รักชนก ศรีนอก หารือหลายประเด็นสำคัญ ทั้งการต่อต้านการทุจริตที่ต้องเน้นความโปร่งใสและมีส่วนร่วมจากประชาชน แทนการพึ่งพางบประมาณอบรมซ้ำซาก การเรียกร้องให้ถ่ายทอดสดการประชุมและเปิดข้อมูลตามกฎหมายเพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาล รวมถึงการทักท้วงการตั้งอาสาสมัครซ้ำซ้อนในหลายหน่วยงานที่กินงบประมาณและอาจเอื้อประโยชน์ทางการเมือง โดยเสนอให้รัฐบาลรวมศูนย์และจำกัดบทบาทเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบแผ่นดิน
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน รักชนก ศรีนอก ผู้แทนจากชาวบางบอน จอมทอง หนองแขม พรรคประชาชน วันนี้ ดิฉันจะขอพูดถึงภาพรวมในส่วนของเรื่องคะแนนซีพีไอ แล้วก็การตั้งงบประมาณ ในแผนบูรณาการปราบปรามทุจริต คือต้องบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้มีการแถลง เรื่องคะแนนซีพีไอ แล้วก็อันดับซีพีไอ หรือว่าดัชนีการรับรู้คอร์รัปชัน หรือว่าดัชนีภาพลักษณ์ คอร์รัปชันเอาไว้ตอนก่อนที่เราจะแถลงวาระที่หนึ่งกันด้วย ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ดูเหมือนว่า ประเทศเราจะให้ความสำคัญกับเรื่องการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน เพราะว่า เรามีงบประมาณในแผนบูรณาการถึงเกือบ ๆ พันล้าน แล้วก็ปีนี้ตัดออกไปไม่เยอะ แต่ท่านประธานดิฉันจะบอกอย่างนี้ว่างบประมาณส่วนใหญ่เลยยอด Hit ในแผนบูรณาการ ต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันคืองบอบรม ตั้งงบมาอบรม เสร็จแล้วก็ต้องตั้งงบมาวัดผล แต่ว่าสิ่งที่ อบรมกัน คือดิฉันก็ได้มีโอกาสคุยกับผู้เชี่ยวชาญที่ทำเรื่องทุจริตต่อต้านคอร์รัปชันในประเทศไทย หลายคนเพราะว่าวาระที่หนึ่งดิฉันก็อภิปรายไป เขาบอกดิฉันว่าหลาย ๆ คน ไม่ว่าจะเป็น องค์กรแฮนด์ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม หรือว่าองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ACT คือเขาได้รับการ เชิญให้ไปเป็นวิทยากรในการฝึกอบรมจากหน่วยงานต่าง ๆ ของภาครัฐบ่อยมาก ปีหนึ่งอาจจะไม่ต่ำกว่า ๑๐ ครั้ง แล้วก็เป็นการอบรมแบบเดิม ๆ ซึ่งถ้าไปดูแล้วมันก็คือ งบประมาณที่ขอมาในแผนบูรณาการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันนี่ล่ะ แต่ถามว่าการอบรมแล้วก็ การวัดผลแบบเดิม ๆ มันทำให้ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันประเทศไทยเราดีขึ้นใหม่ หรือ มันทำให้เรื่องการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทยมันดีขึ้นไหม ดิฉันก็คิดว่า เราก็เห็นกันมาหลายปีแล้วว่ามันไม่ได้มีอะไรดีขึ้นเลย ดังนั้นดิฉันก็อยากจะขอให้รัฐบาล วันนี้ท่านควรจะพิจารณายกเลิกแผนบูรณาการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน เหมือนแผน บูรณาการคมนาคมที่ท่านได้ยกเลิกไป เพราะว่าเงินจำนวนมากในนี้แล้วถูกเอาไปใช้วัดในสิ่งที่ มันวัดไม่ได้ เรื่องต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันคือท่านให้คนไปจัดอบรมแล้วบอกว่าตัวเองมีการ รับรู้ หรือว่ามีความตระหนักเรื่องทุจริตคอร์รัปชันมากแค่ไหน คือมันไม่มีใครตอบหรอกว่า ตัวเองรับรู้ หรือว่าสนับสนุนเรื่องการคอร์รัปชัน คือมันไม่มีใครพูดความจริง แล้วท่านก็เอา เงินพันล้านไปทำในเรื่องที่จริง ๆ แล้วมันก็วัดไม่ได้ ซึ่งมันไม่ใช่ว่าที่ดิฉันเสนอให้ยกเลิกแผน บูรณาการ ป.ป.ช. หรือว่าแผนบูรณาการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน มันไม่ใช่เพราะว่าดิฉัน ไม่สนับสนุนเรื่องการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน แต่เราเลิกใช้งบประมาณไปกับสิ่งที่มัน สิ้นเปลือง แล้วก็การวัดผลที่มันวัดไม่ได้ แล้วอีกอย่างหนึ่งถ้าท่านจะทำเรื่องนี้ ดิฉันเข้าใจดีว่า มันอาจจะลำบากนิดหนึ่ง เพราะว่าในยุทธศาสตร์ชาติมันเขียนว่าจะต้องมีตัวชี้วัดที่เกี่ยวกับ เรื่องของการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน คือท่านอาจจะต้องไปแก้ในรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งอันนี้ มันเป็นงานใหญ่ แต่ว่าเบื้องต้นดิฉันคิดว่างบประมาณในส่วนนี้เราสามารถที่จะตัดออก ไปได้ก่อน แล้วก็เอาในส่วนอื่นเรื่องของการตั้งระบบในการเปิดเผยข้อมูลให้โปร่งใสเข้ามา เป็นงบประมาณที่เป็นตัวชี้วัดเกี่ยวกับทุจริตคอร์รัปชันได้ ซึ่งสิ่งที่ดิฉันอยากจะแนะนำ ให้รัฐบาลทำในเรื่องของการเพิ่มคะแนนซีพีไอ หรือว่าทำให้คะแนนซีพีไอ อันดับซีพีไอ ของประเทศไทย หรือว่าภาพลักษณ์เรื่องการทุจริตคอร์รัปชันดีขึ้นก็คือ ๓ เรื่อง พูดจน ปากเปียกปากแฉะ เดี๋ยวขออนุญาตพูดอีกรอบหนึ่งเผื่อว่านั่งอยู่ตรงนี้แล้วเผื่อท่านลืมดิฉัน ก็ย้ำแล้วกัน กรมบัญชีกลางควรที่จะเปิดเอพีไอในการที่ให้ภาคประชาสังคมเข้ามาเอาข้อมูล การจัดซื้อจัดจ้างไปวิเคราะห์ได้แล้ว กรมบัญชีกลางไม่ต้องบอกว่าเปิดแล้วเพราะว่าทุกวันนี้ ภาคประชาสังคมเขาก็ Voice ส่งเสียงมาว่าเขาต้องไปเขียนโปรแกรมในการดึงข้อมูลเอาเอง ซึ่งมันก็ยากลำบาก แล้วมันก็กระทบกับระบบของท่านเองด้วย เพราะว่าพอมีคนเขียน โปรแกรมเข้ามาดึงข้อมูลระบบท่านเองท่านก็บอกว่าระบบรวนถูกไหม ดังนั้นก็เปิดไปเลย เปิดให้มันใช้ได้กันง่าย ๆ ไปเลย แล้วก็ให้ภาคประชาสังคมได้เอาข้อมูลเหล่านี้ไปวิเคราะห์ มันจะได้มาช่วยดูว่าโครงการไหนที่มันส่อทุจริตหรือส่อประพฤติมิชอบ ต่อมา ป.ป.ช. เจ้าภาพแผนบูรณาการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันเปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ แต่บัญชี ทรัพย์สินทุกวันนี้ยังเปิด ๙๐ วันอยู่ คือไม่ดิฉันก็ไม่อยากถามว่า ป.ป.ช. เป็นอะไร เราก็รู้กัน อยู่แล้วว่า ป.ป.ช. เป็นอะไร แต่สิ่งที่รัฐบาลทำได้คือแน่นอนว่าเขาเป็นองค์กรอิสระอาจจะ ออกนโยบายอะไรโดยตรงไม่ได้ แต่ถ้าเขาไม่ทำตามนโยบายของท่าน ถ้าเขาไม่เปิด เผยบัญชีทรัพย์สินให้มันดูได้ง่าย ๆ ท่านก็บอกไปเลยว่าปีหน้างบประมาณที่ตั้งมา ท่านจะตัดอะไรเขาไปก็ขู่กันบ้าง อะไรกันบ้าง มันจะได้มันจะได้ทำงานร่วมกันได้ แล้วก็ต่อมา คือเอกสารในกรรมาธิการที่พิจารณากัน ดิฉันก็ไม่เห็นว่ามันจะมีอันไหนที่มันน่าจะปกปิด ดิฉันก็เสนอไปว่ากรรมาธิการควรจะเปิดเผยเอกสารที่ไม่ได้ตีรับในกรรมาธิการออกสู่สายตา ประชาชน ใครที่อยากจะเข้ามาดูก็เข้ามาโหลดแล้วก็เอาไปพิจารณากันได้ ประชาชนเขาจะได้ รู้สึกว่าเขามีส่วนร่วมในการที่จะเข้ามาดูข้อมูลต่าง ๆ ในงบประมาณ
แล้วอีกอย่างหนึ่ง โอ้โฮเถียงกันจะเป็นจะตายในกรรมาธิการก็คือเรื่องของ การถ่ายทอดสด คืออ้างโน่นอ้างนี่อ้างนั่น ก็คือเอาง่าย ๆ ว่าท่านไม่เอา คือมันก็เหตุผล ร้อยแปดพันประการ เดี๋ยวท่านประธานอาจจะลุกขึ้นมาโต้ดิฉันเรื่องนี้หรือเปล่าไม่แน่ใจ เอาง่าย ๆ ก็คือท่านก็ไม่อยากให้มันถ่ายทอดสด ด้วยเหตุผลร้อยแปดพันประการอะไร แต่ว่า ดิฉันก็เสนอ ในเมื่อก็ท่านนายกแถลงเอาไว้อย่างไรว่าอยากจะให้คะแนนซีพีไอมันเพิ่ม ท่านก็ควรที่จะสนับสนุนนโยบายของนายกตัวเอง ถึงแม้ว่าเขาอาจจะต้องหลุดไปในเร็ววันนี้ แต่ดิฉันเชื่อว่านายกคนถัดไปเดี๋ยวก็ต้องมาแถลงเรื่องนี้อยู่ดี เรื่องดัชนีคะแนนซีพีไอ ที่อยากจะให้มันเพิ่มขึ้น
แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งเลยที่มันควรจะทำเพราะมีกฎหมายอยู่แล้วก็คือเรื่องของ ธรรมาภิบาลข้อมูล กฎหมายมีมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ พ.ร.บ. รัฐบาลดิจิทัล ออกกฎหมายลูก ปี ๒๕๖๔ แต่ปีนี้ ปี ๒๕๖๘ ปี ๒๕๖๙ ปาเข้าไปกี่ปีแล้วคะ ๓๐๐ หน่วยงาน ที่ต้องทำ ธรรมาภิบาลข้อมูล ตอนนี้ทำเสร็จแค่ครึ่งเดียวคือประมาณ ๑๕๐ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งยังไม่ทำ ธรรมาภิบาลข้อมูลคืออะไร คือการกำหนดว่าหน่วยงานต้องเก็บข้อมูลอะไรบ้าง เก็บในรูปแบบใด เก็บไปเพื่ออะไร และใครที่สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้บ้าง พอท่านไม่ทำ ธรรมาภิบาลข้อมูล ประชาชนเวลาไปขอข้อมูลจากหน่วยงานเขาไม่รู้ว่าเราสามารถจะเข้าถึง ข้อมูลอะไรได้บ้าง ดิฉันยกตัวอย่างประกันสังคมที่ท่านพูดปากจะฉีกถึงรูหู พูดว่าเปิดข้อมูล เปิดเผยโปร่งใส แต่ประชาชนไม่รู้ว่าต้องเปิดอะไรบ้าง แล้วเวลาไปเถียงกับท่านท่านก็อ้าง กฎหมาย ดังนั้นเรื่องนี้รัฐบาลควรที่จะทำให้เสร็จอย่างเร่งด่วนคือเรื่องธรรมาภิบาลข้อมูล มันจะช่วยในเรื่องของการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐให้โปร่งใสได้ขึ้นอย่างมาก
แล้วก็อีกเรื่องหนึ่ง ดิฉันอาจจะต้องขอเวลาท่านประธานใช้เวลาสภานี้ สักอีกประมาณ ๒-๓ นาที คือเรื่องของอาสา อย่างในกระทรวงสาธารณสุขเรามี อสม. อสส. คืออาสาสาธารณสุข และดิฉันพูดตรง ๆ พูดเรื่องนี้เดี๋ยวอาจจะโดน Tour ลง แต่ว่าพ่อแม่ พี่น้อง อสม. อย่าเพิ่ง Tour ลงดิฉัน ดิฉันสนับสนุนเพราะเข้าใจดีว่าหลาย ๆ คนก็ทำงาน จริงจัง แล้วก็เอาใจใส่คนในชุมชนจริง ๆ แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนี้หลาย ๆ พรรคการเมือง ก็พยายามที่จะเข้าไปใช้เครือข่ายอาสาต่าง ๆ เหล่านี้ในการทำหวังผลทางการเมือง ในการทำ ปฏิบัติการอะไรหลาย ๆ อย่าง คือดิฉันก็ไม่พูดแล้วกันว่าอะไร เพราะว่าพ่อแม่พี่น้องประชาชน ที่ฟังอยู่ทางบ้านก็ไม่ได้โง่ เขาดูออกว่านักการเมืองใช้เครื่องมือเหล่านี้ ที่จริง ๆ แล้วมันเป็น งบประมาณจากภาครัฐในการทำอะไร แต่ใช่ค่ะ พอใช้เครือข่าย อสม. ในการทำปฏิบัติการ บางอย่างสำเร็จลุล่วงไป พอกระทรวงอื่นเห็นปุ๊บใครได้เข้าไปคุมสาธารณสุขจะได้คุม อสม. ได้คุมโน่นนี่นั่นเอาบ้างค่ะ ดิฉันเป็นกรรมาธิการมา ๒ ปี เมื่อก่อนอาจจะมีการตั้งชื่อเป็นอาสา อพม. อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวง พม. แล้วก็มีอาสาดิจิทัล แล้วก็มีอาสาเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โอ้โฮอาสาฉ่ำเพราะว่ามีเกือบทุกกรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมยังดีหน่อยมีแค่กรมเดียวที่ตั้ง แต่กระทรวงเกษตร และสหกรณ์มีอาสาทุกกรม อาสากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังมีเลย ท่านประธาน คือมีแทบทุกกระทรวงตอนนี้อาสา เพราะหลาย ๆ คนก็คงเห็นแล้ว เรียกว่า การมีอาสาแล้วพอเข้าไปเป็นรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงมันใช้ทำอะไรได้บ้าง แต่ดิฉันอยากให้ รัฐบาลพิจารณาในการรวบรวมอาสา ท่านเลือกเอาเลยว่าท่านจะเอากระทรวงไหนแล้วท่านก็ ให้งบประมาณไปแค่กระทรวงเดียวก็พอ เพราะต่อไป ถ้าสาธารณสุขทำได้ ดิจิทัลทำได้ พัฒนาสังคมทำได้ เดี๋ยวทุกกระทรวงมีอาสาหมดเลย แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น มันก็เป็นภาระ กับงบประมาณอย่างไร แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ก็คือว่าอย่าง อสม. ในหลาย ๆ พื้นที่ก็คือเป็น อพม. ด้วย ก็คืออาสาพัฒนาสังคม แล้วก็เป็นอาสาดิจิทัล แล้วก็เป็นอาสากระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แล้วก็เป็นอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือคนเดียวดำรงตำแหน่งเยอะมาก แล้วก็ทำให้มันไม่ฟังก์ชันอะไรสักอย่างเลย เพราะว่าอะไร เพราะว่าพอเป็นอาสาคือท่านจะไปเรียกร้องอะไรกับเขามากก็ไม่ได้ถูกไหม มันยังไม่ได้มีการ แบบตั้งเคพีไอว่าจะวัดอะไร อย่างไร แต่ว่าทุกกระทรวงตอนนี้คืออยากจะมีอาสาหมดเลย ดังนั้นคือท่านเลือกเอาสักอันว่าท่านจะเอาอาสาอะไรและอาสาอย่างอื่น ๆ ก็ไม่ต้องตั้ง งบประมาณมาขอ เพราะว่าตอนนี้หลาย ๆ กระทรวงเมื่อก่อนนี้เป็นอาสาเฉย ๆ แต่เดี๋ยวนี้ เริ่มแล้ว มี ๑ เคส ให้เท่านั้นเท่านี้ มี ๒ เคส ให้เท่านั้นเท่านี้ ต่อไปมันจะกลายเป็นอะไร มันก็ จะกลายเงินเดือน แล้วมันก็จะกลายเป็นสิ่งที่มันเลิกไม่ได้ ดังนั้นคือท่านตัดไฟตั้งแต่ต้นลม อย่าปล่อยให้มันเป็นเหมือน App ที่มีมากมายหลายพัน App แล้วสุดท้ายก็คือใช้งบประมาณ ไปอย่างสิ้นเปลืองหรือว่าแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่เป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้แล้วก็ตั้ง งบประมาณทำกันมาอยู่นั่น แล้วก็สุดท้าย ๑. คือสิ้นเปลืองงบประมาณซ้ำซ้อน ๒. ก็คือว่า มันวัดผลอะไรไม่ได้ ๓. ก็คือพูดตรง ๆ ดิฉันว่าคือมันเป็นเหมือนเป็นแขนเป็นขาให้รัฐมนตรี เจ้ากระทรวงได้ไปทำปฏิบัติการอะไรบางอย่าง ซึ่งคือดิฉันไม่เห็นด้วยกับเอางบประมาณของ แผ่นดินไปทำเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของบางพรรคการเมืองที่เป็นรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงนั้น ๆ มันทุเรศ ดิฉันขอถอนคำว่า ทุเรศ แต่ดิฉันก็ไม่อยากให้ทำ แล้วก็อยากให้รัฐบาลจริงจังกับ เรื่องนี้เสียทีเราจะได้ไม่ต้องสูญเสียงบประมาณไปกับการสิ้นเปลืองในการทำอะไรเหล่านี้ ด้วยความเคารพพ่อแม่พี่น้องอาสาทั่วประเทศคือดิฉันเข้าใจว่าหลาย ๆ คนได้ประโยชน์จาก ตรงนี้ จากเม็ดเงินตรงนี้ แต่ดิฉันอยากจะชวนให้ทุกคนมองถึงภาพใหญ่ของประเทศนี้ แล้วก็ มองถึงงบประมาณโดยรวมที่เราควรจะใช้ให้มันถูกต้อง ถูกจุด เพราะว่าจริง ๆ คือเงินมันก็ ไม่ได้น้อย แต่ว่ามันก็ไม่ได้เยอะ แต่ว่าทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเราควรจะจัดสรรไปในสิ่งที่ มันเร่งด่วนจำเป็นก่อน ขอบคุณค่ะ