กัณวีร์ แจงแผนงบประมาณ-ชี้ปัญหามลพิษข้ามแดน-เสนอปรับแรงงานต่างด้าว

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๘

กัณวีร์ สืบแสง ชี้แจงการอภิปรายแผนงานและงบประมาณตามมาตรา 7 โดยเน้นให้สอดคล้องกับปัญหาจริงที่ประชาชนเผชิญ ทั้งการบูรณาการแก้ไขมลพิษข้ามแดนและผลกระทบจากกิจกรรมเหมืองแร่จากประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมเสนอปรับปรุงระบบดูแลแรงงานข้ามชาติให้มีประสิทธิภาพและทันสมัย รวมถึงตั้งข้อสังเกตถึงการจัดสรรงบประมาณด้านแรงงานต่างด้าวที่ผ่านหน่วยงานความมั่นคงโดยขาดแผนงานเฉพาะที่ชัดเจน

นายกัณวีร์ สืบแสง แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ท่านประธาน ในมาตรา ๗ สำนักนายกรัฐมนตรีผมไม่ได้เสนอคำแปรญัตติไว้แต่หลังจากที่ผมเห็นข้อสังเกต ของทางคณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ เสียงส่วนมาก และรวมไปถึง ทางรัฐบาลด้วยกับทางสำนักนายกรัฐมนตรี มาตรา ๗ นี้ ผมมาดูในเรื่องเกี่ยวกับโครงการ แผนงานและตัวการสร้างจัดทำงบประมาณแล้วไปสอดคล้องกับปัญหาจริง ๆ ที่เกิดขึ้นกับ ประเทศไทย และรวมถึงพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบอยู่ผมก็เลยต้องขึ้นมาอภิปราย แต่การที่ผมจะขึ้นมาอภิปรายนี้ผมจะอภิปรายใน ๓ สำนักงาน ๒ หัวข้อ ด้วยกัน

สำนักงานแรก ของสำนักนายกรัฐมนตรีผมจะขออภิปรายในเรื่องสำนักงาน ทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ส ท น ช สทนช. คือผมเห็นทางกรรมาธิการมีข้อสังเกตทั้งหมด ด้วยกัน ๖ ประการ ๖ ข้อ ข้อสังเกตนี้ จริง ๆ แล้ว สทนช. ทุกคนก็ทราบว่าเป็นหน่วยงาน ที่บูรณาการในเรื่องเกี่ยวกับปัญหามลภาวะต่าง ๆ ในเรื่องเกี่ยวกับน้ำที่เข้ามาในประเทศไทย เพราะว่าอยู่ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรีสามารถประสาน ๑๐ ทิศ ทุกกระทรวง ทบวง กรมสามารถทำได้ ตอนนี้ปัญหาที่เรามีอยู่ในปัจจุบันในประเทศไทย ๕-๖ เดือนที่ผ่านมา ท่านประธานปัญหาที่แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง ที่มาจากมลพิษ ข้ามแดนมาจากประเทศเพื่อนบ้านเราก็มีปัญหามากมาย พี่น้องประชาชนของเราตั้งแต่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ไล่ลงไปจนลุ่มแม่น้ำโขงทั้งหมดได้รับผลกระทบมาอย่างใหญ่หลวง แต่ทำไมถึงไม่มีการจัดทำต่าง ๆ นานาข้อสังเกตของท่านไม่ยอมให้ทาง สทนช. เป็นคน บูรณาการ ข้อ ๖ บอกว่าหน่วยงานควรบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการศึกษา ปรากฏการณ์ลานิญญา เอลนิญโญ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อ อากาศในแต่ละภูมิภาค รวมถึงในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้และทบทวนการใช้ งบประมาณในการใช้น้ำทั้งระบบ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำและยกระดับคุณภาพชีวิต ของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน ท่านประธานไม่มีคำไหนข้อสังเกตของกรรมาธิการชุดนี้ ที่จะบอกว่าพิจารณาในเรื่องมลพิษข้ามแดนที่มีปัญหาอย่างใหญ่หลวง การทำเหมืองทอง การทำเหมืองแร่ Rare Earth ที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านคือประเทศเมียนมา ที่มีผลกระทบ ต่อพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนหลาย ๑๐๐,๐๐๐ คน ทำไมถึงไม่ทำ ณ ปัจจุบัน ทำไมไม่ให้ หน่วยงานนี้เป็นคนจัดทำ แต่ท่านได้เสนอให้กับทางกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งมาตรา ๑๐ ผมก็จะอภิปรายอีก ให้เป็นหน่วยงานสำคัญในการพิจารณาแก้ไขปัญหาในเรื่องเกี่ยวกับ มลพิษข้ามแดน อันนี้ล่ะเดี๋ยวผมอภิปราย แต่ตอนนี้ขอ สทนช. ก่อน ท่านรู้ไหมว่าการบูรณาการ ของ สทนช. ที่เขามีงบประมาณ ทั้งหมด ๔๓๙ โครงการ มีทั้งลุ่มน้ำชี ลุ่มน้ำโขง ตะวันออกเฉียงเหนือ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีเงินงบประมาณทั้งหมด ๖๓,๔๒๑ ล้านบาทเศษ กับ ๖ กระทรวง ๑๒ หน่วยงาน ๒ รัฐวิสาหกิจ แต่ไม่มีหน่วยงานไหนที่ทำเรื่องเกี่ยวกับมลพิษ ข้ามแดน ทำไมต้องเป็นอย่างนั้น ทำไมท่านถึงเสนออย่างนั้น ทำไมท่านไม่เข้าไปดูในเรื่อง เกี่ยวกับการบูรณาการคนที่ทำงานได้ นี่คือปัญหาอันแรกที่ผมอยากจะถามกรรมาธิการ ช่วยตอบเถอะว่าหน่วยงานนี้ไม่สำคัญหรือ ท่านจะให้หน่วยงานไหน กระทรวงการต่างประเทศ หรือในการที่จะมีการบูรณาการ กระทรวงการต่างประเทศอาณัติของเขาก็คือการพิจารณา เจรจาต่าง ๆ นานา ใช่ ปัญหามันเกิดที่ประเทศเพื่อนบ้านของเรา เขาแค่หน้าที่เจรจากับ ประเทศเพื่อนบ้าน ปัญหาเหล่านี้มลพิษข้ามแดนมีตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ถ้าเขายอม แก้ไขปัญหาต้นประเทศของเขาแน่นอนเราต้องไปแก้ไขอีกงบประมาณจากไหน ถ้ากลางน้ำ เข้ามาประเทศไทย ปลายน้ำหลุดแม่น้ำโขงไปถึงประเทศเพื่อนบ้านเราก็ต้องแก้ไขอยู่ดี เพราะฉะนั้นท่านจะต้องให้หน่วยงานนี้ทำหน้าที่บูรณาการไม่ใช่กระทรวงการต่างประเทศ ท่านประธาน อย่าบอกว่าเรื่องปัญหาต่าง ๆ ที่อยู่ต่างประเทศต้องให้กระทรวงการต่างประเทศ ผมว่าพิจารณาให้ดีทำให้ถูกอาณัติต่าง ๆ อีก ๒ หน่วยงาน และ ๑ ปัญหา ๒ หน่วยงานนี้คือ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติและรวมถึงสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ซึ่งอยู่ภายใต้ สำนักนายกรัฐมนตรี ท่านประธาน สมช. มีข้อสังเกตจากคณะกรรมาธิการทั้งหมด ๔ ข้อ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ มี ๑ ข้อ แต่ทั้งข้อสังเกตข้อที่ ๓ ของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และสำนักข่าวกรองแห่งชาติอันเดียวกันว่าหน่วยงานทั้ง ๒ หน่วยงานนี้ควรมีระบบติดตาม และกำกับดูแลแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อสามารถบริหารจัดการแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นกลไกหนึ่งในการรักษา ความมั่นคงของชาติ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและความปลอดภัย ก่อนอื่นท่านประธาน คำนี้มันบาดหูจริง ๆ แรงงานต่างด้าว ทำไมเราไม่เปลี่ยนแปลงสักทีโลกเราเปลี่ยนแปลงไป เยอะแล้วเขาไม่ใช้แล้วแรงงานต่างด้าว เขาเรียกว่าแรงงานข้ามชาติ ทำให้ทันสมัย อันแรก

อันที่ ๒ เรียนตรง ๆ ผมค่อนข้างที่จะมีความคุ้นเคยกับการทำงานของ สมช. และ สขช. เขาเป็นหน่วยงานที่ทำงานทางด้านนโยบายความมั่นคง นี่คือ สมช. ยุทธศาสตร์ ความมั่นคงแห่งชาติ สำนักข่าวกรองก็ทำเรื่องการปฏิบัติการทางการข่าวและรวมถึงนโยบาย เกี่ยวกับการข่าวด้วยไปในตัว เพราะฉะนั้น ๒ หน่วยงานนี้ทำเรื่องแรงงานต่างด้าวหรือ แรงงานข้ามชาติอยู่แล้ว ท่านไปเสนอให้เขาจัดทำงบประมาณขึ้นมาเรื่องเกี่ยวกับการจัดทำ ระบบต่าง ๆ มันถูกต้องหรือไม่ ขอสไลด์ขึ้นมานะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ผมจะทำให้ดูว่ามันมีปัญหาอันหนึ่ง ที่อยู่ภายใต้การทำงาน การจัดสร้างงบประมาณตัวนี้ จริง ๆ แล้วหน่วยงานที่จะทำงานเรื่อง แรงงานข้ามชาติมันจะต้องอยู่ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าว แต่ ๒ หน่วยงานนี้ท่านข้อมีข้อเสนอแนะไป ไม่มี แผนงานต่าง ๆ เขายังใช้แผนงานเดิม แผนงานความมั่นคง แผนงานเกี่ยวกับการจัดการต่าง ๆ อันนี้คือแผนงานที่เขาทำ ข้อเสนอ ของท่านไม่ไปสะกิดต่อมให้พวกเขาจัดทำแผนงานหรือยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ แรงงานต่างด้าวหรือ ก็เป็นคำถามของผมที่จะไปถึงคณะกรรมาธิการ ขอบคุณครับท่านประธาน