สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๘

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๙๐ คน
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เรียนท่านสมาชิก ทุกท่านครับ ขณะนี้มีสมาชิกมาลงชื่อเข้าประชุมจำนวน ๒๕๔ ท่านแล้วนะครับ ถือว่า ครบองค์ประชุมครับ ผมขอเปิดการประชุมและดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระต่อไปนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม

รับทราบพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศพระราชกฤษฎีกา เรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๘

ด้วยได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศพระราชกฤษฎีกาเรียก ประชุม สมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๘

ผมจึงขอเชิญท่านสมาชิกทุกท่านโปรดยืนขึ้นเพื่อรับฟังพระบรมราชโองการ เชิญท่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรอ่านพระบรมราชโองการครับ

(สมาชิกและผู้ที่อยู่ในที่ประชุมได้ยืนขึ้นเพื่อรับฟังพระบรมราชโองการ)
ว่าที่ร้อยตำรวจตรี อาพัทธ์ สุขะนันท์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

พระบรมราชโองการ

“พระราชกฤษฎีกา

เรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา

พ.ศ. ๒๕๖๘

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ

พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๘

เป็นปีที่ ๑๐ ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ สมควรที่จะเรียกประชุมรัฐสภาเป็น การประชุมสมัยวิสามัญ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๒๒ และมาตรา ๑๗๕ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุม สมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี”

(ที่ประชุมรับทราบ)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ เชิญนั่งครับ

ต่อไปเป็นเรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ปรากฏอยู่ในระเบียบวาระนะครับ

๑. รับทราบประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งเรื่องผลการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ตามที่มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ ๘ แทนตำแหน่งที่ว่าง คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดให้มีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๖๘ เป็นการ เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ ๘ นั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘๕ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย คณะกรรมการการเลือกตั้ง พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๒๗ แห่งพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช ๒๕๖๐ ประกาศรายชื่อ ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ ๘ จังหวัดนครศรีธรรมราช คือนายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ สังกัดพรรคกล้าธรรม จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบนะครับ

๒. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปฏิญาณตนในที่ประชุมก่อนเข้ารับหน้าที่ตาม มาตรา ๑๑๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

เนื่องจากมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๑๕ กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกนั้นก่อนเข้ารับหน้าที่

ผมขอเชิญ นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ กรุณายืนขึ้นเพื่อกล่าวคำปฏิญาณตน โดยผมจะเป็นผู้กล่าวนำ และโปรดระบุชื่อท่านในตอนที่กล่าวข้างต้น

(สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับการเลือกตั้งใหม่ได้ยืนขึ้นและกล่าวคำ ปฏิญาณตนต่อที่ประชุมตามที่ประธานได้กล่าวนำ)
นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ข้าพเจ้า นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ และขอยินดีด้วยนะครับ เชิญนั่งครับ ดังนั้นขณะนี้เรามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่าที่มีอยู่ และปฏิบัติหน้าที่ได้ ๔๙๕ ท่าน องค์ประชุมกึ่งหนึ่งต้องไม่น้อยกว่า ๒๔๘ ท่าน

๓. รับทราบประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง การโฆษณาคำชี้แจงของ พลตำรวจโท โสภณรัชต์ สิงหจารุ

ด้วยในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๒๖ (สมัยสามัญ ประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ เมื่อวันอังคารที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ ญัตติขอเปิด อภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล นายรังสิมันต์ โรม สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรได้กล่าวถ้อยคำในที่ประชุม เป็นเหตุให้ พลตำรวจโท โสภณรัชต์ สิงหจารุ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเห็นว่าตนได้รับความเสียหายจากถ้อยคำคำกล่าวนั้น พลตำรวจโท โสภณรัชต์ จึงขอใช้สิทธิต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรให้มีการโฆษณาคำชี้แจง อาศัยอำนาจ ตามความในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๔ ประกอบกับข้อบังคับ ข้อ ๓๙ ข้อ ๔๐ ข้อ ๔๑ และ ข้อ ๔๒ ตามระเบียบสภาผู้แทนราษฎรว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีการร้องขอและโฆษณาคำชี้แจง เนื่องจากถ้อยคำที่กล่าวในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรอันอาจจะเป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้รับ ความเสียหาย พุทธศักราช ๒๕๖๓ จึงได้ให้มีการโฆษณาคำชี้แจงของ พลตำรวจโท โสภณรัชต์ สิงหจารุ ไว้ ณ บริเวณชั้น ๑ อาคารรัฐสภา และทางเว็บไซต์เป็นเวลา ๗ วัน ตั้งแต่วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๘ จึงแจ้งให้ที่ประชุมทราบนะครับ

(ที่ประชุมรับทราบ)

๓/๑

ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี

ก่อนที่จะพิจารณาเรื่องด่วน ผมอยากจะขอเชิญให้ผู้แทนวิปได้ชี้แจงถึง ข้อตกลงที่ได้มีการประชุมวิปทั้ง ๒ ฝ่ายและผู้แทนคณะรัฐมนตรีในการที่เราจะใช้เวลาในการ ประชุมในครั้งนี้ เชิญครับ

นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ เลย

ท่านประธานที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะวิปรัฐบาลและผู้เข้าร่วมในการ ประชุมวิป ๓ ฝ่าย เรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ วันนี้เราจะมีการพิจารณากันในหลาย ระเบียบวาระ โดยเราจะเริ่มจากร่าง พ.ร.ก. ทั้ง ๒ ฉบับ โดยในวิป ๓ ฝ่ายเราได้มีการตกลง กันว่าเราจะใช้เวลาพิจารณา พ.ร.ก. ทั้ง ๒ ฉบับ พิจารณารวมกันแต่แยกลงมติ โดยจะใช้เวลา ไม่เกิน ๔ ชั่วโมงในการพิจารณา พ.ร.ก. ทั้ง ๒ ฉบับ หลังจากนั้นร่าง พ.ร.บ. อีก ๒ ฉบับ เราจะใช้เวลาฉบับละไม่เกิน ๒ ชั่วโมง หลังจากนั้นเมื่อพิจารณา พ.ร.ก. ทั้ง ๒ ฉบับและ ร่าง พ.ร.บ. ทั้ง ๒ ฉบับแล้วเราจึงจะพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี ๒๕๖๙ ครับ โดยในส่วนของเวลาในการอภิปรายงบประมาณปี ๒๕๖๙ นั้นจะแบ่งดังนี้ครับ เป็นฝ่ายละ ๒๐ ชั่วโมง เวลาของท่านประธาน ๑ ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาลและ ครม. ใช้เวลารวมกัน ๒๐ ชั่วโมง ฝ่ายค้านใช้เวลารวมกัน ๒๐ ชั่วโมงครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณ คุณศรัณย์ครับ ทางวิปฝ่ายค้านเชิญครับ

นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร ธนบุรี คลองสาน บางปะกอก พรรคประชาชนครับ ขอปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวแทนท่านประธาน คณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้านครับ ตามที่ท่านศรัณย์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ได้กล่าวมาต่อท่านประธานนั้นก็เป็นข้อตกลงที่ทางวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านได้ตกลงกัน ตามนั้นจริง ๆ ครับ แล้วก็อยากให้ครั้งนี้เป็นการดำเนินการประชุมไปได้อย่างมีความเป็น ระเบียบเรียบร้อย แล้วก็มาทำหน้าที่เพื่อประชาชนกันอย่างเรียบร้อยด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณตัวแทน วิปทั้ง ๒ ท่าน ในเรื่องเวลาเมื่อตกลงกันอย่างนี้แล้วขอให้ผู้แทนของวิปเป็นคนส่งรายชื่อ ใครจะอภิปรายก่อนหลัง แล้วก็เวลาทางประธานจะไม่กำหนด ขอให้ประธานวิปเป็นคน กำหนดเพื่อให้ได้จบในเวลาที่เราตกลงกันไว้ ก็ขอให้เป็นตามนี้นะครับ เมื่อจะถึงญัตติเรื่อง กฎหมายฉบับใด พระราชกำหนดฉบับใดขอให้วิปได้ส่งชื่อไว้ล่วงหน้าเลยนะครับ เราจะได้ ดำเนินการตามนั้นโดยไม่เสียเวลา

เรื่องด่วน

๑. พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)

และเนื่องจากได้มีพระราชกำหนดที่เกี่ยวเนื่องกันอีก ๑ ฉบับ คือ

๒. พระราชกำหนดประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)

ซึ่งอยู่ในระเบียบวาระเรื่องด่วนที่ ๒ ซึ่งผมเห็นว่าเราสามารถจะรวม ระเบียบวาระทั้งสองนี้มาพิจารณาพร้อมกันโดยจะแยกลงมติแต่ละฉบับตามข้อบังคับ ข้อ ๕๕ (๒) และ (๔)

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ถ้าไม่มี ท่านสมาชิกเห็นเป็นอย่างอื่นเราก็ดำเนินการตามนี้นะครับ

ในการนี้คณะรัฐมนตรีได้ขอให้มีบุคคลเข้าร่วมชี้แจงในที่ประชุมดังต่อไปนี้ ซึ่งผมขอเชิญให้ผู้เข้าร่วมชี้แจงเข้ามานั่งได้เลยนะครับ ๑. ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฎ์ วิศิษฎ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ๒. นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ๓. นางสาวยุภาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ๔. พันตำรวจเอก พิบูลสุขญ์ รติเวโรจน์กุล ผู้กำกับการฝ่ายกฎหมายและวินัย กองบัญชาการ ตำรวจสืบสวนและสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ๕. นายราชพฤกษ์ ชูดำ รองผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวน คดีพิเศษ ๖. นางสาวจอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และ ตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ๗. นายวิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ๘. นางสาวดารณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับระบบ การชำระเงินและคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ๙. นางสาวอรวรี เจริญพร ผู้อำนวยการสำนักบริหารและจัดการเลขหมายโทรคมนาคม สำนักงาน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ๑๐. พันตำรวจเอก สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ๑๑. นางพิมพ์ประภา วัชรจิตต์กุล ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายกระบวนการยุติธรรมทางอาญา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ขอเชิญผู้เข้าชี้แจงทุกท่าน ขอเชิญท่านรองนายกรัฐมนตรี ได้เสนอและชี้แจงเหตุผลของพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับครับ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ขอกราบเรียนว่าเมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๘ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการ ร่างพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ โดยในชั้นการตรวจพิจารณาร่างพระราชกำหนดได้มีการแยกหลักการกำหนด มาตรการห้ามซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์ม Peer to Peer และการป้องกัน การเปิดบัญชีและระงับการให้บริการหรือการทำธุรกรรมกับลูกค้า ที่มีรายชื่อหรือใช้กระเป๋า สินทรัพย์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีออกมาเป็น พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ ซึ่งต่อมา นายกรัฐมนตรีได้นำกฎหมายขึ้นทูลเกล้าเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยและประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๖๘ โดยให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๖๘ เป็นต้นไป ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ โดยที่บทบัญญัติมาตรา ๑๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้กำหนดสำหรับ การตราพระราชกำหนดทั่วไปว่ามาตรา ๑๗๒ ในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษา ความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของ ประเทศหรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ พระมหากษัตริย์จะทรงตราพระราชกำหนด ให้ใช้ บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติได้ การตราพระราชกำหนดตามวรรคหนึ่งให้กระทำได้เฉพาะ เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ ในการประชุมรัฐสภาคราวต่อไปให้คณะรัฐมนตรีเสนอพระราชกำหนดนั้นต่อรัฐสภา เพื่อพิจารณาโดยไม่ชักช้า เพื่อพิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติพระราชกำหนดโดยเร็ว ในโอกาสนี้ รัฐบาลจึงขอกราบเรียนต่อสภาผู้แทนราษฎรถึงเหตุผลและความจำเป็น ตลอดจนสาระสำคัญ ของพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ และพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ โดยสรุปดังนี้ พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ เหตุผลและความจำเป็น โดยที่ปัจจุบันได้มีพระราชกำหนดมาตรการ ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๖๖ เพื่อแก้ไขปัญหา อาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น แต่ที่ผ่านมาพบว่ายังมีมาตรการบังคับทางกฎหมาย ที่ยังไม่เพียงพอกับรูปแบบของอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ได้มีการพัฒนาขึ้นของกลุ่ม มิจฉาชีพ จึงต้องเร่งพัฒนาแก้ไขปรับปรุงกฎหมายปัจจุบันให้ทันสมัยเหมาะสม และ ครอบคลุมกับสถานการณ์ในยุคดิจิทัลที่อาชญากรรมทางเทคโนโลยีเกิดขึ้นได้ในหลากหลาย รูปแบบ เช่น การเร่งคืนเงินให้ผู้เสียหาย การอายัดบัญชีม้า การกำหนดหน้าที่และความ รับผิดชอบของสถาบันการเงิน และผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์และมาตรการการโอนเงิน ผิดกฎหมายผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล กรณีจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติม พระราชกำหนด มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๖๖ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่จะบังคับให้ใช้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเร่งรัดการกวาดล้าง อาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อติดตามควบคุมและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับ พี่น้องประชาชน ลดปัญหาสังคมและผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นเรื่อง ที่ไม่อาจรอดำเนินการได้ตามวิธีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายปกติ ซึ่งอาจมีกระบวนการและ ขั้นตอนที่ทำให้ประชาชนได้รับการเยียวยาความเสียหายออกไป จึงต้องเร่งให้มีมาตรการ ป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเพื่ออุดช่องว่างที่เกิดขึ้นจากความเสียหายแก่ประชาชน และระบบเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชน ที่ถูกมิจฉาชีพทางออนไลน์หลอกลวงให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป

พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ เหตุผลและความจำเป็น โดยที่ปัจจุบันศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลนอกราชอาณาจักร แต่ให้บริการแก่บุคคลซึ่งอยู่ในราชอาณาจักรยังไม่มีการควบคุมตามพระราชกำหนด การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. ๒๕๖๑ ทำให้มีการนำเงินที่ได้จากการกระทำ ความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีไปซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ ดิจิทัลดังกล่าว ส่งผลต่อการใช้บังคับกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม อาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะการตรวจสอบและการระงับการทำธุรกรรม รวมทั้ง การติดตามและการนำเงินคืนแก่ผู้เสียหายทำได้ยาก สมควรให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ ดิจิทัลซึ่งประกอบธุรกิจอยู่นอกราชอาณาจักรต้องได้รับอนุญาตตามพระราชกำหนดนี้

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปราม อาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ และพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจ สินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ จะช่วยป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ทางเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทำให้ประชาชนมีความปลอดภัยในการใช้บริการ โทรศัพท์หรือโทรคมนาคม หรือการทำธุรกรรมด้านการเงินและในกรณีที่ประชาชน เป็นผู้เสียหายจะได้รับการช่วยเหลือและติดตามเส้นทางการเงินเพื่อนำเงินมาคืนได้อย่าง รวดเร็ว ประกอบกับการกำหนดให้หน่วยงานของเอกชนมีส่วนร่วมในความเสียหาย โดยมีการกำหนด มาตรฐานหรือมาตรการที่เกี่ยวข้องโดยหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ในการควบคุมกำกับดูแล จะทำให้หน่วยงานของเอกชนเกิดความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่และเป็นมาตรการที่จะ เยียวยาผู้เสียหายได้ ท่านประธานสภาที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมหวังเป็น อย่างยิ่งว่าสภาผู้แทนราษฎรจะได้พิจารณาอนุมัติพระราชกำหนดมาตรการการป้องกันและ ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ และพระราชกำหนด การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ต่อไป ขอขอบคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณ ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ ต่อไปจะเป็นการอภิปรายของท่านสมาชิก ซึ่งขณะนี้ได้ส่งชื่อ มาแล้ว ฝ่ายค้านมี ๔ ท่านที่ส่งชื่อมา ถ้าอยากอภิปรายก็ติดต่อวิปส่งมาได้ ฝ่ายรัฐบาลมี ๒ ท่าน ท่านแรกผมขอเชิญ คุณฉัตร สุภัทรวณิชย์ ขอเวลาไว้ ๑๕ นาที เชิญครับ

นายฉัตร สุภัทรวณิชย์ นครราชสีมา 🔗

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ฉัตร สุภัทรวณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต ๑ แม่ย่าโม พรรคประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัล สินทรัพย์ดิจิทัลหรือ Blockchain เป็นที่สนใจอย่างมากของโลกในปัจจุบัน แม้หลายคนยังไม่สนใจและไม่เชื่อมั่น แต่ทุกท่านรู้หรือไม่ว่าปัจจุบันหลายท่านมีการใช้งานอยู่โดยที่ไม่รู้ตัว เพราะว่า Blockchain จะอยู่ในระบบเบื้องหลังการทำงานหลาย ๆ อย่าง ผมขอยกตัวอย่างนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อให้ทุกท่านเห็นว่าสินทรัพย์ดิจิทัลเป็น Trend ที่ประเทศไทยไม่ควรมองข้าม และต้องให้ความสนใจ นโยบายนี้มีความพยายามที่จะ ทำให้สหรัฐอเมริกาเป็นศูนย์กลางของสินทรัพย์ดิจิทัล มีการประกาศว่าจะใช้ Bitcoin ที่ยึด มาได้จากการทำผิดกฎหมายมาเป็นทุนสำรองของรัฐบาล มีแนวทางในการกำกับดูแลสกุลเงิน ดิจิทัล ทั้งด้านภาษี การคุ้มครองผู้บริโภค การฉ้อโกงและเสถียรภาพทางการเงิน ใช้ Bitcoin เป็น Strategic Reserve ในการแก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะจากการพิมพ์เงินของสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังมีวุฒิสมาชิกท่านหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ผลักดันร่างกฎหมาย Bitcoin Act ที่จะบริหารโดยกระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกา หากท่านอยากทราบว่าปัจจุบันมูลค่าการตลาด ของสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเท่าใด ผมมีตัวเลขมาเล่าให้ฟัง เอาแค่ Bitcoin อย่างเดียวปลายปี ๒๐๒๔ Market Cap ของ Bitcoin อยู่ที่ ๑.๙ ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าการตลาดของทองคำ นอกจากนี้แล้ว ๓ แบงก์ยักษ์ใหญ่ของ สหรัฐอเมริกา อย่าง Bank Of America Goldman Sachs และ J.P. Morgan ก็มีการเข้าซื้อ Bitcoin ETF เพิ่มขึ้นอย่างจริงจัง ผ่านกองทุนอย่างเช่น Goldman Sachs ปัจจุบันถือครอง รวม ๖๗๒.๙๕ ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเป็นที่น่าสนใจและเป็นของใหม่ รัฐบาล ภาคเอกชน นักลงทุน และประชาชนคนทั่วไป เม็ดเงินในระบบของสินทรัพย์ดิจิทัลจึงมีมหาศาลเพิ่มขึ้น ตลอดเวลา ทั้งไปลงทุน ไปพัฒนาระบบ หรือไปเก็งกำไร แต่สิ่งที่ตามมาคืออาชญากรรม เพื่อดึงเงินเหล่านั้นออกมาแบบผิดกฎหมาย พระราชบัญญัติการประกอบสินทรัพย์ดิจิทัล ฉบับนี้ จึงมีการแก้ไขเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทาง เทคโนโลยี โดยมีการเพิ่มเติมมาตรา ๒๖/๑ เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้ครอบคลุมผู้ประกอบธุรกิจ สินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น เช่น มีภาษาไทยในระบบหรือเว็บไซต์ มีการจดทะเบียนหรือใช้ชื่อ ที่สื่อถึงประเทศไทย มีช่องทางการให้แลกเป็นเงินบาทและมีสำนักงานในประเทศไทย เป็นต้น หากทุกท่านลงค้นหาใน Google โดยเฉพาะศูนย์ซื้อขายหรือตลาดซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ทุกท่านจะเห็นว่ามีเว็บไซต์จำนวนมากให้เข้าไปศึกษาใช้งานหรือลงทุน แต่ท่านทราบหรือไม่ว่าปัจจุบันมีเพียง ๙ บริษัทเท่านั้นที่ได้รับการรับรองจาก ก.ล.ต. ซึ่งหาก มีคนหลงเชื่อไปใช้งานเว็บไซต์ที่ไม่ได้รับการลงทะเบียนจาก ก.ล.ต. ก็มีโอกาสที่จะถูกหลอก ทำให้สูญเงินได้ ตามตัวอย่างข่าวที่เราท่านพบเห็นกันอยู่บ่อย ๆ ผมจึงเห็นด้วยกับการที่จะ เพิ่มมาตรา ๒๖/๑ นี้ แต่ต้องควบคู่ไปกับการกวาดล้างปิดเว็บไซต์ที่ผิดกฎหมายที่อาจสร้าง ความเสียหายต่อประชาชนอย่างจริงจัง ในมุมมองของเศรษฐกิจ ผมขอยกตัวอย่างบริษัทใหญ่ ในประเทศไทยที่เริ่มมีการใช้ Blockchain แล้ว อย่างเช่น บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และเซ็นทรัล รีเทล ทีนี้เรามาดูตัวอย่างประเทศที่เปิดรับสินทรัพย์ดิจิทัลกัน ว่าเขาเปิดรับเพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างไร ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ดึงดูด Startup ที่ใช้เทคโนโลยี Blockchain จากนอกประเทศให้เข้าไปทำธุรกิจ สหรัฐอเมริกา ถือว่าเงินสกุลดิจิทัลเป็นเงินทรัพย์สินหรือหลักทรัพย์ แล้วแต่กฎหมายของแต่ละรัฐที่ต้องมี การเสียภาษีและอยู่ในระหว่างการหาแนวทางกำกับดูแลเงินสกุลดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม มากขึ้น ประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้นำของโลกประเทศหนึ่งเรื่องเงินสกุลดิจิทัล เงินสกุลดิจิทัล ในญี่ปุ่นนั้นใช้ได้อย่างถูกกฎหมาย ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ปี ๒๐๑๘ ในประเทศจีนมีนักลงทุน ในเงินสกุลดิจิทัลและมีการซื้อขายเงินสกุลดิจิทัลมากที่สุดในโลกอีกประเทศหนึ่ง และมี แนวคิดในการสร้างเงินสกุลดิจิทัลของตัวเอง

ประเด็นสำคัญหนึ่งของสินทรัพย์ดิจิทัลคือเรื่อง Financial Inclusion หรือการทำให้คนที่เข้าไม่ถึงการเงินในระบบมีโอกาสได้เข้าถึงมากขึ้น ถ้าไปดูตัวเลขคนไทย เกิน ๙๐ เปอร์เซ็นต์มีบัญชีธนาคาร แต่ไม่ใช่ทุกคนเป็นลูกหนี้ธนาคาร เพราะฉะนั้นยังมี การเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินอยู่ในหลาย ๆ จังหวัดของประเทศ สินทรัพย์ดิจิทัล และ Blockchain มีศักยภาพค่อนข้างมากที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ครับ เช่น โครงการ ในต่างประเทศมีกิจการเพื่อสังคมอย่าง Kiva ซึ่งเป็นตัวกลางในการรวบรวมเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ จากคนทั่วโลก เพื่อส่งให้กับสถาบันทางการเงินขนาดเล็กหรือ Micro Finance หรือสถาบันการเงินที่เน้นสินเชื่อขนาดเล็กหรือ Micro Credit ในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะ ทวีปแอฟริกา เพื่อให้สถาบันการเงินเหล่านี้สามารถออกสินเชื่อให้กับผู้ที่ต้องการเงิน นอกจากนี้ Blockchain ยังมีประโยชน์ในการใช้งานเพื่อส่งเสริมความโปร่งใส เช่น การจัดซื้อ จัดจ้างของภาครัฐ ซึ่งก็จะช่วยแก้ปัญหาคอร์รัปชัน สมมุติเรานำข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง ไปอยู่บน Blockchain เพื่อตรวจสอบย้อนกลับในทุกกระบวนการได้ครับ

จากที่กล่าวมาข้างต้น ท่านประธานครับ ผมเกรงว่าหากรัฐบาลไม่มี การผลักดันหรือกำกับที่ดูแลมากพอ อาจทำให้คนไทย บริษัทไทย เลือกที่จะย้ายไปทำ การลงทุน ทำธุรกิจ หรือซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มนอกประเทศ ที่เขาสามารถมีนวัตกรรม ใหม่ ๆ ออกมาได้ตลอดเวลา ซึ่งอาจทำให้ประเทศได้พลาดโอกาสสำคัญในการสร้าง เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่และเสียโอกาสในระยะยาวครับ

ต่อมาครับ พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ ตามที่พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและ ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ ได้มีการตราขึ้น โดยมี เจตนารมณ์เพื่อรับมือกับปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับบัญชีม้าและการใช้เบอร์โทรศัพท์ที่ไม่สามารถตรวจสอบ ตัวตนได้ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการก่ออาชญากรรมบนโลกออนไลน์ มีการแก้ไขนิยามของ ผู้ประกอบธุรกิจให้รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบ ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลด้วย ในมาตรา ๑๑/๑ ของพระราชกำหนดดังกล่าว ได้กำหนดให้ผู้ที่ ขายหรือใช้เบอร์โทรศัพท์โดยไม่ลงทะเบียนให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ต้องรับโทษตามที่ กฎหมายกำหนด โดยมีเป้าหมายเพื่อจำกัดการใช้เบอร์ผี เบอร์ปลอมที่เป็นต้นทางของการทำ ธุรกรรมอาชญากรรม อย่างไรก็ตาม การกำหนดบทบัญญัติดังกล่าวยังมีข้อที่ควรพิจารณาทบทวนเพื่อไม่ให้ กลายเป็นการสร้างภาระซ้ำซ้อนแก่ประชาชนผู้สุจริต ปัญหาแรกคือช่องโหว่ในระบบ การลงทะเบียนเบอร์โทรในปัจจุบัน ซึ่งแม้จะมีข้อกำหนดว่าต้องใช้บัตรประชาชน ในการยืนยันตัวตน แต่ในทางปฏิบัติกลับยังมีกรณีที่สามารถเปิดเบอร์ปลอมและใช้บัตรประชาชน ของผู้อื่นโดยไม่รู้ตัวได้อยู่ อีกทั้งยังไม่มีระบบกลางที่ให้ประชาชนตรวจสอบว่าเบอร์ที่ ลงทะเบียนอยู่ในชื่อตนมีกี่เบอร์ ถูกนำไปใช้ทำธุรกรรมใดบ้าง ส่งผลให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ อาจตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว

ประเด็นต่อมาครับท่านประธาน คือความไม่ชัดเจนขององค์ประกอบความผิด ตามมาตรา ๑๑/๑ ที่ไม่ได้แยกระหว่างผู้ที่มีเจตนาฉ้อโกงกับผู้ที่กระทำโดยสุจริต ยกตัวอย่าง เช่น ผู้สูงอายุหรือผู้ที่ไม่รู้หนังสือก็อาจลงทะเบียนไม่ครบถ้วนโดยไม่ตั้งใจหรือผู้ที่ซื้อเบอร์ที่มี การลงทะเบียนไว้ล่วงหน้าโดยไม่ทราบข้อเท็จจริง ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ไม่ควรถูกลงโทษ เช่นเดียวกับผู้กระทำผิดโดยเจตนา ทั้งนี้สอดคล้องกับหลักการตามมาตรา ๒๗ และ มาตรา ๒๙ วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ที่กำหนดให้การจำกัดสิทธิของบุคคลต้องกระทำเท่าที่จำเป็นและให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้บริสุทธิ์ นอกจากนี้ยังมีภาระที่ตกอยู่กับผู้ประกอบการรายย่อยซึ่งขาย SIM Card เช่น ร้านค้าในชุมชนหรือร้านโทรศัพท์ขนาดเล็กที่อาจขาดความรู้หรือเครื่องมือ ในการตรวจสอบการลงทะเบียนอย่างถูกต้อง ส่งผลให้ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งที่ไม่ได้ มีเจตนาสนับสนุนอาชญากรรมแต่อย่างใด จากเหตุผลทั้งหมดข้างต้น ผมขอเสนอแนวทาง ในการปรับปรุงมาตรา ๑๑/๑ และระบบที่เกี่ยวข้องดังนี้ ๑. ควรมีระบบกลางให้ประชาชน สามารถตรวจสอบเบอร์โทรทั้งหมดที่ลงทะเบียนในชื่อตนได้และรวมถึงสถานะของเบอร์ว่า เปิดใช้งานหรือมีพฤติกรรมผิดปกติหรือไม่ ๒. แก้ไขบทบัญญัติของมาตรา ๑๑/๑ ให้กำหนด ว่าต้องมีเจตนาเป็นองค์ประกอบของความผิด เพื่อคุ้มครองผู้กระทำโดยสุจริต ทั้งนี้สอดคล้อง กับหลักกฎหมายอาญาไทยที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ วรรคแรก และ ข้อเสนอในงานวิจัยของคุณทิพาพร แคล่วคล่อง ปี ๒๕๖๗ ซึ่งเสนอให้แยกแยะเจตนา เพื่อการบังคับใช้กฎหมายเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ ๓. ส่งเสริมให้มีระบบลงทะเบียน แบบยืนยันตัวตนที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น เช่น การใช้ระบบ KYC หรือ Know Your Customer ด้วยบัตรประชาชนดิจิทัลหรือใบหน้า โดยอาจอาศัยหลักการจาก พ.ร.บ. การพิสูจน์ และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล พ.ศ. ๒๕๖๒ และบทความของธนาคารแห่งประเทศไทย ปี ๒๕๖๖ ที่ชี้ให้เห็นว่าการควบคุมเบอร์โทรเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญในการตัดวงจร บัญชีม้ารูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงกับธุรกรรมดิจิทัล ๔. ออกแนวทางปฏิบัติหรือ Guideline ที่ชัดเจนสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถปฏิบัติตามได้ โดยไม่เสี่ยงต่อการกระทำผิด กฎหมาย ทั้งหมดนี้มิได้เป็นการคัดค้านเจตนารมณ์ของพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและ ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หากแต่เป็นการเสนอแนวทาง เพื่อให้กฎหมายมี ประสิทธิภาพสูงสุด ขณะเดียวกันก็ไม่กระทบสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนผู้สุจริต และไม่ผลักภาระที่ไม่จำเป็นไปยังภาคประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย ขอบคุณ ท่านประธานครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณคุณฉัตร ต่อไปขอเชิญคุณภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ ครับ

นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ นครพนม 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม เขต ๑ พรรคเพื่อไทย จากผลกระทบมาหลายปีครับท่านประธาน พี่น้องชาวอำเภอศรีสงคราม นาหว้า นาทมและอำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม ร้องเรียน กับผมมามาก และไปแจ้งความที่สถานีตำรวจก็เป็นจำนวนมาก แต่เรื่องก็เงียบหาย ๑ ปี ๒ ปี ๓ ปี ก็ยังเงียบหาย นั่นเป็นผลกระทบเป็นความเดือดร้อนของพี่น้องราษฎรของเรา และต้องขอขอบพระคุณ รัฐบาลที่ได้เสนอพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ และเสนอพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจ สินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ ซึ่งจะมีประโยชน์มากสำหรับพี่น้องราษฎร บริษัท ห้าง ร้าน ภาครัฐ ภาคเอกชน เพราะแต่ละคนได้รับข้อความหลอกลวงให้กดเข้าไปในเว็บไซต์ แล้วก็ได้รับโทรศัพท์หลอกลวง ได้รับการชักชวนในการลงทุนต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่มีหน่วยงานไหนที่เข้าไปแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้พี่น้องได้อย่างรวดเร็ว ผมเองเป็นผู้แทนก็มีความหวังพึ่งในกฎหมาย ๒ ฉบับนี้ที่จะช่วยพี่น้องราษฎรของเราจะได้ ไม่ถูกหลอกลวง เพราะผมเห็นบางครั้งคนยากจนหาเช้ากินค่ำไม่ได้ติดตามข่าวสารบ้านเมือง ถูกหลอกเงินไปครั้งแรกโอนไปให้ ๒๐,๐๐๐ บาท ครั้งที่ ๒ ๕๐,๐๐๐ บาท ครั้งที่ ๓ ๘๐,๐๐๐ บาท โอนไปโอนมาถึง ๓๐๐,๐๐๐ บาท ผมก็สงสัยทำไมคุณตาคุณยายมีเงิน มากมายโอนเงินให้ข้อความหลอกลวงส่งพัสดุมา แล้วก็ส่งรูปตำรวจปราบปรามมา คุณตา คุณยายก็กลัวก็โอนเงินให้เขาไปเรื่อย ๆ ถูกหลอกไปถึง ๓๐๐,๐๐๐ บาท นั่นเป็นปัญหามาก ในพื้นที่ต่าง ๆ ตามที่ผ่านมาของเราใช้ระยะเวลาในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ยาวนานมาก ผู้บริหารกระทรวงฝ่ายกฎหมายของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนตำรวจ ไซเบอร์ หรือหน่วยงานอื่น ๆ ควรจะเสนอกฎหมายฉบับนี้นานแล้ว ควรจะออกมาตรการ หรือมีการติดตามเร่งด่วนไม่ให้เกิดความเสียหายอย่างมากมาย อย่างท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ท่านดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร ท่านบอกไม่ใช่เรื่องยากเลยในการที่จะปราบปรามพวกแก๊ง Call Center เราดูว่าเขาโทรศัพท์จากแหล่งไหน จากที่ไหนโทรออกเยอะ ๆ หมายเลขไหน ที่โทรออกมาก ๆ ต่อวัน นั่นละคือแก๊ง Call Center เราต้องรีบไปจับกุม ตรวจสอบยึดทรัพย์ หรือข้อความไหนที่ส่งกันออกมาก ๆ มีส่งออกบ่อย ๆ นั่นคือข้อความหลอกลวงเราต้องรีบ ปิดโทรศัพท์ รีบจับกุมยึดทรัพย์ แม้กระทั่งบัญชีม้าบัญชีสีเทาบัญชีไหนที่มีคนโอนเงินเข้า มาก ๆ บ่อย ๆ โอนเข้าไปแล้วรีบถอนเงินออก นั่นคือบัญชีหลอกลวง บัญชีม้า บัญชีที่โกง พี่น้องประชาชน เราต้องรีบจับกุม นั่นคือผมก็อยากฝากทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพราะว่า ปัจจุบันนี้ประชาชนเขาไปแจ้งความเรียบร้อย ๑ ปีเงียบหาย ๒ ปีเงียบหาย ไม่มีการที่จะตอบ รับหรือไม่มีแจ้งข่าวคราวว่าผลเป็นอย่างไรบ้าง ก็คือแจ้งความก็คือได้แจ้งความไว้เฉย ๆ ตำรวจก็ไม่ดำเนินการที่จะไปติดตามจับกุมให้ บางคนเสียเงินหลักหมื่นหลักแสน หลักหลายล้านบาท ก็ฝากให้ทุกหน่วยงานได้ติดตาม จับกุม หรือตรวจสอบผลว่าไม่ได้ก็แจ้ง ว่าไม่ได้ หรือติดตามแล้วตามตัวไม่เจอ อาจจะแจ้งทาง LINE หรือทางสื่อออนไลน์อื่น ๆ ก็ได้ ที่สำคัญที่สุดทุกหน่วยงานต้องให้พี่น้องประชาชนของเราแจ้งข้อมูลข่าวสารเบาะแสต่าง ๆ ให้ได้สะดวกสบายรวดเร็ว อาจจะแจ้งทาง LINE ทางโทรศัพท์ เลข ๔ ตัว หรืออื่น ๆ ก็ได้ ปัจจุบันนี้โทรศัพท์ไปก็เงียบหายเป็นเอไอรับ แจ้งทาง LINE ก็ไม่มีการตอบรับ ไม่มีการ ติดตาม ไม่มีการแจ้งผลอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นการสื่อสารทางเดียวจากผู้เสียหาย ก็อยากจะ ให้ทางหน่วยงานที่รับผิดชอบได้มีมาตรการได้มีการบริหารจัดการให้ดีมากยิ่งขึ้น ผู้ใช้โทรศัพท์ทุกหมายเลขต้องให้ลงทะเบียนมีรูปถ่าย ให้รู้หลักแหล่ง รู้ที่อยู่ของผู้ใช้หมายเลข โทรศัพท์ทุกหมายเลข ถ้าไม่มีแล้วเกิดปัญหาขึ้นมากมายครับ ใช้โทรศัพท์หลอกลวงหรือใช้ โทรศัพท์ไปกด Remote ระเบิด เกิดการจลาจล สร้างความเสียหายอย่างมากมาย ปัจจุบันนี้ บางคนมี ๒ หมายเลขก็ไม่ต้องลงทะเบียน มี ๕๐ หมายเลขก็ไม่ต้องลงทะเบียน แล้วก็แจ้งให้ เขาลงทะเบียน แล้วเขาไม่ไปลงทะเบียนก็ไม่มีมาตรการอื่น ๆ ต่อไป App ที่จะมีการซื้อขาย ในทางโทรศัพท์ ไม่มีการลงทะเบียนคนจะซื้อ ยกตัวอย่างซื้อทอง ๑๐,๐๐๐ บาท ๑๐๐,๐๐๐ บาท ๑ ล้านบาท ๒ ล้านบาท คนซื้อก็ไม่ทราบคนขายคือใคร ผู้บริหารคือใคร บริษัทขายทองผ่าน App ในมือถือว่าเป็นใคร ใครเป็นผู้บริหาร ที่อยู่ที่ไหนก็ไม่ทราบ ทางกระทรวงต้องให้ทุกหน่วยงานหรือภาคเอกชน บุคคลธรรมดา ลงทะเบียนให้รู้หน้าตา รู้ที่อยู่อาชีพการงาน ให้รู้ผู้บริหารของบริษัทนั้น ๆ มีใครบ้าง ในการซื้อขายทางออนไลน์ หรือผ่าน App ต่าง ๆ ถึงจะป้องกันการเกิดปัญหาต่าง ๆ เกิดขึ้น ถึงจะไม่มีปัญหาทางด้าน เศรษฐกิจ เพราะปัจจุบันนี้การซื้อขายทางออนไลน์คนนิยมซื้อขายกันมาก และเป็นธุรกิจ ที่ทำกำไรได้มาก เพราะไม่ต้องผ่านนายหน้าไม่ต้องเสีย ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้ารัฐบาลของ พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมได้ร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ก็จะทำให้เศรษฐกิจ ของประเทศไทยของเราดีขึ้นอย่างมากมายครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณจุลพงศ์ อยู่เกษ ขอ ๑๐ นาที เชิญครับ

นายจุลพงศ์ อยู่เกษ แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม จุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ท่านประธานครับ ผมขอใช้เวลา ๑๐ นาทีนี้อภิปรายและตั้งคำถามไปยังผู้ชี้แจงเกี่ยวกับ พระราชกำหนด ๒ ฉบับนี้ พระราชกำหนด ๒ ฉบับนี้เป็นพระราชกำหนดที่แก้ พระราชกำหนดฉบับเดิม ตอนนั้นเมื่อปี ๒๕๖๑ ทุกท่านก็คงทราบว่าสถานการณ์ตอนนั้น มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วน คำถามผมก็คือว่าตัวพระราชกำหนด ๒ ฉบับนี้ที่มาออกตอนนี้ มันเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๒ จริงหรือเปล่า โดยเฉพาะวรรคสองว่ามีความจำเป็น เร่งด่วน ท่านรัฐมนตรีท่านชี้แจงว่ามีปัญหาทางกฎหมาย แต่ท่านไม่บอกว่ามีปัญหาทางด้าน กฎหมายอย่างไร ผมเห็นมีผู้ชี้แจงหลายท่านมานั่งอยู่บนบัลลังก์ เราพร้อมที่จะสนับสนุน พระราชกำหนด ๒ ฉบับนี้ แต่ช่วยยกตัวอย่างมาหน่อยได้ไหมครับ แต่ละมาตรานี้มีความจำเป็น และเร่งด่วนอย่างไร โดยหลักการแล้วสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ควรจะพิจารณาร่าง พระราชบัญญัติ กรณีพระราชกำหนดเป็นการลิดรอนอำนาจของสภาให้กับฝ่ายบริหาร เพราะฉะนั้นผมจึงถือว่าต้องเป็นข้อยกเว้นตามมาตรา ๑๗๒ ของรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด แน่นอนครับ เคยมีคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญว่าเป็นคำวินิจฉัยของคณะรัฐมนตรี แต่เพื่อที่จะได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนสมาชิกทั้งหลายไม่ว่าท่านจะเป็นท่านรัฐมนตรี หรือผู้ที่แจ้งช่วยยกตัวอย่างให้เห็นหน่อยได้หรือไม่ คงจะใช้เวลาไม่มากหรอกครับ เอาทาง ปฏิบัติเลยว่าท่านมีปัญหาอย่างไรครับ ทำไมท่านถึงจำเป็นต้องออกเป็นพระราชกำหนด เพราะตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๒ วรรคห้า ได้บอกไว้ว่าถ้าสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา อนุมัติพระราชกำหนดนั่นคือพระราชกำหนดเดิมที่ท่านขอแก้ไข ให้พระราชกำหนดนั้นมีผล ใช้บังคับเป็นพระราชบัญญัติต่อไป ช่วยยกตัวอย่างให้เห็นหน่อยครับ ถ้าเป็นทีละมาตรา จะยิ่งดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมขอดูพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ทางเทคโนโลยีก่อน กรณีมาตรา ๔ มาตรา ๕ แล้วไปแก้มาตรา ๔ ผมอ่านแล้วมีความจำเป็น เร่งด่วนอย่างไร ไม่เอาทฤษฎีนะครับ เพราะว่าในรัฐธรรมนูญบอกว่าต้องมีความจำเป็นเร่งด่วน แสดงว่าหน่วยงานราชการมีความจำเป็นเร่งด่วนจริง ๆ ถึงจะต้องออกเป็นพระราชกำหนด ฉบับนี้ กรณีมาตรา ๗ มาตรา ๗/๑ โดยเฉพาะมาตรา ๘/๑ การกำหนดให้สำนักงานตำรวจ แห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษรายงานไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินนี้ อันนี้เป็นเรื่องบริหารหรือเปล่า ทำไมเป็นเร่งด่วน หรือว่าบางมาตราเร่งด่วน บางมาตรา ไม่เร่งด่วน แต่เพื่อความสะดวกในการบริหารงานท่านเลยเอามาใส่ไว้ในพระราชกำหนด ฉบับนี้ อันนั้นคือพระราชกำหนดฉบับแรก ส่วนพระราชกำหนดฉบับที่ ๒ ก็คือพระราชกำหนด การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา ๒๖/๑ ผมมีความรู้น้อย ทำงานกฎหมายในต่างประเทศมาหลายประเทศ ท่านที่มาชี้แจงช่วยชี้แจง ให้ผมหน่อยได้หรือไม่ว่ามาตรานี้สามารถจะใช้บังคับได้จริง ๆ เช่นไร มาตรานี้ว่าอย่างไรครับ มาตรานี้บอกว่าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ตามมาตรา ๒๖ วรรคสาม ที่มีลักษณะ อย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นการให้บริการแก่ผู้ให้แก่บุคคลซึ่งอยู่ใน ราชอาณาจักร ก็แปลว่าในความเข้าใจของผม ถ้าผิดถูกอย่างไรท่านช่วยชี้แจงด้วย ไม่ว่าใครที่อยู่ประเทศไหนก็ตามถ้ามีในลักษณะนี้ถือว่าเป็นการประกอบสินทรัพย์ดิจิทัล ในราชอาณาจักรถูกต้องหรือไม่ครับ แล้วปัญหามันเกิดอย่างไรครับ ขอให้ท่านช่วยยกตัวอย่าง มาให้สภาแห่งนี้ได้รับทราบว่าทำไมท่านถึงจะต้องมากำหนดเป็นพระราชกำหนด แล้วกรณี ถ้าผมเข้าใจถูกนะครับ ท่านไปถือว่าเขาประกอบธุรกิจในราชอาณาจักรนี้เราตามไปเก็บภาษี ได้หรือไม่ครับ ก็ถือว่าเขามาประกอบธุรกิจในราชอาณาจักรไทย ผมตอบได้เลยนะครับ เพราะบางประเทศกฎหมายฉบับนี้ใช้บังคับไม่ได้หรอกครับ ผมดีใจนะครับท่านประธาน ที่มีผู้ชี้แจงจากภาคปฏิบัติหลายท่าน แล้วผมคาดหวังว่าขอฝากท่านประธานผ่านไปยัง รัฐมนตรีว่าท่านรัฐมนตรีกำกับระดับนโยบาย ก็อาจจะเปิดโอกาสให้ผู้ชี้แจงในภาคปฏิบัติ ได้ช่วยชี้แจงประกอบทีครับ ถ้าเป็นมาตราได้ยิ่งดี แล้วไม่มากเลย รวมทั้งหมดประมาณ ๗-๘ มาตราเท่านั้น ท่านอธิบายสั้น ๆ ยกตัวอย่างมานิดหนึ่ง ท่านมีปัญหาอะไร ทำไมสำนักงานตำรวจแห่งชาติถึงไม่มีอำนาจรายงานไปยังสำนักงานปราบปรามการฟอกเงิน ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณรวี เล็กอุทัย ครับ

นายรวี เล็กอุทัย อุตรดิตถ์ 🔗

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม นายรวี เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ เขต ๓ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นปัญหาใหญ่ที่มีผู้ได้รับผลกระทบ เป็นวงกว้างและเป็นจำนวนมากครับ และก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล ผมเห็นด้วยมาตั้งแต่พระราชกำหนดป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ ๑) ที่แม้จะเป็นกฎหมายที่ตอนแรกดูเหมือนจะมีการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของ พี่น้องประชาชนอยู่บ้าง แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เกิดการป้องกันและปราบปราม อาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขอสไลด์ถัดไปด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

สำหรับการพิจารณาพระราชกำหนด ฉบับที่ ๒ นี้ที่มีการเพิ่มเติมมาตรการป้องกันอยู่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการป้องกัน สาเหตุที่เกี่ยวกับการนำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดอันเกี่ยวกับอาชญากรรมทาง เทคโนโลยีไปซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบและระงับธุรกรรมได้อย่าง ทันท่วงที มาตรการป้องกันการใช้บริการโทรคมนาคมไปกระทำความผิด มาตรการป้องกัน การนำข้อมูลบุคคล หรือผู้ถึงแก่กรรมไปใช้กระทำความผิด รวมถึงมาตรการกำหนด กระบวนการคืนเงินแก่ผู้เสียหายให้เป็นไปโดยเร็วที่สุด และมาตรการกำหนดให้สถาบัน การเงิน ผู้ประกอบธุรกิจ ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมและสื่อสังคมออนไลน์ ต้องมี ส่วนร่วมรับผิดชอบในความเสียหายด้วย ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้จะช่วยในการรักษาความปลอดภัย และรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ ของประเทศ ถัดไปครับ ท่านประธานครับ โดยสาระของ พ.ร.ก. ฉบับที่ ๒ นี้ผมเห็นด้วยใน หลักการ โดยเฉพาะกระบวนการในการคืนเงินแก่ผู้เสียหายให้เป็นไปโดยเร็ว ซึ่งจะเป็น ประโยชน์อย่างมากแก่พี่น้องประชาชน แต่อย่างไรก็ดีปัญหาและข้อกังวลที่ผมอยากชี้ให้เห็น ที่ถึงแม้ว่าจะมี พ.ร.ก. ๒ ฉบับนี้แล้ว นั่นก็คือกลุ่มผู้เสียหายและช่องทางในการถูกหลอกลวง ยังคงสามารถเกิดขึ้นได้อยู่ และรวมถึงกระบวนการดำเนินคดีที่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหา ให้แก่พี่น้องประชาชนได้อย่างทันท่วงที เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังครับ ในการพิจารณาครั้งนี้ ผมมีข้อสังเกตและข้อสงสัยบางประการที่อยากจะฝากและสอบถามไปยังผู้ชี้แจงด้วยครับ

ประเด็นแรก คือในมาตรา ๙ ที่ได้เพิ่มความเป็นมาตรา ๘/๑ และมาตรา ๘/๒ ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การคืนเงินให้แก่ผู้เสียหาย ปัญหาที่พบก็คือเงินในบัญชีของ ผู้กระทำผิดมักจะมีไม่เพียงพอในการใช้คืนให้กับผู้เสียหายทั้งหมด ดังนั้นควรจะมีการ กำหนดให้ชัดไปเลยว่าในเรื่องของการจัดลำดับการคืนเงินและมูลค่าที่จะต้องชดใช้นั้น เพื่อจะได้ไม่มีข้อโต้แย้งกรณีเกิดปัญหาได้เงินคืนไม่ครบ หรือผู้ใดควรจะได้ก่อนหรือหลัง

ประเด็นที่ ๒ คือในมาตรา ๙ เพิ่มความเป็นมาตรา ๘/๕ ผมมีข้อสังเกตว่า ยังไม่ได้มีการระบุอำนาจในการสอบสวนคดีอาญา หรือเรื่องขอลำดับการร้องทุกข์ที่ชัดเจน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือเมื่อมีผู้เสียหายได้ร้องไปที่ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปราม อาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ศปอท. ปัญหาที่ทำให้เกิดข้อติดขัดในการสอบสวนนั่นก็คือ การยังไม่มีการกำหนดกฎเกณฑ์ว่าใครจะเป็นผู้มีอำนาจในการสอบสวน จะต้องเป็นท้องที่ หรือจะต้องเป็นส่วนกลาง และอำนาจการสอบสวนนั้นครอบคลุมความผิดอาชญากรรม ทางเทคโนโลยีทั้งหมดหรือไม่ เพราะอาจติดข้อจำกัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา ที่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเป็นผู้มีอำนาจในการสอบสวนเท่านั้น ซึ่งหากเป็น เช่นนั้น หากเรื่องต้องส่งกลับไปที่สถานีตำรวจท้องที่เป็นผู้รับทำ นั่นหมายถึงการวนกลับไปสู่ ระบบเดิม นั่นก็คือเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดอยู่แล้วต้องมานั่งรับเรื่อง เขียนสำนวน และกองเรื่องเกี่ยวกับอาชญากรรมทั้งหมดไว้ที่สถานีตำรวจเป็นภูเขา ทำให้กระบวนการ สอบสวนก็จะยังคงมีความล่าช้าและไม่ทันกาลอยู่ดี ดังนั้นควรมีการกำหนดอำนาจหน้าที่ สอบสวนในเรื่องนี้ให้ชัดเจนด้วยครับ เพื่อไม่ให้มีการขัดกันของตัวบทกฎหมาย และใน มาตรา ๘/๕ (๒) เรื่องการระงับการทำธุรกรรม ผมมีข้อเสนอแนะว่าควรจะมีการระงับสิทธิ ในการเปิดบัญชีใหม่ในทุกธนาคารชั่วคราวจนกว่าจะมีการสอบสวนว่าไม่ได้มีการกระทำ ความผิดจริง หรือเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว โดยมีข้อคิดเห็นจากงานสอบสวนที่เกิดกรณีผู้ต้องหานั้น โดนอายัดบัญชีแล้วแต่คดียังไม่เสร็จสิ้นก็ไปเปิดบัญชีใหม่ได้เรื่อย ๆ ทำให้ยังสามารถมีการ หลอกลวงต่อไปได้อีก ดังนั้นหากมีการระงับสิทธิในการเปิดบัญชีไว้ชั่วคราวก็จะเป็นการช่วย ลดความเสียหายลงได้เช่นเดียวกันครับ ขอสไลด์ถัดไปครับ

ประเด็นสุดท้ายจากประเด็นปัญหาทั้งหมดที่ผมได้พูดมาจึงนำไปสู่คำถาม ที่ผมคิดว่าเป็นสาระสำคัญที่อยากจะช่วยให้ท่านผู้ชี้แจงในวันนี้ช่วยเก็บไปพิจารณา นั่นก็คือ ๑. จากสถิติอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหากเปรียบเทียบระหว่างสัดส่วนคดีที่ได้รับแจ้งความ ต่อสัดส่วนการจับกุมผู้ต้องหามาดำเนินคดีมีสัดส่วนต่อกันเท่าไร ๒. ระยะเวลาในชั้น พนักงานสอบสวนโดยเฉลี่ยแล้วต้องใช้เวลานานเท่าไร และ ๓. ภาระงานของพนักงาน สอบสวนและพนักงานอัยการ ๑ คน มีอัตราส่วนภาระต่อคดีมากน้อยเพียงใด ท่านประธานครับ เพราะผมเชื่อว่าคำตอบของคำถามเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการเรียนรู้ปัญหาและนำไปสู่ การยกระดับกระบวนการสอบสวน การดำเนินคดี และการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับความ เสียหายให้มีประสิทธิภาพและความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น สุดท้ายครับ ผมหวังว่าการมีพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ ๒) นี้ จะมีส่วนช่วยในการเพิ่มศักยภาพของกระบวนการป้องกันและ ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อเป็นที่พึ่งให้กับพี่น้องประชาชน แล้วผมขอฝาก ความหวังไปยังทุกหน่วยงานและทุกองค์กรที่เกี่ยวข้อง ขอให้ทุกท่านมีกำลังใจในการทำงาน อย่างเต็มที่เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ให้กับพี่น้องประชาชน โดยอย่าให้ความสำคัญแต่เพียง ของด้านมูลค่าของความเสียหายเท่านั้น เพราะไม่ว่าจะเป็นยอดที่มากหรือน้อยก็ตามทุกคน ล้วนแต่เป็นผู้เสียหายที่ได้รับความเดือดร้อนเช่นเดียวกัน ยิ่งหากนำจำนวนทั้งหมดมา รวมกันแล้ว มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นก็ยิ่งมหาศาลไม่ต่างกันเลยครับ ขอบพระคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

สภาผู้แทนราษฎร ขอต้อนรับประชาชนผู้เข้าร่วมกิจกรรมเยี่ยมชมและศึกษาดูงานรัฐสภา ซึ่งกำลังฟัง การประชุมอยู่ชั้นบนครับ ขอต้อนรับทุกท่านครับ ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ เชิญครับ

นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ปทุมธานี 🔗

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี เขต ๗ อำเภอหนองเสือ อำเภอลำลูกกา และอำเภอธัญบุรี ผมก็ขอร่วมอภิปราย พ.ร.ก. ๒ ฉบับนี้ เกี่ยวกับอาชญากร ทางเทคโนโลยี ซึ่งก็มีประเด็น ๔ ประเด็นที่ยังมีข้อสงสัยอยู่นะครับ ประเด็นแรก ก็เป็นเรื่อง ของความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ประเด็นที่ ๒ เป็นเรื่องของความรับผิดชอบของสถาบัน การเงินและผู้ให้บริการเครือข่ายต่าง ๆ ประเด็นที่ ๓ คือบทลงโทษของผู้ให้บริการที่น้อย เกินไป และประเด็นที่ ๔ การเยียวยาผู้เสียหายต่อบัญชีที่ถูกอายัดโดยเขาไม่ได้กระทำ ความผิด ทั้ง ๔ ประเด็นนี้ ผมก็จะมีข้อเสนอแนะอยู่ด้วย ก็อยากจะรับฟังว่าท่านผู้ชี้แจง มีข้อคำตอบอย่างไรบ้างนะครับ

ประเด็นแรกที่ผมจะพูดถึงก็คือเรื่องของความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ในมาตรา ๘/๕ (๔) ได้ระบุว่า ศปอท. หรือศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปราม อาชญากรรมทางเทคโนโลยี มีหน้าที่รวบรวมจำนวนบัญชีเงินฝากที่บุคคลใดถือไว้เพื่อการ ตรวจสอบ อันนี้ผมไม่แน่ใจว่าท่านรวบรวมข้อมูลอะไรบ้างของผู้รับบริการตรงนี้ ผู้เปิดบัญชี หรือผู้เป็นเจ้าของ SIM ไม่แน่ใจว่าท่านมีข้อมูลเบอร์โทร เลขที่บัญชี ที่อยู่บ้าน หรืออะไร ก็ตาม เพราะข้อมูลเหล่านี้ยิ่งเก็บหลายพื้นที่ ยิ่งเก็บหลายหน่วยงานก็จะยิ่งเกิดความรั่วไหล ได้ง่ายขึ้น เกิดการละเมิดของข้อมูลส่วนบุคคลได้ง่ายขึ้น สิ่งที่ผมจะเสนอ ถ้าท่านต้องการ เก็บข้อมูลมากขนาดนั้นท่านอาจจะต้องตัดข้อมูลบางส่วน วิธีการตัดก็คือว่าในการป้องกัน การข้อมูลรั่วไหลนี้เขาจะไม่เก็บข้อมูลทั้งหมดไว้ สมมุติเลขที่บัญชีมี ๑๐ เลข ก็จะเก็บแค่ ๗ เลขแรก แล้วอีก ๓ เลขหลังก็ไม่เก็บข้อมูลเลย เพราะว่าเมื่อคุณได้รับแจ้งปัญหาจาก ประชาชน ประชาชนจะรู้อยู่แล้วว่าบัญชีไหนมีปัญหาก็จะบอกคุณได้นะครับ ตัวเลข ๑๐ ตัว คุณไม่จำเป็นต้องมีทั้ง ๑๐ ตัว หรือไม่จำเป็นต้องเก็บเบอร์โทรศัพท์ทั้ง ๘ หลัก ๙ หลักไว้ ท่านเก็บแค่ ๗ หลักก็พอ เพื่อที่จะได้ไม่ให้ข้อมูลรั่วไหลไปถึงอาชญากรรมได้อีก อันนี้จะเป็น บ่อเกิดแห่งอาชญากรรมในอนาคตนะครับ

ข้อที่ ๒ ในเรื่องของความรับผิดชอบของสถาบันการเงินและผู้ให้บริการนะครับ เดี๋ยวผมขออ่านตรงนี้จะได้ชัดเจนเลย มาตรา ๘/๑๐ ให้สถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจ ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ ผู้ให้บริการโทรคมนาคมอื่น ผู้ให้บริการอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์มีส่วนร่วมรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดจาก อาชญากรรมทางเทคโนโลยี เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าองค์กรนั้นได้ปฏิบัติตามมาตรฐาน หรือมาตรการเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่กำหนดไว้แล้ว อันนี้คือแทบจะไม่มี ข้อมูลอะไรชัดเจนเลย ผมมองว่าค่อนข้างจะเลื่อนลอย เลื่อนลอยอย่างไร เพราะไม่ระบุว่า ใครจะรับผิดชอบเท่าไร แล้วก็ปล่อยให้ศาลใช้ดุลยพินิจหรือเปล่าครับ ซึ่งอาชญากรรม ทางเทคโนโลยีก็นับเป็นเรื่องใหม่ ตรงนี้น่าจะเกิดปัญหาตามมาไม่น้อย จริง ๆ แล้วควรระบุ ความผิดและบทลงโทษแยกกันตามประเภทขององค์กร ยกตัวอย่างสถาบันการเงินควรร่วม รับผิดชอบในประเด็นของการปล่อยให้เกิดบัญชีม้าเกิดขึ้น เปิดใช้งานนานเกินไป แล้วก็ ไม่ยับยั้งการโอนที่เข้าข่ายฉ้อโกงที่เห็นค่อนข้างจะชัดเจน แม้จะมีระบบแจ้งเตือนประมาณนี้ หรือว่าแพลตฟอร์ม อย่าง เฟซบุ๊ก LINE TikTok หรือว่า Lazada ประมาณนี้นะครับ มีการร้องเรียน Scam Account แต่ไม่ดำเนินการก็ควรจะรับผิดชอบหรือว่าปล่อยให้มี โฆษณาหลอกลวงขึ้นเต็ม Feed อย่างนี้ก็ควรจะรับผิดชอบ ควรจะแบ่งแยกประเภทให้ ชัดเจน ส่วนผู้ให้บริการโทรศัพท์ถ้าไม่มีการยืนยันตัวตนในการเปิดเบอร์หรือปล่อยให้มี SMS หลอกลวงนี่ก็ควรรับผิดชอบ ควรจะแยกกันให้ชัดเจนเลย ไม่ใช่เหมารวมแล้วก็ไม่รู้ว่า ใครจะร่วมรับผิดชอบเท่าไร

ประเด็นที่ ๓ ผมพูดถึงบทลงโทษผู้ให้บริการที่น้อยเกินไป อันนี้เป็นมาตรา ๘/๑๑ สถาบันการเงินที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๔/๒ คือได้รับแจ้งแล้วไม่อายัดบัญชีหรือใด ๆ ก็ตาม ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท อันนี้บอกว่าระวางโทษปรับไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ค่อนข้างจะพูดยากนิดหนึ่ง เนื่องจากว่าบทลงโทษของพนักงานหรือบุคคลในบริษัทในองค์กร นั้น ๆ กลับถูกลงโทษรุนแรงกว่า เช่น ผู้จัดการ กรรมการหรือพนักงาน ไม่สั่งการหรือไม่ ดำเนินการ มีโทษจำคุก ๑ ปี หรือปรับไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อันนี้ ผมถือว่าโทษรุนแรงกว่า แต่ว่าทางนิติบุคคลบอกว่าปรับไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ในกรณีนี้ อาจจะปรับ ๕๐๐ บาทก็ได้ ๕,๐๐๐ บาทก็ได้ แล้วแต่วิจารณญาณอีกแล้วนะครับ ทำให้ องค์กรปล่อยปละละเลยแล้วให้พนักงานไปเผชิญชะตากรรมเอาเอง ไม่สนใจปรับปรุงระบบ ไม่สนใจจะฝึกอบรมพนักงาน อันนี้ขอเน้นย้ำ เพราะว่าขนาดคนที่ขาย SIM ที่ลงทะเบียน ไว้ก่อนแล้ว ยังมีโทษหนักกว่า นั่นก็คือโทษจำคุกตั้งแต่ ๒ ปีถึง ๕ ปีและปรับตั้งแต่ ๒๐๐,๐๐๐ ถึง ๕๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรืออีกส่วนหนึ่งก็คือว่าคนที่ลงทะเบียน ไม่ครบถ้วนตามมาตรา ๑๑/๑ อย่างที่คุณฉัตรได้พูดไป ลงทะเบียนไม่ครบถ้วนไม่ว่าจะเจตนา หรือไม่เจตนาก็ตาม มีโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี ปรับไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท อันนี้โทษสมส่วน หรือเปล่า เพราะว่าผมมองว่านิติบุคคลท่านลงโทษอาจจะน้อยเกินไป ควรระบุขั้นต่ำไว้เลย อย่างเช่น ปรับตั้งแต่ ๒๐๐,๐๐๐ ถึง ๒ ล้านบาท ระบุให้ชัดเจนกว่านี้ เพราะถ้าเกิดท่าน บอกว่าไม่มีขั้นต่ำก็อาจจะถูกปรับ ๕๐๐ บาทก็เป็นได้

ประเด็นที่ ๔ ประเด็นของการเยียวยา กรณีที่ท่านอายัดบัญชีไปแล้ว บัญชีนั้น เป็นบัญชีของผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ได้รู้เรื่องเลย อาจจะแจ้งผิดหรือว่าอะไรก็ตามหรือว่าอาจจะกดผิด และผู้เสียหายอาจจะเสียหายจริง ๆ อย่างเช่น กำลังเดินทางอยู่ต่างประเทศ แต่โดนอายัด บัญชี ต้องชำระหนี้แต่โดนอายัดบัญชีแล้วก็ถูกปรับเนื่องจากชำระไม่ทัน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ท่านไม่ได้ระบุเลยว่าหน่วยงานไหนจะเป็นคนรับผิดชอบหากอายัดบัญชีผิด ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ผมเห็นด้วยเพราะประชาชนของเราเกิดปัญหาเรื่องแก๊ง Call Center เป็นอย่างมาก โดนบัญชีม้า SIMม้า ทำให้โอนเงินล่อลวงหลอกลวงเต็มไปหมด และทุกครั้ง ที่เข้ามาในสภาผมก็เป็นคนอภิปรายในเรื่องเหล่านี้ด้วย เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้ ผมคิดว่าดี คิดว่าดีเพียงแต่ว่าอยากให้รอบคอบมากขึ้น แล้วก็อยากให้ตอบประเด็นข้อซักถาม ของผู้ที่อภิปรายให้สิ้นสงสัย แล้วเราก็จะได้เดินหน้าต่อไป ขอบคุณมากครับท่านประธาน

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์

นายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ไชยามพวานครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คนจอมทอง ท่าข้าม บางขุนเทียนครับ ท่านประธานครับ ในเรื่องของอันนี้ผมต้องอธิบายจริง ๆ เพราะว่า ในส่วน Call Center ผมทำมาตลอดที่ผ่านมา วันนี้ในส่วนที่ผมอยากจะพูดมาเน้นย้ำ เรื่องหนึ่ง ในเรื่องของมาตรา ๑๑/๑ และเรื่องต่อ ๆ ไปที่มัน Advance ปัจจุบันมัน Advance เพิ่มเติมในส่วน Call Center ครับ ขอสไลด์ขึ้นหน่อยนครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

ในส่วนของ มาตรา ๑๑/๑ ถ้าสไลด์ขึ้นมาแล้วผมอยากจะบอกว่าตัวนี้เป็นกฎหมายที่เบื้องต้นดีอยู่แล้ว อาจจะมีปรับแก้ไขเพิ่มเติมนิดหนึ่ง ผมคิดว่าอยู่ที่ทางกรรมาธิการเลยว่าจะพิจารณาอย่างไร แต่ทีนี้ผมอยากจะมาชี้นิดหนึ่งว่าปัจจุบันนี้ Call Center พัฒนาเพิ่มเติมไป วันนี้เขาพัฒนา จากการใช้ SIM มาเป็นใช้เพียงแค่ WiFi เท่านั้น ท่านประธานดูอันนี้นะครับ ด้านขวามันเป็น Application หนึ่งที่ใช้เพียงแค่ WiFi แก๊ง Call Center ปัจจุบันจะมีใช้ Application ตัวนี้ โทรทั่วโลกโดยไม่จำเป็นเลยที่ต้องใช้ SIM Call เพราะฉะนั้นผมจะฝากแบบนี้ครับ ฝากว่า ลองคุยกับ Google ว่าสามารถปิดกั้นตัว Application ตัวนี้ ได้หรือเปล่า ผมจะมีตัวอย่างมา ให้อันหนึ่ง ผมคิดว่าท่านประธานก็อาจจะเคยโดน ผมเคยโดนแน่ ๆ เพราะอันนี้ Capture มาให้ดู ผมว่า พี่น้องประชาชนที่ดูอยู่ อยากให้สนใจจริง ๆ ครับ ถ้าขึ้นเบอร์แบบ +๖๙๗๑๐๔๔๗๕๐ ผมไม่ได้มาให้หวย แต่อยากจะบอกว่าอันนี้คือแก๊ง Call Center มีโอกาสเป็นไปได้สูงจริง ๆ เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นวาระสำคัญว่ามัน Advance เพิ่มไปอีกแล้ว เหมือนเราพยายามตัดไฟ เขาก็พยายามจะโยกหนี เดี๋ยวผมจะเชื่อมไปให้ต่อครับ เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่ สำคัญ ต่อไปครับ อันนี้คือสิ่งที่ปิดสมัยประชุมแล้วผมก็แอบไปลงพื้นที่กันมา โอร์เสม็ดนี่ไม่ใช่ เกาะเสม็ด แต่อยู่ในจังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา เป็นเมืองใหม่ วันนี้รัฐบาลเราทำได้ดี ต้องยอมรับว่าการตัดไฟที่ฝั่งพม่าแล้วก็ปอยเปตวันนี้ทำได้ผลประโยชน์แล้ว แต่แน่นอน Call Center เขาก็มีการกระจายตัว เขากระจายมาอยู่ที่นี่ครับ โอร์เสม็ดปัจจุบันมีชาวต่างชาติ รวมถึงคนไทยอยู่ในตึกนั้นหลายพันคน เชื่อมไปต่อครับ ถ้าท่านประธานเห็นนะครับ จะมีทั้ง รถสิบล้อ ป้ายทะเบียนผมบอกทะเบียนไทยด้วยนะ ป้ายจีนขึ้นหราแล้ว ข้าง ๆ ปั๊มไทย ผมไม่เอ่ยนาม เพราะฉะนั้นวันนี้ผมอยากจะชี้ให้ทางสภาฟังว่าเขาเริ่มกระจายถิ่นฐานมาหา ที่ใหม่ที่จะหลอกลวงคนไทยแบบพวกเรา ไม่เว้นแม้แต่คนที่อยู่ในสภาทุกคน ท้ายที่สุด ผมอยากจะเล่าแบบนี้ว่าการเปิดSIMม้าในพื้นที่ผมโดนอีกแล้วครับ เป็นเด็กแค่เพียงอายุ ๑๔ ถูกหลอกไปวันละ ๑,๐๐๐ ให้เปิดบัญชีม้า วันนี้เด็กคนนี้ถูกคดีจำนวนมาก เพราะฉะนั้นวันนี้ เป็นวาระสำคัญ ฝากท่านรัฐมนตรี ฝากท่านประธานครับ เรื่องนี้วาระสำคัญจริง ๆ ก็ฝาก กรุณาพิจารณาด้วยครับ ขอบคุณมากครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณภัณฑิล น่วมเจิม ครับ

นายภัณฑิล น่วมเจิม กรุงเทพมหานคร 🔗

เรียนท่านประธานครับ ผม ภัณฑิล น่วมเจิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตวัฒนาและเขตคลองเตย ก็ขอร่วมอภิปรายใน พ.ร.ก. ๒ ฉบับ มาตรการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แล้วก็ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลซึ่งผูกโยงกันนะครับ ขอเริ่มในหมวดแรกก่อนนะครับ เราก็พอ จะทราบปัญหากันอยู่แล้วว่าที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ก็สนับสนุนในเรื่องของความรับผิดของ ผู้ประกอบการธุรกิจว่าจะต้องเข้มงวดมากขึ้นในการปรับปรุงรักษาความปลอดภัยทำให้ ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาได้อย่างรวดเร็ว แล้วก็ลดภาระการติดตามทรัพย์ของตัวเองด้วย ผมก็ยังไม่ค่อยมั่นใจเท่าไรว่าการบังคับใช้จะสามารถทำได้มากน้อยแค่ไหน ดูจากสถิติที่มี การประกอบมาในรายงานเรื่องประเภทการจับกุมคดีอาชญากรรมออนไลน์ในเดือน กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ทั้งพนันออนไลน์ บัญชีม้า SIM ม้าทั้งหลาย มันไม่ได้ลดลงและมันเพิ่มขึ้น อย่างค่อนข้างรุนแรงด้วย SIM ที่ปัจจุบันผมก็เคยอภิปรายพูดในคณะกรรมาธิการคุ้มครอง ผู้บริโภคหลายครั้งว่าประเภทกลุ่มผู้ถือครอง SIM ๑๐๐ กว่าเลขหมายขึ้นไปยังมีคงเหลือที่ยัง ต้องยืนยัน ๘๐๐,๐๐๐ กว่า SIM หมายเลข นี่มันผ่านมาเป็นปีแล้วนะครับ จะรออีกกี่เดือน ถึงจะปิด SIM พวกนี้ มีบริษัท หรือนิติบุคคล หรือคนธรรมดาประเภทไหนที่ต้องมี SIM เป็นร้อย ๆ แล้วไม่สามารถมายืนยันได้ ปิดเถอะครับ กลุ่มผู้ถือครอง SIM ๖-๑๐๐ เลขหมาย คงเหลือยังต้องยืนยันอีก ๑,๕๐๐,๐๐๐ กว่าเลขหมาย เป็นไปได้อย่างไรครับ และอีกอันหนึ่ง ข้อเสนอนี้ก็เขียนไว้ กองทุนหรือทำหลักประกันคุ้มครองความเสียหายเพื่อความเชื่อมั่นของ ผู้บริโภค แล้วก็สามารถที่จะเยียวยาได้ แต่จริง ๆ ปลายทางมันมาสู่ไหน เวลาถูกโกงแล้ว ถูกหลอกดูดเงินแล้ว มันก็รีบไปม้า เป็นม้ารับจ้าง แล้วก็ไปสู่สินทรัพย์ดิจิทัลก็เลยเป็นที่มาว่า เราจะต้องพูดคุยกันถึงเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล มันยังมี ช่องว่างเชิงระบบที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ต่อให้แก้ฉบับนี้แล้วก็ยังมีปัญหา คือ ๑. การใช้ ทรัพย์สินของลูกค้าโดยมิชอบ เราไปฝากไว้กับ Exchange ใช่ไหมครับ ความโปร่งใสของ ผู้ประกอบการที่จะขาดการตรวจสอบแบบ Realtime Proof of Reserve คือการเปิดเผย ธุรกรรม On-Chain Proof of Reserve เหมือนธนาคาร มันต้องมีเงินสำรองใช่ไหมครับ เกิดมีความเสียหายเกิดขึ้น ของที่เราไปฝากไว้กับบนแพลตฟอร์ม ต่าง ๆ หรือบน Market ต่าง ๆ ผู้ที่ดูแลอยู่จะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะมาคืนเราได้ ตรงนี้ยังไม่มีนะครับ การขาดกลไกชดเชย หรือกองทุนคุ้มครองผู้เสียหายเมื่อเกิดเหตุการณ์ผิดปกติ แพลตฟอร์มล่ม หรือผู้ประกอบการ ล้มละลาย มันก็มีบทเรียนจาก Zipmex จาก Bitkup จากข่าวว่าสะท้อนชัดเจนว่ากฎหมาย เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่มีกลไกการบังคับใช้ที่เข้มแข็ง ระบบเตือนภัยที่ทันท่วงที ก็ยังไม่สามารถเยียวยาผู้บริโภคได้ เปรียบเทียบในหลายประเทศ Zipmex มีโอนทรัพย์สิน ไปยัง ZipUp ซึ่งไม่อยู่ภายใต้ใบอนุญาต ก.ล.ต. กฎหมายปัจจุบันก็ยังไม่ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ Off แพลตฟอร์ม คือมันมีรายละเอียดเชิง เทคนิคเยอะ ต้องขอประทานโทษที่ใช้ภาษาอังกฤษค่อนข้างเยอะ แต่ผมไม่แน่ใจว่าที่ศึกษา กันไปเร่งรีบออกเป็น พ.ร.ก. ท่านลงรายละเอียดครบหรือยัง มันค่อนข้าง Advance มากพอสมควร Bitkub ผู้บริหารถูกดำเนินคดี Insider Trad คุณเคยเชือดให้ดูหรือยังว่า คนกระทำความผิดมารับโทษอย่างไร มีเหรียญ Bitkub Coin ที่เกิดจากการปั่นราคา ไม่มีการเปิดเผยธุรกรรม On-Chain ยังมีข้อจำกัดเยอะครับ ข้อบัญญัติมาตรา ๓๑ ก็บัญญัติ ไว้ชัดนะครับ ให้แยกบัญชีลูกค้า แต่ยังมีช่องว่างอย่างที่ผมกล่าวก่อนหน้านี้ ไม่มีการแสดง Proof of Reserve ต่อสาธารณะ เราจะมั่นใจได้อย่างไรครับ ห้ามใช้ทรัพย์สินลูกค้า โดยมิชอบก็ไม่มีบทลงโทษเฉพาะสำหรับกรณีที่เจตนากระทำความผิด ผู้สอบบัญชีโอเคได้รับ ความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. แต่ไม่มีระบบหมุนเวียนผู้สอบบัญชี ไม่เปิดเผยผล Audit ความโปร่งใสของธุรกรรม ปัจจุบันไม่มีบัญญัติเรื่อง On-Chain Disclosure แล้วก็ไม่สามารถ ตรวจสอบแบบ Realtime ได้ เรื่องพวกนี้มันเกิดขึ้นเร็ว คือเป็น Matter of Second คือวินาทีเดียว ท่านต้องมีระบบที่ดีมาก ๆ ผู้ให้บริการต่างชาติโอเคตอนนี้ปัจจุบัน ต้องขออนุญาตหากบริการคนไทย กฎหมายกองทุนคุ้มครองผู้ลงทุนปัจจุบันไม่มี ไม่มี การเยียวยาจาก Exchange ล้มหรือถูก Hack ต่างประเทศเขาทำอย่างไร จริง ๆ เราไม่ต้อง มาศึกษาเรื่องนี้ใหม่ มันก็มีหลายประเทศซึ่งก็ยังไม่ได้มีสมบูรณ์แบบ ญี่ปุ่นแยกบัญชีลูกค้า เคร่งครัดว่าอันไหนเป็นบัญชีของลูกค้า อันไหนเป็นบัญชีของตัว Exchange หรือแพลตฟอร์ม มี Proof of Research กองทุนคุ้มครองผมพูดไปแล้ว สิงคโปร์ทำ License แบบ Tier ความเสี่ยงระดับไหน แน่นอนในโลกแบบนี้มันต้องมี Sandbox สำหรับนวัตกรรม แล้วก็ต้องกำกับดูแลไม่ให้เป็นการอาจจะปิดกั้นกันจนเกินไป กำหนดระดับความเสี่ยงของ แต่ละสินทรัพย์ เปิดเผยข้อมูล On-Chain รายไตรมาส EU ก็มีชัดเจนนะครับ ลงระดับว่า การอารักขาเก็บทรัพย์สิน การเปิดเผยข้อมูล การกำกับตลาดทุน เข้าใจว่ามันเป็นการ รอนสิทธิประเภทหนึ่ง แล้วมันก็อาจจะตรงกันข้ามกับหลักการของ Blockchain หรือของ Cryptocurrency แต่ว่ามันจำเป็นเพราะมันมีคนเสียหายเยอะ ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการ แก้กฎหมาย บัญญัติเลยให้มี Proof Of Reserve ผู้ประกอบการต้องเปิดเผยยอดสินทรัพย์ ที่ถืออยู่และเทียบกับยอดหนี้ต่อผู้ลงทุนแบบรายเดือน กำหนดบทลงโทษอาญาสำหรับ ผู้บริหารที่ใช้ทรัพย์สินลูกค้าโดยมิชอบ ไม่ใช่เพียงแต่ปรับโทษควรเพิ่มจำคุกในกรณีที่มีเจตนา จัดตั้งกองทุนคุ้มครองผู้ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล ร่วมทุนระหว่าง Exchange กับรัฐบาลและ ก.ล.ต. จัดตั้งกลไกตรวจสอบอิสระ สุ่มตรวจธุรกรรมป้องกัน Frontliner Front running คือบางทีรู้ข้อมูลล่วงหน้า Wash Trade คืออะไรครับ ซื้อขายปลอม ซื้อขายเหมือน Fake เหมือนให้มันมีซื้อขาย ความจริงมันไม่มีการซื้อขายจริง พวกนี้มันต้องมีกลไกในการ ตรวจสอบ เปิดพื้นที่ Sandbox เพื่อทดสอบนวัตกรรม Define NST Landing กำหนด ให้มีการหมุนเวียนผู้สอบบัญชี มันต้องมีระยะเวลาปฏิบัติว่าผู้สอบบัญชีหนึ่งต้องมีระยะเวลา ปฏิบัติงานสูงสุดต่อผู้ประกอบการรายเดิม ๓-๕ ปี ไม่อย่างนั้นก็รู้กันเองถูกไหมครับ เพื่อป้องกันความสัมพันธ์ระยะยาวที่จะนำไปสู่ Conflict of Interest หรือขัดกันของ ผลประโยชน์ และเพิ่มอิสระในการตรวจสอบ บังคับเปิดรายงานการสอบบัญชีต่อสาธารณะ ผู้ประกอบการต้องเปิดเผยรายการตรวจสอบทางการเงินที่ผ่านการรับรองจากผู้สอบบัญชี ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและช่วยนักลงทุนตัดสินใจบนข้อมูล ที่ชัดเจน หากไม่แก้ไขตรงนี้ยังจะเกิดอะไรขึ้นครับ ก็ซ้ำรอยได้เหมือนเดิมครับ Zipmex ก็ไม่มี Proof of Reserve ไม่มีบทลงโทษ นักลงทุนไม่ต้องพูดถึงความจริงเขาก็ไม่ได้มีความ เชื่อมั่นกับ ก.ล.ต. มากอยู่แล้วนะครับ Startup Define ก็อาจจะถูกว่าเมื่อเราไม่สามารถ กำกับดูแลได้ ไม่สามารถส่งเสริมได้ก็ไปตั้งที่อื่นดีกว่าที่กฎระเบียบเขาเอื้ออำนวยมากกว่า ไม่สามารถป้องกันอาชญากรรมแบบ Proactive ได้ สรุป พ.ร.ก. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ ดิจิทัลของไทยนั้นยังคงเป็นเพียงแค่กรอบ กฎหมายขาดกลไกบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพ ขาดมาตรการเสริมเชิงเทคโนโลยีที่ทันสมัย ประเทศไทยนั้นจำเป็นต้องยกระดับ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ให้เท่าทันโลก ก่อนที่นักลงทุนไทยจะต้องตกเป็นผู้เสียหายรายต่อไปในระบบสินทรัพย์ดิจิทัล ผมว่าที่ผ่านมาไม่ใช่เคสสุดท้ายแน่นอน ฝากไว้ด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณวิทยา แก้วภราดัย ครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครวมไทยสร้างชาติ ผมได้ดูกฎหมาย ร่างพระราชกำหนดฉบับนี้แล้วนะครับ ได้อ่านถึงเหตุผลและความจำเป็นในการออก พระราชกำหนด โดยจริง ๆ ผมเห็นด้วยในความจำเป็นเร่งด่วนที่ท่านรัฐมนตรีกรุณาออกมาเป็นพระราชกำหนด จริง ๆ เพราะเรื่องที่ท่านกำลังออกเป็นเรื่องที่ผมคิดว่ามันเขย่าขวัญประเทศนี้น้อง ๆ จาก ยาเสพติดเลยครับ อาชญากรรมออนไลน์ที่ชาวบ้านทั้งประเทศรู้จักคือแก๊งที่ ๑ ก็คือแก๊ง Call Center ผมเข้าใจว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมีตัวเลขตั้งแต่ลงทะเบียนการแจ้งความ เรื่อง Call Center มาถึงวันนี้ผมคิดว่าตัวเลขคนที่ไปแจ้งความร้องทุกข์ที่เสียหายจากแก๊ง Call Center ในรอบ ๓-๔ ปี ๘๐๐,๐๐๐ กว่าคนแล้ว คนที่ไม่กล้าแจ้งความเพราะอาย อีกเท่าไรก็ไม่รู้ แก๊ง Call Center ผมก็โดนครับ เผลอ ๆ ก็เคยได้รับโทรศัพท์ ที่นั่งใกล้ ๆ ผม โดนแล้ว ถ้าสวนทันทีก็จะโดนด่ากลับ แต่ถ้าใจเย็นคุยไปเรื่อย ๆ และสุดท้ายผมก็นึกถึง ในโฆษณาทางโทรทัศน์ ใครมีปัญหาเรื่อง Call Center ให้โทรไปหมายเลข ถ้าจำไม่ผิด ๑๔๔๑ ผมก็โทรศัพท์ไปครับ แล้วหมายเลขที่เขาโทรมาหาผมก็หมายเลข ๐๒ กรุงเทพฯ ปริมณฑล โทรไปถาม ๑๔๔๑ ว่าผมสงสัยจะมีแก๊งอาชญากรรม ใช้ Call Center มาต้มตุ๋น ที่ผม เขาก็สอบถามโดนไปเท่าไร ผมว่ายังไม่โดน แต่ผมอยากรู้เบอร์นี้เป็นเบอร์ของใคร เขาบอกเขาตรวจสอบให้ไม่ได้ครับ อันนี้อาชญากรรมอันที่ ๑ ครับท่านรัฐมนตรี คืออาชญากรรมเรื่อง Call Center อาชญากรรมที่ ๒ ที่กำลังลุกลามใหญ่โตแล้วก็เป็นข่าว เป็นคราวกันถึงขั้นกลืนลูกปืนกัน ก็คืออาชญากรรมการพนันออนไลน์ ผมไม่รู้จัก แต่พออ่าน กฎหมายที่ท่านรัฐมนตรีออกมา ผมก็เปิดเฟซบุ๊กดูคนโน้นคนนี้ไป ก็พิมพ์ไปที่เฟซบุ๊ก ท่านกรรมาธิการที่นั่งตรงนั้นลองพิมพ์ตามผม ท่านประธานลองพิมพ์ดู พิมพ์ว่าการพนัน ออนไลน์ มันก็จะโผล่ขึ้นมา ไล่มาพรวด ๆ นอนหรือยัง ถ้ายังไม่นอนมาเล่นการพนัน มาเล่น ไพ่กันดีกว่า เชิญชวนกันอย่างนี้ ปัญหาที่คณะกรรมาธิการที่เราวางไว้ทั้งหมดเราไปห้อย กสทช. ไว้หลังสุด กรรมการ ๗-๘ ฝ่าย ๕ ฝ่ายที่ท่านตั้งไว้ทั้งหมดที่จะประชุมร่วมกันวาง มาตรการ แต่ กสทช. อยู่ข้างนอก ทั้งหมดที่เกิดจากอันนี้ มันเกิดจาก กสทช. กิจการ โทรคมนาคม ซึ่งเป็นคนคุมหมายเลขทั้งหมดระบบการโทรทั้งหมด ตอบผมได้อย่างไรว่า หมายเลขนี้ตรวจสอบไม่ได้ว่าเป็นของใคร มันสร้างเลขอวตารกันได้หรือครับ เลขแต่ละเลข เดี๋ยวนี้ถ้ามาจากเลขต่างประเทศ ๑๕ ตัวไม่มีใครรับกันแล้ว แต่เลข ๖ หลักที่มาขายของบ้าง อะไรบ้าง เหมือนญาติที่เป็นห่วงโทรศัพท์มาจำเบอร์ไม่ได้คนก็หลงรับมัน เราจะมัวไปห้าม ประชาชนทุกคนว่าอย่าไปรับโทรศัพท์หมายเลขแปลก ท่านห้ามอย่างนี้ไม่ได้ครับ ผมโดน มาแล้ว เพื่อนกันเองโทรศัพท์กันเกือบตายไม่ยอมรับ เขากลัว เพราะหมายเลขนี้ไม่เคย โทรศัพท์มาก่อนเลย ก็กลายเป็นคนใจดำไม่เคยรับโทรศัพท์เพื่อน เพราะฉะนั้นดีที่สุดครับ หน่วยงานที่ตั้งขึ้นมา แล้วก็ พ.ร.บ. ฉบับนี้ช่วยแก้ไขปัญหาให้ด้วย ผมเคยอภิปรายในสภานี้ จากปัญหายาเสพติด ผมได้ไปหารือกับท่านประธานหลังจากที่ผมอภิปรายในสภา แล้ว ป.ป.ส. มาชี้แจงเรื่องการจับยาเสพติดที่นครศรีธรรมราช ได้มา ๑,๔๐๐ กิโลกรัม เป็นยา Ice เตรียมส่งออกไปต่างประเทศ คำตอบที่ทาง ป.ป.ส. ให้รายละเอียดกลับมาที่ผมเขาบอก เปิดเผยในสภากลัวจะรั่ว เปิดมาที่ผม ผมก็เอาไปเรียนท่านประธานสภา สุดท้ายเงินเหล่านั้น ที่เขาไปสืบต่อขยายวงได้ ถูกเปลี่ยนเป็นเงิน Crypto ซึ่งผมก็ไม่มีความรู้ว่าเงิน Crypto คือเงินอะไร แล้วเป็นเงินที่สอบไม่ได้ เช่นเดียวกันครับ Call Center ทั้งหมดที่เกิดขึ้นมา ปรากฏว่าเงินถูกแปลงไปยังตลาดต่างประเทศเพื่อนบ้านเรา แล้วที่สำคัญการพนันออนไลน์ ก็เช่นเดียวกัน เงินเหล่านี้ถูกแปลงไปเรื่อย ๆ แล้วที่น่ากลัวที่สุดคือเงินที่ถูกแปลงไปทำธุรกิจ ฟอกกิจการ ไม่ว่าจะทำเต็นท์รถหรูหรือทำอะไรกันมา ไล่มาเรื่อย ๆ จนสุดท้ายมานั่ง หน้าสลอนอยู่ในท้องถิ่น มาเป็นผู้บริหารท้องถิ่น ผมเรียนท่านรัฐมนตรีครับ ถ้าท่านไม่กวดขันในการที่จะยุติแก๊ง Call Center หรือแก๊ง การพนันออนไลน์ ผมคิดว่าวันข้างหน้าคนที่นั่งใกล้ ๆ ท่าน ท่านก็จำไม่ได้ว่ามันมาจาก แก๊งไหน เพราะเงินมันเยอะ มันเปิดทางได้ทุกทาง ศุกร์จับแล้วก็สั่งไม่ฟ้องปล่อยกันก็เห็น กันมาตำตาเยอะแยะมาก ที่ผมเรียนท่านก็คือท่านลองเปิดโทรศัพท์ท่านดู เข้าไปในเฟซบุ๊ก แล้วเขียนว่าการพนันออนไลน์ แล้วท่านนั่งกันอยู่ข้างล่างทั้งหมด ปิดมันดูได้ไหม ถ้าปิดไม่ได้ ก็ กสทช. ที่ท่านเขียนไปถึงผมชอบอยู่แล้ว ว่า กสทช. ลอยตัวจากปัญหาทั้งหมดทำให้ อาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่เข้าถึงประชาชนง่ายที่สุดก็คือโทรศัพท์มือถือ เพราะฉะนั้น ผมเห็นด้วย แล้วก็อยากสนับสนุนท่านรัฐมนตรี เดินหน้าเอาจริงเถอะครับ ปัญหายาเสพติด ค้นทุกหมู่บ้าน ผมทำรายงานต่อสภาชุดนี้ เรือนจำเราที่เตรียมขังผู้ต้องขัง ๓๒๐,๐๐๐ คน เป็นคดียาเสพติดเสีย ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน ติดคุกแต่คุกล้นก็ปัญหายาเสพติด แต่ขณะเดียวกัน ปัญหาอาชญากรรมที่ล้วงไปถึงหมู่บ้าน ตำบล ไปถึงคนชรา คนวัยเกษียณทั้งหมด กลายเป็น แก๊ง Call Center เดี๋ยวช่วยตอบผมด้วยแล้วกันเจ้าหน้าที่จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มาว่าที่ทำขึ้นทะเบียนกันมาทั้งหมด ณ วันนี้ คนแจ้งความเรื่อง Call Center ยอดรวม มาถึงวันนี้เท่าไรแล้วครับ เราจัดการได้เท่าไร คืนเงินได้เท่าไร เงินทั้งหมดเส้นทางการเงิน โอนไปที่ไหน เปลี่ยนเป็นอะไรบ้าง อธิบายครับท่านรัฐมนตรีท่านจะได้ทราบ ท่านก็จะได้ตาม ต่อครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ต่อไปขอเชิญคุณกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ ขอเชิญคุณฐากร ตัณฑสิทธิ์ ก่อน รายชื่อใหม่ครับ

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ฐากร ตัณฑสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทย วันนี้ขอมีส่วนร่วมในการอภิปราย เพื่อสนับสนุนร่างพระราชกำหนดในการป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมทางด้านเทคโนโลยี แล้วก็ร่างพระราชกำหนดในการประกอบ ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล วันนี้ผมต้องขอขอบคุณทางท่านรัฐมนตรี DE และรองนายกรัฐมนตรี ที่รีบเร่งทำงานในการออกพระราชกำหนดในเรื่องนี้ เพราะว่าเรื่องนี้ผมได้มีการอภิปรายมา โดยตลอดว่าให้เร่งรัดในการที่จะดำเนินการ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณด้วยความจริงใจว่า ถึงแม้ว่าจะแก้ปัญหาได้ไม่ครบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ยังสามารถแก้ปัญหาในเบื้องต้นได้ บางส่วน ผมอยากจะเรียนท่านประธานอย่างนี้ ปัญหาอาชญากรรมทางด้านเทคโนโลยี มีปัญหาอยู่แค่ ๓ ส่วน ส่วนแรกก็คือมาจากทางอากาศ อย่างที่ท่านสมาชิกเมื่อสักครู่ ได้อภิปรายไป ทางอากาศก็คือมาจากทางโทรศัพท์มือถือนี่ละครับ ทางที่ ๒ ที่จะทำให้แก๊ง Call Center ต่าง ๆ ทำงานประสบผลสำเร็จได้ก็คือธนาคารครับ ถ้าทั้ง ๒ ส่วนนี้เขาทำงาน ไม่สำเร็จ แก๊ง Call Center อย่างไรก็หลอกลวงไม่ได้ครับ หลอกลวงผ่านมือถือ แต่ไม่มีการ โอนเงินก็ทำไม่สำเร็จครับ แต่จะต้องทำทั้งหลอกลวงผ่านทางอากาศก็คือผ่านทางมือถือและ ต้องผ่านทางระบบของธนาคารด้วยในการโอนเงินออกไป จึงจะทำให้แก๊ง Call Center ของเขาทำงานได้ประสบผลสำเร็จว่าได้หลอกลวงพี่น้องประชาชนได้สำเร็จแล้วครับ ท่านประธานครับ ในส่วนที่ ๓ ผมอยากให้มองไปไกลอีกนิดหนึ่งก็คือที่ไปเกี่ยวข้องกับทาง ปปง. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานนั้นเขาเป็นเรื่องการปราบปรามครับ ไม่ใช่การป้องกัน เมื่อเกิดเหตุแล้วไปเกี่ยวข้องกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ปปง. อันนั้นเป็นส่วนการ ปราบปรามต่าง ๆ วันนี้ผมเรียนว่าเราเดินมาถูกทางแล้วที่เราได้มีการออกพระราชกำหนด ต่าง ๆ ในการที่จะป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในวันนี้ ก่อนที่จะไปดำเนินการขั้นตอน ในการปราบปราม ซึ่งเมื่อเรามีการโอนเงินออกไปแล้ว แล้วมีการปราบปรามมันยากมาก ในการที่จะเอาเงินกลับมาคืน กลับมาคืนได้ก็เป็นจำนวนน้อยไม่ครบตามจำนวน แต่ถ้าเกิดว่า เรามีการป้องกันไว้ตั้งแต่เบื้องต้น มีมาตรการในการดำเนินการต่าง ๆ ว่าเมื่อพี่น้องประชาชน ได้ดำเนินการโทรแจ้งไว้แล้ว สถาบันการเงินยังมีการโอนเงินออกไปให้อีก ตรงนั้นที่สถาบัน การเงินจะต้องมีการรับผิดชอบต่อความเสียหายของพี่น้องประชาชนที่เกิดขึ้น อยากจะเรียน ตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่เราไปขอ หมายถึงว่าถามเบอร์โทรศัพท์ของแต่ละคนว่า เบอร์โทรศัพท์ที่โทรเข้ามาเป็นเบอร์ใคร เพื่อที่จะตรวจสอบว่าเขาโทรมาหาเราด้วยเรื่องอะไร ต่าง ๆ ผมเรียนท่านประธาน ผมในฐานะที่เคยทำงานในสำนักงาน กสทช. มาก่อน เรื่องนี้เป็น ข้อมูลส่วนบุคคล ถ้าไปเปิดเผยโทษจำคุก ๕ ปี ข้อมูลส่วนบุคคลเรื่องนี้ถ้าไม่มีหมายหรือไม่มี คำสั่งจากศาลมา หน่วยงานใดก็ไม่สามารถที่จะเปิดเผยข้อมูลของการใช้งานได้ ยกเว้นแต่ จะมีอำนาจหรือกฎหมายพิเศษ เช่น ป.ป.ส. มีกฎหมายพิเศษในการที่จะตรวจสอบได้ หมายศาลหรือว่าหมายจากหน่วยงานอื่นที่ออกมาในการที่จะตรวจสอบการใช้งานหรือว่า เป็นเบอร์โทรศัพท์ใคร อยากจะฝากจริง ๆ ว่าจริง ๆ สำนักงาน กสทช. เองอยากให้เร่งรัด ในการที่จะเกี่ยวกับเรื่องการลงทะเบียน SIM ต่าง ๆ ถ้าใครไม่ได้ลงทะเบียน SIM ที่ถูกต้อง อยากให้ยกเลิกหรือเราใช้คำว่า Terminate เบอร์พวกนั้น เพราะว่าเราได้มีการออกกฎเกณฑ์ ต่าง ๆ มาเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า ๑ คน ถือ SIM ได้ไม่เกิน ๕ เบอร์ หรือ ๕ เลขหมาย วันนี้ เดิมผมถือมา ๗ เลขหมาย วันนี้ผมคืน ผมเหลือ ๓ เลขหมาย เพราะว่าเราทำให้ถูกต้อง ตามกระบวนการต่าง ๆ ที่ กสทช. ได้มีการออกประกาศกำหนดไว้ ผมคิดว่าทิศทางต่าง ๆ เริ่มเดินทางมาในทิศทางที่ดีแล้ว อยากจะให้ทุกคนให้กำลังใจในการที่เราจะเดินทางในการ ที่จะต่อสู้ป้องกันกับหน่วยงานอาชญากรรมที่เรียกกันว่าแก๊ง Call Center ที่สร้างความเสียหาย ให้กับพี่น้องประชาชนของประเทศไทยเราเป็นอย่างมาก กราบขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป ขอเชิญคุณจุติ ไกรฤกษ์ ครับ

นายจุติ ไกรฤกษ์ แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรครวมไทยสร้างชาติ ผมกราบเรียนท่านรัฐมนตรีว่าวันนี้ฝ่ายนิติบัญญัติ ให้เครื่องมือท่านครบที่ท่านขอโดยไม่มีข้อสงสัย แล้วอยากจะกราบเรียนด้วยว่าถ้าจำเป็น ต้องออก พ.ร.ก. เพิ่มเติมเพื่อให้ทันการปรับตัวของอาชญากรรมต้องทำครับ สิ่งที่ผมจะกราบเรียน ก็คือว่าวันนี้ความทุ่มเทเห็นแล้ว สภานิติบัญญัติให้เครื่องมือท่านแล้ว ผมกราบเรียน ท่านรัฐมนตรีว่าผมนั้นเป็นหนึ่งในเหยื่อที่โดน ต้องขอบคุณตำรวจ สน. พระโขนงที่ตามตัว จนเจอ แต่ไม่ได้ชดเชยเงินคืนก็ต้องชื่นชม สิ่งที่ผมอยากจะถามท่านรัฐมนตรีคือว่าวันนี้ ให้เครื่องมือไปแล้ว ปัญหาท่านอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย ถามว่าตำรวจสอบสวนวันนี้ ขาดแคลน ๘,๐๐๐ อัตรา มาช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ได้ทำไมท่านไม่ทำ เปรียบเทียบกับความ เสียหายหลายหมื่นล้านบาท คนอีกเป็นแสนคนที่ถูกต่างชาติหลอกลวง ฉะนั้นผมไม่อยากให้ เส้นผมบังภูเขาครับ ไปเลยรัฐมนตรีต้องการอะไรสภาจะให้หมดทุกอย่างขอให้ปราบได้จริง สิ่งที่เห็นก็คือว่าท่านได้ดำเนินการกับคนที่ไปหลบอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านภาคเหนือมาแล้ว ก็ยังไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดนะครับ ผมถามว่ารออะไรอยู่ในภาคตะวันออก วันนี้หนู งู งูพิษ หนีจากภาคเหนือไปอยู่ภาคตะวันออกหมดแล้ว ถามว่าท่านนั่งอยู่ข้างล่างเตรียมพร้อมทุกคน จะชี้แจง ผมถามว่าท่านต้องใช้เวลานานเท่าไร ต้องใช้ตำรวจสอบสวนทำคดีกี่คน เพื่อให้ ทันกาล สิ่งที่ผมแปลกใจคือว่าท่านมีพระราชกำหนดแก้ไขอันนี้แล้ว ทำไมไม่แก้กฎหมาย ฟอกเงินด้วย ทำไมไม่แก้อุปสรรคในการอายัดทรัพย์สินทั้งหลายด้วย ถ้าจำเป็นอยากให้ออก แก้เพิ่มครับท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนั้นสิ่งที่เราอยากปรารถนาเห็น ก็คือสารวัตรซัวที่เกี่ยวกับการพนันออนไลน์ จับให้ได้ครับ ท่านสามารถจับ ตำรวจไทยเก่ง หนีไปดูไบก็ไปตามจับกลับมาได้ ปั่นหุ้นตามจับกลับมาได้ นี่การพนันออนไลน์ผมว่าไม่เกิน ความสามารถท่านครับ แล้วในข่าวบางข่าวยังบอกว่าสารวัตรซัวนี้เดินเล่นอยู่ในกรุงเทพฯ ผมก็แปลกใจว่าทำไมตำรวจจับไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่า วันนี้ฝ่ายนิติบัญญัติอุ้มฝ่ายบริหารแก้ปัญหาให้ประชาชนให้จบ ขอให้มีความจริงจัง ขอให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เลือกปฏิบัติ อย่างไม่เลือกปฏิบัตินะครับ วันนี้ กราบเรียนท่านได้ ท่านถามว่าทำไมต่างชาติไม่มาลงทุนในประเทศไทย เพราะมันจะ เกี่ยวข้องกับ Digital Asset สินทรัพย์ดิจิทัล ๑. ไซเบอร์ Security ครับ ท่านรัฐมนตรี ดูแลโดยตรง วันนี้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ข้อมูลรั่วไหลอยู่ ๑ ใน ๑๐ ของโลก ต้องแก้ครับ ไซเบอร์ Security ๒. คือเรื่อง Good Governance ระบบธรรมาภิบาลที่ดี วันนี้เราบกพร่องมาก มีจุดที่ต้องแก้ไขเยอะ รัฐมนตรีขอให้สภาช่วยแก้กฎหมายท่านด้วยครับ เราจะทำครับ ขอให้ เป็นวาระเร่งด่วน วาระแห่งชาติ หลักนิติธรรมท่านก็ต้องมี วันนี้ทำไมท่านไม่ใช้เอไอ จับละครับ เอไอเข้ามาช่วยได้เยอะในการ Screen ในการจับบัญชีม้า ในการจับบัญชี ไทยดำ เราไปโทษต่างชาติเทา โน่นนี่เทา คนที่ชั่วที่สุดคือไทยดำครับ คนที่รับสินบน คนที่เอื้อ ให้ต่างชาติมาหากิน มาหลอกคนไทย คนนี้ชั่วที่สุดครับ ซึ่งมีจำนวนน้อย แต่ท่านต้องใช้เอไอ ใช้จัดการให้ได้หมด ฉะนั้นผมเรียกร้องว่าวันนี้ขอให้ท่านทำจริง แล้วผมเชื่อว่าสิ่งที่เรายังไม่ได้ แก้คือกฎหมายฟอกเงินครับ และเหตุที่พูดมาคือบทลงโทษก็เบาไป บทลงโทษสำหรับสถาบัน การเงินก็เบาไป ทำเหมือนกับว่าท่านเกรงใจเขา ไม่ต้องเกรงใจ ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายไทย ท่านสามารถพูดได้ว่าตราบใดประชาชนเดือดร้อนท่านต้องทำ ผมก็กราบเรียนแค่นี้ครับ ท่านประธาน ว่าผมเต็มที่กับการแก้ไข แก้ปัญหาการหลอกลวงอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รัฐบาลอยากได้อะไรก็จะช่วยแก้กฎหมายให้หมด แต่ขอให้จริงจังและจับคนชั่วมาลงโทษ ให้ได้อย่าให้ยืดเยื้อเรื้อรัง ผมจะดูว่างบประมาณ ปี ๒๕๖๙ ท่านจะแต่งตั้งตำรวจสืบสวน ที่ขาดไป ๘,๐๐๐ อัตราได้กี่พันคน อันนี้จะเป็นบททดสอบความจริงจัง ความตั้งใจของ รัฐบาลว่าให้เครื่องมือในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีพอเพียงหรือไม่ ถ้าท่านปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้ ท่านจะไม่เห็นหรอกครับ นายก อบต. ซื้อเสียงเบอร์ละ ๓,๐๐๐ บาท เงินมาจากธุรกิจดำ ธุรกิจชั่วทั้งนั้น ขอให้ปราบให้ได้ครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณธีรัจชัย พันธุมาศ ขอ ๑๐ นาทีนะครับ เชิญครับ

นายธีรัจชัย พันธุมาศ กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง พรรคประชาชน ขออนุญาตอภิปรายพระราชกำหนดมาตรการป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ ๒) ที่รัฐบาลเสนอมา พระราชกำหนด เป็นกฎหมายเร่งด่วนที่ฝ่ายบริหารนั้นออกมาสามารถที่จะบังคับใช้ได้เลย ต้องมีความจำเป็นเร่งด่วนกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง แต่พระราชกำหนดฉบับนี้ เป็นฉบับที่ ๒ ฉบับที่ ๑ พอฟังได้ว่ามันจำเป็นเร่งด่วน จำเป็น ต้องออก เพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แต่ฉบับที่ ๒ ทำไมถึงมาออกซ้ำ เพื่อที่จะให้ อาชญากรรม มันต้องเร่งด่วนกันทุกครั้งเสมอ ออกพระราชกำหนดกันเคยชิน อันนี้เป็น วัฒนธรรมการออกกฎหมายที่ค่อนข้างที่ฝ่ายบริหารนั้นทำโดยไม่ค่อยรักษาธรรมเนียม ประเพณีที่ควรจะเป็น ทางที่ดีควรจะเป็นพระราชบัญญัติเพื่อจะทำให้สภาแห่งนี้ได้มีการออก กฎหมายโดยละเอียดรอบคอบ สำหรับพระราชกำหนด ฉบับที่ ๒ นั้น มีจุดแข็งเรื่องเน้นการ ชดเชยความเสียหายให้อย่างรวดเร็ว โดยกำหนดให้สำนักงาน ปปง. สามารถคืนเงินให้แก่ ผู้เสียหายโดยไม่ต้องขึ้นศาล หากตรวจสอบได้ว่าเงินที่อายัดเป็นเงินของผู้เสียหายจริง มาตรการนี้ช่วยลดภาระของระบบยุติธรรมและเร่งให้รับความยุติธรรมแก่ผู้เสียหาย การกำหนดกลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างงานต่าง ๆ แก่หน่วยงานรัฐ เช่น ธนาคาร ผู้ให้บริการมือถือ หน่วยงานกำกับดูแล ถือเป็นความสำคัญในการสร้างเครือข่ายป้องกัน อาชญากรรมอย่างมีประสิทธิภาพอันนี้คือจุดแข็ง การตั้งศูนย์ ศปอท. เพื่อรวบรวมการ จัดการอย่างเบ็ดเสร็จและแสดงถึงวิสัยทัศน์ในการสร้างระบบทำงานบูรณาการ ตอบสนอง ปัญหาอย่างรวดเร็วในส่วนนี้ อันนี้คือเป็นจุดแข็งของพระราชกำหนดฉบับที่ ๒ ฉบับนี้ แต่จุดแข็งมันก็ยังมีจุดอ่อนของพระราชกำหนด เพราะว่ามันไม่ได้ผ่านสภาในการกลั่นกรอง สิ่งที่ดูในเนื้อในของด้านใน เราดูในส่วนของตัวมาตรา ๔/๑ มาตรา ๔/๑ บัญญัติไว้ชัดเจนว่า เพื่อประโยชน์แห่งมาตรา ๘/๑๐ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับ หลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์แห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติและกรรมการทางอิเล็กทรอนิกส์ กำหนดมาตรฐานหรือมาตรการป้องกัน อาชญากรรมทางเทคโนโลยี มาตรานี้เขียนไว้ดีนะครับ ให้เขียนรายละเอียด เพื่อเป็น มาตรการบังคับในมาตรา ๘/๑๐ แต่ไม่มีบทบังคับ ถ้าไม่ทำ แล้วถ้าทำไม่ได้เอื้อต่อกฎหมาย ฉบับนี้ ไม่มี กฎหมายต้องมีสภาพบังคับเพื่อให้เกิดความยุติธรรม แต่กฎหมายฉบับนี้ เป็นความอะไรก็ไม่ทราบหรือเป็นความเร่งด่วนของฝ่ายบริหารก็ไม่ทราบ ไม่มีการบังคับว่า ถ้าไม่ทำแล้วมีความผิดอะไรบ้าง ดังนั้นถ้าเกิดเขาไม่ทำ ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น มาตรการในการบังคับใช้ ในการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีก็ไม่เกิดขึ้น นี่คือความบกพร่องของกฎหมายฉบับนี้ เรามาดูในส่วนของมาตรา ๘/๑๐ ท่านประธานที่เคารพครับ เขาก็พูดถึงการให้สถานะ การเงินจากเมื่อสักครู่ หรือผู้บริการปฏิบัติตามมาตรฐานหรือมาตรการเพื่อป้องกัน อาชญากรรมทางเทคโนโลยีโดยธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับ หลักทรัพย์ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม สำนักงานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการอื่น ให้เป็นคนที่กำกับ แต่ไม่ได้ระบุโทษไว้ว่า ถ้าไม่ทำแล้วมีโทษอย่างไร ถามว่ากำหนดแบบนี้มันจะป้องกันเทคโนโลยีได้หรือครับ กฎหมายให้อำนาจองค์กรต่าง ๆ ในการที่จะออกกฎระเบียบขึ้นมา กฎหมายกว้างออกมา เพื่อจะกำหนด แต่ทำไมไม่มีโทษถ้าเขาไม่ทำ และระเบียบต่าง ๆ ที่เป็นกฎหมายระดับรอง ที่ย่อที่ให้หน่วยงานต่าง ๆ ก็ต้องออกมาลักษณะนั้นมันรัดกุมในการป้องกันอาชญากร เทคโนโลยีหรือไม่ครับ นี่คือข้อบกพร่องสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ และมันยังไม่เห็นเลยว่า มันจะป้องกันได้อย่างไร สิงคโปร์เขาระบุไว้ชัดเจนเลย ความเสียหายอย่างร้ายแรงมีอะไรบ้าง ๑ ๒ ๓ เขากำหนดไว้ชัด ถ้ามีอาชญากรรมเทคโนโลยีมาไม่เตือน มีคนมาหลอกลวงโทรมา หลอกให้โอนเงินไม่เตือน ตั้งแต่การโทรมา ถ้าธนาคารไม่เตือน ไม่ทำแบบ Realtime มีโทษรับผิดชอบเท่าไร ถ้าไม่เตือนไม่ทำอะไรเลย รับผิดชอบเท่าไร และไม่ต้องฟ้องศาล มาตรา ๘/๑๐ นั้น จะต้องพิสูจน์ชั้นศาล และเอื้อต่อกลุ่มทุนทั้งหลาย กลุ่มทุนธนาคาร กลุ่มทุนโทรคมนาคม กลุ่มทุนออนไลน์ต่าง ๆ ทั้งหมด สามารถพิสูจน์ได้ ถ้าปฏิบัติตาม เงื่อนไขที่หน่วยงานนั้นกำหนดแล้ว ไม่ต้องรับผิดได้ และแบบนี้ภาระพิสูจน์ตกแก่ใคร ตกแก่ประชาชนผู้เสียหาย ต้องพิสูจน์เขาหรือครับ เขาพิสูจน์ง่ายนิดเดียวว่าทำตามเงื่อนไขแล้ว ๑. มาตรา ๔/๑ ไม่กำหนดว่าจะต้องออกเงื่อนไข ๒. กำหนดเงื่อนไขอะไรก็ได้แล้วแต่กรณี อิสระเสรีจะออกแบบเกี๊ยะเซียะกับกลุ่มทุนก็ได้ พอถูก Call Center หลอกลวงไปแล้วก็ พิสูจน์แค่บอกว่าทำตามเงื่อนไขแล้วไม่ต้องรับผิด แล้วไปพิสูจน์ชั้นศาล ๕ ปี ๓ ปี ๕ ปี ๑๐ ปีกว่าจะได้สตางค์ แล้วอันนี้หรือคือเป็นกฎหมายที่เอื้อต่อการป้องกันอาชญากรรมทาง เทคโนโลยี ผมได้ทำกระทู้ไป ๒ ครั้งถามนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี DE มาตอบ ๒ ครั้ง เดือนตุลาคม ถ้าจำไม่ผิดเดือนตุลาคม ๒๕๖๗ แล้วก็ช่วงประมาณปลายปีหรือต้นปี ๒๕๖๘ รัฐมนตรีบอกว่าเตรียมมาตรการไว้หมดแล้ว แต่พอเห็นกฎหมายนี้ผมเฮ้อไป ๑ ครั้งแล้วครับ อันนี้ก็เฮ้ออีก ๑ ครั้ง มันไม่สามารถเอื้อได้เลยนะครับ ยังเอื้อต่อกลุ่มทุน ยังเกรงใจต่อ กลุ่มทุนอยู่ไม่ลดละ

อีกประเด็นหนึ่งผมอยากจะให้ดูอีกเรื่องหนึ่งคือมาตรา ๗ ครับท่านประธาน มาตรา ๗ เขาบอกว่าในกรณีที่ปรากฏพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการใช้บริการ โทรคมนาคมเพื่อกระทำความผิดทางอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ไม่ว่าจะปรากฏตามข้อมูล ตามวรรคหนึ่งหรือโดยพยานหลักฐานใดให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติสอบสวนพิเศษนั้น แจ้งขึ้นไป กรณีอย่างนี้ต้องปรากฏพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหลักการอาญามีมูลหรือไม่ เชื่อว่ากระทำผิดหรือไม่ ปราศจากความสงสัยว่าทำผิดหรือไม่ นั่นคืออยู่ในชั้นศาลนะครับ คือระดับอัยการเลยนะครับ หลักฐานอันปรากฏอันควรเชื่อไว้ถึงจะส่ง แล้วจะทันการณ์ ได้อย่างไรต้องไปหาหลักฐานก่อนถึงจะส่งว่ามีการทำผิดในส่วนของอาชญากรรมทาง เทคโนโลยีแล้ว ของสิงคโปร์เขาใช้อย่างนี้เขาใช้คำว่ามีเหตุอันควรเชื่อ มีเหตุนะครับ แค่มีเหตุ ไม่ต้องปรากฏหลักฐาน มีเหตุเขาแจ้งดำเนินคดีอายัด Block ป้องกันได้เลย แต่นี่ต้องใช้ระบบ หนาแน่นเหมือนพิสูจน์ในชั้นอัยการนะครับ มีหลักฐานอันควรเชื่อว่านี่คือข้อบกพร่องแล้วจะ แก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งเขามีเทคโนโลยีทันสมัยและเปลี่ยนแปลงตลอด ได้อย่างไร นี่คือข้อบกพร่องนะครับ ผมเรียนต่อเพิ่มเติมนะครับ ยังมีจุดอ่อนอีกมากมาย อีกประการหนึ่งที่กฎหมายฉบับนี้ไม่มีก็คือการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยขั้นต่ำสำหรับ อุปกรณ์เทคโนโลยีที่จำหน่ายในประเทศ ทำให้ประเทศไทยยังไม่สามารถป้องกันปัญหาตั้งแต่ ต้นทางเหมือนประเทศออสเตรเลีย การที่ผู้บริโภคสามารถซื้ออุปกรณ์ที่มีช่องโหว่ด้านความ ปลอดภัยได้อย่างง่ายดายอาจส่งผลให้ภายหลัง อุปกรณ์ต่าง ๆ ต้องมีระบบป้องกันด้วย แต่ของเรานั้นเรื่องนี้ปล่อยปละละเลยอย่างไรก็ได้ อุปกรณ์จะแย่อย่างไร จะสามารถทำให้ แก๊ง Call Center สามารถ Chat เข้าไประบบต่าง ๆ อย่างไร ไม่มี นี่คือด้านพื้นฐาน ๒. ขาดการประสานงานกับต่างประเทศในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งอาชญากร ข้ามชาติตามกัมพูชา เมียนมา มาเลเซียหรือลาวต่าง ๆ ที่ล้อมประเทศไทยนั้น เราไม่มี กฎหมายที่ให้ความสำคัญในการประสานเลย ที่ปอยเปตเอย เมียววดีเอย หรือที่อื่นเอย เราไม่มีกลไกในกฎหมายฉบับนี้ ทำไมไม่เน้นในการข้ามชาติละครับ ในเมื่อฐานท่านอยู่ที่ ต่างประเทศ อยู่ริมขอบตะเข็บชายแดน หรือว่าไปไกลประเทศจีนก็มี กฎหมายนี้ไม่เคย มองเลยครับ แล้วเขาทำจากต่างประเทศแล้วเราจะป้องกันได้อย่างไรครับ

อีกประการหนึ่งคือการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาหรือผู้กระทำผิดต่างประเทศ เราได้ทำสนธิสัญญา อนุสัญญาพหุภาคี ทวิภาคีกับประเทศต่าง ๆ หรือไม่ ที่จะดูแล้วว่า ถ้าเกิดมีเหตุการณ์ขึ้นไปจะดำเนินคดีติดตามเขามาดำเนินคดีได้อย่างไร ในเมื่อฐานจริง ๆ มันอยู่ต่างประเทศไม่ได้อยู่ประเทศไทย แต่เรากฎหมายฉบับนี้อุตส่าห์ออกด่วนแล้ว แต่ก็ยัง ไม่สามารถที่จะทำให้เกิดในสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เพราะอาชญากรรมเหล่านี้เป็นอาชญากรรม ข้ามชาติอย่างร้ายแรง ถัดมาอีกเรื่องหนึ่งท่านประธานครับปัจจุบันการใช้เทคโนโลยี Artificial Intelligence และ Machine Learning ในการวิเคราะห์พฤติกรรมที่ผิดปกติ การพัฒนาระบบนี้ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงการลงทุนในการ วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีความปลอดภัยไซเบอร์ และจัดทำแผนการศึกษาตระหนักรู้ถึงอย่างเป็น ระบบนั้น กฎหมายเดี๋ยวนี้ไม่มีการพูดถึงเลยนะครับ เป็นกฎหมายที่ตาย ไม่มีการพัฒนาแบบพลวัตร ที่จะติดตามความปลอดภัยเทคโนโลยี ระบบการศึกษาแบบนี้ควรจะมีหน่วยงาน ศปอท. อะไรก็ได้ต้องทำและศึกษาพัฒนาอย่างเป็นระบบเพื่อตาม เพราะว่ามันมีการพัฒนา อย่างเป็นพลวัตรในอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเหล่านี้ ผมเรียนอย่างนี้ในส่วนของกฎหมาย อันนี้ดีกว่าเดิม แต่ไม่ใช่ดีสามารถที่จะป้องกันได้โดยจริง โดยอย่างแท้จริง ดังนั้นจึงขอให้ทาง ฝ่ายรัฐบาลกลับไปรับข้อเสนอที่ผมได้อภิปรายในสภาแห่งนี้เข้าไปปรับปรุง เพราะกฎหมายนี้ ไม่สามารถแก้ได้ แต่ถ้าเกิดกฎหมายฉบับนี้เป็นพระราชบัญญัติเราสามารถมาแก้ไขและทำให้ รัดกุมกว่านี้ และฝากรัฐบาลอย่าทำกฎหมายแบบที่ลวก ๆ แบบนี้ออกมาเลย ขอให้ทำ กฎหมายที่คำนึงถึงประชาชน ถ้าเป็นไปได้ใช้เป็นกฎหมายที่ผ่านสภาแห่งนี้ดีกว่านะครับ ขอบคุณมากนะครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ เนื่องจากว่าตอนนี้ฝ่ายรัฐบาลเหลือ ๒ ท่าน ฝ่ายค้าน ๔ ท่าน ผมก็จะขอฝ่ายค้าน ๒ ท่าน แล้วสลับรัฐบาล ๑ ท่าน คุณวิโรจน์พร้อมนะครับ ขอเชิญคุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ท่านขอ ๑๐ นาที เชิญครับ

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนครับ ท่านประธานครับ ปัจจุบันปัญหาแก๊ง Call Center สร้างความเสียหายมหาศาล ในแต่ละวัน มีประชาชนคนไทยถูกหลอกเงินวันหนึ่ง ๗๗ ล้านบาท ปีหนึ่งประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานฟังไม่ผิดปีละ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท มีคดีออนไลน์เฉลี่ยวันละ ๗๐๐-๘๐๐ คดี จนตอนนี้พนักงานสอบสวนแบกภาระการทำสำนวนคดีไม่ไหวแล้ว ตอนนี้ประชาชน คนไทยคนไหนก็ตามที่ถูกโจรมันหลอกและไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ ปัจจุบันตำรวจ แปลงกลายเป็นนักจิตวิทยาคอยปลอบใจผู้เสียหายให้ทำใจว่าไม่มีทางได้เงินคืนแล้ว แสดงว่า อะไรครับ ที่ผ่านมาเราไม่มีกระบวนการในการสกัดกั้นแก๊ง Call Center ที่ได้ผลเลยครับ ปล่อยให้โจรออนไลน์เหิมเกริมหลอกเงินประชาชนไปเรื่อย ๆ แล้วประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อ ก็ไหลทะลักมาแจ้งความจนกระบวนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นบันไดขั้นแรก ของกระบวนการยุติธรรมเข้าสู่ภาวะล้มเหลว ผมว่าท่านรัฐมนตรี DE ก็ทราบดี ที่น่ากังวล คืออะไรรู้หรือไม่ครับ ร้อยละ ๒๒ คือ ๑ ใน ๕ ของเหยื่อเป็นผู้สูงอายุที่ถูกหลอกเงินที่ตัวเอง เก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิตจนสิ้นเนื้อประดาตัวในยามบั้นปลาย โดยที่ตัวเองไม่อยู่ในวัยที่จะ ทำเงินทำงานหารายได้อะไรได้อีกแล้ว ท่านประธานครับ แสดงว่าแก๊ง Call Center ณ วันนี้ ไม่ใช่แค่โจรหลอกคนแล้วครับ แต่เป็นโจรที่กำลังสร้างปัญหาสังคมที่ทำลายระบบเศรษฐกิจ ทั้งประเทศ ผมเชื่อว่าพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ หรือที่รู้จักกันในนามว่า พ.ร.ก. ไซเบอร์ฉบับใหม่ ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก. ไซเบอร์ ฉบับ พ.ศ. ๒๕๖๖ ผมเชื่อว่าจะช่วยให้หน่วยงาน ที่กำกับดูแลระบบการชำระเงิน โทรคมนาคมมีอำนาจในการจัดการกับแก๊ง Call Center และให้ความเป็นธรรมกับประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ ประเด็นที่ผมสนใจ อย่างมากอยู่ที่มาตรา ๘/๑๐ แล้วเรื่องนี้ผมเคยได้หารือผ่านสื่อไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวง DE ไปแล้ว ถึงทางท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยไปแล้ว มาตรา ๘/๑๐ ระบุว่าอะไรครับ ระบุว่าธนาคาร เครือข่ายมือถือ และผู้ให้บริการสื่อ Social Media ต้องร่วมรับผิดชอบกับความเสียหายจากแก๊ง Call Center ด้วย ไม่ปล่อยให้ผู้เสียหาย รับผิดชอบตามลำพังแบบที่ผ่านมา แบบคนที่แพ้ก็ต้องดูแลตัวเอง เป็นการแก้ไขผมยืนยันว่า ตรงจุดอย่างมาก เพราะจากสถิติพบว่าประเภทที่ผู้เสียหายได้รับการชดเชยเยียวยาในระดับ ที่ต่ำจะตกเป็นเป้าหมายของแก๊ง Center และอาชญากรข้ามชาติเพราะอะไรครับ เพราะการที่ธนาคาร เครือข่ายมือถือ และผู้ให้บริการสื่อ Social Media ไม่ต้องรับผิดชอบ อะไรเลย ลูกค้าถูกโจรหลอกดูดเงินก็ผลักภาระให้ลูกค้าไปรับผิดชอบตัวเองเต็ม ๆ คนเดียว ผมถามครับ สภาวะแบบนี้ธนาคาร เครือข่ายมือถือ และสื่อ Social Media จะมีแรงจูงใจ อะไร ในการปรับปรุงระบบความปลอดภัยเพื่อปกป้องประชาชนและเจ้าของบัญชีเงินฝาก จากแก๊ง Call Center การศึกษาในเบื้องต้นพบว่าผู้เสียหายในประเทศไทยได้รับการชดเชย เยียวยาเท่าไรรู้หรือไม่ครับ ต่ำกว่าร้อยละ ๑๐ บางรายงานระบุว่าแค่ ๒ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นเอง ถูกหลอกไป ๑๐๐ บาท ได้คืนมา ๒ บาท ถูกหลอกไป ๑๐๐ คน ได้เงินคืนแค่ ๒ คน พอเราพูดถึงมาตรา ๘/๑๐ หลายคนก็ทักท้วง แต่ผมขอชี้แจงอย่างนี้เขาทักท้วง ว่าอะไร เขาบอกว่าถ้าธนาคารต้องร่วมรับผิดชอบกับความเสียหายระดับ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ต่อปี ถ้าเจออย่างนี้ธนาคารจะเจ๊งล้มละลาย ผมบอกเลยว่าไม่ต้องไปกังวล เพราะอะไรครับ เพราะหากธนาคารต้องร่วมรับผิดชอบเราจะเห็นการปรับปรุงระบบความปลอดภัยของ ธนาคารออนไลน์ครั้งใหญ่และธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ จะดำเนินการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ให้เท่าทันโจร ไม่มีธนาคารไหนหรอกครับปล่อย Join ให้ลูกค้าโดนโจรดูดเงิน หลอกเงินแล้ว ก็ตามจ่ายค่าเสียหายชดเชย ไม่มี แต่ทุกวันนี้ไม่มีกฎหมายธนาคารก็เลยไม่มีแรงจูงใจที่จะ ปรับปรุงระบบ Security ของตัวเอง ไม่มีธนาคารไหนผมยืนยัน ผมคุยมาหลายธนาคาร ไม่มีธนาคารไหนจะยอมปล่อยให้ระบบของตัวเองด้อยประสิทธิภาพ ดังนั้นถ้ากฎหมายฉบับนี้ บังคับใช้ มาตรา ๘/๑๐ บังคับใช้ ความเสียหายระดับ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท จะลดลงอย่างมี นัยสำคัญทันที รัฐบาลต้องใช้กลไกทางกฎหมายในแบบนี้ละครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ในการ ผลักดันให้ธนาคาร เครือข่ายมือถือ ผู้ให้บริการ Social Media ที่มีทั้งทุน มีทั้งเทคโนโลยี ให้ไปสู้กับโจรออนไลน์ ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนมือเปล่า ผู้สูงอายุในวัยเกษียณไปดวลกับโจร แบบที่ผ่านมา ประเด็นที่ต้องติดตามต่อนับจากนี้คืออะไรครับ คือการบังคับใช้ พ.ร.ก. ไซเบอร์ในภาคปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๘/๑๐ ที่ระบุให้ธนาคาร เครือข่ายมือถือ สื่อ Social Media ต้องร่วมรับผิดชอบในความเสียหาย ที่เกิดขึ้น ในนี้ระบุว่าอะไรครับ เว้นแต่ว่าจะพิสูจน์ว่าตนเองได้ทำตามมาตรฐานที่กำหนด ไว้แล้ว มาตรฐานที่ว่าคืออะไร สัดส่วนการร่วมรับผิดในแต่ละกรณีมากน้อยขนาดไหน กี่เปอร์เซ็นต์ และต้องมีระเบียบออกมากำกับ ซึ่งผมก็ต้องถามท่านประธานผ่านไปยัง รัฐมนตรีว่ามีแผนไหมว่ากฎหมายลูกจะแล้วเสร็จเมื่อไร เพราะมีแค่ พ.ร.ก. ตามลำพังนี้ พ.ร.ก. โดด ๆ ทำงานไม่ได้ หรืออย่างในมาตรา ๘/๒ ผมย้อนไปนิดหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการ คืนเงินให้กับผู้เสียหายก็ต้องมีการออกกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการเงื่อนไข และกรอบระยะเวลา ซึ่งก็ต้องถามเหมือนกันว่ากระทรวง DE มีกำหนดการหรือไม่ว่าจะออก กฎกระทรวงแล้วเสร็จเมื่อไร ผมต้องย้ำตรงนี้อีกทีหนึ่งว่าลำพังแค่ พ.ร.ก. ไซเบอร์ ฉบับใหม่ โดยที่ไม่มีกฎหมายลูกทำงานไม่ได้ ผมยืนยันว่าแก๊ง Call Center ไม่ใช่แค่ปัญหา อาชญากรรม ท่านรัฐมนตรีทราบดีว่านี่คือภัยคุกคามของระบบเศรษฐกิจและสังคม อย่างร้ายแรง ลองคิดดูนะครับ ท่านรัฐมนตรีก็ทราบ รัฐบาลอัดฉีดเงิน Digital Wallet เข้ามาในระบบ พยายามจะสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจด้วยเม็ดเงิน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กระแทก กระแทก กระแทก แต่แก๊ง Call Center พวกนี้ทำตัวเป็นเครื่องดูดฝุ่น มันก็ดูด ดูด ดูดออกไปปีหนึ่ง ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่ยังไม่นับพนันออนไลน์ที่สร้างความเสียหายอีกปีละ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท สุดท้ายเงิน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะสร้างพายุหมุนถูกดูดจากแก๊ง Call Center ไป ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ถูกพนันออนไลน์ดูดไปอีก ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท เหลือแค่ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วเงิน ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่ไม่ได้หายไปไหน ท่านรัฐมนตรีก็ทราบดี เส้นเงินของมันจะถูกเปลี่ยนเป็นเงิน Crypto แล้วก็เปลี่ยนเป็นเงินสกุลต่างประเทศ แล้วก็ หมุนวน Boomerang กลับมาเป็นเงินบาทสีเทา สีดำ กลับมาฟอกที่ประเทศไทย เอามาปั่น ราคาอสังหาริมทรัพย์ คอนโดศูนย์เหรียญ โรงงานศูนย์เหรียญ สารพัดศูนย์เหรียญ เอามาซื้อ กิจการ แล้วทุ่มตลาดตัดราคาจนผู้ประกอบการไทยที่ประกอบธุรกิจอย่างสุจริตสู้ราคาไม่ไหว อยู่ไม่ได้ ต้องทยอยปิดตัวไปเรื่อย ๆ นี่อย่างไรครับ พายุหมุนทางเศรษฐกิจที่บอกกระแทก กระแทก กระแทก สุดท้ายผู้ประกอบการไทยทุกวันนี้เจอการฟอกเงิน เจอการตัดราคา เจอเงินสีเทาเปลี่ยนมาฟอกเป็นเงินสีขาวก็กระอัก กระอัก กระอัก แบบที่เป็นอยู่ ผมจึงเห็นด้วยอย่างยิ่งกับ พ.ร.ก. ไซเบอร์ ฉบับใหม่ฉบับนี้ จริง ๆ ควรจะออกมาตั้งนานแล้ว และขอให้กระทรวง DE ผมฝากท่านรัฐมนตรีจริง ๆ เร่งเสริมศักยภาพให้กับศูนย์ปฏิบัติการ เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ศปอท. วางโครงสร้างบุคลากร ให้พอ วางทรัพยากรให้พร้อมปฏิบัติงานให้เร็วที่สุด ท่านรัฐมนตรีครับ ทุกวันนี้ประชาชน คนไทยผมว่าท่านทราบดี ต้องรับสายโจรวันละ ๕๗,๐๐๐ สาย รับ SMS ของโจรวันละ ประมาณ ๑๖๐,๐๐๐ ข้อความ มีประชาชนคนไทย ๗๐๐ กว่าคน พลาดท่าเสียทีโจร สูญเงิน นับแสนนับล้านสิ้นเนื้อประดาตัว ความเสียหายต้องย้ำอีกครั้งว่าวันละ ๗๗ ล้านบาท ท่านและพวกเราต้องทำงานแข่งกับโจร ขอบพระคุณครับท่านประธาน

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภา ผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านวรวงศ์ วรปัญญา เชิญครับ

นายวรวงศ์ วรปัญญา ลพบุรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายวรวงศ์ วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย เขต ๕ วันนี้ผมขออนุญาตใช้สภาอันทรงเกียรตินี้อภิปรายพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจ สินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ ครับ วันนี้มีเพื่อนสมาชิกมากมาย ที่ให้ความสำคัญ แล้วก็เป็นเรื่องจริงครับที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าวันนี้ปัญหา Call Center เป็นเรื่องใหญ่ แล้วก็ เป็นเรื่องสำคัญต่อประเทศชาติ วันนี้เราอยู่ในโลกของยุคดิจิทัลที่แน่นอนว่าไม่มีใครสามารถ ที่จะหลีกหนีข้อเท็จจริงนี้ได้ว่าด้วยเทคโนโลยี ด้วยโลกดิจิทัลจะเข้ามา Disrupt เข้ามา แทรกแซงการใช้ชีวิตของพวกเราทุกคน วันนี้ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงเกี่ยวกับเรื่องของการ อภิปรายเกี่ยวกับกฎหมายโดยตรง ผมจะขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ ในการอธิบายถึง Blockchain แล้วก็ Cryptocurrency เนื่องด้วยผมก็ยังเห็นมีเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ยังถามถึงอยู่ หรือแม้แต่พี่น้องประชาชนทางบ้านที่หลายท่านยังไม่เข้าใจว่าความสำคัญ ของ Cryptocurrency หรือความอันตรายของ Cryptocurrency หรือขั้นตอนการทำงาน ของ Blockchain จะมีผลต่อชีวิตประจำวันของพวกเราอย่างไร แน่นอนครับ พูดถึง Cryptocurrency หลายคนจะนึกถึง Bitcoin Ethereum หรือเหรียญอื่น ๆ ต่าง ๆ มากมาย ในส่วนของ Blockchain และ Cryptocurrency นั้นถูกสร้างมาให้เกิดการ Decentralized แต่สิ่งที่ภาคราชการและโลกเรากำลังเป็นอยู่ หรือหน่วยงานราชการต่าง ๆ เรากำลัง Centralize สิ่งต่าง ๆ ซึ่งแน่นอนครับเรื่องของ Blockchain และ Cryptocurrency ท่านไม่อาจหลีกหนีการ Decentralized ได้ แน่นอนครับ อย่างที่ผมเกริ่นไปข้างต้น วันนี้ Bitcoin ได้รับความสนใจมากขึ้น เมื่อคืนนี้มีมูลค่าสูงถึง ๑๑๐,๐๐๐ ดอลลาร์ ๑ Bitcoin เท่ากับ ๑ Bitcoin ๑ BTC มีจำนวนจำกัดอยู่ในทั่วโลกอยู่ที่ ๒๑ ล้าน BTC แล้วมันมี ความสำคัญอย่างไรเกี่ยวกับ Blockchain แน่นอนครับ Technology Blockchain คือการต่อกัน เป็นกล่อง ๆ ต่อกัน หรือบางคนอาจจะเรียกว่าเป็นโซ่ หรือบางท่านอาจจะเรียกว่าเป็น Node แล้วมันมีความสำคัญอย่างไรครับ ในการส่งถ่ายข้อมูลผ่าน Blockchain เป็นการ ส่งผ่านข้อมูลต่อซึ่งกันและกันกระจายเป็นวงกว้าง ซึ่งไม่สามารถถูกเทคโนโลยีในปัจจุบัน ในการ Hack ข้อมูลได้ เพราะฉะนั้นมันมีความปลอดภัยแทบจะสูงที่สุดในโลกปัจจุบัน มันสามารถถูกตรวจสอบได้ว่าแต่ละที่ไปที่ไหน ทีนี้กลับมาสู่เรื่องของ Cryptocurrency ครับ Cryptocurrency มีหลากหลายมากมายไม่ได้มีเพียงแค่ Bitcoin และ Ethereum หลายตัว ผมอาจจะขออนุญาตไม่เอ่ย แต่หลายอย่างไปถูกใช้ในกระเป๋าที่เรียกว่ากระเป๋า Decentralize กระเป๋าที่ไม่ได้แม้แต่จะไปผูกเชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มใด ๆ ซึ่งช่องทางตรงนี้ เป็นอีก ๑ ช่องทางให้กับแก๊ง Call Center หรือให้ผู้ประกอบการที่ไม่ได้อยู่ในสถานะ ที่ถูกต้องในการนำเงินจากในระบบออกจากระบบ หรือแม้แต่การนำเงินนอกระบบเข้ามา ทำลาย Ecosystem ภายในประเทศเรา ที่น่าตกใจครับ ตลอดระยะเวลา ๑๐ กว่าปีมานี้ มีความสนใจในเรื่องของ Cryptocurrency มากขึ้น มีพี่น้องประชาชนเข้าถึง Cryptocurrency มากขึ้น แต่ยังมีอีกจำนวนมากที่ไม่รู้ว่า Cryptocurrency คืออะไร และยังมีอีกจำนวนมากครับที่ไม่รู้ว่าปัจจุบันกำลังถูกแก๊ง Call Center หลอกโดยผ่าน กระบวนการใช้ Blockchain ใช้การโอนเงินผ่าน Cryptocurrency ผมได้รับการร้องเรียน จากพี่น้องประชาชน หรือแม้แต่ผมเชื่อว่าท่านรัฐมนตรีเอง ท่านประธานกรรมาธิการเองก็ดี ได้รับการร้องเรียน ได้รับการขอความช่วยเหลือจากพี่น้องประชาชนที่หลาย ๆ ครั้งถูกแก๊ง Call Center หลอกลวงโดยการให้เขาเปลี่ยนจากเงินสดไปเป็น Cryptocurrency ก่อน โดยที่ผู้เสียหายยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ แต่ผมเชื่อว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาท่านรัฐมนตรี ประเสริฐ จันทรรวงทอง ก็ทำงานอย่างเต็มที่ แล้วก็ได้มีผลงานอีกมากมาย แต่ผมอยากจะ ผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีครับ ยังมีหลายอย่างที่เราร่วมกันแก้ไขได้มากกว่านี้ วันนี้ พ.ร.ก. ฉบับนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสียครับ ในส่วนของข้อดีเราอาจจะปิดกั้นช่องทางต่าง ๆ ในการที่จะป้องกันไม่ให้เงินที่อยู่ในระบบ เงินถูกต้องถูกไหลออกไป แต่ในส่วนของข้อเสีย เรากำลังปิดกั้นบุคคลที่เขาทำธุรกิจถูกต้องสุจริตหรือเปล่า แน่นอนครับ ในทุกกฎหมาย ทุก พ.ร.ก. พ.ร.บ. มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป แต่การยับยั้งในเรื่องของบางเรื่อง มันเท่ากับว่าเราไม่ได้คัดในส่วนของปลาดีและปลาเน่า แต่ผมก็เชื่อว่าการที่เราไปบล็อกหรือ ป้องกันทั้งปลาดีและปลาเน่านี้ ปลาดีจะถูกปิดโอกาส แต่ในส่วนของปลาเน่าสำหรับธุรกิจ สีเทาสีดำผมเชื่อว่าเขายังมีช่องทางอื่นในการที่จะไปขับเคลื่อนเงินสีเทาสีดำ แน่นอนครับ วันนี้อีก ๑ ปัญหาคือผมไม่โทษ ก.ล.ต. ผมเข้าใจว่า ก.ล.ต. มีเหตุผล แล้ว ก.ล.ต. เองก็เป็น กังวลในหลาย ๆ เรื่อง เราลองดูครับว่าแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่ได้รับการรับรองจาก ก.ล.ต. จะ ๙ แพลตฟอร์ม ๑๐ แพลตฟอร์ม อะไรก็แล้วแต่นะครับ วันนี้เป็นเพียงช่องทางที่ทำให้ พี่น้องที่อยากจะเป็นนักลงทุนเขาเอาเงินใส่เข้าไปในแพลตฟอร์ม เพื่อที่จะไปหาช่องทาง ใหม่ ๆ ในการที่ไปซื้อเหรียญใหม่ ๆ ซึ่งไม่ได้รับรองจากทาง ก.ล.ต. แต่อย่างที่ผมบอกครับ เมื่อมันเป็นการ Decentralize ท่านไม่สามารถที่จะปิดกั้นมันไปได้ตลอดเวลาหรอกครับ แต่สิ่งที่สูญเสียคือสูญเสียโอกาสครับ นักลงทุนจะต้องคำนึงถึงผลประกอบการเป็นที่ตั้ง ก็จริงอยู่ แต่เขาก็ต้องรับได้กับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการลงทุน จากการปิดกั้นไม่ให้เขา เข้าถึงนั้น ผมมองว่าแทนที่เราจะเปิดโอกาสให้เขาเข้าถึงได้ภายในประเทศดีกว่าจะต้องหา ช่องทางที่ไม่ถูกต้องออกไประดับ Global ออกไประดับต่างประเทศ แล้วก็ไปลงทุนกันแบบ ที่เราไม่สามารถจะติดตามได้เลย ผมว่าการที่เราปิดกั้นในลักษณะแบบนี้จะมีข้อเสียมากกว่า ข้อดี แต่สิ่งสำคัญในส่วนของระบบ Blockchain นั้น อย่างที่ผมบอกว่าถูกตรวจสอบได้ ถูกติดตามได้ ทำไมละครับเราไม่ใช้ช่องทางนี้เปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนในการลงทุนอย่าง ถูกลักษณะ ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สามารถติดตามผ่านระบบ Blockchain ที่ถูกขึ้นทะเบียน ถูกต้อง ผ่านการ KYC ผ่านการรับรองจากแพลตฟอร์มต่าง ๆ มากกว่าที่วันนี้เราปล่อยให้การ Decentralize จากกระเป๋าที่ไม่ได้รับการยืนยันตัวตน หรือเป็นกระเป๋าที่เราเรียกว่าจะเป็น กระเป๋าม้า กระเป๋าเถื่อน หรือกระเป๋าบัญชีดำอะไรก็แล้วแต่ที่เราไม่สามารถติดตามได้เลย เราปล่อยให้เขาล่องลอยอยู่อย่างนั้นครับ แล้วเราก็ติดตามไม่ได้ เราไม่รู้กระเป๋าอยู่ตรงไหน เพื่อนสมาชิกหลายท่านก็พูดว่า พอถูกส่งออกเป็น Cryptocurrency ไปที่กระเป๋าอื่น ต่าง ๆ แล้วก็ติดตามไม่ได้ เห็นใจเจ้าหน้าที่ครับ แต่สิ่งสำคัญทำไมเราไม่ให้โอกาสให้พื้นที่กับ กระเป๋าเงินที่เขาถูกต้อง เมื่อกระเป๋าเงินที่ถูกต้องได้มีการทำธุรกรรมกับกระเป๋าที่ไม่ได้ถูกขึ้น ทะเบียนท่านก็ไปตามเช็คเขาสิครับ ในโลกของ Blockchain การทำ Transaction การทำ ธุรกรรม มันมีช่องทางที่เห็นอยู่อย่างชัดเจนครับ ท่านก็ไปติดตามมาว่ากระเป๋าที่ถูกต้องนี้ ได้เคยมีการโอนถ่ายสินทรัพย์อย่างไม่ถูกต้อง ท่านก็ไปสำรวจสิครับว่าบุคคลที่ถูก KYC เขามีกี่กระเป๋าที่ถูกต้อง แล้วท่านก็ไปยับยั้งเขา แน่นอนครับ วันนี้เราอยู่ในสถานการณ์วิ่งไล่จับ คนวิ่งไล่จับ คนที่เป็นผู้วิ่งไล่จะเหนื่อยกว่า เป็นคนที่วิ่งหนีอยู่เสมอ แต่ถ้าเราให้ช่องทางในการเดินที่ถูกต้องกับพี่น้องที่สนใจในการที่จะ ลงทุนอย่างถูกกฎหมาย ผมเชื่อว่ามันจะเป็นการฉีดวัคซีนข้างต้นให้เขารู้จักคำว่า Cryptocurrency มากขึ้น ให้รู้จัก Blockchain มากขึ้น และจะทำให้การถูกหลอกลวงนั้น น้อยลง ให้เขาเข้าใจกระบวนการในการ KYC เข้าใจกระบวนการในการ P2P แบบถูก กฎหมายที่ได้รับการรับรองในการทำธุรกรรมการเงินแบบรับรองที่ถูกต้องและเขาจะได้รับ การป้องกันจากตัวเขาเองครับ เขาจะไม่ถูก Call Center ไม่ถูกมิจฉาชีพในการหลอกลวง ขอบคุณครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง 🔗

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ เชิญครับ

นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ (กรุงเทพมหานคร) เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม อ.เอท กันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต เขตมีนบุรีสะพานสูง วันนี้มาในนามของพรรคประชาชน มาร่วมอภิปรายเกี่ยวข้องกับ พ.ร.ก. ที่จะจัดการกับ Call Center ซึ่งแน่นอนครับ มันก็ต้องเกี่ยวข้องกับภัยที่มาจากไซเบอร์และที่สำคัญที่สุดครับ อีกหนึ่ง พ.ร.ก. ก็คือการจัดการธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งสินทรัพย์ดิจิทัลเมื่อสักครู่นี้เพื่อน ๆ หลายท่านได้กล่าวมาชัดเจนครับ ไม่ว่าจะเป็น Bitcoin Ethereum SOL อ.เอท ก็ได้มาลงทุน หมดแล้ว ซึ่งก็ค่อนข้างเสียมาเยอะนะครับ วันนี้ก็เลยขออนุญาตมาทำความเข้าใจกับพี่น้อง ว่าตัว Bitcoin หรือ Coin มันคืออะไร Model วันนี้ครับ Coin เลย ซี โอ ไอ เอ็น คอยน์ ๔ ตัวอักษรว่าทำไมปัญหาของไซเบอร์มันถึงไม่จบไม่สิ้น แล้วทำไมตัว Bitcoin หรือ Coin ต่าง ๆ เหล่านี้มันถึงสร้างให้เราต้องมานั่งแก้กัน เริ่มต้นที่ C ตัวแรกครับ C ตัวแรกของคำว่า Coin ก็คือคำว่า Criminal Case ก็แปลว่าความอาญา พ.ร.ก. ฉบับที่ล่าสุดที่เรามีมาตั้งแต่ ปี ๒๕๖๑ แล้วเราพยายามแก้ปี ๒๕๖๘ ก็ยังไม่ได้ส่งผลถึงความอาญาหรือคดีความที่เป็น Criminal Case หรือคดีความที่มันไปครอบคลุมกับบุคคลทั่วไปครับ คือต้องเรียนแบบนี้ว่า เราพยายามที่จะแก้มาตรา ๒๖ ซึ่งก็เป็นการดูแลและควบคุมผู้ประกอบการและคนที่เข้ามา อยู่ในระบบนิเวศนั้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือคนที่เป็นคนนอกระบบเมื่อสักครู่นี้อย่างที่ท่าน เพื่อน ๆ ได้พูดอภิปรายไปนะครับ ก็คือเขายังไม่ได้มีการที่จะเข้ามา Register ใด ๆ ก็ตามแต่ หรือเข้ามาจดทะเบียน เพราะฉะนั้นคนที่เป็น Peer to Peer หรือคนที่นอกระบบ คนที่เป็น Minor ก็คือคนที่เคยขุด Bit นี่เขาอาจจะอยู่นอกระบบกลายเป็นช่องทางในการที่จะทำให้ ผิดกฎหมายหรือเปล่า นี่คือ C ตัวแรก Criminal Case หรือคดีความอาญาที่ยังไม่ได้มีการ บัญญัติใด ๆ ไว้เลยใน พ.ร.ก. ฉบับนี้ ต่อมาครับ คือตัว O O ในที่นี้หลายท่านอาจจะเดาว่า เป็น Opportunity เป็นโอกาส แต่ อ.เอทขอเสนอคำว่า Owner ครับท่านประธาน Owner คืออะไรครับ คือความเป็นเจ้าของ เมื่อสักครู่นี้มันต่อเนื่องเลยครับ คือ พ.ร.ก. ฉบับนี้บอกว่า เจ้าของคือผู้ประกอบการ เจ้าของ Bitcoin หรือเจ้าของ Ethereum หรือเจ้าของ SOL หรือ Bit ADA อะไรต่าง ๆ นี่ คือคนที่ลงทะเบียน แต่เจ้าของที่ไม่ลงทะเบียนอันนี้มีปัญหา เพราะคนที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนอีกมากมายที่ยังไม่ได้จัดเข้าระบบซึ่งเราควรที่จะเข้าไปแก้ กฎหมาย หรือเข้าไปแก้ประกาศพระราชกำหนดตรงนั้นนะครับ ซึ่งตรงนี้ยังไม่มีเดี๋ยวจะ แนะนำให้นะครับว่าควรที่จะแก้มาตราใดบ้าง นี่คือ O ตัวที่ ๒ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้น คืออะไรครับ คือคนที่เป็นเจ้าของอยู่แล้วมีคนอ้างว่าเป็นของฉัน คนที่เป็นคนอ้างสบายใจ นอนอยู่บ้าน แต่คนที่เป็นเจ้าของต้องมานั่งบอกว่าฉันเป็นเจ้าของนะ ฉันซื้อมา คือการที่จะมา นั่งพิสูจน์สิ่งนี้คือยากลำบากสำหรับคนที่เป็นเจ้าของจริง ๆ แต่คนที่อ้างกลับกลายเป็นเขามี สิทธิมากกว่า นี่คือกฎหมายมันเหลื่อมล้ำหรือเปล่าของคำว่า Owner หรือสิทธิในความเป็น เจ้าของ ต่อมาคือตัว I ตัว I นี่คิดนานมากว่าจะเป็นอะไรดี แต่สุดท้ายแล้วคำนี้ดีสุด I ที่นี้คือ คำว่า Impound Impound แปลว่าการยึดทรัพย์ เมื่อเกิดปัญหาขึ้น เมื่อตำรวจไปสืบค้น เจอว่าเฮ้ย นาย ก มันทำผิดตาม พ.ร.บ. ไซเบอร์ ต้องไปยึด Bitcoin ไปยึดมาปุ๊บ ยึดแล้ว ทำอะไรไม่ได้ครับ เพราะไม่ได้มีบัญญัติในพระราชกำหนดใด ๆ ไว้เลย ยึดมาก็ไม่ได้ ยึดมาได้ แต่อะไรครับ ยึดมาได้แต่ตัว Hardware ตัว Software ยึดแล้วก็ไม่มี Password ในการที่จะ เข้าไปบอกว่าคุณมี Bitcoin อยู่กี่ Bitcoin มี Ethereum อยู่กี่เหรียญ มันไม่สามารถทำอะไร ได้เลย ดังนั้น Impound ก็คือกฎหมายนี้วันนี้ อ.เอท เชื่อว่าถ้าเกิดท่านทำ พ.ร.ก. ชุดนี้ ออกมามันก็ยังคงรู้สึกว่าไม่มีประสิทธิภาพหรือเปล่า นี่คือสิ่งที่ อ.เอทเป็นห่วงนะครับ เพราะท่านแก้เฉพาะมาตราเดียวคือมาตรา ๒๖ ก็คือผู้ประกอบการท่านก็ต้องอย่างน้อย คิดถึงคนนอกระบบที่ไม่ได้อยู่ในระบบของผู้ประกอบการด้วย และมาถึงตัวสุดท้ายครับ Model Coin C Criminal Case O Ownership I ก็คือ Impound แปลว่าการยึด สุดท้าย คือตัว N N คืออะไรครับ คือคำว่า New ways to soft this problem ก็แปลว่าวิธีการที่จะ แก้ไขปัญหานี้ อ.เอท ขอนำเสนอ ๓ ทิศทางครับ ทิศทางที่ ๑ ก็ขอให้ท่านช่วยไปเพิ่ม คดีความทางอาญาไปเลยว่าใครที่ทำผิดอันนี้ถ้าเป็นเกี่ยวกับ Bitcoin คดีความยักยอกทรัพย์ เป็นการโกงทรัพย์ หรือกรรโชกทรัพย์ ท่านทำไปเลยตามประมวลกฎหมายอาญาของท่าน มาตรา ๑๐ มันมีไว้แล้วก็รวมเข้าไปเลย นี่คือหนทางที่ ๑ หนทางที่ ๒ ให้ท่านแก้มาตรา ๔๓ ของ พ.ร.ก. นี้ เป็นการบอกว่าคนนอกระบบทุกคนต้องเข้ามาอยู่ในระบบ เมื่อสักครู่นี้ท่านผู้ อภิปรายก่อนหน้า อ.เอทก็ได้พูดไปแล้วว่ามันมีคนนอกระบบอีกเยอะเชิญเขามาลงทะเบียน กับ ก.ล.ต. ทุกอย่างจะได้สำเร็จเสร็จสิ้น จะได้อยู่ในระบบด้วยกัน ผิดก็ต้องมีกฎหมาย มารองรับ และสุดท้ายในการที่จะแก้กฎหมายนี้ก็คือให้แก้มาตรา ๕๑ ซึ่งตรงนี้ก็คืออะไรครับ ก็คือให้ศาลที่พอยึดตัว Software หรือ Hardware มา ให้ศาลเขาบอกว่าคุณต้องเอา Password มาด้วยจะได้รู้ว่าคุณมีอะไรบ้างจะได้ยึด แล้วเอาสิ่งที่ยึดทรัพย์มาได้ หรือจะเป็น สินทรัพย์กลับคืนให้กับใครครับ ให้กับประชาชนผู้เสียหาย และนี่คือ Model Coin เพราะฉะนั้นสุดท้ายนี้ Coin ก็คือเหรียญ เหรียญมี ๒ ด้านเสมอ อ.เอท ก็อยากที่จะให้ กฎหมายของเราเป็นการกำกับและควบคุมทุนผูกขาดได้แล้ว บริษัทที่ให้บริการเรานี่ไม่ใช่มา กดขี่ข่มเหงสิทธิของประชาชน แล้ว Coin คือเหรียญ ไม่ใช่ต้องมานั่งคอยแก้ปัญหา คอยทำ สิ่งที่มันไม่ควรทำ นี่คือสิ่งที่ อ.เอท อยากจะให้เห็นครับ ขอบคุณท่านประธานครับ Respect

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านรังสิมันต์ โรม เชิญครับ

นายรังสิมันต์ โรม แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน วันนี้ขออนุญาตท่านประธาน อภิปรายต่อกรณีที่ทางรัฐบาลได้มีการตราพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปราม อาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ ๒) ซึ่งก่อนที่จะไปลงถึงในเรื่องของเนื้อหาสาระ ผมก็ต้อง เรียนท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าไม่ว่าอย่างไรผมก็สนับสนุนว่าตัวพระราชกำหนด ฉบับนี้อย่างไรมันก็มีความสำคัญ แล้วมันก็คงจะแก้ปัญหาในอดีตได้เพิ่มขึ้น แต่แน่นอน ผมเองก็ต้องเรียนด้วยความเคารพว่าในฐานะของผู้ที่ทำหน้าที่ในฐานะประธาน คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์และการปฏิรูปประเทศ ผมเองต้องเรียนด้วยความเคารพว่าผมมีความคาดหวังต่อกฎหมายฉบับนี้มากกว่านี้ และผมก็ มีความคาดหวังว่าเราจะเห็นการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพในการที่จะแก้ปัญหาในเรื่องของ แก๊ง Call Center ที่มากกว่าที่เป็นอยู่ ท่านประธานครับ ก่อนที่จะไปลงถึงเนื้อหาผมอยากให้ เราเข้าใจว่าวันนี้เราอยู่กันตรงไหน ผมอยากให้เข้าใจว่าบรรดาพวกแก๊ง Call Center โดยสภาพของมันมันคือกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ปกติแล้วคนที่อยู่เบื้องหลัง คนที่เป็น Master Mind คนที่เป็นตัวสำคัญคือมีการทำงานกันเป็นลักษณะขององค์กร แล้วโดยมากก็มีลักษณะของการที่พูดง่าย ๆ คือเป็นคนจีน ปัญหาที่สำคัญของเรื่องนี้ก็คือว่า กลุ่มอาชญากรข้ามชาติเหล่านี้มันมาต่อติดกับบรรดากลุ่มอาชญากรท้องถิ่น ซึ่งอาจจะเป็น ท้องถิ่นของประเทศไทยของเราที่อาจจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นข้าราชการที่ไม่สุจริต ทำหน้าที่ ทุจริตมาโดยตลอด หรือที่เราอาจจะเรียกนิยามสั้น ๆ ว่าเป็นไทยเทา อาจจะเป็นอาชญากร ท้องถิ่น อาจจะเป็นเมียนมาเทา อาจจะเป็นกัมพูชาเทา อาจจะเป็นลาวเทาก็เป็นไปได้ แต่เมื่อมันมีการผนวกกันสิ่งที่มันเกิดขึ้นก็คือมันกลายเป็นอาณาจักรขององค์กรอาชญากรรม ซึ่งหนึ่งในธุรกิจที่สำคัญของพวกนี้ก็คือแก๊ง Call Center ซึ่งมีหลากหลายวิธีในการหลอกลวงคน เพื่อเอาเงินไป จะเป็น Romance Scam หลอกให้รัก แล้วก็ชวนไปลงทุน สุดท้ายก็เป็นแค่ Scam อย่างหนึ่ง อาจจะเป็นในลักษณะของการหลอกให้กลัวว่าคุณไปเกี่ยวข้องกับ อาชญากรรมต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นได้หมด ทีนี้ถ้าเกิดสมมุติถ้าเราจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ ผมอยากจะแยกออกเป็น ๒ มิติ มิติที่ ๑ ก็คือ เป็นมิติของการทำลายโครงสร้างอาชญากรรม ซึ่งมิตินี้ผมเข้าใจดีว่าท่านรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรีจะไปมีภารกิจในการดำเนินการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วผมก็เข้าใจ ดีว่า ณ วันนี้ผู้ที่ถูกมอบหมายก็คงจะต้องถูกมอบหมายเป็น สมช. ซึ่งก็คงจะประกอบไปด้วย หลัก ๆ ก็คือท่านรองนายกรัฐมนตรีภูมิธรรมที่ดูแลเรื่องงานความมั่นคง อันนี้เข้าใจ แต่ต้องเรียนตามตรงกับท่านประธานผ่านไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรีว่าขานี้ ณ วันนี้ มีปัญหา เพราะขานี้ในวันนี้ขาดความต่อเนื่องในการปราบปรามโครงสร้างอาชญากรรม สิ่งที่มันกำลังเกิดขึ้นคืออะไรครับ สิ่งที่มันกำลังเกิดขึ้นก็คือ ณ วันนี้บรรดาจีนเทาทั้งหลาย เริ่มกลับไปประกอบธุรกิจในลักษณะแบบเดิม ในสถานที่แบบเดิมแล้ว นั่นหมายความว่า บรรดาแก๊ง Call Center ที่อยู่ตามแนวชายแดนอย่างฝั่งเมียนมาจะกลับมาอย่างแน่นอน มากไปกว่านั้นเมื่อเราไปดูให้มันลึกซึ้ง วันนี้แก๊ง Call Center ที่ร้ายแรงไม่แพ้ไปกว่าเมียนมา ก็คือทางฝั่งกัมพูชา ภาคประชาสังคมให้ข้อมูลกับผมชัดเจนว่าจำนวน Location ของละติจูด ลองติจูดที่มีแก๊ง Call Center อยู่ที่กัมพูชา ณ วันนี้มีนับร้อยแก๊ง เราอาจจะมีความสัมพันธ์ ที่ดีกับทางกัมพูชา แต่ต้องยอมรับว่าความก้าวหน้าในการปราบปรามแก๊งเหล่านี้เป็นสัดส่วน ที่น้อยมาก ดังนั้นต้องบอกว่าในขาของการทำลายโครงสร้างของแก๊งอาชญากรขานี้ ณ วันนี้ ขาดประสิทธิภาพ

ส่วนที่ ๒ คือขาภายในประเทศ ขาภายในประเทศของแก๊ง Call Center ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของบัญชีม้า SIM ม้า แล้วก็รวมไปถึงกระเป๋า Cryptocurrency ม้า ที่มีอยู่ ซึ่งตาม พ.ร.ก. ฉบับนี้ได้มีการบังคับใช้ไปแล้ว วันนี้มาขอ Stamp จากสภานะครับ เราก็ต้องยอมรับครับท่านรองนายกรัฐมนตรี กลายเป็นว่าวันนี้แม้จะมีการบังคับใช้กฎหมาย ฉบับนี้ แต่แนวโน้มในเรื่องของแก๊ง Call Center ที่มีคนถูกหลอกกลับเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างเห็น ได้ชัด มันแสดงให้เห็นว่ามันต้องมีปัญหาในเรื่องของประสิทธิภาพบางอย่าง ซึ่งนั่นละคืออะไร ท่านประธานครับ ในวันที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีมาชี้แจงต่อกรรมาธิการความมั่นคง มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมจำได้แม่นที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้นำเสนอต่อที่ประชุมของกรรมาธิการ ความมั่นคงว่าทาง DE ได้มีการเสนอให้ Ban ในเรื่องของ P2P นั่นหมายความว่าบรรดา แพลตฟอร์ม Cryptocurrency ที่จดอยู่ในประเทศไทยจะไม่สามารถอนุญาตให้มี P2P ได้ นี่คือสิ่งที่ผมได้ยินชัดจากท่านรองนายกรัฐมนตรีและผมก็คาดหวังว่าผมจะได้เห็นแบบนั้น ในพระราชกำหนดที่มีการประกาศบังคับใช้ ปรากฏว่าเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาในห้องวิป ฝ่ายค้าน ทางกฤษฎีกาได้ชี้แจงต่อประเด็นคำถามนี้ว่าทำไมถึงไม่มีการ Ban P2P ทางกฤษฎีกาชี้แจงว่าทางกฤษฎีกาเป็นคนตัดเรื่องนี้ออกไปเอง ผมพยายามถามผู้แทน ของทางกระทรวง DE ว่าแล้วทำไมกระทรวง DE ถึงยอม ทำไมกระทรวง DE ถึงปล่อยให้ มีการตัดไปในเรื่องนี้ เพราะโดยสภาพของกฤษฎีกาคือกฤษฎีกาไม่ได้มีหน้าที่มาดูแลในเรื่อง ของนโยบายหรือ Policy ใด ๆ กฤษฎีกาทำหน้าที่แค่อย่างเดียวก็คือมาดูในเรื่องของ ความชอบด้วยกฎหมาย เข้าฟอร์มกฎหมาย ความเกี่ยวพันกับกฎหมายต่าง ๆ นั่นคือ หน้าที่หลักของกฤษฎีกา ปรากฏว่ากลายเป็นกฤษฎีกามาแทรกแซงกระบวนการการทำงาน ของ DE อย่างนี้มันแปลว่าอย่างไร ผมจึงอยากจะสอบถามท่านรองนายกรัฐมนตรีว่าไฉนเลย ท่านถึงปล่อยให้กฤษฎีกามาแทรกแซง ทำไมท่านถึงไม่ยืนยันว่าจะต้องมีการ Ban P2P ต่อไป แล้วเวลาพูดว่า Ban P2P ถ้าเราไปดูในเนื้อหาสาระเราก็พบจริง ๆ ว่าในช่วงเวลา ที่ผ่านมาที่มันมีการใช้ P2P มันมีการฟอกเงินผ่านกระบวนการ P2P จริง ๆ มีบัญชีม้า ที่โอนเงินต่อ ๆ กันไปเรื่อย ๆ แล้วปลายทางของบัญชีม้าเหล่านี้คือต้องการไปสู่ Crypto เขาก็จะไปซื้อขายกันผ่านช่องทาง P2P โดยมีม้าเลี้ยงที่ประกาศขายเพื่อฟอกเงินอีก Step หนึ่ง ทำกันเป็นขบวนการแบบนี้ ดังนั้นการ Ban P2P จึงเป็นหนึ่งในแนวทางที่สามารถทำได้ แล้วจริง ๆ DE ก็อยากจะทำ แต่กลายเป็นว่าวันนี้ไม่รู้เกิดอะไรไม่ทำ ผมเข้าใจดีว่าการ Ban P2P มันอาจจะกระทบต่อภาคเอกชน อาจจะมีข้อวิจารณ์ว่าภาคเอกชนอาจจะรู้สึกว่า การ Ban P2P แบบนี้มันอาจจะเกินสมควร ผมเข้าใจ แต่ผมถามกับท่านประธานไปยัง ท่านรัฐมนตรี DE ว่าในสถานการณ์ที่เรายังคุมแก๊ง Call Center ไม่ได้สิ่งที่เราควรจะทำ มันคืออะไร สำหรับผมนะครับวันนี้ถ้าเกิดว่าท่านต้องการที่จะแก้ปัญหา Call Center ท่านต้องมีมาตรการทุก ๆ มาตรการที่จะมั่นใจได้ว่าท่าน Control สถานการณ์ทั้งหมดได้ โดยที่เอาผลประโยชน์ของประชาชนทั่ว ๆ ไปเป็นศูนย์กลาง หมายความว่าอะไร เอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง หมายความว่าสิ่งที่เราต้อง Care ไม่ได้บอกว่าเราต้อง Care ธนาคารเป็นลำดับแรก ไม่ได้บอกว่าต้อง Care ผู้ให้บริการ Internet เป็นลำดับแรก ไม่ได้ บอกว่าต้อง Care ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม Cryptocurrency เป็นลำดับแรก แต่เราต้องมั่นใจ ว่าประชาชนคนไทยจะได้รับความปลอดภัยเป็นลำดับแรก แล้วถ้าเขาถูกหลอกเขาต้องได้ เงินคืน ภาระไม่ควรจะตกเป็นของประชาชน นี่คือหลักการที่ควรจะเป็น แต่กลายเป็นว่าวันนี้ ท่านก็ยังเปิดให้มันมีช่องทางที่ท่านควบคุมไม่ได้ ซึ่งเดี๋ยวคงจะต้องติดตามกันต่อไปว่า หลังจากที่มี พ.ร.ก. ฉบับนี้จะดำเนินการกันอย่างไร

ประเด็นที่ ๒ ประเด็นในเรื่องของการหน่วงบัญชี จริง ๆ การหน่วงบัญชีเป็น ที่ถกเถียงกันเยอะว่าถ้าเรามีการหน่วงบัญชีเกิดขึ้น มันจะทำให้การทำธุรกรรมของพี่น้อง ประชาชนได้รับความเดือดร้อนหรือไม่ จริง ๆ แล้วการหน่วงบัญชีในหลายประเทศมีนะครับ แล้วมันก็ทำให้เวลาที่มีการถูกหลอกกันไปแล้วมันเป็นโอกาสในการที่จะเพิ่มความเป็นไปได้ ในการที่เหยื่อจะได้เงินคืน ปรากฏว่าในเรื่องของการหน่วงบัญชีของเราก็ไม่ปรากฏว่าจะมี ความเปลี่ยนแปลงอะไรเลย สุดท้ายสิ่งที่มันจะเกิดขึ้นก็คือถ้าพี่น้องประชาชนถูกหลอก เงินที่ จะไหลเข้าสู่บัญชีม้าแถวที่ ๑ แถวที่ ๒ แถวที่ ๓ แถวที่ ๔ มันก็ยังสามารถที่จะเดินแบบนี้ ต่อไปได้ในหลักวินาทีหรือไม่กี่นาที แล้วสุดท้ายเมื่อมันไปสู่ Cryptocurrency แล้วออกจาก กระดานแพลตฟอร์มของ Cryptocurrency ที่จดทะเบียนในประเทศไทย แล้วออกไป สู่กระเป๋าข้างนอก เราก็ตามเงินต่อไม่ได้อยู่ดี มันจะกลายเป็นแบบนั้น ดังนั้นในเรื่องของ การหน่วงบัญชี ไม่ว่าจะเป็นบัญชีธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นบัญชี Cryptocurrency เป็นหนึ่ง ในมาตรการที่รัฐบาลควรจะต้องดำเนินการ ผมยอมรับว่าทุก ๆ มาตรการต้องมีคนที่ ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ ผมยอมรับว่าทุก ๆ มาตรการมีผลกระทบ แต่ถ้าเกิดว่าเรา ต้องยึดอะไรสักอย่าง วันนี้คำตอบของผมก็คือจะทำอย่างไรทำให้ประชาชนปลอดภัย และมีโอกาสได้เงินคืนมากที่สุด นี่คือประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะอภิปรายในตอนนี้นะครับ

ประเด็นที่ ๓ ถ้าลงในรายละเอียดมาตรา หนึ่งในกฎหมายที่มีการประกาศ ไปแล้ว และสภาจะต้องพิจารณาคือการให้สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ โทรคมนาคม จะต้องมีส่วนร่วมในเรื่องของการรับผิดชอบ ฟังดูดีครับ มีส่วนร่วม ในการรับผิดชอบ สมมุติว่าความเสียหายคือ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มีส่วนร่วมรับผิดชอบ ๑ เปอร์เซ็นต์ก็ถือว่ามีส่วนร่วมรับผิดชอบ นั่นหมายความว่าโอกาสที่ประชาชนจะได้เงินคืน เขาจะได้คืนเท่าไร มันจะมีมาตรฐานอยู่ตรงไหน ท่านอาจจะบอกว่าในรายละเอียดของ กฎหมายที่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรมันเป็นการกำหนดหน้าที่การพิสูจน์ให้บรรดา ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องเป็นผู้พิสูจน์นั้น ซึ่งผมเชื่อว่าผู้ประกอบการทุกคน ทุกค่ายมีทีม ทนายความเยอะแยะมากมาย ในการพิจารณาในศาลเขาจะสามารถสำแดงได้ว่าโอเคเขาทำ ตามมาตรฐานนะ นี่คือกระบวนการที่เขาทำเป็นปกติ ดังนั้นมันไม่มีความผิดพลาดในระบบ อะไรเลย ส่วนตาสีตาสาคุณจะไปเอาพยานเชี่ยวชาญจากไหนในการมาหักล้าง ผมนึกไม่ออกว่ามันจะ ทำได้ ดังนั้นการกำหนดแบบนี้ผมถือว่าไม่ได้เป็นการกำหนดภาระหน้าที่ความรับผิดชอบ ให้กับบรรดาผู้ประกอบธุรกิจอย่างแท้จริง แต่เอาละเมื่อกฎหมายมันออกมาแล้ว ท่านประธาน ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ ข้อเสนอผมในการที่จะแก้เรื่องนี้ ในเมื่อมันออก มาแล้วนี่ท่านต้องมี Guide Book ท่านต้องมี Guide Book ในการกำหนดว่ามาตรฐานของ เรื่อง ๆ นั้นคืออะไร แล้ว Guide Book นี้จะต้องถูกปรับใช้ ไม่ว่าจะเป็นต่อผู้ให้บริการ และต่อประชาชนทั่ว ๆ ไป ถ้าประชาชนและผู้ให้บริการเขารู้ร่วมกันนี่ เวลาที่มันมีปัญหา ที่เราจะต้องขึ้นโรงขึ้นศาล Guide Book นี้จะเป็นพยานหลักฐานสำคัญในการที่จะพิสูจน์ ในชั้นศาลต่อไป แต่ผมต้องเรียนด้วยความเคารพว่า Guide Book นี้จะต้องเป็น Guide Book ที่มีลักษณะของการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก นี่คือประการที่ ๓ ที่ผมอยากจะใช้โอกาสนี้ในการในการเสนอแนะ

ข้อสุดท้ายที่ผมอยากจะใช้ช่วงเวลานี้ที่เหลืออีกประมาณ ๑ นาทีในการ อภิปราย วันนี้เรื่องปัญหาแก๊ง Call Center มันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้ามันไม่มีบัญชีม้า SIM ม้า หรือแม้กระทั่งกระเป๋า Wallet ม้า ผมยกตัวอย่างอย่างธนาคาร มันมีอยู่ธนาคารหนึ่ง สีสว่าง ๆ หน่อย ข้อมูลในชั้นของความมั่นคงชี้ชัดว่ามันมีอยู่ธนาคารหนึ่งที่พวกแก๊ง Call Center นิยมไปเปิด เพราะบัญชีม้ามันเปิดได้ง่าย มาตรฐานของธนาคารแต่ละธนาคาร ด้วยความเคารพทำงานด้วยกันดีกับทางธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ด้วยความเคารพว่ามันมี ธนาคารนี้ที่มักจะอนุญาตให้เปิดบัญชีม้าแบบนี้ คำถามก็คือว่าทำไมเราถึงไม่เห็นมีการ ดำเนินการอะไรเลยกับธนาคารแบบนี้ ดังนั้นสิ่งที่ผมอยากจะฝากกับท่านก็คือว่าอย่างน้อย ที่สุดเราสามารถเริ่มทำให้บรรดาให้ผู้ให้บริการเหล่านี้ จะเป็นธนาคารพาณิชย์หรืออะไร ก็แล้วแต่นี่แสดงความรับผิดชอบได้เลย นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะฝากกับท่านไว้ประการที่ ๑ ประการถัดมาเรื่อง SIM ม้าท่านลองไปดูตามแนวชายแดน ยังมีการเอาชื่อคนต่างด้าวมาสวม เป็น SIM ม้า SIM ที่เอาไว้ใช้สำหรับผิดกฎหมายอยู่หรือไม่ เรื่องนี้คงต้องฝากทางสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติในการดำเนินการ แล้วเมื่อดำเนินการไปแล้วอย่าให้มันจบแค่การจับ SIM อย่าให้มันจบแค่นั้น แต่มันต้องไปหาให้เจอว่าระบบของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตนี่มันมี ส่วนไหนที่ผิดพลาด มีส่วนไหนที่ต้องแก้ แล้วมันมีเจ้าหน้าที่ของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต หรือผู้ให้บริการในสถาบันการเงินนี่มีใครบ้างที่ทำตัวเป็น Agent ให้กับแก๊ง Call Center นี่คือสิ่งที่ผมอยากเห็น และสุดท้ายอีกนิดเดียวท่านประธาน ใช้เวลาเกินสักนิดหนึ่ง ก่อนหน้านี้ตอนที่มีการทลายกันไปรอบหนึ่งก็มีเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนถูกดำเนินการกันไป บ้างแล้วโดยการย้ายแล้วตั้งกรรมการสอบ ท่านสอบกันเสร็จหรือยัง พลตำรวจตรี ต เสร็จหรือยัง แสดงให้เห็นหน่อยว่ารัฐบาลนี้จะเอาผิดกับบรรดาไทยเทา เจ้าหน้าที่รัฐเทา แสดงให้เห็น แล้วผมเชื่อว่ามาตรการต่าง ๆ ที่ท่านจะดำเนินการต่อไปประชาชนจะได้เชื่อมั่น วันนี้ท่านออกมาตรการอะไรมาก็แล้วแต่ประชาชนก็จะตั้งคำถามว่า ตกลงแล้วรัฐบาลนี้ มีแรงจูงใจมากเพียงพอจริง ๆ หรือไม่ในการที่จะปราบปรามแก๊ง Call Center และการที่ ท่านจะแสดงให้เห็นถึงสิ่งนี้ได้ท่านต้องพิสูจน์ตั้งแต่วันนี้เลย แล้วผมเชื่อว่าการทำงานของสภา แล้วก็กับทาง ครม. นี่เราจะได้ช่วยกันสนับสนุนกันและกันในการที่จะแก้ปัญหาแก๊ง Call Center ต่อไป ขอบคุณท่านประธานครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล เชิญครับ

นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล เลย 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ผมขออภิปรายสนับสนุน พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ ก่อนอื่นต้องขอบพระคุณท่านประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่เห็นความสำคัญกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน แล้วเร่งรัด ผลักดันเอาร่างกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่คณะรัฐมนตรี ท่านประธานครับ ผมขอให้เหตุผล สนับสนุนพระราชกำหนดฉบับนี้ ๒-๓ ประการ

ประการแรก ผมเห็นว่าพระราชกำหนดฉบับนี้ถูกต้องแล้วก็ชอบแล้ว ด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๒ ที่บอกว่าเป็นเรื่องของความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคง ทางเศรษฐกิจของประเทศ และที่สำคัญมีความจำเป็นเร่งด่วน พระราชกำหนดมาตรการ ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๖๒ อันนั้นคือฉบับแรก ไม่เพียงพอ ณ ขณะนี้สถานการณ์ของการหลอกลวงออนไลน์ เรื่องของภัยไซเบอร์กำลังทำให้ คนไทยทั้งประเทศได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัส และกำลังเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ผมเองเป็นกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด ได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนในปัญหาเรื่องของการถูกแก๊ง Call Center หลอกลวงเสียเงิน เสียสุขภาพจิต มีปัญหาทางครอบครัวตามมา ผมเรียนอย่างนี้ที่บอกว่า ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น คนไทยที่ถูกแก๊ง Call Center หลอก วันละ ๗๖ ล้านบาท ปีหนึ่ง ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทยังน้อยครับ เพราะยังมีอีกหลายคนที่โดนแล้วไม่มาแจ้งความ ไม่สามารถระบุตัวเลขความเสียหายที่ชัดเจนได้ แต่ ณ ขณะนี้มันทวีความรุนแรงมากขึ้น ถ้าผมจะตำหนิท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ก็จะตำหนิท่านว่า ท่านออกช้าไปด้วยซ้ำ มันควรจะออกมาก่อนหน้านี้นานแล้ว

ประการต่อมาท่านประธานครับ พระราชกำหนดฉบับนี้มีแนวทางในการ แก้ไขปัญหาเรื่องของบัญชีม้า บัญชีม้าเป็นเส้นเลือดใหญ่ของกระบวนการในการหลอกลวง ของแก๊ง Call Center หรือแม้กระทั่งเรื่องของพนันออนไลน์ ไม่มีมิจฉาชีพคนไหนใช้บัญชี ส่วนตัวในการมาหลอกประชาชน หรือการทำพนันออนไลน์แน่นอน แล้วผมเรียนประเทศ ในแถบยุโรปไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส เยอรมนี ไม่มีบัญชีม้าในธนาคารพาณิชย์ ประเทศอย่าง ประเทศอังกฤษมีบัญชีม้าเล็กน้อย เขาเรียกว่าบัญชีลา หรือ Mule Account ท่านประธานครับ พระราชบัญญัติฉบับนี้มีมาตรา ๘/๑๐ ที่บอกว่าให้สถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจ ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ ผู้ให้บริการโทรคมนาคมอื่น และผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง หรือผู้ให้บริการสื่อสังคมมีส่วนร่วมในความรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดจากอาชญากรรม ทางเทคโนโลยี ตรงประเด็นครับ ในหลายประเทศ ปปง. ธนาคารแห่งประเทศไทย เขาจะ กำกับดูแลบังคับใช้กฎหมายฟอกเงินอย่างเคร่งครัด ทำให้ธนาคารพาณิชย์มีความเกรงกลัว ต่อหน่วยงานที่เรียกว่า ปปง. ในประเทศเขา เพราะว่าจะต้องถูกปรับเป็นยอดมหาศาล ถ้าหากว่ามีปัญหาในเรื่องบัญชีม้าที่เกิดขึ้น แล้วทำให้พี่น้องประชาชนเสียหายจากการ หลอกลวงออนไลน์ ในขณะนี้ฃถ้ามีการออกพระราชกำหนดนี้ บังคับใช้ไปแล้วมาตรา ๘/๑๐ ทำให้แบงก์พาณิชย์จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง และธนาคาร แห่งประเทศไทยจะต้องมีส่วนเข้ามาออกมาตรการเพิ่มเติม ให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติตาม พระราชกำหนดฉบับนี้ เพื่อจะได้วัดได้ว่าเมื่อเกิดความเสียหายขึ้น ธนาคารมีความผิดพลาดในกระบวนการใด และจะต้องรับผิดชอบค่าเสียหายร่วมกันเพื่อชดใช้ให้กับผู้เสียหายมากน้อยแค่ไหน นี่คือสิ่งที่ ทางแบงก์ชาติต้องเร่งออกมาตรการ และผมก็ทราบมาว่าหลังจากที่พระราชกำหนดฉบับนี้ ประกาศใช้แล้ว แบงก์ชาติก็เริ่มมีการออกมาตรการมาบังคับให้ธนาคารพาณิชย์ได้ปฏิบัติ ตามแล้ว ในประเทศที่เขาเจริญแล้วธนาคารพาณิชย์เวลาที่เขาควบคุมเรื่องของบัญชีม้านี่ครับ เขาจะรู้เลยว่าลูกค้าที่เปิดบัญชีมีรายได้มากน้อยแค่ไหน เมื่อมีบัญชีผิดปกติ มีการเคลื่อนไหว ของบัญชีผิดปกติ มีเงินเข้าเป็นจำนวนมาก มีรายการในบัญชีมากเกินผิดปกติ ธนาคารจะมี การอายัดบัญชีทันที กรณีนี้ต้องถูกใช้กับธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยครับ นี่คือเรื่องที่ ผมว่าน่าที่จะสนับสนุนอย่างยิ่ง แล้วก็ขอให้ทั้ง ปปง. และธนาคารแห่งประเทศไทย รวมทั้ง รัฐบาลได้บังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ให้เคร่งครัดครับ

ประการสุดท้าย ประการที่ ๓ ประเด็นเรื่องของการปลดล็อกบัญชี ตรงนี้ เป็นข้อเสนอที่อยากจะให้หน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาตามพระราชกำหนดฉบับนี้ ที่เรียกว่า ศปอท. ก็คือศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ณ ขณะนี้ ผู้ประกอบการที่อยู่ตามแนวชายแดน เช่น ที่จังหวัดตาก หรือที่จังหวัดเลยบ้านผม ติดกับ ประเทศ สปป. ลาว เขาเดือดร้อนครับ เนื่องจากว่ามีการซื้อขาย การข้ามมาจากพี่น้อง เพื่อนบ้านแล้วมาซื้อข้าวซื้อของในฝั่งประเทศไทย และมีการจ่ายเงินโดยผ่านโพยก๊วน ของประเทศเพื่อนบ้าน ปรากฏว่าบัญชีของผู้บริสุทธิ์ที่ประกอบการค้าตามแนวชายแดน ถูกกำหนดให้เป็นบัญชีม้าและถูกอายัด ได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมากครับ ท่านประธาน ตรงนี้ละครับถ้าพิสูจน์ได้ว่าเป็นผู้บริสุทธิ์และมีการปลดล็อกบัญชีได้ อย่างรวดเร็ว ก็จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่เป็นผู้ประกอบการ SMEs ตามแนวชายแดน ได้เป็นอย่างดี ก็ขอให้ทางท่านรัฐมนตรีและรัฐบาลได้เน้นกรณีนี้เป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้ ผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดได้รับความเดือดร้อนในการค้าการขาย ในชีวิตประจำวันครับ ผมก็ขอสนับสนุนพระราชกำหนดฉบับนี้ด้วยเหตุผลที่ได้กราบเรียน ท่านประธานไปแล้วครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เหลือท่านสมาชิกที่จะอภิปรายอีก ๑ ท่าน แล้วก็จะมีการตอบข้อซักถาม แล้วก็สรุป แล้วก็โหวตนะครับ เชิญท่านสุดท้าย ท่านเอกราช อุดมอำนวย เชิญครับ

นายเอกราช อุดมอำนวย กรุงเทพมหานคร 🔗

กราบเรียนประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม จอจาน เอกราช อุดมอำนวย ผู้แทนราษฎรคนดอนเมือง จากพรรคประชาชนครับ ท่านประธานครับ ผมก็เห็นด้วยกับพระราชกำหนดมาตรการ ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ ๒) ซึ่งจริง ๆ ในร่างนี้ในเนื้อหา ก็มีประเด็นที่ผมอยากจะอภิปรายนิดหนึ่ง แต่ว่าก็อยากจะพูดถึงกระบวนการการออก กฎหมาย เพราะว่าจริง ๆ แล้วถ้ารัฐบาลใส่ใจเรื่องนี้จริง ๆ จะต้องนำร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กับกระบวนการทั้งระบบมาดู แล้วก็ไม่ใช่มาต่อเป็นลักษณะ Jigsaw แบบนี้ ผมยกตัวอย่าง ในเรื่องของกระบวนการในการยื่นคำร้องต่อศาล ตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ซึ่งก็จะมีการให้ อำนาจศาลในการระงับธุรกรรมกับหรือผู้ให้บริการในกรณีที่ถูกฉ้อโกงทางคอมพิวเตอร์ แต่ว่า ในขณะเดียวกันการยื่นคำร้องดังกล่าวก็มีข้อถกเถียงทั้งเรื่องของกระบวนการ เช่น ต้องไป ทำตามประกาศคณะกรรมการดิจิทัลของกระทรวง DE อีก หรือว่ากระบวนการขั้นตอน ในการยื่นคำร้องต่อศาล ศาลสั่งไปแล้วต้องไปถึงผู้ประกอบการอีก และผู้ประกอบการต่าง ๆ ลงทะเบียนอยู่ในประเทศไทยไหม แล้วก็เขตอำนาจในการบังคับจะไปถึงบริษัทที่อยู่ต่างชาติ จะให้ความร่วมมืออย่างไรได้บ้าง เรื่องนี้จริง ๆ ก็เป็นเรื่องที่ทดเอาไว้ แต่สำหรับร่างใน พ.ร.ก. นี้จริง ๆ ท่านประธานที่ผมติดเลยก็คือ ในมาตรา ๘/๒ ซึ่งเรื่องนี้ เขาเขียนกระบวนการเรื่องของประโยชน์ในการคืนเงินให้กับพี่น้องประชาชน หมายถึงว่า กรณีที่โดนหลอกแล้ว เขาวางมาตรการเอาไว้ว่าทำอย่างไร ผมก็ขอเล่าสั้น ๆ ก็คือว่า เพื่อประโยชน์ในการคืนเงินผู้เสียหายจากอาชญากรรม มีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สถาบันการเงิน ให้ส่งรายงานข้อมูลธุรกรรมไปยังสำนักงาน ปปง. แล้วก็ให้เลขาธิการ ปปง. เป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งอาจจะขอให้หน่วยงานรัฐหรือว่าสถาบันอื่น ๆ สนับสนุนเข้าร่วมปฏิบัติการได้ แต่สุดท้ายตรงนี้ก็เป็นแค่รายงาน แล้วก็ตรวจสอบ แต่กระบวนการจริง ๆ อยู่ที่ ๘/๒ เพราะ ๘/๒ เขาเขียนเอาไว้ว่าในกรณีของการตรวจสอบ เมื่อตรวจสอบแล้วก็จะต้องไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาก่อนว่าบัญชีเงินฝากหรือบัญชี อิเล็กทรอนิกส์นี้เกี่ยวข้อง แล้วในประกาศก็เปิดอยู่ ๒ ช่องทาง ช่องทางแรกใครที่บอกบัญชี ที่เป็นบัญชีม้า ถ้าเป็นทรัพย์สินของตัวเองจะคัดค้านยื่นภายใน ๙๐ วัน ผมเข้าใจถูก แล้วก็ ถ้าเป็นผู้เสียหายก็สามารถยื่นคำร้องเพื่อขอรับเงินคืนได้ แต่ถ้าหากว่ามีการโต้แย้ง หมายความว่าถ้าคณะเจ้าหน้าที่ตรวจสอบตามวรรคหนึ่งแล้ว ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของ คณะกรรมการธุรกรรมว่าด้วยการคืนเงิน หมายความว่าอาจจะมีความเห็นไม่คืนให้หรือ คืนไม่ครบ คืนไม่หมด อะไรก็ตาม สมมุติเป็นลักษณะแบบนั้น กฎหมายเขียนเอาไว้ใน พ.ร.ก. นี้ ให้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง ท่านประธานครับ เรื่องนี้เป็นปัญหามาก เพราะว่า ศาลแพ่งเขตอำนาจแน่นอนอาจจะ แต่เขตผู้เสียหายที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่อยู่เฉพาะ ในกรุงเทพมหานคร มันมีผู้เสียหายที่อยู่ทั้งจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดไกล ๆ ถ้าจะต้อง มายื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง มันก็เป็นอุปสรรคต่อกระบวนวิธีพิจารณาความพอสมควร ทั้งเรื่อง ของระยะเวลา อุปสรรค แม้ว่าศาลแพ่งจะเปิดให้มีการพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ตาม แต่ประชาชนทั่วไปไม่ได้เข้าใจหรือเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ง่าย ๆ ก็ต้องไปหา ผู้เชี่ยวชาญ ทนายความ มายื่นคำร้องอีก ดังนั้นจริง ๆ เรื่องนี้ถ้าถูกพิจารณาในชั้น พระราชบัญญัติ แน่นอนว่ากรรมาธิการก็จะมีสิทธิโต้แย้งแล้วได้ปรับแก้ไข ถูกไหมครับ ว่าอย่างน้อยเรื่องเขตอำนาจของศาลแพ่ง มันน่าจะกระจายไปถึงศาลต่าง ๆ จังหวัด เพื่ออำนวยความสะดวกกับประชาชน อย่างนั้นศาลจังหวัดอื่น ๆ ก็ว่างเลยสิครับ มีแต่ศาลแพ่งที่งานเยอะอยู่จังหวัดเดียวใช่ไหมครับ นี่เรื่องที่ ๑ หรือเรื่องที่ ๒ ท่านได้ เตรียมความพร้อม ถ้าเป็นรายงานของพระราชบัญญัติ แน่นอนก็จะมีข้อสังเกตที่ไปถึง คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ว่าเรื่องนี้มีการทำแบบนี้เกิดขึ้น น่าจะเปิดช่องทาง ทางอิเล็กทรอนิกส์ให้ประชาชนยื่นคำร้องได้ อย่างน้อยสำนักงานศาลยุติธรรมก็รับข้อเสนอ ของรัฐบาลไปดำเนินการในเรื่องนี้ได้ แม้ว่าท่านจะบอกว่ามันดำเนินการอยู่แล้ว แต่ในทาง ปฏิบัติจริง ๆ มันไม่ได้ง่ายสำหรับประชาชน ดังนั้นก็เป็น ๒ เรื่องที่ถ้าเป็นไปได้จริง ๆ พ.ร.ก. นี้ ก็ต้องใช้ไป แต่ว่าสุดท้ายท่านก็ต้องมาวางทั้งระบบ เพราะมันก็ยังมีช่องว่าง มีเรื่องที่ต้อง ถกเถียงกันเหมือนที่ท่านรังสิมันต์ โรม พูดใช่ไหมครับ เรื่องของ P2P สรุปจะควบคุมอะไร อย่างไร

สุดท้ายเรื่องของกระบวนการพิจารณาคดีในศาล ก็คือเรื่องของเขตอำนาจศาล เป็นเรื่องที่อยากจะฝากเอาไว้ และสุดท้ายก็คือเรื่องของการตั้งข้อหลักสันนิษฐานว่ากฎหมาย เขียนเอาไว้ว่าให้สถาบันและผู้ประกอบการ พูดง่าย ๆ ก็คือต้องมีรับผิดชอบ คือหลักต้อง รับผิดชอบก่อน แต่ว่ามีข้อยกเว้นว่า เว้นแต่พิสูจน์ หมายความว่าให้โอกาสสถาบันการเงิน พิสูจน์ซึ่งโอเคมันก็ทั่วไป มันก็ต้องแบบนั้น แต่ว่าผมตั้งคำถามแบบนี้ว่าในขณะที่หน่วยงาน เอกชนทำงานกับคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ คณะกรรมการกระจายเสียง กสทช. อะไรต่าง ๆ แน่นอนว่าย่อมมีความพร้อมด้านเอกสารในการสืบ ในการดึงข้อมูลมากเพียงพอ แต่ในขณะเดียวกันกลายเป็นว่าพอเขียนหลักแบบนี้ แล้วก็ยกเว้นเอาไว้ให้เกิดช่อง ในการพิสูจน์ ก็จะเป็นภาระกับประชาชนในการแบบโต้แย้งพยานหลักฐานพอสมควร ดังนั้นสิ่งสำคัญเลย คือมาตรการที่ท่านจะกำหนดจริง ๆ แล้วท่านควรจะบี้ให้ชัดว่าหน่วยงานใดทำตามมาตรฐาน หรือทำตาม Protocol ที่หน่วยงานวางเอาไว้ไม่อย่างนั้นก็จะเกิดข้อโต้แย้งนะครับ อย่างเช่น ถ้าสมมุติว่ายังมีแบงก์ไหนปล่อยให้มีการเปิดบัญชีม้าถือว่าตกจากมาตรฐานหรือไม่ เท่ากับว่า ภาระการพิสูจน์นั้นคุณปิดประตูตายไปเลย ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ หมดผู้อภิปรายนะครับ ทางท่านรัฐมนตรีจะมีใครตอบไหมครับ เชิญครับ ท่านใดจะตอบเชิญครับ

นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวง ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะขออนุญาตชี้แจงในหลาย ๆ ประเด็นที่ทางท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติได้กรุณาให้ข้อสังเกต แล้วก็คำถามเอาไว้นะครับ กราบเรียนว่าในการดำเนินการ ในเรื่องของพระราชกำหนดฉบับนี้เป็นความพยายามร่วมกัน เพราะฉะนั้นในหลาย ๆ ประเด็นจะมีผู้ที่ชี้แจงในประเด็นเฉพาะเรื่องต่อจากผมนะครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนว่า ประเด็นที่เป็นประเด็นหลัก ๆ สำคัญคงจะเป็นประเด็นที่ว่าทำไมถึงต้องออกพระราชกำหนด แล้วก็พระราชกำหนดนี้มีความจำเป็นเร่งด่วนมากน้อยขนาดใด ถ้าท่านได้ทราบถึงประเด็น ของการออกพระราชกำหนดในปี ๒๕๖๖ ซึ่งในขณะนั้นความจำเป็นเร่งด่วนที่มีความสำคัญ และกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจก็คือว่าเรามีการหลอกลวงออนไลน์มากกว่า ๑,๐๐๐ เรื่องต่อวัน มีมูลค่าเสียหายมากกว่า ๑๐๐ หรือ ๒๐๐ ล้านบาทต่อวัน ซึ่งในกระบวนการในการทำงาน ตามพระราชกำหนดฉบับเดิมได้สร้างกลไกสำคัญขึ้นมาตัวหนึ่งคือตัวคณะกรรมการที่มีการ บูรณาการการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ แล้วก็สร้างมาตรการในการที่จะลดปัจจัยที่เป็น ปัจจัยเสี่ยงในการที่ทำให้เกิดการหลอกลวง กราบเรียนว่าหลังจากที่ใช้พระราชกำหนด ดังกล่าวมาเป็นเวลา ๒ ปี เราก็พบว่าประเด็นต่าง ๆ แผนประทุษกรรมก็มีการเปลี่ยนแปลงไป แต่ว่าสถานการณ์แม้ว่าจะดูดีขึ้นมีการหลอกลวงในลักษณะความเสียหายที่ลดลง ต่ำกว่าหลักร้อยล้านบาทต่อวันก็ดี ความเป็นจริงความสำคัญในเรื่องนี้ก็คือว่าถ้าหากว่า การหลอกลวงซึ่งทั่วโลกก็เห็นเป็นประเด็นเดียวกันว่าเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดการหลอกลวง แล้วทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ การหลอกลวงต่าง ๆ เหล่านี้กลายเป็นปัญหา ของโลก เพราะฉะนั้นเราได้เห็นประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้แล้วพบว่าถ้าเราสามารถที่จะลดปัจจัย ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงในการดำเนินการในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะทำให้ความเสียหาย ในระบบนี้ลดลง ในขณะเดียวกันความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจจะสามารถกลับคืนมาได้ เพราะฉะนั้นการที่จะต้องเร่งแก้ไขปัญหานี้โดยลักษณะเร่งด่วนจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ถ้าหากว่าไม่ดำเนินการจะเกิดความเสียหายซึ่งจะส่งผลเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ ในภาพรวม กราบเรียนอย่างนี้ว่าในการดำเนินการในเรื่องของพระราชกำหนดได้แยก การทำงานออกมาซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับปัจจัยอีกหลาย ๆ ด้านซึ่งพระราชกำหนดนี้ ไม่ได้เข้าไปดำเนินการ แต่พระราชกำหนดนี้มุ่งเน้นในการที่จะจัดการกับปัญหา เรื่องการหลอกลวงออนไลน์สิ่งที่เราดำเนินการออกเป็น ๓ กล่องใหญ่ ๆ ก็คือ ๑. การตัด กระบวนการการเชื่อมต่อที่จะทำให้ประชาชนถูกหลอกลวง ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นกรณีของการ จัดการปัญหาเรื่อง SIM ม้า การจัดการปัญหาเรื่องการหลอกลวงในการโฆษณาออนไลน์ ที่มากับกระแสของสื่อ Social Media กล่องที่ ๒ เป็นการป้องกันว่าถ้าหากมีการหลอกลวงแล้ว จะลดปัญหาเรื่องการโอนเงินหรือการยักย้ายเม็ดเงินไป ซึ่งอันนี้เป็นจุดหลักที่ได้ดำเนินการ ในการออก พ.ร.ก. ฉบับเก่าในเรื่องการกำหนดให้การเปิดบัญชีม้าเป็นโทษทางอาญา แต่ว่า ในกระบวนการที่จะต้องมีการปิดล็อก แล้วทำให้การระงับการโอนเงินเกิดขึ้นเร็วขึ้นเป็นสิ่งที่ ยังต้องเร่งรัด รวมถึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งก็คือว่าในการปิดและระงับการโอนเงินถ้าหากว่ากลไก ที่เราตรวจสอบแล้ว แล้วพบว่าการระงับการโอนเงินไปกระทบกับบัญชีผู้บริสุทธิ์ ถ้าไม่สามารถ ดำเนินการในส่วนนี้ได้จะทำให้เกิดผลเสียหาย เพราะฉะนั้นจึงได้มีการปรับปรุงแนวทาง ในการบริหารจัดการในส่วนนี้ และอีกส่วนหนึ่งก็คือในเรื่องของการจัดการกับปัญหาที่ท่านได้ยก เป็นประเด็นขึ้นมาก็คือในเรื่องของการจัดการในการที่เม็ดเงินไหลผ่านในระบบของการขาย Cryptocurrency ซึ่งเรื่องนี้สิ่งที่มันเป็นจุดสำคัญก็คือว่าเมื่อเงินของบัญชีลูกค้าถูกหลอกลวง แล้ววิ่งผ่านบัญชีม้าจำนวนมาก สุดท้ายจากแผนประทุษกรรมของเรา เราทราบว่าเงินจำนวน มากจะไหลผ่านเข้าระบบ P2P ในการขาย Cryptocurrency เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราพยายาม จะจัดการกับ ๓ กล่องนี้คือความสำคัญ แล้วใน ๓ กล่องที่เป็นเรื่องการระงับการโอนเงิน ยังต้องถูกเสริมด้วยการคืนเงินให้กับประชาชนด้วย เพราะว่าขณะนี้มีเงินจำนวนมากที่เราใช้ทั้งระบบยึด ระบบระงับ และระบบที่ไม่มีคนมา ติดต่อเนื่องจากมีการ Freeze บัญชี มีเม็ดเงินจำนวนมากที่ต้องเข้าสู่ระบบการโอนเงิน กลับไปยังผู้ที่มีส่วนได้เสียอันนี้คือจุดสำคัญ การทำงานในระบบของการทำงานที่เป็นไซโล จะไม่สามารถทำงานได้ สิ่งที่พระราชกำหนดนี้ถูกสร้างขึ้นมาคือการสร้างศูนย์ ศปอท. ซึ่งแต่เดิมเป็นศูนย์ที่เป็นการตั้งโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในลักษณะการ ประสานความร่วมมือ แต่การออกกฎหมายในลักษณะอย่างนี้จะเป็นการออกกฎหมาย ที่ทำให้ศูนย์นี้มีอำนาจหน้าที่ สามารถจัดการระบบ Integration ต่าง ๆ เป็นระบบเดียวกันได้ ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่ได้รับการยอมรับจากสังคมโลกในระดับหนึ่งว่าสิ่งที่เราดำเนินการอยู่นี้ เป็นแนวทางที่เหมาะสม เพราะฉะนั้นประเด็นต่อมาที่อยากจะขออนุญาตชี้แจงเพราะมี คำถามอยู่ในหลาย ๆ ประเด็นก็คือการร่วมรับผิดของผู้มีส่วนในการที่ก่อให้เกิดปัญหาเรื่อง อาชญากรรมออนไลน์ ในมาตรา ๘/๑๐ ผมกราบเรียนท่านอย่างนี้ว่า ๘/๑๐ เป็นปัจจัยสำคัญ ที่เราถูกยกขึ้นมาในการที่จะบอกว่าทุกคนมีความรับผิดชอบในการป้องกัน ปัญหาที่จะเกิดนี้ ซึ่งเราได้มุ่งเน้นไปที่ ๓ กลุ่มใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการทางด้านธนาคารกับ ทางด้าน ก.ล.ต. ผู้ประกอบการทางด้านของการโทรคมนาคม และส่วนสุดท้ายเป็นเรื่องของ สื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งในส่วนนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นจุดสำคัญในการที่จะให้การ หลอกลวงผ่านระบบต่าง ๆ ที่เราใช้สื่อสังคมออนไลน์ลดลงไปได้ ทีนี้ประเด็นเป็นอย่างนี้ครับ มีหลายท่านได้พูดถึงว่าทำไมเราไม่เขียนให้มันละเอียด เขียนไปเลยว่าถ้าทำอย่างนี้ผิด ทำอย่างนี้จะต้องถูกปรับ จริง ๆ ระบบนี้ไม่ใช่ระบบการปรับ แต่เป็นระบบที่บอกว่าถ้าเรา พบว่ามีความเสียหายและเราตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วว่าท่านมีส่วนเกี่ยวข้องมันเป็นการ สร้างภาระตัวหนึ่งที่ท่านจะต้องมาร่วมรับผิด เพราะฉะนั้นส่วนนี้มีความเป็นลักษณะที่มีความ ยืดหยุ่น ความจริงที่ท่านได้มีการยกกฎหมายของต่างประเทศ เราได้ทำงานร่วมกับ ต่างประเทศโดยใกล้ชิด สิ่งที่เราพบในส่วนหนึ่งก็คือว่าเขาแนะนำมาในระดับหนึ่งว่า ถ้าสามารถเขียนที่มีความเป็นลักษณะที่ยืดหยุ่นได้จะทำให้เราสามารถปรับกฎเกณฑ์ ต่าง ๆ ได้ ฉะนั้นสิ่งที่เราเขียนในกรอบนี้คือการให้ Regulator ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร แห่งประเทศไทย ก.ล.ต. กสทช. และคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นคน กำหนดมาตรฐาน การกำหนดมาตรฐานนี้จะเป็นตัวสำคัญที่บอกว่าถ้าท่านไม่ทำตาม มาตรฐานนี้ท่านจะต้องมีส่วนร่วมในความรับผิด ซึ่งอันนี้สุดแล้วแต่ว่าใครเป็นคนชี้ให้รับผิด อาจจะไปศาล อาจจะจบในชั้นของการจัดการในด้านนอกก็ได้ นี่คือจุดสำคัญที่ทำให้เรา ไม่ได้เขียนลึกลงไปในขณะนั้น แต่ว่ากราบเรียนว่าทุกหน่วยงานในขณะนี้กำลังพิจารณา ในการออกเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งกราบเรียนว่าในส่วนการบริหารจัดการคณะกรรมการที่ตั้งโดย พระราชกำหนดตามปี ๒๕๖๖ เป็นคณะกรรมการที่จะทำหน้าที่ในจุดสำคัญในการที่ทำให้ เกิดการเชื่อมโยงและเอาสิ่งที่ท่านสมาชิกได้กรุณาให้คำแนะนำไปสู่แนวทางปฏิบัติ ก่อนที่จะ ส่งต่อให้กับประเด็นของทางผู้แทนท่านอื่น ในประเด็นสุดท้ายที่ผมขออนุญาตชี้แจงอย่างนี้ว่า ประเด็นเรื่อง P2P ความจริงตอนที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเสนอร่าง กฎหมาย เราไม่ได้บอกให้ Ban P2P เราเสนอเป็นแนวทางว่าถ้า P2P แล้วมาถึงเอาเงินจาก ประเทศไทยออกไปสิ่งนี้ไม่ควรจะทำได้ ถ้าจะทำได้จะต้องได้รับอนุญาตโดยรับข้อยกเว้นจาก ทาง ก.ล.ต. ทีนี้เวลาพอเราเสนอเรื่องนี้เข้าไปในคณะกรรมการกฤษฎีกา สิ่งที่ทาง คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ข้อสังเกต ทางเราได้เห็นตัวร่างและเราก็เห็นว่าแนวทางนี้ เป็นแนวทางที่น่าจะสอดคล้องกับแนวทางในทางสังคมซึ่งไม่ได้แตกต่าง กล่าวคือว่าเมื่อไร ก็ตามที่ P2P หรือแพลตฟอร์มที่อยู่ในต่างประเทศดำเนินการและมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ประเทศไทย การดำเนินการนั้นจะถูกกำกับโดยกฎหมายของทาง ก.ล.ต. ซึ่งถ้าเขาไม่ได้รับ อนุญาตเขาจะทำไม่ได้ และถ้าเขาขออนุญาตมาก็เป็นกรณีที่เราสามารถที่จะดู แล้วก็ปกป้อง และสร้างความสมดุลว่าการทำ P2P ในกรอบที่อยู่ในประเทศไทย ที่คนไทยดูแลจะสามารถ ทำได้มากน้อยเพียงใด อันนี้จึงเป็นหลักการเดียวกัน ผมกราบเรียนว่าทางกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคมไม่ได้เห็นแตกต่าง เราเห็นพ้องกับทางกฤษฎีกา แล้วเราเห็นว่าร่างที่ออกมานี่น่าจะสอดคล้องและทำให้ธุรกิจกับ การป้องกันอาชญากรรมสามารถดำเนินการไปได้ ผมขออนุญาตท่านประธานส่งต่อให้กับทาง ผู้ชี้แจงท่านอื่น เพราะมีประเด็นอีกหลายประเด็นตามหน่วยงานครับ ขอบพระคุณครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ เชิญผู้ชี้แจงท่านต่อไปครับ

นางพิมพ์ประภา วัชรจิตต์กุล ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายกระบวนการ ยุติธรรมทางอาญา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางพิมพ์ประภา วัชรจิตต์กุล ขออนุญาตชี้แจงตามที่ท่านสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรมีข้อสังเกตแล้วก็มีข้อกังวล ในประเด็นที่เกี่ยวกับองค์ประกอบความผิดตาม มาตรา ๑๑/๑ ที่ท่านห่วงกังวลผู้สุจริตในการที่จะลงทะเบียน SIM ที่ไม่ถูกต้องนั้น จริง ๆ แล้ว จะเขียนเอาไว้ในตอนท้ายว่าผู้กระทำโดยการลงทะเบียนที่ไม่ถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมาย จะต้องรู้หรือควรจะรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทาง คอมพิวเตอร์ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ามีการพลั้งเผลอหรือว่าลงทะเบียนโดยปราศจากเจตนา ในการรู้หรือไม่ควรรู้ดังที่กล่าวไว้ก็จะไม่ต้องรับผิดในส่วนนี้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องในอีก ประเด็นหนึ่งเรื่องของมาตรฐานหรือมาตรการที่กำหนดให้หน่วยงานกำกับจะต้องออก ก็เป็น มาตรฐานหรือมาตรการที่ตอนนี้ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการอยู่ เพราะฉะนั้น ในส่วนนี้จะเป็นเกณฑ์มาตรฐานในการกำหนดความผิดของการมีส่วนร่วมในความรับผิด ในทางแพ่งตามที่ท่านปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้นำเรียนไปแล้วนะคะ ส่วนบทกำหนดโทษอัตราโทษก็เป็นไปตามอัตราส่วนของทั้งพระราชบัญญัติในฉบับแรก แล้วก็ฉบับที่ ๒ จริง ๆ อัตราโทษทางอาญาจะกำหนดเอาไว้ ๑ ปี จำคุก ๑ ปีต่ออัตราโทษ ปรับ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งในการพิจารณาเราก็กำหนดโทษให้มีการลักลั่นกัน แล้วก็ในส่วนที่ กำหนดเรื่องของความรับผิดของผู้แทนนิติบุคคลในส่วนที่กำหนดเอาไว้ที่ ๑ ปี กับ ๑๐๐,๐๐๐ บาท แล้วก็กำหนดผู้แทนกรณีนิติบุคคลที่ให้รับโทษก็จะกำหนด ๕ เท่า ของผู้แทนนิติบุคคลซึ่งอยู่ในอัตราที่สูงเมื่อเทียบกับในส่วนที่กำหนดโทษสำหรับผู้แทน นิติบุคคลซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา ในเรื่องของความร่วมมือในการดำเนินการตามมาตรฐาน หรือมาตรการที่ท่านกังวลว่าหน่วยงานกำกับจะไม่มี Sanction ของหน่วยงานเหล่านั้น จริง ๆ มันเป็นภารกิจของหน่วยงานที่จะต้องทำอยู่แล้วนะคะ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ การกำหนดตรงนี้หน่วยงานต่าง ๆ ก็ตระหนักที่จะดำเนินการตามที่ได้นำเรียนว่าเราจะต้อง กำหนดแล้วก็ดำเนินการอยู่ รวมทั้งการออกกฎกระทรวงในเรื่องของการติดตามคืนเงิน ก็จะปฏิบัติตามเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ มีผู้ชี้แจงอีกไหมครับ เชิญครับ

นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและ สังคม

เรียนท่านประธานครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผม เอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะตอนนี้ได้รับมอบหมาย ให้เป็นผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ศปอท. ที่หลาย ๆ ท่านกล่าวนะครับ ที่ผ่านมาทางกระทรวงได้ดำเนินการตาม พ.ร.ก. ฉบับเก่า เรามี ศูนย์ที่เรียกว่า AOC อยู่แล้วนะครับ เป็นเวลา ๒ ปี แล้วก็ทุกอย่างเราทำงานด้วยกรอบ ความร่วมมือ ซึ่งก็ได้ทำได้ระดับหนึ่ง แต่เมื่อมี พ.ร.ก. ฉบับนี้ขึ้นมาทำให้ ศปอท. นั้น มีตัวตนขึ้นมา หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนั้นจะอยู่ในภายใต้การกำกับดูแลของ ศปอท. ทั้งสิ้น โดยมีผมเป็นหัวหน้าศูนย์ ศปอท. ซึ่งมีอำนาจในการที่จะอายัดสั่งการ และดำเนินการใด ๆ ตาม พ.ร.ก. นี้เลยนะครับ ที่เห็นมาในอดีตนั้นอย่างที่ทุกท่านทราบ แต่ละหน่วยงานนั้นมีผู้ดูแลหรือเรียกว่า Regulator นั้นต่างกัน ทางค่ายโทรคมนาคม ค่ายมือถือก็จะมีทาง กสทช. ในการกำกับดูแล ทางเรื่องของบัญชีก็จะมีเรื่องของธนาคาร แห่งประเทศไทยเป็นผู้กำกับดูแล ทางด้านสินทรัพย์ดิจิทัลหรือ Cryptocurrency นั้น มี ก.ล.ต. เป็นคนดูแลอยู่ แล้วก็ทางนิติบุคคลซึ่งเราก็พบนิติบุคคลที่เป็นม้าเหมือนกันก็มีทาง กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการอยู่ รวมทั้งตำรวจด้วย ซึ่งก็อย่างที่ทราบกันครับว่าตำรวจก็รับ เรื่องร้องเรียนไม่ไหว ตอนนี้การมี พ.ร.ก. ฉบับนี้ทำให้ทุกหน่วยงานมารวมศูนย์กันอยู่ที่ ศปอท. เราทำงาน ๒๔ ชั่วโมง ๗ วัน ของเรานี่ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันและปราบปราม เราเห็นแล้วว่าภัยคุกคามเป็นอะไร แต่ละหน่วยงานก็ไปดำเนินการป้องกัน อย่างธนาคาร ในอดีตที่เรามีนั้นเราเคยรับทราบว่าชื่อนามสกุลเดียวกันเปิดธนาคารเป็น ๑๐๐ บัญชีก็มี เพราะว่าธนาคารไม่จำเป็นต้องคุยกันในอดีตนะครับ แต่ตอนนี้เรามีมาตรการแล้วว่าต่อไปนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่มี พ.ร.ก. ฉบับนี้แล้ว ชื่อนามสกุล เดียวกันไม่ว่าจะหลอกลวงพี่น้องประชาชนจากทางไหนจะถูกอายัดบัญชีภายใต้อำนาจของ พ.ร.ก. ทั้งหมด แล้วเส้นทางการเงินนั้นจะถูกเชื่อมโยงไปที่สินทรัพย์ดิจิทัลด้วย ผู้ที่มีบัญชี หรือเปิด SIM ม้าก็จะถูกเชื่อมโยงไปยังหน่วยงานอื่น ๆ ด้วย ประเด็นสำคัญที่สุดคือว่าตรงนี้ เราจะมีกลไกกลางในการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดไว้ด้วยกัน แล้วก็กำกับดูแลตามนโยบาย ท่านรัฐมนตรี ตามนโยบายของคณะกรรมการทั้งหมด แล้วก็ส่งให้ ศปอท. เป็นผู้ดำเนินการ ส่วนรายละเอียดนั้นขออนุญาตให้หน่วยงานอื่น ๆ ชี้แจงต่อไป ขอบคุณครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญผู้ชี้แจงท่านต่อไปครับ

นายวิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การฟอกเงิน

กราบเรียนท่านประธานครับ วิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการ ปปง. ขออนุญาตนำชี้แจงโดยภาพรวมสรุปในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสำนักงาน ปปง. นะครับ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ปปง. จะมีบทบาทสำคัญในส่วนของการคืนเงินให้กับผู้เสียหาย ในประเด็นนี้ ก็เป็นการสะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่มีสมาชิกบางท่านได้กรุณาตั้งเป็นประเด็น เหมือนกันว่ากรณีดังกล่าวนี้เร่งด่วนหรือไม่ ซึ่งเร่งด่วนครับเนื่องจากว่าฉบับแรกมีการกำหนด ในหลักการอยู่ ๒ มาตรา คือกรณีมาตรา ๖ กับมาตรา ๗ แต่ตาม พ.ร.ก. ฉบับแรกสามารถ ระงับการทำธุรกรรมได้แค่ ๗ วัน ดังนั้น ปปง. เลยมีความจำเป็นจะต้องออกมาตรการ ประกาศรายชื่อเสี่ยงเข้ามา มีการจำกัดช่องทางในการทำธุรกรรม ซึ่งปัจจุบันนี้มีบุคคลที่ เกี่ยวข้องประมาณ ๘๐,๐๐๐ กว่ารายชื่อ มีบัญชีที่เกี่ยวข้องประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าบัญชี มีเงินที่ค้างท่ออยู่ประมาณ ๒,๕๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งเงินส่วนนี้รัฐบาลมีความจำเป็นจะต้อง หามาตรการในการเอามาคืนให้กับผู้เสียหาย เลยมีความจำเป็นจะต้องมีการตราพระราชกำหนด ฉบับนี้ออกมา คำถามว่าคืนอย่างไร การคืนก็คือว่าเมื่อเราได้รับรายงานจากส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาแล้ว รวมทั้งสถาบันการเงินแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จะมีการประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา ๙๐ วัน เพื่อให้คน ๒ กลุ่มยื่นเข้ามา กลุ่มแรกก็คือผู้เสียหายยื่นว่า เราเสียหายอย่างไร อีกกลุ่มหนึ่งก็คือเจ้าของบัญชีแสดงหลักฐานว่าบัญชีดังกล่าวนี้ ไม่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอย่างไร เมื่อเรามีการรวบรวมแล้วจะเสนอเรื่องต่อกรรมการ ธุรกรรมเพื่อพิจารณา ถ้าท่านเห็นชอบก็จะคืนเงินให้กับผู้เสียหายต่อไป ถ้าผู้เสียหาย ไม่โต้แย้งภายใน ๓๐ วัน เรื่องนี้ก็จะจบในชั้นของฝ่ายบริหาร คือคณะกรรมการธุรกรรม ไม่ต้องไปศาลแบบกรณีกฎหมาย ปปง. ตามปกติแล้ว อันนี้ก็จะเป็นการเพิ่มความรวดเร็ว ในการเยียวยาความเสียหายให้กับประชาชน แต่ทีนี้ถ้าเกิดมีคนโต้แย้งกรณีนี้ก็เปิดช่องให้ สามารถโต้แย้งไปที่ศาลแพ่งได้ แต่ก็จะจบในชั้นของศาลอุทธรณ์ถือว่าเป็นที่สุด คำถาม เมื่อสักครู่ถามว่าการที่กำหนดให้ศาลแพ่งเป็นศาลต้นในการรับกรณีมีการโต้แย้งกันเข้ามา จะเป็นการอำนวยความเป็นธรรมให้กับประชาชนหรือไม่ อย่างนี้ครับ ท่านครับ เนื่องจากว่า กรณีการฉ้อโกงทางเทคโนโลยีมันเป็นความผิดเกี่ยวเนื่องหลายท้องที่เกี่ยวพันกัน ไม่สามารถ กำหนดให้เฉพาะท้องที่ใดท้องที่หนึ่งให้รับได้โดยตรง แล้วเราเทียบเคียงที่เอาศาลแพ่งมา กำหนด เนื่องจากว่าศาลแพ่งเป็นศาลที่ตามกฎหมาย ปปง. ที่เป็นมาตรฐานเดิมอยู่แล้ว ท่านจะมีความเชี่ยวชาญในเรื่องเหล่านี้ ซึ่งกรณีนี้เราก็ต้องบังคับใช้มาสักระยะหนึ่ง ถ้าต่อไป ในอนาคตมีความจำเป็นอาจจะมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์เพิ่มเติมได้ ประเด็นสุดท้ายคือ กรณีกฎกระทรวงจะออกเมื่อไร เป็นกฎกระทรวงที่จะต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ หรือเงื่อนไขที่จะออก ตอนนี้ทั้ง ปปง. และกระทรวง DE มีการทำกฎกระทรวงร่างเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้อยู่ระหว่างการเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบส่งกรรมการกฤษฎีกาตรวจต่อไป ก็คาดว่าจะออกมาเร็ว ๆ นี้ ปปง. ขออนุญาตตอบในประเด็นเท่านี้ก่อนครับ ขอบคุณครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านผู้ชี้แจงท่านต่อไปครับ

นางสาวดารณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

กราบเรียน ท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ดิฉัน นางสาวดารณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคาร แห่งประเทศไทย ขอเรียนชี้แจงในประเด็นคำถามและข้อสังเกตดังนี้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย จริง ๆ ขอเรียนว่าเรามีมาตรการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ แล้วก็ ผู้ให้บริการทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็น e-Money เพื่อให้บริการทาง Payment ต่าง ๆ มาโดยตลอด เพื่อให้มีแนวทางในการป้องกัน มีมาตรการในการป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อ หรือว่าแนวทางในการจำกัดความเสียหายเมื่อตกเป็นเหยื่อแล้ว อันนี้จริง ๆ มีมาตรการ มาก่อนที่จะมี พ.ร.ก. ฉบับนี้ด้วย แต่ พ.ร.ก. ฉบับนี้ช่วยให้มีความชัดเจนขึ้นในหลายประเด็น โดยเฉพาะในประเด็นที่การแชร์ข้อมูลเพื่อให้การป้องกันภัยทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วก็ในประเด็นที่มีท่านสมาชิกแนะนำมาว่าจริง ๆ แล้ว พ.ร.ก. ควรจะมีเรื่องที่ไม่ให้เปิดสผ บัญชีใหม่ด้วยไม่ใช่เฉพาะแค่ระงับธุรกรรม ในมาตรา ๘/๕ (๒) กำหนดให้มีการระงับธุรกรรม เท่านั้น แต่จะขอเรียนว่าโดยมาตรฐานของทางธนาคารพาณิชย์ ที่กำหนดไว้เป็น Industry Standard เรากำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ถ้าเป็นม้าสีดำ สีเทา ที่อยู่ในเส้นทางเงินที่มีการ แจ้งความแล้ว มีผู้เสียหายแล้ว ไม่ใช่เฉพาะระงับธุรกรรมบัญชีนั้น ตั้งแต่ปีที่แล้วแล้ว เราให้ระงับรายบุคคลเลยว่าบัญชีของคนคนนั้นในทุกธนาคาร ไม่ใช่เฉพาะบัญชีที่มาใช้ เกิดเหตุ บัญชีของคนคนนั้นในทุกธนาคาร ระงับธุรกรรมทั้งหมด ระงับไม่ให้เงินเข้า ไม่ให้เงินออกด้วย เพื่อที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายมากขึ้น แล้วก็ให้ปฏิเสธการเปิดบัญชีใหม่สำหรับม้าเหล่านั้น แล้วก็ในส่วนของอีกอันหนึ่งที่สำคัญของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ที่เกี่ยวกับเรื่องให้สถาบันการเงินมีส่วนร่วมรับผิดชอบ จริง ๆ โดยหลักการ เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก ๆ เพราะว่าถ้าเป็นความเสียหายเหล่านั้นเกิดจากความผิดพลาดของ ผู้ให้บริการ เกิดจากการบกพร่องทางหน้าที่ของผู้ให้บริการก็จะต้องมีส่วนร่วมในการ รับผิดชอบ ในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังจะออกหลักเกณฑ์มารองรับเป็น ประกาศลูกที่สำหรับรองรับ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ภายในสิ้นไตรมาสนี้ โดยหลัก ๆ แล้วจะมี ๓-๔ ส่วน ที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเพื่อให้บริการ e-Money จะต้องมี มาตรการที่ป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อ ท่านสมาชิกต้องได้ยินว่าในช่วงหลังมานี้ จะไม่ค่อยได้ยินเรื่อง App ดูดเงิน เนื่องจากว่ามาตรการที่เรากำหนดออกไปก่อนหน้านี้ กำหนดให้ไม่ให้ธนาคารส่ง SMS แนบลิงค์ ให้ใช้ Mobile Banking ๑ บัญชีบน ๑ อุปกรณ์ เท่านั้น เพื่อไม่ให้ไปขายให้บัญชีม้าเอาไปใช้ในอุปกรณ์อื่น แล้วก็มีมาตรการที่มีให้ Scan ใบหน้า เพื่อไม่ให้ม้าสามารถทำธุรกรรม ถ้าเกิดว่าคุณทำธุรกรรมมูลค่าสูงก็ต้อง Scan ใบ หน้าน แล้วก็มีมาตรการเพิ่มเติมก็คือว่าธนาคารพาณิชย์จะต้องตรวจสอบว่าถ้า App นั้น มีการถูก Modify ถูกแก้ไขก็จะไม่สามารถทำธุรกรรมได้ หรือถ้าเกิดว่าอุปกรณ์ Mobile โทรศัพท์เคลื่อนที่อันนั้นมี App ที่มีลักษณะที่มีความเสี่ยงฝังอยู่ Mobile Banking ก็จะใช้ ไม่ได้ มาตรการเหล่านี้ที่เราใส่ไว้ให้ป้องกันก็จะเห็นว่ามีประสิทธิภาพพอสมควรในการ ป้องกันการที่คนอื่นทำธุรกรรมแทนเรา เพราะฉะนั้นเราเรียกกันว่า Unauthorized payment fraud คือเราไม่ได้เป็นคนทำธุรกิจเอง แต่คนอื่นมา Takeover Account หรือว่า ไปทำธุรกรรมแทน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา เคสเหล่านี้ไม่มีแล้วเป็นจำนวน ๐ นะคะ แต่ต้องยอมรับว่าเคสที่ประชาชนโดนหลอกโดยมิจฉาชีพ คือมิจฉาชีพมาหลอกประชาชน แล้วให้ทำธุรกรรมเองยังมีอยู่ค่อนข้างเยอะ ซึ่งในส่วนนั้นเราก็กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ ทำเพิ่มเติมด้วยในการที่ป้องกันไม่ให้มีบัญชีม้ามาเปิดได้โดยง่าย ป้องกันโดยการ KYC ที่สำคัญนะคะ แล้วก็ป้องกันในการจัดการบัญชีม้า ระงับธุรกรรมอย่างที่เรียนให้ทราบ ไม่ให้ เปิดบัญชีใหม่ ก็จะมีมาตรการเหล่านี้ที่ช่วยจำกัดความเสียหายให้ด้วย ก็เรียนย้ำว่า หลักเกณฑ์เหล่านี้จะออกมาภายในสิ้นไตรมาสนี้นะคะ ขอบคุณค่ะ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ท่านผู้ชี้แจงอีกท่านหนึ่งใช่ไหมครับ เชิญครับ

นางสาวจอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับ หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรนะคะ ดิฉัน จอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับ หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ขอเรียนชี้แจงอย่างนี้นะคะ พวกเหล่าบรรดาม้าที่มา Cash Out ผ่านทาง Crypto จริง ๆ ทำได้ ๒ ทาง ก็คือผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศกับ ผู้ประกอบการไทย ในฝั่งของแพลตฟอร์มต่างประเทศหรือที่เรียกว่า P2P ต้องเรียนว่า กฎหมาย ๒ ฉบับที่ออกมาทำงานสอดรับกัน กฎหมายฉบับแรกคือกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัล ฉบับ ๒ ที่แก้ไข จะมีการกำหนดว่าการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยจะต้อง ได้รับอนุญาต แล้วก็กำหนดต่อไปว่า Activity แบบไหนที่เรียกว่าเป็นการประกอบธุรกิจ สินทรัพย์ดิจิทัลในไทย อย่างเช่นว่ามี Domain เป็น TH หรือว่าใช้ภาษาไทย มีการรับชำระด้วยไทยบาท หรือมี สถานที่การติดต่ออยู่ในไทยอย่างนี้เป็นต้น อันนี้จะถือว่าเป็นการประกอบธุรกิจในไทย ซึ่งการประกอบธุรกิจในไทยแปลว่าต้องได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ถ้าไม่ได้รับใบอนุญาตจะถือว่าเป็นการประกอบธุรกิจเถื่อนแล้วสำนักงาน ก.ล.ต. ก็จะมีการ กล่าวโทษ ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นแนวการกำกับดูแลที่สอดคล้องกับทางต่างประเทศที่เราดูแลที่ตัว แพลตฟอร์ม ไม่ได้ดูแลที่ตัว User หรือว่าตัวร้านค้า ในฝั่งของ พ.ร.ก. ม้า หรือว่า พ.ร.ก. อาชญากรรมทางเทคโนโลยีก็มีการกำหนดให้สอดรับกันในแง่ที่ว่าพอสำนักงานมีการ กล่าวโทษว่าแพลตฟอร์มนี้เถื่อนก็จะมีการส่งเรื่องไปที่ทางกระทรวง DE แล้วก็กระทรวง DE ก็จะทำหน้าที่ในการระงับ หรือว่าปิดกั้นแพลตฟอร์มต่อไป ก็คือผลลัพธ์ก็เสมือนปิดนั่นเอง ซึ่งท่านก็จะเห็นว่ามีแพลตฟอร์มหลายแห่งในของต่างประเทศที่เอาไทยบาท เอาภาษาไทยลง หมดแล้ว ในส่วนของผู้ประกอบการไทยเมื่อสักครู่นี้เป็นแพลตฟอร์มต่างประเทศ ในส่วนของ ผู้ประกอบการไทยต้องเรียนว่าเรากำกับดูแลอย่างเข้มข้น เริ่มต้นตั้งแต่ KYC เลยจะรับลูกค้า มีการทำ Customer Profiling เหมือนทางธนาคารพาณิชย์เพื่อป้องกันไม่ให้เอื้อต่อการ เปิดบัญชีม้า แล้วก็มีการหน่วงบัญชี แล้วก็ Freeze ธุรกรรมถ้าพบว่าเป็นบัญชีม้าด้วย นอกจากนั้นในตัว พ.ร.ก. อาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ออกมาใหม่ก็จะมีข้อกำหนดให้ ผู้ประกอบธุรกิจสามารถที่จะเชื่อมต่อ แล้วก็รับทราบข้อมูลว่าม้านี้มีใครบ้าง เพื่อจะได้ระงับ การทำธุรกรรมได้ รวมไปถึงให้อำนาจผู้ประกอบธุรกิจในการที่จะ Freeze หรือว่าระงับ บัญชีด้วย ซึ่งที่ผ่านมาในทางสำนักงานก็ได้มีการร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึง ทางสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลในการที่จะกำหนดแนวปฏิบัติ แล้วก็มาตรฐานต่าง ๆ ออกมา ให้กับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในไทย ซึ่งต้องบอกว่าจากประสิทธิภาพที่เห็น แพลตฟอร์มต่างประเทศก็มีการยุติการให้บริการเงินบาทแล้ว แล้วก็ส่วนผู้ประกอบการ ไทยเองก็สามารถที่จะระงับบัญชีได้กว่า ๒๗,๐๐๐ บัญชี แล้วก็ทรัพย์สินมูลค่ารวมถึง ๑๘๖ ล้านบาท อีกส่วนหนึ่งที่มีท่านอภิปรายเกี่ยวกับช่องว่างในการกำกับดูแลก็ต้องเรียน ท่านว่าหลาย ๆ เรื่องที่ท่านมีความเป็นห่วง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการประกอบธุรกิจอื่น โดยไม่ได้รับอนุญาต การใช้ทรัพย์สินลูกค้าโดยมิชอบ การแยกทรัพย์สินลูกค้า หรือการที่ ผู้บริหารใช้ทรัพย์สินลูกค้าโดยมิชอบหรือทุจริตฉ้อโกง ตรงนี้เรามีโทษอาญาอยู่แล้วเทียบเท่า พ.ร.บ. หลักทรัพย์และอยู่ใน พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัล ฉบับที่ ๑ อยู่แล้ว เรามี Sandbox ที่เปิดให้ผู้ประกอบธุรกิจหรือคนที่สนใจเข้ามาทดลองนวัตกรรม ในประเด็นของ Proof of Reserve ต้องเรียนว่าปัจจุบันเรามีการกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องส่งรายงานการทำ ธุรกรรมต่าง ๆ ให้สำนักงาน ก.ล.ต. ดังนั้นเราจะเห็นอยู่แล้วว่าสินทรัพย์อะไรอยู่ตรงไหน ในส่วนของผู้สอบบัญชีเองก็จะต้องเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน ก.ล.ต. อันนี้ก็ขออนุญาตเรียนในเบื้องต้นค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ

นางสาวอรวี เจริญพร ผู้อำนวยการสำนักบริหารและจัดการเลขหมาย โทรคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพนะคะ อรวี เจริญพร จากสำนักบริหารจัดการเลขหมายโทรคมนาคม สำนักงาน กสทช. จะขออนุญาตนำเรียนสั้น ๆ ในส่วนของการลงทะเบียน SIM Card จากข้อกังวลในส่วนของมาตรา ๑๑/๑ เกี่ยวกับเรื่อง การลงทะเบียน SIM Card โดยผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งอาจจะเป็นตัวแทนจำหน่ายอาจจะดำเนินการ ผิดพลาดแล้วก็เป็นภาระในการดำเนินการ ต้องขอนำเรียนว่าปัจจุบันสำนักงาน กสทช. และ กสทช. ได้มีการยกระดับกฎระเบียบเกี่ยวกับเรื่องแนวปฏิบัติในการลงทะเบียนเลขหมาย โดยเป็นมติ กสทช. ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๖๘ ที่มีการกำหนดให้ผู้ให้บริการจะต้องจัดให้มี ระบบในการลงทะเบียน SIM Card โดยจะต้องพิสูจน์เปรียบเทียบกับข้อมูลอัตลักษณ์ แล้วก็ มีการพิสูจน์ยืนยันตัวตนว่าบุคคลที่ลงทะเบียน SIM Card เป็นบุคคลที่แท้จริงโดยมีการทำ ระบบเป็น Liveness Detection ซึ่งระบบในการลงทะเบียน SIM Card จะเป็นระบบที่ใช้ ในการลงทะเบียน SIM Card ทุกช่องทาง ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นผู้รับผิดชอบ ระบบดังกล่าว โดยที่ช่องทางการจัดจำหน่ายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนก็คือใช้ระบบนี้ ในการดำเนินการ เพราะฉะนั้นก็จะไม่ได้มีความเสี่ยงในการที่ผู้ที่ขาย SIM Card ที่เป็น รายย่อยจะต้องดำเนินการลงทะเบียน SIM เอง แล้วก็จัดเก็บข้อมูลผิดพลาด เพราะว่าระบบ จะกำหนดไว้มีระบบในการเปรียบเทียบอัตลักษณ์ถึงจะลงทะเบียน SIM ผ่าน ซึ่งนอกเหนือจากการกำหนดให้มีใช้การตรวจสอบ Liveness Detection แล้วในแนวปฏิบัติ ฉบับใหม่นี้ก็ได้มีการเพิ่มเรื่องของการควบคุมจำนวนการลงทะเบียน SIM Card ของบุคคล ที่เป็นต่างชาติ โดยจะต้องใช้เอกสารแสดงตนที่เป็น Passport เท่านั้น แล้วก็ให้มีการ ลงทะเบียนได้ไม่เกิน ๓ เลขหมายต่อ ๑ คน โดยที่ระบบนี้จากที่มีมติ กสทช. เห็นชอบไปแล้ว ผู้ให้บริการก็มีเวลาที่จะต้องพัฒนาระบบ แล้วก็ดำเนินการให้เป็นไปตามแนวปฏิบัติที่ออก ภายใน ๖ เดือน ซึ่งจะครบกำหนดภายในช่วงกลางเดือนสิงหาคม ในทางกลับกันถ้าเกิดว่า ระบบดังกล่าวผู้ให้บริการไม่สามารถดำเนินการได้เป็นไปตามที่ กสทช. ได้กำหนดไป แล้วพบว่าเลขหมายที่ลงทะเบียนไม่ถูกต้องและนำไปกระทำความผิดหลอกลวงประชาชน ให้เกิดความเสียหาย ผู้ให้บริการก็จะต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น ก็จะเป็นไปตามข้อกำหนดตามมาตรา ๘/๑๐ ของ พ.ร.ก. ฉบับที่มีการปรับปรุงแก้ไขด้วย

อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะขอเสริมเพิ่มเติมก็คือเรื่องของระบบกลางประชาชน จะสามารถตรวจสอบได้ว่าตนเองได้มีการเปิด SIM Card ไว้จำนวนเท่าไร อยู่กับค่าย ผู้ให้บริการรายไหนบ้างแล้ว จะเป็นระบบชื่อว่า ๓ ชั้น เป็น Application ของสำนักงาน กสทช. ที่สามารถจะลงทะเบียน แล้วก็ตรวจสอบได้ โดยสำหรับผู้ที่เป็นผู้ใช้บริการที่เป็น คนไทยที่ใช้บัตรประจำตัวประชาชนในการลงทะเบียน โดยจะตรวจสอบข้อมูลไปที่ ผู้ให้บริการทุก ๆ รายว่าบัตรประจำตัวประชาชนหมายเลขนี้มีการลงทะเบียนไว้กับ ค่ายใดบ้าง เป็นเบอร์อะไรบ้าง แล้วก็สถานะของเบอร์นั้นเป็นอย่างไร ทั้งนี้ปัจจุบันในการ โหลดใช้งาน Application ผู้ใช้งานจะต้องไปยืนยันตัวตนที่ค่ายโทรศัพท์มือถือเป็นเบอร์ใด เบอร์หนึ่งที่มีการใช้งานอยู่เพื่อที่จะยืนยันตัวตน เนื่องจากเป็นข้อมูลส่วนบุคคลก่อนที่จะใช้ งานได้ค่ะ ขอบคุณค่ะ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านรัฐมนตรี หมดแล้วใช่ไหมครับ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ก่อนอื่นผมต้องถือโอกาสนี้ ได้ขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้ให้ความสนใจของปัญหาการปราบปรามอาชญากรรม ทางด้านออนไลน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งแก๊ง Call Center นะครับ ซึ่งแสดงให้เห็นถึง ความห่วงใยของพี่น้องประชาชน รัฐบาลมีความเชื่อมั่นว่าพระราชกำหนด ๒ ฉบับนี้จะเป็น พระราชกำหนดที่มีความสำคัญและเป็นยาแรงในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ทางด้านไซเบอร์ ผมต้องเรียนท่านสมาชิกว่าหลังจากที่พระราชกำหนดฉบับนี้ได้มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ ๑๓ เมษายนที่ผ่านมา สิ่งที่จะต้องดำเนินการต่อเนื่องก็คือการออกกฎหมาย และมาตรการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่น้อยกว่า ๑๐ ฉบับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมาตรการเรื่องของธนาคาร ของบริษัท โทรคมนาคมและแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่จะต้องดำเนินการ อีกเรื่องหนึ่งก็คือการยกระดับศูนย์ ศปอท. ให้เป็นหน่วยงานที่สามารถเป็นหน่วยงานที่มี ผลบังคับใช้ตามกฎหมายจะต้องมีการเพิ่มบุคลากร แล้วก็สิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการทำงาน ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผมต้องเรียนว่าที่ผ่านมานั้นกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคมได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เป็นคณะกรรมการที่เกิดขึ้นตามพระราชกำหนด นอกจากนั้นแล้วเรายังได้ดำเนินการ หลายมาตรการในการปิดกั้นช่องทางต่าง ๆ ของมิจฉาชีพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ SIM ม้า บัญชีม้า แล้วก็เรื่องการดำเนินการเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลในเรื่องต่าง ๆ เรายังได้มี การบริหารข้อมูลแบบเอามารวมกันโดยมีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างธนาคาร บริษัท โทรคมนาคม ปปง. โดยมีศูนย์ ศปอท. เป็นหลัก เพราะฉะนั้นแล้วในเรื่องนี้ผมเชื่อว่าหลังจาก พระราชกำหนดฉบับนี้ได้มีการดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบแล้วจะสามารถช่วยเหลือพี่น้อง ประชาชนในการป้องกันและการปราบปรามอาชญากรรมทางด้านไซเบอร์ได้เป็นอย่างดี สุดท้ายรัฐบาลขอขอบคุณ พร้อมรับข้อสังเกตและคำแนะนำจากท่านสมาชิกเพื่อไป ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ขอขอบคุณครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านรัฐมนตรีนะครับ ต่อไปเป็นการลงมติว่าจะอนุมัติหรือไม่อนุมัติพระราชกำหนด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๒ โดยการลงมติจะเริ่มจาก ๑. พระราชกำหนดมาตรการ ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ หลังจากนั้น จึงจะลงมติพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๙ ต่อไป เป็นการลงมติว่าจะอนุมัติหรือไม่อนุมัติพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปราม อาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๒ ก่อนลงมติขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุม แล้วก็ กดปุ่มแสดงตนเลยครับ

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

เข้ามาแล้วกดปุ่มแสดงตนได้เลยนะครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ราชบุรี

๔๘๕ แสดงตนครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

แสดงตนเรียบร้อยแล้วนะครับ ขอปิดการแสดงตน เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าร่วม ประชุม ๔๔๗ บวก ๑ เป็น ๔๔๘ ท่าน

ครบองค์ประชุมครับ ต่อไปผมจะถามมติจากที่ประชุมว่าจะอนุมัติพระราชกำหนดมาตรการ ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ หรือไม่ เชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ ผู้ใดเห็นควรว่าอนุมัติ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าไม่ควรอนุมัติ โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกออกเสียงลงคะแนนเลยครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

ลงคะแนนกันเรียบร้อยนะครับ ขอปิดการลงคะแนนครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๕๔ ท่าน เห็นด้วย ๔๕๒ ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติอนุมัติพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ ต่อไปเป็นการลงมติว่าจะอนุมัติหรือไม่อนุมัติ พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๒ ก่อนลงมติขอตรวจสอบองค์ประชุมอีกครั้งหนึ่งนะครับ

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

ท่านสมาชิกกดปุ่มแสดงตนครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

แสดงตนเรียบร้อยหรือยังครับ ขอปิดการแสดงตน เจ้าหน้าที่แสดงผลด้วยครับ จำนวน ผู้เข้าร่วมประชุม ๔๔๙ ท่านนะครับ

ครบองค์ประชุม ต่อไปผมจะถามมติจากที่ประชุมว่าจะอนุมัติพระราชกำหนดการประกอบ ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ หรือไม่นะครับ เชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิ ออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นว่าควรอนุมัติ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าไม่ควรอนุมัติ โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่าน สมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

ลงคะแนนเรียบร้อยนะครับ ขอปิดการลงคะแนนครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๕๕ ท่าน เห็นด้วย ๔๕๓ ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติอนุมัติพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ เป็นอันว่าจบการพิจารณาพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับนะครับ ขอบคุณท่าน รัฐมนตรีและท่านผู้ชี้แจงทุกท่านนะครับ

ระเบียบวาระเรื่องด่วนที่ ๒ ได้พิจารณารวมกับระเบียบวาระที่ ๑ ไปแล้ว ต่อไปนะครับ

๓. ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ

ด้วยคณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างพระบัญญัติมายังสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๓ (๑) พร้อมด้วยบันทึกหลักการและเหตุผล บันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญและเอกสารเกี่ยวกับการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ วรรคสอง เพื่อประกอบการพิจารณา รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่ได้จัดวาง ไว้ให้ท่านสมาชิกแล้วนะครับ เชิญผู้เสนอแถลงหลักการและเหตุผลเลยครับ

รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนัก นายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้เป็นผู้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติ จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. ๒๕๖๑ โดยมีหลักการและเหตุผล ดังต่อไปนี้

หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. ๒๕๖๑ เพื่อเปลี่ยนชื่อสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เป็นสำนักงานพระคลังข้างที่ และโอนกิจการของสำนักพระราชวังเฉพาะส่วนของงานพระคลังข้างที่ไปเป็นของสำนักงาน พระคลังข้างที่

เหตุผล โดยที่พระคลังข้างที่เป็นหน่วยงานที่มีภาระหน้าที่ในการดูแลจัดการ พระราชทรัพย์ของพระมหากษัตริย์มาตั้งแต่โบราณกาล ซึ่งต่อมาได้มีการจัดตั้งสำนักงาน ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เพื่อทำหน้าที่แทน เพื่อเป็นการสืบทอดประวัติความเป็นมา ให้สอดคล้องกับโบราณราชประเพณี จึงสมควรเปลี่ยนชื่อสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ เป็นสำนักงานพระคลังข้างที่ และสมควรรวมกิจการของสำนักพระราชวังเฉพาะในส่วนที่ เกี่ยวกับสำนักงานพระคลังข้างที่เดิมเข้ามาบริหารจัดการโดยสำนักงานพระคลังข้างที่ ตามพระราชบัญญัตินี้ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ เพื่อให้การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นไปด้วยความรวดเร็ว คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติในการประชุมปรึกษา เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ให้แจ้งสภา ผู้แทนราษฎรขอให้ได้พิจารณาโดยกรรมาธิการเต็มสภา ทั้งนี้ตามข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๑๒๐ วรรคสอง จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา ดำเนินการต่อไป ขอขอบพระคุณครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ มีท่านสมาชิกขออภิปราย ๑ ท่าน เชิญท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เชิญครับ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ เมื่อผมทราบว่าคณะรัฐมนตรีจะเสนอร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบ ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ฉบับนี้เข้าสู่สภา ผมเองก็ให้ความสนใจเป็นพิเศษ ที่ให้ความสนใจ เป็นพิเศษนั้น เพราะว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ไปเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของแผ่นดินที่สำคัญ อย่างยิ่ง นั่นก็คือเป็นทรัพย์สินของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งตั้งแต่เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว มีการประเมินกันเอาไว้ว่าทรัพย์สินในส่วนนี้มีมูลค่ามากกว่า ๑ ล้าน ล้านบาท ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติจัดระเบียบ ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ที่บัญญัติขึ้นตั้งแต่ในยุครัฐบาล คสช. ตั้งแต่ในปี ๒๕๖๑ ซึ่งการ ออกกฎหมายในครั้งนั้นส่งผลให้การบริหารจัดการ และดูแลพระราชทรัพย์เปลี่ยนแปลงไป อย่างมีนัยสำคัญ เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญอย่างไรบ้าง ชื่อเรียก Crown Property หรือทรัพย์สินของสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เคยเรียกกันว่าทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในรัชสมัยก่อนหน้านี้ก็ได้เปลี่ยนเป็นทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์ และชื่อเรียกทรัพย์สิน ส่วนพระองค์ก็เปลี่ยนเป็นคำว่าทรัพย์สินในพระองค์ กล่าวโดยสรุปคือเปลี่ยนจากคำว่า ส่วน เป็นคำว่า ใน และไม่เพียงแต่เปลี่ยนชื่อเรียกอย่างเดียวเท่านั้น ในแง่ของการดูแล และการบริหารจัดการพระราชทรัพย์ทั้งสองส่วนก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย กล่าวคือในรัชสมัย ก่อนหน้านี้ การดูแลทรัพย์สินของสถาบันพระมหากษัตริย์หรือ Crown Property แตกต่าง ไปจากการดูแลทรัพย์สินส่วนพระองค์คือแยกกันดู การดูแลทรัพย์สินส่วนพระองค์จะเป็นไป ตามพระราชอัธยาศัย แต่การดูแลทรัพย์สินของสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นจะดูแล โดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แต่ผลของกฎหมายในยุค คสช. ในปี ๒๕๖๑ ทำให้เส้นแบ่งตรงนี้เบลอลงไป ทำให้เราไม่มีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งทำหน้าที่ดูแลทรัพย์สินที่เป็นของสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นการเฉพาะอีกแล้ว แต่ได้ เปลี่ยนไปเป็นสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ โดยการดูแลและบริหารจัดการพระราชทรัพย์ ทั้งหมดทั้ง ๒ ส่วน ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์หรือทรัพย์สินที่เป็นส่วนของสถาบัน พระมหากษัตริย์นั่นเอง ล้วนแต่ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย พระองค์จะทรงมอบหมาย ให้สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์นี้ บุคคลใดหน่วยงานใดเป็นผู้จัดการพระราชทรัพย์ ทั้ง ๒ ส่วนก็ได้ อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน สำหรับพระราชทรัพย์ในส่วนที่เป็นของ สถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ซึ่งไม่ใช่ส่วนของพระองค์ เราจะมีวิธีในการบริหารจัดการดูแล อย่างไร ให้ทรัพย์สินของแผ่นดินในส่วนนี้มีความมั่นคงสถาพรที่สุด เพื่อธำรงไว้ซึ่ง พระเกียรติยศและพระราชสถานะภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข นั่นไม่ใช่ประเด็นที่เราจะมาถกเถียงกันในวันนี้ เพราะร่างกฎหมายที่รัฐบาลเสนอ เข้ามาในวันนี้นั้น ไม่ได้มีเนื้อหาสาระที่ไปกระทบหรือส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลง การบริหารจัดการดูแลพระราชทรัพย์ทั้ง ๒ ส่วน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญที่ผม ได้กล่าวมานี้นั้น ได้กระทำเสร็จสิ้นไปแล้วตั้งแต่ในยุครัฐบาล คสช. สาระสำคัญจริง ๆ ของ กฎหมายฉบับนี้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนชื่อจากสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ตามกฎหมายปี ๒๕๖๑ ไปเป็นสำนักงานพระคลังข้างที่แต่เพียงเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ครับ ท่านประธาน พวกผมไม่ได้มีประเด็นอะไรที่จะคัดค้านในร่างกฎหมายฉบับนี้ที่รัฐบาลเสนอมา แต่อย่างไรก็ตามในฐานะผู้แทนราษฎรคนหนึ่ง ผมอยากให้การเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ มีกระบวนการที่เป็นไปตามกระบวนการนิติบัญญัติปกติ ไม่อยากให้มีการเสนอร่างกฎหมาย ฉบับนี้ด้วยกระบวนการพิเศษ เช่น การพิจารณา ๓ วาระรวด ผ่านกรรมาธิการเต็มสภาให้จบ เพียงแค่ ๑ วันที่คณะรัฐมนตรีเสนอมา เพราะถ้ายิ่งเป็นร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน ที่เป็นพระประมุขของชาติ สภาของเรายิ่งต้องควรพิจารณาอย่างรอบคอบถี่ถ้วน รวมถึงต้อง ระมัดระวังไม่ให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัย หรือการตั้งคำถามในหมู่พี่น้องประชาชน สุดท้ายผมขอยืนยันกับท่านประธานและเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ผู้แทนราษฎรของพรรค ประชาชนจะทำหน้าที่พิทักษ์ปกป้องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ Constitutional Monarchy ซึ่งก็คือระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์อยู่ใต้ รัฐธรรมนูญ เราจะระมัดระวังไม่ให้กฎหมายใดถูกติฉินนินทา หรือมีข้อครหาได้ว่ามีใคร ที่มีความพยายามในการทำให้หลุดพ้นไปจากกรอบที่ว่านี้ ที่พระมหากษัตริย์ทรงปกเกล้า แต่ไม่ปกครอง อันเป็นการรักษาพระราชสถานะของประมุขให้ปราศจากจากการเมือง อย่างแท้จริง ดังนั้นท่านประธาน ถึงแม้พวกผมจะสามารถรับหลักการในร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ได้ แต่พวกผมไม่อาจเห็นด้วยกับกระบวนการที่คณะรัฐมนตรีเสนอ ให้มีการใช้ คณะกรรมาธิการเต็มสภา เพื่อเร่งรัดกระบวนการในการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ครับ ก่อนที่จะปิดการอภิปรายผมอยากเสนอท่านประธานดังนี้ครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๒๐ วรรคสอง อาจจะเป็นในเรื่องของการเขียนบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรที่วรรคตอน ไม่ชัดเจนครับ เนื่องจากตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๐ วรรคสอง เขียนไว้ว่า เมื่อ ครม. ร้องขอ หรือ สส. ๒๐ คนเสนอญัตติ และที่ประชุมอนุมัติ ผมอยากเสนอให้ท่านประธานทำหน้าที่ในฐานะ ประธานวินิจฉัยให้เด็ดขาดว่า คำว่า และที่ประชุมอนุมัติ นี้บังคับใช้กับกรณีที่ ครม. เสนอ ด้วยหรือไม่ ต้องเกิดความชัดเจนในเรื่องนี้ เพื่อให้กระบวนการการพิจารณากฎหมาย ในฉบับนี้มีความรอบคอบและรัดกุมครับ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ มีท่านสมาชิกขออภิปรายอีก ๑ ท่านนะครับ ท่านจุติ ไกรฤกษ์ เชิญครับ

นายจุติ ไกรฤกษ์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรครวมไทยสร้างชาติ ขออนุญาตใช้สิทธิเห็นต่างนะครับ ผมเคารพ ความเห็นของท่านผู้นำฝ่ายค้านที่ท่านมีจุดยืนของท่าน แต่ในขณะเดียวกันผมก็โตมาในระบบ ที่ผมเชื่อ เคารพในจุดยืน อุดมการณ์ของผมเหมือนกัน เราอาจจะมองต่างกันนะครับ แต่ผม จะขออนุญาตใช้เวลานี้เสนอจุดต่างว่า ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ สำคัญต่อระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขอย่างยิ่ง สิ่งที่อยากจะกราบเรียน ผมกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลว่าผมไม่เคลือบแคลงใน พ.ร.บ. นี้แม้แต่น้อย ถามว่าทำไม เรามี ๘ มาตรา แล้วก็เราเห็นต่างกันว่าควรจะเข้าช่องปกติแล้วกรรมาธิการทำหน้าที่ แต่ผม กราบเรียนว่านี่คือสิ่งที่โปร่งใสที่สุดว่าสมาชิกรัฐสภาทุกคนสามารถออกความเห็นได้ อย่างเปิดเผย แล้วก็ลงมติอย่างโปร่งใส

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานคือว่าเนื้อหากฎหมายฉบับนี้ หลายคนอาจจะเห็นว่าเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แต่จริง ๆ แล้วทั้งหมดนี้ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ของชาติและประโยชน์ของประชาชน คำที่ว่าบริหารทรัพย์สินตามพระราชอัธยาศัยนั้น ผมอยากจะกราบเรียนว่าประวัติศาสตร์ ชี้ให้เห็น ชี้ให้เห็นว่าที่ท่านบริหารตามพระราชอัธยาศัยนั้นคนไทยทั้งประเทศได้ประโยชน์ ๑. รัฐบาลอาจจะมีงบไม่เพียงพอ ดูแลไม่ทั่วถึง ท่านประธานครับ เด็กชาติพันธุ์ ๓๗,๐๐๐ คน ตามตะเข็บชายแดน พระมหากษัตริย์ดูแลหมด ดูแลผ่านมูลนิธิ ดูแลผ่านพระราชทรัพย์ ส่วนพระองค์ นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่พิสูจน์ได้ก็คือว่าการบริหารงานเป็นไปอย่างโปร่งใสหรือไม่ ถ้าท่านประธานจะจำได้ว่าโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดมไฟไหม้ รัฐบาลยังไม่ทัน ที่จะตัดสินอะไรไปช่วย ท่านพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ไปช่วยเหลือแล้ว ๒๐ กว่าล้าน เพื่อให้โรงพยาบาลนั้นกลับมาที่จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนที่เดชอุดมและอำเภอ ใกล้เคียง

นอกจากนั้นแล้วท่านจะเห็นว่าการบริหารโดยพระราชอัธยาศัยนั้น ท่านประธานไปดูว่ามีบันทึกไว้ ของกระทรวงมหาดไทย ของกระทรวงสาธารณสุข ว่าโรงพยาบาลและสถานราชทัณฑ์ ๔๔ แห่ง ได้รับพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ ผมเน้นว่าทรัพย์ส่วนพระองค์ ไม่ใช่เงินงบประมาณ ๒,๘๕๒ ล้านบาท แล้วสิ่งที่เราลืมไป เพราะว่าพระองค์ท่านไม่ประสงค์จะให้คนไทยรู้คือรถตรวจเชื้อโควิดและรถวิเคราะห์ผลโควิด ผมขอพูดให้ท่านประธานทราบ เพราะว่าผมเป็นรัฐมนตรีในช่วงนั้น ก็คือว่ากว่าที่กระทรวง สาธารณสุขจะประกาศ TOR ประมูล คนประท้วง ป่านนี้คนไทยคงติดเชื้อตายกันเป็นเบือ ท่านคงทอดพระเนตรเห็นว่าเหตุการณ์อย่างนั้นจะเกิดขึ้นแน่นอน ถ้าท่านไม่เข้ามาช่วยเหลือ ท่านประธานทราบไว้ว่าประเทศมหาอำนาจที่ผลิตวัคซีน ผลิตยาแก้โรคติดต่อ ประเทศไทย ต้องนำเข้าจากเขา มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เอาผลลัพธ์ ผลลัพธ์ก็คือว่าชาติมหาอำนาจ มีคนเสียชีวิตมากกว่าคนไทย ๒๕ เท่า มีคนติดเชื้อโควิดมากกว่าประเทศไทย ๓๕ เท่า แต่ทั้งหมดนั้นก็ต้องขอบคุณกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัคร สาธารณสุข แพทย์ พยาบาล ทหาร ที่ช่วยกันให้วิกฤตินั้นดับลงไปได้ เคยมีใครทราบบ้างไหมว่าตามพระราชอัธยาศัยนั้น ท่านทรงห่วง รถเก็บเชื้อโควิด ซึ่งเก็บเชื้อคนไทยถึง ๓๑๓,๐๐๐ คน เก็บเชื้อแล้วมีวิเคราะห์ รถ ท่านพระราชทานให้ ๒๐ คันครับท่านประธาน และโดยเฉพาะรถวิเคราะห์ผลด่วนภายใน ๓ ชั่วโมง ช่วยให้แพทย์นั้นจำกัดการกระจายได้อย่างรวดเร็ว รถพระราชทานอีก ๙ คัน ถามว่าเงินกี่พันล้านที่รักษาประโยชน์คนไทยไว้ได้ ฉะนั้น พ.ร.บ. นี้ อยากจะกราบเรียนว่า ไม่ใช่แค่เปลี่ยนชื่อเฉย ๆ แต่ธำรงไว้ซึ่งความว่าประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข พิสูจน์แล้วว่ากฎหมายฉบับนี้โปร่งใส ไม่เคลือบแคลงและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนแน่นอน กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ท่านชลน่านจะขออภิปรายอีกสักนิดหนึ่ง เชิญครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ต้องขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานที่จะมีส่วนร่วมอภิปรายในการเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ตามที่คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ ท่านประธานที่เคารพครับ ชื่อร่างพระราชบัญญัติ คือ ร่างพระราชบัญญัติ จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ มีหลักการและเหตุผลตามที่คณะรัฐมนตรีได้นำเสนอต่อสภาไป และท่านรัฐมนตรีผู้เป็น ตัวแทนของรัฐมนตรีได้แจ้งต่อสภาแห่งนี้ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๒๐ ของพวกเราที่เขียนไว้ กรณีที่จะพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ คณะรัฐมนตรีขอให้สภามีมติพิจารณา ๓ วาระรวด ก็คือตั้งกรรมาธิการเต็มสภา ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุที่ผมจำเป็นต้องลุกขึ้นอภิปราย ประการที่ ๑ ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติก็เป็นการพิจารณาไปตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญและข้อบังคับที่เราเขียนรองรับเอาไว้ ก็เป็นการพิจารณาทั้ง ๓ วาระ วาระที่ ๑ ชั้นรับหลักการ วาระที่ ๒ ชั้นกรรมาธิการ และวาระที่ ๓ ในชั้นที่จะให้ ความเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่ ก่อนที่จะส่งไปให้วุฒิสภาพิจารณาต่อไป ท่านประธานครับ การทำตามลำดับขั้นตอนนี้ แม้ในที่ประชุมรัฐสภาจะมีมติเห็นชอบ ไม่เห็นชอบกับการตั้งกรรมาธิการเต็มสภาหรือเห็นชอบกับการพิจารณา ๓ วาระ ในคราวเดียวกันหรือไม่ ตรงนี้ท่านประธานเองอาจจะต้องขอมติ เพราะมีเพื่อนสมาชิก เสนอว่าไม่เห็นด้วยกับการที่จะพิจารณา ๓ วาระให้เป็นไปตามกระบวนการตามปกติ มีเพื่อนสมาชิกขึ้นมาให้ความเห็นว่าควรจะต้องพิจารณา ๓ วาระ เพราะฉะนั้นในชั้นแรกสุด ท่านประธานเองอาจจะต้องขอความเห็นในประเด็นนี้ก่อนว่าจะพิจารณาโดยอาศัย กรรมาธิการเต็มสภาให้สมาชิกทุกคนเป็นกรรมาธิการหรือไม่ ถ้าสภามีมติเห็นชอบ ก็หมายความว่าเราพิจารณาในชั้นกรรมาธิการเป็นกรรมาธิการเต็มสภาคือ ๓ วาระรวด ในคราวเดียวกัน ความหมายมันเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพก็คือท่านประธานต้องขอ ความเห็นในที่ประชุมว่า จะเห็นชอบกับการพิจารณาโดยตั้งกรรมาธิการเต็มสภาหรือไม่ นั่นประการที่ ๑ ประการที่ ๒ เมื่อเข้าสู่การพิจารณาท่านประธานต้องดำเนินการไปตาม ระเบียบวาระก็คือพิจารณาในวาระที่ ๑ ชั้นรับหลักการ จะมีผู้อภิปรายเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ กับหลักการหรือไม่ ก็เป็นหน้าที่ของสภาแห่งนี้ ถ้าสภาแห่งนี้ไม่มีผู้อภิปรายเลย หรือมี ผู้อภิปรายเห็นชอบกับหลักการ ท่านประธานก็ต้องถามมติว่าเห็นชอบกับหลักการหรือไม่ หรือไม่เห็นชอบในวาระรับหลักการคือวาระที่ ๑ แล้วเข้าต่อกรรมาธิการเต็มสภาตามที่สภา มีมติเอาไว้ ก็เริ่มตั้งแต่ชื่อร่าง คำปรารภ มาตรา ๑ มาตรา ๒ มาตรา ๓ มาตรา ๔ มาตรา ๕ ไล่ไปจนถึงว่ามาตรา ๖ จบ พิจารณาวาระที่ ๒ ให้จบ ก็เข้าสู่วาระที่ ๓ ที่จะเห็นชอบกับการ เสนอร่างพระราชบัญญัติทั้งร่าง ลำดับขั้นตอนก็เป็นไปอย่างนั้น ต้องกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ แม้จะต้องเต็มสภาก็ต้องทำตามระเบียบวาระ ทำตามบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญและข้อบังคับที่เราเขียนไว้ว่าการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติต้องพิจารณา ๓ วาระ นั่นประการที่หนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ประการที่ ๒ ผมดูตัวร่าง พระราชบัญญัติผมเห็นด้วยกับคณะรัฐมนตรีอย่างยิ่งที่เห็นควรจะพิจารณา โดยกรรมาธิการ เต็มสภา เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะพิจารณาโดยกรรมาธิการเต็มสภาก็คือพิจารณาในวาระที่ ๑ วาระที่ ๒ วาระที่ ๓ ในสภาแห่งนี้ในคราวเดียวกัน เหตุผลที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการใช้ กรรมาธิการเต็มสภาเนื่องจากร่างพระราชบัญญัติแห่งนี้หลักการที่เสนอเข้ามาโดย คณะรัฐมนตรีเป็นเพียงการเปลี่ยน เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติจัดระเบียบ ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. ๒๕๖๑ เพื่อเปลี่ยนชื่อสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ เป็นสำนักงานพระคลังข้างที่ หลักการสำคัญมีแค่นี้ เปลี่ยนชื่อจากเดิม สำนักงานทรัพย์สิน พระมหากษัตริย์เป็นสำนักงานพระคลังข้างที่และโอนกิจการของสำนักพระราชวังเฉพาะส่วน ของงานพระคลังข้างที่เป็นของสำนักงานพระคลังข้างที่ อะไรที่เกี่ยวเนื่องก็เปลี่ยนไป มีอยู่ ๖ มาตรา รวมบทเฉพาะกาล เพราะฉะนั้นการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการอาศัยกรรมาธิการ ทั้งหมดช่วยกันพิจารณาได้ ไม่ได้ยุ่งยาก ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย ไม่ได้เกี่ยวเนื่องเกี่ยวกับการ บริหารทรัพย์สินใด ๆ เลย เพราะฉะนั้นประเด็นที่มีสมาชิกพูดถึงการบริหารทรัพย์สิน การใช้ ประโยชน์ทรัพย์สิน การจัดการเรื่องทรัพย์สินเป็นการพูดนอกประเด็น ท่านประธาน ต้องระมัดระวังเรื่องนี้ อะไรที่นอกประเด็นไม่ควรจะให้อภิปราย ต้องอภิปรายอยู่ในประเด็นนี้ เท่านั้น จะให้เปลี่ยน ไม่ให้เปลี่ยน จะเป็นพระคลังข้างที่ ไม่เห็นด้วย ถ้าท่านบอกไม่เห็นด้วย กลับไปเป็นสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เหมือนเดิมท่านก็ว่าไป แต่จะก้าวล่วงไปเรื่อง การบริหารทรัพย์สินไปโน่นนี่นั่นนอกประเด็นครับ ท่านประธานต้องระมัดระวัง แล้วก็กำกับ เพื่อนสมาชิกให้อยู่ในประเด็นที่เรากำลังพูดกันด้วย น่าจะเป็นอย่างนั้นมากกว่า ผมเห็นด้วย อย่างยิ่งกับการตั้งกรรมาธิการเต็มสภา เพราะไม่มีประเด็นอะไรซับซ้อนเลย มันอยู่ในตัวบท ทั้งหมดแล้วขอบคุณท่านประธาน เห็นควรลงมติที่จะให้มีมติว่าตั้งกรรมาธิการเต็มสภาครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ท่านมีอะไรไหมครับ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ

ขออนุญาตชี้แจง ในที่ประชุมตามที่เพื่อนสมาชิกได้แสดงความเห็นเล็กน้อยครับ ใช้สิทธิพาดพิงครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ใช้สิทธิพาดพิง เขาพาดพิงอะไร

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ

ให้ผมได้ชี้แจง ท่านประธานสักครู่ครับ ท่านประธานจะได้ทราบว่าถูกพาดพิงเรื่องอะไรบ้างครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ผมเกรงว่าอาจจะมี ความเข้าใจผิดครับท่านประธาน แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องขอบคุณทางท่านชลน่านที่ช่วยแสดง ให้เห็นว่าประเด็นที่พวกผมได้นำเสนอนั้น ไม่ได้พูดพาดพิงในเรื่องอื่นใด ผมพูดชัดเจน ในการอภิปรายเมื่อสักครู่นี้ว่าหลักการในพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนชื่อ เท่านั้นครับ ซึ่งคนที่อภิปรายออกนอกประเด็นมากกว่าผม ขออนุญาตนะครับ ขออนุญาต เอ่ยนามก็อาจจะเป็นท่านจุติไกรฤกษ์ ที่ท่านได้พูดถึงในเรื่องของการที่เป็นประโยชน์ต่อ ประชาชนหรือว่าทรัพย์สินส่วนอื่น ๆ ในส่วนนี้ผมอยากจะยืนยันกับท่านประธานว่าพวกเรา ไม่ได้คัดค้าน เห็นด้วยกับการรับหลักการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพียงแต่ว่าไม่เห็นด้วยกับ กระบวนการที่คณะรัฐมนตรีจะเร่งรัดเท่านั้นเอง แล้วก็ต้องขอบคุณท่านชลน่านอีก ๑ ครั้ง ที่ทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้นว่าการอาศัยข้อบังคับ ข้อ ๑๒๐ วรรคสองนั้น จะต้องใช้เป็น มติในที่ประชุม ผมเห็นค้านกับท่านชลน่านอยู่เรื่องเดียวเท่านั้นครับท่านประธาน ถ้าอ่านตาม ข้อบังคับ ข้อ ๑๒๐ วรรคหนึ่งเขียนไว้ชัดเจนว่าการพิจารณาชั้นกรรมาธิการ ซึ่งเราเลือกได้ว่า จะส่งไปกรรมาธิการสามัญ วิสามัญ หรือกรรมาธิการเต็มสภา แปลว่าอะไร ท่านประธาน จะถามว่าจะใช้กรรมาธิการเต็มสภาหรือไม่นั้นต้องลงมติวาระที่หนึ่งก่อน รับหลักการผ่านไปแล้ว ถึงจะต้องมาลงมติว่าจะใช้กรรมาธิการเต็มสภาผ่านทั้ง ๓ วาระหรือไม่ ขอบคุณครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เป็นที่เข้าใจแล้วครับ ต่อไปเป็นการลงมติในวาระที่ ๑ ว่าจะรับหลักการหรือ ไม่รับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๗ ก่อนลงมติขอตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนนะครับ เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมครับ

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

เข้ามาแล้วกดปุ่มแสดงตนเลยนะครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

แสดงตนเรียบร้อยแล้วนะครับ ขอปิดการแสดงตน จำนวนผู้เข้าร่วมประชุม ๔๕๔ ท่าน

ครบองค์ประชุม ต่อไปผมจะถามมติจากที่ประชุมว่าจะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือไม่ เชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิ ออกเสียงลงคะแนนนะครับ ผู้ใดเห็นว่าควรรับหลักการ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่า ไม่ควรรับหลักการ โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกออกเสียงลงคะแนนเลยครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

ลงคะแนนเรียบร้อยนะครับ ขอปิดการลงคะแนนครับ จำนวนผู้ลงมตินะครับ ๔๕๓ ท่าน เห็นด้วย ๔๕๑ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี นะครับ

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติรับหลักการแห่งร่างพระบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เชิญเสนอกรรมาธิการครับ

รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนัก นายกรัฐมนตรี ขออนุญาตที่จะกราบเรียนที่ประชุมแห่งนี้ผ่านประธานสภาไปว่าเมื่อสักครู่นี้ ด้วยความเคารพท่านผู้นำฝ่ายค้านก็แสดงความเห็นของท่านว่าไม่เห็นด้วยที่จะให้สภาแห่งนี้ พิจารณาโดยกรรมาธิการเต็มสภา หรือ ๓ วาระรวด ก็กราบเรียนอย่างนี้ว่าที่ประชุมครับ ท่านประธานครับ ในชั้นคณะรัฐมนตรีที่เราพิจารณาเรื่องนี้กันก็มีการพูดคุยกันอยู่พอสมควร ว่าการที่คณะรัฐมนตรีจะขอมติเพื่อเสนอต่อสภาแห่งนี้ให้พิจารณาเป็นกรรมาธิการเต็มสภา ๓ วาระ จะสมควรหรือไม่ประการใด เพราะว่าข้อบังคับ ข้อ ๑๒๐ นอกจากคณะรัฐมนตรี จะเสนอแล้วก็ยังเปิดโอกาสให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถที่จะร่วมกันเสนอได้ แต่ว่า ในท้ายที่สุดคณะรัฐมนตรีก็มองเห็นว่ากฎหมายนี้เราก็ทราบดีว่าเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ สถาบันทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ และขณะเดียวกันก็ดูว่าเป็นกฎหมายเพียงแก้ถ้อยคำ อย่างเพื่อนสมาชิกได้กรุณานำเรียนแล้วก็ไม่ได้มีข้อยุ่งยากอะไร แล้วจริงๆ แล้วถ้าท่านดู รายละเอียดกฎหมายมี ๖ มาตรา ที่เป็นรูปแบบ ๓ มาตรา เนื้อหาจริง ๆ ก็คือมีอยู่ ๓ มาตรา ในอดีตที่ผ่านมาผมพยายามไปค้นคว้ากฎหมายทำนองนี้ส่วนใหญ่แล้วจะใช้กรรมาธิการ เต็มสภาอยู่หลายครั้ง ครม. ก็มีความเห็นว่าถ้าเราจะเสนอโดยคณะรัฐมนตรีมีมติว่า ขออนุญาตสภาที่จะให้พิจารณาเต็มสภาก็จะเป็นความสง่างาม และถือว่าคณะรัฐมนตรี ได้มุ่งมั่นรีบเร่งที่จะจัดทำกฎหมายนี้ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว ผมจึงขอยืนยันว่าขออนุญาตสภา ขอให้พิจารณาโดยกรรมาธิการเต็มสภา ขอบพระคุณครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เนื่องจากคณะรัฐมนตรีร้องขอให้มีการพิจารณาโดยกรรมาธิการเต็มสภา ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๒๐ วรรคสอง ดังนั้นถือว่ามีมติอนุมัติให้พิจารณา

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ เมื่อสักครู่ท่านเพื่อนสมาชิกท่านชลน่านก็มีความเห็น สอดคล้องกับผมว่า ข้อ ๑๒๐ วรรคสอง ไม่ว่าคณะรัฐมนตรีเสนอหรือเพื่อนสมาชิก ๒๐ คน รับรองเสนอเป็นญัตติเสนอ จะต้องมีมติในที่ประชุมเพื่อโหวตเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในการ ใช้คณะกรรมาธิการเต็มสภา ดังนั้นผมขออนุญาตใช้สิทธิในที่ประชุมขอเสนอญัตติว่า พวกผมอยากจะให้เดินหน้าพิจารณา ๓ วาระผ่านกระบวนการปกติ ขอผู้รับรองด้วยครับ เพื่อให้มีการโหวตครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คือตามข้อบังคับถ้าคณะรัฐมนตรีร้องขอก็ต้องเป็นไปตามที่ร้องขอนะครับ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ถ้าอย่างนั้น ผมขออนุญาตให้เพื่อนสมาชิกอย่างท่านชลน่านได้ลุกขึ้นแสดงความเห็นนิดหนึ่งได้หรือไม่ครับ เมื่อสักครู่ท่านน่าจะมีความเห็นสอดคล้องกับผมนะครับ ตามข้อ ๑๒๐ วรรคสอง ครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านชลน่านครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ ถ้าในการตีความข้อบังคับ ข้อ ๑๒๐ ผมต้องกราบเรียนด้วยความ เคารพ ถ้าถือเอาตามข้อบังคับที่จัดพิมพ์วางไว้ให้สมาชิกได้ใช้ในห้องประชุมในขณะนี้ ผมต้อง กราบเรียนด้วยความเคารพว่าถ้าดูตามนี้แล้วจะทำให้ตีความเป็นไปเหมือนกับท่านผู้นำ ฝ่ายค้านต้องขออนุญาตอ้างชื่อท่านนะครับท่านผู้นำฝ่ายค้านได้กรุณานำเสนอ แล้วผมเอง ก็เข้าใจไปตามนั้นจริง ๆ ซึ่งแตกต่างจากวิธีปฏิบัติที่เราเคยใช้มา การเขียนแบบนี้มันทำให้ ตีความว่าวรรคสองบรรทัดแรกกับหรือที่เอามาไว้บรรทัดที่ ๒ ถ้ามันอยู่บรรทัดเดียวกันมันจะ มีการเคาะวรรค เคาะแล้ววรรค หรือ อันนี้จะทำให้ตีความไปอีกลักษณะหนึ่งก็คือว่าข้อความ อันแรกก่อนวรรค ก่อนเคาะหรือนั้น มีความหมายจบในตัว วรรคหรือแล้วต่อท้ายด้วย เมื่อสมาชิกเสนอญัตติโดยมีจำนวนสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ และที่ประชุมอนุมัติ อันนี้จะเป็นความเดียวกัน ถ้าตีความตามข้อบังคับ แต่ว่าวิธีเขียนแบบนี้เอง วิธีพิมพ์แบบนี้ มันทำให้ตีความได้ทั้ง ๒ รูปแบบ ผมเองดูคร่าว ๆ ตอนแรกก็ตีความเป็นเหมือนที่ท่านผู้นำ ฝ่ายค้านได้ตีความ อันนี้ต้องถือว่าผมเองตีความผิดพลาดต้องยอมรับในที่ประชุม แต่ว่า วิธีเขียนแบบนี้มันชวนให้ตีความแบบนั้นจริง ๆ แต่วิธีการที่เราปฏิบัติกันมาที่ผ่าน ๆ มา เมื่อ ครม. ร้องขอนะครับ กฎหมายเป็นกฎหมายของ ครม. จริงอยู่ครับ ฝ่ายนิติบัญญัติ เราเป็นผู้ที่จะให้ความเห็นชอบ ถ้า ครม. มีความจำเป็นในสิ่งนี้ โดยข้อบังคับเราก็เขียนรองรับ เอาไว้อย่างนั้น อันนี้ก็ให้ท่านประธานใช้ดุลยพินิจพิจารณา เพราะว่าต้องกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังสำนักการประชุมเราที่จัดทำเอกสาร บางครั้งต้องดูรายละเอียดด้วย เพราะการใช้ข้อบังคับของสมาชิกเราใช้ตามลายลักษณ์อักษร ผมเองไม่ใช่พหูสูตที่จะจำข้อความ ในอดีตได้ มันก็ต้องเอาสิ่งที่เป็นปัจจุบันขึ้นมาใช้มาอ้างอิง อันนี้ต้องยอมรับจริง ๆ ด้วยความ เคารพครับ ฝากท่านประธานช่วยพิจารณาครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผมขอดำเนินการตามที่คณะรัฐมนตรีร้องขอนะครับ ขอดำเนินการต่อเลยนะครับ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตแค่ไม่เกิน ๑ นาทีครับ เพื่อเป็นบันทึกในที่ประชุม แปลว่า ท่านประธานใช้อำนาจในการวินิจฉัยตีความข้อบังคับเพื่อให้เดินหน้าไปโดยที่ ครม. ร้องขอ โดยไม่มีการลงมติในที่ประชุมถูกต้องนะครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผมไม่ได้ตีความ ผมทำตามข้อบังคับ ท่านไปดูข้อบังคับเขามีเว้นวรรค ถ้าคณะรัฐมนตรีร้องขอ หรือสมาชิก ๒๐ คนเข้าชื่ออันนั้นโหวตได้ แต่ถ้าคณะรัฐมนตรีร้องขอก็ทำตามที่คณะรัฐมนตรี ร้องขอนะครับ ผมขอทำตามนี้ครับ

นายอดิศร เพียงเกษ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม อดิศร เพียงเกษ ผมเห็นว่าคำวินิจฉัยของท่านประธานถูกต้องตามข้อบังคับเรียบร้อยแล้วครับ ดำเนินการต่อไปครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอดำเนินการต่อนะครับ เนื่องจากที่ประชุมมีมติให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติโดย คณะกรรมาธิการเต็มสภา ซึ่งตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๐ กำหนดให้สมาชิกทุกคนในที่ประชุม ประกอบกันเป็นคณะกรรมาธิการและประธานมีฐานะเป็นประธานคณะกรรมาธิการ โดยในการพิจารณานั้นจะถือเป็นการพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการและการพิจารณาของ สภาในวาระที่ ๒ เรียงตามลำดับมาตรารวมกันไป ดังนั้นผมจะขอดำเนินการตามข้อบังคับ เชิญท่านเลขาธิการดำเนินการครับ

นางสาวศุภพรรัตน์ สุขพุ่ม รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่ แทนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

ชื่อร่างพระราชบัญญัติ ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบ ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มีสมาชิกท่านใดประสงค์จะแก้ไขเพิ่มเติมชื่อร่างพระบัญญัติหรือไม่ ไม่มีนะครับ เชิญท่าน เลขาธิการครับ

นางสาวศุภพรรัตน์ สุขพุ่ม รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่ แทนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

คำปรารภ โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย ว่าด้วยการจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มีสมาชิกท่านใดประสงค์จะแก้ไขเพิ่มเติมคำปรารภหรือไม่ เชิญครับ ไม่มีนะครับ เชิญท่าน เลขาธิการต่อครับ

นางสาวศุภพรรัตน์ สุขพุ่ม รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่ แทนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติ จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....”

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มีสมาชิกท่านใดประสงค์แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑ หรือไม่ เชิญครับ ถ้าไม่มีนะครับ เชิญท่าน เลขาธิการต่อครับ

นางสาวศุภพรรัตน์ สุขพุ่ม รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่ แทนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจาก วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มีสมาชิกท่านใดประสงค์แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒ หรือไม่ครับ เชิญครับ ไม่มีนะครับ เชิญท่าน เลขาธิการครับ

นางสาวศุภพรรัตน์ สุขพุ่ม รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่ แทนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สิน พระมหากษัตริย์ พ.ศ. ๒๕๖๑ ให้แก้ไขคำว่า “สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์” เป็นคำว่า “สำนักงานพระคลังข้างที่” คำว่า “คณะกรรมการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์” เป็นคำว่า “คณะกรรมการพระคลังข้างที่” คำว่า “กรรมการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์” เป็นคำว่า “กรรมการพระคลังข้างที่” และคำว่า “ผู้อำนวยการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์” เป็นคำว่า “ผู้อำนวยการพระคลังข้างที่” ทุกแห่ง

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มีสมาชิกท่านใดประสงค์จะแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๓ หรือไม่ครับ เชิญครับ ถ้าไม่มีนะครับ เชิญท่านเลขาธิการต่อเลยครับ

นางสาวศุภพรรัตน์ สุขพุ่ม รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่ แทนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา ๔ ให้บรรดากิจการทั้งปวงของสำนักงาน ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. ๒๕๖๑ เป็นกิจการของสำนักงานพระคลังข้างที่ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบ ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

บทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ คำสั่ง รวมตลอดถึง เอกสารที่เกี่ยวกับนิติกรรมหรือสัญญา หรือเอกสารแสดงสิทธิ หน้าที่ และความผูกพันใด ๆ ที่อ้างถึง “สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์” คณะกรรมการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ “กรรมการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์” หรือ “ผู้อำนวยการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์” ให้ถือว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ คำสั่ง รวมตลอดถึงเอกสารที่ เกี่ยวกับนิติกรรม หรือสัญญา หรือเอกสารแสดงสิทธิ หน้าที่ และความผูกพันใด ๆ นั้น อ้างถึง และหมายถึง “สำนักงานพระคลังข้างที่” “คณะกรรมการพระคลังข้างที่” “กรรมการ พระคลังข้างที่” หรือ “ผู้อำนวยการพระคลังข้างที่” แล้วแต่กรณี

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มีสมาชิกท่านใดประสงค์ที่จะแก้ไขเพิ่มเติมใน มาตรา ๔ หรือไม่ครับ ถ้าไม่มีนะครับ เชิญท่าน เลขาธิการต่อเลยครับ

นางสาวศุภพรรัตน์ สุขพุ่ม รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่ แทนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา ๕ ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ และภาระผูกพันของสำนักพระราชวังเฉพาะส่วนของสำนักงานพระคลังข้างที่ ไปเป็นของ สำนักงานพระคลังข้างที่ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ตามที่สำนักพระราชวังกำหนด

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มีสมาชิกท่านใดประสงค์แก้ไขเพิ่มเติมใน มาตรา ๕ หรือไม่ครับ ถ้าไม่มีนะครับ เชิญท่าน เลขาธิการต่อครับ

นางสาวศุภพรรัตน์ สุขพุ่ม รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่ แทนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา ๖ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตาม พระราชบัญญัตินี้

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มีสมาชิกท่านใดประสงค์แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๖ หรือไม่ ถ้าไม่มี ก็จบการพิจารณา ในวาระ ๒ จบการพิจารณาเรียบร้อยตามลำดับมาตราแล้ว ต่อไปเป็นการพิจารณาทั้งร่าง เป็นการสรุปอีกครั้งหนึ่งนะครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๒ มีสมาชิกท่านใดจะแก้ไขถ้อยคำ หรือไม่นะครับ

นายอดิศร เพียงเกษ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ กระผม อดิศร เพียงเกษ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในการถ้อยคำนะครับ เมื่อสักครู่นี้ผมฟังผู้ปฏิบัติ หน้าที่เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร อ่านมาตรา ๕ ท่านอ่านไม่ครบครับ ตอนท้าย ๆ กฎหมาย เขาเขียนไว้ว่า ทั้งนี้ ตามที่เลขาธิการพระราชวังกำหนด ท่านอ่านว่า ทั้งนี้ ตามที่พระราชวัง กำหนด เกรงว่าท่านอ่านกับข้อเท็จจริงปรากฏในหนังสือไม่ตรงกันจึงอยากให้ถือตามเอกสาร ที่หนังสือทุกคนได้รับครับ ต้องขออภัยท่านเลขาธิการต่อไปให้อ่านโดยละเอียดด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านอดิศรครับ ท่านเลขาธิการอ่านทบทวนมาตรา ๕ ใหม่ครับ

นางสาวศุภพรรัตน์ สุขพุ่ม รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่ แทนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

ขออนุญาตค่ะ มาตรา ๕ ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ และภาระผูกพันของสำนักพระราชวังเฉพาะส่วนของสำนักงาน พระคลังข้างที่ ไปเป็นของสำนักงานพระคลังข้างที่ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สิน พระมหากษัตริย์ พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ตามที่เลขาธิการ พระราชวังกำหนด

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ถูกต้องแล้วนะครับ ก็ถือว่าจบการพิจารณาในวาระที่ ๒ นะครับ

ต่อไปเป็นการพิจารณาในวาระที่ ๓ เพื่อให้มีสมาชิกลงมติว่าจะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ โดยไม่มีการอภิปราย ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๓ ก่อนลงมติขอตรวจสอบ องค์ประชุมอีกครั้งหนึ่งนะครับ

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

ท่านสมาชิกกดปุ่มแสดงตนเลยครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

แสดงตนเรียบร้อยแล้วนะครับ ขอปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าร่วมประชุม ๔๔๗ ท่าน

ครบองค์ประชุม ต่อไปผมจะถามมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติ จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือไม่ เชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิ ออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกออกเสียง ลงคะแนนครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

ลงคะแนนกันเรียบร้อยนะครับ ขอปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๕๖ ท่าน เห็นด้วย ๔๕๔ ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับร่างพระบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นอันว่าจบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีนะครับ

๔. ร่างพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)

ด้วยคณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างพระราชบัญญัติมายังสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๓ (๑) และเสนอรายงานผลการรับฟังความคิดเห็น และการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากร่างกฎหมายเพื่อประกอบการพิจารณา ในกระบวนการตรากฎหมายของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ วรรคสอง รายละเอียดปรากฏตาม เอกสารที่ได้จัดวางไว้ให้ท่านสมาชิกแล้วนะครับ

ในการนี้ได้อนุญาตให้ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมชี้แจงข้อเท็จจริง ต่อที่ประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๗๖ เชิญผู้มีรายชื่อดังต่อไปนี้เข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมนะครับ ท่านแรก ท่านวิทยา พันธุ์มงคล รองผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย รักษาการแทนผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ๒. ท่านณัฐพงศ์ สงฆ์ประชา ผู้ช่วยผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ๓. ท่านมานพ ใจดี ผู้อำนวยการกองนิติการสำนักกฎหมาย การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ๔. ท่านปัญญา ชูพานิช ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งจราจร เชิญเข้าประจำที่เลยนะครับ เชิญผู้เสนอแถลงหลักการและเหตุผลได้เลยครับ

นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่านค่ะ ดิฉัน มนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในนามของคณะรัฐมนตรี จึงขอเสนอ ร่างพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรโดยมีหลักการและเหตุผลดังนี้

หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่ง ประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๓ ดังต่อไปนี้

(๑) ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจของการ รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยเพื่อให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๗ (๓))

(๒) ปรับปรุงการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน แห่งประเทศไทยเกี่ยวกับการออกพันธบัตร การจัดการและการจัดหาผลประโยชน์ ในทรัพย์สิน และการดำเนินการของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยให้มีความ ชัดเจนภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๙ (๖) และเพิ่มมาตรา ๙ (๑๑/๑) และมาตรา ๙ วรรคสอง)

(๓) แก้ไขเพิ่มเติมอำนาจในการออกข้อบังคับของคณะกรรมการการรถไฟฟ้า ขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีความ คล่องตัวและลดขั้นตอนการดำเนินการ (แก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๑๘ (๑๓))

(๔) แก้ไขเพิ่มเติมการนำเงินรายได้ที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่ง ประเทศไทยได้รับมาหักรายจ่ายที่จำเป็นก่อนส่งเป็นรายได้ของรัฐ (แก้ไขเพิ่มเติมใน มาตรา ๖๕)

ด้วยเหตุผลดังกล่าว เนื่องจากพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน และให้มีบทบัญญัติบางประการ เนื่องจากบทบัญญัติบางประการไม่เหมาะสมกับสภาพ ในสถานการณ์ปัจจุบัน จึงสมควรให้มีการปรับปรุงวัตถุประสงค์และอำนาจกระทำการ ตามวัตถุประสงค์ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เพื่อให้เกิดความคล่องตัว ในการดำเนินการและการหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินและแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ การออกข้อบังคับและการหักเงินรายจ่ายสำหรับการดำเนินงานของการไฟฟ้าขนส่งมวลชน แห่งประเทศไทยต่อไป

ทั้งนี้เพื่อเป็นการแก้ไขแนวทางปฏิบัติในปัจจุบัน และเพิ่มประสิทธิภาพ การดำเนินกิจการของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย รวมทั้งแก้ไขเพิ่มเติม บทบัญญัติ จึงทำให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมและสนับสนุนเงินในการบริหาร จัดการระบบตั๋วร่วมในกิจการของรถไฟฟ้า จึงจำเป็นจะต้องตราพระราชบัญญัติฉบับนี้

ดิฉันจึงขอเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เพื่อให้สมาชิกทุกท่าน เพื่อให้สภา แห่งนี้ได้พิจารณารับหลักการและนำไปสู่การตั้งกรรมาธิการวิสามัญในวาระ ๒ ต่อไป ขอบพระคุณค่ะ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะบุคลากรจากองค์การบริหารส่วนตำบลเรียง อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับนะครับ

สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะสมาคมการค้าส่งเสริมธุรกิจภาคกลาง จังหวัดราชบุรี ยินดีต้อนรับนะครับ

สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะประชาชนจากเขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร นำโดยนายธัญธร ธนินวัฒนาธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน ยินดีต้อนรับครับ

ต่อไปท่านสมาชิกที่ลงชื่ออภิปราย ท่านแรก ท่านสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ตามด้วยท่านวิรัช พิมพะนิตย์ เชิญท่านสุรเชษฐ์ครับ

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

วันนี้ผมขอร่วมอภิปราย ร่างพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือเรียกสั้น ๆ ว่า รฟม. เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มาแบบด่วน ๆ ก็คือเรื่องนี้เข้าครม. เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคมปีนี้ เมื่ออาทิตย์ ที่แล้วนี้เอง วันนี้วันที่ ๒๘ แล้วก็เข้ามาในการประชุมวิสามัญครั้งนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้ววิสามัญ ครั้งนี้เปิดมาเพื่อการพิจารณางบประมาณเป็นหลัก แล้วก็ พ.ร.บ. นี้ก็เข้ามาแบบด่วน ๆ ถามว่า พ.ร.บ. นี้เข้ามาทำไม จริง ๆ มาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้รัฐบาล อันนี้ท่านรัฐมนตรี สุริยะเป็นคนให้ข่าวเองในภาพด้านซ้ายว่า ครม. ไฟเขียวแก้ พ.ร.บ. รฟม. ดึงเงินสะสมมา อุดหนุนรถไฟฟ้า ๒๐ บาท มั่นใจเดินหน้าทันเป้าหมายกันยายนนี้ ด้านคลังติงคำนึงเรื่อง ความคุ้มค่า ซึ่งที่เขาติงมาก็เป็นเรื่องจริง แล้วผมก็จะอภิปรายในวันนี้ว่าเนื้อหาสาระใน พ.ร.บ. นี้เป็นอย่างไร แต่โดยข้อเท็จจริงที่ อยากให้ทราบโดยทั่วกัน คือเรื่องนี้ ครม. เห็นชอบให้แก้ พ.ร.บ. ตามร่างที่ยื่นเข้ามา เมื่ออาทิตย์ที่แล้ววันที่ ๒๐ พฤษภาคม โดยในข่าวท่านรัฐมนตรีก็ให้เหตุผลว่าที่ รฟม. มีเงิน สะสมอยู่ประมาณ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเท่าที่ผม Check ข้อมูลดูก็ไม่น่าจะใช่เป็นเรื่องจริง ว่ามันไม่ได้มีเงินกองอยู่ตรงนั้น แล้วต่อให้มีเงินก็ต้องไม่ลืมว่า รฟม. เป็นหนี้มหาศาล แล้วแต่ละปีนี้ก็ต้องให้รัฐเอาเงินไปอุดหนุนมากอยู่แล้ว แต่ตอนนี้รัฐบาลต้องการจะโยก กระเป๋าซ้ายกระเป๋าขวา แต่สุดท้ายประชาชนก็ต้องจ่ายอยู่ดี ข้อเท็จจริงก็คือ รฟม. มีหนี้สิน อยู่หลายแสนล้านบาท แล้วก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขทางบัญชีล่าสุดจากงบการเงิน ที่ตรวจโดย สตง. คือประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๕๙๙,๗๙๙ ล้านบาท คือหนี้สินของ รฟม. ณ ปัจจุบัน ฉะนั้นแต่ละปีรัฐต้องเทเงินเข้าไปอุดหนุนหน่วยงานหลายหมื่นล้าน ตัวเลข ล่าสุดในขาวคาดแดงที่เราจะพิจารณากันหลังจากนี้ระบุ ๓๓,๒๕๘ ล้านบาท ดังนั้นสถานะ ของ รฟม. ไม่ได้ร่ำรวย หรือกระทั่งยืนด้วยตัวเองยังไม่สามารถยืนได้ด้วยตัวเองด้วยซ้ำ รัฐต้องควักเงินไปอุดหนุนทุกปี ๆ แล้วหนี้ก็เกือบ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่รัฐบาลนี้จะแก้ พ.ร.บ. เพื่อมาล้วงกระเป๋าเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ตัวเองเป็นคนก่อขึ้นจากนโยบาย ที่ไม่สมเหตุสมผลมาอุดหนุนค่าโดยสารเพิ่มเติม อันนี้ต้องถามท่านรัฐมนตรีว่าท่านทราบ หรือยังว่า Operating Cost คือค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน จ้างพนักงาน จ่ายค่าไฟ ค่ายาม อะไรต่าง ๆ แต่ละปีเท่าไร รายได้มันพอไหมกับต้นทุนเอาแค่ Operating Cost แต่ท่านก็จะ ไปลดราคาอีก แล้วก็เอาเงินของคนทั้งประเทศมาช่วยกันอุดอีก แล้วตอนนี้พอหาเงินไม่ได้ อะไรต่าง ๆ ก็จะไปล้วงกระเป๋า รฟม. อันนี้คือสถานการณ์ปัจจุบัน อันนี้คือเหตุผลจริง ๆ ที่เขายื่นมาแบบด่วน ๆ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เราต้องไม่ลืมว่านโยบายนี้คืออะไร อันนี้ ผมย้อนกลับไปตอนที่รัฐบาลตั้งหลังเลือกตั้งนะครับ สิ่งที่หาเสียงไว้ในช่วงเลือกตั้งปี ๒๕๖๖ ก็บอกว่าจะทำรถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดสาย โดยจะใช้วิธีเจรจาเพื่อลดราคา ไม่ได้บอกจะใช้ เงินแผ่นดิน ไม่ได้บอกจะใช้เงินภาษี เงินงบประมาณ หรือแม้ไปควักเงิน รฟม. แล้วต้องไป จ่ายคืนอยู่ดี มันก็คือเงินแผ่นดิน แต่ท่านบอกว่าท่านจะเจรจาเพื่อลดราคา ที่ผมบอกว่า นโยบาย ๒๐ บาทตลอดสายทำไม่ได้ไปแล้วก็เพราะเงื่อนไขที่ประกาศไว้สำคัญ ๔ ข้อ ข้อที่ ๑ รัฐบาลประกาศว่าจะทำทุกสายคือสารพัดสี อย่างเช่นว่าสีเขียว สีน้ำเงินจะต้องเป็น ๒๐ บาท ทุกวันนี้ก็ยังไม่ใช่ ข้ามสายอย่างเช่นว่าข้ามจากเขียวไปน้ำเงิน รัฐบาลบอกว่าต้องจ่าย ๒๐ บาท ไม่ได้จ่าย ๔๐ บาท แต่ทุกวันนี้เกินกว่านั้นมากก็ยังทำไม่ได้ ตอนแรกรัฐบาลประกาศอันนี้ ในภาพ ผมให้คลิปให้นาทีอะไรไปเปิดดูได้ ท่านเศรษฐาตอนปี ๒๕๖๖ พูดไว้ว่า ๓ เดือน แต่ตอนนี้ก็เข้าใจว่าขอเลื่อนเป็น ๒ ปีที่จะพยายามทำให้เสร็จในเดือนกันยายน ๒๕๖๘ แล้วถึงมาแบบด่วน ๆ อย่างวันนี้ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือตอนหาเสียงไว้ ตอนที่โฆษณาไว้บอกว่า จะเจรจาเพื่อลดราคา แต่สุดท้ายไม่ใช่ คือเอาเงินของคนทั้งประเทศไปอุด มันก็คือเงิน แผ่นดิน เพราะว่าตามหลักถึงแม้เป็นรายได้ของ รฟม. แต่สุดท้ายก็ต้องเข้าคลัง แล้วคลัง ก็ต้องผันเงินออกมาอยู่ดี เป็นเงินของคนทั้งประเทศ หรือว่าถ้าหนี้ก่อไว้แทนที่จะเอาเงิน ไปใช้หนี้ สุดท้ายรัฐก็ต้องมาใช้หนี้ มันก็เป็นเงินแผ่นดิน เป็นเงินของประชาชนอยู่ดี ซึ่งวันนั้น ผมก็เคยเตือนแล้วว่าต้องมีร่างกฎหมายถึงจะทำได้ กฎหมาย พ.ร.บ. ราง พ.ร.บ. ตั๋วร่วม ซึ่งตอนนี้เราก็อยู่ในระหว่างการพิจารณา จริง ๆ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว รอเข้าสภาอยู่ จริง ๆ ถ้าจะเดินนโยบายจริง ๆ ควรจะใช้ผ่านช่องทางให้ถูกต้อง ไม่ใช่ไป ล้วงกระเป๋ามาแบบนี้ พ.ร.บ. ตั๋วร่วมก็เสร็จแล้ว กำลังจะรอเข้าสภาในวาระ ๒ อยู่แล้ว ผมก็เคยเตือนไว้อีกว่าอย่าละเลยรถเมล์ ต้องทำค่าโดยสารร่วม ซึ่งใน พ.ร.บ. ตั๋วร่วมก็มี เรื่องนี้ ผมเตือนไว้แล้วว่าสายสีเขียวและสายสีส้มมีปัญหา ส่วนที่โฆษณาว่าทำแดงกับม่วง อะไรอันนั้นมันง่าย แล้วรัฐบาลก่อน ๆ ก็เคยทำมาแล้วมันอยู่ในความควบคุมดูแลของรัฐ แต่สุดท้ายก็คือเอาเงิน ไปโปะ แล้วผมก็บอกไว้แล้วว่ามันใช้เงินอุดหนุนแน่นอน ไม่ได้เป็นไปตามที่หาเสียงไว้ ดังนั้น นโยบาย ๒๐ บาทตลอดสายทำไม่ได้ไปแล้วตามเงื่อนไขที่เคยประกาศไว้ แต่ตอนนี้พยายาม จะทำใหม่ด้วยวิธีล้วงกระเป๋า รฟม. ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟัง สิ่งที่ควรทำ ไม่ใช่จะทำ ๒๐ บาทตลอดสายแบบไร้ฐานคิด เพราะถ้าท่านไม่คิดแล้วอยู่ ๆ กำหนด ๒๐ บาท ท่านไม่ลดให้เหลือ ๕ บาทไปเลยล่ะ ต้องดูด้วยว่าต้นทุนในการดำเนินการ หรือที่เรียกว่า Operating cost มันเท่าไร สัญญาแต่ละสัญญาที่เซ็น ๆ กันไว้นี่มันเป็นเท่าไร เพราะฉะนั้น Solution ที่เหมาะสมกับบริบทของกรุงเทพมหานครและปริมณฑลก็คือ ควรจะทำ ๘-๔๕ บาทตลอดทาง รถเมล์เชื่อมรถไฟฟ้าอันนี้รายละเอียดก็ให้ไว้แล้วไปดูใน QR code ได้เรื่องนี้ผมเคยอภิปรายแล้ว ไม่ใช่จะเอาใจแต่ผู้ใช้รถไฟฟ้าแต่ต้องมองขนส่ง สาธารณะอย่างเป็นระบบ คิดจากต้นทางไปปลายทาง ไม่ใช่แค่จากสถานีรถไฟฟ้าหนึ่ง ไปอีกสถานี อันนี้คือสิ่งที่ควรจะเป็น และถ้าเดินตาม พ.ร.บ. ตั๋วร่วม ก็ควรจะเดินอย่างนี้ ดังนั้นร่าง พ.ร.บ. รฟม. ที่เราพิจารณากันวันนี้ผมจึงไม่เห็นด้วย ด้วยเหตุผลหลัก ๆ ๔ ประการที่ผมจะอภิปรายให้ฟัง

ข้อที่ ๑ เร่งรีบแซงคิวมาอย่างน่าเกลียด คือแซงคิวมาเพียบ แม้แต่ Entertainment Complex ที่รัฐบาลอยากได้หนักหนาก่อนปิดสภาเราถกเถียงกันใหญ่นี่ ก็ถูกแซงคิวมา นิรโทษกรรมก็ยังโดนแซง นี่ผมให้ QR Code ไปดู อันนี้คือระเบียบวาระ การประชุม เมื่อวันที่ ๙ เมษายน ซึ่งเป็นวันสุดท้ายก่อนปิดสมัยประชุม แล้วเราจึงมาเปิด วิสามัญในวันนี้ แต่แทนที่เราจะพิจารณาเรื่องด่วน ๆ ที่ค้าง อันนี้คือแซงทุกอย่างเลย ตัวเลข ก็คือระเบียบวาระปกติก่อนปิดสมัยประชุมมีเรื่องค้างพิจารณาอยู่ ๕๑ เรื่อง ซึ่งเวลามีเรื่อง จาก ครม. หรือเร่งด่วนเข้ามามันก็แซง ๕๑ เรื่อง ไปอยู่ ๙ เรื่อง นอกจากนั้นมีคิวพิเศษอีก พ.ร.บ. ที่เราตกลงกันว่าให้เลื่อนขึ้นมาพิจารณาก่อนอีกก็ค้างอยู่ ๕ เรื่อง คือ Top Priority ๕ เรื่อง เร่งด่วนนี่ ๙ เรื่อง แล้วข้างล่างถึงจะเป็น ๕๑ เรื่อง แต่ พ.ร.บ. รฟม. แทนที่มาต่อคิว ข้างล่าง หรือมาจาก ครม. แทนที่จะมาต่อเรื่องด่วนเป็นเรื่องสุดท้ายเรื่องที่ ๑๐ อันนี้แซง ทุกอย่างขึ้นมาก่อน มาประชุมสภาวิสามัญในวันนี้

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมไม่เห็นด้วยเพราะว่าร่างที่เราจะพิจารณากันในวันนี้ ร่างที่ เข้าสภานี่แตกต่างจากร่างที่รับฟังความคิดเห็นมาก อันนี้ไป Download ดูได้ ผมเอามาตรา สำคัญ ๆ มาให้ดู ส่วนเอกสารเต็มอยู่ในมือของทุกท่านแล้ว ประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คือในเรื่อง ของมาตรา ๖๕ ท่านจะดูได้จากในภาพว่าฉบับของ พ.ร.บ. ปัจจุบันที่ใช้กันอยู่นี่แสดงดัง Column ด้านซ้ายจะสั้น ๆ อย่างนี้ ฉบับที่รับฟังความคิดเห็นหน้าตาอย่างนี้ ส่วนฉบับที่ เข้าสภาวาระ ๑ ที่เราพิจารณากันมีความแตกต่างอย่างนัยสำคัญโดยเฉพาะในวรรคสอง คือมันมีการแก้นอกรอบกันบานเลย ไม่ได้เป็นไปตามขั้นตอนปกติ ขั้นตอนปกติก็คือ หน่วยงานเสนอมา รับฟังความคิดเห็น แล้วก็เข้า ครม. แต่อันนี้เขาทำ Track คู่ขนานกันคือ คมนาคมกับกระทรวงการคลังไปคุยกันนอกรอบ แล้วเอาร่างใหม่ยัดแซงเข้ามา อ้างว่าผ่าน กระบวนการอะไรต่าง ๆ แล้ว แล้วก็ ครม. เอาไปพิจารณาอนุมัติกัน ซึ่งข้อถกเถียงอะไร ต่าง ๆ ก็คือมีความน่ากังวลเรื่องของวินัยการเงินการคลัง ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง ผมเอาเหตุผล มาแสดงให้ท่านดู วินัยการเงินการคลังนี่เป็นเรื่องสำคัญของประเทศในระยะยาว ไม่ใช่ จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ลด แลก แจก แถมไปเรื่อยอย่างที่รัฐบาลจะทำ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๒ เขียนไว้ว่ารัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลัง อย่างเคร่งครัด นอกจากนั้นยังมี พ.ร.บ. ต่างหาก ที่ชื่อว่า พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง มาตรา ๗ เขียนไว้ว่าต้องพิจารณาความคุ้มค่า ต้นทุน และผลประโยชน์ แต่เรื่องนี้แทนที่จะถกเถียงให้ตกผลึกอะไรต่าง ๆ กลับแก้ไขกันนอกรอบ และเร่งเข้ามาในสภานี้ ใน ครม. ก็มีการแก้กันจนนาทีสุดท้าย นี่มติที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ ๒๐ ให้ตัดข้อ ๗ ข้อ ๙ และข้อ ๘ ให้ไปเปลี่ยนแปลงตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

ประเด็นที่ ๓ เนื้อหาการแก้ไขไม่ได้ตั้งใจทำให้ รฟม. ดีขึ้น แต่เป็นการแก้ พ.ร.บ. เพื่อมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่รัฐบาลก่อขึ้น คือล้วงกระเป๋า รฟม. มาทำ ๒๐ บาท ตลอดสายแบบฉาบฉวย แล้วเงินก็พอที่จะผลาญได้แค่ ๒ ปี แต่จะสร้างปัญหาให้กับประเทศ ในระยะยาว อันนี้คือประเด็นที่แก้ไขในมาตรา ๙ (๖) คือเดิมเขียนไว้ว่าออกพันธบัตรหรือ ตราสารอื่นเพื่อใช้ในการลงทุน แต่ไปเพิ่มข้อความว่าหรือเพื่อประโยชน์แก่กิจการของ รฟม. คือพูดง่าย ๆ เป็นการยัดข้อความหรือเพื่อประโยชน์แก่กิจการของ รฟม. เข้าไปให้สามารถ ตีความได้อย่างกว้างขวาง คือเป็นช่องเปิดให้กู้เงินโดยอาจจะไม่ต้องใช้ในการลงทุนก็ได้ จากเดิมที่บอกว่าต้องลงทุน หรืออาจจะกู้มาแจกหมายความว่าเอาไปอุดหนุนค่าโดยสารให้ ต่ำกว่า Operating Cost ให้เป็นไปตามนโยบาย ๒๐ บาทตลอดสาย ซึ่งไม่ได้สมเหตุสมผล เท่าไร อย่างที่บอกถ้าท่านไม่คิดอะไรแบบนี้จะเอา ๒๐ บาท ท่านไม่ลดให้เหลือ ๕ บาทเลย คือต้องคิดว่าต้นทุนเป็นเท่าไร แต่สุดท้ายประชาชนทั้งประเทศก็ต้องมาช่วยกันจ่ายอยู่ดี ตามมาตรา ๖๕ วรรค ๓ คราวนี้มาดูมาตรา ๖๕ ที่แก้ไข ซึ่งอันนี้เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด ของร่างพระราชบัญญัติที่เราพิจารณากันในวันนี้ มีความน่ากังขาถึงวาระที่ซ่อนเร้น โดยเฉพาะ ประเด็นของวรรคสองที่เพิ่มเข้ามา คือเป็นการขยายขอบเขตค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เพื่อสร้างทางลัดในการใช้เงินแผ่นดินโดยไม่ผ่านคลัง คือปกติรัฐวิสาหกิจถูกมองเหมือนบริษัท มีรายได้ มีรายจ่าย เหลือเท่าไรพูดง่าย ๆ กำไรก็ต้องส่งคืนคลัง แล้วคลังค่อยพิจารณาว่า จะจัดสรรให้มากขึ้นหรือน้อยลงจากก้อนที่ส่งคืนคลัง เพราะว่าต้องไปดูความสำคัญของเรื่อง อื่น ๆ ด้วย ไม่ใช่ว่าเอาตัวเองเป็นใหญ่ดูแต่เรื่องนี้เรื่องเดียว แต่อันนี้จะสร้างทางลัดให้ หยิบเงินมาใช้โดยตรงได้ผ่านกองทุนแทนที่จะเข้าคลังก่อน นอกจากนั้นยังเปิดช่องให้ รัฐมนตรีล้วงกระเป๋า รฟม. มาทำนโยบาย ๒๐ บาท แต่อย่างที่เรียนว่าสุดท้ายประชาชน ก็ต้องจ่ายคืนอยู่ดี หน่วยงานนี้ไม่ได้กำไร หน่วยงานนี้รัฐอุดหนุนตั้งเยอะ ที่เห็นเป็นตัวเลข กำไรมันไม่ได้กำไรจริง มันกำไรเพราะว่ารัฐเอางบประมาณไปอุดหนุนในแต่ละปีร่วม ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วหน่วยงานก็มีหนี้มากถึง ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ามีเงินเหลือจริง ทำไมไม่ไปใช้หนี้ก่อน แต่นโยบาย ๒๐ บาทตลอดสาย คนที่จะได้รับประโยชน์จริง ๆ ก็คือ ทุนใหญ่เจ้าของสัมปทานจะรวยแบบพุงกางเลย ถามว่าทำไมรวยแบบพุงกางก็เพราะว่ามี Induced Demand เดิมประชาชนจ่ายอยู่เท่านี้ อยู่ ๆ พอไปลดราคาเยอะ ๆ คนก็จะใช้ มากขึ้น แต่ว่าส่วนแบ่งต่อหัวเอกชนเขาได้รับเท่าเดิม เพราะฉะนั้นรายได้แล้วก็กำไรของ ผู้ประกอบการจะมากขึ้น แต่สุดท้ายประชาชนอาจจะรู้สึกว่าวันนี้ถูกลงซึ่งเป็นเรื่องจริง แต่สุดท้ายก็ต้องมาจ่ายคืน เพราะฉะนั้นนโยบายนี้จะเกิด Induced Demand ซึ่งคนที่ได้ ประโยชน์จริง ๆ จาก Induced Demand เพราะรัฐไปอุดหนุนส่วนหนึ่งก็คือนายทุนผู้รับ สัมปทาน

ข้อสุดท้ายที่ผมไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ. นี้ ผมเห็นความสำคัญของการ ลดภาระค่าเดินทาง แต่ต้องทำอย่างรอบคอบ ผ่านกลไกค่าโดยสารร่วมใน พ.ร.บ. ตั๋วร่วม ซึ่งที่ประชุมกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา พ.ร.บ. ตั๋วร่วมก็เห็นตรงกันแล้ว ทุกอย่างพร้อม อยู่ในนั้นแล้ว แทนที่จะเอามาพิจารณาก่อน กลับกลายเป็นว่าจะมายัดเรื่องนี้ แล้วจะเอาเงิน จาก รฟม. ไป Dump ลงกองทุนมันไม่ได้ มันต้องคำนึงถึงผลกระทบในระยะยาวด้วย กฎหมายคือเครื่องมือในการดำเนินนโยบาย แต่ต้องใช้อย่างเหมาะสมและคำนึงถึงผลกระทบ ในระยะยาว เราต้องเลือกว่าเราจะทำแบบแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างที่รัฐบาลจะทำทางล้ด ชั่วคราว โดยการล้วงกระเป๋า รฟม. แก้ พ.ร.บ. รฟม. เพื่อล้วงกระเป๋า รฟม. หรือเราจะทำ อย่างที่ควรจะเป็น ทำผ่าน พ.ร.บ. ตั๋วร่วม มาดูกันว่าเท่าไรจึงเหมาะสม จะทำอย่างไรให้รถเมล์ ทำงานร่วมกับรถไฟฟ้า ค่าโดยสารรถเมล์เป็นเท่าไร ค่าโดยสารรถไฟฟ้าเท่าไร ทำขนส่ง สาธารณะอย่างเป็นระบบ ต้องคิดให้ดี ไม่ใช่แก้ พ.ร.บ. เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ถ้าจะแก้ พ.ร.บ. ก็ต้องทำให้ชีวิตประชาชนดีขึ้น ทำ รฟม. ให้ดีขึ้น ค่อยมีเหตุผลจะแก้ แต่ทุกวันนี้ที่เราพิจารณากันไม่ใช่ เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผล ๔ ข้อที่ผมกล่าวมา ผมก็เลยไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติ รฟม. ที่เข้ามาพิจารณาในวันนี้ด้วย ๑. เร่งรีบ แซงคิวมาอย่างน่าเกลียด ๒. ร่างที่เรากำลังพิจารณาต่างจากร่างที่รับฟังความคิดเห็นมาก ๓. เนื้อหากไม่ได้ตั้งใจทำให้ประเทศมันดีขึ้น แต่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่รัฐบาลนี้ก่อขึ้นมาเอง แล้วก็ ๔. หากท่านคิดจะลดค่าเดินทางจริง ๆ ควรทำผ่านกลไกค่าโดยสารร่วม ใน พ.ร.บ. ตั๋วร่วม ที่พร้อมเข้ามาพิจารณาในสภาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นโดยสรุป พ.ร.บ. นี้มีมาเพื่อ ล้วงกระเป๋า รฟม. ๑,๖๐๐ ล้านบาท เพื่อมาทำนโยบาย ๒๐ บาท ให้อยู่ได้แค่ ๒ ปีด้วย ไม่ได้ อยู่อย่างยั่งยืนจีรัง แต่ที่เหลือคือหนี้ คือหนี้ที่ทุกคนต้องร่วมกันจ่าย และการตัดสินใจของ รัฐบาลหน้าว่าจะเอาอย่างไรต่อกับเรื่องนี้ แล้วการที่จะไปเลิกทำนโยบายแบบนี้ แน่นอนครับ ประชาชนก็อาจจะไม่พอใจเพราะเคยจ่ายถูก แต่ว่ามันถูกอย่างไม่สมเหตุสมผลนะครับ เพราะฉะนั้นการเสนอแก้ พ.ร.บ. แบบเร่งด่วนในครั้งนี้ไม่ได้เสนอมาเพื่อแก้ปัญหาให้ รฟม. แต่เสนอมาเพื่อแก้ปัญหาที่รัฐบาลสร้างขึ้นจากนโยบายที่ไม่สมเหตุสมผล ๒๐ บาทตลอดสาย เลยจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการล้วงกระเป๋า ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเงินก้อนนี้ใช้ในการ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้รัฐบาลได้เพียง ๒ ปีในการอุดหนุนนโยบาย ๒๐ บาท แต่จะสร้างปัญหา ในระยะยาวจากการที่รัฐบาลใหม่ต้องมาอุดหนุนค่าโดยสารในปีต่อ ๆ ไป และเสียโอกาส ในการพัฒนาขนส่งสาธารณะในต่างจังหวัด เลิกแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการสร้างปัญหา ระยะยาวได้แล้ว หากต้องการจะลดภาระค่าเดินทางในกรุงเทพฯ ควรใช้กลไกค่าโดยสารร่วม ผ่าน พ.ร.บ. ตั๋วร่วม ซึ่งต้องมีการคำนวณค่าโดยสารร่วมที่เหมาะสม ไม่ใช่กำหนดมาแบบ มั่วซั่ว ไร้ฐานคิด แบบที่รัฐบาลกำลังทำอยู่นี้ ดังนั้นผมและพรรคประชาชนจึงไม่รับหลักการ เพราะนี่คือการผลาญเงินแผ่นดินแบบมากเกินจำเป็น รัฐต้องคิดให้รอบคอบกว่านี้ ต้องรู้จัก การบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ไม่ใช่ว่าสักแต่จะทำนโยบายประเภทลดแลก แจกแถมไปเรื่อย แล้วสุดท้ายก็ต้องกู้มาโปะ เอากลับไปคิดให้ดีก่อน ส่วนเรื่องแก้ปัญหา ค่ารถไฟฟ้าแพงนี่ รอพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ตั๋วร่วม แล้วมาสร้างค่าโดยสารที่สมเหตุสมผล ร่วมกัน ร่วมระหว่างรถเมล์กับรถไฟฟ้า Balance ให้ดีระหว่างกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัด ขอบคุณครับท่านประธาน

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านวิรัช พิมพะนิตย์ เชิญครับ

นายวิรัช พิมพะนิตย์ กาฬสินธุ์ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิรัช พิมพะนิตย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตอภิปราย สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งมีหลักการสำคัญในการปรับปรุงกฎหมายเดิมให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน เพิ่มความคล่องตัว เสริมศักยภาพของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. ร่างพระราชบัญญัติรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ฉบับนี้ เป็นร่างที่จัดทำขึ้นโดยเน้นประโยชน์ต่อประเทศและการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน แห่งประเทศไทย โดยเฉพาะประชาชน อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินการ รถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดสาย การดำเนินการระบบตั๋วร่วม ซึ่งทั้ง ๒ โครงการจะส่งผลต่อ การพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ให้เกิดประสิทธิภาพอย่างมีประสิทธิผลที่จริงจัง โดยความ เห็นชอบของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอย่างที่ ไม่เคยเกิดมาก่อนต่อระบบขนส่งมวลชน ระบบรถไฟฟ้า ให้เป็นระบบขนส่งหลักในเมือง ที่สะดวกสบาย ให้เข้าถึงเท่าเทียมกันด้วยอัตราค่าโดยสารที่ประหยัด

ประโยชน์ที่ประเทศชาติจะได้รับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะยกระดับ ขีดความสามารถด้านระบบขนส่งสาธารณะของประเทศไทย รองรับการขยายตัวของเมือง และจำนวนประชากรในเขตเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ ของรัฐที่มีนโยบายชัดเจนในการผลักดันให้ขนส่งสาธารณะ ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ลดมลพิษ เพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชน การให้อำนาจ รฟม. ออกพันธบัตร จัดหา ผลประโยชน์จากทรัพย์สินและบริหารระบบตั๋วร่วมได้ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็น รากฐานสำคัญของการปฏิรูประบบขนส่งสาธารณะให้เท่าเทียมประเทศที่พัฒนาแล้ว ประโยชน์ต่อประชาชน ค่าโดยสารรถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดสายจะไม่ใช่เพียงนโยบายที่ทำขึ้น เพื่อหาเสียงหรือขายฝันเท่านั้น หากแต่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะพิสูจน์ให้ประชาชน เห็นว่าโครงการดังกล่าวสามารถดำเนินการได้จริง โดยร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวจะเป็น เครื่องมือทางกฎหมายที่ช่วยให้รัฐสามารถบริหารต้นทุนของ รฟม. ได้อย่างยืดหยุ่น ทำให้เกิด การอุดหนุน เพื่อให้ประชาชนเดินทางในราคาถูก เป็นจริงในระยะยาวและเกิดขึ้นอย่างเป็น รูปธรรม การให้ รฟม. มีอำนาจบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องจะช่วยให้ ประชาชนใช้บัตรใบเดียวในการเดินทางได้หลายระบบ ทั้งระบบรถไฟ รถเมล์ เรือ รถไฟ ชานเมืองได้ในอนาคต ประกอบกับไม่ต้องเสียค่าแรกเข้าหลายครั้งในการใช้บริการ ดังที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ประชาชนจะได้ประโยชน์จากการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ตามแนวทาง รถไฟฟ้ารูปแบบ TOD Transit Oriented Development ที่เน้นความสะดวก สะอาด ปลอดภัยและสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น ประโยชน์ต่อ รฟม. สามารถปรับบทบาทของ รฟม. ให้มากกว่าการเป็นผู้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็นรัฐวิสาหกิจที่สามารถสร้างรายได้ เพื่อเลี้ยงตัวเอง ลดภาระงบประมาณแผ่นดิน ผ่านการใช้ทรัพย์สินของรัฐในการหารายได้เพิ่ม อย่างมีประสิทธิภาพ การให้อำนาจในการบริหารทรัพย์สิน ออกตราสารหนี้ จะช่วยให้รถไฟ สามารถลงทุน พัฒนา ซ่อมบำรุงระบบขนส่งได้โดยไม่ต้องรอเงินจากรัฐในทุกกรณี ส่งเสริมให้ รฟม. เป็นแกนกลางในการเชื่อมโยงขนส่งสาธารณะทุกระบบและขับเคลื่อนประเทศ สู่การเป็นมหานครแห่งการเดินทางที่ยั่งยืน สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้สอดคล้องกับแนวทางพรรคเพื่อไทยยึดถือมาโดยตลอดคือพัฒนาประเทศอย่างทั่วถึง ลดความเหลื่อมล้ำผ่านนโยบายรถไฟฟ้าราคาประหยัดและส่งเสริมการใช้ขนส่งสาธารณะ คุณภาพสูงเพื่อทุกคน ไม่ใช่เพราะเพื่อคนรวยเท่านั้น ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ผมเอง เป็นคนที่ใช้รถไฟฟ้ามากที่สุด เพราะอะไร ผมเดินทางจากจังหวัดกาฬสินธุ์มาลงสุวรรณภูมิ นั่ง Airport Link มาลงพญาไท ๕๕ บาท จากพญาไทกลับบ้านที่ข้างเซ็นทรัลลาดพร้าวอีก ๕๕ บาท ๑๑๐ บาทครับ แล้ววันนี้ถ้าคนที่ไปทำงานเดินทาง ๑๑๐ บาท ไป ๑๑๐ บาท กลับ ๑๑๐ บาท ๒๒๐ บาท แล้ววันนี้เงินค่ารายวันเขาได้ ๔๐๐ บาท เขาเหลืออยู่แค่ ๑๘๐ บาท เพราะฉะนั้นวันนี้การทำมาหากินของประชาชน สิ่งที่ช่วยประชาชนได้ ท่านประธานที่เคารพครับ อันไหนที่มันถูก ประหยัด แล้ว ๒๐ บาทตลอดสาย เขาไปทำงาน กลับมามีเงินเหลือเลี้ยงลูก เลี้ยงครอบครัว ตรงนั้นไม่ดีกว่าหรือครับ ไม่ต้องว่าช้าหรอกครับ ไม่ต้องว่าเร็วหรอกครับ อันไหนเร็ว ลดพรุ่งนี้เลยยิ่งดี ๒๐ บาท คนจะได้มีโอกาสที่จะใช้ ประโยชน์จากการที่รถไฟฟ้าต่าง ๆ วันนี้ตั๋วมันจะต้องเป็นตั๋วร่วมที่สามารถจะใช้ ๒๐ บาท ได้ทุกสาย ลูกหลานไปโรงเรียน ครอบครัวที่ทำมาหากิน ผมกราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าคนรวยไม่ได้สนใจหรอกครับ เงิน ๑๐๐ บาท เงิน ๑๒๐ บาท แต่คนจนครับ ถ้าวันนี้ผมมี เงินอยู่แค่ ๕๐๐ บาท หรือ ๔๐๐ บาทต่อวันที่สามารถจะทำงาน ผมต้องมาจ่ายค่า สิ่งสาธารณูปโภค ลูกผมจะอยู่อย่างไร ครอบครัวผมจะอยู่อย่างไร วันนี้รัฐบาลเองโดย พรรคเพื่อไทย ผมบอกว่าวันนี้ทำถูกต้องแล้วที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ที่มันจะเป็นประโยชน์ ผมเป็น คนอีสาน ถามว่ามีประโยชน์อะไรกับการเดินทางตรงนี้ แต่คนอีสานมาอยู่ในกรุงเทพฯ ที่เป็น ประชากรแฝงอีกมหาศาลครับ แล้วคนเหล่านี้มาก็เพื่อรับจ้าง เพื่อทำมาหากิน เพื่อเอาเงิน กลับไปเลี้ยงลูก ครอบครัว ถ้าวันนี้เขาเหลือเงินต่อวันมาก ๆ ไม่ต้องไปพูดอะไรครับ รัฐบาลมีหน้าที่จะต้องหาเงิน มีหน้าที่จะต้องมาอุดหนุนให้ราษฎร มีภาระหน้าที่จะต้อง ทำสาธารณูปโภคทุกอย่าง ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้ประชาชน เพื่อประชาชน จะได้มีแรงทำมาหากินเลี้ยงชีพ ใครไม่เห็นด้วยไม่เป็นไร แต่ผมเห็นด้วยในร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ แต่ขอเพิ่มมาตรา ๗ เปลี่ยนมาเป็นมาตรา ๓ ที่บอกว่าหยุดเพื่อ รฟม. ให้เพิ่ม เหมือนมาตรา ๗ เดิม ประชาชนด้วย ให้เพิ่มคำว่า เพื่อประชาชนด้วย ขอบคุณท่านประธาน ที่เคารพครับ

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

๒ ท่านถัดไปจะเป็นท่านสกล สุนทรวาณิชย์กิจ แล้วต่อด้วยท่านชนินทร รุ่งธนเกียรติ ครับ เชิญท่านสกล สุนทรวาณิชย์กิจ เชิญครับ

นายสกล สุนทรวาณิชย์กิจ ปทุมธานี 🔗

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สกล สุนทรวาณิชย์กิจ ผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี เขต ๔ จากพรรคประชาชนครับ วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน แห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยสำหรับหลักการที่จะ ปลดล็อกเพื่อพัฒนาศักยภาพของ รฟม. ให้สามารถดำเนินการได้คล่องตัวและมีประสิทธิภาพ มากขึ้น แต่ท่านประธานครับร่างพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ฉบับนี้ที่คณะรัฐมนตรีเสนอเข้ามาเป็นเรื่องด่วนนั้นแม้หลักการที่กล่าวอ้างจะดูสวยหรูว่า ต้องการปลดล็อกศักยภาพของ รฟม. แต่เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วร่างกฎหมายฉบับนี้ กลับมีปัญหาซ่อนอยู่หลายประการเป็นการดำเนินการที่น่ากังวลและอาจส่งผลเสียต่อ ประโยชน์ของประเทศและประชาชนในระยะยาวครับ

ประการแรก การเร่งรัดเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้เข้ามาเป็นเรื่องด่วน ซึ่งมีการ แซงคิวร่างกฎหมายอื่น ๆ ที่อาจมีความสำคัญและมีความจำเป็นต่อความเป็นอยู่ของ ประชาชนมากกว่า การกระทำเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามถึงเจตนาที่แท้จริงของรัฐบาลว่าเหตุใด จึงต้องเร่งรีบผลักดันกฎหมายฉบับนี้เป็นพิเศษ หรือมีวาระซ่อนเร้นอะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่

ประการที่ ๒ ซึ่งเป็นเหตุผลที่สำคัญที่ผมไม่อาจยอมรับร่างกฎหมายฉบับนี้ได้ คือการแก้ไขมาตรา ๖๕ ว่าด้วยรายได้ของ รฟม. ร่างกฎหมายนี้ได้สอดไส้ข้อความที่เป็น เหมือนการเปิดประตูหลังบ้านให้รัฐบาลสามารถเข้ามาล้วงเอารายได้ของ รฟม. ไปใช้ ได้อย่างสะดวก โดยกำหนดให้รายจ่ายของ รฟม. นั้นให้รวมถึงเงินที่ รฟม. จ่ายเพื่อส่งเสริม และสนับสนุนการดำเนินการในกรณีที่มีการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ท่านประธานครับ ข้อความนี้คือกลไกที่รัฐบาลสร้างขึ้นเพื่อนำเงินของ รฟม. ไปใช้โปะนโยบายรถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดสายที่หาเสียงไว้ใช่หรือไม่ นี่คือการทุบกระปุกของรัฐวิสาหกิจที่ต้องยืนด้วย ลำแข้งของตัวเขาเอง เพื่อนำเงินที่ควรจะใช้บำรุงรักษา ชำระหนี้หรือลงทุนพัฒนาโครงข่าย ในอนาคตไปใช้ในนโยบายเฉพาะหน้า เป็นการทำลายวินัยทางการคลังของหน่วยงาน และสร้างภาระใหญ่หลวงให้ รฟม. ในระยะยาว หากรัฐบาลมีความจริงใจที่จะลดภาระ ค่าเดินทางให้ประชาชนอย่างยั่งยืนจริง ๆ แนวทางที่ถูกต้องคือการเข้าไปจัดการปัญหา โครงสร้างค่าโดยสารโดยเฉพาะค่าแรกเข้าที่ประชาชนต้องจ่ายซ้ำซ้อนเมื่อเปลี่ยน สายรถไฟฟ้า ซึ่งปัญหานี้ควรถูกแก้ไขอย่างเป็นระบบในพระราชบัญญัติการบริหารจัดการ ระบบตั๋วร่วมที่จะออกมาบังคับใช้กับผู้ให้บริการทุกรายอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่แค่การแก้ กฎหมายเฉพาะของ รฟม. แล้วบังคับให้ รฟม. เป็นผู้แบกรับภาระค่าใช้จ่ายแต่เพียงผู้เดียว การกระทำเช่นนี้เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่ยั่งยืนครับ

ประการสุดท้ายซึ่งเป็นหัวใจสำคัญและเป็นเหตุผลที่ผมไม่อาจยอมรับ ร่างกฎหมายฉบับนี้ได้คือการแก้ไขมาตรา ๗ (๓) คำถามสำคัญที่พวกเราในสภาแห่งนี้ ต้องตอบประชาชนให้ได้คือ รฟม. วิ่งรถไฟฟ้าวิ่งเพื่อใคร ร่าง พ.ร.บ. ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ส่ง ให้แก่สภาผู้แทนราษฎรฉบับนี้ได้แก้หัวใจสำคัญของกฎหมายฉบับเดิมในมาตรา ๗ (๓) จากแต่เดิมได้บัญญัติไว้ว่าดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับกิจการรถไฟฟ้าและธุรกิจอื่นเพื่อประโยชน์ แก่ รฟม. และประชาชนในการใช้บริการกิจการรถไฟฟ้า โดยคณะรัฐมนตรีเสนอแก้ไข ซึ่งตัดประโยคที่ว่า และประชาชนในการใช้บริการกิจการรถไฟฟ้า ให้เหลือเพียงแค่เพื่อประโยชน์แก่ รฟม. เท่านั้น การตัดไปสั้น ๆ เพียง ๑๖ พยางค์นี้ไม่ใช่ เรื่องเล็ก แต่เป็นการเปลี่ยนปรัชญาและเข็มทิศของ รฟม. จากองค์กรที่ต้องให้บริการ ประชาชน เป็นที่ตั้งมาเป็นองค์กรมุ่งแสวงหาผลประโยชน์ของตัวเอง ซึ่งน่ากังวลว่า ผลประโยชน์ของประชาชนจะถูกลดทอนความสำคัญลงไป ท่านประธานครับ ความคล่องตัว และประสิทธิภาพที่เรามอบให้ รฟม. ที่ผมสนับสนุนนั้นต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่ประชาชน จะได้รับเป็นสำคัญ และการพัฒนา รฟม. ให้มีประสิทธิภาพจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชนได้อย่างสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อมันถูกกำกับด้วยเข็มทิศที่ถูกต้อง นั่นคือการยึดโยง ประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง หากปราศจากเข็มทิศนี้อำนาจและเครื่องมือใหม่ ๆ ที่เรา กำลังจะมอบให้อาจถูกนำไปใช้เพื่อแสวงหากำไรสูงสุดให้กับองค์กรโดยละเลยมิติทางสังคม และภาระค่าครองชีพของประชาชนได้ ผมขออภิปรายเพื่อให้สภาแห่งนี้พิจารณา ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้อย่างรอบคอบ เพื่อให้เราสามารถตอบคำถามกับประชาชนได้อย่าง เต็มภาคภูมิว่ากฎหมายเกี่ยวกับ รฟม. นี้ถูกแก้ไขเพื่อพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ดังนั้น ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ผมจึงขอคัดค้านพระราชบัญญัติฉบับนี้และขอเรียกร้องให้กับ เพื่อนสมาชิกและคณะกรรมาธิการได้โปรดพิจารณาปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน คงไว้ซึ่งหลักการที่ผมได้อภิปรายไว้ข้างต้น คงไว้ซึ่งผลประโยชน์ของประชาชนจะทำให้ บทบัญญัติแห่งกฎหมายนี้เกิดความสมดุลอย่างที่ควรจะเป็น การปฏิรูป รฟม. จะสมบูรณ์แบบ และทำให้ รฟม. กลายเป็นองค์กรที่ทันสมัยมีประสิทธิภาพทางการเงินและในขณะเดียวกัน ก็ยังคงเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่กลายเป็นเพียงเครื่องมือสนองนโยบาย ของรัฐบาลที่ละเลยเสียงของประชาชน ขอบคุณครับ

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปครับ ท่านชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ เชิญครับ

นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานครับ กระผม ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปราย สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ซึ่งมีสาระสำคัญคือการแก้ไขเพื่อส่งเสริมกลไกการลดค่าโดยสารในระบบรถไฟฟ้าด้วยการใช้ รายได้จากการบริหารในระบบรถไฟฟ้าเอง ท่านประธานครับ ในอดีตประเทศไทยประมูล สัมปทานรถไฟฟ้าแบบแยกสายให้เอกชนเป็นผู้ร่วมลงทุนแทนและมีการคิดกรอบ การตั้งค่าโดยสารแยกเป็นรายสายไป เพื่อให้เอกชนแต่ละเจ้าที่ลงทุนในสัมปทานนั้น ๆ มีโอกาสที่จะคุ้มทุน แต่สิ่งนี้ทำให้เป็นปัญหาเรื่องของค่ารถไฟฟ้าที่แพงและคิดค่าแรกเข้า ที่ซ้ำซ้อน ทำให้ตั๋วไม่ร่วม ราคาไม่ร่วม และการบริหารไม่เชื่อมต่อกัน หลายรัฐบาลครับ มีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหานี้ด้วยกระบวนการเจรจากับภาคเอกชน แต่ก็ยังไม่มี รัฐบาลใดทำได้สำเร็จครับ เพราะการแก้ไขเรื่องนี้ให้ยั่งยืนจะต้องทำเป็นกฎหมายและวาง โครงสร้างกติกาใหม่ ท่านประธานครับ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยเราให้ความสำคัญและให้ความ สนใจกับเรื่องนี้มาโดยตลอด เพราะการทำให้ขนส่งมวลชนมีราคาที่ถูกสะดวกสบายและ ใช้งานกันได้อย่างกว้างขวางจะส่งผลกระทบเป็นประโยชน์ในหลายมิติ ทั้งการแก้ปัญหา ค่าครองชีพให้พี่น้องประชาชนสามารถเดินทางได้ในราคาที่ถูกลง แก้ปัญหาจราจรลดจำนวน รถยนต์ในท้องถนน แก้ปัญหามลพิษ PM2.5 จากไอเสียและส่งเสริมการกระจายตัวของเมือง ที่จะพัฒนาไปตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าที่มีการโดยสารเพิ่มมากขึ้น ภายใต้การบริหาร ในระยะเวลา ๒ ปีของรัฐบาลมีการเสนอแก้กฎหมายอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ๒ ฉบับ นั่นก็คือ พ.ร.บ. การขนส่งทางราง และ พ.ร.บ. การจัดการระบบตั๋วร่วม กฎหมายทั้ง ๒ ฉบับ จะสร้างโครงสร้างคณะกรรมการที่มาพิจารณาราคาค่าโดยสารที่เหมาะสม วิธีการบริหาร จัดการและรูปแบบการจ่ายค่าโดยสารให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ตลอดจนวางแผน ต่อไปในอนาคตว่าโครงสร้างการจัดการเกี่ยวกับรถไฟฟ้าและระบบตั๋วต่าง ๆ จะต้องเป็น อย่างไร รวมทั้งยังจะให้อำนาจของหน่วยงานที่รับผิดชอบในการออกพระราชกฤษฎีกา ได้บังคับให้เอกชนที่ไม่ยินดีจะเข้าร่วมโครงการต้องเข้าร่วมในระบบตั๋วร่วมนี้ เพื่อเป็น หลักประกันว่าการดำเนินการในระบบตั๋วร่วมเป็นประโยชน์สาธารณะของพี่น้องประชาชน ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งสถานะปัจจุบันของกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับ เราผ่านในชั้นรับหลักการไปแล้ว มีการตั้งกรรมาธิการไปเรียบร้อยแล้วและพิจารณาเสร็จสิ้นในชั้นกรรมาธิการแล้วครับ รอจะบรรจุวาระเข้ามาสู่วาระที่สอง วาระที่สาม เมื่อเปิดสมัยประชุมในเดือนกรกฎาคมที่จะ ถึงนี้ ซึ่งถ้ากฎหมายทั้ง ๒ ฉบับผ่านในชั้นของ สส. และ สว. ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา เท่ากับว่าหลังจากนี้ตั๋วต้องร่วมครับ ราคาต้องเหมาะสม และการบริหารต้องเชื่อมต่อ แต่คำว่าราคาต้องเหมาะสมในที่นี้ควรจะเป็นราคาเท่าไร แต่ละพรรคแต่ละฝ่ายคงมีความเห็น ต่อเรื่องนี้ที่แตกต่างกันครับ เพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านก็ได้อภิปรายไปบ้างแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ต้องมีการปรับปรุงราคาใหม่อย่างแน่นอน พรรคเพื่อไทยเราผลักดันนโยบายมาตลอดว่า รถไฟฟ้าควรจะมีราคา ๒๐ บาทตลอดสายหรือตลอดเส้นทาง ซึ่งท่านรองนายกรัฐมนตรี สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็ได้ประกาศกับพี่น้องประชาชนอย่าง ชัดเจนครับว่าภายในเดือนกันยายนนี้เราจะได้ใช้ระบบตั๋วร่วมและได้ใช้ค่าโดยสารรถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดเส้นทางอย่างแน่นอน แต่ก็แน่นอนเช่นกันว่าการปรับลดราคาลงมาในระหว่าง ที่เอกชนยังถือสัมปทานเดิมที่ประมูลไปก่อนหน้านี้คงไม่สามารถทำได้และไม่เป็นธรรมกับ เอกชน จึงมีความจำเป็นที่เราจะต้องชดเชยส่วนต่างรายได้ที่หายไปให้กับเอกชนผู้รับ สัมปทานนั้น ๆ ในระหว่างที่ระยะเวลาสัมปทานยังไม่สิ้นสุดลง ซึ่งการชดเชยเหล่านี้จะชดเชย อย่างไรให้เหมาะสมมันคงไม่ใช่การชดเชยทุกบาทของทุกการเดินทางครับ แต่ด้วยราคาที่ ถูกลงคนจะเดินทางมากขึ้น แม้เงินรายได้ที่จะเก็บต่อผู้โดยสาร ๑ คนจะลดลง แต่เมื่อ มีผู้โดยสารมากขึ้นก็จะทำให้มีรายได้ส่วนเพิ่มให้กลับมาในระบบขนส่งนั้น ๆ แล้วก็จะทำให้ ความต่างของราคาที่เอกชนรายเดิมเคยเก็บได้กับที่เก็บได้ใหม่จะแคบลงเรื่อย ๆ และ เงินชดเชยของภาครัฐก็จะลดลงเรื่อย ๆ เช่นกัน นอกจากนี้เรายังสามารถคาดหวังได้ว่าจะมี การเก็บรายได้ส่วนเพิ่มจากปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น นั่นก็คือการนำพื้นที่ในสถานีหรือพื้นที่ โดยรอบของ รฟม. มาหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจด้วยวิธีอื่น เช่น การขายโฆษณาครับ การปล่อยพื้นที่เช่าหรือการลงทุนธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งส่วนเพิ่มของรายได้เหล่านั้นก็ควรจะ ถูกนำกลับมาใช้เพื่อชดเชยค่าโดยสารให้พี่น้องประชาชนเช่นกัน นั่นหมายความว่าสิ่งที่เรา ต้องการจะทำก็คือการนำเงินรายได้ของ รฟม. เองมาชดเชยค่าโดยสารให้ผู้โดยสารที่เดินทาง ในระบบของ รฟม. หากมาดูในเนื้อกฎหมายครับ เรามีเจตนาที่จะแก้เรื่องนี้อย่างชัดเจน ในมาตรา ๕ ที่เป็นการเพิ่มเติม (๑๑/๑) ของมาตรา ๙ กำหนดให้ รฟม. สามารถจัดหา ประโยชน์ในทรัพย์สินของ รฟม. เองได้ นั่นก็หมายความว่าในอนาคต รฟม. จะสามารถ ทำกิจกรรมในลักษณะอื่นเพื่อหารายได้ให้กับ รฟม. เอง และรายได้ตัวนี้ก็จะถูกใช้เพื่อชดเชย กับค่าโดยสารของพี่น้องประชาชน หรือในมาตรา ๘ มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๖๕ ในวรรคสอง ระบุให้ รฟม. สามารถนำเงินรายได้ที่จัดเก็บได้ในแต่ละปีมาใช้จ่ายเพื่อส่งเสริมและสนับสนุน การดำเนินการของระบบตั๋วร่วมได้ ดังนั้นการแก้ไขครั้งนี้ก็จะตอบคำถามพี่น้องประชาชน ได้ชัดเจนว่าการที่จะลดค่ารถไฟฟ้านี้รัฐบาลจะนำเงินจากไหน คำตอบก็คือนำเงินรายได้ของ รฟม. เอง มาลดค่าโดยสารให้ผู้เดินทางในระบบของ รฟม. เปลี่ยนจากการทำธุรกิจที่มุ่งหา รายได้ หากำไรจากค่าตั๋ว มาเป็นการคิดค่าโดยสารให้ถูกลง แล้วไปหารายได้จากส่วนควบ อื่น ๆ ของกิจการรถไฟฟ้าแทน ซึ่งจะเป็นวิธีการที่ยั่งยืนที่สุดและไม่เป็นภาระกับผู้เดินทาง หรือพี่น้องประชาชน แต่ทั้งนี้ผมก็ยังติดใจในประเด็นที่ไม่แตกต่างกันกับเพื่อนสมาชิก หลาย ๆ ท่านครับ ก็คือในมาตรา ๓ ที่เป็นการแก้ไขเพิ่มเติม (๓) ของมาตรา ๗ ที่ว่าด้วย วัตถุประสงค์ของการดำเนินธุรกิจของ รฟม. จากเดิมที่เขียนไว้ว่าจะต้องเป็นประโยชน์แก่ รฟม. และประชาชนในการใช้บริการรถไฟฟ้า มีการปรับปรุงตัดเหลือเพียงประโยชน์แก่ รฟม. เอาข้อความเรื่องประโยชน์ของประชาชนในการใช้บริการรถไฟฟ้าออกไป ผมได้มีการ ซักถามในประเด็นนี้กับผู้ชี้แจงที่เข้ามาชี้แจงในวิปรัฐบาล แล้วก็ได้เข้าใจมุมมองของ หน่วยงานว่าการเขียนเรื่องประโยชน์ของประชาชนในการใช้บริการรถไฟฟ้าอาจจะทำให้การ ตัดสินใจดำเนินการใด ๆ ของ รฟม. ติดขัด เนื่องจากถูกตีความว่าธุรกิจหรือว่ากิจการที่ไปประกอบนั้น ไม่ได้เป็นการสนับสนุนประชาชน ในการใช้บริการรถไฟฟ้าโดยตรง แต่ผมก็อยากจะฝากไปยังกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นว่าอยากจะ ให้พิจารณาข้อความตรงนี้ให้ถี่ถ้วน และมีการปรับปรุงให้เหมาะสมเพราะอาจจะถูกครหาว่า การทำแบบนี้จะเป็นการตัดประชาชนออกจากสมการ ซึ่งผมเชื่อโดยสนิทใจว่าทั้งหน่วยงานเอง หรือสภาผู้แทนราษฎรของเราไม่ได้มีเจตนาที่จะนำประชาชนออกจากการพิจารณาอย่าง แน่นอน อย่างไรการดำเนินการใด ๆ ของหน่วยงานก็ต้องอิงประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ท้ายที่สุดผมสนับสนุน พ.ร.บ. ฉบับนี้และจะลงมติรับหลักการเพื่อร่วมผลักดันการลด ค่าใช้จ่ายในการเดินทางในระบบตั๋วร่วมให้พี่น้องประชาชนอย่างแน่นอน ขอบคุณครับ ท่านประธาน

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

๒ ท่านถัดไปท่านแอนศิริ วลัยกนก และต่อด้วยท่านจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ เชิญท่านแอนศิริ วลัยกนก เชิญครับ

นางสาวแอนศิริ วลัยกนก กรุงเทพมหานคร 🔗

เรียนประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวแอนศิริ วลัยกนก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตทุ่งครุ เขตราษฎร์บูรณะ แขวงราษฎร์บูรณะ พรรคประชาชน ดิฉันขอร่วมอภิปรายในประเด็นที่ สำคัญเกี่ยวกับบทบาทและภารกิจของรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยหรือ รฟม. ซึ่งการร่าง พ.ร.บ. รฟม. ที่ดิฉันมองเห็นว่าจะแก้กฎหมายทั้งทีแต่กลับไปไม่สุด หรือเรียกว่า การแต่งตัวระบบเดิมแต่ให้ดูดีขึ้น ไม่เปลี่ยนหัวใจของมันเลยนะคะ เพราะอะไร เพราะดิฉัน เห็นว่ารถไฟฟ้ากลายเป็นสิทธิของประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง แต่ยังไม่มีมาตราไหน พูดถึงการกระจายผลประโยชน์ ยังไม่มีมาตราพูดถึงความคุ้มครองของผู้มีรายได้น้อยหรือ กลุ่มเปราะบาง ในความเห็นของดิฉันการร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่มีหลักประกันว่าใครจะเข้าถึงได้ ซึ่งต่างจากกฎหมายทางด้านขนส่งของหลาย ๆ ประเทศ เช่น Berlin Mobility Act ซึ่งเขา ก็เขียนไปเลยในมาตรา ๑ เกี่ยวกับนิยามบทบาทหน้าที่ของการจัดการ ซึ่งหลายถ้อยคำ ที่น่าสนใจอย่างการกำหนดว่าต้องสอดคล้องกับพัฒนาเมือง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นธรรมต่อสังคม สอดคล้องกับเป้าหมายทางด้านสภาพภูมิอากาศ มีความปลอดภัยและ สามารถเข้าถึงโดยปราศจากอุปสรรค ซึ่งพอมาอ่านในพระราชบัญญัติ รฟม. เรากลับไม่เห็น คำว่ายุติธรรมและเป็นธรรมให้กับร่างกฎหมายนี้เลย อีก ๑ ข้อ การร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่มี ภารกิจทางด้าน TOD หรือ Transit Oriented Development ทั้งที่ TOD คือหัวใจของ ระบบขนส่งสาธารณะในศตวรรษที่ ๒๑ ประเทศที่พัฒนาแล้วหลายแห่งได้บรรจุเรื่อง TOD ไว้ในกฎหมายในระดับชาติด้านขนส่งมวลชนของหลายประเทศ เราต้องเข้าใจว่าระบบขนส่ง ไม่ใช่เพียงแค่โครงสร้างพื้นฐานทางด้านวิศวกรรม แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการวางผังเมือง อย่างเป็นธรรม เป็นไปได้ไหมที่ รฟม. จะมีการระบุชัด ๆ ไปเลยว่าโครงการ TOD นี้ ทุกเส้น จะต้องมีพื้นที่บางส่วนเป็นพื้นที่สาธารณะ และเพื่อภารกิจในการลดภารกิจของค่าครองชีพ จริง ๆ หาก รฟม. ไม่ได้รับมอบหมายจากภารกิจทางด้าน TOD โดยชัดเจนในการแก้ กฎหมาย ย่อมทำให้บทบาทขององค์กรจำกัดอยู่เพียงการดำเนินกิจการระบบรางโดยไม่ สามารถเชื่อมโยงกับภารกิจการพัฒนาเมืองที่ยึดโยงกับชีวิตของประชาชน ในสถานการณ์ เช่นนั้นเราจะมีระบบรถไฟฟ้าแต่ปราศจากทางเท้าที่ปลอดภัย ไม่มีที่อยู่อาศัยราคาย่อมเยา ใกล้กับสถานี ไม่มีการวางแผนพื้นที่สาธารณะให้รองรับผู้มีรายได้น้อยและท้ายที่สุดระบบนี้ จะรองรับเฉพาะผู้มีความสามารถในการจ่ายได้เท่านั้น พื้นที่รอบสถานีจัดการไม่ดี ที่ดินซึ่งขึ้น มูลค่าจากภาษีของประชาชนอาจจะกลับกลายเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ของทุนรายใหญ่ เพียงไม่กี่กลุ่ม เรื่องสุดท้ายที่ดิฉันจะพูดถึงประเด็นที่สำคัญอีกข้อหนึ่งก็คือกลไกการบริหาร จัดการ ยังขาดการมีส่วนร่วมและความโปร่งใสจากประชาชน ดิฉันตั้งข้อคำถามถึงโครงสร้าง ของการบริหารของ รฟม. ที่ยังคงเป็นระบบรวมศูนย์อยู่ที่ส่วนงานราชการส่วนกลาง คณะกรรมการที่กำหนดตั้งขึ้นในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ล้วนประกอบไปด้วยข้าราชการระดับสูง และผู้ทรงคุณวุฒิที่แต่งตั้งจากฝ่ายรัฐ แต่ไม่มีการแต่งตั้งตำแหน่งเดียวที่เป็นตัวแทนของ ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ไม่มีตัวแทนแรงงานในระบบขนส่ง ไม่มีตัวแทนผู้โดยสารที่ใช้รถไฟฟ้าทุกวัน เรากำลังจะ ออกแบบรถไฟฟ้าที่ใช้กันทั้งประเทศ โดยไม่มีเสียงของคนที่ต้องพึ่งพาระบบนี้ที่เคยใช้อยู่ ทุกวันเลย ในเมื่อประชาชนเป็นคนเสียภาษี เมื่อรถไฟฟ้าใช้ทุนรัฐสร้าง ใช้ที่ดินของรัฐ ใช้ทรัพยากรส่วนร่วมทำกระบวนการตัดสินใจ ถึงไม่มีพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนด อนาคตของระบบนี้เลยแม้แต่น้อย ดิฉันเห็นว่าเราต้องการให้รถไฟฟ้านี้เป็นของประชาชนจริง ๆ เราต้องกล้าที่จะกระจายอำนาจให้การบริหารพื้นที่ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมอย่างเป็น รูปธรรมไม่ใช่แค่การใช้บริการ แต่ต้องมีสิทธิเสนอ มีสิทธิตรวจสอบ และมีสิทธิร่วมตัดสินใจ ในภาพรวม ดิฉันเห็นว่าการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้แม้จะมีความพยายามปรับปรุง แต่ยัง ไม่ตอบโจทย์ในเชิงโครงสร้างสังคม ยังไม่แสดงเจตนารมณ์ของรัฐในการยกระดับระบบ ขนส่งมวลชน เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน การร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้คือการปรับปรุง เปลือกของระบบรถไฟฟ้า แต่ยังไม่แตะแก่นของปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง ดิฉันไม่ปฏิเสธว่าการพัฒนาระบบรางให้ทันสมัย แต่ถ้าจะพัฒนาโดยที่ไม่กล้าตอบคำถามว่า ใครใช้ ใครได้ประโยชน์ และใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ดิฉันเกรงว่ากำลังจะสร้างระบบรถไฟฟ้า ที่วิ่งเร็ว แต่ทิ้งประชาชนไว้ไกลกว่าเดิม ข้อเสนอของดิฉันคือเราต้องกล้าบัญญัติไว้ในระบบ รถไฟฟ้าให้เป็นบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน ให้ รฟม. มีภารกิจด้าน TOD Transit Oriented Development โดยตรง ปฏิรูปโครงสร้างคณะกรรมการ รฟม. ต้องมีข้อกำหนดการสร้าง กลไกประเมินผลทางด้านสังคม สิ่งแวดล้อม ก่อนการสร้างโครงการนี้ ขอบคุณค่ะ

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปครับ ท่านจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ เชิญครับ

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดศรีสะเกษครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตกล่าวสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เนื่องจากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีความจำเป็นที่จะต้องมีการ แก้ไขเพื่อให้การดำเนินการจัดการในเรื่องระบบตั๋วร่วมหรือนโยบายเก็บตั๋วโดยสารราคา ๒๐ บาทตลอดสาย สามารถกระทำได้ครับ สาเหตุที่ผมกล่าวเช่นนั้นก็เนื่องจากว่าโครงสร้าง ปัจจุบันของ รฟม. หรือการรถไฟฟ้ามวลชนแห่งประเทศไทยนั้นมีลักษณะเป็นนิติบุคคล ซึ่งมีคณะกรรมการดูแลอยู่ลักษณะของนิติบุคคล แล้วก็อำนาจต่าง ๆ ในการดำเนินงาน ของ รฟม. ก็ใช้รูปแบบของคณะกรรมการกับผู้ว่า ดังนั้นเมื่อเรามี พ.ร.บ. ตั๋วร่วมขึ้นมาเพื่อจะ ทำให้การจัดเก็บค่าโดยสาร ๒๐ บาทตลอดสายได้จึงมีความจำเป็นต้องแก้ไขบางประการ เกี่ยวกับเรื่องวิธีการดำเนินงานของ รฟม. โดยให้มีการโอนอำนาจในเรื่องของการกำหนด อัตราค่าโดยสารไปอยู่ที่ทางคณะกรรมการนโยบายมากขึ้น ดังที่ปรากฏอยู่ในมาตรา ๙ วรรคท้าย เขียนว่าในการดำเนินการกิจการรถไฟฟ้าของ รฟม. และการดำเนินการ รฟม. ในกรณีมีการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมให้อยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการนั้น ซึ่งก็เสมือนกับ การโอนอำนาจหน้าที่ในการกำหนดอัตราค่าโดยสารของรถไฟฟ้าไปที่คณะกรรมการนโยบาย ตั๋วร่วม ซึ่งก็แสดงให้เห็นอีกช่วงหนึ่งครับก็คือในเรื่องของอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ในมาตรา ๑๘ มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดในเรื่องของการออกข้อบังคับ ก็ได้มีการแก้ไข ในสาระสำคัญก็คือใน (๑๓) บอกว่าการกำหนดอัตราค่าโดยสารจากเดิมต้องได้รับความ เห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี แต่ในร่างใหม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงให้เป็นได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีเท่านั้น ซึ่งรัฐมนตรีในที่นี้ก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมซึ่งก็เป็นประธานคณะกรรมการ นโยบายตั๋วร่วมอยู่ในตัว ดังนั้นถ้าดูจากโครงสร้างนี้ก็จะแสดงให้เห็นว่าโครงสร้างในการ กำหนดอัตราค่าโดยสารของ รฟม. ตอนนี้อำนาจกลับไปอยู่ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคมซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายตั๋วร่วม ดังนั้นความจำเป็นในการแก้ไข ในส่วนนี้จึงมีความจำเป็น ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะทำให้การกำหนดอัตราค่าโดยสาร ๒๐ บาท ตลอดสายเป็นไปได้ในแง่กฎหมายก็มีความจำเป็นอย่างนี้ ในแง่ของการประกอบธุรกิจนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่าเรื่องรถไฟฟ้ามี Fix Cost ที่สูง มีการลงทุนเบื้องต้นที่สูง แต่ Variable Cost ไม่ได้สูงมากเนื่องจากเวลาขนคนใช้พลังงานไฟฟ้าและขนคนจำนวนมาก ดังนั้นในแง่ ของความเป็นไปได้ทางธุรกิจ ๒๐ บาทตลอดสาย ถ้าหากมีประชาชนใช้บริการมากเพียงพอ ก็เป็นได้ว่า รฟม. น่าที่จะสามารถทำธุรกิจโดยไม่ขาดทุนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากว่า มีรายได้เสริมจากรายได้ส่วนอื่น ๆ ซึ่งก็ได้มีการแก้ไขเช่นเดียวกัน อยู่ในมาตรา ๑๘ (๑๓) มีการเขียนไว้บอกว่าค่าบริการและค่าธรรมเนียมการใช้ทรัพย์สินการให้บริการและความ สะดวกในกิจการรถไฟฟ้าตลอดจนวิธีการจัดเก็บค่าโดยสาร ค่าบริการและค่าธรรมเนียม ดังกล่าว และกำหนดประเภทบุคคลซึ่งได้รับการยกเว้นไม่ต้องชำระค่าโดยสาร อำนาจนี้ แต่เดิมต้องขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี แต่ปัจจุบันอำนาจนี้เป็นอำนาจของคณะกรรมการ รฟม. ดังนั้นคณะกรรมการ รฟม. ซึ่งเป็นนิติบุคคลบริหารโดยระบบคณะกรรมการแล้วก็มี ผู้ว่าก็จะมีความเป็นอิสระมากขึ้นในการบริหารจัดการเพื่อให้ได้รับรายได้ส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการรถไฟฟ้านะครับ ก็จะทำให้ รฟม. สามารถดำเนินกิจการ ถึงแม้จะเก็บค่าโดยสาร ๒๐ บาทตลอดสายก็มีความเป็นไปได้ว่าจะไม่ขาดทุน

ส่วนประเด็นข้อกฎหมายที่ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตและเป็นคำถามไว้ เผื่อว่ามีการพิจารณาต่อไปในขั้นของคณะกรรมาธิการจะได้ช่วยกันดูนะครับ ส่วนแรกก็เป็น เรื่องของการดำเนินกิจการรถไฟฟ้าในมาตรา ๓ (๓) ที่มีการแก้ไข คือแต่เดิมบอกว่าดำเนิน ธุรกิจเกี่ยวกับรถไฟฟ้าและธุรกิจอื่นเพื่อประโยชน์แก่ รฟม. และประชาชนในการใช้บริการ กิจการรถไฟฟ้า แต่ว่าทางร่างที่เขียนมามีการตัดออกไป ซึ่งตามความเห็นของผมการเก็บไว้ จะทำให้ประชาชนรู้สึกสบายใจกว่าว่า รฟม. ไม่ได้กระทำการเพื่อผลประโยชน์ของ รฟม. อย่างเดียว แต่ได้ดำเนินการโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนด้วย ในส่วนนี้ก็ขออนุญาตฝากไว้ครับ

แล้วอีกส่วนหนึ่งที่ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตไว้ก็คือในเรื่องของการแก้ไข มาตรา ๙ (๑๑) โดยมีการเพิ่ม (๑๑/๑) ไว้ ในส่วนนี้มีการเขียนว่า ๑๑/๑ รฟม. มีอำนาจ ปกครอง ดูแล บำรุงรักษา จัดการ ใช้และจัดหาประโยชน์ในทรัพย์สินของ รฟม. ซึ่งผมคิดว่า ไม่น่าจะต้องไปแก้ไขโดยการเพิ่มมาตรา ๑๑/๑ ถ้าหากว่าท่านจะแก้ไขใน (๑๑) โดยการ แก้ไขว่า พัฒนาบริหารและใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ของ รฟม. ตามความจำเป็น เพื่อประโยชน์แก่การให้บริการกิจการรถไฟฟ้า ผมก็คิดว่าก็น่าจะได้อำนาจทำนองเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มมาตรา (๑๑/๑) คงไม่จำเป็น เบื้องต้นก็ขออนุญาตฝากความกังวลเท่านี้ และข้อสังเกตไว้ครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

๒ ท่านถัดไป ท่านปวิตรา จิตตกิจ และต่อด้วยท่านจุติ ไกรฤกษ์ เชิญท่านปวิตรา จิตตกิจ ครับ

นางสาวปวิตรา จิตตกิจ กรุงเทพมหานคร 🔗

เรียนประธานสภาที่เคารพค่ะ ดิฉัน ลูกเกด ปวิตรา จิตตกิจ ผู้แทนราษฎรเขตบางกอกใหญ่ ธนบุรี ภาษีเจริญ แขวงศิริราช และแขวงบางเชือกหนัง กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน วันนี้ดิฉันขอมีส่วนร่วมในการ อภิปรายร่างพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ ดูทรงแล้วเหมือนจะดีค่ะท่านประธาน ที่รีบ ๆ ร้อน ๆ รัฐบาลก็รีบ หยิบยกแซงคิวขึ้นมาพิจารณา ก็อาจจะดีก็ได้ที่รัฐบาลจะรื้อระบบโครงสร้างระบบของ รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ซึ่งดิฉันจะขอเรียกสั้น ๆ ว่า รฟม. ในการอภิปราย ครั้งนี้ ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันปรารถนา แล้วก็มีความอยากให้ พ.ร.บ. รฟม. ฉบับนี้ มีการพูดถึงเพิ่มเติมใน ๑-๒ ประเด็น และอีก ๑ ข้อกังวลใจที่เป็นปัญหาเรื้อรัง

ประเด็นแรก อยากให้พูดถึงการรับผิดชอบ การดูแล การเยียวยาประชาชน ที่ได้รับผลกระทบระหว่างการก่อสร้างรถไฟฟ้าของ รฟม. บ้าง เพราะว่าปัจจุบันนี้โครงการ การก่อสร้างรถไฟฟ้าของท่านนั้นสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก และใน พ.ร.บ. เก่านั้นก็พูดถึงแต่ความรับผิดชอบความเสียหายต่อทรัพย์สิน แต่ว่าความเสียหายทาง อาชีพ โอกาสการหารายได้หรือสภาพจิตใจนั้นไม่มีการพูดถึงเลย ดิฉันขอยกตัวอย่างที่บริเวณ รถไฟฟ้าสายสีม่วงในโซนฝั่งธนบุรีตั้งแต่สะพานพุทธไปจนถึงราษฎร์บูรณะที่ประชาชนได้รับ ผลกระทบจากการก่อสร้างตั้งแต่อุบัติเหตุ เสียง ฝุ่น รถติด รถพัง ไปจนถึงความปลอดภัย ของชีวิต บางคนก็ล้มหายตายจากไประหว่างการก่อสร้างก็มี บางกิจการก็ต้องปิดตัวไป เพราะว่าทนโครงการก่อสร้างไม่ไหว ดิฉันกล่าวเลยว่าเส้นสายสีม่วงในพื้นที่ของดิฉันออกข่าว ในแง่ลบตลอดเวลา แล้วก็รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนบ่อยมาก ถ้าไม่เชื่อท่านไป ย้อนดูได้ จึงอยากให้ใน พ.ร.บ. ได้เขียนหลักความรับผิดชอบต่อประชาชนบ้าง เพราะว่า ส่วนใหญ่ในร่างนี้จะเห็นแต่พูดถึงการบริหารรายได้ การหาเงิน ใช้เงิน ซึ่งประชาชนนั้น ดูเหมือนจะไม่ได้อะไรเลย มีแต่ผู้บริหารและ รฟม. จะรวยขึ้นทุก ๆ วัน มีแต่สวัสดิการของ พวกท่านนั้นที่จะดีและมั่นคงกว่าเดิมหากแก้ พ.ร.บ. นี้เสร็จ ซึ่งตรงข้ามกับประชาชน ท่านประธานคะ ได้ประโยชน์เพียงแค่ได้ค่ารถไฟฟ้า ๒๐ บาท ซึ่งก็ไม่รู้ว่า ๒๐ บาทนี้ จะตลอดไปแค่ไหน จะยั่งยืนเหมือนสวัสดิการท่านหรือเปล่าคะ

ประเด็นที่ ๒ อยากให้ พ.ร.บ. นี้บังคับให้ รฟม. ต้องมีส่วนพัฒนาพื้นที่ ที่รับผิดชอบดูแลโดยรอบสถานีหรือทรัพยากรอื่น ๆ ที่ถูกทิ้งร้างของ รฟม. เพื่อประโยชน์ของ ประชาชนอย่างแท้จริง ที่กล่าวเช่นนี้เพราะว่าปัจจุบันนี้พื้นที่ในการดูแลของ รฟม. ถูกปล่อย ทิ้งร้างเป็นจำนวนมาก บางพื้นที่ส่อเป็นแหล่งก่ออาชญากรรม พื้นที่ที่เสี่ยงอุบัติเหตุจาก ปัญหาการขาดการดูแลพื้นที่โดยรอบ เช่น ใต้สถานีรถไฟฟ้าท่าพระปล่อยให้ไม่มีไฟฟ้า ส่องสว่าง ประชาชนเดินทางสัญจรถูกจี้ปล้นกันบ่อยครั้งในยามค่ำคืน พื้นที่ระหว่างสถานี ท่าพระไปจนถึงจรัญสนิทวงศ์ ๑๓ ปล่อยให้รกร้างจากการเวนคืนไม่ยอมให้ใครใช้ประโยชน์ หรือจะเป็นแนวเส้นรถไฟฟ้าสายสีแดงบริเวณตลิ่งชันที่มีปัญหาผลักความรับผิดชอบกัน ในการดูแลถนนโดยรอบเรื่องไฟฟ้าส่องสว่าง ความสะอาดโดยรอบนอกสถานี เป็นต้น

และสุดท้ายข้อกังวลใจของดิฉัน ดิฉันได้ยินมาว่า พ.ร.บ. รฟม. ฉบับนี้จะเป็น ประตูบานแรกที่นำไปสู่การมีรถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดสายภายในปีนี้ของรัฐบาล และแว่ว มาว่าการใช้สิทธิค่าโดยสารรถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดสายนี้ยังคงเป็นไปตามเงื่อนไขเดิม โดยจำกัดเฉพาะผู้ที่มีเลขบัตรประจำตัวประชาชนไทย ๑๓ หลักเท่านั้น และจะต้อง ลงทะเบียนผ่าน Application ทางรัฐ ซึ่งก็คาดว่าจะเปิดให้ลงทะเบียนในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ โดยกระทรวงคมนาคมก็ย้ำแล้วว่าการใช้บริการนี้จะไม่ซับซ้อนหรือยุ่งยากแต่อย่างใด และมี เจตนาที่จะให้พี่น้องประชาชนสามารถเข้าถึงได้มากที่สุดเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพในการ เดินทาง เมื่อได้ยินแว่ว ๆ แบบนี้ประชาชนหลายคนถึงกับอุทาน ถึงกับสบถเลยค่ะ ผู้สูงอายุยิ่งไม่กล้าใช้เพราะว่าเขากลัวโดน Call Center หลอก การจัดสวัสดิการแบบ มือใครยาวสาวได้สาวเอาแบบนี้ยังไม่หมดไปจากสังคมไทยอีกหรือ สุดท้ายนี้ดิฉัน อยากฝากท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลสั้น ๆ ว่าอย่าสร้างความเหลื่อมล้ำในสังคม เพียงเพราะประชาชนไม่ลงทะเบียนและอย่าผลักประชาชนให้ไม่มีสวัสดิการทั้งที่มัน ควรจะเป็นของทุกคน เพราะเราคือคนเท่ากันค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านจุติ ไกรฤกษ์ เชิญครับ

นายจุติ ไกรฤกษ์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรครวมไทยสร้างชาติ วันนี้ต้องมีคำถามถามผู้ชี้แจงหลายข้อนะครับ แต่ว่าในหลักการผมเห็นด้วยว่าอยากจะให้ประชาชนนั้นได้ใช้ค่าโดยสารถูก ๒๐ บาท ตลอดสาย ผมว่านั่นก็คือภารกิจของพวกท่านที่มานั่งตอบในสภาวันนี้ แต่ผมคงจะถาม ท่านประธานผ่านไปยังคณะรัฐมนตรีว่าคณะรัฐมนตรีนั้นก็มีหน้าที่บริหารทรัพยากร ที่ขาดแคลนให้กระจายทั่วถึง ถ้าใครว่า ๒๐ บาทตลอดสายเป็นนโยบายประชานิยม ผมก็ยอมรับว่าเป็น แต่ว่าประชาชนนั้นเป็นผู้จ่าย ผมเห็นด้วยในหลักการว่าท่านอยากจะให้ รถไฟคิดค่าโดยสารถูกตลอดสาย แต่ผมมีคำถามว่าท่านจะทำได้นานแค่ไหนโดยไม่ต้องใช้ เงินอุดหนุนได้ไหม หาวิธีอื่นได้ไหม นอกจากระดมทุนด้วยการหยิบเงินกองทุนมา ผมยิ่งตกใจ ที่ท่าน สส. ขออนุญาตเอ่ยนามไม่เสียหายครับ ท่านสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ บอกว่า รฟม. มีหนี้อยู่ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็มีเงินกองทุนอยู่ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่าจริงหรือไม่ ถ้าจริง ผมถามท่านว่าท่านจะลืมหนี้ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทได้หรือ เพราะว่าคนจะต้อง ใช้หนี้ทั้งหมดคือภาษีจากประชาชนที่จะต้องไปใช้หนี้ วันนี้ท่านทราบแล้วว่ามีผู้โดยสาร ประมาณวันละ ๒ ล้านคน ถ้าเผื่อลดราคาอาจจะมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอีกเป็น ๓ ล้านคน เป็นสิ่งประเสริฐมากว่ากรุงเทพมหานครสามารถดูแลคน ๓ ล้านคนให้มีค่าโดยสารที่ถูก เขาได้ลดค่าครองชีพจริง แต่ผมถามท่านเถอะ เงินที่เอามานั้นมาจากไหน เราอยากจะช่วย คนจน ผู้มีรายได้น้อยในกรุงเทพฯ ให้มีค่าโดยสารที่ถูก แต่ถามว่าท่านกำลังจะเอาเงินภาษี ทั้งประเทศจากที่จนกว่ามาอุ้มคนจนด้วยกัน มันเป็นคำถามที่คณะรัฐมนตรีนั้นจะต้องตอบ กับสภาด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แล้วสิ่งหนึ่ง ที่ผมไม่สบายใจเลยคืออนุญาตให้ท่านออกพันธบัตรได้เอง ผมห่วงฐานะเครดิตความน่าเชื่อถือ ของกระทรวงการคลัง ถ้าทุกกระทรวงคิดแบบนี้ ออกกฎหมายให้กู้เงินได้เอง ท่านจะรักษา วินัยการคลังไว้ได้อย่างไร ท่านจะสามารถรักษาปริมาณหนี้ที่มีอยู่ไว้ได้อย่างไร วันนี้ ต้องบอกว่าประเทศไทย รัฐบาลไทยไม่ใช่เศรษฐี วันนี้เรายังต้องกู้อยู่ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อปิดหีบ แล้ววันนี้เราจะใช้จ่ายเงินเกินตัวนี้หรือ ผมอยากจะฟังจาก รฟม. ว่าท่านมีวิธีบริหารที่เขาเรียกว่านวัตกรรมที่จะให้บริหาร ค่าโดยสารนี้ได้โดยไม่ต้องไปหยิบเงินจากกองทุน โดยไม่ต้องไปออกพันธบัตรกู้ สิ่งที่อยาก ให้ท่านคิดถึงคือความคุ้มค่า เงินนั้นใครจะกู้รัฐบาลไทยก็ต้องเป็นหนี้ รัฐบาลไทยเป็นหนี้ ใครจ่าย ประชาชนเป็นคนจ่าย ถึงแม้ว่าจะเป็นหนี้ในนาม รฟม. ก็ตาม ผมถามว่า รฟม. นั้น ๒๐ บาท มีเงิน ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท มีเงินอุดหนุนทุกปี ถามว่าจะมีข้อจำกัดไหมว่าแต่ละปีนั้น ระบุไว้ในกฎหมายเลยว่าท่านจะรับเงินอุดหนุนไม่เกินปีละเท่าไร ที่เหลือต้องใช้ความสามารถ บริหารหาเงินเอง บริหารต้นทุนเอง ตรงนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานฝากไปยังกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นว่าช่วยกัน ระดมสมองว่า ๒๐ บาทตลอดสายเป็นสิ่งที่ดี สิ่งที่ดีกว่าก็คือไม่ต้องใช้เงินกู้ ไม่ต้องใช้ เงินอุดหนุน ความคุ้มค่าครับท่านประธาน ความคุ้มค่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับยาจก สำหรับ ประเทศไทย เราไม่ใช่เศรษฐี แล้วสิ่งที่อยากจะกราบเรียน รฟม. เตือนไว้ ท่านคือ Cost Center ไม่ใช่ Profit Center เมื่อท่านเป็น Cost Center ก็ต้องประพฤติตัวมีพฤติกรรม อย่างหนึ่ง ถ้าเป็น Profit Center ก็ต้องเป็นคนที่มีพฤติกรรมอีกอย่างหนึ่ง จึงอยากจะฝากไว้ ว่าเห็นด้วยกับการที่มีตั๋วโดยสารถูก เห็นด้วยการผ่าตัด แต่ไม่เห็นด้วยกับการที่จะมีเสรีภาพ ในการกู้เงิน มีเสรีภาพในการออกพันธบัตรของตัวเอง ไม่เห็นด้วยครับ แล้วอยากจะฝากว่า ช่วยแก้ในกรรมาธิการนี้ให้ด้วย ในชั้นแรกผมจะลงคะแนนผ่านให้ท่าน แต่ผมยืนยันว่าผมจะ แปรญัตติถามท่านในวาระที่สอง วาระที่สาม กราบขอบคุณครับท่านประธาน

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ๒ ท่านสุดท้ายจะเป็นท่านศุภณัฐ มีนชัยนันท์ และต่อด้วยท่านอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด เชิญท่านศุภชัย มีนชัยนันท์ ก่อนครับ เชิญครับ

นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ กรุงเทพมหานคร 🔗

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ท่านประธานครับ ร่าง พ.ร.บ. รฟม. ฉบับนี้แม้จะมีการแก้ไขไม่กี่มาตรา แต่กลับส่งผลต่อรายได้ของ รฟม. ที่ต้องส่งคืนให้กับประเทศและระเบียบวินัยการเงิน การคลังเป็นอย่างมาก ปัญหาหลักของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้อยู่ที่มาตรา ๘ ซึ่งเป็นการแก้ไข มาตรา ๖๕ ใน พ.ร.บ. รฟม. ฉบับปัจจุบัน ใน พ.ร.บ. รฟม. ฉบับปัจจุบันที่ใช้กันอยู่นั้น เมื่อ รฟม. มีรายได้จากการเดินรถ รฟม. สามารถหักรายจ่ายทั่ว ๆ ไป เช่น ค่าดำเนินการ ค่าบำรุงรักษา ค่าเสื่อมราคา เมื่อหักแล้วเหลือเงินก็ต้องส่งเงินคืนคลังเหมือนรัฐวิสาหกิจ อื่น ๆ เพื่อให้ประเทศไทยเรามีเงินมาใช้ในงบประมาณต่อไป แต่สิ่งที่รัฐบาลกำลังแก้ไข ในมาตรา ๖๕ คือเพิ่มรายการรายจ่ายที่จะสามารถหักได้จากรายได้ของ รฟม. ก่อนที่จะ นำเงินส่งคืนคลัง โดยอนุญาตให้หักรายจ่ายประเภทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินสำรอง ตามมาตรา ๑๑ เงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ หรือการสงเคราะห์อื่น ๆ หรือเงินลงทุน และตัว Highlight สำคัญอยู่ที่วรรคสองที่รัฐบาลเพิ่มขึ้นมาครับ คือเงินที่ รฟม. จ่ายเพื่อ ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินการในกรณีที่มีการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมในบริการ ขนส่งสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับกิจการรถไฟฟ้า ถ้าผมแปลง่าย ๆ ก็คือเปลี่ยนจากปกติที่ รฟม. ต้องนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายทั่วไป เหลือเท่าไรส่งคืนคลังเป็นรายได้ของแผ่นดิน แล้วรัฐ ก็มาทำงบประมาณ ทำเรื่องคำของบประมาณขึ้นมา ทำนโยบาย ๒๐ บาทก็มาให้สภาอนุมัติ งบประมาณแล้วเอาไปทำ เปลี่ยนไปเป็นคือรัฐบาลจะเปิดช่องกฎหมายใหม่โดยการตัดหน้า เอาเงิน รฟม. ก่อนที่จะคืนคลังนั้นไปทำ ๒๐ บาทตลอดสาย จน รฟม. อาจจะไม่เหลือเงิน ส่งคืนคลัง ปัญหามีแน่นอนครับ หลัก ๆ อยู่ ๕ ประเด็นด้วยกัน

๑. กระทบกับรายได้ของรัฐ เพราะเงินที่ รฟม. ก็จะส่งคืนคลังน้อยลง และการทำ ๒๐ บาทตลอดสายอาจทำให้ไม่เหลือเงินส่งคืนคลังเลย

๒. เปิดช่องให้ รฟม. ใช้จ่ายเงินได้มั่วมากขึ้น โดยอ้างว่าเป็นการส่งเสริม ระบบตั๋วร่วมบังหน้า เสมือนเป็นการตีเช็คเปล่า ให้ รฟม. ใช้ดุลยพินิจของตัวเองในการใช้เงิน

๓. ทำให้สภาขาดการตรวจสอบที่เหมาะสมในการใช้จ่ายงบประมาณของ รฟม. เพราะว่าจะทำให้ตรวจสอบได้ยากขึ้น เพราะเป็นการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณ และหลายรัฐวิสาหกิจชอบอ้างว่าสภาไม่มีสิทธิตรวจสอบพวกเขา ไม่มีสิทธิตรวจสอบ การใช้เงิน เพราะเขาพวกเขาไม่ได้ใช้เงินหลวง เพราะพวกเขาไม่ได้ขอเงินหลวง นี่คือข้ออ้าง ของหลายรัฐวิสาหกิจที่พูดเช่นนี้

๔. รฟม. มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐ แต่กลับสามารถเอารายได้ของ รฟม. ไปจ่ายให้กับผู้ประกอบการเอกชนรายอื่น ๆ ที่มีสถานะเป็นคู่แข่งกับ รฟม. โดยการ ทำชดเชยโครงการ ๒๐ บาทตลอดสาย อันนี้ไม่เหมาะสมครับ

๕. จริง ๆ แล้วเรามี พ.ร.บ. ตั๋วร่วมที่ตัวผมก็เป็นกรรมาธิการด้วย แล้วก็ได้ เสนอเข้าสู่สภาเรียบร้อยแล้ว เพราะเราแก้ไขเรียบร้อยแล้ว ซึ่งถ้าเกิดรัฐบาลอยากจะทำ ๒๐ บาทตลอดสาย ก็ควรไปใช้ค่าโดยสารร่วม ไปใช้กลไกผ่าน พ.ร.บ. ตั๋วร่วม แต่รัฐบาลกลับ ไม่ได้เอา พ.ร.บ. ตั๋วร่วมมาบรรจุในวาระนี้ ต้องบอกว่าอย่างนี้ครับ จุดยืนของพรรคประชาชน และ สส. ทุกคน ผมเชื่อว่าเราเห็นตรงกันคือการลดค่าโดยสารให้กับพี่น้องประชาชนครับ แน่นอนถ้าผู้ประกอบการลดราคาให้ยิ่งถูกก็ต้องยิ่งดีครับ แต่การลดค่าโดยสารโดยเอาเงินของคนทั้งประเทศไปโถมเข้าไป มันไม่ใช่การลดราคา ท่านประธานครับ สิ่งที่พรรคประชาชนสนับสนุนคือการลดราคาค่าโดยสารโดยการจัดการที่ ตัวผู้ประกอบการแก้ไขโครงสร้างราคา ดึงพวกเขาเข้าสู่ระบบตั๋วร่วมทำค่าโดยสารร่วม ตัดค่าแรกเข้าที่ซ้ำซ้อนที่เมื่อพอเราต้องการเปลี่ยนสายเรากลับต้องมาจ่ายค่าแรกเข้าอีก ที่ ๑๕ บาทต่อครั้ง และการให้เอกชนที่ได้ประโยชน์จากการขยายโครงข่ายขนส่งมวลชนของ ภาครัฐ โครงข่ายรถไฟฟ้าของภาครัฐนั้นจนทำให้ตัวเองมีผู้โดยสารมากขึ้น มีกำไรมากขึ้น ยอมที่จะลดราคาค่าโดยสารของตัวเองลงตามสัดส่วนที่เหมาะสม แต่สิ่งที่รัฐบาลทำคือการใช้ เงินแก้ปัญหา เพียงเพื่อบอกว่าจะทำนโยบายนี้สำเร็จแล้ว นโยบายเสร็จแล้ว ลดราคาได้แล้ว แต่ถามจริง ๆ มันลดจริง ๆ หรือครับ รัฐบาลแค่เปลี่ยนจากการใช้เงินจากกระเป๋าขวาของ พี่น้องประชาชนไปจ่ายแทนกระเป๋าซ้ายของพี่น้องประชาชน โดยการให้ รฟม. ที่เป็นเงินของ ประเทศจ่ายแทนพี่น้องประชาชนแค่นั้นเอง ซึ่งเงิน ๒ กระเป๋านี้คือเงินของประชาชน เหมือนกันครับ แล้วเดี๋ยวพอรัฐบาลมีปัญหา สุดท้ายก็ต้องมาแก้ไขขอขึ้นภาษี ขอปรับ โครงสร้างภาษีอยู่ดี ที่สำคัญต้นเรื่องมาจากการที่รัฐบาลเจรจากับผู้ประกอบการไม่สำเร็จ หรือเปล่าตามที่ท่านหาเสียงไว้ ท่านอดีต ต้องขอเอ่ยนาม ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน สมัยหาเสียงท่าน Post เฟซบุ๊กเอง วันที่ ๓๐ เดือน ๔ ปี ๒๕๖๖ ท่าน Post ว่าเราจะ เร่งเจรจากับทุกภาคส่วนเพื่อลดค่าโดยสารลงให้เหลือ ๒๐ บาทตลอดสาย แล้วยังสัมภาษณ์ ต่อด้วยว่าในรายการของมติชนบอกว่าจะทำให้ได้ภายใน ๓ เดือนเมื่อเป็นรัฐบาล แต่สิ่งนี้ ไม่เกิดขึ้น สิ่งที่ท่านพูดไม่เคยเกิดขึ้น และท่านประธานรู้ไหมว่าการทำ ๒๐ บาทตลอดสาย ต้องใช้เงินเท่าไร และผู้ประกอบการจะรวยขึ้นเท่าไร ผมคำนวณมาให้คร่าว ๆ ปัจจุบันก่อนที่ เราจะอุดหนุนมีผู้โดยสารใช้ประมาณ ๑.๗ ล้านเที่ยวต่อวัน จากสถิติเราจ่ายค่ารถไฟฟ้า โดยเฉลี่ยประมาณ ๓๔ บาทต่อเที่ยว นั่นหมายความว่าผู้ประกอบการทั้งโครงข่ายรถไฟฟ้า จะมีเงินรวมกัน มีรายได้ต่อวัน ประมาณ ๕๗.๘ ล้านบาท แต่หลังจากที่เราเอาภาษีไปอุด ๒๐ บาทตลอดสายนั้น สมมุติผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ถามว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ มาจากไหนท่านประธานอาจจะจำได้ตอนที่เขามีนโยบาย ๗ วัน ขึ้นรถไฟฟ้าฟรี ตอนนั้น มีผู้โดยสารมาใช้บริการประมาณ ๒.๔ ล้านเที่ยวต่อวัน เพราะฉะนั้นถ้าเกิดเก็บ ๒๐ บาท ตลอดสาย แน่นอนไม่เกิน ๒.๒ ล้านเที่ยวต่อวันแน่นอน ส่วนผู้ประกอบการก็ยังคงเก็บ ค่าโดยสารในราคาเดิมอยู่ เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่ายที่พี่น้องประชาชนจ่ายโดยเฉลี่ยต่อเที่ยวก็คือ ๓๔ บาทต่อเที่ยวเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าเปลี่ยนไปเป็นเก็บจากประชาชนโดยตรง ๒๐ บาท และให้รัฐบาลอุดหนุนอีก ๑๔ บาท แต่รวมกันก็ยังเฉลี่ยที่ ๓๔ บาทอยู่เหมือนเดิม เพราะฉะนั้นการทำ ๒๐ บาทตลอดสายจะทำให้ไม่มีผู้ประกอบการได้รับมีรายได้เพิ่มขึ้นไป เป็น ๗๔.๘ ล้านบาทต่อวัน ก็คือเพิ่มขึ้นประมาณ ๒๐ ล้านบาทต่อวัน แล้วถ้าเกิดดูว่าต่อปี ผู้ประกอบการจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ๖,๒๐๕ ล้านบาทฟรี ๆ จากนโยบายของภาครัฐ โดยที่ ผู้ประกอบการไม่ต้องทำการตลาด ไม่ต้องลดค่าโดยสาร ไม่ต้องทำอะไรเลยอยู่นิ่ง ๆ ครับ ส่วนภาครัฐต้องจ่ายเงินอุดหนุน ๑๔ บาทต่อเที่ยว หรือเป็นเงิน ๑๑,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ในการอุดหนุนการทำโครงการ ๒๐ บาทตลอดสาย ซึ่งแน่นอนถ้าเกิดเราเอารายได้ตัว ๖,๐๐๐ ล้านบาท มาหักลบกับตัว ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท มันอาจจะลดน้อยลง รัฐบาลอาจจะ อุดหนุนน้อยลง แต่ถ้าเกิดไม่หักและจ่ายเต็ม ๆ ๑๑,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีก็จะกระทบกับ งบประมาณของประเทศมหาศาลได้ ผมจึงอยากถามคำถามไปยังท่านผู้ชี้แจงให้ช่วยชี้แจง ให้สังคมชัด ๆ คำถามผู้ชี้แจงก็คือท่านจะนำรายได้ของเอกชนที่เพิ่มขึ้นจากการทำโครงการ ๒๐ บาทตลอดสาย แล้วมีลูกค้ามากขึ้นมาหักลบกับเงินที่รัฐต้องชดเชยอุดหนุนหรือไม่ และถ้ามีการหักลบ หักลบด้วยจำนวนเงินเท่าไร เต็มจำนวนหรือแค่บางส่วน และหลังจาก หักแล้วนโยบายนี้จะทำให้เอกชนมีกำไรเพิ่มขึ้นกี่พันล้าน และ ๒๐ บาทตลอดสายที่จะทำ คือสายละ ๒๐ บาท หรือขึ้นทุกสายเปลี่ยนกี่รอบก็ได้ รวมกันแล้วตลอดตั้งแต่ต้นทาง ยันปลายทางจ่ายแค่ ๒๐ บาท สุดท้ายคือนอกจากการเอาเงินของประชาชนไปอุดหนุนแล้ว ท่านไม่มีวิธีคิดวิธีอื่นแล้วหรือไม่ที่ทำให้ค่าโดยสารลดลง สุดท้ายหนึ่งในข้ออ้างของรัฐบาลท่านประธานครับ ในการแก้ไข พ.ร.บ. รฟม. คือบอกว่า ไม่อยากใช้เงินภาษีของคนทั้งประเทศไปอุดหนุนรถไฟฟ้าให้คนกรุง จึงต้องใช้เงินของ รฟม. ไปอุดหนุนแทน ผมก็ไม่อยากให้ท่านอ้างแบบนี้ เพราะจริง ๆ แล้วเงิน รฟม. ก็คือเงินของ พี่น้องประชาชนทั้งประเทศเหมือนกัน นโยบาย ๒๐ บาท ผมย้ำเลยว่า ณ เวลานี้ที่รัฐบาล จะทำนั้นไม่ได้เป็นการลดค่าโดยสารผ่านการทำค่าโดยสารร่วม หรือใช้กลไกตั๋วร่วมแต่อย่างใด แต่เป็นการเอาเงินจากกระเป๋าซ้ายของพวกเรามาจ่ายแทนกระเป๋าขวาของพวกเรา เหมือนเดิม การแก้กฎหมายเพื่อเปิดช่องให้รัฐบาลตัดหน้าใช้เงินของ รฟม. ก่อนที่จะ ส่งคืนคลังได้นั้นคือการขวางไม่ให้เงินนอกงบประมาณที่เมื่อส่งคืนคลังแล้วจะกลายเป็นเงิน งบประมาณนั้นถูกตรวจสอบอย่างโปร่งใส และเป็นการปล่อยให้รัฐบาลใช้เงินนอก งบประมาณตามอัธยาศัยได้โดยที่ไม่ต้องผ่านสภา ซึ่งเป็นการใช้เงินโดยผิดวิธี ผิด พ.ร.บ. วินัย การเงินการคลัง ด้วยสาเหตุนี้ผมจึงไม่สามารถเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้ ขอบคุณครับ

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไป ท่านอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด เชิญครับ

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ โลกยุคใหม่เป็นโลกแห่งการแข่งขันจากโลกของการคิดใหม่ ทำใหม่ ไปสู่โลกของการคิดใหญ่แล้วต้องทำให้เป็น ถ้าเราคิดแบบติดยึดกับกรอบวิธีคิด แบบเดิม ๆ เราก็จะได้ผลลัพธ์แบบเดิม ๆ ในอดีตใครจะไปคิดว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ อย่างเช่นบริษัท ซัมซุง นั้น ธุรกิจแรกเริ่มของเขา เขาทำธุรกิจขายปลาแห้ง ถ้าเขาไม่เปลี่ยน รูปแบบธุรกิจด้วยการคิดใหญ่ทำเป็น วันนี้ซัมซุงอาจจะอย่าง Live ขายสดปลาแห้งแข่งกับ บังฮาซันอยู่ก็ได้ ดังนั้นเราต้องไม่มอง รฟม. แค่ว่าเขาบริหารจัดการระบบขนส่งสาธารณะ ทางรางเท่านั้น แต่เราต้องมองให้ไกลไปมากกว่านั้น ผมจึงเห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ที่จะได้ ทำหน้าที่ในการปลดล็อกศักยภาพของ รฟม. โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะทำให้ รฟม. ติดปีก และจะเป็นองค์กรขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มากกว่าที่เป็นอยู่ แต่ถ้าเกิดเรามองติดยึด แค่ระบบรางเราก็เห็นแค่ระบบราง เราจะไม่ได้หวังผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในอนาคตได้แต่อย่างใด ผมมีเหตุผลสนับสนุน ๕ ประการ

ประการที่ ๑ รฟม. ภายใต้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะสามารถทำธุรกิจได้ สามารถ เปลี่ยนสถานีเป็นแหล่งรายได้ นี่ไม่ได้ว่าคิดเองนะครับ แต่ว่ามี Model ที่เขา Success แล้ว ประสบความสำเร็จแล้ว เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง เขาเปลี่ยนสถานีเป็นศูนย์การค้า เป็นศูนย์ เศรษฐกิจ เช่น ที่ญี่ปุ่นเขามีสถานีชินจูกุ ที่ฮ่องกงมีสถานี Central เขาสร้างรายได้มากมาย มหาศาล แล้วเกิดความยั่งยืน ซึ่ง รฟม. เราถ้าปลดล็อกศักยภาพเราก็สามารถทำได้

ประการที่ ๒ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เปิดโอกาสให้ รฟม. สามารถออกพันธบัตรได้ โดยไม่ต้องรอการจัดงบแบบปีต่อปี แน่นอนจะออกพันธบัตรแบบใดที่รัดกุม ออกพันธบัตร แบบใดที่ตอบโจทย์กับประชาชนได้ ก็ต้องไปออกแบบกลไกวิธีการมา ก็แน่นอนว่าการลงทุน มีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาและพิจารณาให้ดีก่อนการตัดสินใจลงทุน รฟม. ก็เช่นกัน และจะเพิ่มความยืดหยุ่น ลดความล่าช้าในการตัดสินใจริเริ่มโครงการลงทุนใหม่ ๆ

เหตุผลประการที่ ๓ ระบบตั๋วร่วมระบบเดียว แตะครั้งเดียวขึ้นได้ทุกสาย ยังอยู่ อย่างที่บอกว่า พ.ร.บ. ตั๋วร่วม ก็เดินหน้าไป แต่ว่า รฟม. เขาจะเป็นองค์กรกลางในการ ออกแบบระบบรองรับระบบตั๋วร่วมให้ รฟม. นั้นเป็นหน่วยงานกลางในการบริหารระบบตั๋วร่วมนี้ จะเป็นการยกระดับการเดินทาง เรียกว่าแตะครั้งเดียวขึ้นได้ทุกสาย ไปได้ทุกที่ ไม่ต้องไปไกล ไปสิงคโปร์เพื่อนบ้านเราเขามีระบบที่เรียกว่า Easy Link ยกระดับการเดินทาง แตะครั้งเดียว ขึ้นได้ทุกระบบ เดินทางได้ทุกสายครับ

เหตุผลประการที่ ๔ ที่ผมต้องสนับสนุนและเห็นด้วย ก็คือจะออกแบบให้ รัฐนั้นคุมราคา ไม่ว่าจะออกแบบคำสั่งอะไร จะลดราคา ปรับราคา ต้องรอ ครม. ทั้งคณะ ไม่จำเป็นต้องรอครับ พ.ร.บ. ฉบับนี้โดยเฉพาะมาตรา ๑๘ (๑๓) จะปรับขั้นตอนให้รัฐมนตรี สามารถพิจารณาอัตราค่าโดยสารได้โดยไม่ต้องรอการประชุมคณะรัฐมนตรี หรือไม่ต้องรอ การประชุมของ ครม. ทั้งคณะ รวดเร็ว ทันสถานการณ์ แล้วก็สอดรับตรงกับความต้องการ ของผู้โดยสาร หรือตรงต่อความต้องการของพี่น้องประชาชน นี่ก็เป็นการตัดขั้นตอนที่ล่าช้า แต่ยังคงระบบตรวจสอบเพื่อประโยชน์สาธารณะ และมีธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้

เหตุผลประการที่ ๕ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะเปิดโอกาสให้ รฟม. นั้นสามารถ บริหารจัดการทรัพย์สินของ รฟม. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้ รฟม. ไปดูแล Maintenance บำรุงรักษา บริหารจัดการทรัพย์สินของตัวเอง เป็นการบริหารจัดการแทนรัฐอย่างคล่องตัว เปิดโอกาสให้ รฟม. นั้นสร้างรายได้เสริมอย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องพึ่งพาหรือไม่ต้องพึ่งพิง ภาระงบประมาณจากทางภาครัฐ

ดังนั้นเหตุผล ๕ ประการ ผมอ่านแล้ว และมาดูตัวเนื้อหาในร่างพระราชบัญญัติ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นั้น ผมเห็นด้วยทุกประการ แต่จะมีประการสำคัญอีก ๑ ประการในตอนท้ายที่ฝากไว้ว่า รฟม. นั้นจะต้องไปออกแบบ กรรมาธิการที่สภาจะตั้งขึ้น ก็อาจจะมีผู้เสนอคำแปรญัตติ ถ้าจะมีก็ให้ความคิดเห็นประกอบ ผมก็ถือว่าเป็นการเปิดพื้นที่ในการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยทุกภาคส่วน สามารถร่วมด้วยช่วยกัน แล้วก็ผมหวังว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะเป็นจุดเริ่มต้น ของการคิดใหญ่ ทำเป็น แปลง รฟม. แล้วก็ปลดล็อกศักยภาพของ รฟม. ให้สามารถ แข่งขันได้ เราจะต้องมอง รฟม. ไม่ใช่แค่ผู้บริหารจัดการการขนส่งทางสาธารณะ ผ่านระบบรางเท่านั้นครับ และ รฟม. ไม่ได้ทำหน้าที่แค่เชื่อมระหว่างสถานีไปสู่สถานี หรือเชื่อมระหว่างระบบสู่ระบบ แต่วันนี้ถึงเวลาที่ รฟม. จะพาคนไทยไปแตะขอบฟ้า ถึงเวลาที่ รฟม. จะเชื่อมไทย เชื่อมโลก และสร้างโอกาสทางธุรกิจ และจะพัฒนารายได้ให้กับ ประเทศชาติและประชาชนอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีขออภิปรายเพิ่มเติม ๑ ท่าน ท่านภูริวรรธก์ ใจสำราญ ขอเวลา ๕ นาที เชิญครับ

นายภูริวรรธก์ ใจสำราญ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ภูริวรรธก์ ใจสำราญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๒ บางเขน ท่าแร้ง สายไหม ออเงิน ลาดพร้าว จระเข้บัว ขอบคุณท่านประธานที่อนุญาตให้ผมอภิปราย ใช้เวลา ไม่นานครับ พอดีผมอ่านตัวร่างนี้แล้วมาติดอยู่ข้อเดียวครับ เพื่อน ๆ สส. ก็ต่างอภิปรายไป หลายมุมแล้ว ประเด็นของผมก็คือสะท้อนถึงการใช้บริการของรถไฟฟ้า เอาจริง ๆ เลยก็คือ มันมีปัญหาตั้งแต่การที่จะเดินทางมาถึงรถไฟฟ้า มาตรา ๗ ในร่างนี้ เขียนมาตรา ๗ ให้ รฟม. เป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์ต่อไปนี้ ในวรรคสาม ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวกับกิจการรถไฟฟ้าและ ธุรกิจอื่น ๆ เพื่อประโยชน์ของ รฟม. ซึ่งที่ถูกตัดออกไปนั้นก็คือคำว่า เพื่อประชาชนในการใช้ บริการรถไฟฟ้า อันนี้ถูกตัดออกไป ทั้ง ๆ ที่การทำระบบขนส่งสาธารณะจุดที่สำคัญที่สุดก็คือ เพื่อประโยชน์ของประชาชน ในทุกวันนี้พื้นที่ที่จะขึ้นรถสาธารณะ ทั้งรถเมล์ รถสองแถว ที่จะวิ่งเข้าไปสู่รถไฟฟ้า ในบางพื้นที่ยังมีความยากลำบาก เราอยากจะเน้น Feeder แต่ทุกวันนี้ก็หา Feeder ไม่ได้ แน่นอนในบางพื้นที่เรามีรถสองแถว เรามีรถหมวด ๓ เรามีรถ หมวด ๔ ก็จริง แต่ในความเป็นจริงนั้นมันไม่ครอบคลุมเวลาคุณภาพ แล้วก็เวลาในการ เดินทาง ประชาชนไม่ได้สามารถจะเดินทางไปยังรถไฟฟ้าได้อย่างตรงตามเวลาหรือสามารถ คำนวณเวลาได้ จริง ๆ แล้วเรามี BMA Feeder เคยมีอยู่นะครับ แต่การที่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ตัดคำว่า ประชาชน ออกไป ผมจึงไม่ค่อยสบายใจ อย่างมาก การที่เราจะพึ่งกรมการขนส่งทางบกอย่างเดียว ในการที่จะเอารถเมล์ต่าง ๆ มาวิ่ง เป็น Feeder เพื่อให้วิ่งเข้าไปยังรถไฟฟ้า ในปัจจุบันผมก็อาจจะต้องเรียนท่านประธานว่า ค่อนข้างที่จะลำบาก เรามีการขยับเขยื้อน เรามีการคุยกับทางกรมการขนส่งทางบก หลายครั้ง เรามีเส้นทางปฏิรูปก็จริงอยู่ แต่ทุกวันนี้หลาย ๆ พื้นที่ก็ยังไม่สามารถที่จะมีรถ Feeder วิ่งเข้าไปในรถไฟฟ้าได้ ดังนั้นผมจึงเป็นห่วงอย่างมากในมาตรา ๗ ที่แต่ก่อนที่ท่านเคย เขียนเอาไว้ว่าเพื่อประชาชน ตอนนี้ถ้ามันถูกตัดออกไปแล้ว การที่ทาง กทม. จะสามารถ ที่จะดำเนินธุรกิจเพื่อประกอบให้มันมีการวิ่งขนส่งมวลชนแบบ Feeder วิ่งเข้าไปที่รถไฟฟ้า ต่อไปอนาคตมันก็จะทำได้ยากขึ้น เพราะฉะนั้นในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จึงขอเป็น ที่สังเกตอยู่นิดหนึ่ง หากท่านนอกเหนือจากที่จะเปลี่ยนค่ารถไฟฟ้าแล้ว ท่านควรจะมอง เรื่องของการนำเอาผู้คนเข้ามายังรถไฟฟ้าได้สะดวกมากกว่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีหน่วยงานขอชี้แจงนะครับ เชิญครับ

นายปัญญา ชูพานิช ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและ จราจร

ขออนุญาตท่านประธานสภาครับ กระผม นายปัญญา ชูพานิช ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ขออนุญาตเป็นตัวแทนของหน่วยงาน ๓ หน่วยในวันนี้ก็คือ รฟม. กรมการขนส่งทางราง และ สนข. เพื่อขออนุญาตชี้แจงโดยสังเขป สำหรับข้อสังเกตจากทางท่าน สส. ทุกท่าน ขออนุญาตกราบเรียนว่านโยบายของกระทรวง คมนาคมในปัจจุบัน เราต้องการที่จะให้คนมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะให้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบัน กระทรวงคมนาคมเองได้มีการลงทุนกับโครงการต่าง ๆ ไปด้วยมูลค่ามาก อย่างเช่น เรื่องของ รถไฟฟ้า เราก็ลงทุนไปด้วยมูลค่ามหาศาล แต่ที่ผ่านมาปริมาณของคนที่มาใช้รถไฟฟ้า ยังต่ำกว่าคาด ซึ่งทำให้มูลค่าที่เราลงทุนไปมันยังไม่เหมาะสม ซึ่งประเด็นใหญ่ ๆ ที่ทำให้คน มาใช้ยังน้อยอยู่ ก็คงจะเป็นเรื่องของราคาค่าโดยสาร เรื่องของความสะดวกในการใช้งาน อย่างไรก็ตามอย่างที่ทุกท่านได้รับทราบ ก็คือเพื่อให้การใช้เรื่องของรถไฟฟ้าสะดวก กระทรวงคมนาคมได้มีการเสนอในเรื่องของ พ.ร.บ. ตั๋วร่วม ซึ่งปัจจุบันเข้าสู่การพิจารณาของ สภาผู้แทนราษฎรอยู่ แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้งาน ใช้ระบบรถไฟฟ้าได้ ราคาถูกและได้รับความสะดวก มันจำเป็นต้องมีการใช้งบประมาณมาช่วยในการชดเชยให้กับ ผู้ประกอบการที่มีสัญญาสัมปทานอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเงินที่จะเอามาใช้ตรงนี้ มันก็มาจาก หลายแหล่ง โดยแหล่งหนึ่งก็จะมาจากการจัดสรรของรัฐบาลผ่านทางงบประมาณแผ่นดิน เพื่อเอามาสนับสนุนในเรื่องของค่าโดยสาร เรื่องของเครื่องมือต่าง ๆ ที่ให้ระบบตั๋วร่วม เกิดขึ้นได้ แต่อีกแหล่งหนึ่งที่มีความเป็นไปได้ก็คือใช้เงินกำไรสะสมของ รฟม. เพื่อเอามา สนับสนุนการดำเนินการ ซึ่งตรงนี้จึงเป็นที่มาว่ามีการเสนอขอแก้ไขในเรื่องของ พ.ร.บ. รฟม. ในครั้งนี้ แต่อย่างไรก็ตามใน พ.ร.บ. รฟม. ที่เสนอขอแก้ไข ก็คงจะไม่ได้ดูเรื่องของเอาเงิน รฟม. มาสนับสนุนในเรื่องของระบบขนส่งสาธารณะเพียงอย่างเดียว ก็จะมีเรื่องของ มาตราอื่นด้วยที่จะเปิดโอกาสให้ทาง รฟม. เองสามารถที่จะบริหารสินทรัพย์ที่มีอยู่ เพื่อสร้าง รายได้เพิ่มเติม หรือทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการให้กับประชาชนได้ สำหรับ ในเรื่องของที่ทุกท่านได้ตั้งข้อสังเกตและให้คำแนะนำกับทั้ง ๓ หน่วยงานกับกระทรวง คมนาคม เพื่อให้การปรับปรุงในเรื่องของการดำเนินการของระบบรถไฟฟ้า หรือระบบขนส่ง สาธารณะ รวมถึงรถเมล์ต่าง ๆ ให้มีคุณภาพดีขึ้น ทาง ๓ หน่วยงานขออนุญาตรับความเห็น ของทุกท่านไปประกอบการดำเนินการ แล้วก็จะพยายามขับเคลื่อนให้ได้ตามที่ทุกท่าน คาดหวังไว้ครับ ขออนุญาตกราบนำเรียน ขอบพระคุณครับ

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีท่านผู้ชี้แจงท่านอื่นจะชี้แจงเพิ่มเติมไหมครับ ไม่มีแล้วนะครับ ก็เป็นอันจบการอภิปราย ในวาระนี้ ตามข้อบังคับ ข้อ ๗๕ ผู้เสนอมีสิทธิอภิปรายสรุปได้อีกครั้งหนึ่งก่อนที่ที่ประชุม จะลงมติ ก็จะถามท่านรัฐมนตรีครับ ท่านรัฐมนตรีจะใช้สิทธิ ก่อนท่านรัฐมนตรีตอบ สักครู่เดียวนะครับ ผมขอเชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อเตรียมตัวลงมติครับ

(นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ

นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในประเด็นที่ท่านสมาชิกได้มีความห่วงใยในเรื่องของมาตราที่ตัดคำว่า ประชาชน ออกนะคะ ก็เป็นข้อสังเกตในส่วนของที่เรามีการประชุมวิป ในส่วนความเห็นหรือว่าถ้อยคำต่าง ๆ หลังจากที่สภาพิจารณารับหลักการไปแล้ว ท่านสมาชิกในสัดส่วนของที่เข้าไปเป็น กรรมาธิการวิสามัญจะต้องมีประเด็นอะไรเพิ่มเติม ท่านก็สามารถเสนอได้ในสัดส่วนของ กรรมาธิการในการพิจารณาวาระที่สองค่ะ ขอบคุณค่ะ

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ ต่อไปจะเป็นการลงมติในวาระที่หนึ่งว่าจะรับหลักการแห่งพระราชบัญญัติ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๗ หรือไม่ ก่อนลงมติก็ขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ

(นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

ท่านสมาชิกที่เข้ามาแล้วเสียบบัตรแสดงตนนะครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายนพพล เหลืองทองนารา พิษณุโลก

ท่านประธานครับ ๑๗๙ แสดงตนครับ

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี นครราชสีมา

เรียนท่านประธานครับ พลพีร์ ๒๔๓ แสดงตนครับ

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีท่านใดยังไม่แสดงตนไหมครับ ยังมีเพื่อนสมาชิกเดินเข้ามาอยู่นะครับ

นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ เลย

ขออนุญาตท่านประธานครับ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย พอดีได้รับแจ้งจากเพื่อน สมาชิกว่ากำลังลงมา พอดีว่าตัวลิฟท์มีปัญหาเล็กน้อยครับ ขอให้รอสักครู่ครับ

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ได้ครับ เดี๋ยวผมรอครับ ระหว่างรอผมหารือวิป ๒ ฝ่ายสักนิดหนึ่งนะครับ ท่านเลขานุการ วิปฝ่ายรัฐบาล แล้วก็ท่านประธานวิปฝ่ายค้าน ผมสอบถามนิดหนึ่งครับ เนื่องจากว่า กำหนดการเวลาของพวกเราที่ได้ตกลงเป็นกรอบคร่าว ๆ คิดว่าน่าจะเร็วกว่ากำหนดการ ประมาณสักชั่วโมงกว่า ๆ ทีนี้ชั่วโมงกว่า ๆ ที่เหลือเราจะไปกำหนดเวลาปิดเท่าที่เรากำหนด คือ ๒๓.๐๐ นาฬิกาของคืนนี้ หรือว่าจะเอาเพียงแค่กำหนดการที่แต่ละฝ่ายมีเวลาในแต่ละวัน ซึ่งวันนี้ถ้าเป็นตามกำหนดเวลาที่แต่ละฝ่ายมีวันนี้ก็จะสิ้นสุดแค่ไม่เกิน ๒๒.๐๐ นาฬิกา หรือท่านจะเอาโควตาในวันพรุ่งนี้มาเติมในวันนี้ให้เต็มเวลาคือ ๒๓.๐๐ นาฬิกา ตามที่ กำหนดแต่แรกครับ เอาแบบไหนดีครับ

นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ เลย

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะวิปรัฐบาลครับ ได้มีการพูดคุยประสานงานว่าในครั้งแรกนั้นเราคาดว่าเราจะได้เข้าพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ ช่วงเวลาประมาณ ๑๗.๐๐ นาฬิกา และวันแรกเพื่อให้การประชุม ในวันถัดไปสามารถบริหารจัดการเวลาได้ ทั้ง ๒ ฝ่ายจึงเห็นควรว่าวันแรกควรจะใช้เวลา พิจารณาในส่วนของร่าง พ.ร.บ. งบประมาณประมาณ ๖ ชั่วโมง โดยแบ่งเป็นฝ่ายละ ประมาณ ๓ ชั่วโมง ถ้าเอาตามความเห็นที่ทั้ง ๒ ฝ่ายเห็นตรงกัน ผมเชื่อว่าวันนี้เราเอาเวลา เป็นหลักครับท่านประธาน ก็คือให้ทั้ง ๒ ฝ่ายใช้เวลาประมาณ ๓ ชั่วโมงในการพิจารณา งบประมาณในวันแรกครับ

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เพราะฉะนั้นหมายความว่าถ้าใช้ฝ่ายละ ๓ ชั่วโมง ก็จะไม่ถึง ๒๓.๐๐ นาฬิกา ก็จะเสร็จสิ้น ก่อน ๒๓.๐๐ นาฬิกา เพราะว่าเวลาเราเร็วกว่าประมาณชั่วโมงกว่า ๆ เชิญวิปฝ่ายค้านครับ

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธาน ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ในฐานะประธาน วิปฝ่ายค้าน เห็นตรงกับทางวิปรัฐบาลวันนี้เราก็ใช้ฝั่งละประมาณ ๓ ชั่วโมง แล้วก็เลิกเร็ว หน่อยหนึ่ง พรุ่งนี้ก็มาต่อกัน ๐๙.๐๐ นาฬิกา ขอบคุณครับ

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้แสดงตนไหมครับ น่าจะครบถ้วนแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นผมขอปิดการแสดงตน เจ้าหน้าที่แสดงผลด้วยครับ มีจำนวนผู้เข้าประชุมทั้งสิ้น ๔๓๙ ท่าน บวก ๒ เป็น ๔๔๑ ท่าน

ถือว่า ครบองค์ประชุม ต่อไปก็จะขอมติจากที่ประชุมว่าจะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(ฉบับที่..) พ.ศ. .... หรือไม่ ขอเชิญท่านสมาชิก ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นว่าสมควรรับหลักการกดปุ่ม เห็นด้วย เห็นว่าไม่สมควร รับหลักการ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดต้องการงดออกเสียงกรุณากดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนเลยครับ เชิญครับ

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ณัฐวุฒิ บัวประทุม ๑๓๒ ไม่เห็นด้วยครับ

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีท่านใดยังไม่ใช้สิทธิไหม ท่านใดยังไม่ลงคะแนนไหม ลงคะแนนครบถ้วนทุกท่านแล้ว ขอปิดการลงมตินะครับ เจ้าหน้าที่ส่งผลครับ มีจำนวนผู้ลงมติทั้งสิ้น ๔๔๒ บวก ๑ เป็น ๔๔๓ เห็นด้วย ๒๙๕ ไม่เห็นด้วย ๑๔๔ บวก ๑ เป็น ๑๔๕ งดออกเสียง ๑ ไม่ลงคะแนนเสียง ๒

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน แห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ต่อไปขอเชิญเสนอคณะกรรมาธิการครับ จะส่ง กรรมาธิการสามัญหรือจะตั้งวิสามัญอย่างไร เชิญครับ

นายวัชระพล ขาวขำ อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วัชระพล ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ขอเสนอจำนวนกรรมาธิการจำนวน ๒๕ ท่าน ขอผู้รับรองด้วยครับ

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

หมายความว่าจะตั้งกรรมาธิการวิสามัญนะครับ

นายวัชระพล ขาวขำ อุดรธานี

ใช่ครับ

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีท่านผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ

(ไม่มีสมาชิกยกมือ)

หากไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่นก็เป็นอันว่าเราตั้งกรรมาธิการวิสามัญจำนวน ๒๕ ท่าน ตามที่ ทางสมาชิกได้เสนอ ทีนี้เมื่อตั้ง ๒๕ ท่าน สัดส่วนก็จะเป็นของคณะรัฐมนตรี ๖ ท่าน สัดส่วน ของสภาผู้แทนราษฎรทั้งสิ้น ๑๕ ท่าน ในอันดับแรกก็ขอเชิญทางคณะรัฐมนตรีเสนอรายชื่อ กรรมาธิการทั้ง ๖ ท่าน เชิญท่านรัฐมนตรีครับ

นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

ท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน แห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรีจำนวน ๖ ท่านดังนี้ ๑. นายวิทยา พันธุ์มงคล ๒. นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ๓. นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ ๔. นางภาวิณา อัศวมณีกุล ๕. นายกิตติศักดิ์ จุลสำรวล ๖. นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ขอบคุณค่ะ

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปครับ ในสัดส่วนกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรแต่ละพรรคการเมือง สัดส่วนเป็น ดังนี้นะครับ พรรคประชาชน ๖ ท่าน พรรคเพื่อไทย ๖ ท่าน พรรคภูมิใจไทย ๓ ท่าน พรรครวมไทยสร้างชาติ ๑ ท่าน พรรคกล้าธรรม ๑ ท่าน พรรคประชาธิปัตย์ ๑ ท่าน และ พรรคพลังประชารัฐ ๑ ท่าน เชิญแต่ละพรรคเสนอกรรมาธิการของสัดส่วนของพรรคท่าน เชิญพรรคประชาชนก่อนครับ เชิญครับ

นายวิทวัส ติชะวาณิชย์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายวิทวัส ติชะวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๕ ขออนุญาตเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนพรรคประชาชน จำนวน ๖ คน ดังนี้ครับ ๑. นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ๒. นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ๓. นางสาวปวิตรา จิตตกิจ ๔. นางสาวแอนศิริ วลัยกนก ๕. นายสุเมธ องกิตติกุล ๖. นายสมประสงค์ สัตยมัลลี ขอผู้รับรองครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคเพื่อไทย ๖ ท่าน เชิญครับ

นายวรวงศ์ วรปัญญา ลพบุรี

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายวรวงศ์ วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตเสนอ รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน แห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย จำนวน ๖ ท่าน ดังนี้ครับ ๑. นายเชิงชาย ชาลีรินทร์ ๒. นายวสวรรธน์ พวงพรศรี ๓. พลตำรวจตรี ธรรมนูญ มั่นคง ๔. นายอำนาจ วิชัย ๕. นายชำนาญพัฒน์ หาญแก้ว และ ๖. นายประภัสร์ จงสงวน ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไปพรรคภูมิใจไทย ๓ ท่าน เชิญครับ

นายปะดิธ สังขจาย พระนครศรีอยุธยา

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ปะดิธ สังขจาย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พรรคภูมิใจไทย ขออนุญาตเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่ง มวลชนแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... สัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย ๓ ท่าน ๑. นายพีระเดช ศิริวันสาณฑ์ ๒. นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ ๓. นางนันทนา สงฆ์ประชา ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรครวมไทยสร้างชาติ ๑ ท่าน เชิญครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม วิทยา แก้วภราดัย ขอเสนอคุณอนุชา บูรพชัยศรี ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปพรรคกล้าธรรม เชิญครับ ๑ ท่านครับ

นายกฤดิทัช แสงธนโยธิน แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม กฤดิทัช แสงธนโยธิน ขอเสนอรายชื่อ นางสาวกฤษฏิ์ ชีวะธรรมานนท์ ในสัดส่วน ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไปพรรคประชาธิปัตย์ ๑ ท่าน เชิญครับ

นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ พัทลุง

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตเสนอรายชื่อ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์จำนวน ๑ ท่านคือ ท่านอลงกรณ์ พลบุตร ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคพลังประชารัฐ ๑ ท่าน เชิญครับ

นายอัคร ทองใจสด เพชรบูรณ์

เรียนท่านสภาที่เคารพ ผม นายอัคร ทองใจสด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ ขออนุญาตเสนอกรรมาธิการ ในสัดส่วนพรรคพลังประชารัฐจำนวน ๑ ท่าน คือ นายอดิศร นุชดำรง ผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผู้รับรองถูกต้องนะครับ ขอเชิญทางท่านเลขาธิการอ่านรายชื่อกรรมาธิการเลย เชิญครับ

นางวัชราภรณ์ รัตนโกเศศ จันทรเจริญ ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ปฏิบัติหน้าที่ แทนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จำนวน ๒๕ ท่าน ๑. นายวิทยา พันธุ์มงคล ๒. นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ๓. นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ ๔. นางภาวิณา อัศวมณีกุล ๕. นายกิตติศักดิ์ จุลสำรวล ๖. นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ๗. นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ๘. นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ๙. นางสาวปวิตรา จิตตกิจ ๑๐. นางสาวแอนศิริ วลัยกนก ๑๑. นายสุเมธ องกิตติกุล ๑๒. นายสมประสงค์ สัตยมัลลี ๑๓. นายเชิงชาย ชาลีรินทร์ ๑๔. วสวรรธน์ พวงพรศรี ๑๕. พลตำรวจตรี ธรรมนูญ มั่นคง ๑๖. นายอำนาจ วิชัย ๑๗. นายชำนาญพัฒน์ หาญแก้ว ๑๘. นายประภัสร์ จงสงวน ๑๙. นายพีระเดช ศิริวันสาณฑ์ ๒๐. นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ ๒๑. นางนันทนา สงฆ์ประชา ๒๒. นายอนุชา บูรพชัยศรี ๒๓. นางสาวกฤษฎิ์ ชีวะธรรมานนท์ ๒๔. นายอลงกรณ์ พลบุตร และ ๒๕. นายอดิศร นุชดำรง

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ครบถ้วนทั้ง ๒๕ ท่านนะครับ มีท่านใดต้องการเปลี่ยนหรือไม่ ไม่มีนะครับ ต่อไปเวลา การแปรญัตติกี่วันดีครับ

นายวัชระพล ขาวขำ อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม วัชระพล ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ขอเสนอระยะเวลาแปรญัตติจำนวน ๑๕ วัน ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีผู้เสนอแปรญัตติ ๑๕ วัน ผู้รับรองถูกต้องมีท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ

ถ้าไม่มีก็เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นชอบให้กำหนดเวลาแปรญัตติภายใน ๑๕ วัน นับแต่วัน ถัดจากวันที่สภารับหลักการ ก็เป็นอันจบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติในวาระที่ ๑ ขอบคุณทางท่านรัฐมนตรีและผู้เข้าร่วมชี้แจงทุกท่าน ขออนุญาตท่านสมาชิกนัดประชุม กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นัดในวันศุกร์ที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๘ เวลา ๑๑.๐๐ นาฬิกา ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ N ๔๐๘ ชั้น ๔ อาคารรัฐสภา

๕. ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ

ด้วยคณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ มายังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๓ (๑) และเสนอรายงานผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์ผลกระทบ ที่อาจเกิดขึ้นจากร่างกฎหมายเพื่อประกอบการพิจารณาในกระบวนการตรากฎหมายตาม รัฐธรรมนูญมาตรา ๗๗ วรรคสอง รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่ท่านสมาชิกได้รับไป เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎรจะต้องพิจารณาให้ แล้วเสร็จภายใน ๑๐๕ วัน นับแต่วันที่รับร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมาถึงสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๓ วรรคหนึ่ง โดยร่างพระราชบัญญัติงบประมาณได้มาถึง สภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันอังคารที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ซึ่งจะครบกำหนด ๑๐๕ วัน ในวันจันทร์ที่ ๑ กันยายน ๒๕๖๘ ท่านสมาชิกก่อนที่จะพิจารณาผมขอให้เจ้าหน้าที่ได้แจก คำแถลงประกอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๙ เพื่อประกอบการ พิจารณาของท่านสมาชิก และขอแจ้งให้ท่านสมาชิกทราบว่าสำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรได้จัดบุคลากรมาดำเนินการส่งมอบแบบฟอร์มคำแปรญัตติ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ เพื่ออำนวย ความสะดวกให้กับท่านสมาชิกระหว่างเวลา ๐๘.๓๐-๑๖.๓๐ นาฬิกา ณ บริเวณหน้าห้อง ประชุมสภา โดยจะเริ่มตั้งแต่วันพรุ่งนี้ ก็คือวันพฤหัสบดีที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ไปจนถึง วันเสาร์าที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ก็ขออนุญาตแจ้งให้ที่ประชุมได้ทราบนะครับ ต่อไปเป็น การเสนอหลักการและเหตุผลนะครับ เชิญท่านนายกรัฐมนตรี เชิญครับ

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี 🔗

กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพและสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านค่ะ ดิฉัน แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีขอเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ โดยมีหลักการและเหตุผล ดังนี้

หลักการ

ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ เป็นจำนวนไม่เกิน ๓,๗๘๐,๖๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สามล้านเจ็ดแสนแปดหมื่นหกร้อยล้านบาท) โดยเป็นการ ตั้งงบประมาณเพื่อชดใช้เงินคงคลังเป็นจำนวน ๑๒๓,๕๔๑,๐๖๐,๒๐๐ บาท (หนึ่งแสนสอง หมื่นสามพันห้าร้อยสี่สิบเอ็ดล้านหกหมื่นสองร้อยบาท)

เหตุผล

เพื่อให้หน่วยรับงบประมาณได้มีกรอบวงเงินงบประมาณสำหรับใช้จ่าย ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๙ ท่านประธานที่เคารพ

ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๙ ที่รัฐบาลนำเสนอต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมี เสถียรภาพ ต่อยอดการพัฒนาภาคการผลิตและบริการ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและความเสมอภาคทางสังคม ดูแลคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงของประชาชน ผ่านดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทต่าง ๆ และนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภาเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์และประโยชน์สูงสุด ต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ภาวะเศรษฐกิจทั่วไป

ตามแถลงภาวะเศรษฐกิจของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ ณ วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ เศรษฐกิจไทยในปี ๒๕๖๘ คาดว่าจะขยายตัว ในช่วงร้อยละ ๒.๓-๓.๓ โดยมีแรงสนับสนุนจากการขยายตัวของการลงทุนภาครัฐ การบริหารการบริโภคภายในประเทศ และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดจากภาระหนี้สินภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง และมี ปัจจัยเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกา ความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ และความผันผวนในภาคเกษตร สำหรับอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ในช่วงร้อยละ ๐.๕-๑.๕ และดุลบัญชีเงินสะพัดเกินดุลร้อยละ ๒.๕ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ

เศรษฐกิจในปี ๒๕๖๙ คาดว่าจะขยายตัวในช่วงร้อยละ ๒.๓-๓.๓ โดยมีปัจจัย สนับสนุนจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ในขณะที่การดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้า ของประเทศเศรษฐกิจหลัก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศยังเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ สำหรับอัตราเงินเฟ้อคาดว่า จะอยู่ในช่วงร้อยละ ๐.๕–๑.๕ และดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มเกินดุลร้อยละ ๒.๓ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ฐานะการคลัง

หนี้สาธารณะคงค้าง ณ เดือนมีนาคม ๒๕๕๘ มีจำนวน ๑๒,๐๘๐,๘๐๙.๙ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๖๔.๔ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบการ บริหารหนี้สาธารณะ ตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ที่กำหนดไว้ต้องไม่เกิน ร้อยละ ๗๐ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ

ปัจจุบันฐานะเงินคงคลัง ณ วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๘ มีจำนวนทั้งสิ้น ๒๕๒,๑๒๔.๘ ล้านบาท โดยรัฐบาลจะบริหารเงินคงคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และบริหารรายรับและรายจ่ายของรัฐให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด ฐานะและนโยบายการเงิน

เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากนโยบายการค้าโลก อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มลดลงต่ำกว่ากรอบเป้าหมายจากราคาน้ำมันดิบโลกและ มาตรการภาครัฐ ซึ่งมีส่วนช่วยบรรเทาค่าครองชีพและลดต้นทุนของภาคธุรกิจด้านภาวะ การเงินโดยรวมยังตึงตัว คณะกรรมการนโยบายการเงินจึงมีมติให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย นโยบายเป็นร้อยละ ๑.๗๕ ต่อปี ในการประชุมเดือนเมษายน ๒๕๖๘ เพื่อให้สอดคล้องกับ แนวโน้มเศรษฐกิจและรองรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งสามารถดูแลภาวะการเงินให้ เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนไป

สำหรับฐานะการเงินด้านการด้านต่างประเทศของไทยอยู่ในเกณฑ์ดี มูลค่า เงินสำรองระหว่างประเทศ ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๗ มีจำนวน ๒๓๗,๐๔๕.๗ ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณ ๒.๔ เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ซึ่งจัดว่าอยู่ใน ระดับที่แข็งแกร่ง นโยบายการคลังและความสัมพันธ์ระหว่างรายรับและงบประมาณรายจ่ายที่ขอตั้ง

ภายใต้สภาวการณ์ทางเศรษฐกิจดังกล่าว ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ รัฐบาล จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุล เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รวมถึงสนับสนุนการฟื้นตัวและส่งเสริมอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับ ที่เหมาะสม โดยประมาณการจัดการเก็บภาษีจากอากรสุทธิ การขายสิ่งของและบริการ รัฐพาณิชย์ และรายได้อื่น รวมทั้งสิ้น จำนวน ๓,๐๖๑,๖๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ ๑.๓ จากปีก่อน และหักการจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตาม พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม จำนวน ๑๔๑,๐๐๐ ล้านบาท คงเหลือเป็น รายได้สุทธิที่สามารถนำมาจัดสรรเป็นรายจ่ายของรัฐบาล จำนวน ๒,๙๒๐,๖๐๐ ล้านบาท และกำหนดวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จำนวน ๘๖๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมเป็นรายรับทั้งสิ้น ๓,๗๘๐,๖๐๐ ล้านบาท เท่ากับวงเงินงบประมาณรายจ่าย สาระสำคัญของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ. ๒๕๖๙

ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ มีวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น ๓,๗๘๐,๖๐๐ ล้านบาท จำแนกเป็นรายจ่ายประจำ จำนวน ๒,๖๕๒,๓๐๑.๓ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๗๐.๒ รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน ๑๒๓,๕๔๑.๑ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๓.๓ รายจ่ายลงทุน จำนวน ๘๖๔,๐๗๗.๒ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๒๒.๙ และรายจ่ายชำระคืนเงินกู้ จำนวน ๑๕๑,๒๐๐ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๔.๐ โดยรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ที่เป็นรายจ่าย ลงทุนกรณีการกู้เพื่อการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ จำนวน ๑๐,๕๑๙.๖ ล้านบาท

ทั้งนี้สาระสำคัญของงบประมาณรายจ่าย ขอจำแนกการนำเสนอตามกลุ่ม งบประมาณ และยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ ดังนี้ ๑. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ จำแนกตามกลุ่มงบประมาณ ประกอบด้วย

๑.๑ งบประมาณรายจ่ายงบกลาง จำนวน ๖๓๒,๙๖๘.๘ ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ ๑๖.๗ ของวงเงินงบประมาณ

๑.๒ งบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ จำนวน ๑,๔๐๘,๐๖๐.๓ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๓๗.๒ ของวงเงินงบประมาณ

๑.๓ งบประมาณรายจ่ายบูรณาการ จำนวน ๙๘,๗๖๗.๘ ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ ๒.๖ ของวงเงินงบประมาณ จำนวน ๙ เรื่อง ได้แก่

๑. ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

๒. เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

๓. ต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ

๔. เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงวัย

๕. บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

๖. ป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด

๗. พัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต

๘. รัฐบาลดิจิทัล

๙. สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว

๑.๔ งบประมาณรายจ่ายบุคลากร จำนวน ๘๒๐,๘๒๐.๘ ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ ๒๑.๗ ของวงเงินงบประมาณ

๑.๕ งบประมาณรายจ่ายสำหรับทุนหมุนเวียน จำนวน ๒๗๔,๕๗๖.๘ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๗.๓ ของวงเงินงบประมาณ

๑.๖ งบประมาณรายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ จำนวน ๔๒๑,๘๖๔.๔ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๑๑.๒ ของวงเงินงบประมาณ

๑.๗ งบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน ๑๒๓,๕๔๑.๑ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๓.๓ ของวงเงินงบประมาณ ๒. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ จำแนกตามยุทธศาสตร์การ จัดสรรงบประมาณ

กำหนดไว้จำนวน ๖ ยุทธศาสตร์ ๑ รายการ มีรายละเอียดการดำเนินงานที่ สำคัญ สรุปได้ดังนี้ ยุทธศาสตร์ที่ ๑ : ด้านความมั่นคง

รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน ๔๑๕,๓๒๗.๙ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๑๑.๐ ของวงเงินงบประมาณ เพื่อพัฒนาความมั่นคงของประเทศ จำแนก การดำเนินงานสำคัญ ดังนี้

๑) การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ งบประมาณ ๑,๔๗๕.๐ ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สิน โดยมีการสูญเสียและเหตุการณ์รุนแรงลดลงร้อยละ ๙๐ เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๐ พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ขยายโอกาสการเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และการใช้ภาษาที่ หลากหลาย ระงับยับยั้งการบ่มเพาะทางความคิดที่อาจบิดเบือนจากหลักศาสนา ตลอดจน ขยายความร่วมมือกับองค์กรต่างประเทศและภาคประชาชน

๒) การส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ งบประมาณ ๕,๔๑๘.๓ ล้านบาท เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศแนวหน้าในภูมิภาคอาเซียน มีเกียรติภูมิ อำนาจต่อรอง และได้รับการยอมรับในสากล เป็นหุ้นส่วนการพัฒนาที่ยั่งยืน สร้างอำนาจแบบนุ่มนวล ดำเนินการเพื่อสันติภาพตามกรอบสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึง ส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือทางเศรษฐกิจและทางทหารกับมิตรประเทศ จัดทำเขตการค้าเสรี และเพิ่มบทบาทของประเทศไทยในประชาคมโลก

๓) การป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด งบประมาณ ๕,๔๖๒.๓ ล้านบาท เพื่อให้ปัญหายาเสพติดได้รับการแก้ไข เด็ก เยาวชน ผู้ใช้แรงงาน และประชาชนรู้เท่าทันและปลอดภัยจากยาเสพติด จับกุมผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้มีอิทธิพล รวมถึง ร่วมมือกับต่างประเทศในการควบคุมและสกัดกั้นยาเสพติด ตลอดจนให้การช่วยเหลือ ผู้เสพยาเสพติดให้เข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี สร้างการยอมรับและให้โอกาสทางสังคมกับผู้ที่ได้รับการบำบัด สามารถกลับมาใช้ชีวิต ในสังคมได้ตามปกติ

๔) การเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ งบประมาณ ๑๓,๔๓๖.๑ ล้านบาท เพื่อพิทักษ์รักษาและธำรงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์และ สถาบันหลักของชาติ สร้างความผูกพันที่ดีระหว่างสถาบันหลักและประชาชน ความจงรักภักดี และเป็นที่เคารพยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยภายใต้การปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

๕) การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง งบประมาณ ๒๓,๘๔๒.๐ ล้านบาท เพื่อรักษาความมั่นคงภายในประเทศ ป้องกันภัยคุกคาม ภัยอาชญากรรมข้ามชาติ และความมั่นคงทางชายแดน ชายฝั่งทะเล โดยเสริมสร้าง ขีดความสามารถในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ มีการก่อสร้างเขื่อนป้องกันการ พังทลายของตลิ่งริมแม่น้ำตามชายแดนระหว่างประเทศและพื้นที่ชายฝั่งทะเล เพื่อป้องกัน การสูญเสียดินแดนของประเทศ และมีระบบป้องกันเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี ตลอดจนติดตาม ตรวจสอบ และเฝ้าระวังการทำประมงให้เป็นไปตามกฎหมาย

๖) การพัฒนาระบบการเตรียมพร้อมแห่งชาติและระบบบริหารจัดการ ภัยพิบัติ งบประมาณ ๒๖,๖๘๕.๕ ล้านบาท เพื่อบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ในการเตรียมความพร้อมช่วยเหลือ ป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยและภัยพิบัติ โดยพัฒนาระบบเตือนภัยให้รองรับและครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงภัย ทั่วประเทศ ระบบพยากรณ์เตือนภัยล่วงหน้า และฝึกอบรมบุคลากรให้มีทักษะและ สมรรถนะในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมทั้งลดความเสียหายและป้องกัน การพังทลายของพื้นที่ตลิ่งริมแม่น้ำภายในประเทศ ด้วยเขื่อนป้องกันตลิ่งความยาว ไม่น้อยกว่า ๒๖๑,๖๐๐ เมตร

๗) การรักษาความสงบภายในประเทศ การพัฒนาศักยภาพ การป้องกัน ประเทศ และความพร้อมเผชิญภัยคุกคามทุกมิติ งบประมาณ ๙๒,๕๑๙.๙ ล้านบาท เพื่อให้ ประชาชนมีความมั่นคง ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน อำนวยความยุติธรรมและบริการ ประชาชน รวมถึงส่งเสริมให้หน่วยงานด้านความมั่นคงมีความพร้อมที่จะเผชิญภัยคุกคาม ทุกรูปแบบ พัฒนาระบบงานข่าวกรองและขีดความสามารถของกองทัพด้านการพัฒนา ประเทศ การช่วยเหลือประชาชน ตลอดจนส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกัน ประเทศและพลังงานทหาร

๘) การดำเนินงานภารกิจพื้นฐานและภารกิจอื่น งบประมาณ ๔๐,๖๒๑.๕ ล้านบาท และค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ งบประมาณ ๒๐๕,๘๖๗.๓ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนภารกิจ ด้านความมั่นคง พัฒนาและเสริมสร้างการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข พัฒนากลไกการบริหารจัดการความมั่นคงแบบองค์รวมและจัดการปัญหา แรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ ยุทธศาสตร์ที่ ๒ : ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน

รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน ๓๙๔,๖๑๑.๖ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๑๐.๕ ของวงเงินงบประมาณ เพื่อส่งเสริมให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้มีเสถียรภาพและยั่งยืน จำแนกการดำเนินงาน สำคัญ ดังนี้

๑) การพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ งบประมาณ ๔๗๐.๑ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นศูนย์กลางความเจริญทางเศรษฐกิจ และสังคม โดยขยายการค้าการลงทุนชายแดนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด่านศุลกากร ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ

๒) การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล งบประมาณ ๑,๕๕๕.๔ ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลในส่วนของโครงข่ายสื่อหลัก และบรอดแบนด์ ความเร็วสูงที่มีคุณภาพ มั่นคง ปลอดภัย ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยส่งเสริมการลงทุนและ ใช้ทรัพยากรโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลร่วมกัน อาทิ การบริการคลาวด์ภาครัฐพร้อมมาตรการ เฝ้าระวังภัยคุกคามไซเบอร์และตัดวงจรอาชญากรรมออนไลน์ การตรวจสอบเหตุการณ์ ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล แก้ปัญหาแพลตฟอร์มออนไลน์ สร้างความตระหนักรู้ และเพิ่ม ประสิทธิภาพการช่วยเหลือประชาชนด้านคดีและภัยออนไลน์

๓) การพัฒนาความมั่นคงทางพลังงาน งบประมาณ ๑,๙๓๕.๘ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมและพัฒนาปัจจัยแวดล้อมในการจัดหาพลังงานและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านพลังงานทั้งระบบให้มีความมั่นคง โดยรักษาอัตราการผลิตน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว ในประเทศไม่น้อยกว่า ๑๔๐,๐๐๐ บาร์เรลต่อวัน สนับสนุนการผลิตและใช้พลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน รวมถึงกำกับดูแล กลไกตลาดพลังงานให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรม

๔) การขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ งบประมาณ ๔,๐๔๔.๕ ล้านบาท เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและเป็นกลไกสำคัญในการ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการผลักดันทุน ทางวัฒนธรรมที่มีศักยภาพให้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ของไทยด้วยความคิดสร้างสรรค์ในการ สร้างมูลค่าให้กับสินค้าและบริการ สร้างเครือข่ายความร่วมมือและเครือข่ายธุรกิจ สนับสนุน การผลิตภาพยนตร์ไทยในการสร้างเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศในระดับสากล และสนับสนุนสิทธิประโยชน์และแหล่งเงินทุน

๕) การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่เข้มแข็งแข่งขันได้ งบประมาณ ๔,๑๙๖.๐ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมและสร้างขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการไทย มีขีดความสามารถในการแข่งขัน ขยายตลาด และมีบทบาททางเศรษฐกิจมากขึ้น โดยพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และผู้ประกอบการ ชุมชน ให้มีความรู้และพัฒนาทักษะของการเป็นผู้ประกอบการที่มีอัตลักษณ์ชัดเจน มีการใช้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการผลิตสินค้าและบริการ ส่งผลให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และสังคม

๖) การพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต งบประมาณ ๕,๘๘๔.๒ ล้านบาท เพื่อเพิ่มอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศภาคอุตสาหกรรม ร้อยละ ๔.๘ โดยส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต ได้แก่ อุตสาหกรรม ชีวภาพและอาหารแห่งอนาคต บริการทางการแพทย์ เทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่และอากาศยาน เป็นต้น

๗) การสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว งบประมาณ ๘,๐๗๕.๑ ล้านบาท เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของประเทศ โดยมีเป้าหมาย เพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว ๓.๕ ล้านล้านบาท และอันดับการพัฒนาการเดินทางและการ ท่องเที่ยวให้อยู่ ๑ ใน ๒๘ ของโลกด้วยการส่งเสริมการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ สนับสนุนการสร้างความหลากหลายด้านการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับความต้องการเดินทาง ของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ กลุ่มคุณภาพ กลุ่มกีฬา กลุ่มสุขภาพ และกลุ่มความสนใจ พิเศษไม่น้อยกว่า ๔๐ ล้านคน รวมทั้งส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายในการถ่ายทำ ภาพยนตร์ต่างประเทศ นำเสนอและรักษาจุดเด่นด้านขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมอันดีงามของประเทศไทย รวมทั้งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้กับ นักท่องเที่ยว

๘) เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก งบประมาณ ๘,๓๔๑.๑ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมีเป้าหมายให้เกิดการลงทุนจริงในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกไม่น้อยกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง และระบบ สาธารณูปโภคที่มีประสิทธิภาพ เข้าถึงได้สะดวก และเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ เช่น พัฒนา โครงข่ายขนส่งทางถนน ระยะทางไม่น้อยกว่า ๑๐๒.๖ กิโลเมตร โครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อมสามสนามบิน เป็นต้น ยกระดับและพัฒนาศูนย์การแพทย์ครบวงจร ผลิตและพัฒนา บุคลากรให้มีสมรรถนะตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการ เพื่อรองรับอุตสาหกรรม เป้าหมายไม่น้อยกว่า ๖,๐๐๐ คน และถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่และเกษตร อัจฉริยะ ๔๐ ชุมชน

๙) การพัฒนาพื้นที่และเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ งบประมาณ ๑๑,๔๖๗.๗ ล้านบาท เพื่อกระจายศูนย์กลางความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคมในทุกภูมิภาคของประเทศ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ระบบสี่อสารด้วยเทคโนโลยีระบบดิจิทัล ที่ทันสมัย รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยเพื่อยกระดับความน่าอยู่ ของเมือง โดยใช้แผนผังภูมินิเวศเป็นกรอบในการพัฒนาเมืองน่าอยู่ ชนบทมั่งคั่ง เกษตรยั่งยืน และอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ รวมถึงผังพื้นที่อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งโบราณคดี ประเพณี และอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยสนับสนุนการวางผังเมือง ๔๑ ผัง และจัดรูปที่ดิน ๒,๑๙๔ ไร่

๑๐) การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม งบประมาณ ๑๙,๘๒๘.๓ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อรองรับการต่อยอดสู่อุตสาหกรรม พัฒนาบุคลากร ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้มีทักษะสูงขึ้น ไม่น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐ ราย รวมถึงพัฒนากำลังคนในอุตสาหกรรม Semiconductor, EV และ AI ให้มีการจ้างงาน ในภาคอุตสาหกรรมไม่น้อยกว่า ๒,๐๐๐ ราย และยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการธุรกิจ ฐานนวัตกรรมในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายให้สามารถแข่งขันในระดับสากล อันจะส่งผล ให้เกิดการสร้างรายได้รวมไม่น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท

๑๑) การเกษตรสร้างมูลค่า งบประมาณ ๓๕,๐๕๔.๙ ล้านบาท เพื่อยกระดับ ขีดความสามารถในการแข่งขันและผลิตภาพด้านการผลิตภาคเกษตรเพิ่มขึ้น โดยส่งเสริม ระบบเกษตรแปลงใหญ่ จำนวน ๒๙๘,๓๔๐ ไร่ บริหารจัดการการผลิตสินค้าเกษตรตาม แผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) จำนวน ๖๑,๔๓๕ ไร่ ส่งเสริม การพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น และพัฒนาศักยภาพ กระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับพื้นที่ เพื่อลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตร ยกระดับ ผ้าไหมให้ได้การรับรองมาตรฐานและสร้างมูลค่าสินค้าหม่อนไหมเพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๐ ส่งเสริม การผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารเข้าสู่ระบบ มาตรฐานความปลอดภัย ก่อสร้างแหล่งน้ำนอกเขตชลประทานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการ กักเก็บและบรรเทาปัญหาภัยแล้ง สนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรทางการเกษตรและ ระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ๗๐ แห่ง อนุรักษ์ฐานทรัพยากรชีวภาพทางการเกษตร ๓๘ แห่ง พัฒนาความเข้มแข็งการผลิตในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเกษตร ๑,๕๑๐ กิจการ ๙๘ ผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมการจัดการผลผลิตอย่างเป็นระบบและครบวงจร สร้างเกษตรกร รุ่นใหม่และส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกร รวมทั้งช่วยเหลือเกษตรกรในการแก้ไขปัญหา ต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าเกษตร

๑๒) การพัฒนาด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ งบประมาณ ๒๑๑,๙๖๓.๐ ล้านบาท เพื่อให้ประเทศไทยมีระบบคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ ช่วยลด ต้นทุนโลจิสติกส์และนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สนับสนุน ให้เกิดการขนส่งอย่างต่อเนื่องหลายรูปแบบ โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ทั้งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ บำรุงรักษาและกำกับดูแลการคมนาคมให้มี ความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย เช่น ทางถนน ก่อสร้างและบำรุงทาง ๑๓๔,๙๑๐ กิโลเมตร และปรับปรุงจุดเสี่ยงบริเวณอันตราย ๓,๙๕๖ แห่ง ทางราง พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อส่งเสริมการขนส่งทางราง อาทิ รถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพมหานคร-หนองคาย ระบบ รถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อสร้างทางรถไฟ สายบ้านไผ่-มหาสารคาม-ร้อยเอ็ด-มุกดาหาร-นครพนม และปรับปรุงบำรุงรักษาทางรถไฟ ทางน้ำ พัฒนาท่าเรือ ๒๕ แห่ง ก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง ๑๔ แห่ง และรักษาสภาพทางน้ำ ๘๓ แห่ง และทางอากาศ พัฒนาศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถของท่าอากาศยาน ๒๖ แห่ง เพื่อรองรับผู้โดยสาร ๕๔ ล้านคน รวมถึงพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้มีความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และตรงต่อเวลา

๑๓) การดำเนินงานภารกิจพื้นฐานและภารกิจอื่น งบประมาณ ๓๘,๑๑๒.๙ ล้านบาท และค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ งบประมาณ ๔๓,๖๘๒.๖ ล้านบาท เพื่อสนับสนุน ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันให้มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่า โดยยกระดับการพัฒนาทั้งในด้านเศรษฐกิจ กำลังคน วัฒนธรรม ประเพณี และ ทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ขยายโอกาสทางการค้าและ การลงทุน โดยมีมูลค่าที่ขอรับการสนับสนุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ๑,๐๐๐ ล้านบาท ควบคู่ไปกับการยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตประชาชน ยุทธศาสตร์ที่ ๓ : ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์

รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน ๖๐๕,๙๒๗.๓ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๑๖.๐ ของวงเงินงบประมาณ เพื่อพัฒนาและส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ คู่คุณธรรมและคุณภาพชีวิตที่ดี จำแนกการดำเนินงานสำคัญ ดังนี้

๑) การปรับเปลี่ยนค่านิยมและวัฒนธรรม งบประมาณ ๓,๔๔๗.๗ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมและวัฒนธรรมที่ดีงาม มีส่วนร่วม ในกิจกรรมเทิดพระเกียรติ กิจกรรมด้านศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และร่วมอนุรักษ์ สืบสาน ตระหนักถึงคุณค่ามรดกศิลปวัฒนธรรมไม่น้อยกว่า ๑๑.๘ ล้านคน รวมทั้งพัฒนาทุน ทางวัฒนธรรมเพื่อต่อยอดเป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ และนำไปสู่การเสริมสร้างภาพลักษณ์ความเป็นไทยสู่สากล

๒) การเสริมสร้างศักยภาพการกีฬา งบประมาณ ๓,๘๓๒.๗ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนออกกำลังกายและเล่นกีฬาเพื่อให้สุขภาพแข็งแรง โดยสนับสนุน ศูนย์บริการกีฬาและอุปกรณ์ พัฒนาบุคลากรด้านการกีฬา นันทนาการ และวิทยาศาสตร์ การกีฬาอย่างเป็นระบบและได้มาตรฐานสากล ตลอดจนมุ่งเน้นการพัฒนาเยาวชน สู่ความเป็นเลิศด้านกีฬาอาชีพและกีฬาระดับนานาชาติ

๓) การเสริมสร้างให้คนมีสุขภาวะที่ดี งบประมาณ ๗๑,๘๖๘.๐ ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาวะที่ดีทั้งกายและใจ สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่ได้ มาตรฐานสากล ทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ โดยส่งเสริมการผลิตแพทย์ พยาบาล บุคลากร ด้านสาธารณสุขไม่น้อยกว่า ๔๒,๔๐๐ คน และกระจายแพทย์ไปสู่ชนบท ไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐ คนต่อปี ยกระดับระบบสาธารณสุขและระบบบริการสุขภาพที่ทันสมัย เพื่อให้ ประชาชนเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพได้อย่างทันเวลาและรองรับการแข่งขันด้านอุตสาหกรรม การแพทย์ สนับสนุนการพัฒนาระบบเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคและภัยสุขภาพ ระบบ การดูแลสุขภาพจิต ระบบการแพทย์ฉุกเฉินและระบบส่งต่อ สนับสนุนเครื่องมือ เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางการแพทย์สมัยใหม่ เพื่อรองรับโรคอุบัติใหม่และอุบัติซ้ำ รวมทั้งส่งเสริม การทำงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จำนวน ๑,๐๗๕,๑๖๓ คน และภาคีเครือข่ายให้มีศักยภาพในการจัดการสุขภาพชุมชนได้อย่างถูกต้องและยั่งยืน รวมทั้ง พัฒนาแพทย์แผนไทย แพทย์ทางเลือก และสมุนไพรไทย เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์

๔) การพัฒนาคุณภาพการศึกษา การเรียนรู้ และศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต งบประมาณ ๗๓,๕๓๑.๑ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนทุกช่วงวัยได้รับการพัฒนา อย่างเต็มศักยภาพ มีสุขภาวะที่ดี สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาที่มีคุณภาพเพื่อสร้างโอกาส และลดความเหลื่อมล้ำ โดยปฏิรูประบบการศึกษาและปรับรูปแบบการเรียนการสอน สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มที่สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา สนับสนุน ทุนการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ไม่น้อยกว่า ๑๓,๐๐๐ คน ยกระดับการผลิต และพัฒนาศักยภาพทางวิชาชีพกำลังคนอาชีวศึกษา ๖๐,๐๐๐ คน พัฒนาครูและบุคลากร ทางการศึกษาให้เป็นครูยุคใหม่ สนับสนุนการคืนครูให้นักเรียนไม่น้อยกว่า ๗๓,๐๐๐ คน พัฒนาการจัดการเรียนรู้สะตีมศึกษา (STEAM Education) สนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม ผลิตและพัฒนากำลังคนอุดมศึกษาและกลุ่มแรงงานให้มีทักษะและสมรรถนะสูง สอดคล้อง กับความต้องการของตลาดแรงงาน และรองรับภาคอุตสาหกรรมและบริการอุตสาหกรรม เซมิคอนดักเตอร์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูง และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า พัฒนา ทักษะวิชาชีพและอบรมอาชีพระยะสั้นให้กับกลุ่มเป้าหมาย ๑,๒๗๙,๓๓๐ คน ตลอดจน ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้รับการพัฒนาศักยภาพและทักษะอาชีพไม่น้อยกว่า ๓๕,๔๐๐ คน ให้สามารถประกอบอาชีพที่เหมาะสม พึ่งพาตนเองได้อย่างมีความสุข

๕) การดำเนินงานภารกิจพื้นฐานและภารกิจอื่น งบประมาณ ๒๓,๕๓๓.๘ ล้านบาท และค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ งบประมาณ ๔๒๙,๗๑๔.๐ ล้านบาท เพื่อสนับสนุน การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ให้มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่า รวมทั้งสนับสนุนให้สถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ น้อมนำแนวพระราชดำริมาปรับใช้ ในการพัฒนาสังคมและชุมชนในท้องถิ่น ยุทธศาสตร์ที่ ๔ : ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม

รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน ๙๔๒,๗๐๙.๒ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๒๔.๙ ของวงเงินงบประมาณ เพื่อให้คนไทยทุกคนได้รับสวัสดิการพื้นฐาน บริการสาธารณะอย่างทั่วถึงเป็นธรรม และลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ จำแนกการ ดำเนินงานสำคัญ ดังนี้

๑) การบริหารจัดการที่ดิน ทรัพยากรดิน และการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก งบประมาณ ๓,๙๓๐.๑ ล้านบาท เพื่อเพิ่มการกระจายหรือการถือครองที่ดินทำกินให้กับ เกษตรกรและประชาชนอย่างเข้าถึงได้และเป็นธรรม พัฒนาแนวทางการพิสูจน์สิทธิ ในที่ดินและระบบการออกเอกสารสิทธิ โดยมีการสำรวจและรังวัดรูปแปลงโฉนดที่ดิน ให้แก่ประชาชน ๘๖,๐๐๐ แปลง ตรวจสอบหนังสือเอกสารสิทธิที่ดินในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ๔,๐๔๒ หมู่บ้าน จัดระเบียบการใช้ที่ดินและจัดทำแผนการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ ในระดับพื้นที่ รวมถึงพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร ๒,๕๔๐ ราย ส่งเสริมการผลิต การตลาด และ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน พัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ๒๖,๔๕๔ กลุ่ม/ราย ให้สามารถแข่งขันในตลาดสากล

๒) มาตรการแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะกลุ่มและ การรองรับสังคมสูงวัย งบประมาณ ๑๔,๐๑๐.๘ ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษได้รับการคุ้มครองและมีสวัสดิการสังคมที่เพียงพอ เหมาะสมต่อการดำรงชีวิต สามารถเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐานของรัฐและโอกาสทางสังคมได้ อย่างเท่าเทียมและปลอดภัย โดยสร้างที่อยู่อาศัยบ้านมั่นคง ๓,๓๗๐ ครัวเรือน บ้านพอเพียง ๑๕,๖๒๕ ครัวเรือน พัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเปรมประชากร และสนับสนุน ให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงแหล่งสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ตลอดจนการเตรียม ความพร้อมเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ มีความมั่นคงในทุกมิติ อาทิ ปรับสภาพแวดล้อม ที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุให้เหมาะสมไม่น้อยกว่า ๑๓,๖๐๐ แห่ง ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเข้าถึง ระบบและนวัตกรรมการดูแลสุขภาพ ๓ ล้านคน และสนับสนุนการจัดการศพผู้สูงอายุ ตามประเพณี ๑๕๓,๙๒๗ ราย

๓) การส่งเสริมการพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ งบประมาณ ๒๖,๕๒๕.๒ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการพัฒนาจังหวัดให้เป็นศูนย์กลางความเจริญ ทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี โดยมุ่งเน้นให้ภาคประชาชนมีบทบาทในการกำหนด ทิศทางการพัฒนาพื้นที่ของตนเอง รวมทั้งบูรณาการแผนให้สอดคล้องกันในทุกระดับ เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการและแก้ไขปัญหาของประชาชนในพื้นที่ โดยให้ ความสำคัญกับสัดส่วนของจำนวนประชากรในแต่ละจังหวัด นำไปสู่การยกระดับคุณภาพ ชีวิต กระจายรายได้ให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง ตลอดจนสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ จากศักยภาพของฐานทรัพยากรในแต่ละพื้นที่ ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติทุนทางวัฒนธรรม และทุนทางสังคม

๔) การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาและสังคม งบประมาณ ๑๐๑,๖๔๑.๒ ล้านบาท เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพและมีมาตรฐาน โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่น้อยกว่า ๙,๕๒๗,๓๐๐ คน ส่งเสริมและสนับสนุนกองทุนเพื่อความเสมอภาค ทางการศึกษาในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสไม่น้อยกว่า ๑,๕๐๙,๔๐๐ คน พัฒนาศักยภาพครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา สนับสนุน เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาระดับอุดมศึกษา จำนวน ๗,๙๕๐ คน รวมทั้งสนับสนุนสินเชื่อ เพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรม แก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรผ่านกองทุนฟื้นฟูและ พัฒนาเกษตรกร ๒,๐๑๔ ราย ส่งเสริมกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการและสวัสดิการที่มีคุณภาพอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง

๕) การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น งบประมาณ ๓๘๐,๑๔๔.๕ ล้านบาท เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถพึ่งตนเองได้ในทุกมิติ ประชาชนในพื้นที่ได้รับบริการสาธารณะที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงผ่านการดำเนินงานที่สำคัญ อาทิ สนับสนุนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้แก่นักเรียนในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ๙๕๑,๔๖๖ คน สนับสนุนอาหารเสริม (นม) ๔,๙๖๗,๖๕๘ คน และอาหาร กลางวัน ๕,๕๑๕,๓๑๑ คน สนับสนุนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ๑๒,๖๘๔,๔๕๕ คน เบี้ยยังชีพ ความพิการ ๒,๒๕๘,๕๙๑ คน รวมถึงสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำเสียและขยะในระดับ จังหวัด ส่งเสริมและพัฒนาภาคเกษตร การท่องเที่ยว อุตสาหกรรม การค้า และการลงทุน ตลอดจนส่งเสริมให้มีการเชื่อมโยงนโยบายและการบริหารจัดการระหว่างส่วนภูมิภาค และส่วนกลาง เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถจัดบริการสาธารณะได้อย่างคล่องตัวและมี ประสิทธิภาพ

๖) การสร้างหลักประกันและพลังทางสังคม งบประมาณ ๔๐๗,๑๑๙.๐ ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนได้รับการคุ้มครองและมีหลักประกันทางสังคม โดยเพิ่มความสะดวก จากบริการพื้นฐานการแพทย์ใกล้บ้านผ่านนโยบาย ๓๐ บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชน ใบเดียว ไม่น้อยกว่า ๔๗,๕๐๒,๐๐๐ คน สนับสนุนเบี้ยเด็กแรกเกิดถึง ๖ ปี ไม่น้อยกว่า ๒,๖๒๐,๗๐๐ คน ส่งเสริมการสร้างหลักประกันสังคม และสวัสดิการสำหรับแรงงานในระบบ และนอกระบบให้สามารถเข้าถึงระบบประกันสังคมอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม จัดประชารัฐ สวัสดิการเพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยไม่น้อยกว่า ๑๓,๕๐๐,๐๐๐ คน ส่งเสริม อาชีพแก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย ๙๔,๑๒๐ คน และประชาชนในหมู่บ้านเป้าหมายเข้าถึง แหล่งทุน ๕๐,๐๐๐ คน รวมถึงสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเพื่อให้เกิดการ พัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

๗) การดำเนินงานภารกิจพื้นฐาน งบประมาณ ๖๖๕.๖ ล้านบาท และ ค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ งบประมาณ ๘,๖๗๒.๘ ล้านบาท เพื่อให้การดำเนินภารกิจ ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม มีประสิทธิภาพภาพและเกิดความคุ้มค่า รวมทั้งสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติเพิ่มโอกาสให้ทุกภาคส่วน เป็นกำลังของการพัฒนาประเทศในทุกระดับ ยุทธศาสตร์ที่ ๕ : ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน ๑๔๗,๒๑๖.๙ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๓.๙ ของวงเงินงบประมาณ เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ ฟื้นฟูและบริหารจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมเศรษฐกิจ สีเขียว เศรษฐกิจภาคทะเล ส่งเสริมการรับมือกับภัยธรรมชาติ การจัดการมลพิษและสุขภาพ ประชาชน และการบริหารจัดการผลิตภาพน้ำทั้งระบบ จำแนกการดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้

๑) การจัดการมลพิษและสิ่งแวดล้อม งบประมาณ ๑,๑๔๔.๒ ล้านบาท เพื่อให้ประเทศมีการบริหารจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพโดยแก้ปัญหาขยะ ทุกประเภท ป้องกันและแก้ปัญหาการลักลอบ กำจัดหรือฝังกลบกากอุตสาหกรรม บริหาร จัดการการใช้ทรัพยากรดิน ส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร จัดการคุณภาพอากาศ ของแต่ละพื้นที่ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เพิ่มขีดความสามารถของท้องถิ่นในการจัดการ สิ่งแวดล้อมและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการ รับมือกับภัยธรรมชาติและ PM 2.5 ส่งเสริมการสร้างพฤติกรรมของประชาชนในการดูแล รักษาสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องเพื่อลดการสร้างมลพิษที่ยั่งยืน

๒) การจัดการผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ งบประมาณ ๒,๓๖๘.๓ ล้านบาท เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีเป้าหมายการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกโดยรวมลดลง ๖๙ ล้านตัน คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าหรือคิดเป็นร้อยละ ๑๒.๔๓ จากกรณีปกติส่งเสริมนโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านการซื้อขายคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) และลด ผลกระทบจากภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เสริมสร้างขีด ความสามารถในการลดมลพิษอุตสาหกรรมเพื่อสนับสนุนมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก พัฒนาประเทศไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

๓) การสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน อนุรักษ์ ฟื้นฟู และป้องกันการทำลาย ทรัพยากรธรรมชาติ และการสนับสนุนการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อม งบประมาณ ๗,๖๖๐.๙ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจ ป้องกัน อนุรักษ์ และรักษาพื้นที่ป่าในความดูแล ๙๙ ล้านไร่ พัฒนาและเพิ่มพื้นที่สีเขียวทุกประเภท ๙,๖๐๔ ไร่ ส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจ ๓๗,๓๐๐ ไร่ พื้นที่ป่าอนุรักษ์ได้รับการป้องกัน และควบคุมไฟป่าไม่น้อยกว่า ๒๗.๓ ล้านไร่ ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรแร่ เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจสีเขียว และรักษาสมดุลของระบบนิเวศท้องถิ่น รวมทั้งสนับสนุน การมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคีเครือข่ายในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และป้องกันการทำลาย ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

๔) การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และเสริมสร้างประสิทธิภาพ การบริหาร จัดการทรัพยากรน้ำ งบประมาณ ๑๐๗,๔๘๕.๗ ล้านบาท เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคง ด้านน้ำเพิ่มขึ้น โดยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดยเพิ่ม ประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ จัดหาแหล่งน้ำสะอาดสำหรับอุปโภคบริโภค ผ่านการจัดหาแหล่งน้ำสำรองเพื่อระบบประปา ๑๕๔,๓๘๗ ครัวเรือน สร้างความมั่นคง ด้านน้ำทั้งภาคการผลิต เกษตร และอุตสาหกรรม ให้มีต้นทุนน้ำใช้อย่างสมดุล มีพื้นที่ รับประโยชน์จากแหล่งน้ำเพิ่มขึ้น ๔๓๘,๔๑๖ ไร่ ปริมาณน้ำฝนจากการปฏิบัติการฝนหลวง ในพื้นที่การเกษตรและอ่างเก็บน้ำ ๑,๖๑๐ ล้านลูกบาศก์เมตร การจัดการน้ำท่วมและ บรรเทาสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจ ๓๑๔,๒๓๕ ไร่ ฟื้นฟูแหล่งน้ำ ธรรมชาติ พัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำเสีย ๑,๒๔๓ แห่ง อนุรักษ์ฟื้นฟู สภาพป่าต้นน้ำ ป้องกันการชะล้างพังทลายของดินและฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ๙๗,๑๓๔ ไร่ ปลูกป่า ฟื้นฟู ๑๖,๓๕๐ ไร่ และพื้นที่ชลประทานเดิมได้รับการปรับปรุง ๘๑๓,๐๒๔ ไร่

๕) การดำเนินงานภารกิจพื้นฐานและภารกิจอื่น งบประมาณ ๑๐,๘๒๖.๕ ล้านบาท และค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ งบประมาณ ๑๗,๗๓๑.๓ ล้านบาท เพื่อรักษาพื้นที่ ป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาติให้มีความสมบูรณ์ สนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรดิน และแร่ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สนับสนุนการ ปฏิบัติการฝนหลวง พัฒนาแหล่งอนุรักษ์พันธุ์พืช รวมทั้งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคม เศรษฐกิจภาคทะเล โดยจัดการลดปริมาณขยะและของเสียลงสู่ทะเล อนุรักษ์สัตว์ทะเล หายากใกล้สูญพันธุ์ ฟื้นฟูปะการังและหญ้าทะเล ตลอดจนฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและ ชายฝั่งโดยการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและประชาชน ยุทธศาสตร์ที่ ๖ : ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ

รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน ๖๐๕,๔๔๓.๖ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๑๖.๐ ของวงเงินงบประมาณ เพื่อยกระดับการบริการภาครัฐ ให้มีขีด สมรรถนะสูง โดยเปลี่ยนผ่านไปสู่ราชการทันสมัยในระบบดิจิทัล การจัดการปัญหาทุจริตและ ประพฤติมิชอบ จำแนกการดำเนินงานสำคัญ ดังนี้

๑) การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ งบประมาณ ๙๖๑.๒ ล้านบาท เพื่อทำให้ประเทศไทยปลอดการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยปลูกฝังวิธีคิด ปลุกจิตสำนึก ให้มีพฤติกรรมซื่อสัตย์สุจริต พัฒนาศักยภาพเครือข่าย เฝ้าระวังและแจ้งเบาะแส มุ่งเน้นการ “ป้องนำปราบ" ขับเคลื่อนมาตรการและแนวทางในการป้องกันการทุจริตของหน่วยงาน ภาครัฐ โดยมีเป้าหมายค่าดัชนีการรับรู้การทุจริตอยู่ในอันดับ ๑ ใน ๔๕ และ/หรือ ได้คะแนน ไม่ต่ำกว่า ๕๖ คะแนน ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานคดีทุจริต และการบังคับใช้ กฎหมาย

๒) รัฐบาลดิจิทัล งบประมาณ ๖,๙๒๑.๗ ล้านบาท เพื่อยกระดับการเปลี่ยน ผ่านดิจิทัลภาครัฐให้ยืดหยุ่น คล่องตัว หน่วยงานภาครัฐสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ดิจิทัลเพื่อให้บริการประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยการเตรียมความพร้อม พื้นฐานที่จำเป็น (Fundamental) เพื่อรองรับการให้บริการ และผลักดันหน่วยงานภาครัฐ ให้มีระดับบริการและการดำเนินงานตามนโยบาย Cloud First พัฒนาแพลตฟอร์มบริการ พื้นฐานหรือเครื่องมือดิจิทัลกลางภาครัฐด้วย AI โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และบูรณาการ ข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มบริการแบบเบ็ดเสร็จเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการ

๓) การพัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรม งบประมาณ ๑๗,๘๘๑.๐ ล้านบาท เพื่อพัฒนากฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนา โดยทบทวนความจำเป็นและความเหมาะสมของกฎหมายที่มีอยู่ ลดข้อจำกัดด้านกฎหมาย แก้ไขปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย พัฒนาและบูรณาการฐานข้อมูลกลางด้านกฎหมายของ ประเทศ บังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปด้วยความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ใช้เทคโนโลยี ดิจิทัลเป็นช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ตลอดกระบวนการพิจารณาคดี ส่งเสริมและบริหารจัดการให้กระบวนการยุติธรรมมีความเสมอภาค ปราศจากการเลือก ปฏิบัติ และคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

๔) การพัฒนาบริการประชาชนและการพัฒนาประสิทธิภาพภาครัฐ งบประมาณ ๓๐,๒๙๖.๘ ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบการบริการภาครัฐให้สามารถติดต่อ ราชการได้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ลดค่าใช้จ่าย และตรวจสอบได้ โดยบูรณาการงานในพื้นที่ และการบริหารราชการส่วนภูมิภาค การขับเคลื่อนศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ พัฒนาการ ให้บริการทะเบียนบัตรประจำตัวประชาชนและข้อมูลสารสนเทศ และรังวัดที่ดินแก่ ประชาชน ๑๓ ล้านราย รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ ขยายฐานภาษีและ ปรับปรุงระบบภาษีให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจของประเทศ พัฒนาระบบการคลังล่วงหน้า ระยะปานกลางและระยะยาว มีการปรับสมดุลภาครัฐให้เหมาะสมกับภารกิจ ตลอดจนสร้าง บุคลากรภาครัฐให้มีความรู้ ความสามารถ ควบคู่ไปกับหลักระบบคุณธรรม

๕) การสนับสนุนด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการ ภาครัฐ งบประมาณ ๔๐๘,๓๓๗.๗ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐสามารถ ปฏิบัติงานและให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง สนับสนุนการดำเนินงานด้านนิติบัญญัติ และเป็น ค่าใช้จ่ายตามสิทธิและประโยชน์ต่าง ๆ ของบุคลากรภาครัฐที่กำหนดไว้ในงบกลาง ได้แก่ เงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินเลื่อนเงินเดือนและเงินปรับวุฒิข้าราชการ เงินสมทบ เงินชดเชยของข้าราชการ และเงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ

๖) การดำเนินงานภารกิจพื้นฐาน งบประมาณ ๒๕,๘๙๐.๔ ล้านบาท และค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ งบประมาณ ๑๑๕,๑๕๒.๘ ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบงานของ ภาครัฐและพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรให้มีขีดความสามารถในการปฏิบัติงาน เกิดความ คุ้มค่าในการดำเนินภารกิจของรัฐ รายการค่าดำเนินการภาครัฐ

รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายไว้ จำนวน ๖๖๙,๓๖๕.๕ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๑๗.๗ ของวงเงินงบประมาณ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายรองรับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น โดยมิได้คาดหมายสำหรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น การบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ และชดใช้ เงินคงคลัง ดังนี้

แผนงานบริหารเพื่อรองรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน ๑๒๓,๙๖๐.๐ ล้านบาท เพื่อสำรองไว้เป็นค่าใช้จ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น การเยียวยาหรือบรรเทาความ เสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรง ภารกิจที่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐ และเงิน ชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้าง รวมทั้งการกระตุ้นและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ โดยคำนึงถึงวินัยทางการคลัง

การบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ จำนวน ๔๒๑,๘๖๔.๔ ล้านบาท เพื่อให้ การบริหารจัดการหนี้และการชำระหนี้ภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์ สูงสุดต่อเศรษฐกิจ

รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน ๑๒๓,๕๔๑.๑ ล้านบาท เพื่อเป็น รายจ่ายชดใช้เงินคงคลังที่ได้จ่ายไปแล้ว ตามพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. ๒๔๙๑ และ ที่แก้ไขเพิ่มเติม

สำหรับเอกสารประกอบได้มีการจัดทำให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติวิธีการ งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๑ ดังนี้

๑. คำแถลงประกอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙

๒. รายรับรายจ่ายเปรียบเทียบระหว่างปีที่ล่วงมาแล้ว ปีปัจจุบันและปีที่ขอ ตั้งงบประมาณรายจ่าย แสดงไว้ในเอกสารงบประมาณ ฉบับที่ ๑ (เล่มคาดส้ม)

๓. คำอธิบายเกี่ยวกับประมาณการรายรับและวิธีหาเงินส่วนที่ขาดดุลแสดงไว้ ในเอกสารงบประมาณ ฉบับที่ ๒ (เล่มคาดเขียว)

๔. คำชี้แจงเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายที่ขอตั้ง ซึ่งรวมถึงการแสดง ผลสัมฤทธิ์และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการใช้จ่ายงบประมาณและความสอดคล้อง กับยุทธศาสตร์ชาติ แสดงไว้ในเอกสารงบประมาณ ฉบับที่ ๓ (เล่มคาดแดง) และฉบับที่ ๔ (เล่มคาดเหลือง)

๕. รายงานเกี่ยวกับสถานะทางการเงินโดยรวมของรัฐวิสาหกิจ แสดงไว้ใน เอกสารงบประมาณ ฉบับที่ ๕ (เล่มคาดม่วง)

๖. รายงานเกี่ยวกับสถานะเงินนอกงบประมาณและแผนการใช้จ่ายเงินนอก งบประมาณโดยรวมของหน่วยรับงบประมาณ แสดงไว้ในเอกสารงบประมาณ ฉบับที่ ๗ (เล่มคาดชมพู)

๗. คำอธิบายเกี่ยวกับหนี้ของรัฐบาลทั้งที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันและหนี้ที่ เสนอเพิ่มเติม แสดงไว้ในเอกสารงบประมาณ ฉบับที่ ๕ (เล่มคาดม่วง)

๘. ผลการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณของปีงบประมาณ ที่ล่วงมาแล้ว แสดงไว้ในเอกสารงบประมาณ ฉบับที่ ๖ (เล่มคาดน้ำเงิน)

๙. ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ สรุป

ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ ที่รัฐบาลเสนอในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูและขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ ภายใต้ข้อจำกัดด้านรายได้ และสถานการณ์เศรษฐกิจโลก รัฐบาลจึงดำเนินนโยบายงบประมาณแบบขาดดุลเพื่อรักษา เสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยกำหนดวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น ๓,๗๘๐,๖๐๐ ล้านบาท เพื่อให้ หน่วยรับงบประมาณใช้จ่ายงบประมาณที่ได้รับจัดสรรอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ทั้งในด้านความมั่นคง การสร้างความสามารถในการ แข่งขัน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม การดูแลทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนปรับปรุงระบบราชการให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประเทศ สามารถเดินหน้าได้อย่างมั่นคง ประชาชนได้รับประโยชน์จากการใช้จ่ายงบประมาณอย่าง แท้จริง และเกิดผลสัมฤทธิ์ในการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภา ผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณท่าน นายกรัฐมนตรีครับ ต่อไปจะเป็นการอภิปรายของสมาชิก ท่านแรกขอเชิญท่านผู้นำฝ่ายค้าน คุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เชิญครับ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ ท่านประธานครับ ผมขอเปิดการอภิปรายนี้ด้วยความเข้าใจท่านนายกรัฐมนตรีครับ เข้าใจ คำแถลงนโยบายของท่าน เปิดมาหน้าที่ ๒ ครับ ท่านแถลงงบประมาณครั้งนี้ด้วยการใช้ ตัวเลขประมาณการจีดีพีจากสภาพัฒน์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่ประมาณการไว้ว่า จีดีพีจะเติบโต ๒.๓ ถึง ๓.๓ เปอร์เซ็นต์ครับ ผมเข้าใจดีเพราะอะไรครับ เพราะถ้าท่าน นายกรัฐมนตรีใช้ตัวเลขที่สภาพัฒน์ปรับล่าสุดในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ที่มีค่ากลาง อยู่ที่ ๑.๘ เปอร์เซ็นต์ จะกระทบต่อประมาณการการจัดเก็บรายได้ของรัฐและกระทบ ต่อโครงสร้างงบประมาณทั้งหมด ท่านนายกรัฐมนตรีจึงมีความจำเป็นที่จะต้องแถลง งบประมาณนี้ด้วยตัวเลขเก่า แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมคาดหวังอยากจะให้ท่านนายกรัฐมนตรี ลงมือปรับ คือปรับคำแถลงนโยบายฉบับนี้ด้วยมือของท่านเอง ไม่ใช่คำแถลงนโยบายที่เป็น เหมือนเดิมมาตลอด ๖-๗ ปีที่ผมได้ทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรที่สำนักงบประมาณเขียนมาให้ท่าน เพราะอะไรการปรับครั้งนี้ของนายกรัฐมนตรีถึงมีความจำเป็น เพราะผมกำลังสงสัยว่า เพราะนายกรัฐมนตรีไม่ปรับ งบเลยไม่เปลี่ยน คนไทยจึงต้องรับกรรม ท่านประธานครับ ผมจะขอใช้เวลาในการอภิปรายครั้งนี้ราว ๆ ๔๐ นาที โดยแบ่งการอภิปรายออกเป็น ๗ ส่วน เพื่อให้ท่านผู้ฟังทุกท่านติดตามการอภิปรายครั้งนี้ได้อย่างต่อเนื่อง

เริ่มจากส่วนที่ ๑ จะพูดถึงภาพรวมของงบปี ๒๕๖๙ เพื่อแสดงให้ทุกท่าน เห็นว่าสุขภาวะการคลังของประเทศในปัจจุบันเป็นอย่างไร ที่ถึงแม้ปีนี้รัฐบาลเบ่งงบจนเกือบ เต็มกรอบ แต่เรายังคงเหลืองบประมาณไปใช้กับโครงการใหม่ ๆ ได้น้อยนิด

ส่วนที่ ๒ ผมจะอภิปรายให้ทุกท่านเห็นว่าโลกนี้เปลี่ยนไปแล้วโอบล้อม ประเทศไทยเต็มที่ นโยบายอะไรที่รัฐบาลเคยใช้ได้ประสบผลสำเร็จในอดีตนำมาใช้ในปัจจุบัน ไม่ได้อีกแล้ว เครื่องจักรที่สำคัญของประเทศไทยในอดีตไม่ว่าจะเป็นการส่งออก ท่องเที่ยว การเกษตร ได้รับผลกระทบทุกตัว ประเทศไทยถูกกระแทกจากทุก ๆ ทาง

ส่วนที่ ๓ ผมจะอภิปรายให้ทุกท่านเห็นว่างบประมาณฉบับนี้เป็นงบสูตรเดิม จะชี้แจงให้ทุกท่านเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นปัญหาใหญ่ ๆ ทั้ง ๕ ด้าน เพื่อตอกย้ำ ให้ทุกท่านเห็นว่าปัญหาที่พวกเราเจออยู่ในตอนนี้ไม่ใช่วิกฤตทางการคลัง แต่เป็นวิกฤติ ทางการเมือง

ส่วนที่ ๔ จะชี้ให้รัฐบาลเห็นเงินทั้งหมดในกระเป๋า เพื่อทำให้ทุกท่านเห็นว่า ประเทศไทยในขณะนี้ไม่ได้ขาดเงิน แต่ขาดรัฐบาลที่บริหารประเทศเป็น หากท่านมองเห็น เงินทั้งหมดในกระเป๋าแล้วบูรณาการเงินทั้งหมดมาใช้ มองเห็นเงินแผ่นดินที่อยู่ในหน่วยงาน ของรัฐทุกหน่วยให้พุ่งเป้าไปในทิศทางเดียวกัน ท่านจะจัดสรรงบประมาณมาได้ดีกว่านี้ครับ

ส่วนที่ ๕ ว่าในเรื่องของความคุ้มค่า ทำอย่างไรให้ใช้เงินงบประมาณ ๑ บาท ได้ผลหลายเด้ง ซึ่งผมจะขอลงรายละเอียดไปในไส้ในของงบปี ๒๕๖๙ อีกสักเล็กน้อย เพื่อตอกย้ำในประเด็นเมื่อสักครู่ว่าประเทศเราไม่ได้ขาดเงิน แต่ขาดวิธีการใช้งบประมาณ ที่มีประสิทธิภาพ

ส่วนที่ ๖ ต้องการจะตอกย้ำอีกสัก ๑ ครั้งถึงส่วนต้นที่ผมได้อภิปรายไปว่า นายกรัฐมนตรีไม่ปรับงบประมาณเลยไม่เคยเปลี่ยน ทั้งไม่ปรับทิศ ไม่ปรับทาง และไม่ปรับทีม จนทำให้พวกเราต้องเริ่มตั้งคำถามว่าในตอนนี้ประเทศไทยมีผู้นำประเทศที่คอยบริหาร ราชการแผ่นดินอยู่จริง ๆ หรือไม่

ส่วนที่ ๗ ส่วนสุดท้ายที่คนไทยทุกคนมารับกรรมร่วมกัน ผมต้องการอภิปราย ในส่วนนี้เพื่อเตือนสติรัฐบาลว่าถ้าหากท่านยังคงจัดงบประมาณอยู่แบบนี้จะมีใคร ในประเทศนี้ที่ต้องได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงอย่างต่อเนื่องอีกบ้าง ก่อนที่จะสรุปปิดท้าย การอภิปรายในครั้งนี้ว่าประเทศไทยในขณะนี้เราอยู่ในช่วงสถานการณ์เกือบล้มครับ ที่ถ้าหากพวกเราไม่รีบแก้ตั้งแต่วันนี้ เราจะไม่ใช่เกือบ แต่จะกลับลุกขึ้นมาไม่ได้อีก

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ท่านประธานครับผมขอเริ่มจากส่วนที่ ๑ นั่นก็คือในส่วนของภาพรวมว่าปี ๒๕๖๙ เป็นปีที่ ๒ ติดต่อกันที่รัฐบาลเพื่อไทยตั้งงบขาดดุลสูงจนเกือบชนเต็มเพดาน โดยกำหนดกรอบ งบประมาณรายจ่ายไว้ที่ ๓.๗๘ ล้านล้านบาท ในขณะที่มีการประมาณการรายได้ของรัฐไว้ เพียง ๒.๙๒ ล้านล้านบาท ส่งผลให้ต้องกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล ๘๖๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็น ๔.๕ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี ย้ำอีกครั้งนะครับ ๔.๕ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพีเป็นตัวเลขเก่า ถ้าท่านใช้จีดีพีตัวเลขใหม่ที่มีการปรับลดลงมาแล้วสัดส่วนตรงนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ไม่เพียงเท่านั้นในปี ๒๕๖๘ เป็นปีที่รัฐบาลเพื่อไทยเคยทำสถิติถูกบันทึกเอาไว้ว่าท่านกู้ เพื่อชดเชยการขาดดุลเป็นสัดส่วนต่อจีดีพีที่สูงที่สุดในรอบ ๓๖ ปีนับตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ ตั้งแต่ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลังเก็บสถิติตลอดมา สิ่งที่น่ากังวลในตอนนี้ ผมอยากย้ำให้ทุกท่าน เห็นว่าสิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เรื่องของการกู้ แต่คือเรื่องที่รัฐบาลกำลังจะใช้เงินเกินตัวโดยไม่มี แผนการลงทุนและการหารายได้มารองรับ เพราะพวกเรากำลังจะกู้โดยไม่มีแผนอะไรเลยนี่ ละครับ ไม่มียุทธศาสตร์ใด ๆ เลยนี่ละครับ ไม่มีการเชื่อมโยงกับการสร้างศักยภาพของ ประเทศไทยในอนาคต มีแต่กู้ซ้ำ ๆ ไปลงกับโครงการเดิม ๆ ไม่ได้สร้างรายได้ ไม่ได้สร้าง อนาคตให้กับประเทศ และแม้ว่าปีนี้จะเป็นปีที่รัฐบาลเบ่งงบประมาณออกมาสูงจนเต็ม เพดาน สูงถึง ๓.๗ ล้านล้านบาท แต่งบประมาณที่เราเอาไปใช้ได้จริงเป็นดังสไลด์นี้เลยครับ ท่านประธาน ขวามือสุดแท่งสีน้ำเงิน เรามีพื้นที่ทางงบประมาณเหลืออยู่น้อยเหมือนเดิม สผ ฟังเผิน ๆ เหมือนจะคิดใหม่ทำใหม่ แต่เมื่อลงไปดูในวิธีการจัดการจริง ตอกย้ำอีกหนึ่งครั้งว่า รัฐบาลไม่มีภาพอะไรในหัวเลย เพราะอะไรครับ มันคือการโยนเงิน ๑๕๗,๐๐๐ ล้านบาท ไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๗,๘๕๐ แห่งทั่วประเทศ ส่งคำของบประมาณเข้ามาให้ทัน ภายใน ๓ วัน และถึงแม้ท่านจะมีการขยายกรอบระยะเวลาแล้วก็ตาม วิธีการแบบนี้ แสดงให้เห็นว่านโยบายของรัฐบาลไม่มีแผนแม่บท ไม่มีวิสัยทัศน์ร่วม ไม่มีเป้าหมาย ระดับประเทศ ลองมาให้พวกเราจัดสรรงบประมาณสิครับ น้ำประปาสะอาดทั่วทั้งประเทศ เรื่องขนส่งสาธารณะด้วยรถเมล์ EV มีอีกหลาย ๆ อย่างที่พัฒนาอนาคตของลูกหลานได้ดี กว่านี้ นี่ไม่ใช่การกระจายอำนาจอย่างมียุทธศาสตร์ แต่เป็นการกระจายภาระไปให้ท้องถิ่น คิดแทนรัฐบาลครับ หรือไม่ผมก็ตั้งคำถามว่าเป็นการกระจายผลประโยชน์ไปให้เฉพาะกลุ่ม เครือข่ายที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลที่เขารู้ข่าวล่วงหน้า ถึงจะสามารถจัดทำโครงการ จัดทำคำขอ เข้ามาได้ทันภายในกำหนดกรอบระยะเวลาอันสั้นนี้ใช่หรือไม่ ท่านประธานครับ ทั้งหมดนี้ สะท้อนอย่างชัดเจนว่าเรากำลังมีรัฐบาลที่ขาดเจตจำนงในการบริหารประเทศ พวกผมกล้า พูดได้ว่าการอภิปรายงบ ๒๕๖๙ ในครั้งนี้ บทการอภิปรายพวกผมเตรียมโดยใช้ข้อมูลงบ ปี ๒๕๖๘ เพราะไส้ในของงบประมาณแทบไม่ได้เปลี่ยนเลย เราเพิ่งมาปรับตัวเลขกันจริง ๆ ก็คือตอนที่เล่มงบประมาณออกช่วงสัปดาห์สุดท้ายนี่ละครับ ความไร้ภาพนี้ไม่ใช่เรื่องความ บังเอิญ แต่เกิดจากความไร้สภาพของรัฐบาลในการบริหารประเทศ พรรคประชาชน และพรรคร่วมฝ่ายค้านจึงขอใช้เวทีนี้เพื่ออภิปรายชี้ให้ทุกคนเห็นว่าสังคมไทยยังมีความหวัง ประเทศไทยยังมีทางออก ประชาชนคู่ควรกับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีที่ดีกว่านี้ครับ

ท่านประธานครับ ผ่านไปกับภาพรวมของงบปี ๒๕๖๙ เรามาต่อกันใน ส่วนที่ ๒ ในปีที่โลกปั่นป่วน อุณหภูมิโลกที่ร้อนแรง การค้าที่รุนแรง เศรษฐกิจโลก ที่เปราะบาง เรายังใช้งบประมาณสูตรเดิม ๆ ที่ล้มเหลวกันมาอย่างต่อเนื่องหลายปี ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ในงบปี ๒๕๖๙ นี้ ท่านจะจัดงบแบบพอให้ ผ่าน ๆ ไปอีกปีไม่ได้ มันคือคำตอบ งบปี ๒๕๖๙ ว่าประเทศไทยจะฝ่าวิกฤตินี้ไปได้หรือไม่ สำหรับอุณหภูมิโลกที่ร้อนแรงครับ ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศในสถานการณ์ที่ เลวร้ายและย่ำแย่ที่สุด ประเทศไทยมีโอกาสสูญเสียจีดีพีได้สูงถึง ๔๕ เปอร์เซ็นต์ ภาคส่วนที่ คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือการท่องเที่ยวและภาคการเกษตร อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น ให้แข่งขันกับต่างประเทศได้ ไม่ใช่การจัดสรรงบประมาณแบบสะเปะสะปะ ปล่อยให้ ส่วนราชการต่างคิดต่างทำกันเอง งบลงทุนส่วนใหญ่ของประเทศทุกท่านทราบไหมครับ เอาไปทำกับอะไร งบลงทุนส่วนใหญ่ของประเทศเอาไปตัดถนน ขุดคลอง หรือไม่ก็สร้างตึก ผมขอยกตัวอย่างอีกสักเล็กน้อยในเรื่องของการท่องเที่ยวและการเกษตร ในขณะที่ดัชนี ความยั่งยืนทางด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยร่วงลงมาอยู่ที่อันดับ ๗๐ ดัชนี ความปลอดภัยในด้านการท่องเที่ยวร่วงอีก ๑ ครั้งลงมาอยู่ในอันดับที่ ๑๐๒ แต่งบประมาณ ด้านการท่องเที่ยวเรายังจัดสรรไปทำอะไรครับ กระตุ้น Demand เชิญชวนนักท่องเที่ยวให้ เข้ามาเที่ยวมากขึ้น โดยไม่ลงทุนกับการปรับปรุงปัญหาภายในของพวกเราเอง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องความปลอดภัยที่วันนี้นักท่องเที่ยวจีนเขาไม่เชื่อมั่นในความปลอดภัยในประเทศครับ รวมถึงความยั่งยืนในการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวภายในประเทศ ทรัพยากรธรรมชาติในประเทศ เป็นทรัพย์สมบัติที่ดีที่สุดของคนไทย ในด้านการเกษตรถ้ารัฐบาลจัดสรรงบประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทุก ๆ ปีสามารถนำไปพัฒนาแหล่งน้ำนอกพื้นที่เขตชลประทานได้ปีละ ๕.๕ ล้านไร่ ผมย้ำอีกครั้ง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พัฒนาแหล่งน้ำในเขตพื้นที่นอกชลประทาน ได้ ๕.๕ ล้านไร่ ถ้าเราจัดสรรต่อเนื่องแบบนี้ต่อไป ๑๐ ปี ๕๕ ล้านไร่ทั้งประเทศเกษตรกร จะมีแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรเป็นตัวเลือกนอกเขตชลประทานที่ดีกว่านี้ครับ

ข้อที่ ๓ ถ้าเรามีรัฐบาลที่มีสมาธิในการพัฒนาประเทศ จัดสรรงบประมาณ อย่างตรงจุดเราจะได้งบประมาณที่ดูแลคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม การศึกษาและสวัสดิการ ที่ทั่วถึงและเพียงพอ ไม่ใช่งบประมาณที่ทำให้การศึกษาไปไหน การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม อยู่ในระดับต่ำและต่ำมาก งบประมาณด้านสวัสดิการซึ่งเป็นงบอุดหนุนรายหัวไม่ควรจะ ตั้งขาด แต่ก็ตั้งขาดและตกหล่นทุก ๆ ปี ผมขอยกตัวอย่าง สวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้าที่มีการ ออกข่าวด้านนี้ของรัฐบาลออกไป ปรากฏว่าเอาเข้าจริง ๆ ในงบปี ๒๕๖๙ ก็ยังตั้งไม่ถ้วนหน้า อีกเช่นเคย ปัญหาเด็กตกหล่นก็ยังเกิดซ้ำ ๆ อยู่ต่อเนื่องทุกปี มาถึงในปี ๒๕๖๙ นี้

ข้อที่ ๔ เราจะได้เห็นงบประมาณที่โปร่งใส เห็นทั้งเงินในและเงินนอก งบประมาณที่แฝงตัวอยู่ในธุรกิจกองทัพ รัฐวิสาหกิจและรัฐพาณิชย์ต่าง ๆ ถูกเปิดเผยให้มี การตรวจสอบ มีการจัดทำงบประมาณแบบรวบยอด มองเห็นทั้งข้อมูลฝั่งรายได้ รายจ่าย และภาระทางการคลังอื่น ๆ ของรัฐที่ไม่ได้ถูกนับรวมอยู่ในนิยามของคำว่าหนี้สาธารณะ รวมถึงการมองเห็นข้อมูลตั้งแต่ชั้นคำของบประมาณ ทุกวันนี้ผมทราบข่าวจาก คณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ เคยมีหนังสือมาถึง คณะกรรมาธิการชุดนี้ว่าถ้ามีลายเซ็นยินยอมจากรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงในการส่งข้อมูลคำขอ งบประมาณมาให้กับสภา สำนักงบประมาณยินดีที่จะเป็นตัวกลางในการส่งข้อมูลคำขอ งบประมาณมาให้กับสภา แต่วันนี้ผมไปตามกันเอง ตามรัฐมนตรีทีละคน ได้ลายเซ็นมาหลาย กระทรวงแล้ว แต่สำนักงบประมาณยังไม่ส่งมาให้ ท่านนายกรัฐมนตรีผมรบกวนนิดหนึ่ง ไปฝาก ผอ. สำนักงบประมาณนิดหนึ่ง ช่วยปฏิบัติตามลายเซ็นรัฐมนตรีและหนังสือที่สำนัก งบประมาณตอบมาให้กับสภาที

ข้อที่ ๕ สุดท้ายเราจะได้เห็นงบประมาณที่ท้องถิ่นมีสัดส่วนรายได้ต่อรัฐ ส่วนกลางที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ผ่านการเร่งรัดการถ่ายโอนภารกิจที่งานไปพร้อมกับเงิน และเงินไปพร้อมกับคน ส่งเสริมให้ท้องถิ่นเป็นกลไกหลักในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของ ประชาชนและเป็นกลไกเสริมในการพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกับรัฐบาล ไม่ใช้งบประมาณที่ สัดส่วนรายได้ท้องถิ่นไม่เคยเพิ่มขึ้น ๒๘-๒๙ เปอร์เซ็นต์มากี่ปีแล้ว ไม่เคยเกิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ตลอด ๒๐ ปีที่ผ่านมา แถมรัฐบาลยังไปแอบอ้างผิดฝาผิดตัวว่าการใส่เงินลงทุนลงไปใน SML กองทุน SML เท่ากับการกระจายอำนาจ นักปกครองที่ไหนก็รู้ สส. ที่ไหนก็รู้ว่าไม่ใช่

ทั้งหมด ๕ ข้อนี้คือความล้มเหลวเชิงโครงสร้างทั้งระบบงบประมาณที่ ล้มเหลว รัฐบาลที่ล้มเหลว ประชาชนจึงได้งบประมาณสูตรเดิม งบประมาณในปีนี้จึงเป็น เพียงแค่การจัดกลุ่มตัวเลขในเอกสารงบประมาณรายจ่ายประจำปี ไม่ใช่การจัดลำดับ ความสำคัญว่าอะไรมีความสำคัญก่อนหลังสำหรับพ่อแม่พี่น้องประชาชน และผมยืนยัน ยืนยันว่าการจัดทำงบประมาณสูตรใหม่ ไม่ใช่สูตรเดิมสามารถทำได้ สิ่งที่ผมถืออยู่ในมือนี้ ผล การศึกษาของคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ เล่มรายงาน Budget Reform หรือข้อเสนอในการปฏิรูปงบประมาณ ข้างในมีร่าง พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณฉบับใหม่ที่จะทำให้เราได้ทั้ง ๕ ข้อ ที่ผมบอกเมื่อสักครู่นี้ อีก ๑ กฎหมาย ร่างรัฐธรรมนูญปลดล็อกท้องถิ่นที่จะทำให้ท้องถิ่นเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขคุณภาพชีวิต ของประชาชน และเป็นกลไกเสริมในการพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกับรัฐบาล แต่วันนี้ถึงพวกผม เสนอร่างกฎหมาย ๒ ฉบับนี้เข้ามา ท่านคิดว่าผ่านสภาไหมครับ ผมก็คิดว่าไม่ผ่านหรอกครับ ไม่ผ่านเพราะการเมืองไทยยังล้มเหลว ร่างรัฐธรรมนูญก็เห็น ๆ กันอยู่ รัฐบาลสักแต่ตั้งงบ เพื่อให้มีงบไปใช้ ไม่ได้คิดงบเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงใด ๆ งบลงทุนส่วนใหญ่ของประเทศ จึงยังคงเอาไปตัดถนน ขุดคลอง และสร้างตึกอยู่แบบทุกวันนี้ มองไม่เห็นภาพรวมหรือการ ลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ใด ๆ เลยแม้แต่น้อย

ท่านประธานครับ จากงบประมาณสูตรเดิมผมอยากให้ความหวังกับท่าน ประธานและประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ไปถึงในส่วนที่ ๔ อยากย้ำว่าประเทศไทยไม่ได้ ขาดเงิน ประเทศไทยในตอนนี้ถ้าจะฝ่าพ้นวิกฤติไปได้เราต้องเริ่มจากการตั้งคำถามใหม่ให้ถูก ว่าประเทศไทยมีทรัพยากรในมืออยู่จริง ๆ เท่าไร งบประมาณแผ่นดินปีละ ๓.๗๘ ล้าน ล้านบาทนั้น เป็นเพียงแค่งบก้อนเดียวที่พวกเราพิจารณากันอยู่ในสภาตอนนี้ แต่ถ้าพวกเรา จะพาประเทศฝ่าพ้นวิกฤติไปได้ รัฐบาลต้องบริหารเงินแผ่นดินเป็นครับ เงินแผ่นดินในที่นี้ที่หมายถึงเงินที่อยู่ในหน่วยงานของรัฐทุก ๆ หน่วยก้อนที่ ๑ ๓.๗๘ ล้านล้านบาท สีส้มด้านล่างในสไลด์ ผมไม่พูดซ้ำ ก้อนที่ ๒ เงินที่อยู่ในรัฐวิสาหกิจ ปี ๒๕๖๗ รัฐวิสาหกิจมีรายจ่ายรวมกัน ๔ ล้านล้านบาท ถ้าเราตัดส่วนที่ซ้ำกับก้อนที่ ๑ คือตัดส่วนที่ซ้ำ กับก้อนสีส้มที่เป็นเงินอุดหนุนจากรัฐส่วนกลางไปให้รัฐวิสาหกิจอีก ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เราจะเหลือก้อนที่ ๒ ที่เป็นก้อนสีชมพูอีก ๓.๘๖ ล้านล้านบาท ๓.๘๖ ล้านล้านบาทนี้ เท่า ๆ กับงบประมาณรายจ่ายประจำปี ก้อนที่ ๓ นั่นก็คืองบประมาณรายจ่ายท้องถิ่นทั่วทั้ง ประเทศ มีตัวเลขรวมในปี ๒๕๖๗ ๗๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมไม่ขอลงรายละเอียดในการ คำนวณ ตัดส่วนเงินอุดหนุนที่ซ้ำกับก้อนสีส้มและรวมเงินสะสมที่ท้องถิ่นมีอยู่ในบัญชีเงินฝาก ธนาคารมีอยู่ในกระเป๋า ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท รวมกันราว ๆ ก้อนสีเหลืองอีก ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก้อนส่วนสุดท้ายก้อนส่วนที่ ๔ ผมไม่มีตัวเลขประมาณการไม่ได้ แต่รู้ว่ามีบริษัท พัฒนาเมืองหลายแห่งเป็น ๑๐ แห่ง รวมถึงธุรกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise ที่เขา พร้อมที่จะร่วมลงทุนกับรัฐบาลในการพัฒนาเมือง ที่สามารถพัฒนาประเทศได้ร่วมกัน เราลองรวมตัวเลขออกมาทั้งหมดเฉพาะเท่าที่เรามีตัวเลข สิ่งที่รัฐบาลมีทรัพยากรในมือ เท่ากับประมาณ ๗-๘ ล้านล้านบาทต่อปี คิดเป็น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี ไม่ใช่ ๓.๗๘ ล้านล้านบาทอย่างเดียวเท่านั้น แต่ปัญหาที่ผ่านมาคือไม่มีใครไปเชื่อมโยงเม็ดเงินเหล่านี้ เข้าหากัน รัฐวิสาหกิจต่างคน ต่างใช้ ต่างคิด และต่างลงทุนกันตามลำพัง ท้องถิ่นส่วนใหญ่ ใช้งบประมาณไปตามหน้าที่ ไม่มีการเชื่อมโยงกับเป้าหมายระดับประเทศ บริษัทพัฒนาเมือง ที่เขามีความพร้อม มีเงิน อยากจะพัฒนาบ้านเกิดตัวเองก็ทำไม่ได้ เพราะกฎระเบียบของ ภาครัฐกดทับเอาไว้ ยกตัวอย่างบริษัทขอนแก่นพัฒนาเมืองที่เขามีเงินทุนและความรู้ที่พร้อม จะทำรถไฟฟ้ารางเบาในจังหวัด เรียกได้ว่าทุนพร้อม คนพร้อม เมืองพร้อม แต่รัฐบาล ไม่พร้อม ทำให้โครงการนี้ในปัจจุบันก็ยังเดินหน้าไม่ไปไหน นอกจากนี้รัฐบาลยังสามารถใช้ กลไกการจัดซื้อจัดจ้าง อย่างเช่น Green Procurement ได้ครับท่านประธาน เพื่อใช้เงิน แผ่นดินในการเหนี่ยวนำให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน Supply Chain ในประเทศ มีการลงทุนใน เทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่รักษ์โลกมากยิ่งขึ้น ผมยกตัวอย่าง อย่างเช่นการผลิต Green Cement ในประเทศ เราสามารถใช้กลไกการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อกำหนดให้หน่วยงานของรัฐทุกหน่วย ไม่ว่าจะเป็นรัฐวิสาหกิจ กรม กระทรวง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานของรัฐ อื่นใด ต่อไปนี้จะก่อสร้างอะไรใช้ Green Cement เป็นสัดส่วนเท่าไร ดีไหม หรือกรณี การจัดการขยะที่ปัจจุบันท้องถิ่นหลาย ๆ แห่ง ชุมชนหลาย ๆ ชุมชน มีปัญหาเรื่อง การจัดการขยะ เพราะท้องถิ่นมีเทคโนโลยีที่ไม่เพียงพอ ไม่ดีพอ เงินลงทุนเขามีจำกัด จะดีกว่าไหมถ้ารัฐบาลออกแบบการลงทุน เอาเงินสะสมของท้องถิ่น ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ทำ Matching Fund ท้องถิ่น สมทบให้อีกเท่าตัวเป็น ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อเหนี่ยวนำให้ เกิดการลงทุนการจัดการขยะในประเทศ พัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ ๆ และจะยิ่งดีมากยิ่งขึ้น ถ้ารัฐบาลมีการตั้งเงื่อนไขว่าจะให้สิทธิพิเศษ ถ้ามีการใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาโดยบริษัท ในประเทศไทย ทั้งกลไกการจัดซื้อจัดจ้างและกลไกในการใช้เงินลงทุนนั้น ควรจะครอบคลุม ไปถึงรายจ่ายทั้งหมดของหน่วยงานของรัฐ เงินแผ่นดินที่ผมว่ามานี้ซึ่งครอบคลุมถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี ไม่ใช่เพียงแค่ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพีอย่างที่เป็นอยู่ รัฐบาลที่บริหารเป็น ย่อมเข้าใจและรู้จักใช้กลไกนี้ นำมาออกแบบนโยบายแบบที่เปิดกว้างและจูงใจ เปิดกว้าง อย่างไร เปิดกว้างให้ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศร่วมกัน จูงใจอย่างไร จูงใจให้ ทุกคนร่วมลงทุนไปในทิศทางเดียวกัน และสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนในประเทศเห็น ทางออกและมีภารกิจเป้าหมายเดียวกันในการพัฒนาประเทศ นี่ใช่ไหมคือโฉมหน้าของ รัฐบาลที่ประชาชนคนไทยอยากเห็น และถ้าเราจะใช้พลังเหล่านี้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สิ่งที่สำคัญกว่าการมองเห็นเงินในกระเป๋า ๗-๘ ล้านล้านบาทนั้น คือการรู้จักใช้เงินในกระเป๋า ให้เกิดผลทวีคูณในระบบเศรษฐกิจ

มาต่อในส่วนที่ ๕ ก็คือการยิงเงินบาทเดียวให้ได้ผลหลายเด้ง ท่านประธานครับ ประเทศไทยในตอนนี้ไม่ใช่ประเทศที่ขาดเงิน ผมย้ำอีก ๑ ครั้ง แต่เราขาดวิธีการใช้เงิน ขาดการลงทุนอย่างมีเป้าหมาย ๑ บาทจากรัฐสามารถกลายเป็นหลายบาทได้ในระบบเศรษฐกิจ ถ้าเราใช้ในรูปแบบที่ถูกต้อง แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าเรายังคงใช้อย่างกระจัดกระจาย แบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ๑ บาทจากรัฐจะกลายเป็น ๐ ครับ ๐ ในที่นี้คืออะไร สูญหายไปใน ระบบราชการ ลองมาดูตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงในงบปี ๒๕๖๙ ผมเจาะลงไปในไส้ในอีกสัก เล็กน้อย งบการจัดการน้ำ รัฐบาลทุ่มงบประมาณลงไปกับตลิ่ง เขื่อน คลอง มากกว่าการเพิ่ม พื้นที่รับน้ำและการพัฒนาระบบเตือนภัย งบการเกษตร รัฐบาลเน้นใช้งบประมาณไปกับการ เยียวยา แต่ไม่มีการลงทุนเพื่อลดต้นทุนและพัฒนาเกษตรสมัยใหม่ งบ Soft Power กลายเป็นงบจัด Event ที่ซ้ำซ้อน ไม่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เกม ภาพยนตร์ หรือ วัฒนธรรมชุมชน งบสิ่งแวดล้อม ยุทธศาสตร์ด้านนี้ ๔ เปอร์เซ็นต์ ต่ำสุดในบรรดาทุก ยุทธศาสตร์ แถมยังเน้นงานสร้างซ่อมมากกว่าการจัดการเชิงระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ ฟื้นฟูพื้นที่ที่มีความเสียหายทางด้านสิ่งแวดล้อม สุดท้ายตัวอย่างที่ผมจะยกในวันนี้ครับ งบสวัสดิการคนพิการที่ยังคงตกหล่น กระจัดกระจาย ซ้ำซ้อน ขาดการเข้าถึงอุปกรณ์พื้นฐาน นี่ใช่ไหมครับคือสิ่งที่พวกเราต้องช่วยกันเปลี่ยน เปลี่ยนวิธีการตั้งงบแบบเดิมไปสู่การตั้ง งบประมาณแบบใหม่ที่ให้ผลทวีคูณ ตัวอย่างที่ผมจะยกตัวอย่างเป็นน้ำจิ้มเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อนที่เพื่อนสมาชิกจากพรรคฝ่ายค้านจะยกตัวอย่างที่เจาะลึกมากกว่าผม ข้อที่ ๑ ยกตัวอย่าง เช่น งบประมาณเพื่อประกันสินเชื่อให้ SMEs จะสามารถสร้างตัวคูณในระบบ เศรษฐกิจได้สูงถึง ๗ เท่า งบช่วยเหลือเกษตรกร เปลี่ยนจากการแจกเป็นการลงทุนแบบมี เป้าหมาย สนับสนุนเครื่องจักรให้กับเกษตรกรเฉพาะพื้นที่ เฉพาะพืช และเฉพาะเวลา เพื่อให้ เกษตรกรลดการเผา ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และลดโลกร้อน Matching Fund กับท้องถิ่น ผมพูดไปแล้ว ขออนุญาตไม่พูดซ้ำ รวมถึง Green Procurement ที่อภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้

ทุกท่านครับ จากทั้งหมดที่ผมอภิปรายมา ไม่ว่าจะเป็นภาพรวมของงบ ปี ๒๕๖๙ โลกที่เปลี่ยนไป แต่งบประมาณไทยไม่เคยเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ประเทศไทย ขาดในตอนนี้ไม่ได้ขาดเงิน แต่ขาดวิธีการใช้เงินอย่างคุ้มค่า ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีครับ ถึงแม้ท่านจะไม่ได้เป็นคนที่ทำงบประมาณด้วยตัวเอง แต่ท่านคือคนที่คุมสำนักงบประมาณ ด้วยตัวเองครับ เมื่อท่านปล่อยให้ประเทศไทยใช้งบอย่างไร้เป้าหมายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่เคย ปรับทิศ ไม่เคยปรับทาง ไม่เคยปรับทีม พวกเราจึงต้องตั้งคำถามกันในวันนี้ว่าประเทศไทย มีคนที่คอยทำหน้าที่เป็นผู้นำรัฐบาลอยู่จริงหรือไม่ เราต่างทราบกันดีครับท่านประธาน ระบบราชการแบบไทยที่กระทรวง ทบวง กรม ทำงานกันแยกฝ่าย แยกส่วน ต่างคนต่างวิ่ง ถามว่าวิ่งอะไร วิ่งงบประมาณ ยิ่งจำเป็นต้องมีผู้นำที่กล้ากำหนดทิศทางครับ เชื่อมเป้าหมาย ของประเทศเข้าด้วยกัน กล้าตัดงบที่ไม่จำเป็นออก แต่สิ่งที่เราเห็นในร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ตรงกันข้ามทุกสิ่งที่ผมพูดมาอย่างสิ้นเชิง นายกรัฐมนตรีไม่เคยลงมือปรับ ไม่เคยลงมา ดูว่าเป้าหมายที่ตัวเองประกาศไว้ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงาน มีการตั้งงบเข้ามาจริง หรือไม่ ไม่เคยสั่งให้หน่วยงานที่ตั้งเป้าหมาย Over เกินจริงต้องกลับมาปรับทบทวนเป้าหมาย ให้ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงเสียใหม่ และที่สำคัญไม่เคยตัดครับ ไม่เคยตัดโครงการที่ ซ้ำซ้อน ทับซ้อน ไร้ผลเชิงยุทธศาสตร์ เพราะถ้าท่านเคยทำเราคงไม่เห็นงบ Soft Power ที่หมดไปกับการจัด Event และ PR เราคงไม่เห็นนโยบาย OFOS ที่ตั้งเป้าหมายอบรม แรงงาน ๕ ล้านคน แต่ทำได้จริงเพียงแค่ไม่ถึงหมื่น เราคงไม่เห็นงบ Startup ๔,๐๐๐ ล้านบาท ที่หมดไปกับการสร้างตึก ไม่ได้ช่วยพัฒนา Startup อะไรเลย เราคงไม่เห็นงบ SMEs ๔,๑๐๐ กว่าล้านบาท ที่หมดไปกับการอบรม แทนที่จะช่วยเหลือให้พวกเขาเข้าถึงตลาดและแหล่งทุน ได้ดียิ่งขึ้น เราไม่เห็นงบประมาณที่จะไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกรครับ แต่สิ่งที่เราเห็นก็คืองบที่รัฐบาลชำระหนี้คืน ธ.ก.ส. มากกว่า ไม่ได้ผิดอะไรนะครับ แต่รัฐบาล ควรจะให้ความสำคัญกับการยกระดับเกษตรกรมากกว่านี้ สุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้กันครับ เราคงไม่เห็นงบประมาณบุคลากรที่เพิ่มขึ้นใน ๓ เหล่าทัพ สวนทางกับนโยบายปฏิรูปกองทัพ อย่างสิ้นเชิง ผมขอเตือนท่านนายกรัฐมนตรี วันนี้ไม่ใช่แค่การจัดทำงบประมาณที่ผิดพลาด แต่คือกระจก สะท้อนไปยังตัวท่าน ว่าท่านไม่มีเป้าหมายให้กับประเทศซึ่งท่านได้ละเลยต่อการทำหน้าที่ ในฐานะผู้นำรัฐบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากทุกท่านยังจำได้ ในวันแถลงนโยบาย นายกรัฐมนตรีประกาศชัดต่อรัฐสภาและประชาชนคนไทยทั้งประเทศว่าจะปฏิรูประบบ ราชการให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ เมื่อสักครู่ในคำแถลงงบประมาณก็ยังมีอยู่ครับ แต่วันนี้แค่การจัดทำงบประมาณให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ท่านได้ตั้งไว้ ท่านยังทำไม่ได้ครับ เราจึงยังคงเห็นร่างหน้าตางบประมาณที่เหมือนเดิม โครงการเหมือนเดิม ล้มเหลวเหมือนเดิม ทั้งที่ประเทศไทยในปี ๒๕๖๙ จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เรายังคงมีงบประมาณสูตรเดิมครับ เปรียบเสมือนว่าประเทศไทยไม่มีนายกรัฐมนตรีอยู่ในประเทศนี้ ทุกท่านครับ ในขณะที่ รัฐบาลเอาเวลาไปสาละวนใช้กับการแก้สมการทางการเมืองมากกว่าการแก้งบประมาณ ให้กับประเทศ คนไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติแบบเต็มตัว เมื่อผู้นำไม่กล้าปรับเพื่อที่จะเปลี่ยน สุดท้ายคนที่รับกรรมก็คือประชาชนคนไทยทั้งประเทศ และนี่คือส่วนสุดท้ายที่ผมจะอภิปราย ในช่วง ๕ นาทีต่อจากนี้เพื่อสรุปปิดครับ

ท่านประธานครับ ผู้ประกอบการท่องเที่ยว โรงแรมที่เคยเป็นเครื่องยนต์หลัก ของประเทศ ตอนนี้รายได้ถดถอย สูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน แพ้เพื่อนบ้านครับ เขาถีบคันเร่งแซงหน้าเราไปหมดแล้ว ๔ เดือนแรกในปี ๒๕๖๘ มีธุรกิจเลิกกิจการเกือบ ๔,๐๐๐ ราย เพิ่มขึ้นในช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง ๓๐๐ ราย โดยเดือนที่ผ่านมาครับ ธุรกิจที่ ยกเลิกประกอบกิจการสูงสุด ๓ อันดับแรก คือก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์และร้านอาหาร เป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงและการนำเข้าสินค้าถูก เถื่อน เข้าประเทศ ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น บ้านพักคนชราก็ยังมีไม่พอ เด็กแรกเกิด ที่ขาดโอกาส เบี้ยเด็กก็ยังไม่ได้ถ้วนหน้า คนพิการก็ยังได้รับสวัสดิการที่ไม่ทั่วถึง แรงงาน ที่ค่าครองชีพก็สูงขึ้นทุกปี แต่ค่าแรงของพวกเขาแทบไม่เคยปรับขึ้น แล้วเมื่อหันไปดูตัวเลข ในเศรษฐกิจมหภาค ตัวเลขจากสภาพัฒน์ที่ผมพูดไว้ตั้งแต่ตอนต้นการอภิปรายครับ มีการปรับลดลงมาอยู่ที่ ๑.๓-๒.๓ เปอร์เซ็นต์ ทั้งหมดนี้กระทบต่อรายได้ของรัฐ ต่อจีดีพี ในอนาคต กระทบต่อขีดความสามารถในการชำระหนี้ของรัฐบาลในอนาคต และผมอยากจะ ย้ำอีกครั้ง ไม่ได้ผิดที่การกู้ ไม่ใช่ว่าเพราะประเทศเราไม่มีเงิน แต่ประเทศเราไม่มีผู้นำที่รู้จักใช้ อำนาจในการที่จะเปลี่ยนงบประมาณที่ล้มเหลว เพื่อไม่ให้ประเทศล้มเหลวไปด้วย ท่านประธานครับ ผมอยากย้ำอีก ๑ ครั้ง สถานการณ์ในตอนนี้ไม่ใช่วิกฤติทางการคลัง แต่คือ วิกฤติทางการเมือง เป็นวิกฤติของสถาบันรัฐไทย ที่เริ่มมีลักษณะเป็นระบบขูดรีด ตามที่ Acemoglu และ Robinson ได้เขียนไว้ใน Why Nations Fail ว่าอะไรครับ ประเทศที่ ล้มเหลว ไม่ได้ล้มเหลวจากการขาดเงิน แต่ล้มเหลวเพราะชนชั้นนำจงใจรักษาระบบ ที่ตัวเองได้ผลประโยชน์ไว้ ไม่เคยปรับเปลี่ยนเพื่ออนาคตของคนส่วนใหญ่และประชาชน ในประเทศ ประเทศไทยเดินทางมาไกลมากครับ เดินทางมาดิ่งไกลมากจริง ๆ เพียงแค่ ๑ ช่วงอายุคนเท่านั้น จากเดิมที่เราเคยเกือบจะเป็นเสือตัวที่ ๕ ตอนนี้เกือบจะเป็นรัฐล้มเหลว ตามสไลด์ในหน้านี้ครับ เขามีมิติในการเป็น Checklist ว่าเราได้กี่ข้อ ถ้าได้ ๒๕ ข้อขึ้นไป จาก ๓๒ ข้อ คือเราเริ่มเข้าสู่การเป็นรัฐล้มเหลวแล้ว เราเกือบจะเป็นเสือตัวที่ ๕ และตอนนี้ เกือบจะเป็นรัฐล้มเหลว ถ้าหากเรายังคงจัดทำงบประมาณอยู่แบบเดิมที่ไม่เปลี่ยน นายกรัฐมนตรียังทำงานแบบเดิมที่ไม่ปรับ เราจะไม่ใช่แค่เกือบครับ แต่เราจะกลับลุกขึ้นมา ไม่ได้อีก วันนี้ถึงแม้ประเทศไทยยังไม่ใช่รัฐล้มเหลวที่สมบูรณ์ โครงสร้างรัฐอาจจะยังไม่พัง แต่ความเชื่อมั่นของพ่อแม่พี่น้องประชาชนพังไปแล้ว เมื่อโครงสร้างของรัฐไม่เปลี่ยน คนในอำนาจที่อยู่ในอำนาจไม่ปรับ สุดท้ายคนที่รับกรรมคือคนไทยทั้งประเทศ ในเมื่อ พวกท่านคิดเองไม่ได้ ๓ วันต่อจากนี้ ผมและเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านจะมาช่วยชี้ช่องตัด บอกช่องใช้ ช่วยท่านหาเงินและบอกกลวิธีในการใช้งบประมาณทุกภาคส่วน รวมถึงเงิน แผ่นดินทั้งหมดครับ เพราะในสถานการณ์ประเทศที่วิกฤติที่สุดเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว มีสงครามการค้า เข้ามากระทบ ส่งออกติดลบ ราคาสินค้าทางการเกษตรมีปัญหา ในฐานะที่พวกผมเป็น ผู้แทนราษฎรในวันนี้ จึงไม่ใช่การอภิปรายเพื่อวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่ล้มเหลวอยู่แล้ว ให้ล้มเหลวมากยิ่งขึ้น แต่คือการทำหน้าที่อภิปรายเพื่อยืนยันกับพ่อแม่พี่น้องประชาชน คนทั้งประเทศว่าประชาชนยังมีความหวัง ประเทศไทยยังมีทางออก ลูกหลานไทยยังมี อนาคต ความหวังของประเทศนี้คือรัฐบาลที่ต้องรู้จักใช้อำนาจ ไม่ใช่รัฐบาลที่แสวงหาอำนาจ ทางออกของประเทศนี้คือกลไกการเมืองในระบบรัฐสภาและนักการเมืองที่มาจากการ เลือกตั้งที่พวกผมจะช่วยกันปกป้องไม่ให้ล้มเหลว ไม่ให้ประเทศล้มเหลวไปด้วย รัฐสภานี้ ต้องเป็นสถาบันที่ปกป้องประเทศนี้ไว้ครับ อนาคตของลูกหลานคือข้อเสนอที่พวกผม จะอภิปรายเสนอไปยังคณะรัฐมนตรีทุกท่านต่อจากนี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะฟัง ข้อเสนอที่เพื่อนสมาชิกพรรคร่วมฝ่ายค้านของผมจะอภิปรายต่อจากนี้อีก ๓ วัน เพราะการ จัดงบประมาณในครั้งนี้จะเป็นเครื่องชี้เป็นชี้ตาย ไม่ใช่แค่ความอยู่รอดของคนไทย แต่รวมถึง อนาคตของประเทศนี้ทั้งประเทศด้วย ขอบคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณ ท่านผู้นำฝ่ายค้านครับ ต่อไปรัฐบาลจะขออภิปราย ๒ ท่านต่อเนื่องกัน ท่านนพดล ปัทมะ ขอ ๒๘ นาที คุณแนน บุณย์ธิดา ๑๐ นาที เชิญ คุณนพดล ปัทมะ

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญครับ รอสักครู่หนึ่งครับ เดี๋ยวท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังขอชี้แจง เชิญครับท่านรองนายกรัฐมนตรี

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาแล้วก็ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะครับ ผมได้ฟังท่านผู้นำ ฝ่ายค้าน ท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ก็ขอเรียนว่าผมได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาก ๆ ส่วน หนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งผมมีแค่ ๒ เรื่องที่อยากจะเพิ่มเติมจากข้อมูลที่ท่านให้นอกจากจะมี ประโยชน์แล้วประโยชน์มันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อข้อสมมุติฐานหรือข้อเท็จจริงมันเป็นไปตามที่ ท่านคาดการณ์ไว้ ไม่ว่าจะเรื่องหนี้ ไม่ว่าจะเรื่องการเจริญเติบโตหรือไม่ว่าจะเรื่องปัญหาเชิง โครงสร้างนะครับ อีกเรื่องหนึ่งก็คือในการแก้ปัญหามันจะต้องมีสิ่งใดที่มันจะต้องมาก่อน มาหลัง จะแก้สิ่งเหล่านี้มันแก้ไม่ได้ ถ้าสิ่งหนึ่งที่ ๑ ที่ ๒ ไม่มี ดังนั้นผมขอเรียนโดยสรุปคร่าว ๆ ดังนี้ครับ มุ่งตรงมาที่งบประมาณก่อนเพื่อที่จะให้ท่านประกอบการอภิปราย จะได้มองว่า วันนี้เป็นอย่างไร แล้วก็มองไปข้างหน้า ผมเองก็กังวลใจในฐานะที่เป็นประชาชนคนใดคนหนึ่ง ขณะเดียวกันก็เข้าใจสถานการณ์แล้วก็มองคิดว่าปัญหาที่เราเห็นทุกวันนี้เราจะต้องแก้ไขให้ ได้ อันที่ ๑ ก็คือทุกคนคงอยากจะเห็นว่าประเทศไทยมีการกินดีอยู่ดี มีการใช้จ่ายที่เติบโต ซึ่งในเชิงของท่านแล้ว ก็หมายถึงว่าน่าจะมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจของการผลิตด้วยเพื่อให้ เกิดการจ้างงานไปโดยทั่วถึง ช่องว่างระหว่างคนรวยคนจนสั้นแคบลง ผมก็อยากจะเรียนให้ ท่านทราบว่าจริง ๆ แล้วโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศไทยถ้าผมจะเรียนให้ท่านทราบ ย้อนหลังไปตอนช่วงที่เราเคยมีจีดีพี ๖-๑๐ เปอร์เซ็นต์ คือมากกว่า ๓๐ ปีที่ผ่านมา แล้วก็ ตอนช่วงที่อยู่ ๖ เปอร์เซ็นต์ผมจะให้ท่านเห็นภาพดังนี้ว่างบประมาณของภาครัฐจะเป็นแค่ ส่วนน้อย เพราะจริง ๆ หน้าที่ของภาครัฐไม่มีหน้าที่ประกอบธุรกิจ ไม่มีหน้าที่ในการลงทุน เพื่อการส่งออก มีหน้าที่ทำเพื่อให้โครงสร้างต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างที่จะต้องจับต้องได้ โดยเฉพาะสาธารณูปโภคหรือโครงสร้างต่าง ๆ เหล่านี้มีความพร้อม เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย และลดค่าใช้จ่ายให้กับภาคเอกชน หรือโดยสรุปแล้วโครงสร้างเศรษฐกิจที่แท้จริงจะต้อง ผลักดันได้ด้วยโครงสร้างทางเอกชน ผมยกตัวอย่างให้ดูว่าช่วงที่เรามี ๖-๑๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ จะช่วง ๖ เปอร์เซ็นต์ก็ตามแต่ เมื่อเราเอาเงินลงทุนทั้งหมดทั้งภาครัฐและเอกชนมาวางไว้ ข้างหน้า เราจะพบเลยว่าช่วงนั้นการลงทุนทั้งหมดเป็นประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์บวกลบของจี ดีพี ยกตัวอย่างเช่น ในปี ๒๕๔๐ ขนาดของเศรษฐกิจตอนช่วงก่อนมีวิกฤติเราประมาณ ๑๑ ล้านล้านบาท การลงทุนเราอยู่ถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ก็แปลว่ามีการลงทุนทางภาคเอกชนสูง ภาครัฐ ไม่เยอะหรอกครับ สาธารณูปโภคตอนนั้นก็มีแค่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การประปาส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง มีเป็นส่วนน้อยเดี๋ยวผมจะชี้ให้เห็นว่าทำไมถึง ส่วนน้อย แม้กระทั่งปี ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา เพื่อให้เห็นว่าถ้าเราจะผลักดันเศรษฐกิจแล้วเรา จะต้องสร้างความพร้อมแก้ปัญหาทางเชิงสร้างเพื่อให้เอกชนและผู้ลงทุน ภาคเอกชน ผมหมายถึงภาคเกษตรกรรมด้วย เพราะคือการลงทุนทางภาคเกษตรกรรม แต่มาวันนี้ การลงทุนทั้งหมดในช่วงเกือบ ๑๐ ปีที่ผ่านมาหยิบถัวเฉลี่ยมาอยู่ที่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์บวกลบ แปลว่าอะไรครับ แปลว่าการลงทุนในประเทศไทยมันหายไปครึ่งหนึ่ง แน่นอนครับเครื่องจักร ตัวนี้มันไม่เดิน แล้วถ้าเรามาดูแล้วก็คือลงทุนภาคเอกชนมันหายไป ผู้นำหายไปไม่มีของ ใหม่ ๆ เข้ามา SMEs ลดไป Supply Chain ลดไป ผู้ค้าน้อยลงมองไม่เห็นโอกาสของการ ส่งออกก็ไม่เกิดการจ้างงาน ข้อที่ ๒ ก็คือสินค้าที่เราส่งออกหรือบริการที่เราส่งออกมี Value added น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการเกษตร ส่งออก ๑๐๐ บาท ต้นทุนบางอย่าง ๙๐ บาท แต่มีบางชนิดต้นทุน ๑๐๐ บาทก็มี คือส่งไปไม่ได้กำไรเลยทำงานฟรี นั่นคือปัญหา เชิงโครงสร้างของการลงทุนทางภาคเกษตรกรรม ดังนั้นสิ่งที่ผมจะเรียนให้เห็นว่าถ้าท่านจะ ผลักดันอย่างไรก็ไม่ได้ เมื่อสักครู่นี้ผมเห็นว่าไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะเกิดการสับสนว่าเรามีเงินกอง อยู่บนโต๊ะ อย่างเช่น เราใช้งบประมาณอยู่ ๓.๘ ของรัฐบาล และประกอบกับเงินที่อยู่ใน รัฐวิสาหกิจอีก ๓.๘ ผมอยากจะเรียนว่านั่นคือการลงทุน ถ้าเรามองก็เหมือนการลงทุนของ รัฐบาล แต่จริง ๆ แล้วนั่นคือการทุนโดยตรงเพื่อเอกชน เพราะว่าหลายส่วนเขาก็ดูเพื่อเลี้ยง ตัวเอง สามารถบริหารตัวเอง สิ่งที่เราทำก็คือให้ต้นทุนถูกที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไฟฟ้า เรื่องน้ำ พวกนั้นจริง ๆ แล้วเขาก็มีหนี้อยู่ เป็นหนี้สาธารณะ แต่จริง ๆ แล้วเขาเลี้ยงตัวเองได้ ผมก็อยากจะบอกว่าจริง ๆ แล้วภาพหนี้สาธารณะที่เราเห็นอยู่ เดี๋ยวผมจะเรียนให้ทราบว่า ที่เราเห็น ๑๒ ล้านล้านบาท ประกอบด้วยอะไร และในมุมมองข้างนอกเขาเห็นว่าอะไร ทีนี้ เพื่อจะมาดูอีกครั้งหนึ่งว่าการขาดดุลของเราผมอยากจะให้มองในมุมมองของคนข้างนอกบ้าง เราขาดดุลมา ๘๕๐,๐๐๐ ล้านบาทโดยประมาณมาติดกัน ๒ ปี ซึ่งสูง ๔ เปอร์เซ็นต์กว่า ถามว่าสูงไหม ถ้ามองอย่างนี้สูงครับ ถ้ามองจากมุมมองข้างนอกเขาอยากจะเห็นว่าไม่ควร จะเกิน ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ หรือไม่ควรเกิน ๓.๒๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่า มีเรื่องหนึ่งในระบบงบประมาณของทุกประเทศ หรือเฉพาะประเทศไทยก็แล้วแต่ ใน ๘๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มีการคืนเงินต้นอยู่ด้วย ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ความหมายคือว่า ใน ๑๒ ล้านล้านบาท เราต้องคืนเงินต้นไป ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และเราก็กลับมากู้ใหม่ และเราเรียกว่าขาดดุล ขาดดุลจริง ๆ ก็คือ ๗๐๐,๐๐๐ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นถ้าเรารวม อันนี้จริง ๆ การขาดดุลจริงก็คือ ๓ เปอร์เซ็นต์กว่า ในแง่ของ Cash Flow มันเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะเรียนว่าในการทำตัวเหล่านี้เวลาเราคำนวณมาจริง ๆ เราเห็นว่า ขาดดุลว่ามัน ๔ เปอร์เซ็นต์กว่าจริง ๆ Net Effective จริง ๆ แล้วมันแค่ ๓ เปอร์เซ็นต์กว่า เท่านั้นเอง แต่ผมกำลังดูอยู่ว่าในการขาดดุลที่เราทำไปข้างหน้าเรามีการปรับอยู่ทุกปี โดยเฉพาะปีนี้ผมพยายามที่จะให้ลดว่าเรามีงบรายจ่ายประจำกับงบรายจ่ายลงทุน พยายาม จะไปลดรายจ่ายประจำให้ได้ แต่งบรายจ่ายประจำส่วนใหญ่จะผูกพันกับระบบราชการทั้งนั้น ซึ่งในทางปฏิบัติก็แน่นอนเราจะต้องมาปรับปรุงเรื่องเหล่านี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เรื้อรัง มายาวนาน แต่ผมก็อยากจะเรียนให้เห็นว่าถ้าเราย้อนหลังไปเมื่อตอนที่ทำงบประมาณเมื่อ ปีกว่าเราจะเห็นว่าในปีนี้ถ้าหยุดแล้ว หนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะต้องปรากฏอยู่ที่ ๖๗ หรือ ๖๘ เปอร์เซ็นต์ แต่จริง ๆ ข้อเท็จจริงแล้วมันจะอยู่ที่ ๖๔ เปอร์เซ็นต์ เมื่อ Quarter ที่ ๑ ความหมายอะไรครับ เพราะทุกครั้งมันก็จะมีการคืนเงินต้น และงบประมาณมันก็ไม่ได้ใช้ เท่านั้นจริง มันมีการผูกมา ข้อถัดมาหนี้เหล่านี้ได้รวมหนี้ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตของการไฟฟ้า ส่วนภูมิภาค แล้วก็การประปานครหลวง ซึ่งสามารถเลี้ยงตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง ยกเว้นบาง รัฐวิสาหกิจเท่านั้นเอง แต่ในทางปฏิบัติเราเอาหนี้เหล่านี้มารวมในหนี้สาธารณะหมด นี่คือ เรื่องที่ ๑ ส่วนทางรายได้ผมก็อยากจะเรียนว่าถึงแม้ว่าจะมีเหตุการณ์ที่เปลี่ยนไปจีดีพี ที่เราเคยคิดว่าเราน่าจะผลักดันให้มันเกินเหนือ ๓ ขึ้นไป วันนี้มีการปรับลงมาก็แล้วแต่ มุมมอง อาจจะมองกันที่ ๑.๘ หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ผมก็คาดว่าในปีนี้การเก็บรายได้ของเรา ปีนี้น่าจะอยู่ในเป้าหมายได้ เพราะฉะนั้นเงินขาดดุลคงคลังไม่น่าจะมากไปกว่าเดิม แล้วก็ ในการทำเหล่านี้เมื่อมองไปข้างหน้านี้เรามีการปรับหลายอย่างไปข้างหน้า ยกตัวอย่างเช่น มีเรื่องของงบประมาณปี ๒๕๖๘ ท่านอาจจะบอกว่าเราเปลี่ยนงบการใช้ งบประมาณ๑๕๗,๐๐๐ ล้านบาท ผมอยากเรียนอย่างนี้ครับ ท่านพูดถูกครับ ของเดิมขณะที่ เศรษฐกิจมันกำลังจะขึ้นอยู่เรามีความรู้สึกว่ามันค่อย ๆ ไต่เพดานมาจาก ๑.๙ มาเป็น ๒.๕ แล้วเราก็คิดว่ามันอาจจะยืนอยู่ที่ ๓ โดยประมาณ หรือ ๓ เศษ แล้วเราก็คิดว่าค่าเงินเฟ้อ อาจจะสูงขึ้นได้หน่อยเกิน ๑ ถ้านโยบายการเงินถูกต้อง พอเรามองอย่างนั้นขึ้นมาเราก็คิดว่า ถ้าการกระตุ้นเศรษฐกิจนี้เอาตรงเข้าไป และภาวะที่ประชาชนมีความจำเป็นเราจึงใส่เม็ดเงิน ลงไปเพื่อใช้จ่าย เราก็จะเห็นยอดการบริโภคเพิ่ม อาจไม่เห็นยอดการอื่น ๆ เพิ่ม แต่วันนี้ เราคิดว่ายอดการส่งออกมันน่าจะได้รับผลกระทบ สิ่งที่เราทำแล้วก็คือแทนที่จะเอาเม็ดเงิน ใส่ไปให้ผู้บริโภค เราก็จะใส่ขึ้นไปเพื่อสร้างความพร้อม เพราะเรามีความคิดว่าจากนี้ไป วันข้างหน้าการบริหารประเทศงบประมาณ หรือรายได้ควรจะต้องมองรายได้ที่เกิดจาก ภายในประเทศมากขึ้น เราคงจะไม่พึ่งพาการส่งออกให้มากเท่านั้น ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย มีปัญหาน่าจะมีปัญหาเกือบ ๆ ทุกประเทศหมด เพราะฉะนั้นโครงสร้างของการเตรียม ความพร้อมเพื่อจะให้โครงสร้างของการผลิตให้มันหันกลับมาอยู่ภายในประเทศมากขึ้น ดังนั้นก็อาจจะบอกว่าการขุดคลองอะไรต่าง ๆ เหล่านั้น แต่ว่าเนื่องจากการใช้งบประมาณ ของ ๑๕๗,๐๐๐ ล้านบาท เรามีข้อจำกัดเรื่องเวลา แล้วก็สถานการณ์เราก็จำเป็นที่จะต้องทำ อย่างไรก็ตาม ผมอยากจะเรียนให้ทราบ อยากจะฝากว่าการทำงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ นี้ เราได้ทำอยู่บนพื้นฐานของเดิม ก็อยากจะให้ท่านผู้แทนช่วยกรุณาช่วยกันดูแลงบให้ละเอียด แล้วท่านสามารถที่จะแปรญัตติหรืองบอะไรก็แล้วแต่ เพื่อจะทำงบที่อาจจะไม่ตรงประเด็นกับ ที่เราเคยคิด สามารถมาอยู่ในพื้นที่ที่เราจะสามารถจัดสรรให้ไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ เพราะฉะนั้นปัญหาในเชิงโครงสร้างนี้ผมคิดว่าท่านอาจจะมองเห็นว่าเป็นการทำระยะสั้น ไม่ได้ผลอะไร แต่ผมคิดว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เสนอขึ้นมานี้มันเป็นสิ่งที่ทางพื้นที่ไม่ว่าจะเป็น สส. ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ในเขตได้เคยเสนอขึ้นมา จริง ๆ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วมากกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ อยู่ในส่วนที่ทางสภาพัฒน์เขาได้ทำใส่ไว้ในตะกร้าแล้ว ผมมามองดูแล้ว มีจำนวนถึงเกือบ ๔ ล้านล้านบาท บางโครงการเป็นโครงการระยะยาว บางโครงการเป็น ระยะปานกลาง ปัญหาก็คือต้องแก้น้ำอย่างถาวร ต้องแก้ระบบไฟอย่างถาวร โลจิสติกส์ อย่างถาวร ผมก็อยากจะเห็นโครงการนั้นในการจัดต่อไป เราจะต้องเอาสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา เรื่องการท่องเที่ยวก็เช่นเดียวกันครับเราก็คงที่จะต้องเปลี่ยนวิธีแล้วให้สอดคล้องกับ พฤติกรรมของผู้มาท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ผมเชื่อว่าในการเปลี่ยน งบประมาณนี้เราคงจะเอางบประมาณมาดู แต่เราต้องเชื่อว่าในการทำงบประมาณต่าง ๆ เหล่านี้เราจะสนับสนุนให้ภาคเอกชนเกิดความรู้สึกที่มี Trust and Confidence และนำไป ซึ่งการลงทุนในวันข้างหน้า ฉะนั้นผมก็ขอเรียนว่างบประมาณที่จัดปีนี้เราก็มั่นใจว่า เป็นจุดเริ่มต้นที่เราเริ่มรู้แล้วว่าสถานการณ์โลกมันเปลี่ยนไป แล้วคงไม่ได้เปลี่ยนในระยะเวลา อันสั้น เราคงจะต้องปรับเปลี่ยนใหม่ให้โครงสร้างของเศรษฐกิจพึ่งพาภายในประเทศมากขึ้น แล้วเราจะต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แล้วปัญหาเชิงโครงสร้างนั้นสามารถแก้ได้ ๒ จุด ใหญ่ ๆ ก็คือ ๑. จากงบประมาณรัฐ อันที่ ๒ เกิดจาก Matching Fund ที่ท่านทำนั้น สามารถคิดได้ ระบบที่ ๓ ก็คือโดยให้เอกชน แล้วก็ให้มีรายได้ตรงนั้นสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ แล้วก็สนับสนุนเรื่องพีพีพี ให้มากขึ้นเพื่อจะให้การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและเกิดการลงทุน ที่อยู่นอกงบประมาณที่มากขึ้น ผมก็ขออนุญาตเรียนตามนี้ก่อนนะครับว่างบประมาณที่จัดนี้ ได้คำนึงถึงทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้ว แล้วก็เป็นจุดเริ่มต้นของการที่เราจะแก้ไข แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเราจะใช้ Categorize หรือแบ่งประเภทก็หนีไม่พ้นที่เป็นงบประจำหรืองบรายจ่ายลงทุน เห็นด้วยในการที่เราจะต้องเร่งปรับปรุงระบบราชการให้มีความทันสมัยและเล็กลง เพราะจุดนี้ เป็นจุดที่สำคัญที่สุด ไม่อย่างนั้นเราก็จะไม่สามารถแก้ได้ แต่ก็คงเรียนให้ทราบ ผมได้ทำแผน เอาไว้เบื้องต้นเพื่อจะนำแผนมา Plug อีกทีหนึ่ง การขาดดุลจะอยู่ในระดับ ๓-๓.๕ เปอร์เซ็นต์ ความหมายคืออะไรครับ ถ้าเราสามารถขาดดุลในระดับ ๓-๓.๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วเราสามารถ ยืนระดับ Real GDP อยู่ที่ ๓ ค่าเงินเฟ้ออยู่สัก ๑.๕ และเป็น ๔.๕ เราก็สามารถที่จะมี เขาเรียก Debt Capacity สร้างหนี้ได้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ของ ๔.๕ มันก็จะ Square พอดี แปลว่าทุกครั้งที่เรามีการขาดดุลอยู่ระหว่าง ๓-๓.๕ และเราสามารถ Achieve เศรษฐกิจ ในขณะนี้ หนี้สาธารณะต่อจีดีพีก็จะอยู่ Keep อยู่ในระดับเดิมตลอดเวลา เพราะฉะนั้นการที่หนี้จะลงได้ก็คือการ Maintain เศรษฐกิจให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม แล้วก็สร้างการขาดดุลที่เหมาะสม ทำไมต้องขาดดุล ผมก็ยังคิดว่าประเทศไทยยังอยู่ในเขต เอเชีย ยังเป็นเด็กที่ยังไม่โต อยู่ใน Growth County เพราะฉะนั้นเราจะต้องสร้างงบอย่าง ขาดดุล อีกสักพักหนึ่ง เพราะว่าอีกปัญหาหนึ่งก็คือเราต้องเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตของ ประเทศไทยใหม่ ดังนั้นการขาดดุลจึงเป็นเรื่องจำเป็นอยู่ แต่เมื่อขาดดุลแล้วเราจะคำนึงถึง เรื่องหนี้ที่เกิดขึ้นต้องให้สมดุล ให้หนี้ต่อจีดีพีอยู่ในระดับที่เรายอมรับได้ครับ ขอบคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณท่าน รองนายกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังครับ ต่อไปขอเชิญคุณ นพดล ปัทมะ ครับ

นายนพดล ปัทมะ แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นพดล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นผมกราบ เรียนท่านประธานว่าผมเห็นด้วยกับท่านผู้นำฝ่ายค้านที่บอกว่าประเทศไทยยังมีอนาคต ยังมีทางออก แต่สิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยกับท่านก็คือผมคิดว่างบประมาณนี้ไม่ล้มเหลวครับ รัฐบาลก็ยังไม่ล้มเหลว แล้วก็ประชาชนจะได้ประโยชน์ ผมจะกราบเรียนต่อไปว่าเราจะได้ ประโยชน์อย่างไรต่อไป วันนี้ผมลุกขึ้นมาอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ ปี ๒๕๖๙ ในฐานะที่เป็นสมาชิกฝ่ายรัฐบาล ด้วยเวลาที่จำกัดประมาณ ๒๘ นาที คงไม่สามารถอภิปรายครอบคลุมในทุกประเด็น แต่จะพูดถึง ๓-๔ ประเด็นที่สำคัญครับ ท่านประธาน

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ประเด็นแรก ก็คือสถานการณ์โลก และความท้าทายของประเทศไทยนำมาสู่ความจำเป็นในการจัดงบประมาณที่สอดคล้อง หรือ รองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป แล้วก็ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการจัด งบประมาณของรัฐบาล ท่านประธานที่เคารพในระหว่างที่อภิปรายนี้ผมอาจจะต้องเสนอแนะ แนวทางนโยบาย หรือการทำงานในบางเรื่องให้แก่คณะรัฐมนตรีและรัฐบาลได้ไปพิจารณา เพราะผมคิดว่าเม็ดเงินอย่างเดียวไม่พอครับ จะต้องมีทิศทางและมีนโยบายที่ชัดเจน มีคนพูด บอกว่าเรือใบที่ออกจากฝั่ง ถ้าไม่รู้ว่าจะไปจอดเทียบท่าไหนหรือไม่รู้จะไปไหน แม้มีลมส่ง ท้ายก็ไม่มีประโยชน์ เพราะฉะนั้นผมเลยจำเป็นที่จะต้องเกริ่นนำในแนวคิดที่ผมจะกราบเรียน ให้ที่ประชุมสภาแห่งนี้ได้พิจารณา ประเทศไทยในขณะนี้เผชิญกับความท้าทายหลายเรื่อง ผมอยากจะกราบเรียนเป็นความท้าทายเบื้องต้นมีอยู่ ๕ ประการ ซึ่งความท้าทายอันนี้ไม่ใช่ เกิดขึ้นเมื่อปีนี้ มีอยู่ข้อเดียว เท่านั้นที่เพิ่งเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแข่งขันทางภูมิ รัฐศาสตร์ วิกฤติผู้สูงอายุสุดขีดนี้ก็เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว การเปลี่ยนแปลงทางสภาพ ภูมิอากาศก็เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว มาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก ซึ่ง จริง ๆ ก็คือประเทศสหรัฐอเมริกาอาจจะเกิดเพิ่งเกิดขึ้น รุนแรงขึ้น แล้วก็การเปลี่ยนแปลง อย่างเฉียบพลันทางเทคโนโลยี เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องมาปูพื้นก่อน เพื่อจะบอกว่า รัฐบาลนี้ได้จัดงบประมาณบนพื้นฐานของความท้าทาย ๕ เรื่อง แล้วคุณจะจัดการปัญหานี้ อย่างไร สถานการณ์ ๕ เรื่องนี้อย่างที่กราบเรียนท่านประธาน ผมเริ่มจากสถานการณ์แรกก็ คือเรื่องของการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์หรือ Geopolitics อันนี้เป็นที่รับรู้กันอยู่แล้วว่า สหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน ต่างแข่งขันกันในเวทีระหว่างประเทศในด้านการทหาร ความมั่นคง เทคโนโลยี และบทบาทในโลก ดังนั้นจึงนำมาซึ่งการแข่งขันและความขัดแย้งในบางพื้นที่ของ โลก ไม่ว่าจะเป็นสงครามรัสเซีย-ยูเครน เหตุการณ์ในตะวันออกกลาง เหตุการณ์ในคาบสมุทร เกาหลี ช่องแคบไต้หวัน และท้ายที่สุดเมื่อไม่นานก็เหตุการณ์ระหว่างปากีสถานกับอินเดีย เป็นต้น แม้กระทั่งพม่าก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เราจะต้องพิจารณา ท่านประธานที่เคารพ เนื่องจาก ระเบียบโลกใหม่เกิดขึ้นลักษณะนี้มันจึงนำมาซึ่งข้อจำกัดในการจัดทำนโยบายต่างประเทศ ของไทย โชคดีที่เข้าใจว่ามีท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนั่งอยู่ในที่นี้ด้วย ข้อจำกัดนี้มีความท้าทายว่าไทยจะถูกให้เลือกข้างหรือไม่ ว่าเลือกข้างจีน หรือเลือกข้าง สหรัฐอเมริกา ในเรื่องของความท้าทายเรื่องภูมิรัฐศาสตร์โลกนี่มี ๔ ข้อ ที่ผมอยากจะกราบ เรียนให้ทางรัฐบาลได้ไปพิจารณา ความท้าทายนี้ไม่ใช่ความท้าทายใหม่ แต่ผมจะบอกว่าจะ จัดสรรงบประมาณอย่างไร มีอยู่ ๔-๕ ประเด็น ซึ่งเป็นพื้นฐานหลักในการดำเนินนโยบาย ต่างประเทศ

๑๐๔/๑

ประเด็นแรก ก็คือโลกเปลี่ยนแต่ผลประโยชน์ของไทยจะต้องเหมือนเดิม จะต้องไม่เปลี่ยนแปลง ก็คือนโยบายต่างประเทศที่ดีที่สุดคือนโยบายที่เอาประโยชน์ชาติ เป็นธงนำ

ประเด็นที่ ๒ ก็คือประเทศไทยเป็นประเทศขนาดกลาง เป็นประเทศเรียกว่า Middle Power เป็นประเทศไม่เล็กแต่ก็ไม่ใหญ่ เพราะฉะนั้นในการดำเนินนโยบาย ต่างประเทศหลังพิงฝาของเราก็คือกฎหมายระหว่างประเทศ สถาบันพหุภาคีไม่ว่าจะเป็น องค์การสหประชาชาติ WTO หรือกลไกต่าง ๆ ของสหประชาชาติ อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ ที่เรียกว่า Rule Based International Order คือเราต้องยึดกฎเป็นหลัก แต่ขณะนี้มีความ ท้าทายของการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ยึดกฎเป็นหลัก

ประเด็นที่ ๓ การดำเนินความสัมพันธ์ต่างประเทศ เราต้องไม่เข้าไปเป็น คู่ขัดแย้ง และดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างสมดุล ในเรื่องนี้รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณ ประมาณ ๑,๙๕๒ ล้านบาท เพื่อที่จะดำเนินนโยบายต่างประเทศในลักษณะที่ไม่ได้เข้าเป็น คู่ขัดแย้งในการเมืองระหว่างประเทศ

ประเด็นที่ ๔ คือเรื่องของการสนับสนุนสันติภาพและความรุ่งเรืองให้ชัดเจน อันนี้หมายความว่าอย่างไรครับ ประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก เราต้องวางตำแหน่งของเรา ในลักษณะที่เป็นผู้ส่งเสริมอย่างแข็งขันในสันติภาพและความรุ่งเรืองในโลกนี้ มันจะทำให้เรา เข้าไปเจรจา เข้าไปอำนวยประโยชน์ในการเจรจา คล้าย ๆ เป็น Broker เป็นผู้ที่จะให้ คู่ขัดแย้งมาเจรจาเพื่อสร้างสันติภาพ อันนี้เป็นบทบาทที่ประเทศไทยสามารถทำได้ อย่างเช่น ที่จีนและสหรัฐอเมริกาเคยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการพูดคุยกัน เป็นต้น และเรื่องพม่า ที่เราควรจะเข้าไปสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งรายละเอียดคงไม่มีเวลา ๒๘ นาทีที่จะพูดครับ

วิกฤติที่ ๒ หรือความท้าทายที่ ๒ นอกจาก Geopolitics แล้วก็คือเรื่องของ วิกฤตผู้สูงอายุ ท่านประธานครับ คนตายมากกว่าคนเกิด ตอนนี้แก่ยากตายช้า มันจึงกระทบ โครงสร้างประชากรทั้งโลกไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย สหประชาชาติได้ประมาณการไว้ว่า ภายใน ๒๕ ปี หรือปี ๒๐๕๐ จะมีคนสูงอายุ เขาเรียก ๖๐ ผมก็อยู่ในข่ายนั้นด้วย จะมีคนสูงอายุ ๒,๐๐๐ ล้านคน ซึ่งทำให้โลกจะมีผู้สูงอายุหรือผู้อาวุโสมากขึ้นเยอะ หันมาดู ประเทศไทย สหประชาชาติบอกว่าประเทศไทยอัตราการเกิดลดลงถึง ๗๑ เปอร์เซ็นต์ ลดลง ถึง ๘๑ เปอร์เซ็นต์ ในรอบ ๗๔ ปี ประเทศไทยเป็นประเทศที่อัตราการเกิดน้อยลำดับ ๓ ของโลก เกาหลี จีน ไทย แล้วก็ญี่ปุ่น เพราะฉะนั้นปัญหาการเกิดน้อย การที่ทำให้สังคมเราเข้าสู่ ผู้สูงอายุจึงต้องมีนโยบายและมีงบประมาณที่จัดสรร จริงอยู่มันเป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องไปทำ การบ้าน ขณะเดียวกันคู่สมรสที่แต่งงานแล้วก็ต้องช่วยรัฐบาลทำการบ้านด้วยครับ เพราะว่า มันเป็นภารกิจที่เราจะต้องเพิ่มจำนวนประชากรให้แก้ไขปัญหาเรื่องผู้สูงอายุ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ปัญหาผู้สูงอายุกระทบอย่างไร มันจะสัมพันธ์กับงบประมาณ ๑. แรงงาน น้อยลงแล้ว คนทำงานน้อยลง ๒. ภาระการเงินการคลังในการไปดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น เราก็ เหลือเงินน้อยที่จะไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในเรื่องของการศึกษาต่าง ๆ และที่สำคัญคือ เราจัดเก็บภาษีได้น้อยลง อันนี้คือสิ่งซึ่งกระทบจากโครงสร้างประชากร แล้วก็ความท้าทาย เรื่องของผู้สูงอายุ

ประเด็นที่ ๓ เรื่องนี้เรื่องใหญ่ ท่านสมาชิกบางท่านอาจจะบอกว่างบประมาณ ไม่ทันกาลไม่ทันสมัย เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว ก็คือเรื่องของโลกร้อนหรือการเปลี่ยนแปลง ของสภาพภูมิอากาศ โลกเรามีอยู่ใบเดียวไม่มี Planet B ดาราบางคนอาจจะมีโลกหลายใบ แต่คนส่วนใหญ่มีโลกใบเดียว เพราะฉะนั้นเราต้องรักษา บางคนบอกว่าจะไปอยู่อาศัยที่ Mars ที่ดาวอังคาร ผมบอกว่าคุณรักษาโลกนี้ให้ดีเสียก่อน ก่อนที่จะไปดาวอังคาร เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลเอาจริงเอาจังและได้จัดสรรงบประมาณนับแสนล้าน เพื่อแก้ไขปัญหานี้ เดี๋ยวผมจะกราบเรียนต่อไปครับ ภัยพิบัติธรรมชาติที่บ่อยขึ้น ทรัพยากรที่ ร่อยหรอลง น้ำท่วม ฝนแล้ง รวมทั้งการทำลายที่ทำกินของประชาชนที่มีฐานะยากจน เพราะว่าต้องอพยพต้องหนีภัย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้กระทบค่อนข้างสูง แล้วเป็นเรื่องที่น่าเศร้า ที่มหาอำนาจบางประเทศมีแนวคิดที่จะถอนตัวออกจากข้อตกลง Paris เรื่องอากาศ ซึ่งผม คิดว่าเรามีหน้าที่ทางศีลธรรมครับที่จะผลักดันให้ข้อตกลง Paris ได้ดำเนินต่อไป อันนี้คือ เรื่องของความท้าทายอันที่ ๓

อันที่ ๔ การกีดกันของประเทศเศรษฐกิจใหญ่ก็คือนโยบายขึ้นภาษีของทรัมป์ (Trump) นั่นเองถ้าจะพูดตรงประเด็น Reciprocal Tariff จริง ๆ ไม่ใช่ภาษีตอบแทน มันเป็นภาษีตอบโต้ ท่านประธานที่เคารพครับ นโยบายที่เอาผลประโยชน์ของอเมริกา มาก่อน ขึ้นอัตราภาษีทั่วโลกอย่างที่เราเคยอภิปรายในสภามาแล้ว ทำให้ขณะนี้ประเทศไทย ยังอยู่ในอัตราภาษี ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเราหวังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่อยู่แล้ว ท่านเป็นหัวหน้าคณะในการไปเจรจา ก็หวังว่าเขาจะรับนัดโดยเร็ววัน แล้วก็กำหนดวันเจรจา ความสำเร็จของเราหวังว่าจะได้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ในการที่จะส่งสินค้าออก ผู้บริโภคที่ สหรัฐอเมริกาแต่ก่อนเคยซื้อสินค้าไทย ๑๐๐ บาท ก็อาจจะต้องจ่ายราคา ๑๑๐ บาท ถ้าเรา ได้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ผมเอาใจช่วยรัฐบาลที่จะเจรจาให้สำเร็จ ดังนั้นนโยบายที่เราเห็นตั้งแต่ เรื่องของการเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกใหม่ จริง ๆ จะบอกว่า New World Order ระเบียบ โลกใหม่ จริง ๆ ผมอยากจะใช้ New World This Order มันเป็นระเบียบโลกใหม่หรือ ระเบียบใหม่ที่โลกไร้ระเบียบ โลกที่ไร้ระเบียบมันไม่ใช่ระเบียบแล้ว เพราะอะไรครับ แต่ก่อน การดำเนินนโยบายต่างประเทศนี้ประเทศต่าง ๆ จะถ้อยทีถ้อยอาศัยมาคุยกันมาตกลงกัน เขาเรียก Multilateralism ก็คือพหุภาคี ตอนนี้มันกำลังจะกระจายมาสู่ Bilateral หรือ ทวิภาคี หลังจากนั้นตัดสินใจฝ่าย เดียวเลย ก็คือ Unilateralism นั่นเอง เราจะเห็นการขึ้น ภาษี เดี๋ยวจะขึ้นเท่านั้น เดี๋ยวขึ้นประเทศนี้เท่านี้ เดี๋ยวชะลอไปก่อน เพราะฉะนั้นมันสร้าง ความไม่แน่นอนในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งเราจะต้องนำเข้ามาสู่การพิจารณา

ประเด็นสุดท้าย ก็คือเรื่องของการเปลี่ยนแปลงฉับพลันของเทคโนโลยีซึ่งจะ กระทบอะไร ๑. กระทบการงานในอนาคตจะหายไปร่วม ๑๐๐ ล้านตำแหน่ง เพราะว่าเอไอ เพราะว่า Machine Learning รวมทั้งเทคโนโลยีทั้งหลายที่คนทำซ้ำ ๆ ก็จะตกงาน เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเตรียมตัวซึ่งรัฐบาลก็มีการจัดสรรงบประมาณในการที่จะมาเตรียม ความพร้อมในการจะสร้างทักษะทางเทคโนโลยี รวมถึงให้มีเขาเรียกว่า Creativity เอไอ ไม่สามารถแทนคนได้ทุกเรื่อง เพราะฉะนั้นเราต้องสอนให้คนมีความคิดสร้างสรรค์นะครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อเราเห็นความท้าทายทั้ง ๕ ประการใหญ่ ๆ หลายเรื่องเกิดขึ้นมาก่อนหลายปีแล้ว เพราะฉะนั้นการจัดสรรงบประมาณมันจึงไม่ได้ล้าสมัย อะไร อาจจะมีเรื่องของนโยบายภาษีทรัมป์เท่านั้นเองที่เปลี่ยนแปลงเข้ามา สถานการณ์โลก ที่ท้าทายสร้างความไม่แน่นอนในระบบเศรษฐกิจโลกนี้มันเกิดอะไรขึ้นครับ ประการแรกเลย การค้าโลกถดถอย เศรษฐกิจโลกถดถอย มีปัญหาเรื่องของภาษาเศรษฐศาสตร์เก๋ไก๋นะครับ ห่วงโซ่อุปทาน Supply Chain ก็คือว่าเราส่งออกได้น้อยลง ทีนี้ผลกระทบต่อประเทศไทย เป็นการเฉพาะ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจของมหาวิทยาลัยหอการค้าได้พยากรณ์ว่าปีนี้ถ้าเรา ภาษียังสูงอยู่จะกระทบการส่งออกของไทยไปต่างประเทศประมาณตัวเลขกลม ๆ ประมาณ ๓๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งจะกระทบจีดีพีประมาณลบ ๑.๙ กว่า ๆ ประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ ก็แล้วกัน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องค่อนข้างใหญ่ อย่างที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลังได้พูดไปว่าปีนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟได้ประมาณการว่า ทั่วโลกปีนี้จีดีพีจะเติบโต ๒.๘ ปีหน้า ๓.๐ ไอเอ็มเอฟประเมินของไทยจะลดลงเหลือ ๑.๘ ธนาคารโลกก็บอกว่าไทยจะลดลง ๑.๘ สภาพัฒน์เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ก็บอกว่าไทยจะ ลดลงเหลือ ๑.๘ เฉลี่ย เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องความท้าทายที่เราจะต้องมาปรับนโยบาย แล้วก็ปรับเม็ดเงินงบประมาณให้มันสอดคล้องกัน ผมเข้าใจครับ อันนี้เป็นเรื่องของความ ยากลำบากที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการ แต่ชีวิตต้องเดินหน้าครับ ผมสวดให้ประเทศไทย ให้ผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจไปได้ แต่ก่อนสวดเฉพาะตอนเช้า แต่ตอนนี้เพิ่มรอบค่ำ แล้วก็หวังว่า อีกหน่อยคงจะไม่ต้องเพิ่มรอบบ่ายในการสวดให้เราผ่านพ้นไปได้นะครับ ถ้าพูดถึงเพลงที่ กำลังฮิตอยู่ขณะนี้มันต้องถือว่าเราต้องสู้ไปด้วยฝ่าฟันไปด้วยกัน ฤดูที่แตกต่างกัน อดทน วันฝนพร่ำ วัยรุ่นเขาพูดอย่างนั้นนะครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ กลับมาเรื่องประเด็นต่อไปผมมีเวลานิดเดียว ๑๕ นาที ด้วยสถานการณ์ ด้วยข้อจำกัดของสถานการณ์โลกและความท้าทาย จะเรียก Megatrends ก็แล้วแต่ เราจึงต้องมาปรับงบประมาณเพื่อตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลง แล้วก็สร้างอนาคตให้กับประเทศไทย มาดูว่าประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร ประเทศไทย ยังไม่เป็น Fail State ประเทศไทยยังมีทางออก ประเทศไทยยังมีความหวัง เวลาผมวาดรูป ผมไม่ชอบใช้สีดำหรือสีเทา ผมใช้สีเขียว สีฟ้า สีแดง ผมมองโลกอย่างสดใสอย่างมีความหวัง แล้วผมจะมาชี้ให้ท่านประธานได้เห็นว่าเรามีความหวังอย่างไร ทีนี้จุดสำคัญที่เราจะต้องดู ก็คือเราจะต้องเตรียมความพร้อมรู้เท่าทัน ก็คือเราต้องรู้สถานการณ์ ซึ่งผมกราบเรียนไปแล้ว ว่าเราเผชิญกับอะไรบ้าง ขณะเดียวกันเราต้องมองอนาคตปรับตัวยืดหยุ่น ปรับตัวบนพื้นฐาน ของความจริง อันนี้เป็น ๒ หลักที่เราต้องทำ มาดูเรื่องของทิศทาง เมื่อสถานการณ์โลก เปลี่ยนแปลงฉับพลันหลังจากต้นเดือนเมษายนมีนโยบาย Reciprocal Type ของทรัมป์ (Trump) จึงทำให้รัฐบาลมีความจำเป็นจะต้องเลื่อนการแจก Digital Wallet ครั้งที่ ๓ ไปก่อน อันนั้นเป็นความจำเป็น และผมคิดว่ารัฐบาลมีความกล้าหาญในการที่จะนำเงิน ๑.๕๗ ล้านบาทเพื่อเอามาใช้ในโครงการต่าง ๆ ตัวอาจจะเล็กไปนิดหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น โครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ระบบน้ำ Software พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ กระจายเงิน ไปสู่เศรษฐกิจฐานราก SML ต่าง ๆ ในเวลาที่จำกัด ๑.๕๗ ล้านบาท ผมมั่นใจว่าจะใช้อย่างมี ประสิทธิผล แล้วก็ขอให้ทางรัฐบาลได้กำชับด้วยให้ใช้อย่างมีประสิทธิผล ถ้าท่านใช้ไม่ดีมีการ ทุจริตอาจจะโดนมาตรา ๑๕๗ เพราะฉะนั้นได้ช่วยกำชับด้วย

ประเด็นที่สำคัญประเด็นหนึ่ง อีก ๗ นาทีท่านประธานที่เคารพครับ เรามาดู การจัดสรรงบประมาณในเม็ดเงินในด้านต่าง ๆ โจทย์ของรัฐบาลก็คือ ๑. ลดความเสี่ยง จากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ แต่เพิ่มโอกาสในการจะสร้างความเติบโตในอนาคต เขาเรียกว่า ลดความเสี่ยง หาเรื่องเติบโตให้อนาคต เพราะฉะนั้นประเทศไทยมีทางออก มันยังมีอนาคต ประเด็นแรกการลดความเสี่ยงให้พี่น้องประชาชน เรารู้ว่าปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์มันกระทบ ประเทศไทยค่อนข้างมาก รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณ ๕,๔๐๐ กว่าล้านบาทเศษ เพื่อที่จะ ให้ไทยมีบทบาทนำ มีความเป็นเอกภาพในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ปกป้อง ผลประโยชน์ของชาติ มีบทบาทเด่นในอาเซียน รวมทั้งการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยด้วย อันนี้ผมคิดว่าเอาใจช่วยกระทรวงการต่างประเทศที่จะไปดำเนินการให้สำเร็จ โดยเฉพาะ ผมฝากเรื่องเดียว ฝากท่านประธานไปสู่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็คือ เรื่องพม่า ปัญหา PM2.5 ปัญหา Call Center ปัญหายาเสพติด ปัญหาผู้อพยพของพม่า แก้ไม่ได้เลยถ้าเราไม่สามารถเจรจาสร้างสันติภาพในพม่า ท่านเห็นไหมครับ เวลาบอกว่า กลุ่มบางกลุ่มผลิตยาเสพติด พม่าบอกว่าไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่เขาดูแล เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่มี สันติภาพพม่าไม่สามารถเข้าไปดูแลทุกพื้นที่ เขาก็จะมีข้ออ้างในลักษณะนี้เราก็แก้ปัญหา ไม่จบ แก้ไขปัญหาต้องแก้ที่ต้นเหตุ ถ้าน้ำท่วมก็ต้องปิดก๊อก อันนี้เป็นเรื่องการต่างประเทศ ที่ผมฝาก วิกฤติผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุยังมีสูงอายุธรรมดาอีกนะท่านประธาน วิกฤติผู้สูงอายุคือ Age Society แต่ถ้าเป็น Super Age Society คือว่าสูงอายุสุดขีด ประเทศไทยอีกประมาณ ๖ ปีจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุสุดขีด ก็คือคนประมาณ ๒๘ เปอร์เซ็นต์เป็นคนสูงอายุ ก็ดีใจ หลาย ๆ ท่านนั่งข้าง ๆ ผมคงจะมีเพื่อนเพิ่มขึ้นเยอะ ท่านประธานที่เคารพครับ เราได้จัดสรร งบประมาณประมาณ ๗๘๖ ล้านบาท ถ้าท่านดู ๗๘๖ ล้านบาทเพื่อรองรับผู้สูงอายุตามข้อ ๒ แล้วก็มีข้อ ๔ ประมาณ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาทรองรับ เช่นการพัฒนาผู้สูงอายุ คุณภาพชีวิต อาจจะตัวเล็กนิดหนึ่งนะครับท่านประธาน เช่น คุณภาพสถานดูแลผู้สูงอายุ การฝึกอาชีพ การพัฒนาศักยภาพต่าง ๆ เดี๋ยวนี้นิยมพูดกันคือ Reskill Upskill ก็คือเสริมทักษะเดิม เพิ่มทักษะใหม่ เป็นต้น ท่านประธานครับ นอกจากนั้นรัฐบาลในสภาวะที่กระทบต่อผู้คนกลุ่มเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็น เด็ก สตรี คนชรา ผู้พิการ ผู้บกพร่องทางร่างกาย กลุ่มนี้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณ ๑๓,๒๒๔ ล้านบาท ประมาณ ๑๓,๐๐๐ ล้านบาท เราไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ผมว่าคำนี้ไม่มีใครมีลิขสิทธิ์ เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะฉะนั้นเราดูแลกลุ่มเปราะบางด้วย การเปลี่ยนแปลงสภาวะ ภูมิอากาศที่บางท่านอภิปรายว่ารัฐบาลไม่ได้เตรียมการ จัดลำดับความเร่งด่วนไม่ได้ ไปดูงบประมาณในส่วนนี้เตรียมไว้เยอะ เขาเรียกว่ารัฐบาลจัดสรรงบประมาณยุทธศาสตร์ ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะดูแลเรื่องโลกร้อน ดูแลเรื่องมลพิษ ดูแลเรื่องของการพัฒนาทรัพยากรต่าง ๆ ประมาณ ๑๔๗,๐๐๐ ล้านบาท ไม่น้อยครับ จริง ๆ อยากจะได้มากกว่านี้ แต่งบประมาณจำกัด ประมาณ ๓.๗๘ ล้านล้านบาท ปีนี้ก็เอาเท่านี้ไปก่อน แต่ขอให้ใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ

ท้ายที่สุดท่านประธานที่เคารพครับ มีเรื่องของการลดมาตรการกีดกัน ทางการค้าก็มีงบประมาณประมาณ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท การส่งเสริมสร้างความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศประมาณ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็การพัฒนาด้านคมนาคม และโลจิสติกส์เพื่อลดต้นทุนในการขนส่ง เพื่อทำให้สินค้าไทยแข่งขันกับตลาดโลกได้ เพื่อเพิ่ม ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จัดสรรไว้ ๒๑๑,๙๐๐ กว่าล้านบาท ผมฝาก ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและรัฐบาล การสูญเสียจากความปลอดภัยบนถนน Road Safety ปีหนึ่งสูญเสียเป็น ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ามาดูการจัดงบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่สูญเสีย ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หักลบไปเราได้ประโยชน์ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่แน่นอนมันไม่ได้สัมพันธ์กันแบบนั้น แต่ผมอยากจะกราบเรียนให้สังคมไทยได้เอาจริงเอาจัง กับความปลอดภัยบนถนนซึ่งติดระดับโลกโดยองค์การอนามัยโลกแล้ว แล้วก็หลายเรื่อง การบริหารสัญญามันต้องหาร ๒ ผมมีความรู้สึกสัญญาบางเรื่องมันนานเกินไป มอเตอร์เวย์ ไปโคราช มอเตอร์เวย์ไปกาญจนบุรี บางทีผมรู้สึกนานเกินไป ท่านประธานเคยผ่านถนน พระรามสองไหมครับ ที่เรียกว่าถนนเจ็ดชั่วโคตร บางทีเราสงสัยว่าคุณตกลงอย่างไร บริหาร สัญญาอย่างไร ผมคิดว่ามันไม่ควรจะเจ็ดชั่วโคตร เอาสัก ๒ ชั่วโคตรก็ยังดี ผมว่าการก่อสร้าง ที่นานเกินไปรังแต่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ถนนด้านล่าง แล้วก็ประเทศไทย แล้วก็คนไทย ต้องสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจไปค่อนข้างมาก ฝากท่านกระทรวงคมนาคมด้วย

ท่านประธานครับ มาเรื่องของการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ที่ฉับพลัน ซึ่งใช้จัดสรรงบประมาณ ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท ตามที่ปรากฏใน PowerPoint ที่ผมกราบเรียนท่านประธาน มาเรื่องการสาธารณสุข ผมชื่นชมรัฐมนตรีสมศักดิ์ เทพสุทิน ที่ท่านเอาจริงเอาจังกับเรื่องมาตรการเชิงป้องกัน ทำให้คนสุขภาพดีก่อน ก่อนที่จะมาป่วย ให้ความสำคัญกับกรมอนามัยพอ ๆ กับกรมการแพทย์ เรื่อง NCD ที่ท่านพยายามผลักดัน เรื่องการลด Carb การบริโภคให้มันดีขึ้นก็เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมก็ทำต่อไป เราน่าจะประหยัด งบประมาณได้ นโยบายพรรคไทยรักไทยเคยประสบความสำเร็จ เรื่องของการดูแล ๓๐ บาท รักษาทุกโรคหรือหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้รับคำชื่นชมไปทั่ว เพราะฉะนั้นผมคิดว่า นโยบายที่พรรคเพื่อไทยได้ผลักดันเรื่อง ๓๐ บาทรักษาทุกโรค ทุกที่ด้วยนะครับ จะเป็น นโยบายที่ผู้คนจดจำ ใช้งบประมาณประมาณ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากก็คือทุนมนุษย์ นักเศรษฐศาสตร์เขาบอกว่าคุณจะมี ที่ดิน มีเทคโนโลยี มีเงินก็ตาม ถ้าคุณไม่มีคน แล้วหลายประเทศนักลงทุนไม่มาประเทศไทย เพราะไม่มีคน ไม่มีคนที่เขาต้องการ มีคนแต่ไม่มีคนที่มีทักษะที่เขาต้องการ อันนี้เราต้อง เตรียมความพร้อม รัฐบาลก็ได้จัดสรรงบประมาณอย่างที่ท่านเห็นครับ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ๒๐๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท ให้ทุกคนเข้าสู่ระบบการศึกษา ผมชื่นชมรัฐบาล ถ้าท่านไปดูใน เล่มแผ่นสีชมพู ยุทธศาสตร์ในการสร้างคุณภาพการศึกษาเตรียมไว้ถึง ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท แล้วยุทธศาสตร์ในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ๙๓,๐๐๐ ล้านบาท ปัญหาการศึกษามีอยู่ ๒ เรื่อง ปัญหาแฝด เหมือนอินจัน ๑. คือคุณภาพ ๒. คือโอกาสที่จะ ได้เรียนหนังสือ เพราะฉะนั้นผมชื่นชมที่รัฐบาลเห็นปัญหานี้แล้วก็พยายามที่จะแก้ กองทุน กสศ. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่น่าชื่นชมมาก กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาทำงาน เหน็ดเหนื่อย ที่เด็กของเราเพราะจนเขาไม่ได้เรียนไม่ใช่แล้วครับ อยากเรียนต้องได้เรียน อยากรู้ได้รู้ ความจนไม่ได้พรากลูกหลานของเราออกจากโรงเรียน อันนั้นต้องเติมเงินให้ สุดท้ายเขาเรียกว่าการพัฒนาตลอดชีวิต ใช้การเรียนรู้ตลอดชีวิตหรือการพัฒนาทุกช่วงชีวิต ประมาณ ๓๘,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็นนโยบายที่รัฐบาลได้จัดสรรไว้ ผมมีข้อเสนอแนะอย่างนี้ การศึกษาพูดมาเยอะ เรามีกระทรวงศึกษาธิการ เรามีกระทรวง อว. เรามีคณะกรรมการ การศึกษาแห่งชาติ เดี๋ยวเราจะมี พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ เราให้ความสำคัญการศึกษา ทั้งในรัฐธรรมนูญด้วย แต่ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ๒ ปีแล้ว ๓-๔ ปีแล้วยังไม่ได้ผ่านตั้งแต่ รัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ เรามีองค์กรเต็มไปหมด แต่ PISA หมายถึงว่าการจัดลำดับ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ การอ่านก็ยังต่ำ ความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษก็ยังต่ำ เวียดนามเขาตั้งเป้าแล้วว่าภายในกี่ปีเด็กจะต้องพูดภาษาอังกฤษได้ทุกคน ภาษาอังกฤษ จะเป็นภาษาที่ ๒ ของเขา แล้วก็เอไอเขาสอนตั้งแต่มัธยมศึกษา เขาสอนตั้งแต่ประถมศึกษา เพราะฉะนั้นผมฝากเราต้องโฟกัส แล้วทำให้ได้คือ ๑. สอนให้คนคิดให้เป็น คุณภาพของคน ไม่ใช่คุณภาพของความรู้ อยู่ที่คุณภาพของความคิด อันที่ ๒ คือเอไอต้องสอนตั้งแต่ ประถมศึกษา ประถมศึกษาปีที่ ๖ ต้องรู้เอไอแล้ว อันที่ ๓ ภาษาอังกฤษคุณต้องให้เขาพูด ได้แล้ว วันศุกร์ต้องพูดภาษาอังกฤษทั้งหมดเลย อันที่ ๔ คือ STEM วิชาก็คือวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรม STEM เทคโนโลยี มาเลเซียดอกเตอร์มหาธีร์บอกว่าภาษาพวกนี้ มันเป็นภาษาสากล เด็กเราต้องรู้ภาษาอังกฤษ ไม่ยากครับ เริ่มจากพวกนี้ก่อน มีอยู่ ๔ ข้อ ที่ผมเสนอ ประโยชน์ของการศึกษาคืออะไร คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น อันนี้คือปรัชญาของ การศึกษา คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น ลิซ่า ซู ทุกท่านคงรู้จักลิซ่า ซู เป็น CEO Of The Year ของ TIME Magazine จบปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก จาก MIT Massachusetts Institute of Technology เขาบอกว่าการศึกษาคุณพูดสั้น ๆ เลย คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น นั่นคือการศึกษา ถ้าคิดไม่เป็นคุณก็มีความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด เพราะฉะนั้นปรัชญานี้ จึงต้องเอาจริงเอาจัง ท่านประธานครับ ผมขอเวลานิดเดียว นอกจากจะลดความเสี่ยงหาเรื่อง เติบโตในอนาคต มันมีการเติบโตที่ประเทศไทยต้องไม่สะเปะสะปะแล้ว ประเภทจะแข่ง ไส้อั่วโลก บั้งไฟโลก พวกนี้ต้องลดลง เราจะต้องอยู่ใน Mindset ของโลกแล้ว เรื่องแรกก็คือ ไทยแลนด์จะต้องเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลกให้ได้ ประเทศไทยนะครับ ขอประทานโทษครับ ประเทศไทยจะจ้องอยู่ใน Budget list ของคนที่ก่อนตายคุณต้องมา ประเทศไทย นักท่องเที่ยวหลายคนมาประเทศไทย ก่อนกลับประเทศเขาบอกสถานที่ที่เขา เกลียดที่สุดในประเทศไทยคืออะไรรู้ไหมครับ ผมก็ตกใจ คือผู้โดยสารขาออกครับ เขาอยาก อยู่ประเทศไทย เขารักประเทศไทย เพราะฉะนั้นการท่องเที่ยวสร้างรายได้เร็วที่สุด ทำได้ง่าย ที่สุด แม้มีปัญหาปัญหาปวดใจเรื่องแท็กซี่ เรื่องความปลอดภัย ผมไม่มีเวลาสาธยายมาก รัฐบาลจัดสรรงบ ๑๘,๐๐๐ ขอต่อจะจบแล้วอีกไม่นานครับ ๑๘,๐๐๐ ล้านบาทสำหรับการ ท่องเที่ยว เรื่องของ Entertainment Complex ซึ่งจริง ๆ Entertainment Complex เอนคอม มันไม่ใช่กาสิโน มันมีอะไรมากกว่านั้น ก็เป็นการสร้างรายได้ สิงคโปร์ประเทศ ที่ฉลาดที่สุด ญี่ปุ่นฉลาดที่สุดเขาทำไปแล้ว เพราะฉะนั้นก็ลองมาแลกเปลี่ยนกันครับ ผมว่า เราฟังความเห็นซึ่งกันและกัน เขามีความบอกว่าอย่าเพิ่งมั่นใจในความคิดของตัวเอง นักปรัชญาก็บอกบางทีผมไม่เชื่อในความเชื่อของผมเพราะผมอาจจะคิดผิด เพราะฉะนั้น มาแลกเปลี่ยนกันอย่าเพิ่งค้านก่อนออกจากบ้าน เรื่องที่ ๓ เรื่องของ Wellness กับ Medical Hub อันนี้ชัดเจนครับ รัฐบาลจัดสรรเงิน ๓,๓๔๐ ล้านบาท ประเทศไทยเก่งในเรื่อง ของสุขภาพ ในเรื่องของศูนย์กลางการแพทย์ อันนี้ไม่สะเปะสะปะแน่นอนครับ อันที่ ๔ คือมหาอำนาจทางด้านอาหาร เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วเป็นเรื่องของครัวไทยสู่ครัวโลก แต่ตอนนี้ประเทศไทยต้องเป็นมหาอำนาจทางด้านอาหารแล้ว อาหารไทยเป็นที่ชื่นชอบ ต้องสร้างระบบน้ำ รัฐบาลจัดสรรงบประมาณ ๑๓๔,๖๖๐ ล้านบาท ไม่มีน้ำมันปลูกไม่ได้ น้ำ ปุ๋ย ดิน เทคโนโลยี พันธุ์พืช ขอฝากเตือนไปยังกรมพัฒนาที่ดินด้วยเวลาตรวจคุณภาพดิน ท่านใช้เวลานานเกินไป เพื่อเราจะดูความเป็นกรด เป็นด่าง สารอินทรีย์ในดิน เพราะฉะนั้น ฝากด้วย

สุดท้ายครับ ท่านประธาน ผมคงไม่มีเวลามากไปกว่านี้ ก็คือเรื่องของการ ลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท การวิจัยและพัฒนาน่าชื่นชม R&D ต่อจีดีพีเราสูงขึ้น ๑๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธาน ผมอยากจะจบอย่างนี้ แม้เราจะมี งบประมาณมากเพียงไรก็ตาม มีแผนการดีอย่างไรก็ตาม แต่ถ้าเราไม่สามารถแก้ไขปัญหา พื้นฐานอยู่ ๔ เรื่องได้ ผมว่ามันก็เท่านั้น มันจะแก้ยาก เรื่องแรกคือเรื่องของคนก็คือ ทุนมนุษย์ การศึกษา ผมพูดไปแล้วจำเป็นเป็นเรื่องที่พูดมานานแต่แก้ยังไม่ได้ เรื่องที่ ๒ คือเรื่องหลักนิติรัฐและนิติธรรม ไม่ใช่แค่คนไทย มันเป็นเรื่องของความเชื่อมั่นของประเทศ เรื่องที่ ๓ คือป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชัน อย่าให้งบประมาณที่เราผ่านไปถึงประชาชน เหลือแต่ไม้ บางทีไม้ยังไม่เห็น เหลือครึ่งหนึ่ง เพราะเอาไปทำไม้จิ้มฟันอีก ข้อที่ ๔ คือ ประสิทธิภาพภาครัฐเรามีเอไอแล้ว เรามีปัญญาประดิษฐ์ เราต้องมี อีไอ มีไอ กับอี ไม่ใช่ ภาษาไทยเอไอ อีไอก็คือความฉลาดในการที่ทำงานให้สำเร็จจำเป็น และประเด็นที่ ๕ ประเทศไทยไม่มีเวลาลองผิดลองถูกหรือสะเปะสะปะ ต้องโฟกัสแล้วเดินหน้าแล้วทำจริงจัง อย่างที่หลายท่านพูด เราต้องเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส อย่าเปลี่ยนวิกฤติเป็นวิบัติ ผมจบลง ด้วยคำพูดอย่างนี้ว่าสถานการณ์มันเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก เราเชื่อมั่นว่าเราจะไม่ใช่ ผู้ตาม แต่เราจะเป็นผู้ปรับตัวเชิงรุก เราจะออกแบบอนาคตที่สอดคล้องกับโอกาสใหม่ ลดความเสี่ยงจากระเบียบโลกใหม่ที่กำลังสั่นคลอน ไม่ว่าสถานการณ์ไปอย่างไรก็ตาม เราต้องรักษาผลประโยชน์ของคนไทยให้ได้ เพราะว่าประชาชนสำคัญที่สุด พรรคเพื่อไทย หัวใจคือประชาชนครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณ คุณนพดล ต่อไปขอเชิญคุณแนน บุณย์ธิดา สมชัย ๑๕ นาทีนะครับ

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย อุบลราชธานี 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ แนน บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานคะ วันนี้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๙ คงจะมี เพื่อน ๆ สมาชิกหลายท่านอภิปรายเห็นด้วยอย่างสุดกำลัง เห็นด้วยแบบมีข้อกังวล หรือหลาย ๆ ท่านอาจจะไม่เห็นด้วยในวิธีการจัดการงบประมาณในครั้งนี้ แต่ในส่วนของ ดิฉันเองท่านประธานก็ต้องบอกทางพรรคภูมิใจไทยเราเห็นด้วยกับงบประมาณรายจ่าย ของปี ๒๕๖๙ ในครั้งนี้ แต่ก็มีในบางหัวข้อมีในบางมุมที่เรามีความกังวลในแผนบริหารจัดการ งบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในระยะสั้น ระยะกลางหรือระยะยาว ดิฉันขออนุญาตเจาะไปแค่ประเด็น ๆ เดียว ที่น่าเป็นห่วงและเกิดขึ้นมาให้พี่น้องประชาชน ต้องบอกว่าได้รับทุกข์ทรมานจากเรื่องภัยพิบัติ ไม่ต้องดูเล่มใหญ่ ดูแค่เล่มคำแถลง ในประเด็น ของค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ๑๐๐,๐๐๐ ล้าบาทเท่านั้นเอง ทำไมดิฉันถึงห่วง เพราะว่าก่อนที่ดิฉันจะมานั่งอ่านคำแถลงสั้น ๆ นี่ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำนี่ก็เปิดดูในเล่มขาวคาดแดงซึ่งเป็นรายละเอียดจากหน่วยงาน ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องน้ำ ไม่ว่าจะเป็นของกรมเจ้าท่า จะเป็นของกรมชลประทาน จะเป็นของกรมจัดการทรัพยากรน้ำ หรือแม้กระทั่งกรมโยธาธิการเองก็ตามแต่ สิ่งที่ดิฉันกังวลก็คงจะเป็นแผนของเรื่องระยะสั้น และเมื่อมองดูโครงการทั้งหมดในเล่มเราจะ เห็นได้ชัดว่าส่วนใหญ่จะเป็นโครงการขนาดใหญ่ จะเป็นโครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมตรงมุมนั้น มุมนี้ จังหวัดนั้นจังหวัดนี้ ด้วยมูลค่าเท่านั้นเท่านี้ และแน่นอนดิฉันกังวลในประเด็นนี้ เพราะอะไร เพราะในจังหวัดอุบลราชธานีนั้น แน่นอนเวลาพูดถึงเรื่องน้ำจังหวัดดิฉันคือ จังหวัดสุดท้ายที่รับมวลน้ำมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นจากแม่น้ำมูลหรือจากแม่น้ำชีที่เสริมจาก แม่น้ำโขงอีกสายหนึ่ง ที่ดิฉันกังวลคืออย่างนี้ อย่างที่บอกว่ามีแต่โครงการใหญ่ ๆ แต่สิ่งที่จะ ช่วยพี่น้องประชาชนที่อยู่ในหมู่บ้านต่าง ๆ อยู่ในอำเภอต่าง ๆ มีไม่กี่หมู่บ้าน มีไม่เยอะหรอก ที่อยู่ตาม ๒ ข้างทางแม่น้ำขนาดใหญ่ แต่เราอย่าหลงลืมไปว่าก่อนที่จะท่วมเส้นใหญ่นั้น มาจากไหนเส้นเล็กก่อน เรายังไม่ได้เห็นโครงการที่ชัดเจนว่าเราจะทำอย่างไรในแผนระยะสั้น ในประเด็นของการจัดการพวกคูคลอง สายน้ำต่าง ๆ ที่อยู่ตามหมู่บ้าน จะบอกว่าปัญหา อย่างหนึ่งก็คือว่าการรับผิดชอบต่อพื้นที่นั้น ๆ ในการขุดลอกหรือในการดูแลคูคลองเหล่านั้น แน่นอนมีหลายเจ้าภาพเหลือเกิน มีทั้งกรมเจ้าท่า มีทั้งองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ ที่ต้องดูแล เราจะหวังพึ่งให้ท้องถิ่นทำเรื่องนี้เขาก็กลัวอีก ไม่ว่าจะเป็นติดปัญหาเรื่องการ ขุดลอกแล้วไม่รู้จะขนดินไปไว้ที่ไหน เมื่อทำเสร็จแล้วโดนตรวจขนดินไปไม่ได้หรือไปผิดที่ ผิดอีก โดนฟ้องโดนร้องอีก แล้วบางทีโครงการใหญ่ ๆ ของกรมเจ้าท่า เข้าใจว่าท่านก็ต้องมุ่งเน้น ไปที่เส้นสายใหญ่ ๆ แต่ในมุมมองเล็ก ๆ เส้นสายคูคลองเล็ก ๆ ซึ่งตรงนี้ที่เป็นปัญหา ท่านอย่าลืม ว่าท่านบริหารจัดการน้ำในเส้นทางใหญ่ให้ไหลลงเร็วออกทิ้งไปเท่าไรก็จริง แต่เส้นเล็ก ๆ ก็ยัง คาอยู่ตรงนั้นเป็นหลักธรรมชาติโดยปกติ ถ้าเส้นใหญ่ไหลเร็วกว่าเส้นรองลงไปก็ช้า การระบายก็ช้าลง มันก็ท่วมเกิดนานขึ้น ดูจากมูลค่าดูจากงบประมาณที่เตรียมไว้ในการ บริหารทรัพยากรน้ำ ๑๐๗,๐๐๐ ล้านบาท แต่ถามว่าใน ๑๐๗,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าไปดูไส้ใน มีโครงการเรื่องศึกษาก็เยอะ ศึกษาเยอะมาก ศึกษาอย่างเดียวดิฉันว่าอาจจะเป็นหลักเกือบ ๆ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทเลยด้วยซ้ำ เรื่องที่จำเป็นในระยะสั้น การขุดลอกมุมต่าง ๆ เพื่อให้เป็น แหล่งเก็บน้ำน้อย น้อยมาก ๆ ดิฉันพยายามบวกเลขของฝั่งกรมเจ้าท่านี่ ๗๐๐ กว่าล้านบาท แค่นั้นเอง พอมาดูในหน่วยงานอื่น ๆ ยังไม่มีทีท่าว่าจะหาเหตุหรือหาโครงการในระยะสั้น ที่จะช่วยให้พี่น้องประชาชนพ้นจากเรื่องนี้ เราเห็นกันชัดเจนปีที่แล้วปัญหาเรื่องน้ำท่วม และหลายเขต หลายพื้นที่ท่วมซ้ำซาก เราได้รับการเตือนหลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว ครั้งใหญ่ว่าในหมู่บ้านหรือชุมชนที่อยู่ริมชายเขาอาจจะมีปัญหาในเรื่องน้ำ มีแต่การเตือน แต่เป็นการเตือนจากนักวิชาการ จากหน่วยงานก็เตือนบ้างแต่เตือนเขาแล้วให้เขาทำอะไรต่อ ให้พี่น้องประชาชนทำแบบไหน วันนี้ที่ต้องพูดในเรื่องนี้เพราะว่าอยากเห็นทางหน่วยงาน ราชการ ไม่ได้อยากให้ท่านทำงานในตาม Routine ของท่านในแต่ละปีว่าปีนี้ท่านจะต้องทำ เรื่องนี้กี่เปอร์เซ็นต์ ทำเรื่องนี้กี่เปอร์เซ็นต์ ทำเรื่องนี้อีกกี่เปอร์เซ็นต์ อยากให้ท่านโฟกัส ให้ชัด เมื่อปัญหานี่มันชัดเจนแล้วมันเกิดแล้ว ปีที่แล้วมีน้ำท่วมแล้วปีนี้ท่านก็เห็นชัดเจน แล้วว่าภัยพิบัติที่เกิดขึ้นนั้นมีปัญหา มันผิดปกติ มันแปลกไป ไม่ต้องพูดแค่ถึงในโซน ของกรุงเทพฯ กรุงเทพฯ นี่คือเห็นชัดเจนเวลาน้ำท่วมเกิดวิกฤติในกรุงเทพฯ แต่ต่างจังหวัด ก็เช่นกัน ไม่มีใครอยากประสบปัญหาเรื่องภัยพิบัติในประเด็นของน้ำ แต่เมื่อดูในรายละเอียด ที่การบริหารจัดการน้ำนั้น นี่คือการรวมตัวเลขเท่านั้น รวมตัวเลขแล้วบอกว่าเป็นการบริหาร ทรัพยากรน้ำ แต่ลึก ๆ แล้วกี่เปอร์เซ็นต์ก็ไม่ทราบได้ว่าเป็นการจัดการแก้ปัญหาที่แท้จริง เพราะดิฉันเข้าใจว่าไม่ว่าจะเป็นโครงการศึกษา หรือโครงการที่กำลังวางแผน หรือโครงการ ที่ออกแบบก็มาอยู่ในวง ๑๐๐,๐๐๐ นี้ ซึ่งการศึกษาออกแบบนี้ไม่ใช่ระยะเวลา ๒ ปี ๓ ปี อีกนานค่ะ ปัญหาระยะสั้น ปัญหาเฉพาะหน้า เราต้องการการแก้ไขในประเด็นนี้ เราอยากเห็นในส่วน ตรงนี้ เพราะว่าอะไร ในหลาย ๆ พื้นที่ปีนี้มีการเตือน เตือนแล้วว่าจะน้ำท่วม น้ำท่วมใหญ่ ในหลายพื้นที่ งบปี ๒๕๖๘ ที่กำลังใช้ปัจจุบันนี้แทบจะไม่มีที่ไหนเป็นการขุดลอกคูคลองเล็ก ๆ เพื่อเก็บน้ำไว้ให้ชาวบ้านในแต่ละหมู่บ้าน ในแต่ละตำบลเขาไว้ใช้ มีแต่ทำเป็นโครงการ ขนาดใหญ่ ซึ่งแน่นอนเข้าใจได้ มันเห็นภาพชัด มันช่วยพี่น้องที่อยู่ริมตลิ่งชัด แต่พี่น้องที่อยู่ ภายใน อยู่ตามเส้นสายคูคลองต่าง ๆ ที่ถ้าเขาท่วมมันแช่น้ำอยู่นาน ปัญหานี้อยากให้ทาง หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องท่านจะต้องปรับปรุงวิธีการ ท่านอย่าเอาเป็น Percentage ว่า ปีนี้เอาแค่นี้ก็พอ เอาเรื่องนี้แค่นี้ก็พอ ต้องปรับตามสถานการณ์ให้ทัน หลาย ๆ ท่าน เมื่อสักครู่มี ๒ ท่านอภิปรายเรื่องการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างรวดเร็ว มันไม่ใช่แค่เรื่อง ความรู้ มันไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว ภัยพิบัติธรรมชาติก็เช่นกันมันเปลี่ยนแปลงอย่าง รวดเร็ว เมื่อรวดเร็วแล้วนี่หน่วยงานที่ต้องช่วยเหลือประชาชนเราก็ต้องรวดเร็วเช่นเดียวกัน พี่น้องประชาชนเขาไม่ได้อยากรอหรอกว่าเขาได้รับเงินชดเชยเท่าไร สิ่งที่เขาอยากได้ที่สุดคือ ทำอย่างไรก็ได้ให้เขาประสบเหตุภัยพิบัติให้น้อยที่สุด ให้น้อยที่สุดค่ะ แล้วมีงบประมาณ ในส่วนของการเตือนเรื่องภัยพิบัติ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท การป้องกัน ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ดิฉันก็เข้าใจได้ค่ะว่าเป็นการเตรียมระบบต่าง ๆ ซึ่งก็ต้องขอชื่นชมว่าอย่างน้ำท่วม เมื่อตอนต้นปีหรือปลายปีที่แล้วพี่น้องในพื้นที่เขาก็บอกว่ามีการได้รับเตือนจริง ได้รับเตือน อย่างรวดเร็ว แต่หลายอย่างก็แน่นอนว่าจะต้องใส่ความรู้ภูมิธรรมชาติของแต่ละพื้นที่ในการ ดูแล ดิฉันเป็นห่วงค่ะ ยกตัวอย่างอย่างที่ตอนแรกบอกแล้วอุบลราชธานีเวลาท่วม เราท่วมแรง เราท่วมนาน เราท่วมหลายอย่าง หน่วยงานมีข้อมูล มีทฤษฎี มีข้อมูลสมัยใหม่ แต่อย่าลืมค่ะ ข้อมูลของพี่น้องประชาชนที่เขาอาศัยอยู่ริมน้ำจะต้องใช้ข้อมูลคนที่อายุ ๗๐-๘๐ ปีขึ้นไป เขาจะได้ตอบได้ถูกว่าลำรางการมาของน้ำในแต่ละเส้นแต่ละสายนั้นไปทางไหน มันอยู่ ทางไหน เราจะไปใช้ทฤษฎีว่าเราจะบังคับน้ำให้ไปตามใจที่มนุษย์สร้างขึ้นมาได้ ไม่มีใคร เอาชนะธรรมชาติได้ เพราะฉะนั้นในประเด็นที่ท่านทำงบประมาณขึ้นมาดิฉันเห็นด้วยใน หลายโครงการ แต่ก็มีข้อกังวลที่มันขาดไปหลายอย่างเช่นกันค่ะท่านประธาน เพราะฉะนั้น ในเรื่องการบริหารจัดการน้ำนั้นเราพูดกันมานาน ตรงไหนที่แล้งก็แล้งอยู่ตรงนั้น ตรงไหน ที่ท่วมก็ท่วมอยู่ตรงนั้น เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งที่เราต้องหาทางออกมากกว่าการที่บอกว่าอย่างนั้น เราก็ไปทำที่ใหม่เลย เราไปทำตรงนั้นเลย เดี๋ยวย้ายพี่น้องประชาชนไปอยู่ที่ใหม่เลย เป็นเรื่องยาก ยากมาก ๆ แต่จะทำอย่างไรให้เขาได้อยู่กับภัยพิบัติให้สั้นที่สุด ได้น้อยที่สุด เพื่อประโยชน์ ของเขาเอง และเป็นประโยชน์ต่องบประมาณแผ่นดินในแต่ละปี แทนที่จะใช้แก้ไขปัญหา เฉพาะหน้า เราจะได้แก้ไขปัญหาระยะยาวต่อ ๆ ไป อันนั้นคือเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ

สุดท้ายค่ะท่านประธาน ดิฉันขออนุญาตพูดสั้น ๆ ในการสรุปตัวเลข ในคำแถลงนี้ ก็ต้องบอกว่าในส่วนของการกระจายอำนาจในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็ต้องบอกว่าเป็นการรวมตัวเลขที่ไม่ค่อย Fair ไม่ค่อยยุติธรรมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะท่านบอกว่ามีงบประมาณทั้งหมด ๓๘๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่จริง ๆ แล้วในนั้นแฝงไปด้วย นโยบายต่าง ๆ ของภาครัฐที่ใช้จ่ายผ่านทางองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น เหลือให้เขาพัฒนาพื้นที่จริง ๆ แค่น้อยนิด เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ก็อยาก ฝากว่าสุดท้ายแล้วเราไม่สามารถจะให้หน่วยงานตรงกลางไปแก้ปัญหาในพื้นที่ภูมิภาคได้ทุกที่ ท่านต้องรับฟังภูมิภาค ท่านต้องรับฟังปัญหาจากจังหวัดต่าง ๆ บางทีเจ้าหน้าที่ของท่าน คนตัวเล็ก ๆ อาจจะมีข้อมูลมากมายที่เกี่ยวข้องแล้วตรง และเขาต้องการแก้ไขปัญหาโดยตรง ดิฉันก็หวังว่าในการทำงบประมาณในปีต่อ ๆ ไป ต้องฝากในปีต่อ ๆ ไปว่าให้ท่านฟังภูมิภาค ให้เยอะขึ้น เมื่อฟังเยอะขึ้นท่านจะได้แก้ปัญหาได้ตรงจุด เมื่อตรงจุดแล้ว ท่านสามารถจะใช้ งบประมาณในปีถัด ๆ ไปในเรื่องอื่น ๆ ต่อไปได้ ไม่ใช่วนอยู่กับเรื่องเดิม แล้วเราก็ไม่สามารถ เดินหน้าไปไหนได้เสียที ขอบพระคุณมากค่ะ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณ คุณแนนครับ ต่อไปขอเชิญ คุณชัชวาล แพทยาไทย ๒๐ นาทีนะครับ

นายชัชวาล แพทยาไทย ร้อยเอ็ด 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายชัชวาล แพทยาไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๗ พรรคไทยสร้างไทย ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณปี ๒๕๖๙ ในฐานะของตัวแทนพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรและ พี่น้องราษฎรคนตัวเล็ก ๆ ที่ฝากความหวังไว้กับพวกเราในสภาแห่งนี้ครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ท่านประธานที่เคารพครับ จุดยืนของผม และพรรคไทยสร้างไทยในการอภิปรายครั้งนี้คืองบประมาณ ปี ๒๕๖๙ ยังไม่ตอบโจทย์ เกษตรกรและราษฎรตัวเล็ก ๆ เพราะรัฐบาลยังคงมุ่งเน้นใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นยอดบน ของพีระมิดแทนที่จะฟื้นฟูจากฐานรากของพีระมิดเพื่อสร้างความยั่งยืนอย่างแท้จริง ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณปี ๒๕๖๙ ที่รัฐบาลเสนอนี้ วงเงินรวมสูงถึง ๓.๗๘ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๐.๗ เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลบอกว่าจะเก็บรายได้เพิ่มขึ้นและพยายามลดการขาดดุลเหลือ ๘๖๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ท่านลองคิดดูสิว่าตัวเลขนี้ก็ยังสูงมากอยู่ดี นั่นหมายความว่าเรายัง ต้องกู้เงินมาใช้จ่ายอีกเยอะการตั้งงบประมาณแบบขาดดุลต่อเนื่องแบบนี้ รัฐบาลอ้างว่า เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่ผมกังวลคือ ถ้าเงินกู้เหล่านี้ไม่ได้ถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ได้สร้างผลสัมฤทธิ์ที่ดีจริง ๆ หนี้สาธารณะของเราก็จะพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจะกลายเป็น ภาระหนักอึ้งของลูกหลานเราในอนาคต และจะไปเบียดบังงบประมาณที่เราควรจะเอาไป พัฒนาประเทศในด้านอื่น ๆ พอเราเจาะลึกลงไปในรายละเอียดการจัดสรรงบประมาณ จะยิ่งเห็นชัดเลยว่าทำไมผมถึงบอกว่างบประมาณฉบับนี้ยังคงเน้นกระตุ้นยอดบนของพีระมิด และละเลยการสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก ก่อนอื่นผมมีข้อสังเกตว่างบประมาณเพื่อ เกษตรกรและคนตัวเล็กอยู่ตรงไหนกันแน่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับงบประมาณ ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แม้จะดูเหมือนเพิ่มขึ้น แต่เมื่อเทียบกับปัญหาที่พี่น้องเกษตรกร ทั้งประเทศกำลังเผชิญ ทั้งปัญหาหนี้สิน ราคาผลผลิตตกต่ำ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ภัยแล้ง น้ำท่วม การขาดแคลนแหล่งน้ำ งบประมาณแค่นี้มันพอไหม และที่สำคัญกว่านั้นคือ งบประมาณที่จัดสรรลงไปนั้น เป็นการแก้ไขปัญหาที่ถูกจุดและยั่งยืน หรือเป็นการแก้ปัญหา เฉพาะหน้าแบบเดิม ๆ ที่ทำกันมาโดยตลอด พี่น้องเกษตรกรชาวร้อยเอ็ด พี่น้องเกษตรกร จากทั่วทุกภูมิภาค ทั่วประเทศ ฝากคำถามมายังผู้แทนราษฎรอย่างผม ผู้แทน ราคา มันสำปะหลัง ราคาข้าวโพด ราคากระเทียม แหม ราคาปาล์ม ราคายาง ราคามัน ราคางัว มันคือถืกคักแหน่แถะ ป่านใด๋มันสิขึ้น ผู้แทน ราคาข้าวปีนี้มันสิเป็นจังใด๋ เฮ็ดนาเป็นตา ได้ค่าปุ๋ยบ่ เงินค่าเกี่ยวข้าวไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท เป็นตาได้คึดต่อคือปีที่ผ่านมาบ่ นี่คือตัวอย่าง เสียงสะท้อนของพี่น้องเกษตรกรไทย พี่น้องเกษตรกรหลายท่าน ตอนนี้เป็นกังวลอย่างมาก สถานการณ์ราคาพืชผลทางการเกษตรที่คาดว่าจะตกต่ำต่อเนื่อง เพราะสถานการณ์ เศรษฐกิจสังคม การเมืองโลกที่ถาโถมเข้ามา ผลกระทบไม่ได้เกิดแค่พืชหรือสัตว์ชนิดใด ชนิดหนึ่งครับ แต่คาดว่าจะลามไปถึงสินค้าเกษตรแทบทุกตัวและส่งผลกระทบต่อรายได้ ความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรโดยตรง พอผมไปดูงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผมพบว่ามีการจัดสรรงบประมาณ ไว้สำรองเพื่อรองรับสถานการณ์ราคาพืชผลตกต่ำแค่ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งถือว่า น้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของปัญหาและจำนวนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ จากทั่วประเทศ คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่ารัฐบาลมีมาตรการรับมืออย่างไรกับปัญหาราคา ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำเกือบทุกชนิดทั้งพืชและสัตว์ และยิ่งมีงบประมาณในการแก้ไข ปัญหาอยู่เพียงน้อยนิดเช่นนี้จะแก้ไขปัญหาได้จริงหรือ ท่านประธานครับ งบกลางปีนี้สูงถึง ๖๓๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็น ๑๖.๗ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมด แม้จะลดลง จากปีก่อนแต่ก็ยังเป็นเงินก้อนที่ใหญ่มากและมักจะขาดรายละเอียดที่ชัดเจนในการใช้จ่าย โดยเฉพาะรายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ทำให้เราตรวจสอบยาก สิ่งนี้เปิดช่องให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินภาษีของ ประชาชน งบกลางก้อนโตโปร่งใสแค่ไหน หรือแค่เป็นทางผ่านไปสู่กระเป๋าใครบางคนหรือไม่ ถ้าหากรัฐบาลจริงใจที่จะแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนทำไมไม่นำงบประมาณส่วนนี้ ไปจัดสรรลงในกระทรวง กรม ที่มีภารกิจชัดเจนและสามารถตรวจสอบติดตามผลงาน ไม่ง่ายกว่าหรือ แทนที่จะเก็บไว้เป็นอำนาจของส่วนกลางซึ่งอาจไม่ได้ตอบสนองความ ต้องการของพื้นที่ได้อย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลมักจะอ้างว่าจัดทำ งบประมาณตามยุทธศาสตร์ชาติ โดยปีนี้ยุทธศาสตร์ที่ได้รับงบประมาณสูงสุดคือ ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม และด้านการพัฒนาส่งเสริมศักยภาพ ทรัพยากรมนุษย์ฟังดูดี แต่ตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนความกังวลนี้คือกรณีที่รัฐบาลได้เคย ให้คำมั่นสัญญาไว้กับพี่น้องประชาชนว่าจะจัดสรรเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และเงินอุดหนุน เด็กแรกเกิดอย่างถ้วนหน้า โดยมีการพูดถึงตัวเลขในระดับ ๑,๐๐๐ บาทต่อเดือนขึ้นไป แต่จนถึงวันนี้ผ่านมา ๒ ปีงบประมาณ ครึ่งสมัยของรัฐบาลแล้ว รัฐบาลยังไม่สามารถ ทำตามที่สัญญาไว้ได้ สิ่งที่ทำได้จริงมีเพียงการช่วยเหลือผ่านกลุ่มเฉพาะบางกลุ่มเช่น กลุ่มเปราะบางเท่านั้น ซึ่งนำไปสู่ระบบที่ต้องการรับการช่วยเหลือต้องมานั่งพิสูจน์ความจน หรือความเปราะบางของตนก่อนจะเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานเหมือนกันเป๊ะกับรัฐบาลที่ท่าน เคยด่าไว้ที่จะแจกอะไรก็ต้องพิสูจน์ความจน ทั้งที่ในความเป็นจริงการช่วยเหลือ ด้านสวัสดิการควรมีลักษณะถ้วนหน้าเพื่อสร้างความเสมอภาคอย่างแท้จริง พิสูจน์กัน จนซ้ำซาก สวัสดิการถ้วนหน้าเป็นแค่ความฝันหรือไม่ ดังนั้นจึงมีข้อเรียกร้องว่ารัฐบาล ควรจัดสรรงบประมาณไปยังด้านสวัสดิการสังคมอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม โดยเฉพาะในช่วง เวลาที่ประชาชนจำนวนมากกำลังเผชิญกับปัญหาความเหลื่อมล้ำ และความไม่มั่นคง ทางเศรษฐกิจ และที่สำคัญที่สุดขอให้ท่านย้อนกลับไปดูนโยบายสวัสดิการของแต่ละพรรค ที่ร่วมรัฐบาลด้วย ท่านเคยให้คำมั่นสัญญากับพี่น้องประชาชนไว้ก่อนเลือกตั้งอย่างไร ทำให้ ตรงปกด้วยครับ สิ่งที่พรรคไทยสร้างไทยและผมเห็นคือปัญหาความเหลื่อมล้ำในเชิงพื้นที่ ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง แม้จะมีการพูดถึงงบประมาณมิติเชิงพื้นที่ แต่การจัดสรรจริง ยังคงผ่านระบบราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคแบบเดิม ๆ ทำให้งบประมาณไม่สามารถ ตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของแต่ละท้องที่ได้ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ก็เช่นกัน งบประมาณกระทรวงศึกษาธิการสูงถึง ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่เราเห็นนวัตกรรมใหม่ ๆ ในการปฏิรูปการศึกษาที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงโลกยุคใหม่เช่นทักษะดิจิทัล เอไอ Green Economy ที่จะช่วยให้ลูกหลานของเกษตรกรและราษฎรตัวเล็ก ๆ ในต่างจังหวัด ให้มีโอกาสในการประกอบอาชีพที่มั่นคงและมีคุณภาพที่ดีขึ้นได้จริงหรือ เพียงแค่ประเด็นเรื่องการบรรจุครูซึ่งยังขาดแคลนกว่า ๕๐,๐๐๐ อัตราทั่วประเทศ โดยเฉพาะ โรงเรียนในชนบทและโรงเรียนที่ขาดแคลน ก็สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำความไม่พร้อม ของระบบการศึกษาไทยได้อย่างชัดเจน สิ่งที่น่ากลัวน่ากังวลรัฐบาลยังคงใช้งบประมาณเพื่อ รักษาระบบเดิม ๆ ที่ไม่ตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย และไม่สามารถสร้างโอกาส ใหม่ ๆ ให้กับเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลได้อย่างแท้จริง หากยังปล่อยให้การจัดทรัพยากร ดำเนินไปโดยไม่คำนึงถึงความต้องการที่แท้จริงของท้องถิ่น เด็กในชนบทก็ไม่มีโอกาสได้รับ การศึกษาที่มีคุณภาพ และโตขึ้นมาด้วยความฝันที่ต้องถูกจำกัดไว้เพียงเพราะเกิดผิดที่ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอย้ำอีกครั้งว่างบประมาณปี ๒๕๖๙ ยังไม่ตอบโจทย์ของ เกษตรกรและราษฎรคนตัวเล็ก ๆ ทั่วประเทศในระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง เพราะว่า รัฐบาลยังคงมุ่งเน้นใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นยอดพีระมิด แทนที่จะฟื้นฟูจากฐานรากอย่าง ยั่งยืน และที่สำคัญที่สุดคือการใช้งบประมาณต้องโปร่งใส หยุดการทุจริตคอร์รัปชันและ หยุดหลอกลวงประชาชน ผมขอยกตัวอย่างการโยกงบประมาณโครงการแจกเงินดิจิทัล ๑๐,๐๐๐ บาท เฟส ๓ มูลค่า ๑๕๗,๐๐๐ ล้านบาท การที่รัฐบาลโยกงบประมาณก้อนใหญ่นี้ ออกไปอย่างไม่มีกำหนด โดยอ้างว่าจะนำไปใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผมเห็นด้วยกับการ ปรับงบประมาณในส่วนนี้ แต่การกำหนดให้หน่วยงานต่าง ๆ เสนอแผนของบประมาณ จำนวนมหาศาลนี้ภายในระยะเวลาเพียงแค่ ๓ วัน มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะมีโครงการใด สามารถผ่านการศึกษาความเป็นไปได้ วิเคราะห์ผลกระทบและตอบโจทย์ของเศรษฐกิจ ของประชาชนภายในระยะเวลาเพียงแค่นี้ สิ่งนี้จะทำให้สังคมตั้งคำถามอย่างกังวลอย่างยิ่งว่า นี่อาจจะเป็นการโกงแบบ Fast Tax หรือไม่ เป็นการเร่งใช้งบประมาณโดยการขาดความ รอบคอบ ขาดการตรวจสอบเพื่อผลประโยชน์แอบแฝงหรือไม่ หลายฝ่ายกังวลว่าโครงการ ที่เสนอเข้ามาจะวนเวียนอยู่กับเรื่องเดิม ๆ ขุดลอก ก่อสร้าง จัดอบรม สัมมนา ดูงาน ซื้อครุภัณฑ์ ซึ่งเป็นโครงการที่ง่ายต่อการรั่วไหลและอาจเป็นเพียงโครงการบังหน้าที่เอื้อ ต่อการทุจริต ภาษีของประชาชนไม่ใช่เงินทอนของใคร ท่านประธานที่เคารพครับ งบกลางปีนี้ ๖๓๒,๐๐๐ ล้านบาทอยู่ในมือของท่านนายกรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่ากังวล และยังคงไม่มีความชัดเจนในการจัดสรร ขาดรายละเอียดที่ประชาชนจะตรวจสอบ สิ่งนี้ ยิ่งลดทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนและพี่น้องประชาชนต่อความโปร่งใสของรัฐบาล งบประมาณของประเทศไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของผู้มีอำนาจคนใดคนหนึ่ง ในขณะที่รัฐบาล อาจจะพยายามนำเสนอตัวเลขเศรษฐกิจที่ดูเหมือนจะฟื้นตัว หรือพยายามบอกว่าทุกอย่าง กำลังไปได้ดี แต่ความเป็นจริงที่พี่น้องประชาชนสัมผัสได้ในชีวิตประจำวันนั้น มันแตกต่างกัน โดยสิ้นเชิง วิกฤติชีวิตคนไทยหนี้ท่วมหัวตัวไม่รอด ค่าครองชีพพุ่ง รายได้หด ข้าวแกง ขึ้นทุกวัน เงินเดือนไม่ขยับ นี่คือปากท้องที่กำลังลำบาก หนี้ครัวเรือนท่วมหัวพุ่งเกือบ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี หมายถึงคนไทยหนี้ท่วมหัวตัวไม่รอดวิกฤตินี้คืบคลานเข้าสู่ ทุกครัวเรือน แรงงานนอกระบบไร้หลักประกันกว่า ๒๐ ล้านคน ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีเงินเก็บ หากเจ็บป่วยครอบครัวก็ลำบาก ความเหลื่อมล้ำสุดขีด คนรวย ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ถือครอง ทรัพย์สินมากกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศ รวยกระจุก จนกระจาย คนส่วนใหญ่ ไร้โอกาส ผู้ประกอบการไทยล้มตาย ร้านค้าเงียบเหงา แหล่งท่องเที่ยวซบเซา สินค้าจีน ราคาถูกทะลักเข้าทำลายอาชีพ และโอกาสของคนไทย ภัยธรรมชาติซ้ำเติม เกษตรกร ต้องเจอราคาผลผลิตที่ตกต่ำ ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติและต้นทุนที่สูงขึ้น ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ปัญหาเศรษฐกิจ แต่เป็นวิกฤติชีวิตของคนไทยทั้งประเทศ ที่ทำให้หลายคนท้อแท้ บ้างก็หันไปพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อหวังพลิกให้ชีวิตกลับมาดีขึ้น บ้างก็หัน ไปพึ่งยาเสพติดเพื่อที่จะปลอบใจช้ำ ๆ หาความสุขชั่วคราวให้กับตนเอง สุดท้ายกลับกลายมา ทำลายชีวิต ท่านลองคิดดูสิครับ ถ้าเศรษฐกิจเราดีขึ้น คนไทยมีงานทำ มีเงินที่จะใช้จ่าย ในชีวิตอย่างมีความสุข ไม่มีใครไปพึ่งยาเสพติดหรอก ไม่มีใครอยากหาความสุขแบบชั่วคราว จริงหรือไม่ ท่านประธานครับ นี่คือสภาพที่ประชาชนกำลังเผชิญ ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนกระดาษ การที่รัฐบาลยังคงวางแผนงบประมาณเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ตระหนักว่านี่คือยามวิกฤติ ทั้งเงินเฟ้อสูง หนี้ท่วม แต่กลับใช้งบประมาณมาแบบปกติ เหมือนบ้านเมืองไม่ได้อยู่ในภาวะ วิกฤติเลยครับ การบริหารที่ล้มเหลว นโยบายที่ไม่ต่อยอดโครงสร้างเศรษฐกิจจึงจะกลายเป็น ภัยเงียบที่กำลังกัดกินและถ่วงอนาคตของประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมและ พรรคไทยสร้างไทยขอเสนอแนะให้รัฐบาลดำเนินการต่อไปดังนี้ หากต้องการใช้งบประมาณ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแท้จริงและยั่งยืน ๑. หยุดการจัดงบแบบแบ่งกันกิน หยุดคอร์รัปชัน เชิงนโยบาย ต้องวางแผนระยะยาว แก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ไม่ใช่หวังผล ระยะสั้นหรือเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง ประการที่ ๒ สร้างงาน สร้างรายได้ที่มั่นคงและ ยั่งยืนจากฐานราก สนับสนุน SMEs ฟื้นฟูเกษตรกร ปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมไทยให้เข้าสู่ High Technology ๓. เพิ่มงบลงทุนอย่างจริงจังในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการ ยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องตัวเล็ก ๆ เช่น วางแผนบริหารจัดการน้ำทั้งระบบทั่วประเทศ ลดต้นทุนการผลิตสินค้าต่าง ๆ รวมทั้งต้นทุนสินค้าการเกษตร ปฏิรูปการศึกษาและพัฒนา ทักษะแรงงานให้สอดรับกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ สร้างหลักประกันทาง สังคมที่เข้มแข็งแข็งแรงให้แรงงานนอกระบบ ๕. เพิ่มความโปร่งใสตรวจสอบได้ในทุกการ ใช้จ่ายโดยเฉพาะงบกลาง และงบที่ถูกโยกมาอย่างเร่งด่วนต้องเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการตรวจสอบ และข้อที่ ๖ ข้อสำคัญ ใช้งบประมาณอย่างระมัดระวัง ยิ่งกว่าการใช้เงิน ในกระเป๋าของตัวเองเพราะงบประมาณในเวลานี้อาจถือเป็นเงินก้อนสุดท้ายของประเทศ ที่จำเป็นต้องใช้ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจที่วิกฤติอย่างชัดเจน รัฐบาลจึงต้องใช้งบประมาณ อย่างมีสติ รอบคอบ และมองไกล ไม่ใช่เพียงแค่ใช้เพื่อความนิยมชั่วคราวหรือเพื่อสร้างภาพ ในระยะสั้น แต่ต้องมุ่งเน้นการลงทุนที่สร้างความมั่นคงทางสังคม เศรษฐกิจในระยะยาว ทุกบาททุกสตางค์ที่ใช้ไปต้องสามารถตรวจสอบได้ และตอบคำถามของพี่น้องประชาชนว่า กำลังนำพาประเทศสู่อนาคตที่ดีขึ้นได้อย่างไร ข้อ ๗ ข้อสุดท้าย รัฐบาลต้องหารายได้เพิ่ม อย่างเร่งด่วนและจริงจังกับการปรับโครงสร้างรายได้ของประเทศ เช่นการปฏิรูประบบภาษี ให้มีความเป็นธรรมขึ้นทั้งภาษีทรัพย์สิน ภาษีที่ดิน ภาษีก้าวหน้า เพื่อลดการพึ่งพา งบประมาณขาดดุลในระยะยาว และเลิกคิดแต่จะกู้ เลิกคิดแต่จะพนัน ถึงเวลาปฏิรูป โครงสร้างรายได้แล้วครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนจบผมขอวิงวอนรัฐบาลและผู้มี ส่วนเกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติงบประมาณฉบับนี้ โปรดฟังเสียงของพี่น้องประชาชน คนตัวเล็ก ๆ งบประมาณไม่ใช่แค่ตัวเลข มันคือลมหายใจคือชีวิตของพี่น้องประชาชน ทุกบาททุกสตางค์ที่ท่านจะใช้ไม่ใช่เงินของท่าน แต่คือเงินของแรงงานของคนไทยทุกคน ในประเทศนี้ วันนี้เกษตรกรแบกหนี้ต้นทุนการผลิตสูง แรงงานไร้หลักประกัน ความเหลื่อมล้ำ รุนแรง ยังใช้งบประมาณราวกับสถานการณ์บ้านเมืองเป็นปกติ แต่ความจริงเรากำลังเผชิญวิกฤติ รัฐบาลได้โปรดคิดให้มาก ได้โปรดมองดูตาของพี่น้องประชาชน ตระหนักให้มากกว่านี้ว่านี่ เป็นเงินก้อนสุดท้ายคืออนาคตของชาติ อย่าให้งบ ๒๕๖๙ เป็นเพียงแค่ร่องรอยการแบ่งกันกิน หรือการหาเสียงล่วงหน้าที่ทิ้งภาระไว้ให้กับประชาชนทั่วทั้งประเทศ ขอให้งบประมาณฉบับนี้ เป็นงบแห่งความรับผิดชอบที่ตอบโจทย์ชีวิตและมีความโปร่งใสไร้ทุจริตอย่างแท้จริง ด้วยความเคารพครับท่านประธาน

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภา ผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ท่านรัฐมนตรีขอชี้แจง เชิญครับ

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขออนุญาตตอบข้อเป็นกังวลของท่านสมาชิก ท่านชัชวาล แพทยาไทย ขออภัยที่เอ่ยนาม ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของงบผู้สูงอายุ ปัจจุบันนั้นเราใช้กันเป็นระบบขั้นบันได คือจ่าย ๖๐๐ ๗๐๐ ๘๐๐ แล้วก็ ๑,๐๐๐ บาท อายุ ๖๐ ๗๐ ๘๐ แล้วก็ ๙๐ ขึ้นไป ตัวเลข ขั้นบันไดในขณะนี้ที่เราใช้กันอยู่ในปีงบประมาณ ๒๕๖๘ ไม่ได้จ่ายเป็นถ้วนหน้าถูกต้องครับ แต่ว่าด้วยตัวเลขขนาดนี้พี่น้องกลุ่มผู้สูงอายุนั้นใช้งบประมาณ เรามีอยู่ประมาณ ๑๒.๒ ล้านคน จากประมาณ ๑๓ ล้านกว่าคน งบประมาณปี ๒๕๖๘ เราใช้เงินไป ๙๖,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๙ ถ้าหากว่าใช้เป็นขั้นบันไดแบบเดิมตามที่เราขอไปก็คือจะใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นมา อีกประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็น ๙๘,๐๐๐ ล้านบาท แต่ถ้าหากว่าปรับเป็น งบประมาณคือ ๑,๐๐๐ บาทถ้วนหน้า ซึ่งในขณะนี้ท่านประธานขออนุญาตเรียนผ่านไปยัง ท่านสมาชิกว่าทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมกิจการ ผู้สูงอายุนั้นเราได้เสนอเรื่องผ่านท่านรองนายกรัฐมนตรี และขณะนี้ท่านรองนายกรัฐมนตรี ได้เสนอเรื่องเข้าสู่สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแล้ว การที่จะขอจ่ายเงินงบประมาณ ๑,๐๐๐ บาท ให้กับพี่น้องผู้สูงอายุถ้วนหน้าในปีงบประมาณถัดไป ซึ่งขณะนี้เรากำลังรอ ความเห็นจากหลาย ๆ ฝ่ายอยู่ แต่ว่าอยากจะขออนุญาตเรียนเป็นตัวเลขให้ทราบว่า ถ้าหากว่าเป็นงบ ๑,๐๐๐ บาทให้กับพี่น้องผู้สูงอายุถ้วนหน้าในปี ๒๕๖๙ ซึ่งเราคาดว่าจะมี ผู้สูงอายุประมาณ ๑๓.๒-๑๓.๕ ล้านคน เราจะต้องใช้เงินงบประมาณอยู่ที่ประมาณ ๑๕๘,๙๐๐ ล้านบาท และถ้าหากว่าเรายังให้อัตรานี้อยู่ไปอีกประมาณ ๕ ปี ปี ๒๕๗๓ เงินงบประมาณจะเพิ่มขึ้นจาก ๑๕๘,๙๐๐ ล้านบาท เป็น ๑๘๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท นี่คือ สาเหตุที่เราเห็นว่าจำนวนเงินจำนวนนี้มันมีแต่เพิ่ม ไม่มีลด และที่สำคัญอีกไม่เกิน ๑๐ ปี จากนี้ไปจำนวนผู้สูงอายุในประเทศไทยจะเพิ่มจาก ๑๓.๕ ล้านคน เป็นประมาณ ๒๐ ล้านคน และตัวเลข ๑๕๐,๐๐๐ กว่าล้านในปีนี้ จะกลายเป็น ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปในที่สุด สิ่งที่กระทรวง พม. ได้พยายามทำอยู่ก็คือว่าเราสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้สูงอายุ เพื่อที่ท่านทั้งหลายเหล่านั้นจะได้ใช้เงินงบประมาณ พึ่งพางบประมาณทางรัฐน้อยลง ไม่ว่าจะ เป็นการมีโครงการนักบริบาลและพิทักษ์สิทธิผู้สูงอายุในการที่จะเข้าไปดูแลผู้สูงอายุทางด้าน ความเป็นอยู่ ด้านสุขภาพ ป้องกันไม่ให้ท่านนั้นเจ็บไข้ได้ป่วย หรือแม้แต่ทำให้ท่านเหล่านั้น มีความกระฉับกระเฉงอยู่ในชีวิตประจำวัน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องกลายเป็นภาระให้กับบุคลากร ทางการแพทย์รวมไปถึงงบประมาณ นอกจากนั้นเองเรายังมีโครงการต่าง ๆ ที่จะทำให้ ผู้สูงอายุกว่า ๕๐๐ เครือข่ายในปี ๒๕๖๙ นี้ มีกิจกรรมแล้วก็หารายได้ให้กับพี่น้องผู้สูงอายุ เพื่อที่จะเป็นการเรียกว่า Active Ageing ถ้าหากว่าพี่น้องผู้สูงอายุนั้นมีกิจกรรมสามารถ หารายได้เพิ่มได้ ท่านเหล่านั้นพอมีรายได้ปุ๊บก็จะลดการพึ่งพางบประมาณจากทางภาครัฐ น้อยลง ดังนั้นกระทรวง พม. เราเชื่อในการสร้างศักยภาพและทำให้ผู้สูงอายุนั้นสามารถอยู่ได้ ในระยะยาว แล้วก็พึ่งพาการใช้งบประมาณของภาครัฐน้อยลง เพราะมิฉะนั้นแล้วเงิน งบประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะไม่พอ แต่ว่าต้องขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกที่มีความเป็นห่วงในเงินที่จะดูแล ผู้สูงอายุ ซึ่งขณะนี้กระทรวง พม. เราพยายามเต็มที่ในการที่จะนำเงินตัวนี้และมอบให้กับ ท่านผู้สูงอายุทุกท่านครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านจุติ ไกรฤกษ์ครับ

๑๑๗/๑

นายจุติ ไกรฤกษ์ แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรครวมไทยสร้างชาติ ขออนุญาตท่านประธานนำเสนอ ทั้งคำขอบคุณ และคำแนะนำและข้อติชม กับ พ.ร.บ. งบประมาณ ปี ๒๕๖๙ เรามีงบประมาณปีนี้จัดมาได้ ๓๗.๘ แสนล้านบาท ใน ๓๗.๘ แสนล้านบาทนั้น เราต้องกู้มาถึง ๘๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่าวันนี้ประเทศไทยสู่ภาวะวิกฤติหรือไม่ อย่าได้คิดว่าสงครามการค้าจบแล้ว อย่างไรวันนี้ โลกก็ไม่เหมือนเดิม สงครามการค้าก็ไม่เหมือนเดิม สงครามที่เกิดผลกระทบจากทางการค้า ก็มีผลกระทบกับประเทศไทยแน่นอน ดังนั้นสิ่งที่ผมจะถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานและรองประธานคณะกรรมาธิการ วิสามัญคือวันนี้ประเมินว่างบประมาณชุดนี้พร้อมที่จะรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติ ภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤติภูมิเศรษฐศาสตร์ของโลกแล้วหรือยัง ที่ผมถามอย่างนี้ก็เพราะว่า ภาคเอกชนประเมินว่าอุตสาหกรรมการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำมีแรงงาน ๖,๖๐๐,๐๐๐ คน ผลกระทบจากสงครามการค้าที่จะต้องเปลี่ยนแปลงตลาด เปลี่ยนแปลงสินค้า จะมีคนไทย ที่เป็นแรงงานตกงาน ๑,๓๐๐,๐๐๐ คน ผมถามว่างบประมาณนี้เตรียมรับความพร้อมของคน ที่จะไม่มีงานทำแล้วหรือยัง ผมต้องขอขอบคุณกระทรวงการคลังที่เล็งเห็นเพิ่มงบประมาณ ในกองทุนความเสมอภาคทางการศึกษา กยศ. งบ สปสช. ก็คืองบเรื่องรักษาคนจน แต่ผมกราบเรียนว่าวันนี้ไม่พอครับ งบประมาณที่ให้ไปเพิ่มก็ตาม ไม่พอที่จะรับกับผลกระทบ วันนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลังก็ถามว่าทำไมนักลงทุนไม่มาประเทศไทย ทำไม นักท่องเที่ยวมาประเทศไทยน้อยลง ท่านจะมีสินทรัพย์ดิจิทัล มีตลาดใหม่ ท่านจะมีบ่อน อะไรก็ล่อมา เขาไม่มาหรอกครับ เราแก้ถูกจุดหรือเปล่า แก้ที่สาเหตุหรือเปล่า อันแรกที่ท่าน ต้องจำไว้เป็นบทเรียนคือสภานี้ได้เตือนท่านเมื่อปีที่แล้วว่าให้ระวังเรื่องวินัยการคลัง ท่านก็ กู้ไป กู้ไป กู้ไป จนตลาดขาดความเชื่อมั่น Moody’s ประเมินประเทศไทยต่ำลง เรามีเรื่อง ของธรรมาภิบาล บอกให้ระวังเรื่องธรรมาภิบาลเราก็ไม่ค่อยระมัดระวังกัน ท่านสั่งไปแล้ว ก็เหมือนกับสั่งขี้มูกไม่มีใครทำ ผลออกมาก็คือคนขาดความเชื่อมั่นว่าระบบยุติธรรมใช้ได้ หรือเปล่า วินัยข้าราชการเราเห็นแล้วว่าผู้รักษากฎหมายถูกสอบเรื่องรับส่วยบ่อนพนัน ออนไลน์ คนหนึ่งถูกไล่ออกไปแล้ว อีกคนหนึ่งยังสอบไม่เสร็จ แล้ววันนี้สภาก็ต้องมาถึงเรื่องของ งบที่จะไปช่วยฟื้นฟู ปกป้อง ดูแลคนที่รับผลกระทบคือเกษตรกร SMEs ๑.๕๗ แสนล้านบาท วันนี้ทั้ง สส. ที่เตือนมาว่าโครงการนี้ระวังไม่โปร่งใส เพราะว่าให้โอกาส สส. รัฐบาลซึ่งรวมทั้ง ผมด้วยมากกว่าสมาชิกฝ่ายค้าน จังหวะที่อยู่ในฝ่ายค้าน ผมก็ขอให้ระมัดระวังเรื่อง ธรรมาภิบาลให้มาก เพราะว่าจะทำให้รัฐบาลนั้นนอกจากหมดความน่าเชื่อถือแล้ว จะหมด ความชอบธรรมไปด้วย ผมกราบเรียนท่านประธานว่าวันนี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือคนจนที่ไม่มี รายได้ ตกงาน รักษาฟรีพอไหมครับ วันนี้เราขาดแคลนแพทย์ประมาณ ๘,๐๐๐ อัตรา เราขาดแคลนพยาบาลประมาณ ๑๓,๐๐๐ อัตรา เราขาดแคลนงบประมาณที่จะรักษาโรค คนเหล่านี้ ขอร้องกรรมาธิการว่าถ้าท่านตัดปรับลดงบที่ไม่จำเป็นได้กรุณาไปเพิ่มเติมให้กับงบ รักษาคนจนเหล่านี้ ขอบคุณตำรวจ ทหาร แพทย์ พยาบาล ครู อาสาสมัครทั้งหลายที่ปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า ปราบปรามยาเสพติดปราบปรามของเถื่อน แล้วผมขอประณามไทยดำ ไทยเทา ที่รับสินบน ให้คนเหล่านี้มีกินมีใช้เหนือคนไทยทั่วไป สิ่งที่กราบเรียนท่านประธานก็คือว่าวันนี้เป็นครั้งแรก ผมกราบเรียนท่านประธานว่ามีตัวแทนจากบริษัทประกันจากสวิสเซอร์แลนด์เดินทางมา ประเทศไทยมาบอกว่า Portfolio ประเทศไทยนั้นขาดทุนต้องปรับ วันนี้จะเห็นว่านอกจาก ค่าประกันสุขภาพ ประกันชีวิตขึ้นแล้ว ยังมี Co Pay คือร่วมจ่ายเป็นครั้งแรก ดังนั้นคนจน คนที่ชั้นกลางที่ไม่มีรายได้ ไม่มีสภาพคล่อง ต้องไปพึ่งคุณหมอไทย พยาบาลไทย วันนี้งาน มากกว่าเดิม ๑๐-๑๕ เท่า เขาก็ยังไม่บ่น แต่กรุณาจัดสรรงบให้ความเป็นธรรมกับเขาด้วย เขาต้องการ ผมพูดถึงเรื่องธรรมาภิบาล ธรรมาภิบาลตลาดทุนไทย ซึ่งกระทรวงการคลัง รับผิดชอบโดยตรง ถามว่าวันนี้คดีปั่นหุ้นทั้งหลายไม่ได้เกิดในรัฐบาลชุดนี้ เกิดก่อนแต่ถามว่า สอบสวนเสร็จแล้วหรือยัง มีใครเข้าคุกหรือยัง ยัง ถ้ายังปิดคดีเหล่านี้ไม่ได้ไม่มีใคร กล้ามาหรอก ตลาดทุนของประเทศไทยจะดีอย่างไรเขาก็ไม่กล้ามา เพราะโกงแล้วไม่ต้อง ติดคุก ถึงติดคุกแล้วก็เหมือนกับจำนำข้าว ศาลพิพากษาจำคุก ๑๐๔ ปี ติดไปถึง ๙ ปี ออกมาแล้ว ความเสียหายหลายแสนล้านบาทวันนี้รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังยังต้อง ใช้หนี้อยู่ คนไทยยังต้องใช้หนี้อยู่ แต่คนทำความเสียหายออกจากคุกแล้ว แต่คนไทยยังติดคุกอยู่ นี่คือสิ่งที่อยากจะเตือนว่าธรรมาภิบาลนั้นถ้าเผื่อล้มเหลวมันก็จะเกิดความไม่เชื่อมั่น นอกจากนั้นแล้วกราบเรียนว่าวินัยข้าราชการ รัฐบาลต้องเข้มข้นจริงจังมากกว่านี้ของการ ทุจริต เราเห็นกันทั่ว ถ้าท่านไม่สามารถทำเรื่องเหล่านี้ได้ แก้เรื่องที่ควบคุมภายในประเทศได้ แก้เรื่องทุจริตที่อยู่ภายใต้จมูกเราเองได้ เราจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย ดังนั้นผมฝากไว้ คณะกรรมาธิการงบประมาณ ได้กรุณาตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็นออกไปเสริมให้กับกองทุน การส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษา ซึ่ง พลเอก ประยุทธ์ ทำไว้ ต้องขอบคุณรัฐบาล คณะรัฐมนตรีทุกคนที่พยายามลดต้นทุนชีวิตของพี่น้องประชาชน วันนี้สินค้าราคาแพงหมด ถึงเวลาท่านชี้บอกว่าสบู่ไม่ขึ้นราคา แชมพูไม่ขึ้นราคา ขนมไม่ขึ้นราคา น้ำมันพืชไม่ขึ้นราคา แต่ขนาดลดลง ขนาดลดลงแม้กระทั่งข่าวสาร ชาวบ้านรู้สึกว่าของมันแพงมาก แพงจนไม่มี เงินเหลืออยู่แล้ว แต่ขอบคุณกระทรวงพลังงานที่ยังลดค่าไฟให้ ที่ยังตรึงราคาน้ำมันให้ ขอบคุณกระทรวงอุตสาหกรรมที่ไปให้สุดซอยว่าวันนี้ต้องมีมาตรฐานอุตสาหกรรม มีสินค้า ที่เขาเสียสตางค์ไปแล้วเขาต้องเชื่อถือได้ บ้านไม่ทรุดบ้านไม่พัง สิ่งเหล่านี้ขอให้ขยายไปทุก ๆ กระทรวง แล้วขอให้ปราบจริง ๆ บ่อนพนันออนไลน์ไม่เช่นนั้นแล้วเราจะมีทิดแย้มทุกจังหวัด ทุกตำบล ทุกอำเภอ ขออย่าให้เกิดขึ้น ผมฝากกรรมาธิการงบประมาณด้วยว่าผมให้ โอกาสท่าน ผมจะโหวตให้ลงคะแนนให้กับวาะแรก แต่ผมจะขอดูว่าท่านนั้นได้จัดสรร งบประมาณตามความจำเป็นของประเทศ ตามความเดือดร้อนปัญหาของประเทศหรือไม่ กราบขอบพระคุณครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านอรรถกร ศิริลัทธยากร เชิญครับ

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ฉะเชิงเทรา 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ฉะเชิงเทรา สังกัดพรรคการเมืองที่ชื่อว่าพรรคกล้าธรรม ขออนุญาตท่านประธานในการ อภิปรายเพื่อให้ความเห็นของผมต่อร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ ๒๕๖๙

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentative)

ผมต้องเรียนท่านประธานว่า ผมและพรรคที่ผมสังกัดอยู่นั่นก็คือพรรคกล้าธรรม พวกเรามีความผูกพันกับกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ แต่นั้นเองวันนี้ผมจึงขออนุญาตอภิปรายเกี่ยวกับงบประมาณซึ่งเป็นงบประมาณ ภาพรวมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กระทรวงเดียวเท่านั้นครับ ผมไม่แน่ใจว่าผมมีสไลด์ หรือเปล่า เพราะว่าท่านประธานยุทธศาสตร์คนใหม่ของพรรคกล้าธรรม ท่าน นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ได้กรุณาทำสไลด์ให้ผม ท่านประธานที่เคารพครับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ในปีก่อน ซึ่งก็คือปีงบประมาณปี ๒๕๖๘ อยู่ที่ ๑๒๕,๓๕๘ ล้านบาท ถ้าเทียบกับงบประมาณ ปีนี้ก็คืองบประมาณปี ๒๕๖๙ ถ้าไม่ถูกกรรมาธิการงบประมาณตัดทิ้งก็จะได้รับการจัดสรร งบประมาณอยู่ที่ ๑๓๓,๑๗๗ ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง ๗,๘๑๙ ล้านบาท ผมต้องขอบคุณ ทางรัฐบาลที่กรุณาเพิ่มงบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีภารกิจในการดูแลพี่น้องประชาชนที่เป็นเกษตรกรมากกว่า ๓๐ ล้านคนด้วยกัน ซึ่ง ๓๐ กว่าล้านชีวิตนี้จะมีชีวิตที่ดีขึ้น หรือจะมีชีวิตที่แย่ลงปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญก็คือว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตลอดจนรัฐบาลชุดนี้จะใช้เงินงบประมาณ ๑๓๓,๐๐๐ กว่า ล้านบาท ให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกรได้มากน้อยเพียงใด ดังนั้นเองวันนี้ผมจึงต้องให้ ความเห็นอย่างยิ่งต่อการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเท่าที่ผม ได้ดูเอกสารเล่มของงบประมาณที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับกันกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ให้ความสำคัญต่อการจัดสรรงบประมาณอ้างอิงตามแผนแม่บทของยุทธศาสตร์ชาติ ใน ๒ มิติหลัก ๆ ด้วยกัน โดยมิติแรกก็คือการที่จะลงทุนในการสร้างความสามารถในการ แข่งขัน ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะลงทุน ๓๖,๗๔๗ ล้านบาท ในส่วนนี้จะเน้นไปใน การส่งเสริมการเกษตรที่เป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่น เน้นไปในการทำเกษตรมูลค่าสูง เน้นการทำ เกษตรอินทรีย์ การทำเกษตรแบบผสมผสาน การยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้า ทางการเกษตร หรือแม้แต่กระทั่งการสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าเกษตรและอาหารของไทย นอกจากนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังจะลงทุนอีกไม่ต่ำกว่า ๘๓,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งต้องบอกว่าเป็นแผนในการดำเนินการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และเป็นแผนบูรณาการ บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พูดง่าย ๆ เลยท่านประธานว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีแนวทางที่มั่นคงและชัดเจนว่าปีนี้ก็คือปี ๒๕๖๙ เราจะลงทุนในการบริหารจัดการน้ำ ให้เกิดผลลัพธ์มากยิ่งขึ้น ซึ่งตัวเลขแบบที่ผมได้กล่าวมาด้วยเหตุนี้ทำให้ตัวเลขที่เป็นงบลงทุน ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ ๙.๔๕ ส่วนงบประมาณ ด้านอื่น ๆ ก็คงจะลดหลั่นลงไป แต่ที่สำคัญในสถานการณ์ที่ประเทศไทยต้องการการลงทุน ในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็เข้าใจ เราเลยตั้งใจที่จะลงทุน ในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวกับน้ำ ดังนั้นเองการจัดสรรงบประมาณแบบนี้ถึงแม้ อาจจะมีคำถาม อาจจะมีข้อสงสัยจากเพื่อนสมาชิก แต่สำหรับผมนั้นผมถือว่าคนจัดสรร งบประมาณในรอบนี้ของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล้าที่จะจัด กล้าที่จะทำ ทำในสิ่งที่ ถูกใจผมครับ ทำในสิ่งที่ถูกใจพี่น้องเกษตรกร ผมพูดไม่ได้พูดลอย ๆ ท่านประธานครับ ที่ถูกใจพี่น้องเกษตรกรเพราะว่าก่อนหน้านี้ผมเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ผมก็ติดสอยห้อยตามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในสมัยนั้น นั่นก็คือท่าน ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ไปตั้งแต่เหนือ ไปอีสาน ตะวันออก ตะวันตก ภาคกลาง ภาคใต้ ท่านประธานครับ รัฐมนตรี ๒ คนเดินทางบ่อย ปัญหาแรก ๆ ที่เราได้รับการร้องเรียน ปัญหาแรก ๆ ที่เราทราบจากพี่น้องเกษตรกรว่าอยากจะให้กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ อยากจะให้รัฐบาลทำอะไร เขาอยากจะให้แก้ปัญหาในเรื่องน้ำ ทำอย่างไรที่จะให้พี่น้องเกษตรกรทั้งในและนอกเขตชลประทานมีน้ำกินน้ำใช้ มีน้ำเพื่อ การเกษตร อันนี้ผมประสบมากับตัว ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการสร้างอ่าง ไม่ว่าจะเป็น ในเรื่องของการสร้างประตูระบายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการสร้างระบบส่งน้ำต่าง ๆ นี่คือสิ่งที่ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า และผมได้รับมาโดยตลอดในการลงพื้นที่ ดังนั้นเองผม คิดว่าการจัดสรรงบแบบนี้เป็นความกล้ารูปแบบที่ ๑ ที่ผมจะพูด

ต่อมาการที่จะกล้าจัดสรรงบประมาณในแบบที่ ๒ ก็คือการที่จะกล้าขยาย กล้าขยายหมายความว่าอะไร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมจะใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า ๒,๙๐๐ ล้านบาทในการพัฒนาพันธุ์พืชที่ดี พันธุ์ที่ทนต่อสภาพอากาศพันธุ์ที่ทนต่อโรค พันธุ์ที่จะทำให้ผลิตผลเพิ่มขึ้น หมายถึงว่า Yield ที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผ่านการขยายพันธุ์ ของการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวจากศูนย์ข้าวชุมชนต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั่วประเทศก็ดีหรือแม้แต่กระทั่ง การส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวทำให้ Cop ต่าง ๆ ทำให้ Yield ต่าง ๆ เพิ่มขึ้นก็อยู่ใน การจัดสรรงบประมาณในปี ๒๕๖๙ นี้

ความกล้าต่อมากล้าที่ ๓ กล้าที่จะส่งเสริม ฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์ผมไม่แน่ใจ ท่าน อนุดิษฐ์อุตส่าห์ทำสไลด์ให้ผมแล้วก็ช่วยกรุณาเปิดสไลด์ตามให้ทันด้วย กล้าที่ ๓ กล้าที่จะ ส่งเสริม โดยที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เราจะเน้นในการส่งเสริมเกษตรมูลค่าสูง จะเน้น ในเรื่องของบริการทางการเกษตรมูลค่าสูง ไม่ว่าจะเป็นการทำเกษตรมูลค่าสูงที่มีตลาดทั้งใน และต่างประเทศต้องรองรับ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ งบประมาณปี ๒๕๖๙ กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร เราจะลงทุนในเรื่อง ของการเพิ่มพื้นที่ปลูกกาแฟ ไม่ว่าจะเป็น Robusta Arabica ในพื้นที่สูง การส่งเสริมและ แก้ไขปัญหาการส่งออกทุเรียนสดจากประเทศไทยของชาวสวนไทยไปยังต่างประเทศ ที่ผ่านมาก็ทำได้แล้ว ปีหน้าก็ต้องทำให้ดีขึ้น การเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร ยกตัวอย่างการที่ จะเพิ่มพื้นที่การผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพราะปัจจุบันนี้เกษตรกรไทยมีความจำเป็นที่จะต้อง สั่งนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากต่างประเทศ ถ้าเราสามารถเพิ่มตรงนี้ได้ เราก็ลดการนำเข้าได้ นี่คือตัวอย่างบางตัวอย่างครับ

กล้าที่ ๔ คือการกล้าที่จะปราบ หมายถึงว่านโยบายในการปราบปราม การลักลอบนำเข้าสินค้าทางการเกษตรที่ผิดกฎหมาย ซึ่งผมต้องบอกตรง ๆ นโยบายนี้ เป็นนโยบายเรือธงตั้งแต่สมัย ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ดีเอ็นเอนั้นถูกส่งมายังรัฐมนตรีว่าการในสมัยนี้ นั่นก็คือศาสตราจารย์ ดอกเตอร์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ให้ความสำคัญและเน้นย้ำ โดยการที่จะทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ฉก. พญานาคราชกับหน่วยงาน อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการไล่บี้ ไล่จับ ไล่ปราบสินค้าที่จะทะลักมาจากต่างประเทศที่ผิดกฎหมาย ล่าสุดก็เห็น ฉก. พญานาคราชร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปจับอะโวคาโดที่ลักลอบ นำเข้ามา การทำแบบนี้ทำให้สินค้าที่มันอาจจะทะลักมาจากต่างประเทศเข้ามากระทบราคา สินค้าเกษตรของประเทศไทยนั้นอาจจะทำให้ไม่กระทบมาก ก็ขอให้ทำต่อไป

กล้าที่ ๕ กล้าที่จะใช้งาน ใช้งานทั้งเครื่องจักร ใช้งานทั้งบุคลากรที่เป็นมนุษย์ ผมยกตัวอย่างเอาที่เห็นชัดที่สุดเลย กรมฝนหลวงในปีที่ผ่านมาได้ขึ้นปฏิบัติภารกิจการบิน เพื่อลดฝุ่น PM2.5 แบบ Non Stop ๑๔๕ วัน ๒,๖๙๐ เที่ยวบิน ตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม ที่ผ่านมาจนถึงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านไป ขึ้นทั้งกลางวัน ขึ้นทั้งกลางคืนทำให้ค่าฝุ่น PM2.5 ที่กระทบต่อปอดและร่างกายของพี่น้องประชาชนคนไทย ปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า ผลกระทบน้อยกว่าปีก่อน ๆ ดังนั้นเองผมทราบมาว่าปีหน้า ปี ๒๕๖๙ กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์โดยเฉพาะกรมฝนหลวงก็ได้รับการจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้ขอให้กรมฝนหลวง พยายามทำต่อไป ทำให้ดีขึ้น ทำให้มากขึ้น

กล้าที่ ๖ กล้าที่จะยืน กล้าที่จะยืนหยัดในเรื่องของแนวทางการทำงาน ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมเรียนว่ากรมปศุสัตว์มีนโยบายที่ชัดเจนที่เขาบอกว่า อวสานสารเร่งเนื้อแดงในประเทศไทย หรือว่าสาร Ractopamine Ractopamine ก็คือการ ใช้สารเร่งเนื้อแดงในเนื้อสัตว์ ทำให้เนื้อดูดี แต่ว่าข้อเสียมันคือทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ พี่น้องประชาชนที่บริโภคเข้าไป ดังนั้นเองกรมปศุสัตว์ได้ยืนยันในจุดยืนนี้และยืนยันว่า เราจะยึดกฎหมายด้านความปลอดภัยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลร้ายต่อพี่น้องประชาชน ผู้บริโภค

กล้าที่ ๗ กล้าที่จะต่อยอด อันนี้ไม่พูดก็ไม่ได้ ถ้าผมจะพูดชื่อของคนที่ริเริ่ม โครงการก็กลัวจะหมั่นไส้ แต่อย่างไรก็ต้องพูดเพราะว่าท่านเป็นคนเริ่มทำจริง ๆ นั่นก็คือ ท่านประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าทำของผม ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ให้ความสำคัญกับการจัดที่ดินทำกินให้กับเกษตรกร เป็นนโยบายที่ได้ทำ เริ่มมาจากการปรับปรุง ส.ป.ก. ให้เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร ล่าสุดนอกจากโฉนดเพื่อ การเกษตรแล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ต่อยอดยกระดับโฉนดที่ดินทำกินของ พี่น้องเกษตรกรให้สามารถแปลเป็นหลักทรัพย์หรือเป็นหลักประกันสินเชื่อ เพิ่มมูลค่าให้กับ ผู้ถือครองได้มากขึ้นกว่าเดิมอีก โดยการออกนโยบายที่เรียบง่ายแต่ชัดเจน ก็คือโฉนด ต้นยางพาราและโฉนดต้นไม้ กล่าวง่าย ๆ ก็คือว่านอกจากมูลค่าของโฉนดที่ดินที่พี่น้อง เกษตรกรถือครองอยู่แล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ Top Up เข้าไปเลย มูลค่าของ ต้นไม้ที่อยู่บนดินอีก เป็นทรัพย์บนดินที่สถาบันการเงินจะให้การยอมรับ ปี ๒๕๖๙ และปี ๒๕๗๐ ปีถัด ๆ ไป ผมก็เชื่อว่าโครงการนี้ต้องสานต่อ ท่านประธาน ด้วยความเคารพเวลาผมหมดแล้ว ยังมีอีกหลายประเด็นหลายมิติแต่ว่าผมได้รับการจัดสรร เวลาที่ค่อนข้างจำกัด กระผมจึงขออนุญาตท่านประธานนิดเดียวครับข้อสรุปว่าไม่ว่าโลก จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด นโยบายทางการค้าของแต่ละประเทศจะโหดร้าย จะไม่โหดร้ายมากน้อยขนาดไหนก็ตาม สภาพภูมิอากาศแปรปรวน สภาวะทางเศรษฐกิจ จะถดถอย กระทบทุกประเทศ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมยืนยันได้ก็คือภาคการเกษตรนั้นอุ้มชูและ อยู่เคียงคู่กับพี่น้องคนไทย ดังนั้นการจัดสรรงบประมาณโดยคำนึงถึงความเดือดร้อนของ พี่น้องเกษตรกรเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัวผมชื่นชอบและชื่นชมการจัดสรรงบประมาณ สำหรับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำหรับภาคเกษตรกรในครั้งนี้ ผมไม่รู้ใครเป็นคนจัด ไม่รู้ใครเป็นคนทำ แต่ผมเชื่อว่าคนคนนั้นกล้าที่จะคิด กล้าที่จะลงมือ กล้าที่จะทำ ทำในสิ่งที่ ผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกร ดังนั้นผมขอให้รัฐบาลและขอให้ข้าราชการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล้าที่จะใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าเพื่อพี่น้องเกษตรกรตลอดปี ขอบคุณครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านกัณวีร์ สืบแสง

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ประธานวิปครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านประธานวิปมีอะไรครับ

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธาน ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน มีเรื่องจะหารือแล้วแจ้งท่านประธาน ๒ เรื่องครับ

เรื่องแรก เนื่องจากว่าวันนี้ตอนที่เราเริ่มต้น พ.ร.บ. งบประมาณ เราเริ่มได้เร็ว กว่าที่คาดไว้ ท่านภราดร ประธาน ณ ขณะนั้นก็ได้สอบถามว่าวันนี้เราจะใช้โควตาเวลากัน แบบไหน ซึ่งตอนนั้นเราตกลงกันว่าจะถึงประมาณสี่ทุ่ม แต่ได้หารือระหว่างวิปทั้ง ๒ ฝ่าย วันนี้ก็เพื่อที่จะให้วันเสาร์เราน่าจะเลิกกันได้เร็วขึ้นหน่อ เพื่อน สส. โดยเฉพาะเพื่อน สส. ต่างจังหวัดก็จะได้กลับพื้นที่ไปทำภารกิจต่อในวันอาทิตย์ได้อย่างสะดวก วันนี้ก็อาจจะมีเพิ่ม นิดหน่อยแต่ก็อาจจะรบกวนท่านประธานไม่มาก คาดว่าจะจบกันได้สักประมาณสี่ทุ่มครึ่ง

ประเด็นที่ ๒ ในการอภิปราย พ.ร.บ. งบประมาณเช่นเดียวกับทุกครั้งเป็นการ ใช้โควตาเวลาของแต่ละฝ่าย ดังนั้นถ้าเพื่อนสมาชิกบางท่านอาจจะใช้เวลาเกินไปมากก็ต้อง ขอความกรุณาท่านประธาน ไม่จำเป็นต้องท้วงเดี๋ยวทาง ๒ ฝ่าย จะจัดการโควตาเวลาของ แต่ละฝ่ายด้วยตนเองครับ ขอบคุณท่านประธานมากครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ วันเสาร์จะได้เลิกเร็ว ๆ หน่อย ท่านกัณวีร์ เชิญครับ

นายกัณวีร์ สืบแสง แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม วันนี้ต้อง ขออนุญาตลุกขึ้นมาอภิปรายร่วมกับท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้ร่วมกับเพื่อนพี่น้องพรรคร่วมฝ่ายค้านในการที่จะลุกขึ้นมาอภิปราย ไม่เห็นชอบในร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ จริง ๆ แล้ววันนี้ผมคงจะทำให้พี่น้องเพื่อน ๆ พรรคประชาชนที่นั่งรอบรอบข้างผมนี้อาจจะ เสียใจเล็กน้อยที่ผมไม่สามารถที่จะชี้ช่องตัดหาเงินงบประมาณเพิ่มให้กับรัฐบาลตาม Motto ของพรรคประชาชนได้ แต่ผมจะมานำเรียนให้กับท่านประธานผ่านไปยังพี่น้องประชาชน ทั่วประเทศไทยและพี่น้องประชาชนที่อยู่รอบโลกใบนี้ทราบว่าเหตุผลกลใดการที่รัฐบาลชุดนี้ ไม่สามารถมีประสิทธิภาพในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ ได้ด้วยเหตุผล ทั้งหมด ๔ ประการ

ประการแรก รัฐบาลชุดนี้ขาดความเป็นมืออาชีพในการจัดทำงบประมาณ รายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓ อีกครั้งหนึ่งที่ผมจะต้องมาพูดเหมือน Copy paste ตัวเองในการที่จะต้องมาพูดเรื่องเกี่ยวกับว่าทำไมเราถึงไม่เห็นชอบงบประมาณ รายจ่ายประจำปีที่รัฐบาลได้จัดทำ ปี ๒๕๖๗ ไม่เป็นไร รัฐบาลชุดที่แล้ว คุณเศรษฐา เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องขอประทานโทษที่เอ่ยนามท่าน ปี ๒๕๖๘ รัฐบาลชุดนี้คุณแพทองธาร ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งก็บอกว่ามันเป็นเวลาสั้น ๆ ปี ๒๕๖๙ ยังเหมือนเดิม และยิ่งได้ยินคำชี้แจงของท่านรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลังที่ใช้เหตุผลทางด้านเศรษฐศาสตร์มาสนับสนุนรับรองในเรื่องเกี่ยวกับการจัดทำ งบประมาณที่ขาดประสิทธิภาพแล้ว ผมยิ่งอยากจะบอกว่าหน้าที่ของพวกท่านที่นั่งอยู่บน บัลลังก์ หน้าที่พวกท่านในการเป็นคณะรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรีกุมบังเหียนของกระทรวง ต่าง ๆ หน้าที่ของท่านเป็นผู้ชี้นำ ต้องบอกครับปัญหาของประเทศนี้คืออะไร ปัญหาที่ กระทรวงของท่านแต่ละกระทรวงรับผิดชอบอยู่คืออะไร ไม่ใช่เป็นการจัดทำงบประมาณ แบบเดิม ๆ ผมเคยเป็นข้าราชการ ท่านประธาน ตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ ๒๐ กว่าปีที่ผ่านมายังทำ เหมือยเดิม ข้าราชการประจำทำงบประมาณขึ้นมา ท่านใช้กรอบงบประมาณ ใช้กรอบตัวเงิน ในการเป็นตัวตั้ง ทำโครงการขึ้นมาสอดรับกับแผนงาน แผนแม่บท แผนยุทธศาสตร์ต่าง ๆ โดยที่ไม่ยอมนำปัญหาจริง ๆ ที่ท่านมองเห็น ที่ท่านเป็นนักการเมืองและเป็นผู้นำฝ่ายบริหาร คุมกระทรวงต่าง ๆ จัดทำเป็นโครงการแผนงาน ท่านทำเป็นกลับหัวกัน เป็นพีระมิดที่กลับหัว ซึ่งมันผิดกรอบการจัดทำงบประมาณ มันทำให้ประเทศของเราไม่ก้าวหน้า ประเทศเรา ไม่สามารถที่จะมองเห็นท่านต้องมี Vision ท่านต้องมีวิสัยทัศน์ในการที่จะบอกว่าปัญหาของ ประเทศของเราคืออะไร อันนี้เป็นเหตุผลแรกที่ผมบอกว่าไม่สามารถยอมรับได้ร่างประมาณ รายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ เพราะท่านไม่เป็นมืออาชีพเลย

อันที่ ๒ เหตุผลที่ต่อเนื่องกัน ขาดความเป็นผู้นำของส่วนราชการ เพราะท่าน ไม่มี Vision ท่านไม่มีวิสัยทัศน์ในการบอกว่าปัญหาจริง ๆ คืออะไร ท่านมองไม่ออก พอท่าน มองไม่ออกท่านไม่สามารถบอกได้ ส่วนราชการก็บอกว่าก็เขามีงานเต็มมือ เขาก็ต้องทำ งบประมาณที่เคยทำงบต่อเนื่องต่าง ๆ นานาออกมาเรื่อย ๆ เขาก็เสนอท่าน ท่านส่งต่อ ท่านก็ส่งเข้ามาในสภาผู้แทนราษฎร เราก็ต้องผ่านงบประมาณให้กับพวกท่าน เพราะว่า ฝ่ายค้านก็เสียงข้างน้อยกว่าอยู่แล้ว มันเป็นเสียอย่างนี้ แล้วพวกท่านจะ อยู่ทำไมตรงนั้น เอาข้าราชการประจำ เอาปลัดกระทรวง เอาหัวหน้าส่วนราชการมานั่งอยู่ ข้างบนดีกว่าไหม

ข้อที่ ๓ ท่านไปทราบความจำเป็นเร่งด่วนต่าง ๆ นานาในประเทศของเรา ว่าเรากำลังเผชิญปัญหาอะไรอยู่ ท่านเลยไม่สามารถบอกได้ว่าปัญหาต่าง ๆ มันควรจะนำการ จัดทำงบประมาณ ปัญหาต่าง ๆ มันควรจะเป็นต้นทางในการที่สร้างโครงการแผนงานและ งบประมาณทีหลัง งบประมาณมาทีหลังสำหรับผม ถ้าท่านเป็นคนที่มองแบบก้าวหน้า ท่านจะมองเห็นว่าท่านต้องเอาปัญหาขึ้นมาเป็นตัวตั้ง ท่านสร้างแผนงานโครงการขึ้นมาแก้ไข ปัญหา งบประมาณไม่ว่าจะมากขนาดไหนก็ตามใส่เข้าไปก่อน ถ้ามันเยอะเกินไปท่านตัด ออกไปได้ แต่นี่ท่านเอางบประมาณเป็นตัวตั้ง งบเท่าเดิมปีนี้ ๓.๗๘ ล้านล้านบาท การจัดทำ งบประมาณมันขึ้นนิดเดียวเราก็ทราบกันอยู่ มันไม่ใช่ เพราะฉะนั้นนี่คือเหตุผลข้อที่ ๓ คือท่านไม่ยอมมองเห็นความจำเป็นเร่งด่วนต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นตัวตั้งในการ จัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี

เหตุผลข้อที่ ๔ ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนความมั่นคงทั้งภายใน ประเทศและภายนอกประเทศมันกระทบกับเราท่านก็มองไม่ออก

อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ ทั้ง ๔ เหตุผลนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ผมไม่สามารถให้ความ ไว้วางใจในเรื่องเกี่ยวกับการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ ของพวกท่าน ท่านประธานครับ ผมจะยกตัวอย่างปัญหาอะไรต่าง ๆ ที่มันควรจะเป็นตัวตั้งในการจัดทำ งบประมาณ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

ขอสไลด์แรกครับ สไลด์แรก หากผมนั่งอยู่บนบัลลังก์ หากผู้แทนของเราได้เป็นนายกรัฐมนตรี เรามองปัญหาอันแรก ๆ ที่ใกล้เข้ามาในประเทศไทย ปัญหาเจาะเหมือง มลพิษ ชายแดน ต้นน้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง ปัญหานี้มาตั้ง ๔ เดือนที่ผ่านมาจะมาบอกว่าเป็นปัญหาใหม่ ๆ ไม่สามารถจะนำมา พิจารณาได้หรือไม่ ท่านไม่ทราบหรือว่าปัญหานี้เป็นปัญหาจริง ๆ ปัญหาในประเทศ เพื่อนบ้านของเราที่เขามีการจัดทำเหมือง ทั้งเหมืองทอง ทั้งเหมืองเกี่ยวกับแร่ Rare Earth เกิดขึ้น แล้วมีผลกระทบที่แม่น้ำกกของเรา เข้าถึงจังหวัดเชียงใหม่ไล่เข้าไปเชียงรายลงไปสู่ แม่น้ำโขงท่านมองไม่ออกหรือว่านี่คือปัญหาจริง ๆ หากท่านมองออกท่านจะรู้ว่าท่านควรจะ จัดทำงบประมาณอย่างไร ท่านจะรู้ว่าแผนงานโครงการในการแก้ไขปัญหาตรงนี้ควรทำ อย่างไร สไลด์ ที่ ๒ อันนี้คือเหมืองที่ทำเป็นแร่ Rare Earth ในประเทศเพื่อนบ้านของเรา ห่างจากชายแดนของประเทศไทยแค่ ๒๕ กิโลเมตร ตอนนี้เราเห็นพี่น้องภาคประชาชน ภาคประชาสังคมในจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย ออกมาต่อสู้บอกว่าท่านทำอะไรกันอยู่ ทำไมท่านถึงไม่แก้ไขปัญหา ผมก็ตกใจ สไลด์ถัดไป อันนี้ก็เป็นอีก ๑ ภาพชัดเจน Google Earth สามารถมองได้ ท่านไม่ต้องไปหาข้อมูลที่ไหนท่านใช้ Google Earth ท่านใช้ คอมพิวเตอร์ของท่าน ท่านก็จะเห็นว่าปัญหามันมีจริง ๆ ทำไมงบประมาณ แผนงานต่าง ๆ มันถึงไม่มี สไลด์ถัดไป อันนี้คือโครงการ จริง ๆ แล้วอยู่ในงบประมาณภายใต้ยุทธศาสตร์สร้างการเติบโต คุณภาพชีวิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อยู่ภายใต้แผนย่อยของแผนแม่บทการจัดการมลพิษ ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสารเคมี ผมดีใจว่าปีที่แล้วพอเทียบกัน ปี ๒๕๖๘ กับ ปี ๒๕๖๙ มีเงินงบประมาณเพิ่มขึ้นมา ๒๐๐ กว่าล้านบาท ตอนแรกก็นึกว่าท่านสามารถ จัดทำแผนงานและโครงการขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาในการแก้ไขปัญหามลพิษที่มาจาก มลพิษข้ามแดนมาจากประเทศเพื่อนบ้านของเราเข้ามากระทบสู่ประเทศไทย แต่พอไปดูจริง ๆ ว่า ๒๐๐ กว่าล้านบาทมาจากไหน งบประมาณของท่านไปลงสู่กระทรวงอุตสาหกรรม องค์การ จัดการน้ำเสียของรัฐวิสาหกิจ ๒๐๐ กว่าล้านบาท กระทรวงอุตสาหกรรมไปทำอะไร เรื่องเกี่ยวกับมลพิษที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำโขง คือเรามองไม่เห็น เพราะฉะนั้นแสดงว่าท่านไม่ได้มองปัญหาเป็นตัวตั้ง ท่านมองแต่ว่างบประมาณอยู่ตรงไหน แล้วท่านก็เอาไปใส่ตรงนั้น อันนี้คือปัญหาแรกที่ท่านมองไม่ออกว่าปัญหาจริง ๆ ที่ประเทศไทย กระทบอยู่เป็นแค่ตัวอย่าง สไลด์ถัดไปอีกเรื่องหนึ่ง มีหลายส่วนที่เราได้เห็นจากข่าว ทั้งข่าวสารและข้อมูล ผมเชื่อมั่นว่าท่านได้ยินเช่นกัน ประเทศเมียนมามีความร่วมมือกับ ประเทศรัสเซีย ในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ทวาย หรือ Dawei ที่อยู่ติดกับประเทศไทย แค่ ๑๓๒ กิโลเมตร ห่างจากจังหวัดกาญจนบุรีมี ๒ ที่ อีกอันอยู่ที่พะโคซึ่งสามารถลากเข้ามาสู่ จังหวัดแม่ฮ่องสอนได้ประมาณ ๒๐๐ กว่ากิโลเมตร ท่านเห็นหรือไม่ว่าปัญหาแรกที่ผมบอกไป คือเหมืองแร่ แร่ Rare Earth การทำ Business and Human Rights เรื่องเกี่ยวกับธุรกิจ และเรื่องเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเทศเพื่อนบ้านของเรา เขาจะทำอย่างไรเราไม่สนใจ เพราะเป็นเรื่องของประเทศเพื่อนบ้าน แต่มันกระทบต่อประเทศไทย การไม่มี Accountability การไม่มีความรับผิดชอบของประเทศเพื่อนบ้านในการจัดทำธุรกิจต่าง ๆ ส่งผลกระทบต่อ ประเทศไทย ท่านลองคิดดูว่าที่ทวายถ้าสมมุติว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกิดขึ้น แล้วเขาไม่สามารถ ควบคุมสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นได้ สารกัมมันตภาพรังสีแผ่ขยายเข้ามาในประเทศไทย แล้วเราจะทำ อย่างไร ท่านมองไม่ออกว่านี่คือปัญหาหลัก ๆ จริง ๆ ถ้าเกิดขึ้นจริง ๆ ท่านจะทำอย่างไร สไลด์ถัดไป พอไปดูงบประมาณภายใต้ยุทธศาสตร์ความมั่นคง ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท อยู่ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง ๒๓,๘๔๒ ล้านบาท ปี ๒๕๖๗ ปี ๒๕๖๘ เพิ่มขึ้น ๕๖ ล้านบาท ไปอยู่ในสำนักงานปรมาณู เพื่อสันติ จริง ๆ แล้วก็ถูกต้อง แต่ว่าพอเราไปดูในรายละเอียดว่าสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ หน้าที่ความรับผิดชอบ Mission ของเขาคืออะไรเราจะเห็นชัดเจนว่าเป็นการป้องกันแค่ ภายในประเทศ แต่ท่านไม่มองออกไปว่าถ้ามีผลกระทบจริง ๆ จากประเทศเพื่อนบ้านของเรา และเข้ามาสู่ประเทศไทย ท่านจะป้องกันอย่างไร ท่านได้ดำเนินการใด ๆ หรือไม่ในการพูดคุย กระทรวงการต่างประเทศผมก็ไม่เห็นมีโครงการใด ๆ ที่จะไปแก้ไขปัญหาตรงนี้ ไม่มีการ พูดคุยในเรื่องต่าง ๆ ตรงนี้ กระทรวงกลาโหมเองก็ตามไม่มีการพูดคุยในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติก็ไม่มี งบประมาณตรงไหนที่จะไปป้องกันที่จะบอกเขาว่า ไม่ควรจะทำ หรือจะมีการ Deal อย่างไรพูดคุยเกิดขึ้น ไม่มี ป้องกันภายในประเทศเราก็ไม่มี การพูดคุยภายนอกประเทศเราก็ไม่มี ท่านมองไม่ออกว่านี่คือปัญหาที่จะมีผลกระทบส่งต่อ ความมั่นคงของประเทศ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งใหม่ท่านประธาน เกิดขึ้นมาประมาณสัก ๒ ปีแล้ว มีความความพยายามของประเทศเพื่อนบ้านของเราในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่จะอยู่ใกล้ประเทศไทย แต่เราก็ไม่ทำอะไรเกิดขึ้น แล้วพี่น้องในจังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดตาก ที่จะมีผลกระทบหากเกิดสารกัมมันตภาพรังสีทะลุออกมา จะทำอย่างไร ตอนนี้พี่น้องประชาชนบริเวณชายแดนของเรารู้สึกหนาว ๆ ร้อน ๆ เรียบร้อย ท่านประธาน หากเราไม่มีแผนงานโครงการต่าง ๆ เกิดขึ้น สไลด์ถัดไป ตัวอย่างที่ ๓ โครงการ อีอีซี ณ ปัจจุบันนี้ท่านประธาน เราก็มีอีกปีนี้ เดี๋ยวผมโชว์ก่อน ภาพอีอีซีเราสีดำ ๆ ข้างบน อีอีซีตรงนี้ อีกอันหนึ่งคือที่ประเทศกัมพูชา มีการตัดคลองที่เรียกว่าฟูนันเตโช ที่ผ่านจาก จังหวัดแกบที่อยู่ชายแดนอ่าวไทยเข้าไปสู่กรุงพนมเปญ เมืองหลวงของประเทศกัมพูชา ๑๘๐ กิโลเมตรที่ประเทศจีนเข้ามาลงทุนตัดคลองนี้ออกมาให้ได้ ท่านรู้หรือไม่ อะไรจะเกิดขึ้น นัยของมันท่านต้องวิเคราะห์ให้ออก หากการทำคลองนี้สำเร็จท่านรู้หรือไม่ อะไรจะเกิดขึ้น จะมีการท่าเรือน้ำลึกเกิดขึ้นหรือไม่ ตอนนี้มีการติดต่อระหว่างจังหวัดแกบ กำปอด สีหนุวิลล์ เรียบร้อยแล้ว เขาลงทุนไปตรงนั้นแล้วนี่ ถ้าเกิดเขามีเกี่ยวกับนิคม อุตสาหกรรมขึ้นเหมือนกับที่เราทำเออีซีเราจะทำอย่างไร สไลด์ถัดไป ท่านประธานครับ ปี ๒๕๖๘ เราลงทุนเรื่องอีอีซีของเรานี่อยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ ด้านสร้างความสามารถในการแข่งขัน ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ภายใต้แผนงานบูรณาการ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ๘,๓๑๔ ล้านบาทของปีนี้ ปี ๒๕๖๙ ปี ๒๕๖๘ ลงทุนไป ๗,๓๒๙ ล้านบาท รวม ๒ ปี ๑๕,๖๗๑ ล้านบาทเศษ ที่เราลงทุนเข้าไป ท่านรู้ไหม ถ้าสมมุติว่ากัมพูชาเขาสามารถทำท่าเรือน้ำลึกได้เกิดขึ้น ตรงที่จังหวัดแกบตรงนั้นมันจะเป็น ตาข่ายรองรับการเดินเรือสมุทรเข้ามา แล้วอีอีซีของเราจะมีผลกระทบ ท่านได้สร้างโครงการ แผนงานอะไรบ้างหรือยัง กระทรวงพาณิชย์ได้มีการพูดคุยหรือยังว่าจะทำอย่างไรในการที่จะ ประสานงานกับประเทศกัมพูชา รัฐบาลเองที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลกัมพูชา ได้มีการพูดคุยอะไรกันบ้างหรือยัง ได้มีการตกลงอะไรกันบ้างหรือเปล่าว่าเรามีโครงการตรงนี้ เกิดขึ้น ท่านไม่ควรที่จะมีโครงการต่าง ๆ เข้ามารองรับเป็นตาข่ายทางด้านเศรษฐกิจ ที่จะทำให้ อีอีซีของเราที่เราลงทุนเป็นหลายหมื่นล้านบาทมาหลายปีแล้วไม่ได้รับผลกระทบ ท่านทำ อะไรบ้างหรือยัง ไม่มีอะไรเลย มีแต่การพัฒนาอีอีซี มีแต่การเอาเงินไปลงทุน มีกองทัพเรือ ที่เข้าไปทำงานตรงนี้อีก มีได้รับงบประมาณปี ๒๕๖๙ อีก ท่านไม่ดูว่าความจำเป็นเร่งด่วน มันคืออะไร ท่านใส่แต่งบประมาณในการลงทุนเข้าไปเรื่อย ๆ แล้วมันมีผลกระทบอะไร ต่อการลงทุนของเรา ถ้าลงทุนไป ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วเราไม่ได้ผลกำไรกลับมา เราจะลงทุนไปเพื่ออะไร ขอสไลด์ถัดไป อีก ๑ สถานการณ์ เมื่อสักครู่นี้ท่านนพดล ปัทมะ ต้องขอประทานโทษที่เอ่ยนามท่าน ท่านได้พูดถึงเรื่องผลกระทบจากสถานการณ์ในประเทศ เมียนมาที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยหากไม่เกิดสันติภาพ ต้องขอขอบคุณท่านนพดลนะครับ ที่ท่านได้พูดเรื่องนี้ เพราะมันจำเป็นจริง ๆ ประเทศไทยของเราทราบนานแล้วว่าผลกระทบ เกิดขึ้นแน่ ๆ หากเกิดสถานการณ์ไม่สงบในประเทศเมียนมา ผู้ลี้ภัยเองก็ตาม Scammer Call Center เรื่องการค้ามนุษย์ ขบวนการนำพา จีนเทา จีนดำ ไทยเทา ไทยดำ ต่าง ๆ นานา ที่เกิดขึ้นในประเทศเมียนมา เราไม่มีงบประมาณโครงการใด ๆ ทั้งสิ้น ท่านรู้ไหม ปี ๒๕๖๗ ตอนนั้นเป็นท่านเศรษฐา ขอประทานโทษ แค่มีโครงการในการทำเรื่อง Humanitarian Corridor ในการสนับสนุนทางด้านมนุษยธรรม เงิน ๕ ล้านบาท ปีที่ผ่านมาภายใต้การนำ ของคุณแพทองธาร ชินวัตร มีการใช้งบประมาณของเราผ่าน R5 คือศูนย์ประสานงาน ทางด้านการให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมผ่านอาเซียน ใช้เงินเท่าไรไม่รู้ เงินไป ตรงไหนไม่รู้ เอาเงินทุกอย่างไปสู่ที่งบกลาง ทั้ง ๆ ที่เรารู้ว่าตรงนี้เป็นการป้องกันผลกระทบ ต่าง ๆ ที่เข้ามาในประเทศไทย พี่น้องบริเวณชายแดนไทยกับเมียนมา ทั้งหมด ๒,๔๑๖ กิโลเมตร ตั้งแต่จังหวัดเชียงรายลงไปถึงจังหวัดระนองได้รับผลกระทบทั้งนั้น ท่านไม่มี แผนงาน โครงการใด ๆ ท่านเพียงแค่พูดว่าเราต้องเป็นคนนำในการสร้างสันติภาพ เรามีการ ประชุม ASEAN Summit เพิ่งเร็ว ๆ นี้เมื่อวันที่ ๒๔ ที่ผ่านมาท่านนายกรัฐมนตรีก็ไปจับมือ กับเขาที่มาเลเซีย ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็บอกว่าอาเซียนขอบคุณไทย ช่วยแก้วิกฤติเมียนมา เราทำทุกอย่าง แต่เราไม่มีงบประมาณ เราไม่ทำโครงการ ท่านเอาเงิน ไปทำอะไรกันหมดผมก็ไม่เข้าใจ อันนี้คือ Vision คือวิสัยทัศน์ที่ท่านจำเป็นต้องมีในการที่เรา จะสร้างงบประมาณ สร้างงบประมาณคือท่านจะต้องเอาปัญหาเป็นตัวตั้ง สร้างโครงการ แผนงานเข้ามา เงินเข้ามาทีหลัง แต่ท่านเอาเงินเข้ามาก่อน มันเลยเกิดปัญหาขึ้น อันนี้ที่จะ ทำให้ประเทศไทยมีผลกระทบ และโดยเฉพาะความสง่าผ่าเผยของเราในเวทีระหว่าง ประเทศด้วย ภาพลักษณ์ของเรา หากเราไม่มีภาพลักษณ์แล้ว การค้า การลงทุน ที่ท่าน พยายามทำ เชื่อผมเถอะเขาก็กังวลว่าเราไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ นานาได้ ขอสไลด์ถัดไป เรื่องนี้เรื่องสำคัญ ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมขอพูดอีกครั้งหนึ่งในที่นี้ ในพื้นที่ปาตานี สถานการณ์ต่าง ๆ นี่น่ากลัวมากครับ ณ ปัจจุบันวันนี้เองก็ยังมีสถานการณ์ ความรุนแรงเกิดขึ้น ที่ลานกีฬาสีที่เกิดขึ้น ก็ต้องขอแสดงความเสียใจกับผู้ได้รับผลกระทบ จากการยิงเข้ามาในงานกีฬาสีตอนกลางวันวันนี้ แล้วยังมีอีกหลายคน ทั้งครอบครัว ผู้สูญเสีย ชีวิตไปมากมาย ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน นี่แค่ปีเดียว ยังไม่รวมถึงหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา งบประมาณต่าง ๆ ที่ผ่านมาที่ลงไปในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้บวก ๔ อำเภอที่สงขลา เงินลงไปเท่าไรแล้ว ๒๓ ปีที่ผ่านมาใช้เงินเกือบ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีที่ผ่านมา งบบูรณาการ ๕,๘๗๒ ล้านบาท ปีนี้ดูดี งบบูรณาการลดลงเหลือ ๑,๔๒๕ ล้านบาท แต่เผอิญ ปัญหามันอยู่ตรงนี้ครับท่าน ท่านเอางบประมาณที่เหลือไปใส่ในงบ Function ท่านเอา งบประมาณที่เหลือไปใส่ให้กับกระทรวง ทบวง กรม โดยเฉพาะหน่วยงานความมั่นคงเข้าไป เยอะแยะมากมาย ท่านไม่ได้แก้ไข มันเหมือนกับการพลิกเอางบประมาณไปใส่สู่กับอีก ส่วนหนึ่งที่ทำเป็นงบ Function เกิดขึ้นและแสดงว่าตอนนี้งบบูรณาการ ปัญหาในสถานการณ์ มันดีขึ้น มันดีขึ้นอย่างไรบ้าง สันติภาพอยู่ตรงไหน สไลด์แรกที่ผมบอกไป มันเป็นนโยบายของ รัฐบาลหรือไม่ ที่จะบอกว่า Iron fist คือกำปั้นเหล็ก หรือจะเป็น Velvet Glove หรือจะเป็น ทางด้านถุงมือพรม ๆ ที่สามารถที่จะใช้อะไร จะใช้ไม้เรียวหรือแครอทในการแก้ไขปัญหา แต่เผอิญงบประมาณมันย้อนแย้งกัน สไลด์ถัดไป อันนี้อาจจะเป็นตัวเล็กไปหน่อย ตั้งแต่ ปี ๒๕๔๗ จนถึง ๒๕๖๙ งบประมาณถึงปี ๒๕๖๗-๒๕๖๘ ท่านดู ๒๓ ปี รวม ๆ เร็ว ๆ เกือบ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จนถึง ๒๕๖๙ ปี ๒๕๖๙ ตอนแรกมันจะลดน้อยถอยลง เพราะนโยบาย ชัดเจนบอกว่าเราจะมีการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน การแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืนให้เกิดขึ้น แต่มันกลายเป็นว่า ๑,๔๐๐ กว่าล้านบาท เข้าไปสู่งบบูรณาการ ที่เหลือส่วนต่างเป็น ๒๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท เงินทั้งหมดไปอยู่ในงบ Function นโยบายเราก็ไม่มี การสร้าง สันติภาพก็ไม่เกิด ปัญหาก็เกิดทุกเมื่อเชื่อวัน นโยบายท่านไม่ทำ ท่านจะทำอะไรต่อไป ท่านจะเอาเงินไปละลายแม่น้ำตลอดเวลาไม่ได้ เงินภาษีพี่น้องประชาชน ณ ปัจจุบันนี้ท่านจะ ทำอย่างไร เราไม่เห็นจริง ๆ คงจะมีเพื่อน ๆ สมาชิกพรรคร่วมฝ่ายค้านมีการพูดคุยในเรื่อง เกี่ยวกับงบประมาณเกี่ยวกับ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่อันนี้เป็นสิ่งที่ผมจะแสดงให้ท่าน เห็นว่าปัญหามันอยู่ที่ว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่สามารถมองออกว่าความจำเป็นเร่งด่วนคืออะไร ขาดการเป็นมืออาชีพในการจัดทำงบประมาณ เอาเงินเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เอาปัญหาความสำคัญ เร่งด่วนเป็นตัวตั้ง ท่านไม่สามารถเป็นผู้ชี้นำให้กับข้าราชการประจำได้ในการจัดทำ งบประมาณ ต้องขอประทานโทษท่านประธานครับ ขอใช้เวลาอีกสักครู่หนึ่งในการจบการ อภิปรายของผม เหตุผลทั้ง ๔ เหตุผลนั้น ที่ผมบอกไปตั้งแต่เบื้องต้น มันเป็นเหตุผลสำคัญ ที่จะทำให้เห็นว่าเราจำเป็นที่จะต้องไม่สามารถเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ ได้ มีอีกอันหนึ่งผมขอติดปลายนวม ผมเพิ่งได้รับข้อมูล ข้อความ สด ๆ ร้อน ๆ จากจังหวัดเชียงราย อยากจะให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ไปหาความจริงให้ผมสักนิดหนึ่ง โรงพยาบาล ๑ แห่งในจังหวัดเชียงรายได้รับการ ประสานงานจากส่วนกลางบอกว่าต้องการโครงการที่เรียกว่า DICOM หรือไม่ DICOM เรียกว่า Digital Imaging and Communication in Medicine หรือเรียกว่าเครื่องมือ เก็บมาตรฐานกลางในการสื่อสาร จัดเก็บ เรียกดู ประมวลผล จัดพิมพ์และแสดงผล ภาพถ่ายทางการแพทย์ เครื่องมือนี้มันเป็นเครื่องมือที่สามารถจะเอาผลต่าง ๆ ใส่เข้าไป แล้วมันแสดงผลออกมาได้ จังหวัดเชียงรายโดนถามว่าต้องการเครื่องมือตรงนี้หรือไม่ เครื่องละ ๕๐ ล้านบาท มันจะเป็นจริงหรือไม่ อย่างไร ก็ต้องให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุขไปสืบดูว่าจริงหรือเปล่า ถ้าเป็นจริง อันนี้แสดงว่าเป็นการที่เรามีงบประมาณเหลือ แล้วส่งไป โทรไปถามในพื้นที่ แล้วให้เขามีความต้องการหรือไม่ ถ้ามีความต้องการ บอกมา มีใครบ้างจะบอกว่าไม่ต้องการ นี่เป็นการจัดทำงบประมาณในงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ ที่ทำอย่างขาดประสิทธิภาพ มีงบประมาณแล้วบอกว่าไปหาจัดทำแผนงานโครงการ มารองรับใช่หรือไม่ อันนี้ต้องไปถามดู ถ้าเป็นจริงนี่เครื่องเดียว ๕๐ ล้านบาท ถ้าสมมุติ ๑๐๐ เครื่อง ๕,๐๐๐ ล้านบาท มันมีส่วนต่างหรือเปล่า อันนี้ต้องไปถามดู ทั้งหมดทั้งมวลผมขอสรุป เหตุผลที่ผมไม่สามารถยอมรับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ ที่นำเสนอโดยคณะรัฐมนตรีที่มีการนำโดยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร และคณะต่อสภาผู้แทนราษฎรอันทรงเกียรติแห่งนี้เนื่องจากเหตุผลขาดความเป็นมือ อาชีพ ขาดความเป็นผู้นำให้กับส่วนราชการ ทำให้ไม่สามารถบอกความจำเป็นเร่งด่วน ต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ ทำให้ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนและภัยความ มั่นคงทั้งภายในและภายนอกประเทศง่อนแง่น อยู่จุดเสี่ยงที่สุดของประเทศ ขอบคุณครับ ท่านประธาน

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ อีก ๒ ท่าน ท่านแรกท่านศุภโชค ศรีสุขจร ท่านที่ ๒ ท่านอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ เชิญท่านศุภโชค ศรีสุขจร ครับ

นายศุภโชค ศรีสุขจร นครปฐม 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ศุภโชค ศรีสุขจร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขตเลือกตั้งที่ ๑ พรรคชาติไทยพัฒนา

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

ท่านประธานครับ ผมขอร่วมอภิปราย ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๕ แต่ก่อนอื่นก่อนที่ผมจะพูดถึง ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายผมขออนุญาตเล่าถึงปัญหาวิกฤติที่ประเทศของเรา กำลังเผชิญอยู่ นั่นคือปัญหาวิกฤติประชากรและปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในประเทศไทย ท่านประธานครับ วันนี้ประเทศของเราอยู่ในจุดที่เปลี่ยนทางประชากร ที่สำคัญ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต แต่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ณ ขณะนี้ เรากำลังเผชิญกับอัตรา เด็กเกิดใหม่ที่น้อยลงกว่าจำนวนคนเสียชีวิตอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ ๒ และยังมีแนวโน้มที่จะ ลดลงอย่างต่อเนื่องทั้งในแง่จำนวนและคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนชาวไทย ปรากฏการณ์นี้คือจุดเริ่มต้นของการหดตัวของฐานประชากรอย่างถาวร ในปี ๒๕๖๖ มีเด็กเกิดใหม่เพียง ๔๘๕,๐๐๐ คน กลับกันมีคนเสียชีวิตถึง ๕๖๓,๐๐๐ คน ซึ่งหากเรายัง ไม่ลงมือวางรากฐานในวันนี้ ไม่ถึง ๒๐ ปีข้างหน้าคนหนุ่มสาวจะกลายเป็นทรัพยากร ที่ขาดแคลนที่สุดของประเทศของเรา เมื่อคนเกิดน้อย แต่มีคนที่อายุยืนยาวขึ้น ประเทศไทย จึงกลายเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ในปี ๒๕๖๕ ที่จะมาถึงนี้เราจะมีผู้สูงอายุที่อายุเกิน ๖๐ ปี ราว ๑๔ ล้านคน แล้วในอีก ๑๐ ปีข้างหน้าตัวเลขนี้จะทะลุ ๒๐ ล้านคน นั่นคือ ๓๓ เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งประเทศท่านประธาน เมื่อสังคมสูงวัยมีคนมากเกินไป ย่อมหมายถึงงบประมาณรายจ่ายประจำที่ภาครัฐต้องแบกรับ ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล เบี้ยยังชีพ การจัดสรรงบประมาณเพื่อสวัสดิการต่าง ๆ นอกจากนี้ยังกระทบต่อภาคแรงงาน ที่หายไปในตลาดอย่างไม่มีวันหวนกลับมา สิ่งเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อการเติบโตของ เศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศของเรา สุดท้ายปัญหาทั้งหมดนี้ กระทบต่อประชาชนทุกกลุ่มของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรุ่นใหม่ที่ไม่สามารถเลี้ยง ดูแลตัวเองได้อย่างมั่นคง เขาเหล่านั้นจึงไม่กล้าที่จะสร้างครอบครัว ไม่กล้าที่จะมีลูก เพราะวันนี้ค่าครองชีพพุ่งสูงแต่รายได้หยุดนิ่ง เพราะวันนี้ค่าดูแลพ่อแม่ไม่พอจะเอา อะไรไปเลี้ยงดูลูก เพราะวันนี้สวัสดิการยังไม่ทั่วถึงจะฝากชีวิตไว้กับอนาคตได้อย่างไร และเพราะวันนี้เศรษฐกิจของประเทศเรายังติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง การจัดทำร่าง พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้นต้องคำนึงถึงปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในประเทศ รวมไปถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในอนาคต ในวันนี้เองผมขอแบ่งปัญหาหลัก ๆ ของประเทศของเรา ออกเป็น ๒ ปัญหาด้วยกัน นั่นคือ ๑. ด้านเศรษฐกิจ และ ๒. คือปัญหาด้านสังคม โดยเฉพาะโครงสร้างของประชากรในประเทศ ซึ่งปัญหานี้ไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงใด กระทรวงหนึ่งมันคือวาระแห่งชาติครับ ซึ่งต้องการความร่วมมือของทุกหน่วยงานในภาครัฐ ต้องมีทั้งงบประมาณ มีกลไก มีวิสัยทัศน์ ที่เชื่อมโยงและบูรณาการกันจริง ๆ ซึ่งหากเรา เข้าไปดูในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ ผมเองต้องขอชื่นชม ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทุกท่านที่เล็งเห็นถึงปัญหานี้ โดยมีการตั้งงบประมาณในการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ และด้านการ สร้างโอกาส และความเสมอภาคในสัดส่วนถึง ๔๑ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่าย ทั้งประเทศ อย่างไรก็ตามกระทรวงที่ถือเป็นแม่งานในการแก้ไขปัญหาวิกฤติประชากรครั้งนี้ คือกระทรวง พม. กลับได้รับงบจัดสรรจากงบประมาณทั้งหมด ๐.๗๕ เปอร์เซ็นต์ จากงบประมาณ ๓.๗๘ ล้านล้านบาท ปัญหาวิกฤติประชากรครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพราะคนไทย ไม่อยากมีลูก หรือเพราะการเปลี่ยนแปลงของค่านิยมเพียงอย่างเดียว แต่คำตอบนั้นฝังลึก อยู่ในสิ่งที่เรียกว่าคุณภาพชีวิต วันนี้คนรุ่นใหม่จำนวนมากไม่สามารถยืนด้วยลำแข้งของ ตัวเองได้อย่างมั่นคง ค่าครองชีพยังคงสูงขึ้น รายได้หยุดนิ่ง โอกาสในระบบเศรษฐกิจรวมอยู่ กับกลุ่มคนเพียงไม่กี่กลุ่ม ในขณะที่เขาเหล่านั้นยังเลี้ยงดูตัวเองไม่ไหว ภาระจากผู้สูงอายุ ในบ้าน พ่อแม่ที่กำลังแก้ลงก็เข้ามาทับซ้อนอย่างเต็มรูปแบบ พวกเขาเหล่านั้นกลายเป็น Sandwich Generation ที่จะต้องแบกภาระทั้งต้นน้ำ ทั้งปลายน้ำของครอบครัว จึงไม่ใช่เรื่อง น่าแปลกเลยว่าทำไมคนวัยทำงาน คนวัยรุ่นไม่ต้องการที่จะมีลูก ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่อยากมี แต่เขาไม่มีโอกาสที่จะมี เมื่อเราหันกลับมาดูในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี ๒๕๖๙ ถึงแม้ว่าทางท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี พวกเรามีความพยายาม ที่จะปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำ แต่งบประมาณรายจ่ายประจำก็ยังสูงถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมด งบลงทุนยังอยู่ในระดับที่ต่ำ ขณะที่สัดส่วนของงบ ที่จัดไปเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนโดยตรงไม่สอดคล้องกับวิกฤติที่ เกิดขึ้นจริง ผมขออนุญาตหยิบยกตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด เบี้ยเด็กแรกเกิด คำขอของกระทรวง พม. ขอแบบถ้วนหน้า แต่ได้รับจัดสรรแบบเท่าเดิม ท่านประธานที่เคารพ การลงทุนในช่วง ปฐมวัยถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของประเทศตามรายงานขององค์การยูนิเซฟ การลงทุน ในโปรแกรมการศึกษาปฐมวัยคุณภาพสูงสำหรับเด็กด้อยโอกาส สามารถให้ผลตอบแทน ทางเศรษฐกิจและสังคมสูงถึง ๗-๑๐ เท่าของเงินที่ลงทุนไป อย่างไรก็ตามงบประมาณ ในปี ๒๕๖๙ ของกรมกิจการเด็กและเยาวชนได้เสนอคำของบประมาณเพื่อเบี้ยเด็กแรกเกิด แบบทถ้วนหน้าจำนวนกว่า ๒๓,๑๗๑ ล้านบาท ทุกท่านฟังดูแล้วอาจจะมาก แต่ถ้าเทียบกับ งบประมาณทั้งหมดเป็นเพียงแค่ ๐.๖ เปอร์เซ็นต์ แต่ได้รับการจัดสรรแบบไม่ครบถ้วน ทำให้ มีเด็กอีก ๖๐๐,๐๐๐ กว่าชีวิตที่ยังตกหล่นจากระบบสวัสดิการ แต่น่าเสียดายที่มีเพียงท่าน รัฐมนตรีกระทรวง พอ. ท่านวราวุธ ศิลปอาชา ที่ท่านเห็นความคุ้มค่าของการลงทุนนี้

ประเด็นที่ ๒ เรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแบบระบบขั้นบันไดที่พอจะไต่ครับ แม้จะมีการจัดสรรเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตามช่วงอายุ ๖๐๐ ๗๐๐ ๘๐๐ ๑,๐๐๐ บาทต่อเดือน อย่าว่าค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพเลยครับ ผมเองลงพื้นที่พบพี่น้องประชาชนผู้สูงอายุ คำว่า เบี้ยยังชีพ มันไม่พอเลี้ยงชีพหรอกครับ ลำพังเงินเบี้ยยังชีพที่ได้รับผู้สูงอายุส่วนมากก็จะเอา ไปให้ลูกให้หลานที่เงินเดือนไม่พอที่จะใช้ในแต่ละเดือน มันไม่พอเลี้ยงชีพหรอก เบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุขั้นต่ำในประเทศควรอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า ๑,๔๐๐ บาทต่อเดือน เพื่อให้ครอบคลุม ระดับเส้นค่าความยากจนของผู้สูงวัยในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีรายได้ประจำหรือคนที่ อยู่นอกระบบประกันสังคม และอีกเช่นเคยเพียงท่านรัฐมนตรีวราวุธ ศิลปอาชา ที่ท่านเห็นถึงความสำคัญของเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ท่านเองได้มีการเสนอเป็น ๑,๐๐๐ บาท ถ้วนหน้า แต่ด้วยข้อจำกัดงบประมาณของเราทำให้นโยบายนี้ยังไม่ได้การตอบรับ

อย่างไรก็ตามถึงแม้เบี้ยยังชีพไม่เพิ่มไม่เป็นไร ยังโชคดีที่รัฐบาลยังเห็น ความสำคัญโครงการเรือธงของกระทรวง พม. นั่นคือโครงการนักบริบาลผู้สูงอายุครับ ยังได้รับการจัดสรรเพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๖๘ ท่านประธานครับ ยังมีผู้สูงอายุอีกจำนวนมากที่ไม่มี บุตรหลานดูแล เพราะวันนี้คนหนุ่มสาวจำนวนมากต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ผู้สูงอายุ ต้องอยู่ตามลำพังหรืออยู่กับผู้สูงอายุด้วยกัน โดยไม่มีเวลาหรือความรู้ในการดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ หรือทำกิจวัตรประจำวัน ดังนั้นโครงการนักบริบาลผู้สูงอายุของกรมกิจการ ผู้สูงอายุจึงเป็นหนึ่งโครงการที่มาตอบโจทย์ในปัญหานี้โดยตรง โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่ม บุคลากรที่สามารถดูแลผู้สูงอายุแบบถึงบ้าน ลดภาระของโรงพยาบาลและหน่วยบริการสุขภาพ และสร้างงานให้กับท้องถิ่นท้องที่กับกลุ่มวัยกลางคนที่มีเวลาและพร้อมทำงานให้กับเรียกว่า การดูแลผู้สูงวัย ตัวเลขในคำของบประมาณประจำปี ๒๕๖๙ ของกรมกิจการผู้สูงอายุ ๘๔๐ ล้านบาท เป้าหมายเพื่อผลิตนักบริบาลผู้สูงอายุกว่า ๕,๐๐๐ ชีวิต เพื่อดูแลพี่น้อง ผู้สูงอายุกว่า ๑๗๐,๐๐๐ คน แต่ได้รับการจัดสรรเพียง ๑๓๖ ล้านบาท ทำให้สามารถอบรม นักบริบาลผู้สูงอายุได้เพียง ๘๗๘ คน ดูแลผู้สูงอายุได้เพียง ๒๖,๐๐๐ กว่าคน แล้วผู้สูงอายุ กว่า ๑๔๐,๐๐๐ คน ต้องรอใครดูแลครับท่านประธาน

เรื่องที่ ๔ เรื่องงบศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งเป็นพื้นที่ของการลงทุนที่ยัง ถูกละเลย ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กถือเป็นฐานรากสำคัญของการพัฒนาบุคลากรในประเทศ ในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงปฐมวัย ซึ่งเป็นเวลาทองของการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ ต่าง ๆ อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน งบประมาณที่ได้รับจัดสรรในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ยังไม่เพียงพอและไม่สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของพื้นที่ จากข้อมูลของกรมการ ส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น งบประมาณที่จัดสรรให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในปี ๒๕๖๙ ไม่มีการพัฒนาใด ๆ เลย ยังเป็นการตั้งงบประมาณแบบคงที่ เพียงพอแค่การใช้บริหารงาน แบบปีต่อปี ผลกระทบจากงบประมาณที่ไม่เพียงพอส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพ การศึกษาและคุณภาพชีวิตของเด็กปฐมวัย การลงทุนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจึงเป็นการลงทุน ในอนาคตของชาติ หากเราปล่อยให้ศูนย์เหล่านี้ขาดแคลนทรัพยากรและงบประมาณ เราก็อาจสูญเสียโอกาสในการพัฒนาเยาวชนที่มีคุณภาพ งบประมาณคือภาพสะท้อนของ ความตั้งใจ และหากเรายังจัดสรรงบประมาณแบบนี้อยู่ แปลว่าเราอาจจะยังตั้งใจไม่พอ ในการรับมือกับปัญหาวิกฤติประชากรอย่างจริงจัง เรากำลังพยายามอุ้มทั้งระบบของ ผู้สูงอายุไว้ด้วยงบประมาณเพียงเศษเสี้ยวของสิ่งที่จำเป็น ในขณะที่วัยแรงงานกำลังร่อยหรอ คนรุ่นใหม่ยังไม่กล้ามีลูก หากเรายังไม่เร่งลงทุนกับระบบที่ช่วยให้คนวัยทำงานมีศักยภาพ มีรายได้ มีความหวัง เราก็อย่าได้หวังเลยว่าพวกเขาจะมีพลังพอที่จะสร้างครอบครัวและสร้าง อนาคตของประเทศเราได้ หากวันนี้เราไม่ลงมือ ในปี ๒๕๙๓ เราจะอยู่ในประเทศที่ถ้ามีคน เดินมาด้วยกัน ๓ คน ๑ คนคือผู้สูงอายุ อีก ๑ คนคือวัยแรงงานที่เลี้ยงดูผู้สูงอายุ และอีกคน ที่ยังไม่กล้าที่จะเกิด ท่านประธานที่เคารพครับ หากประเทศไทยจะเดินไปข้างหน้าได้อย่าง มั่นคงและยั่งยืน เงินงบประมาณของรัฐต้องไม่ใช่เพียงการลงทุนเพื่อให้ประเทศเติบโต แต่ต้องเป็นการลงทุนที่ทำให้ประชากรทุกกลุ่มลุกขึ้นเดินได้ไปด้วยกัน กลุ่มที่น่าสงสารที่สุด คือกลุ่มเปราะบางในสังคม ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ ผู้พิการ เด็ก ผู้มีรายได้น้อย ถ้าพวกเขา ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ครับงบประมาณที่ใช้ก็จะไร้ประสิทธิภาพ และในทางตรงกันข้าม เขาเหล่านั้นจะกลายเป็นภาระสะสมทางการคลังของรัฐที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้น ประเทศไทยต้องจัดงบมหาศาลเพื่อประคับประคองไม่ใช่เพื่อพัฒนา หัวใจของการปฏิรูป ประเทศจึงไม่ใช่แค่การลงทุนด้านเศรษฐกิจ แต่คือการสร้างศักยภาพให้คนที่ยังเดินไม่ไหว ให้เดินไปได้ด้วยกัน สร้างโอกาสให้กับคนที่ยังไม่มี มีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจและสังคม แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาล อาจยังไม่เห็นความสำคัญในมิตินี้ งบประมาณของกระทรวง พม. กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์เพิ่มขึ้นเพียง ๖๔ ล้านบาท งบประมาณของการเคหะแห่งชาติ เพิ่มขึ้นเพียง ๑๗ ล้านบาท เมื่อเทียบกับหน่วยงานอื่นที่งบเพิ่มเป็นหลัก ๑,๐๐๐ ล้านบาท ความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณชัดเจน ในขณะที่โครงสร้างประชากรอ่อนแรง เศรษฐกิจ ประเทศยังเปราะบาง ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคก็ยังเรียกว่าต่ำอย่างต่อเนื่อง กำลังซื้อ ของประชาชนที่หดตัวลง เพราะค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น แต่รายได้ของครัวเรือนกลับหยุดนิ่ง หรือแย่กว่านั้นหายไปเลย ที่น่ากังวลกว่านั้นคือระดับหนี้ครัวเรือนของประเทศไทยในปี ๒๕๖๘ สูงถึง ๘๘ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ซึ่งสูงที่สุดในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย คนไทยจำนวนมากต้องหยิบยืมเพื่อดำรงชีพ ไม่ใช่เพื่อขยายกิจการ ไม่ใช่เพื่อลงทุน แต่เพื่อยังชีพประคองให้ผ่านพ้นวันพรุ่งนี้ไปเท่านั้นเอง ในปัญหาเศรษฐกิจภาคธุรกิจ SMEs ไทยกำลังถูกแทนที่ด้วยสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าจากประเทศจีน เข้ามาแข่งขันด้านต้นทุน ในขณะที่เรายังมีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี ธนาคารลดการเข้าถึง แหล่งเงินทุนและระบบสนับสนุนจากภาครัฐที่ยังไม่ทั่วถึง ภาคบริการก็ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ จากปัญหาวิกฤติโควิด-๑๙ โดยเฉพาะธุรกิจรายย่อยในหัวเมือง ซ้ำร้ายภาคเกษตรก็ยังเผชิญ วิกฤติซ้ำซ้อนทั้งราคาสินค้าการเกษตรที่ตกต่ำ ต้นทุนที่สูงขึ้น ภัยธรรมชาติ ในขณะเดียวกัน สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศจีนยังคงส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่าง ประเทศและความมั่นใจของนักลงทุน ต้นทุนที่ผันผวน ห่วงโซ่อุปทานที่ไม่แน่นอน และใน ไทยเรา ในฐานะประเทศขนาดกลางที่เรียกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย ต้องรับแรงกระแทกกับวิกฤติ ในครั้งนี้ หากเราพูดถึงอนาคตของประเทศ เราไม่อาจละเลยวิธีที่รัฐใช้จ่ายเงินของประชาชน เพราะงบประมาณไม่ใช่แค่แผ่นตัวเลขในเอกสารราชการ แต่มันคือตัวกำหนดว่าประเทศนี้ จะเดินไปข้างหน้าได้อย่างไร ใครจะอยู่รอด อนาคตจะยั่งยืนเพียงใด ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ ที่อยู่ตรงหน้าพวกเราทุกคนนี้ ไม่เพียงสะท้อนความตั้งใจของรัฐบาล แต่ยังสะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของรัฐไทย ซึ่งหาก ไม่พูดกันตรง ๆ เรากำลังเผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤติ เศรษฐกิจที่อ่อนแอ โครงสร้างประชากร ที่เสื่อมถอย รายได้รัฐที่ไม่พอใช้ และหนี้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้ที่ทำให้ งบประมาณไทยกลายเป็นพื้นที่ที่หดแคบลงเรื่อย ๆ หากเราไม่เริ่มปรับทิศ พรุ่งนี้เราจะไม่มี พื้นที่เพียงพอสำหรับการเปลี่ยนแปลงประเทศอีกเลยครับ ท่านประธานครับ งบดำเนินงาน และภาระรายจ่ายประจำในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ มีวงเงิน ทั้งสิ้น ๓.๗๘ ล้านล้านบาท แต่ในจำนวนนี้เป็นรายจ่ายประจำสูงถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ในทางกลับกันงบลงทุนที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเรามีเพียง ๒๒.๙ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต่ำกว่างบลงทุนในปี ๒๕๖๘ สิ่งนี้สะท้อนว่ารัฐยังคงใช้งบประมาณเพื่อประคับประคอง ระบบมากกว่าการลงทุนเพื่ออนาคต นอกจากนี้ยังพบว่าหน่วยงานราชการหลายแห่งกันเงิน เหลื่อมปีสูงขึ้น แสดงถึงปัญหาการบริหารงบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพ พื้นที่ทาง งบประมาณที่จะถูกบีบลงเรื่อย ๆ รัฐไม่สามารถตอบสนองต่อวิกฤติต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น โรคระบาด เป็นภัยธรรมชาติ หรือสภาวะเศรษฐกิจถดถอย งบประมาณจึงกลายเป็นเพียง เครื่องมือที่อยู่ในระบบมากกว่ากลไกในการปฏิรูปประเทศ ในส่วนของหนี้สาธารณะและ ภาระหนี้เงินกู้ของรัฐบาล ณ สิ้นปีงบประมาณ ๒๕๖๗ หนี้สาธารณะของเราอยู่ที่ ๖๓ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี แม้จะยังไม่เกินเรียกว่าเพดานความเสี่ยงที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ในทางปฏิบัติรัฐต้องใช้เงินในการชำระหนี้กว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๙ ซึ่งเป็นดอกเบี้ยถึง ๖๕ เปอร์เซ็นต์ หรือราว ๒๗๕,๐๐๐ ล้านบาท เท่ากับพี่น้องประชาชน ที่จ่ายภาษีเพื่อให้รัฐบาลจ่ายดอกเบี้ยเป็นหลักมากกว่าลงทุนในสิ่งใหม่ อีกทั้งรัฐยังต้องกู้เพิ่ม เพื่อชดเชยการขาดดุลมากกว่า ๘๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำให้ในแต่ละปีมีเงินใหม่ถูกใช้เพื่อ จ่ายหนี้เก่ามากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นคือรัฐเริ่มเข้าสู่ภาวะหมุนหนี้แบบไม่เกิดผลผลิต สิ่งนี้ไม่ต่าง จากหนี้ครัวเรือนที่กู้หนี้มาจ่ายหนี้อีกทีหนึ่ง ไม่ใช่การลงทุนเพื่อสร้างรายได้

ในส่วนของหนี้ครัวเรือน ประเทศไทยมีหนี้ครัวเรือนสูงถึง ๘๘.๔ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี ณ สิ้นปี ๒๕๖๖ สูงเกินกว่าเรียกว่าเกณฑ์แนะนำของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ ระหว่างประเทศหรือบีไอเอส ซึ่งอยู่ที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ หนี้เหล่านี้ไม่ใช่หนี้ลงทุน แต่เป็นหนี้ บัตรเครดิต หนี้ผ่อนรถ หนี้ผ่อนบ้าน เป็นหนี้ที่ไว้ใช้จ่ายหนี้อีกทีหนึ่ง ประชาชนจำนวนมาก ติดกับกับดักหนี้และไม่มีเงินเหลือเพียงพอในการใช้จ่ายเพื่อวางแผนครอบครัว ในขณะเดียวกันราคาสินค้าจำเป็นและค่าใช้จ่ายครัวเรือนก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ค่าครองชีพยังคงสูงกว่ารายได้เฉลี่ยที่หยุดนิ่ง พื้นที่ทางงบประมาณและโอกาสของการฟื้น เศรษฐกิจในอนาคต วันนี้พื้นที่ทางงบประมาณของเราหดแคบลงเรื่อย ๆ จากรายจ่ายประจำ ที่สูงเกินครึ่งของงบประมาณการกู้เพื่อชดเชยขาดดุล หากเกินกว่านี้จะกระทบกับ Credit Rating ของประเทศเรา คณะเดียวกันฐานภาษีคนไทยก็ยังคงแคบลงเรื่อย ๆ พึ่งพารายได้ จากภาษีทางอ้อม อย่างเช่นแวตเป็นหลัก คนจนเสียภาษีมากกว่าคนรวยในแง่ของสัดส่วน เพราะภาษีทรัพย์สินหรือภาษีมรดกที่ใช้ไม่ได้จริง แล้วเรายังไม่มีภาษีดิจิทัลแพลตฟอร์ม สำหรับเก็บภาษีจากธุรกิจต่างประเทศ หรือภาษีระบบภาษีสีเขียวที่ใช้สร้างแรงจูงใจ รัฐจึง จำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างรายได้ให้เป็นธรรมและลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ปัญหาที่พบ ในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๙ คือโครงสร้างงบประมาณที่ซ้ำซ้อนและการขาด การบูรณาการระหว่างหน่วยงาน เป็นหนึ่งปัญหาเรื้อรังของระบบงบประมาณประเทศไทย คือการจัดสรรแยกส่วนตามสายกระทรวง ทำให้หลายโครงการที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมาย เดียวกัน แต่มีหน่วยงานรับผิดชอบต่างกัน โดยไม่มีการสื่อสารกันครับ ยกตัวอย่างง่าย ๆ การพัฒนาเด็กเล็ก งบก่อสร้าง อยู่กับกรมการปกครอง แต่หลักสูตรการเรียนและโภชนาการ อยู่กับกระทรวงศึกษาธิการ ขณะที่แรงจูงใจอยู่กับกระทรวง พม. เรื่องผู้สูงอายุ กระทรวง ที่ดูแลคือสาธารณสุข ดูแลเรื่องสุขภาพผู้สูงอายุ แต่การจัดการสวัสดิการอยู่ที่กระทรวง พม. ส่วนงบนักบริบาลผู้สูงอายุอยู่ในโครงการเพียงแค่ระดับจังหวัด สิ่งนี้ส่งผลให้รัฐใช้งบสูง แต่ได้เรียกว่าผลสัมฤทธิ์ที่ต่ำ หรือเรียกว่างบลงทุนไม่เกิดดอกก่อผล โครงการหลายโครงการ ตั้งงบซ้ำกัน แต่กลับกันไม่มีการใช้ทรัพยากรร่วมกันเลย จากข้อมูลของสำนักงบประมาณ ในปี ๒๕๖๙ โครงการซ้ำซ้อนที่เบิกจ่ายรวมกัน ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท นี่ยังไม่นับเรียกว่า งบกันเหลื่อมปีที่ยังไม่มีผู้รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ ประเทศไทยจึงจำเป็นที่ต้องเรียกว่าปฏิรูป กระบวนการจัดงบประมาณแบบตั้งต้นใหม่ โดยไม่ยึดจากโครงสร้างกระทรวงแบบเดิม แต่ต้องยึด เป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติแบบสอดคล้องกันจริง ๆ เพื่อให้แต่ละหน่วยงานทำงาน เชื่อมโยงกันไม่ใช่แค่คนละส่วนที่ทำอยู่ทุก ๆ ปี เราใช้งบประมาณทุกปีเหมือนคนที่ซ่อม หลังคาบ้านด้วยพลาสติก ไม่เคยลงมือเปลี่ยนหลังคาบ้าน ทำมาเป็น ๑๐ ปีแล้ว งบประมาณ เราเพิ่มขึ้นทุกปีแต่ปัญหาก็ยังคงเดิมอยู่ แล้วเราจะใช้งบประมาณ ปี ๒๕๖๙ แบบเดิมอีกหรือ ถ้าเราไม่ใช้เงินงบประมาณวันนี้เปลี่ยนแปลงอนาคตของชาติวันหน้าก็จะไม่มีงบประมาณไหน มากพอเยียวยาความผิดพลาดของเราเลย สุดท้ายนี้ ท่านประธานครับ งบประมาณปี ๒๕๖๙ ที่กำลังจะถึงนี้เป็นปีที่ประเทศไทยต้องเผชิญบททดสอบแรงกดดันอุปสรรคมากมายมหาศาล ผมขอเป็นกำลังใจและเอาใจช่วยท่านนายกรัฐมนตรี ท่านคณะรัฐมนตรีทุกท่าน เจ้าหน้าที่ ภาครัฐในการทำงานแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนชาวไทยครับ ขอบคุณครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ เชิญครับ

นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ ชัยภูมิ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ เขต ๗ พรรคกล้าธรรม

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ท่านประธานครับ งบประมาณในปี ๒๕๖๙ กว่า ๓.๗๘ ล้านล้านบาท แต่กับประชาชนมันไม่ใช่ตัวเลข มันคือคำถามว่าปีนี้งบประมาณ จะเปลี่ยนชีวิตของเขาให้ดีขึ้นอย่างไรบ้าง ท่านประธานครับ ผมอภิปรายในนามคนที่ลงพื้นที่ ทุกอาทิตย์ไม่ได้อยู่แค่ในกรุงเทพมหานคร ผมฟังเสียงพี่น้องชาวบ้านเกษตรกร แม่ค้า พ่อค้า ลูกจ้าง ทุกคนพูดเหมือนกันว่าเราไม่ได้หวังอะไรมาก แค่ขออย่าให้ถูกลืม ผมขออนุญาตเห็น แย้งกับท่านผู้นำฝ่ายค้านที่ท่านพูดว่ารัฐบาลสักแต่เอางบประมาณไปทุ่มตัดถนน ขุดคลอง สร้างตึก ท่านทราบหรือไม่ว่าชาวบ้านในชนบทเขาเดือดร้อนเรื่องอะไรบ้าง ไม่ใช่เรื่องถนน ที่เป็นหลุม เป็นบ่อ ไม่มีไหล่ทางหรือครับ ไม่ใช่เรื่องแหล่งน้ำ เรื่องปัญหาท่วมซ้ำซาก แล้งซ้ำซากหรือครับ หรือไม่ใช่เรื่องที่โรงพยาบาลต่าง ๆ ขณะนี้กำลังแออัดหรือครับ ดังนั้น เมื่อมองภาพรวมผมว่างบประมาณปีนี้รัฐบาลตั้งใจวางระบบไม่เน้นหว่านเงิน รัฐบาลวางงบ ด้วยเป้าหมายชัดเจน ฟื้นเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำ ลงพื้นที่จริง และงบลงทุนยังคงอยู่ใน สัดส่วนที่สูง แม้จะอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของหนี้สาธารณะ ผมขอชื่นชมรัฐบาลและสำนัก งบประมาณที่ออกแบบงบประมาณที่ไม่ใช่แค่การเอาตัวรอดแต่มีทิศทาง ทั้ง ๆ ที่กำลังเผชิญ กับปัจจัยแวดล้อมทั้งภายในภายนอกไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องกำแพงภาษี ปัญหาเรื่องความ ขัดแย้งของประเทศมหาอำนาจ ท่านประธานครับ ผมอยากอภิปรายงบประมาณสั้น ๆ ใน ๒ มิติ มิติคนที่ ๑ ด้านการเกษตร ส่วนมิติที่ ๒ ด้านการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ปีนี้กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ได้งบประมาณกว่า ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ฟังดูเหมือนจะเยอะ แต่เมื่อ เทียบกับภารกิจไม่ว่าจะเป็นแก้แล้ง แก้ท่วม ส่งเสริมเกษตรปศุสัตว์มูลค่าสูง ลดค่าใช้จ่ายของ เกษตรกร ต่าง ๆ นานาก็ยังไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาของพี่น้องเกษตรกรให้เบ็ดเสร็จ เด็ดขาด สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่งบแสนกว่าล้านบาทที่ได้รับการจัดสรร แต่เป็นการจัดงบประมาณ ที่ไม่ได้เน้นการกระจุกเหมือนในอดีตที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เน้นการวาง ระบบ เปลี่ยนวิธีคิด เสริมอำนาจต่อรองให้เกษตรกร ซึ่งเกิดจากการตั้งงบประมาณโดยยึด พี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง เราปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ที่วางรากฐานการทำงานเชิงรุกให้กับกระทรวง เกษตรและสหกรณ์อย่างแท้จริงก็คือท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่าน ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งท่านได้ลงพื้นที่เพื่อให้เห็นปัญหาอย่างถ่องแท้และนำมา สู่การตั้งงบประมาณโดยยึดโยงกับปัญหาที่แท้จริงของเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดึงน้ำ จากแหล่งน้ำชลประทานเข้าสู่พื้นที่นอกเขตชลประทาน เป็นต้น เมื่อดูไส้ในของงบประมาณ ที่จัดสรรให้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็จะเห็นได้ว่ามีแผนที่จะกระจายแหล่งน้ำจากเขต ชลประทานเข้าสู่นอกเขตชลประทาน เร่งผลักดันเกษตรแม่นยำใช้ดาวเทียม Drone Application มือถือ สร้างความมั่นคงให้กับชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องเกษตรกรโดยการ เปลี่ยน ส.ป.ก. ๔-๐๑ เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร พูดมาหลายปีทำไม่ได้ แต่มาทำได้ ในยุคนี้ นอกจากนี้ยังมีการออกโฉนดต้นไม้ โฉนดต้นยาง ทำให้เกษตรกรในชนบทมีสิทธิ เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ นี่คือการวางรากฐานให้เกษตรกรไม่ใช่แค่การโรยปุ๋ย ต่อมาเรื่องหนี้ รัฐบาลไม่ได้แค่เห็นปัญหาแต่เริ่มลงมือแก้ไขอย่างเอาจริงเอาจัง ปีนี้ผมขอชื่นชมรัฐบาลในอีก เรื่องหนึ่งคือการผลักดันการซื้อหนี้ครัวเรือนจากแบงก์รัฐ หรือแบงก์เอกชนเพื่อให้ประชาชน มีโอกาสตั้งหลักใหม่ นี่คือการสร้างโอกาสใหม่ให้กับคนที่เคยสิ้นหวัง ผมอยากเห็นรัฐบาลใช้งบ การสร้างโอกาสใหม่ให้กับคนที่เคยสิ้นหวัง ผมอยากเห็นรัฐบาล ใช้งบประมาณกลไกของรัฐและรัฐวิสาหกิจเพื่อนำมาสู่การแก้ไขปัญหาหนี้สิน โดยเฉพาะการ ซื้อหนี้ Haircut หนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ให้พี่น้องประชาชนพอลืมตาอ้าปากได้ และผมขอฝาก รัฐบาลว่าอย่าลืมแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรกว่า ๓.๕๕ ล้านบาท หนี้สินครูกว่า ๑.๔ ล้านล้านบาท เพื่อให้กระดูกสันหลังของประเทศและผู้สร้างอนาคตให้กับลูกหลานของ ประเทศไม่ต้องจมอยู่กับปัญหานี้ตลอดชีวิต นอกจากนี้ผมขอฝากท่านนายกให้นำงบกลาง ที่ตั้งไว้กว่า ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งลดลงจากปีที่แล้วเพื่อนำมาแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการพยุงราคาสินค้าพืชผลทางการเกษตร การสร้างแรงจูงใจให้พี่น้องลดการเผา ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายค่าชดเชยการตัดอ้อยสดตันละ ๑๒๐ บาท นอกจากนี้ผมอยากให้เร่ง อนุมัติโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการรับถนนที่เป็น ถนนท้องถิ่นมาให้กรมทางหลวงหรือกรมทางหลวงชนบทมาดูแล เพราะท้องถิ่นขาดแคลน งบประมาณ เราต้องยอมรับข้อเท็จจริงครับ พี่น้องครับ นอกจากนี้แล้วอยากจะให้เร่งแก้ไข ปัญหาเรื่องของน้ำท่วม น้ำแล้งซ้ำซาก รวมไปถึงการเร่งเจรจาการส่งออกปศุสัตว์ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเรื่องของวัว สรุปครับ ผมขอยืนยันว่างบประมาณในปี ๒๕๖๙ ไม่ใช่แค่รายจ่ายของ แผ่นดิน แต่มันคือการลงทุนในศักดิ์ศรีของคนไทย รัฐบาลนี้ไม่ได้ Perfect แต่ผมเห็นว่า รัฐบาลนี้มีความจริงใจ มีหัวใจ และงบปีนี้คือบทพิสูจน์ว่าหัวใจนั้นยังคงเต้นอยู่เพื่อพี่น้อง ประชาชน ขอบคุณครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ท่านรัฐมนตรีขอชี้แจงนะครับ เชิญครับ

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลัง ท่านผู้นำฝ่ายค้านได้เปรยถึงภาพรวมของตัวงบประมาณในหลาย ๆ มิติ ซึ่งผมมองว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการที่เราจะมาดูกันว่าตัวงบประมาณฉบับนี้มีหน้าตา เป็นอย่างไร มีภาพรวมเป็นอย่างไร มีทิศทางเป็นอย่างไร แล้วก็มีเรื่องของสัดส่วนต่าง ๆ เป็นอย่างไร แต่การเริ่มต้นที่ดีนั้นอาจจะนำไปสู่ข้อสรุปที่ไม่ถูกต้องถ้าหากใช้สมมุติฐาน และข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ผมคิดว่าการพูดของผมสั้น ๆ ในช่วงนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้อง ประชาชนเพื่อที่จะให้เราเห็นภาพรวมตรงกันก่อน เป็นก้าวแรกที่ตรงกันก่อนว่างบประมาณ ฉบับนี้มันแย่อย่างที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านได้นำเรียนหรือไม่ ท่านผู้นำฝ่ายค้านได้มีการพูดถึง เรื่องของประเด็นใหญ่ ๆ เรื่องของการขาดดุลงบประมาณ แน่นอนเราตรงกัน ประเทศไทย อยู่ในช่วงที่เรากำลังจะเจอกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ เรากำลังจะเจอกับความไม่แน่นอน การใช้งบประมาณในการบริหารเป็นสิ่งที่สำคัญ และการขาดดุลงบประมาณเป็นสิ่งที่ หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การขาดดุลงบประมาณ เราบอกว่าการขาดดุลงบประมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ และการขาดดุลงบประมาณมีจำนวนที่สูงอย่างน่าตกใจนั้น ผมอยากให้เราย้อนกลับไปดู เรื่องของตัวการคลังระยะปานกลาง หรือ MTFF ที่เสมือนเป็นพันธสัญญาที่รัฐบาลสัญญาไว้ กับประชาชนว่าจะมีลักษณะหน้าตาเป็นอย่างไร ในงบปี ๒๕๖๘ เรามีขาดดุลงบประมาณ อยู่ที่ ๔.๕ เปอร์เซ็นต์ของตัวงบประมาณ ปีนี้ปี ๒๕๖๙ เราขาดดุลลดลงในเชิงของสัดส่วน ลงเหลือ ๔.๓ และจะลงเหลือ ๓.๖ ในปีหน้า และจะลงเหลือ ๓.๑ ในอีก ๒ ปีต่อจากนั้น ท่านเห็นทิศทางหรือไม่ว่ารัฐบาลบริหารตัวงบประมาณด้วยความรับผิดชอบ เราขาดดุล งบประมาณลดลงเรื่อย ๆ นอกเหนือจากนั้นรัฐบาลยังได้มีการตั้งงบประมาณสำหรับ การใช้หนี้เงินต้นสูงที่สุดเท่าที่กฎหมายจะกำหนดให้ในขณะนี้ เราตั้งงบในการใช้หนี้เงินต้นถึง ๔ เปอร์เซ็นต์เพดานสูงสุด นั่นแสดงถึงอะไรครับ นั่นแสดงถึงความรับผิดชอบ นั่นแสดงถึง วินัยการเงินการคลังที่รัฐบาลพยายามจะปฏิบัติตาม ไม่หยุดแค่นี้ครับ เราแก้กฎเกณฑ์ การใช้หนี้เงินต้น ๔ เปอร์เซ็นต์เราเห็นว่าไม่พอครับ เราแก้กฎให้กลายเป็น ๕ เปอร์เซ็นต์ ปีหน้าท่านก็จะเห็นการตั้งงบประมาณที่มีการใช้หนี้เยอะกว่าเดิมอีก นี่คือความรับผิดชอบ ของเรา นี่คือความรับผิดชอบของรัฐบาลในการตั้งงบประมาณ นั่นคือในประเด็นที่ ๑ เรื่อง ของการขาดดุลงบประมาณ

ประเด็นที่ ๒ ท่านผู้นำฝ่ายค้านได้มีการพูดถึงเรื่องของงบประมาณนั้น สามารถในการที่จะบริหารจัดการได้เพียง ๑ ใน ๔ จริงครับ ถูกต้อง เพราะเรามีสัดส่วนที่เป็น งบประจำค่อนข้างเยอะ แต่ผมอยากให้กลับไปดูที่ตัวเลขเหมือนกัน รัฐบาลนี้ งบประมาณ ฉบับนี้ เรามีการลดเรื่องของการตั้งเรื่องของงบประจำ ท่านจะเห็นว่าปีนี้มีการตั้งงบประจำ ลดลง ๑.๐๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่ค่อยบ่อยครั้งที่เราเห็นการตั้งงบประจำลดลง และถ้าท่านไปดูใน ตัวสถิติเลย งบประจำปีนี้อยู่ที่ ๗๐.๑๖ เปอร์เซ็นต์ ต่ำสุดในรอบ ๑๘ ปี ของการทำ งบประมาณมา นั่นแสดงถึงอะไร นั่นแสดงถึงเราพยายามที่จะลดเรื่องของงบประจำ งบต่าง ๆ ที่อาจจะไม่ได้ไปลงทุนต่าง ๆ เราลดลง เพื่อทำให้เปิดช่องว่างสำหรับการลงทุน เพื่อการสร้างโครงสร้างที่ดีสำหรับประเทศในอนาคต นั่นคือความรับผิดชอบของเรา

ประเด็นที่ ๓ ท่านผู้นำฝ่ายค้านได้มีการพูดถึงเรื่องของการกระจายรายได้ งบไปสู่ท้องถิ่นว่ามีการจัดสรรไม่เพียงพอ ไม่ได้กระจายไปสู่ท้องถิ่น ไปดูกันที่ตัวเลขครับ งบปีนี้มีการจัดเรื่องของรายได้ให้กับ อปท. อยู่ที่ ๒๙.๔๓ เปอร์เซ็นต์ มากขึ้นทุก ๆ ปี แล้วปีนี้ถ้าสมมุติไม่อยากใช้คำนี้แต่มันก็เป็นคำที่ถูกต้องตามหลักสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ อีกเช่นเดียวกัน งบที่เราจัดสรรให้ตัว อปท. เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรจากตัวงบประมาณให้ อปท. นั้น ปีนี้โต ๒.๙๕ เปอร์เซ็นต์ ดูเหมือนไม่เยอะใช่ไหมครับ แต่ถ้าไปดูถึงตัวงบประมาณ แล้วงบประมาณเราโตทั้งก้อน ๓.๗ กว่าล้านบาท โตทั้งก้อน ๐.๗ เปอร์เซ็นต์ แต่งบท้องถิ่น โตเร็วกว่าตัวงบประมาณนั่นหมายถึงอะไร นั่นหมายถึงเจตจำนงของรัฐบาลในเรื่องของการ กระจายรายได้

ประเด็นที่ ๔ ท่านได้โชว์กราฟอันหนึ่งซึ่งผมว่าน่าสนใจ เรื่องของการบริโภค และเรื่องของการผลิต ผมคิดว่าเราตรงกัน เราเห็นการบริโภคที่เติบโตขึ้น แต่เราเห็นภาคของ การผลิตที่ยังไม่ผงกหัวเท่าไรเป็นภาพเดียวกันที่เราเห็น แต่รัฐบาลใช้ความพยายามอย่าง ขะมักเขม้นในเรื่องนี้ ในเรื่องของการสร้างภาคบริโภคให้มันไปดึงดูดภาคการลงทุนให้ได้ ผมพูดถึงในภาคของภาคการบริโภคก่อน เราไปดูรายได้จัดเก็บเรื่องของแวต ขอใช้ Nominal แวต เพราะตัวราคายังไม่ออก ในการใช้ Real แวต ก็เลยขอพูดถึงตัว Nominal แวต ก่อน ในประเทศเรื่องเกี่ยวกับการบริโภค แวตภาพรวมการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มภาพรวมนั้นเราโต ติดต่อกัน ๑๕ เดือนติด นั่นสะท้อนถึงการบริโภคในประเทศที่แข็งแกร่ง แวตในประเทศโตขึ้น ๒๘ เดือนติด นั่นคือการบริหารของรัฐบาลในเรื่องของการที่จะทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย ท่านเถียงตัวเลขนี้ไม่ได้ครับ ตัวเลขการจัดเก็บรายได้ภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะมันบอกถึง Transaction มันบอกถึงธุรกรรมว่ามีการซื้อขายเท่าไร ยิ่งมีการซื้อขายจับจ่ายใช้สอยมาก รัฐบาลจะดูจากตัวเลขภาษีมูลค่าเพิ่มอันนี้ ภาพนี้เราเห็นตรงกัน ภาพที่การบริโภค อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ภาคการผลิตมีปัญหา ถูกต้องผมเห็นด้วย และถ้าภาคการผลิตที่มี ปัญหา เราเข้าไปดูเรื่องของที่มี ๒ ภาคส่วนสำคัญ ๆ ที่มีปัญหา นั่นคือเรื่องของภาคยานยนต์ และภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่เราเห็นอะไรครับ เราเริ่มเห็นปลายทางแห่งความหวัง เรื่องเกี่ยวกับภาคยานยนต์ ผมพาท่านไปดูตัวเลข ในเดือนเมษายนข้อมูลล่าสุดที่เรามี ปริมาณการขายรถยนต์นั่งของเราในภาคยานยนต์ เราติดลบมาโดยตลอด ติดลบมายาว นานมาก เดือนเมษายนนี้จะเป็นเดือนแรกที่พลิกกลับมาเป็นบวกในเรื่องของยานยนต์รถนั่ง อีกตัวเลขหนึ่งเรื่องของรถบรรทุกซึ่งบ่งบอกถึงภาคการลงทุนและสะท้อนกลับมาที่ ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ เราเห็นลบมาโดยตลอดเช่นเดียวกัน แล้วผมก็หนักใจมาโดยตลอด เรื่องเกี่ยวกับภาคยานยนต์ แต่เดือนเมษายนจะเป็นเดือนแรกในรอบ ๑๗ เดือนที่เราเห็น ตรงนี้จะกลับกลายเป็นบวกขึ้น เราเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เรื่องเกี่ยวกับการลงทุน ของภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ ท่านพูดถึงเรื่องการผลิต ผมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพูดถึงเรื่องของตัวเอ็มพีไอซึ่งเป็นดัชนี สำคัญที่นักเศรษฐศาสตร์ทุกคนใช้ในการชี้วัดตัวการผลิตของภาคอุตสาหกรรม เอ็มพีไอ ภาพรวมยังไม่ประกาศ กำลังจะประกาศ แต่ผมบอกท่านได้ว่ามันจะเป็นการบวกครั้งแรก ในรอบ ๙ เดือน เราลบมาโดยตลอดผมหนักใจทุกเดือนที่เห็นตัวเลข เดือนนี้จะกลายเป็นบวก และจะเป็นในรอบ ๙ เดือนที่เกิดขึ้นเอ็มพีไอถ้าเจาะไปในภาคเป็นภาคยานยนต์ ลบมา ๒๑ เดือน เดือนนี้จะกลายเป็นบวกครั้งแรกในรอบ ๒๑ เดือน

ประเด็นสุดท้าย ท่านผู้นำฝ่ายค้านได้พูดถึงเรื่องประเด็นสำคัญเรื่องเกี่ยวกับ การค้ำประกันสินเชื่อ เรื่องของการค้ำประกันสินเชื่อต่าง ๆ ว่าท่านมองไม่เห็นสิ่งนี้ ในงบประมาณ ใช่ครับ ท่านจะมองไม่เห็นสิ่งนี้ในงบประมาณ เพราะเราจะไม่ตั้งใน งบประมาณ การตั้งงบประมาณเกี่ยวกับการค้ำประกันสินเชื่อไว้ในงบประมาณ การขาด การยืดหยุ่นในการใช้นั่นคือการตั้งงบประมาณที่สูญเปล่า เราสามารถมีช่องทางในการใช้ งบประมาณต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้มาตรา ๘ การใช้ในส่วนอื่นในเรื่องของการตั้งเพื่อมา การค้ำประกันสินเชื่อได้ ผมกำกับดูแล บสย. โดยตรง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำอยู่คนเดียว เรื่องของการค้ำประกันสินเชื่อ ผมให้ความสำคัญกับสิ่งนี้มาก แต่ตัวเลขท่านผิดที่ท่านบอกว่า ตัวคูณมัน ๗ เท่า ไม่ใช่ครับ ตัวคูณมันแค่ ๔ เท่า แต่เห็นตรงกันว่ามันเป็นสิ่งที่สำคัญ และเรา จะพยายามผลักดันตรงนี้ แต่มันจะไม่อยู่ในงบประมาณ เพราะผมไม่ตั้งมันอยู่ในงบประมาณ ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเพื่อที่จะทำให้ข้อมูลตรงกันก่อน ก้าวแรกของ ๓-๔ วันนี้ในการอภิปราย เรื่องงบประมาณมีความสำคัญ เราต้องก้าวแรกให้ตรงกันก่อนว่างบประมาณฉบับนี้ไม่ได้แย่ เหมือนที่ท่าน ๆ ได้นำเรียนมาในช่วงแรก รัฐบาลใช้ความพยายามอย่างหนัก ในการทำ งบประมาณฉบับนี้ด้วยความรับผิดชอบ ด้วยเจตจำนงของการทำเพื่อพี่น้องประชาชน ด้วยเจตจำนงของการพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้เงื่อนไขต่าง ๆ และความท้าทายของประเทศไทย ที่กำลังจะเจอกับเรื่องต่าง ๆ ในอนาคต ขอบคุณท่านประธานครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านรักชนก ศรีนอก เชิญครับ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตสั้น ๆ นิดเดียวได้ไหมครับ เนื่องจากว่าทางท่านรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงชื่อผมโดยตรง อยากจะขอใช้สิทธิชี้แจงเล็กน้อยครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านยืนขึ้นเลยครับ ท่านหัวหน้าพรรคใช่ไหมครับ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ใช่ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน ผม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ก่อนอื่นผมเชื่อว่าท่านรัฐมนตรีเองก็น่าจะเห็นภาพตรงกันกับผมว่าตัวเลขในการประมาณการ หลาย ๆ ตัวเลขอาจจะมีการคลาดเคลื่อนหรือเห็นภาพไม่ตรงกันเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ ผมยกตัวอย่างอย่างเช่นสัดส่วนรายได้ท้องถิ่นต่อรัฐส่วนกลาง ที่เมื่อสักครู่นี้ท่านเพิ่งลุกขึ้น อภิปรายว่าปีงบประมาณ ๒๕๖๙ นี้จัดสรรเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดในรอบหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา ไม่ต้องย้อนไปไกลครับ ปี ๒๕๖๖ ในสมัยรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์จัดสรรที่สัดส่วนอยู่ที่ ๒๙.๘๑ เปอร์เซ็นต์ แต่ในปี ๒๕๖๙ ที่ ๒๙.๔๓ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นตัวเลขสัดส่วนรายได้ ที่ท่านหยิบยกมาก็ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงเช่นเดียวกัน ถ้าเราจะยึดหลักว่าดูที่ตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ ซึ่งไม่เป็นไรผมไม่ได้ต้องการถกเถียงกับท่านในประเด็นนี้ครับ สิ่งที่ผมได้ นำเสนอเป็นสาระสำคัญหลักในการอภิปรายตอนเปิดไปในช่วงแรกก็คือภาพใหญ่ ภาพใหญ่ที่ ต้องการชี้ให้เห็นว่าการจัดสรรงบประมาณในปี ๒๕๖๙ แทบไม่ได้เปลี่ยนไปจากปี ๒๕๖๘ เลยครับ มีแต่การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นไม่ได้ แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง 🔗

ขอบคุณครับ เชิญท่านรักชนกต่อเลยครับ

ส่วนแรก ดิฉันจะขอเริ่มอธิบายว่าทำไมการจัดการปัญหาคอร์รัปชันมันคือ เรื่องเดียวกับนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ ถ้าดูข้อมูลจากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันแห่งประเทศไทย หรือว่า ACT เอไอ จะชี้ว่าข้อมูลการคอร์รัปชันในภาครัฐสูงถึง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี และงบก้อนใหญ่ที่สุดในการที่มาทุจริตคอร์รัปชันดื่มกินกันอยู่ที่การจัดซื้อจัดจ้างซึ่งมีการ คอร์รัปชันมูลค่าสูงสุด ๒๐๐,๐๐๐- ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงบลงทุน ทำไมงบลงทุนถึงกลายเป็นงบก้อนใหญ่ ในการหาส่วนต่างในการจัดซื้อจัดจ้าง เราจะเห็นจาก ตามหน้าข่าวว่าเวลาการคอร์รัปชัน มันจะเกิดขึ้นในไหน ก็จะเป็นงบก่อสร้าง สร้างถนน สร้างตึก อาคาร แหล่งน้ำเพื่อการเกษตรต่าง ๆ หรือไม่ก็จะเป็นครุภัณฑ์ต่าง ๆ กล้องวงจรปิด ฝักบัว ลู่วิ่งกรุงเทพมหานครเต็มไปหมด ดิฉันก็อดคิดไม่ได้ว่ามันเป็นเพราะ พ.ร.บ. วินัย การเงินการคลังหรือเปล่าที่กำหนดสัดส่วนรายจ่ายลงทุนว่าต้องมีสัดส่วนไม่ต่ำกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณแผ่นดินหรืองบประมาณประจำปี เลยมีงบประเภทก่อสร้าง หรือว่าจัดซื้อครุภัณฑ์ที่ถูกนับเป็นรายจ่ายลงทุนรวมรวม ๆ กันแล้วปีหนึ่งประมาณ ๕๐๐,๐๐๐-๗๐๐,๐๐๐ ล้าบาท แล้วแต่ว่าแต่ละปีงบประมาณแผ่นดินเท่าไร ซึ่งจริง ๆ แล้ว มันเป็นความตั้งใจอันดีในการกำหนดรายจ่ายลงทุนเอาไว้ไม่ต่ำกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่า ถ้าเราลงทุนกับครงสร้างพื้นฐานนี่ การลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานมันได้ประโยชน์ทาง เศรษฐกิจ ๒ ต่อ ต่อแรกก็คือการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐนี่มันจะทำให้เงินเข้าไปหมุนเวียน ในระบบเศรษฐกิจ และการจ่ายเงินจัดซื้อจัดจ้างปีละ ๕๐๐,๐๐๐-๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตัวมันเองอยู่แล้ว ต่อที่ ๒ ถ้าเรามีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี ประเทศเราก็จะสามารถเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจศักยภาพของประเทศได้อย่างเต็ม ประสิทธิภาพ แต่แม้ว่าเราจะมีรายจ่ายลงทุนมากเท่านี้มาหลายปี แต่ทำไมโครงสร้างพื้นฐาน และเศรษฐกิจยังไม่เป็นแบบที่เราหวัง คำตอบคือเพราะการคอร์รัปชันในภาครัฐที่เกิดขึ้น มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่งบประมาณต่าง ๆ ที่เราจะอภิปรายกันวันนี้มันจะไปปรากฏส่วนใหญ่ อยู่ในฝั่งของ สส. เขต ที่เป็น สส. ฝั่งรัฐบาล ซึ่งประชาชนอย่าหลงดีใจว่าท่านได้ สส. เขต อยู่ฝั่งรัฐบาลแล้วนี่จะมีงบประมาณมาลง แล้วบ้านท่านจะพัฒนา เพราะเขาไม่ได้โยกงบมาลง เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตท่าน เขาโยกงบมาลงให้ผู้รับเหมาในเครือข่ายตัวเอง และสิ่งที่ท่านได้ มันอาจจะไม่ใช่ความเจริญ แต่เป็นถนนกาก ๆ Footpath ห่วย ๆ ที่มันสร้างให้ดีไม่ได้ เพราะว่ามันต้องหาเรื่องทุบทำใหม่ หรือจะเป็นตึกของหน่วยงานราชการที่สร้างกันแล้ว สร้างกันอีก ประชาชนก็หวังว่าถ้าตึกเสร็จแล้วเขาจะได้รับความสะดวกสบายจากการบริการ แต่สุดท้ายแล้วกลับกลายเป็นตึกร้างที่ไม่ได้ใช้งานหลาย ๆ แห่งในทุกจังหวัดมีหมด ตึกที่ถูก ทิ้งร้างหรือว่าถูกผู้รับเหมาทิ้งงาน ของเก่าไม่จัดการ แต่ของใหม่หาสร้างเรื่อย ๆ ปีนี้สร้างตึก ไป ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ ล้านบาท บางจังหวัดมีงบประมาณบริหารจัดการน้ำลงทุกปี โดยเฉพาะว่าจังหวัดไหนที่รัฐมนตรีอยู่ ท่านก็เอางบประมาณไปวางที่โน่นที่นี่บ้าง แต่ท่วม และแล้งแบบหัวปีท้ายปีมันเป็นไปได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่มีงบประมาณไปลงทุกปีและทำกัน โอ้โฮ ฉ่ำ ๆ บางจังหวัดนี่คือฉ่ำๆ เลยทั้งจังหวัด และไม่นานโครงการเหล่านี้ก็จะสลายหายไปกับน้ำ และสุดท้ายปีหน้าต้องมาตั้งงบทำใหม่ เสือตัวที่ ๕ ที่ประเทศไทยอยากเป็นเราเป็นไม่ได้ แต่คอร์รัปชันติดอันดับ ๑ ใน ๕ ของเอเชียเราใกล้จะเป็นได้แล้ว เพราะว่าตอนนี้เราอยู่ใน อันดับที่ ๖ แล้ว ดัชนีคอร์รัปชันมันไม่ได้สะท้อนแค่ปัญหาคอร์รัปชันอย่างเดียว แต่มัน สะท้อนถึงโอกาสทางเศรษฐกิจด้วย ท่านลอง นึกภาพดู นึกตามดิฉันว่าถ้าวันนี้เราเสกให้ คอร์รัปชันหายไปจากประเทศไทยได้เราจะมีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเศรษฐกิจทันที ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือ ๓ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีประเทศ และถ้ารัฐบาลจะอยากเอาไป กระตุ้นเศรษฐกิจ ท่านจะกระตุ้นท่าไหนก็ได้กระแทก กระแทก กระแทกกี่ปี ทุกปีเลย กระแทกได้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านลองดูข้อมูลดัชนีคอร์รัปชันของประเทศไทย ตลอดระยะเวลา ๒๐ ปีที่ผ่านมาเราถูกเพื่อนบ้านเราแซงไปหลายเรื่อง เพราะว่าไม่ว่าโลกนี้ จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ประเทศไทยไม่เคยมีเลยก็คือรัฐบาลที่มีเจตจำนง ในการจัดการปัญหาทุจริตและคอร์รัปชัน ย้อนหลัง ๒๐ ปีไป ดัชนีทุจริตคอร์รัปชันเราไม่เคย ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเลย สะท้อนปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐที่มันสูงขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย นายกรัฐมนตรีเมื่อสักครู่ท่านอ่านท่านบอกว่าอะไร ต้องติดอันดับ ๑ ใน ๔๕ และได้ คะแนน ๕๖ ตั้งเป้าแบบนี้ท่านรู้หรือเปล่าที่อ่านมา เราตั้งกันมาตั้งแต่สมัยประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งกันมาตั้งแต่สมัยนั้น แต่ทุกวันนี้ท่านลองดูดัชนีคอร์รัปชันเอาเองก็แล้วกัน ลองเทียบดูกับ ประเทศสิงคโปร์เส้นสีเขียวที่อยู่ด้านล่างนี้ อันดับคอร์รัปชันเขาดีมากเพราะคอร์รัปชันเขา ต่ำมาก ดาวค้างฟ้ายืนหนึ่งในเรื่องความโปร่งใสไร้คอร์รัปชัน เขาถึงได้รับความไว้วางใจ จากทั่วโลกให้กลายเป็นฮับทางด้านการเงิน ซึ่งเราเทียบเขาไม่ได้มันไม่ติดฝุ่นไปแล้ว แต่เราลองมาเทียบดูกับประเทศที่เราเทียบได้คือประเทศเวียดนาม เพราะเขาเคยได้ชื่อว่า ตามหลังเรา แต่มันน่าเจ็บใจไหม เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วปัญหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชันเวียดนาม แย่กว่าเรา แต่ปัจจุบันมันดีวันดีคืนจนสุดท้ายกราฟมันตัดกันแล้วเขาดีกว่าเราไปแล้ว สอดคล้องกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเขาด้วยเพราะมันดีวันดีคืน หรือว่านี่อาจจะ เป็นคำตอบหรือเปล่าว่าทำไมเวียดนามถึงได้เป็นที่ดึงดูดนักลงทุนทั่วโลก เพราะเวียดนาม เขาเอาจริงเอาจังกับเรื่องการปฏิรูปรัฐ หรือการแก้ไขคอร์รัปชันหรือเปล่า เพราะเขาทำเรื่อง คอร์รัปชันอย่างจริงจังจึงทำให้นักลงทุนมั่นใจและทำให้เศรษฐกิจของเขาโตวันโตคืน

ส่วนที่ ๒ การหาส่วนต่างจากงบประมาณเขาทำกันอย่างไร ก่อนเราจะไป ป้องกันเราก็ต้องรู้ว่ากลเม็ดเด็ดพรายเขาใช้กันท่าไหน ใช้กันช่องไหน ในการหาส่วนต่างจาก งบประมาณ ถ้าลองแบ่งวิธีการหาส่วนต่างจากงบประมาณออกเป็นกลุ่มจะได้ประมาณ ๕ กลุ่มใหญ่ ๆ ในการจัดซื้อจัดจ้าง ที่เราเห็นกันเราสูญเสียงบประมาณไปกับ ๕ สิ่งนี้ กลุ่มแรกเลยคือการเพิ่มรายการและโครงการที่ไม่จำเป็น กลุ่มที่ ๒ คือการซื้อของแพงเกิน ราคาตลาด ๓. คือการล็อกสเปก ๔. ฮั้วประมูล ๕. แก้ไขสัญญา จากเสาไฟกินรี สู่ตึก สตง. ถล่ม ถ้าเราลองเอาเคสงบประมาณที่แปลก ๆ ที่เห็นตามหน้าข่าวมาเรียงกัน ท่านจะเห็นว่าทุก ๆ โครงการที่ส่อเค้าลางว่าทุจริตดิฉันไม่ได้กล่าวหา หรือบางโครงการชี้ไปแล้วว่าทุจริตแน่ ๆ จะเข้าเค้าองค์ประกอบอันใดอันหนึ่งในนี้ เสาไฟกินรี เสาไฟเครื่องบิน เสาไฟโซลาร์เซลล์ เหล่านี้เป็นรายการที่อาจจะไม่จำเป็นแต่ก็บอกว่าจำเป็น และซื้อของแพงเกินจริงและ ล็อกสเปกในบัญชีนวัตกรรม หรือยกตัวอย่างเช่นนี่ของ Hit hot เลยสมัยนี้ปฏิทิน ประกันสังคม ของที่ถามประชาชนได้ว่าจำเป็นไหม แต่ยังดื้อดึงจะทำ ทำมากเกินจำเป็น ราคาแพงเกินจำเป็นและล็อกสเปกให้เจ้าเดิม ๆ สุดท้ายตึก สตง. อันนี้เข้าเกือบทุกอย่างเลย ตั้งแต่รายการที่ไม่จำเป็น ของแพง ล็อกสเปกแก้ไขสัญญา ทั้งหมดที่ว่ามานี้เราสามารถ ปรับปรุงกระบวนการงบประมาณเพื่อลดทุจริตคอร์รัปชันหรือทำให้การคอร์รัปชันในภาครัฐ ทำยากขึ้นได้ และถึงที่สุดเราสามารถป้องกันก่อนที่จะเกิดขึ้นได้ ไม่ต้องมานั่งจับผิดหลังจากที่ ทุจริตคอร์รัปชันกันแล้วเป็นเคส ๆ ดิฉันเลยขอเสนอหัวข้อสุดท้ายคือข้อเสนอในการปฏิรูป งบประมาณเพื่อป้องกันทุจริตและลดคอร์รัปชันในภาครัฐโดยแบ่งตามขั้นตอนงบประมาณ ๔ ขั้นตอน ขั้นตอนแรกกระบวนการเตรียมคำของบประมาณ ขั้นตอนที่ ๒ กระบวนการ พิจารณางบประมาณ ขั้นตอนที่ ๓ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและขั้นตอนสุดท้ายที่ ๔ การสอบทาน

เริ่มกันที่ขั้นตอนแรกกระบวนการเตรียมคำของบประมาณ ในชั้นการทำ คำของบประมาณ หน่วยรับงบประมาณจะทำคำขอเข้ามาที่สำนักงบประมาณ โดยจริง ๆ แล้ว เรามีเงินอย่างเช่นปีนี้เรามี ๓.๗๘ ล้านล้านบาท แต่งบประมาณจะมาประมาณ ๒ เท่า ยกตัวอย่างเช่นปีนี้มาประมาณ ๗.๕ ล้านล้านบาท แล้วสำนักงบประมาณก็ค่อยมาเลือก ตัดออกว่าจะให้โครงการไหนหรือว่าไม่ให้โครงการไหน ซึ่งกระบวนการตอนจัดสรร งบประมาณของสำนักงบประมาณที่เป็นหลุมดำ สำนักงบประมาณสามารถที่จะใช้ดุลยพินิจ ในการจัดสรรงบประมาณได้ เพราะว่าไม่ได้มีหลักเกณฑ์อะไรตายตัวเลย ซึ่งนี่อาจจะเป็นเหตุ ให้ใคร ๆ ก็แล้วแต่ที่มาตีซี้กับสำนักงบประมาณ เพื่ออยากให้ใช้ดุลยพินิจในการพิจารณา โครงการของตัวเอง ถ้าหากดูสมการคอร์รัปชันที่ประกอบด้วย ๓ สิ่งก็คือการใช้ดุลยพินิจ การผูกขาด แล้วเรื่องความรับผิดรับชอบ ต้องบอกว่าขั้นตอนในการจัดสรรงบประมาณ เข้าข่ายทุกข้อ สิ่งที่ดิฉันจะเสนอในขั้นตอนแรก คือการทำงบประมาณแบบ Zero-Based Budgeting และ Top Down Budgeting การทำงบประมาณแบบ Top Down คือรัฐบาลต้องมีการกำหนด กรอบงบประมาณให้กับแต่ละกระทรวงหรือแต่ละนโยบายสำคัญ โดยที่การกำหนดกรอบ งบประมาณต้องกำกับให้หน่วยงาน หรือหน่วยรับงบประมาณขอคำของบประมาณมา ภายใต้กรอบ เพื่อให้คนจัดสรรงบประมาณคือตัวหน่วยงานจัดสรรด้วยตัวเอง เอาอำนาจ ในการใช้ดุลยพินิจในการจัดสรรงบประมาณจากสำนักงบประมาณกลับมาให้กระทรวงหรือ หน่วยงานที่ต้องเป็นผู้รับผิดรับชอบในตัวชี้วัดนั้น ๆ จัดสรรด้วยตัวเอง เพื่อให้ความรับผิดรับ ชอบมันชัดเจน เมื่อใช้งบประมาณไปแล้วมันไม่บรรลุวัตถุประสงค์หรือทำแล้วโครงการมี ทุจริตคอร์รัปชัน คนที่ต้องเอาคอขึ้นเขียงก็คือรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง มันจะไม่มีอีกแล้วที่ หน่วยงานจะมาพูดว่าทำโครงการไม่สำเร็จเพราะว่าสำนักงบประมาณจัดมาให้แค่นั้นแค่นี้ ท่านจัดเองเลย แล้วท่านก็รับผิดชอบชีวิตตัวเอง ต่อมา Zero-Based Budgeting สำนัก งบประมาณไม่ต้องกลัวนะคะว่า Top Down แล้วเดี๋ยวไม่มีงานทำ ดิฉันจัดให้แล้ว เปลี่ยนหน้าที่จากคนเลือกโครงการมาเป็นคนวัดผลแทน โครงการไหนที่ทำมาแล้วกี่ปีกี่ชาติ ประเทศก็ยังเหมือนเดิม ท่านต้องทบทวนและส่งความคิดเห็นให้หน่วยงานเลิกทำโครงการ แบบเดิม ๆ ยกตัวอย่างเช่นกระทรวงแรงงาน ถ้าท่านไปไล่ดูโครงการเกินครึ่งหน้าตาแบบเดิม ๆ จัดอบรมแบบเดิม ๆ โดยคนกลุ่มเดิม ๆ หรือถ้าเป็นกระทรวงไหนที่มีทุจริตคอร์รัปชัน ในโครงการแบบเดิม ๆ เยอะ ๆ ยกตัวอย่างเช่น กรมการข้าว Zero-Based Budgeting นี้ จะช่วยให้ท่านยกเลิกโครงการที่ไม่มีประสิทธิภาพหรือว่าส่อทุจริตคอร์รัปชัน และยังจะเป็น การล้างบางระบบเส้นสายของข้าราชการกับผู้รับเหมาที่ได้รับโครงการแบบซ้ำ ๆ แบบเดิม ๆ ดิฉันหาท่าให้ท่านแล้วนะคะ ท่านลองเลือกดูว่าท่านชอบท่าไหน

ขั้นตอนที่ ๒ กระบวนการพิจารณางบประมาณ ส่วนนี้แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน โดยมี ๒ ข้อเสนอด้วยกัน ข้อเสนอแรก เรียบง่ายมาก คือเปิดข้อมูลคำของบประมาณ กระบวนการพิจารณางบประมาณ ทุกวันนี้ประชาชนอาจจะยังไม่ทราบ สส. เราได้เล่มขาว คาดแดง ก่อนอภิปรายวันนี้วาระที่หนึ่ง เราได้ก่อนหน้านี้ ๘ วัน เราต้องอ่านหนังสือ ๓๙ เล่ม ๒๑,๗๖๙ หน้า ภายในเวลา ๘ วัน Thailand 4.0 เพราะว่าเรายังไม่มีหน่วยงานไหนที่มี ปัญญาทำ File แบบ Machine Readable ให้กับ สส. แล้ว สส. จะได้เอาข้อมูลโยนใส่ คอมพิวเตอร์ โยนใส่อะไร แล้วก็ให้วิเคราะห์ข้อมูลออกมาได้เลย ยังไม่มีใครทำให้นะคะ เพราะว่า File ที่สำนักงบประมาณส่งมามันยังไม่ Machine Readable คำถามก็คือ แล้วทำไมเราต้องมานั่งดูเล่มขาวคาดแดง แล้วทำไมเราต้องมีเวลา ๘ วัน ในเมื่อสำนัก งบประมาณท่านมีข้อมูลคำของบประมาณอยู่ในมือตั้งแต่ต้นปีแล้ว ท่านเก็บเอาไว้ทำไม ข้อเสนอของดิฉันก็เลยบอกว่าสำนักงบประมาณต้องเปิดเผยข้อมูลคำของบประมาณ ของทุกโครงการที่หน่วยรับงบประมาณส่งมาขอเงินกับท่าน ให้เห็นกันไปเลยว่ารายละเอียด ไส้ในโครงการคืออะไร ข้อมูลราย Item ขอมาซื้ออะไรบ้าง BOQ ราคาของที่จะซื้อ เปิดออก สู่สาธารณะเลยให้ประชาชนได้เห็น เพราะว่าอะไร แค่เปิดประเทศก็เปลี่ยน ดิฉันยกตัวอย่าง เคสนี้เลยชัดเจนที่สุด ต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สส. พริษฐ์ วัชรสินธุ ของเรา ได้กระทำ การเปิดเผยคำของบประมาณของรัฐสภา เปิดมานี่ต้องบอกว่าเป็นมิติใหม่ เพราะปกติแล้วนี่ เราต้องรอเขาทำอะไร กินกันให้เสร็จก่อน แบ่งกันให้เสร็จก่อน แล้วค่อยมาจับได้ทีหลัง แต่อันนี้จับผิดได้ตั้งแต่งบประมาณยังไม่ถูกใช้ ดิฉันเลยบอกว่าเป็นมิติใหม่ จนทำให้ประชาชน หูตาสว่าง ได้รู้ว่ารัฐสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ใช้งบทำของที่ไม่จำเป็น อย่างห้องดูหนัง ๔ มิติ ซ่อมของที่มันไม่ได้พังอย่างห้องประชุมงบประมาณ สร้างของที่ไม่เคยมีใครได้ใช้ประโยชน์ จะไปบำรุงอีกแล้วนี่อย่างศาลาแก้ว และทุ่มเทงบประมาณ จะทุ่มเทงบประมาณอย่ามหาศาล ไปเพื่อกลบเกลื่อนความผิดที่ตัวเองทำผิดกฎหมายอย่างที่จอดรถรัฐสภา ดังนั้นดิฉันเลยเสนอ เปิดให้ประชาชนและภาคประชาสังคมเห็นกันไปเลยตั้งแต่ต้นปี และดูไส้ในกันไปเลยทุก โครงการ ส่องกันให้เห็นทุกซอกทุกมุมค่ะว่าหน่วยงานไหนขอเงินมาทำอะไรบ้าง และส่วนที่ ๒ การพิจารณางบประมาณในสภาชั้นกรรมาธิการ หลังจากที่เราอภิปรายกัน เสร็จวันนี้ เดี๋ยวอาทิตย์หน้าจะมีการประชุมคณะกรรมาธิการงบประมาณซึ่งต้องพิจารณา รายละเอียดไส้ใน เขาจะมาบอกเราว่าโครงการที่ขอมา ไส้ในหน้าตามันเป็นอย่างไร ข้อเสนอ คือถ่ายทอดสดกรรมาธิการและเปิดเอกสารที่ไม่ได้ตีลับ อนาคตใหม่ ก้าวไกล ปัจจุบัน พรรคประชาชนเราเสนอทุกปี ให้มีการถ่ายทอดสดกรรมาธิการงบประมาณ แต่ไม่เคยสำเร็จ ไม่เป็นไร ดิฉันมีความอดทน ดิฉันเสนอได้ทุกปี แล้วเดี๋ยวปีนี้ดิฉันก็จะเสนออีก และนอกจาก เสนอให้ถ่ายทอดสดที่อย่างไรท่านก็ไม่เอาแล้ว ดิฉันจะเสนอให้มีการเปิดเผยเอกสารที่ไม่ตีลับ ของกรรมาธิการงบประมาณและอนุกรรมาธิการทุกชุด สส. ได้เอกสารแบบไหน ประชาชน ต้องสามารถโหลดและอ่านเอกสารแบบนั้นได้ นั่งตรวจสอบกันที่บ้านเลย แล้วก็ดู Live สด ไปด้วย โครงการไหนไร้สาระ ประชาชนพิมพ์ด่ากันมาให้เห็นแบบสด ๆ ได้เลย น่าสนุกไหม และไม่ใช่แค่กรรมาธิการงบประมาณ ดิฉันเสนอให้เปิดถ่ายทอดสดของอนุกรรมาธิการด้วย เพราะว่าอนุกรรมาธิการก่อสร้าง พูดแล้วขนลุกค่ะท่านประธาน มีผู้รับเหมาทั้งชั้นพิเศษ ชั้นหนึ่ง เข้าไปนั่งกันไม่รู้ใครเสนอชื่อโควตาไป เราจะได้เห็น พอถ่ายทอดสดปุ๊บ ใครพูด เพื่อรักษาผลประโยชน์ของพ่อแม่พี่น้องประชาชน ใครพูดเพื่อรักษาผลประโยชน์ของ ผู้รับเหมา เราเปิดให้เห็น ๆ กันไปเลย แต่ว่าที่ท่านไม่เปิด ท่านบอกว่าเพราะว่าเดี๋ยวมันไป พาดพิงบุคคลที่สามซึ่งดิฉันก็งง เพราะว่ามันเป็นการพิจารณางบประมาณ มันก็พาดพิง แค่งบประมาณ รัฐมนตรี แล้วก็หน่วยงานราชการ มันไม่มีบุคคลที่สามอยู่แล้ว แล้วส่วนหนึ่ง ที่สมาชิกกังวล ดิฉันไม่รู้กังวลอะไร กังวลอันนี้หรือเปล่า เพราะมันเคยมีเคสที่ สส. รีดไถเงิน อธิบดีในกรรมาธิการงบประมาณ จนสุดท้ายเคสนี้สั่งติดคุกกันไปแล้วนะคะ จากพรรคไหนนะ ขออภัยนะคะ ขอถอน เพราะว่าอันนี้ดิฉันเอามาจากหน้าข่าว ไม่ได้ตั้งใจจะพาดพิงพรรคไหน จริง ๆ กลับบ้านกันไปหมดแล้ว เลยไม่มีใครประท้วง สบายดิฉันเลย ดิฉันต่อเลย ก็เปิดให้ ประชาชนเห็นกันไปเลยสิว่า สส. มีใครพล่ามอะไรบ้างในกรรมาธิการงบประมาณหรือว่าใคร พูดเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชนหรือใครรักษาผลประโยชน์ของ ผู้รับเหมา และข้าราชการเวลาเขาอธิบาย ประชาชนก็จะได้เข้าใจแล้วว่าของบประมาณแบบนี้มา เอาไปใช้ทำประโยชน์อะไร นอกจากสภาผู้แทนราษฎร ดิฉันเสนอให้สภาท้องถิ่นทั่วประเทศ มีการ Live สด กรรมการงบประมาณเช่นเดียวกัน เอาง่าย ๆ เลยก็ได้ อย่างกรุงเทพมหานคร ทรัพยากรสภากรุงเทพฯ พร้อมแน่นอนอยู่แล้ว ท่าน Live สดเลย กรรมการงบประมาณ ของท่านเริ่มเลยไหม ปีนี้เอาเลยไหม จะได้รู้ว่าสมาชิกสภากรุงเทพฯทำงานกันอย่างไร แล้วใครเข้ามาดื่มกินหรือว่าใครเข้ามาเพื่อทำงานให้ประชาชนจริง ๆ

ต่อมากระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ขั้นตอนที่ ๓ ดิฉันมี ๓ ข้อเสนอในขั้นตอนนี้ ข้อแรกดิฉันขอเริ่มให้ทุกท่านดูข้อมูลตรงนี้ ตัวอย่างที่ ๑ ชุดตรวจยาเสพติดในแผนบูรณาการ ต่อต้านยาเสพติด ที่ปีนี้ก็เป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาล แล้วเมื่อครู่นี้ก็มีเพื่อนสมาชิก อภิปรายไป ดูในเส้นสีแดงตรงนี้ค่ะ มันเป็นไปได้อย่างไรคะที่ของแบบเดียวกันคือเครื่องตรวจ ยาเสพติด ๑๐ หน่วยงาน บางอันคือตรวจแบบเดียวกันนะ แต่ ๑๐ หน่วยงาน ไม่เหมือนกัน เลยสักหน่วยงาน ราคาตั้งแต่ ๘ บาทถึง ๒๐๐ มันเป็นไปได้อย่างไร แค่นี้ยังไม่พ ทุกคนคงได้ เห็นอันนี้แล้ว ฝักบัว สตง. ซื้อกันชุดละ ๑๑,๐๐๐ บาท อาบกันแบบฉ่ำเลย เพราะว่าไปเทียบ ราคาตลาดแล้ว ๑,๕๐๐ ท่านประธานคะ ต่อมากล้องวงจรปิด สตง. ไม่รู้ส่องเห็นถึงอะไรนะ เพราะว่าแบบโดมสั่งกันไป ๒๘,๐๐๐ แบบหัวกระสุน ๒๕,๐๐๐ แต่ราคาตลาด ๒,๔๐๐ เกินไปไหม และต่อมากรุงเทพมหานครดินแดนแห่งของวิเศษ นี่ค่ะของวิเศษกรุงเทพมหานคร กรวย กรวยวิเศษ ดิฉันต้องบอกว่ามันวิเศษจริง ๆ เพราะว่ากรมทางหลวง กรมทางหลวง ชนบทที่เขาซื้อของแพงจัดหนักเหมือนกันนะ แต่ว่าซื้ออันละ ๘๐๐ กรุงเทพฯ ซื้อ ๑,๘๐๐ พอดิฉันลองไปสืบราคากดใน Shopee ๒๒๕ ก็เลยเรียกว่ากรวยวิเศษ กระจกโค้งวิเศษอีก ๑๐,๗๐๐ แต่พอลองไปสืบราคา Page Strong เขาบอกว่าเอาแบบ อย่างดีเลยเอาแบบดีที่สุดที่มีอยู่ในตลาด ๘,๐๐๐ แล้วถ้าดิฉันไปสืบมาต่ำลงมาหน่อย ๕,๐๐๐ แล้วก็ต่ำลงมาหน่อย ๒,๗๙๐ ก็มี แต่ไม่รู้ท่านไปสืบราคาหาจากไหน ๑๐,๗๐๐ โอ้โฮ กรุงเทพมหานครสบายเลยนะคะ เห็นของพวกนี้แล้วผู้ชมที่อยู่ทางบ้านประชาชนที่อยู่ ทางบ้านท่านเคยคิดไหมว่าทำไมเราถึงไม่มีแพลตฟอร์ม Shopee Lazada ภาครัฐที่เรา สามารถไปเทียบราคากันได้เลย ทำไมท่านเทียบเองที่บ้านได้ ทำไมหน่วยงานเทียบไม่เป็น อ้าวถูกไหม ข้อเสนอของดิฉันมันเลยเรียบง่ายแบบนั้นว่าก็ทำแพลตฟอร์มแบบ B2G แพลตฟอร์มแบบ Shopee Lazada ดิฉันเคยไปศึกษาดูงานที่ประเทศเกาหลีเขามี แพลตฟอร์มแบบที่ดิฉันกำลังพูดถึงอยู่นี้ที่ชื่อว่า KONEPS เพราะ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของ งบประมาณของประเทศเกาหลีใต้ซื้อไปกับครุภัณฑ์ที่มีการใช้ซ้ำทุกปี กระดาษ ปากกา คอมพิวเตอร์ บางทีก็ซื้อรถ กล้องวงจรปิด ฝักบัวบางทีเขาก็ซื้อนะคะ แล้วก็เขามีแพลตฟอร์ม แบบ B2G สามารถที่จะลดกระบวนการในเอกสาร คือท่านไม่ต้องมานั่งทำกระบวนการ เอกสารทุก ๆ ปีซึ่งแบบภาระงานราชการถูกไหม แล้วก็ท่านสามารถเปรียบเทียบราคา ในแพลตฟอร์มได้เลย การหาส่วนต่างมันก็จะหายไปโดยหน่วยงานรัฐสามารถไปเลือกได้แบบ Real-time เลย ท่านก็เลือกเอาของที่ถูกที่สุดสิ เพราะว่าถ้าใครที่ไปเลือกเอาของแพง เราก็จะเห็นแล้วถูกไหม ของถูกมี ทำไมเลือกของแพงในแพลตฟอร์ม ดีไม่ดี ดี กรมบัญชีกลาง เกาหลีใต้ให้ข้อมูลว่าหลังจากใช้แพลตฟอร์มนี้ เขาสามารถประหยัดงบประมาณในการซื้อ ครุภัณฑ์ได้ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ดิฉันช่วยรัฐบาลหาเงิน แล้วก็ตอนนี้เข้าใจว่ากรมบัญชีกลางกำลัง พัฒนาแพลตฟอร์มที่คล้าย ๆ กันนี้อยู่ แต่ดิฉันมีความกังวลพอมันเป็นแพลตฟอร์ม ประเทศไทยดิฉันก็ไม่อยากให้ท่านกลายเอาไปเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการล็อกสเปก ไม่เอานะ คือเราเชื้อเชิญผู้ประกอบการเข้าไปเยอะ ๆ ให้แข่งราคากัน ก็ขอให้ท่านทำเสร็จ โดยไว ข้อเสนอที่ ๒ เปิดเผยข้อมูลและทำ Red Flag การฮั้วประมูล การล็อกสเปก โครงการ ที่ข้าราชการหรือว่านักการเมืองเข้าไปมีเอี่ยว โดยที่ดิฉันเสนอให้เปิด ๔ ข้อมูลนี้ อันดับแรก เปิดเอพีไอจากระบบ e-GP ของกรมบัญชีกลาง ๒. เปิดข้อมูลผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียน ทั้งหมดใน DBD ๓. เปิดข้อมูลผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐข้าราชการระดับสูงทั้งหมดหรือว่า ระดับเล็กก็ได้ก็เปิดมา ข้อ ๔ เปิดเผยข้อมูลบัญชีทรัพย์สินของ ป.ป.ช. ป.ป.ช. คือท่าน ไม่ต้องตอบว่าท่านเปิดอยู่แล้วเพราะว่าการเปิด ๙๐ วันแล้วปิดแถวบ้านดิฉันเขาไม่เรียกเปิด หลังจาก ๙๐ วันมันไม่เรียกว่าเปิด มันไม่เรียกว่าโปร่งใส เสนอให้เปิดทุกฐานข้อมูลไปเลย แล้วให้มันเชื่อมต่อข้อมูลกันได้ เราจะได้เอามาวิเคราะห์ได้หาความเชื่อมโยงแล้วทำ Red Flag จับโครงการที่มันน่าสงสัย ยกตัวอย่างเช่นเชื่อมโยงกันไปเลย ผู้ชนะประมูลโครงการ ในภาครัฐในแต่ละจังหวัดมีส่วนเกี่ยวข้องกับนักการเมืองหรือว่าข้าราชการในท้องที่ไหม กรมชลประทานหรือว่ากรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมโยธาธิการใครเข้าไปคุม สุดท้าย สส. ที่แบบว่าอยู่ในกลุ่มก้อนได้โครงการไปไหม Red Flag ก็มาเปิดดู เพื่ออะไร เคสนี้ Classic มากทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างลู่วิ่งกรุงเทพมหานคร อันดับแรกเลย Classic ไปสืบราคาจากดาวอังคาร เพราะว่ามันหาในประเทศไทยไม่เจอจริง ๆ ราคาแพงกว่าราคา ที่หาได้ตามตลาด ๔-๗ เท่า แพงแบบหูฉีก แล้วสุดท้ายมีการล็อกสเปกตั้งแต่การเขียน TOR แล้วก็ฮั้วประมูล รอบนี้ฉันได้รอบหน้าเธอได้เราไม่แข่งกันจริง ๆ แล้วสุดท้าย พบข้อมูลว่า ผู้ชนะประมูลเป็นลูกของอดีต ผอ. สำนักงบประมาณ กรุงเทพมหานคร แต่ว่าอันนี้เราต้อง ไปสืบ สงสัยไปสืบโน่นนี่นั่น ทีนี้ถ้าเราเปิดเอพีไอข้อมูลให้ภาคประชาสังคมและภาค ประชาชนทั้งหมดนำไปวิเคราะห์เราจะได้เห็นโครงการแบบนี้เด้งขึ้นมาฟ้องกันเต็มไปหมด และเราไม่ต้องมาจับผิดเป็น Case by Case ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้มันไม่ได้วิเคราะห์ได้แค่ข้อมูล ในเงินงบประมาณแผ่นดินเท่านั้น มันจะสามารถวิเคราะห์รวมไปถึงเงินที่อยู่ในท้องถิ่น เงินที่อยู่ในกองทุนต่าง ๆ เงินที่อยู่ในองค์กรอิสระ งบกลางที่มันผ่านระบบการจัดซื้อจัดจ้าง แต่เงินพวกนี้ที่ดิฉันพูดมาเมื่อสักครู่สภาไม่เห็น แต่ถ้าเรามีระบบนี้เราสามารถทำ Red Flag แล้วก็ไปทำทุจริตได้เลย ข้อเสนอที่ ๓ เปิดเผยการบริหารสัญญาหลังการจัดซื้อจัดจ้าง เพราะเมื่อเข้าสู่กระบวนการ จัดซื้อจัดจ้าง หลังจากที่ทำสัญญากับผู้รับเหมา หรือผู้ชนะประมูลไปแล้ว ทั้งสภาและ ประชาชนไม่มีโอกาสได้เห็นอะไรหรอก ยกเว้นว่าปัญหามันจะเกิดขึ้นก่อนหรือประชาชน ร้องเรียนมาแล้วกรรมาธิการเอาเรื่องเข้าสภามันถึงจะได้ไปขอดูรายละเอียดไส้ใน ยกตัวอย่าง เช่นอะไร เคสตึก สตง. ถล่มแก้สัญญากันไปกี่รอบ หรือว่ามีการแก้ไขแบบกันไปเท่าไร ประชาชนหรือสภานี้ไม่ได้เห็นอะไรเลยในงบประมาณตึก สตง. สัญญาก็ไม่ได้เห็น ดังนั้นเสนอ ให้กรมบัญชีกลางเปิดเผยข้อมูลการบริหารสัญญาโดยให้กำหนดรหัสเดียวไปเลยตั้งแต่เริ่ม โครงการ ท่านอย่ากำหนดหลายรหัสมันงง ตั้งแต่เริ่มประมูลจนถึงได้ผู้ชนะประมูลมาบริหาร สัญญามา ส่งมอบงาน โดยให้ประชาชนสามารถเข้าไปดูได้เลย ผ่านช่องทางออนไลน์ ข้อมูล การบริหารสัญญา ข้อมูลการแก้ไข ข้อมูลการส่งมอบ แล้วไปดูด้วยว่าโครงการไหนผู้รับเหมา ทิ้งงาน ซึ่งรัฐบาลท่านไม่ต้องรอให้หน่วยงานอยากเปิดเอง เพราะว่าเวลาไปขอมันยาก ดังนั้น ดิฉันชี้ช่องให้ท่านสามารถออกกฎหมายลูกตามมาตรา ๙ (๘) ของ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร ราชการได้ทันที บังคับให้หน่วยงานเปิดเผยข้อมูลเลยค่ะ ส่วนที่ ๔ ส่วนสุดท้าย ข้อเสนอ ในการปฏิรูปข้อเสนอในการสอบทานคือปฏิรูป สตง. และสำนักงบประมาณ สำนัก งบประมาณหน้าที่ของท่านที่เหมาะสมที่สุดก็คือการวัดผลโครงการที่ถูกใช้งบประมาณไปเมื่อ ปีก่อนหน้า เพื่อประกอบการจัดสรรงบประมาณในปีถัดไป หากโครงการไหนที่ทำมาหลายปี แล้วมันยังไม่ได้มีผลสัมฤทธิ์เลย หรือมันไม่ได้ทำให้ประเทศเปลี่ยนไปไหนเลย หรือพบว่า มีทุจริตเกิดขึ้น สำนักงบประมาณต้องไม่ปล่อยให้มันเกิดโครงการซ้ำ ๆ ซาก ๆ แบบนี้ ยกตัวอย่างเช่นกรมการข้าวมีทุกปีมันเป็นไปได้อย่างไร และปีนี้ก็อาจจะมีอีกหรือเปล่า เดี๋ยวจะมีเพื่อนสมาชิกมาอภิปราย หรือการจัดสรรงบประมาณแบบที่ท่านอนุมัติให้โครงการ ที่มันซอยแบบล็อกสเปก ๔๙๐,๐๐๐ ๔๘๐,๐๐๐ แบบนี้ บางกรมแบบยับเลย หรือการ แบ่งชั้นผู้รับเหมาชั้นพิเศษที่มีการแบ่งโครงการกันในโครงการตัดถนนต่าง ๆ สำนัก งบประมาณก็ยังอนุมัติให้โครงการพวกนี้ ดังนั้นท่านต้องกลับไปดูกลับไปพิจารณาตัวเอง แล้วก็ทำจัดการสิ่งเหล่านี้ และการจัดการให้โครงการเหล่านี้มันหมดไปนี่คือดุลยพินิจที่สำนัก งบประมาณควรจะใช้

ต่อมาการปฏิรูป สตง. ถ้าให้พูดถึง สตง. ตอนนี้ดิฉันพูดได้ครึ่งวัน แต่เอาแค่ ที่มันเกี่ยวกับงบประมาณวาระหนึ่ง ไปก่อน ข้อเสนอก็คือ สตง. ควรจะต้องเป็นเสาหลัก ในการทำงบประมาณให้ถูกต้อง และคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ ท่านต้องขีดเส้นใต้ ๒ คำหลังด้วย สตง. มีหน้าที่ ๓ อย่าง ข้อ ๑ คือตรวจสอบการใช้งบประมาณให้ถูกต้องตามระเบียบ ข้อ ๒ คือสอบทานความถูกต้องตามบัญชี ข้อ ๓ คือตรวจประสิทธิภาพความคุ้มค่า แต่ดูเหมือนว่ายิ่งท่านตรวจ นับวันการใช้งบประมาณยิ่งไม่คุ้มค่า ท้องถิ่นบ่นกันระงม ดังนั้น สตง. ต้องพิจารณาตัวเองว่าสิ่งที่ สตง. ควรจะทำคือให้ความรู้เรื่องระเบียบแก่หน่วยรับ งบประมาณ เพื่อให้หน่วยรับงบประมาณสามารถใช้งบประมาณได้อย่างคุ้มค่าและเพื่อป้องกัน ทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ใช่ว่าไปไล่จิกหน่วยงาน จนสุดท้ายเขาทำงานไม่ได้เลย อย่างกรณี ซื้อวัคซีนพิษสุนัขบ้าฉีด และท่านไปบอกว่าท้องถิ่นไม่มีอำนาจหน้าที่ แต่เป็นหน้าที่ของ กรมปศุสัตว์ แล้วเรียกเงินคืนจากท้องถิ่น แทนที่เขาตั้งใจอยากทำบริการสาธารณะดี ๆ แต่ท่านก็ไปบอกว่าเขาไม่มีอำนาจ แล้วนอกจากท่านตั้งข้อสังเกตไปที่หน่วยงานแล้ว ท่านเคย ตั้งข้อสังเกตไปที่ท้องถิ่นบ้างไหมว่าท้องถิ่นเงินอุดหนุนทำไมไม่เพิ่มรายการที่มันตามโลก ตามยุคตามสมัยให้ทันบ้าง ท่านเคยตั้งข้อสังเกตไปไหม ดังนั้นท่านอย่าไปเพิ่มภาระ ที่ไม่จำเป็น เพราะว่ามันไม่สามารถที่จะช่วยให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพหรือว่า กำจัดทุจริตอะไรได้เลย สุดท้ายนี้การทุจริตและคอร์รัปชันดิฉันยืนยันเป็น สส. มา ๒ ปี ดิฉันยืนยันว่ามันป้องกันได้ และดิฉันก็เชื่อว่าประชาชนในประเทศนี้ไม่ว่าท่านจะเป็นอนุรักษ์นิยมหรือว่าท่านเป็นเสรีนิยม ไม่มีใครที่ชอบเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ทุกท่านรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่เลวร้ายและถ่วงความ เจริญก้าวหน้าของประเทศไทยและมันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับให้เกิดขึ้นได้ในประเทศนี้ แต่ตั้งแต่ดิฉันเกิดมาดิฉันก็ถูกเสี้ยมสอนอะไรหลาย ๆ อย่างหนึ่งในนั้นก็คือโตไปไม่โกง สอนกันมาตั้งแต่ดิฉันเด็ก ๆ แต่ปรากฏว่าพอดิฉันโตมาถึงได้รู้ว่าพวกที่พยายามจะเสี้ยมสอน ปลูกฝังเด็ก ๆ นั่นล่ะโกงกันฉิบหาย คอร์รัปชันกันทุกระดับ ตั้งแต่ของใหญ่ ๆ อย่างตึกอาคาร ถนน แหล่งน้ำเพื่อการเกษตรไปจนถึงค่าอาหารกลางวันและนมโรงเรียน ถามว่าประเทศไทย เราวันหนึ่งจะจัดการปัญหาทุจริตคอร์รัปชันได้จริง ๆ ไหม คำตอบคือทำได้ แต่มันต้องเป็น รัฐบาลที่มีเจตจำนงที่มาทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนจริง ๆ สิ่งที่ดิฉันพูดมา ทั้งหมดนี้มันไม่ได้วิเศษวิโสหรือวิลิศมาหราอะไรเลย มันไม่ได้ไกลเกินสมองของรัฐมนตรี ทั้งหมดที่นั่งอยู่ในสภาแห่งนี้จะคิดได้ แต่ถามว่าพวกเขารู้ทุกอย่างทำไมพวกเขาไม่จัดการ ก็เพราะถ้าจัดการแล้วจะกอบโกยเงินเข้ากระเป๋าตัวเองได้อย่างไร จะหาประโยชน์เข้าพวกพ้อง ตัวเองได้อย่างไร วันนี้คนที่ดิฉันอยากสื่อสารมากที่สุดก็เลยเป็นพ่อแม่พี่น้องประชาชนที่อยู่ ทางบ้าน ดิฉันกล้าพูดว่าถ้าพวกเราพรรคประชาชนมีอำนาจพวกเราทำได้ พวกเราจะสร้าง ระบบงบประมาณที่ทำให้ภาษีทุกบาททุกสตางค์ของท่านถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่า ถูกใช้ไปเพื่อ พัฒนาทุกชีวิตในประเทศนี้ให้มีโอกาสได้เข้าถึงศักยภาพสูงสุดของตัวเอง และก่อนที่เราจะลด คอร์รัปชันได้ เราต้องมีรัฐบาลที่มันจริงจังก่อน ดังนั้นดิฉันจึงไม่สามารถที่จะโหวตรับ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้ นอกจากว่าพวกเราจะต้องล้างบางพวกทุจริตคอร์รัปชันออกไปก่อน ให้หมดประเทศ ขอบคุณค่ะ

ขอบคุณครับ ต้องขอบคุณท่านผู้อภิปราย เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกได้พาดพิงถึงงบประมาณของ สภาผู้แทนราษฎรที่ท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ ได้จุดกระแสงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ทำให้เสมือนว่าในสภาผู้แทนราษฎรนั้นมีการโกงกินคอร์รัปชัน เป็นข่าวในหน้า หนังสือพิมพ์ในสื่อหลายวัน วันนี้ต้องขอถือโอกาสใช้ที่ท่านได้พาดพิงถึงสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็คงจะไม่มีท่านใดได้มาชี้แจง ผมขอชี้แจงในฐานะที่ได้พาดพิง ถ้าไม่ชี้แจงแล้ว สภาผู้แทนราษฎรจะเสียหาย การที่นายพริษฐ์วัชรสินธุ ได้ยกประเด็นงบประมาณของ สภาผู้แทนราษฎรขึ้นมาว่าจะมีการโกงกินคอร์รัปชัน วันนี้งบประมาณยังไม่ได้ผ่าน สภาผู้แทนราษฎรเลย ฉะนั้นจะอนุมัติหรือไม่อนุมัติขึ้นอยู่กับคณะกรรมาธิการวิสามัญที่เรา จะตั้งขึ้นมา ผมอยากจะเรียนพี่น้องประชาชนว่าเสาหลักของประเทศก็มีฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการและฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารโดยเฉพาะคณะรัฐมนตรีใช้งบกลางเป็น แสนล้านบาท ฝ่ายตุลาการศาลงบประมาณก็หลายหมื่นล้านบาท ในส่วนของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นเสาหลักของประเทศ ผมจะเรียนท่านว่าเราได้งบ ๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในปี ๒๕๖๙ ในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรได้ ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในส่วนของวุฒิสมาชิกได้ ๒,๐๐๐ กว่า ล้านบาท รวมแล้วแค่ ๘,๐๐๐ ล้านบาท แล้วสภาผู้แทนราษฎรเราเพิ่งตรวจรับเมื่อ กลางปี ๒๕๖๗ เราใช้ฟรีมา ๕ ปีแล้ว โดยที่ไม่มีการซ่อมแซม ไม่มีการปรับปรุงใด ๆ ทั้งสิ้น แม้แต่ก๊อกน้ำในห้องน้ำเราก็ซ่อมไม่ได้ เพราะเราไม่ได้รับการส่งมอบ เมื่อเรารับส่งมอบแล้ว เราต้องบำรุงรักษา เราต้องจัดการหลายสิ่งหลายอย่าง น้ำรั่วก็เพราะว่าเราไม่ได้รับ งบประมาณที่จะซ่อมแซมได้ เพราะอยู่ในสัญญา ดังนั้นเมื่อรับมอบแล้วจำเป็นจะต้องตั้งงบประมาณเพื่อดำเนินการในส่วนที่ขาดอยู่นะครับ เช่นที่จอดรถ วันนี้ที่เราประชุมงบประมาณ ๔ วันนี้ที่จอดรถไม่มีครับ วัดแก้วฟ้าหรือ ห้างสรรพสินค้า หรือรอบ ๆ สภาเป็นที่จอดรถทั้งหมด ไม่พอนะครับ โดยพื้นที่ใช้สอยของ สภาผู้แทนราษฎร ๔๐๐,๐๐๐ ตารางเมตร ถ้าจะให้สมดุลกับที่จอดรถนั้นจะต้องมีที่จอดรถ ถึง ๗,๐๐๐ คัน วันนี้เรามี ๓,๐๐๐ คัน ผิดกฎหมาย โดยสัดส่วนแล้วพื้นที่ใช้สอยต่อพื้นที่ จอดรถต้องสมดุลกัน ทำไมตอนนั้นไม่ทำ เพราะว่างบประมาณของสภาผู้แทนราษฎร ที่ก่อสร้างงบ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ถูกตัดเหลือ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ทำให้เกิดก่อน ให้ได้สภาก่อน ได้โครงสร้างมาก่อน แล้วก็หาทางแต่งเติมให้สมบูรณ์ขึ้นมา ดังนั้นเมื่อเรา รับมอบแล้ว เราก็ต้องหาทางดูแลให้สมบูรณ์แบบ ให้สมศักดิ์ศรีฝ่ายนิติบัญญัติของประเทศ

มาถึงศาลาแก้ว ทำไมจะต้องไปปรับปรุงศาลาแก้ว วันนี้ท่านเดินออกไปเลย ข้างนอกสภาเรานี่ ศาลาแก้ว ๒ หลังอยู่นั้น มีน้ำล้อมรอบตะไคร่ขึ้นเต็มเลย ไม่มีใคร เหยียบย่างเข้าไปเลย เพราะใช้ประโยชน์ไม่ได้ ทำไมเราต้องปรับปรุง เราปรับปรุงเพราะว่า จะมีอนุสาวรีย์ของรัชกาลที่ ๗ ที่จะมาตั้งข้างหน้าสภาของเรา แล้วศาลาแก้วจะต้องทำให้เกิด ประโยชน์ ให้สมดุลกับอนุสาวรีย์ที่จะมาตั้งต้นปีหน้า ดังนั้นวันนี้ศาลาแก้วเริ่มผุพังแล้ว เพราะบางส่วนเป็นหลังคาเปลือยไม่มีสิ่งห่อหุ้มแล้วก็ร้อน จำเป็นจะต้องตั้งงบประมาณ ปรับปรุงให้ใช้ประโยชน์ให้ได้ แขกบ้านแขกเมืองที่จะมาเปิดพระอนุสาวรีย์ในต้นปีหน้า จำเป็นจะต้องต้อนรับแขก เราต้องทำ ท่านตรวจสอบเลย วันนี้งบประมาณยังไม่ได้รับเลย ถ้าทำแล้วตรวจสอบได้ครับ นี่บ้านของเราเอง

มาถึงห้องประชุมงบประมาณ ท่านสมาชิกท่านใดที่เคยเป็นกรรมาธิการ วิสามัญงบประมาณ ท่านจะรู้ว่าท่านนั่งอยู่ในนั้น ๒ เดือน ๖๐ วัน มันลำบากมาก ไม่มีที่วาง เอกสาร มีจอคอมพิวเตอร์ที่บังหน้าทั้งหมดมองไม่เห็นใคร ด้วยการออกแบบที่จินตนาการ ของนักออกแบบ วันนี้เมื่อใช้มาแล้วมันใช้การที่ไม่สะดวก ห้องงบประมาณที่อู่ทองในสมัยก่อน ดีกว่านี้อีก กดปุ๊บคอมพิวเตอร์โผล่ขึ้นมาแล้วก็กดปิดลงได้ ทันสมัยกว่านี้อีก ดังนั้นจำเป็น จะต้องปรับปรุงห้องงบประมาณให้เหมาะสมกับการประชุมงบประมาณที่ยาวนาน แล้วก็นั่ง ทุกวัน จำเป็นต้องทำครับ ท่านไปตรวจสอบได้เลยมีคอร์รัปชันหรือไม่ หลังจากได้รับ งบประมาณปี ๒๕๖๙ ไปตรวจสอบเลยครับ อันนี้ห้องงบประมาณ

ต่อไปห้อง 4D ห้อง Animation สมัยก่อนเรียกว่าห้องฉายหนัง ที่รัฐสภาเก่า ที่ถนนอู่ทองในเรามีห้องฉายหนังบรรจุคนได้ ๑๐๐ คน ถึง ๒๐๐ คน ฉายหนังให้พี่น้อง ประชาชนที่เข้ามาเยี่ยมชมสภา ดูประวัติศาสตร์ ดูความเป็นไปของประชาธิปไตย วันนี้เรา มาเริ่มเพื่อต้อนรับคนที่เข้ามาเยี่ยมสภา เขามาเยี่ยมสภาก็มาสวัสดีแค่นี้ ให้เขารู้ ประวัติศาสตร์ ให้เขารู้ประชาธิปไตย ให้เขาดื่มด่ำ ให้เขาภูมิใจกลับบ้าน ต้องทำครับ ท่านตรวจสอบได้เลย มันล้ำหน้าไม่ได้หรือครับ มันทันสมัยไม่ได้หรือครับสภาผู้แทนนี้ มันเป็นต้นแบบของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีไม่ได้หรือครับ ของเราเอง ฉะนั้นใครจะ ตรวจสอบ ตรวจสอบได้เลย ถ้างบประมาณผ่าน ยินดีให้ตรวจสอบเต็มที่ ท่านพริษฐ์ครับ ถ้าท่านเก่งจริงท่านตรวจสอบงบประมาณของกระทรวงต่าง ๆ สิครับ ๒๐,๐๐๐ หน้า ท่านตรวจสอบไปเลย นี่บ้านของเราเอง มีงบแค่ ๘,๐๐๐ ล้านบาท จะมารื้อรั้วบ้านทำไม แน่จริงไปตรวจสอบงบประมาณกระทรวง ทบวง กรม ที่เป็นแสน ๆ ล้าน ต้องขออนุญาต ที่ท่านพาดพิง สภาเสียหาย ก็ชี้แจงพี่น้องประชาชนให้เข้าใจ ต่อไปเชิญท่านไชยา พรหมา

๑๔๓/๑

นางสาวรักชนก ศรีนอก กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานคะ ดิฉัน รักชนก ศรีนอก ขอใช้สิทธิพาดพิงค่ะท่านประธาน คือดิฉันต้องยืนยันก่อนว่างบประมาณสภานี้ดิฉัน ยังไม่ได้พูดว่ามีการทุจริตเลย ดิฉันบอกว่ามันเป็นมิติใหม่ เพราะว่าก่อนหน้านี้เราต้องรอให้มี การทุจริตหรือว่าโกงกินเกิดขึ้นก่อน แต่ว่าอันนี้เราสามารถมาจับได้ตั้งแต่งบประมาณ ยังไม่ถูกใช้ ซึ่งดิฉันยืนยันว่าไม่ใช่การกล่าวหา แล้วก็งบประมาณที่จอดรถนี้เราทราบ กันแล้ว ๔,๖๐๐ ล้านบาท ยังดีที่ ครม. ไม่อนุมัติ แต่คำถามของดิฉันคือเราทำผิดกฎหมาย ทำไมเราไม่หาคนที่ทำผิดกฎหมายมาลงโทษแล้วจับติดคุกหรือทำอะไรก็ได้ แต่ทำไมเราต้อง เอางบประมาณของพ่อแม่พี่น้องประชาชนไปโป๊ะเพื่อให้เรื่องที่ผิดมันกลายเป็นเรื่องที่ถูก โดยที่คนทำผิดยังไม่ถูกลงโทษเลย และห้องกรรมาธิการงบ เดี๋ยวอาทิตย์หน้าเราก็จะเข้าไป นั่งแล้ว ปีที่แล้วดิฉันก็เข้าไปนั่ง ดิฉันยืนยันว่ามันไม่ต้องใช้งบประมาณถึง ๑๐๐ ล้านบาท ในการจัดการหรอก ท่านซื้อเก้าอี้ใหม่ที่เป็นเก้าอี้ Ergonomic ให้พวกเราก็พอ ให้นั่งได้ สบาย ๆ ๓ เดือน แต่ว่าห้องอย่างอื่นคือท่านไม่ต้องทำ มันยังใช้แบบเดิมได้อยู่ ดิฉัน Guarantee ได้ แล้วดิฉันเห็นด้วยกับท่านประธานว่านี่มันคือบ้านของเรา ดิฉันเลยอายค่ะ อายที่สภามีงบประมาณเหล่านี้และพ่อแม่พี่น้องประชาชนก็วิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่สมเหตุสมผล และดิฉันก็ไม่รู้จริง ๆ ว่าตัวดิฉันหรือว่าเพื่อน สส. พรรคประชาชนจะมีอนุภาพมากพอเข้าไป ตัดงบประมาณที่เรารู้สึกว่ามันไม่สมเหตุสมผลเหล่านี้ได้หรือเปล่า ดิฉันก็เลยต้องพูดถึง และส่วนที่สำคัญที่สุดสุดท้ายแล้วมันดีไหมที่พ่อแม่พี่น้องประชาชนได้เห็นงบประมาณว่า ขอไปทำอะไรก่อนที่จะใช้ ถ้าพ่อแม่พี่น้องประชาชนชอบ ดิฉันก็ฝากชม แล้วก็ฝากกดดัน รัฐบาลด้วยว่านอกจากงบประมาณรัฐสภาแล้วเราอยากเห็นงบประมาณของกระทรวงอื่น ๆ ที่อยู่ในชั้นคำของบประมาณด้วย ขอบพระคุณค่ะ

(นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ท่านวิโรจน์ไม่ได้พาดพิงอะไรท่านเลยครับ

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แบบบัญชีรายชื่อ

คืออย่างนี้ครับท่านประธาน ผมขอหารือนิดหนึ่งครับ คือระหว่างที่การอภิปราย หรือท่านประธานตอนชี้แจง หรือว่า ท่าน สส. อภิปราย เหมือนจะมีคนเปิดคลิปเปิดอะไรบางอย่าง ได้โปรดว่ามันรบกวนมาก ๆ ผมไม่ทราบว่าใครเปิดอยู่ ผมขออนุญาตปิดนิดหนึ่งได้ไหมครับ เพราะว่าเสียงจะสะท้อน แล้วก็รบกวนการอภิปรายครับ แล้วก็รบกวนเสียงของท่านประธานด้วยน ผมขอความกรุณา จริง ๆ ครับท่าน

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ที่ไหนครับ เรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับ ปิดแล้วใช่ไหมครับ เจอแล้วนะครับ ก็งบประมาณ ประจำปี ๒๕๖๙ ของสภาผู้แทนราษฎร ผมยืนยันพร้อมที่จะให้ท่านตรวจสอบ เราต้องทำ จำเป็นต้องทำ ตรวจสอบได้ทุกเวลา แล้วก็เหตุผลมันมี ก็ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง ทำเพื่ออนาคต ของนิติบัญญัติ เชิญท่านชวน หลีกภัย เชิญครับ

นายชวน หลีกภัย แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายชวน หลีกภัย ขออภัยด้วยนะครับ เสียงที่รบกวนผมเองเป็นคนเปิด เผอิญเสียงที่ท่าน ประธาน ที่พวกเราอภิปรายนั้น ด้วยความเคารพ ผมฟังไม่ชัด ผมเคยร้องไปที่เลขาธิการ สภาแล้วเรื่องระบบเสียง ผมก็เลยฟังวิทยุเสียงไปรบกวน ต้องขออภัยด้วยครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ถ้าอยู่ในช่วงกลาง ๆ จะไม่ค่อยได้ยิน แถวที่ท่านประธานชวนนั่งอยู่จะไม่ค่อย ได้ยิน เพราะอยู่ตรงกลางนะครับ เชิญท่านไชยาครับ

นายไชยา พรหมา หนองบัวลำภู 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไชยา พรหมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย ผมขออภิปราย สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ บนสถานการณ์ของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็วแล้วก็ส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นี้ ประเทศไทยเราต้องเผชิญกับสภาวะ ความไม่แน่นอนจากอิทธิพลที่เรียกว่าการจัดระเบียบโลกใหม่ หรือ New World Order ของประเทศมหาอำนาจ ซึ่งขณะนี้ได้เกิดขึ้นแล้วครับท่านประธาน เกิดขึ้นอย่างไรครับ ผมจะอธิบายให้ฟัง ประเทศมหาอำนาจนั้นใช้อิทธิพลของตนในการกำหนดทิศทาง กำหนด กติกาและข้อตกลง ระหว่างประเทศที่เอื้อประโยชน์ให้กับตนเอง ๒. ประเทศมหาอำนาจนั้นใช้อำนาจทาง เศรษฐกิจกดดันโน้มน้าวให้ประเทศอื่นนั้นต้องให้ปฏิบัติตามตามข้อความต้องการของตนเอง ๓. คือประเทศมหาอำนาจนั้นสร้างพันธมิตรและเครือข่ายให้กับประเทศอื่น ๆ นั้น เพื่อกำหนดทิศทางของโลกให้เป็นประโยชน์ของตนเอง ๔. ประเทศมหาอำนาจนั้นใช้อำนาจ ทางการทหารเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน หรือกดดันประเทศอื่น ๆ ให้ปฏิบัติตาม ความต้องการของตนเอง เหมือนอย่างที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ความตึงเครียดทางด้าน เศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยเรานั้นเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออก ที่มีสัดส่วนถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี บนสถานการณ์ในปัจจุบันและผลกระทบต่อนโยบาย ภาษีของสหรัฐอเมริกา เราต้องเผชิญกับกำแพงภาษีครั้งใหญ่กับประเทศคู่ค้าอย่าง สหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกันเราต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติ เราต้องเผชิญกับภัยคุกคามในโลก ของไซเบอร์ ผลกระทบกรณีภาษีสหรัฐอเมริกาหรือที่เรียกว่าทำ Trump’s Tariff นั้น ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของไทยอย่างเห็นชัดเจน กระทบภาคการส่งออก ภาคอุตสาหกรรม ภาคการผลิตและภาคการเกษตร ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้เป็นความเสี่ยง ที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ และเป็นภาวะที่ทุกคนต้องเผชิญ รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย เราได้เตรียมความพร้อมสำหรับประเทศนี้ เพราะมีปัจจัยภายนอกที่เราไม่สามารถที่จะ หลีกเลี่ยงได้ เราจะรับมือกับสถานการณ์ที่เราไม่ได้ควบคุม หรือว่าสถานการณ์ที่เราไม่ได้ สร้างขึ้นอย่างไร อันนี้คือสิ่งที่จะต้องท้าทาย บนสถานการณ์โครงสร้างสังคมที่มีความ เปลี่ยนแปลงไปนำมาซึ่งการปรับตัว ปรับเปลี่ยนนโยบายอย่างทันท่วงทีของรัฐบาล ทั้งนี้ เพื่อสร้างหลักประกันและรักษาผลประโยชน์ของประเทศ เพื่อความอยู่รอดของพี่น้อง ประชาชนในสภาวะของความไม่แน่นอนผ่านพระราชบัญญัติงบประมาณฉบับนี้ ท่านประธานครับ มาดูภาพรวมของงบประมาณปี ๒๕๖๙ ครม. ได้อนุมัติงบประมาณ ในกรอบวงเงิน ๓.๗๘ ล้านล้านบาท และในการนี้ท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้มีข้อสั่งการที่เป็นสาระสำคัญอยู่ ๓ ประการด้วยกัน ๑. คือให้หน่วยรับ งบประมาณนั้นใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ๒. ให้หน่วยรับงบประมาณ สามารถนำเงินนอกงบประมาณมาใช้และพิจารณาแหล่งเงินกู้อื่น ๆ ได้ ๓. เร่งรัด การเบิกจ่ายงบลงทุนเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือการลงทุนภาครัฐที่ส่งผลต่อการเติบโต จีดีพีของประเทศ โดบคาดการณ์ว่างบประมาณปี ๒๕๖๙ นั้น มีเป้าหมายสำคัญคือ การเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ หรือที่เรียกว่า Efficiency Growth ซึ่งแนวทางดังกล่าวนี้ เป็นการเตรียมความพร้อมของประเทศในการรับมือกับความท้าทายที่กำลังจะเกิดขึ้น เพราะในเมื่อหน่วยรับงบประมาณได้รับการจัดสรรงบประมาณแล้วจะต้องดำเนินการในการ ใช้จ่ายงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถผลักดันการ เติบโตทางด้านเศรษฐกิจของประเทศได้ในอนาคต เรามาดูภาพรวมของงบประมาณครับ ท่านประธาน งบประมาณรายจ่ายตั้งไว้ที่ ๓.๗๘ ล้านล้านบาท คิดเป็น ๑๘.๙ เปอร์เซ็นต์ ต่อจีดีพี ประมาณการรายรับอยู่ที่ ๒.๙ ล้านล้านบาท คิดเป็น ๑๔.๖ เปอร์เซ็นต์ ต่อจีดีพี มีการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ๘๖๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็น ๔.๓ เปอร์เซ็นต์ ต่อจีดีพี สรุปงบประมาณแบ่งออกมีรายละเอียดดังนี้ เป็นงบกลาง ๖๓๐,๐๐๐ ล้านบาท งบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ ๑.๔ ล้านล้านบาท งบประมาณรายจ่าย บูรณาการ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท งบรายจ่ายบุคลากร ๘๒๐,๐๐๐ ล้านบาท งบประมาณ รายจ่ายสำหรับเงินทุนหมุนเวียนอยู่ที่ ๒๗๐,๐๐๐ ล้านบาท และงบประมาณรายจ่าย เพื่อชำระหนี้ภาครัฐอยู่ที่ ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท งบประมาณรายจ่ายเพื่อชดเชยเงินคงคลัง ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมีการคาดการณ์ว่าจีดีพี ของประเทศนั้นจะเติบโตอยู่ในระดับที่ ๒.๓-๓.๓ เปอร์เซ็นต์ มีการคาดการณ์ว่าตัวเลขของ จีดีพีนั้นจะอยู่ที่ ๒๐ ล้านล้านบาท ---------------------------------------------------------- ด้วยงบประมาณรายจ่ายประจำปีน้อยกว่ารายรับ ดังนั้นรัฐบาลจึงมีความจำเป็นเนื่องจาก รายรับมีความจำเป็นน้อยกว่ารายจ่ายนั้น รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อชดเชย การขาดดุลงบประมาณ ๘๖๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลเลิกใช้งบประมาณรายจ่ายนั้น เป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในช่วงเวลาที่โลก ต้องเผชิญกับความผันผวนที่เกิดจากเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และเกิดจากผลกระทบ ที่ตกค้างจากวิกฤติต่าง ๆ ของประเทศในหลายช่วงปีที่ผ่านมา โดยในปีนี้รัฐบาลเราเดินหน้า ลดภาระหนี้ในระยะยาวอย่างมั่นคงด้วยการตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดเชยเงินคงคลัง สูงถึง ๑๒๓,๐๐๐ ล้านบาท พร้อมทั้งลดการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณลดลง จากปีที่ผ่านมา ดังนั้นการลดลงของเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณในปี ๒๕๖๙ เป็นการสะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลในการควบคุมการใช้จ่ายเงินและการเพิ่ม ประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ และลดภาระของการขาดดุลงบประมาณ ลดการกู้เงิน ในระยะยาวเพื่อสร้างความมั่นคงทางสถานะทางการคลังของประเทศ และการเผชิญกับ ความจำเป็นในการใช้จ่ายเงินเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับประเทศ งบประมาณปี ๒๕๖๙ ไม่ใช่เพียงเอกสารตัวเลขเท่านั้น แต่เป็นแนวทางของรัฐบาลที่เชื่อว่า ประเทศไทยจะสามารถยืนอยู่บนความมั่นคงท่ามกลางกระแสโลกที่มีความเปลี่ยนแปลง หากเราได้รู้จักการวางน้ำหนักให้ถูกต้องระหว่างการใช้จ่ายงบประมาณ การกู้เงิน การสร้าง ความมั่นคงทางการคลัง จะเป็นแนวทางในการสร้างความน่าเชื่อถือของประเทศในสายตา ของชาวโลก ทั้งหมดนี้คือการบริหารงบประมาณอย่างมีวินัย และยังสามารถลงทุน เพื่ออนาคตของประเทศ โดยไม่ต้องแลกมากับความเสี่ยงทางด้านการคลังจนเกินความ จำเป็น หนึ่งในแนวทางของรัฐบาลในการจัดทำงบประมาณก็คือการเปลี่ยนโครงสร้าง การจัดทำงบประมาณจากการจัดงบประมาณแบบรวมศูนย์ไปสู่การกระจายอำนาจ การใช้จ่ายอย่างมีเป้าหมายและมีประสิทธิภาพสูงสุด การที่รัฐบาลปรับลดวงเงินงบกลาง ถึง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นไม่ใช่ลดความสำคัญของโครงการ แต่เป็นกลยุทธ์ในการบริหาร ยุคใหม่ที่เรียกว่ายืดหยุ่นเพื่อกระจาย โดยให้แต่ละหน่วยรับงบประมาณนั้นสามารถที่จะ รับมือกับภารกิจอันเร่งด่วนของตนเองได้อย่างรวดเร็ว ตรงจุด สอดคล้องกับแนวทาง การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและจังหวัด งบประมาณไม่ได้ รวมศูนย์อยู่ที่ผู้มีอำนาจเพียงไม่กี่คน แต่งบประมาณได้กระจายไปยังหน่วยรับงบประมาณ เป็นการตอบโจทย์เชิงภารกิจและรับผิดชอบต่อประชาชนอย่างแท้จริง นี่คือการจัด งบประมาณเพื่ออนาคตที่พร้อมรับมือกับวิกฤติต่าง ๆ และเปิดทางให้เกิดการบูรณาการ ร่วมกันของหน่วยงานอย่างแท้จริง การจัดทำงบประมาณในครั้งนี้จำเป็นต้องมีงบประมาณ และการบริหารที่ไม่เพียงแค่เอาตัวรอด แต่เป็นการเติบโตท่ามกลางความท้าทาย งบประมาณปี ๒๕๖๙ จึงถูกออกแบบเพื่อให้บรรลุเป้าหมายคือการเติบโตอย่างมี ประสิทธิภาพในภาวะที่ไม่แน่นอน เรามาดูรายละเอียดของงบประมาณ แนวทางการจัดสรร งบประมาณนั้นรัฐบาลให้ความสำคัญอยู่บนพื้นฐานความยืดหยุ่นแบบกระจาย หรือการ เปลี่ยนแปลงจากรัฐส่วนกลางสู่รัฐใกล้ตัว เพื่อให้หน่วยรับงบประมาณหรือองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นนั้นสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมี ประสิทธิภาพ งบประมาณที่มีความยืดหยุ่นแบบกระจายเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลใช้ในการ รับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น กรณีเกิดภัยพิบัติธรรมชาติ จำเป็นที่ จะต้องได้รับการแก้ไขแบบปัจจุบันเร่งด่วนอย่างรวดเร็วและทันท่วงทีจากองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นและจังหวัดในการแก้ไขปัญหาและจัดการปัญหาเฉพาะหน้า หรือการแก้ไข ปัญหา PM2.5 ก็เช่นกัน จำเป็นที่ต้องแก้ไขแบบบูรณาการจากทุกภาคส่วน ทั้งมาตรการ ทางกฎหมาย การจูงใจทางด้านเศรษฐกิจ ๒ กรณีนี้ไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ถ้างบประมาณนั้น มากระจุกตัวอยู่ที่ส่วนกลาง ดังนั้นจะเกิดความยุ่งยาก ความสลับซับซ้อน ผ่านการตัดสินใจจากส่วนกลาง การลดขั้นตอน และความซับซ้อนของการบริหารราชการนั้น รัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทยจึงได้ออกแบบ รูปแบบของบประมาณในปัจจุบันให้เป็นงบประมาณที่มีความยืดหยุ่น แต่มีการกระจายตัวสูง การจัดงบประมาณปีนี้เป็นการจัดงบประมาณบนพื้นฐานที่บอกว่าประเทศที่มีความเจริญ ในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่ประเทศที่ใช้เงินมากที่สุด แต่คือประเทศที่ออกแบบการใช้เงินอย่าง ชาญฉลาดที่สุด งบกลางลดลง ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไม่ได้หายไปไหนครับ แต่ถูกกระจาย ไปยังหน่วยรับงบประมาณต่าง ๆ มากขึ้น เพื่อช่วยให้แต่ละหน่วยรับงบประมาณนั้น สามารถบรรลุวัตถุประสงค์เป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เรามาดูรายละเอียดของ งบประมาณ จะเห็นได้ว่างบจังหวัดและกลุ่มจังหวัดนั้นเพิ่มขึ้น ๑๐.๔ เปอร์เซ็นต์ กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น ๙.๘ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคมเพิ่มขึ้น ๖.๔ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงอุดมศึกษา วิจัย นวัตกรรมเพิ่มขึ้น ๖.๑ เปอร์เซ็นต์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มขึ้น ๓.๓ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงมหาดไทย เพิ่มขึ้น ๒.๓ เปอร์เซ็นต์ งบประมาณที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นการเพิ่มบทบาทของรัฐใกล้ตัวหรือรัฐ ที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากยิ่งขึ้น เมื่อเกิดภัยพิบัติ ไม่ว่าจะน้ำท่วม ไฟป่า ดินถล่ม องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถเข้าไปถึงที่หมายแก้ไขปัญหาโดยไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลาง ได้เป็นต้น งบของกลุ่มจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เพิ่มขึ้นนั้น นั่นหมายถึงคุณภาพ ชีวิตของประชาชนนั้นจะดีขึ้น ประเทศเรานั้นจำเป็นที่จะต้องมีรากฐานที่มั่นคง เพียงพอที่จะ รับแรงกระแทกและพร้อมที่จะใช้โอกาสท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โครงสร้างพื้นฐานจึงมีความจำเป็น โครงสร้างพื้นฐานนั้นก็คือกลไกสำคัญในการ ประคับประคองเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นวิกฤติ หรือเป็นเครือข่ายที่มีความมั่นคง ดังนั้น งบประมาณในปี ๒๕๖๙ รัฐบาลมีเป้าหมายในการที่จะสร้างต้นทุนพื้นฐานที่มีความแข็งแรง สำหรับขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว ไม่ว่าความไม่แน่นอนจากภายนอกจะเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม แต่โครงสร้างพื้นฐานที่ดีจะทำหน้าที่ในการรองรับให้ระบบการผลิตเดินหน้าได้ การค้าการลงทุนยังสามารถเชื่อมต่อและประเทศยังมีศักยภาพที่จะฟื้นตัวและเติบโตได้ ในอนาคต การออกแบบโครงสร้างงบประมาณจึงไม่เพียงการจัดสรรงบประมาณในช่วง เวลาหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นกลยุทธ์ของประเทศแม้ว่าโลกจะไร้ความแน่นอนก็ตาม เราสามารถ สร้างความมั่นคงเชิงโครงสร้างที่ยึดโยงกับเศรษฐกิจ สังคมและโอกาสของคนไทยได้ เรามาดู งบประมาณลงทุนของรัฐบาล รัฐบาลลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม ถนน ระบบราง เรือ อากาศยาน วงเงิน ๑๙๐,๐๐๐ ล้านบาท มาดูโครงสร้างพื้นฐานการบริหาร จัดการน้ำ แก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง วงเงิน ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ ทุกภาคส่วน การจัดหาน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคให้กับประชาชน การเข้าถึงระบบชลประทาน การกระจายน้ำ การสร้างแหล่งกักเก็บน้ำ เป็นต้น มาดูโครงสร้างพื้นฐานในเรื่องของงานวิจัย และนวัตกรรม วงเงิน ๒๒,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้เพื่อพัฒนาให้นักวิจัย ผู้ประกอบการ ในภาคเอกชนสามารถที่จะยกระดับสินค้าและเพิ่มประสิทธิภาพในตลาดไทยเช่นกัน งบประมาณที่ลงทุนนี้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เป็นการกระตุ้น การเติบโตทางเศรษฐกิจ เกิดการสร้างงาน เกิดการจ้างงาน อีกทั้งเป็นการส่งเสริมภาคธุรกิจ SMEs ให้เติบโตและเข้มแข็งได้ ดังนั้นโครงสร้างพื้นฐานทั้งระยะสั้นและระยะยาวเป็นการ ลงทุนเพื่ออนาคตภายใต้สถานการณ์โลกที่ไม่แน่นอน ไม่ว่าสถานการณ์โลกจะเปลี่ยนแปลง ไปอย่างไรก็ตาม แต่คนไทยทุกคนยังสามารถที่จะใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ได้ เช่น ขนส่งที่ปลอดภัย รวดเร็ว ราคาประหยัด ระบบขนส่งที่เชื่อมโยง การเพิ่มศักยภาพ ในการแข่งขันของประเทศ ไม่ว่าจะขนส่งสินค้า การคมนาคม การท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้น การบริโภคภายในประเทศ เป็นต้น ท่านประธานครับ โครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวนี้เมื่อสำเร็จ ลุล่วงทั้งหมดแล้ว จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงกันทำให้ชีวิตของประชาชนทุกคนได้รับ ความสะดวกสบายมากขึ้น ลดการย้ายถิ่นฐานของแรงงานเข้าสู่เมืองหลวง สร้างท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็งด้วยการ กระจายอำนาจและงบประมาณให้กับท้องถิ่นสามารถแก้ไขปัญหาด้วยตนเองตามหลักการ กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ทั้งหมดนี้คือการจัดงบประมาณของรัฐบาลที่เน้น ลดความเสี่ยงให้กับคนไทย ด้วยการลดลงของเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลในการควบคุมการใช้จ่ายเงินและ เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ เพื่อลดการขาดทุน เพื่อลดการขาดดุลงบประมาณ และลดการกู้ยืมในระยะยาว เพื่อสร้างความมั่นคงในสถานะทางการคลังของประเทศ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยได้เติบโตอย่างมั่นคง อีกทั้งจัดงบประมาณที่เน้นการกระจายอำนาจ ในการรับมือกับภัยพิบัติแบบบูรณาการด้วยการร่วมมือของทุกหน่วยงานสามารถมี งบประมาณ มีอำนาจในการบริหารจัดการที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากยิ่งขึ้นและทันท่วงที อีกทั้งการสร้างโอกาสเข้าถึงสิ่งใหม่ ๆ สำหรับคนไทย เช่น การเปิดเส้นทางใหม่ ๆ ทางการค้า การให้ความสำคัญต่อตลาดในระดับภูมิภาค การเปิดโอกาสและเพิ่มช่องทางใหม่ ๆ ให้กับ คนไทยผ่านงบประมาณปี ๒๕๖๙ ตามตัวอย่างและรายละเอียดที่ผมได้อธิบายมาแล้ว ทั้งหมดนี้นำไปสู่ข้อสรุปเดียวกันก็คือ โลกเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน โครงสร้างเปลี่ยน แต่คนไทยไม่เปลี่ยน ที่สำคัญคือยังมีความเชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหาประเทศของรัฐบาล ภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ดังนั้นเราพร้อมที่จะ ปรับตัว ปรับนโยบาย ปรับการออกแบบงบประมาณให้ตอบโจทย์บนพื้นฐานของความ เป็นจริงในปัจจุบันมากที่สุด ดังนั้นผมจึงขอสนับสนุนงบประมาณและรับหลักการ พระราชบัญญัติรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ ฉบับนี้ ขอบคุณครับท่านประธาน

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ เชิญครับ

นายณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ประเวศ สะพานสูง พรรคประชาชน

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ท่านประธานครับ ก่อนหน้านี้ผมได้ติดตามข่าวเห็นท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ได้มีการมอบนโยบาย ในการจัดสรรงบประมาณในปี ๒๕๖๙ ตอนนั้นเมื่อเดือนมกราคมท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็ บอกว่าการจัดสรรงบประมาณในครั้งนี้จะต้องทำให้พี่น้องประชาชนเชื่อว่าข้าราชการจำนวน ๒ ล้านคน จะทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน ๖๖ ล้านคนได้ ขณะเดียวกันหลังจากนั้นเมื่อ ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมา ทางท่านรองโฆษกรัฐบาลท่านก็ออกมาบอกว่าโครงการก่อสร้างของรัฐนี้ จะเป็นการช่วยในการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจในการที่จะพัฒนาในเรื่องของการจ้างงาน เรื่องของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ตอนแรกผมเองก็ไม่เข้าใจว่าทั้งสองท่านนี้หมายความว่า อะไร จนกระทั่งผมได้มาดูรายละเอียดในส่วนของงบประมาณปี ๒๕๖๙ ก็จะพบว่า งบประมาณปี ๒๕๖๙ มีอยู่ทั้งหมด ๓.๗๘ ล้านล้านบาท ในส่วนนี้เป็นงบลงทุน ๕๖๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ใน ๕๖๙,๐๐๐ กว่าล้านบาทเป็นค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปแล้ว ๔๔๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท คิดเป็น ๗๘ เปอร์เซ็นต์ หรือเกือบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเป็นการ ก่อสร้างเยอะมาก แล้วนี่เป็นตัวเลขเพียงแค่ขั้นต่ำที่ผมเองได้หามาเจอเท่านั้นเอง การก่อสร้างมากขนาดนี้ก็ต้องบอกว่ามันไม่ได้มีเรื่องที่ผมติดใจเลย ถ้าหากว่าพี่น้องประชาชน ได้ประโยชน์ แต่ถ้าท่านไปดูในเรื่องของการจัดลำดับความสำคัญท่านก็จะเห็นว่าการจัดลำดับ ความสำคัญของงบประมาณท่านมีการให้ถนนกับการจัดการน้ำเป็นดับ ๑ และอันดับ ๒ ก็จริง แต่สิ่งที่มาเป็นอันดับ ๓ แทนที่มันจะเป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนได้ประโยชน์ แต่กลับกลายเป็นการสร้างอาคารราชการ อาคารราชการมีทั้งหมดประมาณงบประมาณที่ได้ ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ได้เยอะมากกว่าการพัฒนาโรงเรียน แล้วก็โรงพยาบาลเสียอีก หรือว่าอันนี้หรือเปล่าที่ท่านนายกรัฐมนตรีท่านบอกว่าจะต้องทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า ข้าราชการทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนได้ ท่านก็เลยคิดอย่างนี้ ท่านก็เลยคิดว่าจะต้องสร้าง ตึกอาคารราชการให้ทั่วถึงจะได้ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นอย่างนั้นหรือเปล่า แล้วงบก้อนนี้ ไม่ได้น้อย งบผูกพันถ้ารวมงบผูกพันแล้วเป็น ๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เกือบ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถือว่าเป็นงบที่เยอะมากครับ ผมก็เลยพาไปดูว่าหน่วยงานไหนที่มีการสร้างอาคารราชการมากที่สุดท่านก็จะพบว่า หน่วยงานที่สร้างสำคัญมากที่สุดที่เป็นอาคารราชการก็คือเรื่องของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สร้างเยอะที่สุด ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาทปีเดียว นับเฉพาะอาคารราชการ แต่ถ้ารวมผูกพันล่อไป ๒๔,๐๐๐ เยอะมาก เยอะที่สุด แต่ถ้าไล่ลงมาท่านก็จะเห็นว่ามันก็จะมีสำนักปลัดกระทรวง ต่าง ๆ ก็ไล่ลงมา ซึ่งส่วนใหญ่ต่อปีไม่เยอะหรอก แต่ว่าที่เยอะผูกพันกันเพียบ แต่ถ้าเกิด ต่อปีเยอะท่านก็จะเห็นว่าก็จะมีกองทัพบก มีกรมปกครองที่ค่อนข้างจะมาก อันนี้เป็น ภาพใหญ่ ๆ ท่านอาจจะเห็นไม่ชัดผมพาท่านไปดูในรายละเอียด เริ่มที่ Champion ของเรา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานนี้จัดเต็ม สร้างกันไปปีเดียวล่อกันไปเฉียด ๕,๐๐๐ ล้านบาท ที่ผ่านมาเรื่องของตำรวจเราพูดกันมาตลอดปัญหาที่เรามองว่าตำรวจควรที่จะมีการปฏิรูป ตำรวจ เนื่องจากว่าเราอยากที่จะให้พี่น้องตำรวจได้รับการดูแลที่ดีขึ้นและดูแลประชาชน ได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น แต่ว่าในเอกสารงบประมาณ ผมเองไปไล่ดู ข้างในก็มีโครงการปฏิรูป ตำรวจจริง ๆ ชื่อของการปฏิรูประบบงานตำรวจ งบประมาณ ๓,๑๐๐ ล้านบาท ซึ่งพอดู ข้างในแทนที่มันจะเป็นการปฏิรูปตำรวจแบบที่ผมตั้งใจ แบบที่ผมคาดหวังเอาไว้ แต่มัน กลายเป็นว่าข้างใน ๗๘ เปอร์เซ็นต์ของงบปฏิรูปตำรวจกลายเป็นเรื่องของการก่อสร้าง สร้างอาคาร สร้างที่พักอาศัย สร้างแฟลต สร้างเรือนแถวต่าง ๆ ๒,๔๐๐ กว่าล้านบาท ๑๑๕ แห่ง ไม่น้อยนะครับ ผมย้ำอีกครั้งเรื่องของโครงการปฏิรูปตำรวจของรัฐบาลชุดนี้ ภายใต้นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ๗๘ เปอร์เซ็นต์ คือการก่อสร้างอาคาร เช่นเดียวกันมันก็ยัง มีเรื่องของโครงการอีกชื่อโครงการหนึ่ง ก็คือโครงการบังคับใช้กฎหมายอำนวยความยุติธรรม และบริการประชาชน ในส่วนนี้ด้านใน ๑,๘๓๙ ล้านบาท ก็เป็นการก่อสร้างอาคารที่ทำการ สร้างโรงพัก สร้างที่ต่าง ๆ มากมาย รวมสร้างอื่น ๆ ๓๐๐ กว่าล้านบาท รวมกันไปก็ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท รวมหมด ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท จำได้ไหมในเรื่องของโรงพักที่สร้างไม่เสร็จ โรงพักที่มีแต่เสา เกิดเหตุโด่งดังที่เป็นข่าที่ผ่านมาทุกท่านทราบดีใช่ไหม จะปล่อยให้มันเกิด แบบนี้หรือเปล่า ผมก็ต้องถามท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารเพราะว่านี่คือสำนักงานตำรวจ แห่งชาติ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็ดูแลโดยตรงอยู่แล้ว ปีเดียว ๔,๖๐๐ ล้านบาท ผูกพัน ๒๓,๐๐๐ ล้านบาท จะเอาแบบนี้หรือ จะให้มันเกิดขึ้นแบบนี้หรือครับ ไม่ใช่แค่ตำรวจ ทหารเองก็ไม่ได้น้อยหน้า เรื่องของทหารก็ถือว่าเป็นอีกยอดนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เช่นเดียวกัน เพราะว่ามีการทำรวมกันทั้งกระทรวงกลาโหมปีเดียว ๘,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ารวม ผูกพัน ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท มาครบทุกเหล่า ตั้งแต่กองทัพบก กองทัพอากาศ กองทัพเรือ สำนักปลัด กองบัญชาการกองทัพไทย ที่ต่างกันหน่อยทหารนี่รู้งานกว่า เนื่องจากว่า ตาม พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณผมคิดว่าท่านประธานก็คงทราบ ถ้าเกิดโครงการที่มี งบประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาทขึ้นไปจะต้องเข้า ครม. จะต้องมีการประชุมชี้แจงกับหน่วยงาน ต่าง ๆ ทำเรื่องต่าง ๆ มากมาย ทีนี้ทางกระทรวงกลาโหมหน่วยงานต่าง ๆ นี่รู้งาน ท่านก็จะ เห็นว่าแต่ละโครงการที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ของกระทรวงกลาโหมมันไปสุดแค่ ๙๕๐ ๙๕๐ ๙๔๐ เพียบ ท่านดูโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค ทำท่อ ทำอะไรไม่รู้ ๙๕๐ แล้วก็ไล่มาบางโครงการเห็นว่าไม่ได้ทำอีไอเอด้วยไม่รู้จริงหรือเปล่า อันนี้เลยไม่แน่ใจกับการ ทพยายามที่จะไม่ถึง ๑,๐๐๐ ล้านบาทแบบนี้มันเป็นการป้องกันไม่ให้พลเรือนเข้าไปยุ่งเรื่อง ทหารหรือเปล่า อันนี้ผมฝากทางท่านนายกรัฐมนตรี ฝากทางท่านรองนายกรัฐมนตรีภูมิธรรม ช่วยไปดูด้วยว่ามันเป็นแบบนี้หรือเปล่า แล้วท่านทราบเรื่องหรือเปล่า ทีนี้ท่านประธานผมพา ท่านมาดูนอกเหนือจากเรื่องของตำรวจกับทหาร ผมคิดว่าแต่ละท่านได้มีการไถฟีด เล่นเฟซบุ๊ก เล่น Twitter อยู่แล้ว ท่านก็คงทราบว่าหน่วยงานราชการมีการสร้างอาคาร ใหม่ ๆ ย้ายไปสำนักงานแห่งใหม่ ที่ทำการแห่งใหม่กันมาก ทีนี้ผมก็เลยพาย้อนมาดูในช่วง ๖ ปีที่ผ่านมาไม่ต้องไกล ท่านจะเห็นว่ามีการสานต่อแนวทางในการก่อสร้างกันมาอย่าง ต่อเนื่อง สานต่อจากรัฐบาลที่แล้วตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ไล่มาเลย ก็จะมีเรื่องของกระทรวง มหาดไทย ตึก สตง. ที่ทุกท่านทราบดีว่าเกิดอะไรขึ้น หรือว่า ก.พ.ร. อันนี้เป็นรัฐบาลที่แล้ว แต่พอมาต่อเนื่องมารัฐบาลชุดนี้หรือรัฐบาลผสมพันธุ์ ข้ามขั้ว ก็จะเริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๗ ปี ๒๕๖๘ ปี ๒๕๖๙ ไล่มาเลย ปี ๒๕๖๗ ปีแรกมาผ่าน งบประมาณกระทรวงมหาดไทย ระยะที่ ๒ พอมาปี ๒๕๖๘ เรื่องของ ป.ป.ท. พอมา ปี ๒๕๖๙ คมนาคม นี่ยังไม่รวมโครงการของหน่วยงานอื่น อย่างเช่น ส.ป.ก. ที่ก็สร้างอาคาร แห่งใหม่เช่นเดียวกัน ทีนี้มาดูทีละอันกันหรือไม่ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร เรามาเริ่มกัน ในเรื่องโครงการที่หนักกระเป๋าที่สุด นั่นคือศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทย โครงการนี้ ๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท เกือบ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนหนึ่งผ่านงบประมาณสมัยรัฐบาลที่แล้ว อีกส่วนหนึ่งผ่านงบประมาณสมัยรัฐบาลชุดนี้ โครงการนี้ ๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นการย้าย กระทรวงมหาดไทยจากที่เดิมที่เกาะรัตนโกสินทร์ย้ายออกมา แต่โดยปกติเราอาจจะชินที่เรา ได้ยินกันในข่าวบ่อย ๆ ได้ยินกันว่าย้ายศูนย์ราชการ ย้ายสถานที่ราชการ เพื่อลดความแออัด ย้ายออกไปไกล ๆ แต่กลายเป็นอันนี้แค่ย้ายข้ามฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ย้ายออกมาแค่ ๓-๔ กิโลเมตร มาอยู่คลองสาน มันเลยกลายเป็นว่าต่อไปเราก็จะมีอาคารศูนย์ราชการมหาดไทย บรรยากาศดี ๆ แบบนี้ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา Chic Chic Cool Cool บรรยากาศดี ไม่รู้หน้าตา ข้างในเป็นอย่างไรพาไปดูครับ ด้านในท่านจะเห็นว่าตึกจะหน้าตาแบบนี้ แต่ละกรมจะมีตึกหรู เป็นของตัวเอง ชั้น ๑ ชั้น ๕ ใช้สอยร่วมกันแต่ละตึก แต่ว่าชั้น ๖ ขึ้นไปก็จะแยกเป็นรายกรม พอแยกไปแต่ละกรมก็อาจจะมีความสูงที่ต่างกันก็จะไล่มา สูงสุดก็จะมีเรื่องของกรมการปกครอง ๒๑ ชั้น ต่ำสุดสำนักปลัด ๑๔ ชั้น ความสูงที่แตกต่างกันจริง ๆ ผมไม่แน่ใจว่าเอามาจากอะไร ตอนแรกผมคิดว่ามาจากอัตรากำลัง มาจากจำนวนข้าราชการ หรือว่าภารกิจอะไรต่าง ๆ จริง ๆ ก็ไม่น่าใช่พอผมไปไล่ดู พอเปรียบเทียบในเรื่องของกรมต่าง ๆ ที่ได้พื้นที่ใช้สอยก็จะ ไล่มาตั้งแต่ประมาณ ๑๕,๐๐๐ ตารางเมตร ไล่มาจนถึงประมาณสัก ๒๓,๐๐๐ ตารางเมตร ก็เป็นสูงสุด ทีนี้แต่ละกรมพอเฉลี่ยออกมาพอผมคิดเทียบกับอัตรากำลัง เทียบว่าจำนวนพื้นที่ ต่อคนเป็นเท่าไร ปรากฏว่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ ๒๐ ตารางเมตรต่อคน ซึ่งก็ถือว่าสูงกว่า เกณฑ์มาตรฐานของโลกซึ่งกำหนดเอาไว้ที่ ๑๐-๑๕ ตารางเมตรต่อคน ของเรานี่เฉลี่ย ๒๐ ตารางเมตร แต่ที่เฉลี่ย ๒๐ ตารางเมตร เพราะมี ๒ กรมที่มีการดึง Mean ขึ้นไป นั่นคือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ๓๐.๖ ตารางเมตรต่อคน หรือว่ารองลงมาคือ กรมพัฒนาชุมชน ๒๖.๗๗ ตารางเมตรต่อคนเห็นตัวเลขแบบนี้ ผมคิดว่าข้าราชการทุกคน ก็คงมีขนาดพื้นที่เทียบเท่ากับการได้คอนโดมิเนียม ๑ ห้องเป็นห้องขนาดสตูดิโอ แต่ถ้าเกิดว่า ข้าราชการตัวเล็กตัวน้อยที่ทำงานให้พี่น้องประชาชนเหนื่อย ๆ ได้แบบนั้นผมไม่ติดใจ แต่ท่านไปดูรายละเอียดข้างในดีกว่าว่าตกลงแล้วเขาเอาพื้นที่ไปทำอะไร เริ่มจากกรมพัฒนา ชุมชนชั้นสูงสุดท่านประธานเชื่อไหม ชั้นสูงสุดของกรมพัฒนาชุมชนห้องใหญ่ที่สุดคือห้อง แสดงความภาคภูมิใจ ห้องแสดงความภาคภูมิใจคืออะไรใช่ไหม ห้องแสดงความภาคภูมิใจ ผมเดาว่าน่าจะเป็นห้องที่เก็บถ้วยรางวัล เก็บประกาศนียบัตร ก็คงได้รับมาในที่ต่าง ๆ แต่ที่ ผมงงถ้าเราภาคภูมิใจนักหนาโดยธรรมชาติเราน่าจะอยากโชว์ เราน่าจะอยากที่จะเอาไว้ให้ คนดูเยอะ ๆ ถ้าอย่างนั้นควรจะไว้ชั้นล่างหรือเปล่า ควรจะเอาไว้ชั้น ๑ เพื่อให้พี่น้อง ประชาชน ควรที่จะเอาไว้ให้ข้าราชการได้เยี่ยมชมอย่างทั่วถึงหรือเปล่า แต่อันนี้ท่านเอาไว้ ชั้นบนสุดกลายเป็นว่าเก็บไว้ให้ท่านอธิบดีท่านภาคภูมิใจอยู่คนเดียว ก็ยังงงว่าจะไม่แบ่งปัน ความภาคภูมิใจอย่างไรเลย อันนี้ผมก็ยังงง มันกลายเป็นว่าอย่างนี้ท่านประธาน มันกลายเป็น ว่าถ้าหากว่าน้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา จะมีการมาดูงานแน่นอนท่านก็ต้องพาน้อง ๆ ขึ้นไปดู ความภาคภูมิใจ แต่กว่าจะขึ้นไปถึงบนนั้น เปลี่ยนลิฟต์กันไปไม่รู้กี่รอบกว่าจะถึงก็จะวุ่นวาย ข้าราชการเขาอีก แล้วผมถามว่ามันสำคัญไหมห้องแสดงความภาคภูมิใจ ถ้ามันสำคัญ ทำไม กรมอื่นไม่มี ทำไมถึงมีแค่กรมพัฒนาชุมชนกรมเดียว ผมยกตัวอย่างกรมส่งเสริมการปกครอง ท้องถิ่น ห้องแสดงความภาคภูมิใจไม่มีแน่นอน แต่ว่ามีห้องแต่งตัวผู้บริหารแทน แน่นอน ในส่วนของอธิบดี รองอธิบดี จะมีห้องน้ำในตัวเรื่องธรรมดา แต่ว่ามีห้องแต่งตัวเหมือนอยู่ คอนโดจริง ๆ เป็นคอนโดที่ห้องใหญ่กว่าห้องสตูดิโอด้วย แน่นอนครับ อย่างที่ท่านอาจจะบอกว่าผู้บริหารเขาก็ต้องมีการออกงานใช่ไหมครับ มีชุดกากี มีชุดขาว มีชุดอะไรต่าง ๆ ชุดสีต่าง ๆ มากมาย แต่ผมก็งงว่าถ้ามันสำคัญแบบนั้นจริง ทำไมกรมพัฒนาชุมชนเขาไม่มีห้องแต่งตัวบ้าง หรือว่ามาตรฐานมันอยู่ตรงไหน เรื่องของ ผังห้อง เรื่องของเป็น Plan อาคาร หน้าตา มาตรฐานมันเป็นอย่างไร มันควรที่จะเป็นอย่างไร ทำไมแต่ละกรมมันถึงหน้าตาไม่เหมือนกัน หรือว่ามันเป็นเพราะว่ามันแล้วแต่ว่าเป็นไปตาม Request หรือเปล่าว่าอธิบดีคนไหนอยากจะได้ห้องแสดงความภาคภูมิใจ อธิบดีคนนี้ อยากจะได้ห้องแต่งตัว อธิบดีคนนี้อยากจะได้ห้องอาบน้ำอะไรว่าไป ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน กรณีอันนี้ผมคิดว่าผมฝากท่านนายกรัฐมนตรีกับท่านรองนายกรัฐมนตรีช่วยตอบได้ไหมครับ แล้วท่านอย่าบอกว่าท่านเพิ่งจะมา ท่านยังมาไม่ทัน งบมันผ่านไปก่อนหน้านี้แล้ว เพราะว่า จริง ๆ วันนี้เอาจริง ๆ ท่านก็ขนข้าราชการมาเยอะแยะไปหมดมาอยู่ที่สภาแห่งนี้ ผมก็ยังงง ว่ามันจะไม่มีแม้แต่คนเดียวเลยหรือครับที่ทราบว่าสุดท้ายใครเป็นคนขอให้มันมีเรื่องแบบนี้ ขึ้นมา ทีนี้ออกจากกระทรวงมหาดไทย ไปต่อในส่วนของสำนักงาน ป.ป.ท. ก็คือเรื่องของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ชื่อหน่วยงานก็ดีแล้ว หน่วยงานนี้อยู่ภายใต้ท่านนายกรัฐมนตรีโดยตรงคุมเอง ไม่ต้องโยนใคร วิสัยทัศน์ดีด้วย ผมชอบมากครับ ขับเคลื่อนธรรมาภิบาล บูรณาการ ป้องกันเชิงรุก ทุจริตภาครัฐลดลง ประชาชนเชื่อมั่นและศรัทธา ดีครับ แต่ถ้าเป็นไปได้ผมว่าดีกว่านี้คือท่านเริ่มจากโครงการ ของท่านเองก่อน ท่านมีโครงการในการก่อสร้างอาคารส่วนกลางแห่งใหม่ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ปัจจุบันยังไม่ได้ตัวผู้รับจ้าง ยังหาผู้รับเหมา แต่ผมว่าที่น่าสนใจ ถึงแม้ว่า ป.ป.ท. ยังไม่ได้จ้าง แต่กรมโยธาธิการและผังเมืองเขาจ้างไปก่อนแล้ว เขาจ้างต่าง ๆ โครงการย่อย ๆ เล็ก ๆ ในการที่จะออกแบบอาคารของ ป.ป.ท. ถ้าท่านไปไล่ดูก็จะมีแบ่งย่อยเป็น ๕ โครงการ มีตั้งแต่เรื่องของการเขียนแบบสถาปัตย์ เขียนแบบวิศวะ เรื่องของทัศนียภาพอะไรต่าง ๆ น่าสนใจไหมท่านประธาน ท่านก็คงทราบดีตามเรื่องของกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง ถ้าต่ำกว่า ๕๐๐,๐๐๐ บาท สามารถใช้วิธีเฉพาะเจาะจงเลือกได้ว่าอยากให้ใครได้งาน อยากที่จะให้ใคร เป็นผู้รับจ้างได้งานของโครงการนี้ ปรากฏว่าท่านดูเกณฑ์ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ท่านตั้งราคาไว้ ๔๙๘,๐๐๐ บาท กับอีกอันหนึ่ง ๕๐๐,๐๐๐ บาท ท่านตั้งราคาไว้ ๔๙๗,๕๐๐ บาท ดูจงใจมาก มันน่าสงสัยว่ามันเป็นอย่างไร แล้วไม่ใช่แค่เรื่องราคา ไม่ใช่แค่เรื่องงบประมาณ มันยังมีเรื่อง ของวันที่ในการจัดจ้างด้วย ถ้าท่านดูท่านจะเห็นว่าสิ้นปีงบประมาณคือวันที่ ๓๐ กันยายน แต่ว่ามันมี ๓ โครงการที่มีการจ้างในช่วงต้นเดือนและกลางเดือนกันยายน ๒-๓ สัปดาห์ ก่อนสิ้นปีงบประมาณจ้างไปรวดเดียว ๓ โครงการ ๓ กันยายน ๙ กันยายน ๑๖ กันยายน และที่น่าสนใจกว่านั้นท่านประธาน ผมคิดไปคิดมาผมนั่งอ่านชื่อ เขียนแบบสถาปัตย์ เขียนแบบวิศวะ ทำไมต้องแยกโครงการ ทำไมไม่รวมกัน หรือว่าถ้ารวมกันแล้วมันจะไปเกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท มันจะทำให้ท่านเลือกไม่ได้ว่าใครจะได้งานนี้ จะทำให้ท่านต้องไปเข้าเรื่อง ของ e-Bidding ต้องไปแข่งขันกัน มันเป็นแบบนี้หรือเปล่า ถ้าเป็นแบบนี้จริงมันเข้าเกณฑ์ ในเรื่องของการที่จะแบ่งซื้อแบ่งจ้างและผิด พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้าง อันนี้เรื่องใหญ่ ผมฝาก ป.ป.ท. ภายใต้ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ท่านตรวจสอบด้วยนะครับ เพราะว่าเป็นหน้าที่ของท่านอยู่แล้ว และแน่นอนครับ ในเรื่องของโครงการก่อสร้างอาคาร ต่าง ๆ ของภาครัฐ เราเห็นข่าวกันมาตลอด ผมเองเป็นกรรมาธิการติดตามงบประมาณ ได้รับเรื่องเยอะแยะมากมายท่านประธาน ตั้งแต่ กสทช. สร้างไม่เสร็จ สำนักงบประมาณโดน เทงานโน่นนี่นั่น ศาลสร้างไม่ตรงแบบโน่นนี่นั่นเจอปัญหาเยอะแยะมากมาย เงินภาษีพี่น้อง ประชาชนเราจะปล่อยไปแบบนี้หรือครับ แล้วในปีงบประมาณ ๒๕๖๙ เราก็ยังมีหลาย โครงการที่ต่อคิวรอที่จะเข้าสู่การพิจารณาของพวกเราในวันนี้อยู่ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวง คมนาคมแห่งใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรัฐสภา หรือว่าจะเป็นอีกหลายเรื่อง อย่างเช่น อาคาร ส.ป.ก. แห่งใหม่ หรือว่ากรมส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งใหม่ก็จะสร้างอาคารแห่งใหม่เช่นเดียวกัน โครงการละ ๘๐๐-๙๐๐ ล้านบาท ก็ไล่มา ท่านก็นับ ๆ ดูว่าปี ๒๕๖๙ ของบเพิ่มมากแค่ไหน ผมหวังว่ามันจะไม่เกิดเรื่องแบบนี้อีก นอกจากส่วนกลางผมพาไปดูส่วนภูมิภาคบ้างครับ ส่วนภูมิภาคก็สร้างไม่เยอะเช่นกัน ถ้านับเป็นงบผูกพันรวมล่อไป ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไล่ดูตั้งแต่ศาลากลางจังหวัด บ้านพักผู้ว่าราชการ ที่ว่าการอำเภอ วัฒนธรรมจังหวัด ส.ป.ก. จังหวัด ศึกษาจังหวัด โยธาจังหวัด อะไรต่าง ๆ มากมาย ยังมีเยอะแยะที่ผมไม่ได้รวมเข้ามาอีก เป็น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท จะอย่างไรต่อดี ที่สำคัญถ้าเกิดนับรวมหมด โครงการก่อสร้างอาคาร ราชการทั้งหมด เฉพาะที่ผมรวบรวมได้ปีเดียว ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมผูกพันด้วย ๙๕,๒๖๙ ล้านบาท เกือบถึง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว แน่นอนถ้าผมรวมครบเกินแน่นอน ผมไม่เข้าใจว่า ความจริงแล้วเรามีแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจที่มีการใช้มาตั้งแต่ ๒๐ ปีที่แล้ว ประกาศกันมา ๒๐ ปีที่แล้ว ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าหลาย ๆ ภารกิจของหน่วยงานที่กำลังสร้าง อาคารกันขึ้นมาใหม่ มันจะต้องมีการถ่ายโอนให้ท้องถิ่นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำ บัตรประชาชน การอนุญาตให้ตั้งสถานบริการโรงแรม จราจร สัมปทานขนส่ง สิ่งเหล่านี้ มันต้องถ่ายโอนให้ท้องถิ่นอยู่แล้ว แล้วที่ท่านสร้างอาคารใหม่ขึ้นมาเรื่อย ๆ แบบนี้ มันมีแต่ จะทำให้ท้องถิ่นเล็กลงทุกวัน มีแต่จะทำให้ส่วนกลางกับส่วนภูมิภาคใหญ่โตขึ้นทุกวัน แล้วเมื่อไรเราจะมีการกระจายอำนาจ เราจะกระจายอำนาจสำเร็จกี่โมง ดังนั้นที่ผมหรือว่า เพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาชน จากพรรคฝ่ายค้านที่เราพูดกันมา อภิปรายกันมานาน ๆ เราไม่ได้มีเรื่องของวัตถุประสงค์อะไรไม่ดีเลย สิ่งที่เราตั้งใจคือเราเห็นว่างบประมาณของ ประเทศมันถูกใช้ไปแบบนี้ เราเห็นว่าปัจจุบันประเทศไทยพี่น้องประชาชนกำลังลำบาก เกิดปัญหา เกิดวิกฤติเศรษฐกิจมากมาย มีเรื่องภาษีทรัมป์ มีเรื่องโน่นนี่นั่น เราก็คิดว่า เราอยากที่จะช่วยท่านในการหาเงินครับ ดังนั้นผมก็อยากเชิญชวนทุกท่านและผมก็อยากจะ บอกตรงนี้ว่าแน่นอนพวกเราพรรคประชาชน เราคงไม่สามารถที่จะรับหลักการในส่วนของ ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณในปีนี้ได้ แต่ว่าสุดท้ายถึงแม้ว่ามันอาจจะผ่านอยู่ดี ถ้าหากว่ามันผ่าน อยู่ดี ผมก็อยากเชิญชวนเพื่อนสมาชิกผ่านท่านประธานให้ไปดูด้วยกันว่าโครงการไหน ที่ตัดได้บ้าง ตัดไม่ได้บ้าง ไปดูรายละเอียดก็ได้ครับ ตอนนี้ผมอาจจะยังไม่ได้ชี้ก็ได้ว่า อันไหนควรตัด อันไหนไม่ควรตัด ก็ลองไปไล่ดูว่าเอกสารหน้าตาเป็นอย่างไร แล้วเราไป ร่วมกันตัดด้วยกันในชั้นกรรมาธิการกับอนุกรรมาธิการแล้วกลับมาพิจารณาในสภาในวาระที่ ๒ และวาระที่ ๓ ขอบคุณครับ

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปครับ ท่านจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ เชิญครับ

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดศรีสะเกษ เนื่องจากก็ดึกแล้วผมจะพยายามอธิบายให้กระชับที่สุด สำหรับงบ ปี ๒๕๖๙ ในเบื้องต้น ถ้าเราดูที่รายได้อยู่ที่ ๒.๙๒ ล้านล้านบาท ก็เป็นตัวเลขที่ท้าทาย พอสมควร เนื่องจากตอนทำงบออกมาเป็นการทำช่วงต้นปี ๒๕๖๘ ยังไม่เกิดเหตุการณ์ วันที่ ๒ เมษายน หลังจากเกิดเหตุการณ์วันที่ ๒ เมษายน ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ได้มีการประกาศ เก็บอัตราภาษีนำเข้าทั่วโลกในอัตราที่สูงมาก ประเทศไทยของเราก็โดน ๑๐ บวก ๓๖ ซึ่งถือว่าสูงมาก แต่ก็ยังโชคดีที่มีการขยายเวลาออกไปก่อนจนกระทั่งเดือนกรกฎาคม ต้นเดือนถึงจะมีการตัดสินว่าจะมีการเก็บในอัตราเท่าไร ผลตัวที่ว่านี้มันทำให้ตัวเลข ทางเศรษฐกิจของเราที่ผ่านมาค่อนข้างดีมาโดยตลอด จนถึงเดือนมีนาคม ๒๕๖๘ เริ่มมีความ ไม่แน่นอนเกิดขึ้น ยอดส่งออกที่พวกเราทำได้ดีมาก แล้วก็น่าจะพอรักษาโมเมนตัมได้ จนกระทั่ง ถึงเดือนมิถุนายน ก็ไม่แน่นอนว่าหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร รวมทั้งยอดนำเข้าที่อาจจะมีการ นำเข้าจากต่างประเทศเข้ามาทั้งที่ถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย ในกรณีที่กรมศุลกากร ของเราไม่ได้กวดขัน ไม่ได้ตรวจสอบอย่างกวดขันอย่างเข้มงวดเพียงพอ ก็จะมีสินค้านำเข้า เข้ามาจำนวนมาก ซึ่งผลดังกล่าวก็จะทำให้ผลผลิตของโรงงานในประเทศของเราลดลง ประชาชนของเราก็จะมีงานทำน้อยลง รายได้น้อยลง โรงงานขายได้น้อย แวตน้อย กำไร ที่โรงงานได้ก็น้อย ภาษีเงินได้น้อย ผลกระทบทั้งหลายต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้การพยายาม จัดเก็บภาษีเงินได้ รวมทั้งรายได้อื่น ๆ ให้ได้ถึง ๒.๙๒ ล้านล้านบาท เป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างยิ่ง แต่อย่างไรก็ดีมันก็มีทางออกทุกปัญหาก็มีทางออก ทางออกอันหนึ่งที่สามารถกระทำได้ และน่าจะได้ผลเป็นอย่างดีคือการลดดอกเบี้ยนโยบาย ถ้าหากว่ามีการลดดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ ๑.๗๕ เปอร์เซ็นต์ ให้เหลือลงสัก ๑ เปอร์เซ็นต์ อาจจะลดครั้งละ ๐.๒๕ หรือบางครั้งอาจจะ ๐.๕ ก็ได้ แต่ว่าลดให้เหลือสัก ๑ เปอร์เซ็นต์ก็จะทำให้เศรษฐกิจของเรา มีการขยายตัวอย่างน่าพอใจ เศรษฐกิจของเราจะขยายตัวมากขึ้น และภาระที่รัฐบาลต้อง ชำระหนี้เมื่อดอกเบี้ยลดลง ภาระที่ใช้ในการชำระหนี้ก็จะน้อยลง เมื่อภาระชำระหนี้น้อยลง รัฐบาลก็จะมีเงินเหลือมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น การลดดอกเบี้ยนโยบายจึงเป็นสิ่ง ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง อีกส่วนหนึ่งที่ช่วยได้คือการลดดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด ปัจจุบันนี้ ประชาชนเป็นหนี้สินมากกว่า ๑๖ ล้านล้านบาท และ ๒ ใน ๓ เป็นเงินกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิตที่ ๑๖ เปอร์เซ็นต์หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีดอกเบี้ยสูงถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมาก เนื่องจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของ ประเทศไทย มาตรา ๖๕๔ เขียนไว้ชัดเจนว่าการเก็บดอกเบี้ยนั้นเก็บเกินกว่า ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้ แต่ก็มีสถาบันการเงินที่ได้รับอนุมัติจากธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถเก็บอัตรา ดอกเบี้ยสูงกว่า ๑๕ เปอร์เซ็นต์ได้คือบัตรเครดิตก็ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ สินเชื่อส่วนบุคคลก็ ๒๔ เปอร์เซ็นต์กรณีมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ไม่มีก็ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ อัตราดอกเบี้ยที่สูงตัวนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การบริโภคซึ่งถือเป็น ๕๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี หรือ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพีของประเทศไทยระหว่างช่วงนี้ลดลงเป็นอย่างมาก ดูตัวเลขง่าย ๆ เลย คนที่ติดหนี้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท จ่ายดอกเบี้ย P-Loan ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ปีหนึ่งก็คือ ๒๕,๐๐๐ บาท ถ้าสามารถลดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามกฎหมายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๔ ที่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ก็จ่ายดอกเบี้ยเพียง ๑๕,๐๐๐ บาท ก็จะมีเงินเหลืออีก ๑๐,๐๐๐ บาท มาใช้จ่าย แล้วก็ มาทำอย่างอื่น ๑๐๐,๐๐๐ บาท ก็มีเงินเหลือมา ๑๐,๐๐๐ บาท ๕๐๐,๐๐๐ บาท ก็เหลือ ๕๐,๐๐๐ บาท ส่วนนี้ถ้าปรับได้เชื่อได้เลยว่าปริมาณการบริโภค ปริมาณการลงทุนต่าง ๆ ของประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อการบริโภคมากขึ้นโรงงานในประเทศของเรา ก็จะผลิตสินค้ามากขึ้น คนงานก็จะมีงานทำมากขึ้น รัฐบาลก็ได้แวตมากขึ้น ในขณะเดียวกัน เมื่อโรงงานมีกำไรก็จ่ายภาษีเงินได้ปลายปีเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้นก็จะทำให้โอกาสที่เราจะจัดเก็บ อัตราภาษีให้ได้ถึง ๒.๙๒ ล้านล้านบาท หรือมากกว่านั้นมีความเป็นไปได้ถ้าหากว่ามีการ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุดลงให้เหลือเพียงแค่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอัตรานี้ถ้าถามว่า ธนาคารยังมีกำไรอยู่หรือไม่ ก็ยังมีกำไรอยู่ เพราะว่าเงินฝากของประชาชนไปฝากไว้กับ ธนาคาร ๐.๕ หรือ ๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง อีกส่วนหนึ่งที่ช่วยได้คือการเพิ่ม Money Supply หรือปริมาณเงินเข้าไปในระบบ ซึ่งผมก็ลองคำนวณดูคร่าว ๆ น่าจะเพิ่มสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าเพิ่มแค่ Money Supply หรือปริมาณเงินไม่พอครับ จะต้องมีการเพิ่ม สภาพคล่องด้วย เนื่องจากปัญหาของเราในปัจจุบันนี้เมื่อมีการเพิ่มปริมาณเงินเข้าไปในระบบ เกิดปัญหาว่าธนาคารพาณิชย์แทนที่จะไปปล่อยกู้ให้ธุรกิจ กลับไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล ประชาชนฝากเงิน ๐.๕ เปอร์เซ็นต์บ้าง ๑ เปอร์เซ็นต์บ้าง ก็ไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล ๒.๕ เปอร์เซ็นต์บ้าง ๓ เปอร์เซ็นต์บ้าง ก็ทำให้ธุรกิจไม่สามารถได้รับเงินกู้มาทำธุรกิจหรือ สภาพคล่องที่ปัจจุบันนี้ระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ ประชาชนกับประชาชน ที่แต่เดิมเคยมีการให้ Trade Finance ปัจจุบันนี้ Trade Finance ส่วนนั้นก็หายไป จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งต้อง เพิ่มปริมาณเงินแล้วก็จะต้องเพิ่มสภาพคล่องด้วย อีกส่วนหนึ่งครับ การลดค่าเงินบาทให้ เป็นไปตามพื้นฐานทางเศรษฐกิจครับ ปัจจุบันเงินบาทอยู่ประมาณ ๓๒ ถ้าทำให้อยู่ที่ ประมาณ ๓๘ ทุกอย่างจะดีขึ้นหมด ส่งออกจะดีขึ้น นำเข้าจะลดลง สินค้าเกษตรที่เคยขายได้ ๑ ดอลลาร์ ๓๒ บาท ก็จะขายได้ ๓๘ บาท ข้าวเปลือกที่เคยมีราคา ๑๖ บาท ก็จะขายได้ ๑๙ บาท ทุเรียนที่เคยขายได้ ๑๕๐ บาท ก็จะขายได้ ๑๘๐ บาทต่อกิโลกรัม ก็จะเป็นสิ่งที่มี ประโยชน์อย่างยิ่งครับ สุดท้ายนี้ผมมีข้อเสนอเล็กน้อย คือในเรื่องของงบประมาณเราดูกันว่า ด้วยโครงสร้างปัจจุบัน ๑๘.๙ เปอร์เซ็นต์ หลายคนบอกว่าเยอะเกินไป แต่ถ้าหากเรา ไปเทียบกับต่างประเทศ อเมริกามีอัตราส่วนของงบประมาณต่อจีดีพี ๓๖ เปอร์เซ็นต์ จีน ๒๗ เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าเราที่ ๑๘.๙ เปอร์เซ็นต์มากเลย ถ้าหากมีการปรับในส่วนนี้ ลองมานั่งคิดกันดี ๆ เรานำงบประมาณส่วนเกินมาลงในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน ทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นรถไฟรางคู่ หรือโครงสร้างงานด้านดิจิทัล แล้วทำให้โครงสร้าง ต่าง ๆ เหล่านี้เสร็จก่อนกำหนด หรือเสร็จก่อนคู่แข่งของเราก็จะทำให้เงินลงทุนจาก ต่างประเทศไหลเข้าประเทศไทยก่อนที่จะไปประเทศอื่น ก็จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศ ไทยเจริญเติบโตอย่างน่าพอใจ ขอบคุณครับท่านประธานครับ

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร เชิญครับ

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ก่อนที่ผมจะลงรายละเอียด ในงบประมาณปี ๒๕๖๙ ของกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ผมคิดว่าพวกเรา จำเป็นต้องเข้าใจพฤติกรรมในการจัดงบประมาณของทั้ง ๒ กรมนี้เสียก่อนและงบปี ๒๕๖๙ ก็ยังจัดงบประมาณด้วยพฤติกรรมเดิมครับท่านประธาน ตั้งแต่ปีงบประมาณ ๒๕๖๐-๒๕๖๖ กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทมีโครงการก่อสร้างทางที่มีราคากลางตั้งแต่ ๕๐๐ ล้านบาทขึ้นไป จำนวน ๓๕ โครงการ มีราคากลางรวมกันทั้งสิ้น ๗๓,๓๔๖ ล้านบาท มีราคาชนะประมูลรวมกันเท่ากับ ๗๓,๑๗๑ ล้านบาท ดูนะครับ ราคากลางมูลค่า ๗๓,๐๐๐ ล้านบาท ๗ ปีงบประมาณการประกวดราคาประหยัดงบไปได้แค่ ๑๗๕ ล้านบาท ห่างจากราคากลางเพียงแค่ ๐.๒๔ เปอร์เซ็นต์ ประมูลกันได้เก่งมาก ๆ คิดราคากลางกันแบบ เฉือนหวิวเลยทีเดียว มาดูตัวอย่างในปีงบประมาณ ๒๕๖๖ กันครับ เริ่มต้นที่พี่ใหญ่ของเรา กรมทางหลวงเลย ยกตัวอย่าง โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข ๔๑๔๐ สายอำเภอ ท่าศาลาถึงอำเภอนบพิตำ ราคากลางอยู่ที่ ๗๙๙,๙๙๓,๔๕๖ บาท ผมต้องอ่านละเอียด อย่างนั้นเพราะมันเฉือนกันหวิวจริง ๆ ชนะประมูลกันที่เท่าไรรู้ไหม ๗๙๙,๙๐๐,๐๐๐ บาท ราคากลาง ๘๐๐ ล้านบาท ราคาชนะประมูลประหยัดงบไปได้แค่ ๙๓,๔๕๖ บาท ไม่ถึง ๑๐๐,๐๐๐ ห่างจากราคากลางแค่ ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ ประมูลแม่นเหมือนจับวาง เหมือนมี ผีเปรตสัมภเวสีมาดลจิตดลใจ มาดูที่น้องคนรองของเราบ้าง กรมทางหลวงชนบทก็ไม่ได้ น้อยหน้าพี่ใหญ่กรมทางหลวงเลย โครงการก่อสร้างถนนสาย ชบ. ๓๐๒๓ แยกทางหลวง ๓๑๕ ที่จังหวัดชลบุรี ราคากลางอยู่ที่ ๘๗๙,๙๗๖,๐๐๐ บาท ประมูลกันดุเดือดจบที่ ๘๗๙,๘๕๐,๐๐๐ บาท โครงการเกือบ ๙๐๐ ล้านบาท การประกวดราคาประหยัดงบไปได้แค่ ๑๒๐,๐๐๐ หรือ ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ปกป้องผลประโยชน์ของผู้รับเหมาได้อย่างสุดยอด จริง ๆ ท่านประธานครับ แรก ๆ ผมคิดว่าอาการหลอนแบบนี้จะเกิดขึ้นกับทุกโครงการของ ทั้ง ๒ กรม แต่พอเข้ามาดูโครงการก่อสร้างทางที่มีราคากลาง ๔๕๐-๕๐๐ ล้านบาทของทั้ง ๒ กรม กลับไม่พบเรื่องชวนหลอนแบบนี้ มาดูตัวอย่างกัน ผมสรุปสถิติเลย ในปีงบประมาณ ๒๕๖๐ ถึงปี ๒๕๖๖ มีโครงการที่มีราคากลาง ๔๕๐-๕๐๐ล้านบาท อยู่ทั้งสิ้น ๑๐ โครงการ มีราคากลางร่วมกัน ๔,๖๗๘ ล้านบาท มีราคากลางชนะประมูลรวมกันที่ ๓,๙๖๖ ล้านบาท ประหยัดงบไปได้ถึง ๗๑๑ ล้านบาท คิดเป็น ๑๕.๒๑ เปอร์เซ็นต์ เมื่อสักครู่โครงการ ราคากลางตั้งแต่ ๕๐๐ ล้านบาท ประหยัดได้แค่ ๑๐๐ กว่าล้านบาทนี่ ๑๐ โครงการ ๗๑๑ ล้านบาท นั่นหมายความว่าอย่างไร หมายความว่าเรื่องชวนหลอนในการประกวดราคากลาง ของกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทจะเกิดขึ้นเฉพาะกับโครงการก่อสร้างทางที่มี มูลค่าตั้งแต่ ๕๐๐ ล้านบาทขึ้นไปเท่านั้น ผมมาคำนวณถ้าในปีงบประมาณ ๒๕๖๐ ถึง ๒๕๖๖ โครงการก่อสร้างทางของทั้งกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทที่มีราคากลาง ตั้งแต่ ๕๐๐ ล้านบาทขึ้นไป มีการประกวดราคาอย่างเป็นธรรมเหมือนมนุษย์มนาทั่วไป เขาทำกัน ประเมินได้เลยว่า ๗ ปีงบประมาณนี้ประเทศของเราจะสามารถประหยัด งบประมาณได้เพิ่มเติมอีก ๑๔.๙๗ เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ ๑๐,๙๘๐ ล้านบาท เฉลี่ยก็ปีละ ประมาณ ๑,๕๖๙ ล้านบาท ผมคิดว่าเรื่องนี้คุณสุริยะในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมาหลายสมัย ก็น่าจะรู้ดี เรื่องของเรื่องสาเหตุมาจากประกาศหลักเกณฑ์จัดชั้นผู้รับเหมานั่นเองครับ พอมาดูประกาศฉบับเดิมผมไล่เรียงก่อนเสียเวลาไม่นาน เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ ก็จะเห็นปัญหานี้อย่างชัดเจน มาดูกันครับ ผู้รับเหมาชั้น ๓ ถ้าจะเลื่อนเป็นชั้น ๒ ก็ต้องมี ผลงาน ๑ โครงการไม่ต่ำกว่า ๗๕ ล้านบาท โดยที่ผู้รับเหมาชั้น ๓ จะมีเพดานในการประกวด ราคาเป็น ๒ เท่าของผลงานซึ่งก็คือ ๑๕๐ ล้านบาท จะเลื่อนชั้นต้องเอาผลงาน ๗๕ ล้านบาท แต่ตัวเองประมูลงานมีเพดานอยู่ที่ ๑๕๐ ล้านบาท คือ ๒ เท่า ผู้รับเหมาชั้น ๒ ถ้าจะขอเลื่อน ขึ้นชั้น ๑ ก็ต้องมีผลงาน ๑ โครงการไม่ต่ำกว่า ๑๕๐ ล้านบาท แล้วเพดานเท่าไรครับ ก็ ๒ เท่า ก็อยู่ที่ ๓๐๐ ล้านบาท แต่พอมาเป็นผู้รับเหมาชั้น ๑ จะขึ้นชั้นพิเศษกำหนดว่า ต้องมีผลงาน ๑ โครงการไม่ต่ำกว่า ๔๕๐ ล้านบาท เอาสิครับ แต่ทำไมเพดานในการ ร่วมประกวดราคาของผู้รับเหมาชั้น ๑ ที่ควรจะเป็น ๒ เท่า คือ ๙๐๐ ล้านบาท กลับถูกกดให้ เหลืออยู่แค่ ๕๐๐ ล้านบาทเท่านั้น นี่คือเรื่องชวนหลอน ผู้รับเหมาชั้น ๑ ประกวดราคาได้ ไม่เกิน ๕๐๐ ล้านบาท ในขณะที่การขอเลื่อนชั้นขึ้นไปเป็นผู้รับเหมาชั้นพิเศษต้องใช้ผลงาน ๑ โครงการ ไม่ต่ำกว่า ๔๕๐ ล้านบาท และที่ผ่านมาครับ โครงการก่อสร้างทางที่มีราคากลาง ๔๕๐-๕๐๐ ล้านบาท ก็มีอยู่ไม่กี่โครงการ จากปีงบประมาณ ๒๕๖๐ ถึงปี ๒๕๖๖ กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทมีโครงการที่มีราคากลาง ๔๕๐-๕๐๐ ล้านบาท ที่ผู้รับเหมาชั้น ๑ สามารถร่วมประกวดราคาแล้วใช้เป็นผลงานในการเลื่อนชั้นเป็นผู้รับเหมา ชั้นพิเศษได้แค่ ๑๐ โครงการเท่านั้น และด้วยช่องว่างเพียงแค่ ๕๐ ล้านบาท ต้องการผลงาน ๔๕๐ ล้านบาท แต่เพดานในการประมูล ๕๐๐ ล้านบาท ช่องว่างแค่ ๕๐ ล้านบาท จึงทำให้ ผู้รับเหมาชั้นพิเศษสามารถลงมาฟันราคาให้ราคาชนะประมูลอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า ๔๕๐ ล้านบาทได้ ๔๔๙ ล้านบาทบ้าง ๔๔๘ ล้านบาทบ้าง เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้รับเหมาชั้น ๑ ชนะประมูล แล้วเอาผลงานไปขอเลื่อนชั้นเป็นชั้นพิเศษ ผู้รับเหมาชั้นพิเศษที่ประเทศนี้ มีอยู่แค่ ๗๙ ราย จึงอยู่ในสภาพผูกขาดเป็นเสือนอนกินรอสัมภเวสีประจำกรมทางหลวงและ กรมทางหลวงชนบทมาจัดฮั้วประมูล แล้วส่งเงินทอนให้โดยที่ไม่ต้องดิ้นรนแข่งขันอะไรเลย ผมได้ตั้งกระทู้ถามถึงนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ตอนนั้นท่านดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังด้วย เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๖ และนำเรื่องนี้เข้าคณะกรรมาธิการ ติดตามงบประมาณเมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๖ แล้วที่ประชุมวันนั้นผมพบว่า คณะกรรมการราคากลางได้มีการแก้ไขประกาศหลักเกณฑ์จัดชั้นผู้รับเหมาในเบื้องต้นไปแล้ว และนายกรัฐมนตรีเศรษฐาก็ตอบกระทู้มาด้วยว่าแก้ปัญหาเบื้องต้นด้วยการเพิ่มรับเหมา ชั้น ๑ ก ขึ้นมา และขยับเพดานให้สามารถประกวดราคาได้ถึง ๖๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่ ๕๐๐ ล้านบาทแล้ว และจะมีการแก้ไขประกาศฉบับนี้อีกครั้งหนึ่งโดยคาดว่าจะแล้วเสร็จ ในเดือนมีนาคม ๒๕๖๗ ดูเหมือนจะดีครับ หลังจากการประชุมกรรมาธิการผมยังไม่ลดละ ผมตั้งกระทู้แจ้งไปทางนายกรัฐมนตรีเศรษฐาเพิ่มเติมเลยว่าการเพิ่มผู้รับเหมาชั้น ๑ ก ขึ้นมา แก้ปัญหาการฮั้วประมูลไม่ได้ เนื่องจากจำนวนโครงการก่อสร้างที่มีราคากลางอยู่ที่ ๔๕๐ ถึง ๖๐๐ ล้านบาท ในแต่ละปีมีอยู่น้อยมาก และในอนาคตผมทำนายไว้ล่วงหน้าว่ากรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบทอาจจะจัดให้มีโครงการที่มีราคากลางสูงกว่า ๖๐๐ ล้านบาท เพื่อกีดกันไม่ให้ผู้รับเหมาชั้น ๑ ก เข้าร่วมประกวดราคา ในวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ผมตามต่อครับท่านประธาน ผมเล่า Story เลย ผมเอาปัญหานี้เข้าคณะกรรมาธิการติดตาม งบประมาณอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากเลยกำหนดการในเดือนมีนาคม ๒๕๖๗ มานานแล้ว แต่ยังไม่มีการแก้ไขประกาศหลักเกณฑ์จัดชั้นผู้รับเหมาตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ได้ให้คำมั่นเอาไว้ ในวันนั้นผมรู้ความจริง ผู้แทนจากกรมบัญชีกลางบอกกับที่ประชุมว่า กรมบัญชีกลางมีมติให้ขยับเพดานการประกวดราคาของผู้รับเหมาชั้น ๑ ก จาก ๖๐๐ ล้านบาท เป็น ๙๐๐ ล้านบาท ไปตั้งแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ แล้ว แต่ถูกกรมทางหลวงและ กรมทางหลวงชนบทคัดค้านจนต้องตั้งคณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อหาข้อสรุป สัมภเวสี ปรากฏตัวแล้ว ในวันนั้นผู้แทนกรมทางหลวงอ้างในที่ประชุม ตลกมากครับท่านประธาน ขำกันทั้งห้องประชุม นี่วิศวะนะครับ จบวิศวะด้วยนะ อ้างในที่ประชุมว่าการที่ต้องสงวนงาน เอาไว้ให้กับผู้รับเหมาชั้นพิเศษ เป็นเพราะอะไร แรก ๆ ผมก็คิดว่าเป็นเพราะเทคนิค ทางวิศวกรรมชั้นสูง ไม่ใช่ครับ เขาบอกว่าเป็นเพราะการจัดการจราจรระหว่างก่อสร้าง ร้องฮะกันทั้งห้องประชุมครับ เพราะเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นเลย เพราะการจัดการการจราจร ระหว่างการก่อสร้างเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดที่ไม่ว่าผู้รับเหมาชั้นไหนก็ทำได้ ผมไม่ทราบว่า ผู้แทนกรมทางหลวงมาพูดอย่างนี้ได้อย่างไร ยังครับ ผมตามเรื่องนี้ต่อครับ เล่นกับใครไม่เล่น เล่นกับวิโรจน์ ผมตั้งกระทู้ถามไปต่อเนื่องอีก ๕ กระทู้ครับ ถามรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังไป ๓ กระทู้ และจัดกระทู้ถามไปทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมอีก ๒ กระทู้ สาระสำคัญไม่มีอะไรครับ เพื่อตามเรื่องว่าจะแก้ไขประกาศหลักเกณฑ์จัดชั้น ผู้รับเหมาทันกับงบปี ๒๕๖๘ หรือไม่ และจะมีการจัดโครงการก่อสร้างทางเพื่อเปิดการ แข่งขันด้านราคาให้กับผู้รับเหมาชั้น ๑ ก ได้ร่วมประมูลหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้การฮั้ว ประมูลเกิดขึ้น จนถึงตอนนี้งบปี ๒๕๖๙ เข้าสภาแล้ว ผมยังไม่ได้รับคำตอบเลย แต่แม้ว่า ผมจะไม่ได้รับคำตอบตรง ๆ ผ่านราชกิจจานุเบกษา แต่ผมได้รับคำตอบทางอ้อมผ่านการจัด งบประมาณปีที่แล้วคือปี ๒๕๖๘ ทั้งกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทมีโครงการ ก่อสร้างทางที่มีราคากลาง ๔๕๐-๖๐๐ ล้านบาท ที่ผู้รับเหมาชั้น ๑ ก สามารถร่วมประกวด ราคาเพื่อขอเลื่อนชั้น มีกี่โครงการรู้หรือไม่ครับ มีโครงการเดียว ซึ่งก็คือโครงการปรับปรุง สะพานข้ามแยกพระราม ๙ ประดิษฐ์มนูธรรม แยกรามคำแหง มีราคากลางอยู่ที่ ๔๙๓,๔๑๐,๐๐๐ บาท มีโครงการเดียวครับ อำมหิตจริง ๆ ผมยกตัวอย่างให้เห็นอีกอันหนึ่ง งบปี ๒๕๖๘ เหมือนกัน มาดูการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง อย่างกรณีโครงการทางหลวงหมายเลข ๑๑๘ สายเชียงใหม่-เชียงราย บ้านสันมะแฟน อำเภอแม่สรวย ในงบประมาณปี ๒๕๖๘ ของเราเมื่อปีที่แล้ว อยู่ดี ๆ มีการแบ่งออกเป็น ๒ ตอน ตอนที่ ๑ มีราคากลางที่ ๗๔๙,๙๙๖,๐๓๘.๖๐ บาท ตอนที่ ๒ มีราคากลางที่ ๗๔๙,๙๙๘,๑๖๑.๑๐ บาท ทั้ง ๒ ตอน มีราคากลางร่วมกันอยู่ที่ประมาณ ๑,๕๐๐ ล้านบาท ผมก็มีคำถามว่าในเมื่อจะแบ่งซื้อ แบ่งจ้างแล้วทำไมไม่แบ่งออกเป็น ๓ ตอน ซึ่งจะทำให้ราคากลางของแต่ละตอนอยู่ที่ประมาณ ๕๐๐ ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ผู้รับเหมาชั้น ๑ ก เข้าร่วมประกวดราคาได้ และจะทำให้ประเทศ สามารถประหยัดงบได้เพิ่มมากขึ้น และโครงการที่ถูกแบ่งอย่างเหมาะสมยังจะทำให้โครงการ เสร็จเร็วขึ้นอีกด้วยครับ

(นายนิคม บุญวิเศษ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านวิโรจน์มีผู้ประท้วง

นายนิคม บุญวิเศษ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม นิคม บุญวิเศษ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมขอประท้วงท่านประธานข้อบังคับ ข้อ ๙ ท่านประธานต้องควบคุมผู้อภิปรายให้อยู่ในประเด็น ตอนนี้เรากำลังพิจารณา งบประมาณปี ๒๕๖๙ แต่ผู้อภิปรายย้อนหลังปี ๒๕๖๖ ปี ๒๕๖๘ ขอท่านประธานพิจารณา ด้วยครับ

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านครับ เขากำลังอธิบายให้ฟังว่าถ้ามีการเรียกว่าขยับให้สามารถที่จะยกระดับผู้รับเหมา ขึ้นไปในชั้นพิเศษได้โดยการตั้งงบประมาณ มันก็จะทำให้มีการแข่งขันของราคากันได้ดุเดือด มากขึ้น ก็จะเป็นการประหยัดเงินงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเขาก็กำลังอภิปรายอยู่ แล้วก็ อธิบายย้อนหลังไปปีก่อนหน้า ซึ่งก็ยังอยู่ในประเด็นนะครับ เชิญท่านวิโรจน์ต่อครับ

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานครับ ผมพูดถึง ผู้รับเหมาชั้นพิเศษไม่ได้พูดถึงบุญวิเศษนะครับ กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ในที่ประชุมมักจะอ้างว่าหากแบ่งซื้อแบ่งจ้างโครงการออกเป็นหลายตอนจะทำให้ราคากลาง ของทั้งโครงการเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งฟังไม่ขึ้นครับ เพราะการจะดูว่าประเทศจะประหยัดงบได้เท่าไร ไม่ใช่ดูที่ราคากลาง ต้องดูว่าราคาที่ชนะประมูลห่างจากราคากลางแค่ไหน จากรายงาน การประชุม ผมเข้าไปติดตามสังเกตการประชุมของคณะทำงานที่ตั้งขึ้นมาที่กรมบัญชีกลาง คณะทำงานทบทวนหลักเกณฑ์จัดชั้นผู้รับเหมา ผมเข้าไปสังเกตการณ์ตั้งแต่วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ถึง ๑๗ ธันวาคม ๒๕๖๗ ยืนยันข้อมูลว่าตัวนี้สำคัญ ในปี ๒๕๖๖ การประกวด ราคาของผู้รับเหมาชั้นพิเศษนั้นประหยัดงบได้เพียงแค่ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ผู้รับเหมา ชั้น ๑ ประหยัดได้ถึง ๑๗.๑ เปอร์เซ็นต์ ๑๖.๗ เปอร์เซ็นต์ ส่วนต่างคืออะไรครับ เงินทอน และเมื่อพิจารณาจากจำนวนโครงการทั้งหมด ๓๒,๗๔๖ โครงการ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ ถึง ปี ๒๕๖๗ เจออะไรอีกครับ นี่รายงานจากกรมบัญชีกลาง ผู้รับเหมาชั้นพิเศษมีจำนวน โครงการต่อจำนวนผู้รับเหมาสูงถึง ๒.๓๒ ในขณะที่ผู้รับเหมาชั้น ๑ มีจำนวนโครงการ ต่อจำนวนผู้รับเหมาอยู่แค่ ๐.๕๗ แล้วถ้าคิดว่าผู้รับเหมาชั้นพิเศษสามารถลงมาประกวดราคา แข่งขันกับผู้รับเหมาชั้น ๑ ได้ ชั้น ๑ ขึ้นไปสู้ชั้นพิเศษไม่ได้นะ แต่ชั้นพิเศษลงมาแข่งกับ ชั้น ๑ ได้ จำนวนโครงการต่อจำนวนผู้รับเหมาของผู้รับเหมาชั้น ๑ จะเหลือแค่ ๐.๒๕ เท่านั้น นี่ละครับ สะท้อนถึงความเป็นเสือนอนกินของผู้รับเหมาชั้นพิเศษที่ประเทศนี้มีอยู่แค่ ๗๙ ราย คณะทำงานชุดนี้ของกรมบัญชีกลางมีความเห็นที่สอดคล้องกันว่าประกาศ หลักเกณฑ์จัดชั้นผู้รับเหมานั้นเป็นเพียงแค่การคัดกรองคุณสมบัติเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ควรเอา มาเป็นเครื่องมือในการกีดกันในการประกวดราคา หากโครงการใดจำเป็นต้องใช้เทคนิคทาง วิศวกรรมเป็นการเฉพาะ ก็กำหนดเพิ่มเติมใน TOR ได้ ผู้แทนจาก สตง. ก็เห็นด้วยกับการ ปรับเพดาน การประกวดราคาของผู้รับเหมาชั้น ๑ ก จาก ๖๐๐ ล้านบาท เป็น ๙๐๐ ล้านบาท เพื่อให้เกิดการแข่งขันด้านราคา และนี่ละครับ ย้ำด้วยนะครับ สำหรับปัญหาการทิ้งงานของ ผู้รับเหมา ที่กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทชอบเอามาอ้าง จากข้อมูลสถิติก็ไม่พบว่า มีปัญหาและการทิ้งงานก็ไม่ได้มาจากการประกวดราคา แต่มาจากการที่ผู้รับเหมาชั้นพิเศษ รับงานมากเกินไปจนขาดสภาพคล่อง บริหารสภาพคล่องไม่ได้ สำหรับรายงานการศึกษาของ สถาบันการขนส่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ผู้แทนกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท อ้างว่ารายงานฉบับนี้เสนอให้ปรับเพดานของผู้รับเหมาชั้น ๑ จาก ๕๐๐ ล้านบาท เป็น ๖๐๐ ล้านบาท ก็พูดไม่หมด เพราะรายงานฉบับนี้ระบุกำกับเอาไว้ว่าตัวเลขเพดาน ๖๐๐ ล้านบาท ที่เสนอนี้คำนึงถึงอัตราเงินเฟ้อ คำนึงถึงการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาวัสดุก่อสร้าง และต้นทุน การก่อสร้าง และรายงานฉบับนี้คือรายงานเมื่อปี ๒๕๖๐ ปัจจุบันปีอะไรแล้ว ปี ๒๕๖๘ ตัวเลขเพดานที่เหมาะสมจึงควรต้องสูงกว่า ๖๐๐ ล้านบาท ในประเด็นนี้ผู้แทนจาก สตง. ยังได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าควรยึดมาตรา ๘ ของ พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างในการปรับตัวเลข เพดานให้เป็น ๙๐๐ ล้านบาท เพื่อให้การประกวดราคามีความเป็นธรรม ถ้าจะเอารายงาน ฉบับนี้มาหักล้างต้องไปศึกษามาใหม่ แล้วมาขอแก้ไขเพิ่มเติม ไม่ใช่เอารายงานเก่ามาหักล้าง กฎหมาย แต่ก็ไม่ได้นำพา โดยสรุปครับ เมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๖๗ คณะทำงานชุดนี้ก็มีมติ ในการปรับเพดานของการประกวดราคาของผู้รับเหมาชั้น ๑ ก จาก ๖๐๐ ล้านบาท เป็น ๙๐๐ ล้านบาท แต่ผู้แทนจากกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทก็ยังคัดค้านเหมือนเดิม บอกให้ติดตามผลงานโครงการก่อสร้างทางที่ผู้รับเหมาชั้น ๑ ก ชนะประมูลไปในปี ๒๕๖๗ ที่มีอยู่ ๘ โครงการเสียก่อน พูดง่าย ๆ คืออะไร จะปล่อยให้มีการฮั้วประมูลฮั้วกันได้ต่อไปอีก ๒-๓ ปี และ ๘ โครงการ ในงบปี ๒๕๖๗ ที่ตกมาถึงผู้รับเหมาชั้น ๑ ก ได้ ไม่ได้เป็นเพราะว่า กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท อยากจะเปิดโอกาสให้กับผู้รับเหมาชั้น ๑ ก หรอก เพราะถ้าดูปฏิทินงบปี ๒๕๖๗ ก็จะรู้ว่าเป็นเพราะการแก้ไขประกาศหลักเกณฑ์จัดชั้น ผู้รับเหมาที่เพิ่มชั้น ๑ ก ขึ้นมา มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๖ ซึ่งงบประมาณปี ๒๕๖๗ ประกาศใช้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปรับเปลี่ยนโครงการอะไรไม่ทันแล้ว และถ้าอิงตามประกาศฉบับเดิม ถ้าไม่มีการแก้ ประกาศฉบับเดิมที่มีแต่ผู้รับเหมาชั้น ๑ ที่เพดานในการประกวดราคาได้ไม่เกิน ๕๐๐ ล้านบาท จะพบว่าอะไรรู้ไหมครับ ไม่มีโครงการ ที่มีราคากลาง ๔๕๐-๕๐๐ ล้านบาทเลย หมายความว่าอะไรครับ ถ้าอิงตามประกาศเดิม ปี ๒๕๖๗ จะไม่มีผู้รับเหมาชั้น ๑ รายใดสามารถเข้าร่วมประกวดราคาและใช้เป็นผลงาน ในการขอเลื่อนเป็นผู้รับเหมาชั้นพิเศษได้เลย สุดอำมหิตขนาดไหน กรมทางหลวงและ กรมทางหลวงชนบท การที่กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทไม่ยอมรับมติของ คณะทำงาน คณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณก็ได้ทำหนังสือแจ้งข้อสังเกตไปยัง กรมบัญชีกลาง ป.ป.ช. และ สตง. เป็นที่เรียบร้อย ขอให้ ป.ป.ช. ใช้อำนาจตามมาตรา ๓๒ (๓) ของพระราชบัญญัติประกอบ ป.ป.ช. และให้ สตง. ใช้อำนาจตามมาตรา ๘๕ ของ พรป. ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน ในการทำหนังสือข้อเสนอแนะไปยังคณะกรรมการราคากลาง ให้เร่งแก้ไขประกาศหลักเกณฑ์จัดชั้นผู้รับเหมาเพื่อปิดช่องทางการทุจริตจากการฮั้วประมูล โครงการก่อสร้างทาง ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายเป็นหลักหลายพันล้านบาทต่อปี ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าการประกวดราคาของโครงการก่อสร้างทางมีการแข่งขันที่ เป็นธรรม ไม่มีการซุกซ่อนเงินทอนเอาไว้ประเทศชาติของเราจะสามารถประหยัดเม็ดเงิน งบประมาณได้อย่างมหาศาล จำได้ไหมครับ จากข้อมูลกรมบัญชีกลาง อ้างอิงจากปี ๒๕๖๖ เดี๋ยวผมจะเอามาคำนวณให้ดู การประกวดราคาของผู้รับเหมาชั้น ๑ ประหยัดได้ถึง ๑๗.๑ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่การประกวดราคาของผู้รับเหมาชั้นพิเศษ ประหยัดงบได้เพียง ๐.๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนต่างย้ำอีกครั้งหนึ่ง ๑๖.๗ เปอร์เซ็นต์ ที่เขาเชื่อว่าเป็นเงินทอน จากการฮั้วประมูล ปี ๒๕๖๔ ผมไล่ให้ดูเลยมีโครงการก่อสร้างทางขนาดใหญ่ที่มีราคากลาง ตั้งแต่ ๕๐๐ ล้านบาทขึ้นไป คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น ๔๗,๓๘๑ ล้านบาท เอา ๑๖.๗ เปอร์เซ็นต์ คูณเข้าไป ประเมินได้เลยครับว่าน่าจะมีเงินทอนอยู่ที่ประมาณ ๗,๙๑๓ ล้านบาท ปี ๒๕๖๕ มีโครงการที่มีราคากลางตั้งแต่ ๕๐๐ ล้านบาทขึ้นไป อยู่ที่ ๑,๘๕๐ ล้านบาท ปีนี้เจอโควิด ซุกไม่ค่อยถนัด เงินทอนก็น่าจะมีอยู่ราว ๆ สัก ๓๐๙ ล้านบาท ปี ๒๕๖๖ มีโครงการที่มี ราคากลางตั้งแต่ ๕๐๐ ล้านบาทขึ้นไปนี่ ๒๔,๑๑๖ ล้านบาท ก็น่าจะมีเงินทอนซุกเอาไว้ เบาะ ๆ ก็ ๔,๐๒๗ ล้านบาท ปี ๒๕๖๗ เป็นปีแรกที่เริ่มมีผู้รับเหมาชั้น ๑ ก แล้วก็ขยับเพดาน จาก ๕๐๐ ล้านบาท เป็น ๖๐๐ ล้านบาท ปีนี้มีโครงการที่มีราคากลางตั้งแต่ ๖๐๐ ล้านบาท ขึ้นไป มีมูลค่าทั้งสิ้น ๕๒,๘๖๖ ล้านบาท ประเมินได้เลยว่าน่าจะมีการซุกเงินทอนเอาไว้อยู่ที่ ๘,๘๒๙ ล้านบาท ปี ๒๕๖๘ มีโครงการก่อสร้างที่มีราคากลางตั้งแต่ ๖๐๐ ล้านบาทขึ้นไป ของทั้งกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท คิดเป็นมูลค่า ๓๖,๕๕๒ ล้านบาท เอา ๑๖.๗ เปอร์เซ็นต์คูณเข้าไปเงินทอนที่ซุกเอาไว้ก็น่าจะอยู่ราว ๆ ๖,๑๐๔ ล้านบาท ท่านประธานอย่าคิดว่าเงินทอนหลายพันล้านบาทจากการก่อสร้างทางของกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบทนี่เป็นไปไม่ได้ ท่านประธานจำข่าวปล้น ๑,๐๐๐ ล้านบาท สะท้านกรุง บ้านอดีตปลัดกระทรวงคมนาคมเมื่อปี ๒๕๕๔ ได้หรือเปล่า โจรขึ้นบ้านปล้นไปได้ ๑๘ ล้านบาทครับ ถูกตำรวจจับได้รับสารภาพว่าอะไรรู้ไหม เจอเงินสดกระเป๋าใส่กระเป๋า เอาไว้ประมาณ ๗๐๐-๑,๐๐๐ ล้านบาท แต่เอามาได้ ๑๘ ล้านบาท เพราะขนออกมาไม่ไหว นี่แค่ปลัดคนเดียวไม่ได้ทั้งขบวนการยังฟาดไป ๑,๐๐๐ ล้านบาท ดังนั้นตัวเลขเงินทอนของ ทั้งขบวนการตั้งแต่หัวโต๊ะยันท้ายโต๊ะจะเป็นหลักหลายพันล้านบาทต่อปีก็เป็นไปได้ ในปี ๒๕๖๙ จัดงบประมาณโครงการก่อสร้างทางของกรมทางหลวงที่มีอยู่ ๕๙,๐๕๐ ล้านบาท กรมทางหลวงชนบท ๓,๔๐๐ ล้านบาท รวมกันทั้ง ๒ กรมมีมูลค่ารวมกันทั้งสิ้น ๖๒,๔๕๐ ล้าบาท ในนี้มีโครงการก่อสร้างทางที่มีราคากลางตั้งแต่ ๖๐๐ ล้านบาทขึ้นไปอยู่ ๕๗ โครงการ คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น ๔๘,๘๖๖ ล้านบาท มีสัดส่วนมากถึง ๗๘.๒๕ เปอร์เซ็นต์ โอ้โฮ หวานเจี๊ยบผู้รับเหมาชั้นพิเศษ มีโครงการที่มีราคากลาง ๔๕๐-๖๐๐ ล้านบาท ที่ผู้รับเหมา ชั้น ๑ ก เข้าร่วมประกวดราคา แล้วขอเลื่อนชั้นเป็นผู้รับเหมาชั้นพิเศษได้เพียง ๑๐ โครงการ คิดเป็นมูลค่า ๔,๙๓๔ ล้านบาท แค่ ๗.๙ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ แล้วไม่ใช่ ๑๐ โครงการด้วย เพราะใน ๑๐ โครงการมีโครงการที่มีราคากลาง ๕๐๐-๖๐๐ ล้านบาทที่ราคาชนะประมูล น่าจะอยู่ในระดับที่สูงกว่า ๔๕๐ ล้านบาทได้ อยู่แค่ ๔ โครงการ อีก ๖ โครงการมีราคากลาง อยู่ที่ ๔๕๐-๔๖๕ ล้านบาท ประมูลกันอย่างไรต้องต่ำกว่า ๔๕๐ ล้านบาท ใช้เป็นผลงาน ในการขอเลื่อนชั้นไม่ได้อยู่แล้ว มีแค่ ๔ โครงการที่ใช้เลื่อนชั้นได้ ผมยืนยันครับท่านประธาน ว่าตราบใดก็ตามที่ยังไม่มีการแก้ไขประกาศหลักเกณฑ์จัดชั้นผู้รับเหมาก็ประเมินได้เลยว่า ในปี ๒๕๖๙ ทั้ง ๒ กรม คือกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทต้องซุกซ่อนเงินทอน เอาไว้เผื่อการกินเหล็ก ปูน หิน ดินทราย ไม่ต่ำกว่า ๘,๑๖๑ ล้านบาท กระทรวงคมนาคม ท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เคยประเมินเอาไว้ว่าอย่างไร ต้องใช้วงเงินประมาณ ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี เพื่อชดเชยส่วนต่างค่าโดยสารรถไฟฟ้า แค่แก้ไขประกาศหลักเกณฑ์จัดชั้น ผู้รับเหมา เพื่อกำจัดการฮั้วประมูลในกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท กระทรวง คมนาคมก็สามารถเอาเงินทอนมูลค่า ๘,๑๖๑ ล้านบาท ที่จะเกิดขึ้นในปี ๒๕๖๙ เอามาทำ กองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม เพื่อให้ประชาชนคนไทยได้ใช้รถไฟฟ้าอย่างเสมอภาคด้วย ราคาที่ถูกลง นี่อย่างไรครับ ผมหาเงินเข้ากองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วมให้กับคุณสุริยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้แล้ว และทำได้ทันทีด้วย แค่แก้ประกาศหลักเกณฑ์ จากชั้นผู้รับเหมา ท่านประธานครับ สุดท้ายจริง ๆ การฮั้วประมูลและการรีดไถเงินทอนจาก โครงการก่อสร้างทางของกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ผู้รับเหมาทิ้งงาน ทำให้การก่อสร้างล่าช้า ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจการค้าการขาย ประชาชนผู้อยู่อาศัยต้องเผชิญกับฝุ่นควันจากการก่อสร้างไม่จบไม่สิ้น แถมยังต้องเสี่ยงกับ อุบัติเหตุการจราจรและอุบัติเหตุจากการก่อสร้าง งบที่เผื่อเงินทอนเอื้อการฮั้วประมูลแบบนี้ หากสภาผู้แทนราษฎรของพวกเรายกมือยอมรับก็เท่ากับร่วมกันทุจริต และเป็นการทรยศ ต่อประชาชน ขาดสำนึกว่างบประมาณทุกบาทมาจากภาษีที่เป็นหยาดเหงื่อแรงงานของ พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ผมและภาคประชาชนไม่สามารถ ปล่อยให้งบประมาณของกระทรวงคมนาคมในปี ๒๕๖๙ ที่มีพฤติกรรมเดิมที่เผื่อสินบาท คาดสินบนแบบนี้ให้ผ่านไปได้ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไป ท่านไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ เชิญครับ

นายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ กรุงเทพมหานคร 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ ผู้แทนราษฎรคนจอมทอง ท่าข้าม บางขุนเทียนครับ ท่านประธานครับ วันนี้จะมาพูดในส่วนของการอภิปรายในส่วนของ งบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปี ๒๕๖๙ ถ้าหน้าจอมาแล้วผมรบกวนขึ้นสไลด์ ให้หน่อยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

โดยผมยืนยันว่า งบประมาณปีนี้ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้นทำมาได้ดีมาก สิ่งที่ผมจะมาพูดเพิ่มเติม นั่นคือการเปลี่ยนจากการสร้างให้ เป็นสร้างร่วม ช่วยจัดงบตรงนี้ สร้างร่วมตรงนี้ผมหมายถึง ว่าการให้ประชาชนเกษตรกรนั้นมีส่วนร่วมในงบประมาณ ๒๕๖๙ ปีนี้ครับ ด้วยตัวของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้นปีนี้ได้รับประมาณ ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเราดูย่อยลงมา เหลืองบกรมชลประทานจะอยู่ที่ประมาณ ๘๗,๐๐๐ ล้านบาท และย่อยลงมาเป็น กรมการข้าว เป็นการพัฒนาที่ดิน ทีนี้ผมอยากให้ไปดูในส่วนของกรมชลประทานนิดหนึ่งครับ วันนี้ผมจะมาช่วยในการแตกย่อย ให้ดูว่างบกรมชลประทานก็จะแบ่งเป็น ๓ ส่วนใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของบุคลากร รายจ่ายของหน่วยงาน แล้วก็รายจ่ายบูรณาการ ทีนี้ข้อเสนอของผมนั้นนั่นก็คือผมจะช่วย จัดใหม่ งบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ให้มีการปรับสัดส่วนให้มากขึ้น มาเพิ่มในส่วนของงบพัฒนา เครื่องมือดิจิทัลระบบ IOT ตรวจวัดน้ำ แล้วก็งบสนับสนุนชุมชนในการจัดการน้ำเอง และงบ ตัวนี้มันก็คืองบที่กรมชลประทานยังคงต้องดูแลอย่างต่อเนื่องเหมือนเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลง อะไร เรามาดูว่าผมจะจัดอย่างไร ๘๗,๐๐๐ ล้านบาทนั้น เป็นงบพื้นฐานที่ได้รับมา เราจะเอา ๑๐ เปอร์เซ็นต์ตัวนี้มาเป็นข้อเสนอ โดย ๑๐ เปอร์เซ็นต์นี้เพื่อให้ถึงมือเกษตรกรโดยตรง ที่มากขึ้น ๓ ส่วนใหญ่ ๆ ที่ผมจะเสนอนั่นก็คือบูรณาการพัฒนาเกษตรกรมูลค่าสูงนี้เพิ่มขึ้นมา เป็น ๔,๒๐๐ ล้านบาท Smart Water อีก ๔,๐๐๐ ล้านบาท และระบบติดตามงบประมาณ อีก ๕๐๐ ล้านบาท ผมจะย่อยให้ดูว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์นั้นสามารถพาไปถึงงบประมาณพี่น้อง เกษตรกรได้อย่างไร เพียงปรับนิดเดียวครับ อย่างแรก งบบูรณาการพัฒนาเกษตรมูลค่าสูง ๔,๒๐๐ ล้านบาท ตัวนี้ครับ กรมชลประทานสามารถทำร่วมกับกรมอื่น ๆ ในกระทรวง ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็น ยกตัวอย่างการประกันราคาผลผลิต ๑,๕๐๐ ล้านบาท เพื่อลด ความเสี่ยงจากการตลาดแล้วก็ภัยธรรมชาติที่เราเจอกันในปัจจุบัน อบรมอาชีพทางเลือก การสนับสนุนวิสาหกิจชุมชน แล้วก็การพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก โดยตัวนี้เป็นตัวที่ประชาชน จะร่วมกันสร้างขึ้นมาผมจะยกตัวอย่างอีกนิดหนึ่งเขาเรียกว่า Water User Groups ครับ การพัฒนา Water User Groups จะเกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเกษตรกร แล้วเราจะ ลดความขัดแย้งเกี่ยวกับน้ำ สร้างความเข้มแข็งในชุมชน ให้ประชาชนนั้นได้จัดงบประมาณ และได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำตรงนั้นขึ้นมาเอง อีกอันหนึ่งครับ ๔,๐๐๐ ล้านบาท เป็นโครงการของ Smart Water ที่ผมพยายามจัดงบมาให้ดู โดยที่ผมจะมุ่งเน้นนั่นก็คือเรื่อง ของการสนับสนุน IoT Sensor ระบบควบคุมอยู่ที่ ๒,๖๐๐ ล้านบาท โดยใช้เทคโนโลยีตรงนี้ ควบคุมชลประทานทั้งประเทศได้ทั้งหมด นี่คือตัวเลขที่แท้จริง นอกเหนือจากนี้ลงมาก็จะเป็น ในส่วนของระบบน้ำปุ๋ยอัจฉริยะ สนับสนุนโดรนการเกษตร พัฒนาแพลตฟอร์ม อบรมเกษตร เทคโนโลยีแล้วก็ทำฟาร์มและเกษตรต้นแบบจังหวัดละ ๑ แห่ง เพื่อให้เป็นสาธิตต้นแบบ ให้เกษตรนั้นได้เรียนรู้ในทุก ๆ จังหวัด ด้วยงบประมาณ ๔,๐๐๐ ล้านบาท แล้วผมยืนยันว่า ตัวระบบ IoT นั้นเป็นส่วนสำคัญมาก ผมยกตัวอย่าง IoT พี่น้องประชาชนถาม ปูอัดมันคืออะไร ผมยกตัวอย่างประตูระบายน้ำ ไม่ต้องบ้านใกล้เรือนเคียง บางทีประตูระบายน้ำเปิดปิด ไม่ดี บางทีประชาชนก็ร้องมาว่าวันนี้เรือออกไม่ได้ บางทีเปิดปิดไม่ดีน้ำก็ท่วมเข้าบ้านครับ เพราะว่าตัว Error Human นั้นมันมีอยู่มาก การพัฒนา IoT ตอนนี้ปรับงบนิดเดียว สามารถ ทำได้ทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นตัวนี้จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างครบวงจรของ กรมชลประทาน และอีกอย่างหนึ่งถามว่า IoT นั้นมีผลกระทบอย่างไรกับกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ต้องบอกว่าดีมากครับ จะสามารถจัดการน้ำร่วมกันทำให้เกิดปริมาณน้ำ ที่เป็นความต้องการที่แท้จริงตามพืชผล สามารถเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้ร้อยละ ๒๐ แล้วขณะเดียวกันก็ต้องพูดตรง ๆ ว่าใช้น้ำได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะว่าน้ำไม่ถูกทิ้งไว้ กลางทางเหมือนเพลงโปเตโต้ เพราะฉะนั้นน้ำจะลดได้ประมาณ ๑๕-๒๕ เปอร์เซ็นต์ เกษตรกรนั้นจะสามารถประหยัดและลดต้นทุน เพิ่มผลิตภัณฑ์ให้กับตัวเองได้ และท้ายที่สุด อีกอันหนึ่งคือโครงการระบบติดตามงบประมาณอย่างที่พวกเราพูดถึงว่างบประมาณสามารถ ตรวจสอบได้ วันนี้ที่ผมจัดงบมาให้ดูเพื่อให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้นเป็นตัวอย่างว่า การพัฒนางบประมาณติดตามงบนั้นสามารถใช้งบเพียงแค่ ๕๐๐ ล้านบาทแปลงมานิดเดียวเอง สามารถพัฒนาแพลตฟอร์มเผยแพร่งบ ประมาณ ๒๐๐ Dashboard อีกประมาณ ๑๐๐ ช่องทางร้องเรียนแจ้งเบาะแสอีกประมาณ ๘๐ ล้านบาท อบรมผู้ตรวจสอบประชาชน ๗๐ ล้านบาท และอีกสิ่งสำคัญนั่นคือ Third Party ที่มาตรวจสอบแทนข้าราชการอีก ๕๐ ล้านบาท นั่นหมายความว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในอนาคตที่จะเกิดขึ้นนั้น หากปรับแผนตรงนี้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ นิดเดียวครับ จะสามารถพัฒนางบประมาณตัวนี้ ให้พี่น้องประชาชนนั้นได้จับต้องได้ แล้วผมยืนยันว่าสิ่งที่ผมเสนอนั้นผมไม่ได้เสนอที่จะ ลดงบ แต่เพียงเสนอช่วยปรับแผนเปลี่ยนความคิดนิดหน่อยเพื่อให้งบตรงนี้ ทรัพยากร สำคัญ ๆ ตรงนี้ถึงมือของพี่น้องเกษตรกรไทย แล้วก็ท้ายที่สุดอยากให้ทุกคนเชื่อมั่น ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ภายใต้การนำของท่านนฤมลว่าปีนี้จะเป็นปีที่เอางบประมาณ พี่น้องประชาชนมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดทุกบาททุกสตางค์ ขอบคุณมากครับ

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านวรายุทธ ทองสุข เชิญครับ

นายวรายุทธ ทองสุข จันทบุรี 🔗

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายวรายุทธ ทองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี เขต ๑ พรรคประชาชน วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ ครับ โดยผมขออภิปรายในส่วนของงบประมาณของหน่วยงานศาลและองค์กรอิสระ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ท่านประธานครับ ทำไมผมถึงเลือก อภิปรายงบประมาณของหน่วยงานศาลและองค์กรอิสระ เนื่องจากองค์กรเหล่านี้ถือว่า เป็นองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจและความประพฤติของพวกเราทุกคนที่นั่งกันอยู่ใน ห้องประชุมสภาแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นฝั่งคณะรัฐมนตรี ฝั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายค้านหรือเป็นฝ่ายรัฐบาลถ้าพวกเราทำตัวมีปัญหาเมื่อไร บรรดาหน่วยงานตรวจสอบ เหล่านี้ก็พร้อมที่จะตรวจสอบและเอาผิดให้พวกเรายุติการปฏิบัติหน้าที่หรือพ้นจากตำแหน่ง ได้ตลอดเวลาครับ หน่วยงานศาลและองค์กรอิสระเหล่านี้ใครตรวจสอบได้บ้าง พวกผม ที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ไม่สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจหรือถอดถอนคนที่ ใช้อำนาจในองค์กรเหล่านี้ได้เลยครับ องค์กรเหล่านี้กลับใช้การตรวจสอบกันเอง แล้วเรา ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะตรวจสอบองค์กรเหล่านี้บนข้อจำกัดแบบนี้ได้อย่างไร ก็แต่มีเวทีงบประมาณนี้ครับที่พวกเราสามารถตรวจสอบการจัดและการใช้จ่ายงบประมาณ ของศาลและองค์กรอิสระได้ผ่านการอภิปรายในที่ประชุมสภาแห่งนี้ และผ่านการพิจารณา ของกรรมาธิการวิสามัญและอนุกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นหลังจากนี้ เราต้องยอมรับความ เป็นจริงว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ เราตรวจสอบงบประมาณของศาลและองค์กรอิสระน้อยเกินไป ก็อาจจะเป็น เพราะว่าเราเกรงใจหน่วยงานตรวจสอบเหล่านี้มากเกินไปหรือเปล่า ทั้งที่การใช้งบประมาณ ของศาล อัยการ และองค์กรอิสระก็มีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณเช่นกัน รูปธรรมที่สุดกรณีตึก สตง. ใช้เวลาสร้างนานมาก แต่กำหนดเสร็จเลื่อนแล้วเลื่อนอีก หรือโครงการก่อสร้างอื่น ๆ ของหน่วยงานพวกนี้ก็มีปัญหาเรื่องผู้รับเหมาทิ้งงานและก่อสร้าง ล่าช้า งบประมาณที่ตั้งมาไม่ได้เบิกจ่าย ทำให้ประเทศเสียโอกาสในการนำงบประมาณมาทำ อย่างอื่น แทนที่จะสามารถทำได้เลยในปีงบประมาณนั้น ๆ ในงบประมาณปี ๖๙ ที่รัฐบาล เสนอมานั้นกลุ่มหน่วยงานประเภทศาล องค์กรอิสระ และองค์กรอัยการ ได้รับการจัดสรร งบประมาณรวมกัน ๕๔,๗๗๓ ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ๒,๘๓๐ ล้านบาท โดยแบ่งเป็น งบบุคลากร ๓๔,๘๓๒ ล้านบาท เป็นงบดำเนินงานและงบลงทุนของหน่วยงาน ๑๙,๙๔๐ ล้านบาท หากดูย้อนหลัง ๕ ปีที่ผ่านมางบหน่วยงานของศาลและองค์กรอิสระเทียบจาก ปี ๒๕๖๕ กับปี ๒๕๖๙ ที่เรากำลังพิจารณากันอยู่ ณ ขณะนี้โตขึ้น ๓๒ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบ กับการโตของงบประมาณของประเทศที่โตขึ้นเพียง ๒๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งก็ไม่ต้อง แปลกใจ เพราะหน่วยงานเหล่านี้มีอิสระในการบริหารองค์กรของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการตั้ง อัตรากำลังคนได้เองมีระเบียบใช้จ่ายเงินเป็นของตัวเอง ถึงแม้ว่างบของหน่วยงานศาลและ องค์กรอิสระจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ตัวชี้วัดระดับนานาชาติไม่ว่าจะเป็น Rule of Law Index หรือดัชนีระบบนิติธรรมและคอร์รัปชัน Perception Index หรือดัชนีการรับรู้ทุจริต คะแนนและอันดับของประเทศไทยไม่ได้มีพัฒนาการที่ดีขึ้นเลยและอยู่รั้งท้ายของโลก เสียด้วยซ้ำ สะท้อนให้เห็นว่างบประมาณที่เราจัดสรรไปให้องค์กรเหล่านี้ไม่ได้เปลี่ยนผ่านไปสู่ ความยุติธรรมและลดปัญหาการคอร์รัปชันของประเทศให้ดีขึ้นเลย เมื่อเห็นคะแนนของ ประเทศไทยเป็นแบบนี้ผมก็เลยมีคำถามกับความเหมาะสมในการจัดสรรงบประมาณให้กับ ศาล องค์กรอิสระเหล่านี้ที่ไล่แต่ตรวจสอบคนอื่น แต่ตัวเองกลับเข้าไปตรวจสอบยากมาก แล้วผลงานที่สะท้อนผ่านดัชนีระดับนานาชาติก็ฟ้องว่าการจัดสรรงบให้บรรดาหน่วยงาน ตรวจสอบของไทยมีปัญหา อย่างที่กล่าวข้างต้นว่าศาล องค์กรอิสระ และอัยการ มีงบรวมกัน กว่า ๕๔,๗๗๓ ล้านบาท และงบที่หน่วยงานเหล่านี้สามารถใช้ได้จริง ๆ ที่ไม่ใช่งบบุคลากรก็มี เกือบ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท งบก้อนใหญ่ ๆ ที่ผมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมคืองบก่อสร้าง ที่สูงถึง ๕,๑๐๓ ล้านบาท หากเอา ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท มาแยกเป็นรายหน่วยงาน Top 3 ได้แก่ ๑. สำนักงานศาลยุติธรรม ๑,๗๗๖ ล้านบาท สักงานอัยการสูงสุด ๑,๓๑๕ ล้านบาท และสำนักงาน ป.ป.ช. ๑,๑๗๖ ล้านบาท ศาลกับอัยการเมื่อเทียบกับงบประมาณทั้งหมด ประมาณ ๘-๙ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณหน่วยงาน ยังไม่เท่าไรท่านประธานครับ แต่สำนักงาน ป.ป.ช. ที่ขนาดองค์กรเล็กกว่าศาลหรืออัยการประมาณ ๓ เท่านี่ แต่กลับมี งบก่อสร้างเป็นสัดส่วนสูงถึง ๒๖ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงที่สุดในบรรดาหน่วยงานองค์กรอิสระ เมื่อผมไล่ไปสืบค้นโครงการก่อสร้างของศาล อัยการและองค์กรอิสระทั้งจากเอกสาร งบประมาณขาวคาดแดงตามเว็บไซต์และตามสื่อ Social ต่าง ๆ ที่มีภาคประชาชน ได้ทำการขุดคุ้ยถึงความไม่ชอบมาพากลของโครงการก่อสร้างเหล่านี้ ผมสามารถสรุปปัญหา โครงการก่อสร้างของหน่วยงานกลุ่มนี้ได้อยู่ ๓ ประการ ๑. ความพร้อมในการทำสัญญา จัดซื้อจัดจ้าง ๒. ปัญหาในการบริหารสัญญาก่อสร้าง และ ๓. การก่อสร้างที่เกินความ จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงาน

ประการแรก ปัญหาเรื่องความพร้อมในการทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง บรรดา โครงการก่อสร้างที่ศาล อัยการและองค์กรอิสระขอมาแต่ละปี ๆ โดยเฉพาะพวกโครงการ ก่อสร้างผูกพันหลายปีมักมีปัญหาเรื่องของการทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างล่าช้าไม่ทันกับ ปีงบประมาณที่ขอมา ผมขอยกตัวอย่างของสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งมีการเปิดเผยข้อมูล รายงานความคืบหน้าของรายการก่อสร้างและควบคุมงาน ณ เดือนมกราคม ๒๕๖๘ ที่สำนักบริหารอาคารและที่ดินออกแบบและก่อสร้าง ซึ่งมีทั้งหมด ๔๕ โครงการ เมื่อไล่เลียง ดูโครงการทั้ง ๔๕ โครงการ จะเห็นด้วยว่ามีโครงการหลายโครงการมากที่มีความล่าช้าในการ ทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง และในบรรดาโครงการก่อสร้างที่ยังไม่ได้ทำสัญญา ๒๕ โครงการ เป็นโครงการที่เริ่มตั้งงบประมาณก่อนปีงบประมาณ ๒๕๖๘ ถึง ๑๖ โครงการ หมายความว่า อะไร ของบประมาณไว้ แต่ไม่สามารถทำสัญญาจ้างคนมาก่อสร้างได้ อย่างเช่นโครงการ ก่อสร้างสำนักงานอัยการจังหวัดตราดที่เริ่มตั้งงบปี ๒๕๖๕ แต่นี่ผ่านไป ๓ ปีแล้วยังทำ สัญญาก่อสร้างไม่ได้ โดยมีเหตุผลว่าอยู่ระหว่างพิจารณาของคณะกรรมการราคากลาง หรือ โครงการที่เริ่มตั้งงบประมาณปี ๒๕๖๗ มีเพียงแค่โครงการเดียวที่สามารถทำสัญญา ได้ทันในปีงบประมาณ ๒๕๖๗ โครงการเดียวที่ผมจะพูดถึงครับคือโครงการสร้างที่จอดรถ สำนักงานอัยการภาค ๔ ส่วนโครงการที่เหลือนั้นยังไม่ได้มีการเซ็นสัญญาจัดซื้อจัดจ้างอะไร ทั้งสิ้น ซึ่งมีหลากหลายเหตุผลที่มีการระบุไว้และยังไม่ได้ทำสัญญาจัดจ้าง เช่นอยู่ระหว่าง ดำเนินการจัดทำแบบรูปรายการ อยู่ระหว่างจัดทำราคากลาง ยกเลิกประกวดราคาเนื่องจาก มีผู้เสนอเพียงรายเดียว เหตุผลเหล่านี้ที่ทำให้การจัดซื้อจัดจ้างของอาคารของอัยการสูงสุด ล่าช้าไม่ทันกับปีงบประมาณที่ขอ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความพร้อมของโครงการที่ จริง ๆ แล้วยังไม่ได้มีความพร้อม แต่ได้งบประมาณมาแล้วก็ยังไม่ได้สร้างสักที ทำให้รัฐ เสียโอกาสที่จะใช้งบประมาณกับโครงการที่มีความพร้อมจริง ๆ

ประการที่ ๒ ปัญหาเรื่องการบริหารสัญญาก่อสร้างล่าช้า ปัญหานี้เป็นปัญหา ที่หน่วยงานศาลและองค์กรอิสระเป็นกันเยอะ อย่างที่มีการขุดคุ้ยอาคารสิ่งปลูกสร้างของ สำนักงานศาลยุติธรรม หรือ สตง. ที่เป็นอาคารที่สร้างไม่เสร็จ ที่มีสาเหตุหลักมาจาก ผู้รับเหมาทิ้งงาน โครงการก่อสร้างลักษณะนี้มีเยอะ เห็นได้ตามาภาพข่าว ตาม Social ทั่วไปเลย ตัวอย่างเพจคิดทำทิ้ง หรือเพจของชมรม Strong ต้านทุจริต ที่เขาตามไปขุดคุ้ย โครงการผู้รับเหมาตึกทิ้งร้างทั่วประเทศ เพราะมันสามารถเห็นได้โดยเป็นที่ประจักษ์ ผมขอเริ่มจากโครงการก่อสร้างของ สตง. ที่เรารู้ กันดีว่าโครงการสร้างตึก สตง. ส่วนราชการที่เพิ่งถล่มไปนั้น ก่อสร้างยืดเยื้อล่าช้ามา อย่างยาวนาน พอเกิดเหตุการณ์ตึกถล่มขึ้น ก็มีคนไปขุดเจอโครงการก่อสร้างของสำนักงาน สตง. จังหวัดที่มีปัญหาเรื่องผู้รับเหมาทิ้งงานก่อสร้างไม่เสร็จตามกำหนด อย่างน้อยเขาเจอ ๔ โครงการ ท่านประธานครับ ๑. สตง. จังหวัดพะเยา กำหนดสร้างเสร็จปี ๒๕๖๖ แต่ปัจจุบันถูกทิ้งร้างไม่รู้จะกลับมาสร้างอีกเมื่อไร ๒. สตง. จังหวัดร้อยเอ็ด โครงการ หยุดชะงักไปแล้ว ๘ เดือน ตอนนี้ก็ต้องมาลุ้นว่าจะได้ผู้รับเหมาใหม่เมื่อไรเช่นกัน ๓. สตง. จังหวัดตาก สร้างปี ๒๕๖๕ กำหนดเสร็จ ปี ๒๕๖๗ อันนี้หนักเลย ได้แค่โครงสร้าง ชั้นเดียว และ ๔. สตง. จังหวัดนครนายกที่เริ่มสร้างตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ถูกผู้รับเหมาทิ้งงาน ๒ รอบ ตามข่าวล่าสุดได้ผู้รับเหมารายที่ ๓ แล้ว ตอนนี้ก็กำลังก่อสร้าง และกำหนดแล้วเสร็จ ในเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๘ ผมเพิ่งไปเช็กวันนี้มาเลย ณ ปัจจุบันก็ยังสร้างไม่เสร็จ โครงการ ทั้ง ๔ โครงการที่มีมูลค่ารวมกว่า ๒๐๐ ล้านบาทที่ผมกล่าวมา ผมไม่เห็นในงบประมาณ ปี ๒๕๖๙ ก็ฝากทางกรรมาธิการงบประมาณติดตามต่อว่าโครงการเหล่านี้จากนี้จะเอา อย่างไร ส่วนศาลและอัยการก็ไม่แพ้กัน ๒ องค์กรนี้มีงบก่อสร้างในปีนี้รวมกันกว่า ๓,๐๐๐ ล้านบาท แต่เมื่อไปดูโครงการเก่า ๆ พบว่าสำนักงานศาลยุติธรรมที่โครงการก่อสร้างที่ถูก ผู้รับเหมาทิ้งงานและเสร็จไม่ทันกำหนดยังมีการตั้งผูกพันงบประมาณต่อกันอีกหลาย ๆ ปี ถึง ๖ โครงการ รวมมูลค่าโครงการทั้งหมด ๒,๘๙๔ ล้านบาท ส่วนของสำนักอัยการสูงสุด มีประชาชนขุดเจอ ๑ โครงการ คือโครงการอาคารสำนักงานอัยการสูงสุดธนบุรี มูลค่า โครงการ ๑๙๓ ล้านบาท ก็ถูกผู้รับเหมาทิ้งงานอีกเช่นกัน แต่รายงานความคืบหน้า ณ เดือนมกราคม ๒๕๖๘ ที่ผ่านมาที่ผมได้พูดถึงก่อนหน้านี้ก็มีโครงการประเภทผู้รับเหมา ทิ้งงานเช่นกัน ซึ่งมีถึง ๕ โครงการ แล้วก็ต้องจ้างผู้รับเหมาใหม่มาก่อสร้าง บางโครงการ โดนทิ้งงานถึง ๒ รอบด้วยกัน

ประการสุดท้ายคือการก่อสร้างที่เกินความจำเป็นสร้างไปทำไม อย่างที่เราเห็นใน กรณีของตึก สตง. ที่เพิ่งถล่มไป ที่สร้างใหญ่เกินความจำเป็น เป็นตึกหรูถึง ๓๐ ชั้น มี Sky Lounge มีห้องผู้บริหารที่ใช้เฟอร์นิเจอร์นำเข้าจากอิตาลี สุขภัณฑ์ระดับ High end เลย แต่นี่ไม่ได้มีแค่ สตง. ที่มีตึกหรู สำนักงาน ป.ป.ช. ที่ระยะหลังมีงบก่อสร้างเกือบ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมด ก็โครงการก่อสร้างที่ไม่รู้ว่าจะสร้างไปทำไมเช่นกัน โครงการก่อสร้างนี้เป็นส่วนหนึ่งของค่าก่อสร้างที่ทำการสำนักงาน ป.ป.ช. ส่วนกลาง อยู่ตรงสนามบินน้ำนี่เอง ปี ๒๕๖๙ ตั้งงบประมาณไว้ ๓๓๗ ล้านบาท ตั้งเป็นปีสุดท้ายแล้ว จากมูลค่ารวมทั้งหมด ๗๔๗ ล้านบาท ถือเป็นงบก่อสร้างก้อนใหญ่ของ ป.ป.ช. ที่อยู่ใน งบประมาณปี ๒๕๖๙ ผมก็สงสัยจริง ๆ ว่าทำไมส่วนต่อขยายที่ทำการ ป.ป.ช. ที่มีอยู่แล้ว หลายตึกมันสร้างอะไรเพิ่มอีกตั้ง ๗๐๐ กว่าล้านบาท พอค้นดูเอกสารแบบก่อสร้างของ โครงการนี้ก็พบว่าเป็นการขยายระยะที่ ๕ แล้ว คือการสร้างอาคารใหม่อีก ๓ อาคารคือ อาคาร ๑๐ อาคาร ๑๑ เรียกสั้น ๆ Package A และอาคาร ๑๒ Package B ปรับปรุงอาคาร ๕ Package C และทำทางเชื่อม Package D อาคารอื่น ๆ ผมไม่ได้มีปัญหาอะไรเท่าไร เพราะส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ใช้ทำงานตามหน้าที่ของ ป.ป.ช. เฟอร์นิเจอร์ก็ราคาปกติไม่ได้ หรูหราอะไรเหมือนกับตึก สตง. แต่ผมมีปัญหากับความจำเป็นในการสร้างตึกอาคาร ๑๒ ที่เป็นตึก ๑๒ ชั้น ที่ใน TOR ระบุว่าเป็นอาคารห้องประชุมสัมมนาศูนย์ฝึกและทดสอบ สมรรถภาพร่างกายและห้องพัก เข้าใจว่าเป็นตึกฝึกอบรมของสถาบันการป้องกันและ ปราบปรามทุจริตแห่งชาติ สัญญา ธรรมศักดิ์ ซึ่งปัจจุบันมีตึกของสถาบันฝึกอบรมอยู่แล้ว ภาพในรูปตึกก็ยังสวยดูดีไม่ได้มีความทรุดโทรมใด ๆ เลย ทำไมสำนักงาน ป.ป.ช. ถึงต้องหา ทำสร้างใหม่และสร้างใหญ่ถึง ๑๒ ชั้น ๖๙ ห้องพัก พร้อมทั้งห้องอาหาร ห้องเอนกประสงค์ สนามกีฬาในร่ม Fitness สระว่ายน้ำ ถ้าที่ฝึกอบรมของท่านไม่พอจริง ๆ ผมขอแนะนำ ส่วนราชการอื่นที่เขามีศูนย์ฝึกอบรมอยู่แล้ว ท่านไปขอเช่าเขาก็ได้ อย่างสนามกีฬาในร่ม การสร้างสนามบาสของ ป.ป.ช. อีก ๑ สนาม เพราะข้าง ๆ ตึกท่านก็มีสนามกลางแจ้งอยู่แล้ว ๑ สนาม สภาพก็ยังดี ใช้งานได้ปกติ หรือว่าท่านจะทุบของเก่าทิ้งแล้วจะสร้างตึกใหม่ เนื่องจากอากาศมันร้อนหรืออย่างไร สรุปแล้วท่านเป็นองค์กรอิสระหรือจะเป็นโรงเรียน ประจำครับ หรือจะเป็น Spot Complex หรือว่าจะเป็นโรงแรมกันแน่ ท่านประธานที่เคารพ เราจะเห็นประสิทธิภาพของการใช้งบประมาณก่อสร้างของศาล อัยการและองค์กรอิสระ ที่ทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสในการนำงบประมาณที่นำไปใช้แล้วได้สิ่งก่อสร้างที่สร้าง ไม่เสร็จ ที่สร้างแล้วล่าช้า ที่ของบแล้วยังไม่มีการจัดซื้อจัดจ้างในปีงบประมาณที่เริ่มขอ และที่ไม่รู้ว่าจะสร้างไปทำไม ผมอยากฝากให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พระราชบัญญัติงบประมาณ ปี ๒๕๖๙ พิจารณาตัดงบผูกพันที่เริ่มตั้งใหม่ในปี ๒๕๖๙ ของ หน่วยงานศาล อัยการและองค์กรอิสระ ที่มีการเริ่มตั้งงบปี ๒๕๖๙ รวมกัน ๖๗๓ ล้านบาท และมูลค่าทั้งโครงการที่ผูกพันต่อไปอีกในปีงบประมาณถัดไปรวมกัน ๓,๙๔๐ ล้านบาท เพราะอย่างไรก็แล้วแต่หน่วยงานเหล่านี้ก็ยังสามารถทำงานได้ ไม่ได้มีความจำเป็นต้องมี ตึกใหม่ ขอให้ไปดำเนินการตึกเก่า ๆ ที่ยังสร้างไม่เสร็จ หรือยังไม่ได้ทำสัญญาจ้าง ให้เรียบร้อยก่อน เพราะตอนนี้รัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการ กอบกู้เศรษฐกิจของประเทศให้รอดพ้นจากนโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกา ซึ่งวันนี้ เราก็ไม่รู้ว่าเราจะได้รับผลกระทบรุนแรงแค่ไหน สุดท้าย ท่านประธานครับ หากเศรษฐกิจ ของประเทศและประชาชนไม่รอด พวกท่านทั้งหลายก็ไม่รอดเช่นกัน เพราะองค์กรของ พวกท่านอยู่ได้ก็เพราะเงินภาษีของประชาชนครับ ขอบคุณครับ

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิกครับ วันนี้ก็ประชุมพอสมควรนะครับ ผมขอพักการประชุม แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้เช้ามา พิจารณากันต่อ ๐๙.๐๐ นาฬิกาตรง ขออนุญาตพักการประชุมครับ พบกันพรุ่งนี้ครับ

พักประชุมเวลา ๒๓.๐๔ นาฬิกา