พริษฐ์ ชี้งบปี ๖๙ ไม่ตอบวิกฤต-เรียกรวบรวมงบ-ลดซ้ำซ้อนหน่วยงาน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๘

พริษฐ์ วัชรสินธุ ตั้งข้อสังเกตการจัดสรรงบประมาณปี ๒๕๖๙ ที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจจากภาษีตอบโต้ของสหรัฐ เรียกร้องให้มีการปรับลำดับความสำคัญของการใช้งบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ลดความซ้ำซ้อนในโครงการต่าง ๆ โดยเฉพาะในระบบราชการที่มีหน่วยงานหลายแห่งดำเนินงานทับซ้อนกันทั้งในด้านพัฒนาทักษะแรงงานและการจัดทำแผนนโยบาย จึงเสนอให้มีการรวมศูนย์ข้อมูล ยับยั้งการสร้างโครงสร้างใหม่ที่ไม่จำเป็น และพิจารณาควบรวมหน่วยงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารและกระจายงบประมาณอย่างเป็นธรรม.

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อดีตพรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการผู้ขอสงวนความเห็น ท่านประธานครับ ผมเข้าใจดีว่า รัฐบาลนั้นได้เริ่มจัดสรรงบประมาณ ปี ๒๕๖๙ ตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดวิกฤติภาษีตอบโต้กับสหรัฐ แต่สิ่งที่ผมไม่สามารถเข้าใจได้และไม่สามารถเห็นด้วยได้ คือการที่คณะกรรมาธิการ งบประมาณซึ่งก็มีเสียงข้างมากมาจากตัวแทนรัฐบาลนั้นได้ทำน้อยเกินไปในการจัดลำดับ ความสำคัญงบประมาณปี ๒๕๖๙ กันใหม่ เพื่อเตรียมรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจที่จะตามมา จากทั้งข้อตกลงกับสหรัฐและจากระเบียบโลกที่มีความไม่แน่นอน และจะส่งผลกระทบ อย่างรุนแรงต่อปากท้องของพี่น้องประชาชนในทุกภาคส่วน หากเทียบให้เห็นภาพ เมื่อ ๕ ปีที่แล้ว กรรมาธิการงบประมาณ ปี ๒๕๖๔ ได้มีการจัดงบใหม่ไปประมาณ ๓๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพื่อเตรียมต่อกรกับวิกฤติเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจากโควิด แต่พอมาปีนี้ กรรมาธิการงบประมาณ ปี ๒๕๖๙ มีการจัดงบใหม่ไปเพียงแค่ ๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพื่อต่อกรกับวิกฤติเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจากกรณีภาษีตอบโต้ของสหรัฐ ตลอดการอภิปราย ใน ๓ วันข้างหน้านี้ ผมเชื่อว่าท่านประธานนั้นจะได้ข้อสรุปเหมือนกับผมว่าสิ่งที่ประเทศเรา ขาดมากที่สุดไม่ใช่เรื่องปริมาณของงบประมาณ แต่คือประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณ อย่างตรงจุดและอย่างคุ้มค่า ไม่ว่าจะเปิดไปดูงบประมาณของกระทรวงไหนเราจะสามารถ ค้นพบงบประมาณบางส่วนที่เราสามารถปรับลดได้เพื่อโยกไปแก้ปัญหาให้กับพี่น้อง ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นอาคารสำนักงานที่หรูหรา ใหญ่ หรือมีมากเกินจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นงบ ในการพัฒนาแพลตฟอร์ม Application ที่ทำไปแล้วก็ไม่มีคนมาใช้ หรือไม่ว่าจะเป็นงบอบรม สัมมนาที่อาจจะไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ตามวัตถุวัตถุประสงค์ที่วางไว้ แต่ในมาตรานี้ ในภาพรวม ผมจะขออนุญาตอภิปรายถึงปัญหาหนึ่งเกี่ยวกับระบบราชการและการจัดทำงบประมาณ ของประเทศเราที่ไปส่งผลให้งบประมาณของแทบทุกกระทรวงนั้นถูกตั้งไว้สูงเกินจำเป็น นั่นก็คือปัญหาเรื่องของความซ้ำซ้อนในการจัดทำงบประมาณ ปัญหาเรื่องความซ้ำซ้อนที่ว่านี้ ผมแบ่งออกเป็น ๓ ด้านด้วยกัน คือปัญหาแยกกันทำ ปัญหาแย่งกันทำ และปัญหาย้าย ออกไปทำ

มาดูที่ปัญหาที่ ๑ หรือว่าปัญหาแยกกันทำซึ่งหมายถึงความซ้ำซ้อนในระดับ ของโครงการ นั่นคือการที่เรามีโครงการที่อาจจะเป็นประโยชน์และคาบเกี่ยวกับภารกิจ ของหลายหน่วยงาน แต่หน่วยงานดังกล่าวกลับเลือกที่จะต่างคนต่างทำมากกว่าร่วมกันทำ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือเรื่องของแพลตฟอร์มยกระดับทักษะแรงงาน เมื่อ ๑ ปีที่แล้วผมเคย ได้รวบรวมและนำมาอภิปรายในสภาแห่งนี้เพื่อชี้ให้ท่านประธานเห็นว่าประเทศเรานั้น ได้มีการลงทุนไปกับการพัฒนาแพลตฟอร์มเกี่ยวกับทักษะนั้นอย่างน้อย ๑๒ แพลตฟอร์ม จาก ๑๒ หน่วยงาน คาบเกี่ยว ๕ กระทรวง ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์ม Thai MOOC ของ กระทรวง อว. ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์ม EWE ของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ หรือว่าแพลตฟอร์ม CEA Online Academy ของ CEA เป็นต้น ผ่านมา ๑ ปี รัฐบาลก็ไม่ได้มีความพยายาม ในการจะควบรวมแพลตฟอร์มเหล่านี้ แต่กลับมีการเพิ่มแพลตฟอร์มขึ้นมาอีกอย่างน้อย ๑ แพลตฟอร์ม อย่างเช่น แพลตฟอร์ม OFOS ของ DGA ซึ่งพอสอบถามไปแล้วก็ค้นพบว่า ไม่ได้มี Feature อะไรใหม่ที่แพลตฟอร์มเดิมนั้นไม่สามารถทำได้ ขยับมาที่งบประมาณ ๒๕๖๙ ปีนี้ครับท่านประธานปัญหานี้ก็ยังคงอยู่ เพราะในมุมหนึ่งเราก็ยังคงมีหลายหน่วยงาน ที่ต่างขยันของบประมาณทำแพลตฟอร์มการเรียนรู้ใหม่ ๆ ยกตัวอย่างเช่น สำนักงานปลัด อว. และ สพฐ. ก็ต่างมีการของบผูกพันหลักพันล้าน เพื่อทำแพลตฟอร์มชื่อเดียวกันชื่อว่า Skill Credit Portfolio ในขณะที่แพลตฟอร์มเดิมที่มีอยู่แล้วก็ยังมีการของบพัฒนาต่อยอด ไปอีก ยกตัวอย่างเช่น Thai MOOC ปีนี้ก็มีการของบเข้ามา ๒๐ ล้านบาท

ปัญหาที่ ๒ คือปัญหาที่ผมเรียกว่าปัญหาแย่งกันทำ หรือความซ้ำซ้อน ในระดับของภารกิจ ความหมายที่ว่านี้คือการที่หลายหน่วยงานนั้นอาจจะมีการขีดเส้นและ จัดวางภารกิจที่แตกต่างกันและไม่ซ้ำซ้อนกันอย่างชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติเรากลับเห็นว่า หลายหน่วยงานนั้นมีการขยายภารกิจของตัวเองที่เสี่ยงจะไปซ้ำซ้อนกับภารกิจของหน่วยงานอื่น ยกตัวอย่างในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ แม้เรามี ๓ กรมที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ ที่มีการแบ่งงานกันอย่างชัดเจน นั่นคือกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่รับผิดชอบ เรื่องการเจรจาข้อตกลงใหม่ กรมการค้าระหว่างประเทศ ที่รับผิดชอบเรื่องการอำนวย ความสะดวกและกำกับการค้าให้เป็นไปตามข้อตกลง และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่รับผิดชอบเรื่องการหาตลาดให้กับสินค้า แต่พอไปดูในเชิงปฏิบัติครับท่านประธาน เรากลับค้นพบว่ากรมการค้าระหว่างประเทศในปีนี้ก็ยังมีการตั้งงบประมาณ ๑๐-๒๐ ล้านบาท เพื่อประชาสัมพันธ์ข้าวอินทรีย์และมันสำปะหลัง ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นภารกิจของกรมส่งเสริม การค้าระหว่างประเทศมากกว่า หรืออีกตัวอย่างหนึ่งในกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาก็มีการ แบ่งงานกันชัดเจนในเชิงทฤษฎีว่าสำนักงานปลัดรับผิดชอบเรื่องแผนธุรการ การท่องเที่ยว แห่งประเทศไทยนั้นรับผิดชอบเรื่องการดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาที่ประเทศไทย ในขณะที่ กรมการท่องเที่ยวรับผิดชอบเรื่องการดูแลนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทยแล้ว แต่ในเชิงปฏิบัติเราก็เห็นว่ายังคงมีความซ้ำซ้อนกันอยู่ ยกตัวอย่างเช่น สำนักปลัดปีนี้ ก็มีการตั้งงบประมาณประมาณ ๑๐ ล้านบาท เพื่อมาจัดงานวิ่งให้กับนักท่องเที่ยวเสียเอง

ส่วนปัญหาสุดท้ายครับท่านประธาน ปัญหาที่ ๓ คือปัญหาที่ผมเรียกว่า ปัญหาย้ายออกไปทำ หรือความซ้ำซ้อนในระดับของหน่วยงาน นั่นก็คือการที่เรามีหลาย หน่วยงานที่ถูกตั้งขึ้นมาด้วยภารกิจที่เสี่ยงจะซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว ผมยกตัวอย่าง เพียงตัวอย่างเดียวครับท่านประธาน คาบเกี่ยวกับการทำงานของสำนักงานปลัดของแต่ละ กระทรวง เราทราบกันดีว่าภารกิจสำคัญอย่างหนึ่งของสำนักงานปลัดที่มีอยู่ในทุกกระทรวงนั้น คือเรื่องของแผนและนโยบาย ท่านประธานไม่ต้องเชื่อผมก็ได้ ถ้าท่านประธานเปิดเอกสาร งบประมาณก็จะค้นพบว่าจากสำนักปลัดทั้งหมด ๒๐ แห่ง มีถึง ๑๘ แห่ง หรือ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ที่มีการระบุไว้อย่างชัดเจนเรื่องการทำแผนและนโยบายอยู่ในตัวพันธกิจของหน่วยงาน แต่ในความเป็นจริงครับท่านประธาน หลายกระทรวงกลับมีหน่วยงานอื่นระดับกรมที่ถูกตั้ง แยกออกมาจากสำนักปลัดเพื่อมารับผิดชอบเรื่องของแผนและนโยบาย เรามี ๔ กระทรวง ที่มีสำนักนโยบายและแผนตั้งแยกออกมาเป็นหน่วยงานระดับกรม เรามี ๓ กระทรวง ที่มีสำนักงานเศรษฐกิจ และอีก ๑ กระทรวง ที่มีสำนักกิจการซึ่งล้วนพูดถึงภารกิจและพันธกิจ เรื่องของการจัดทำแผนและนโยบาย เราก็มีอีก ๒ กระทรวง ที่มีหน่วยงานในรูปแบบสภา ที่มารับผิดชอบเรื่องนโยบายเช่นกัน แน่นอนผมต้องย้ำว่าผมไม่ได้บอกว่าผลงานของหน่วยงาน เหล่านี้ไม่มีความหมาย ไม่มีประโยชน์ หรือไม่มีความคุ้มค่า แน่นอนผมเข้าใจดีว่าการจะมา พิจารณาควบรวมหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งนั้นต้องศึกษากันอย่างละเอียดรอบคอบ และแน่นอนผมเข้าใจดีว่าการควบรวมหน่วยงานแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าจำนวนงานและ จำนวนคนจะลดลงเสมอไป แต่ผมมีความเชื่อว่าหากเรามีการศึกษาและพิจารณาควบรวมหน่วยงานที่มีภารกิจ ที่เสี่ยงจะซ้ำซ้อนกันอย่างจริงจังเราจะทำให้โครงการและกิจกรรมของรัฐนั้นมีความ สะเปะสะปะน้อยลงแต่ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนทรัพยากรมากขึ้น และเราจะทำให้ หน่วยงานของรัฐนั้นมีการผลิตแผนขึ้นหิ้งน้อยลงแต่ทำงานในทิศทางเดียวกันมากขึ้น ดังนั้น กล่าวโดยสรุปหากเราไม่เริ่มต้นมาปรับปรุงเรื่องของการจัดทำงบประมาณโดยการลดความ ซ้ำซ้อนที่แทรกอยู่ในทุกระดับของระบบราชการ ประเทศเราเสี่ยงจะไม่เหลืองบประมาณ เพียงพอในการแก้ไขปัญหาสำคัญ ๆ ของพี่น้องประชาชนและเสี่ยงจะไม่มีความคล่องตัวมากพอ ในการรับมือกับวิกฤติและปัญหาใหม่ ๆ ที่ถาโถมเข้ามา ขอบคุณครับท่านประธาน