เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล อภิปรายเกี่ยวกับงบประมาณของกรมศุลกากร โดยตั้งข้อสังเกตการใช้จ่าย 275 ล้านบาทสำหรับการสร้างและปรับปรุงด่าน พร้อมเรียกร้องให้พิจารณาเป้าหมายและผลกระทบต่อการค้าอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการใช้เครื่องเอกซเรย์ที่ต้องมาพร้อมระบบตรวจสอบและป้องกันการทุจริต เพื่อปกป้องเกษตรกรไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมและสินค้าเถื่อนที่ลักลอบเข้ามา พร้อมเสนอให้ทบทวนการพัฒนาด่านชายแดนและปรับลดงบประมาณ 0.5 เปอร์เซ็นต์เพื่อใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สัดส่วนเครือข่ายชาติพันธุ์ ท่านประธานผมจะขออภิปรายเฉพาะในส่วนของ กรมศุลกากร ซึ่งผมคิดว่ามีประเด็นที่สำคัญ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
งบของกรมศุลกากร ผมคิดว่า ๒ ประการนี้ดูเหมือนเป็นงบที่ดี แต่ว่าเราจำเป็นต้องตั้งคำถาม
ประการแรก งบสร้างและปรับปรุงด่านศุลกากร ๒๗๕ ล้านบาท คือถ้าเรามอง โดยทั่ว ๆ ไป เราก็จะรู้สึกว่าการที่เราพัฒนาด่านศุลกากรเพื่อที่จะเปิดโอกาสให้เกิด การทำมาค้าขายเราจะมีโอกาสส่งสินค้าไปขายยังต่างประเทศได้มากขึ้น นี่ก็คือสิ่งที่เรา คาดหวังแล้วเราก็มองแบบนี้
อันที่ ๒ ก็คืองบเกี่ยวกับเครื่องเอกซเรย์ ไม่ว่าจะเป็นการเอกซเรย์ตู้สินค้า เอกซเรย์กระเป๋า เอกซเรย์คน งบในส่วนนี้จริง ๆ แล้วมันก็จำเป็นมากทำให้การตรวจเป็นไป ด้วยความรวดเร็วแล้วก็แม่นยำ แต่เรื่องนี้ก็มีประเด็นเช่นเดียวกันเดี๋ยวผมจะพูดเป็นลำดับ ต่อไป อันนี้อยากจะให้ดูตัวอย่างเครื่องเอกซเรย์ที่ว่าก็คือประมาณนี้ที่ปรากฏในรูป ซึ่งเครื่องนี้มันมีประสิทธิภาพจริง ๆ ยอมรับว่ามันมีประสิทธิภาพจริง ๆ โดยตัวเครื่อง ของมันเองแทนที่ควรจะไปตรวจตู้ดู ตู้หนึ่ง ๆ อาจจะต้องใช้เวลานาน ในขณะที่ด่านขนาดใหญ่ วันหนึ่ง ๆ มีตู้เข้ามาเป็นพัน ๆ ตู้ เพราะฉะนั้นมันเป็นไปไม่ได้แน่ ๆ ที่จะให้คนไปตรวจ เพราะฉะนั้นเครื่องนี้มันจำเป็นอย่างมาก ทีนี้ถ้าเกิดว่า Scan ไปแล้ว ตู้ Container เวลา Scan ผลก็จะเป็นตามที่เราเห็นนี่ล่ะครับ ภาพข้างบนอันนี้ก็คือเป็นทั้งตู้ ตู้ Container ขนาดใหญ่เวลา Scan ออกมาแล้วก็จะเห็นเป็นประมาณนี้ ยกตัวอย่างถ้าเป็นลำไยก็จะเห็น อย่างนี้ อันนี้ก็จะพอดูได้ที่แจ้งมาว่านำลำไยเข้ามานั้นหรือว่านำลำไยออกไปนั้นในตู้เป็นลำไย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์จริงหรือไม่ มีสิ่งแปลกปลอมจริงหรือไม่ เครื่องนี้มีประสิทธิภาพจริง เดี๋ยวผมจะลงรายละเอียดทีละเรื่อง ด่านศุลกากรที่ติดประเทศเพื่อนบ้านเราตั้งงบที่จะทำให้ มันดีขึ้น ทำให้มันใหญ่ขึ้น คำถามก็คือว่ามันจะเป็นประโยชน์จริงหรือไม่ ผมหมายถึงว่า มันดีต่อเราจริงหรือไม่ ณ ขณะนี้ ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องตั้งคำถามในเรื่องนี้ โดยเฉพาะ ในภาคเหนือเรามีด้านขนาดใหญ่ขนาบ ๒ ข้าง ตะวันออกแล้วก็ตะวันตก ก็คือที่ จังหวัดเชียงรายแล้วก็ที่จังหวัดตาก ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้าสินค้าการเกษตรก็คือผักและผลไม้ ปัญหาก็คือว่าปัจจุบันนี้เกษตรกรไทยเราปรับตัวแข่งกับคู่แข่งเพื่อนบ้านไม่ค่อยได้จึงมีสินค้า จากประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะจีนทะลักเข้ามาทำให้เราขาดดุลทางการค้าเยอะ ผมยกตัวอย่าง ด่านเชียงของมีสินค้าเข้าเป็นสินค้าเกษตร ๗๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็มูลค่า การนำเข้า ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่มูลค่าการส่งออกเมื่อหักทุเรียนออกไปแล้วเราเหลือ เพียงแค่ ๑,๒๐๐ ล้านบาท เรามีส่วนต่างที่ติดลบมากถึง ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท นี่เฉพาะที่ ด่านเชียงของ เพราะฉะนั้นการที่เราพยายามที่จะพัฒนาให้มันดีขึ้นโดยที่เราไม่สนใจ องค์ประกอบอย่างอื่น ผมคิดว่าเราต้องดูเหมือนกันไม่อย่างนั้นเราจะเสียเปรียบดุลการค้า เพราะว่าโดยเฉพาะภาคการเกษตรเราไม่สามารถที่จะแข่งกับเขาได้ อันนี้เราต้องยอมรับ
อันที่ ๒ คือการเอกซเรย์ตู้สินค้าที่มีการเอกซเรย์จริง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ช่วยได้ จริงหรือไม่ อย่างที่ผมได้บอกไปว่าเจ้าเครื่องนี้มันมีประสิทธิภาพจริง ๆ แต่ปัญหาก็คือว่า เราก็ยังไม่สามารถจัดการกับการนำเข้าที่ผิดกฎหมายได้ ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้ามา ทางด่านพรมแดนกับด่านธรรมชาติเราไม่มีเครื่องเอกซเรย์ตั้งอยู่แน่ ๆ แล้วการนำเข้ามา มันก็คือการลักลอบนำเข้ามาแทบไม่มีการสกัด รวมทั้งต่อให้มีการ Scan ไปจริงแต่ว่าไม่มี บุคคลอื่นมาตรวจสอบ คำถามก็คือว่าเราจะป้องกันการทุจริตได้อย่างไร ทำให้มีสินค้า การเกษตรเกลื่อนในท้องตลาดเต็มไปหมด เข้ามาตีตลาดผักผลไม้ไทยจนเกษตรกรไทย เจ๊งไปหมดเป็นข่าวเป็นคราว ณ ตอนนี้รัฐบาลยังไม่สามารถจะไปช่วยอะไรได้เลย สิ่งที่ ไม่ปรากฏในงบของกรมศุลกากรนั้นคือว่าการป้องกันและปราบปรามการนำเข้าที่ ผิดกฎหมาย อันนี้เรายังไม่เห็นนะครับ
อันที่ ๒ ก็คือการป้องกันปราบปรามการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ อันนี้เรายัง ไม่เห็นโครงการในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เคยมีตัวอย่างเอกซเรย์ตู้ผัก แต่ว่า กลายเป็นเนื้อก็มีมาแล้วนะครับ
และสุดท้าย ก็คือการจัดการกับของเถื่อนที่ผ่านมือของกรมศุลกากรเข้ามา วางเกลื่อนในท้องตลาด กรมศุลกากรก็ไม่ได้มีการไปตรวจสอบสิ่งเหล่านี้ คือทุกวันนี้ เกษตรกรไทยเรายังปรับตัวแข่งกับคู่แข่งไม่ได้ โดยเฉพาะเวียดนามกับจีน เพราะฉะนั้น ในสถานการณ์แบบนี้การที่เราจะไปเปิดการค้าแบบเสรีเต็มที่ เปิดด่านแบบเต็มที่ ขยายให้ใหญ่เต็มที่อาจจะไม่ได้เหมาะกับสถานการณ์ ณ ช่วงนี้ เพราะยิ่งทำเต็มที่มากขึ้น เท่าไรคนที่เสียหายก็คือเกษตรกรของเราที่มีความสามารถในการแข่งขันน้อยกว่า เราพูดถึง เรื่องของการทำให้เกษตรกรของเราต้องปรับตัวเราพูดอย่างนี้ทุกวัน รัฐก็พยายามที่จะส่งเสริม ตัวเกษตรกรก็พยายามที่จะปรับตัวของเราเอง แต่ว่าสิ่งที่จำเป็นต้องทำควบคู่กันไปด้วยก็คือ อันที่ ๑ หน่วยงานรัฐต้องส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถปรับตัวได้จริง และที่สำคัญที่สุดที่ผม พูดถึงในกรณีนี้ก็คือหน่วยงานที่ต้องทำหน้าที่ปกป้องซึ่งก็คือกรมศุลกากรนี่ล่ะต้องทำหน้าที่ ปกป้องไม่ให้มีสินค้าที่ผิดกฎหมาย ไม่ให้มีการลักลอบนำเข้ามา หรือแม้กระทั่งจัดการให้มีการ นำเข้ามาในจำนวนที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้เกษตรกรไทยเสียหายเกินไป อันนี้ก็เป็นหน้าที่ ของกรมศุลกากร เมื่อได้เห็นงบประมาณแบบนี้แล้วผมก็เลยเสนอว่าให้ปรับลดอีก ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ ขอบคุณมากครับ