วีระยุทธ ชี้งบพัฒนาทักษะแรงงานไม่สอดคล้อง ห่วงเหลื่อมล้ำ-ใช้ไม่คุ้ม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๘

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร หารือปัญหาการจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาทักษะแรงงานที่ขาดความสอดคล้องระหว่างหน่วยงาน แม้มีแผนแม่บทแต่ไม่ถูกนำไปใช้ร่วมกันอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำและเสี่ยงต่อการใช้งบประมาณไม่คุ้มค่า พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงประสิทธิภาพของโครงการพัฒนาทักษะผ่านระบบออนไลน์และโครงการต่างๆ ที่เน้นตัวเลขปริมาณมากกว่าคุณภาพ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เน้นโครงสร้างพื้นฐานมากกว่าการพัฒนาคนอย่างเพียงพอ จึงเรียกร้องให้มีการลงทุนอย่างมีคุณภาพในการฝึกอบรมแรงงานเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างแท้จริง

รองศาสตราจารย์วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร กรรมาธิการ

ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผม วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ได้ สงวนความเห็นในมาตรา ๔ งบประมาณภาพรวม เพราะเห็นว่าปัญหาการจัดการงบประมาณ ด้านการพัฒนาทักษะ พัฒนาคนไทยยังมีปัญหาอยู่เยอะ ท่านประธานครับ มีหลายเรื่อง ที่สังคมไทยอาจจะเห็นต่างกัน แต่ว่าหนึ่งในเรื่องที่เราทุกคนเห็นพ้องต้องกันก็คือวิกฤติ ทรัพยากรมนุษย์ ไม่ว่าจะเทียบกับประเทศอื่นในโลกหรือว่าเทียบกับตัวเราเองในอดีต ทักษะแรงงานไทยก็ถดถอยลงไปเรื่อย ๆ และการทำงบประมาณแบบที่เป็นอยู่ก็ไม่ช่วยแก้ วิกฤตินี้เพราะว่ามีปัญหาใหญ่ซ่อนอยู่ ๓ ข้อ ผมขอเริ่มต้นจากพัฒนาการด้านบวกของการทำ งบพัฒนาทักษะในปีนี้ก่อน ปีที่แล้วผมวิจารณ์ว่าหน่วยงานด้านพัฒนาทักษะของไทยไม่มี Master Plan หรือว่าแผนแม่บทด้านการพัฒนาคนว่าเราต้องการคนด้านไหน ทักษะเท่าไร เป็นจำนวนเท่าไร ตอนปีงบ ๒๕๖๘ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและ นวัตกรรม หรือว่า อว. ใช้ตัวเลขเป้าหมายแบบกลม ๆ แบบน่ากังขา ขาดที่มาที่ไปตามหลัก วิทยาศาสตร์ แต่ปีนี้เรามี Master Plan แล้ว มันเป็นพัฒนาการด้านบวก อะไรดีผมก็ว่าดี สำนักสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ สอวช. ออกรายงานแนวโน้มความต้องการกำลังคนเป็นการประมาณการล่วงหน้า ๕ ปี ตั้งแต่ ปี ๒๕๖๘-๒๕๗๒ เล่มนี้ ในรายงานนี้มีการระบุชัดเจนว่าแยกทักษะย่อย ๑๐ อุตสาหกรรมหลัก ของไทย แต่ละอุตสาหกรรมต้องการคนเท่าไร ทักษะไหน อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ก็มีการประเมินอย่างเป็นระบบว่าเราต้องการวิศวกรเครื่องกลเท่าไร อิเล็กทรอนิกส์เท่าไร วัสดุศาสตร์ วิจัยตลาดเท่าไร รวมแล้วใน ๕ ปีข้างหน้าประเทศไทยต้องสร้างคนด้านยานยนต์ สมัยใหม่ทั้งหมด ๗๗,๐๐๐ คน ใช่ครับ เรามี Master Plan แล้ว ปัญหาก็คือหน่วยงานอื่น ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะไม่มีใครยึดเอา Master Plan นี้ไปใช้ต่อเลย หน่วยงาน ที่รับผิดชอบด้าน Reskill Upskill แต่ละหน่วยก็ใช้ตัวเลขเดิมของตัวเองต่อไป ที่เป็นอย่างนี้ก็ต้องบอกว่าสาเหตุปัจจัยหนึ่งก็เป็นเพราะว่าตัวรายงานฉบับนี้มันออกช้า ไปหน่อยด้วย เราเริ่มต้นปี ๒๕๖๘ แต่ว่ารายงานฉบับนี้กว่าจะออกมาก็วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๘ เข้าไปแล้ว หน่วยงานต่าง ๆ ทำคำของบปี ๒๕๖๙ เสร็จไปแล้ว แม้แต่ในสำนักงาน ปลัดกระทรวง อว. หน่วยงานใต้กระทรวงเดียวกันก็ไม่ได้ใช้ตัวเลขจาก Master Plan นี้ สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ก็ตั้งเป้ารายปี ราย ๕ ปีของตัวเองต่อไป ในระดับเซกเตอร์ อย่างอุตสาหกรรมยานยนต์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ก็ใช้เป้า ๒๐๐ คนต่อปี เหมือนที่เคยทำมาตั้งแต่ปีงบ ๒๕๖๖ ส่วนกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงานถึงจะปรับเป้าเพิ่มแต่ตัวเลขก็มาจากฐานโครงการและงบประมาณที่เพิ่ม ของตัวเองเป็นหลัก ดังนั้นปัญหาใหญ่ข้อแรกเลยที่เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาการพัฒนาทักษะ พัฒนาคนไทยที่อาจจะไปไม่ถึงไหนก็เพราะว่าถึงเราจะมี Master Plan แล้วแต่ว่าแต่ละ อุตสาหกรรมเราต้องการเท่าไร แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวง อว. กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงแรงงาน ก็ไม่ได้นำไปใช้ต่อเลยในการทำงบประมาณ ในการตั้งเป้า ต่างคนต่างก็เดิน ไปคนละขา คนละทิศคนละทาง ดังนั้นปัญหาใหญ่ที่เราเรียกกันว่า Skill Mismatch หรือ ความไม่สอดคล้องกันระหว่างทักษะแรงงานที่มีกับสิ่งที่ภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจจริง ต้องการมันไม่ได้เริ่มต้นที่ตลาดแรงงานของไทย มันเริ่มต้นตั้งแต่ระดับนโยบายนี่ล่ะ รัฐบาล และกระทรวงที่เกี่ยวข้องอาจจะบอกว่าโอเคถึงว่าหน่วยงานต่าง ๆ จะทำตัวเลขไม่สอดคล้อง ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน แต่อย่างไรเสียตัวเลข Reskill ของไทยมันก็สูงมาก สูงมากจนไม่ต้อง กังวลเลยว่าแต่ละหน่วยงานที่จะทำงาน Link กันหรือเปล่า เช่น สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ปีที่แล้วได้งบ ๙,๐๐๐ ล้าน ปีนี้ได้งบเพิ่มขึ้นมาเป็น ๑๐,๐๐๐ ล้าน อาจจะสร้างดูเยอะ แต่ถ้าเทียบกับตัวชี้วัดที่เขาตั้งไว้ก็อาจจะเบาใจได้หรือเปล่า เพราะปีนี้ อว. ตั้งไว้ว่ากำลังคน ที่ได้รับการยกระดับเสริมสร้างทักษะระดับสูงจะเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วอีก ๖๐๐,๐๐๐ คน ทำให้ ภายในปี ๒๕๖๙ นี้เราจะมีคนที่ได้รับการ Reskill Upskill รวมทั้งหมด ๙๐๐,๐๐๐ คน และ ถ้าเป็นต่อไปตามแผนนี้ด้วยงบประมาณปีละ ๑๐,๐๐๐ ล้าน ภายในปี ๒๕๗๒ เราก็จะมี คนเก่งรวมแล้ว ๒,๑๐๐,๐๐๐ คน เรียกว่าเกิน Master Plan ไปด้วย Master Plan บอกว่า เราต้องการกำลังคนทักษะสูงประมาณ ๑ ล้านคน ใน ๕ ปีข้างหน้า แต่ปลัด อว. ให้มา ๒ เท่าเลย ผมเป็นห่วงการบริหารงบประมาณของไทยจริง ๆ ถ้าเราเห็นตัวเลขนี้แล้วผู้กำหนดนโยบาย ไม่เอ๊ะ คนจ่ายภาษีไม่เอ๊ะ ท่านสงสัยไหมว่าการ Reskill คนจำนวนประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ คน เราใช้วิธีไหน ในการนำเสนอของสำนักงานปลัดกระทรวง อว. ต่อกรรมาธิการงบประมาณ มีการนำเสนอตัวเลข ๖ ตัว ดังนี้ ผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ๒๑,๐๐๐ คน บัณฑิตพันธุ์ใหม่ ๗,๐๐๐ คน ให้ทุนการศึกษา ๑,๙๐๐ คน พัฒนาคนตามความต้องการของประเทศ ๔๐๐ คน พัฒนาคนด้าน EV ๒๘๐ คน ส่งนักศึกษาไปปฏิบัติงานในสถานประกอบการ ๑๖๐ คน ตัวเลขทั้งหมดที่สำนักงานปลัดกระทรวง อว. นำเสนอรวมกันแล้วบวกกันได้เท่าไร ๓๐,๗๔๐ คนเท่านั้น คำถามก็คือแล้วคนเก่งที่จะ Reskill อีก ๘๐๐,๐๐๐ กว่าคนของเรา มาจากไหน คำตอบก็คือการพัฒนาทักษะของคนไทยอีก ๙๕ เปอร์เซ็นต์ของเคพีไอ ฝากความหวังไว้กับแพลตฟอร์มออนไลน์ ๒ โครงการหลัก

โครงการแรก ชื่อว่าโครงการพัฒนามหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย เพื่อจัดการ เรียนการสอนในระบบเปิด รู้จักกันในชื่อของ Thai MOOC เป็นโครงการ ๑๐ ปี เริ่มมาตั้งแต่ ปี ๒๕๖๓ ทำมาครึ่งทางแล้วใช้งบประมาณปีละ ๒๐ กว่าล้านบาท โดยเปรียบเทียบแล้ว ก็ไม่ได้สูงมาก Thail MOOC มีวิชาออนไลน์แยกเป็น ๑๒ หมวดหมู่ รวมแล้ว ๗๐๐ กว่าวิชา มีระบบการสอบ แล้วก็มีการออกใบประกาศ Thai MOOC ก็วัดความสำเร็จของตัวเองจาก จำนวนผู้เข้าใช้บริการ โดยตั้งเป้าไว้ปีละ ๒๕๐,๐๐๐ คน แต่ความหวังสูงสุดในการพัฒนา คนไทยตามงบปี ๒๕๖๙ อยู่ที่โครงการใหม่ที่ชื่อว่าโครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะ รายบุคคลระดับอุดมศึกษา หรือที่เรียกกันว่า Skill Credit Portfolio เริ่มต้นปีนี้ เริ่มต้น ในปีงบประมาณ ๒๕๖๙ ด้วยเงิน ๗๗๓ ล้านบาท และจะทำต่อเนื่องไป ๔ ปี งบประมาณ รวมทั้งโครงการ ๕,๔๐๐ ล้านบาท การใช้งบประมาณโจทย์ใหญ่คือเรื่องของความคุ้มค่า ส่วนการพัฒนาคนโจทย์ใหญ่คือการเพิ่มคุณภาพ โครงการ Skill Credit Portfolio มูลค่า ๕,๔๐๐ ล้าน ตอบโจทย์ความคุ้มค่ากับคุณภาพหรือเปล่า เป็นความหวังจริง ๆ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ ของไทยในการยกระดับแก้วิกฤติทักษะคนไทยได้จริงหรือ พอไปดูในรายละเอียด ท่านประธาน เราพบว่าโครงการ Skill Credit Portfolio ที่ว่าก็คือการทำแฟ้มสะสมทักษะ แบบออนไลน์ วัตถุประสงค์ที่เขียนไว้ในโครงการอย่างชัดเจนว่าต้องการจัดเก็บบูรณาการ และแสดงข้อมูลทักษะการเรียนรู้ของบุคคล โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือนักศึกษาปริญญาตรี ในปีการศึกษา ๒๕๖๗

๒๒/๑ จะเรียนปี ๑ ปี ๒ ปี ๓ ปี ๔ ถ้าอยู่ในระบบ ณ ปี ๒๕๖๗ จะถูกนับเป็นกลุ่มเป้าหมายของ โครงการนี้ นักศึกษารวมกันทั้งหมด ๑,๖๐๐,๐๐๐ คน โครงการนี้ Skill Credit Portfolio ก็จะทยอยเอานักศึกษากลุ่มนี้เข้าระบบ ปีแรก ๔๐ เปอร์เซ็นต์ไต่ขึ้นไป ๔ ปีครบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๗๒ นอกจากเก็บข้อมูลว่าใครเรียนอะไร อยู่ที่ไหนแล้วก็จะมี ส่วนของเนื้อหาคลิป แต่ว่าระบุไว้ชัดเจนว่าต้องการทำเนื้อหาที่เป็นการช่วยให้รู้จักและเข้าใจ ตนเอง อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อีกจำนวน ๔๔๗ คลิป ความยาวคลิปละ ๑๕ นาที เรียกว่า ทำฐานข้อมูล มีคลิปสร้างแรงบันดาลใจ แล้วก็คิดค่าบริการต่อหัว ๑,๒๐๐ บาท รวมแล้ว ทั้งโครงการ ๕,๔๐๐ ล้านบาท เราจะฝากความหวังในการแก้ปัญหาวิกฤติทรัพยากรมนุษย์ ทักษะแรงงานไทยไว้กับโครงการนี้ได้แค่ไหน ประโยชน์เพิ่มเติมจากระบบที่เรามีอยู่แล้ว และทำงานค่อนข้างดีอย่าง Thai MOOC ได้แค่ไหน ในทางกลับกันถ้าเราไม่ใช่ระบบบังคับ แต่เราให้คูปองการศึกษากับนักเรียนนักศึกษามูลค่า ๑,๒๐๐ บาท ให้แต่ละคนไปคุณคิดว่า จะมีนักศึกษาที่ยอมจ่ายเงิน ๑,๒๐๐ บาท เพื่อเข้าระบบการทำฐานข้อมูลนี้กี่คน ดังนั้น นอกจากที่เราไม่มี Master Plan ไม่ได้ทำงานเชื่อมโยงเป็นระบบแล้ว เรายังเอาเคพีไอ เชิงปริมาณใส่ตัวเลขคนเป็นหลักแสน หลักล้านมาปิดบังซ่อนปัญหาด้านคุณภาพที่เราขาดไป ซ้ำร้ายตัวเลขเคพีไอที่ว่าก็ยังสูงเกินจริงเพราะไปอิงกับยอด View ออนไลน์ ยอดคนออนไลน์ เป็นหลัก ย้ำตรงนี้ว่าการทำระบบพัฒนาทักษะแบบออนไลน์เป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในโลก ยุคหลังโควิดสอดคล้องกับยุคสมัยใหม่แล้วก็มีประโยชน์ แต่การทำงบประมาณเราต้อง ตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า ที่สำคัญก็คือไม่ใช่ว่าทักษะทุกประเภทเราจะสามารถเรียนรู้ ผ่านระบบออนไลน์ได้ เพราะว่าทรัพยากรของเรามีจำกัด พอเราทุ่มทรัพยากร ทุ่มเงิน ทุ่มเวลา ไปกับเป้าหมายออนไลน์ เน้นยอด View เป็นหลักทรัพยากรที่ไปลงกับคนจริง ๆ มันก็เลย น้อยมาก เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นผมจะขอยกตัวอย่างการพัฒนาคนในอุตสาหกรรม ยานยนต์ ยานยนต์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทย มูลค่า ๑ ใน ๑๐ ของจีดีพีประเทศเรา จ้างงานตั้งแต่วิศวกร ช่างเทคนิค Dealer คนขาย เซลล์ขายรถ รวมกัน เกือบ ๗๐๐,๐๐๐ คน ๒-๓ ปีที่ผ่านมาทุกท่านทราบดีว่ายานยนต์ไทยเจอคลื่นสึนามิพัดมา หลายลูกพร้อมกัน หนี้ครัวเรือนก็ฉุดกำลังซื้อในประเทศ มีการพลิกผันทางเทคโนโลยี ครั้งใหญ่ไปสู่ยานยนต์สมัยใหม่ยานยนต์ที่ใช้ไฟฟ้า ที่ผ่านมาเราเก่งแต่ยานยนต์สันดาป คนไทยเก่งเฉพาะฝั่งเครื่องกล พอโลกขยับไปสู่เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า โลกของซอฟต์แวร์ แรงงานไทย ๗๐๐,๐๐๐ คน เสี่ยงที่จะตกงานกันชุดใหญ่ไม่ได้ไปต่อ ตอนปีงบ ๒๕๖๘ ผมเคยวิจารณ์ไว้ว่าเรามีการจัดงบพัฒนาคนในยานยนต์ไม่สมดุล เพราะปีที่แล้วนี้เราใช้เงิน ๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไปกับการอุดหนุนขายรถ EV คนที่ขับรถ EV อยู่ทุกวันนี้ได้เงินจาก รัฐไทยคนละ ๑๐๐,๐๐๐-๑๕๐,๐๐๐ บาทต่อคัน เหลืองบไว้พัฒนาด้าน Supply ปีที่แล้ว กระจิริด พอมาดูงบปี ๒๕๖๙ ถ้าดูเผิน ๆ พบว่าสัดส่วนตรงนี้เหมือนว่าจะดีขึ้น เพราะว่า งบด้าน Demand ที่รัฐเข้าไปช่วย ช่วยรถ EV ช่วยคนซื้อคนขายลดลงเหลือ ๔,๗๐๐ ล้านบาท แล้วก็มีงบอื่น ๆ ที่ไปสนับสนุนยานยนต์ด้านอื่น ๆ อีก ๖๐๐ ล้านบาท แต่ต้องไปดู ในรายละเอียดครับท่านประธาน พอไปดูไส้ในเราพบว่างบประมาณด้าน Supply ที่เหลือ จริง ๆ แล้วก็ลงไปกับการสร้างศูนย์ทดสอบเป็นหลัก ย้ำนะครับ การสร้างศูนย์ทดสอบ การจัดซื้อครุภัณฑ์ยกระดับเครื่องไม้เครื่องมือนี้เป็นสิ่งที่ควรทำและต้องทำ แต่ปัญหาก็คือ งบประมาณและโครงการที่เราลงไปทำกับคนจริง ๆ หน้างานในอุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุด ของไทยมันเหลืออยู่นิดเดียวเท่านั้น เราอุดหนุนคนซื้อคนขาย EV ๔,๗๐๐ ล้านบาท เราสร้าง ศูนย์ทดสอบ ๕๐๐ ล้านบาท แต่เราเหลือพัฒนาคน ๖๖ ล้านเท่านั้น ในมุมของผู้กำหนด นโยบายปัจจุบันการคิดเรื่องโครงสร้างอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างแทบไม่มีคนอยู่เลย เน้นแต่เรื่องมาตรการกระตุ้นคนขาย เงินอุดหนุนคนซื้อ โครงการที่ลงไปทำกับคนจริง ๆ จะเป็นหน้าที่ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน โดยเฉพาะในโครงการที่ชื่อว่า ยกระดับผลิตภาพพัฒนาคนเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน โครงการนี้ได้รับ งบประมาณ ๕๗ ล้านบาท ลงไปกับยานยนต์ ตั้งเป้าหมายไว้ ๑๕,๐๐๐ คน ต้องบอกว่า เป็นโครงการที่ดีของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานเพราะลงไปทำกับคนจริง ๆ ไป Train หน้างาน ให้คนแรงงานไทยได้ใช้เครื่องไม้เครื่องมือยุคใหม่ ยานยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่ แต่มีเวลาจำกัดมาก ถ้าไปดูไส้ในจะพบว่าเรามีเวลา Train คน ๑๕,๐๐๐ คนของเราคนละ ๕ วันเท่านั้นเอง ๕ วัน ต่อคนเท่านั้นเอง นี่เป็นโครงการที่ดีที่จะทำให้คนไทย แรงงานไทยเก่งขึ้น แต่พอไปดูไส้ใน ก็พบว่าเรามีเวลา Train คนละ ๕ วัน แล้วเราคิดว่าเราจะทำให้คนไทย แรงงานไทยเปลี่ยนจากสันดาปเป็นยานยนต์ไฟฟ้าในเวลา ๕ วันได้แค่ไหน ยิ่งไปดูผลการดำเนินงานของปี ๒๕๖๘ ที่ผ่านมาก็ยิ่งน่ากังวล กรมพัฒนา ฝีมือแรงงาน ปีงบ ๒๕๖๘ ตั้งเป้ายกระดับแรงงานยานยนต์ไว้ทั้งหมด ๗,๐๔๐ คน ผ่านไป ๖ เดือนแรกครึ่งทาง กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน Train แรงงานได้ ๑,๐๐๐ กว่าคนเท่านั้น โครงการพัฒนาแรงงานในอีอีซีตั้งเป้าไว้ ๒,๗๐๐ คน ผ่านไปครึ่งทาง ๖ เดือน ทำได้แค่ ๓๑๙ คน สำนักงานปลัดกระทรวง อว. เองก็สรุปว่าทั้งปีพัฒนากำลังคนด้าน EV ทำได้ ๒๘๐ คน อาจจะมีโครงการของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ทำได้ตามเป้าแต่ก็เป็นเพราะ เป้าหมายนี้มันเล็กมาก ตั้งเป้าไว้ว่าจะอบรมผู้ประกอบการ ๑๕ บริษัท ๒๐๐ คน ทำได้ ๒๐๔ คน สรุปก็คือต่อให้เราทำได้ตามเป้าหมายทั้งหมดที่ตั้งไว้เราจะ Train กับยานยนต์ เรา Train คนได้หลักหมื่นแต่ครึ่งทางของปีงบ ๒๕๖๘ เรา Train คนได้แค่หลักพันเท่านั้นเอง กลับไปดูตัวเลขว่าเรามีแรงงานที่เสี่ยงจะตกงานในยานยนต์ ๗๐๐,๐๐๐ คน ย้ำอีกทีว่านี่คือ อุตสาหกรรมที่ไทยเก่งอยู่แล้ว เราเคยเก่งระดับโลกในอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาป เป็นทุนเดิมเรายังพัฒนาคนได้แค่นี้ ถ้าเป็นอุตสาหกรรมอื่นที่เราไม่เคยเก่งมาก่อนเราจะ พัฒนาคนได้แค่ไหนกัน ท่านประธานครับ ในโลกยุคใหม่ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์ ๓ ด้านไปพร้อมกัน ๑. คือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ๒. คือการยกระดับ คุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ ๓. ก็คือความมั่นคงยุคใหม่ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ปั่นป่วน ทั้ง ๓ เรื่องนี้มันมีหัวใจที่เดียวกันคือเรื่องของการพัฒนาคน แต่ปัญหาของเราก็คือเรามี งบประมาณปีละหลาย ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท สำหรับการพัฒนาทักษะคน สำหรับการปรับ โครงสร้างเศรษฐกิจ แต่ปัญหาก็คือ ๑. เรามี Master Plan แต่ก็เหมือนไม่มีเพราะว่าไม่มี หน่วยงานไหนเอาไปใช้ต่อเลย เดินกันคนละทิศคนละทาง คนละตัวเลข ๒. เราตั้งเป้าพัฒนา คนไว้ปีละเป็นล้านคนให้ดูยิ่งใหญ่ ทำได้เป็นเนื้อเป็นหนังจริง ๆ ประมาณ ๓๐,๐๐๐ คน เท่านั้นเองผ่านระบบเดิมที่มีอยู่แล้ว ส่วนคนอีก ๘๐๐,๐๐๐ คน เราไปฝากความหวังไว้กับ ระบบออนไลน์ Thai MOOC ก็นับจากยอด View Stem One Stop Service ก็นับจากยอด View แถมในปีงบ ๒๕๖๙ ก็จะเริ่มโครงการใหม่ที่จะสร้างงบผูกพัน ๕,๐๐๐ กว่าล้าน แต่ก็เป็นการทำ Portfolio แล้วก็เน้นเนื้อหาที่เป็นเรื่องของทัศนคติเท่านั้น ไม่ได้เน้นเรื่องของ การยกระดับทักษะจริงจัง สุดท้ายถ้าเจาะไปดูระดับเซกเตอร์อย่างยานยนต์โครงการที่ลงไป ทำหน้างานกับคน ไป Train คน ไปพัฒนาคนจริง ๆ ๕๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นเอง แล้วเราจะ คาดหวังการยกระดับทักษะแรงงานไทยท่ามกลางการ Disrupt ครั้งใหญ่ได้แค่ไหน ในฐานะ กรรมาธิการผมจึงขอสงวนความเห็นเสนอให้มีการรื้อวิธีคิดออกแบบโครงการปรับทักษะ แรงงานใหม่ของไทยทั้งระบบเพื่อกู้วิกฤติทักษะแรงงานไทย ขอบคุณครับ