ชยพล สท้อนดี ตั้งข้อสังเกตถึงความยากลำบากในการตัดงบกลาโหม พร้อมตั้งคำถามต่อความโปร่งใสและความจำเป็นในการจัดสรรงบประมาณของกองทัพ โดยเฉพาะการใช้งบสร้างคอนเสิร์ตฮอลล์และซื้ออุปกรณ์การแพทย์ม้า ขณะที่ทหารชายแดนกลับขาดแคลนอุปกรณ์ปฐมพยาบาลที่จำเป็น สะท้อนความไม่สมดุลและขาดความห่วงใยต่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติหน้าที่จริงในพื้นที่
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ชยพล สท้อนดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตหลักสี่ จตุจักร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ท่านประธานปีนี้เป็นปีที่เราตัดงบของกระทรวงกลาโหมกันได้อย่าง ยากลำบากมากเลย เพราะว่าทุกครั้งที่ได้มีการถามหรือมีการขอรายละเอียด จะต้องมีใคร สักคนหนึ่งพูดขึ้นมาตลอด ไม่ว่าจะจากผู้ชี้แจง หรือจากกรรมาธิการสัดส่วนของรัฐบาล ก็จะพูดขึ้นมาว่าปล่อยเขาไปเถอะตอนนี้กำลังมีสถานการณ์ความขัดแย้งที่ชายแดน ไทย-กัมพูชา ประเด็นคือผมเข้าใจว่ามันมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ของ ใช้งบกันในช่วงที่มัน เกิดเหตุความขัดแย้ง ผมก็เป็นห่วงทหารที่อยู่หน้างานตรงชายแดนด้วยเหมือนกันว่าเขาจะมี อุปกรณ์พอใช้ไหม มันก็เลยยิ่งต้องดูงบประมาณของกองทัพว่าใช้ถูกจุด ถูกที่ด้วยหรือเปล่า ก็เลยอยากจะมั่นใจเหมือนกันว่าสรุปแล้วมันมีรายละเอียดจริงไหม หรือว่าเรากำลังใช้เรื่อง ของความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นข้ออ้างในการปกป้องงบประมาณกันแน่ เดี๋ยวขอสไลด์ขึ้นเลยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ตัวอย่างแรกเลย เดี๋ยวผม เอาตัวอย่างที่มันห่าง ๆ ไกล ๆ ก่อนเลยแล้วกัน ให้มันเห็นชัดเลยว่ามันไม่เกี่ยวข้อง อย่างแน่นอน ตัวอย่างแรก อย่างโครงการสร้างอาคารใหม่ของหน่วยดุริยางค์ทหารอากาศ งบประมาณเกือบ ๑๔๐ ล้านบาท ตัดลดไปได้แค่ ๖๐๐,๐๐๐ บาทเท่านั้นเอง มีทั้งที่พัก กำลังพลข้างบน มีห้องซ่อม มีห้องอาหาร แล้วก็มี Concert Hall สูง ๒ ชั้นเอาไว้ใช้ซ้อม แล้วก็ใช้แสดงดนตรีด้วย คือกองทัพอากาศให้เหตุผลไว้ว่าหน่วยดุริยางค์เพิ่งย้ายมา แล้วก็ ต้องใช้พื้นที่ร่วมกันกับหน่วยอากาศโยธินอยู่ตรงแถว ๆ สนามบินดอนเมืองนั่นล่ะ เลยจำเป็น จะต้องสร้างหอพักเพิ่ม แต่ด้วยเหตุผลตรงนี้มันก็พอเข้าใจได้ คือถ้าเกิดจะบอกว่าย้ายมาแล้วมันไม่มีที่พัก แต่ถึงอย่างไรมันก็ไม่ได้ตอบคำถามว่าทำไมถึงได้ต้องมี Concert Hall ด้วย ทำไมถึงไม่ทำแค่ ห้องซ้อมและห้องพักเท่านั้น เดี๋ยวดูสไลด์ถัดไปเพราะว่าผมข้องใจตรงนี้ ผมมีทางออกให้ว่า มันไม่จำเป็นจะต้องมี Concert Hall ก็ได้ เพราะเอาจริง ๆ แล้วหอประชุมของกองทัพอากาศ มันก็อยู่ใกล้แค่นี้เอง แล้วความจริงก็แค่ทะลุถนนธูปะเตมีย์มันก็ถึงหอประชุมของ กองทัพอากาศได้แล้ว แล้วก็เอาเงินงบประมาณไปใช้ในการปรับปรุงระบบเสียงของ หอประชุมเดิมก็ได้ไม่จำเป็นจะต้องสร้างใหม่ของตัวเอง แค่นี้มันก็ประหยัดงบไปได้ ตั้งเยอะแล้ว ทะลุถนนธูปะเตมีย์เข้าไปนั่นก็พื้นที่ของกองทัพอากาศเองก็น่าจะทะลุกันได้อยู่ แล้วมันจะสั้นกว่าใน Map อีก หรือว่าจะมีอีก Way หนึ่งเลยก็ได้ที่ไม่จำเป็นจะต้องทำให้ ต้องสร้าง Concert Hall ราคาแบบ ๑๔๐ ล้านบาทขนาดนี้ ก็คือเป็นคำถามที่ยังไม่มีใคร ตอบผมได้เหมือนกันว่าทำไมหน่วยดุริยางค์มันจะต้องมีแยกเอาไว้ทุกเหล่าทัพ ทำไมเราถึงได้ ไม่สามารถจะยุบสิ่งเหล่านี้รวมกันได้แล้วเอาไว้ที่ส่วนกลางของกระทรวง แล้วใครจะประสาน ขอใช้งานก็ทำเรื่องขอล็อกคิว ล็อกตารางกันไป ไม่จำเป็นต้องแบ่งให้มันเป็นเบี้ยหัวแตก แยกกันทำหอประชุม หอดนตรี หอพัก ให้เปลืองงบประมาณกันมากมายก็ได้ แต่เอาจริง ๆ อันนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ผมยกมาเฉย ๆ ให้เห็นว่ามันก็เป็นหนึ่งในโครงการที่เราไม่สามารถ จะตัดได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่สามารถพิจารณาได้ เพราะว่าถูกใช้ประเด็นเรื่องของ ความขัดแย้งที่ชายแดนเอามาบอกว่าให้ปล่อยผ่านไปเร็ว ๆ แต่เดี๋ยวดูเรื่องถัดไปมันจะ ใกล้เคียงกันมากขึ้นแล้ว พอดีผมก็พยายามไล่หารายการที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ทางการแพทย์ อย่างอุปกรณ์ปฐมพยาบาลภาคสนามอะไรอย่างนี้ ทีนี้ผมก็ไปเจออยู่รายการหนึ่งน่าสนใจมาก คือซื้ออุปกรณ์ผ่าตัด รถเข็นอะไรต่าง ๆ เครื่องตัดกระดูกมากมาย แต่พอดูไปดูมา ดูในเชิง รายละเอียดปรากฏว่ามันเป็นอุปกรณ์การแพทย์สำหรับม้า ม้าอีกแล้ว ทบ. อันนี้ของ กองทัพบก ตอนวาระที่หนึ่งผมอภิปรายไว้แล้วว่ากองทัพบกเอาแบบพ่อพันธุ์ม้า น้ำเชื้อม้า มาใส่ไว้ในเอกสารลับเพื่ออะไรก็ไม่รู้ แล้วมาตอนนี้ผมจะหาอุปกรณ์การแพทย์เพื่อดูว่า กองทัพบกใส่ใจชีวิตความเป็นอยู่ของกำลังพลที่ต้องออกไปเสี่ยงชีวิตกันมากขนาดไหน กลับกลายเป็นว่าผมก็เจออยู่แค่นี้ อุปกรณ์การแพทย์ของม้า ประเด็นที่ผมตามหาอุปกรณ์ ทางการแพทย์เพราะผมหาสิ่งนี้อยู่คือภาษาทั่วไปเขาเรียกกันว่าเป็นชุดหมอเจ็บ ถ้าคนที่อยู่ หน้างานเขาจะเรียกกันว่าอย่างนี้ เป็นชุดปฐมพยาบาลประจำกายมาจากกรมแพทย์ทหารบก อุปกรณ์ข้างในนี้มันคืออุปกรณ์ในการห้ามเลือด คือข้างในมันก็จะมีพวกผ้าก๊อซ ผ้าพันแผล อะไรต่าง ๆ มากมาย แต่ประเด็นเลยที่ผมตามหาอยู่คือสิ่งนี้ คือผมอยากรู้ว่ามันมีจริง ๆ หรือเปล่า สิ่งนี้เรียกกันว่า Tourniquet หรือว่าก็คืออุปกรณ์ขันชะเนาะในการที่จะใช้ ห้ามเลือด เดี๋ยวผมสาธิตให้ท่านประธานดูว่ามันใช้อย่างไร เดี๋ยวขอเชิญท่านหมออาร์ทช่วยใช้ ให้ดูด้วย สมมุติแขนผมขาดอะไรอย่างนี้ ใต้ข้อศอกผมสามารถใช้ด้วยมือคนเดียวได้เลยแค่มัด แล้วก็รัด เสร็จแล้วมันก็สามารถที่จะขันชะเนาะในตัวของมันเองได้ก็จะทำให้ช่วยห้ามเลือดได้ ใช้ง่าย อันนี้ใช้ง่ายจริง ๆ ผมก็เลยอยากหาดูว่าสรุปแล้วกำลังพลของเรามีอุปกรณ์แบบนี้ใช้ ที่ชายแดนด้วยหรือเปล่า เพราะว่าถ้าเกิดมันเกิดเหตุการณ์เหยียบระเบิดหรือขาขาด แขนขาดอะไรขึ้นมามันก็สามารถที่จะใช้ช่วยชีวิตของตัวกำลังพลได้ แต่เดี๋ยวดูสไลด์ถัดไป อันนี้ภาพอาจจะน่ากลัวนิดหนึ่งแต่ผม Sensor ไว้ให้แล้ว ถ้าเกิดดูภาพทางซ้าย อันนั้นคือ เหตุการณ์แรก ๆ ที่ได้มีการเหยียบกับระเบิด ผม Sensor ภาพน่าหวาดเสียวไว้ให้แล้วก็คือ ทางซ้ายไม่ได้มีอุปกรณ์อะไรในการห้ามเลือดเลย ส่วนทางขวามันไม่ได้มีอุปกรณ์ Tourniquet แบบนี้ที่ผมเอามาโชว์ให้ท่านประธานดู แต่มันมีเป็นสิ่งนี้ เดี๋ยวเอาสไลด์ลงเลย ก็ได้จะได้หมดเสียทีกับภาพหวาดเสียว มันมีแค่สิ่งนี้คือสายยางไส้ไก่ แล้วประเด็นคือถ้าเกิด ผมอยู่คนเดียวผมจะทำอย่างไร คือแขนผมขาดไป สมมุติขาดไปใต้ข้อศอก แล้วถ้าเกิดผมจะ ห้ามเลือดตัวเองผมจะห้ามอย่างไร ผมก็ต้องมัดเองอย่างนี้หรือ แล้วก็ต้องใช้ฟันกัดมันขึ้นมา อย่างนี้หรือ คือมันก็ไม่ได้ Make Sense อะไรเท่าไร ท่านประธานลองดูว่าผมลำบาก ขนาดไหนแล้วมันจะอยู่ไหมแค่นี้ก็หลุดแล้ว คือถ้าเกิดผมอยู่คนเดียวผมจะทำอย่างไรดี แล้วเราใส่ใจกับชีวิตบุคลากรของเราจริงหรือเปล่า เพราะถ้าเกิดเราเห็นตรงที่หน้างาน มันไม่ได้มีอุปกรณ์เพียงพอที่จะใช้ แล้วก็มีบางคนถึงขั้นต้องเปิดรับบริจาคในการที่จะซื้อ Tourniquet แบบถูกต้อง แบบถูกต้องอย่างนี้ส่งไปให้กับกำลังพลได้ใช้ สรุปแล้วนี่คือ เราพูดว่ากองทัพจำเป็นจะต้องได้เงิน ได้งบประมาณ ได้อุปกรณ์ไปในการดูแลกำลังพล ที่อยู่ในพื้นที่บริเวณความขัดแย้ง แต่เราดูแลเขาดีจริงหรือเปล่า สุดท้ายแล้วก็เห็นอยู่ว่า อุปกรณ์ก็ไม่พอและกำลังพลก็ต้องสูญเสียเกินกว่าความจำเป็นของตัวเอง เดี๋ยวดูสไลด์ถัดไป ยังมีอีกงบหนึ่งเหมือนกันที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของกัมพูชาที่ผมข้องใจ เพราะตอนนี้ไทยได้ลด ความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชาเรียบร้อยแล้ว มีการเรียกทูตไทยประจำพนมเปญกลับ แล้วก็ส่งทูตกัมพูชาประจำไทยกลับประเทศเขาไป แต่ปรากฏว่ากองทัพบกยังสั่งอุปกรณ์ Fitness อยู่เลย ไปเติมอยู่ที่บ้านผู้ช่วยทูตทหารไทยที่กรุงพนมเปญ ถามจริงอันนี้มันจะมีใคร ได้ใช้อยู่ไหม ยังมีคนอยู่บ้านหลังนั้นอยู่หรือเปล่า นี่คือเหตุผลที่ถึงแม้ว่าเราจะอยู่ใน สถานการณ์ที่มีความขัดแย้งแต่การตรวจสอบกองทัพมันก็ยังต้องทำกันต่อไปอย่างเข้มข้น อยู่ดี เพราะว่าการที่รัฐบาลทำนิสัยแบบเดิม ๆ คือการเซ็นเช็คเปล่าให้กองทัพโดยไม่ ตรวจสอบมันคือการทำให้กองทัพต้องอ่อนแอ ไม่มีการวางยุทธศาสตร์ที่เป็นอันหนึ่ง อันเดียวกัน ต่างคนต่างแยกกันทำแล้วสุดท้ายมันก็ส่งผลต่อสมรรถนะของกองทัพเอง ที่กำลังพลแม้ในสถานการณ์แบบนี้ยังไม่มีแม้แต่อุปกรณ์ห้ามเลือดดี ๆ ใช้ แต่ก็จะเอาเงิน ไปซื้ออุปกรณ์ผ่าตัดม้าแทนอย่างนี้ คือผมต้องสื่อสารไปเลยกับคนที่ชอบออกมาพูด เชียร์ทหารผมก็อยากจะให้คิดด้วยว่าถ้าคุณรักในชีวิตทหารจริง ผมก็อยากให้ฟังเสียงที่สำคัญ มาก ๆ แต่กลับเป็นเสียงที่เบาที่สุดในความขัดแย้งครั้งนี้คือเสียงของทหารที่อยู่ชายแดน เขาลำบากอย่างไร เขารู้สึกอย่างไร และการบริหารงานของรัฐบาล การจัดสรรงบประมาณ และการทำงานของพวกนายพลที่มันดาวเต็มบ่ามันสะท้อนความต้องการของคนเหล่านั้น จริงหรือไม่ ผมก็ขอฝากไว้เท่านี้แล้วกันท่านประธาน ขอบคุณครับ