วรภพ ชี้ปัญหาซ้ำซ้อนงบดิจิทัล ขอรวมแผนบูรณาการเพิ่มประสิทธิภาพ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๘

วรภพ วิริยะโรจน์ หารือปัญหางบประมาณพัฒนารัฐบาลดิจิทัลที่ถูกพิจารณาแยกส่วนจนเกิดความซ้ำซ้อนและขาดประสิทธิภาพ พร้อมเสนอให้รวมพิจารณาภายใต้แผนบูรณาการเพื่อเพิ่มความคุ้มค่าและเชื่อมโยงบริการได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะในระบบอีเลิร์นนิงและแอปพลิเคชันภาครัฐที่มีการลงทุนซ้ำซ้อนปีละเกือบ 100 ล้านบาท จึงเรียกร้องให้จัดทำแผนรวมระบบไอทีรองรับนโยบาย Cloud First และความมั่นคงไซเบอร์อย่างมีมาตรฐาน เพื่อลดการสิ้นเปลืองและยกระดับคุณภาพการให้บริการของรัฐ

นายวรภพ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ ผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน วันนี้ผมขอ อภิปรายงบประมาณในมาตราภาพรวมนี้เพราะว่าเกี่ยวพันกับหลายกระทรวง ก็คือเรื่องของ งบประมาณในการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ท่านประธานครับ ถ้าในงบประมาณก้อนนี้ ถ้ารวมแผนบูรณาการรัฐบาลดิจิทัล ๖,๘๐๐ ล้านบาท และที่อยู่นอกแผนบูรณาการคือเกือบ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ซึ่งเงินก้อนนี้จะไม่มีทางบรรลุเป้าหมายของการเป็นรัฐบาลดิจิทัลได้ แล้วก็ไม่สามารถทำให้เกิดการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพได้ ถ้ายังไม่มีการทบทวน ๒ อย่าง ก็คือเรื่องของการพิจารณางบประมาณในกรรมาธิการงบประมาณของเรานี้เอง และประเด็นที่ ๒ เรื่องของการจัดทำงบประมาณสำหรับของรัฐบาลในการเสนอมาตั้งแต่ ร่าง พ.ร.บ. ต้องอธิบายอย่างนี้ คือการพิจารณางบประมาณในชั้นกรรมาธิการงบประมาณ ก็ถึงได้ทราบว่างบพัฒนาระบบไอทีบางส่วนเรามีไปแยกพิจารณาในอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์ ก็ไปเจอก้อนหนึ่งที่ส่วนของการพัฒนา แต่งบประมาณของการดูแลหรือที่ในภาษาไอทีคือเรียกว่า งบ MA ก็จะไปอยู่ในอนุกรรมาธิการอบรม สัมมนา เพราะถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินการ ก็เลยเป็นการพิจารณาที่แยกส่วนกันแล้วก็ไม่เจอทางเชื่อมกัน และต่อมาก็คือได้พบว่า ในก้อนที่นอกเหนือจากที่อยู่ในแผนบูรณาการรัฐบาลดิจิทัล ก็คือที่อยู่ในอนุกรรมาธิการ ทั้ง ๒ อนุกรรมาธิการ รวม ๆ กันแล้วเท่าที่ผมสามารถประเมินได้ก็คือ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท เรียกได้ว่าเกือบครึ่งหนึ่งของแผนบูรณาการรัฐบาลดิจิทัลกลายเป็นว่าอยู่นอกแผนบูรณาการ รัฐบาลดิจิทัลเสียเอง ซึ่งปัญหาตรงนี้ถ้ายังไม่มีการทำให้งบพัฒนาระบบไอทีเข้ามารวม พิจารณาร่วมกันอยู่ในแผนบูรณาการรัฐบาลดิจิทัลได้มันก็จะเกิดปัญหา ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาระบบไอทีที่ซ้ำซ้อน ไม่คุ้มค่า แล้วก็ไม่มีมาตรฐาน ไม่สะดวกที่จะทำให้ประชาชน เข้ามาใช้ในช่องทางเดียวกัน ไม่เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลหรือบริการ แล้วก็ไม่สามารถ คุมค่าใช้จ่ายได้จากการใช้นโยบาย Cloud First

ผมอยากอธิบายในรายละเอียดตั้งแต่ประเด็นแรก ระบบไอทีที่ซ้ำซ้อนอย่างที่ เพื่อนสมาชิกผมก็ได้เกริ่นไปเอาแค่งบพัฒนาไอทีในปี ๒๕๖๙ เรามีพัฒนาระบบอีเลิร์นนิง หรือว่า MOOC อีก ๙ ระบบ วงเงิน ๕๐ กว่าล้านบาท อันนี้เฉพาะที่ขอมาพัฒนาเพิ่มและ อยู่ในงบปี ๒๕๖๙ ยังไม่รวมที่มีอยู่แล้ว แล้วก็อาจจะไม่ได้ของบในปีนี้ ที่น่าตกใจ หลายหน่วยงานทำ แย่งกันทำ ที่กรมทางหลวงยังมีเลย ๑ ระบบ ในการเรียนรู้อีเลิร์นนิง แบบนี้ แต่ใจความสำคัญต้องบอกว่าอีเลิร์นนิงไม่ใช่ไม่ดี สำคัญมันอยู่ที่ Content มันไม่ได้ อยู่ที่แพลตฟอร์ม ดังนั้นถ้าไม่มีการเชื่อมโยงกันตรงนี้ผมว่าก็จะทำให้เราเสียค่าใช้จ่ายในการ พัฒนาระบบที่ซ้ำซ้อนเหล่านี้ไปอย่างน้อยก็ปีละเกือบ ๑๐๐ ล้านบาท

ต่อมาก็คือระบบไอทีที่ไม่จำเป็นหรือว่าไม่คุ้มค่า ซึ่งตัวอย่างที่ดีที่สุดก็คือ การพัฒนา App ภาครัฐนี้ครับ เมื่อวาน ๒ วันก่อน ผมลองไปนั่งไล่ดู ไม่ว่าจะเป็น Play Store หรือว่า App Store เท่าที่หาได้ใน App ประเทศไทยตอนนี้เรามี ๔๓๒ App กระทรวง ที่มากที่สุดตอนนี้คือกระทรวงสาธารณสุข ที่ผมเจอนี่คือ ๕๗ App กรมที่มีมากที่สุดคือ สดช. สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ๑๗ App ตามมาด้วย กรมอนามัย ๑๖ กรมการขนส่งทางบก ๑๕ อันนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดว่านี่คือการพัฒนา ระบบไอทีหรือการทำ App ที่ไม่เกิดประโยชน์ บาง App ยอดดาวน์โหลดหลักร้อย ที่ส่งประกวดมี App ของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สผ. มี App เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ ๒๓๑ ดาวน์โหลด ต่อมากรมปศุสัตว์ไม่น้อยหน้า ยอดดาวน์โหลด ๓๙๗ ดาวน์โหลด และต้องย้ำนี่ยอดดาวน์โหลด ไม่นับเรื่องว่าเป็น User ที่ Active แล้วที่เขาดูกันในวงการมันจะน้อยกว่านี้เท่าไร เดือนเดือนหนึ่งมีคนเปิดใช้บ้าง หรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดที่ว่าทำไมประเทศไทยเขาถึงจะมี ความพยายามในการพัฒนา App ทางรัฐหรือ App เดียวเพื่อให้เป็น App กลางสำหรับ บริการภาครัฐทั้งหมด เพื่อจะได้ประหยัดในการพัฒนา App เหล่านี้ แล้วก็เป็นที่น่าเสียดาย ในปีนี้เองก็ยังมีการพัฒนา App ต่อเนื่องที่กรรมาธิการงบของเราก็พิจารณาปรับลดไม่สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็น App ของกรมกิจการเด็กและเยาวชน เป็นเรื่องของการพัฒนาเด็กปฐมวัย ๕ ล้านบาท แน่นอนเรื่องเนื้อหาเป็นสิ่งจำเป็น ปัญหามันอยู่ที่การทำ App เพิ่มนี่ล่ะครับ เพราะในไส้ในมันก็คือการ Content การสอนพัฒนาการของเด็ก แต่จริง ๆ เรื่องเหล่านี้ มันก็ไปอยู่ตรงแพลตฟอร์มอีเลิร์นนิงที่มีอยู่แล้วก็ได้ หรือแม้กระทั่งใช้บน YouTube เป็น Playlist เลยก็ยังได้ อันนี้คือการประหยัดงบประมาณที่จะเกิดขึ้นได้จากการที่ไม่ทำ App ที่ไม่มีคนใช้ ซึ่งก็จะทำให้เราสิ้นเปลืองไม่ต่างอะไรเหมือนกับการสร้างตึกเลยที่เป็นตึกร้าง อย่างทุกวันนี้ เช่นเดียวกันเมื่อระบบไอทีอยู่นอกแผนบูรณาการดิจิทัล สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อมา ก็คือการที่ไม่สามารถควบคุมมาตรฐานให้เกิดการเชื่อมโยงกันได้ หรือว่าใช้บริการให้เกิด ความสะดวก หรือที่เรียกว่า Login ครั้งเดียวหรือ Single Sign On ซึ่งปัจจุบันประเทศไทย ก็มีแล้วคือ ThaID ของกรมการปกครอง แต่ถ้าเราเกิดไปอยู่ในนอกแผนบูรณาการก็จะต้องให้ Login ใหม่ สร้าง User ใหม่ เป็นความซ้ำซ้อนลำบากของประชาชน หรือแม้กระทั่งว่า ไม่เชื่อมกับทางรัฐ สำหรับภาคประชาชน หรือว่า Biz Portal สำหรับภาคธุรกิจ ถ้าอยู่นอก แผนบูรณาการเท่าที่ผมดูก็คือไม่เชื่อมแล้ว แต่ถ้าเกิดว่าเป็นงบที่อยู่ในแผนบูรณาการรัฐบาล ดิจิทัลมันก็เกิดการผลักดันให้เงื่อนไขต่าง ๆ ในการจัดซื้อจัดจ้างมีการเชื่อมโยงเข้ามาหมด ซึ่งก็จะเป็นการอำนวยความสะดวกกับประชาชนตรงนี้ และส่วนสุดท้ายเมื่อระบบไอที อยู่นอกแผนบูรณาการรัฐบาลดิจิทัลก็จะเกิดการ Implement ในการให้เกิดประสิทธิภาพ เพิ่มขึ้นยาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำนโยบาย Cloud First Policy ซึ่งต้องบอกว่านี่คือ นโยบายของรัฐบาล แล้วก็น่าเสียดายนี่เป็นงบประมาณปีที่ ๓ จาก ๔ ปี ซึ่งก็พิสูจน์แล้วว่า ยังไม่สำเร็จ แล้วก็ทำให้ยังมีการจัดซื้อเครื่อง Server เต็มไปหมดในหลายหน่วยงานที่ซ่อน อยู่ในทั้งค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วในงานวิจัยมันก็มีการพิสูจน์เรียบร้อยว่าการเปลี่ยนวิธีการจากการมาใช้ Public Cloud แทนการลงทุนไปซื้อเครื่อง Server มันประหยัดค่าใช้จ่ายตลอดอายุโครงการ ได้ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่ามันจะไม่มีการลงทุนในเครื่อง Server ที่ลงทุนไว้เผื่อ ไว้มาก เกินไปจนสิ้นเปลือง หรือลงทุนไว้น้อยเกินไปจนบริการใช้ไม่ได้ ดังนั้นสิ่งนี้มันจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้ายังไม่มีการรวมให้พัฒนาระบบไอทีอยู่ในแผนบูรณาการรัฐบาลดิจิทัลแบบนี้ นี่ยังไม่นับว่า ถ้ามันมี Cloud First แล้ว มีข้อมูล มีมาตรฐานแล้ว งบประมาณในการควบคุมค่าใช้จ่ายของ Cyber Security ที่ปี ๆ นี้เราก็มีงบประมาณเกือบพันล้าน หรือแม้กระทั่งงบประมาณในการ พัฒนาต่อยอดจากข้อมูลก็คือการทำเอไออีกพันกว่าล้าน มันก็จะไม่เกิดประสิทธิภาพได้ งบประมาณเอไอปีนี้ฟังชื่อแล้วอาจจะดูดีไส้มันคือ AI Chatbot เกือบทั้งหมด เหตุผลหนึ่ง ก็เพราะข้อมูลของประเทศไทยที่ยังจัดเก็บไม่ได้มีมาตรฐานตรงนี้ซึ่งทำให้การพัฒนาเอไอ มันก็มีความล่าช้า ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วมันเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เราสามารถต่อยอดได้จาก งบประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีตรงนี้ได้ ดังนั้นกล่าวโดยสรุปงบประมาณพัฒนารัฐบาล ดิจิทัล ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ถ้ายังไม่มีการทบทวนไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพิจารณา งบประมาณในชั้นกรรมาธิการงบประมาณหรือการจัดทำงบประมาณตั้งแต่ชั้นคณะรัฐบาล ผมคิดว่าก็จะเป็นการเสียโอกาส สิ้นเปลืองงบประมาณ แล้วก็เสียโอกาสในการพัฒนา ประเทศในการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน รวมถึงการสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับ เศรษฐกิจไทยด้วย ขอบคุณมากครับท่านประธาน