สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๘

เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ หารือเรื่องการปรับลดเงินงบประมาณ โดยเฉพาะรายจ่ายงบกลางที่เกี่ยวข้องกับกระตุ้นเศรษฐกิจและเงินสำรองฉุกเฉิน พร้อมหารือเรื่องการโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณในชั้นที่พิจารณาอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐ

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการ

ท่านประธาน ผม เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการผู้สงวนความเห็น ต่อเนื่องจากมาตรา ๕ แล้วก็อันนี้เป็นเรื่องที่อาจจะ ทำให้ท่านสมาชิกฟังแล้วไม่ค่อยสบายใจ แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องกล่าวถึงผมขอสงวนความเห็น ในเรื่องการปรับลดงบประมาณ มาตรา ๖ ในรายจ่ายงบกลาง (๕) ค่าใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ ๒๕,๐๐๐ แล้วก็เงินสำรองฉุกเฉิน ๑๐,๐๐๐ ๒ ยอดนี้คือ ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท เป็นตัวเลข ที่มาจากปี ๒๕๖๘

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ลงมติ เมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๗ ให้โอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณในชั้นที่พิจารณาอยู่ของ สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ๕ แบงก์ รวมแล้วลดจากมาตรา ๒๙ แล้วเอาไปไว้ในงบกลาง ด้วยจำนวนเท่ากันคือ ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่ในขณะที่เราพิจารณาชั้นกรรมาธิการปี ๒๕๖๙ ผมถามรัฐวิสาหกิจที่ของบประมาณเขาตอบเป็นหนังสือว่าในการโอนเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ ปรับลดนะครับโอนเปลี่ยนแปลง ทั้ง ๒ หน่วยไม่รู้เรื่องเลย เมื่อไม่รู้เรื่องมันก็กลายเป็น การกระทำที่เข้าข่ายมาตรา ๑๔๔ วรรคสาม คือเป็นการกระทำของคณะรัฐมนตรีไม่ใช่ ของคณะกรรมาธิการ แต่เมื่อคณะรัฐมนตรีเสนอเข้าสู่คณะกรรมาธิการปีที่แล้วตามรายงาน การประชุม ครั้งที่ ๓๘ คณะกรรมาธิการ ๗๒ ท่าน โดยเสียงข้างมากก็เห็นด้วย แล้วก็ ไปลงมติในวาระที่สามเห็นชอบอีก ต่อมาวุฒิสภาอีกประมาณ ๑๗๐ กว่าคน ก็เห็นชอบ ตามไปด้วย ท่านประธานดูเหมือนจะไม่มีปัญหาแต่ก็เกิดปัญหาขึ้นมาเนื่องจากขออนุญาต เอ่ยนาม พรรคฝ่ายค้าน จำนวน ๑๒๑ คน ยื่นคำร้องว่างบปี ๒๕๖๘ กับปี ๒๕๖๙ ไม่ชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๔๔ ศาลรับวินิจฉัยเฉพาะปี ๒๕๖๙ ไม่วินิจฉัยปี ๒๕๖๘ แต่ในคำวินิจฉัยของศาลปี ๒๕๖๙ นั้น ตามข่าวที่แถลงออกมาโยงไปถึงงบปี ๒๕๖๘ ด้วย ในเรื่องงบของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเรามาปรับลดปี ๒๕๖๙ ออก ด้วยคะแนนเสียงองค์ประชุม ๔๘ คน เห็นด้วยกัน ๔๕ คน นั่นก็คือทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน เห็นด้วยกันหมดให้ตัดออก แต่ศาลรัฐธรรมนูญยังวินิจฉัยให้ท่านรองประธานคนก่อน พ้นจากตำแหน่งตัดสิทธิที่สมัครรับเลือกตั้ง ๑๐ ปี ตรงนี้เป็นประเด็นท่านประธาน ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับปี ๒๕๖๘ ก็จริง แต่ความผิดหรือจะเป็นความผิดตามมาตรา ๑๔๔ ของงบปี ๒๕๖๘ ยังมี ป.ป.ช. ซึ่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ สส. สว. รัฐมนตรี ถูกร้องได้ ๒ ศาล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๕ (๑) (๒) (๑) คืออะไร (๑) คือถูกร้องเรื่องฝ่าฝืนจริยธรรม ขึ้นศาลฎีกาศาลเดียว องค์คณะ ๕ ท่าน จบข่าว เอกสารผมเตรียมเรื่องนี้เป็นปึก ผมไม่อยากให้ขึ้นสไลด์เพราะว่าขึ้นสไลด์ อย่างไรท่านก็อ่านไม่ทัน ผมพับมาหมด รายชื่อทุกคนเตรียมขึ้นหมด ผมรอคำวินิจฉัยเท่านั้น แล้วอีกเรื่องหนึ่ง มาตรา ๒๓๕ (๒) ท่านประธาน ไปศาลฎีกานักการเมือง แล้วศาลฎีกา นักการเมืองมี ๒ ชั้น องค์คณะชั้นละ ๙ ท่าน มีตัวอย่างอย่างที่ผมกราบเรียนท่านประธาน แล้วก็ท่านสมาชิก จะเรียกว่าท่านลูกค้าหรือเปล่ายังไม่แน่ใจ แต่ว่าเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏ เมื่อมีคำวินิจฉัยของศาลซึ่งเป็นเด็ดขาดและผูกพันก็คงต้องให้สิ้นกระแสความ ก็คงจะต้อง ทำหน้าที่ในฐานะประชาชนคนหนึ่งซึ่งร้องไปที่ ป.ป.ช. ได้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมถึงโยง ตัวเลข ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท มาจากของปี ๒๕๖๘ ซึ่งปี ๒๕๖๘ จะมี ๒ เรื่อง ที่เป็นประเด็น ติดต่อกันไปยังศาลฎีกากับศาลฎีกานักการเมือง ก็คืองบแปรญัตติสำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรที่พรรคฝ่ายค้านยื่นไปนั่นล่ะ ผมได้คำร้อง ได้รายชื่อครบหมดแล้วแม้ท่าน จะไม่ได้ให้ผมแต่ผมก็หาจนได้แล้ว คำแถลงของเจ้าหน้าที่ ๗-๘ ท่าน ผมก็ได้ครบหมดแล้ว อันนี้มันก็จะเป็น ๒ ประเด็นคือ ๑. มีการโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณโดยขัดมาตรา ๑๔๔ หรือไม่ ๒. มีงบแปรญัตติซึ่งศาลวินิจฉัยปี ๒๕๖๙ ว่าไม่ชอบไปแล้ว เพราะฉะนั้น ปี ๒๕๖๘ ก็ไม่น่าจะรอดแต่ไม่ใช่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ น่าจะเป็นศาลที่ ป.ป.ช. จะดำเนินการ ตามมาตรา ๒๓๔ แล้วส่งไปตามมาตรา ๒๓๕ นี่คือเหตุผลที่ผมตัด ขอปรับลดเมื่อชดเชย แล้วก็ให้ท่านประธานและสมาชิกได้เรียนรู้ข้อกฎหมายซึ่งเราถามมาทุกปีในคณะกรรมาธิการ เราถามสำนักงบประมาณ เราถามเลขาศาลรัฐธรรมนูญเขาบอกไม่เกิดเคส ไม่เกิดอะไร แต่ปี ๒ ปีนี้มันเกิดแล้ว ศาลฎีกานักการเมืองเกิด ๒ คดี ศาลรัฐธรรมนูญเกิดไปแล้ว ๑ คดี แต่ศาลฎีกาแผนกคดีจริยธรรมกำลังจะเกิดมา แล้วกี่คนก็คงติดตามได้จากข่าวทั่ว ๆ ไป นี่คือสรุปเหตุผลที่ผมขอปรับลดงบประมาณครับท่านประธาน ขอบคุณครับ