อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด ชี้แจงแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ของรัฐบาลที่กระจายบทบาทใน 27 หน่วยงาน เพื่อสร้างมูลค่าทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จในด้านเทศกาล เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การพัฒนาทักษะประชาชน และการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทยสู่เวทีโลก โดยเน้นว่าสิ่งสำคัญคือผลสัมฤทธิ์ที่วัดได้ ไม่ใช่รูปแบบการบริหารจัดการ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ก่อนอื่นผมต้องขอกราบขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกที่ได้กรุณาให้ข้อสังเกต แล้วก็ มีประเด็นคำถามเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของ Soft Power ผมรับไม้ต่อจากท่านรองประธานสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ท่านรองประธานคณะกรรมาธิการงบ ๒๕๖๙ ได้ตอบคำถามเพื่อนสมาชิกไป ผมจะเน้นไปที่ Soft Power ซึ่งต้องขออนุญาตเรียนว่าถ้าเราติดตามการอภิปรายเรื่อง Soft Power ในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมาก็จะเห็นว่าเพื่อนสมาชิกมีความรู้ความเข้าใจในนโยบาย Soft Power ของรัฐบาลมากยิ่งขึ้น แต่นั่นละครับผมจะยึดหลักแบบช่างตัดผมก็คือหลายหัว ดีกว่าหัวเดียว เพื่อนสมาชิกได้กรุณาให้ข้อสังเกตในหลาย ๆ ท่าน ผมขออนุญาตจัด Grouping เป็นกลุ่มเพื่อให้ท่านได้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ท่านประธานที่เคารพ Soft Power นั้น ไม่ใช่แค่ Event และ Event ก็ไม่ใช่ภาพรวมทั้งหมดของนโยบาย Soft Power หากแต่ Event นั้นเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยเสริม ช่วยสร้างให้นโยบาย Soft Power เดินหน้า เป็นมรรคเป็นผลและเกิดผลสัมฤทธิ์ที่สามารถวัดผลได้ เพื่อนสมาชิกบางท่านไปดูรายละเอียด ในลักษณะปลีกย่อย ดูแบบแยกส่วน แยกภาค ก็เห็นมิติอีกแบบหนึ่ง เพื่อนสมาชิกบางท่าน บางกลุ่มก็วิเคราะห์ประเมินแบบองค์รวม ซึ่งก็ได้มิติข้อสังเกต Soft Power อีกมุมหนึ่ง ผมเรียนอย่างนี้ ประเด็นที่เพื่อนสมาชิกตั้งข้อสังเกตว่าทำไมหน่วยงานที่ทำเรื่อง Soft Power ไปกระจายตัวตามหน่วยงานต่าง ๆ แบบกระจายก็มีท่านประธาน เรื่อง Soft Power ไปอยู่ใน ภารกิจ ๒๗ หน่วยงาน ใน ๒๗ หน่วยงาน มี ๙ กระทรวง และถ้าไปดูเฉพาะในสำนัก นายกรัฐมนตรีจะมีอยู่ ๗ หน่วยงาน ดังนั้นมีมิติของการเชื่อมโยง มีมิติของการกระจาย บทบาท มีมิติของตัวชี้วัดแบบแยกและแบบรวม ถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพก็ต้องบอกว่าวันนี้ Soft Power ถ้าเปรียบให้เห็นภาพชัด ๆ มีคำกล่าวว่าถ้าเราขายสินค้าชิ้นเดียวเราก็ได้กำไร ครั้งเดียว แต่เราขายทุนวัฒนธรรมที่สร้างสรรค์เราจะสามารถขายและทำกำไรได้ตลอดชีวิต โรงงานผลิต Soft Power ถ้าเป็นโรงงานจะเป็นโรงงานที่ไม่มีปล่องควัน เป็นวัฒนธรรม สะอาด เป็นเรื่องเล่าเรื่องราวของคนไทย โรงงานในโลกนี้สามารถผลิตสินค้าได้ในหลายประเทศ แต่โรงงานที่จะผลิต Soft Power ผลิตความเป็นไทยมีแห่งเดียวคือประเทศไทยและคนไทย ผมชวนท่านประธานและท่านสมาชิกไปดูปีงบประมาณ ๒๕๖๙ สำนักงบประมาณได้กำหนด โครงสร้างแผนงานตามยุทธศาสตร์ โดยเพิ่มแผนงานยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนนโยบาย Soft Power เขาไปทำเรื่องอะไร ไปผลักดันอุตสาหกรรม Soft Power ของไทยให้เติบโต โดดเด่น ต่อเนื่อง ไปสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างอาชีพให้กับพี่น้องประชาชน เขาไปกระจายบทบาท ภารกิจใน ๒๗ หน่วยงานที่ว่า และมีการจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ที่เรียกว่า THACCA THACCA ยกระดับความคิดสร้างสรรค์และพัฒนาความสามารถของคนไทย ให้มีมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้น ทีนี้เราไปดูว่านโยบายที่เป็นรูปธรรม Soft Power เขาทำอะไรบ้าง ๑. เขาไปขับเคลื่อนงานในกลุ่มงานที่เรียกว่า Festival Economy ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อน เศรษฐกิจสำคัญระดับท้องถิ่นและขยายมาเป็นระดับชาติ มีงาน Festival ระดับนานาชาติ ผ่านการจัดงานที่มีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก ผมยกตัวอย่างงานเดียว คืองานสงกรานต์หรือเย็นทั่วหล้ามหาสงกรานต์ Songkran Festival ได้สร้างรายได้ หมุนเวียนครั้งเดียว ปีเดียว ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเกือบ ๒ ล้านคน และเกิดการท่องเที่ยวภายในประเทศเงินหมุนเวียนในระบบมากกว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนที่ ๒ ไปทำนโยบาย OFOS OFOS มีประชาชนที่สนใจเข้าร่วมแล้วตีตัวเลขกลม ๆ ๗๐๐,๐๐๐ คน นี่ข้อมูลเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๖๘ มีการพัฒนา มีการสร้างหลักสูตรเพื่อให้ ประชาชนเข้าถึง จำนวน ๗๒ หลักสูตร แบ่งเป็นหลักสูตรออนไลน์ ๒๔ หลักสูตร Onsite ๔๓ หลักสูตร และเป็นหลักสูตร Hybrid มีจำนวน ๕ หลักสูตร นี่ยังไม่ถึงขั้นว่ามีหลักสูตร EV ด้วย เอา Hybrid พอ เพื่อพัฒนาศักยภาพของประชาชนในการเข้ามาประกอบอาชีพ ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ งานสำคัญอีก ๑ เรื่อง ก็คือการส่งเสริมศิลปินไทยให้ไปโด่งดัง ไปแสดงดนตรีในต่างประเทศ มี ๖๙ การแสดง ใน ๑๑ ตลาดเป้าหมาย ส่วนที่ ๔ งานมหกรรม หนังสือระดับชาติซึ่งสร้างรายได้จำนวนมาก มีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า ๑,๔๐๐,๐๐๐ คน ดังนั้น เราต้องมองให้ออกว่าแล้วปัญหามันอยู่ตรงไหน ปัญหาอยู่ตรงที่ว่าไปกระจาย ๒๗ หน่วยงาน ไปซ่อนตัวอยู่ใน ๙ กระทรวงหรือเปล่า ก็ไม่น่าจะใช่ ไปอยู่ใน ๗ หน่วยงาน ในสำนัก นายกรัฐมนตรีหรือเปล่า ก็อาจจะไม่ตรง จะอยู่ตรงไหนไม่สำคัญ สำคัญตรงที่ว่าผลสัมฤทธิ์ ของการทำงานมันเกิดมรรค เกิดผลหรือไม่ มีตัวชี้วัดอะไรที่สามารถวัดและอ่านค่า แห่งความสำเร็จได้ ผมยังชื่นชมเพื่อนสมาชิกหลายท่านบอกว่าเราอาจจะไม่ต้องติดยึด ในรูปแบบ แต่ให้ไปติดยึดที่ Content นี่ล่ะครับมหากาพย์แห่ง Content ก็คือ Soft Power ซึ่งจะสร้างรายได้ให้กับคนไทยและเป็นรายได้ที่สร้างได้ตลอดกาล กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ