จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ชี้แจงผลการตรวจสอบการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 ที่เกินเป้าหมายในหลายรายการ เช่น เบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ ค่ารักษาพยาบาล และดอกเบี้ยรัฐ โดยอธิบายว่าเกิดจากความผันผวนทางเศรษฐกิจและการเบิกจ่ายตามสิทธิที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ พร้อมย้ำถึงความจำเป็นในการจัดสรรงบกลางปีละเกือบ 99,000 ล้านบาท เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินที่คาดไม่ถึง เช่น ภัยพิบัติ ความมั่นคง และโครงการเร่งด่วน โดยยืนยันว่าการใช้งบต้องเป็นไปตามกระบวนการที่ชัดเจนและไม่สามารถนำไปใช้ในโครงการที่อยู่นอกกรอบการคลังได้ รวมถึงชี้แจงความชอบด้วยกฎหมายในการปรับลดงบประมาณของสถาบันการเงินเฉพาะกิจและรัฐวิสาหกิจ พร้อมยืนยันมติกรรมาธิการฯ ตามที่พิจารณาไว้
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ก็ต้องกราบขอบพระคุณอีกครั้งท่านสมาชิกที่ได้อภิปรายในหมวด ๒ มาตรา ๖ เรื่องของงบประมาณรายจ่ายงบกลาง ผมขออนุญาตชี้แจงทำความเข้าใจจากที่ได้รับ มอบหมายในฐานะกรรมาธิการจากสภาผู้แทนราษฎรให้ไปทำงาน สิ่งที่เราไปสอบถามก็คือ เรื่องที่ท่านได้สอบถามเช่นเดียวกันว่ามีการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ เพื่อชดใช้ เงินคงคลังตาม พ.ร.บ. เรื่องของเงินคงคลัง ๑๒๓,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ไปใช้อะไรบ้าง ซึ่งจากการสอบซักถามและมานำเสนอเรียนต่อท่านสมาชิกทุกคนว่ามีการเบิกจ่ายเกินกว่า งบประมาณที่ตั้งไว้จริง ๆ ในปี ๒๕๖๘ มีรายการทั้งสิ้น
๑. ก็คืองบกลาง รายการเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ ขาดไปประมาณ ๔๒,๑๒๗ ล้านบาทเศษ ซึ่งมีการเบิกจ่ายเกินกว่างบประมาณที่ตั้งไว้ เป็นงบประมาณ ค่าใช้จ่ายตามสิทธิของบุคลากรที่กฎหมายระบุไว้ ซึ่งเป็นการตั้งงบประมาณล่วงหน้า จึงพิจารณาจัดสรรให้ดูจากสถิติผลการเบิกจ่ายในปีที่ผ่านมา
๒. ก็คืองบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ จำนวน ๒๓,๙๔๓ ล้านบาทเศษ ซึ่งก็เป็นงบประมาณที่มีการเบิกจ่าย เกินกว่าที่ได้ตั้งเอาไว้
๓. คืองบกลาง รายการเงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ จำนวน ๑๘๖ ล้านบาทเศษ
๔. งบชำระหนี้ภาครัฐในส่วนของดอกเบี้ย จำนวน ๓๙,๗๑๙ ล้านบาทเศษ ซึ่งเป็นไปตามภาวการณ์ทางเศรษฐกิจในขณะตั้งงบประมาณ ซึ่งมีความผันผวนอยู่ในระดับ ความไม่แน่นอนสูง เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวจึงคาดการณ์ว่าจะมีการพิจารณา ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปในหลายประเทศ ในขณะที่ ตั้งงบประมาณปี ๒๕๖๘
๕. แผนงานบุคลากรภาครัฐ จำนวน ๑๗,๐๐๐ ล้านบาทเศษ เนื่องจากมีการ เบิกจ่ายจะเป็นไปตามสิทธิ การขอใช้สิทธิ และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นระดับจุลภาคที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ
๖. การจำหน่ายเหรียญกษาปณ์ถอนคืนและเหรียญกษาปณ์ชำรุด เพื่อนำไป ยุบหลอม จำนวน ๔๐๐ ล้านบาทเศษ ผมต้องเรียนอย่างนี้ว่างบประมาณในส่วนของงบกลาง ที่ตั้งเอาไว้ อย่างที่ท่านได้อภิปรายกันมีอยู่ ๑๒ หมวด แน่นอนหนึ่งในนั้นก็จะเป็นในเรื่องของ งบสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น แต่ส่วนอื่น ๆ เช่น งบประมาณเกี่ยวกับเรื่องของ การเสด็จพระราชดำเนิน งบประมาณในเรื่องของการใช้เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ กรณี ฉุกเฉิน ค่าใช้จ่ายในเรื่องของการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง ต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าดูชื่อแล้ว ท่านก็รับทราบได้ว่ามันเป็นงบประมาณที่ ๑. ไม่มีหน่วยรับงบประมาณที่ชัดเจน ๒. คือเป็น งบประมาณที่ไม่มีตัวเลขที่ลงแน่ชัด เพราะต้องดูสถานการณ์ในรายปีว่าจะมีเหตุการณ์ที่จะ มีการเบิกจ่ายเท่าไรตามบุคลากรที่อาจจะเสียชีวิตหรืออาจจะต้องเบิกจ่ายในเรื่องของ ค่ารักษาพยาบาลตามจริง เพราะฉะนั้นเป็นตัวเลขที่สำนักงบประมาณก็จะทำความตกลงกับ หน่วยงานก็คือกรมบัญชีกลางว่าในแต่ละปีจะมีการตั้งงบประมาณในส่วนของงบกลางเหล่านี้ มากน้อยเพียงไร ซึ่งก็จัดตั้งให้มีความพอเหมาะ คงจะไม่มีการตั้งงบประมาณเผื่อเพียงพอ จนกระทั่งว่างบประมาณในส่วนนี้อาจจะเหลือได้ เพราะการตั้งงบประมาณเงินทุกบาท ทุกสตางค์หากตั้งงบประมาณมากเกินกว่าที่จำเป็นแล้วนำไปใช้ในส่วนอื่นได้เราก็อยากที่จะ นำเม็ดเงินไปใช้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุด หากมีการเบิกจ่ายไม่ครบแล้วเราปรับเปลี่ยน ในส่วนนี้ไปใช้ในเรื่องของการลงทุน ในเรื่องของการสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้กับพี่น้อง ประชาชนนั่นย่อมเป็นประโยชน์มากยิ่งกว่า เพราะฉะนั้นการตั้งงบประมาณก็แน่นอนว่า อาจจะไม่ได้เพียงพอ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่แน่นอนว่าการตั้งงบประมาณปีนี้จากการสอบ ซักถามแล้วก็เชื่อว่าการที่จะต้องใช้เงินคงคลังในบางส่วนนั้นอาจจะเกิดขึ้นแต่ไม่มากเท่ากับ ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีสูงถึง ๑๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมต้องเรียนด้วยความเคารพในประเด็นแรก
ประเด็นที่ ๒ ในส่วนของงบกลางเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น มีการอภิปราย กันค่อนข้างมาก ผมต้องเรียนด้วยความเคารพต่อเพื่อนสมาชิกว่างบประมาณในส่วนนี้ เป็นส่วนที่จำเป็น ผมก็กราบขอบพระคุณท่านสมาชิกเกือบทุกท่านที่อภิปรายว่างบในส่วน ของกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเป็นงบประมาณที่มีความสำคัญ เพราะว่าเหตุการณ์ภัยพิบัติ เหตุการณ์ปะทะชายแดน เหตุการณ์ที่มันไม่สามารถคาดการณ์ได้มันเกิดขึ้นตลอดเวลา โดยเฉพาะในโลกยุคปัจจุบัน ซึ่งงบประมาณในส่วนนี้ที่มีการตั้งในปีปัจจุบัน ๙๘,๐๐๐ ล้านบาท และมีปรับเพิ่มเข้ามา ๑,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๙๙,๐๐๐ ล้านบาท เป็นงบประมาณที่จะ สามารถแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้ ในปีที่ผ่านมายกตัวอย่างทางกรรมาธิการได้ไป สอบซักถามกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รายละเอียดมาว่างบประมาณในส่วนของงบฉุกเฉิน และจำเป็นปีที่แล้วตั้งไว้ทั้งสิ้นประมาณ ๙๖,๕๕๖ ล้านบาทเศษ มีการใช้และผูกพันไปแล้ว ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เกือบ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ๔๕ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นรายจ่ายที่เอาไปใช้เพื่อการเยียวยาหรือบรรเทาความเสียหาย จากภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรง เป็นต้นว่า น้ำท่วม ภัยแล้ง ไฟไหม้ เหตุการณ์ปะทะ ชายแดนด้วย ๒. เป็นรายการเพื่อใช้ในการป้องกันหรือแก้ไขสถานการณ์อันมีผลกระทบ กับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐอีกราว ๆ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ๓. เป็นในส่วนของรายจ่ายที่ได้รับจัดสรรงบประมาณไว้แล้วแต่มีจำนวนไม่เพียงพอและ มีความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐที่ต้องใช้จ่ายหรือก่อหนี้ผูกพันงบประมาณโดยเร็วอีกราว ๔,๕๐๐ ล้านบาทเศษ ซึ่งยกตัวอย่างเช่น เรื่องของการที่จะต้องไปประชุมนานาชาติ การดำเนินโครงการตามกระบวนการในการเข้าเป็นสมาชิกของโออีซีดี เป็นต้น โครงการ เหล่านี้เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวดของรัฐบาลแต่มีการตั้งงบประมาณที่ไม่เพียงพอ ก็มีการ ใช้งบกลางเข้าไปเพื่อจัดสรรให้มีการดำเนินโครงการได้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ ๔. ก็คือ รายการที่ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณแต่มีภารกิจที่จำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการและ ต้องใช้ในการใช้จ่ายแล้วก็ก่อหนี้ผูกพันโดยเร็วอีกราว ๖,๕๐๐ ล้านบาทเศษ เช่น เรื่องของ การแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 การที่เป็นรายจ่ายที่รองนายกรัฐมนตรีไปตรวจราชการ ในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ และรวมถึงการใช้งบประมาณสำหรับการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินตามการปรับปรุงแผนที่ แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการมาตราส่วน ๑ : ๔๐๐๐ หรือที่เรียกว่า One Map เหล่านี้ ก็เป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ แล้วในที่สุดก็ต้องใช้งบกลางในการไปดำเนินการเพื่อแก้ไข ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนซึ่งก็ลุล่วงไปได้ด้วยดี หลายท่านได้มีการสอบถามว่าในส่วนของ งบกลางกรณีฉุกเฉินและจำเป็นนั้นนำไปใช้อะไรได้บ้างในปีหน้า ต้องเรียนว่าในส่วนของ งบกลางเป็นการตั้งงบประมาณที่ยังไม่มีโครงการขึ้นกับคณะรัฐมนตรี ขึ้นกับทางนายกรัฐมนตรี ขึ้นกับผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ในการที่จะทำงานร่วมกันตามลำดับขั้น แล้วก็ ตามอำนาจหน้าที่ในการที่จะนำงบกลางไปใช้ในวัตถุประสงค์ ในจุดประสงค์ใด ๆ แต่มีการ สอบถามมาอย่างชัดเจนในเรื่องของการใช้งบกลางไปในเรื่องของช่วยชาวนาได้หรือไม่ เช่น โครงการไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ผมต้องตอบผ่านท่านประธานไปยังท่านสมาชิกว่าโครงการ เรื่องของไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ก็เป็นโครงการที่ทางคณะรัฐมนตรีได้มีดำริที่จะเดินหน้า ในเรื่องของการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ในเรื่องการช่วยเหลือพี่น้องชาวนา แต่แหล่งเงิน ที่จะนำมาใช้ไม่ใช่ในส่วนของงบกลาง เพราะว่าโครงการในเรื่องของโครงการ อย่างเช่น ไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท เป็นโครงการที่ดำเนินการตามนโยบายที่เรียกว่ากึ่งการคลัง ใช้งบประมาณจาก รัฐวิสาหกิจเป็นผู้ดำเนินการในการดำเนินการไปก่อน ก็คือมาตรา ๒๘ นั่นล่ะ ในส่วนของ การชดเชยอื่น ๆ ที่ท่านสมาชิกได้เรียนถาม อย่างเช่น เรื่องของการไปชดเชยกับทหาร ที่ประสบเหตุเสียชีวิต แล้วก็อาจจะทุพพลภาพจากเหตุการณ์ปะทะชายแดน ต้องเรียนว่า คณะรัฐมนตรีได้มีการอนุมัติเงินงบประมาณไปแล้ว ผมจำตัวเลขไม่ผิดจะประมาณ ๓๐๐ ล้านบาท สำหรับการไปชดเชย สำหรับผู้ที่เสียชีวิต สำหรับผู้ที่บาดเจ็บ ซึ่งมีการ ดำเนินการผ่านทางคณะรัฐมนตรีก็เป็นงบกลางในปี ๒๕๖๘ อย่างที่ท่านได้นำเรียน ส่วนจะสามารถดำเนินการเลยไปยังกลุ่มอื่น ๆ ที่ท่านได้มีความห่วงใย ผมขออนุญาต รับข้อสังเกตของท่านเพื่อที่จะนำไปปรึกษาหารือกับทางคณะรัฐมนตรี ส่วนที่ท่านถามว่า จะตอบได้หรือไม่ ผมเรียนด้วยความเคารพว่าในวันนี้มาในฐานะของกรรมาธิการงบประมาณ คงไม่สามารถตอบได้ด้วยตัวคนเดียว ถึงแม้ว่าจะใช้เป็นฐานะของรัฐมนตรีก็ตอบไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นสิ่งซึ่งต้องดำเนินการผ่านทางมติคณะรัฐมนตรี ก็รับข้อห่วงใย ข้อสังเกต ของท่านด้วยความเคารพ เพื่อที่จะนำไปปรึกษาหารือในการเดินหน้าต่อไป
ประเด็นสุดท้าย มีการอภิปรายในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่าย ในปี ๒๕๖๘ ผมได้ชี้แจงไปในมาตรา ๔ บางส่วนแล้ว อย่างแรกเลยก็คืออย่างที่ได้เรียน การดำเนินการในมุมของทางสำนักงบประมาณ ซึ่งทางกรรมาธิการงบประมาณปีนี้ได้สอบถาม ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงงบประมาณในปี ๒๕๖๘ ที่มีประเด็นกันอยู่ การร้องไปยัง ป.ป.ช. ก็ต้องเรียนด้วยความเคารพว่าสิ่งที่ทางสำนักงบประมาณได้ตอบต่อทางกรรมาธิการ ก็อย่างที่ผมได้เรียนไปในเบื้องต้น ประเด็นแรกเลยก็คือมาตรา ๑๔๔ พูดถึงการที่ไม่ให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแปรญัตติเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมรายการหรือจำนวน แต่อาจแปรญัตติในทางลดหรือตัดทอนรายจ่ายซึ่งไม่ใช่รายจ่ายตามข้อผูกพันอย่างใด อย่างหนึ่ง ก็คือ ๑. เงินส่งใช้ต้นเงินกู้ ๒. ดอกเบี้ยเงินกู้ ๓. เงินที่กำหนดให้จ่ายตามกฎหมาย โดยรายการส่งใช้ต้นเงินกู้และดอกเบี้ยเงินกู้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๔ วรรคหนึ่ง จะปรากฏอยู่ใน พ.ร.บ. งบประมาณ หมวด ๗ งบประมาณรายจ่ายเพื่อชำระหนี้ภาครัฐ มาตรา ๔๐ ซึ่งเป็นคนละส่วนกัน ในส่วนของการดำเนินการตามรายจ่ายชดเชย ตามมาตรา ๒๘ แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ หมายถึง งบประมาณรายจ่ายที่ตั้งให้เนื่องจาก รัฐบาลรับภาระจะชดเชยค่าใช้จ่ายหรือการสูญเสียรายได้ในการดำเนินการที่รัฐบาล ได้มอบหมายให้หน่วยงานของรัฐดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการ จึงเป็นงบประมาณ ที่เสนอตั้งอยู่ในมาตรา ๒๙ ของ พ.ร.บ. งบประมาณ ปี ๒๕๖๘ ไม่ใช่ส่วนของรายจ่ายสำหรับ แผนบริหารจัดการหนี้ภาครัฐตามมาตรา ๔๐ แห่ง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี แต่อย่างใด ทั้งนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเสนอตั้งงบปี ๒๕๖๘ ไว้ทั้งสิ้น ๕๙,๐๐๐ ล้านบาทเศษ อยู่ใน ๒ มาตรา ๑. ก็คือในส่วนของมาตรา ๒๙ งบรายจ่าย ของรัฐวิสาหกิจ วงเงินทั้งสิ้น ๓๑,๗๔๘ ล้านบาทเศษ กับมาตรา ๔๐ งบประมาณรายจ่าย สำหรับแผนการบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ ๒๘,๐๔๙ ล้านบาทเศษ สำหรับสถาบันการเงิน อื่น ๆ ตั้งไว้ในมาตรา ๒๙ เพียงมาตราเดียว ซึ่งในการพิจารณาทบทวนจะต้องพิจารณา งบประมาณที่เสนอตั้งในมาตรา ๒๙ เท่านั้น
อนึ่ง ในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๕ เคยมีการปรับลด งบประมาณของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ๓ แห่ง วงเงินทั้งสิ้น ๒,๑๐๐ ล้านบาท ซึ่งไม่ได้ แตกต่างกันและสามารถดำเนินการได้โดยชอบตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งการปรับลดในส่วนของ รายการที่รัฐบาลรับภาระจะชดเชยค่าใช้จ่ายหรือสูญเสียรายได้ในการดำเนินการของ รัฐวิสาหกิจตามมาตรา ๒๘ ของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ เป็นวงเงินทั้งสิ้นในปีนั้น ๑,๑๐๐ ล้านบาท ก็ไม่ได้มีประเด็นปัญหาใด ๆ และชอบโดยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ทุกประการ แต่อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็อยู่ในขั้นตอนของ ป.ป.ช. ก็คงจะต้องปล่อยให้ หน่วยงานตรวจสอบได้มีหน้าที่ในการดำเนินการอย่างอิสระ แต่ในส่วนของกรรมาธิการ งบประมาณที่เราได้รับมอบหมายจากท่านสมาชิกทุกคนให้ไปทำงาน เราไปสอบถามมา ได้ความมาดังนี้ และนำมาแจ้งต่อท่านสมาชิกทุกท่าน ส่วนการสงวนความเห็นและการสงวน คำแปรญัตติของเพื่อนสมาชิกทุกท่านนั้น กรรมาธิการเสียงข้างมากยืนในร่างที่ทางกรรมาธิการ ได้มีความเห็นไว้ครับ