วีระ ธีระภัทรานนท์ แสดงความกังวลต่อสถานะการคลังของประเทศจากงบประมาณรายจ่ายปี 2569 ที่ตั้งสูงเกินความเป็นจริง พร้อมเสนอให้ปรับลดงบประมาณ 10% และเรียกร้องการบริหารการเงินที่ยั่งยืนมากขึ้น
ขอบคุณครับท่านประธาน เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระผม นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๙ ขออภิปรายแสดงหลักการและเหตุผลที่ผมได้สงวนความเห็น ในมาตรา ๔ ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยเสนอให้ปรับลดวงเงินงบประมาณร้อยละ ๑๐ จากที่รัฐบาลได้เสนอมาเป็นจำนวน ๓,๗๘๐,๖๐๐ ล้านบาท ดังนี้ครับ แต่ก่อนที่ผม จะอภิปรายซึ่งจะใช้เวลาของที่ประชุมไม่มาก ผมอยากจะแสดงความขอบคุณต่อ คณะกรรมการบริหารของพรรคประชาชนที่ให้โอกาสผมซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้มาทำหน้าที่ ในฐานะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ ๒๕๖๙ ในสัดส่วนของพรรคประชาชนร่วมกับกรรมาธิการท่านอื่น ๆ โดยให้ความเป็นอิสระกับผมในการทำงานอย่างเต็มที่ ท่านประธานครับ การจัดทำ งบประมาณรายจ่ายประจำปีซึ่งอาศัยพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ ปี ๒๕๖๑ และพระราชบัญญัติวินัยการเงิน การคลังของรัฐ ปี ๒๕๖๑ เป็นสำคัญในการกำหนดกรอบ กติกาและมาตรฐานในการบริหารรายได้ การใช้จ่าย และการก่อหนี้ของรัฐ เพื่อให้การเงิน การคลังของประเทศมีความมั่นคงและยั่งยืน โดยไม่รวมกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อีกจำนวนหนึ่งนั้น แม้จะดำเนินการกันอย่างรอบคอบมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนร่วม ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ก็จริง แต่จากประสบการณ์ที่ผมเข้ามาทำหน้าที่ในฐานะ กรรมาธิการวิสามัญตลอดต่อเนื่อง ๒ ปี ทำให้ผมมีความเป็นห่วงเป็นใยกับสถานภาพ ทางการเงิน การคลังของประเทศในปัจจุบันและในอนาคตมากกว่าเดิมที่เป็นเพียงผู้รับรู้ ในฐานะผู้สังเกตการณ์ ถ้าหากเรายังมีวิธีคิดแบบเก่า วิธีการแบบเดิมในการบริหารจัดการ การเงิน การคลังของประเทศอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเราจะมีปัญหา เราจะเจอวิกฤติการเงิน การคลังในอนาคตอย่างแน่นอน สิ่งที่เป็นปัญหามาโดยตลอดและจะเป็นปัญหาหนักหนาสาหัสมากขึ้นต่อไปในอนาคต เรื่องหนึ่งก็คือ เมื่อเราดูวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ ที่กำหนดเอาไว้ ทั้งสิ้น ๓,๗๘๐,๖๐๐ ล้านบาท และอย่างที่เราทราบกันดีว่าเป็นการจัดทำงบประมาณแบบ ขาดดุลโดยมียอดขาดดุล ๘๖๐,๐๐๐ ล้านบาท และมีประมาณการรายได้เอาไว้ที่ ๒,๙๒๐,๖๐๐ ล้านบาท ถามว่าปัญหาคืออะไร คำตอบคือประมาณการรายได้ แม้ว่า ๔ หน่วยงานหลักที่ร่วมกันประเมินอัตราการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจอันประกอบไปด้วย กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย จะดำเนินการในเรื่องนี้อย่างรอบคอบ แต่ความเป็นจริง ที่เกิดขึ้นก็คือประมาณการที่ใช้ในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ โดยคาดว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในช่วงร้อยละ ๑.๓ ถึงร้อยละ ๓.๓ โดยมีค่ากลางอยู่ที่ประมาณ ร้อยละ ๒.๓ เท่าที่เราพิจารณาจากความเป็นจริงในขณะนี้ต้องบอกว่าอัตราการขยายตัว ทางด้านเศรษฐกิจในปี ๒๕๖๙ น่าจะขยายตัวต่ำกว่านั้นมาก นั่นเป็นผลทำให้ประมาณการ รายได้ที่ตั้งไว้สูงกว่าความเป็นจริงและทำให้ต้องนำเงินคงคลังมาใช้และตามมาด้วยการตั้ง งบประมาณเพื่อชดใช้เงินคงคลังในอนาคต อย่างเช่น งบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๙ ที่ได้ตั้ง วงเงินรายจ่ายเพื่อชดเชยเงินคงคลังเอาไว้มากถึง ๑๒๓,๕๔๑ ล้านบาท นอกจากนี้ งบประมาณรายจ่ายจำนวนหนึ่งไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจเพราะเป็นเพียงการโอนเงินเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการชำระคืนต้นเงินกู้ การชำระดอกเบี้ยจากเงินกู้ยืม การชำระคืนเงินต้นและ ดอกเบี้ยให้รัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง รวมทั้งการตั้งงบประมาณ รายจ่ายเพื่อชดเชยเงินคงคลังเมื่อทำประมาณการรายได้ผิดพลาด นี่เป็นภาระทางการคลัง ที่น่าห่วงใยเป็นอันมาก ในเวลาเดียวกันการตั้งงบประมาณรายจ่ายที่ไม่สอดคล้องกับ ประมาณการรายได้ทำให้การตั้งวงเงินงบประมาณรายจ่ายนั้นสูงกว่าความเป็นจริง ทำให้ต้อง กู้ยืมด้วยการทำงบประมาณขาดดุลเป็นจำนวนมาก สิ่งที่ทำก็เป็นเพียงแค่มิให้ขัดต่อ พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง ขัดต่อพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณเท่านั้น การบริหารจัดการงบประมาณรายจ่ายแบบนี้ นับวันจะสะสมพอกพูนความเสี่ยงทางด้าน การเงินการคลังของประเทศมากขึ้นตามลำดับ นี่ยังไม่รวมรายได้จัดเก็บเมื่อเทียบกับ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่มีลักษณะถดถอยจากเดิมที่เราเคยเก็บได้ประมาณ ร้อยละ ๑๙ ถึงร้อยละ ๒๐ ในอดีต ปัจจุบันการจัดเก็บรายได้เมื่อเทียบกับจีดีพีลงมาอยู่ ในระดับร้อยละ ๑๔ ถึงร้อยละ ๑๕ ซึ่งเป็นสัญญาณอันตราย ตรงนี้ผมจะไม่ลงรายละเอียด เพียงแต่อยากจะตั้งเป็นข้อสังเกตเอาไว้ให้ท่านสมาชิกได้คิดได้พิจารณากันในอนาคต นอกจากนี้ถ้าหากเราไปดูไส้ในของงบประมาณสิ่งที่น่าตกใจที่ควรจะต้องดำเนินการแก้ไข อย่างเร่งด่วนก็คือภาระผูกพันในงบประมาณที่มียอดสูงถึง ๑,๖๕๖,๖๔๓ ล้านบาท ซึ่งแบ่งออกเป็นรายการที่เป็นภาระผูกพันที่มีมาก่อนมากถึง ๑,๓๐๔,๕๕๒ ล้านบาท และเมื่อ รวมกับภาระผูกพันงบประมาณที่เป็นรายการใหม่ที่เริ่มในงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๙ อีก ๓๕๒,๐๙๑ ล้านบาทแล้ว นั่นเท่ากับว่าการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีในอนาคตจะมี ความรุนแรงมากขึ้นไปอีก เกิดสภาพที่เรียกว่าเป็นกับดักทางงบประมาณเพราะมีภาระผูกพัน ที่สะสมพอกพูนซึ่งแก้ไขยากถ้าหากไม่เริ่มต้นแก้ไข ณ บัดนี้ อันที่จริงในปีที่แล้วที่มีการพิจารณางบประมาณรายจ่าย ปี ๒๕๖๘ ผมได้เสนอแนวทางจัดทำ งบประมาณแบบ Zero-Growth คือไม่เพิ่มวงเงินงบประมาณรายจ่าย แล้วก็จัดทำ งบประมาณเท่าที่มีความจำเป็น พูดง่าย ๆ ก็คือใช้เงินกูเป็นหลัก เงินกู้เป็นรอง สำหรับเงินกู้ ถ้าหากจำเป็นต้องใช้ก็ใช้แต่พอทำเนา ไม่ใช่ใช้จ่ายเกินตัวเป็นหนี้สินพอกพูนในอัตราเร่ง ที่น่าเป็นห่วงอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ท่านประธานครับ ถ้าหากเราดูยอดงบประมาณ รายจ่ายที่มียอดขาดดุลประมาณร้อยละ ๔ กว่า ๆ ต้องบอกว่าอัตราที่เกินร้อยละ ๔ เมื่อเทียบกับจีดีพีเป็นอัตราที่เป็นอันตราย เพราะว่ามาตรฐานในการขาดดุลงบประมาณ ที่สมควรจะเป็นนั้นควรจะอยู่ในระดับไม่เกินร้อยละ ๓ ด้วยเหตุที่ภาวะเศรษฐกิจของเรามี ลักษณะที่ชะลอตัวต่ำก็จะยิ่งทำให้ปัญหาเรื่องการขาดดุลงบประมาณเมื่อเทียบกับจีดีพี เป็นปัญหาที่หนักหนาสาหัสมากขึ้น ทั้งหมดที่ผมลำดับความมาก็เพื่อจะบอกว่าถ้าเกิดท่าน ได้อ่านรายงานการคลัง รายงานความเสี่ยงทางการคลัง ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๗ และ แผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ ๒๕๖๙-๒๕๗๒ ต้องบอกว่าในรายงานทั้ง ๒ ฉบับนั้น ได้สะท้อนส่งสัญญาณว่าอาจจะเกิดวิกฤติการเงินการคลังในอนาคตถ้าหากเราไม่ดำเนินการ แก้ไขอะไรนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ทั้งหมดข้างต้นเป็นเหตุผลที่ผมได้เสนอความเห็นให้ตัดลด งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๙ ลงเป็นร้อยละ ๑๐ ทั้งนี้เพื่อปรับฐาน การเงินการคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ที่มิใช่เป็นการสะสมปัญหาจนกลายเป็นวิกฤติ การเงินการคลังในอนาคต จึงนำเรียนมาให้ท่านสมาชิกได้พิจารณา ขอบพระคุณครับ