ภคมน หนุนอนันต์ วิพากษ์การสื่อสารของรัฐบาลที่ขาดเอกภาพและล่าช้า โดยเฉพาะในภาวะวิกฤต พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความล้มเหลวของโครงการฝึกอบรมทีมสื่อสารภาครัฐและโครงการสื่อสารผ่านไทยคู่ฟ้าที่ใช้งบประมาณสูงแต่ไม่เกิดผลลัพธ์ชัดเจน จึงเรียกร้องให้ปรับโครงสร้างการสื่อสารภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ ยกเลิกโครงการที่ซ้ำซ้อน และใช้ช่องทางอื่นแทนเพื่อลดภาระงบประมาณ พร้อมผลักดันให้กรมประชาสัมพันธ์ทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการสื่อสารนโยบายอย่างมียุทธศาสตร์ ลดข่าวปลอม และสร้างการรับรู้ที่ถูกต้องให้ประชาชน
เรียนประธานสภา ดิฉัน ภคมน หนุนอนันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ในส่วนของมาตรา ๗ สำนักนายกรัฐมนตรีดิฉันเสนอคำแปรญัตติเอาไว้ โดยจะพูดถึงงบประมาณในการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล ๒ หน่วยงานหลักคือ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและ กรมประชาสัมพันธ์ ท่านประธานดิฉันต้องขอแจ้งท่านประธานว่าอาจจะใช้เวลามากกว่า ๗ นาที สักเล็กน้อย ดิฉันคิดว่าไม่มีโอกาสไหนแล้วที่จะเหมาะกว่านี้ที่เราจะมาดูกันว่า งบประมาณที่ใช้ในการสื่อสารของรัฐบาลมันผิดพลาดตรงไหน เพราะสถานการณ์ความขัดแย้ง ไทย-กัมพูชา ช่วงปลายเดือนที่ผ่านมาเป็นเหตุการณ์ที่คนไทยทั้งประเทศตั้งคำถามกับการ สื่อสารของรัฐบาล ท่านปล่อยให้คนไทยทั้งประเทศ Check ข่าวกันเอง ข่าวจริง ข่าวปลอม เต็มไปหมด เปิดช่องให้คนต้องการหาประโยชน์กับยอด Engagement ปั่นสถานการณ์ ไปไกล เพราะอะไร เพราะท่านไม่มีการรวมศูนย์และไม่มีเอกภาพของข้อมูล ท่านปล่อยให้ หน่วยงานต่าง ๆ ออกมาพูดเรื่องเดียวกัน แข่งกันให้สัมภาษณ์จนกลบเสียงของคนที่มีหน้าที่ จริง นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดเล็ก ๆ แต่มันสะท้อนปัญหาโครงสร้างว่าทีมสื่อสารของรัฐบาล ขาด Unity of Command หรือเอกภาพในการบังคับบัญชาในการสื่อสารของภาครัฐ ในสถานการณ์แบบนี้โดยเฉพาะเรื่องระหว่างประเทศ การสื่อสารในภาวะวิกฤติ สิ่งที่สำคัญที่สุดท่านต้องมีเสียงเดียวที่สื่อสารอย่างเป็นทางการ การปล่อยให้ต่างคนต่างพูด มันกลายเป็นว่าสังคมเขาจะเชื่อใครดี มันทำลายความเชื่อมั่นของรัฐบาล ทั้งที่สถานการณ์ แบบนี้ท่านต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนไทยทั้งประเทศเป็นสิ่งแรก พอท่านช้าท่านออกมา แบบนี้ พยายามที่จะเบลอว่าสถานการณ์มันไม่วิกฤติล่าช้าไป ๓-๔ วัน ทางกัมพูชาปล่อยข่าว ทุกวัน การออกมาช้ามันแก้ทางได้ด้วยยุทธศาสตร์การเล่าเรื่องหรือทฤษฎีการสื่อสาร เขาเรียกว่า Narrative Strategy เพราะคนในโลกนี้เขารอฟังรัฐบาลไทย สำคัญที่สุด อย่าถือว่าดิฉันสอนเลยแต่ดิฉันเรียนมา คนทำงานสื่อสารท่านอย่ากลัวว่าจะประเมิน สถานการณ์ว่ามันวิกฤติ ท่านต้องไม่กลัวว่าคนรับสารเขาจะแตกตื่น เพราะเป็นหน้าที่ที่ท่าน จะต้องสื่อสารให้ประชาชนเขาเชื่อมั่นว่าท่านเอาอยู่ ดิฉันพูดเผื่อไว้ในอนาคตเลยว่า หากทีมสื่อสารของรัฐบาลยอมรับได้ว่าอันไหนคือสถานการณ์วิกฤติท่านจะได้สื่อสารในบริบท วิกฤติ ท่านไม่ต้องกลัวว่าประชาชนเขาจะตกใจ ประชาชนเขาจะตกใจมากกว่าที่ท่านทำอะไร ไม่ได้เลย และสิ่งสุดท้ายคือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ ดิฉันพูดไปท่านอาจจะไม่พอใจก็ไม่ว่ากัน แต่ต้องยอมรับความจริงว่าการสื่อสารในแบบที่รัฐบาลทำ ทั้งโครงสร้างงบประมาณและคน ปฏิบัติงานมันเก่าไปแล้ว มันมองเกมไม่ขาด ประเมินไม่ถูก เงอะงะไปหมด ทั้งที่ด่านของ การสื่อสารมันควรจะเป็นสิ่งแรกที่เราควรให้ความสำคัญ เพราะมันสร้างความเชื่อมั่นกับคน ทั้งในประเทศและสังคมโลกได้ เอาล่ะคราวนี้มาดูกันว่าสิ่งที่ดิฉันพูดมาทั้งหมดทั้งมวลไม่ใช่ว่า ท่านไม่เคยคิด ไม่เคยวางแผนมาก่อน
โครงการแรก โครงการชื่อว่าฝึกอบรม NextGen PR ยกระดับทีมสื่อสาร ภาครัฐรุ่นใหม่ กลุ่มเป้าหมายที่ขออบรมคือบุคลากรสำนักโฆษก งบประมาณไม่มากมาย ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ที่สำคัญโครงการนี้ของบประมาณทุกปี ท่านพยายามเป็น ทีมสื่อสารรุ่นใหม่ทุกปี ตั้งแต่ปี ๒๕๖๗ ขอมา ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๘ ท่านขอมา ๓๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้ขอมา ๔๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ผลลัพธ์อยู่ไหน ถ้าโครงการนี้เป็น โครงการใหม่ก็น่าลุ้น แต่นี่ท่านตั้งงบอบรมมาแล้ว ๒ ปี ดิฉันคิดว่างบประมาณ ปี ๒๕๖๙ ไม่ต้องเอาหรอกผลลัพธ์ชัดเจนขนาดนี้ พอบทจะเอาการเอางานจริง ๆ ล้มเหลว ทำอะไร ไม่ถูกเลย จริง ๆ ท่านไม่ต้องจ่ายสักบาท แค่ย้อนกลับไปดูคำแนะนำของคนทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการด้านการต่างประเทศ ด้านการสื่อสาร อดีตสื่อมวลชน อดีตรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คนที่เคยทำงานในทีมโฆษกตั้งแต่พรรคเพื่อไทยเองด้วยซ้ำ ทุกคนแนะนำการสื่อสารภาครัฐให้ท่านหมดแล้ว แม้ว่ามันจะเป็นเงินที่มันน้อยเมื่อเทียบกับ โครงการรัฐอื่น ๆ แต่การทำงานของท่านในสนามจริงมันสะท้อนแล้วว่าท่านไม่ได้ขาด การอบรมหรือความรู้ แต่ท่านขาดศักยภาพ ท่านขาดสารตั้งต้นและจุดยืนในการสื่อสาร
โครงการต่อมา LINE Official ไทยคู่ฟ้า งบประมาณ ๔,๗๐๐,๐๐๐ บาท ขอทุกปี ดิฉันได้เข้าไปติดตามในชั้นคณะอนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการได้พยายามที่จะ เสนอตัดลดแล้วแต่ท่านก็ยืนยันแข็งขันว่ามันจำเป็นจริง ๆ มันต้องใช้ เพราะมันเป็นช่องทาง ในการทำงานเชิงรุกของรัฐบาล ไปดูว่าเชิงรุกที่ว่าทำงานอย่างไร ในสถานการณ์วิกฤติ ข่าวเชิงรุกที่ท่านนำเสนอของช่องทางแพลตฟอร์มไทยคู่ฟ้าทุกแพลตฟอร์มคือข่าวที่ หาอ่านได้ทั่วไปเลย ไม่ใช่ข่าวทางการที่มีหนึ่งเดียวจากรัฐบาล หนำซ้ำมีการก๊อบปี้ แถลงการณ์ของสหภาพแพทย์ผู้ปฏิบัติงานและการรวมกลุ่มกันอย่างไม่เป็นทางการที่เขา ต้องการสะท้อนจุดยืน ซึ่งช่องทางการทำงานของรัฐบาลควรมีแถลงการณ์ของตัวเอง หรือถ้าทำมากกว่านั้นท่านต้องประสานกับแพทยสภา ยกระดับแถลงการณ์ให้มันทางการ ไปเลยเรื่องนี้ไม่น่าจะเข้าใจยาก และถ้าจะอ้างว่านี่คือช่องทางการสื่อสารเชิงรุกที่เป็น เครื่องมือหลักของรัฐบาล ไม่จำเป็นเลย LINE หมู่บ้านก็ทำได้แบบนี้เหมือนกัน ไม่ต้องเอา งบประมาณแผ่นดินปีละ ๕ ล้านกว่าบาทไปใช้เลย ดิฉันไม่ได้บอกว่าจุดยืนของสหภาพแพทย์ ผู้ปฏิบัติงานไม่สำคัญ แต่ถ้าคุณเห็นว่าสำคัญมันเข้าหูเข้าตาคุณจริง ๆ คุณในฐานะรัฐบาล ต้องสนับสนุนเขาด้วยการออกแถลงการณ์โดยรัฐบาล หน่วยงานของรัฐบาลต้องทำให้เสียง ของเขาสำคัญและถูกสนับสนุนโดยองค์กรหลักไม่ใช่ลอกแถลงการณ์มาลงแบบนี้ แบบนั้น ให้เป็นหน้าที่ของสื่อมวลชนทั่วไปที่เขานำเสนอ ดังนั้นตัดทิ้งไปเลยทั้ง ๒ โครงการ ไม่ต้องทำ
สุดท้ายจะไม่ถามหาบทบาทของกรมประชาสัมพันธ์เลยก็คงไม่ได้ ตราบใด ที่ท่านยังของบประมาณการสื่อสารปีละ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท มีงบประมาณ เพื่อประชาสัมพันธ์ นโยบายภาครัฐ ปีละ ๓๐๐ กว่าล้านบาท ดิฉันคิดว่างานสื่อสารของรัฐบาลมันทำแยกส่วนกัน ไม่ได้หรอก ดังนั้นในฐานะสื่อของรัฐกรมประชาสัมพันธ์ควรเป็นกลไกสำคัญและมีบทบาทนำ ในการสื่อสารในสถานการณ์วิกฤติ ดิฉันเข้าใจว่ามันยากนิดหนึ่งท่านอาจจะคิดว่าในเมื่อไม่มี สารตั้งต้นมาให้ท่านจะนำเสนออย่างไร ในเมื่อทีมสื่อสาร ทีมโฆษกของรัฐบาลไม่มีหัวหอก ไม่มีการรวมศูนย์ของข้อมูล กรมประชาสัมพันธ์ก็ควรมีบทบาทตรงนี้ประสานงานเพื่อนำเสนอ ข้อมูลที่จำเป็นให้ประชาชนได้ทราบ นำเสนอเรื่องราวที่มันแตกต่างจากสื่อทั่วไปที่เขาทำแล้ว เราในฐานะวงในมีข้อมูลที่ลึกกว่า ไวกว่า นัยของการสื่อสารของกรมประชาสัมพันธ์ อย่างไรเสียประชาชนเขาทราบอยู่แล้วว่านี่คือข่าวทางการจากรัฐบาล มันลดความสับสน ของสังคมได้ ปิดช่องการปั้นข่าวปลอมและปราม Page ที่พยายามปั่น Drama ซึ่งไม่ควร เกิดขึ้นเลย ท่านอย่าลืมว่าท่านมีงบดำเนินการในการโฆษณาเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ของรัฐ งบปีละประมาณ ๘๔ ล้านบาท ในทุก ๆ ปีอยู่ราว ๆ นี้ล่ะค่ะ ไม่นับโครงการที่แยกย่อย เฉพาะเจาะจงแต่ละภารกิจอีก เช่น โครงการจัดการข้อมูลข่าวสารเพื่อประชาสัมพันธ์และ สร้างการรับรู้ ผลลัพธ์เขียนเอาไว้ว่าให้ประชาชนทุกพื้นที่เข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เชื่อถือได้ ใช้เงิน ๓,๔๐๐,๐๐๐ บาท โครงการประชาสัมพันธ์ประชาคมอาเซียนและความร่วมมือ อาเซียน ผลลัพธ์บอกว่าเพื่อสร้างเกราะป้องกันจากข่าวปลอมอีก ๔,๖๐๐,๐๐๐ บาท ยิ่งลงลึกรายละเอียดโครงการนี้ดิฉันยิ่งรู้สึกว่าสิ้นเปลือง เห็นชัดว่าโครงการงบประมาณ ของกรมประชาสัมพันธ์มันเป็น Routine มันไม่มีเชิงลึก ไม่มีการทำงานเชิงรุกอะไรเลย ดิฉันคิดว่าวันนี้ประชาชนทั้งประเทศเห็นตรงกันว่างบประมาณในการประชาสัมพันธ์ ของกรมประชาสัมพันธ์มันคุ้มค่าแค่ไหน ต่อมาท่านควรเป็นกลไกสำคัญในการสร้าง Narrative Strategy หรือยุทธศาสตร์การเล่าเรื่องเพื่อสื่อสารกับประชาคมโลกในโครงการ ที่ตั้งมาท่านมีช่อง NBT World หรือโครงการสื่อสารภาษาอังกฤษใช้งบประมาณ ๖ ล้านบาท แต่ทำไมเราคาดหวังบทนำในการสื่อสารอะไรไม่ได้เลย ดังนั้นดิฉันขอปรับลดงบประมาณ จากที่กรรมาธิการได้ปรับลดไปแล้วอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ สุดท้ายดิฉันอาจจะเป็นคนส่วนน้อย ที่ยังปรารถนาและคาดหวังกับหน่วยงานของท่าน ดิฉันพูดอย่างตรงไปตรงมาท่านต้องฮึบ แสดงศักยภาพถึงความจำเป็นของการมีอยู่ของท่านให้ได้ สร้างพลังให้คนทำงานเขามีไฟ ในหน่วยงานของท่านมีบุคลากรข่าว มีข้าราชการที่มีคุณภาพเยอะแยะมากมาย และพูดกัน อย่างตรงไปตรงมา ดิฉันคิดว่าสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เรา ต้องมาทบทวนสังคายนางบโฆษณาประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ เพราะมันชัดเจนที่สุดแล้ว ท่านไม่ได้ไม่มีงบประมาณเพียงแต่ท่านไม่มีของ ขอบคุณค่ะ