พริษฐ์ ตั้งข้อสังเกตงบซอฟต์พาวเวอร์พุ่ง ชี้ขาดเจ้าภาพ-ซ้ำซ้อน-ไร้เป้าวัด

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๘

พริษฐ์ วัชรสินธุ อภิปรายทักท้วงการจัดงบประมาณด้านซอฟต์พาวเวอร์ปี 2569 ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 72 โดยมองว่าขาดเหตุผลรองรับและไม่สอดคล้องกับความเร่งด่วนของปัญหาเศรษฐกิจและภาคเกษตร พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการกระจายงบประมาณที่ไม่ชัดเจน ขาดเจ้าภาพหลัก ความซ้ำซ้อนของโครงการ และการขาดตัวชี้วัดร่วม จึงเรียกร้องให้ทบทวนการใช้จ่ายกว่า 3,900 ล้านบาท และผลักดันร่าง พ.ร.บ. ตั้งหน่วยงาน THACCA เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ กรรมาธิการ

เรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ในฐานะกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น ท่านประธานผมขออนุญาตใช้มาตรานี้ ในการอภิปรายเกี่ยวกับงบประมาณของรัฐบาลในด้านของนโยบาย Soft Power ซึ่งมีการ ตั้งงบประมาณบางส่วนไว้ใน ๗ หน่วยงาน ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงาน ที่มีการกำกับดูแล ท่านประธานผมต้องย้ำก่อนว่าผมเห็นด้วยกับเป้าหมายหลายด้าน ของนโยบายที่รัฐบาลเรียกว่าเป็นนโยบาย Soft Power ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการยกระดับ ทักษะแรงงาน หรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปลดล็อกศักยภาพของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในประเทศเรา แต่ผมจำเป็นต้องลุกขึ้นมาอภิปรายเพื่อที่จะแสดงความเห็นทักท้วง แล้วก็ เสนอแนะเกี่ยวกับการจัดงบประมาณด้าน Soft Power ในงบปี ๒๕๖๙ ทั้งในเชิงของ ปริมาณ วิธีการ และแผนการดำเนินการใน ๕ ประเด็นด้วยกัน

ประเด็นที่ ๑ ผมเห็นว่ารัฐบาลนั้นมีการเพิ่มงบด้าน Soft Power สูงมากปีนี้ โดยที่อาจจะไม่มีเหตุผลที่ดีเพียงพอในการมารองรับ หากเราไปนับเฉพาะงบประมาณ ด้าน Soft Power ที่ผ่านการกลั่นกรองของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ Soft Power แห่งชาติ ซึ่งมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เราจะเห็นว่างบประมาณในปีนี้เพิ่มสูงขึ้นถึง ๗๒ เปอร์เซ็นต์ จากประมาณ ๒,๓๐๐ ล้านบาท ในงบปี ๒๕๖๘ มาอยู่ที่ ๓,๙๐๐ กว่าล้านบาท ในงบปี ๒๕๖๙ หากรัฐบาลจะให้เหตุผลว่าต้องเพิ่มงบขึ้นถึง ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เพราะว่า ๒ ปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่านโยบายนี้เดินทางมาถูกทาง ก็คิดว่าคงจะพูดได้เต็มปากมากนัก ในเมื่อตัวชี้วัดหลายด้านที่สามารถวัดผลได้อย่างเช่นจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลนั้น ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น ในขณะที่หลายมาตรการที่รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนได้โดยไม่ต้องใช้งบ สักบาท อย่างเช่น การจัดทำ พ.ร.บ. ภาพยนตร์ฉบับใหม่ ก็ยังไม่ได้คืบหน้าเท่าที่ควร หรือหากรัฐบาลจะบอกว่าเหตุผลในการของบเพิ่มขึ้นกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นเพราะว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญเร่งด่วนสำหรับประเทศในปีนี้ก็อาจจะพูดได้ยากเช่นกัน ในปีที่เรา ต้องมีการเตรียมงบประมาณเพื่อมาช่วยเหลือเกษตรกรในการรับมือกับการเปิดตลาดเสรี และในปีที่เราจำเป็นที่ต้องเร่งพัฒนาทักษะแรงงานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ นอกเหนือจากด้าน Soft Power ที่อาจจะถูกกระทบจากวิกฤติเรื่องของภาษีตอบโต้กับสหรัฐอเมริกา

ข้อสังเกตที่ ๒ คือผมเห็นว่ารัฐบาลในปีนี้ยังคงเลือกใช้วิธีการฝากงบ Soft Power ไปตามหน่วยงานต่าง ๆ แทนที่จะมีหน่วยรับงบประมาณของ Soft Power โดยตรง ท่านประธานแม้ว่างบ ๓,๙๐๐ กว่าล้านบาทนี้ จะถูกกลั่นกรองโดยคณะกรรมการ Soft Power แต่งบดังกล่าวความจริงแล้วถูกกระจายไปตาม ๒๗ หน่วยงาน ใน ๙ กระทรวง ที่มีหน้าที่ในการขับเคลื่อนกิจกรรมภายใต้โครงการต่าง ๆ แม้จริงอยู่ว่าหลายหน่วยงานก็จะมี ตัวแทนที่นั่งอยู่ในคณะกรรมการ หรือว่าคณะอนุกรรมการด้าน Soft Power แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในเชิงของการปฏิบัติการนั้นหลายหน่วยงานมักจะไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของของโครงการ Soft Power เหล่านี้ แต่กลับรู้สึกว่ามันเป็นเสมือนงานฝากที่นายสั่งให้ทำ แล้วบางครั้ง ก็อาจจะมาเบียดเบียนงบประมาณที่หน่วยงานนั้นต้องการจะใช้สำหรับโครงการและกิจกรรม ที่อาจจะเกี่ยวข้องกับภารกิจโดยตรงของหน่วยงานเหล่านั้นมากกว่า ผมเชื่อว่ารัฐบาลเอง ก็เห็นถึงปัญหานี้ เพราะรัฐบาลก็ประกาศว่าจะผลักดันให้มีหน่วยงานที่ชื่อว่า THACCA เข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้โดยตรง แต่ร่าง พ.ร.บ. THACCA ที่รัฐบาลเคยประกาศในสภาแห่งนี้ว่า เสร็จแล้วตั้งแต่กลางปี ๒๕๖๗ ผ่านมาเกิน ๑ ปีแล้วก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะถูกเสนอเข้ามา ที่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เมื่อไร พอคนทำไม่ได้คิดและคนคิดไม่ได้ทำมันก็เลยทำให้โครงการ เหล่านี้อาจจะไม่ถูกขับเคลื่อนอย่างมีประสิทธิภาพมากเท่าที่ควร รวมถึงคนที่คิดโครงการนั้น ก็อาจจะไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลสัมฤทธิ์ของโครงการ

ข้อสังเกตที่ ๓ คือผมเห็นว่ารัฐบาลนั้นมีการตั้งแผนงาน Soft Power ขึ้นมาใหม่เพื่อพยายามจะบูรณาการโครงการเหล่านี้ แต่ไส้ในกลับยังเชื่อมกันไม่ติดเท่าที่ควร ในปีนี้รัฐบาลมีนวัตกรรมใหม่คือการบูรณาการงบประมาณ ๓,๙๐๐ กว่าล้านบาท ด้าน Soft Power มาอยู่ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์ใหม่แผนงานเดียวที่ชื่อว่า แผนงานยุทธศาสตร์ การขับเคลื่อนนโยบาย Soft Power แต่พอเราไปดูในรายละเอียดเราจะค้นพบว่า การบูรณาการนั้นดูเหมือน หรือว่าเสี่ยงจะเป็นแค่การบูรณาการโดยชื่อเป็นหลัก เพราะว่า

ประการแรก เหมือนที่เพื่อนสมาชิกท่านณัฐพลได้อภิปรายไว้ ทุกโครงการ ภายใต้แผนนี้มีตัวชี้วัดหรือเคพีไอของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นจำนวนผู้เข้าร่วม จำนวนคน ที่เข้ามาเรียน จำนวนคนที่เข้ามาอบรม เป็นต้น แต่โครงการเหล่านี้ไม่มีตัวชี้วัดหรือเคพีไอ ร่วมกันว่าจะวัดความสำเร็จของแผนงานนี้อย่างไร อย่างเช่น การวัดอันดับ หรือว่าคะแนน ของประเทศไทยในดัชนี Global Soft Power เป็นต้น

ประการที่ ๒ เราค้นพบว่าหลายโครงการที่อยู่ในแผนงาน Soft Power แม้จะถูกตั้งไว้ในหน่วยงานที่ต่างกันแต่กลับมีความซ้ำซ้อนกัน ยกตัวอย่างเช่น ทั้งสถาบัน คุณวุฒิวิชาชีพ และ OKMD ในงบปี ๒๕๖๙ ต่างมีการตั้งงบประมาณทำหลักสูตรเรื่องการ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือว่า Wellness ทั้งนั้น

ประการที่ ๓ เราจะเห็นว่าหลายโครงการของหน่วยงานเดียวกันที่อยู่ในแผน Soft Power และอยู่นอกแผน Soft Power ก็มีความซ้ำซ้อนเช่นกัน ยกตัวอย่าง กระทรวง การต่างประเทศในปีนี้มีการตั้งงบประมาณ ๑๐๐ ล้านบาท ในตัวแผน Soft Power และอีก ๗๐ ล้านบาท นอกแผน Soft Power แต่ทำเรื่องเดียวกันคือการจัดเทศกาล ในต่างประเทศ

ประการที่ ๔ คือผมเห็นว่ารัฐบาลนั้นเน้นการเพิ่มปริมาณของกิจกรรม รูปแบบเดิม ๆ มากกว่าเปลี่ยนมาทำกิจกรรมรูปแบบใหม่ ๆ ท่านประธาน หากเราเชื่อว่า อุปสรรคและความท้าทายที่ผ่านมาของนโยบาย Soft Power เป็นเพราะว่าเราจัดกิจกรรม ไม่มากพอ ไม่ถี่พอ ไม่บ่อยพอ งบประมาณปี ๒๕๖๙ ด้าน Soft Power ก็อาจจะตอบโจทย์ แต่ถ้าเรามีความเชื่อว่าอุปสรรคและความท้าทายที่ผ่านมา ๒ ปีนั้นเกี่ยวกับนโยบาย Soft Power มันอยู่ที่เรื่องของแนวคิดหรือว่ารูปแบบของโครงการและกิจกรรมที่เราควรจะมา ทบทวนกันใหม่ ผมเห็นว่างบปี ๒๕๖๙ เรื่อง Soft Power นั้นอาจจะยังไม่ตอบโจทย์ เพราะยกตัวอย่างแม้ว่า CEA ได้งบโครงการ Thailand as a Brand เพิ่มขึ้นปีนี้ ๓-๔ เท่า และ TCEB ก็ได้งบกิจกรรม Soft Power เพิ่มขึ้น ๔-๕ เท่า แต่ส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็น การเพิ่มจำนวนการจัด Workshop นิทรรศการหรือว่าเทศกาลในรูปแบบเดิม ๆ เช่นเดียวกัน แม้กรมประชาสัมพันธ์ในปีนี้ได้งบประมาณเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ด้าน Soft Power เป็นการเฉพาะสูงถึงเกือบ ๑๔๐ ล้านบาท แต่เราก็ยังไม่เห็นรูปธรรมว่ากรมประชาสัมพันธ์นั้น จะมีการปรับรูปแบบและวิธีการสื่อสารของตนเองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างไร และเช่นเดียวกันแม้ว่า OKMD และสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพจะได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้น ในการยกระดับทักษะในสาขา Soft Power ต่าง ๆ แต่รูปแบบก็ยังคงเป็นเช่นเดิมคือการจ้าง คนมาทำหลักสูตร มาผลิตคลิป มาผลิตสื่อ โดยที่ไม่มีกลไกมาเสริมว่าพอผู้เข้าเรียน อบรมเสร็จแล้ว เรียนจบแล้วจะมีงานมารองรับหรือไม่

ส่วนประการสุดท้าย ประการที่ ๕ คือผมเห็นว่ารัฐบาลนั้นยังไม่มีแนวทาง ที่ชัดเจนในการป้องกันความเสี่ยงเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน ท่านประธานการดึง ผู้ประกอบการในแวดวงต่าง ๆ เข้ามาร่วมทำงานในคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการด้าน Soft Power นั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ผมเห็นว่ารัฐบาลนั้นต้องระมัดระวังเส้นบาง ๆ ระหว่าง การดึงผู้รู้จริง ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยเสนอคำแนะนำด้านนโยบายกับการเปิดให้เอกชนนั้น สามารถชงงานเองและรับงานเองได้ แม้ปัญหานี้อาจจะยังไม่ถูกพิสูจน์ว่าเกิดขึ้นไปแล้ว แต่อย่างที่เพื่อนสมาชิกท่านณัฐพลได้พูดไว้ ในงบปีนี้เราจะเห็นว่ามีงบประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท หรือ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของงบ Soft Power ทั้งหมดที่เป็นงบอุดหนุน ซึ่งแน่นอนก็รวมถึงการให้เอกชนนั้นไปดำเนินการอะไรบางอย่าง ดังนั้นผมเห็นว่ารัฐบาล ควรจะวางกฎเกณฑ์ให้ดีเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เอกชนรายใดรายหนึ่งนั้นจะใช้อำนาจและ ความสัมพันธ์ที่ตนเองมีจากการเป็นกรรมการ หรืออนุกรรมการด้าน Soft Power มาสร้าง ความได้เปรียบในการได้รับงานจากภาครัฐ โดยเฉพาะในโครงการหรือกิจกรรมที่เอกชน รายนั้นมีส่วนร่วมในการคิดค้น ดังนั้นด้วยข้อสังเกตทั้งหมด ๕ ข้อนี้ ผมขอเสนอให้ สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ทบทวนเรื่องของงบประมาณด้าน Soft Power ๓,๙๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งมีประมาณ ๗๐๐-๘๐๐ ล้านบาท ที่อยู่ในมาตรานี้ของสำนักนายกรัฐมนตรี ขอบคุณครับ ท่านประธาน