ศิริกัญญา ชี้งบฯ 69 เสี่ยง รายได้หด-หนี้พุ่ง ขอปรับลดเพิ่ม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๘

ศิริกัญญา ตันสกุล แสดงความเห็นต่อร่างงบประมาณปี 2569 โดยเสนอให้ปรับลดเพิ่มอีก 50,000 ล้านบาท เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากวิกฤติทั้งภายในและภายนอกประเทศ พร้อมชี้ถึงความเสี่ยงต่อรายได้ภาครัฐจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว สงครามการค้า และราคาน้ำมันที่ลดลง รวมถึงปัญหาโครงสร้างการจัดเก็บภาษีที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข และตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของรายได้จากภาคกิจการรัฐวิสาหกิจ ขณะเดียวกันยังเรียกร้องให้เพิ่มงบกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อรองรับการฟื้นฟูอย่างทันท่วงที และเตือนถึงความเสี่ยงจากหนี้สาธารณะที่ใกล้ถึงเพดาน พร้อมเสนอให้มีการประหยัดงบประมาณ เตรียมขยายเพดานหนี้ และออกกฎหมายกู้เงินเพื่อรับมือวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคต

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ศิริกัญญา ตันสกุล สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ดิฉัน ได้สงวนความเห็นในมาตรา ๔ ภาพรวมไว้ว่าจะขอให้มีการปรับลดงบประมาณเพิ่มอีก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เหลือ ๓,๗๓๐,๖๐๐ ล้านบาทค่ะท่านประธาน ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติที่เรา อยากที่จะตัดลดงบประมาณเพิ่มในยามที่ประเทศอาจจะกำลังเผชิญกับวิกฤติคู่หรือว่า Twin Crisis ทั้งทางด้านเศรษฐกิจแล้วก็การปะทะในเขตชายแดน ซึ่งเราก็หวังว่าวิกฤติหลังนี้ น่าจะจบในเร็ววันไม่ได้ยืดเยื้อไปจนถึงปีงบประมาณ ๒๕๖๙ แต่วิกฤติแรกมันทำให้เรามาถึง จุดที่ดิฉันต้องขอปรับลดงบประมาณลง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อเป็นการเก็บกระสุนไว้ใช้ ในยามจำเป็น อีก ๓ วันข้างหน้า ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกก็คงจะได้รับฟังว่ามันมี รายการอะไรบ้าง มันมีประเด็นใดบ้างของงบประมาณปี ๒๕๖๙ ที่ได้จัดทำมา ที่ซ้ำซ้อน ที่แพง ที่ไม่จำเป็น ที่จำเป็นจะต้องมีการตัดลด รีดไขมันออก ต้องชะลอ ต้องเลื่อนออกไปก่อน ต้องจัดลำดับความสัมพันธ์กันใหม่แต่นั่นคือเหตุผลทางด้านงบประมาณ ส่วนดิฉันเอง อยากจะนำเสนอเหตุผลในการปรับลดงบประมาณที่เป็นเหตุผลทางด้านการคลังที่จะขอ ปรับลดในวันนี้ค่ะท่านประธาน จากวิกฤติที่จะเกิดจากสงครามการค้าที่กำลังจะมาถึงทำให้ การคลังของประเทศตกอยู่ในภาวะ ๓ เสี่ยง เสี่ยงทั้งทางด้านรายได้ รายจ่าย แล้วก็ หนี้สาธารณะ ขอสไลด์ที่ ๒ ขึ้นเลยนะคะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

อันนี้เป็นแนวโน้มเศรษฐกิจ ที่จัดทำโดยสภาพัฒน์และได้มานำเสนอให้กับทางกรรมาธิการได้รับทราบ ที่ดิฉันวงเอาไว้ ก็คือประมาณการของจีดีพีในปี ๒๕๖๙ ว่าจากเดิมในตอนที่มีการจัดทำงบประมาณฉบับนี้ ก็คือราว ๆ ปลายปี ๒๕๖๗ ตอนนั้นจีดีพียังคาดการณ์ว่าจะเติบโตอยู่ที่ ๒.๘ เปอร์เซ็นต์ ล่าสุดเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๘ จีดีพีมีการคาดการณ์ว่าในปี ๒๕๖๙ จะเติบโตเพียงแค่ ๑.๖ เปอร์เซ็นต์ ลดลงมา ๑.๒ เปอร์เซ็นต์ หลายท่านอาจจะบอกว่าตอนนี้เราทราบ อัตราภาษีแล้วสถานการณ์อาจจะดีขึ้น ไม่ค่ะ หลาย ๆ สำนักวิจัยมีการปรับเพิ่มประมาณการ เศรษฐกิจสำหรับปี ๒๕๖๘ ขึ้นเป็น ๒.๐ ๒.๓ ๒.๕ บ้าง แต่ยังไม่มีสำนักวิจัยไหนที่ปรับเพิ่ม งบจีดีพีสำหรับปี ๒๕๖๙ เลย

ทีนี้มาดูที่เสี่ยงแรกก่อน เสี่ยงที่จะเกิดจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ลงมากขณะนี้กับรายได้ ประมาณการรายได้ของปี ๒๕๖๙ ใช้ฐานจากจีดีพีที่ ๒.๘ ทำให้ เมื่อจีดีพีปรับลดลงก็จะทำให้การจัดเก็บรายได้ลดลงด้วย จากการประมาณการของสำนักงาน เศรษฐกิจการคลังบอกว่าทุก ๆ ๑ เปอร์เซ็นต์ที่จีดีพีที่เป็น Domino หรือว่าราคาประจำปี ลดลงจะทำให้รายได้จัดเก็บได้ลดลง ๐.๘๕ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นถ้าจีดีพีลดลง ๑.๗ เปอร์เซ็นต์ ก็จะทำให้รายได้รัฐบาลจัดเก็บได้ลดลง ๑.๔๕ เปอร์เซ็นต์ แต่เศรษฐกิจที่จะชะลอตัวจาก สงครามการค้าไม่ได้ส่งผลเฉพาะในจีดีพีของประเทศเรา แต่ว่าส่งผลกับจีดีพีของประเทศทั่วโลก และอีก ๑ ปัจจัยที่จะทำให้รายได้ที่เราจัดเก็บได้ลดลงก็คือราคาน้ำมันที่จะปรับลดลงด้วย มีการประมาณการว่าราคาน้ำมันดิบโลกนี้ในปี ๒๕๖๙ จะอายุระหว่าง ๖๐-๖๘ ดอลลาร์ ต่อบาร์เรลเท่านั้นเอง ต่างจากที่เคยประมาณการไว้ที่ ๗๕ ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งนั่นจะทำให้ เราจัดเก็บรายได้ที่ได้จากภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าน้ำมันลดลง ประมาณ ๐.๗ เปอร์เซ็นต์เช่นเดียวกัน รวม ๆ แล้วแค่ ๒ ปัจจัยนี้น่าจะทำให้รัฐจัดเก็บรายได้ ได้พลาดเป้าอาจจะเกือบ ๖๔,๐๐๐ ล้านบาทเลยด้วยกัน ท่านประธานที่เคารพคะ นี่เป็น เรื่องใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นในปี ๒๕๖๙ อันเนื่องมาจากความผันผวนของเศรษฐกิจที่เกิดจาก สงครามการค้า แต่เรื่องเดิมที่เป็นปัญหาของการจัดเก็บรายได้ของประเทศไทยก็ยังคงอยู่ เรามีปัญหาในเรื่องการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐบาลมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เราจัดเก็บภาษีได้ ประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ซึ่งต่ำกว่าหลาย ๆ ประเทศที่เป็นประเทศในกลุ่มเดียวกับ ประเทศเรา ปี ๒๕๖๗ รายได้หลังจากภาษีจัดเก็บตกเป้าไปเกือบ ๆ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ในท้ายที่สุดนี้สามารถที่จะปิดหีบได้เพราะว่ามีรายได้พิเศษมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการให้ ปตท. ปันผลก่อนเวลาอันควร หรือว่าบีบให้กองทุนวายุภักษ์ปันผลเพิ่มเติม และกองสลาก ก็มีรายได้เพิ่มเติมแล้วก็สามารถที่จะปันผลได้เพิ่ม จะสังเกตว่ารายได้จากรัฐวิสาหกิจ ในปี ๒๕๖๗ เพิ่มขึ้นถึง ๒๕.๔ เปอร์เซ็นต์ เรียกได้ว่าเป็นเดอะแบกที่ทำให้เราสามารถปิดหีบ ในปี ๒๕๖๗ ได้ ปีต่อมา ปี ๒๕๖๘ สถานการณ์ก็ยังคงเหมือนเดิม เราก็มีแนวโน้มที่จะจัดเก็บ ภาษีตกเป้าอีกเช่นเดียวกัน เฉพาะ ๙ เดือนแรก รายได้ภาษีตกไปแล้วเกือบ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเห็นได้ชัดก็คือสรรพสามิตเจ้าเดิมจากการที่จัดเก็บภาษีรถยนต์ ภาษีน้ำมัน ภาษียาสูบ ไม่ได้ แต่ที่ไล่ ๆ มาตามหลังคือกรมสรรพากร พอเศรษฐกิจตกต่ำก็จะทำให้จัดเก็บภาษีเงินได้ ลดลงด้วยเช่นเดียวกัน แต่ไม่รู้ว่าปีนี้จะมีเดอะแบกอย่างรัฐวิสาหกิจใดมาช่วยปิดหีบอีก หรือไม่ ถ้าไม่มีก็จะเป็นปัญหาทางการคลังต่อไป ต่อมาในปี ๒๕๖๙ อย่างที่บอกว่าเรากำลัง จะมีปัญหาใหม่มา ปัญหาเดิมยังไม่ได้มีการแก้ไข ถึงแม้ว่าจะมีแผนที่จะมีการปฏิรูปโครงสร้าง ภาษีที่จะประกาศในประมาณเดือนกันยายน แต่ตอนนี้เราก็ยังไม่เห็น ก็อยากที่จะทราบจาก ทางท่านประธานคณะกรรมาธิการเหมือนกันว่าจะมีแนวทางอย่างไร เพราะว่าปัญหาเดิม ๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดเก็บภาษีรถยนต์ที่มีแนวโน้มลดลง ลดลงเรื่อย ๆ จากการที่คนไปใช้ รถยนต์ไฟฟ้า หรือว่าการจัดเก็บภาษียาสูบที่มีการเปลี่ยนอัตราใหม่แล้วไม่สามารถที่จะ จัดเก็บได้ในเหมือนเดิมอีกต่อไป อันนี้ก็จะเป็นความเสี่ยงสำคัญทางด้านรายได้ที่เรา จะต้องเจอในปี ๒๕๖๙

ต่อมาในความเสี่ยงทางด้านรายจ่าย อย่างที่ดิฉันเคยอภิปรายในตอน วาระที่หนึ่งไปแล้ว ความเสี่ยงด้านรายจ่ายเมื่อเรากำลังจะต้องเจอกับวิกฤติทางด้านเศรษฐกิจ เราจำเป็นที่ต้องมีงบในการพยุง ฟื้นฟู กระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ว่าไม่ได้มีการเตรียมการเอาไว้ งบกลางรายการกระตุ้นเศรษฐกิจก็ยังคงอยู่ที่ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาทเท่าเดิม ไม่ได้มี การเปลี่ยนแปลง ไม่ได้มีการแปรเพิ่มเข้ามาในส่วนนี้ ทั้ง ๆ ที่ในปี ๒๕๖๘ ที่ไม่มีวิกฤติ มีเกือบ ๆ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กองทุนเอฟทีเอที่จะช่วยเหลือเกษตรกรไม่ได้รับการจัดสรร งบประมาณเลยและไม่ได้มีการแปรญัตติงบเพิ่มเติมแต่อย่างใด กองทุนส่งเสริมการค้า ระหว่างประเทศได้งบเพิ่มแค่ ๕ ล้านบาท ซึ่ง ๘๐๐ ล้านบาท แทบจะทำอะไรไม่ได้ในช่วง ที่เกิดวิกฤติ อันนี้ก็จะเป็นความเสี่ยงทางด้านรายจ่ายที่จะมาทำให้กดดัน ทำให้เราไม่มี งบประมาณเหลือจ่ายไปใช้ในการที่จะพยุงหรือฟื้นฟูเศรษฐกิจ

ความเสี่ยงด้านสุดท้าย คือความเสี่ยงด้านหนี้สาธารณะ หนี้สาธารณะกำลัง จะชนเพดานแล้ว พื้นที่ทางการคลังของเราเหลือไม่มากแล้ว ณ ปัจจุบันที่เดือนมิถุนายน ๒๕๖๘ หนี้สาธารณะอาจจะอยู่ที่ ๖๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเราคิดว่าน่าจะพอไหว แต่สิ้นปี งบปี ๒๕๖๘ ก็จะขึ้นไปอยู่ที่ ๖๖ เปอร์เซ็นต์ ในส่วนของสิ้นปี ๒๕๖๙ นี้ ถ้ากู้ตามที่ได้ วางแผนไว้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะขึ้นไปถึง ๖๙ เปอร์เซ็นต์ อันเนื่องมาจากว่าจีดีพีของเรา ที่กำลังถดถอยลงเรื่อย ๆ ก็เลยทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีกำลังจะชนเพดาน ในปี ๒๕๖๙ นี้แล้ว จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงจะต้องมีการประหยัดงบประมาณในส่วนนี้ เพื่อไปสมทบในส่วนหน้า ดิฉันคิดว่าแน่นอนแล้วที่เราจำเป็นที่จะต้องมีการขยายเพดาน หนี้สาธารณะให้เกิน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี และอาจจะต้องมีการออก พ.ร.บ. เงินกู้ หรือ พ.ร.ก. เงินกู้อะไรต่าง ๆ เพื่อมาพยุงเศรษฐกิจในปี ๒๕๖๙ เพราะว่าถ้าดูจากยอด ปรับลดของปี ๒๕๖๙ เพื่อที่จะเกลี่ยงบประมาณใหม่ไปใช้ในสิ่งที่ถูกที่ควร ปรากฏว่า ไม่ได้เป็นไปตามนั้นเลย การพิจารณาทั้ง ๒ เดือนที่ผ่านมาปรับลดงบประมาณไปได้เพียง ๘,๙๒๑ ล้านบาท แล้วก็ถูกนำไปเกลี่ยให้กับงบประมาณที่มันควรจะต้องเป็นงบที่ต้องขอ มาตั้งแต่เริ่มแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้หนี้ให้กับรถไฟฟ้าสายสีส้ม ไม่ว่าจะเป็นการจัดงาน ประชุม Conference ของ World Bank ไอเอ็มเอฟ ไม่ว่าจะเป็นงบที่จะต้องใช้คืนหนี้ ประกันสังคมต่าง ๆ เหล่านี้ มันเป็นสิ่งที่เราควรจะต้องเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว จะเห็นว่า ยอดปรับลดของปี ๒๕๖๙ ไม่ได้รู้สึกรู้สาเลยว่าเรามีวิกฤติรออยู่ แตกต่างจากในปีอื่น ๆ ที่เรา เผชิญวิกฤติโควิด เราเคยตัดได้มากถึง ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท

ท่านประธานที่เคารพคะ จึงเป็นเหตุผลว่าดิฉันไม่ได้อยากที่จะปรับลด งบประมาณในช่วงเวลาที่เรากำลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ แต่ว่าเราจำเป็นที่จะต้องเก็บกระสุน ถ้าการจัดงบประมาณในครั้งนี้ยังไม่ได้ตอบโจทย์ที่จะช่วยให้ประเทศรอดพ้นจากสงคราม การค้าได้ เราก็จำเป็นที่จะต้องปรับลดงบประมาณในครั้งนี้เพื่อเก็บพื้นที่ทางการคลังเอาไว้ใช้ เมื่อเกิดวิกฤติจริง ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ