ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ วิพากษ์การจัดสรรงบประมาณภาครัฐที่ขาดประสิทธิภาพและฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างที่เกินความจำเป็น สะท้อนปัญหาการใช้งบประมาณสูงผิดปกติ ขาดการตรวจสอบ และการไม่บูรณาการพื้นที่ราชการอย่างคุ้มค่า พร้อมเสนอให้เปลี่ยนแนวทางมาเน้นการเช่าระยะยาวแทนการสร้างเองเพื่อลดต้นทุน กระตุ้นเศรษฐกิจ และสนับสนุนภาคเอกชน รวมถึงเรียกร้องให้ปรับลดงบประมาณกระทรวงกลาโหม 1 เปอร์เซ็นต์เพื่อนำไปใช้แก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ท่านประธานครับปีนี้สถานการณ์เศรษฐกิจเรียกว่าไม่ดีมาก เราเจอปัญหาทั้งภาษีทรัมป์ ปัญหาชายแดน การสวมสิทธิ จำนวนเจ้าหน้าที่ก็ยังไม่ฟื้นตัว มีทั้งโรงงาน ๐ เหรียญ อุตสาหกรรมเก่าปรับตัวไม่ได้ ปัญหา Over Supply ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ราคาสินค้า เกษตรตกต่ำ แต่ภาพรวมในการจัดงบประมาณปี ๒๕๖๙ ก็ยังไร้ประสิทธิภาพเหมือนเดิม
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ปีนี้ในห้องของผม ห้องคณะอนุกรรมาธิการที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีการของบประมาณด้านการก่อสร้างมากกว่า ๓๒๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยประมาณ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ ก็คืองบในการสร้างถนน สร้างสะพาน ท่าเรือ สนามบิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ คือสร้างเขื่อนแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ชลประทาน น้ำบาดาล ช่วยการเกษตร และ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ คืองบในการสร้างอาคาร สำนักงานบ้านพัก พิพิธภัณฑ์และโรงพยาบาล โดยงบก่อสร้างไม่ได้มีแค่เท่านี้ท่านประธานแต่ยังมีซ่อนอยู่ใน คณะอนุกรรมาธิการห้องอื่น ๆ อีกไม่ต่ำกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท งบก่อสร้างที่มีการขอมา ก็มีปัญหาเดิม ๆ แบบทุกปี และยังไม่มีการแก้ไขใด ๆ ทั้งสิ้น โดยผมได้สรุปปัญหาออกมา ทั้งหมด ๘ ข้อดังนี้
๑. คือขอในสิ่งที่ไม่ควรขอ อย่างเช่น บ้านพักท่าน ผบ.ตร. ๙๑ ล้านบาท ที่อ้างว่าเป็น Command Center แต่ในแบบก็สร้างเป็นแบบบ้านพักแล้วก็มีห้องจัดเลี้ยง ๒. ขอ Data Center มา ปีนี้ก็ขอมาเยอะมาก อย่างกรมฝนหลวงก็ทำอาคารที่มี Data Center อยู่ข้างใน จังหวัดพะเยา ๓๐๐ ล้าน บุรีรัมย์ ๕๐๐ ล้าน เพชรบุรีอีก ๕๐๐ ล้าน ทั้งที่ เรารณรงค์ให้ใช้ Cloud กลาง เชิญต่างชาติมาทุน Data Center แต่หน่วยงานภาครัฐกลับ สร้าง ๑ หน่วยงาน ๑ Data Center กันเต็มไปหมด พิพิธภัณฑ์ก็ของบสร้างเต็มเหมือนกัน ท่านประธาน ทั้งประเทศรู้ไหมเรามีพิพิธภัณฑ์ ๑,๕๐๐ แห่งแต่หน่วยงานรัฐก็ยังขอสร้าง ไม่เลิก ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ไม้มีค่า ๓,๘๐๐ ล้าน ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ฝนหลวงอีก ๔๕๐ ล้าน บางกรมได้งบทำสำนักงานใหม่ย้ายที่แล้วที่เก่าก็ไม่ส่งคืน จะเอาสำนักงานเดิม ตัวเองไปสร้างเป็น Hall of Fame ไปสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ไว้อวดผลงาน ทั้งที่ผลงานก็ไม่มี แต่ก็อยากจะอวดแทบแย่
ปัญหาที่ ๒ คือการขอสร้างที่ขนาดใหญ่เกินความจำเป็น ทั้งที่สำนักงบ มีระเบียบเรื่องของขนาดอาคารเทียบกับจำนวนเจ้าหน้าที่พนักงานเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่มีใครกลับนำไปใช้ ออกแบบตึกใหญ่ Over เพื่อที่จะได้ของบกันเยอะ ๆ อย่างเช่น ตึกกระทรวงคมนาคม ๓,๘๓๒ ล้านบาท เหมาะกับคน ๓,๐๐๐ คน แต่ไปใช้จริงแค่ ๑,๐๐๐ คน แถมมีที่จอดรถ ๑,๐๐๐ คัน เจ้าหน้าที่พนักงาน ๑,๐๐๐ คน ที่จอดรถ ๑,๐๐๐ คัน มีที่จอดรถอัตราส่วน ๑:๑ กับเจ้าหน้าที่พนักงาน เป็นการผลาญงบประมาณ ที่เปลืองไปมากกว่า ๒,๐๐๐ ล้านบาทแบบฟรี ๆ
ปัญหาที่ ๓ คือราคาต่อหน่วยแพงเกินจริง อย่าง กพ. โดนตัดงบไป ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะค่าตกแต่งอย่างเดียวตกตารางเมตรละ ๕๘,๐๐๐ แพงกว่าราคาตลาด ที่เขาคิดกันแค่ ๒๐,๐๐๐ บาทต่อตารางเมตร หรือโรงพยาบาลราชทัณฑ์โดนตัดงบไป ๔๗ เปอร์เซ็นต์ เพราะค่าตกแต่งโรงพยาบาลแพงมาก ๆ งาน Built-in ตกเมตรละ ๑๐๐,๐๐๐ แพงกว่าราคาตลาดทั่วไปไม่ต่ำกว่า ๕-๑๐ เท่า ตู้บานละ ๑๐๐,๐๐๐ เคาน์เตอร์ เวชระเบียน ๒ ล้าน ตู้เอกสาร ๓๐๐,๐๐๐ ตู้ใส่รองเท้าคนไข้ ๗๐๐,๐๐๐ ตู้วาง TV ๓๐๐,๐๐๐ ตู้หัวเตียง ๒๐๐,๐๐๐ ผนัง TV อีก ๓๐๐,๐๐๐ ตู้ใส่ผ้าอบ ๒ ล้านบาท ที่ชอบทำ Built-in เพราะอะไร เพราะ Built-in ไม่มีราคากลาง และที่ตลกกว่าคือบางอย่างของ Spec เหมือนกันแต่ของบต่างกัน ลิฟต์คนละโรงพยาบาล ที่หนึ่งขอ ๑,๔๐๐,๐๐๐ ที่หนึ่ง ๑,๘๐๐,๐๐๐ อีกที่หนึ่ง ๒,๕๐๐,๐๐๐ เพราะว่าสำนักงบประมาณไม่มีโปรแกรมในการ Scan BOQ ว่าใครขออะไร ราคาเท่าไร อย่างไร ทำให้อนุกรรมาธิการต้องมานั่งอ่าน BOQ กันเป็น หมื่น ๆ หน้า เพื่อที่จะดูว่าใครแอบยัดไส้อะไรเข้ามา
ปัญหาที่ ๔ คือขาดการบูรณาการการวางแผนใช้สอยอาคารร่วมกัน จนกลายเป็นธรรมเนียมแล้วท่านประธาน ๑ กรม ๑ สำนัก ๑ ตึก ทั้งที่อยู่จังหวัดเดียวกัน ก็ต้องสร้างแยกกัน เพราะอยากมีตึกเป็นของตัวเองไม่อยากใช้ตึกร่วมกับคนอื่น ที่สำคัญ ศาลากลาง ศูนย์ราชการจังหวัด ไม่เคยไปถามเขาว่าเต็มหรือไม่เต็ม ตั้งธงก่อนเลยว่า ฉันจะสร้างตึกของตัวเองแยกออกมา แม้แต่ภายในกองทัพเองก็ยังไม่คิดจะแชร์อาคารร่วมกัน เลยครับ หอประชุมก็ขอแยกกัน อาคารซ้อมดนตรีวงดุริยางค์ก็มีแยกกัน
ปัญหาที่ ๕ คือชอบสร้างไม่ชอบเช่า เพราะอะไร อยากมีเอี่ยวในการจัดซื้อ จัดจ้าง หลายหน่วยงานร้อนรนมากถ้าเช่าสำนักงานอยู่ ยิ่งถ้าตัวเองเป็นหน่วยงานใหญ่แล้ว เช่าออฟฟิศอยู่ไม่ได้ จะต้องหางบเพื่อที่จะขอสร้างเป็นของตัวเองแล้วก็ชอบอ้างว่าค่าเช่าแพง ทั้งที่จริงถ้าเอาค่าเช่าเปรียบเทียบกับค่าลงทุนแล้ว เช่า ๒๐ ปี ยังถูกกว่าสร้างเองเลย อย่างบ้านพักข้าราชการในเมืองจริง ๆ แล้วไม่มีความจำเป็นต้องสร้างแล้ว เพราะมีบ้าน มีคอนโดมิเนียมปล่อยเช่าเต็มไปหมดก็อยากจะสร้าง สร้างแล้วก็แพงกว่าชาวบ้านเขา แบบก็ โบราณกว่าเขา ดูแลก็ดูแลไม่ไหว สุดท้ายก็ปล่อยให้เจ้าหน้าที่อยู่กันแบบตามยถากรรม อยู่กันแบบอดสู ถ้าสงสารเขาจริง ๆ ผมบอกเลยอย่าเอาเขาเป็นตัวประกัน ให้เงินอุดหนุน ให้เขาไปหาที่เช่าเลยง่ายกว่า คล่องตัวกว่า แล้วก็ครอบคลุมจำนวนเจ้าหน้าที่ได้มากกว่า ในมิติของภาคอสังหาริมทรัพย์เองต้องบอกว่าการสร้าง Supply แบบนี้เป็นการแย่งลูกค้ากับ ภาคเอกชนมีแต่จะทำลายเศรษฐกิจในระยะยาว แล้วก็เกิด Over Supply ขึ้นอย่างที่เป็นอยู่ ณ เวลานี้ การให้เงินอุดหนุนไปเช่าจะเป็นการช่วยกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนเกิดธุรกิจ ไปสร้างหอพัก สร้างบ้านพักให้ข้าราชการ พวกกองทุนอย่าง Pension Fund พวกกอง REIT หรือกองประกันสังคม ที่เขาอยากได้ Stable Income เขาก็จะไปลงทุนพวกนี้ ไปซื้อ Asset เหล่านี้ไว้แล้วก็มาให้เจ้าหน้าที่ราชการไปเช่า ไปใช้อยู่กัน รวมถึงกระทั่งสามารถดึงคนที่เป็น คนปล่อยเช่ารายย่อยเข้าสู่ระบบฐานภาษีได้อีก
ปัญหาที่ ๖ คือการไม่ทำหน้าที่ Regulator หรือคนกำกับแต่อยากเป็น Operator หน่วยงานที่ไม่เข้าใจหน้าที่ของตนเองว่าตัวเองมีหน้าที่ในการใช้กลไก ของภาครัฐในการสนับสนุนเพื่อช่วยให้ธุรกิจมันโตขึ้น ไม่ใช่ทำหน้าที่แข่งกับเอกชนเอง ยกตัวอย่าง กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ขอสร้างตึก ๘๗๓ ล้านบาท ไว้ซ้อมดนตรีกับจัด นิทรรศการ แทนที่จะ Collab กับภาคเอกชนไปร่วมลงทุนกับมหาวิทยาลัยและรอไป ขอใช้ Facility ในราคาลดพิเศษก็ไม่ จะเอาที่ดินใจกลางรัชดาตารางวาละเป็นล้าน ไปสร้างตึกของตัวเองแค่คิดค่าราคาที่ดินก็ขาดทุนแล้ว หรือบ้านบางแค ๒ ของกระทรวง พม. ๔๙๙ ล้านบาท เป็นบ้านพักคนชราแต่ราคาต่อตารางเมตรแพงกว่าโรงพยาบาล ๒ เท่า ตอนแรกบอกว่าช่วยคนได้แค่ ๒๐๐ คน กรรมาธิการต้องจี้ให้ไปเพิ่มจำนวนมากขึ้น ให้ช่วย คนได้มากขึ้นไม่อย่างนั้นเท่ากับว่าจะตกเฉลี่ยคนละ ๒,๕๐๐,๐๐๐ แพงยิ่งกว่าแจก คอนโดอีก ปัญหาจริง ๆ ของหน่วยงานที่ต้องไปดูก็คือเรื่องของภาษี เรื่องของระเบียบ เรื่องของผังเมือง เรื่องของควบคุมอาคาร หรือการให้เงินอุดหนุนกับเอกชนเพื่อไปแลกกับ การเก็บค่าบริการที่มันต่ำไม่ใช่ไปสร้างแข่งกับภาคเอกชนอีก เพราะตัวเองไม่ใช่ มืออาชีพ ไม่ใช่นักธุรกิจ ไม่ใช่นักลงทุนท่านประธาน
ปัญหาที่ ๗ คือใช้ที่ดินเปลืองโดยที่ไม่ดูต้นทุนที่ดิน หลายโครงการ เป็นแบบก่อสร้างมาตรฐาน มีขนาดเท่ากันแต่ใช้ที่ดินต่างกัน อย่างกระทรวงวัฒนธรรม อาคารพิธีการศพพระราชทาน จังหวัดหนึ่งใช้ ๔ ไร่ อีกจังหวัดหนึ่งใช้ ๘ ไร่ อาคาร แบบเดียวกันแต่ที่หนึ่งใช้ ๔ ไร่ ที่หนึ่งใช้ ๘ ไร่ เป็นการผลาญที่ดินอย่างฟรี ๆ แล้วยังต้องขอ งบมาทำค่า Landscape ต่ออีก
ปัญหาสุดท้าย คือการจัดสรรงบแบบผิดฝาผิดตัว อย่างกระทรวงกลาโหม ที่ควรโฟกัสที่ภารกิจหลักของเรา แต่ก็ไปแย่งงาน แย่งงบหน่วยงานอื่น ไปทำอะไร ไปสร้าง ถนนแข่งกับกระทรวงคมนาคม ไปทำน้ำประปาแข่งกับกระทรวงมหาดไทย เจาะน้ำบาดาล แทนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลอกคลองแข่งกับกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ผลิตยาแข่งองค์การเภสัชกรรม ไปสร้างโรงพยาบาลแข่งกระทรวงสาธารณสุข ไปตั้ง วงดนตรีแข่งกระทรวงวัฒนธรรม ไปบริหารบ่อน้ำมันแทนกระทรวงพลังงาน ไปทำสังคม สงเคราะห์แข่งกับกระทรวง พม. มีโรงแรม มีสนามกอล์ฟ มีศาลทหารเป็นของตัวเอง จากปัญหาเหล่านี้ท่านประธาน ในการตั้งงบที่ไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลและรัฐบาลไม่เคย แก้ได้เลยแม้แต่ปีเดียว ผมจึงขอเสนอขอปรับลดงบประมาณในภาพรวม ๑ เปอร์เซ็นต์ เพื่อรีดไขมันแล้วเอางบไปรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ขอบคุณครับ