ามีความเป็นห่วง เราไม่เคย ยอมรับกันสักทีหนึ่งว่าสาเหตุที่ต่างชาติไม่มาลงทุนในประเทศไทยมันเพราะอะไร หลัก ๆ ต้องยอมรับคือระบบธรรมาภิบาลเราเข้มแข็งน้อยลง ผมกราบเรียนได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ในประเทศไทยวันนี้เอไอทุกคนสามารถหาข่าวได้ภายในวินาทีคือไม่เกิน ๒๐ วินาที ก็ได้ข่าว ประมวลเป็นภาษาท้องถิ่นทั้งหมดแล้ว ทุกคนรู้จุดอ่อนจุดแข็งของประเทศไทยหมด วันนี้ต้อง กราบเรียนท่านรัฐมนตรีจริง ๆ ว่าเรามีความเสี่ยงเรื่องการจัดเก็บรายได้ เรามีความเสี่ยง เรื่องรายจ่าย เรามีความเสี่ยงเรื่องปัญหาหนี้ ถ้าท่านรัฐมนตรีได้ไปดูจริง ๆ ว่ากฎหมายที่จะ เข้าสภาในอันใกล้นี้เปิดเสรีภาพให้กับรัฐวิสาหกิจสร้างหนี้ได้เอง กู้เงินได้เอง แล้วเราจะ ควบคุมอย่างไร รายได้ต้องกราบเรียนท่านว่าวันนี้รายได้มีปัญหามาก กรมจัดเก็บ สรรพากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม ๓๐๐,๐๐๐ ล้าน ตรวจสอบให้ละเอียดได้ไหม ให้โกงภาษีมูลค่าเพิ่มได้น้อยลง ได้ไหม อย่างน้อยให้มันโกงน้อย ๆ เป็น ๑,๐๐๐ ล้าน อย่าเป็นหมื่นเป็นแสนล้าน นี่คือ จุดรั่วไหลที่ท่านต้องไปแก้ กรมสรรพากรซึ่งผมทราบว่าท่านรัฐมนตรีอาจจะคุมโดยตรง วันนี้ ท่านให้อาวุธเขาไม่พอเครื่องเอกซเรย์ ท่านต้องให้เครื่องเอกซเรย์เขามาก ๆ วันนี้เขามี ศักยภาพเอกซเรย์สินค้านำเข้าเพียงแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของ Container ที่เข้าประเทศไทย ท่านลองนึกดูนี่คือการลงทุน สำนักงบประมาณฟังไว้ด้วยว่าให้งบเขาไปสร้างเอกซเรย์ที่ ไม่ต้องเปิดตู้ Container แล้วเขาจะทำงานเก็บภาษีเข้าประเทศได้มากขึ้น กรมสรรพสามิต ก็อยากจะให้ท่านรัฐมนตรีได้ตอบด้วยว่าตำรวจที่ขนบุหรี่เถื่อนรถคว่ำวันนี้เข้าคุกอยู่ หรือเปล่า ถูกสอบสวนออกจากราชการไหม เก็บภาษีได้ไหม นี่คือตัวอย่างที่ให้เห็น ไม่เว้นแม้กระทั่งเรือ ๓ ลำที่หายไป น้ำมัน ๓๐๐,๐๐๐ ลิตร หนีภาษีศุลกากร หนีภาษี สรรพสามิตวันนี้เราทำอะไรกับเขาบ้าง ไม่มี ฉะนั้นรัฐบาลจะต้องเข้มแข็งในเรื่อง การแก้ปัญหาการฟอกเงินควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาเรื่องธรรมาภิบาลของภาครัฐ ผมมีอะไร มากมายมากกว่านี้อีกแต่อยากจะให้ท่านไปดูว่าจริง ๆ แล้วระบบหัวใจธรรมาภิบาลคือ ถ้าประเทศไทยทำได้ดี เราจะแข่งขันกับสิงคโปร์ มาเลเซีย ญี่ปุ่นและเซี่ยงไฮ้ได้ วันนี้ระบบ นิเวศธรรมาภิบาลเราไม่มีเลย เราเทียบกับเขาไม่ได้เลย ฉะนั้นผมจะไม่กล่าวหาอะไรกับ ท่านประธาน เพียงแต่บอกเตือนไว้ว่าเกิดอะไรขึ้นรีบไปแก้ไขเสีย เพราะนี่ไม่ใช่การอภิปราย ไม่ไว้วางใจ เป็นการเตือนให้ปิดช่องโหว่ของกระทรวงการคลัง ของรัฐบาล ขอบพระคุณครับ
ต่อไป ท่านสุดท้าย ท่านปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร ผมอยากจะตั้งคำถามแทนเจ้าของเงินทุกบาททุกสตางค์ในประเทศนี้ก็คือ ประชาชนคนไทยทุกท่าน วันนี้ผมขออภิปรายมาตรา ๙ ของกระทรวงการคลัง กรมสรรพสามิต หยิบยกประเด็นที่เกี่ยวกับเงินนอกประมาณกว่า ๒,๘๐๐ ล้านบาท และความโปร่งใสในการใช้จ่ายซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญในการจัดเก็บภาษีจากสุรา ยาสูบ น้ำมัน รถยนต์และสินค้าฟุ่มเฟือยต่าง ๆ ข้อสังเกตภาพรวมเงินนอกงบประมาณ ปี ๒๕๖๙ กว่า ๒,๘๐๐ ล้านบาทที่ขาดความชัดเจน นอกจากงบประมาณแผ่นดินปกติแล้ว กรมสรรพสามิตยังมีเงินนอกงบประมาณกว่า ๒,๘๐๐ ล้านบาทต่อปี มาจากค่าปรับ ค่าธรรมเนียมและรายได้อื่น ๆ ที่กฎหมายอนุญาตให้เก็บได้ แต่ปัญหาคือไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะว่าเงินจำนวนมหาศาลนี้ใช้เพื่ออะไรบ้าง และมีการ ตรวจสอบอย่างเป็นระบบหรือไม่ ท่านประธานเงิน ๒,๘๐๐ ล้านบาทนี้ เป็นเงินของภาษี ประชาชนทุกคน แต่กลับไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดการใช้จ่ายให้เห็นอย่างโปร่งใส การขาด ข้อมูลเช่นนี้ย่อมทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบของหน่วยงาน งบประมาณที่เราเห็นอาจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง ส่วนที่เรามองไม่เห็นอาจใหญ่และ อันตรายมากกว่า
ประเด็นที่ ๒ ผมอยากจะเจาะประเด็นที่ยกให้เป็นตัวอย่าง ค่าครุภัณฑ์ คอมพิวเตอร์ ๒๐๐ ล้านบาทต่อปี จากการตรวจสอบงบประมาณประจำปีพบว่ามีการตั้งงบ ค่าครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์จำนวน ๒๐๐ ล้านบาทต่อปีติดต่อกันในปีงบประมาณ ๒๕๖๘ จนถึง ปี ๒๕๗๒ รวม ๕ ปี เป็นเงินกว่า ๑,๑๙๓ ล้านบาท สิ่งที่น่าสงสัยคือทำไมตัวเลขค่อนข้างที่จะ คงที่ทุกปีเหมือนถูกตรึงไว้ ข้อที่ ๒ มีการจัดซื้อจัดจ้างอะไรบ้าง รุ่น ยี่ห้อ จำนวนและสถานที่ การติดตั้งหรือจะเป็นซอฟต์แวร์หรือ Application เราไม่สามารถทราบได้เลยว่า ๕ ปี ใช้ไป ๑,๑๙๓ ล้านกว่าบาท ใช้ไปตรงไหนบ้าง ข้อที่ ๓ ของเดิมหมดอายุพร้อมกันหรือเปล่า ทุกปีจริงหรือไม่ หรือเป็นการซื้อซ้ำซ้อนโดยไม่มีการตรวจสอบ ข้อถัดไปมีการเปรียบเทียบ ราคากับท้องตลาดหรือไม่ เพื่อเป็นการป้องกันการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่คุ้มค่าหรือสูงเกินกว่า ราคาตลาด ข้อสุดท้าย มีการตรวจสอบครุภัณฑ์เดิมครบและใช้งานได้หรือไม่ งบกว่า ๒๐๐ ล้านบาทต่อปีนั้น ในหมวดค่าครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ไม่เพียงเท่านี้ยังมีการตั้งงบประมาณ ค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง ปีละประมาณ ๑๐๐ ล้านบาทต่อปีเช่นกัน ติดต่อ ๕ ปี ๕๐๐ ล้านกว่าบาท เป็นตัวอย่างชัดเจนของรายการที่ควรได้รับการชี้แจงอย่างโปร่งใส เพราะหากการใช้จ่ายในงบประมาณปกติมีข้อกังขาแล้ว เงินนอกงบประมาณปีละ ๒,๘๐๐ ล้านบาทนั้นยิ่งควรต้องถูกตรวจสอบเช่นกัน ขอให้กรรมาธิการได้ชี้แจงการใช้จ่าย อย่างละเอียดต่อสภาผู้แทนราษฎรครับ
ผมขอเรียกร้องต่อคณะกรรมาธิการให้ตรวจสอบว่ากระทรวงการคลัง และกรมสรรพสามิตเปิดเผยรายละเอียดเงินนอกงบประมาณ ๒,๘๐๐ ล้านบาท เพื่อที่จะ ตรวจสอบอย่างโปร่งใส ๒. เปิดเผยรายละเอียดการจัดซื้อครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ทุกปี ทั้งรุ่น ยี่ห้อ จำนวนและสถานที่ติดตั้ง ควรนำเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรให้พวกเราช่วยกันดูว่า มีความคุ้มค่ามากน้อยเพียงใด ท่านประธานเงินทุกบาท ทุกสตางค์ ไม่ว่าจะเป็นเงินที่อยู่ ในงบประมาณหรือเงินนอกงบประมาณล้วนเป็นเงินของประชาชน ขอให้มีการใช้จ่าย อย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพสูงสุด ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกเดี๋ยวเตรียมตัวเข้ามาเพื่อจะลงมติหลังจากกรรมาธิการได้ชี้แจงแล้ว เชิญทางกรรมาธิการครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รองประธานคณะกรรมาธิการ ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก จะตอบ ประเด็นคำถามในส่วนของมาตรา ๙ กระทรวงการคลังที่มีท่านสมาชิกได้สงวนความเห็น และสงวนคำแปรญัตติ แล้วก็อภิปรายในสภา
ในประเด็นแรก ผมตอบต่อประเด็นของท่านเรืองไกรที่บอกว่าเหตุใดจึงมีการ ตั้งงบประมาณรายจ่าย เพื่อชดใช้เงินคงคลังมากกว่าคำขอที่กรมบัญชีกลางขอมา ผมเรียน อย่างนี้ว่าในส่วนของคำของบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ ในส่วนของการชดใช้ เงินคงคลังทางกรมบัญชีกลางนำเสนอมา ๑๒๓,๕๔๑,๐๖๐,๑๗๘.๑๕ บาท ซึ่งเป็นการตั้ง งบประมาณรายจ่ายชดใช้เงินคงคลังที่ได้จ่ายไปแล้วในปี ๒๕๖๗ ตาม พ.ร.บ. เงินคงคลัง ปีพุทธศักราช ๒๔๙๑ ในปี ๒๕๖๙ มีการเสนอตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวนทั้งสิ้น ๑๒๓,๕๔๑,๐๖๐,๒๐๐ บาท มากกว่ากันประมาณ ๒๑.๘๕ บาท ตามมาตรา ๔ ของ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณกำหนดไว้ว่างบประมาณรายจ่าย หมายความว่า จำนวนเงิน อย่างสูงที่อนุญาตให้จ่ายหรือให้ก่อหนี้ผูกพันได้ตามวัตถุประสงค์และภายในระยะเวลา ที่กำหนดไว้ว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย ในการตั้งงบประมาณรายจ่ายที่เป็นข้อผูกพันตามกฎหมายต้องมีการตั้งงบประมาณ ให้ครอบคลุมกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ซึ่งตามหลักปฏิบัติการเสนอตั้งงบประมาณรายจ่าย ประจำปีจะไม่เสนอตั้งเป็นเศษสตางค์ เราก็ไม่เคยดำเนินการกันมา ส่วนมากจะเป็นหลักร้อย แล้วก็ปัดเศษเอา และในการจัดสรรงบประมาณรายจ่าย ยกตัวอย่างเช่น รายจ่ายเพื่อชดใช้ เงินคงคลังจะจัดสรรให้ตามที่มีการจ่ายจริงเท่านั้น หมายความว่า ส่วนที่เหลือ ๒๑ บาทเศษ สุดท้ายก็จะถูกพับไปก็คืองบประมาณตกไปโดยผลตามกฎหมายตามมาตรา ๔๓ ของ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ๒๕๖๑ ไม่ได้เป็นเรื่องผิดปกติแล้วก็ดำเนินการเช่นนี้มาโดยตลอด
ในส่วนของคำถามเกี่ยวกับเรื่องของการจัดซื้อรายละเอียดบางอย่าง มีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องของเครื่องปรับอากาศของ ๒ หน่วยงาน ระหว่างกรมบัญชีกลางกับ กรมศุลกากรเหตุใดจึงราคาต่างกัน ผมกราบเรียนอย่างนี้ว่าทั้ง ๒ หน่วยงาน ที่ได้ทำคำขอ เข้ามาเป็นไปตามมาตรฐานครุภัณฑ์ แล้วก็เป็นไปตามระเบียบวิธีการจัดซื้อจัดจ้าง ทุกประการ เป็นไปตามราคากลางที่มีการกำหนดขึ้น โดยการเสนอตั้งงบประมาณ เครื่องปรับอากาศของกรมบัญชีกลางกับกรมศุลกากรนั้นเป็นไปตามเกณฑ์ ราคาแตกต่าง เนื่องจากมีคุณลักษณะและแบบแตกต่างกัน เช่น เครื่องปรับอากาศ ๒๔,๐๐๐ บีทียู แบบติดผนังราคากลางอยู่ที่ ๒๔,๙๐๐ บาท เครื่องปรับอากาศ ๒๔,๐๐๐ บีทียู เช่นเดียวกัน ติดผนังแต่เป็นระบบ Inverter ราคากลางอยู่ที่ ๓๗,๙๐๐ บาท เครื่องปรับอากาศ ๒๔,๐๐๐ บีทียู แบบตั้งพื้นหรือแขวนระบบ Inverter ราคาอยู่ที่ ๔๐,๙๐๐ บาท ทั้งหมดนี้ เป็นไปตามระเบียบวิธีการในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างและราคากลางทุกประการ ไม่ได้มี อะไรผิดปกติ เพราะว่าคณะกรรมาธิการเราได้มีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้นมา โดยเฉพาะ ในด้านครุภัณฑ์ แล้วก็ไปดูในรายละเอียดในราย Item ในรายสินค้าอย่างละเอียด เพราะฉะนั้นไม่มีความผิดพลาดจากการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนของคณะกรรมาธิการที่ท่าน ได้มอบความไว้วางใจให้ไปดำเนินการในเรื่องของการดูรายละเอียดต่าง ๆ
ในส่วนของข้อห่วงใยเกี่ยวกับเรื่องของการปฏิบัติงานของหน่วยงานราชการ ก็เป็นการสงวนความเห็นของท่านสมาชิก แต่ผมต้องกราบขอบพระคุณในข้อเสนอที่เป็น ประโยชน์กับคณะกรรมาธิการเพื่อที่จะนำเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ผมต้องเรียน อย่างนี้ว่าในชั้นของคณะกรรมาธิการที่เรามีการพิจารณาในภาพรวม และในชั้น คณะอนุกรรมาธิการมีข้อห่วงใยไม่ต่างจากท่านที่มีการสอบถามกับหน่วยงาน เช่น หน่วยงาน จัดเก็บยกตัวอย่างเช่นกรมศุลกากรเกี่ยวกับเรื่องสินค้าไม่ได้มาตรฐาน สินค้าเกษตร สินค้าที่มี การลักลอบนำเข้าเป็นสิ่งซึ่งสมาชิก รวมถึงกรรมาธิการที่เป็นตัวแทนของพวกท่านเข้าไป ทำงานแล้วมีการสอบซักกันอย่างละเอียด ซึ่งต้องเรียนว่ากลไกอย่างหนึ่งซึ่งจะแก้ไขปัญหาได้ ก็คือการใช้เทคโนโลยีเข้ามา เช่น เรื่องของการเอกซเรย์ เรื่องของการทำ Profiling ซึ่งสุดท้ายงบประมาณเหล่านี้ที่เราได้มีการตั้งขึ้นมา ส่วนหนึ่งจะไปเป็นเรื่องของกลไกในการ ที่จะไปเสริมกำลัง เสริมความแข็งแกร่งให้กับหน่วยงานในการไปดำเนินภารกิจในการ ป้องปรามสินค้าที่ท่านได้มีข้อห่วงใยต่าง ๆ ซึ่งงบประมาณเหล่านี้เราก็เป็นไปตามข้อจำกัด ของประเทศเราที่มีการตั้งงบประมาณแล้วก็มีการจัดสรรไปยังหลาย ๆ หน่วยงานตามกำลัง เท่าที่เราไหวในปัจจุบัน ซึ่งก็มีการตั้งงบประมาณทั้งเรื่องของการเอกซเรย์ ทั้งเรื่องของการไป ปฏิบัติภารกิจของหน่วยงานที่เป็นภารกิจหน้าที่เกี่ยวกับการปราบปรามต่าง ๆ ทั้งในส่วนของ กรมศุลกากร กรมสรรพากร แล้วก็กรมสรรพสามิต ผมต้องเรียนว่าข้อเสนอของท่านสมาชิก ที่มีมา โดยเฉพาะในเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงาน ของกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะท่านจุติ ไกรฤกษ์ ต้องกราบขอบพระคุณ เป็นข้อเสนอที่เป็นประโยชน์และจะเป็น บทเรียน เป็นข้อคิดเห็นที่ทางคณะกรรมาธิการจะนำเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป เพื่อที่จะให้เขารับไปในการปรับแก้การปฏิบัติภารกิจแล้วก็การทำงาน ผมรับฟังมาผมก็เชื่อ ได้ว่าท่านมีความเห็นตรงกันกับทางกรรมาธิการเสียงข้างมากในบางส่วนที่ยืนยันว่า งบประมาณที่จะลงไปยังมาตรา ๙ นี้จะเป็นงบประมาณที่จะเกิดประโยชน์ในการที่จะให้ หน่วยงานราชการสามารถปฏิบัติภารกิจหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น กราบขอบพระคุณ ท่านประธาน กรรมาธิการเสียงข้างมากยืนยันในคำเสนอ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปจะเป็นการลงมติ ผมจะถาม ๒ ครั้ง ครั้งแรก จะถามว่าท่านสมาชิกนั้นเห็นด้วยให้มีการ แก้ไขหรือไม่ ถ้าหากว่าเห็นด้วยให้มีการแก้ไขก็จะถามต่อว่าท่านจะเห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมาก หรือกรรมาธิการเสียงข้างน้อย หรือผู้ที่แปรญัตติได้สงวนคำแปรญัตติ ดังนั้น ก่อนที่จะถามมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุม ขอเชิญสมาชิกที่อยู่ข้างนอกเข้าห้องประชุมครับ
(นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
ท่านที่ เข้ามาแล้วท่านเสียบบัตรแล้วกดแสดงตนนะครับ
ท่านประธาน ๓๗๕ แสดงตนครับ
๓๗๕ แสดงตน เจ้าหน้าที่บันทึกนะครับ
ท่านประธานครับ ขอความ กรุณาช้าหน่อยเพราะว่าตัวเลขมันตกลงไปเรื่อย ๆ แล้วเดี๋ยวจะไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่เรา วางไว้ครับท่านประธาน
รอครับ
ท่านประธาน ๓๗๙ แสดงตนครับ
๓๗๙ แสดงตน ท่านเข้ามาแล้วเสียบบัตรแสดงตนนะครับ เดี๋ยวรอท่านสมาชิกกำลังทยอยกัน เข้ามา มาตรานี้มีการแก้ไข ผมก็จะถามเป็น ๒ ครั้ง ครั้งแรกก็จะถามว่าท่านเห็นสมควรที่จะ ให้มีการแก้ไขหรือไม่ ถ้าเห็นสมควรให้มีการแก้ไขก็จะถามมติต่อว่าท่านจะเห็นด้วยกับ การแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือกรรมาธิการเสียงข้างน้อย หรือผู้ที่แปรญัตติ ที่สงวนคำแปรญัตติ ท่านที่กำลังเดินเข้ามาแสดงตนกันครบหรือยังครับ ยังมีท่านสมาชิก ทยอยกันเข้ามาอยู่รอท่านสมาชิกสักครู่ แสดงตนกันครบหรือยัง ผมขอปิดการแสดงตน เจ้าหน้าที่แสดงผล มีจำนวนผู้เข้าประชุม ๓๘๔ คน บวก ๒ เป็น ๓๘๖ คน
ครบองค์ประชุม ต่อไปผมจะถามมติในที่ประชุมว่าท่านเห็นด้วยให้มีการแก้ไขโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นควรให้มีการแก้ไขหมายถึงให้คงไว้ตามร่างเดิมกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญลงมติครับ ท่านผู้ใดเห็นควร ให้มีการแก้ไขให้กดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นควรให้มีการแก้ไขหมายถึงให้คงไว้ ตามร่างเดิมกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิลงคะแนนครับ
๑๖๗ เห็นด้วยค่ะ
๑๖๗ เจ้าหน้าที่บวกเพิ่มนะครับ มีไหมครับ ท่านใดยังไม่ใช้สิทธิหรือใช้สิทธิไม่ทัน ผมขอปิด การลงคะแนน เจ้าหน้าที่แสดงผล จำนวนผู้ลงมติ ๓๙๓ คน เห็นด้วย ๓๘๘ คน เห็นด้วย บวก ๑ เป็น ๓๘๙ คน ไม่เห็นด้วย ๐ คน งดออกเสียง ๔ คน ไม่ลงคะแนน ๑ คน
ที่ประชุม ให้ความเห็นชอบให้มีการแก้ไข ต่อไปผมจะถามว่าท่านใดเห็นด้วยกับการแก้ไข ของกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือของกรรมาธิการที่สงวนความเห็นและผู้แปรญัตติที่สงวน คำแปรญัตติ ก่อนจะลงมติขอตรวจสอบองค์ประชุมอีกครั้งหนึ่งครับ
(นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
ท่านสมาชิก เสียบบัตรแสดงตนอีกครั้งหนึ่ง เชิญครับ ท่านไม่ต้องลุกไปไหนเดี๋ยวจะมีการลงมติ ท่านกรุณาเสียบบัตรแสดงตนอีกครั้งนะครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
แสดงตนกัน ครบหรือยัง ผมขอปิดการแสดงตน เจ้าหน้าที่แสดงผล มีจำนวนผู้เข้าร่วมประชุม ๓๘๓ คน
ครบองค์ประชุม ต่อไปผมจะถามมติให้ท่านสมาชิกทุกท่านออกเสียงลงคะแนนว่าท่านใด เห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใด เห็นด้วยกับกรรมาธิการที่สงวนความเห็นและผู้แปรญัตติที่สงวนคำแปรญัตติโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ ท่านใดเห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่สงวน ความเห็นและผู้แปรญัตติสงวนคำแปรญัตติกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านใดงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ลงคะแนน ครบหรือยังครับ มีท่านใดยังไม่ลงคะแนนบ้าง ผมขอปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่แสดงผล มีจำนวนผู้ลงมติ ๓๙๐ คน เห็นด้วย ๒๕๒ คน ไม่เห็นด้วย ๑๓๓ คน งดออกเสียง ๓ คน ไม่ลงคะแนน ๒ คน