จิตติพจน์ ชี้เศรษฐกิจผันผวน ขอปรับลดงบ-เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๘

จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ หารือถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจจากวิกฤติทั้งภายในและภายนอกที่ส่งผลต่อรายได้ของรัฐ จึงเสนอปรับลดงบประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายและลดภาระหนี้สาธารณะ โดยเน้นการลดค่าใช้จ่ายประจำที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะการก่อสร้างอาคาร พร้อมผลักดันการปรับสู่รัฐบาลดิจิทัลเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างรถไฟรางคู่อีสานใต้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมเรียกร้องมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนและผลกระทบทางเศรษฐกิจในภาคการเกษตรและธุรกิจท้องถิ่น

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากศรีสะเกษ ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติขอตัดงบประมาณลง ๓ เปอร์เซ็นต์ สาเหตุก็เนื่องจากว่าด้วยความไม่แน่นอนในภาวะเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวิกฤติการปะทะกันตามแนวชายแดนกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิกฤติ ภาษีนำเข้าสหรัฐหรือภัยธรรมชาติต่าง ๆ ก็เป็นผลกระทบจะทำให้รายได้ของรัฐบาลน่าจะ จัดเก็บได้ไม่เข้าเป้า มีความเสี่ยงอย่างนั้น เพราะว่าการที่มีภาษีนำเข้าของสหรัฐทำให้เรา ส่งออกได้น้อยลง ขณะเดียวกันสินค้านำเข้าจากสหรัฐก็จะเข้ามามากขึ้น แล้วก็จะมีสินค้า นำเข้าจากประเทศจีนหรือประเทศอื่น ๆ อีกหลาย ๆ ประเทศเข้ามาในประเทศของเรา ก็จะทำให้โรงงานของประเทศไทยหรือพี่น้องชาวเกษตรกรของเราก็อาจจะผลิตสินค้า ได้น้อยลง มีรายได้น้อยลง ภาษีเงินได้ที่จัดเก็บได้ก็น้อยลง ภาษีนำเข้าที่เราเคยเก็บจากสินค้า ที่นำเข้าจากสหรัฐบางตัวอัตราภาษีถึง ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ตอนนี้ปรับเหลือ ๐ เปอร์เซ็นต์ รายได้ภาษีนำเข้าก็จะลดลงด้วย เมื่อการจัดเก็บรายได้ไม่เข้าเป้าก็มีความเสี่ยงว่าจีดีพีของเรา อาจจะไม่ถึง ๒๐ ล้านล้าน ในปี ๒๕๖๙ แล้วก็อัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีก็อาจจะ เข้าใกล้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์มากขึ้นจึงต้องมีการใช้จ่ายงบประมาณด้วยความประหยัดและ ได้ประโยชน์สูงสุด ผมจึงมีข้อเสนอแนะและข้อสังเกตดังนี้ครับ

ประเด็นที่ ๑ ผมอยากจะให้มีการลดค่าใช้จ่ายประจำลงครับท่านประธาน ค่าใช้จ่ายประจำของประเทศไทยมีมากกว่า ๒ ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เป็นภาระ ผูกพันมีปัญหาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การที่เราสร้างอาคารสำนักงานของหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น องค์กรใด ๆ ก็ตามที่มีขนาดใหญ่เกินความจำเป็นมันก่อให้เกิดภาระ นอกจากจะมี งบประมาณในการก่อสร้างแล้วงบประมาณในการดูแล ไม่ว่าจะเป็นค่าไฟฟ้าก็ดี ค่าแม่บ้าน ในการทำความสะอาดก็ดี ฯลฯ ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นภาระจำนวนมากซึ่งไม่ใช่เรื่องดี เพราะว่า ถ้าหากรัฐบาลมีความเทอะทะและอุ้ยอ้ายเวลาทำอะไรก็จะไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เราควรจะมี Lean Government หรือรัฐบาลที่มีความกระฉับกระเฉงไม่อุ้ยอ้ายครับ ท่านประธาน ซึ่งส่วนหนึ่งที่เราจะทำได้นอกจากจากการใช้จ่ายในเรื่องของการสร้างอาคาร สำนักงานเท่าที่จำเป็นแล้วก็ยังสามารถปรับปรุงในเรื่องของระบบไอทีเราต้องทำให้ประเทศ ของเราเป็น Digital Government จะต้องทำให้รัฐบาลของเราเป็น Smart Government ต้องเป็น Smart City ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่อย่างเช่นถ้าหากว่าคนที่เคยไปติดต่อ ราชการก็จะเห็นว่าถ้าเราไปติดต่อราชการ ไปขอโอนที่ดิน เวลาไปก็ต้องเอาบัตรประชาชนไป ต้องถ่ายสำเนาทะเบียนบ้านไปและถ้าหากเป็นบริษัทต่าง ๆ ก็ต้องมีหนังสือรับรองและ เอกสารอะไรต่าง ๆ มากมาย ทั้ง ๆ ที่เราไปติดต่อหน่วยงานราชการ ถ้าหากว่าเราทำให้ ฐานข้อมูลทั้งหมดติดต่อถึงกันได้ เราแค่เอาบัตรประชาชนไปแจ้งแค่เลขทะเบียนผู้เสีย ภาษีอากร เลขทะเบียนบริษัท แล้วก็ให้ระบบต่อกันถึงระหว่างกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย แล้วก็ต่อถึงทางกระทรวงพาณิชย์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เวลาเราไปโอนแทนที่จะเสียเวลา ครึ่งวันหรือ ๑ วัน ก็อาจจะสามารถโอนที่ดินเสร็จได้ใน ๑ วัน ดังนั้นการปรับโดยทำให้ ของเราเป็น Digital Government จึงมีความสำคัญ รวมถึงการที่ใช้ระบบ Digital Wallet ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Digital Wallet ในเรื่องของ Identity ก็คือเรื่องของบัตรประชาชน ที่ Link เป็นระบบ ซึ่งก็มีการทำในหลายประเทศแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในยุโรป ๒๗ ประเทศก็ดี ในสิงคโปร์ก็ดี ก็เป็นสิ่งที่เราควรจะเร่งทำให้เสร็จโดยเร็ว งบประมาณในการที่จะแจก เงินหมื่นอาจจะช้าหน่อย แต่ว่าเรื่องของแพลตฟอร์ม เรื่องของซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ผมคิดว่า ต้องเร่งรัดให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อให้รัฐบาลของเรามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นครับ

อีกส่วนหนึ่งที่อยากจะให้มีการพิจารณาลงทุนก็คือเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน โครงสร้างพื้นฐานยกตัวอย่างเช่น รถไฟรางคู่ ถึงเราจะมีโครงการอยู่แล้วว่าจะสร้างรถไฟรางคู่ จากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดอุบลราชธานี ผ่านสระบุรี ผ่านโคราช บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ แล้วก็อุบลราชธานี แต่ว่าด้วยโครงสร้างงบประมาณปัจจุบันผมก็ไม่แน่ใจว่า ๑๐ ปี เราจะเห็น รถไฟรางคู่สายอีสานใต้เสร็จทันหรือไม่ ก็อยากจะให้รัฐบาลลองพิจารณาถ้าหากว่า เพิ่มงบประมาณในส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะรถไฟรางคู่อีสานใต้ถ้าเราทำให้มันเสร็จเร็วขึ้นแทนที่แต่เดิมอาจจะ ๑๐ ปี ให้เสร็จใน ๓-๕ ปี แล้วแม้ว่าจะมีการลงทุนเพิ่มขึ้นและทำให้อัตราส่วนหนี้ต่อจีดีพีเพิ่มขึ้น ในระยะสั้น แต่ผมคิดว่าคุ้มค่าแน่นอนเพราะถ้าหากโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลก็ดี โครงสร้างพื้นฐานทาง Physical หรือโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพก็ดีมีความพร้อมมูล การลงทุนต่างประเทศก็จะเข้ามาและการเศรษฐกิจของเราก็จะขยายตัวด้วยตัวของมันเองได้ ซึ่งคุ้มค่าแน่นอนก็อยากจะให้รัฐบาลลองพิจารณาดู แล้วเมื่อมีวิกฤติเศรษฐกิจในเรื่องของ ปัญหาทางชายแดนก็จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องเอางบประมาณกันไว้เพื่อไปเยียวยาพ่อแม่พี่น้อง ตามแนวชายแดน ๗ จังหวัดมากกว่า ๑ ล้านคนที่ได้รับผลกระทบ อย่างเช่น จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวานก็มีทหารเหยียบกับระเบิดใช่ไหมครับ ประชาชนก็เกิดความกังวลไม่กล้ากลับเข้า พื้นที่หรือถ้ากลับไปก็กลับไปบางส่วน ถึงกลับไปก็ไม่ได้ประกอบอาชีพโดยปกติทำให้รายได้ ของพ่อแม่พี่น้องกระทบเป็นช่วงเวลานานแล้ว จากวันที่ ๒๔ จนถึงปัจจุบันนี้ ก็เกือบเดือนแล้ว มันก็ทำให้รายได้กระทบมาก แล้วบ้านเรือนที่เสียหายแม้ว่าจะมีการช่วยเหลือโดยการเอา บ้าน Knock Down ไป แต่ก็ยังมีความเสียหายส่วนอื่นที่ยังชดเชยไม่หมด ก็ฝากรัฐบาล ลองพิจารณาว่าทำอย่างไรจะให้มีการเยียวยาประชาชนที่ได้รับความเสียหาย ต้องขอบคุณ ที่มีการเยียวยาในเรื่องผู้เสียชีวิตไปเรียบร้อยแล้วอย่างรวดเร็วรวมทั้งผู้บาดเจ็บ แต่ว่า ความเสียหายในเรื่องของธุรกิจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเซเว่น อีเลฟเว่น ที่ถูกจรวดลงก็ดี ปัจจุบันนี้ ยังไม่เรียบร้อย รวมทั้งพ่อแม่พี่น้องที่อยู่ชายแดนที่ขาดรายได้ไป เกษตรกรที่มีปัญหาเรื่อง เสียหายจากไก่หายไป หมู หมา กา ไก่ เสียหายก็ฝากรัฐบาลได้พิจารณาดูแลพ่อแม่ พี่น้องประชาชนเพื่อเยียวยาปัญหาในเรื่องนี้ รวมทั้งผลกระทบที่จะเกิดจากภาษีนำเข้าสหรัฐ ที่อาจจะทำให้เกษตรกรบางส่วนต้องเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น ก็ฝากรัฐบาลดูแลด้วยครับ ขอบพระคุณครับ