นพดล ชี้จ้างที่ปรึกษาพุ่ง ตั้งข้อสังเกต 4 ไม่ หวังเพิ่มประสิทธิภาพงบประมาณ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๘

นพดล ทิพยชล ตั้งข้อสังเกตการใช้จ่ายงบประมาณด้านการจ้างที่ปรึกษาในหลายหน่วยงานที่สูงเกินควร พร้อมเสนอให้ทบทวนความจำเป็น ความโปร่งใส และประสิทธิภาพในการจ้าง รวมถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรภาครัฐเพื่อลดการพึ่งที่ปรึกษาเกินจำเป็น

นายนพดล ทิพยชล นนทบุรี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นพดล ทิพยชล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพี่น้องชาวจังหวัดนนทบุรี เขต ๔ อำเภอปากเกร็ด พรรคประชาชน ท่านประธานครับ วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ ในมาตรา ๔ ภาพรวมของงบประมาณ ผมขอเน้น ในส่วนของการตั้งข้อสังเกตไปที่การใช้จ่ายในการจ้างที่ปรึกษา ท่านประธานเชื่อไหมว่า การดำเนินการโครงการส่วนใหญ่แทบจะเรียกได้ว่าขับเคลื่อนด้วยการทำงานของที่ปรึกษา และ Outsource ท่านประธาน แม้ว่าโดยภาพรวมค่าใช้จ่ายในการจ้างที่ปรึกษาจะคิดเป็น เพียงแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ของรายจ่ายประจำคณะอนุกรรมาธิการงบฝึกอบรม หรือประมาณ ๑,๖๕๒ ล้านบาท แต่แท้ที่จริงแล้วก็ยังมีซ่อนอยู่ในโครงการส่งเสริมต่าง ๆ ที่อยู่ใน หมวดค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีก ตัวอย่างท่านประธานโดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์ พลังงาน มีค่าใช้จ่ายในการจ้างที่ปรึกษาสูงสุดถึง ๒๓ โครงการ มูลค่ากว่า ๑๒๑ ล้านบาท คิดเป็น ๒๓ เปอร์เซ็นต์ของรายจ่ายประจำ เท่านั้นไม่พอตามด้วยกรมโรงงานอุตสาหกรรมอีก ๙ โครงการ มีมูลค่ากว่า ๑๐๐ ล้านบาท คิดเป็น ๓๙ เปอร์เซ็นต์ของรายจ่ายประจำ แล้วไม่ใช่แค่ ๒ หน่วยงานนี้ท่านประธาน บางหน่วยงานค่าใช้จ่ายในการจ้างที่ปรึกษาคิดเป็น เกือบครึ่งหนึ่งของรายจ่ายประจำเข้าไปแล้ว จะไม่สูงได้อย่างไรท่านประธานในเมื่อ จ้างที่ปรึกษาทั้งทำแผน ทั้งศึกษา ทั้งวิเคราะห์ ทั้งประเมิน อะไร ๆ ก็จ้างที่ปรึกษาหมดตั้งแต่ ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ ท่านประธานที่เคารพ ผมจึงขอตั้งข้อสังเกตเรื่องค่าใช้จ่ายในการจ้าง ที่ปรึกษาโดยแบ่งเป็น ๔ ไม่ ดังนี้ ไม่ที่ ๑ ไม่ดำเนินการเอง ถ้าจ้างที่ปรึกษาทำงานเชิงเทคนิค ที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านหรือที่ปรึกษาคุมงานก่อสร้างผมก็ยังพอเข้าใจได้ ท่านประธาน แต่นี่เป็นภารกิจหลักของหน่วยงานเองแท้ ๆ ซึ่งหน่วยงานก็ควรมี ความเชี่ยวชาญในงานที่ตัวเองทำเป็นหลัก อย่างเช่น สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน หรือ สนพ. มีภารกิจดำเนินงานเชิงนโยบายและแผนการบริหารและพัฒนาพลังงาน ของประเทศ แต่กลับต้องจ้างที่ปรึกษาสูงถึง ๑๕ ล้านบาท ในการสร้างความรู้ ความเข้าใจ ด้านนโยบายและแผนพลังงานให้กับพี่น้องประชาชน อีกตัวอย่างสำนักงานกิจการยุติธรรม ก็จ้างที่ปรึกษาทำแผนแม่บททุก ๆ ๓ ปี ทั้ง ๆ ที่หน่วยงานมีภารกิจดำเนินการเกี่ยวกับ นโยบายและการพัฒนาของกระทรวงยุติธรรมอยู่แล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่หน่วยงานมีความชำนาญ อยู่แล้วเช่นกันทำไมถึงไม่ดำเนินงานโดยบุคลากรในหน่วยงานของตัวท่านเอง ไม่เพียงแต่งาน ตามภารกิจหลักงานนอกเหนือภารกิจก็ยังต้องจ้างที่ปรึกษาเช่นกัน บางหน่วยงานต้องปรับ โครงสร้างองค์กร แค่ทำ SWOT Analysis เพื่อวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค ที่ส่งผลกระทบต่อบทบาทภารกิจขององค์กรก็ยังต้องจ้างที่ปรึกษาทั้ง ๆ ที่ทำ In House Workshop เองก็ได้ท่านประธาน ไม่ที่ ๒ ไม่ใช่หน่วยงานรัฐ บางหน่วยงาน เช่น สำนักงาน คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าต้องว่าจ้างที่ปรึกษาเอกชนดำเนินการสำรวจวิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลประกอบการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส ในการดำเนินงาน ของหน่วยงาน ทั้ง ๆ ที่หน่วยงานของรัฐหรือสถาบันการศึกษาของรัฐหลายหน่วยงาน ก็สามารถทำหน้าที่ประเมินนี้ได้เช่นกันแต่ก็ไม่ทำ ไม่ที่ ๓ ไม่เผยแพร่ผลการศึกษา หลายโครงการจ้างที่ปรึกษามาศึกษา ติดตาม ประเมินผลต่าง ๆ แต่ผลการศึกษาที่ได้ กลับไม่เปิดเผยสู่สาธารณะ หายากหาเย็นมากท่านประธาน การศึกษาบางชิ้นงาน Bias หรือเปล่าเราก็ไม่รู้ ไม่มี Peer Review หรือการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญแล้วจะเชื่อมั่น กับผลการศึกษาได้อย่างไรท่านประธาน ผมไม่ได้ด้อยค่าที่ปรึกษา แต่การศึกษาจะเพิ่ม ความน่าเชื่อถือหากมีการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญและเป็นที่ยอมรับต่อสาธารณะ ไม่สุดท้าย ไม่ที่ ๔ บุคลากรไม่มีศักยภาพใช่หรือไม่ บุคลากรของหน่วยงานไม่มีศักยภาพพอที่จะทำเอง นี่ผมไม่ได้พูดเองแต่เป็นคำชี้แจงที่ได้ยินบ่อยที่สุด หลักสูตรฝึกอบรมบุคลากรในหน่วยงานที่เป็น In-House Training ก็มี แต่แทนที่จะเน้น ด้านเทคนิคเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการทำงานแต่กลับไปเน้นเรื่องทั่วไปที่รู้ ๆ กันอยู่แล้ว เช่น อบรมหน่วยงานโปร่งใส ปราบทุจริตคอร์รัปชัน จริยธรรม ธรรมาภิบาลต่าง ๆ คือเรื่องพวกนี้ท่านประธานจริง ๆ ไม่ต้องอบรมก็ได้พอจะรู้กันอยู่แล้ว เพราะเป็นจิตสำนึก ขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคน ไหน ๆ ก็แตะเรื่องฝึกอบรมแล้ว ผมเลยอยากจะฝากในส่วน ของการตั้งเคพีไอในการฝึกอบรมที่ไม่ได้นำไปสู่การวัดประสิทธิผลที่ใช้ได้จริง เช่น การใช้ ตัวชี้วัดการดำเนินงานหลักเป็นจำนวนคนแทนที่จะวัดผลสัมฤทธิ์ที่แท้จริงของการฝึกอบรม นั้น ๆ โดยสรุปหน่วยงานควรจ้างที่ปรึกษาดำเนินการเฉพาะเรื่องที่มีความจำเป็นกับภารกิจ ของหน่วยงานเท่านั้น เมื่อทำแล้วต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงจริง ๆ พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น โดยควรคำนึงถึงเหตุผลและความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณอย่างเต็มประสิทธิภาพ อะไรทำเองก็ควรทำเอง อะไรที่เคยจ้างที่ปรึกษามาแล้วก็ควรนำมาทบทวนศึกษาเรียนรู้จะได้ ไม่ต้องจ้างที่ปรึกษาตลอดกาลและตลอดไป ขอบคุณครับท่านประธาน