วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ตั้งข้อสังเกตการใช้ชั้นผู้รับเหมาชั้นพิเศษที่ทำให้เกิดการผูกขาด พร้อมเสนอให้ปรับเพดานการประกวดราคาของผู้รับเหมาชั้น 1 ก. จาก 600 เป็น 900 ล้านบาท เพื่อเพิ่มการแข่งขันและลดปัญหาเงินทอน โดยอ้างข้อมูลจากคณะทำงานกรมบัญชีกลางและ สตง. ที่สนับสนุนการปรับเกณฑ์ดังกล่าว ขณะเดียวกันวิพากษ์การอ้างเหตุผลของกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทที่คัดค้านการเปลี่ยนแปลงนี้ว่าขัดกับเจตนารมณ์ของความเป็นธรรมในการจัดซื้อจัดจ้างตามกฎหมาย
ท่านประธานครับ ผมพูดถึง ผู้รับเหมาชั้นพิเศษไม่ได้พูดถึงบุญวิเศษนะครับ กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ในที่ประชุมมักจะอ้างว่าหากแบ่งซื้อแบ่งจ้างโครงการออกเป็นหลายตอนจะทำให้ราคากลาง ของทั้งโครงการเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งฟังไม่ขึ้นครับ เพราะการจะดูว่าประเทศจะประหยัดงบได้เท่าไร ไม่ใช่ดูที่ราคากลาง ต้องดูว่าราคาที่ชนะประมูลห่างจากราคากลางแค่ไหน จากรายงาน การประชุม ผมเข้าไปติดตามสังเกตการประชุมของคณะทำงานที่ตั้งขึ้นมาที่กรมบัญชีกลาง คณะทำงานทบทวนหลักเกณฑ์จัดชั้นผู้รับเหมา ผมเข้าไปสังเกตการณ์ตั้งแต่วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ถึง ๑๗ ธันวาคม ๒๕๖๗ ยืนยันข้อมูลว่าตัวนี้สำคัญ ในปี ๒๕๖๖ การประกวด ราคาของผู้รับเหมาชั้นพิเศษนั้นประหยัดงบได้เพียงแค่ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ผู้รับเหมา ชั้น ๑ ประหยัดได้ถึง ๑๗.๑ เปอร์เซ็นต์ ๑๖.๗ เปอร์เซ็นต์ ส่วนต่างคืออะไรครับ เงินทอน และเมื่อพิจารณาจากจำนวนโครงการทั้งหมด ๓๒,๗๔๖ โครงการ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ ถึง ปี ๒๕๖๗ เจออะไรอีกครับ นี่รายงานจากกรมบัญชีกลาง ผู้รับเหมาชั้นพิเศษมีจำนวน โครงการต่อจำนวนผู้รับเหมาสูงถึง ๒.๓๒ ในขณะที่ผู้รับเหมาชั้น ๑ มีจำนวนโครงการ ต่อจำนวนผู้รับเหมาอยู่แค่ ๐.๕๗ แล้วถ้าคิดว่าผู้รับเหมาชั้นพิเศษสามารถลงมาประกวดราคา แข่งขันกับผู้รับเหมาชั้น ๑ ได้ ชั้น ๑ ขึ้นไปสู้ชั้นพิเศษไม่ได้นะ แต่ชั้นพิเศษลงมาแข่งกับ ชั้น ๑ ได้ จำนวนโครงการต่อจำนวนผู้รับเหมาของผู้รับเหมาชั้น ๑ จะเหลือแค่ ๐.๒๕ เท่านั้น นี่ละครับ สะท้อนถึงความเป็นเสือนอนกินของผู้รับเหมาชั้นพิเศษที่ประเทศนี้มีอยู่แค่ ๗๙ ราย คณะทำงานชุดนี้ของกรมบัญชีกลางมีความเห็นที่สอดคล้องกันว่าประกาศ หลักเกณฑ์จัดชั้นผู้รับเหมานั้นเป็นเพียงแค่การคัดกรองคุณสมบัติเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ควรเอา มาเป็นเครื่องมือในการกีดกันในการประกวดราคา หากโครงการใดจำเป็นต้องใช้เทคนิคทาง วิศวกรรมเป็นการเฉพาะ ก็กำหนดเพิ่มเติมใน TOR ได้ ผู้แทนจาก สตง. ก็เห็นด้วยกับการ ปรับเพดาน การประกวดราคาของผู้รับเหมาชั้น ๑ ก จาก ๖๐๐ ล้านบาท เป็น ๙๐๐ ล้านบาท เพื่อให้เกิดการแข่งขันด้านราคา และนี่ละครับ ย้ำด้วยนะครับ สำหรับปัญหาการทิ้งงานของ ผู้รับเหมา ที่กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทชอบเอามาอ้าง จากข้อมูลสถิติก็ไม่พบว่า มีปัญหาและการทิ้งงานก็ไม่ได้มาจากการประกวดราคา แต่มาจากการที่ผู้รับเหมาชั้นพิเศษ รับงานมากเกินไปจนขาดสภาพคล่อง บริหารสภาพคล่องไม่ได้ สำหรับรายงานการศึกษาของ สถาบันการขนส่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ผู้แทนกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท อ้างว่ารายงานฉบับนี้เสนอให้ปรับเพดานของผู้รับเหมาชั้น ๑ จาก ๕๐๐ ล้านบาท เป็น ๖๐๐ ล้านบาท ก็พูดไม่หมด เพราะรายงานฉบับนี้ระบุกำกับเอาไว้ว่าตัวเลขเพดาน ๖๐๐ ล้านบาท ที่เสนอนี้คำนึงถึงอัตราเงินเฟ้อ คำนึงถึงการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาวัสดุก่อสร้าง และต้นทุน การก่อสร้าง และรายงานฉบับนี้คือรายงานเมื่อปี ๒๕๖๐ ปัจจุบันปีอะไรแล้ว ปี ๒๕๖๘ ตัวเลขเพดานที่เหมาะสมจึงควรต้องสูงกว่า ๖๐๐ ล้านบาท ในประเด็นนี้ผู้แทนจาก สตง. ยังได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าควรยึดมาตรา ๘ ของ พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างในการปรับตัวเลข เพดานให้เป็น ๙๐๐ ล้านบาท เพื่อให้การประกวดราคามีความเป็นธรรม ถ้าจะเอารายงาน ฉบับนี้มาหักล้างต้องไปศึกษามาใหม่ แล้วมาขอแก้ไขเพิ่มเติม ไม่ใช่เอารายงานเก่ามาหักล้าง กฎหมาย แต่ก็ไม่ได้นำพา โดยสรุปครับ เมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๖๗ คณะทำงานชุดนี้ก็มีมติ ในการปรับเพดานของการประกวดราคาของผู้รับเหมาชั้น ๑ ก จาก ๖๐๐ ล้านบาท เป็น ๙๐๐ ล้านบาท แต่ผู้แทนจากกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทก็ยังคัดค้านเหมือนเดิม บอกให้ติดตามผลงานโครงการก่อสร้างทางที่ผู้รับเหมาชั้น ๑ ก ชนะประมูลไปในปี ๒๕๖๗ ที่มีอยู่ ๘ โครงการเสียก่อน พูดง่าย ๆ คืออะไร จะปล่อยให้มีการฮั้วประมูลฮั้วกันได้ต่อไปอีก ๒-๓ ปี และ ๘ โครงการ ในงบปี ๒๕๖๗ ที่ตกมาถึงผู้รับเหมาชั้น ๑ ก ได้ ไม่ได้เป็นเพราะว่า กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท อยากจะเปิดโอกาสให้กับผู้รับเหมาชั้น ๑ ก หรอก เพราะถ้าดูปฏิทินงบปี ๒๕๖๗ ก็จะรู้ว่าเป็นเพราะการแก้ไขประกาศหลักเกณฑ์จัดชั้น ผู้รับเหมาที่เพิ่มชั้น ๑ ก ขึ้นมา มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๖ ซึ่งงบประมาณปี ๒๕๖๗ ประกาศใช้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปรับเปลี่ยนโครงการอะไรไม่ทันแล้ว และถ้าอิงตามประกาศฉบับเดิม ถ้าไม่มีการแก้ ประกาศฉบับเดิมที่มีแต่ผู้รับเหมาชั้น ๑ ที่เพดานในการประกวดราคาได้ไม่เกิน ๕๐๐ ล้านบาท จะพบว่าอะไรรู้ไหมครับ ไม่มีโครงการ ที่มีราคากลาง ๔๕๐-๕๐๐ ล้านบาทเลย หมายความว่าอะไรครับ ถ้าอิงตามประกาศเดิม ปี ๒๕๖๗ จะไม่มีผู้รับเหมาชั้น ๑ รายใดสามารถเข้าร่วมประกวดราคาและใช้เป็นผลงาน ในการขอเลื่อนเป็นผู้รับเหมาชั้นพิเศษได้เลย สุดอำมหิตขนาดไหน กรมทางหลวงและ กรมทางหลวงชนบท การที่กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทไม่ยอมรับมติของ คณะทำงาน คณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณก็ได้ทำหนังสือแจ้งข้อสังเกตไปยัง กรมบัญชีกลาง ป.ป.ช. และ สตง. เป็นที่เรียบร้อย ขอให้ ป.ป.ช. ใช้อำนาจตามมาตรา ๓๒ (๓) ของพระราชบัญญัติประกอบ ป.ป.ช. และให้ สตง. ใช้อำนาจตามมาตรา ๘๕ ของ พรป. ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน ในการทำหนังสือข้อเสนอแนะไปยังคณะกรรมการราคากลาง ให้เร่งแก้ไขประกาศหลักเกณฑ์จัดชั้นผู้รับเหมาเพื่อปิดช่องทางการทุจริตจากการฮั้วประมูล โครงการก่อสร้างทาง ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายเป็นหลักหลายพันล้านบาทต่อปี ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าการประกวดราคาของโครงการก่อสร้างทางมีการแข่งขันที่ เป็นธรรม ไม่มีการซุกซ่อนเงินทอนเอาไว้ประเทศชาติของเราจะสามารถประหยัดเม็ดเงิน งบประมาณได้อย่างมหาศาล จำได้ไหมครับ จากข้อมูลกรมบัญชีกลาง อ้างอิงจากปี ๒๕๖๖ เดี๋ยวผมจะเอามาคำนวณให้ดู การประกวดราคาของผู้รับเหมาชั้น ๑ ประหยัดได้ถึง ๑๗.๑ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่การประกวดราคาของผู้รับเหมาชั้นพิเศษ ประหยัดงบได้เพียง ๐.๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนต่างย้ำอีกครั้งหนึ่ง ๑๖.๗ เปอร์เซ็นต์ ที่เขาเชื่อว่าเป็นเงินทอน จากการฮั้วประมูล ปี ๒๕๖๔ ผมไล่ให้ดูเลยมีโครงการก่อสร้างทางขนาดใหญ่ที่มีราคากลาง ตั้งแต่ ๕๐๐ ล้านบาทขึ้นไป คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น ๔๗,๓๘๑ ล้านบาท เอา ๑๖.๗ เปอร์เซ็นต์ คูณเข้าไป ประเมินได้เลยครับว่าน่าจะมีเงินทอนอยู่ที่ประมาณ ๗,๙๑๓ ล้านบาท ปี ๒๕๖๕ มีโครงการที่มีราคากลางตั้งแต่ ๕๐๐ ล้านบาทขึ้นไป อยู่ที่ ๑,๘๕๐ ล้านบาท ปีนี้เจอโควิด ซุกไม่ค่อยถนัด เงินทอนก็น่าจะมีอยู่ราว ๆ สัก ๓๐๙ ล้านบาท ปี ๒๕๖๖ มีโครงการที่มี ราคากลางตั้งแต่ ๕๐๐ ล้านบาทขึ้นไปนี่ ๒๔,๑๑๖ ล้านบาท ก็น่าจะมีเงินทอนซุกเอาไว้ เบาะ ๆ ก็ ๔,๐๒๗ ล้านบาท ปี ๒๕๖๗ เป็นปีแรกที่เริ่มมีผู้รับเหมาชั้น ๑ ก แล้วก็ขยับเพดาน จาก ๕๐๐ ล้านบาท เป็น ๖๐๐ ล้านบาท ปีนี้มีโครงการที่มีราคากลางตั้งแต่ ๖๐๐ ล้านบาท ขึ้นไป มีมูลค่าทั้งสิ้น ๕๒,๘๖๖ ล้านบาท ประเมินได้เลยว่าน่าจะมีการซุกเงินทอนเอาไว้อยู่ที่ ๘,๘๒๙ ล้านบาท ปี ๒๕๖๘ มีโครงการก่อสร้างที่มีราคากลางตั้งแต่ ๖๐๐ ล้านบาทขึ้นไป ของทั้งกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท คิดเป็นมูลค่า ๓๖,๕๕๒ ล้านบาท เอา ๑๖.๗ เปอร์เซ็นต์คูณเข้าไปเงินทอนที่ซุกเอาไว้ก็น่าจะอยู่ราว ๆ ๖,๑๐๔ ล้านบาท ท่านประธานอย่าคิดว่าเงินทอนหลายพันล้านบาทจากการก่อสร้างทางของกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบทนี่เป็นไปไม่ได้ ท่านประธานจำข่าวปล้น ๑,๐๐๐ ล้านบาท สะท้านกรุง บ้านอดีตปลัดกระทรวงคมนาคมเมื่อปี ๒๕๕๔ ได้หรือเปล่า โจรขึ้นบ้านปล้นไปได้ ๑๘ ล้านบาทครับ ถูกตำรวจจับได้รับสารภาพว่าอะไรรู้ไหม เจอเงินสดกระเป๋าใส่กระเป๋า เอาไว้ประมาณ ๗๐๐-๑,๐๐๐ ล้านบาท แต่เอามาได้ ๑๘ ล้านบาท เพราะขนออกมาไม่ไหว นี่แค่ปลัดคนเดียวไม่ได้ทั้งขบวนการยังฟาดไป ๑,๐๐๐ ล้านบาท ดังนั้นตัวเลขเงินทอนของ ทั้งขบวนการตั้งแต่หัวโต๊ะยันท้ายโต๊ะจะเป็นหลักหลายพันล้านบาทต่อปีก็เป็นไปได้ ในปี ๒๕๖๙ จัดงบประมาณโครงการก่อสร้างทางของกรมทางหลวงที่มีอยู่ ๕๙,๐๕๐ ล้านบาท กรมทางหลวงชนบท ๓,๔๐๐ ล้านบาท รวมกันทั้ง ๒ กรมมีมูลค่ารวมกันทั้งสิ้น ๖๒,๔๕๐ ล้าบาท ในนี้มีโครงการก่อสร้างทางที่มีราคากลางตั้งแต่ ๖๐๐ ล้านบาทขึ้นไปอยู่ ๕๗ โครงการ คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น ๔๘,๘๖๖ ล้านบาท มีสัดส่วนมากถึง ๗๘.๒๕ เปอร์เซ็นต์ โอ้โฮ หวานเจี๊ยบผู้รับเหมาชั้นพิเศษ มีโครงการที่มีราคากลาง ๔๕๐-๖๐๐ ล้านบาท ที่ผู้รับเหมา ชั้น ๑ ก เข้าร่วมประกวดราคา แล้วขอเลื่อนชั้นเป็นผู้รับเหมาชั้นพิเศษได้เพียง ๑๐ โครงการ คิดเป็นมูลค่า ๔,๙๓๔ ล้านบาท แค่ ๗.๙ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ แล้วไม่ใช่ ๑๐ โครงการด้วย เพราะใน ๑๐ โครงการมีโครงการที่มีราคากลาง ๕๐๐-๖๐๐ ล้านบาทที่ราคาชนะประมูล น่าจะอยู่ในระดับที่สูงกว่า ๔๕๐ ล้านบาทได้ อยู่แค่ ๔ โครงการ อีก ๖ โครงการมีราคากลาง อยู่ที่ ๔๕๐-๔๖๕ ล้านบาท ประมูลกันอย่างไรต้องต่ำกว่า ๔๕๐ ล้านบาท ใช้เป็นผลงาน ในการขอเลื่อนชั้นไม่ได้อยู่แล้ว มีแค่ ๔ โครงการที่ใช้เลื่อนชั้นได้ ผมยืนยันครับท่านประธาน ว่าตราบใดก็ตามที่ยังไม่มีการแก้ไขประกาศหลักเกณฑ์จัดชั้นผู้รับเหมาก็ประเมินได้เลยว่า ในปี ๒๕๖๙ ทั้ง ๒ กรม คือกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทต้องซุกซ่อนเงินทอน เอาไว้เผื่อการกินเหล็ก ปูน หิน ดินทราย ไม่ต่ำกว่า ๘,๑๖๑ ล้านบาท กระทรวงคมนาคม ท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เคยประเมินเอาไว้ว่าอย่างไร ต้องใช้วงเงินประมาณ ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี เพื่อชดเชยส่วนต่างค่าโดยสารรถไฟฟ้า แค่แก้ไขประกาศหลักเกณฑ์จัดชั้น ผู้รับเหมา เพื่อกำจัดการฮั้วประมูลในกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท กระทรวง คมนาคมก็สามารถเอาเงินทอนมูลค่า ๘,๑๖๑ ล้านบาท ที่จะเกิดขึ้นในปี ๒๕๖๙ เอามาทำ กองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม เพื่อให้ประชาชนคนไทยได้ใช้รถไฟฟ้าอย่างเสมอภาคด้วย ราคาที่ถูกลง นี่อย่างไรครับ ผมหาเงินเข้ากองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วมให้กับคุณสุริยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้แล้ว และทำได้ทันทีด้วย แค่แก้ประกาศหลักเกณฑ์ จากชั้นผู้รับเหมา ท่านประธานครับ สุดท้ายจริง ๆ การฮั้วประมูลและการรีดไถเงินทอนจาก โครงการก่อสร้างทางของกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ผู้รับเหมาทิ้งงาน ทำให้การก่อสร้างล่าช้า ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจการค้าการขาย ประชาชนผู้อยู่อาศัยต้องเผชิญกับฝุ่นควันจากการก่อสร้างไม่จบไม่สิ้น แถมยังต้องเสี่ยงกับ อุบัติเหตุการจราจรและอุบัติเหตุจากการก่อสร้าง งบที่เผื่อเงินทอนเอื้อการฮั้วประมูลแบบนี้ หากสภาผู้แทนราษฎรของพวกเรายกมือยอมรับก็เท่ากับร่วมกันทุจริต และเป็นการทรยศ ต่อประชาชน ขาดสำนึกว่างบประมาณทุกบาทมาจากภาษีที่เป็นหยาดเหงื่อแรงงานของ พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ผมและภาคประชาชนไม่สามารถ ปล่อยให้งบประมาณของกระทรวงคมนาคมในปี ๒๕๖๙ ที่มีพฤติกรรมเดิมที่เผื่อสินบาท คาดสินบนแบบนี้ให้ผ่านไปได้ ขอบพระคุณท่านประธานครับ