จุลพันธ์ แจงงบฯ 69 ยันไม่ปรับวงเงิน ชี้ "รวมทั้งสิ้น" สอดคล้องกฎหมาย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๘

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ชี้แจงรายละเอียดร่างงบประมาณปี 2569 ยืนยันการคงยอดเดิมโดยไม่ปรับเปลี่ยน พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการใช้จ่ายภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพทางการคลัง ความโปร่งใส และการบริหารความเสี่ยงจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยยังคงยืนยันมติเดิมเกี่ยวกับร่างมาตรา 4 ว่าคำว่า "รวมทั้งสิ้น" สอดคล้องกับหลักการงบประมาณ จึงไม่จำเป็นต้องแก้เป็น "ไม่เกิน"

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะรองประธาน คณะกรรมาธิการงบประมาณปี ๒๕๖๙ และเป็นกรรมาธิการเสียงข้างมาก ต้องกราบ ขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้อภิปรายในมาตรา ๔ ซึ่งเป็นภาพรวมของงบประมาณ กับการตั้งงบประมาณของทางคณะกรรมาธิการที่ไปพิจารณากลับมาแล้วยังคงอยู่ ตามร่างเดิมคือยอดจำนวนเงินไม่ได้มีการปรับเปลี่ยน ซึ่งมีข้อซักถามจากท่านสมาชิกอยู่ใน หลายประเด็น ในประเด็นแรกผมจะพยายามไล่ตอบไป ต้องขอเวลาท่านประธานนะครับ

ประเด็นแรก ต้องเรียนชี้แจงว่าในคณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณา ร่างพระราชบัญญัติ โดยให้ความสำคัญกับการดำเนินภารกิจเพื่อขับเคลื่อนเรื่องของ การพัฒนาประเทศ พิจารณาตามความจำเป็นของภารกิจของหน่วยรับงบประมาณ และแผนพัฒนาพื้นที่ตามความต้องการของประชาชน ตลอดจนคำนึงถึงฐานะทางการคลัง เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนหน่วยรับ งบประมาณภายใต้หลักธรรมาภิบาล สุจริต โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน โดยมีข้อเสนอในภาพรวมที่สำคัญให้กับ รัฐบาลดำเนินการเกี่ยวกับสถานการณ์ เช่น เศรษฐกิจในปีงบประมาณ ๒๕๖๙ ซึ่งมีแนวโน้ม ชะลอตัวกว่าที่คาดการณ์ส่งผลกระทบต่องบประมาณทั้งด้านรายได้และรายจ่าย การเตรียม งบประมาณเพื่อรองรับมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก และการ บริหารจัดการหนี้สาธารณะให้ลดลงในระยะยาว เพื่อให้มีพื้นที่ทางการคลังไว้ใช้ในยามที่ เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจโดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังในอนาคต พร้อมทั้ง ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการสร้าง ความพร้อมแล้วก็ศักยภาพของหน่วยงาน ความซ้ำซ้อน เป้าหมายดำเนินงานและผล การดำเนินงานที่ผ่านมา ภารกิจสำคัญเพื่อสนับสนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ การแก้ไขปัญหาความเป็นอยู่ของประชาชน และประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรงเป็นสำคัญ รวมทั้งสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตและมีความเข้มแข็งรองรับผลกระทบทั้งจากปัจจัยภายใน และภายนอกประเทศได้อย่างมีเสถียรภาพ ตลอดจนการดำเนินการนั้นต้องไม่ขัดหรือแย้งกับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ กฎหมาย แล้วก็ระเบียบที่เกี่ยวข้อง ผมต้องเรียนอย่างนี้ว่าทางกรรมาธิการเสียงข้างมากเราไม่ได้ปฏิเสธในเรื่องของความเสี่ยง โดยเฉพาะในสถานการณ์โลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาษีตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐ ซึ่งได้ข้อสรุปสุดท้ายที่ประเทศไทยถูกจัดเก็บอยู่ที่ ๑๙ เปอร์เซ็นต์ เทียบเคียงกับประเทศ ในภูมิภาคเดียวกันและประเทศคู่แข่งทางการค้าอยู่ในระดับที่อยู่ในระนาบที่ไม่แตกต่างนัก ความเสี่ยงต่าง ๆ เหล่านี้เราได้รับทราบแล้วก็ไม่ได้ปฏิเสธความเป็นจริงถึงความสุ่มเสี่ยง ในเรื่องสถานการณ์ทางเศรษฐกิจต่าง ๆ แต่อย่างไรก็ตามจากท่านสมาชิกได้มีการอภิปราย โดยเฉพาะในเรื่องของตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจซึ่งมีการปรับลดการประมาณการลง ในภาพรวม ซึ่งท่านก็เป็นห่วงว่าจะกระทบกับเรื่องของการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐ ต้องยืนยันว่าทางกระทรวงการคลังยังมีความเชื่อมั่นว่าเรามีศักยภาพเพียงพอในการที่จะ บริหารจัดการ โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดเก็บรายได้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและ ไม่กระทบกับการจัดเก็บรายได้และการใช้จ่ายงบประมาณในอนาคต นอกจากนั้นกลไก ในด้านงบประมาณยังมีกลไกรองรับเพียงพอ ทั้งเรื่องของการบริหารจัดการด้วย ตัวงบประมาณเอง ทั้งเรื่องของเงินคงคลัง ทั้งเรื่องของกลไกที่มีอยู่ตามกฎหมายที่เรา สามารถดำเนินการได้เชื่อว่าสามารถบริหารจัดการงบประมาณที่ตั้งเอาไว้ตามยอดที่ปรากฏ ใน พ.ร.บ. งบประมาณนี้ได้อย่างสมบูรณ์ไม่ได้มีปัญหาใด ๆ เพราะฉะนั้นในเรื่องของปัญหา การจัดเก็บนั้น ในขณะนี้ถึงแม้ว่าจะมีผลกระทบอยู่บ้างแต่เราเชื่อมั่นว่าเราสามารถบริหาร จัดการได้ลุล่วงไม่ได้กระทบใด ๆ นอกจากนั้นกระบวนการในการพิจารณาต้องยอมรับ ความจริงอย่างหนึ่งว่าวันนี้กลไกหลักอย่างหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคืองบประมาณ ของภาครัฐ การใช้จ่ายของภาครัฐเป็นตัวในการขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเราเดินหน้ามา อย่างยาวนานหลายปีที่ผ่านมา เป็นกลไกหลักกลไกหนึ่งประกอบเข้ากับการลงทุนของภาครัฐ ประกอบกับการบริโภคของภาคเอกชน วันนี้การสร้างความมั่นใจให้กับระบบเศรษฐกิจคือ งบประมาณแผ่นดินเป็นอย่างหนึ่ง ยกตัวอย่างได้ อย่างเช่น ปี ๒๕๖๗ ซึ่งมีการทำ งบประมาณแผ่นดินล่าช้า ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือความมั่นใจของผู้บริโภค ความมั่นใจ ของนักลงทุน ความมั่นใจของระบบเศรษฐกิจซึ่งส่งผลกระทบให้การเติบโตทางเศรษฐกิจ ในไตรมาสนั้น ๆ หดตัวอย่างมีนัยสำคัญ วันนี้การใช้จ่ายของภาครัฐจึงเป็นจุดสำคัญจุดหนึ่ง ในการขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเติบโต ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากมองอย่างนี้ว่าหากเรามี การปรับลดในเรื่องของการใช้จ่ายของภาครัฐคือตัวงบประมาณโดยยอดรวมเองนั้น กลับจะเป็นผลร้ายกับระบบเศรษฐกิจเพราะว่าจะสะท้อนถึงความไม่มั่นใจในภาคเอกชน ในภาคของการลงทุนซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ต่อไป เพราะฉะนั้นเรายืนยันว่ากลไกในการดำเนินการงบประมาณเม็ดเงินที่เราตั้งเอาไว้นี้ เป็นสิ่งสำคัญในการที่จะขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเติบโต ในข้อห่วงใยเกี่ยวกับเรื่องว่าแล้วเรามี กระสุนเพียงพอหรือไม่ ต้องเรียนว่ากลไกทางด้านงบประมาณนั้นเรามีกระสุนเพียงพอ ถ้าใช้คำของผู้อภิปรายเอง กระสุนที่เรามีอย่างเช่นเงินคงคลังซึ่งอยู่ในระดับสูงในปัจจุบัน กระสุนที่มีอย่างเช่นเรื่องของเงินทดรองที่สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมายอีก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท กระสุนที่มีอย่างเช่นเรื่องของการจัดทำงบประมาณ จัดทำพระราชบัญญัติ งบประมาณการโอนเปลี่ยนแปลงการแก้ไขงบประมาณ ซึ่งสุดท้ายก็ต้องเป็นอำนาจของ สภาผู้แทนราษฎรนั่นเอง ซึ่งทั้งหมดนี้ผมยืนยันกับท่านได้ว่า ด้วยกระสุนทั้งหมด ด้วยกลไก ทั้งหมดที่เรามีนั้นมีมากเพียงพอที่จะดำเนินการในการแก้ไขของประเทศ แล้วก็ขับเคลื่อน ให้เศรษฐกิจเราเติบโตไปในขณะเดียวกัน ประเด็นเรื่องความชอบด้วยกลไกการทำ พระราชบัญญัติงบประมาณ ผมต้องเรียนต่อสภาผู้แทนราษฎรว่าการพิจารณางบประมาณ ปี ๒๕๖๙ นี้ดำเนินไปโดยเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐ กฎหมายว่าด้วยวินัยทางการเงินการคลัง กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ แล้วก็กฎหมาย อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่างรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ มาตรา ๑๔๔ ที่ระบุว่าในการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะแปรญัตติเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมรายการหรือจำนวนในรายการมิได้ แต่อาจ แปรญัตติในทางลดหรือตัดทอนรายจ่าย ซึ่งมิใช่รายจ่ายตามข้อผูกพันอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ ๑. เงินส่งใช้ต้นเงินกู้ ๒. ดอกเบี้ยเงินกู้และ ๓. เงินที่กำหนดให้จ่ายตามกฎหมาย ผมต้องเรียนต่อท่านสมาชิกทุกท่านว่ารายการเงินส่งใช้ต้นเงินกู้และดอกเบี้ยเงินกู้ ตามมาตรา ๑๔๔ จะปรากฏอยู่ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ ในหมวด ๗ งบประมาณรายจ่ายเพื่อชำระหนี้ภาครัฐ มาตรา ๔๐ ที่กำหนดให้งบประมาณ รายจ่ายสำหรับแผนการบริหารจัดการหนี้ภาครัฐเป็นจำนวน ๔๒๑,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ประกอบด้วยเงินส่งใช้ต้นเงินกู้ ๑๕๑,๐๐๐ ล้านบาทเศษ และดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม จำนวน ๒๗๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ดังนั้นในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ ได้ดำเนินการสอดคล้องกับมาตรา ๑๔๔ ของรัฐธรรมนูญ โดยไม่มี การปรับลดหรือตัดทอนรายการดังกล่าว สำหรับการตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดเชย ตามมาตรา ๒๘ แห่ง พ.ร.บ. วินัยทางการเงินการคลังของรัฐ หมายถึงงบประมาณรายจ่ายที่ตั้งให้ เนื่องจากรัฐบาลรับภาระจะชดเชยค่าใช้จ่ายหรือ การสูญเสียรายได้ในการดำเนินการที่รัฐบาลได้มอบหมายให้หน่วยงานของรัฐดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการใด ๆ แทนนั้น ซึ่งเป็นงบประมาณที่เสนอตั้งอยู่ใน พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ มาตรา ๒๙ งบประมาณรายจ่าย ของรัฐวิสาหกิจ ตั้งไว้เป็นจำนวน ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ซึ่งรวมอยู่กับงบประมาณรายจ่าย อื่น ๆ ของงบรัฐวิสาหกิจเอง ไม่ใช่ส่วนงบประมาณรายจ่ายสำหรับแผนบริหารจัดการหนี้ ภาครัฐตามมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๙ ตามมาตรา ๑๔๔ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รวมถึงในการพิจารณาไม่มีการปรับลด หรือตัดทอนรายการดังกล่าวใด ๆ ในปีนี้ การเพิ่มพื้นที่ทางการคลังซึ่งมีข้อห่วงใยจาก ท่านสมาชิกหลายท่าน ต้องเรียนด้วยความเคารพว่าในอดีตที่ผ่านมา ยกตัวอย่างเช่น ช่วงที่เศรษฐกิจมีความผันผวนเหตุการณ์โควิด-๑๙ ซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องมีการใช้งบประมาณ ขาดดุลแล้วก็ก่อหนี้เพิ่มเติม เพื่อรองรับภาระการใช้จ่ายและการลงทุนในการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตามการกู้เงินเพื่อการลงทุนที่มีประสิทธิภาพจะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจมีการเติบโต ในระยะยาวและส่งผลให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้น และสามารถชำระหนี้ได้มากขึ้นอย่างมี ศักยภาพซึ่งทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีลดลง ภาครัฐมีแนวทางเสริมความแข็งแกร่ง ทางเศรษฐกิจด้านการคลัง เช่น การปรับปรุงระบบภาษีให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพ แล้วก็ เป็นธรรมการส่งเสริมการลงทุนภาครัฐและภาคเอกชน การบริหารทรัพย์สินของรัฐให้เกิด รายได้ การลดรายจ่ายผ่านการจัดลำดับความสำคัญและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่าย การบริหารหนี้สาธารณะระยะยาวอย่างเป็นระบบ โดยในปีงบประมาณ ๒๕๖๙ มีการลดลง ของรายจ่ายประจำอย่างมีนัยสำคัญถึง ๒๕,๗๙๔ ล้านบาทเศษ คิดเป็นร้อยละ ๑ อันนี้ เป็นความสำเร็จอีกอย่างหนึ่งของการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ ที่เกิดขึ้น การลดรายจ่ายประจำนั้น ผมต้องเรียนด้วยความเคารพว่ารัฐบาลจำต้องตั้งงบประมาณ แบบขาดดุลเพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง แล้วก็มีเสถียรภาพ ซึ่งเรายืนยันในการรักษาวินัยทางการคลังให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ. วินัยทางการเงินการคลัง ของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ อย่างเคร่งครัด แผนการคลังระยะปานกลางปี ๒๕๖๙-๒๕๗๒ ได้กำหนดแนวทางลดการขาดดุลให้สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจ โดยมีวงเงินกู้เพื่อชดเชย การขาดดุล ดังนี้ ปี ๒๕๖๙ ขาดดุล ๘๖๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็น ๔.๓ ต่อจีดีพี ปี ๒๕๗๐ ขาดดุล ๗๕๘,๖๐๐ ล้านบาท คิดเป็น ๓.๖ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี ปี ๒๕๗๑ ขาดดุล ๗๒๑,๙๐๐ ล้านบาท คิดเป็น ๓.๓ ของจีดีพี ปี ๒๕๗๒ ขาดดุล ๗๐๓,๓๐๐ ล้านบาท คิดเป็น ๓.๑ ต่อจีดีพี ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่ารัฐบาลมีความจริงใจและตั้งใจในการลดระดับ การขาดดุลอย่างต่อเนื่องเพื่อมุ่งสู่งบประมาณสมดุลในระยะยาว ทั้งนี้หากเศรษฐกิจไทย สามารถขยายตัวได้อย่างเต็มศักยภาพจะเอื้อต่อการเสริมฐานะทางการคลัง ทั้งด้านรายได้ รายจ่าย การบริหารหนี้สาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการบรรลุ เป้าหมายงบประมาณสมดุลในอนาคต ในข้อห่วงใยเกี่ยวกับเรื่องกลไกในการช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนต้องเรียนว่าคงจะต้องไปอภิปรายกันในรายมาตราเพิ่มเติมในรายละเอียด แต่เมื่อมีท่านสมาชิกได้ยกประเด็น อย่างเช่นเรื่องของกลไกในการใช้งบประมาณเพื่อไป ชดเชยให้กับพี่น้องชาวนา การชดเชยไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ไม่เกิน ๑๐ ไร่ หรือว่าในเรื่องของ การชดเชยการทดแทนการเผาอ้อย เป็นต้น ผมต้องเรียนว่าทั้ง ๒ เรื่องนี้ยังอยู่ในสายตา ของรัฐบาลที่ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง เรื่องของการชดเชยการเผาอ้อยได้ผ่านมติ ของคณะรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยจะมีการดำเนินการผ่านทางธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตรในเร็ววัน เรื่องการชดเชยในเรื่องของการปลูกข้าวไร่ละ ๑,๐๐๐ บาทนั้น วันนี้ก็จะมีการประชุม นบข. เกิดขึ้น ซึ่งหวังว่าจะได้ยินข่าวที่เป็นบวกแล้วก็เป็นประโยชน์ กับพี่น้องชาวนาต่อไป

ในส่วนของท่านกรรมาธิการที่มีการสงวนความเห็นในเรื่องของการแก้ไข เพิ่มเติมคำในร่างมาตรา ๔ ซึ่งกำหนดไว้ว่างบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ ให้ตั้งเป็น จำนวนรวมทั้งสิ้น ๓,๗๘๐,๐๐๐ ล้านบาท จำแนกเป็นรายจ่ายตามที่ระบุต่อไปใน พ.ร.บ. นี้ มีกรรมาธิการให้แก้ไขเพิ่มเติมจากคำว่า รวมทั้งสิ้น เป็น ไม่เกิน ผมต้องเรียนว่าคณะรัฐมนตรี ได้เสนอร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ ปี ๒๕๖๙ ต่อสภาผู้แทนราษฎร ในวาระที่หนึ่ง ขั้นรับหลักการ โดยเสนอหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติว่าตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็นจำนวนไม่เกิน ๓,๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ เพื่อชดใช้ เงินคงคลัง จำนวน ๑๒๓,๐๐๐ ล้านบาทเศษ และเมื่อพิจารณาประกอบกับหลักการ ที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ มาตรา ๔ งบประมาณรายจ่าย หมายความว่า จำนวนเงินอย่างสูง ย้ำคำว่าอย่างสูง จำนวนเงินอย่างสูงที่อนุญาตให้จ่ายหรือก่อหนี้ผูกพันได้ ตามวัตถุประสงค์และภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย ดังนั้น คำว่า ให้ตั้งเป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น ในร่างมาตรา ๔ นั้นจึงถือเป็นจำนวนเงินอย่างสูง ที่อนุญาตให้จ่ายหรือก่อหนี้ให้ผูกพันได้ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการที่เสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎรไว้ในวาระที่หนึ่ง และสอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ จึงไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมร่างในมาตรา ๔ นี้ จากคำว่า รวมทั้งสิ้น เป็น ไม่เกิน แต่อย่างใด ก็พยายามชี้แจงให้ได้หลายประเด็นมากที่สุด ต้องขอบพระคุณท่านประธาน กรรมาธิการเสียงข้างมากยืนยันความเห็นของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ขอบคุณครับ